AD isport รุก 5 ธุรกิจใหม่ ปลุกกระแสวงการกีฬาไทยแบบครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มีนาคม 2560 เวลา 15:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/biz/news/484017

isport รุก 5 ธุรกิจใหม่ ปลุกกระแสวงการกีฬาไทยแบบครบวงจร

ตอนนี้คงไม่มีเทรนด์ไหนที่ฮอตฮิตไปกว่าเทรนด์สุขภาพอีกแล้ว สังเกตได้จากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพและเล่นกีฬากันมากขึ้น ยิ่งตอนนี้เราอยู่ในยุคที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีด้วยแล้ว เทรนด์กีฬายุคใหม่จึงเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายและไม่จำเจอีกต่อไป

บริษัท ไอสปอร์ต จำกัด หนึ่งในกลุ่มธุรกิจสามารถ ไอ-โมบาย และ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) สองบริษัทผู้นำด้านธุรกิจกีฬาซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ในการทำธุรกิจด้วยกันมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการนำทีมฟุตบอลระดับโลกอย่างทีมอาร์เซน่อล ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หรือทีมเชลซีมาแข่งขันในประเทศไทย การทำคอนเทนต์ด้านกีฬา รวมถึงการสรุปผลการแข่งขันฟุตบอลแมทช์สำคัญมากมาย พร้อมแล้วที่จะรุกตลาดกีฬาใหม่ๆ และต่อยอดธุรกิจเดิมแบบพลิกวงการ

ด้วยความแข็งแกร่งของธุรกิจเดิมอย่าง Digital service ที่นำเสนอข่าวกีฬาโดยเน้นสื่อดิจิตอลสู่ลูกค้า และ TV and Broadcasting ซึ่งเป็นธุรกิจที่นำเสนอบริการครบวงจรทั้งการถ่ายทอด การผลิตรายการ และการออกอากาศในช่องต่างๆ บวกกับเทคโนโยลีและการสื่อสารในปัจจุบันที่พัฒนากว่าแต่ก่อนมาก ทำให้ผู้บริโภคสามารถรับข่าวสารผ่านมือถือได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งจุดนี้เองได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดธุรกิจใหม่ของไอสปอร์ต จนเกิดการรุกตลาดกีฬาไทยให้ก้าวไกลและเติบโตสู่ระดับสากล ซึ่งคาดว่า 5 ธุรกิจใหม่ที่เปิดตัวนี้จะสร้างเม็ดเงินให้ประเทศถึง 700 ล้านบาททีเดียว

โดยธุรกิจใหม่ที่ isport เตรียมรุกตลาดในครั้งนี้เรียกได้ว่าสร้างความฮือฮาให้แก่วงการกีฬาไทยอีกขั้น เริ่มด้วยธุรกิจแรกเอาใจแฟนกีฬาผู้ซึ่งชื่นชอบการท่องเที่ยวระดับ VIP กับ Sport Tour ที่จะพาคุณเดินทางไปชมกีฬากับนักกีฬาคนโปรดแบบใกล้ชิด หรือไปชมการแข่งขันกีฬาแมตช์สำคัญระดับโลกแบบส่วนตัว Sport Event เป็นการผสมผสานระหว่างกีฬาและความบันเทิงเข้าไว้ด้วยกัน เปิดประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับแฟนกีฬาชาวไทยอย่างที่ไม่เคยสัมผัสจากที่ไหนมาก่อน ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะมีกิจกรรมสุดยิ่งใหญ่ที่ isport จะจัดขึ้น 3-4 กิจกรรม ลงทุนกิจกรรมละ 50-60 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมี Sport Commerce จัดทำเว็บไซต์ www.isportmart.com เพื่อเป็นศูนย์รวมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับกีฬาและไลฟ์สไตล์ของคนรักกีฬา ให้สามารถเลือกชม เลือกชอปสินค้าพรีเมี่ยมได้ด้วยตัวเอง ต่อมาคือ Game อีกหนึ่งธุรกิจที่คาดว่าในปีนี้จะเปิดตัวเกมบนมือถือประมาณ 3-4 เกม ทั้งเกมด้านกีฬาและอื่นๆ มากมาย และธุรกิจสุดท้ายที่ถือว่าเป็นไฮไลท์นั่นก็คือ Talent Management ธุรกิจบริการบริหารสิทธิประโยชน์แก่นักกีฬาแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการรายได้ พัฒนามูลค่าของนักกีฬาในเชิงธุรกิจ ดูแลสิทธิประโยชน์ ตลอดจนการวางแผนด้านการเงินระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพให้แก่นักกีฬาไทย

จาก 7 ธุรกิจของ isport ไม่ว่าจะเป็น Digital service, TV and Broadcasting, Sport Tour, Sport Event, Sport Commerce, Game และ Talent Management ที่กลุ่มสามารถ ไอ-โมบาย และสยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันรุกธุรกิจใหม่ในครั้งนี้ นับว่าเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์วงการกีฬาไทยอย่างมาก ไม่ว่าจะความเพลินเพลินสำหรับแฟนกีฬาแล้ว ยังให้สิทธิประโยชน์มากมายต่อนักกีฬาไทยในระยะยาวอีกด้วย

ติดตามข้อมูลข่าวสารกีฬาที่น่าสนใจได้ที่ www.isport.co.th

 

AD เทคโนโลยีแก้ไขสายตาผิดปกติแบบใหม่ไร้ใบมีด (ReLEx SMILE)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2560 เวลา 15:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/483857

เทคโนโลยีแก้ไขสายตาผิดปกติแบบใหม่ไร้ใบมีด (ReLEx SMILE)

ภาวะสายตาผิดปกติสามารถแก้ไขได้ด้วยเลเซอร์และทำได้หลายวิธี เช่น LASIK PRK และ ReLEx SMILE ซึ่งเป็นการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดแบบแผลเล็ก ไร้ใบมีด และมีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน

ReLEx (Refractive Lenticule Extraction) SMILE (Small Incision Lenticule Extraction) เป็นการผ่าตัดแก้ไขสายตาสั้นและเอียงด้วยเลเซอร์แบบแผลเล็ก ไร้ใบมีด และเป็นวิวัฒนาการอีกขั้นต่อจากการผ่าตัดแบบ LASIK เพื่อให้มีความแม่นยำสูงขึ้นและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง

ReLEx SMILE ใช้เทคโนโลยี Femtosecond Laser ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงใหม่ล่าสุด สามารถแยกชั้นกระจกตาเป็นรูปเลนส์ (Lenticule) ภายในกระจกตา และนำเลนส์ที่ตัดไว้นั้นออกมาผ่านแผลเปิดเล็กๆ ที่กระจกตา ขนาดเพียง 2-4 มิลลิเมตร เพื่อปรับความโค้งของกระจกตาให้เหมาะสมกับค่าสายตาที่ต้องการแก้ไข ซึ่งทำให้แผลหายเร็ว มีอาการเคืองน้อยมากเมื่อเทียบกับ LASIK แบบเดิม และผู้รับการรักษาสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ หลังจากผ่าตัดเพียง 1-2 วันเท่านั้น

และเนื่องจากการใช้วิธี ReLEx SMILE จะมีแผลเปิดที่กระจกตาเล็กมาก (2-4 มิลลิเมตร) ทำให้รบกวนเส้นประสาทบริเวณกระจกตาน้อยกว่า LASIK เป็นผลให้ตาแห้งน้อยกว่า โดยที่ค่าสายตาหลังผ่าตัดคำนวณได้อย่างแม่นยำ ทำให้มองเห็นดีขึ้นได้ทันทีและคงที่ในเวลาไม่นาน สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้อย่างคล่องตัว

ทำไม ReLEx SMILE คือคำตอบของการรักษาภาวะสายตาผิดปกติ

• ไม่เจ็บขณะผ่าตัด เพราะไม่มีการใช้เครื่องมือแยกชั้นฝากระจกตาแบบ LASIK จึงช่วยให้สบายตาหลังผ่าตัด

• ไม่มีฝากระจกตาอย่างแท้จริง (Flapless) จึงไม่ต้องกังวลเรื่องภาวะแทรกซ้อนจากการแยกชั้นฝากระจกตาแบบ LASIK ซึ่งอาจเกิดขณะผ่าตัด หรือฝากระจกตาเคลื่อนหลังผ่าตัด

• เป็นเทคนิคที่ปราศจากใบมีดอย่างสิ้นเชิง (Bladeless) และมีความแม่นยำสูงมาก

• สามารถแก้ไขสายตาสั้นได้ถึง 1000 (-10.00 D) และสายตาเอียงได้ถึง 500 (-5.00 D)

• เป็นทางเลือกที่ทันสมัยที่สุดของการใช้เลเซอร์รักษาค่าสายตาผิดปกติ โดยเฉพาะผู้ที่มีความจำกัดเรื่องความหนาของกระจกตา เป็นการเพิ่มโอกาสให้รักษาสายตาผิดปกติด้วยเลเซอร์ได้

ผู้ที่สนใจสามารถเข้ารับคำปรึกษาเบื้องต้นจากจักษุแพทย์ได้ที่ศูนย์เลเซอร์สายตา อาคารบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล คลินิก ชั้น 18 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 0 2667 2000 นัดแพทย์ 0 2667 1555 www.bumrungrad.com

 

เยาวชนโกงสอบ จุดเริ่มต้นหายนะชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2560 เวลา 07:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/478308

เยาวชนโกงสอบ จุดเริ่มต้นหายนะชาติ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

กรณีการทุจริตสอบนักเรียนนายสิบตำรวจ (นสต.) กำลังเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้สังคมอย่างมาก เพราะการทุจริตครั้งนี้ไม่ใช่เป็นเพียงการทุจริตสอบทั่วไปอย่างที่เคยเห็นมา ในการโกงสอบตามสถาบันการศึกษา แต่เป็นการทุจริตสอบคัดเลือกผู้ที่จะเข้าไปทำหน้าที่ผู้พิทักษ์รักษากฎหมาย ให้ความเป็นธรรมเที่ยงตรงแก่ประชาชน และยิ่งไปกว่านั้นขบวนการดังกล่าวมีนักศึกษาแพทย์-วิศวะ ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนที่มีความรู้ของมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับประเทศเข้าไปเกี่ยวข้อง

เบื้องต้นความคืบหน้าทางคดี ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการทุจริตการสอบรอบแรกไปแล้ว 52 คน และกำลังมีรอบสองอีกกว่า 30 คน ภาพรวมตำรวจเชื่อว่าขบวนการนี้มีไม่ต่ำกว่า 100 คน ไล่ตั้งแต่หัวหน้าการ ผู้ทำหน้าที่ชักชวน นักศึกษาผู้มีความรู้ทำหน้าทีเป็นมือปืนทำข้อสอบ และผู้ลอกข้อสอบ นอกจากนี้ตำรวจเชื่อว่า มีสถาบันการกวดวิชาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

การทุจริตสอบนักเรียนนายสิบตำรวจครั้งนี้ที่ไม่ใช่ครั้งแรก ของประวัติศาสตร์การโกงข้อสอบในประเทศไทย จึงเป็นเรื่องที่สังคมตั้งคำถามว่า ทำไมถึงเกิดขึ้นซ้ำซากอีก เพราะเหตุใด และจะทำอย่างไรให้ปัญหานี้สูญสลายหายไปจากผืนแผ่นดินไทยหมดสิ้นเสียที

ประเด็นปัญหานี้ในมุม รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีต รมช.ศึกษาธิการ อธิบายว่า ปัญหาการโกงสอบจากเยาวชนกลุ่มผู้ที่มีความรู้ ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในสังคม การรับจ้างสอบนั้นเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง และเชื่อว่าทุกครั้งที่พบไม่ได้เป็นยอดของก้อนน้ำแข็ง แต่ยังคงมีก้อนน้ำแข็งที่ใหญ่ขึ้นกว่านี้ ดังนั้นปัญหานี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้

ส่วนสาเหตุของปัญหาที่มีมานานเกิดจากหลายปัจจัย อาทิ เงินและความต้องการ เพราะเมื่อมีผู้พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้ที่ไม่มีความสามารถในการสอบจึงเกิดการรับจ้างสอบขึ้น รวมถึงความหละหลวมของระบบตั้งแต่การจัดที่นั่ง การตรวจสอบบุคคลที่เข้าออกห้องสอบ การควบคุมการสอบที่มีช่องว่างสามารถกระทำผิดได้ และมีเจ้าหน้าที่ร่วมอยู่ในขบวนการ สาเหตุเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เอื้อเกิดการทุจริตสอบ

ขณะเดียวกัน บทลงโทษทุกครั้งเมื่อตรวจพบ มักใช้มาตรการสถานเบาเพียงตักเตือนหรือปรับตก จึงทำให้ผู้ที่ทุจริตคิดว่าอย่างดีถ้าหากถูกจับผิด ก็ถูกปรับตักเตือนไม่มีอะไรเสียหาย หรือหากรอดไปได้ถือเป็นโชคดี สิ่งเหล่านี้จึงเป็นแรงจูงใจทำให้มีบุคคลกล้าที่จะทุจริตสอบอยู่

อดีต รมช.ศึกษา เสนอว่า การแก้ปัญหานี้มี 2 ช่วง คือ การแก้ปัญหาระยะสั้น ควรต้องวางกฎกติกาการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ควบคู่ไปกับการใช้มาตรการลงโทษอย่างจริงจังกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไล่จากโทษสถานเบาไปถึงการลงโทษทางอาญา เชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหาระยะสั้นได้

รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีต รมช.ศึกษาธิการ

เมื่อถามว่าการนำกฎหมายเข้ามาดำเนินการกับเยาวชนกลุ่มนักศึกษาที่มีความรู้ สังคมเกิดคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่ รศ.วรากรณ์ กล่าวว่า บทลงโทษกับเยาวชนที่กระทำผิดสามารถทำได้หลายระดับตั้งแต่ขึ้นทัณฑ์บน ตัดคะแนนคุมประพฤติ ไล่ออกจากสถานศึกษา ไปถึงการรอลงอาญา แต่ถึงอย่างไรการลงโทษจะต้องทำ

เพราะหากผู้ที่มีความรู้ทางวิชาชีพ แต่ความประพฤติไม่ซื่อสัตย์ เมื่อจบออกไปทำงานเป็นแพทย์ วิศวกรอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของประชาชนได้ และหากเกิดในการสอบระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศความเสียหายก็จะยิ่งมากไปกว่านี้ และถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่มีวัยวุฒิหากกระทำผิดก็ควรต้องติดคุก เพราะจะมาปรานีต่อไปคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่ถึงอย่างไรยืนยันว่าขั้นตอนการลงโทษควรทำตามระดับความเหมาะสม

ขณะที่การแก้ปัญหาในระยะยาวควรใช้นโยบายของ ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ คือควรแก้ไขเริ่มที่พฤติกรรมศึกษา บุคลิก อุปนิสัย เรื่องความซื่อสัตย์สุจริตต่อตัวเอง ให้รู้ว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ เพื่อเป็นการปลูกฝังให้มีความซื่อสัตย์ ซึ่งนี่จะเป็นคำตอบขั้นสุดท้ายของเรื่องทั้งหมด เพราะการสอนเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตต่อตัวเอง เป็นพื้นฐานที่ดีทั้งกับตนเองและระบบการศึกษา

อดีต รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า หากพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุคิดว่าคงควบคุมได้ยาก เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมมานานและกำลังขยายวงกว้างขึ้น จึงไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่ปฏิบัติด้วยความถูกต้อง รวมถึงสังคมจะไม่ได้รับคนที่มีความสามารถแท้จริงเข้าไปทำงาน ซึ่งอาจส่งผลทำให้ระบบราชการเสียหาย วุ่นวาย ปั่นป่วน สุดท้ายเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างมหาศาล

“ถ้าคนกลุ่มนี้กระทำผิดโดยไม่ถูกลงโทษ จะกลายเป็นนิสัย จะทำให้เกิดการโกง และทำสิ่งผิดเป็นความเคยชินต่อไป ฉะนั้นต้องหยุด คนกลุ่มนี้ไม่ให้มีโอกาสทำได้อีก”

อดีต รมช.ศึกษาธิการ มองว่า ในอนาคตถ้าสังคมช่วยกันแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังจะสามารถยุติลงได้ แต่การที่สนามสอบมีเจ้าหน้าที่จัดสอบร่วมอยู่ในขบวนการด้วย ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวและอันตรายอย่างมาก ดังนั้นคนกลุ่มนี้ควรถูกลงโทษรุนแรงด้วยการจำคุก เพราะจุดเริ่มต้นไม่ได้เกิดมาจากเด็ก แต่มาจากผู้ใหญ่และส่วนตัวเชื่อว่าปัญหานี้มีอยู่ทุกแห่ง

รศ.วรากรณ์ ทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้หลายคนอาจมองว่าเป็นความเสียหายเล็กน้อย และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็มักให้จัดสอบใหม่ แต่ความจริงปัญหาที่เกิดขึ้นมีมากกว่านั้น คือ ผู้ที่กระทำผิดเมื่อเห็นช่องทางที่สามารถทุจริตได้และทำเป็นนิสัย เมื่อไปดำรงตำแหน่งใหญ่โตในสังคม ก็จะต้องโกงต่อไปซึ่งถือเป็นความเลวที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในอนาคต ฉะนั้นเรื่องนี้ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง

 

ปรองดอง อย่าผิวเผิน ต้องลึกซึ้งถึงราก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2560 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/478263

ปรองดอง อย่าผิวเผิน ต้องลึกซึ้งถึงราก

โดย…ธนพลบางยี่ขัน

เส้นทาง “ปรองดอง” รอบใหม่ภายใต้การกำกับดูแลของ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ​ส่อเค้าสะดุดตั้งแต่ยังไม่ทันออกตัวเมื่อมีการหยิบยกเรื่องการเรียกทุกฝ่ายมาร่วมกันเซ็นเอ็มโอยูสร้างความปรองดอง

สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ​มวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงเรื่องนี้ว่า เห็นด้วยกับการสร้างความปรองดอง แต่จะต้องไม่ทำแบบผิวเผิน ไม่ใช่เรื่องที่จะมากำหนดว่าต้องทำ 3 เดือน 5 เดือน หรือเอาผู้นำแต่ละฝั่งมาเซ็นชื่อกันแล้วจะเสร็จ

“ถ้าทะเลาะกันสองคนไม่มีคนข้างหลัง​ที่ร่วมเดินไปกับคุณมันก็ไม่เป็นไร เอาคนที่ทะเลาะกันมาชกกันสองคนก็ได้ ทำผิดกฎหมายก็จับทั้งคู่ ​แต่ที่สำคัญคือจะทำยังไงกับคนที่เดินตามหลัง เราต้องยอมรับความจริง ว่ามีแนวคิดที่แตกต่างจริง เราจะให้คน 60-70 ล้านคน คิดเหมือนกันไม่ได้ แต่คิดต่างต้องอยู่ด้วยกันได้ภายใต้กฎหมาย เราจะต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

“แต่คุณไม่เอาสถาบัน ผมเอาสถาบัน มันไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาปรองดองกันได้ มันเป็นเรื่องรัฐบาลต้องทำแผนให้คนไทยทุกคน เด็กเล็ก ถึงคนแก่ ต้องเข้าใจว่าไทยเป็นราชอาณาจักร​มีประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถือเป็นความมั่นคงของประเทศ ต้องเดินแนวนี้ไม่มีทางไปแนวอื่น คนไม่เห็นด้วยอาจต้องรอก่อน โลกอาจมีการเปลี่ยนแปลงอีกร้อยปีพันปี คุณเกิดใหม่สองสามรอบอาจทัน” สุเทพ กล่าว

สุเทพ อธิบายเพิ่มว่า กรณีทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น อย่ามาพูดเอาเท่นักการเมืองหลายคนที่บอกต้องแก้ไขนั้น ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของความมั่นคง ​ประเทศอื่นเขาก็วิจารณ์ไม่ได้ ไม่ได้เปิดเสรี คนไปตะโกนด่า โอบามา ก็ถูกดำเนินคดี เรื่องเหล่านี้ไม่ต้องมาคุย ​

รากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งมาจากเรื่องความเหลื่อมล้ำที่ต้องแก้ไข อย่าเอาไปซุกใต้พรม สมัยก่อนคอมมิวนิสต์ก็ใช้วิธีปลุกปั่นเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นกรรมาชีพกับนายทุน ปัญหายังคงอยู่ จนต่อมามีการพูดเรื่องเดิมมีการประดิษฐ์วาทกรรมเรื่อง อำมาตย์ กับไพร่ การสร้างความปรองดองจึงต้องแก้ความเหลื่อมล้ำ นำแนวทาง​ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ

“เรื่องปรองดองกับปฏิรูปเป็นเรื่องที่ต้องเดินไปด้วยกัน คุณจะจับตรงไหนก่อนก็ได้ ​หากคุณจับเรื่องปรองดองก่อน ก็คือเป้าหมายแล้วดูว่าต้องแก้ตรงไหนบ้าง นี่คือกระบวนการที่จะไปปฏิรูป หรือถ้าจะเริ่มที่ปฏิรูปก็จะเกี่ยวพันมาถึงการสร้างความสมานฉันท์ ​ถ้ามองอย่างนี้ก็คุยกันได้ แต่ถ้าคิดว่าปรองดองเพื่อให้คดีของนายสุเทพที่อยู่ในศาลทั้งหมดต้องยุติอย่างนี้มันก็ไม่จบ

​“เรื่องที่แล้วใครทำกรรมอะไรไว้ก็ว่ากันไป สู้คดีกันไป ไม่มีการกลั่นแกล้ง ผมก็ทำใจไว้แล้วก่อนพาประชาชนออกมาเดินถนน รู้ว่าอาจถูกยิง อาจถูกดำเนินคดี แต่สิ่งที่จะแก้ปัญหาสร้างความปรองดองคือการลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้ประชาชนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ลูกหลานมีโอกาส ​ถ้าทำอย่างนี้ได้ ต่อไปคนที่จะออกมานำแล้วมีคนเดินตามหลังออกมาทะเลาะกันก็จะหมดไปหรือมีน้อยลง” สุเทพ กล่าว

ส่วนเรื่องกองเชียร์ที่ถือข้างแต่ละฝั่งซึ่งอาจจะไม่ยอมรับในแนวทางการปรองดองที่จะทำ ก็เป็นเรื่องของคนกลางที่จะต้องไปชี้แจงทำความเข้าใจ รวมทั้งรัฐบาลที่จะต้องการันตีเรื่องความยุติธรรม ซึ่งจะไม่มีการเข้าไปแทรกแซงในทุกกระบวนการ

สุเทพ ย้ำว่า เรื่องปรองดองต้องทำอย่างลึกซึ้ง ปลูกฝัง สำนึกความรับผิดชอบ หน้าที่ต่อชาติบ้านเมือง ต้องมีคุณธรรมค่านิยมถูกต้อง ต้องมีสำนึกเคารพกฎหมาย และต้องมีหลักประกันเรื่องการตรากฎหมาย ต้องเป็นธรรม สส.ที่จะเข้าไปเขียนกฎหมายต้องผ่านการคัดกรอง ​​ไม่มีการโกง ซื้อเสียง สกัดพวกที่จะไปออกกฎหมายให้นาย หรือพวกพ้องได้ประโยชน์ ​

สำหรับองค์ประกอบของคณะทำงานด้านการปฏิรูปและปรองดองนั้น ที่ผ่านมาเราเคยมีคณะกรรมการชุดนั้นชุดนี้ใช้เงินไปเยอะ แต่ทำแล้วไม่ได้ผล ปฏิเสธไม่ได้ว่า วันนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเป็นเจ้าภาพ ​และไปหาคนอื่นมาร่วมด้วย แต่อย่าไปเอานักการเมืองทั้งอดีตหรือปัจจุบัน​ไปนั่งเป็นกรรมการ โดยสามารถให้ไปแสดงความเห็นได้ แต่ต้องฟังหูไว้หู

อย่างไรก็ตาม ถ้าให้นักการเมืองไปเป็นกรรมการปรองดองด้วยจะสร้างความยุ่งยาก เพราะหนีไม่พ้นความผูกพัน ผลประโยน์​ตัวเอง ของพรรค ของผู้สนับสนุน แต่หากให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ​​ทำคนเดียวก็อันตราย หรือเอาพวกสอพลอทหารมาอย่างเดียวก็อันตราย ต้องไปเอาคนที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ​ไม่มีอคติ อาจารย์มหาวิทยาลัยดีๆ ผู้พิพากษา ข้าราชการดีๆ ​ ​

ส่วนเมื่อทำอย่างนี้แล้วหากแกนนำยังไม่ยอมรับ กองเชียร์ที่เชียร์อยู่ข้างหลังเขาก็จะเลิกเดินตามคุณเอง เขาจะรู้ว่าผู้นำที่เคยเดินตามแย่ถึงอย่างนี้เลยหรือ ตรงนี้อย่าไปกลัว แต่หากจะหวังว่าให้คู่ขัดแย้งที่ขัดแย้งกันจริงๆ มาจับมือปรองดองกัน​มันไม่ง่าย อาจดูเป็นเรื่องเพ้อฝันมากไป มันไม่ใช่นิยายขนาดนั้น ขอแค่อย่าให้มาก่อเหตุในบ้านเมืองสร้างความเสียหายก็พอ

สำหรับเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากกับการทำปรองดองนั้น สุเทพ มองว่า ไม่จำเป็นต้องรีบเพราะอำนาจรัฐบาลที่มีอยู่อย่างน้อยตามโรดแมปก็ปีครึ่ง ซึ่งไม่รู้จะมีกระตุกตรงไหนอีก เพราะหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ก็มีกำหนดเวลาจัดทำกฎหมาย​ลูก​ กำหนดเวลาเลือกตั้ง ​​ส่วนเรื่องยุทธศาสตร์ 20 ปีนั้นลงมือทำได้เลย ​ไม่ต้องไปหวังรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้ง

“​ใครจะไปรู้เลือกตั้งเสร็จ พล.อ.ประยุทธ์ ​อาจจะเป็นรัฐบาลต่อก็ได้ ก็ทำต่อไป​ หรือใครมาก็ทำต่อเพราะเป็นยุทธศาสตร์ชาติ นาย ก. นาย ข. เป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องทำต่อ ดังนั้นเรื่องปรองดองเรื่องปฏิรูปอย่าไปบอกว่าต้องสำเร็จ 3 เดือน 6 เดือน บางเรื่องทำได้เลย บางเรื่องต้องทำไปเรื่อยๆ ​

“วันนี้มาชวนผมปรองดอง แต่บอกว่าปรองดองแล้วต้องนิรโทษกรรมให้คนฆ่า พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม หรือพวกเผาศาลากลาง งั้นผมก็บอกกลับบ้าน ไม่ต้องมาถาม ที่สู้มาเพื่ออย่างนั้น ถามว่าทำไมไม่ลืมเรื่องที่ผ่านมา ผมบอกลืมได้แต่ต้องทำตามกระบวนการยุติธรรม สมมติต่อไปศาล​พิพากษา จำคุกนายสุเทพ 5 ปีก็เดินคอตกเข้าคุก วันข้างหน้ารับโทษออกมาก็ไม่ต้องมีการอาฆาต​

“ที่สำคัญต้องเคารพกฎหมาย ถ้าบังคับใช้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์แทบไม่ต้องจับใครมาเซ็นสัญญา แต่เรื่องปรองดอง เราพูดชัดว่าเราให้กำลังใจ​ เราเห็นด้วยว่าทำเถอะแต่ทำให้ลึกซึ้งถึงราก อย่าผิวเผิน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อชาติระยะยาว”สุเทพ กล่าวทิ้งท้าย

ยุทธศาสตร์ชาติต้องปลูกฝังอุดมการณ์พัฒนาประชาชน-ข้าราชการ

สุเทพ ระบุว่า การจัดทำยุทธศาสตร์ชาตินั้นต้องเตรียมพร้อมทุกด้านเพื่อทำ ให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่เพียงแต่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แต่ต้องเตรียมความพร้อมประชาชน ข้าราชการ ให้มีแนวคิดอุดมการณ์ร่วมกันเพื่อบรรลุกระบวนการปฏิรูปทั้งเรื่องการปฏิรูปการศึกษาที่มากกว่าระบบการศึกษา แต่ยังรวมถึงหน้าที่พลเมืองศีลธรรมที่เดี๋ยวนี้ไม่มีใครพูดถึง แต่จำ เป็นต้องปลูกฝัง อุดมการณ์ หน้าที่ ทุกวันนี้ประชาชนรู้แต่สิทธิว่าได้อะไรบ้าง แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง ขณะที่สื่อก็ต้องสร้างความคิดอุดมการณ์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ขณะที่ข้าราชการก็ต้องปลูกจิตวิญญาณเพราะที่เป็นอยู่มีคนรู้สึกเป็นนายประชาชนมากขึ้นต้องปลูกฝังความซื่อสัตย์ สุจริต เหล่านี้ล้วนเป็นยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องให้ความสำคัญ แต่ไม่มีคนอยากพูดถึง ที่ผ่านมาจะเห็นการพูดถึงเรื่องการปฏิรูปการกระจายอำนาจ ปกครองท้องถิ่น

สุเทพ ระบุว่า อีกประเด็นที่ต้องปฏิรูปคือ กระบวนการยุติธรรม เริ่มจากตำรวจที่เป็นต้นน้ำ อัยการ ที่เป็นกลางน้ำ และศาลที่เป็นปลายน้ำ แม้ที่ผ่านมาจะไม่มีแนวคิดที่จะไปยุ่งกับศาลยุติธรรม แต่นี่เป็นโอกาสดีที่ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้ โดยเฉพาะระยะเวลาพิจารณาคดี ที่บางคดีสู้กัน 12-14 ปี

ทั้งนี้ อาจนำ เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการพิจารณาคดี เริ่มตั้งแต่การให้การในชั้นตำรวจและบันทึกลงดิสก์ เก็บในเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไปจนถึงอัยการและศาล ที่อาจจะร่นเวลาจาก 12 ปี เหลือ 1-2 ปีได้   ส่วนตำรวจที่เป็นต้นน้ำ ควรปรับให้ได้รับค่าตอบแทนไม่ต่างจากอัยการและศาล แต่ถ้าทุจริตต้องออกอย่างเดียวเหมือนศาล ไม่ใช่ออกแล้วไปเปลี่ยนชื่อกลับมาทำ ผิดเหมือนเดิม อีกทั้งไม่จำ เป็นต้องทำ แบบทหารที่แบ่งเป็นกองทัพภาค แต่สามารถทำ เป็นตำรวจจังหวัดได้เลย ส่วนที่ใครมองแง่ร้ายว่าจะทำ ให้ตำ รวจอยู่ใต้มาเฟียนั้น ก็ไม่ใช่เพราะปล่อยให้มีมาเฟียตั้งแต่ต้นไม่ได้อยู่แล้ว

“การปฏิรูปตำรวจเป็นงานหนักมากสุด มีปัญหามากสุด หลายคนทำ มาแล้วไม่สำเร็จ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ทำสำเร็จ จะเป็นประโยชน์มหาศาล ส่วนอัยการก็ต้องไปดูว่าเมื่อแยกมาเป็นอิสระจากแต่ก่อนอยู่กับกระทรวงมหาดไทย เป็นกรมอัยการ พอนานไปก็กลายเป็นรัฐอิสระ ซึ่งน่ากลัวตรงนี้ก็ต้องไปแก้”สุเทพ กล่าว

 

20 ปีวิกฤตฟองสบู่แตก วันนี้ของ “ศิริวัฒน์แซนด์วิช”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2560 เวลา 18:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/477270

20 ปีวิกฤตฟองสบู่แตก วันนี้ของ "ศิริวัฒน์แซนด์วิช"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ….วิศิษฐ แถมเงิน

20 ปีก่อน คงไม่มีใครลืมวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 หรือฟองสบู่แตกลงได้

หลังรัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เศรษฐกิจพังครืน เศรษฐีกลายเป็นยาจกชั่วข้ามคืน ผู้คนตกงาน จำนวนไม่น้อยตัดสินใจฆ่าตัวตายจนเป็นข่าวรายวัน ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือบาดแผลครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย

ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ คือหนึ่งในตัวละครสำคัญ อดีตเซียนหุ้นผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย มีหนี้สินติดตัวนับพันล้าน ต้องผันตัวมาเป็นพ่อค้าขายแซนด์วิชข้างถนน ด้วยหัวใจไม่ยอมแพ้ กัดฟันสู้ล้มแล้วลุก จนกลับมายืนได้อีกครั้ง ทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนทั้งประเทศ

ในโอกาสครบรอบ 20 ปีวิกฤตฟองสบู่ ชายวัย 67 ปีผู้นี้จะมาถ่ายทอดประสบการณ์อันล้ำค่าแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา เพื่อเป็นอนุสติแก่คนที่กำลังท้อแท้ ท่ามกลางสถานการณ์น่าเป็นห่วงในยุคปัจจุบัน

ย้อนรอยวิกฤตฟองสบู่แตก วันที่คนไทยล้มทั้งยืน

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี 2540 นักลงทุนในตลาดหุ้นไม่มีใครไม่รู้จักศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์เอเซียจำกัด โบรคเกอร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผู้ได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า อัศวินม้าขาว จากผลงานการทำกำไรหลายพันล้านให้กับบริษัทมากมาย

“หลังเรียนจบด้านบริหารการเงินจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ก็กลับมาทำงานตามบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่างๆ จนได้เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์เอเซียจำกัดตั้งแต่อายุ 29 ช่วงนั้นตลาดการลงทุนบูมสุดๆ ผมเคยทำกำไรจากหุ้นได้มากสุดวันละสิบล้าน มีสื่อเชิญไปออกรายการมากมาย เรียกได้ว่าเป็นไอดอลของนักลงทุน ผมหาเงินได้เยอะมาก เป็นคนที่ไม่ว่างเลย ต้องโทรศัพท์ตลอด เช็คข่าวเช็คหุ้น พอมีเงินก็ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ช่วงนั้นผมพักอาศัยอยู่คอนโดมิเนียมเดียวกับคุณเจริญ ศิริวัฒนภักดี มหาเศรษฐีอันดับต้นๆของเมืองไทย

ก่อนจะเกิดวิกฤตฟองสบู่ ไทยถูกมองว่าเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ของเอเชีย ทุกคนใช้เงินลงทุนกันเพลิน นักลงทุนเมื่อคิดใหญ่แล้วเงินไม่พอก็ไปกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างๆ โดยเฉพาะในต่างประเทศซึ่งสามารถกู้ได้โดยตรงไม่ต้องผ่านแบงค์ แถมดอกเบี้ยน้อยกว่าในประเทศ ก็เลยแห่กันไปกู้เงินจำนวนมากมาทำธุรกิจ

ผมกู้เงินลงทุนสร้างคอนโดมิเนียมที่เขาใหญ่ห้องละ 5 ล้าน ขายเฉพาะคนรวยเท่านั้น ใช้การลงทุนในตลาดหุ้นแบบมาร์จิน (Margin) อธิบายง่ายๆคือ กู้เงินมาลงทุน พอหุ้นตกก็ถูกบังคับขาย (Forced Sell) พอขายหุ้นจนหมดที่เหลือก็คือหนี้ ยกตัวอย่างเช่น มีหนี้อยู่ 100 ล้าน พอหุ้นตกก็ขายได้ 70 ล้าน เหลือหนี้ 30 ล้าน ดอกเบี้ยก็เดินไปเรื่อยๆ พอเศรษฐกิจมีปัญหา คอนโดที่ผมขายถูกลูกค้าทิ้งเงินดาวน์ ลูกค้าซื้อห้องราคา 30 ล้าน เงินดาวน์ 10 % เป็นเงิน 3 ล้านบาท เมื่อลูกค้าทิ้งเงินดาวน์ ส่วนที่เหลือ 27 ล้าน ผมก็ต้องรับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งเศรษฐกิจตอนนั้นจะไปขายใครก็ไม่ได้ ผมถูกบังคับให้ขายหุ้นไปแล้ว 70 % แต่ 30 % ยังอยู่ ดอกเบี้ย 17-19 % ทบกันไปมาสุดท้ายจากหนี้ไม่กี่ล้านกลายเป็นพันล้าน”

ศิริวัฒน์จำได้แม่นถึงวันที่เรียกประชุมพนักงานบริษัทซึ่งมีอยู่ 40 คน เพื่อแจ้งว่าบริษัทต้องปิดตัว ตอนนั้นพนักงานครึ่งหนึ่งลาออก อีกครึ่งหนึ่งกำลังมืดแปดด้าน ไม่มีที่ไป เพราะช่วงนั้นมีแต่บริษัทปิดตัว งานหายาก ลูกน้องจึงมองเขาไม่ต่างจากที่พึ่งสุดท้าย

“คำสอนหนึ่งที่ได้มาจากคุณพ่อคุณแม่คือ อย่าทิ้งลูกน้อง เพราะเขาเหมือนครอบครัวเดียวกับเรา ถ้าไม่มีเขาเราก็ไม่มีวันนี้ ผมปรึกษาภรรยาว่าจะช่วยพวกเขายังไงดี ลำพังตัวคนเดียวอาจจะไปขายประกัน หรือทำบริษัทขายตรงก็ได้ แต่งานเหล่านั้นมันเลี้ยงคนไม่ได้ สุดท้ายภรรยาบอกว่า งั้นเรามาทำแซนด์วิชขายกันเถอะ”

นี่คือจุดเริ่มต้นของตำนานคนสู้ชีวิตที่จะได้รับการกล่าวขานในอีกหลายสิบปีถัดมา

จากเศรษฐีร้อยล้านสู่พ่อค้าแซนด์วิชข้างถนน

หลังจากศิริวัฒน์คิดได้ว่าเขาไม่ใช่เซียนหุ้น ไม่ใช่เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์คนเก่าอีกต่อไป  บทเรียนแรกที่ได้รับในวันที่ล้มคือ อย่าอายทำกิน 

“เหตุผลที่เลือกขายแซนด์วิชเพราะไม่ต้องลงทุนมาก ผมเช่าตึกแถวห้องเดียวที่ถนนจันทร์ เอาโต๊ะ 4-5 ตัวมาวางพลาสติกคลุมก็ทำแซนด์วิชกันตรงนั้นเลย วันแรกวางขายที่โรงพยาบาลกรุงเทพ เขาให้พื้นที่เป็นโต๊ะเล็กๆ 1 ตัว ทำไปขาย 20 ชิ้น ชิ้นละ 25 บาท ถือว่าแพงมาก เจ้าอื่นขายแค่ชิ้นละ 8-10 บาท กว่าจะขายหมดใช้เวลา 6 ชั่วโมง หักลบต้นทุนแล้วเหลือไม่เท่าไหร่ ขืนยังเป็นแบบนี้คงไปไม่รอดแน่ๆ

ผมจึงเริ่มขายเอง เอาหน้าตัวเองนี่แหละเป็นพรีเซนเตอร์ เอาหน้าตัวเองไปให้คนเห็นว่าผมนี่แหละเซียนหุ้น ทำธุรกิจเจ๊ง ต้องมาขายแซนด์วิช อุดหนุนผมหน่อย (หัวเราะ) ใช้วิธียืนถือกล่องคล้องคอขาย แรกๆยืนขายหน้าธนาคาร คนไม่รู้จัก มองอย่างเดียวแต่ไม่ซื้อ บางวันรปภ.มาไล่ พอไล่ผมก็เดินหนี เผลอก็กลับมายืนใหม่ ข้อดีของการขายสินค้าเคลื่อนที่คือ จุดไหนขายไม่ดี ก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย แค่เดินย้ายจุด

ครั้งหนึ่งขณะกำลังยืนขายแซนวิชอยู่ริมถนนพระราม 4 เพื่อนคนหนึ่งขับรถผ่านมาเปิดกระจกตะโกนถามว่า’เดี๋ยวนี้ขายแซนด์วิชแล้วเหรอ’ การทักทายอันห่างเหินเย็นชาแทนที่จะลงมาทักทายโอภาปราศัยตามประสาเพื่อนเก่ากลับเปิดกระจกคุยกันราวกับคนแปลกหน้า ทำให้ศิริวัฒน์รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ

“ถามว่าอายไหม อายนะ แต่หลังพิงฝาแล้ว ตอนนั้นเมียผมเซ็นค้ำประกันไว้ต้องแบกรับหนี้ 500 ล้าน ลูกคนโต 16 ขวบ คนกลาง 14 ขวบ คนเล็ก 9 ขวบ ไหนจะต้องเลี้ยงลูกน้องให้อยู่รอด ก็บอกตัวเองว่าต้องหน้าด้านต่อไปวะ ยืนตากแดดแบกกล่องแซนด์วิชขายตามหน้าธนาคาร หน้าโรงเรียน วัด สถานท่องเที่ยว เดินไปตามตรอกซอกซอยยันริมฟุตบาท เคยโดนเทศกิจจับขึ้นรถมาแล้วแต่พูดจนเขายอมปล่อยตัว แม้กระทั่งรุ่นพี่ผมยังเคยชี้หน้าด่าว่า ทำไมไม่ไปทำอย่างอื่น ใช้หัวสมอง ความรู้ความสามารถ คอนเนกชั่น ทำอย่างอื่นที่มันใหญ่กว่าการขายแซนด์วิช ก็ตอบไปว่าผมติดแบล็คลิสต์จะยืมเงินญาติเขาก็ไม่ให้ ก็เลยต้องพึ่งตัวเอง”

กลเม็ดการขายตามแบบฉบับของศิริวัฒน์แซนด์วิชคือ ไม่ตื๊อ ไม่ยัดเยียด หากลูกค้าต้องการก็จะเดินมาซื้อเอง วันนี้อาจลองซื้อชิม วันหน้าถ้าติดใจเขาจะกลับมาซื้อเอง แค่ทำสินค้าให้ดีไว้ในทุกๆวันก็พอ

“ที่ราคาแซนด์วิชผมแพงเพราะใช้ขนมปังอย่างดีของยามาซากิ เราเน้นใช้ของสด ขายแบบวันต่อวัน ขายไม่หมดก็ให้ลูกน้องเอากลับไปกินที่บ้านหรือไม่ก็บริจาค จะไม่มีการนำไปแช่ตู้เย็นเพื่อขายในวันรุ่งขึ้นเป็นอันขาด เพราะคุณภาพมันจะเปลี่ยน คนมาซื้ออาจซื้อเพราะสงสารเห็นใจผม แต่ความสงสารมันมีอยู่แค่ชิ้นแรกชิ้นเดียวเท่านั้น ถ้าคุณไม่ซื่อสัตย์กับเขา ไม่สด ไม่สะอาด ไม่อร่อย เขาจะไม่ซื้อชิ้นที่สองชิ้นที่สาม แล้วอาจไปบอกต่อก็ได้ว่า ‘เฮ้ย ไอ้ศิริวัฒน์แม่งโกง อย่าไปอุดหนุนมัน’ ดังนั้นผมบอกพนักงานทุกคนอยู่เสมอว่าเราต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า คนที่สงสารจะซื้อแค่ชิ้นเดียว แต่คนถูกใจจะซื้อเราทุกวัน นี่คือสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอด”

ศิริวัฒน์บอกอีกว่า เถ้าแก่ต้องลงมือเอง ยิ่งธุรกิจขนาดเล็ก ยิ่งต้องลุยเอง เพราะความเอาใจใส่จะทั่วถึง

“ถ้าธุรกิจไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก การที่เถ้าแก่ลงมาใส่ใจรายละเอียด นอกจากจะได้ใจลูกค้า เช่น พอเขาเห็นผมมายืนขายแซนด์วิชก็บอก ‘โอ้โห เถ้าแก่ลงทุนมาขายเองเลย’ สิ่งที่ได้รับตามมาคือ เถ้าแก่สามารถรู้ถึงปัญหาที่แท้จริง และแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ดีกว่าให้ลูกจ้างมานั่งรายงานเมื่อเวลาได้ผ่านไปแล้ว อีกอย่างที่เป็นผลพลอยได้คือลูกจ้างจะไม่อู้ เพราะเถ้าแก่อยู่ด้วยตลอดเวลา

การจะประสบความสำเร็จ คุณต้องขยัน ท้อได้แต่ต้องอดทน ไม่ใช่ว่าขายไม่ดีแล้วเลิก ผมขายน้อยได้น้อย ดีกว่าขายเยอะแล้วเจ๊ง ผมเดินมาถึงจุดที่รู้ซึ้งแล้วว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน คุณต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด ผมเคยเล่นหุ้นได้วันละสิบล้าน วันนึงต้องมาขายแซนด์วิชได้กำไรไม่กี่ร้อย ผมก็ต้องทำ วันก่อนไปถนนข้าวสารขายของได้ 675 บาท ดีใจมาก เฮ้ย กูไม่ได้กลับบ้านมือเปล่าโว้ย (หัวเราะ) ต่างจากสมัยก่อนเล่นหุ้นได้ 2 แสน ก็จะอยากได้เพิ่้มเป็น 4 แสน ความโลภอยากได้เยอะๆมันทำให้เราไม่มีความสุข บทเรียนที่อยากจะฝากไปยังผู้ประกอบการรุ่นใหม่คือ การเริ่มธุรกิจควรเริ่มจากขนาดเล็กๆ ลองผิดลองถูกไปก่อน หากไปได้ดีค่อยขยายเพิ่มเติม ในทางกลับกันถ้าไปไม่รอดจะได้ไม่เจ็บตัวมาก ระวังอย่าทำอะไรใหญ่เกินตัวหรือโลภ เพราะโอกาสผิดพลาดมีสูงมาก ยิ่งถ้าไม่ใช่เป็นคนที่มีประสบการณ์ทำธุรกิจมาก่อน มีเงินเท่าไหร่ก็หมด

คำสอนอีกข้อที่ศิริวัฒน์ให้ลูกๆให้จำไว้เสมอและทำให้ดูอยู่ตลอดคือ พึ่งตัวเอง 

“ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ถ้าเราพึ่งตัวเองมากๆ สิ่งที่ได้รับระหว่างการทำธุรกิจคือประสบการณ์ที่โรงเรียนไหนก็ไม่มีสอน อยากให้คิดว่าที่เราเหนื่อยคือการลงทุน วันหนึ่งเมื่อประสบความสำเร็จ นอกจากเงินทองที่ได้รับแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือความภาคภูมิใจ”

คืนความสุขให้สังคม

ไม่น่าเชื่อว่า ผ่านมา 20 ปีวันนี้ศิริวัฒน์ลุกขึ้นสู้จนสามารถปลดหนี้พันล้านบาทได้สำเร็จ พ้นจากสถานะบุคคลล้มละลาย กลายเป็นตำนานคนสู้ชีวิตที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนนับล้าน

ปัจจุบัน บริษัท ทีจีไอเอฟ คอร์ปปอเรชั่น จำกัด ดูแลธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ตั้งแต่แซนด์วิช ซึชิข้าวกล้องห่อสาหร่าย ปิต้าแซนด์วิช ข้าวกล้องอบกรอบ และน้ำเม่าเบอร์รี่ รวมทั้งยังเปิดบริการร้าน SIRIdeli ในโรงพยาบาลกรุงเทพและโรงพยาบาลพญาไท 3 ความฝันของศิริวัฒน์คือ อยากจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทมหาชน

“สิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจคือ โครงการศิริวัฒน์แซนด์วิชช่วงปิดเทอมให้เด็กๆที่สนใจหารายได้พิเศษมาช่วยขาย ทำมา 13 ปีแล้ว ประสบความสำเร็จมาก ทำให้เด็กๆได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และเรียนรู้การทำธุรกิจด้วยตัวเอง สองเดือนที่ปิดเทอม บางคนหาเงินได้ 2 หมื่น บางคนได้ถึง 5 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับความขยัน

อีกโครงการที่ผมภูมิใจคือ น้ำเม่าเบอร์รี่ ทำตั้งแต่ปี 2553 สมัยก่อนเกษตรกรอ.ภูพาน สกลนคร ปลูกลูกเม่าขายได้แค่กิโลละ 20-25 บาท ขายใส่ถาดละ 7-8 บาท บางทีเหลือมากๆเขาเททิ้งเลยนะ เพราะคนไม่ค่อยกินกัน ผมเห็นว่าสินค้าตัวนี้ดี เป็นผลไม้ท้องถิ่นของไทย คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก ผมต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลไม้ไทยเลยทำเป็นน้ำมะเม่ามาขายตามห้าง แต่ลูกค้าไม่มั่นใจเลยไม่กล้าซื้อ ตอนหลังพอเปลี่ยนชื่อเป็นน้ำเม่าเบอร์รี่วางขายที่มินิบิ๊กซีทั่วประเทศ ปรากฎว่าคนชอบเพราะดื่มแล้วสดชื่น มีประโยชน์ ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ถวายเป็นน้ำปาณะให้พระก็ได้ เดี๋ยวนี้เกษตรกรสกลนครหันมาปลูกลูกเม่ากันเยอะ ราคาตอนนี้พุ่งเป็นกิโลกรัมละ 50 บาทแล้ว” เขายิ้มกว้างอย่างปลาบปลื้ม

ศิริวัฒน์บอกว่า ทุกวันนี้แนวคิดการทำธุรกิจจะนึกถึงเกษตรกรเป็นหลัก ไม่ว่าจะทำอาหารหรือเครื่องดื่ม วัตถุดิบจะต้องเป็นผลผลิตที่ขึ้นจากแผ่นดินไทยเท่านั้น

“สมัยก่อนผมทำธุรกิจแบบเห็นแก่ตัว คิดคนเดียว ทำคนเดียว รวยคนเดียว ยามมีปัญหาก็เลยเจ๊งไปคนเดียวตามยถากรรม เพราะว่าไม่เคยเผื่อแผ่ใคร จึงไม่มีใครมาช่วย วันนี้ผมกลับมาใหม่ สร้างธุรกิจให้อยู่อย่างยั่งยืน ไม่ทำให้ตัวเองรวยคนเดียว คืนความสุขและเงินให้คนที่ผมร่วมงานด้วยอย่างโรงงานและเกษตรกร ทำให้ผมมีความสุขอย่างแท้จริง แม้จะไม่ได้รวยเป็นร้อยล้านพันล้าน ผมอยากเป็นเศรษฐีที่แบ่งปันให้กับสังคม นั่นคือ ช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ที่มีภูมิปัญญาแต่ไม่มีโอกาส หมายความว่าปลูกเป็น ทำเป็น แต่ขายไม่เป็น กำไรจากการขายน้ำเม่าเบอร์รี่ ผมจะนำส่วนหนึ่งไปใช้ในการเป็นเจ้าภาพร่วมพิธีบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสงฆ์และเณรตามวัดต่างๆที่ขาดแคลนปัจจัย ถ้าคุณอุดหนุนน้ำเม่าเบอร์รี่ผม คุณก็จะได้ความอร่อย มีประโยชน์ แถมยังอิ่มบุญด้วย”

ที่ผ่านมา คำถามที่ได้รับอยู่บ่อยครั้งก็คือ ถ้าวันหนึ่งรวยแล้วยังจะมายืนคล้องคอขายแซนด์วิชไหม ศิริวัฒน์ยืนยันว่าต่อให้บริษัทเข้าตลาดหุ้น ก็จะเห็นประธานบริษัทคนนี้เดินคล้องคอขายแซนด์วิชเหมือนเดิมแน่นอน เพื่อเตือนสติว่ารากเหง้าของเขานั้นมาจากข้างถนน

“ทุกวันนี้ยังออกไปขายอยู่นะ (หัวเราะ) แต่ไม่ได้ยืนแบกกล่องขายเองคนเดียว 4-5 ชั่วโมงแล้ว แบกไม่ไหว เดี๋ยวนี้ต้องไปกับลูกน้อง สมมติเอาไป 50 ชิ้นเหลือ 20 ชิ้น มากูแบกเอง ต่างจากสมัยก่อน 50 ชิ้น ผมแบก ลูกน้องยืน เพราะต้องเอาตัวเราเป็นจุดขาย เวลาผมไปขายลูกค้าจะเข้ามาชื่นชม ให้กำลังใจ อุดหนุนผม ถามว่าเมื่อไหร่ถึงจะหยุดออกไปเดินตามถนน ก็จนกระทั่งผมไม่ไหวแหละครับ แต่วันนี้ผมอายุ 67 ยังเดินไหวอยู่”

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ศิริวัฒน์ยังเดินสายบรรยายเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจ การเงิน ตลาดหลักทรัพย์ และประสบการณ์ชีวิตทั้งในและนอกประเทศมากกว่า 200 แห่ง รวมทั้งให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนรวมทั้งสิ้นกว่า 500 ครั้ง พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าชีวิตของเขานั้นควรค่าแก่การศึกษา

วันนี้ขอรวยแบบพอเพียง

ในฐานะอดีตนักลงทุน เซียนหุ้น นักธุรกิจ มองสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างไร ศิริวัฒน์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า

“วันนี้เรากินบุญเก่าจนหมดแล้ว บุญเก่าที่คนรุ่นก่อนสะสมมา สังคมเราเดินทางผิด ฟุ้งเฟ้อมาตลอด วันนี้ถึงมีหนี้สินภาคครัวเรือนมากกว่า 80 % ของจีดีพี ประเทศเรามี 67 ล้านคน กว่า 30 ล้านคนเป็นหนี้อยู่ถึง 10 ล้านล้านบาท ผมเคยบอกไว้ว่า ปี 57 เศรษฐกิจไม่ดี ปี 58 จะแย่กว่า ปี 59 จะแย่กว่าปี 58 แล้ววันนี้ปี 60 ก็จะหนักขึ้นไปอีก เพราะหนี้มันไล่เรามาเรื่อย และนี่คือหนี้ของคน 30 ล้านคน สมัยปี 40 ที่เจ๊งคือนายทุน 2 แสนคน แต่นี่ 30 ล้านคนมันคนละเรื่องกันเลยนะ ฉะนั้นผมแนะนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ สร้างภูมิคุ้มกัน เดินสายกลาง พึ่งพาตนเอง ไม่พึ่งคนอื่น ปี 40 ผมล้มทั้งยืน ผมอดทน ยอมประหยัดทุกอย่าง ใช้เวลากว่า 20 ปีกว่าจะกลับมาได้ถึงจุดนี้ ฉะนั้นวันนี้คุณจะเดินต่อทางเดิมหรือจะหยุดแล้วเปลี่ยนแปลงชีวิตเสียใหม่”

จากเคยเป็นเศรษฐีแล้วเจ๊งเป็นบุคคลล้มละลาย อยากจะกลับมารวยอีกไหม

“บอกตรงๆว่าอยากจะกลับมาเป็นเศรษฐี แต่แนวคิดเปลี่ยนไปจากเศรษฐีที่ไม่รู้จักพอ มาเป็นเศรษฐีแบบพอเพียง สมัยก่อนมีหนึ่งล้านก็อยากได้สิบล้าน มีสิบล้านก็อยากได้ร้อยล้าน พันล้าน ผมโลภ ลืมตัว หลงไปกับความหอมหวานจอมปลอมของเศรษฐกิจ ทำให้ล้มละลาย เมื่อผ่านมาได้จะไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้นซ้ำสองอีก

ผมเคยร่ำรวย แต่รวยคนเดียว ในที่สุดผมก็เจ๊ง วันนี้ผมพลิกกลับมาได้เพราะสังคมช่วยผม อุดหนุนผม เขาช่วยเรา ทำให้ชีวิตเรามีค่า วันนี้ชีวิตผมเป็นคนมีค่าแล้ว ผมก็ต้องทำให้ชีวิตคนอื่นมีค่า เหมือนกับที่สังคมทำให้ชีวิตผมมีค่า บทเรียนชีวิตที่ได้มาจากช่วง 20 ปีที่ผ่านมาคือ รู้จักพอ อย่าประมาท อย่าโลภ พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี อย่าไปเบียดเบียนคนอื่น ประสบการณ์ชีวิตที่ได้มาไม่ใช่เงินทองยศฐาบรรดาศักดิ์ที่จะทำให้เรารวยอย่างมีความสุข หรือประสบความสำเร็จในชีวิต ผมเคยได้ยินเจอประโยคหนึ่งแล้วชอบมากๆคือ ชีวิตที่มีค่าไม่ใช่ชีวิตที่ร่ำรวย มีเกียรติ หรืออายุยืน แต่ชีวิตที่มีค่าคือชีวิตที่ตัวเองเป็นคนมีคุณค่า และทำให้ชีวิตคนอื่นมีค่า”

ทั้งหมดนี้คือบทเรียนล้ำค่าที่แลกมาด้วยการล้มลุกคลุกคลาน หยาดเหงื่อ และคราบน้ำตา เป็นสิ่งที่ศิริวัฒน์เต็มใจจะบอกเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้อื่น ภายใต้ความหวังว่าจะไม่มีใครผิดพลาดเหมือนเขาอีก

หมายเหตุ-ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ “เถ้าเเก่(ข้างถนน)สอนลูกรวย” สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี

ติดตามความเคลื่อนไหวของศิริวัฒน์แซนด์วิชได้ที่ https://www.facebook.com/sirivatsandwich/?fref=ts

 

ภาพจาก Sirivat Sandwich ศิริวัฒน์แซนด์วิช

 

 

 

ทหารต้องถอยออก “ปรองดอง” ถึงจะเดินหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 08:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/477007

ทหารต้องถอยออก "ปรองดอง" ถึงจะเดินหน้า

โดย…ศุภชัย แก้วขอนยาง และ ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

เป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้วที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้การบริหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ผ่านมา คสช.ขับเคลื่อนประเทศในหลายด้าน ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและสังคม

แต่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองนั้นกลับยังไม่มีความคืบหน้าเท่าไหร่นัก ทั้งที่เป็นนโยบายลำดับต้นๆ ที่ คสช.ประกาศว่าจะทำให้สำเร็จก่อนส่งมอบประเทศผ่านการเลือกตั้ง

กระทั่งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ดำเนินการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) เพื่อเดินหน้าในสองเรื่องสำคัญของประเทศ คือ การปฏิรูปประเทศ และการสร้างความปรองดอง

ทว่าในมุมมองของ อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 ซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายประสานงานกับทุกกลุ่มการเมืองมาก่อนเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กลับนำเสนอความคิดเห็นส่วนตัวผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่าการเริ่มต้นการปรองดองในเวลานี้ แม้จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ในเชิงปฏิบัติแล้วยังเป็นปัญหาอยู่ อันจะเป็นปัจจัยที่ทำให้การปรองดองอาจไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ คสช.ตั้งใจไว้

อดุลย์ มองว่า การตีฆ้องร้องป่าวเรื่องการสร้างความปรองดองครั้งนี้น่าจะมีความตั้งใจกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะประชาชนได้มีการเรียกร้องมาตลอดตั้งแต่ คสช.เข้ามาทำการยึดอำนาจ ประชาชนเฝ้ารอมาตลอด จนกระทั่งตอนนี้ 3 ปีแล้วก็เพิ่งจะมาเอาจริง ที่ผ่านมา สปช.ได้ทำการศึกษาไว้ครบถ้วนแล้ว ซึ่งไม่ได้เริ่มต้นจากการนิรโทษกรรม

“การตั้งคณะกรรมการปรองดองยังมีข้อสงสัยอยู่ เพราะทำไมคนที่มาทำหน้าที่ถือธงนำในการปรองดองจึงเป็นทหารทั้งหมด มันไม่ถูก เพราะทำให้อึดอัด เราจึงมองว่าโอกาสที่จะนำไปสู่ความสำเร็จนั้นน่าจะมีปัญหา ถ้ามีปัญหาเมื่อไหร่ รัฐบาลกับคณะกรรมการปรองดองชุดนี้จะถูกมองว่ายื้อเวลาเหมือนเดิม”

“จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อคนที่ธงนำ คือ คสช.เป็นคู่กรณีเอง หากดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทุกเหตุการณ์กองทัพก็เป็นคู่กรณี ผู้นำในการยึดอำนาจรัฐประหารเป็นคู่กรณีทั้งนั้น เมื่อเป็นคู่ขัดแย้งแล้วจะมาเป็นกรรมการกลางมันจะเกิดอะไรขึ้น”

ฝ่ายทหารพยายามอ้างว่าปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากการที่ประชาชนสองฝ่ายขัดแย้ง ทหารจึงเป็นคนกลางที่เข้ามาห้าม ทำให้ต้องตั้งคณะกรรมการปรองดองขึ้นมา? อดุลย์ ตอบว่า

“อันนี้คงจะฟังไม่ได้ เพราะช่วงหนึ่งที่ประชาชนถูกนักการเมืองหรือรัฐบาลและฝ่ายค้านปลุกปั่นให้ประชาชนออกมาทะเลาะกัน ช่วงนั้นเห็นชัดว่าทุกฝ่ายเรียกร้องให้ทหารออกมาระงับเหตุการณ์ความรุนแรง ทำไมตอนนั้นทหารไม่ทำหน้าที่
แต่กลับปล่อยให้บานปลายจนหาทางออก และคุณก็เข้ามา”

“ประชาชนไม่ได้โง่นะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่คุณจะเรียกทุกฝ่ายเซ็นเอ็มโอยูปรับความเข้าใจ ผมก็ต้องถามว่าแค่นั้นเหรอ คุณจะฮั้วกันแค่นี้เหรอ แล้วประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่และเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศทั้งหมดเขาจะเห็นด้วยเหรอ”

“ยืนยันว่าการสร้างความปรองดองไม่ได้ล้มเหลว เพียงแต่ยังไม่ได้ลงมือทำ แต่คราวนี้เมื่อมีการเริ่มต้นจะทำ ผมก็ถือว่าดีกว่าไม่ทำอะไรเลย การเริ่มต้นตอนนี้ก็ยังดี การประนีประนอมต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร การจะทำให้สำเร็จต้องมาจากความจริงใจและต้องหาคนที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ โดยไม่ได้เป็นคนที่เป็นคู่ขัดแย้ง อีกทั้งเท่าที่ทำงานและประสานงานกับหลายฝ่ายที่ผ่านมา พบว่าอยากได้คนกลางเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้”

อดุลย์ ขมวดว่าโมเดลที่จะทำให้การสร้างความปรองดองประสบความสำเร็จต้องเริ่มจากความจริงใจ โดยให้คนกลางที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายมาเป็นผู้ถือธงนำ ส่วน คสช.ต้องถอยออกมาและคอยสนับสนุนในฐานะผู้มีอำนาจ
เต็มเท่านั้น

“ในเชิงกระบวนการถือว่าใช้ได้ ซึ่งประชาชนก็เห็นด้วย แต่วิธีการโดยทหารมานำนั้นมันไม่ใช่ โดยทหารควรนั่งอยู่ข้างๆ คอยสนับสนุนเท่านั้น เพราะทหารเป็นคู่กรณีด้วยจึงมาอ้างว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้องไม่ได้ ถ้าจะทำให้การปรองดองประสบความสำเร็จต้องมีเงื่อนไข คือ รัฐบาลต้องจริงใจที่อยากให้ประสบความสำเร็จ มิฉะนั้นก็เสียของเหมือนเดิม”

“รัฐบาลในฐานะภายใต้การสนับสนุนของร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะการแต่งตั้ง สว.ในอนาคต อย่างไรก็แล้วแต่เราเห็นภาพชัดว่า
พล.อ. ประยุทธ์ จะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปแน่นอน และผมก็เห็นด้วย มันไม่มีทางออกอย่างอื่น อย่าไปตีกันอีกเลย อยากจะเป็นก็เป็นเลย เพราะบ้านเมืองเดินมา 3-4 ปีแล้ว ถ้าขืนไปเปลี่ยนคนใหม่ก็ต้องมีรูปแบบอีกและจะยุ่งกันอีกรอบ บอกตรงๆ จึงไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก”

“ไม่จำเป็นต้องไปทำสัตยาบันอะไรทั้งสิ้น คุณจะไปบังคับคนให้มากินไข่เจียวเหมือนกันหมด กินแกงใต้เหมือนกันหมด จะไปให้กินแจ่วเหมือนกันหมดเหรอ มันทำไม่ได้ แต่ละคนไม่ใช่เด็กๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือกลุ่มภาคประชาชนทุกสี ทุกคนมีศักดิ์ศรีที่ถูกบ่มเพาะมายาวนาน ไม่มีใครด้อยกว่าใคร”

สำหรับเรื่องของคนกลางที่จะสามารถถือธงนำการสร้างความปรองดองได้นั้น ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 จะต้อง
เป็น “นพ.ประเวศ วะสี” ราษฎรอาวุโส และ “อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรี  เพราะเป็นบุคคลสำคัญที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับและ
ไว้วางใจ

“เวลานี้นายกฯ ประยุทธ์ ถือไพ่เหนือกว่าใครทุกคน มีอำนาจมาตรา 44 เต็มที่ 100% แต่การจะทำให้สำเร็จต้องหาตัวบุคคลที่นำไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งผมคิดว่าบุคคลที่ให้การยอมรับสูง คือ นพ.ประเวศ ซึ่งมาจากภาคประชาชนโดยแท้ และไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ท่านอายุมากแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านจะรับหรือไม่”

“อีกคน คือ ท่านนายกฯ อานันท์ ท่านยังเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายอยู่ ซึ่งแม้แต่ทหารก็น่าจะยอมรับ เพราะท่านเองสามารถทำให้ความบาดหมางระหว่างญาติวีรชนในเหตุการณ์เดือน พ.ค. 2535 กับทหาร ได้จางลงไป แม้จะไม่ยุติโดยสมบูรณ์แต่ก็สามารถทำให้เกิดความประนีประนอมยอมกันได้ อย่าว่าแต่เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ เสื้อแดง เสื้อเหลือง กปปส. ผมคิดว่าท่านอานันท์ได้รับการยอมรับสูง”

“ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมแล้ว เพียงแต่ละเดินหน้าสร้างกระบวนการให้เป็นที่ยอมรับ หากนายกฯ ประยุทธ์ซึ่งจะเป็นนายกฯ คนต่อไปถ้าเอาจริงมันก็ไม่มีปัญหาหรอก ท่านเดินต่อได้เลย ใช้กระบวนการกฎหมายปกติทั้งในส่วนของตำรวจ อัยการ ศาล ก็เดินไปได้” อดุลย์ ระบุ

สาเหตุและปัจจัยที่มีผลให้การสร้างความปรองดองไม่มีความคืบหน้าเกิดจากอะไร? อดีตกรรมการศึกษาการปรองดอง สรุปว่า ประกอบด้วย 1.ปัญหาอุดมการณ์ทางการเมือง 2.ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน และ 3.ขาดความจริงใจจาก คสช.และรัฐบาล

“หนึ่ง ปัญหาเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง เพราะแต่ละคนยึดในคัมภีร์ของตัวเองไม่ยอมให้กันเลย สอง คู่ขัดแย้งไม่ไว้วางใจ เพราะไม่มีคนมาทำให้ไว้วางใจ และหาคนที่สามารถไว้วางใจมาเป็นคนกลางไม่ได้ สาม รัฐบาลและ คสช.ยังไม่จริงใจที่จะทำให้เรื่องนี้สำเร็จ ไม่มีความตั้งใจจริง”

“เท่าที่เคยประสานงานกับนักการเมืองและกลุ่มการเมืองพบว่าส่วนใหญ่ต้องการให้เกิดการปรองดอง เพราะเขาถือว่าการปล่อยให้เป็นในสภาพแบบนี้ ประเทศชาติจะมีความเสียหายหนักเดินหน้าไปไม่ได้ และนับวันจะเสียหายหนักมากขึ้น เขายอมรับว่าในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วการที่ คสช.จะสืบทอดอำนาจต่อไป ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา

“สิ่งที่ต้องคำนึง คือ เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนี้และคุณก็คิดว่าได้เวลาอันเหมาะสมที่จะเริ่มการสร้างความปรองดองแล้ว ก็ต้องทำให้มันสำเร็จ เพราะถ้าทำไม่สำเร็จ ผมขอบอกตรงๆ เลยว่าไม่กล้ามโนเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต

“มีอดีตนายกฯ อย่างน้อย 3-4 คนพูดกับผมว่าตราบใดที่การปรองดองและความสามัคคียังไม่เกิดขึ้น อย่าหวังว่าบ้านเมืองจะเดินไปสู่การปฏิรูป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทหารตั้งเป้าไว้ ไม่มีทางเลย เพราะอย่างไรก็แล้วแต่จะต้องมีคนออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วย” อดุลย์ สรุป

 

จากตลกขี้ยาสู่ซุปตาร์แห่งโลกโซเชียล “โรเบิร์ต สายควัน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2560 เวลา 13:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/476973

จากตลกขี้ยาสู่ซุปตาร์แห่งโลกโซเชียล "โรเบิร์ต สายควัน"

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ…ภัทรชัย ปรีชาพานิช

หนุ่มใหญ่วัย 52 ปี เจ้าของรูปร่างผอมบาง ผิวคล้ำ เซตผมเรียบเนี้ยบ หน้าตาท่าทางยียวน น้ำเสียงเนิบนาบเป็นเอกลักษณ์ กำลังโด่งดังในโลกโซเชียลมีเดียเเละถูกวัยรุ่นพูดถึงอย่างมาก หลังเรียกเสียงหัวเราะผ่านมุขตลกต่างๆ ที่คาบเกี่ยวกับสิ่งเสพติด เจ้าหน้าที่ตำรวจและห้องขัง

จากเด็กสลัม ไม่ได้เรียนหนังสือ ทำงานเป็นกระเป๋ารถสองเเถว พาชีวิตตัวเองสู่โรงลิเก ก่อนก้าวขึ้นไปเป็นตลกคาเฟ่ จนกระทั่งติดยาเสพติดขั้นรุนเเรงเเทบเอาชีวิตไม่รอด

วันนี้เขากลับมาเฉิดฉายอีกครั้งในชื่อ “โรเบิร์ต สายควัน” ดาวตลกที่เรียกเสียงหัวเราะได้ไม่เป็นสองรองใคร

โรเบิร์ต สายควัน หรือ หมั่ง-ไพรฑูตย์ พุ่มรัตน์

ลูกครึ่งอเมริกันในสลัมบางเขน

โรเบิร์ต สายควัน หรือ หมั่ง-ไพรฑูตย์ พุ่มรัตน์ เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 เป็นชาวกรุงเทพมหานครตั้งแต่กำเนิด และใครจะรู้ว่า เขาเป็นหนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกันซะด้วย

“ผมมีคุณพ่อเป็นคนอเมริกันผิวดำ พูดง่ายๆ อารมณ์ประมาณ บารัก โอบามา แหละครับ”

ชีวิตวัยเด็กของโรเบิร์ตค่อนข้างลำบาก ฐานะยากจน อาศัยอยู่กับคุณยายที่มีอาชีพเป็นหมอนวดแผนไทยและน้องสาวในชุมชนแออัด ย่านบางเขนไม่ได้เรียนหนังสือและวนเวียนอยู่กับแหล่งอบายมุขมาตั้งแต่เยาว์วัย

“แม่ไปอยู่อเมริกา ส่วนเราอยู่กับยายและน้องสาว ช่วยกันทำหน้าที่เดินหาลูกค้าให้ยายตามห้องเช่าอพาร์ทเม้นท์ต่างๆ‘นวดไหมครับ นวดไหม’ ห้องไหนนวดก็คอยบอกยาย บางทีก็โดนด่าบ้าง เพราะคนที่เราไปเคาะส่วนใหญ่เป็นพวกทำงานกลางคืน กลางวันเขาจะนอน เราไปเคาะ ออกมานวดบ้าง ออกมาด่าบ้างก็มี”

อายุได้ 12 ปี เขาหารายได้ให้ตัวเองด้วยการทำงานเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารให้กับรถสองแถว เส้นทางสะพานใหม่-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่นั่นโรเบิร์ตได้เจอกับเพื่อนซี้ที่เติบโตกลายมาเป็นตลกระดับตำนานอย่าง “หนู คลองเตย”

“สมัยตอนเด็กลำบากนะ แต่ด้วยความเป็นเด็กเลยไม่ได้ใส่ใจ หนักไปทางเที่ยวเล่นซะมากกว่า ส่วนใหญ่อยู่แต่นอกบ้าน ทำงานเป็นกระเป๋ารถ และได้เจอกับไอ้หนู (คลองเตย) สนิทกันมาตั้งแต่ตอนนั้น  ช่วงดังๆ มันให้รถฮอนด้า พรีลูด ผมฟรีๆ เลย 20 ปีก่อนใครขับพรีลูดไม่ธรรมดานะ”

เส้นทางศิลปินตลกของผู้ชายคนนี้เริ่มต้นในคณะลิเก เมื่อได้รับโอกาสจากน้าสาวที่มีสามีเป็นเจ้าของโรงลิเก “บุญชู แสงเพชร” โดยทำหน้าที่เล่นเครื่องดนตรีอย่างระนาด และกลอง ก่อนพัฒนาตัวเองขึ้นไปเป็นนักแสดง รับบทบาทตัวโจ๊ก เรียกเสียงหัวเราะให้กับผู้ชม

“นอกจากเป็นตัวโจ๊กแล้วก็ได้นางเอกลิเกเป็นเมียด้วยสมัยนั้นนางเอกลิเกมักจะเสร็จโจ๊ก เหมือนพี่โน๊ต เชิญยิ้มก็ได้เมียเป็นนางเอกลิเก” ตลกมากประสบการณ์ยิ้มให้กับเรื่องในวันวาน

โรเบิร์ตเมื่อครั้งเล่นตลกอยู่กับคณะดอกมะดัน

ไม่นานโอกาสเปลี่ยนชีวิตเดินทางมาถึงเมื่อ “โจ้ สายันห์ ดอกมะดัน” รุ่นพี่ที่รู้จักกันในวงการลิเก ชักชวนให้ไปตีกลองกับคณะตลกตามคาเฟ่ต่างๆ และเหมือนฟ้าเป็นใจ เจ้าตัวไปทำงานวันแรก นักแสดงเกิดไม่พอจึงถูกดึงตัวไปเล่นให้ “คณะมันจะฮา” ของ “ชา ฉิ่งฉับ”  เริ่มต้นก้าวแรกในฐานะตลกมืออาชีพทันที

“คนเขาขาด เลยเรียกให้เราขึ้นไปเล่น เราก็เล่นได้ พี่ชาเห็นแวว เลยชวนให้ไปอยู่กับเขาเลย ได้ค่าตัววันละ 300-400 บาท ถือว่าเยอะมากสมัยนั้นก๋วยเตี๋ยวชามละประมาณ 10 บาทเอง เล่นทุกวันเดือนหนึ่งก็ได้เกือบหมื่น”

หลังจากโดดเด่นอยู่กับ “คณะมันจะฮา” ที่ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบิ๊กแชมป์ เพราะถูกแขกแซวบ่อยว่า “แล้วที่มึงเล่นมันจะฮาหรอวะ” ไม่นานก็ถูก “ดี๋ ดอกมะดัน” หรือ “ศุภกรณ์ ศรีสวัสดิ์” อีกหนึ่งดาวตลกระดับตำนานของเมืองไทยชวนไปอยู่ด้วยที่คณะดอกมะดัน

“จุดเด่นของเราเป็นตัวดิ้น ชอบเล่นมุขเกี่ยวกับวัยรุ่น เพลง เต้นเลียนแบบศิลปินดังๆ ในยุคนั้น อย่างติ๊กชีโร่ เพลงไหนดังก็เอามาก๊อปปี้เล่นในรูปแบบตลก เล่นไปเล่นมา อ.ดี๋ชอบ วันไหนนักแสดงไม่พอ เขาก็ให้เราไปร่วมแจม แจมได้อยู่สองครั้ง แกเลยชวนไปอยู่ด้วยกัน”

“อ.ดี๋เป็นคนตั้งชื่อโรเบิร์ตให้กับเราด้วย วันนั้นบนเวที เราแต่งชุดไทยราชปะแตนเดินถือระนาดออกมา ตามมุขจะต้องเล่นเพลงสตริงสากล  แกก็เลยเรียกผมว่า ขอเชิญหลวงโรเบิร์ตมาตีระนาดโชว์ อะไรประมาณนั้น เลยใช้ชื่อโรเบิร์ตมาตลอด”

จากตลกดาวรุ่งสู่ทาสยาเสพติด

ศิลปินตลกบางคนเมื่อรุ่งโรจน์ ร่ำรวย มีเงินทอง ก็มักหลงระเริงหมดไปกับการสังสรรค์ ผู้หญิง และการพนัน แต่ไม่ใช่กับ โรเบิร์ต สายควัน

“ชีวิตตอนนั้น เริ่มมีเงินแล้ว ได้วันละเป็นพัน แต่ไม่ใช่คนติดเที่ยวติดหรู ด้วยความที่มาจากสลัม มีเงินแล้วยังอยู่กันง่ายๆ เหมือนเดิม แต่เรามีเพื่อนฝูงที่เคยสูบกัญชามาตั้งแต่เป็นเด็กวัยรุ่นด้วยกัน แล้วเราอยู่ใกล้แหล่งซื้อด้วย ก็จะเป็นคนไปจัดการมาให้พวกเขาเรียบร้อยเลย แต่คนอื่นสูบเล่นๆ นิดๆ หน่อยๆ แต่เราไม่ เราเอาเป็นทางการเลย สูบหนักมาก คนอื่นเลิกงานก็จะไปกินเหล้า สังสรรค์จีบนักร้อง แต่เราไม่ เลิกงานกลับบ้านเลยไปสูบกัญชา หรือยังไม่กลับก็จะไปนั่งร่วมกลุ่มกับเพื่อนที่สูบด้วยกัน”

ยาเสพติดนำพาชีวิตการทำงานของเจ้าตัวดิ่งลงเหว เริ่มตื่นไม่ไหว ทำงานสายอย่างบ่อยครั้ง จนดี๋ ดอกมะดัน ต้องสั่งพักงาน อย่างไรก็ตามนาทีนั้น เขาไม่แยแสคำตักเตือนจากใคร และไม่มีอะไรมาฉุดรั้งเส้นทางอบายมุขของเขาได้

“ใครบอกก็ไม่เชื่อ แฟนเอือมระอาบอกเลิกก็ไม่หยุด ใครเล่นอะไร เอาหมด กัญชา ยาม้า ยาบ้า คบเพื่อนกลุ่มใหม่ๆ พัฒนาไปถึงผงขาว หนักเข้าๆ ก็เริ่มฉีดเฮโรอีนเข้าเส้น หยุดทำงานไปขลุกอยู่กับยา นอนได้หมดทุกที่ ป้ายรถเมล์ หน้าห้างสรรพสินค้า ใช้ชีวิตอยู่กับก๊วน ไม่อยู่กับพวกศิลปินตลกเงินหมดค่อยไปอาศัยหาเอาตามหน้าคาเฟ่ มาหาพวกตลกด้วยกัน บอก ‘เออ..กูแย่เว้ยขอตังค์หน่อย’  เขาให้ปุ๊บเรากลับเลย ไปซื้อมาเสพต่อ หมดก็กลับมาหาใหม่”

อาการเสพติดของโรเบิร์ตนั้นรุนแรงมาก ถึงขั้นหัวหน้าคณะอย่าง “ดี๋ ดอกมะดัน” ทนไม่ไหว แจ้งเพื่อนที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาจับลูกน้องตัวเองเข้าคุกเพื่อให้ห่างไกลจากสิ่งเสพติดซะ

“ตำรวจมาจับปุ๊ป ผมแอ็คเลย ‘เฮ้ยพี่ผมอยู่กับพี่ดี๋นะ’ เขาบอก ‘กูเนี่ยเพื่อนดี๋ มันให้มาจับมึงอ่ะ’ เขาเห็นว่าถ้าปล่อยเราไว้ต่อไปจะตายเอา จับไปอยู่ข้างใน 3 วันบ้าง 5 วันบ้าง ขังไว้แล้วแต่อารมณ์”

ยังไม่ได้ผล โรเบิร์ตยังคงเดินหน้าต่อไปตามเส้นทางนรก ซ้ำร้ายกว่านั้นยังเริ่มก่อเหตุตระเวนลักทรัพย์สินผู้อื่น เพื่อนำไปแลกซื้อยาเสพติด

“ในกลุ่มเสพยามันจะมีพวกลักขโมย แรกๆ ลักเองไม่เป็น เดินตามเขา ทำหน้าที่ถือของ หลังๆ พวกเบื่อ เริ่มบ่น ไอ้นี่ไม่เคยไปหาเลย เอาแต่รอแบ่ง ก็เลยต้องเริ่มลักเอง พวกหมวกกันน็อกข้างทางเนี่ยแหละตระเวนลักเลย เขามีที่รับแลก หมวก 1 ใบแลกได้ 1 ห่อ อะไรอย่างนี้ ช่วงนั้นเลยเดินกันบ่อยเลยแหละ”

โรเบิร์ตในวันนี้ กำลังบอกเล่าเรื่องราวที่เขาเคยเดินหลงผิดไป

โรเบิร์ต เล่าว่า ญาติพี่น้อง พรรคพวกเพื่อนฝูง พยายามตักเตือน ขอร้องให้เลิกจากยานรกซะ แต่เขาไม่ฟัง อ้างเรื่องความน้อยใจที่ภรรยาบอกเลิกเป็นเหตุให้ต้องหันหน้าพึ่งพายาเสพติด ทั้งที่จริงๆ แล้ว เสพมาก่อนหน้านั้น

เวลาเกือบ4 ปีที่จมปรักอยู่กับยาเสพติดอย่างรุนแรง กระทั่งร่างกายทรุดโทรม ลุกขึ้นเดินเองไม่ไหว จึงเริ่มตั้งสติคิดได้ ตัดสินใจเข้ารับการบำบัดที่ค่ายธนะรัชต์ ศูนย์การทหารราบ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

“เสพมานานเป็น 10 ปีหนักๆ เลยคือช่วง 3-4 ปีหลัง ตอนนั้นอายุเราประมาณ 30 ปี เดินพเนจรเสพเลยพอถึงวันหนึ่งรู้สึกไม่ไหวเริ่มคิดได้ อายลูก แต่มันเลิกด้วยตัวเองไม่ได้ เพราะมันลึกแล้ว เลยตัดสินใจว่าจะไปรักษาที่ปราณบุรีผมไม่มีเงิน แต่โชคดีมากจังหวะนั้นโบกแท็กซี่เจอขับเป็นรุ่นเดียวกัน จำได้ว่าเราเป็นตลก บอก อ้าวเฮ้ยพี่ ผมชอบพี่นะ แต่ทำไมสภาพพี่แย่ขนาดนี้ เราก็เล่าให้ฟัง และบอกว่ากำลังจะไปเลิกยา แต่พี่ไม่มีเงิน ต้องไปเก็บปลายทางเอากับน้องสาวที่หัวหิน รับรองว่า ถ้าพาไปพี่ไม่โกงหรอก แต่ถ้าไม่พาไปพี่ตายแน่ๆ”

แท็กซี่หนุ่มใจดี ไปส่งถึงที่แถมยังปฎิเสธค่าโดยสาร และคิดเพียงแค่ค่าน้ำมันเท่านั้น

“ไม่เอาหรอกพี่ แค่ค่าน้ำมันพอ พี่เลิกได้ก็เป็นกุศลของผมแล้ว”  โรเบิร์ตนึกถึงประโยคอันตราตรึงที่ได้รับ

หลังใช้เวลาบำบัดรักษาตัวภายใต้การดูแลจากแพทย์เป็นเวลา 3 เดือนหนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกัน รายนี้หย่าขาดจากยาเสพติดได้สำเร็จ และตัดสินใจกลับมาเมืองหลวงขอ “ดี๋ ดอกมะดัน” กลับเข้าสู่วงการตลกอีกครั้ง

โรเบิร์ต เล่าว่า ชีวิตมีความสุขมากได้รับโอกาสดีๆ มากมาย ถึงขนาดเป็นพิธีกรรายการเวทีไทสัญจร ร่วมงานกับ เป้า-สายัณห์ สัญญา แอ๊ว-ยอดรัก สลักใจ แจ็ค-ธนพล สัมมาพรต และ สุนารี ราชสีมาสำหรับคณะตลกได้ย้ายได้ไปอยู่กับ หนู คลองเตย ก่อนจะออกมาตั้งคณะเพชรเกล้า ร่วมกับ หน่อย เชิญยิ้ม กระรอก เชิญยิ้ม ชีวิตการทำงานถึงแม้จะเป็นช่วงบั้นปลายของคาเฟ่ แต่ก็นับว่ายังเป็นชีวิตที่ดีมาก

อย่างไรก็ตามสิ่งที่มาฉุดรั้งเส้นทางความรุ่งโรจน์ของเจ้าตัวอีกรอบก็คือ “เหล้า”ที่เล่นเอาเจ็บป่วยนอนติดเตียงอยู่บ้านนับปี

“ยาไม่ยุ่งแล้ว แต่เริ่มกินเหล้าเข้าสังคม สนุกสนาน ไม่หลับไม่นอน  กินทุกวัน กินถึงเช้า ถึงสายเลยก็มี นั่งอยู่ตามร้านอาหารโซนพระราม 9 นี่แหละกินจนเขากลับหมดเราก็ยังอยู่พนักงานมาทำงานตอนเช้าแล้วเราก็ยังกินอยู่เลย ทีนี้ร่างกายมันเริ่มทรุด กินหนักบวกกับที่เคยเล่นยามาก่อน ข้างในมันไม่ไหว น็อกเลย ป่วยไปปีกว่า ถึงขนาดต้องพกถังออกซิเจนไว้ที่บ้าน คุณหมอบอกภายในคุณพังหมดแล้ว  จากยามาเหล้า รับไม่ไหว ทั้ง ตับ ไต ปอด ใช้งานมาหนัก”

ช่วงนั้นพรรคพวกศิลปินในวงการตลกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเยี่ยมเยียน นั่งคุยเป็นเพื่อน ถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก คล้ายกับสั่งลา คิดว่าถึงใกล้หมดเวลาของเขาแล้ว เนื่องจากสภาพร่างกายไม่ไหว หายใจเองลำบาก กินไม่ลง น้ำหนักลดฮวบฮาบ อย่างไรก็ตามท้ายสุด เจ้าตัวตัดสินใจฮึดสู้ขึ้นมา ดูแลตัวเองใหม่จนอาการดีขึ้นเป็นลำดับ และกลับมาทำงานได้อีกครั้ง

“พอป่วยนานเข้า มันเหมือนเราไม่กลัวตายอีกแล้ว ยิ่งคนบอกจะตายๆ ใจเรามันกลับฮึดสู้ ลุกขึ้นมา และหายเป็นปกติได้ในที่สุด” โรเบิร์ตเล่าถึงช่วงเวลาอันเลวร้าย

มาดกวนๆที่แฟนตลกคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

หัวใจแห่งความสำเร็จ เป็นตลกอย่าย่ำอยู่กับที่

โรเบิร์ตกลับสู่เส้นทางแห่งเสียงหัวเราะอีกครั้ง โดยรอบนี้ถูกชักชวนจาก บอล เชิญยิ้ม ตลกรุ่นน้องให้มาร่วมทีมในวงดนตรีลักษณะร้อนเต้นเล่นตลก ที่เล่นกันตามผับบาร์ และสถานที่อื่นๆ ตามแต่ถูกว่าจ้าง กระทั่งมาโด่งดังเฉิดฉายในโลกโซเซียลมีเดีย ผ่านรายการ “บริษัทฮาไม่จำกัด”

“ตอนเล่นบริษัทฮาใหม่ๆ ยังหาตัวเองไม่เจอ จนไอ้บอลชอบอำเรื่องยา คำศัพท์ต่างๆเช่น กลิ่น ฟอยล์ ขวด ควัน แล้วนอกรอบโปรดิวเซอร์ก็ชอบมานั่งคุยเรื่องอดีตเก่าๆ กับเราด้วย ทีนี้บทที่เขียนออกมามันเลยอิน และมีไปคาบเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดบ้าง ซึ่งไปๆ มาๆ ในโซเชียลดันชอบ”

อย่างไรก็ดีเจ้าตัวบอกว่า หลังจากเล่นมุขสองแง่สองง่ามที่อาจส่อไปถึงเรื่องสิ่งเสพติด ก็จะปิดท้ายทุกครั้ง ถึงข้อคิดและคอยตักเตือนผู้ชมว่าอย่าไปยุ่งกับมัน

สิ่งที่ทำให้ทุกคนชอบรายการบริษัทฮาไม่จำกัด ซึ่งมีผู้ติดตามและดูย้อนหลังในแต่ละคลิปจำนวนหลายแสนครั้ง นั้นเป็นเพราะความสด เป็นธรรมชาติ  มีมุขที่ทันสมัย และสอดคล้องเข้ากับสถานการณ์ ปัจจุบันได้ดีนั่นเอง

“โปรดิวเซอร์เขามีเพียงเส้นเรื่องมาให้ แล้วทุกอย่างใส่กันสดๆ เลย ปล่อยให้พวกเราเล่นไปเรื่อย เหมือนนั่งคุยหยอกกันเอง ซึ่งแบบนี้คนดูเดาทางไม่ได้ มันสนุก”

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกโซเชียลมีเดีย และการแข่งขันที่รุนแรงในวงการบันเทิง โรเบิร์ตมุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเอง โดยเริ่มจากทำการบ้านศึกษาความเคลื่อนไหวและกระแสในสังค เพื่อนำเสนอมุขตลกที่สอดคล้องและเชื่อมโยงกับผู้ชมให้ได้มากที่สุด

เขา บอกว่า ผู้ชมทุกวันนี้พัฒนาขึ้นมาก โดยเฉพาะวงดนตรีและกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่หลายคนเรียกเสียงหัวเราะได้ดีกว่าตลกตัวจริงเสียอีก ฉะนั้นคนในวงการต้องพัฒนาคุณภาพเพื่อให้อยู่รอดและเป็นที่ยอมรับให้ได้

“ไม่ใช่เอามุขเมื่อ 20 ปีก่อนมาเล่น มันเหมือนย่ำอยู่กับที่อย่างผมพยายามทำการบ้าน หาเรื่องมาเล่นกับคนยุคนี้ เรื่องที่สอดคล้องและมีความเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่  ติดตามดูข่าวสารความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นและกำลังได้รับความนิยมในสังคม เล่นตามเหตุการณ์เล่นให้เกี่ยวและมีความเชื่อมโยงกับผู้ชม”

โรเบิร์ต พร้อมบุตรสาว 2 คน

บทบาททุกวันนี้ของโรเบิร์ตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่หน้าจอหรือเวทีตลกเท่านั้น เขายังได้รับโอกาสจาก ถั่วแระ เชิญยิ้ม ให้ไปร่วมเป็นวิทยากรถ่ายทอดความผิดพลาดและผลกระทบที่ได้รับจากยาเสพติดในอดีตให้กับเยาวชนรับฟังตามสถานศึกษาต่างๆ ด้วย

“เราเอาสิ่งที่เราเคยผ่านมามาเล่นเป็นมุข แล้วสอนน้องๆ ดีใจที่มีโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์ของตัวเองเพื่อให้เกิดเป็นบทเรียนแก่ผู้อื่น  บอกพิษภัยของยาเสพติดที่ทำให้เราสูญเสียทุกอย่างไปทั้งร่างกาย สมองและคนรอบข้าง”

ในวัย 52 ปี ตลกมากประสบการณ์ขอบคุณกระแสความชื่นชม โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นที่ทำให้ตัวเองยังคงมุ่งมั่น กระหายที่จะสร้างเสียงหัวเราะและความประทับใจให้แก่ผู้ชมต่อไป

นอกจากจะเป็นนักแสดงตลกแล้ว โรเบิร์ต ยังเป็นวิทยากรถ่ายทอดบทเรียนจากความผิดพลาดในชีวิตและโทษของยาเสพติดให้กับเยาวชนรับฟังตามสถานศึกษา

คลิปตัวอย่างความฮาโรเบิร์ต สายควัน 

“อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา” แม่ทัพใหม่ ‘คิงเพาเวอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 10:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/475776

"อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา" แม่ทัพใหม่ 'คิงเพาเวอร์'

โดย…ชลลดา อิงศรีสว่าง

อาณาจักร “คิง เพาเวอร์” ธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ที่คิงออฟคอนเนกชั่น วิชัย ศรีวัฒนประภา ได้สร้างขึ้นมาด้วยสมองและสองมือ เดินทางมาถึงยุคของการเปลี่ยนถ่ายธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่น อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา บุตรชายคนเล็กของตระกูล ถูกเลือกให้ขึ้นมารับไม้ต่อธุรกิจครอบครัว โดยมีผู้เป็นพ่อคอยประคับประคองอยู่เบื้องหลัง

อัยยวัฒน์รับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ คิง เพาเวอร์ มาปีกว่าแล้ว แต่คนทั่วไปรู้จักเขาในฐานะรองประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ประเทศอังกฤษ จากผลงานที่เซอร์ไพรส์โลกด้วยการพาทีม เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก

“ผมบังเอิญเป็นลูกชายคนเดียวที่อยู่กับพ่อมากที่สุด พี่ๆ ของผมทั้งหมดไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม แต่ผมเรียนอยู่ที่นี่ ผมก็เลยได้ทำกิจกรรมร่วมกับคุณพ่อทุกอย่าง ไปไหนไปด้วยกัน พี่สาวคนโตของผมเก่งทางด้านมาร์เก็ตติ้ง แฟชั่น และเทรนด์ มีครีเอทีฟสูง ส่วนลูกๆ คนอื่นก็จะมีความถนัดกันคนละด้าน ผมอาจถนัดด้านบริหาร ทุกคนจึงให้มาบริหาร แต่ผมก็จะคุย ปรึกษาแลกเปลี่ยนกับพี่ๆ อยู่ตลอด” อัยยวัฒน์ กล่าว

อัยยวัฒน์ บอกว่า ปีแรกที่เข้ามารับตำแหน่งซีอีโอผลงานก็พลาดเป้า เพราะได้รับผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย ยอดขายต่ำกว่าเป้าหมายไป 12% เป็นผลกระทบจากปัจจัยภายนอกทำให้ต้องปรับธุรกิจใหม่ จัดโปรโมชั่นลดราคา ตัดสต๊อกสินค้าออก 7-8 หมื่นชิ้น แต่ในปีที่สองเริ่มต้นปีนี้ก็ดีขึ้น

“ร้านค้าปลอดภาษีเป็นธุรกิจสัมปทาน มูลค่าอยู่ตรงนั้น เมื่อหมดสัมปทานก็หมดกัน ในอนาคตเราจะมีคู่แข่งมากขึ้น พี่สาวผมคิดว่าแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญ จึงเสนอแนวคิดให้รีแบรนด์ทำคิง เพาเวอร์ เป็นคอมเพล็กซ์ ให้บริการแบบวันสต็อปเซอร์วิส มีโรงแรมพูลแมน และมีอื่นๆ ด้วย ซึ่งเราจะสร้างแบรนด์ คิง เพาเวอร์ เป็น Travel Retail หากใครจะเดินทางต่างประเทศจะต้องนึกถึงเรา จะซื้อของฝากเมื่อเดินทางก็ให้นึกถึงเรา” เขากล่าว

อัยยวัฒน์ ยืนยันว่า คิง เพาเวอร์ ไม่ได้วางตัวเองว่าจะไปแข่งขันกับห้างสรรพสินค้าในประเทศ เพราะเป็นคนละกลุ่มลูกค้า จะเน้นนักท่องเที่ยวและกรุ๊ปทัวร์ต่างประเทศ แต่จะเน้นมีครบทุกสิ่ง รับกับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของการท่องเที่ยวที่เริ่มจะเป็นคนเดินทางท่องเที่ยวเอง (FIT) โดยไม่อาศัยกรุ๊ปทัวร์ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการปรับปรุงคอมเพล็กซ์สาขาใหญ่ที่ซอยรางน้ำ

“เราจะลงทุน 2,500 ล้านบาท ปรับปรุงพื้นที่ 1.8 หมื่นตารางเมตร จะมีการจัดมุมที่แสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสของดีประเทศไทย มีร้านอาหารที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าให้มากินมาเที่ยวให้เป็นจุดนัดพบ จะเริ่มปิดปรับปรุงในเร็วๆ นี้ ส่วนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ก็จะเริ่มปรับปรุงเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้น และจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าและเพิ่มยอดขาย” เขากล่าว

นอกจากนี้ ดีลการซื้อหุ้นในบริษัท ไทยแอร์เอเชีย สายการบินโลว์คอสต์ ที่ซื้อในนามครอบครัวศรีวัฒนประภา ก็เพื่อให้เกิดการ Synergy ระหว่างธุรกิจและครบจริงๆ ในทุกอย่าง

ในยุคของอัยยวัฒน์ เขาตั้งเป้าหมายว่า คิง เพาเวอร์ จะต้องมีเทคโนโลยีก้าวล้ำ มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มีทุกอย่างครบในสิ่งที่ลูกค้าและนักท่องเที่ยวต้องการ ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะสินค้าโอท็อปและเอสเอ็มอี

“ในโลกนี้มีร้านค้าปลอดภาษีชั้นนำอยู่ประมาณ 20 ราย ขณะนี้ คิง เพาเวอร์ อยู่ในอันดับ 7 ของโลก ซึ่งผมตั้งเป้าหมายว่าภายใน 3 ปี อยากให้ติด 1 ใน 5 ให้ได้ และในอนาคตจะเลื่อนขึ้นไปเป็นที่ 3 นั่นคือเป้าหมาย แม้ว่าจะไม่ง่ายแต่ก็จะต้องไปให้ถึง” อัยยวัฒน์ กล่าว

เหมือนว่าการเข้ามารับไม้ต่อของธุรกิจครอบครัวจะไม่ยาก เพราะยังมีครอบครัวเป็นพี่เลี้ยง แต่อัยยวัฒน์บอกว่า ไม่รู้สึกกดดันเพราะทำดีก็เสมอตัว เวลามีปัญหาคุณพ่อจะว่าผมก่อน บอกว่าพนักงานทำผิดก็ต้องดุ ลูกทำผิดก็ต้องคูณสองคูณสาม แต่เชื่อใจพนักงานที่ขณะนี้มีอยู่ประมาณหมื่นกว่าคน แต่ละคนเดินกับคุณพ่อมานาน เป็นการถ่ายเลือด ซึ่งเป็นปกติของการเปลี่ยนแปลงที่คนในเจเนอเรชั่นเอ็กซ์กับคนในเจเนอเรชั่นวายจะปะทะกัน แต่เป็นการปะทะที่ต่างก็อยากให้ทุกอย่างดี

“ผมเจอการปะทะดุเดือดมาแล้วที่เลสเตอร์มีการถกเถียง พูดคุยเปิดรับไอเดียกัน แต่สุดท้ายจะต้องมีข้อสรุป ซึ่งในองค์กรขณะนี้มีเจนเอ็กซ์อยู่ประมาณ 60% ซึ่งอยากให้มีเจนวายมากกว่านี้” เขากล่าว

อัยยวัฒน์ กล่าวถึงวิชัย ผู้เป็นบิดา ว่า “คุณพ่อเป็นคนเก่งมาก เป็นคนที่มีระเบียบวินัยและตรงต่อเวลา  อะไรถูกหรือผิดก็ต้องชัดเจน พ่อไม่ได้อยากให้ลูกทำธุรกิจ เพราะมันเหนื่อย บอกมาตั้งแต่เด็กว่าอยากให้ลูกรับราชการ แต่สุดท้ายก็แล้วแต่ลูก ซึ่งผมชอบทำงาน ทำมาตั้งแต่เด็ก ท้าทายและสนุกมาก”

เขามีปรัชญาในการทำงานที่ยึดถือมาตลอดคือ จะต้องกตัญญู ใครมีบุญคุณต้องทดแทน ตรงต่อเวลา การเรียนรู้ไม่มีวันหยุด

“ผมเป็นคนโชคดีที่ปิดสวิตช์ตัวเองได้ ทำให้ไม่ค่อยเครียด เวลาเครียดงานทางนี้ผมก็เปลี่ยนไปคุยงานเรื่องฟุตบอลกับทางเลสเตอร์ มีเวลาก็พักผ่อนเดินทาง แอบไปใช้บริการไทยแอร์เอเชียหลายครั้ง เพราะอยากรู้ว่ามีอะไรที่ต้องปรับปรุงบ้าง ก็จะเสนอแนะไป” เขากล่าว

แม้ คิง เพาเวอร์ จะเป็นร้านค้าปลอดภาษีรายเดียวในประเทศไทย แต่ในอนาคตอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป อัยยวัฒน์เห็นว่าก็ต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง ก่อนจะทิ้งท้ายว่า ใครจะว่า คิง เพาเวอร์ ผูกขาดดิวตี้ฟรีคงไม่แฟร์ เพราะเมื่อรัฐบาลเปิดประมูลทุกคนก็เข้าประมูลตามทีโออาร์ ทุกคนมีสิทธิยื่นประมูล ทุกคนล้วนมีคอนเนกชั่น การค้าเสรีทุกคนมีสิทธิขึ้นเวทีชก หากชกแพ้ก็ต้องยอมรับ คิง เพาเวอร์ ก็แพ้ประมูลที่สนามบินดอนเมืองในส่วนพื้นที่ร้านค้ามาเหมือนกัน

 

สตง.อิสระไร้อคติ ลุยงานเชิงรุกปราบทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 07:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/475732

สตง.อิสระไร้อคติ ลุยงานเชิงรุกปราบทุจริต

โดย….ธนพล บางยี่ขัน

การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นถือเป็น เป้าหมายสำคัญตามที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศวาระแห่งชาติและเรื่องเร่งด่วนที่จะเข้ามาแก้ไข ดังจะเห็นจากหลายมาตรการที่ออกมาควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ในฐานะกลไกตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ฉายภาพปัญหา ตลอดจนการทำงานที่ผ่านมา

รอบปี 2559 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้าไปตรวจสอบเรื่องต่างๆ 13,504 เรื่อง รวมแล้วสามารถเรียกคืนงบประมาณหรือจัดเก็บรายได้เพิ่ม 76,276 ล้านบาท

“การทำงานของ สตง.มีอิสระ ที่จะเลือกตรวจซึ่งไม่ใช่เลือกปฏิบัติ แต่เลือกตรวจจากจุดที่มีความเสี่ยง ที่จะมีความผิดปกติเสียหายได้ง่าย ซึ่งเจ้าหน้าที่พัฒนาทักษะความชำนาญมากขึ้น ด้วยความสำนึกที่ว่าถ้าเราไม่ตรวจเรื่องก็จะจบไป หรือถ้าเราไม่สุ่มให้ถี่ การใช้งบก็จะมีตกหล่นรั่วไหล” พิศิษฐ์ อธิบาย

ถามว่าการทำงานยุคนี้ต่างจากที่ผ่านมามากน้อยแค่ไหน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ย้ำว่า ขอให้ประชาชนเจ้าของเงินมั่นใจว่า สตง.ทำงานโดยอิสระปราศจากอคติ ช่วงที่ผ่านมา ยุคการเมืองก็มีเรื่องเชิงนโยบายที่ผิดถูกยังไงเอาถูกใจไว้ก่อน ยุคนี้ไม่มีนักการเมือง มีแต่คนที่มาปฏิรูปเรื่องการใช้ประเด็นเชิงนโยบายจ่ายเงิน ไม่คำนึงผลลัพธ์ จึงต่างจากอดีต

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สตง.เข้าไปตรวจสอบย้อนหลังพบว่ามีหลายโครงการทำไปโดยไม่สะท้อนประโยชน์ความคุ้มค่า หลายโครงการทำทิ้งทำขว้าง เช่น การจัดซื้อรถดูดฝุ่น ใช้งบสนับสนุนลงท้องถิ่นคันละ 3-4 ล้านบาท แต่ใช้ไม่ได้ หาอะไหล่ไม่ได้ ต้องจอดทิ้งไว้ หรือสนามกีฬา ฟุตซอลที่ประกันสิ่งปลูกสร้าง 2 ปี แต่ปีเดียวก็เสียหายใช้งานไม่ได้

“ถือเป็นความเลวร้ายอย่างหนึ่ง มีการแบ่งผลประโยชน์ แรกๆ คอร์รัปชั่น โดยคอมมิชชั่น แต่ยุคนี้เป็นคอร์รัปชั่นที่เป็นนโยบาย ขายงบ แปรญัตติ แต่รัฐธรรมนูญใหม่แก้ไขแล้วอาจจะมีขึ้น”

พิศิษฐ์ บอกว่า การทำงานที่ผ่านมา เมื่อ สตง.พบความไม่ถูกต้องก็จะต้องส่งหนังสือ แจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นการตรวจสอบเชิงรุกที่จะมหนังสือเตือนว่าจะ เกิดความเสียหาย หรืออาจเสี่ยงผิดระเบียบ ผิดกฎหมาย แม้ตอนแจ้งเตือนความผิดจะยัง ไม่เกิด แต่หากต่อไปแจ้งเตือนแล้วยังละเลยไม่ใส่ใจก็จะมีปัญหาได้ มีกรณีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นคือกรณีจำนำข้าว

“ครั้งนั้น สตง.ศึกษาแล้วมีข้อเสียอย่างน้อย 8 ข้อ จุดรั่วไหลอาจเกินเยียวยาในอนาคต จึงมีหนังสือแจ้งเตือนไป 4 ฉบับ แต่สุดท้าย ป.ป.ช.เห็นว่าเมื่อแจ้งเตือนไปแล้ว หน่วยงานจะต้องพิจารณาหาแนวทางป้องกันแก้ไข แต่แทบไม่ทำอะไรเลย จึงเป็นการละเลยละเว้น ดังนั้น สตง.ระยะหลังจึงมีบทบาทด้านนี้ค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นเรื่องดีที่จะได้มีการทบทวนให้แน่ใจ”

ปัญหาเรื่อง “หัวคิว” ที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ในอดีตนั้น ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มองว่า เมื่อนำระบบสัญญาคุณธรรมเข้ามาก็ทำให้ราคากลางลดลง และราคากลางคือตัวดึงดูดของการ ฮั้วงาน ถ้าราคากลางสูงเกินจริงเขาต้องหาคนมารับงาน สุดท้ายก็ต้องฮั้วงานกันเพื่อกอบโกยส่วนเกินของราคากลาง ถ้าราคากลางควรจะเป็น 100 ก็เป็น 130

พิศิษฐ์ อธิบายเพิ่มว่า จากการตรวจสอบ เชิงนโยบายที่ผ่านมามีสูตรทำมาหากิน 30-20-30 ถ้างบ 100 จะมีการบวกในงบไป 30 ก่อน อีก 20 เป็นเบี้ยบ้ายรายทาง เหลือเป็นกำไร 30 เหลือ 20 เราถึงได้ของห่วย สนามคอนกรีตที่ควรหนา 15 เซนติเมตร ก็เหลือ 8 เซนติเมตร ประกัน ไม่ถึง 2 ปี แตกร้าว เสียหาย

“ผมได้อาสาเข้ามา ก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด รักษาความสง่างามสำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดินไว้ให้เป็นแบบอย่าง ตามที่ได้รับความไว้วางใจให้มาทำหน้าที่ ทำงานอย่างตรงไป ตรงมา เต็มที่ ได้วางรากฐานการตรวจเงิน และสะท้อนให้ประชาชนได้รับรู้การทำงานของ สตง. ตามแนวทางพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 ที่ว่า การควบคุมตรวจสอบเงินแผ่นดินเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น เพราะเป็นเงินแผ่นดินของประชาชนทั้งชาติ” พิศิษฐ์ กล่าว.

เกาะติดประมูลรถไฟทางคู่

ล่าสุดกับกรณีทำหนังสือแจ้งเตือนไปยัง รฟท. เรื่องรถไฟทางคู่ ที่มีมูลค่ารวม 9 หมื่นล้านบาท กรณีความเหมาะสมในการแฝงงบจัดซื้อ ที่ในสัญญาจ้างระบุว่าผู้รับจ้างจะต้องจัดหาเครื่องจักร และสุดท้ายจะต้องยกให้ทางราชการ โดยซ่อมให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ ซึ่งตรงนี้ปกติงานจ้างทั่วไปไม่ต้องกำหนด  แต่ทาง รฟท.ชี้แจงว่าเป็นเรื่องการทำราง ไม่เหมือนก่อสร้างทั่วไป

“ถ้าไม่มีการจัดซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ อย่างนี้มาประกอบวางรางการทำรางก็ไม่สามารถทำได้ เขาบอกว่ายังไงเสียผู้รับจ้างก็ต้องไปจัดหาเครื่องมืออยู่แล้ว จึงอาจไปบวกไว้ในต้นทุน แต่สุดท้ายคุณต้องซ่อมมาให้ อันนี้อาจมีประโยชน์มากกว่าการไปบวกค่าโสหุ้ย เป็นซากก็เป็นของเขา แต่นี่เป็นซากเป็นของเรา แต่สัญญาบอกต้องซ่อมอยู่ในสภาพใช้งานได้ปกติ เป็นความรับผิดชอบของรถไฟฯ”

พิศิษฐ์ บอกว่า จะติดตามต่อไปว่าเมื่อสัญญาสิ้นสุดจะอยู่ในสภาพใช้งานได้ไหม และเขาซ่อมให้ดีเหมือนเดิมหรือเปล่า ตรงนี้จะพิสูจน์ว่าคุ้มกันไหม ซึ่งต้องเคารพการตัดสินใจของเขา สะท้อนการทำงานของ สตง. ซึ่งไม่ได้ถือว่าการทำงานของ สตง.เด็ดขาด แต่เปิดใจรับฟังคำชี้แจงด้วย ซึ่งถูกต้องหรือไม่ถูกต้องผลระยะยาวจะบอกเองในอนาคต

อย่างไรก็ตาม รถไฟทางคู่ถือเป็นโครงการใหญ่ ต้องดูหลายจุด ทั้งการแข่งขันเป็นธรรมหรือเปล่า มีหลายรายเข้าแข่งหรือเปล่า รวมถึงรายละเอียด ประสิทธิภาพความคุ้มค่า เทคโนโลยี นวัตกรรม ที่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือไม่ ไทยเรามีอุบัติเหตุตกรางบ่อยๆ ก็ควรมีมาตรการป้องกัน

นอกจากนี้ จะต้องดูในมิติของสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดมลภาวะทางเสียงที่จะรบกวนแหล่งชุมชนรอบข้างที่จะขยายตัวตามมาในอนาคต หากมีการออกแบบแก้ปัญหาไว้จะสามารถลดการร้องเรียนและความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงประหยัดงบประมาณในการแก้ปัญหาในอนาคต และยังต้องดูในมิติงบประมาณในการซ่อมบำรุงเส้นทางและซ่อมบำรุงเชิงกลกับอุปกรณ์ที่จะเกิดขึ้นด้วยว่าสามารถลดงบประมาณในภาพรวมในการดูแลบำรุงรักษา

ในช่วงที่โครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล คสช.กำลังเร่งเดินหน้านั้น พิศิษฐ์ กล่าวว่า สตง.เข้าไปติดตามตั้งแต่เริ่มต้นและจะประเมินผลตามหลังคู่ขนานกันไป โดยตอนนี้มีการใช้ระบบ

สัญญาคุณธรรมที่ให้มีภาคส่วนอื่นที่ไม่ได้เป็นส่วนราชการก็ช่วยได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งทำงานเกาะติดแบบเรียลไทม์ เดินตามหลัง ไม่ล้ำหน้า เอาไฟฉายจี้หลังไปให้ทุกอย่างอยู่ในความสว่าง ใครจะทำอะไรก็คงยาก

“เรามีประสบการณ์เกาะติด จี้ติด จะช่วยป้องกันได้ดีมากกว่าที่จะให้เขาเดินแล้วเราเดินไปสะกดรอยตามหลัง เกิดความเสียหายไปแล้วถึงมาเจอ เพราะแค่เสี่ยงเสียหายแจ้งเตือนก็มีความหมาย ซึ่งต่อไปเราจะเพิ่มการตรวจสอบเชิงรุกให้มาก ใส่อัตรากำลังในโครงการใหญ่ๆ เริ่มตั้งแต่ประกวดราคาที่จะต้องมีคำแนะนำ แต่ไม่ใช่ก้าวล่วงการตัดสินใจ เพราะเชื่อว่าป้องปรามดีกว่าการปล่อยให้เกิดความเสียหาย”

 

พาณิชย์รับมือราคาสินค้าปี’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 08:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/475381

พาณิชย์รับมือราคาสินค้าปี'60

โดย…อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

การดูแลราคาสินค้าปี 2560 ซึ่งมี แนวโน้มในเรื่องของต้นทุนราคาสินค้าขยับตามราคาน้ำมันและค่าแรงงานขั้นต่ำที่จะประกาศใช้ค่าแรงงานอัตราใหม่ในวันที่ 1 ม.ค. 2560 นั้น จากข้อมูลล่าสุดกรมการค้าภายในได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบต่อทุนราคาสินค้าจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลราคาสินค้าให้กับประชาชน

ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่ากรณีที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นลิตรละ 0.60 บาท หรือ 2.29% คำนวณจากราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 25.54 บาท ปรับเพิ่มมาอยู่ที่ 26.14 บาท ส่งผลต่อต้นทุนสินค้า 0.0023-0.0932% หรือไม่ถึง 1% สินค้าที่ได้รับผลกระทบ อาทิ สินค้าที่มีผลกระทบจากค่าขนส่งมากเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักมาก ได้แก่ ปูนซีเมนต์ กระทบต้นทุนสูงขึ้น 0.0932% เหล็กกระทบต้นทุนสูงขึ้น 0.0284%

ขณะที่สินค้าที่มีผลกระทบจากค่าขนส่งน้อยเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักน้อย เช่น สบู่ กระทบต้นทุนสูงขึ้น 0.0271% ผงซักฟอกกระทบต้นทุนสูงขึ้น 0.0132% ถุงพลาสติกกระทบต้นทุนสูงขึ้น 0.0023% เท่านั้น โดยต้นทุนค่าขนส่งคิดเป็นสัดส่วน 0.25-10.15% ของต้นทุนรวมในการผลิตสินค้า

ด้านการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 5-10 บาท/วัน จาก 300 บาท มาเป็น 305-310 บาท/วัน ใน 69 จังหวัดนั้น พบว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนสินค้า 0.01-1.02% โดยอาหารจานด่วนกระทบ 0.11-0.20 บาท/จาน เท่านั้น

“จะพบว่าการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ หรือแม้แต่ราคาน้ำมันดีเซลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในปี 2560 นั้น มีผล กระทบต่อต้นทุนสินค้าเพียงเล็กน้อย จึงไม่ห่วงว่าปัจจัยเสี่ยงทั้งสองรายการจะทำให้ผู้ผลิตขยับขึ้นราคาสินค้า ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนที่มีการอ่อนค่าลงมา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตนั้น ขณะนี้เท่าที่รับทราบการอ่อนค่าไม่ได้มากจนต้องกังวล” นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ถึงเรื่องดังกล่าวไว้

นันทวัลย์ มองว่า ปัจจัยต่อราคาสินค้าในปี 2560 นอกจากราคาน้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน และค่าแรงแล้ว ควรพิจารณาเรื่องภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะถ้าเศรษฐกิจไทยยังทรงๆ ในระดับนี้ เชื่อว่าผู้ประกอบการยังใช้กำลังการผลิตไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นทุกรายอยากขายสินค้า จึงยังไม่มีการขึ้นราคา และถ้ายิ่งขายได้มากต้นทุนต่อหน่วยดีขึ้น จึงมองว่าสินค้าในปี 2560 จะยังราคาทรงตัวใกล้เคียงกับปี 2559

สำหรับการเตรียมความพร้อมในการดูแลราคาสินค้าปี 2560 นั้น หน้าที่หลักของกรมการค้าภายในตามกรอบอำนาจหน้าที่มีอยู่คือ การดูแลปริมาณสินค้าให้มีเพียงพอ มีการกระจายอย่างทั่วถึง ประชาชนเข้าถึงสินค้าได้ง่าย และราคาเป็นธรรม เวลาที่กรมดูแลจะพิจารณาตั้งแต่ต้นทางคือราคาโรงงาน กลางทางคือราคาขายส่ง ปลายทางคือราคาขายปลีก แต่ไม่ใช่มีหน้าที่คุมไปหมดทุกอย่าง และจะดูเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพและสินค้าที่เป็นวัตถุดิบสำคัญเท่านั้น

ขณะเดียวกัน การกำหนดรายการสินค้าและบริการควบคุมจะมีการทบทวนทุกปี โดยเพิ่มหรือลดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ รวมทั้งมาตรการที่นำมาใช้ในแต่ละรายการที่จะปรับใช้ความเคลื่อนไหวของราคา ป้องกันความผันผวน หรือในกรณีที่เกิดการปั่นป่วนของสินค้ารายการใดก็สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายเข้ามาดูแลได้

ปัจจุบันมีการกำหนดสินค้าและบริการที่ควบคุม 45 รายการ แบ่งเป็น สินค้า 42 รายการ เช่น น้ำตาลทราย น้ำมันพืช นมผง นมสด ผงซักฟอก ปุ๋ยเคมี อาหารสัตว์ ปูนซีเมนต์ เป็นต้น และบริการ 3 รายการ ได้แก่ การให้บริการในการเผยแพร่งานลิขสิทธิ์เพลงเพื่อการค้า บริการรับฝากสินค้า หรือให้เช่าสถานที่เก็บสินค้า และบริการทางการเกษตร ในส่วนนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มี อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน

“ไม่คิดว่าจะมีใครฉวยโอกาสขึ้นราคา เพราะกรมมีการออกตรวจตลอดเวลา และสินค้าที่จำเป็นส่วนใหญ่ต้องขออนุญาตและแจ้งให้กรมทราบก่อนปรับขึ้นราคาอยู่แล้ว คำว่าฉวยโอกาสขึ้นราคาเกิดขึ้นได้ยาก แต่เท่าที่ตรวจทุกวันยังไม่พบปัญหา” นันทวัลย์ กล่าวทิ้งท้าย