ตำรวจมีไว้เพื่อ…ปฏิรูปหรือปฏิลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/481621

ตำรวจมีไว้เพื่อ...ปฏิรูปหรือปฏิลวง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถือเป็นหัวใจสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อการปฏิรูปองค์กรตำรวจให้ทำงานสนองตอบประชาชน หลังเกิดเสียงครหาอย่างหนักหน่วงสำหรับคำว่า “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์”

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร หรือที่สื่อมวลชนให้ฉายา “ผกก.กระดูกเหล็ก” อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การปฏิรูปตำรวจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. กับ 11 ปี ต่อการผลักดันเรื่องดังกล่าวจนถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หลังได้รับเชิญไปแสดงทัศนะผ่านเวทีเสวนาปฏิรูปตำรวจ “ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร” จัดโดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police Watch)

ดูจะมึนๆ งงๆ กันไม่น้อย มีถ้อยคำใดไปทิ่มแทงใจผู้บัญชาการระดับสูง ถึงกับมีการแจ้งความผู้เสวนาทางวิชาการข้อหาหมิ่นศักดิ์ศรีตำรวจ

หนึ่งในสองรายที่ถูกแจ้งความถือเป็นบุคคลที่เคยเป็นตำรวจเสียด้วย?!? ซึ่งเรื่องนี้ดูยังไม่จบเมื่อองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เตรียมแถลงถึงวัตถุประสงค์การเสวนามิได้มีเจตนาหมิ่นศักดิ์ศรีตำรวจในเร็วๆ นี้

กระนั้น พ.ต.อ.วิรุตม์ เล่าผ่าน “โพสต์ทูเดย์” โดยยอมรับว่า ตั้งแต่ทำเรื่องกฎหมายมา นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกตำรวจด้วยกันแจ้งความกล่าวหา ซึ่งส่วนตัวตั้งคำถามว่าพนักงานสอบสวนจะทำไปจากที่ผู้บังคับบัญชาสั่งมาได้หรือไม่ คงอาจหามุมจนกว่าจะมีความผิดให้ได้ ซึ่งพนักงานสอบสวนก็คงลำบากใจ

“ถามว่าเรื่องนี้เป็นธรรมหรือไม่ เพราะเจตนาที่ทำเพื่อต้องการไม่ให้ใครกล้าพูดวิจารณ์ตำรวจอีก ซึ่งคือปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทย ถูกแจ้งข้อกล่าวหากันง่ายๆ และเมื่อศาลยกฟ้องผู้ที่กล่าวหาก็ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจำเลยจะเป็นแพะหรือไม่”

“ผกก.กระดูกเหล็ก” เล่าเบื้องหลังจากการที่ได้เข้าร่วมวงปฏิรูปตำรวจในช่วงที่เป็นอนุกรรมาธิการปฏิรูปตำรวจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งได้มีการจัดทำพิมพ์เขียว ตั้งแต่การโอน 9 หน่วยงานตำรวจไปสังกัดกระทรวง ทบวง กรม รวมถึงการแยกอำนาจพนักงานสอบสวนออกจาก สตช.

แต่ทว่า เมื่อ สปช.ยุบไปกลายร่างเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีการจัดทัพใหม่ ด้วยการนำข้าราชการตำรวจเข้ามากองอยู่ในอนุปฏิรูปตำรวจ และไม่มีความคืบหน้าสักเท่าไหร่ ซึ่งแทนที่จะนำร่างของ สปช.ไปขับเคลื่อนต่อ แต่ไม่ไปถึงไหน ก็เหมือนเป็นการ “ปฏิลวง”

“สปท.ควรทำตามมติที่ สปช.เคยมีไว้ ไม่ใช่คิดใหม่เพราะเหมือนเป็นการซื้อเวลาทำให้หลงทาง” พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าว

“ตำรวจไม่ใช่ตำรวจแห่งชาติ กรมป่าไม้ กรมอุทยาน ศุลกากร กรมสรรพสามิต ก็ไล่จับผู้รายทั้งนั้น ผู้ร้ายในความรับผิดชอบตามกฎหมายของเขา ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ ทุกคนเข้าใจว่าตำรวจต้องสีกากี โล่เขนหน้าหมวก คุณก็เป็นตำรวจในเรื่องกฎหมายอาญา แต่ตำรวจตามกฎหมายอื่นมีเยอะแยะ ฉะนั้น คำว่าปฏิรูปตำรวจต้องทำทุกกระทรวง ไม่ใช่แค่ผูกขาดอยู่ที่ สตช.”

ทั้งนี้ ยอมรับถ้าจะให้เข้าใจกับการปรับโครงสร้างดังกล่าวคงเป็นเรื่องยาก เพราะจะขัดกับความคิดตำรวจผู้ใหญ่ เว้นแต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จะเข้าใจมุมแบบนี้ จำเป็นต้องทำให้ยศคลายตัวลง และให้ตำรวจทำหน้าที่เปรียบเสมือนกับเม็ดเลือดขาวของมนุษย์ คอยดักจับแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย

ส่วนเรื่องการแยกอำนาจการสอบสวน ถือว่าจำเป็นเพื่อให้เกิดความอิสระ เนื่องด้วยเกี่ยวข้องกับกฎหมาย เพราะระบบในปัจจุบันเหมือนแบบกองทัพบก มันไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของงานในกระบวนการยุติธรรม ที่สำคัญควรให้พนักงานอัยการเข้ามาตรวจสอบควบคุมการสอบสวนตั้งแต่เริ่มคดี

พ.ต.อ.วิรุตม์ ชี้ให้เห็นว่า ศาลที่ผิดพลาดก็มาจากสอบสวน เช่น คดีครูจอมทรัพย์ สอบมาอย่างไรศาลไม่รับทราบ จึงสำคัญมากที่สุด 80% เพราะอัยการก็ตามตำรวจ เมื่อตำรวจฟ้องอัยการจะไม่ฟ้องได้อย่างไร หลักฐานเท็จหรือไม่ก็ไปว่ากันอีกที นี่คือจุดอ่อนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศ

“ความจริง สปท. หรือรัฐบาลเองต้องทำให้งานสอบสวนมีหลักประกันในเรื่องสุจริต ถูกต้อง สอดคล้องกับความเป็นจริง สิ่งที่ควรทำตามอำนาจของรัฐบาล คือ ออกกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ให้การสอบสวนถูกบันทึกด้วยภาพและเสียงในทุกคดี เมื่อก่อนไม่สามารถทำได้เพราะมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี

“ทว่า ปัจจุบันนี้ราคาถูกและง่ายแต่ไม่ทำ คิดว่าถ้ากำหนดให้การสอบสวนคดีอาญาทำด้วยวิธีนี้ จะแก้ปัญหาในประเทศนี้ได้ทุกๆ เรื่อง 70-80% ไม่ว่าการทุจริตประพฤติมิชอบในเรื่องราชการ ความยุติธรรม เพราะความจริงจะเป็นความจริง”   

พ.ต.อ.วิรุตม์ ยอมรับว่า หากจับอารมณ์ตำรวจขณะนี้ก็คงไม่พร้อมให้แยกงานสอบสวนออกไป แม้จะมีบางฝ่ายให้การสนับสนุน ทว่า สำคัญที่สุดคือการปฏิรูปประชาชนให้มีอำนาจ เพราะถ้าประชาชนไม่มีอำนาจก็จะเสนอแบบปฏิลวงมา

อย่างไรก็ตาม รัฐบาล คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จก็หวังอะไรไม่ได้ แม้มีมาตรา 44 และต้องตั้งคำถามอยากปฏิรูปจริงหรือเปล่า เห็นปัญหาไหม ที่สำคัญคือไม่เห็นปัญหาความเดือดร้อนประชาชน เนื่องจากตำรวจไม่รักษากฎหมาย เช่น ฝ่ายปกครองไปจับบ่อนการพนันทำแทนตำรวจ หลอกสังคมว่าลงโทษ แต่ทุกคนก็ได้ดิบได้ดีกันหมด เหมือนกับคนไม่เห็นว่าตัวป่วย ก็ไม่รักษา

นอกจากนี้ ปัญหาสำคัญของตำรวจ 2 เรื่อง คือ การไม่รักษากฎหมายในการควบคุมปัจจัยอาชญากรรม แหล่งอบายมุข กับการไม่รับแจ้งความประชาชนลงเพียงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน การจับคดีส่วนใหญ่ อยู่ก็ที่อำนาจความรวยจน คนรวยก็จับได้เพราะความเอาใจใส่

ทั้งนี้ โลกในยุคปัจจุบันมีไอทีสามารถหาพยานหลักฐานจับผู้กระทำผิดได้เกือบ 100% ถ้าทุ่มเทจริงๆ แต่ปัญหา คือ จะทุ่มเทให้กับคนยากจนหรือไม่ คนจนแทบไม่มีสิทธิได้รับความยุติธรรมจากรัฐ เพราะตำรวจต้องไปทำสิ่งที่กระทบกับตัวเอง แต่ความผิดอาญาไม่มีเรื่องของมูลค่า เป็นความอุกอาจ โดยเฉพาะการลักทรัพย์ในเคหสถาน ซึ่งต่างประเทศถือเป็นเรื่องใหญ่

“ผมเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจ เป็นรอง ผกก.มา 8 ปี ผมพูดได้เลยว่าตำรวจไม่ได้อยู่ในภาวะขาดแคลน ตำรวจกลับเป็นองค์กรที่มีทรัพยากรปัจจัยในการทำงานสูง เพียงแต่ระบบบริหารจัดการถูกข้างบนดูดซับไว้ ตำรวจที่มีประโยชน์ไม่ใช่นายพลหรือนายพัน แต่เป็นตำรวจผู้น้อยที่คอยส่องมองระงับเหตุ”

หากถามว่าตำรวจมีไว้ทำไม คำถามนี้ถ้าจะตอบต้องเปิดกฎหมายดูว่ามีไว้ทำไม แต่เมื่อประชาชนถามมาขนาดนี้ ต้องนำไปสู่การทบทวนของ สตช.ว่า มีตำรวจไว้ทำไม ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้รับผิดชอบทั้งผู้นำตำรวจ และรัฐบาล ต้องมาทบทวนว่าทำไมประชาชนถึงตั้งคำถามแบบนี้ และคนที่ถามก็ไม่ใช่ประชาชนแบบบ้านๆ แต่เป็นองค์กรต่อต้านคอรัปชันซึ่งมีบุคลากรที่มีความน่าเชื่อถืออยู่

อย่างไรก็ดี เรื่องเหล่านี้เป็นการสะท้อนความรู้สึกประชาชนที่มีต่อตำรวจ ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่เป็นจริง แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นสิทธิตั้งคำถาม เพราะถ้าคำถามนี้ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ ประชาชนก็จะด่าคนตั้งคำถามเอง แต่เมื่อมีประชาชนบางกลุ่มรู้สึกสะใจมันเป็นการตั้งคำถามแทน ก็สะท้อนว่าดีเรื่องนี้มันเป็นสิทธิของประชาชน

โอน 9 หน่วย ตร.ขึ้นตรงตามสังกัด

สำหรับการปฏิรูปตำรวจจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ พ.ต.อ.วิรุตม์ ระบุว่า ขึ้นอยู่ว่าจะระดับไหน แต่คิดว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงในระดับหนึ่ง เช่น เรื่องการโอนหน่วยตำรวจออกไปโดยนายกฯ ไม่ได้ขัดข้อง แต่อาจไม่มีทีมงานติดตามจนต้องมอบหมายให้ตำรวจไปดำเนินการ หรือตั้งทีมขึ้นมาติดตามมติ สปช. อาจให้ วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เป็นผู้ดูแล

เรื่องนี้ หรืออะไรก็ได้ไม่ให้ตำรวจทำตามลำพังเรื่องนี้มันง่ายสามารถออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ไม่จำเป็นต้องไปจัดตั้งระบบใหม่เพียงออกพระราชกฤษฎีกาโอนหน่วยงานไปสังกัดกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบประมาณ 8-9 หน่วย เช่น ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจคุ้มครองผู้บริโภค ตำรวจน้ำ ตำรวจทางหลวง เพื่อทำให้หน่วยงานเหล่านี้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันหลายหน่วยงานดังกล่าวใช้งบประมาณของกระทรวง ทบวง กรมอาทิ ตำรวจทางหลวง ใช้งบประมาณของกรมทางหลวงเพื่อจัดซื้อรถ ส่วนตำรวจคุ้มครองผู้บริโภคอยู่กับ สคบ. ซึ่ง สปช.มีมติและให้แนวไว้กว้างๆ ส่วนหนึ่ง แล้วลงรายละเอียดไปถึงชื่อหน่วยเป็นตัวอย่าง ส่งให้กับนายกฯ ก็รับทราบ แต่ปัญหาคือทำให้มติสปช.เป็นผลก็คือ สปท.แต่กลับไม่ได้ทำอะไร

“ตำรวจผู้ใหญ่ใน สตช.ต้องทำใจว่ามันอาจไม่ทำให้ยิ่งใหญ่เหมือนเดิม เพราะถ้าเอาออกไป ความอลังการของ สตช. จะลดน้อยลงไป เช่น เมื่อตำรวจผู้ใหญ่ไปสนามบิน อาจไม่มีตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมาคอยช่วยถือของ ตรงนี้เขาอาจไม่สนใจแล้ว และทั่วโลกตำรวจ ตม.เขาก็เป็นพลเรือน เราจะไปฝึกตำรวจแบบห้าวหาญและให้ไปทำงานง่ายๆ ก็เป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง หากโอนหน่วยงานพวกนี้ออกไปก็จะทำให้การปฏิรูปตำรวจดีขึ้นในระดับหนึ่ง”นายตำรวจนักปฏิรูป กล่าวทิ้งท้าย

 

แนะวิธีป้องกันตัวเมื่อเจอมิจฉาชีพ”กระโดดให้รถชนเรียกค่าเสียหาย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 17:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/481064

แนะวิธีป้องกันตัวเมื่อเจอมิจฉาชีพ"กระโดดให้รถชนเรียกค่าเสียหาย"

เรื่อง…พรพิรุณ ทองอินทร์

จากกรณีโลกออนไลน์เผยแพร่คลิปวีดีโอหญิงชราคนหนึ่งทำทีเป็นล้มลงนอนกลางพื้นถนนเพื่อขวางรถยนต์ที่วิ่งผ่านมา เหตุเกิดที่บ้านท่ากกต้อง อ.เซกา จ.บึงกาฬ ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าพฤติการณ์คล้ายกลุ่มมิจฉาชีพในต่างประเทศที่แกล้งกระโดดให้รถชนหวังเรียกค่าเสียหายจากเหยื่อ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ก.พ. เกิดผล แก้วเกิด ทนายความชื่อดังให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ว่า หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้กับตัวเอง สิ่งที่ประชาชนควรทำคือ

1.ต้องตั้งสติ

2.ถ้าสามารถโทรติดต่อเพื่อนได้ก็โทรเรียกให้มาช่วยเหลือ

3.โทรแจ้งตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย 1669 มูลนิธิกู้ภัยในพื้นที่ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ทันทีว่า คนๆนั้นได้รับบาดเจ็บจริงหรือแกล้งบาดเจ็บ

4.หากอยู่ในสถานที่เปลี่ยว ไม่ควรลงจากรถยนต์อย่างเด็ดขาด ควรรออยู่ในรถ แล้วโทรศัพท์ติดต่อหาเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาที่เกิดเหตุให้ได้

“ไม่ว่าจะเป็นมิจฉาชีพ หรือเป็นคนที่ได้รับบาดเจ็บจริงๆ หากเกิดขับรถชนแล้ว ต้องมาพิสูจน์ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของเรา หรือความจงใจเป็นมิจฉาชีพ ถ้าเราไม่ผิดก็สามารถดำเนินคดีกับเขาได้ ถ้าเรามีพยานหรือหลักฐานยืนยันว่าเขาเป็นแก๊งมิจฉาชีพจริงก็ไปสู้คดีกันในชั้นศาล ส่วนผู้ที่จงใจกระโดดให้รถชนเพื่อหวังเรียกค่าเสียหาย เบื้องต้นถือว่ามีความผิดฐานฉ้อโกง เนื่องจากเจตนาหลอกลวงเอาทรัพย์สินของเรา และหากเกิดการข่มขู่บังคับจิตใจเราก็มีฐานความผิดกรรโชกทรัพย์ เหยื่อสามารถแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดได้ถึงที่สุด”

ทนายเกิดผล แนะนำว่า ประชาชนทุกคนที่ขับรถยนต์ ควรติดกล้องติดหน้ารถ หากไม่มีกล้องหน้ารถจริงๆก็หาพยานที่อยู่ใกล้ๆบริเวณนั้น โดยลงจากรถ (กรณีที่แน่ใจว่าปลอดภัย) แล้วถ่ายสภาพแวดล้อมทั่วไปหลังเกิดเหตุ ถ้ามีพยานรู้เห็นก็อัดคลิปวีดีโอสอบถามพยานไว้ก่อน เผื่อบางครั้งตามตัวพยานไม่เจอ”

“ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ ไม่ว่าเราจะผิดหรือไม่ผิด เหตุเกิดจากอุบัติเหตุหรือเกิดจากเจตนาของมิจฉาชีพ ต้องตั้งสติ อย่าหลบหนี ถ้าหลบหนีตำรวจจะเชื่อว่าเราเป็นฝ่ายผิดจริง มีอะไรก็ให้ไปคุยกันที่โรงพัก เรียกประกันมาแล้วประกันจะช่วยพิจารณาให้ว่าเรื่องนี้เป็นอุบัติเหตุหรือความจงใจของมิจฉาชีพ ที่สำคัญติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ได้ทันท่วงที ยิ่งถ้าอยู่ในพื้นที่เปลี่ยวไม่ควรลงจากรถ ให้ติดต่อไปที่สถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียง แจ้งไปว่าเกิดเหตุอะไร ไม่แน่ใจว่าเป็นคนเจ็บจริงหรือมิจฉาชีพ ขอเอารถไปจอดที่โรงพักและแจ้งไว้เพื่อให้รู้ว่าเราไม่ได้มีเจตนาจะหลบหนี”

เกิดผล แก้วเกิด

 

“ให้อาหารหมาจรจัดในที่สาธารณะ” เมื่อคนรักสัตว์ตกเป็นจำเลย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 20:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/480737

"ให้อาหารหมาจรจัดในที่สาธารณะ" เมื่อคนรักสัตว์ตกเป็นจำเลย?

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ปัญหากระทบกระทั่งระหว่างกลุ่มคนรักสัตว์ที่ชอบให้อาหารสุนัขจรจัดในที่สาธารณะกับชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน ยังคงปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

บ้างมองว่าทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง ปล่อยสุนัขขับถ่ายเรี่ยราด มีส่วนทำให้จำนวนสุนัขจรจัดเพิ่มขึ้น จากโต้เถียงปะทะคารม เขียนป้ายด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรง ถึงขั้นลงมือทะเลาะวิวาทขึ้นโรงพัก

วันนี้ โรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย จะมาวิเคราะห์ถึงต้นเหตุของความขัดแย้ง ใครถูกใครผิด ตลอดจนแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

เมื่อคนรักสัตว์ตกเป็นจำเลย

ในฐานะเอ็นจีโอผู้ช่วยเหลือสุนัขและแมวจรจัดมานานหลายสิบปี โรเจอร์ ยอมรับว่า การให้อาหารหมาจรจัดในที่สาธารณะแล้วสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

การให้อาหารสุนัขจรจัดแบบไม่มีกติกา เช่น เดินๆไป เอากระดาษวาง เอาอาหารวาง ตรงนี้ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความสกปรกเลอะเทอะ โดยเฉพาะตามฟุตบาท หน้าอาคารพาณิชย์ ตามตลาด เรารณรงค์ตลอดว่าจะเมตตาก็ขอให้เมตตาอย่างมีกติกา อย่าให้มีปัญหา อย่าให้สังคมเขาด่า คุณควรจะหามุมให้อาหารมุมใดมุมหนึ่ง แต่คนรักสัตว์บางคนคิดว่าถ้าให้จุดใดจุดหนึ่ง หมาจะไม่มากิน เขาคิดผิด ถ้าคุณให้อาหารหมาเป็นประจำ เราเดินไปไหน หมามันก็เดินตาม ต่อให้ย้ายไปตรงไหน มันก็ตามไปตรงนั้น ฉะนั้นคุณสามารถย้ายจุดให้อาหารไปในมุมที่เป็นที่เป็นทาง ไม่ใช่เดิน 3 ก้าววางจุดนึง เดินอีก 3 ก้าวก็วางอีกจุดนึง

วิธีที่ถูกต้องคือ ให้เป็นจุดๆไม่ใช่ให้เป็นรายตัว และให้ในที่ที่ไม่ไปสร้างความสกปรกหรือก่อให้เกิดความรำคาญแก่คนอื่น เสร็จแล้วก็ต้องเก็บกวาดให้เรียบร้อย กติกามีง่ายๆแค่นี้ ยกตัวอย่าง ถ้าคุณไปให้บนฟุตบาท หน้าอาคารพาณิชย์ แบบนี้คุณไม่มีความรับผิดชอบ พวกป้าๆที่ให้อาหารมักอ้างว่ายุ่งยาก แต่ลองหวนคิดดูว่า การให้อาหารหมาจรจัดทุกวันมันก็ยุ่งยากอยู่แล้ว หมดเงินหมดทอง ไหนจะไปตลาด หาซื้อโครงไก่มาต้ม หุงข้าว บางคนเลิกกับสามีเพราะไม่มีเวลาทำกับข้าวให้สามีกิน มัวแต่ทำกับข้าวให้หมา ทุกวันนี้มันยุ่งยากอยู่แล้ว ก็ยุ่งยากอีกสักนิดนึงจะเป็นอะไรไป เพื่อให้มันเป็นระเบียบเรียบร้อย เขาจะได้ไม่มาด่าหมาเรา

สำหรับประเด็นที่คนในสังคมส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิด นั่นคือ ให้อาหารหมาจรจัดจะทำให้จำนวนหมาจรจัดเพิ่มขึ้น

เหตุผลที่ทำให้สุนัขจรจัดเพิ่มจำนวนขึ้นมีอยู่ 2 เรื่องคือ 1.เจ้าของไม่รับผิดชอบ ปล่อยออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านจนตั้งท้อง เพราะไม่ยอมทำหมัน พอเลี้ยงไม่ไหวก็ทิ้ง 2.ฟาร์มเพาะสุนัขที่มีเกลื่อนกลาดตามห้าง บางรายธุรกิจเจ๊ง ก็เลหลังขาย โละสต๊อก แจกฟรี หรือไม่ก็เอาไปแอบทิ้ง การให้อาหารสุนัขจรจัดก็เหมือนกับเราไปบริจาคของ ไปช่วยเหลือ ให้ทานคนจน ถามว่ามันเป็นเหตุให้คนจนเพิ่มจำนวนขึ้นรึเปล่า การให้ทานนั้นเป็นเรื่องของกุศล เป็นเรื่องของน้ำใจ คนจนจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นหรือลดน้อยลงมันขึ้นอยู่กับปัญหาเศรษฐกิจ การว่างงาน ตกงาน

สุนัขจรจัดก็เหมือนกัน การให้ทานสุนัขจรจัดทำให้สุนัขมีสุขภาพแข็งแรง มีอาหารการกิน ไม่อดตาย พอแข็งแรงมันก็ไม่เป็นโรค ตรงนี้เป็นประโยชน์ต่อตัวสุนัขและเป็นกุศลต่อคนให้อาหาร ไม่ได้มีส่วนในการเพิ่มจำนวนสุนัข บางคนบอกว่าสุนัขแข็งแรงขึ้นก็มีลูก ความจริงคือ สุนัขไม่แข็งแรงมันก็มีลูกได้เช่นกัน ถ้ามันทับกัน อีกส่วนที่ไม่จริงคือ คนมักพูดว่า การให้อาหารสุนัข ทำให้สุนัขจรจัดมารวมตัวกันเยอะ สุนัขเต็มซอยไปหมด ความจริงคือ การให้อาหารแค่ทำให้หมามารวมตัวกินข้าว พอเสร็จแล้วมันก็แยกย้ายกันไป ตราบใดที่เราไม่ปิดฝาถังขยะ สุนัขจรจัดมันก็มาอยู่ดี

ถ่ายรูปเป็นหลักฐาน+ร้องเรียนเขต…ชาวบ้านทำได้หากถูกละเมิดสิทธิ์

สิ่งที่หลายคนสงสัยหนีไม่พ้นคำถามว่า หากสุนัขจรจัดในที่สาธารณะเหล่านั้นไปสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน ขับถ่ายเหม็นสกปรก เห่าเสียงดัง กระทั่งไปกัดคนอื่น ใครจะรับผิดชอบ?

โรเจอร์ตอบว่า ไม่ว่ากฎหมายใดก็ตาม การให้อาหารสุนัขจรจัดไม่ถือว่าเป็นเจ้าของ

กรุงเทพมหานคร (กทม.) เคยออกข้อบัญญัติว่า นิยามความเป็นเจ้าของให้รวมถึงผู้ที่ให้อาหารเป็นประจำด้วย ปรากฎว่าถูกศาลฎีกาสั่งให้ถอนออก เพราะมันจะครอบคลุมไปถึงคนที่ให้อาหารสัตว์อื่นๆ เช่น คนให้อาหารนกพิราบ ถือเป็นเจ้าของนกพิราบไหม แต่ขณะเดียวกัน ถ้าคุณไปเที่ยวบอกคนอื่นว่าหมาตัวนี้เป็นของฉัน ฉันดูแลอยู่ ใครอย่ามาแกล้ง หรือคุณไปสร้างคอกแล้วเอาสุนัขไปไว้ในนั้น แบบนี้ถือว่าคุณครอบครองเป็นเจ้าของ เพราะกฎหมายระบุผู้ครอบครอง ไม่ใช่ผู้ที่ให้อาหาร ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ที่ผ่านมาหลายชุมชนติดป้ายด่าเพราะตีความผิด หน่วยงานเองก็ไม่ประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านรู้ เที่ยวให้ข้อมูลผิดๆ เพราะต้องการขู่คนรักสัตว์”

ทางออกที่ดีที่สุดคือ ขอให้พูดคุยกันอย่างสันติ อย่าด่าหรือติดป้ายประชัดประชัน ปัญหาจะไม่จบ

“ไม่มีใครมีสิทธิ์ไปห้ามคนอื่นไม่ให้อาหารหมา และคนให้อาหารหมาเองก็ไม่มีสิทธิ์ปล่อยให้มีขยะเกลื่อนกลาด สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ทางที่ดีคือ ขอให้คุยกันตรงๆเลย พี่ครับ ช่วยให้อาหารหมาเป็นระเบียบหน่อยได้ไหม คนรักสัตว์ก็ต้องฟัง ถ้าให้ไม่เป็นระบบ ก็ต้องแก้ไข ต้องทำตามกติกาสังคม เปลี่ยนจากด่าทอกัน มาปรึกษาหารือกันว่าจะทำยังไงดีกว่ามาด่า หรือติดป้ายประชดประชันกัน แบบนี้มันไม่จบ

ถ้ามีปัญหากับสุนัขจรจัด ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ควรเรียกเทศบาลหรือเขตให้มาจัดการ เช่น สุนัขมาขี้เยี่ยวหน้าบ้านเป็นประจำ ก็โทรแจ้งเจ้าหน้าที่จะมาดูว่าเป็นปัญหาไหม ผิดกฎหมายสาธารณสุขไหม เป็นหน้าที่ของเขาในการเข้าดูแลจัดการ แต่ถ้าเป็นสุนัขมีเจ้าของ เช่น ตอนเช้าชอบปล่อยหมาหรือจูงหมาไปขี้เยี่ยวนอกบ้านแล้วไม่ยอมเก็บกวาด ก็ถ่ายรูปส่งให้เทศบาลหรือเขต เดี๋ยวนี้หลายบ้านมีกล้องวงจรปิด ก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ ถ่ายภาพไว้เลยว่าคนๆนี้จูงหมามาขี้เยี่ยวหน้าบ้านฉัน หรือเห็นใครเอาหมามาปล่อยทิ้งก็จะโดนมาตรา 23 พรบ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ ส่งหลักฐานให้ตำรวจ หรือกรมปศุสัตว์ ปรับสูงสุด 4 หมื่นบาท”

เปลี่ยนคนให้อาหารเป็นอาสาสมัครดูแลสุนัขจรจัด

ความจริงอีกประการหนึ่งที่ยากจะปฏิเสธคือ ปัจจุบันเมืองไทยมีสุนัขจรจัดมากกว่า 800,000 ตัว จะฆ่าทิ้งก็ไม่ได้ จะทุ่มทุนสร้างสถานพักพิงก็ไม่มีวันพอ เนื่องจากต้นเหตุแท้จริงเกิดจากความไม่รับผิดชอบของผู้เลี้ยง ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องยอมรับความจริง แล้วร่วมกันคิดวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา

ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถฆ่าหมาจรจัดได้ ไม่สามารถสร้างสถานสงเคราะห์เอาหมาไปไว้ในคอกได้ทั้งหมด สิ่งที่เราทำได้คือ เอาหมาเกเร และหมามีปัญหาออกจากถนน ฉีดวัคซีน ทำหมันแล้วให้คนรักสัตว์ดูแล โดยเจ้าหน้าที่มีหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ขึ้นทะเบียนหมา ฝังไมโครชิฟ ขึ้นทะเบียนฟาร์มเพาะหมา

การแก้ปัญหาสุนัขจรจัด ผมขอเสนอว่าอยากให้หน่วยงานราชการเปลี่ยนพวกป้าๆคนรักสัตว์ทั้งหลาย จากคนเคาะกะละมังเรียกหมามากินข้าว เป็นอาสาสมัครของทุกเขต ทุกเทศบาล ถามเลยว่า ป้าให้อาหารหมาจรจัดกี่ตัว แล้วขึ้นทะเบียนหมาทุกตัวของป้าให้หมด ไม่ใช่ขึ้นทะเบียนเป็นเจ้าของแต่ขึ้นทะเบียนเป็นอาสาสมัคร สมมติว่าป้าดูแล 20 ตัวก็ให้ป้าควบคุมพฤติกรรมสุนัขและพฤติกรรมตัวเอง ให้อาหารเป็นจุด เป็นที่เป็นทาง พอถึงเวลาก็ชี้เป้าให้เจ้าหน้าที่จับไปทำหมัน ฉีดวัคซีน ราชการต้องใช้กำลังคนเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ แทนที่จะมองว่าเขาเป็นศัตรู

เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมา โครงการทำหมัน-ฉีดวัคซีนหมาจรจัดไม่เคยสำเร็จ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่เคยจับหมาจรจัดได้

ทุกวันนี้เวลามีโครงการทำหมันหมาจรจัด ราชการจับได้แต่หมาอุ้ม หมายถึงหมามีเจ้าของอุ้มมาให้ฉีดถึงที่ แต่จับหมาจรจัดไม่ได้สักตัว เพราะไม่รู้มันมีกี่ตัว ไปหลบอยู่ไหนกันบ้าง เจ้าหน้าที่ทำตามหน้าที่ เขาไม่ใช่คนรักสัตว์ ไม่ตากแดดวิ่งไล่จับให้เหนื่อย เงินเดือนก็เท่าเดิม แต่พวกป้าๆจะรู้หมด ชอบไปหลบแดดนอนที่ไหน เขาเรียกได้ เจ้าหน้าที่แค่เป่าลูกดอก ใช้สวิงจับขึ้นรถ ถ้าทุกคนมัวแต่ด่ากัน ราชการควรเลิกหัวโบราณ อ้างว่าไม่มีอำนาจ หันมามองความเป็นจริง ทุกฝ่ายนั่งคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ ชาวบ้านที่เดือดร้อน คนรักสัตว์ที่ชอบให้อาหาร ปัญหาหมาจรจัดในเมืองไทยมันแก้ง่าย แค่นั่งคุยแล้วเอาความจริงมาพูดกัน”

การให้อาหารสุนัขจรจัดในที่สาธารณะไม่ต่างจากปัญหาโลกแตกที่ดูเหมือนจะไร้ทางออก แต่หากทุกฝ่ายเห็นอกเห็นใจกัน พูดคุยหารือกันดีๆแทนที่จะมัวทะเลาะกันอย่างเป็นเอาตาย เชื่อว่าความกระทบกระทั่งขัดแย้งจะมีให้เห็นน้อยลง.

 

โรเจอร์ โลหะนันท์

 

“ม.ล.ปุณฑริก สมิติ” ปลัดแรงงานสู่ยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 17:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/480574

"ม.ล.ปุณฑริก สมิติ" ปลัดแรงงานสู่ยุค 4.0

โดย..วิรวินท์ ศรีโหมด

กระทรวงแรงงานมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนากำลังคนของประเทศ ทว่าในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกด้าน จึงเป็นความท้าทายต่อแรงงานไทย ทั้งภาคบริการ เกษตรกรรม ที่จะต้องปรับตัวให้ทันกับโลกยุคโลกาภิวัตน์

ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจนี้ เธอเป็นปลัดกระทรวงแรงงานหญิงคนแรก เติบโตมาจากข้าราชการตัวเล็กๆ เมื่อปี 2522 ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารหน่วย ตั้งแต่ผู้อำนวยการกองฯ จนขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รองปลัดฯ และตำแหน่งสูงสุดในปัจจุบัน รวมกว่า 38 ปี จนมาถึงขณะนี้เป็นหัวเรือใหญ่ทำหน้าที่กำหนดทิศทางดูแลแรงงานของประเทศ

การทำงานตลอด 38 ปี มีเรื่องที่ภูมิใจหลายอย่าง เช่น มีส่วนผลักดันเปิดหลักสูตรงานด้านบริการให้กับกลุ่มสตรี เยาวชน ผู้พิการ ได้เข้ามาเรียนรู้ อาทิ งานแม่บ้าน เรื่องเกี่ยวกับผู้สูงอายุ รวมถึงร่วมจัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงานและคุณภาพสินค้า นอกจากนี้ยังมีบทบาทให้ภาคอุตสาหกรรม เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการทำงานของกระทรวงเพื่อพัฒนาแรงงานให้ถูกทิศทาง

จากวันนั้นถึงวันนี้ โลกได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลที่ถาโถมเข้ามา ระบบต่างๆ ในปัจจุบันเป็นอัตโนมัติเกือบหมด ม.ล.ปุณฑริก มองว่า แรงงานและนายจ้างไทยนอกจากจะต้องมีทักษะความสามารถที่ดีแล้ว ยังต้องคิดแก้ปัญหา สร้างนวัตกรรมพัฒนาสินค้าของตัวเองให้ได้ถึงจะอยู่รอด

“ทำงานในเวลาเท่าเดิม แต่ต้องได้งานมากขึ้น ต้องขับเคลื่อนด้วยปัญญา เรียนรู้ปรับเปลี่ยนตนเองอยู่ตลอดเวลา”

เธอยกตัวอย่างว่า การที่ชาวนาทุกปีประสบปัญหาเรื่องการขายข้าว แต่ขณะนี้ชาวนาไทยพัฒนาจากเดิมที่ทำนาเพียงอย่างเดียว เริ่มมีการสีข้าว แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์ และนำออกมาจำหน่ายด้วยตนเอง ถ้าเปลี่ยนวิธีคิดและสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่หลากหลายได้เช่นนี้ จะช่วยให้อยู่ได้ในอนาคต

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เริ่มหันมาทำธุรกิจสตาร์ทอัพ ในทัศนะของ ม.ล.ปุณฑริก มองว่า ธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโต แต่ต้องสร้างระบบให้คนกลุ่มนี้มีศักยภาพ เสริมทักษะด้วยองค์ความรู้ใหม่ๆ เช่น สอนขายของผ่านระบบออนไลน์ การเขียนโปรแกรมพื้นฐาน จะได้มีองค์ความรู้เข้าไปใช้ประกอบธุรกิจ ซึ่งกระทรวงได้เข้าไปสนับสนุน รวมถึงให้แหล่งทุนกู้เพื่อใช้ประกอบอาชีพอิสระ

“ผู้ที่สนใจแสวงหาองค์ความรู้และตลาดใหม่ที่มีมากมายในโลกใบนี้ ขออย่าไปคิดเหมือนกับคนอื่น แต่ต้องพยายามสร้างความแตกต่าง อาจจะดัดแปลงหรือสร้างไอเดียใหม่ เพราะทุกวันนี้โลกมันแคบ เชื่อว่าถ้าที่สุดแล้ว ทุกคนไม่หยุด จะสามารถพัฒนาต่อไปได้”

เธอบอกว่า นโยบายประเทศที่ต้องการให้หลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง ต้องพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีทักษะ ความรู้ เพื่อให้มีรายได้ที่สูงขึ้น จึงนำมาซึ่งการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ด้านแรงงานขึ้นมา โดยกระทรวงจะไม่ทำแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป แต่จะร่วมกับหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐ เอกชน รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาแรงงานตั้งแต่ระดับชั้นการศึกษา โดยเข้าไปทดสอบความถนัด แนะแนวอาชีพเยาวชนตั้งแต่ชั้นประถม เพื่อจุดประกายให้เด็กเข้าใจถึงเรื่องของโลกอาชีพงาน

ขณะเดียวกัน ภายใต้ยุคของปลัดแรงงานหญิงท่านนี้ ยังได้ร่วมมือกับบริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย พัฒนาเว็บไซต์เพื่อเข้าไปศึกษา ค้นหาอาชีพงานในแง่มุมต่างๆ เช่น ให้ความรู้เรื่องอาชีพ หาตำแหน่งงานว่าง เพื่อปูพื้นฐานตั้งแต่เยาวชน จากนั้นในระดับอาชีวะ มีการออกแบบหลักสูตรการสอนร่วมกับภาคอุตสาหกรรมว่านายจ้างต้องการแรงงานให้เข้ากับเทคโนโลยีประเภทใด

สำหรับเทคโนโลยีที่จะก้าวสู่ 4.0 เธอมองว่า ที่ผ่านมาแรงงานไทยได้ขยับจาก 1.0, 2.0 และ 3.0 และ อีก 5 ปีจากนี้ จะมีการปรับเปลี่ยนสู่ 4.0 ฉะนั้นจึงได้กำหนดให้สถาบันเฉพาะทาง 12 แห่งทั่วประเทศเน้นสอนเพื่อปูพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีในอนาคต

ขณะที่แรงงานนอกระบบ เช่น เกษตรกร กระทรวงได้ร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบล โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่มีศูนย์ตามต่างจังหวัด ได้จัดอบรมเติมความรู้เกษตรกรที่ประกอบอาชีพทำนาให้มีความรู้ด้านช่าง เพื่อที่มีอาชีพเสริมนอกเหนือจากทำการเกษตร หรือนำความรู้ไปใช้ดูแลเครื่องมือทางการเกษตร คาดว่าโครงการนี้จะทำให้เกษตรกรสามารถลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน

ม.ล.ปุณฑริก ยังได้พูดถึงทิศทางของตลาดอาชีพในอนาคต โดยเชื่อว่างานบริการยังเติบโตได้อีกมากและจะรองรับคนไทยได้มากที่สุด รวมถึงงานด้านออกแบบ การแพทย์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมความงาม เทคโนโลยีอาหาร นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์นักวิเคราะห์ ซึ่งประเภทเหล่านี้ต้องใช้องค์ความรู้เพื่อหานวัตกรรมใหม่ๆ

งานที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี คาดว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร ฉะนั้นเกษตรกรยุคใหม่ต้องใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้น มิฉะนั้นจะทำให้เกษตรกรอาจขยับเข้ามาอยู่ในภาคของงานบริการ และเชื่อว่าทุกที่มีจุดขายเรื่องการท่องเที่ยวได้ ฉะนั้นควรสร้างจุดขายตรงนี้ไว้ เช่น บางจังหวัดปลูกต้นทานตะวัน ซากุระ เป็นต้น

สิ่งที่น่ากังวลในมุมมองของปลัดแรงงานยุคเปลี่ยนผ่านสู่ 4.0 คือการที่เทคโนโลยีเครื่องจักรจะเข้ามามาก อาจทำให้งานที่เกี่ยวกับอาชีพนั่งเคาน์เตอร์ เช่น พนักงานธนาคาร ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เห็นได้จากปัจจุบันสามารถทำธุรกรรมผ่านระบบตู้ตอบรับอัตโนมัติหรือโทรศัพท์มือถือได้แล้ว

“อยากแนะนำนักเรียนที่กำลังศึกษา ดูเทรนด์การทำงานของโลกว่าจะไปในทิศทางใด เนื่องจากตลาดแรงงานไทยกำลังอยู่ในยุคปรับเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ไปเป็นแรงงานทางเทคโนโลยีมากขึ้น ดังนั้นเยาวชนรุ่นใหม่ต้องศึกษาว่าจะเลือกเรียนอะไรให้ดีก่อน เพื่อให้มีงานรองรับในอนาคต ไม่ใช่เลือกเรียนในสาขาที่ชอบอย่างเดียว”ม.ล.ปุณฑริก ให้ข้อคิดทิ้งท้าย

 

“โลกกลับหัว” บทเรียนจากสหรัฐ แม่แบบประชาธิปไตยที่กำลังมีปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

2 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/480475

"โลกกลับหัว" บทเรียนจากสหรัฐ แม่แบบประชาธิปไตยที่กำลังมีปัญหา

โดย….ธนพล บางยี่ขัน, ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

สั่นคลอนสถานะ​​ประเทศต้นแบบประชาธิปไตยอยู่ไม่น้อย หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 และเข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ผ่านมาไม่ถึงเดือนก็ถูกท้าทายทั้งการประท้วงจากประชาชน และตุลาการภิวัฒน์ระงับคำสั่งของท่านประธานาธิบดี จนหลายคนแซวว่า วันนี้อเมริกากำลังตามหลังไทยแล้ว

4 ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่ถึงเดือน กำลังทดสอบระบอบประชาธิปไตยสหรัฐจนถูกจับตาจากทั่วโลก ได้แก่ 1.การประท้วงจากประชาชนที่มีอย่างต่อเนื่อง  2.นักแสดงสาวชาวสหรัฐ ซาราห์ ซิลเวอร์แมน สร้างความฮือฮา ออกมาเรียกร้องสวนทางหลักประชาธิปไตยให้ทหารรัฐประหาร ยึดอำนาจจากทรัมป์ โดยอ้างว่าเป็นผู้นำเผด็จการ

3.ดัชนีประชาธิปไตยที่จัดทำโดยหน่วยข่าวกรองเศรษฐศาสตร์ หรือ EIU ของนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ ในอังกฤษ ลดอันดับสหรัฐอเมริกาจากประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เป็น “ประชาธิปไตยที่มีความบกพร่อง” เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันสาธารณะตกต่ำลง รวมถึงที่มีต่อทรัมป์ และ 4.ศาลอุทธรณ์รัฐบาลกลางได้ระงับคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์จนหน้าหงายที่ห้ามชาวมุสลิม 7 ชาติ เข้าประเทศ

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในดินแดนเสรีภาพของสหรัฐอเมริกามายาวนานตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี โท และปริญญาเอก จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลอมเบีย ในมหานครนิวยอร์ก ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์สอนในระดับปริญญาโทและเอกที่นั่น สะท้อนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอเมริกาให้เราฟังว่า สิ่งที่ทรัมป์ประกาศไว้ตั้งแต่ช่วงหาเสียงไม่ได้แค่พูดอย่างเดียว เพราะภายในหนึ่งสัปดาห์ ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เดอร์) หลายเรื่องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันขัดกับวิธีคิดระบอบการทำงานของสหรัฐ จนทำให้​ถูกท้าทายด้วยอำนาจจากทั้งศาล อัยการ มลรัฐ  ​

“จากที่เคยพูดกันว่าอเมริกาเป็นแม่แบบประชาธิปไตยนั้น เวลานี้กำลังถูกทดสอบอย่างหนัก แต่ก็สะท้อนว่าคุณจะทำอะไรหักดิบในอเมริกายาก เพราะมีระบบที่อำนาจไม่รวมศูนย์​มาก มีเช็กแอนด์บาลานซ์ ศาล สภา ถ่วงดุลอำนาจประธานาธิบดีได้ ทรัมป์ถึงต้องหลบมาใช้เอ็กเซ็กคิวทีฟออร์เดอร์ เพราะหากออกเป็น พ.ร.บ.หรือรัฐบัญญัติก็อาจจะถูกขัดขืนต่อต้านและช้า แถมยังถูกคานด้วยมลรัฐและอำนาจท้องถิ่น”

เอนก อธิบายว่า ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ฮิลลารี คลินตัน ได้คะแนนป๊อปปูลาร์โหวตมากกว่า แต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะในระบบอิเล็กทรอรอลซึ่งเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ดังนั้นในแง่ประชาธิปไตยก็ถือเป็นโอกาสให้กลับมาคิดอะไรกันใหม่ รวมไปถึงคิดเรื่องต้นแบบประชาธิปไตยที่สหรัฐถูกยกให้เป็นแม่แบบอีกครั้ง

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นทั้งด้านดีและไม่ดี ทั้งเรื่องการใช้อำนาจของประธานาธิบดี ซึ่งมีระบบชาลเลนจ์อำนาจให้ศาลตรวจสอบว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมทั้งประธานาธิบดีก็เป็นคอมมานเดอร์อินชีฟสามารถสั่งการทหารได้ แต่ก็มีกลไกต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่สั่งไปเรื่อยเปื่อย

เอนก กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาก่อตั้งมาจากการต่อต้านระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบยุโรป ที่อำนาจอยู่ในมือกษัตริย์ ขุนนาง อเมริกา ต้องการเสรีภาพจึงออกมาตั้งแผ่นดินใหม่ ฟังเสียงประชาชน มีพันธสัญญาที่จะอยู่ด้วยกัน รัฐบาลมีอำนาจเพราะประชาชนมอบอำนาจให้ ต่อมามีการคานอำนาจทำให้รัฐบาลมีอำนาจน้อย แบ่งเป็นการกระจายอำนาจ

“ความชอบธรรมไม่ได้แค่มาจากการเลือกตั้ง​จากประชาชน แต่อเมริกา ถึงจะมาจากประชาชนก็ยังวางระบบไม่ให้รัฐบาลทำอะไรผิด​ หากทำผิดก็จะมีคนชาลเลนจ์ วัฒนธรรมการเมืองเรา รัฐบาลสามารถสั่งลงไปทุกตำบลได้  แต่อเมริกาทำไม่ได้ ต้องขึ้นกับที่มลรัฐต่างๆ ว่าเขาเอาหรือเปล่า ​มลรัฐ เมือง ท้องถิ่นของเขาไม่ใช่ข้างบนมาสั่งให้ทำอะไรก็ได้ ข้างบนจะทำเรื่องใหญ่ๆ ความมั่นคง คลัง ทหาร ต่างประเทศ”​

​เอนก อธิบายว่า ​ระบบนี้ต่างจากของจีนที่ออกแบบ​ให้ทำอะไรเร็วๆ เยอะ​ๆ ได้ เพราะอำนาจชัดเจนเด็ดขาด รวมศูนย์ไม่มีการคานหรือถ่วงดุล ดังนั้น ถ้าดีก็ดีใจหาย ​ถ้าแย่ก็แย่สิ้นดี ต่างจากระบบอเมริกาที่ไม่ดีใจหาย แต่ก็ไม่แย่สิ้นดี ส่วนหนึ่งเพราะอเมริกา พลังอยู่ที่ภาคเอกชน พลังสังคม

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือสภาพเศรษฐกิจที่อเมริกาถูกจีนไล่กวดมาเรื่อยๆ กำลังท้าทายระบบโลกาภิวัตน์ จากเดิมที่ฝรั่งคือศูนย์กลางความเจริญ เป็นต้นแบบ แต่ปี 2008 เป็นต้นมาเริ่มไม่เป็นอย่างนั้น เพราะทุกอย่างเริ่มมีการกลับขั้ว

“ประเทศตะวันตกเริ่มไม่เป็นครู ประเทศตะวันออกเริ่มจะเป็นครูมากขึ้นไปจนถึงเรื่องที่ ตะวันตกทำท่าจะไม่เป็นศูนย์กลางการเติบโต ขณะที่ประเทศตะวันออกเป็นประเทศศูนย์กลางการเติบโตมากกว่า ประเทศ​ตะวันตกไม่ค่อยรวย​ มีหนี้ ส่วนประเทศตะวันออกเริ่มเป็นเจ้าหนี้ จะเห็นว่ารายได้ที่เป็นจริงของคนชั้นกลางอเมริกาไม่เพิ่มมาเป็น 10 ปี”​

ทั้งนี้ ​คนอเมริกาก็ฝังใจเลือกคนมาแก้ โดยเลือกโอบามามาเปลี่ยน ​ทำมา 8 ปี แต่ก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ​ที่ประกาศ “Make America Great Again” เริ่มหลุดจากโลกาภิวัตน์ หันไปเน้นที่ชาติตัวเองเป็นหลัก จากเดิมที่เน้นเจรจาพหุภาคีก็เปลี่ยนมาเป็นทวิภาคี รวมทั้งเรื่องที่จะถอนกำลังทหารจากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น นาโต้ อาจได้เห็นในยุคทรัมป์ เพราะไม่ต้องการทำตัวเป็นตำรวจโลก ลดบทบาทความมั่นคงทางทหารโลกที่แบกรับ แต่จะมาจริงจังกับการค้าการลงทุนมากขึ้นโดยใช้ข้อได้เปรียบทางทหารมาต่อรองบีบคั้นเป็นแรงพิเศษ

ถามถึงเหตุการณ์ประท้วงที่เริ่มใช้ความรุนแรงและดูจะขัดกับหลักประชาธิปไตยนั้น เอนก มองว่า ยังเป็นเพียงคนส่วนน้อย และยังอีกนานกว่าจะเป็นกระแส หรือกระแสเรียกร้องเรื่องการยึดอำนาจก็ไม่ง่าย เพราะอเมริกาเป็นประเทศที่มีการกระจายอำนาจสูง ​แต่การยึดอำนาจทำได้ในประเทศที่รวมศูนย์อำนาจเด็ดขาด

ที่น่าสนใจคือ การที่นิตยสารอีโคโนมิสต์ ลดการจัดอันดับความเป็นประชาธิปไตยของอเมริกา เอนก มองว่า เป็นปรากฏการณ์ โลกปั่นป่วน อำนาจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงจากค่ายเดิมคือตะวันตกที่กำลังทรุดลง อำนาจใหม่คือตะวันออกกำลังพุ่งทะยานขึ้น

“ปทัสถานเดิมกำลังเริ่มคลอนแคลน​​ อะไรหลายอย่างที่ตะวันออกดูไม่ดี ตอนนี้อาจต้องคิดใหม่ว่าดีแล้วก็ได้ เช่น ระบบจีน การบริหารราชการแบบจีน พัฒนาแบบจีน ที่บอกว่าตลาดดีกว่า รัฐ พูดแบบนี้ไม่ได้แล้ว เพราะหากให้รัฐคุมตลาด แบบนี้อาจไม่ผิดก็ได้ มาร์เก็ต อาจไม่ใช่แล้วหลักคิดทั้งยวง ทุนนิยมไม่ใช่แค่ตลาดแล้ว อาจต้องใช้ทุนนิยมแบบยุทธศาสตร์ สเตรติจี้ แคปิตอลิซึม”

เอนก อธิบายว่า การดูแบบ “ประชาธิปไตย” แล้วคิดว่าทุกอย่างต้องเป็นแบบอเมริกา หรืออังกฤษ​ ที่ระบบดี​สำหรับป้องกันคนไม่ให้ทำอะไรที่ไม่ดีได้ง่ายๆ ก็อาจต้องเปลี่ยนความคิดนี้ รวมไปถึงกลไกการจัดอันดับทางเศรษฐกิจของประเทศตะวันตกทั้งเอสแอนด์พี มูดี้ส์ หรืออื่นๆ นั้น อาจจะต้องกลับมาคิดใหม่ว่าจำเป็นต้องให้ชาติตะวันตกเป็นคนจัดอันดับหรือไม่ เพราะเป็นฝ่ายที่เริ่มขาดทุน อาจถึงเวลาที่ฝั่งตะวันออกต้องเข้าไปจัดอันดับแทนหรือไม่

ทั้งนี้ ในแง่ประชาธิปไตยก็เช่นกัน เราจะให้เขามาจัดอันดับเรา หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือเราจะเอาประเทศอะไรเป็นแม่แบบเราก็ต้องรอบคอบมากขึ้น เมื่อไปดูต้นแบบ​ก็ต้องดูว่ายังใช้ได้อยู่หรือไม่ มีจุดบกพร่องอย่างไร ไม่ควรเอาแม่แบบมาอ้างง่ายๆ เพราะแม่แบบมีปัญหาหมด

เอนก กล่าวด้วยว่า ปัญหาของแม่แบบทางเศรษฐกิจ อย่างเรื่องทุนนิยมก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องที่สุดแบบ 100% เพราะมันถูกท้าทายจาก “ทุนนิยมโดยรัฐ” เช่น จีน เกาหลี ประเทศอาเซียนเองรัฐก็มีบทบาทไม่น้อย ชี้ให้เห็นว่าไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ในทางประชาธิปไตยก็เหมือนกัน อังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส ต้องปรับตัว ​แต่ก็ปฏิรูปยาก อเมริกาจะปรับตัวก็เจอล็อบบี้ทำให้ปฏิรูปไม่ได้

“นี่คือโลกที่กลับหัวเป็นหางหมด เมื่อก่อน​ประเทศที่มีอาการแบบอเมริกันเวลานี้ ​ควรจะไปอยู่ที่โดมินิกัน หรือ Banana Republic แต่เวลานี้ พฤติกรรมของอเมริกันกลับไปเหมือน Banana Republic ไปแล้ว”​

เอนก บอกว่า เวลานี้โลกาภิวัตน์เริ่มไม่มั่นคงถูกโยกคลอนจากพลังใหม่ อเมริกาเองก็เชิญให้ซีพีไปช่วยสร้างอาหาร จุดเด่นอเมริกาคือผลิตอาหาร เพราะมีที่ดินมาก แม้จะมีความรู้เยอะแต่ก็นำเอาความรู้มาทำพาณิชย์เชิง​ธุรกิจไม่เก่ง ​

สำหรับประเทศไทยไม่ใช่ประเทศยากจนอีกแล้ว ขนาดเศรษฐกิจโตอันดับ 33 ของโลก ​กำลังซื้อสินค้าเป็นจริงอันดับ 22 ของโลก ซึ่งมีทั้งหมด 220 ประเทศ เรารู้ตัวหรือเปล่าว่าเราไม่เลว ส่วนเรื่องการก้าวพ้นการติดกับดักรายได้ปานกลางนั้น ไม่ควรคิดที่จะทำให้เป็นประเทศร่ำรวยเพราะจะเหนื่อย แต่หากรายได้ปานกลางก็ต้องทำให้ปานกลางทั้งประเทศจริงๆ ไม่ใช่แค่คนจำนวนหนึ่งเท่านั้น

“เรามีพระเจ้าอยู่หัว ที่คิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เศรษฐกิจแบบ​ตะวันตก เศรษฐกิจที่ลดความอยาก ควบคุมความอยาก แสวงหาเท่าที่จำเป็น ต้องประมาณตนเอง”เอนก กล่าวทิ้งท้าย

 

สุวิทย์ เมษินทรีย์ กุนซือ “ไทยแลนด์ 4.0”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/479877

สุวิทย์ เมษินทรีย์ กุนซือ "ไทยแลนด์ 4.0"

โดย….อนัญญา มูลเพ็ญ

หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเมื่อกลางเดือน ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา “ครม.ประยุทธ์ 4” หลายตำแหน่งมีภาระหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกับ  “สุวิทย์ เมษินทรีย์”  ที่ปรับจาก รมช.พาณิชย์ มานั่งเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้รับความไว้ใจให้รับผิดชอบดูแลหน่วยงานด้านยุทธศาสตร์ที่สำคัญ พ่วงด้วยหน้าที่ล่าสุดที่อยู่ในความสนใจของสังคมอย่างมาก คือ ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

เข้าสู่ยุค 2 บีโอไอ

“สุวิทย์” ฉายภาพถึงการจะขับเคลื่อนองค์กรที่อยู่ภายใต้การรับผิดชอบว่า เริ่มจากบีโอไอที่ต้องปรับบทบาทใหม่ ไทยจะต้องขยับตัวเองไปสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูง แต่จะทำได้ก็ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานระดับเวิลด์คลาส มีคนที่ดีพอ เครื่องมือ บรรยากาศ จากที่ผ่านมาไทยเน้นนโยบายที่เหมือนปักชำ อยากได้อะไรเราก็ให้สิทธิ ประโยชน์จูงใจคือสิทธิประโยชน์ภาษี แต่ไม่ได้ทำอีก
ขาหนึ่ง คือ สร้างคนขึ้นมารับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา

การจะเปลี่ยนจากนโยบายแบบปักชำมาเป็นรากแก้วนั้น ก็คือ ไทยแลนด์ 4.0 ต้องมาดูรายละเอียดว่าถ้ามองในมุมของเทคโนโลยีที่เราอยากจะยืนอยู่บนขาของตัวเองมีอุตสาหกรรมอะไรบ้าง ซึ่งก็คัดเลือกออกมาได้เป็น 5  อุตสาหกรรม เช่น ไบโอเทค ไบโอเมด ดิจิทัล แมกคาทรอนิกส์ นี่คือที่มาที่ให้บีโอไอต้องปรับตัวจากที่เคยโฟกัสอุตสาหกรรม มาเป็นการโฟกัสที่ความสามารถ การดึงดูดการลงทุนจะต้องเปลี่ยนไปสู่การดึงศักยภาพ ขีดความสามารถเข้ามา ดึงคน โครงสร้างพื้นฐาน บริษัทที่ดีที่สุดในโลก ที่จะตอบโจทย์ประเทศ

ดังนั้น บีโอไอในยุคที่ 2 นี้จะต้องดึงแต่ละส่วนที่แบ่งเป็น 4-5 แฉก คือ หนึ่งดึงคน สองเทคโนโลยี สามคนที่จะมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเซ็กเตอร์และวิสาหกิจที่ดีที่สุด ซึ่งทำให้ตอนนี้การดึงดูดการลงทุนต้องเลือกเป็นรายบริษัทเลย และทั้งหมดนี้จะประกาศตัวออกไปในงาน โอพอร์ทูนิตี้ ไทยแลนด์ ที่บีโอไอจะเชิญนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติมารับฟังในช่วงกลางเดือน ก.พ.

ปรับเครื่องมือจูงใจลงทุน

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ตอบโจทย์การดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมายนั้น “สุวิทย์” ระบุว่าตอนนี้บีโอไอมีแต่สิทธิพิเศษทางภาษีนิติบุคคลซึ่งไม่เพียงพอ จะต้องปรับปรุงไปสู่การให้สิทธิประโยชน์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจึงจะสามารถดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ แต่เครื่องมือที่สำคัญอีกประการ คือ การอำนวยความสะดวกและมาตรการต่างๆ ที่ไม่ใช่ภาษี หรือ นัน แท็กซ์ อินเทนซีฟ (Non Tax Intensive) เพื่อให้เขารู้สึกว่าไทยเป็นบ้านที่สองของเขา พาครอบครัวมาแล้วมีโรงเรียนอินเตอร์ มีทุกอย่าง ไม่ต้องคิดมากมาเมืองไทยเหมือนอยู่บ้านเดิม ซึ่งในส่วนนี้มีเรื่องต้องแก้อีกมาก เช่น เรื่องที่คนต่างด้าวต้องรายงานตัวหากอยู่เกิน 90 วัน ซึ่งเกี่ยวกับการแก้ไขตรงนี้ นายกฯ สั่งให้เคลียร์ 4-5 เรื่อง

สิ่งที่ทำตอนนี้ คือ ปรับนโยบายการลงทุนมาเน้นดึงดูดคนที่มีศักยภาพ เพราะพวกนี้ คือ สตาร์ทอัพ นักวิจัย พวกนี้แหละคือตัวทำเงินให้เราในอนาคต ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีตอนนี้ระบบการวิจัยเรายังไปไม่ได้ เพราะว่าคนแจกโจทย์ก็ไม่ชัดและเป็นเบี้ยหัวแตก แจกวิจัยไปแล้วไม่มีการติดตาม ซึ่งบีโอไอจะเข้ามาช่วยด้วยว่าจะให้สิทธิประโยชน์อย่างไรเพื่อให้ตอบโจทย์เรื่องการวิจัยด้วยอินเซนทีฟ ที่ตอบโจทย์การวิจัยได้อย่างไร

สศช.องค์กรแผนอนาคต

“สุวิทย์” กล่าวถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจนี้ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องคิด โดยตนพยายามเสนอในไทยแลนด์ 4.0 ว่าเบรนพาวเวอร์ คือ แรงงานระดับบนอะไรที่มีศักยภาพสูง กับแมนพาวเวอร์ คือ กลุ่มที่ใช้แรงงานต้องแยกออกจากกัน แล้วเอานโยบายมานั่งคุยกัน ถ้าตรงไหนต้องเคลียร์ก็ต้องเคลียร์ ตนเลยใช้บีโอไอเป็นตัวขยับซึ่งทำให้รู้ด้วยว่าถ้าจะลงทุนตรงนี้ติดอะไรจะเคลียร์ตรงไหน

ในส่วนของ สศช.หรือสภาพัฒน์นั้น ก็มีส่วนที่ต้องปรับอีกเยอะ ส่วนที่คิดกันอยู่และตนจะเสนอนายก รัฐมนตรีเร็วๆ นี้ 4 เรื่อง คือ 1.การที่ประเทศจะต้องมีแล็บทดลองเกี่ยวกับอนาคต (Future Lab) คือต้องสร้างแล็บให้ประเทศเป็นส่วนที่จะเข้ามาดูว่าอนาคตจะมีโอกาสเกิดอะไรขึ้นบ้าง 2.แล็บทดลองเกี่ยวกับนโยบาย (Policy Lab) คือเมื่ออนาคตเป็นแบบนี้จะต้องมีนโยบายแบบไหนในยุทธศาสตร์ 3.ส่วนที่เรียกว่าซิสเต็ม อินเตเกรชั่น (System Integration) เมื่อนโยบายที่ทดลองได้สุกงอมแล้วก็แจกจ่ายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการ และ 4.เมื่อกระทรวงทำงานแล้วก็มีหน่วยงานติดตาม ซึ่งส่วนนี้มีกลไกเกิดขึ้นแล้ว คือ สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (พีเอ็มดียู) แต่อีก 3 ส่วนไม่มีซึ่งอาจจะเป็นสภาพัฒน์ที่เข้ามาดูส่วนใดส่วนหนึ่งในอนาคต

จากปฏิรูปศึกษาสู่งานยุทธศาสตร์

“สุวิทย์” เท้าความถึงช่วงเวลาก่อนจะได้รับมอบหมายดูแลงานสำ คัญนี้ว่า “ต้องย้อนไป 2-3 ปีที่แล้วถึงความตั้งใจที่ต้องการเข้ามาทำ เรื่องปฏิรูปการศึกษา เพราะมองว่าเป็นหัวใจการปฏิรูปประเทศไทย จึงสมัครเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านปฏิรูปการศึกษา ซึ่ง เทียนฉายกีรนันท์ ประธาน สปช. ตั้งผมเป็นประธานกรรมาธิการวิสัยทัศน์และกำ หนดอนาคตประเทศไทย จึงมีโอกาสฉายภาพใหญ่ไม่เฉพาะการศึกษา แต่มองว่าอนาคตประเทศไทย 10-20 ปี อยากให้เป็นอย่างไร ที่สุดผมจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของคณะเตรียมการเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ชุดของ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ในช่วงที่อยู่กระทรวงพาณิชย์นั้น การส่งออกตกหนักมาก แต่มันก็ทำ ให้เรามองเห็นว่าประเทศไทยไม่ปรับโครงสร้างการส่งออกและการผลิตไม่ได้แล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาของไทยแลนด์ 4.0 ที่นายกรัฐมนตรีจุดประกายมา และผมก็มีโอกาสทำงานไทยแลนด์ 4.0 มาตลอดตั้งแต่ตอนนั้น พอเปลี่ยนมาเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็ยังให้ดูสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และมองว่าประเทศไทยจะไปนวัตกรรมไม่ดูวิจัยไม่ได้ จึงให้ดูสำ นักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ขณะเดียวกันเศรษฐกิจท้องถิ่นก็สำ คัญจึงมอบหมายให้ดูแลกองทุนหมู่บ้านด้วย

อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มองว่าถึงเวลาที่จะนำ เรื่องใหญ่ๆ มาถักทอกัน จากตอนแรกที่เข้ามามุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ไอเคโอ (ICAO) ไอยูยู (IUU)เศรษฐกิจโลกผันผวนก็ใช้เวลายื้อมา 2 ปีแล้ว ตอนนี้น่าจะดีขึ้นควรจะมองไปข้างหน้า นำ เป้าหมายที่แท้จริงออกมาทำ คือ ปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติจะต้องขึ้นรูปให้รัฐบาลใหม่ทำ ต่อ แต่่เงื่อนไข คือ ทำ ไม่ได้ถ้าบรรยากาศไม่เอื้อให้ปรองดองและสามัคคี ดังนั้นปรองดองสามัคคีจึงเป็นจิ๊กซอว์ตัวที่ 3 ซึ่งนี่เป็นที่มาของ ป.ย.ป. แต่ผมก็ได้ดูแลในฐานะฝ่ายเลขาฯ หลายคนสงสัยว่าทำ ไม ผมไม่รู้หรอก แต่เท่าที่รู้ คือ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากโอกาสที่ได้ทำงานผ่านไทยแลนด์ 4.0 เคยเป็น สปช. ดังนั้นงานของ ป.ย.ป. ก็เหมือนงานที่เคยสัมผัสอยู่

ขณะที่ ป.ย.ป. คือ กลไกที่จะส่งออกไปยังรัฐบาลถัดไป ถ้าคนในประเทศมียุทธศาสตร์ชาติร่วมกันรัฐบาลเปลี่ยนยุทธศาสตร์จะไม่เปลี่ยนและเมื่อถึงจุดที่ประชาชนเห็นว่านี่ คือสิ่งที่ดีกว่าที่เคยเป็น ไม่ต้องไปประชานิยมเขามาก เมื่อเกิดสิ่งนี้ขึ้น แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนไม่เปลี่ยน ตรงนี้เองที่เราบอกว่าถ้าเราทำสิ่งที่ถูกความปรองดองมากขึ้น ปฏิรูปเกิดผลชัดเจน ต่อตนเอง ลูกหลาน เขา ก็อยากจะปฏิรูปต่อ อย่าไปกลัวว่ารัฐบาลใหม่มาแล้วนโยบายจะเปลี่ยน แต่อยู่ที่ว่าสิ่งที่ทำนี้ เขาเห็นไหมและรู้สึกไหมว่ามันดีกว่า ปลดล็อกตรงนี้ได้ประชาชนไม่สนหรอกว่าพรรคจะทะเลาะอะไรกัน แต่ที่ผ่านมาเรายังไม่ได้ทำให้ประชาชนเท่าที่ควร พรรคเลยอ้างว่าอย่างโน้นอย่างนี้

ถามว่าเงื่อนไขความปรองดองไม่ได้อยู่ที่ความปรองดอง แต่เมื่อมันเกิดเป็นข้อตกลงร่วมกันแล้ว มันจะนำ ไปสู่เป้าหมายร่วมที่ทุกคนอยากมองยุทธศาสตร์ชาติร่วมกัน”

 

“ผมฟังเพลงลูกทุ่งยุคนี้ไม่รู้เรื่องแล้ว”เสียงจากรุ่นใหญ่ “เสรี รุ่งสว่าง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 19:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/479494

"ผมฟังเพลงลูกทุ่งยุคนี้ไม่รู้เรื่องแล้ว"เสียงจากรุ่นใหญ่ "เสรี รุ่งสว่าง"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…กิจจา อภิชนรจเลข

ในวันที่รายการประกวดร้องเพลงทะลักล้นหน้าจอโทรทัศน์ เรตติ้งกระฉูด ผู้ชมทางบ้านกดโทรศัพท์โหวตให้นักร้องที่ตัวเองชื่นชอบมือเป็นระวิง

บ้างมองว่านี่คือเวทีใหม่ๆที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านธรรมดาได้แสดงความสามารถ ไต่เต้าจากดินสู่ดาว เพื่อชื่อเสียง เงินทอง และคำสรรเสริญเยินยอในฐานะซูเปอร์สตาร์คนใหม่ บ้างมองว่าความน่าเป็นห่วงอยู่ตรงรายการเหล่านี้เน้นเรื่องธุรกิจมากกว่าจะปลุกปั้นนักร้องมาประดับวงการอย่างจริงๆจังๆ เรตติ้งสำคัญกว่าคำแนะนำสั่งสอน รวมถึงการนำดารา คนดัง ตลกมาเป็นคอมเมนเตเตอร์แทนที่จะเป็นครูเพลง อาจทำลายวงการเพลงลูกทุ่งโดยไม่รู้ตัว

เสรี รุ่งสว่าง ตำนานนักร้องลูกทุ่งเมืองไทยวัย 62 นายกสมาคมนักร้องลูกทุ่งแห่งประเทศไทยคนล่าสุด เฝ้ามองสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในวงการด้วยสายตากังวลและมีคำถาม

วันนี้เขาจะมาวิพากษ์วงการเพลงลูกทุ่งอย่างเปิดเผย ดุดัน ตรงไปตรงมา

ทำไมถึงรับตำแหน่งนายกสมาคมนักร้องเพลงลูกทุ่ง

จริงๆไม่ได้อยากรับตำแหน่ง ตัวเราเองทำงานก็เหนื่อยมากมาย แถมช่วยสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่แล้ว ทีนี้พี่น้องศิลปินรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ รวมถึงนายกฯคนเก่า (ทศพล หิมพานต์) เขาอยากให้เราเป็น ชวนตลอด ปฏิเสธมา 2-3 ครั้งแล้ว วันที่รับตำแหน่ง น้องๆมันชวนไปงานประชุมสมาคม พอไปถึงก็เสนอชื่อเรา เลือกเราเป็น มัดมือชกเลย ก็ต้องขอบคุณพี่ๆน้องๆทุกท่านที่ไว้วางใจให้เราได้มาดูแลศิลปินตรงนี้

นโยบายผมคือ นักร้องรุ่นเก่าๆที่ดังแล้วตก ดังแล้วหายไป คนชอบเข้าใจผิดว่าทำไมตอนดังถึงไม่เก็บเงิน อยากให้แฟนเพลงทุกท่านเข้าใจใหม่ว่า สมัยก่อนตอนที่นักร้องดังๆเขามีนายทุน พอมีนายทุนปุ๊บ ได้เงินมานักร้องก็จะได้ส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซนต์นิดหน่อยเท่านั้นเอง สมัยผมเป็นนักร้องใหม่ๆดังถล่มทลาย ค่าตั๋ว 15 บาทคืนนึงสามารถเก็บได้ถึง 5-6 แสน แต่เงินจำนวนนั้นแทบไม่ตกถึงมือเรา ได้เบิกอาทิตย์ละแค่ 1,000-2,000 ที่เหลือเป็นของนายทุน เพราะนายทุนเขาตั้งวงให้ เชียร์ให้ พอได้เงินเขาก็กอบโกยเอาไป ทีนี้ผ่านไป 10-20 ปี พอหมดความดังก็หมดเงิน ถึงตอนนั้นนายทุนก็ปล่อย ปล่อยแล้วจะไปหากินตรงไหน เพราะเขากินหัวน้ำไปหมดแล้ว พวกที่อยู่ปลายน้ำก็ต้องหากินเองตามยถากรรม นักร้องหลายคนถึงได้นับหนึ่งใหม่ หาเช้ากินค่ำ แฟนเพลงจึงไม่เข้าใจว่าทำไมนักร้องถึงตกทุกข์ได้ยาก ตายไม่มีโลงจะใส่ เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีหน่วยงานไหนดูแล

ผมอยู่วงการมา 40 ปีเล็งเห็นว่า ถ้าไม่มีกระบอกเสียงตรงนี้ ประชาชนก็จะไม่รู้ความจริง ไม่มีใครสงสาร ฉะนั้นที่ดูแลอยู่ตอนนี้ประมาณ 30-40 คน ก็ต้องช่วยดูว่ามีทางไหนบ้างที่จะช่วยเขาได้ นักร้องหลายคนขนาดลอยกระทง ตรุษจีน ปีใหม่ เทศกาลสำคัญๆไม่มีงานเลย วันธรรมดาๆไม่ต้องพูดกัน ค่าตัวไม่ใช่ว่าแพงนะ บางคน 5,000 3,000 ก็ไปแล้ว ผมมารับตำแหน่งนี้ก็อยากจะดูแล อยากบอกแฟนเพลงทุกๆท่านว่า นักร้อง ศิลปินที่ไปทำแผ่นขายหน้าเวที ช่วยเขาซื้อเถอะ ทุกวันนี้ห้างต่างๆมันเละเทะไปหมดแล้ว เทปผีซีดีเถื่อนก็มีมากมาย ฉะนั้นการทำซีดีไปขายตามงานโชว์ก็ช่วยเขาซื้อเถอะครับ นี่เป็นการช่วยนักร้องจริงๆ

อาชีพนักร้องสมัยก่อนกับสมัยนี้แตกต่างกันมากไหม

วงการเพลงลูกทุ่งสมัยก่อนเงินสะพัด มือปืนเยอะ เสือสิงห์กระทิงแรดทั้งนั้น นายทุนไม่ต่างจากมาเฟีย เทคโนโลยีก็ไม่มี ตำรวจก็ไม่ทัน

นักร้องยุคก่อนจะเสียเปรียบเยอะ ยกตัวอย่างเช่น สมัยนี้นักร้องรับเชิญอย่างเดียว วงไม่มี สามารถแบ่งรายได้ 70/30 นักร้อง 70 นายทุน 30 แต่สมัยก่อนคุณจะได้เล่นแค่ครั้งเดียว หนึ่งโชว์เท่านั้นสำหรับงานที่เขาจ้างไป วงไหนไม่ดี ไม่ดังก็ไม่ได้เงิน ถึงได้เงินก็ไปตกที่นายทุนซะหมด จะไปขอร้อง ถามหาความยุติธรรม คุณแบ่งเงินให้ผมบ้างได้ไหม พูดมากเดี๋ยวถูกกระทืบ ไปแข็งข้อกับเขา ดีไม่ดีตายอีก สมัยนี้นักร้องดังๆค่าตัวไม่ต่ำกว่าแสน นักร้องที่เป็นเอกเทศอย่างผมก็หาเช้ากินค่ำไป เจ้าภาพพอใจก็จ่าย งานใกล้ๆหน่อยก็แค่ 20,000-30,000 บาท แต่นักร้องตามค่ายตอนนี้ คุณไปดูได้เลย 2 แสนทั้งนั้น ยิ่งเป็นนักร้องสตริงเดี๋ยวนี้ 5 แสน

เมื่อก่อนเทคโนโลยีก็ไม่เหมือนสมัยนี้ คุณร้องผิดต้องร้องใหม่หมด เดี๋ยวนี้ร้องผิดคำเดียว ก็ร้องแก้แค่คำเดียว เสียงไม่เอื้อนก็ทำให้เอื้อนซะเลย เสียงไม่ยาวก็ทำให้ยาวซะเลย เสียงไม่กว้างก็ทำให้กว้าง สมัยนี้มันเป็นแบบนี้ สมัยก่อนต้องแหกปากออกมาเลย ร๊ากกกกมาก่อนใคร (ตะโกนร้องเพลงรักมาห้าปีของศรเพชร ศรสุพรรณเสียงดังมาก) ไม่มีเทคโนโลยีช่วย ร้องผิดร้องใหม่สถานเดียว แล้วดูนักร้องรุ่นเก่าสิ ร้องมา 40 ปี ถือไมค์ตัวเดียวยืนร้องเพลงทื่อๆเหมือนสากกะเบือ แต่อยู่ได้ เพราะเขาขายเสียง เขาจะอยู่ได้จนกระทั่งเขาตาย ถึงตายไปแล้วก็ยังมีคนโจษขาน เพราะนี่คือของแท้

จริงหรือไม่ที่เขาว่านักร้องลูกทุ่งยุคนี้มีตัวช่วยเยอะ ทั้งสื่อ เทคโนโลยี เวทีประกวด โอกาสดังเลยง่าย

สมัยก่อนเพลงลูกทุ่งเขาฟังทางวิทยุ ไม่เห็นรูปร่างหน้าตา ฉะนั้นเสียงต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง พอสื่อเปลี่ยนจากวิทยุเป็นโทรทัศน์ ค่านิยมเสพสื่อของคนก็เปลี่ยนจากหูเป็นลูกตา ทุกอย่างเลยบิดเบือนไปหมด คุณภาพของศิลปินกลายไปรวมกันอยู่กระจุกเดียว เอ๊ะ ไอ้นี่เป็นดารารึเปล่าวะ ไอ้นี่เป็นนักร้องรึเปล่าวะ ชักสับสน คนเดียวเป็นมันทุกเรื่อง หน้าตาดี ร้องเพลง เต้น เล่นตลก ผมถามหน่อยว่าไอ้คนที่เป็นหลายๆเรื่องมันเอาดีสักเรื่องได้ไหม

เมื่อค่านิยมเปลี่ยนจากหูเป็นลูกตา ถามว่าการดูไปด้วยฟังไปด้วยกับใช้หูฟังอย่างเดียว อันไหนดีกว่ากัน …ก็ต้องฟังสิ โห ไอ้นี่มันร้องเพราะว่ะ เสียงมันดีจัง ร้องชัดทุกคำ เราจะมีสมาธิในการฟัง แต่พอดูทางลูกตาปุ๊บ เฮ้ย ไอ้นี่มันหล่อเว้ย แต่พอฟังเสียง อ๋อ มันร้องพอใช้ได้ แต่กูชอบมันเพราะมันหน้าตาดี คนปั้นก็ลังเล มึงร้องไม่ดี แต่กูอยากจะปั้นมึงอ่ะ เพราะมึงสวย ต่างจากนักร้องยุคเก่าโชว์เสียงกันสดๆ รู้กันไปเลยว่าไอ้คนนี้ร้องเพราะโว้ย แบบนี้แหละที่ทำให้นักร้องรุ่นเก่าๆอยู่เป็นอมตะ อย่างสุรพล สมบัติเจริญ หลานผมยังรู้จักเลย ตายไปนาน 40-50 ปีแล้วแต่คนยังฟังอยู่

นักร้องลูกทุ่งรุ่นใหม่เน้นขายหน้าตามากกว่าเสียงจริงไหม

เทคโนโลยีเดี๋ยวนี้ทันสมัย คนไม่หล่อจะทำให้หล่อมากๆก็ได้ เพราะเทคโนโลยีมันเอื้ออำนวย สมัยก่อนกว่าจะผ่านมาเป็นศิลปินได้ยากมาก ถ้าไม่เจ๋งจริง ร้องไม่ดีจริง คุณไม่ได้เกิด

ลูกทุ่งสมัยก่อนเขาฟังทางหู เสียงดีอย่างเดียว รูปหล่อไม่เกี่ยว แต่ลูกทุ่งสมัยนี้ดูทางลูกตา เสียงไม่เกี่ยว มึงรูปหล่อ มึงสวย กูเอา ก็เลยทำให้วงการมันเละ มาตรฐานไม่มีแล้ว นักร้อง คุณจำไว้เลยว่าต้องใช้เสียง ดารามันต้องใช้หุ่นใช้หน้าตา ต้องแยกแยะกันให้ถูกเรื่อง สื่อปัจจุบันนี้มันทำให้ทุกอย่างบิดเบี้ยวไปหมด ยกตัวอย่างคุณกับผมไปสมัครร้องเพลงด้วยกัน คุณเสียงพอใช้ได้เท่าๆกับผม หรือผมอาจจะดีกว่าคุณ แต่เขาไม่ได้พิจารณาผมนะ เพราะผมหน้าตาไม่ดี แต่คุณหน้าตาดี เขาก็เอาคนหน้าตาดีไว้ก่อน ยุคนี้มันเป็นแบบนี้ คุณภาพวงการเพลงลูกทุ่งมันก็เลยด้อยลงไป แต่ยังไงก็ตามถึงยุคสมัยจะเปลี่ยนไป ก็ขอให้มันร้องชัดหน่อย บางคนร้องมาผมยังฟังไม่รู้เลยว่ามันร้องเพลงลูกทุ่งรึเปล่า มันร้องเพลงไทยหรือร้องเพลงสากลวะ ฟังไม่รู้เรื่อง (หัวเราะ) วัยรุ่นสมัยนี้มันฟังออกกันได้ยังไง ไม่เข้าใจ เราเป็นศิลปินก็ต้องให้คนมาเลียนแบบเรา ต้องให้คนมาตามอย่างเรา ฉะนั้นคุณเป็นศิลปินดังก็ขอให้ร้องให้มันชัดได้ไหม ทุกสาขาเลย ร้องให้มันถูกต้อง

คนที่ร้องเพลงได้ชัดมากๆและดังไม่หยุดก็คือ เบิร์ด ธงไชย คุณลองไปฟังสิ เขาไม่มีร้องมั่ว ชัดทุกคำ ฟังได้ทุกคำ เขาถึงเป็นอมตะ ฉะนั้นนักร้องไม่ว่าจะแนวไหน สตริง ลูกทุ่ง ลูกกรุง ก็ใช้ภาษาให้มันถูกต้อง คนที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลหน่อย อย่าให้ทำภาษาไทยวิบัติ

มองวงการเพลงลูกทุ่งวันนี้อย่างไร

ทุกวันนี้วงการเพลงลูกทุ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง รายการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งต่างๆที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน ผมขอบคุณเขานะที่ช่วยให้เพลงลูกทุ่งอยู่ได้ แต่มันเป็นดาบสองคม ถ้ารายการคุณทำไม่ถูกต้องมันจะไปทำลายวงการ แต่ถ้าทำถูกต้อง ทำออกมาได้ดี มีมาตรฐาน มันจะช่วยให้มีศิลปินนักร้องดีๆมาประดับวงการ

สมัยนี้กติกาการให้คะแนน บางรายการคะแนนเต็ม 100 แบ่งเป็นลีลา 20 เสื้อผ้า 20 อักขระ 20 จังหวะ 20 เสียงร้อง 20 ถามว่าเสื้อผ้ามันทำให้เสียงเพราะได้ไหม อักขระ จังหวะ และเสียงร้อง 3 อย่างนี้มันต้องประกอบเข้าด้วยกัน แค่ 3 อย่างเท่านั้น คุณจะนุ่งกางเกงขาสั้นขายาวมันไม่ได้ช่วยให้ดังได้ ลีลาดึงฟ้าดึงดาวก็ไม่ได้ช่วยให้ดังได้ เสียงร้องต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง การให้คะแนนเรื่องเสียงนี่ต้อง 90-95 % เลย ถ้าไม่ถึงขั้นนั้น อมตะไม่ได้ แบบฟลุ๊คๆก็อาจจะดังได้เพลงเดียว แต่จะดังยาวนาน 30-40 ปีคงไม่ใช่ ถ้าผมเป็นกรรมการตัดสิน ผมจะให้ความสำคัญที่เสียงร้อง 100 % เลย อย่างอื่นไม่เกี่ยว นี่คือมาตรฐานของเสรี รุ่งสว่าง

อยากถามเจ้าของรายการต่างๆว่า คุณจะเอาอะไรกันแน่ ถ้าให้ผมเดา ผมเดาว่าคุณอยากได้อะไร อยากได้เงินไง อยากให้รายการคุณสนุก คุณไม่ได้มาปั้นจริงจัง ที่คุณทำกันอยู่มันคือธุรกิจ แล้วจะไปเอาดีตรงไหนล่ะ เพราะเน้นเรตติ้ง ต้องโหวต ที่คุณทำอยู่มันไม่ได้สร้างนักร้องหรอก คุณสร้างเงินใส่กระเป๋าคุณ เพื่อใช้ชื่อตรงนี้เท่านั้นเอง แต่การจะมาใช้ชื่อตรงนี้ก็ขอให้มันได้ดีสักนิดนึง ทิ้งอะไรให้คนรุ่นต่อไปได้หยิบไปต่อยอดได้ในอีก 40 ปีข้างหน้า ทำสิ่งดีๆฝากไว้ในวงการได้ไหมให้คนรุ่นหลังได้เอาไปใช้ ถ้าคุณมาทำลายหมดสมัยนี้ ไม่ส่งต่อให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานแล้วมันจะเอาอะไรกินกันล่ะ

 

เคยเห็นคุณออกมาวิจารณ์ว่าบางรายการเอาใครไม่รู้มาเป็นคอมเมนเตเตอร์

พวกคอมเมนเตเตอร์บางทีก็ปล่อยเพชรหลุดมือ มีให้เห็นอยู่ทุกรายการ ถามว่าคุณกับผมแค่สองคนยังคิดไม่เหมือนกันเลย แล้วการเอากรรมการมา 10 คน ถ้าไม่ชัดเจนจริงๆจะตัดสินคะแนนให้เป็นเอกฉันท์ได้ยังไง ไม่มีทาง

ทุกคนฟังเพลงลูกทุ่งเป็นหมดแหละ แต่ไม่ใช่อาชีพเขาไง นักมวยก็ฟังเป็น ร้องได้ นักการเมือง จบดอกเตอร์อะไรก็ร้องลูกทุ่งได้ แต่เขาสอนได้ไหม รู้จริงไหม บางคนคอมเมนต์ว่า น้องไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ ถ้าเป็นผมจะให้กำลังใจเด็กบอกว่า ‘วันนี้หนูร้องผิดหลายที่ ออกเสียงก็ไม่ตรง จังหวะหนูก็เพี้ยน อักขระตรงนี้หนูก็ไปแก้อย่างนี้นะ แต่เสียงดีแล้ว เสียงหนูดังได้ แต่วิธีการร้องยังใช้ไม่ได้ลูก เพราะฉะนั้นให้กลับไปแก้ตัวใหม่ อย่าเสียใจลูก ไปทำให้มันถูกต้อง แล้วกลับมาสู้กัน’ แล้วผมก็ไม่ให้เขาผ่านจริงๆ เราสอนวันนี้เพื่อให้เขากลับไปฝึกให้เก่งขึ้น

ทุกวันนี้นักร้องหน้าตาไม่ดีแต่เสียงดีมีโอกาสเกิดไหม

ถามว่าสังข์ทอง สีใสหล่อไหม รุ่งเพชร แหลมสิงห์ล่ะหล่อไหม แล้วเขาเกิดไหม ยิ่งใหญ่ไหม

คนฟังเพลงลูกทุ่งจริงๆเขาฟังที่เพลงเพราะ รูปร่างหน้าตาคุณมาบิวท์ข้างนอกได้ เคยเห็นไหมล่ะบางคนเสียงดี๊ดี แต่รูปร่างหน้าตาใช้ไม่ได้เลย แต่พอดังเท่านั้นล่ะคนพูดเลยว่า เฮ้ยหล่อว่ะคือดังแล้วเดี๋ยวมันหล่อเอง ราศีมันจับเอง (หัวเราะ) ไปโมดิฟายเพิ่มมันก็หล่อได้เหมือนกัน แต่ถามว่าเสียงดีกับรูปหล่อ อย่างไหนไปได้ไกลกว่ากัน อย่างไหนอมตะกว่ากัน ถ้าคุณหล่อ อาจจะดังวูบเดียวตอนที่คุณยังหนุ่มอยู่ พอความหล่อคุณหมด เขาก็ไม่จำคุณแล้ว แต่ทำไมคนถึงจำสุรพล สมบัติเจริญได้อยู่จนถึงทุกวันนี้ ทำไมจำพุ่มพวง ดวงจันทร์ สายัณห์ สัญญา ยอดรัก สลักใจ ศรคีรี ศรีประจวบ ทำไมนักร้องรุ่นใหม่ๆถึงไม่จำ แล้วรายการประกวดร้องเพลงล่ะ ทำไมถึงยังเอาเพลงของรุ่นผมไปร้อง  บางคนเอาเพลงยอดรักไปร้องแข่งกับเพลงวัยรุ่น กรรมการตัดสินให้ชนะ ก็เพราะมันคือของแท้ เพชรแท้ก็คือเพชรแท้

มันแปลกอยู่เรื่องนึง คนที่ร้องดีไม่ค่อยโชว์ เพชรมีอยู่เยอะแยะแต่มันยังไม่ถูกเจียระไน  อีกอย่างเพชรมันจะฝังตัวอยู่ลึก และจะไม่ประกายแสงให้ใครเห็น นอกจากว่าคนจะเผอิญไปเจอมัน ก็เหมือนกับศิลปิน ผมเองไม่เคยชอบร้องเพลง บังคับให้ร้องผมก็ไม่ร้อง ประกวดก็ไม่ประกวด แต่ในเมื่อเรามาเป็นศิลปินเราต้องทำให้ดี มันเป็นอาชีพ เราต้องซื่อสัตย์ต่ออาชีพเราและทำให้คุ้มค่าต่อน้ำเงินของคนที่เขาซื้อเพลงเราไป เพราะเราเป็นคนขายเสียง ขายลม เพราะฉะนั้นต้องทำให้ดี

นักร้องลูกทุ่งหลายคนสู้ชีวิต ปากกัดตีนถีบ เป็นลูกวงแบกเครื่องดนตรีหลายปีกว่าจะได้ขึ้นเวทีร้องเพลง

นักร้องลูกทุ่งทุกยุคทุกสมัยไม่ได้เกิดมาจากคนรวย ไม่ได้เกิดมาจากที่ที่เจริญ แต่เกิดจากชาวไร่ชาวนา คนยากคนจน และโดยมากมันเป็นพรสวรรค์ เหมือนกับเทวดาเขาให้เพชรไปตกตรงโน้นตกตรงนี้ แต่ตกในน้ำครำนะ ไม่ได้ตกบนตึก ไม่ได้ตกในพระราชวัง นักร้องลูกทุ่งดังๆคนไหนบ้างที่เป็นลูกคนรวยตั้งแต่กำเนิด ไม่มีหรอก ปากกัดตีนถีบ ยากจนข้นแค้นกันทั้งนั้น

ช่วงผมดังใหม่ๆเป็นยุคที่เพลงลูกทุ่งเฟื่องมาก ผลประโยชน์เยอะ มีมือปืนมาเกี่ยวข้อง บางทีก็ทำให้เราต้องออกนอกเส้นทาง ต้องหลบๆซ่อนๆ จะถูกกระทืบตอนไหนก็ไม่รู้ เพราะโดนเอารัดเอาเปรียบอยู่ทุกวัน แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่ นักร้องรุ่นใหม่ๆมีการเซ็นสัญญาระบุเลยว่าเท่านี้ผมเท่านั้นคุณ มันทำให้นักร้องสมัยนี้ไม่รู้จักครูบาอาจารย์ ไม่มีรุ่นพี่รุ่นน้อง เพราะคิดว่าฉันดังได้โดยไม่ต้องอาศัยพวกแก สมัยก่อนเวลาจะไปช่วยงานกุศลอะไรต่างๆ นักร้องดังทั้งหมดก็จะไปเจอกัน รุ่นพี่รุ่นน้องก็สวัสดี แต่ทุกวันนี้ไอ้ค่ายนี้มา กูไม่ไป ไม่รู้จัก กูดัง มึงไม่ดัง กูไม่มองมึง มันเลยทำให้วัฒนธรรมเก่าๆหายไป

เรื่องกตัญญูอ่อนน้อมถ่อมตนในวงการลูกทุ่งเขาถือกัน

ถูกต้องครับ (ตอบเสียงเข้ม) นักร้องลูกทุ่งยุคเก่าเขามีวัฒนธรรม มีจิตสำนึก มีครูบาอาจารย์ มีรุ่นพี่รุ่นน้อง เจอหน้ายกมือไหว้กัน แต่เดี๋ยวนี้พอเห็นเราเดินมา มันหันหน้าไปทางอื่นเลย กูไม่มองมึง รุ่นไหนเป็นรุ่นไหน กูไม่สน กูอยู่ค่ายดัง แต่มันกำลังจะเปลี่ยน ไอ้พวกอยู่ค่ายอยู่คอก เวลานี้คอกมันกำลังจะตาย ค่ายมันกำลังจะแยก เดี๋ยวพอมาอยู่เป็นเอกเทศแล้วจะลำบาก ตอนอยู่ค่าย มีคนมาขอถ่ายรูป ทำแอ็ค ไม่เอา ไม่ว่าง เดี๋ยวพอค่ายคอกล้มไป นักร้องก็ต้องกระจัดกระจาย ต้องมาเดินสายหางานเอง คุณก็จะมาอยู่รวมกันเหมือนพวกผมนี่แหละ ทีนี้ก็จะมา ‘สวัสดีครับพี่ พี่ช่วยผมหน่อยครับ’ แหม สมัยก่อนมึงไม่รู้จักกู ตอนนี้มารู้จักกูเชียว ตอนนั้นกูขอถ่ายรูป โอ๊ย ไม่เอา ไม่ถ่าย ไม่ว่าง

เจอแบบนี้บ่อยไหม

ปัดโธ่ ผมอยู่ในวงการมา 40 ปี (หัวเราะ)

แล้วโกรธไหม

ไม่ (ตอบเสียงดัง) ผมก็เฉยๆ ไม่ด่า ไม่โกรธ แต่คิดในใจ เป็นไงล่ะลูกเอ๊ย อีตอนที่มึงดัง มึงไม่เห็นใครเขาเลย แล้วตอนนี้มึงมายกมือไหว้เขาทำไม

เวลามีสื่อมาสัมภาษณ์ผม คุณเป็นสื่อก็ต้องอยากได้ของไปขายใช่ไหม ผมก็ได้ประโยชน์จากคุณ ฉะนั้นเราเอื้อกันดีไหม คุณขอสัมภาษณ์ผม เอ้า ได้ๆ มาเลยน้อง เฮ้ย เสรีแม่งช่วยกูว่ะ ตอนนั้นกูไม่ดัง ไม่มีอำนาจ เป็นคนเขียนหนังสือตัวน้อยๆ แต่เสรีให้สัมภาษณ์ ให้ความร่วมมือเต็มที่ ให้ความรู้มากมาย แล้วถามว่ายามที่ผมตก หรือเจ็บไข้ได้ป่วย คุณเป็นใหญ่ มีลูกน้องมากมาย เฮ้ย เสรีป่วยโว้ย ช่วยเขาหน่อย นี่ไง มันอยู่ตรงนี้ต่างหาก เราอยู่วงการเพลงลูกทุ่ง เราอยู่กับสื่อ เราจะอยู่อะไรก็สุดแท้แต่ ก็ควรเห็นทุกสิ่งอย่างมีความหมาย ไม่ใช่มองไม่เห็นหัวใคร

นักร้องสมัยนี้อยากจะมีบอดี้การ์ดกันซะเหลือเกิน มึงไปไหนก็ไปสิ เราหากินกับประชาชน เราจะไปกลัวประชาชนทำไม เขาให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับเรา นักร้องสมัยนี้คิดผิด ตอนยังไม่ดังนี่นะ พอเห็นกล้องตรงไหน อุ๊ย โอ้โห จัดเสื้อจัดทรงผม เดินเข้าหากล้องเลย กูต้องเข้ากล้อง โพสต์ทุกท่า สั่งอะไรทำหมด แต่พอเวลาดัง ทำไมคุณต้องทำตัวแบบว่า อุ๊ย ไม่ได้ อย่าถ่ายผมนะ อย่านะ ปาปารัซซี่ กลัวนะ แตะก็ไม่ได้ ถูกตัวก็ไม่ได้

อย่างเวลาผมไปแสดง ไปโชว์หน้าเวที  2-3 ชั่วโมง ผมให้คุณเลย คุณจะทำอะไรก็ได้ จะกอด จะหอม จะถ่าย จะลูบอีนู่นอีนั่นก็เอาเหอะ เดี๋ยวผมก็กลับบ้าน เพราะอะไรรู้ไหม นั่นแหละคืองานของเรา และนั่นแหละคือคนที่ให้เรา ไม่มีคนพวกนั้น คุณร้องเพลงให้ตายก็ไม่มีคนฟังคุณ ไม่มีคนดูคุณ คุณจะดังได้ไง ความดังของคุณอยู่ที่ประชาชน ถ้าคุณไม่เอาประชาชน ไม่ถ่ายรูปกับเขา จับมือก็ไม่ได้ เอ้า มึงเป็นเทวดาแล้ว แต่ตอนเวลาตกต่ำ สวัสดีคร้าบ สวัสดีจ้า มาจับมือกัน ถ่ายรูปกันหน่อย ผมไม่เข้าใจชีวิตพวกคุณเลย

ในฐานะนักร้องรุ่นใหญ่ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ มีวิธีวางตัวยังไงให้ดังได้นาน

การครองตัวให้ดีมันต้องทำทุกอย่างพร้อมกันไป นิสัยคุณต้องเข้าได้กับทุกคน ไม่ว่าใครมาขอความช่วยเหลือ ช่วยได้ก็ช่วยไป อะไรที่เราทำได้ก็ควรจะทำ แล้วมันจะสะสมจากตรงนั้นทำให้คนรู้ต่อๆกันไปว่าความดีของคนไม่ได้เกิดวันเดียว คุณทำมาสิบปีความดีมันถึงเกิด คุณทำวันนี้อีกสิบปีข้างหน้ามันถึงจะเกิด ไม่ใช่ทำวันนี้พรุ่งนี้กูต้องได้เลย การที่เราจะทำดี ต้องโอบอ้อมอารีกับเพื่อนฝูง เวลาเราดี เราช่วยเขา เวลาเราเซ เพื่อนจะช่วยค้ำ มันต้องค้่ำคูนกัน ต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี

คุณจำผมไว้ ความดังของคนมันดังไม่ได้นาน แต่ความดีของคนตายไปสิบปีร้อยปีมันก็ยังดีอยู่นั่น

อาชีพนักร้อง การร้องเพลงอย่างเดียวอย่าไปไว้ใจมัน วันไหนเกิดความนิยมหมด เราจะเอาอะไรกิน ตอนกำลังดังกำลังพีค ทำไมไม่หาอย่างอื่นทำ ไม่หาอย่างอื่นมาเป็นอาหารเสริม คุณต้องหากิจการมาเสริมด้วย เผื่อเราพลาด ไม่มีงาน คนไม่จ้าง เงินไม่มี คุณรู้ไหมขนาดตอนผมดังถล่มทลายยังไปขับสิบล้อเลย ตอนดังๆผมร้องเพลงเก็บเงินได้เป็นแสนๆ ยังไปขับรถสิบล้อได้เที่ยวละห้าร้อย คนเราอย่าไปเกี่ยงเงินน้อย อย่าไปคอยเงินมาก มีอะไรก็ทำไป ได้เงินมาก็ต้องใช้ให้เป็นระเบียบ รู้จักใช้ รู้จักกิน ใช้เงินให้เป็น ไม่งั้นวันที่เราหมดความดัง หมดงาน ชีวิตจะแย่

ในวัย 62 ความสุขของผู้ชายชื่อเสรี รุ่งสว่างอยู่ตรงไหน

จากลูกชาวนาซูเปอร์จน จนกระทั่งไม่มีข้าวกิน ต้องไปรูดใบมะขามกิน ชีวิตวัยเด็กหาคุณค่าไม่ได้เลย ถึงวันนี้ทุกทวีปไปมาหมดแล้ว เห็นมาหมดแล้ว เจอมาหมดแล้ว ทำให้ผมคิดได้ว่า คนเราอยู่ไม่ถึงร้อยปีหรอก ทำความดีไว้เพื่อให้คนเขาจารึกว่าเสรี รุ่งสว่างเขาทำนี่ทำนู่นทำนั่น เคยช่วยเหลือคนนู้นคนนี้

คนเราถ้าเกิดไม่คิดเรื่องความตายบ้างมันก็จะโลภมากไปเรื่อย บางคนรวยแล้วก็อยากจะมีอำนาจ พอมีอำนาจก็อยากจะมีให้ล้นฟ้า ถามว่าตายไปคุณเอาอะไรไปได้สักอย่างไหม ไอ้ที่พูดไม่ใช่ว่าผมปลงได้นะ แต่ผมรู้จักพอ ตัวผมทุกวันนี้ คุณลองค้นกระเป๋าดู ถ้ามีเงินสักร้อยผมให้กระทืบเลย ผมไปรถอะไรก็ได้ ไม่ยึดติด สักวันเราก็ตาย อยู่ไปโดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นดีกว่าแล้วไอ้ความที่เราเคยจนเหลือเกิน ก็นั่งคิดว่าชาติก่อนเราไปทำอะไรใครไว้ ไปโกงใครไว้รึเปล่าวะ ชาตินี้เราต้องชดใช้ให้หมด ชาติหน้าจะได้เกิดอีกรึเปล่าไม่รู้แหละ แต่ชาตินี้เราจะใช้ให้หมด เรามีชีวิต มีเลือดเนื้อ มีจิตวิญญาณ เราก็ทำความดี ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ทำผิดให้น้อยที่สุด

ความสุขง่ายๆของผมในทุกวันนี้คือ การได้ไปร้องเพลงบนเวที การให้ความสุขกับประชาชนเป็นความสุขของผม.

 

รัฐบาลต้องขอสื่อได้ ระวังมาตรา 44 คลอดกฎหมายสื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/479372

รัฐบาลต้องขอสื่อได้ ระวังมาตรา 44 คลอดกฎหมายสื่อ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนที่ทางคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ชุดที่ พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธาน ถูกองค์กรวิชาชีพสื่อคัดค้านอย่างหนัก

เหตุผลที่องค์กรสื่อขอให้ยุติการออกกฎหมายฉบับนี้ เพราะมองว่าเนื้อหาของร่างฯ เปิดทางให้รัฐเข้ามาแทรกแซงสื่อ โดยเฉพาะที่กำหนดให้คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจาก 4 ใน 13 คน ต้องมาจากผู้แทนภาครัฐโดยตำแหน่ง จาก 4 ปลัดกระทรวง ประกอบด้วย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และมีอำนาจขึ้นทะเบียนและเพิกถอนใบอนุญาตสื่อมวลชนได้ทุกประเภท รวมถึงลงโทษปรับทางปกครอง

ประเด็นเหล่านี้นอกจากจะกระทบสิทธิเสรีภาพการทำงานของสื่อในการตรวจสอบหน่วยงานภาครัฐโดยตรง ยังอาจกระทบต่อการรับรู้ข่าวสารของประชาชน โดยความคืบหน้าขณะนี้ ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) ได้ตีกลับให้ กมธ.ชุดนี้ไปทบทวนแก้ไขในประเด็นที่สื่อคัดค้าน และให้นำเสนอมายังวิปอีกครั้งสัปดาห์หน้าเพื่อเข้าที่ประชุมใหญ่ สปท. จากนั้นจะส่งให้คณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติดำเนินการออกเป็นกฎหมายต่อไป

โพสต์ทูเดย์ พูดคุยกับ พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธาน กมธ. หัวหอกคุมเกมร่างกฎหมายฉบับนี้ หลังการแถลงข่าวของ กมธ.และเจ้าตัว ชี้แจงถึงที่มาและแนวคิดในการร่างกฎหมาย ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะออกมาสนับสนุน กมธ. เต็มตัวและยืนยันต้องมีสภาวิชาชีพสื่อมากำหนดมาตรฐานจริยธรรมการนำเสนอข่าว

พล.อ.อ.คณิต เริ่มต้นด้วยการตอบคำถามทีมงานที่ว่า ผู้ที่ร่างกฎหมายนี้ไม่ใช่บุคคลในวิชาชีพสื่อ แต่กลับมาออกกฎหมายกำกับสื่อ ทำให้ขาดความเข้าใจต่อการทำงานของสื่อ โดยเจ้าตัวยอมรับว่า แม้ไม่ได้มาจากสื่อจริงเพราะเป็นทหารอากาศ ขับเครื่องบินเอฟ 16 มาก่อน แต่ก็เป็นนักบริหาร ที่สำคัญเคยเป็นเลขานุการของ พล.อ.อ.ธเรศ บุญศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งบอร์ด กสทช. ได้ส่งเข้ามาสมัครเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อประสานการดูแลเรื่องคลื่นความถี่

“สปช.ยุคก่อนมีแต่บุคคลในวงการสื่อ ทำให้กระบวนการคิดจึงอยู่แต่ในกรอบสื่อ จึงมองว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จมักคิดนอกกรอบ ฉะนั้นการที่นำคนนอกวงการสื่อมาอยู่ในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ จะทำให้มุมมองความเห็นที่หลากหลาย เพราะสื่อมักเชี่ยวชาญอยู่แต่ในวงการ” พล.อ.อ.คณิต กล่าว

ประธาน กมธ.สื่อ ยกตัวอย่าง นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ และ อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ทั้งคู่ต่างเป็นแพทย์แต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จสายวิชาชีพ แต่ไปประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจ

ประเด็นที่องค์กรสื่อคัดค้านหลักๆ คือ การให้ 4 ปลัดกระทรวงเข้ามาเป็นคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อจากจำนวน 13 คน พล.อ.อ.คณิต ชี้แจงว่า คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อทั้ง 13 คน จะมีตัวแทนองค์กรสื่อ 5 คน ผู้แทนภาครัฐ 4 คน และที่เหลือ 4 คน จะเป็นกลุ่มนักวิชาการ ซึ่งอาจเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย การคุ้มครองผู้บริโภค และนักสิทธิมนุษยชน

เหตุที่ต้องมีผู้แทนจากภาครัฐก็เพื่อทำหน้าที่ประสานงานกับรัฐบาล เช่น ปลัดกระทรวงการคลัง จะช่วยดูแลงบประมาณ การเงิน ปลัดสำนักนายกฯ คอยช่วยประสานงานกับรัฐบาล ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ จะทำหน้าที่ประสานงานกับต่างประเทศ รวมถึงดูการใช้สื่ออินเทอร์เน็ต และปลัดกระทรวงวัฒนธรรมจะดูแลเรื่อง พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ จากนั้นให้สภาวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญดำเนินงานต่อ

“ถ้าไม่มีตัวแทนภาครัฐทาง กมธ.สื่อเป็นห่วงเรื่องการยึดโยงสนับสนุนจากภาครัฐ เพราะการพัฒนาแม้แต่ด้านการท่องเที่ยวเอกชนยังต้องเดินไปพร้อมกับภาครัฐ และจากนั้นหากเรื่องอะไรที่รัฐมองว่าเอกชนสามารถเดินต่อไปได้ จะไม่เข้าไปยุ่ง” พล.อ.อ.คณิต ตอบคำถามถึงข้อสงสัยเหตุใดต้องมี 4 ปลัดกระทรวงจากภาครัฐร่วมเป็นคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อ

พล.อ.อ.คณิต บอกว่า ในร่างกฎหมายฉบับนี้ จะมีงบสนับสนุนให้กับสภาวิชาชีพสื่อ โดยนำเงินมาจากกระทรวงการคลังหรือภาษีบาปจำนวน 50-150 ล้านบาททุกปี ไม่ต่างจากแหล่งเงินของไทยพีบีเอส ส่วนที่เหลือจะมาจากงบประมาณบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอื่นๆ เหตุที่ภาครัฐต้องสนับสนุนเพราะจะได้เข้าไปช่วยดูในเรื่องการจัดหาสถานที่อาจใช้พื้นที่ของหน่วยงาน สังกัดกระทรวงการคลัง ดำเนินการก่อสร้างอาคารต่างๆ ไม่มีเจตนาที่ภาครัฐจะเข้าไปแทรกแซง

เมื่อแย้งไปว่า การที่ตัวแทนภาครัฐเข้ามา จะทำให้การทำงานของสื่อไม่ กล้าตรวจสอบ 4 ปลัดกระทรวงหรือไม่เพราะคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อยังมีอำนาจเพิกถอนใบอนุญาตสื่อมวลชนได้ด้วย พล.อ.อ.คณิต กล่าวว่า เรื่องนี้คิดว่าองค์กรสื่อกลัวไปเอง

“ขออย่าให้สื่อกลัว เรื่องใบประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชนนั้นไม่มีอะไร เพียงแต่เมื่อสื่อมวลชนไปติดต่อขอขึ้นทะเบียนหรือต่ออายุ ขั้นตอนมีเพียงอบรมปฐมนิเทศเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคล เพื่อไม่ให้ไปละเมิดสิทธิผู้อื่น เรื่องการแต่งกายและการใช้ภาษา เมื่ออบรมตามหลักสูตรก็จะได้รับใบอนุญาตเพื่อให้สื่อมวลชนมีมาตรฐานเดียวกัน”

ระหว่างสนทนา พล.อ.อ.คณิต ย้อนทีมงานว่า ให้ช่วยบอกแบบไหนจะทำให้สื่อไม่กล้าตรวจสอบรัฐบาล ทีมงานจึงยกตัวอย่างว่า เช่น ปัจจุบันการทำงานของกรมประชาสัมพันธ์ก็ไม่เสนอข่าวตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ถ้ามีคณะกรรมการวิชาชีพสื่อที่มาจากผู้แทนภาครัฐ จะไม่ยิ่งหนักกว่านี้หรือ พล.อ.อ.คณิต ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง แต่เชื่อว่าการตรวจสอบยังมีช่องทางอื่นอีก เพราะปัจจุบันสื่อออนไลน์เกิดขึ้นมาก ก็ไม่ต้องกลัวจะไม่มีใครตรวจสอบรัฐบาล และส่วนตัวเชื่อว่าปลัดกระทรวงที่ีเข้ามาทำหน้าที่นี้มีศักดิ์ศรีและจุดยืน คงไม่กล้าทำเรื่องไม่ดี

“ปลัดทุกคนก็คงเหมือนกับผมตอนรับราชการทหารอากาศ ตอนนี้ผมติดยศพลอากาศเอก ในอดีตดูแลเครื่องบินและรถหลวงมากมายต้องใช้น้ำมัน แต่ไม่เคยนำน้ำมันของทางราชการมาเติมรถส่วนตัวแม้แต่หยดเดียว เบี้ยประชุมก็ไม่เคยนำเข้ากระเป๋า ไปประชุมต่างจังหวัดแต่ละครั้งค่าบรรยายไม่เคยรับ ปลัดกระทรวงฯ ก็คงเป็นเช่นกัน

“อย่าไปกังวลกันมาก นักการเมืองมาแทรกแซง นักการเมืองในอดีตไม่ได้เรื่อง ผมยอมรับ แต่ปัจจุบันนักการเมืองจะดีขึ้นเรื่อยๆ ก็คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เขาออกกฎระเบียบเข้มงวดมากขึ้น ตรงนี้จะทำให้นักการเมืองระวังตัวหากคิดที่จะทำอะไร” พล.อ.อ.คณิต ชี้แจง

พล.อ.อ.คณิต ยังมองด้วยว่า การทำงานของสื่อปัจจุบันควรระมัดระวังให้มากโดยเฉพาะเรื่องที่กระทบประเทศชาติ และคิดว่ารัฐบาลควรที่จะขอไม่ให้สื่อลงข่าวบางประเภทได้ถ้ากระทบต่อความมั่นคงของชาติและภาพลักษณ์ของประเทศ เหมือนกรณีผู้หญิงแต่งกระโจมอกอาบน้ำกลางถนน หรือกรณีที่รัฐบาลขอไม่ให้สื่อทำเนียบรัฐบาลตั้งฉายารัฐบาลปีที่ผ่านมา

“เรื่องเหล่านี้น่าขอกันได้เพื่อประเทศชาติ มิฉะนั้นจะทำให้ประเทศเสียหายมาก”

วกมาถามเรื่องอายุของใบประกอบวิชาชีพสื่อที่ปรากฏในร่างกฎหมายนี้ พล.อ.อ.คณิต กล่าวว่า เงื่อนไขก็อาจออกให้ทุก 5-10 ปี แต่ถ้าสื่อไม่มีประวัติด่างพร้อยก็อาจได้รับสิทธิต่อใบประกอบวิชาชีพแบบตลอดชีวิต แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับทางสภาวิชาชีพจะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ เช่นเดียวกับทุกอาชีพอื่นที่ต้องมีใบอนุญาต เช่น แพทย์ ทนายความ พยาบาล หรือแม้แต่วินมอเตอร์ไซค์

“สาเหตุที่สื่อต้องมีใบอนุญาต เพื่อที่เราจะได้รู้รายละเอียดของผู้ที่ทำอาชีพสื่อมวลชนว่า พักอยู่ที่ใด อายุเท่าไหร่ จะได้มีฐานข้อมูลสามารถตรวจสอบได้ และไว้รับสิทธิประโยชน์ช่วยเหลือต่างๆ รวมถึงทางสภาวิชาชีพจะได้เข้าไปช่วยเหลือหากการทำหน้าที่เกิดเป็นคดีความขึ้นมา”

พล.อ.อ.คณิต กล่าวว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อที่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ คือสื่อที่ได้รับผลตอบแทนจากต้นสังกัด อาทิ นักข่าว ช่างภาพ ผู้ประกาศข่าว คอลัมนิสต์ ผู้ที่ทำข่าวในเว็บไซต์ ส่งข่าวสารในออนไลน์เพราะยุคนี้มีการสื่อสารบนสื่อโซเชียลมากขึ้น

ถามว่า ที่ผ่านมาสื่ออยู่ภายใต้กฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะคำสั่งของ คสช. ที่คุมสื่อเข้มงวดอยู่แล้ว เหตุใดต้องออกกฎหมายมาคุมสื่อซ้ำอีก ประธาน กมธ.กล่าวว่า แม้ทุกวันนี้จะมีกฎหมายหลายฉบับในการรับฟ้องจริง แต่บางครั้งก็เกิดปัญหาความล่าช้าในการดำเนินคดี ดังนั้นถ้ามีสภาวิชาชีพสื่อเป็นหน่วยงานกำกับดูแลควบคุมสื่อโดยตรง และนำปลัด 4 กระทรวงเข้ามาช่วยสนับสนุนยึดโยงการทำงาน ก็เชื่อว่าร่างกฎหมายนี้จะสามารถแก้ปัญหาสื่อเลือกข้างได้ เพราะภายใต้โครงสร้างสภาวิชาชีพ จะมีคณะกรรมการจริยธรรมอีกคณะคอยดูแล

“ร่างกฎหมายนี้ผ่านการหารือและการทำประชาพิจารณ์จากผู้เกี่ยวข้อง อาทิ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เชื่อว่าการตั้งองค์กรหรือสภาวิชาชีพใด ต้องมีทั้งตัวแทนจากรัฐและเอกชนร่วมด้วย เพราะจะทำให้มีประโยชน์มากกว่ากรรมการจากวงการสื่อด้วยกันเท่านั้น รวมถึงกฎหมายนี้จะช่วยส่งเสริมสวัสดิภาพและสวัสดิการให้แก่สื่อมวลชน กรณีที่ไม่มีโฆษณา”

ก่อนจบบทสนทนาทีมงานถามว่า มั่นใจแค่ไหนว่ารัฐบาลจะสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ พล.อ.อ.คณิต กล่าวว่า กฎหมายนี้ประชาชนเอาด้วยแน่นอน เพราะไม่มีอะไรซ่อนเร้น กติกาทุกอย่างออกโดยสภาวิชาชีพ และรัฐบาลก็สนับสนุน

“ระวังหวยออกนะ เลข 2 ตัว มาตรา 44 ก็เป็นได้” พล.อ.อ.คณิต กล่าวก่อนขอตัวไปประชุม

 

AD บลจ.กรุงศรี เปิดตัวกองทุน KFTSTAR-D ชูศักยภาพการลงทุนในหุ้นไทยที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละภาวะตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มีนาคม 2560 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/biz/news/483965

บลจ.กรุงศรี เปิดตัวกองทุน KFTSTAR-D ชูศักยภาพการลงทุนในหุ้นไทยที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละภาวะตลาด

บลจ.กรุงศรี เชื่อมั่นหุ้นไทยยังน่าสนใจและไปต่อได้ พร้อมเปิดขายกองทุนเปิดกรุงศรีไทยออลสตาร์ปันผล (KFTSTAR-D) ชูศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในหุ้นไทยหลากหลายไม่จำกัดประเภทหุ้น และบริหารพอร์ตแบบยืดหยุ่นให้เหมาะกับทุกภาวะตลาด เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนรวมที่สูงกว่าตลาด เสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 6 – 16 มีนาคม 2560

น.ส.ศิริพร สินาเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด(บลจ.กรุงศรี) เปิดเผยว่า “บริษัทยังคงมีมุมมองที่ดีต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยระยะกลาง – ยาว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตต่อเนื่องและมีความแข็งแกร่งมากขึ้น อีกทั้งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเม็ดเงินขนาดใหญ่จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการใช้จ่ายของภาครัฐ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และภาคการส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวโดยมีสินค้าเกษตรเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก”

“นอกจากนี้ เม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย โดยเม็ดเงินลงทุนสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในปี 2559 ปรับตัวเป็นบวกต่อเนื่องมาจนถึงต้นเดือนมกราคม 2560 และหากเปรียบเทียบราคาหุ้นภายในกลุ่ม TIP Market คือ ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ จะพบว่าราคาหุ้นไทยยังคงมีระดับราคาหุ้นต่อกำไร (PE) ที่ต่ำกว่า โดยราคาหุ้นต่อกำไรในตลาดหุ้นไทยในปีนี้อยู่ที่ระดับ15.3 เท่า ขณะที่ตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์อยู่ที่ระดับ 16.4 เท่าและ 17.3 เท่าตามลำดับ และคาดการณ์ว่าอัตราเงินปันผลของไทยยังคงสูงสุดในกลุ่ม TIP Market อีกทั้งกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนไทยยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยยังคงมีความน่าสนใจ และเมื่อประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจไทยและแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสเติบโตและสามารถสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้”

“บลจ.กรุงศรี เล็งเห็นโอกาสลงทุนในตลาดหุ้นไทย ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณากองทุนหุ้นของ บลจ.กรุงศรี จะพบว่าเรามีทั้งกองทุนที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นปันผล เน้นหุ้นเติบโตสูง และเน้นหุ้นขนาดกลาง-เล็กแล้ว เราจึงเสนอทางเลือกใหม่ให้ผู้ลงทุนด้วยกองทุน KFTSTAR-D ที่ใช้กลยุทธ์แบบ Blend Model เฟ้นหาหุ้นเด่นจากทุกกลุ่มได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านขนาดหรือประเภทหุ้น ลงทุนได้ทั้งหุ้นปันผล หุ้นเติบโตสูง หุ้นขนาดกลาง-เล็ก และใช้กลยุทธ์บริหารพอร์ตเชิงรุก มีความยืดหยุ่นสูงในการปรับสัดส่วนให้เหมาะกับแต่ละภาวะตลาด กองทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่เป็นผู้นำตลาด มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน รวมทั้งมีระดับราคาที่ยังคงไม่แพงเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไร โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนรวมที่สูงกว่าตลาด เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีหุ้นประเภทใดที่สามารถสร้างผลตอบแทนเป็นอันดับ1ได้ทุกช่วงเวลา ทั้งนี้ บลจ.กรุงศรี ใช้กลยุทธ์เดียวกันนี้ในการบริหารพอร์ตการลงทุนในส่วนของหุ้นไทยสำหรับกองทุน KFLTFAST-D ที่เปิดขายเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยกองทุน KFLTFAST-D สามารถสร้างผลการดำเนินงานที่ดี” (ข้อมูล : บลจ.กรุงศรี ณ 3 มี.ค. 60)

“หากพิจารณาผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2555 – 2559 จะพบว่าหุ้นแต่ละประเภทสามารถสร้างผลตอบแทนที่แตกต่างกันในแต่ละปี เช่น ในปี 2555 หุ้นขนาดเล็กสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงสุดที่ 58.65%ต่อปี ขณะที่ปี 2556 หุ้นขนาดกลางสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงสุดที่ -1.98%ต่อปี และปี 2557 หุ้นขนาดเล็กสร้างผลตอบแทนได้สูงสุดที่ 26.24%ต่อปี เป็นต้น (ข้อมูล: Morningstar ณ 30 ธ.ค. 59) ดังนั้น การกระจายการลงทุนในหุ้นหลากหลายประเภทจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีจากทุกสภาวะตลาด”

“กองทุน KFTSTAR-D เหมาะกับผู้ลงทุนที่มองหาโอกาสรับผลตอบแทนรวมสูงกว่ากองทุนที่เน้นหุ้นปันผลอย่างกองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นปันผล (KFSDIV) เพราะสไตล์การลงทุนในหุ้นปันผลจะเน้นผลตอบแทนจากการรับปันผลที่สม่ำเสมอจากหุ้นที่ลงทุน มากกว่าการแสวงหาการเติบโตของมูลค่าหุ้น ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 6 – 13 มีนาคม 2560 บริษัทจะยกเว้นค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนขาเข้าจากกองทุน KFSDIV กองทุน KFVALUE กองทุน KFSEQ และกองทุนKFSEQ-D มายังกองทุน KFTSTAR-D เพื่อส่งเสริมให้ผู้ลงทุนได้มีการกระจายการลงทุนที่กว้างและหลากหลายมากขึ้น”

“กองทุน KFTSTAR-D มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ความเสี่ยงสูงระดับ 6 เสี่ยงสูง” น.ส.ศิริพร กล่าว

นักลงทุนสามารถสอบถามรายละเอียดข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.กรุงศรี โทร. 02-657-5757 หรือ เว็บไซต์ www.krungsriasset.com หรือ ติดต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา

ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน

ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

เอกสารวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมฉบับนี้ได้จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน

 

AD สิทธิประโยชน์ BOI ใน EEC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/biz/gov/481930

สิทธิประโยชน์ BOI ใน EEC

จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง 3 จังหวัดนี้ เป็นโครงการนำร่องที่เรียกว่า ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ด้วยความพร้อมที่มีอยู่แล้วในหลายๆ ด้านเป็นเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา หรือที่เรียกกันในสมัยนั้นว่า “ยุคโชติช่วงชัชวาล” โดยประมาณปี 2530 พื้นที่นี้เป็นที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และนั่นเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นผู้นำฐานการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมหนักของประเทศ เช่น ปิโตรเคมี ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ หรือหากจะพูดในอีกมุมหนึ่งนั่นก็คือยุคนั้นจัดเป็นยุคประเทศไทย 3.0 นั่นเอง และวันนี้แล้วที่ประเทศไทยจะก้าวสู่ยุคประเทศไทย 4.0

พื้นที่ EEC นั้นตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 13,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายที่จะเร่งพัฒนาความพร้อมในทุกด้านเพื่อรองรับการลงทุนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งด้านสาธารณูปโภค ระบบคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการอำนวยความสะดวกในรูปแบบ One Stop Service เพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจให้มีความสะดวกรวดเร็วที่สุด

พื้นที่ EEC จะเป็นมหานครแห่งอนาคต เป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน การขนส่งของภูมิภาค แหล่งบุคลากร แหล่งท่องเที่ยว เป็นประตูสู่เอเชีย ที่เพียบพร้อมและทันสมัยที่สุด

Gateway to Asia กับการคมนาคมที่พร้อม และทันสมัย ในการกระจายสินค้า และรองรับผู้โดยสาร ในทุกรูปแบบการขนส่ง ได้แก่

ทางอากาศ

สนามบินอู่ตะเภา ที่จะยกระดับให้เป็นสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา เพื่อรองรับผู้โดยสารกว่า 3 ล้านคนต่อปี

ศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยาน ด้วยโรงซ่อมอัจฉริยะ ที่สามารถให้บริการอย่างรวดเร็ว ทันสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทางน้ำ

ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง (ขยายเฟส 3) ซึ่งเป็นท่าเรือหลักในการขนส่งตู้สินค้าและรถยนต์ รองรับจำนวนตู้สินค้าได้ 18 ล้านทีอียูต่อปี และรถยนต์ 3 ล้านคันต่อปี

ท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด (ขยายเฟส 3) ซึ่งเป็นท่าเรือสำหรับเรือสินค้าเหลวและก๊าซธรรมชาติ เพื่อการผลิตพลังงาน และรองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีชั้นสูงของประเทศ

ท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ เป็นท่าเรือสำหรับจอดเรือสำราญที่ทันสมัย เชื่อมต่อจุดท่องเที่ยวระหว่างสองฝั่งทะเลอ่าวไทย และรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมต่อเรือ และการประกอบแท่นขุดเจาะน้ำมัน

ทางบก

รถไฟความเร็วสูง เชื่อมต่อสนามบินนานาชาติทั้ง 3 แห่ง คือ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา

รถไฟรางคู่ สำหรับการขนส่งสินค้าระบบรางที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ที่จะเชื่อมการขนส่งสู่ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือมาบตาพุด

โครงการขยายมอเตอร์เวย์ จากกรุงเทพฯ ถึงระยอง เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

สิทธิประโยชน์ BOI
– ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 15 ปี
– ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร วัตถุดิบ ที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออกและของที่นำเข้ามาเพื่อการวิจัยและพัฒนา
– เงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการลงทุน การวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมนวัตกรรม หรือการพัฒนาบุคลากรเฉพาะด้านของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
– อนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม
– อำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน

One-stop Service อำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน
ให้บริการข้อมูลข่าวสาร การขออนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการประกอบการการค้า การส่งออก นำเข้าในจุดเดียว และในโครงการที่สำคัญจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายอีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้ จะต่อยอดจากรากฐานเดิมสู่ความมั่นคง และยั่งยืน ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าจากรัฐบาลไทย เพื่อความวัฒนาถาวรของประเทศ และประชาชนทุกคน


www.boi.go.th
E-mail: head@boi.go.th
โทรศัพท์: 0 2553 8111
Application: BOI Thailand