ล้วงหัวใจ “วินนี่-ส.ต.ต.ธนายุทธ เสาสูง” ตำรวจหนุ่มสายหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2560 เวลา 18:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/474677

ล้วงหัวใจ "วินนี่-ส.ต.ต.ธนายุทธ เสาสูง" ตำรวจหนุ่มสายหวาน

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

บุคลิกน่ารักน่าชัง ฝีปากจัดจ้าน มุขตลกแพรวพราว ขณะอธิบายข้อกฎหมายอย่างแม่นยำให้แก่ชาวบ้านที่มาแจ้งความร้องทุกข์ ส่งผลให้ สิบตำรวจตรีธนายุทธ เสาสูง ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โด่งดังชั่วข้ามคืน

“ตอนนั้นกำลังรับแจ้งความจากประชาชน และพูดคุยกับญาติๆเขาเท่านั้น ไม่คิดว่าคลิปวีดีโอที่เขาถ่ายเราจะถูกพูดถึงเยอะขนาดนี้ แต่อีกมุมก็ดีใจที่ประชาชนมีฟีดแบ็กดีมาก เขาคงเห็นเราเป็นของแปลกในวงการตำรวจ ขอบคุณที่ให้การยอมรับและชื่นชอบในตัวเราจ้า”

สิบตำรวจหนุ่มที่ใครๆเรียกขานว่า “วินนี่” บอกด้วยน้ำเสียงครึกครื้น

ถึงบรรทัดนี้ หลายคนคงสงสัยว่า ตำรวจหนุ่มนายนี้เป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงมาเป็นผู้พิทักสันติราษฎ์ และที่สำคัญคือ เพศสภาพที่เขาดำรงอยู่ในขณะนี้ส่งผลกระทบต่ออาชีพการงานเขาหรือไม่

โป๊ะแตกตั้งแต่เรียนนายสิบ 

ส.ต.ต.ธนายุทธ เกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2533 เป็นคนอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เรียนจบชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนชลประทานวิทยาลัย สำเร็จการศึกษาปริญาตรีจากภาควิชาจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังเรียนจบเจ้าตัวเข้าทำงานในตำแหน่งเซลล์โปรเจ็กให้กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง กระทั่งปี 2556 จับพลัดจับผลูเดินตามรุ่นพี่มาสอบรับราชการที่โรงเรียนนายสิบตำรวจ ภาค 2 จ.ชลบุรี

“ตอนแรกไม่ได้อยากเป็นตำรวจ ไม่ได้อยากทำงานราชการเลย แต่ดันสอบติดแถมยังได้ลำดับที่ 6 แม่ก็อยากให้เป็นด้วย ไอ้เราก็คิดว่าเอ้า ลองดูแล้วกัน พอไปเรียนเราก็รู้สึกชอบมากขึ้นเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็เลือกมาลงบรรจุรับราชการที่ศรีราชานี่แหละ”

แรกเข้าโรงเรียนนายสิบตำรวจ วินนี่พยายามปิดบังตัวตน แต่ทำได้แค่ 5 วันก็ถูกเพื่อนๆ สแกนพฤติรรมจนจับได้ว่าเขาเป็นเพศที่สาม

“ตอนสอบสัมภาษณ์และเข้าไปเรียนใหม่ๆ ก็แอ๊บแมนไรงี้ พอเข้าวันที่ 5 เท่านั้นแหละ โดนเพื่อนจับโป๊ะได้ (หัวเราะ) ตอนนั้นมีกิจกรรมไปปฏิบัติธรรม มีเดินจงกรม นั่งสมาธิ เราเองเป็นคนเดินตูดบิดนิดนึง จนมีเพื่อนและน้องบัดดี้เข้ามาถามตรงๆ ว่า ‘เฮ้ยวิน มึงเป็นใช่ไหมวะ’ เราก็เลยบอก ‘เหยยยย…รู้ได้ไงหว่า กูแอ๊บแมนมาตั้งหลายวัน’ ตลกมาก (หัวเราะ) หลังจากนั้นวัดแตกเลยจ้า เพื่อนๆ รุ่นน้องก็พากันมองซุบซิบว่า เราเป็น เหมือนเราเปิดตัวคนแรกในรุ่นเลย จากนั้นค่อยมีเพื่อนร่วมแก๊งรวม 3 คน เขาเรียกกันว่าแก๊งนางฟ้า”ตำรวจหนุ่มหัวใจสีม่วงหัวเราะรื่นเริง

ชีวิตในด้านวิชาการและการฝึกปฎิบัติของวินนี่ในโรงเรียนนายสิบตำรวจ ไม่ต่างจากนักเรียนคนอื่น เขาผ่านการฝึกฝนและเรียนรู้อย่างครบถ้วนตามเกณฑ์มาตรฐาน กระทั่งเรียนจบในปี 2558 จึงเลือกบรรจุรับราชการที่ สภ.ศรีราชา ในตำแหน่ง ผบ.หมู่ (ป.)  ดูแลกลุ่มงานสอบสวนสืบสวน

 

เพศสภาพไม่สำคัญเท่าความสามารถ

ความเป็นตัวของตัวเอง ประสบการณ์ และความสามารถที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เด็ก ทำให้การพบปะพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องที่วินนี่ถนัดและชื่นชอบเป็นพิเศษ

“ช่วงแรกได้รับมอบหมายให้กับทำงานเกี่ยวกับธุรการ ดูแลงานเอกสารด้านคดีมาตลอด เก็บตัวมาหนึ่งปีตั้งแต่เรียนจบ อยู่แต่เบื้องหลัง จนมาช่วงเดือนที่แล้วเจ้าหน้าที่ขาดแคลนเลยได้รับมอบหมายให้มาทำหน้าที่รับแจ้งความประจำวัน พอลงมาข้างล่างเท่านั้นแหละ สนุกมาก เราชอบเจอผู้คนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะเคยทำงานเซลล์มา ชอบพูดคุย ชอบบริการ”

คลิปที่กำลังโด่งดังไปทั่วโลกออนไลน์ไม่ได้ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อหน้าที่การงานของวินนี่เลย เนื่องจากผู้บังคับบัญชาเข้าใจในความแตกต่างทางเพศของแต่ละคน ทว่าแอบมีสะกิดเตือนด้วยความเอ็นดูว่า ช่วยเพลาๆลดระดับกิริยาบางอย่างลงบ้าง

“ทุกคนเห็นว่าน่ารักดี โชคดีมากที่นายเข้าใจ แต่ยังบอกอยู่บ้างว่าสำรวมนิดนึงนะ รักษากิริยามารยาทให้เป็นกุลสตรีหน่อย (หัวเราะ)”

ส.ต.ต.ธนายุทธ เป็นคนตลก สนุกสนานร่าเริง และมองในโลกในแง่บวก ที่สำคัญด้วยความที่ศึกษาทางด้านจิตวิทยา ทำให้เขาเป็นคนเปิดกว้าง เลือกมองคนที่ความสามารถ ประสิทธิภาพการทำงาน และการใช้ชีวิต มากกว่าภาพลักษณ์หรือเพศเท่านั้น

“สิ่งที่เราทำ คาดหวังว่าพี่น้องประชาชนจะไม่เครียด คนมาแจ้งความหรือมาโรงพักต้องมีเรื่องเดือดร้อนอยู่แล้วถึงจะมา เราก็เลยทำตัวเป็นเสมือนน้ำแข็งคอยดับไฟร้อนๆให้พวกเขา มาแล้วบรรเทาความเดือดร้อนและกลับไปอย่างมีความสุข ลดความทุกข์ที่ติดมาในตอนแรกลงไปได้บ้าง คิดและหวังแบบนั้น  ถึงเราจะเป็นแบบนี้แต่ไม่เคยละเลยหน้าที่ ตั้งแต่สมัยเรียน เราฝึก ทำทุกอย่างได้เทียบเท่ากับผู้ชายทั่วไป เช่นเดียวกันกับการทำงาน เราก็ทำได้เหมือนกัน เราชอบดูแลคน ปฎิบัติกับประชาชนอย่างเท่าเทียม คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ยากดีมีจนขนาดไหน ในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องเท่าเทียม”

กระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเพศไม่ได้เป็นเครื่องบั่นทอนหัวจิตหัวใจของเขาให้ท้อถอยต่อการทำงาน วินนี่ยืนยันว่า คนเราถ้าจะประสบความสำเร็จ ต้องรู้จักตัวเอง ยอมรับในสิ่งที่เป็น และทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด

“ได้ยินมาเรื่อยๆแหละ แต่อย่างที่บอกเราไม่คิดมาก เราเปิดกว้าง คิดอะไรคิดไปเถอะ คนเราถ้าตัดสินไปแล้วคงเปลี่ยนความคิดได้ยาก เราก็แค่เดินหน้าต่อไป พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าถึงแม้จะเป็นเพศที่สามก็ทำอาชีพนี้ได้เหมือนกัน อาชีพหรือเครื่องแบบ สำหรับเราเป็นแค่หัวโขนที่สวมเอาไว้เท่านั้น เนื้อในและการแสดงออกของคนต่างหากที่จะบอกว่าเราทำหน้าที่ได้ดีขนาดไหน

“อาชีพตำรวจเป็นอาชีพหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบพี่น้องประชาชน และเราก็บังเอิญเป็นตุ๊ดคนหนึ่งที่อยากทำหน้าที่นั้น”

ยกระดับตำรวจด้วยหน้าที่และเป็นนายร้อยให้ได้ 

สิบตำรวจตรีวินนี่ยอมรับว่า ภาพลักษณ์แง่ลบของวงการสีกากี มีผลต่อทัศนคติของตัวเองไม่น้อย กระทั่งได้มาสัมผัสผ่านการทำหน้าที่ในปัจจุบัน ทำให้ความรู้สึกต่างๆเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งเขาหวังว่า การมุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของเขาจะเป็นตัวช่วยยกระดับวงการตำรวจอีกทางหนึ่ง

“ทัศนคติที่มีต่อต่อตำรวจเปลี่ยนไปมาก เรารักตำรวจมากขึ้น สมัยเป็นพลเรือนเรามองตำรวจแต่แง่ลบ พอมายืนตรงนี้ เราไม่อยากให้ใครมองตำรวจในแง่ลบอีกแล้วพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ดีขึ้น ไม่อยากให้ประชาชนกลัวที่จะต้องเจอตำรวจ หรือมองว่ามาโรงพักแล้วต้องเจอแต่เจ้าหน้าที่แข็งกระด้าง ดุ ไม่ได้รับความสะดวก”

ปัจจุบันตำรวจหนุ่มนายนี้กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี คาดว่าจะสำเร็จในช่วงสิ้นปีนี้  ก้าวย่างต่อไปของเขาก็คือการสอบเป็นนายร้อยให้ได้

“เราเป็นคนเต็มที่กับสิ่งที่ทำอยู่แล้ว รู้ว่าหลายคนอยากเป็นตำรวจมาก ซึ่งความต้องการและคาดหวังของหลายๆคนมันก็เป็นเหมือนแรงผลักดันให้เราอยากทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดี และเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด เป้าหมายต่อไปก็คือ สอบเลื่อนขั้นเป็นนายร้อยให้ได้ และทำงานในด้านที่เราถนัด อาจจะเป็นงานสอนหรืองานวิชาการ” วินนี่ทิ้งท้าย

นี่คือเรื่องราวของวินนี่-ส.ต.ต.ธนายุทธ เสาสูง ตำรวจหนุ่มที่มีบุคลิกไม่เหมือนใคร ผู้กล้าเปิดเผยตัวตน และยืดอกบอกทุกคนเสมอว่า เพศสภาพไม่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนแต่อย่างใด

คลิปเเจ้งเกิดวินนี่ จาก เฟซบุ๊ก เมย์ อุบลราช https://www.facebook.com/original.by.pat/videos/1848145722087753/

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Foriginal.by.pat%2Fvideos%2F1848145722087753%2F&show_text=0&width=400

อนาคต…สิทธิรักษาพยาบาล ภายใต้อุ้งมือเอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/474379

อนาคต...สิทธิรักษาพยาบาล ภายใต้อุ้งมือเอกชน

โดย…วีรวินทร์ ศรีโหมด

ข้าราชการและครอบครัวเกือบ 5 ล้านคนเกิดคำถามขึ้นมาว่า อนาคตสิทธิการรักษาพยาบาลจะเป็นอย่างไร หลังจากที่กระทรวงการคลังกำลังให้บริษัทประกันเอกชนเข้ามาบริหารจัดการระบบค่ารักษาพยาบาลข้าราชการแทนหน่วยงานรัฐเดิมที่ดูแลอย่างกรมบัญชีกลาง เพื่อหวังแก้ปัญหาค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องปีละกว่า 2,000 ล้านบาทให้ได้

ประเด็นนี้ในมุมมองของ วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเไพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ประเด็นนี้พูดกันมานาน แต่การที่จะทำความเข้าใจเรื่องนี้ต้องพิจารณาจากบริบทใหญ่ แนวคิดเรื่องการสร้างหลักประกันสุขภาพ ซึ่งนอกจากเป้าหมายให้ทุกคนมีหลักประกันสุขภาพแล้ว ยังต้องการเปลี่ยนกลไกการจ่ายเงินของระบบด้วย เพราะเชื่อว่ากลไกการจ่ายเงินมีผลต่อพฤติกรรมผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมต้นทุนของระบบ

สำหรับกลไกการจ่ายเงินหลักๆ ที่ใช้มี 3 แบบ คือ แบบแรกใช้กันมากในสหรัฐอเมริกา และในระบบสวัสดิการข้าราชการของไทย เรียกว่า การจ่ายตามบริการจริง (Fee For Service) เป็นการเบิกจ่ายคืนให้ตามบริการที่ได้รับ แบบที่สอง คือ การเหมาจ่ายรายหัวตามค่าหัวที่กำหนดล่วงหน้า (Capitation) ซึ่งเป็นวิธีหลักที่ใช้กับระบบประกันสังคม (สปส.) และต่อมาก็กับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ปัจจุบันประกันสังคมก็ไม่ได้ใช้วิธีนี้ทั้ง 100% เช่นกัน แบบที่สาม เป็นการจ่ายตามชนิดและความรุนแรงของโรค (DRG) ซึ่งจะกำหนดแต้มของการรักษาโรคในแต่ละประเภทไว้ แล้วจ่ายให้มากหรือน้อยตามแต้มของโรคนั้นๆ ซึ่งวิธีนี้ถูกนำมาใช้กับผู้ปวยในที่ต้องนอนโรงพยาบาลแทบทุกโครงการ

ที่ผ่านมาทั้งประกันสังคม และ 30 บาทรักษาทุกโรค ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พยายามทำให้เป็นระบบเหมาจ่ายรายหัวเพื่อเป้าหมายที่ต้องการควบคุมต้นทุน แต่ในทางปฏิบัติพบว่า 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ใช้เงินน้อยมากในตอนเริ่มโครงการ ก็มีแรงกดดันที่ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้งบเพิ่มขึ้นพอสมควรจากเดิมที่เริ่มในปี 2545 ที่ 1,200 บาท/คน ผ่านไป 15 ปี เพิ่มเป็น 3,000 บาท/คน

ในขณะเดียวกันช่วงแรกที่เริ่มโครงการ 30 บาทฯ นั้น สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเป็นโครงการที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเร็วมาก ซึ่งสาเหตุหลักน่าจะเกิดจากการจ่ายเงินตามบริการจริง ไม่มีแรงจูงใจให้แพทย์และผู้ป่วยเลือกวิธีการรักษาที่มีต้นทุนต่ำ โดยแพทย์มักเลือกวิธีที่ดีที่สุด

เพราะคิดว่าคนไข้ไม่ต้องรับภาระ โรงพยาบาลก็สามารถเบิกได้เต็มที่กับกรมบัญชีกลาง และโรงพยาบาลก็มักมีกำไรจากการใช้ยาราคาแพง ทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวในระยะเวลาไม่กี่ปี อยู่ในระดับ 6 หมื่นล้านบาทมานานหลายปีแล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม เห็นได้ว่าช่วงเกือบสิบปีหลังนี้งบส่วนนี้ไม่เพิ่มขึ้นเร็วเหมือนสมัยก่อน เพราะกรมบัญชีกลางนำ 2 มาตรการมาควบคุมค่าใช้จ่าย คือ 1.ระบบการจ่ายเงินตามชนิดและความรุนแรงของโรค มาใช้กับผู้ป่วยในที่นอนโรงพยาบาล ซึ่งเมื่อนำระบบนี้มาใช้กับสวัสดิการข้าราชการ ก็เริ่มเห็นว่าโรงพยาบาลเปลี่ยนมาใช้ยาที่ผลิตในประเทศกับผู้ป่วยใน

2.มีการนำระบบการร่วมจ่ายมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกรณีหลังมักจะได้ยินข่าวเรื่องความพยายามให้ผู้มีสิทธิ 30 บาทร่วมจ่าย ซึ่งมีเสียงคัดค้านมาก แต่ในระบบสวัสดิการข้าราชการ การร่วมจ่ายไม่ค่อยมีเสียงค้านมาก เพราะคนกลุ่มนี้เห็นว่ายังได้รับบริการที่ดีกว่ากลุ่มอื่น

ด้วยสองมาตรการนี้ ทำให้งบสวัสดิการข้าราชการช่วงหลังจึงไม่ได้เพิ่มขึ้นจาก 6 หมื่นล้าน/ปีมาก เช่น ในปัจจุบันที่มีการเสนอข่าวว่า งบประมาณสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มขึ้น 2,000 ล้าน/ปี ถือได้ว่าเป็นเรื่องเล็กมากเมื่อเทียบกับอดีตที่งบนี้เคยเพิ่มมากกว่าร้อยละ 10 ต่อ/ปี

วิโรจน์ กล่าวอีกว่า ส่วนแนวคิดเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพนี้ ควรจะเป็นบทบาทของเอกชนหรือรัฐนั้น ต้องดูว่าใครจะทำเรื่องเหล่านี้ได้มีประสิทธิภาพมากกว่า และระบบประกันเอกชนมีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้มากเท่ารัฐหรือไม่

เนื่องจากทั่วไปแล้วการประกันสุขภาพนั้น รัฐมีโอกาสที่จะทำเรื่องนี้ได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเอกชน เนื่องจากรัฐไม่ได้ต้องกีดกันใคร จึงสามารถครอบคลุมคนได้ทั่วถึง และการที่ไม่ต้องกีดกันก็ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ต้องพาคนไปตรวจสุขภาพเวลาเข้ามาสมัคร ทำให้กองทุนหลักประกันสุขภาพในประเทศต่างๆ มักพึ่งระบบรัฐเป็นหลัก ขณะที่ประเทศที่ใช้ระบบประกันเอกชนเป็นหลักอย่างสหรัฐมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าในยุโรปและแคนาดามาก

ประเด็นใหญ่ที่สำคัญอีกเรื่องคือ ระบบประกันเอกชนพร้อมรับความเสี่ยงถึงที่สุดหรือไม่ เพราะหากดูกรมธรรม์ด้านประกันสุขภาพของบริษัทประกันเอกชนต่างๆ ในไทย จะเห็นได้ว่าจะมีกำหนดเพดานขั้นสูงไว้ทั้งสิ้น และอาจมีข้อกังวลว่าถ้าหากบริษัทที่เข้ามารับดูแล รวมทั้งบริษัทที่รับประกันต่อไม่มีความมั่นคงทางการเงินมากพออาจทำให้มีความเสี่ยงได้

เพราะหากมีโรคระบาดรุนแรงในบางปี และบริษัทประกันที่ได้เงินตามระบบเหมาจ่ายรายหัว อาจพยายามคุมค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ ซึ่งอาจนำไปสู่การรักษาที่ต่ำกว่ามาตรฐาน หรือมีภาคปฏิบัติที่เป็นการลิดรอนสิทธิของข้าราชการก็เป็นได้ ซึ่งในระบบของรัฐนั้น เมื่อมีค่าใช้จ่ายสูงกว่างบที่ตั้งรัฐก็สามารถดึงเงินส่วนอื่นมาช่วยได้ แต่เอกชนอาจมีข้อจำกัดมากกว่าในด้านนี้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องความสะดวกในการเคลมประกัน ซึ่งที่ผ่านมาเห็นได้ชัดจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถ ที่ใช้บริษัทประกันเอกชนทั้งหมด ซึ่งในบางปีเงินที่บริษัทจ่ายให้ผู้เสียหายตกประมาณครึ่งเดียวของเงินที่เก็บเข้ามา โดยเมื่อเกิดอุบัติเหตุในหลายกรณีก็มีประเด็น

ส่วนเรื่องเคลมประกันยาก เนื่องจากผู้ที่มีสิทธิประกันภัยจากรถมักมีสิทธิอื่นอยู่ด้วย ทำให้ในหลายกรณีแพทย์และผู้ป่วยหันไปใช้สิทธิอื่น รวมถึงสิทธิหลักของภาครัฐที่เคลมง่ายกว่า

นอกจากนี้ ในกรณีที่มีเรื่องร่วมจ่ายขึ้นมาด้วยนั้น ก็ยิ่งมีพื้นที่สีเทาในการตีความมากขึ้นว่า ประกันจะจ่ายเท่าไหร่ และข้าราชการควรจ่ายเองเท่าไหร่ และสิทธิในการตัดสินใจอยู่ที่ใคร ดังนั้นถึงแม้ว่าประเทศไทยมีระบบรัฐที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ

แต่ที่ผ่านมายังไม่เห็นข้อเสนอของภาคเอกชนว่าจะมาช่วยแก้เรื่องไม่มีประสิทธิภาพของรัฐ และจะสามารถรักษาสิทธิประโยชน์และคุณภาพไม่ให้ด้อยกว่าสิ่งที่รัฐทำ แต่จะทำได้ในราคาถูกกว่าได้อย่างไร ในขณะที่ยังมีข้อกังขาอยู่ว่า ถ้าหันไปใช้ระบบประกันภัยเอกชนแล้ว จะมีหลักประกันอะไรว่าจะไม่มีปัญหาแบบที่เคยเกิดขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

วิโรจน์ ระบุว่า ขณะนี้ข้อเสนอทั้งหมดเหมือนจะมาจากภาครัฐ ซึ่งยังไม่มีรายละเอียดอะไรมากกว่าการบอกว่าจะโอนเงินก้อนไปให้บริษัทประกันเอกชนแบ่งกันดูแล และบริษัทเอกชนจะต้องไปทำประกันต่อกับบริษัทในต่างประเทศ และคำโฆษณาที่รัฐบาลบอกว่าให้เอกชนทำแล้วข้าราชการจะได้สิทธิเหมือนเดิม โดยสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในวงเงิน 7 หมื่นล้านบาทไปเรื่อยๆ เป็นสิบปีนั้น

จึงยังมองไม่เห็นว่าจะทำได้อย่างไร เพราะถ้าดูจากต่างประเทศ ทุกประเทศมีค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากสองส่วนหลักๆ คือ เทคโนโลยีที่ดีขึ้น และโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุที่มากขึ้น ซึ่งแม้ว่าเอกชนอาจช่วยอุดการรั่วไหลได้บ้าง แต่ก็น่าจะทำได้จำกัด และในที่สุดแล้วในระบบที่มีเงินเฟ้อ การบีบให้เอกชนใช้เงินเท่าเดิมคงจะกระทบสิทธิแน่นอน

เพราะการให้สิทธิประโยชน์เท่าเดิมหรือดีกว่าด้วยวงเงินเดิมไปอีกเป็น 10 ปีนั้น คงจะไม่มีใครทำได้ ยิ่งถ้าจะยอมให้ข้าราชการสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ได้ด้วยแล้ว คงจะต้องยอมให้มีค่าใช้จ่ายของระบบเพิ่มขึ้นในอนาคต

ผู้อำนวยการวิจัยด้านสาธารณสุขฯ ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า เป็นเรื่องที่ดีที่กระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลางตระหนักถึงข้อจำกัด แต่วิธีนี้ไม่ได้เป็นทางออกเดียวที่มีอยู่ กระทรวงการคลังอาจใช้บริการของ สปสช. หรือสำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพ (สกส.) หรือ แม้แต่จ้างบริษัทประกันเอกชนเข้ามาช่วยบริหาร และนำความรู้และเทคนิคที่เขามีมาช่วยอุดช่องโหว่ของระบบ

โดยไม่จำเป็นต้องเอาเงินทั้งหมดไปซื้อประกันจากบริษัทเอกชนที่ยังไม่มีผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ หรือแม้แต่มีข้อเสนอที่ชัดเจนว่าจะทำได้ดีกว่าภาครัฐ และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายหรือไม่โดยที่ยังสามารถรักษาสิทธิและคุณภาพของบริการที่ข้าราชการและครอบครัวเกือบ 5 ล้านคนได้อย่างทัดเทียมกับสิ่งที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน

 

ถึงเวลาติดดาบเอาผิด มหา’ลัยพร่องจริยธรรม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มกราคม 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/473722

ถึงเวลาติดดาบเอาผิด มหา’ลัยพร่องจริยธรรม?

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

“มหาวิทยาลัยทุกแห่งมี พ.ร.บ.เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะในกำกับรัฐหรือของเอกชน มีอำนาจหน้าที่บริหารจัดการตัวเอง เป็นไปตามแนวคิดเมื่อ 15 ปีก่อนที่มองว่า สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งเป็นเหมือนคนดี ที่เมื่อมีเกณฑ์มาตรฐานแล้ว ทุกแห่งก็จะนำไปปฏิบัติเหมือนๆ กัน แล้วหากที่ไหนไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้จะทำอย่างไร ก็ต้องตอบว่า ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีบทลงโทษกำหนดไว้”

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิด “การตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาลในรั้วสถาบันอุดมศึกษา” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมปัญญาชน ทำหน้าที่ผลิตบุคลากรเพื่อเป็นกำลังขับเคลื่อนประเทศในอนาคต ตามที่ สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ระบุ

เหตุที่ต้องมีการตั้งคำถามเรื่องนี้ เนื่องจากปีที่ผ่านมาพบปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื้อรังจน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) เข้าไปกำกับดูแล

13 ก.ค. 2559 มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ซึ่งได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมเพื่อเข้าไปเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านต่างๆ

ในเวลาไล่เลี่ยกัน มีมหาวิทยาลัยอีก 2 แห่ง ที่ถูกใช้มาตรา 44 ในการเข้าไปแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาล คือ มหาวิทยาลัยบูรพาไร้ซึ่งอธิการบดีมายาวนานกว่า 6-7 ปี เกิดการฟ้องร้องและความแตกแยกในสถาบัน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก มีปัญหาความขัดแย้งภายใน

เลขาธิการ กกอ. เล่าว่า ปัญหาธรรมาภิบาลที่พบในสถาบันอุดมศึกษา ส่วนใหญ่จะเป็นความขัดแย้งระดับผู้บริหาร อย่างสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดี ผู้มีอำนาจในการบริหารงานมหาวิทยาลัยที่เป็นอิสระ เป็นปัญหาเรื่องคน ความขัดแย้งเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงาน อำนาจ และผลประโยชน์

“ที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนปัญหาในสถาบันอุดมศึกษามากมาย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า 50% ของเรื่องที่ร้องเรียนเป็นเรื่องที่ไม่มีมูล หรือเป็นเพียงการร้องเรียนเพื่อกลั่นแกล้งกัน และใน 50% ที่เป็นเรื่องที่มีมูล มีเพียง 25% เท่านั้นที่นับว่าเป็นปัญหาจริงๆ เพราะหลายเรื่องเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยแก้ไขกันเองเป็นการภายในได้ เพราะมีอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว

แต่ละเดือนมีปัญหาร้องเรียนมาที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) หลายร้อยเรื่อง ช่องทางการร้องเรียนของรัฐนั้นไม่แยกว่าเรื่องไหนจริง ไม่จริง เราต้องเข้าไปตรวจสอบทั้งหมด

ปัญหาที่พบมาก เช่น เรื่องของผู้สอนที่ไม่มีคุณสมบัติตรวจวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา ถ้าไม่มีการร้องเรียน เราก็ไม่มีทางรู้เรื่องเลยว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละแห่งบ้าง นักศึกษาทั้งหมดแต่ละปี มีประมาณ 2 ล้านกว่าคน มีมหาวิทยาลัย 155 แห่ง ถ้ามีการจัดการเรียนการสอนที่ต่ำกว่าเกณฑ์เกิดขึ้น เราทำได้แค่เข้าไปตักเตือน ไปขอความร่วมมือ บอกให้ไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น หรือหากไปตรวจตามที่มีการร้องเรียนและพบว่าสถาบันนั้นๆ ผิดจริง สิ่งที่เราหวังได้ก็คือ สถาบันนั้นจะเกิดความละอาย กลับไปแก้ไขให้ถูกต้อง”

เลขาธิการ กกอ. ระบุว่า ปัญหาธรรมาภิบาลและจริยธรรมในการบริหารสถาบันอุดมศึกษาเป็นเรื่องที่สภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งต้องตระหนัก กรณีที่มีการร้องเรียนจากนักศึกษาจีนที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชน 3 แห่ง ในเรื่องปัญหาเชิงคุณภาพ การเรียกรับผลประโยชน์แลกกับผลการเรียน รวมไปถึงพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริตส่งผลเสียหายต่อคุณภาพการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทย แต่กรณีดังกล่าวก็ถือว่าเป็นส่วนน้อยเท่านั้น

ปัจุบัน สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งมีหลักสูตรการเรียนการสอนรวมกันทั้งหมด 9,000 กว่าหลักสูตร ทั้งโครงสร้างและเนื้อหาเป็นเรื่องที่ สกอ.เข้าไปกำกับดูแลตามเกณฑ์มาตรฐานที่วางไว้ ที่พบเป็นปัญหามากที่สุด คือ การศึกษานอกสถานที่ตั้งของสถาบันอุดมศึกษา ทั้งเรื่องมีสถาบันบางแห่งไม่มีสถานภาพเป็นศูนย์นอกสถานที่ตั้งและที่พบมากที่สุดคือเรื่องคุณภาพ เรื่องผู้สอนไม่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด เรียนจบไม่ตรงสาขา โดยพบว่ามีการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งที่ไม่มีคุณภาพสูงถึง 80%

“อีกประเด็นหนึ่งที่เรายกเลิกเกณฑ์กำกับไปเมื่อ 15 ปีก่อน และปัจจุบันกลายเป็นปัญหาในบางสถาบัน นั่นก็คือสัดส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษา เช่น ต้องจ้างอาจารย์ 1 คนต่อนักศึกษา 80 คน การยกเลิกเกณฑ์นี้ไปเมื่อปี 2547 ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการควบคุมคุณภาพการสอนตามมาในที่สุด

มีคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง บอกว่ารับนักศึกษามาแล้ว 3,000 คน เราถามว่า มีอาจารย์ผู้สอนกี่คน เขาก็บอกมาว่ามี 12 คน สิ่งที่เกิดขึ้นกับสถาบันดังกล่าว คือจัดการเรียนการสอนแบบ 1 : 600 แต่จากการตรวจสอบในรายละเอียดก็พบด้วยว่า แม้ผู้สอนจะมีคุณสมบัติตรงตามหลักสูตร แต่ในจำนวนอาจารย์ 12 คนนั้น 6 คน มีสถานะกำลังอยู่ในระหว่างไปเรียนต่อ ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่จริงตามที่ได้แจ้งไว้

เราพบอีกว่ามหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดบางแห่งเปิดสอนหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ โดยมีอาจารย์ผู้สอน 10 คน แต่รับนักศึกษาเข้ามาเรียนถึง 6,000 คน แม้จะพบว่าเป็นอย่างนี้ เราก็ทำอะไรสถาบันนี้ไม่ได้ เพราะไม่มีเกณฑ์เอาผิด แต่ละคณะวิชามีสภาวิชาชีพกำหนดสัดส่วนอาจารย์ เช่น คณะนิติศาสตร์นั้นต้องมีอาจารย์ต่อนักศึกษา 1 : 50 แพทย์ 1 : 4 พยาบาล 1 : 6 สิ่งเหล่านี้เป็นช่องโหว่ให้เกิดการหากินกับนักศึกษา เรื่องนี้เป็นปัญหาธรรมาภิบาลของสภามหาวิทยาลัย”

สุภัทร ระบุว่า มหาวิทยาลัยบางแห่งยอมทำผิดจริยธรรมเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ บางที่มีเบี้ยประชุมครั้งละ 1 หมื่นบาท นายกสภาฯ มีเงินรับรองสูงมาก ส่งผลให้เกิดการเอื้อผลประโยชน์กันในสภา เงินกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการโน้มน้าวให้เกิดการละเลยจริยธรรม

“สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจในการเปิดหลักสูตร เขาแค่แจ้งและให้เราตรวจสอบตอนแรกว่าหลักสูตรทำตามเกณฑ์ สกอ.แล้ว เฉพาะตอนขอเปิดหลักสูตร แต่เมื่อเปิดสอนจริงอาจจะมีการแอบเปลี่ยนแปลงในรายละเอียด เรื่องแบบนี้สภามหาวิทยาลัยเองก็อาจจะไม่รู้เพราะไม่เคยเปิดดูรายละเอียดคณะที่ขอเปิดเลยด้วยซ้ำ ขณะที่ สกอ.ก็ไม่มีทางรู้ได้เลย ถ้าไม่มีการร้องเรียนในเรื่องที่ว่านี้

ทำไมถึงอยากเปิดหลักสูตรหรือคณะวิชา เพราะระบบที่ออกแบบกันไว้ กำหนดให้เงินค่าลงทะเบียนเรียน 80% ตกเป็นของคณะ สมมติว่าคณะนั้นๆ ทำเงินได้ 100 ล้านบาท จะมีเงิน เพียง 20% เท่านั้นที่มอบให้ส่วนกลาง เพราะถือว่าคณะเป็นผู้หาเงินเอง รายได้ของมหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องส่งคืนคลัง เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ทำให้เกิดการรวมตัวเพื่อเปิดคณะวิชาเพื่อหาเงินโดยไม่สนใจคุณภาพ หนักกว่านั้นคือไม่ต้องเรียนก็จบการศึกษาได้ เพราะจ่ายค่าลงทะเบียนครบ การทำอย่างนี้คืออาชญากรการศึกษา ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าทำอย่างนี้จริงแล้วทำไม สกอ.จึงไม่มีอำนาจจัดการพวกเขาไปจากระบบการศึกษา ไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาอีก”เลขาธิการ กกอ. กล่าว

 

อนาคตประเทศไทยปี60 จับตาวาระ “คสช.” สู่โหมดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2560 เวลา 08:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/473529

อนาคตประเทศไทยปี60 จับตาวาระ "คสช." สู่โหมดเลือกตั้ง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ถือเป็นเรื่องน่าจับตาโดยเฉพาะทิศทางประเทศไทยในปี 2560 จะเดินหน้าไปอย่างไร และสามารถแก้ไขปัญหาที่สั่งสมค้างคามาเนิ่นนานได้หมดหรือไม่

วิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิเคราะห์ว่า ในเรื่องทางการเมืองถือว่าเป็นปีสุดท้ายของโรดแมป คสช.ได้แจ้งให้ทุกฝ่ายรับทราบว่า ปลายปี 2560 จะมีการเลือกตั้ง และตัวรัฐธรรมนูญเท่าที่ดูแต่ละเรื่อง โดยเฉพาะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เริ่มออกมา และประเด็นร้อนแรงสุดคือการเตรียมความพร้อมไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้จะไปผูกอีกกับหลายๆ เรื่อง

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นในตัวรายละเอียดของกฎหมายลูก รวมถึงเสียงค้านต่างๆ จาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน แต่เห็นด้วยกับหลายๆ ประเด็น และจะนำไปสู่บรรยากาศในการเตรียมความพร้อมไปสู่การเลือกตั้งอย่างไร เพราะเชื่อว่าทุกฝ่ายอยากให้มีการปลดล็อก เพื่อให้พรรคต่างๆ ได้เตรียมความพร้อมภายใต้กฎหมายลูกชุดใหม่ที่ออกมา

“ถ้า คสช.เองต้องการควบคุมทุกอย่างเอาไว้ไปถึงช่วงการเลือกตั้งตรงนี้จะนำไปสู่การวิจารณ์พอสมควรถึงตัวระบบการเลือกตั้ง หรือตัวการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น มีเสรีมากน้อยแค่ไหน เพราะช่วงนี้ทุกฝ่ายต่างจับตามองไม่ว่าจะเป็นต่างประเทศ พรรคการเมือง และหลายๆ ส่วนจะมองว่า คสช.มีท่าทีในการค่อยๆ ปลดล็อกหรือสร้างบรรยากาศในการนำไปสู่การเลือกตั้งโปร่งใส เป็นเสรี เป็นธรรม ได้อย่างไร ผมคิดว่าตลอดทั้งปี 2560 ที่เป็นประเด็นใหญ่ๆ จะเป็นเรื่องนี้”

อย่างไรก็ตาม แต่ที่น่าสนใจว่าถ้ามีการปลดล็อกแล้ว พรรคการเมืองจะหยิบอะไรขึ้นมาเป็นฐานการหาเสียง ซึ่งจะไปโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพราะรัฐบาลพยายามชี้ตลอดว่ามีความสำคัญ และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องเดินไปตามหลักเกณฑ์ตรงนี้

ส่วนประเด็นทางเศรษฐกิจ เรื่องใหญ่ คือ รัฐบาลจะสามารถทำการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน และสามารถนำเม็ดเงินเข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับเอกชนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทยได้หรือไม่ เพราะ 3 ปีที่ผ่านมา การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถือว่าทำได้ดีระดับหนึ่งถ้าดูจากตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ทว่า ทำอย่างไรให้เม็ดเงินลงทุนกระจายไปสู่รากหญ้า ไม่ควรเป็นนโยบายกระตุ้นระยะสั้นๆ เช่น ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระบบราง ช็อปช่วยชาติ เพราะไม่เห็นว่ากำลังการบริโภคที่เหือดแห้งลงไปในระดับล่าง ชนชั้นกลาง จึงเป็นคำถามท้าทาย ถ้าทำได้ตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้น แล้วเงินในกระเป๋าของคนทั่วๆ ไปจะรู้สึกดีขึ้นหรือไม่

ส่วนเรื่องทางสังคม ถือว่ารัฐบาล คสช.ประสบความสำเร็จในการทำให้กลุ่มเรียกร้องต่างๆ ลดบทบาทตัวเอง แต่มีประเด็นร้อนอื่น เช่น วัดพระธรรมกาย หรือกรณีน้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้รัฐถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะแก้ไขปัญหาแบบนี้ระยะยาวให้เกิดความพึงพอใจในเชิงโครงสร้างได้อย่างไร เพราะหมายถึงเสถียรภาพของรัฐบาลเองกับเวลาที่เหลืออยู่

ด้าน สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าปี 2560 น่าจะเป็นปีที่สังคมการเมืองไทยเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเต็มรูปแบบ เพราะเป็นโค้งสุดท้ายที่ คสช.ต้องถ่ายโอนอำนาจไปสู่การเลือกตั้ง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โครงสร้างอำนาจ กลไกสถาบันทางการเมืองที่ออกแบบตามรัฐธรรมนูญ จะเห็นรูปร่างหน้าตาชัดขึ้น

“ที่สำคัญจะเห็นภาพชัดขึ้นว่า คสช.จะคงอำนาจไว้ หรือตีตั๋วต่อมากน้อยขนาดไหนอย่างไร ทุกฝ่ายคงไม่กั๊กกันแล้ว พรรคการเมืองเองต้องเตรียมจัดทัพ จัดแถว เพื่อลงสนามเลือกตั้ง แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่น่าห่วง คือ ความขัดแย้งแตกแยกที่หลังรัฐประหาร 2 ปีกว่าที่ผ่านมา ผมคิดว่ายังไม่คลี่คลายเท่าที่ควร ยังเป็นลักษณะซ่อนรูปหลบฉาก โอกาสกลับมาเผชิญหน้าหรือทำให้บรรยากาศการเมืองตึงเครียดเกิดขึ้นอีกเป็นไปได้สูง”

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับมาตรการและแนวนโยบายปรองดอง คสช. ว่าปี 2560 จะส่งมอบสังคมการเมืองที่เปลี่ยนผ่านความปรองดองได้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องน่าคิด และอีกด้านหนึ่ง คือ เรื่องคดีความของบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเครือข่ายในคดีรับจำนำข้าวที่อยู่ในศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจมีความชัดเจนขึ้น และที่เป็นห่วงผลอาฟเตอร์ช็อกคดีความจะถูกใช้ไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองจากบางกลุ่มบางก้อน เกิดความไร้ระเบียบก่อนเลือกตั้ง หรือเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองอีกครั้ง ซึ่งยังเป็นเรื่องต้องจับตาใกล้ชิด

 

ธรรมกายกับวิกฤตสงฆ์ เร่งปฏิรูปผ้าเหลือง อย่าให้พระธรรมวินัยวิปริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 08:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/473289

ธรรมกายกับวิกฤตสงฆ์ เร่งปฏิรูปผ้าเหลือง อย่าให้พระธรรมวินัยวิปริต

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หลายคำถามเกี่ยวพันในวิกฤตศรัทธาต่อปัญหาที่เกิดขึ้นของวงการสงฆ์ปัจจุบัน นำมาซึ่งความแตกแยกขัดแย้งลุกลามบานปลายใหญ่โต จากกรณีคดีอื้อฉาว พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์ วัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาในคดี “ฟอกเงิน” และ “รับของโจร” สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จนเวลาล่วงเลยมาถึงวันนี้พระธัมมชโยยังคงลอยนวลทำกิจวัตรตามปกติภายในวัด แม้ฝ่ายรัฐเองจะมีแผนจับกุมก็ตาม

พฤติกรรมไม่เหมาะสมดังกล่าว ปรากฏสู่สายตาชาวพุทธทั่วโลก สร้างความเสื่อมศรัทธาไม่น้อย พระนักเทศน์นักธรรมชื่อดัง พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ มองปัญหาของวงการสงฆ์ในขณะนี้ว่า เรื่องการดำเนินคดีทางกฎหมายกับพระธัมมชโย เป็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง หรือรัฐบาลที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือคณะสงฆ์ โดยเฉพาะองค์กรปกครองสงฆ์ คือมหาเถรสมาคม (มส.) จะเข้ามาให้ความสำคัญในการจัดการปัญหาในวงการสงฆ์อย่างแท้จริง และจีรังยั่งยืนหรือไม่

พระไพศาล กล่าวว่า ปัญหาของวงการผ้าเหลืองถูกละเลยกันมาก รวมถึงความไม่ใส่ใจแก้ไข ทุกวันนี้พระสงฆ์กระทำผิดพระวินัยมากขึ้น ทำให้การปราบปรามจัดการไม่ไหว จึงตั้งข้อสังเกตว่า 1.คณะสงฆ์ไม่ใส่ใจเท่าที่ควร 2.แม้ใส่ใจก็ปราบไม่หมด และ 3.องค์กรและกลไกของคณะสงฆ์ไม่มีการปรับตัวให้สอดรับกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในคณะสงฆ์ที่ทำให้การแก้ปัญหาไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ รวมถึงการควบคุมปกครองพระสงฆ์ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยด้วย

โครงสร้างปกครองสงฆ์เช่นนี้ ทำให้ปัญหาลุกลามมากขึ้น เพราะเป็นรูปแบบการรวมศูนย์สู่ส่วนกลาง (มส.) และ ส่วนกลางเองไม่มีความสามารถพอจะแก้ปัญหาของพระสงฆ์ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศได้ นี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลไกหรือแขนขาของ มส. ได้แก่ เจ้าคณะระดับต่างๆ ทั่วประเทศ

“อย่างเจ้าคณะตำบลไม่มีคณะทำงานเพื่อดูแลและแก้ไขปัญหาของพระสงฆ์ พูดภาษาชาวบ้านเรียกว่าทำงานแบบวันแมนโชว์ (One man show) ถ้าหากเทียบกับการปกครองทางโลกก็จะมีคณะทำงาน ขณะเดียวกันการปกครองแบบรวมศูนย์จะทำให้เกิดการวิ่งเต้นใช้เส้นสายกันมากในวงการพระสงฆ์” พระไพศาล ระบุ

พระไพศาล ให้ความเห็นด้วยว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดของคณะสงฆ์ คือระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ที่ล้าหลัง พระสงฆ์จำนวนมากไม่มีความรู้ด้านพระธรรมวินัย ส่วนใหญ่ไม่สนใจสมาธิภาวนา เพราะพระผู้ใหญ่ขาดการส่งเสริม ทำให้พระจำนวนมากลุ่มหลงในวัตถุ หรือสิ่งยั่วยวนทางโลก ทำให้เกิดการประพฤติผิดทางพระธรรมวินัยมากขึ้น

“พระสงฆ์ส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจเรื่องพระธรรมวินัยจริงจังเท่าไรนัก ขณะที่องค์กรปกครองสงฆ์ก็ปล่อยปละละเลย ตัวอย่างกรณีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระลิขิตไว้ชัดเจนแล้วว่า พระธัมมชโยต้องปาราชิกขาดจากความเป็นพระสงฆ์ แต่มหาเถรสมาคมก็ไม่ได้ดำเนินการอะไรต่ออย่างจริงจังเลย แม้กระทั่งการนำกรณีนี้เข้าสู่กระบวนการของฝ่ายสงฆ์ตามพระธรรมวินัย ยังปล่อยปละละเลยมาจนปัจจุบัน ซึ่งมันไม่ควรจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น การปล่อยปัญหาล่วงเลย ทำให้ปัญหาลุกลามขยายใหญ่โต อย่างในอดีตช่วงปี 2549 พระธัมมชโยได้รับการถอนฟ้องไม่ต้องดำเนินคดี ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นข้อกังขาว่า ทำไมอัยการถึงถอนฟ้องได้ ในที่สุดแล้วธรรมกายก็เติบใหญ่ยิ่งกว่าเดิม” พระไพศาล กล่าว

พระไพศาล กล่าวว่า การเผยแพร่หลักปฏิบัติธรรมคำสั่งสอนของวัดพระธรรมกายเป็นเรื่องดีหากมีการเผยแพร่อย่างถูกต้อง แต่วัดพระธรรมกายทำให้คนเข้าใจพระพุทธศาสนาผิดเพี้ยน ถึงขั้นบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า หากวัดพระธรรมกายเป็นสำนักสงฆ์เล็กๆ ก็คงไม่มีปัญหาอะไรมากนัก แต่วัดนี้มีสำนัก สาขา มีสื่อโทรทัศน์ ขยายเติบโตไปทั่วประเทศ ดังนั้นจึงน่าเป็นห่วงเรื่องคำสอนของวัดพระธรรมกายที่ค่อยๆ เผยแผ่ควบคู่กับคำสอนผิดๆ ในพุทธศาสนา นี่คือสิ่งที่น่ากลัวมากในระยะยาว

เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต ระบุว่า วัดพระธรรมกายยังมีประเด็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้สนับสนุนและผู้เห็นต่างกับวัด มีกลุ่มการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากเรื่องศาสนาแล้ว ยังมีเรื่องของพวกพ้องทางการเมืองต่างหนุนต่างต่อต้าน จึงทำให้ความขัดแย้งไปข้องเกี่ยวกับการเมืองแล้วขยายตัวไป ทำให้การแก้ไขปัญหายุ่งยาก รวมถึงการแต่งตั้งพระสังฆราชด้วยเช่นกัน ในอดีตคนนอกวงการสงฆ์น้อยคนจะสนใจเรื่องการแต่งตั้ง ปัจจุบันคนสนใจกันมาก ซึ่งก็มีกลุ่มเห็นด้วยและต่อต้าน จึงทำให้ความขัดแย้งขยายตัวออกไป

อย่างไรก็ตาม การที่หลายฝ่ายมองว่าปัญหาวัดพระธรรมกายอาจทำให้พุทธศาสนาล่มสลายได้นั้น พระไพศาล ระบุว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น เพราะพุทธศาสนาในประเทศไทยตั้งมั่นมานานนับพันปีแล้ว ถ้าจะล่มสลายก็เพราะมีเหตุปัจจัยที่มากกว่านั้น หากชาวพุทธส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจและมีการปฏิบัติที่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า รวมทั้งมีการรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ให้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือถูกบิดเบือน พุทธศาสนาก็จะยังมั่นคงอยู่ได้ แม้จะมีกรณีวัดพระธรรมกายเกิดขึ้นก็ตาม

“เรื่องราวของวงการผ้าเหลืองในห้วงเวลา 1-2 ปีนี้ คงไม่ทำให้ศาสนาเกิดความหวั่นไหวสั่นคลอนได้ กระนั้นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือการทำให้พระธรรมวินัยให้วิปริต ซึ่งเป็นประเด็นที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) แห่งวัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม เคยกล่าวไว้ พุทธศาสนาจะเจริญมั่นคงได้เราต้องช่วยกันรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแค่มีวัดใหญ่โตสวยงาม หรือมีพระเป็นแสนๆ องค์ นั่นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะมีการรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง ถ้าไม่รักษาให้ถูกต้องแล้วมีการบิดเบือนต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นตัวการทำให้พุทธศาสนาเกิดความสั่นคลอนความมั่นคงของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง อาตมาคิดว่าอยู่ที่ตรงนี้มากกว่า”

เช่นเดียวกับเรื่องกระบวนการยุติธรรม พระไพศาล ให้มุมมองเรื่องนี้ว่า รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้คดีของพระธัมมชโยไม่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะถ้ากฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ เรื่องพระธัมมชโยควรจะจบไปแล้ว แต่ครั้งนี้เราปล่อยปัญหานี้ไว้นาน ขณะเดียวกันกระบวนการยุติธรรมเวลานี้ก็ไม่ทำให้คนรู้สึกว่ามีความบริสุทธิ์ยุติธรรม มีความเป็นกลาง มีความเที่ยงธรรม ฉะนั้นเวลามีคนบอกว่า ถูกกลั่นแกล้ง กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง แล้วมีคนเชื่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว นั่นสะท้อนถึงความอ่อนแอและความถดถอยของกระบวนการยุติธรรมไทย

ขณะเดียวกัน สังคมมองว่าพระสงฆ์ให้ความช่วยเหลืออุปถัมภ์กัน เกี่ยวกับเรื่องนี้ พระไพศาล ให้ความเห็นว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาของคณะสงฆ์ ทำให้สังคมมองว่าการแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ แทนที่จะยึดหลักพระธรรมวินัย ใช้ความถูกต้องเป็นหลัก กลับสวนทางกันคือเอาพวกพ้องมากกว่า ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เราเลือกพวกพ้องและละทิ้งความถูกต้องเป็นหลัก ก็น่าเป็นห่วงยิ่ง

ไม่ว่าปัญหาจะใหญ่ขนาดไหนต้องมีทางออก เช่นเดียวกับเรื่องของพระธัมมชโย พระไพศาล แนะทางออกว่า ต้องติดตามนำตัวพระธัมมชโยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และอย่านำการเมืองเข้ามาแทรกแซง สิ่งนี้ผู้เกี่ยวข้องต้องทำให้สังคมเห็นกระจ่างชัด ขณะเดียวกันก็ต้องทำความบริสุทธิ์ยุติธรรมให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงด้วย

 

‘สมคิด จาตุศรีพิทักษ์’มองเศรษฐกิจปีระกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/472988

'สมคิด จาตุศรีพิทักษ์'มองเศรษฐกิจปีระกา

โดย…อนัญญา มูลเพ็ญ

“โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์“รองนายกรัฐมนตรี ถึงมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแนวโน้มของปี 2560 ตลอดจนแนวนโยบายสำคัญที่จะขับเคลื่อน

พอใจเศรษฐกิจปี59 แม้ซึม โค้งสุดท้าย

“สมคิด” กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจซึมๆ ไปบ้างในไตรมาส 4 นี้เป็นเรื่องที่เรารู้อยู่แล้วว่าประเทศอยู่ในภาวะใด ประชาชนอาจไม่ได้อยู่ในช่วงที่จะจับจ่ายใช้สอยและท่องเที่ยวเท่าไร ตรงนี้เป็นเรื่องการบริโภคภายในเป็นตัวที่สำคัญ แต่เมื่อเวลาผ่านไปส่วนนี้จะเข้าสู่ภาวะปกติไม่ใช่ปัญหาใหญ่

ฉะนั้น ในไตรมาส 4 ปี 2559 ก็อาจคาดคะเนในเชิงบวกมากไม่ได้ แต่รัฐบาลก็พยายามจะใส่มาตรการต่างๆ ลงไป แต่เชื่อว่าทั้งปีออกมาน่าจะใช้ได้ 3% กว่าได้ เพียงแต่ 3% กว่าเท่าไหร่เท่านั้นเอง ซึ่งทางธนาคารโลกมองว่า 3.1% ซึ่งค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟ ส่วนปีหน้าเขาทำนายว่า 3.2% ก็ถือว่าดีมาก เพราะว่าปีที่แล้วเขาทำนายว่าปีนี้ได้ 2% แต่เราก็ขึ้นมาถึง 3.1%

เศรษฐกิจไทยประคองมาได้ถือว่าเก่งแล้วในสถานการณ์ที่การส่งออกเป็นแบบนี้ ถ้าการส่งออกดีขึ้น ระยะต่อไปอาจจะขึ้นไปถึง 4-5% แต่เมื่อการส่งออกยังเป็นแบบนี้ เราจึงต้องรีบรีฟอร์มให้สินค้าที่เรามีแข่งขันได้ เพราะตอนสินค้าที่เราเคยแข่งขันได้ เช่น เสื้อผ้าตอนนี้ไปอยู่ที่กัมพูชา เวียดนามหมดแล้ว ส่วนจะขยับไปสู่การผลิตสินค้าแบรนด์ด้วยตัวเองและด้วยต้นทุนที่ถูกโดยการปรับการผลิตไปใช้เครื่องจักร ถ้าเราจะแข่งจะต้องปรับตรงนี้

“เซนติเมนต์ของไตรมาส 4 ยังไม่แน่นหนาเท่าที่ควร แต่ทั้งปีแล้วถือว่า 3% แน่ แต่อัตรานี้เราต้องยอมรับว่าเม็ดเงินยังไม่ลงไปถึงรากหญ้า ยังไม่กระจายทั่ว เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขในปีหน้า ถามว่าพอใจไหม ผมถือว่าพอใจเพราะเราไต่ขึ้นมาจาก 0.8% มาเป็น 2.8% ในปีที่แล้ว และที่ 3% กว่าในปีนี้ ไม่มีที่ไหนทำได้แล้ว” สมคิด กล่าว

ข้อมูลชี้ทิศทางปีหน้าเป็นบวก

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดัชนีที่ทยอยเปิดเผยออกมาขณะนี้ ถือว่าชี้ไปทางบวก ยกตัวอย่างตัวเลขตลาดหลักทรัพย์ ทั้งผลประกอบการมูลค่าการซื้อขาย ดัชนี ผลตอบแทนตอนนี้สูงสุดในอาเซียน แสดงว่าความมั่งคั่งเกิดขึ้นจริง แต่ประเทศที่ประสบความสำเร็จจะต้องผลักสิ่งที่กระจุกอยู่นี้ให้กระจายลงไปให้ได้ ซึ่งอยู่ๆ ภายในพริบตาใครก็ทำไม่ได้ เป็นหน้าที่รัฐบาลที่ต้องทำกลไกให้ลงไป อันนี้คือการรีฟอร์มที่รัฐบาลจะทำให้ต่อเนื่องในปี 2560

ข้อมูลการส่งออกเดือน พ.ย.ก็ออกมาบวกได้ 10% เพราะญี่ปุ่นดีขึ้น และล่าสุดก็มีการคาดมาแล้วว่าญี่ปุ่นจะโตสูงขึ้น ทำให้การนำเข้าจากไทยมีสูงขึ้น การทรุดตัวของจีนก็ชะลอ ส่วนสหรัฐผมเชื่อว่าประธานาธิบดีคนใหม่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นเพราะระยะยาวยังต้องดูต่อ ถ้าระยะสั้นและกลางดีขึ้น 3 ประเทศนี้จะทำให้การส่งออกของประเทศในเอเชียดีขึ้น แม้ถ้าสหรัฐ กีดกันการค้าจากจีนก็เป็นโอกาสของไทย แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะทำ ดังนี้ ทั้ง 3 ตลาดจะทำให้การส่งออกดีขึ้นและการส่งออกมีมูลค่า 70% ของจีดีพี ถ้าโตได้สัก 1-2% ก็ถือว่าดีและช่วยเศรษฐกิจในปีต่อไปมากแล้ว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของการบริโภคก็คาดว่าจะดีขึ้น เพราะประการแรก โครงการต่างๆ เริ่มออกแล้ว ซึ่งจะทำให้เอกชนไทยตัดสินใจลงทุนหลังจากรอดูสถานการณ์มานาน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ ซึ่งจะส่งผลถึงอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่อง เช่น การก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ เงินจะเริ่มไหล ล่าสุดสภาหอการค้าไทยได้มีการติดต่อเข้ามาขออายุมาตรการสนับสนุนการเร่งลงทุนที่จะหมดอายุสิ้นปีนี้ นั่นแสดงว่าเอกชนเริ่มมั่นใจ แต่มาตรการนี้จะต่ออายุให้หรือไม่นั้นจะต้องหารือ รมว.คลัง ก่อน

ขณะนี้ถือว่านักลงทุนเกิดความมั่นใจ ความไม่แน่นอนทางการเมืองไม่มีแล้ว ถ้าเอกชนไทยตัดสินใจลงทุนแล้ว ต่างชาติก็จะตามมาเลย แล้วจะทำให้ตัว I หรือการลงทุนในภาพรวมดีขึ้น

“มองภาพแล้วปีหน้าจะดีขึ้น ไม่แย่กว่าปีนี้ สินค้าเกษตรก็จะดีขึ้นตามราคาการส่งออก แต่ก็ประมาทเรื่องของภัยธรรมชาติไม่ได้ แต่แม้ปีหน้าจะดีขึ้น เราก็ไม่ได้พอใจเพียงเท่านี้ แต่รัฐบาลจะเดินหน้าเพื่อรีฟอร์ม” สมคิด กล่าว

ผลักดันเอกชนนำขับเคลื่อนการเติบโต

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความมั่นใจว่า ปีหน้าการลงทุนมาแน่นอน เพราะนอกจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แล้ว ยังมีเงินก้อนแรกที่ออกมาแล้วแน่ คือ งบประมาณกลางปีจำนวน 1 แสนล้านบาท ที่จะลงไปเพื่อการลงทุนในกลุ่มจังหวัด อันนี้ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่คิด ขึ้นมาใหม่ แต่อยู่ในหัวผมมานานแล้ว เพราะมองการขับเคลื่อนประเทศจะต้องขับเคลื่อนโดยยุทธศาสตร์กลุ่มโดยไม่ต้องอาศัยการพัฒนาจากส่วนกลาง เช่น กลุ่มจังหวัดอย่าง จ.เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ น่าน กลุ่มจังหวัดอันดามัน เหล่านี้มีความเกาะเกี่ยวกันในเชิงยุทธศาสตร์

ถ้ามีงบประมาณก้อนนี้มา และเป็นงบประมาณในเชิงลงทุนด้วย ตรงนี้เป็นหมากแรก เรารู้ว่าปีหน้าไม่มีคำว่าทรุด แต่ว่าเราต้องเร่งผลักดันการรีฟอร์ม และจะต้องผลักดันให้เอกชนลงทุน เป็นช่วงเวลาที่เขาต้องเริ่มแสดงบทบาท เอกชนจะต้องนำ แล้วรัฐบาลเป็นคนอำนวยความสะดวก มองกลับไปก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ การลงทุนมีสัดส่วนถึง 40% ของจีดีพี ผ่านมา 15 ปี ยังอยู่ที่ 20% ของจีดีพีเท่านั้น ไม่สามารถกลับไปสู่ที่เก่าเพราะการเมืองมีปัญหา ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกคนเอาความชัวร์ไว้ก่อน หรือไม่ก็ไปลงทุนเมืองนอกแทน

ลงทุนอีอีซี ยกระดับคลัสเตอร์เป้าหมาย

สมคิด กล่าวว่า ส่วนถัดมาที่จะเดินหน้าการปฏิรูปต่อเนื่อง คือ การลงทุนตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้ไทยเป็นทั้งศูนย์กลางการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงและการขนส่ง และที่จะเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ Innovation Hub หรือ EECI เป็นพื้นหน่วยสนับสนุนด้านนวัตกรรม

นอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญตามแนวทางประชารัฐ โดยการดึงมหาวิทยาลัยเข้ามาสนับสนุนด้านการวิจัย แต่ดึงให้บริษัทขนาดใหญ่เข้ามาเป็นหัวหอกหลักในการพัฒนาแต่ละคลัสเตอร์เอื้อให้เกิดสตาร์ทอัพที่เกี่ยวเนื่องขึ้นมา

 

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ลุยงานใหญ่ปั้น SME

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 08:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/472080

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ลุยงานใหญ่ปั้น SME

โดย…อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

ชื่อของ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ถูกปรากฏในรายชื่อการปรับคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีรอบล่าสุด ซึ่งได้รับโอกาสให้เข้ามานั่งเก้าอี้ รมช.พาณิชย์ ภายใต้โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลคาดหวังจะให้เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะการดูแลผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดย รมช.พาณิชย์คนใหม่ ได้คลุกคลีอย่างคร่ำหวอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจจนเข้ามาสู่แวดวงการเมืองในปัจจุบัน

“การผลักดันเศรษฐกิจภายในประเทศนั้น คือจะต้องมองว่าจะมาสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างไร การสร้างพัฒนาเอสเอ็มอีอย่างไรถือเป็นงานหลัก โดยในช่วงก่อนที่จะเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมจนมานั่งตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ปัจจุบันนั้น เคยได้ก่อตั้งสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ซึ่งขณะนั้นมีการรวมตัวเอสเอ็มอีกันอยู่ แต่ว่ายังมีจุดรวมที่น้อยอยู่ จึงได้ก่อตั้งสมาพันธ์เอสเอ็มอีขึ้นมา มีสมาชิกทั่วประเทศ ทุกจังหวัด และยังเคยเป็นบอร์ดสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ทำให้ผมได้มีโอกาสทำงานเกี่ยวกับเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง” สนธิรัตน์ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สำหรับงานที่สนธิรัตน์ได้รับมอบหมายจากการแบ่งงานของ รมว.พาณิชย์ ประกอบไปด้วย กรมการค้าภายใน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นงานเดิมที่ รมช.พาณิชย์คนเดิม คือ สุวิทย์ เมษินทรีย์ ดูแลอยู่แล้ว แต่ที่แตกต่างออกไป คือ สนธิรัตน์ยังได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านพาณิชย์จังหวัด เพื่อให้การทำงานทั้ง 3 กรมนั้น ซึ่งดูแลงานภายในประเทศจะได้มีกลไกในการขับเคลื่อนมากขึ้น

“ถ้าพูดถึงเอสเอ็มอีแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะเป็นปลายน้ำของกระบวนการสร้างเอสเอ็มอี เพราะกระทรวงพาณิชย์อยู่กับงานด้านการพัฒนาด้านการตลาด ซึ่งถือเป็นบทบาทสำคัญในการพัฒนาเอสเอ็มอี เพราะว่าภาคตลาดจะเป็นตัวบอกว่าจะกลับไปสู่พัฒนาสินค้าได้อย่างไร จะไปสู่การพัฒนาตัวบรรจุภัณฑ์ได้อย่างไร หรือจะเป็นตัวตอบว่าจะไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่จะพัฒนาให้เกิดการแข่งขันได้อย่างไร ดังนั้นบทบาทการพัฒนาเอสเอ็มอีของกระทรวงพาณิชย์ ต้องเป็นแกนหลักในการพัฒนาปลายน้ำ เพื่อสะท้อนกลับไปสู่กลางน้ำของกระทรวงอุตสาหกรรม แล้วสะท้อนไปสู่ต้นน้ำของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” สนธิรัตน์ อธิบาย

อย่างไรก็ตาม การเข้ามานั่งตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ สนธิรัตน์ตั้งเป้าหมายที่จะเชื่อมบทบาทต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำให้มากขึ้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งต้องการจัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอีให้มีการทำงานเชิงบูรณาการที่ไม่ใช่ว่าบูรณาการงบประมาณ แต่ต้องบูรณาการในเชิงการทำงานได้มากขึ้น เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเอสเอ็มอี

“ผมมีความตั้งใจที่จะให้เกิดการทำงานร่วมกันในระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งในต่างประเทศนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมกับกระทรวงพาณิชย์แยกกันไม่ได้ แต่ประเทศไทยแยกกันมานาน แต่ที่ถูกต้องแยกกันไม่ได้ เหมือนไก่กับไข่ต้องอยู่คู่กัน ดังนั้นเรื่องนี้ก็จะหารือกับ อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ว่าจะร่วมกันตรงนี้ได้อย่างไร และอาจจะปรับไปถึงบทบาทของ สสว. เพราะในมุมมองของผมน่าจะเพิ่มบทบาท สสว.เป็นตัวหลักในการจัดการบูรณาการแผนและยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเอสเอ็มอี รวมทั้งประเมินวัดผลเป้าหมายของการพัฒนาที่มีการใช้งบของรัฐต่างๆ บทบาทเหล่านี้ก็คงพูดคุยกันในการจัดบทบาท” สนธิรัตน์ กล่าว

สนธิรัตน์ ระบุว่า การจัดบทบาทมีความสำคัญ เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการพัฒนา เนื่องจากที่ผ่านมามีการใช้งบประมาณในการพัฒนาต่อเนื่อง แต่ถ้าการจัดบทบาทครั้งนี้ทำสำเร็จ จะช่วยลดการพัฒนาที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน แล้วไปเพิ่มการพัฒนาต่อยอด ถือเป็นประโยชน์มากขึ้น ดังนั้นเป็นส่วนที่ตนตั้งใจมาเชื่อมร้อยตรงนี้ให้ เและที่มอง สสว.ควรเป็นแกนหลัก เพราะ สสว.มีแผนการพัฒนาเอสเอ็มอีเหล่านี้อยู่แล้ว คือต้องมองเอสเอ็มอีในการพัฒนาให้เป็นวงจร เหมือนกับการให้ยาเม็ดเดียวไม่ได้ ต้องไปดูไลฟ์ไซเคิลตั้งแต่เริ่มเป็นสตาร์ทอัพ เริ่มเข้ามาสู่ขั้นตอนการเติบโต และพัฒนาไปสู่เอสเอ็มอีไซส์เอส ไซส์เอสเอส ไซส์เอ็ม

ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นการพัฒนาเอสเอ็มอีที่ปลายน้ำ คือการเข้าไปดูแลงานด้านการตลาด ถือเป็นบทบาทสำคัญเช่นกัน เพราะเมื่อเวลาถามว่าเอสเอ็มอีมีปัญหาด้านใดบ้าง มากกว่าครึ่งหนึ่งของเอสเอ็มอีทั้งประเทศจะตอบว่ามีปัญหาด้านการเงิน รองลงมาจากปัญหาการเงินคือปัญหาการตลาด ต่อมาจึงเป็นปัญหาการผลิต ปัญหาการบริหารจัดการ ปัญหาการจดทะเบียนต่างๆ ดังนั้นแกนหลักจริงๆ ของปัญหาเอสเอ็มอี คือ 2 ปัจจัยใหญ่ นั่นคือปัญหาการเงินและปัญหาตลาด

“บทบาทของกรมพัฒนาธุรกิจ เราต้องแบกรับปัญหาตลาด เพราะถ้าทำการพัฒนาเรื่องตลาดได้ดี ก็สามารถช่วยเอสเอ็มอีเข้มแข็งและแข่งขันได้ และยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันที่ตลาดได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะมีเรื่องอี-คอมเมิร์ซเข้ามาเป็นจุดเปลี่ยน การใช้แนวคิดตลาดแบบเดิมๆ คือ นำสินค้าวางขายห้าง หรือไปเปิดตลาด เป็นกลไกที่เก่าแล้ว แต่วันนี้มีกลไกใหม่ๆ ซึ่งเติบโตขึ้นและหนีไม่ได้ คืออี-คอมเมิร์ซ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของการทำงานภาครัฐด้วยเช่นกัน ในการทำให้สิ่งเหล่านี้ไปส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อย่างไร ให้เอสเอ็มอีมีหนทางการขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นงานของกรมพัฒนาธุรกิจที่ทำอยู่แล้วร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ” สนธิรัตน์ กล่าว

แม้ว่ารัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาให้มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศเกิดเยอะขึ้น ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็มองว่าเมื่อมีเอสเอ็มอีเกิดเยอะขึ้น ก็จะมีเอสเอ็มอีที่ตายมากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องมีการสร้างกลไกที่จะชะลอเอสเอ็มอีให้ตายช้าลง เพราะเมื่อเอสเอ็มอีตายช้าลงก็มีโอกาสที่เอสเอ็มอีเหล่านี้จะฟื้นตัวและก้าวไปสู่ผู้ประกอบการที่เข้มแข็งได้

“เอสเอ็มอีจำนวนเยอะคือสิ่งที่อยากเห็น เพราะสังคมผู้ประกอบการทั้งโลกก็เป็นแบบนั้น นั่นคือรัฐบาลส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ ธุรกิจใหม่ๆ ให้กระจายออกไป เมื่อเกิดมากขึ้นการล้มหายตายจากก็ต้องมากขึ้นเป็นเงาตามตัว จึงต้องมีกลไกในการอุ้มชูเอสเอ็มอีให้ตายช้าลง หรือต้องทำให้เกิดเยอะ ตายช้า เพราะการตายช้ามีโอกาสรอด คือบางทีเอสเอ็มอีต้องอาศัยประสบการณ์ อาศัยการอยู่ไประยะหนึ่งถึงอยู่รอด เหมือนเด็กเล็กที่ไม่สบาย ต้องช่วยประคองเพราะช่วยตัวเองไม่ได้ เหมือนกับเอสเอ็มอีเพราะถ้าอยู่ได้นานก็จะมีพัฒนาการและยืน 2 ขาได้” สนธิรัตน์ อธิบาย

อย่างไรก็ดี สนธิรัตน์ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้จีดีพีเอสเอ็มอีมีสัดส่วน 50% ของจีดีพีประเทศ จากปัจจุบันที่จีดีพีเอสเอ็มอีมีสัดส่วน 42% ของจีดีพีประเทศ เพราะในประเทศที่เจริญแล้ว จะมีสัดส่วนจีดีพีเอสเอ็มอี 50% ขึ้นไป ทำให้เศรษฐกิจประเทศไม่ได้พึ่งพิงรายใหญ่เท่านั้น ทิศทางเหล่านี้คือภาพใหญ่แล้วก็ต้องผลักดันการทำงานให้ไปสู่ทิศทางนี้ให้ได้

ขณะที่งานดูแลเรื่องราคาสินค้านั้น สนธิรัตน์มองว่ากระทรวงพาณิชย์มีกลไกอยู่แล้วในการจับตาดูแลราคาสินค้า อธิบายง่ายๆ คือถ้าราคาสินค้าปรับตัวไม่เป็นธรรม กระทรวงก็จะเข้าไปดูแล เพราะกรมการค้าภายในมีบัญชีสินค้าติดตามในการดูแลหลายร้อยรายการดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือความสม่ำเสมอคือการติดตามตรวจสอบดูแล และพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมใกล้ชิด และสร้างสมดุลต้นทุน

“ราคาสินค้ามี 2 เรื่องที่อยู่ในนั้น เรื่องแรก ราคาที่เป็นธรรมสอดรับกับกลไกการเพิ่มของต้นทุนหรือไม่ เป็นเรื่องที่จุับต้องได้ทางตัวเลข เช่น น้ำมันราคาขึ้นเท่านี้ จะกระทบราคาสินค้าเท่าไหร่ กลไกที่สองคือความรู้สึก บางครั้งไม่ได้แพงขึ้น อย่างขณะนี้ราคาหมู ไก่ ไข่ ไม่ได้แพงขึ้นมากว่า 2 ปี ผักก็ขึ้นลงตามฤดูกาล ลักษณะนี้เป็นการแพงขึ้นโดยความรู้สึก ต้องบริหารความรู้สึกของประชาชนด้วยการสื่อสาร และการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น ซึ่งเป็นงานหลักของรัฐบาลที่ทำอยู่แล้ว” สนธิรัตน์ กล่าว

ด้านการวัดผลการทำงานนั้น นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายกับทุกกระทรวงว่าปี 2560 เป็นปีที่ต้องการผลลัพธ์ เพราะ 2 ปีแรก เป็นปีแห่งการเข้ามาปรับฐาน ทำความสงบเรียบร้อย โดยปีแรกการปรับฐานได้เริ่มทำมาแล้ว ปีที่ 2 เป็นการปรับทิศทางและยุทธศาสตร์ของประเทศที่จะแข่งขัน โดยใช้จุดแข็งของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการปรับประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมใหม่รับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมโยงกันได้ทำไปมากในปีที่ผ่านมา ดังนั้นในปี 2560 เป็นปีที่ต้องเอาผลมาทำงานในเรื่องต่างๆ

“ส่วนที่ผมดูแลจะต้องเห็นผลการพัฒนาสอดรับกับการไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนาผู้ประกอบการไปสู่ 4.0 ที่ต้องแข่งขันมากขึ้น และให้มีความเข้มแข็ง ขยายตลาดเพิ่ม สร้างกลไกที่จะขายของปริมาณเท่าเดิม แต่ได้ราคาสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ต้องขยับ และต้องไปคู่กับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเมื่อเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) คือต้องไปด้วยกัน แยกกันไม่ออก เพราะเมื่อเพื่อนบ้านเศรษฐกิจดี ก็ส่งผลมาถึงไทยด้วย ที่จะค้าขายได้มากขึ้น มองให้เป็นตลาดเดียวกันด้วยการสร้างพาร์ตเนอร์ชิป หรือพันธมิตรร่วมกัน” สนธิรัตน์ทิ้งท้าย

 

หาคำตอบ “พรบ.คอมพ์ใหม่” เสรีภาพในโลกออนไลน์ยังเหมือนเดิม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 19:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/470848

หาคำตอบ "พรบ.คอมพ์ใหม่" เสรีภาพในโลกออนไลน์ยังเหมือนเดิม?

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

16 ธ.ค. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติ เห็นด้วย 168 ไม่เห็นด้วย 0 งดออกเสียง 5 ให้ผ่านร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … โดยรอประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไปใน 120 วัน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนเกือบ 4  แสนรายที่ร่วมกันลงชื่อผ่านเว็บไซต์ Change.org

ภายหลังเสร็จสิ้นการลงมติ “ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ” ที่ปรึกษากรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว  ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ โดยยืนยันว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ดีกว่าในอดีต ไม่ได้ทำให้การใช้งานอินเตอร์เน็ตของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ ลิดรอนปิดกั้นเสรีภาพ หรือแม้กระทั่งตกอยู่ในความไม่ปลอดภัย

มาตรา 14 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ปิดปากการตรวจสอบจากประชาชน ?

วันนี้แก้ไขชัดเจนแล้วว่ามาตรา 14(1) ไม่ใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาท คดีหมิ่นประมาทต่างๆ จะหายไป ที่มีคดีฟ้องร้องขึ้นสู่ศาลต่างๆ จะหายไปเลยประมาณ 50 เปอร์เซนต์ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จะว่าด้วยการปลอมแปลงตัวตน หรือปลอมแปลงเพื่อหลอกเอาทรัพย์สินอย่างเดียว ฉะนั้นไม่มีปัญหาแล้ว

ส่วนมาตรา 14(2) ก่อนหน้านี้มีความกังวลเกี่ยวกับคำว่า “การบริการสาธารณะ” เพราะเห็นว่ามันกำกวม ตีความกันว่า รัฐซึ่งเป็นฝ่ายให้บริการประชาชนแล้วประชาชนจะคอมเม้นท์แสดงความคิดเห็นไม่ได้ ทั้งที่โดยหลักคอมเม้นท์ได้อยู่แล้ว แต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เราก็ได้ตัดทิ้งคำว่าบริการสาธารณะออกไป ฉะนั้นที่กังวลไม่มีปัญหาแล้ว จบประเด็น เราสามารถวิเคราะห์ วิจารณ์ คอมเม้นท์ การให้บริการของภาครัฐได้ แนวคำพิพากษาที่ผ่านมาก็ชัดเจน ยืนยัน ที่ผ่านมาการวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่ 99 เปอร์เซ็นต์ยกฟ้องหมด แม้กระทั่งคดีที่มีการคอมเม้นท์ฝ่ายความมั่นคง ศาลก็ยกคำร้อง บอกว่าเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริต เพราะงั้นวิจารณ์ได้

เปิดช่องไม่ต้องใช้คำสั่งศาลในการเซนเซอร์ ปิดเว็บด้วยมาตรา 15 ?

ที่ผ่านมาบางคนตีความกฎหมายผิด มาตรา 15 จริงๆมีขึ้นมาเพื่อช่วยด้วยซ้ำ เดิมกฎหมายฉบับปัจจุบันก่อนผ่านสภา เจ้าหน้าที่มีอำนาจเอาผิดกับผู้ให้บริการอย่างเว็บไซต์ ผู้ให้บริการมือถือ ถ้าหากมีผู้ใช้เฟซบุ๊กส่งข้อมูลผิดกฎหมายผ่านระบบ ผู้ให้บริการอาจจะต้องรับผิดไปด้วย แต่มาตรา 15 ออกกฎกระทรวงว่า ไม่ผิดนะ ถ้าเราไม่รู้ เราเป็นเพียงท่อผ่านข้อมูล ไม่ผิดตามกฎหมาย จะผิดก็ต่อเมื่อ 2 กรณี คือ

1.เมื่อเราเป็นคนเลือกเอาข้อมูลเข้าไปใส่เอง 2.เมื่อมีแบบฟอร์มของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ระบุุชื่อนามสกุล เหตุพิพาทของผู้ร้องเรียนเเละใบเเจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถ้าใครเเจ้งเท็จก็โดนข้อหาไป แล้วส่งมาให้ผู้ให้บริการ เจ้าของเฟซบุ๊ก หรือผู้ให้บริการแต่ละราย ซึ่งจะเป็นคนกำหนดเองว่า จะเอาข้อมูลอันเป็นเท็จออกได้ภายในกี่วัน ตรงนี้ต้องมีการประชาพิจารณ์อีกทีอยู่ในกฎหมายลูกว่า ผู้ให้บริการแต่ละประเภทจะสามารถลบได้ภายในกี่วัน

จากนี้ผู้ให้บริการไม่ต้องห่วง ไม่มีปัญหา จะผิดก็ต่อเมื่อเราเลือกนำข้อมูลนั้นไปใส่เอง สมาคมผู้ดูแลเว็บต่างๆ ก็มีการซาวน์เสียงและเห็นด้วยกับกฎหมายตัวนี้และโอเคมากๆ ผมเป็นที่ปรึกษาของสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงว่าจะออกกฎหมายให้คนใช้มีปัญหา เรื่องนี้พูดง่ายๆ นะ เราไม่รู้ไม่ผิด การเผยแพร่จะผิดก็ต่อเมื่อเรารู้ว่ามันปลอมหรือเท็จ

มาตรา 20 ข้อมูลบุคคลอยู่ในอันตราย ?

มาตรา 20 คือการปิดบล็อกข้อมูล ทางผู้คัดค้านได้เอาคำว่า “มาตรการทางเทคนิคใดๆ” ไปบวกกับเอกสารของกระทรวงไอซีทีเมื่อต้นปี และสงสัยว่าเราจะเขียนประกาศต่อมาเพื่อใช้แอบดูข้อมูล ซึ่งผมขอยืนยันว่าไม่มี เพราะ พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้บอกว่าให้เราไปแฮก ไปเจาะข้อมูลได้ และถ้าเราไปเขียนประกาศสูงกว่า พ.ร.บ. มันก็เป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับใช้ในการกฎหมาย หรือ ถ้ารัฐบาลไปเจาะข้อมูลต่างๆ ก็เท่ากับรัฐบาลผิดตามมาตร 5 และ 7 และ 8 เรื่องการดักรับข้อมูล และในการประชุมกรรมาธิการก็ไม่เคยพูดเรื่องซิงเกิลเกตเวย์เลย  ข้อคัดค้านที่ผ่านมาเป็นการตีความไม่ถูกต้อง ใช้ข้อมูลเก่ามาบวกกับมาตรการทางเทคนิคใดๆ ซึ่งคำว่า มาตรการทางเทคนิคใดๆ ขออธิบายว่า ที่เขียนว่าใดๆ หมายถึงว่า ถ้าเป็นไลน์ก็หมายถึงวิธีการบล็อกแบบหนึ่ง หากเป็นเฟซบุ๊กก็แบบหนึ่ง เราถึงไม่สามารถเขียนได้ว่าต้องใช้โปรแกรม ก ข ค และไม่ได้หมายถึงว่าจะเป็นการถอดรหัส เพราะการถอดรหัสต้องมีคำสั่งศาลเท่านั้นตามมาตร 18

ขอยืนยันว่า ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตทั้งหมดไม่ได้ตกอยู่ในความไม่ปลอดภัย ไม่มีมาตราไหนทำอย่างนั้นได้ มาตรการทางเทคนิคใดๆ ที่มีคนคิดว่าเป็นการเอาตัวซอฟแวร์ไปใส่เป็นศูนย์กลางเพื่อไปดู ไปดูดข้อมูลจากคนอื่นมา อันนี้ไม่มี เพราะมันคือ ซิงเกิลเกตเวย์ ซึ่งเราทำไม่ได้ ส่วนเวลาเราไปจับกุมผู้กระทำความผิดก็จะต้องขอหมายนะ ทั้งหมายค้น หมายจับ และหมายในการเข้าถึงข้อมูล หากจะไป clone  คอมพิวเตอร์ clone  มือถือ ซึ่งหากศาลพิจารณาแล้วอนุมัติก็จะเขียนเลยว่า เจ้าหน้าที่ทำได้แค่ไหนและเรียกผู้ต้องหามาไตร่สวนด้วยถึงจะดำเนินการตามกฎหมายได้ เพราะงั้นถ้าภาครัฐเอามือถือเราไป clone ผิดกฎหมายมาตรา 5 และ 7 ต้องมีคำสั่งศาลถึงจะทำได้ ที่ผ่านมาตีความเอง ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง

ส่วนล่าสุดใน 20/1 ที่เพิ่งอภิปรายไป โควต้าของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ก็ได้ปรับเปลี่ยนจาก 5 เป็น 9 คน และ 3 ใน 9 คนต้องมาจากผู้แทนภาคเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อมวลชน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญอยู่ดีๆ บล็อกไม่ได้นะ เพราะศาลจะเรียกฝั่งตรงข้ามมาไต่สวนด้วยว่าคุณทำผิดจริงไหม ให้โอกาสชี้แจง

ข้อครหาที่ว่า ขยายอำนาจปิดเว็บ–ตั้งศูนย์บล็อกเว็บเบ็ดเสร็จ ?

ไม่มี ไปดูร่างล่าสุดที่ผ่าน สนช. บอกว่า ให้ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ จาก 5 เป็น 9 คน 3 ใน 9 คนต้องมาจากผู้แทนภาคเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อมวลชน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วมีการตั้งกรรมการย่อยต่อเนื่องอีกเป็นกลุ่มๆ ในแต่ละสายอีก ซึ่งยังไม่ได้กำหนดว่ากี่คน สมมุติมีเรื่องเกี่ยวกับสื่อสารมวลชนขึ้นมา ก็เอาคณะกรรมการด้านสื่อสารมวลชนทั้งหมดมาช่วยกันดู ถ้าเป็นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศก็ไปตั้งกลุ่มย่อยมาดู เวลาเกิดเรื่องอะไรเข้าข่ายกลุ่มไหน คณะกรรมการก็ไปดู ตรวจสอบเรียบร้อยเสร็จ ก็ต้องส่งต่อให้รัฐมนตรีตรวจอีกที ก่อนส่งให้ศาล ซึ่งไปถึงตรงนั้นแล้ว ศาลก็จำเป็นต้องเรียกฝ่ายตรงข้ามมาชี้แจงด้วย เพราะงั้นถ้ามีปัญหาขึ้นมาไม่ใช่แค่ 9 คน แต่คณะกรรมการย่อยต้องไตร่สวน พิจารณาอีก ก่อนไปถึง 9 คน และยังต้องผ่านรัฐมนตรีและศาลด้วย

แล้วเรื่องขัดศีลธรรม แต่ไม่ผิดกฎหมายล่ะ

ก็อย่างเช่นเฟซบุ๊กไลฟ์ฆ่าตัวตาย การต่อวงจรระเบิด สอนเด็กยิงคน โชว์ร้องเต้นยั่วยวนโหยหวนลักษณะเรื่องอย่างว่า พวกนี้มันไม่เหมาะสม และช่วงหลังการข่มขืนการกระทำชำเราเด็กมันเกิดขึ้นเยอะมาก ซึ่งเราเอาปัญหาพวกนี้มาเป็นโจทย์

ทุกคนไปกังวลว่าเรื่องการเมืองหรือเปล่า ยืนยันว่ามันใช้ไม่ได้ จุดมุ่งหมายคือเรื่องขัดความสงบสุข ความเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ซึ่งศาลเป็นคนชี้ วิธีการดู ดูง่ายๆ ว่าเจตนาเขาต้องการเลี่ยงกฎหมายหรือเปล่า อย่างร้องเพลง ไลฟ์ให้คนดู แต่ส่งเสียง อ่อ…อ๊า… แบบนี้ศาลมองว่าเลี่ยงกฎหมาย ศาลจะสั่งปิดอะไรแบบนั้น การเมืองไม่เกี่ยวเลย ตั้งแต่ปี 2549 เรื่องการคอมเม้นท์วิจารณ์ทางการเมืองไม่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว ไลฟ์ได้ แต่ขออย่าเป็นลักษณะบิดเบือนใส่ความ แต่นั่นก็ไปว่าเรื่องกฎหมายหมิ่นประมาท จุดมุ่งหมายเรื่องขัดศีลธรรมใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ มุ่งไปในภาคสังคมมากกว่า กฎหมายคอมพิวเตอร์ไม่ใช่กฎหมายควบคุมบังคับ แต่เป็นกฎหมายที่บอกว่า ให้ใช้คอมพิวเตอร์ยังไงให้ถูกต้องตามกฎหมาย

หลังจากวันนี้ไป การนำเสนอคอนเทนต์ต่างๆ เท่ากับเราไม่รู้ล่วงหน้าว่าถูกหรือผิด แต่ต้องให้คณะกรรมการมาตรวจสอบอีกที

ขึ้นอยู่กับจิตสำนักว่า ภาพโป๊ที่เราถ่ายไปโชว์ผิดหรือเปล่า สมมติคุณเฟซบุ๊กไลฟ์ตัวเองโป๊ ไม่ผิดกฎหมาย แต่ศาลจะเรียกคุณมาถามว่า ทำไปเพราะวัตถุประสงค์อะไร นี่คือสิ่งที่ สนช.ใส่เข้าไป

ดุลพินิจของคนรุ่นใหม่อาจไม่ตรงกับผู้ใหญ่หรือคณะกรรมการ

กรรมาธิการเลยให้ตั้งขึ้นมาเป็นส่วนๆ ไง อย่างเรื่องเกี่ยวกับสื่อ ก็ให้อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ดูแล ดูว่าแบบนี้เหมาะสมไหมกับสังคมไทย ไม่ใช่ให้คณะกรรมการกลั่นกรองมาตีเองหมด สมมติคณะที่เกี่ยวข้องบอกว่า นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว เรื่องแบบนี้ปกติในสังคมปัจจุบัน โอเคผ่าน เเบบนี้ก็จบ เเต่รัฐไม่ได้มองเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มันต้องขึ้นอยู่กับขนาดของผลกระทบที่เกิดจากการกระทำนั้นด้วย เช่น สอนวิธีทำระเบิด ถ้าเรื่องเล็กๆ ศาลคงไม่มานั่งไล่บล็อกหรอก

อย่างเน็ตไอดอลสาวบางคน โชว์เนินอกให้เห็นทุกวัน แต่ดุลพินิจของผู้โชว์เห็นว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นเสรีภาพ ส่วนแฟนเพจหลายๆ คนก็คอมเม้นท์อย่างไม่มีปัญหา แบบนี้จะตรงกับดุลพินิจของคณะกรรมการหรือเจ้าหน้าที่หรือเปล่า

ถ้าตำรวจเห็นว่าไม่เหมาะ ก็รวบรวมคลิปที่มีการกระทำ คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องก็เข้ามาดู มาตรวจสอบ หากส่งเรื่องไปถึงศาล ศาลก็เรียกผู้กระทำไปไต่สวนว่าเหตุที่ทำอย่างนี้เพราะอะไร ถ้าสุดท้ายศาลมองว่าไม่เสื่อมเสียศีลธรรม ไม่ผิดก็จบไป เพราะงั้นมันไม่ใช่อยู่ดีๆ ว่าเราเห็นอะไรไม่ถูกใจแล้วบล็อกได้เลย

ความเหมาะสมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ?

ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการที่ตั้งมาว่าแต่ละคนเป็นแบบไหน คิดอย่างไรกับเรื่องนั้น

กลไลควบคุมเฟซบุ๊กมีอยู่แล้ว หากใครเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ช่วยกันกดรีพอร์ต

มันปิดได้ไหมล่ะ ลองไปกดดูสิทำได้ไหม เฟซบุ๊กไลฟ์ยังขายของละเมิดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาเต็มไปหมดอยู่เลย

ใครหลายคนบอกว่าหลังจากนี้รัฐจะเห็นเราตลอดเวลา ทั้งในเฟซบุ๊ก ไลน์

นั่นน่ะสิ มันอยู่มาตราไหน ผมก็ งง มันทำไม่ได้อ่ะครับ ไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ใน พ.ร.บ.คอมฯ ถ้าทำได้มันต้องออกกฎหมายเรื่องการมอนิเตอร์ หรือ พ.ร.บ.ที่จะดักข้อมูลโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าทำอย่างนั้นจริงๆ ต้องเเก้มาตรา 5 7 เเละ 8 เพราะงั้นในตัวนี้ไม่มีเเน่นอน ผมกังวลเหมือนกันกับความเข้าใจผิด เพราะเราน่าจะสนในประโยชน์ที่จะได้จาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ดี เเต่กลายเป็นว่าเรากังวลโดยไม่สนใจเนื้อหาเลย ทุกวันนี้คนมองในเเง่ลบไปหมดเเล้ว

อย่างข้อความในเฟซบุ๊ก ถ้ารัฐจะแอบดู ต้องไปขอให้เฟซบุ๊กส่งข้อมูลมาให้ ซึ่งเฟซบุ๊กไม่ให้อยู่เเล้ว เพราะกฎหมายที่อเมริกาเขาเข้มมาก เเล้วคำสั่งของรัฐไทยไม่มีอำนาจบังคับข้ามประเทศ เเละอีกข้อถ้าจะทำต้องไปติด Sniffer โปรแกรมที่เอาไว้ดักจับข้อมูล ไปติดกับโอเปอเรเตอร์ทุกราย เเละ ISP ทุกราย เเล้วคิดดูว่าเขาจะปล่อยหรอ เป็นไปไม่ได้

สรุปว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้มีข้อดีมากกว่าที่ผ่านๆ มา?

ข้อดีเยอะมากนะ ตัวอย่างเช่น  1. เมื่อกฎหมายบังคับใช้ เรื่องสแปมจะหายไป เพราะคนที่ส่งข้อมูลสแปมมาให้เรา จะต้องขออนุญาตจากเรา ไม่เช่นนั้นผิดกฎหมายปรับสูงถึง 2 แสนบาท และนั่นหมายความว่า ค่าใช้จ่ายในการบล็อกสแปมจะลดลงไปเยอะมาก 2.เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ หรือผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตไม่ต้องกลัวว่าผิดกฎหมายอีกต่อไป เมื่อมาตรา 15 ระบุชัดว่า มันจะต้องทำด้วยตัวเองหรือว่าเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่แจ้งไปแล้ว 15 วันหรือ 30 วันแล้วแต่กำหนด ถ้าเราลบก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ผิดกฎหมายเลย

ขณะที่มาตรา 16/2 ที่บอกกันว่า เป็นการล้มประวัติศาตร์ก็ไม่จริง เรามุ่งหมายช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกเข้าใจผิด สมมุติคุณโดนฟ้องว่าลวมลามผู้หญิง หนังสือพิมพ์ลงข่าวพร้อมภาพไปทั่ว กูเกิลเสิร์ชก็เจอชื่อคุณ เเต่หากศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คุณไม่ผิด กูเกิลเสิร์ช ต้องลบออก แต่ไม่ใช่ลบประวัติศาสตร์ เพราะใช้เฉพาะกับคดีที่ฟ้องร้องขึ้นสู่ศาล และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ความมุ่งหมายของกฎหมายมาตรานี้ต้องการใช้กับเรื่องของเฟซบุ๊ก กูเกิล ข้อมูลที่ผิดกฎหมาย หลักคืออะไรที่ศาลชี้ว่ามันผิด มันไม่ควรอยู่ในนั้นเพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหาย

ทั้งหมดนี้คือคำให้สัมภาษณ์ช่วงเวลาสั้นๆ ของหนึ่งในที่ปรึกษากรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ที่มีต่อเสียงสะท้อนคัดค้านจากประชาชนเกือบ 4 แสนรายชื่อ

 

พรรคการเมือง ไม่สามารถฉีดยาเร่งได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 11:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/470811

พรรคการเมือง ไม่สามารถฉีดยาเร่งได้

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมืองในหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นจำนวนสมาชิกและการเก็บเงินค่าบำรุงพรรค ที่ถือเป็นเรื่องใหม่และดูจะขัดกับวัฒนธรรมการเมืองแบบไทยๆ ในฐานะพรรคการเมืองที่มีสมาชิกกว่า 2.7 ล้านคน องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ มองประเด็นต่างๆ ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้

“ในส่วนของประชาธิปัตย์ เราไม่ได้ต่อต้าน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งมีข้อเด่นอยู่หลายข้อที่จะแก้ปัญหาพรรคการเมืองไทยในอดีตที่ผ่านมา ข้อเด่น เช่น เปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคเข้ามามีส่วนในการกำหนดการบริหารงาน และการตัดสินใจของพรรคการเมืองมากขึ้น ตรงนี้เป็นเรื่องที่ดีในส่วนของประชาธิปัตย์พยายามทำมาตลอดอยู่แล้ว เมื่อนำมาใส่ใน พ.ร.บ.พรรคการเมืองก็น่าจะมีส่วนทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบัน”

อีกทั้งกฎหมายพรรคการเมืองฉบับนี้ บัญญัติไว้ชัดเจนว่าห้ามไม่ให้บุคคลที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองมายุ่งเกี่ยว ครอบงำ มีอิทธิพล ทำทุกสิ่งทุกอย่างกับพรรคการเมืองนั้น กรณีนี้เคยเกิดปัญหาขึ้นมาในอดีต กฎหมายนี้ก็ป้องกันไว้ รวมทั้งพยายามทำให้การเงินของพรรคการเมืองมีความโปร่งใสตรวจสอบได้มากขึ้น ตรงนี้เป็นเรื่องดี เพราะต้องพยายามไม่ให้พรรคการเมืองไปใช้เงินนอกระบบทั้งคนบริจาคเงินและการใช้จ่ายเงิน

จุดแข็งต่างๆ เหล่านี้เราเห็นด้วย ในส่วนของประชาธิปัตย์ไม่ได้ติเรือทั้งโกลน จุดเด่นเราก็บอก แต่ก็มีจุดที่เป็นข้อด้อยในทางปฏิบัติอยู่หลายส่วน ซึ่งได้เสนอความเห็นให้มีการปรับแก้ในหลายส่วน

องอาจ ระบุว่า จุดที่ควรแก้ไขคือการเก็บเงินค่าสมาชิกพรรค สำหรับพรรคที่มีสมาชิกไม่กี่คนก็คงไม่ยุ่งยาก แต่ต้องยอมรับความจริงว่า การเป็นสมาชิกพรรคการเมืองทำให้ตัวเขาเองต้องเสียสิทธิไปเยอะพอสมควร ทั้งไปรับราชการบางที่ก็ไม่ได้ เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอิสระไม่ได้ ในบางสมัยการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในยุคที่รัฐบาลใช้อำนาจโดยมิชอบ ก็มีการไปสอบสมาชิกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ไปกลั่นแกล้งข่มขู่คุกคามค่อนข้างมาก

“ตรงนี้มีอุปสรรคหลายด้านอยู่แล้ว หากไม่มีความคิดเห็นสอดคล้องกับพรรคนั้นจริงๆ ก็คงไม่อยากมีใครเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค ประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับการเก็บเงินค่าสมาชิก เราเก็บเงินปีละ 20 บาท เราพยายามบอก กรธ.ว่า แม้เราจะเก็บปีละ 20 บาท มีสมาชิก 2.7 แสนคน แต่เราก็เก็บได้ไม่ถึงแสนคน เขาอยากมีส่วนร่วมแต่ต้องดูลักษณะสังคมไทย”

องอาจ อธิบายว่า ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก พรรคเลยเสนอคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ขอให้มีสมาชิก 2 ประเภท คือ 1.สมาชิกพร้อมจ่ายค่าบำรุงพรรค 2.สมาชิกไม่พร้อมจ่ายค่าบำรุงพรรค โดยสมาชิกไม่จ่ายค่าสมาชิกมีสิทธิร่วมกิจกรรมพรรค แต่ไม่มีส่วนในการกำหนดการตัดสินใจร่วมกับพรรค หรือสิทธิเป็นกรรมการบริหารพรรค หรือพิจารณาผู้สมัคร

อีกประเด็นคือในมาตรา 44 เรื่องการซื้อขายตำแหน่งที่ใช้คำว่า หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคเรียกรับเงินเพื่อการแต่งตั้งบุคคลเข้ารับตำแหน่งต่างๆ แต่กลับคุมแค่นักการเมืองเท่านั้น ทั้งที่รัฐธรรมนูญใหม่กำหนดให้บุคคลที่ไม่ใช่นักการเมืองเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีได้ และตำแหน่งเหล่านี้มีอำนาจที่จะเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งได้มากกว่าด้วยซ้ำ

อีกประเด็นคือมีการกำหนดว่าเวลามีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค กับกรรมการบริหารพรรคต้องควบคุมดูแลสมาชิกพรรคไม่ให้ไปทุจริตเลือกตั้ง แต่ในทางปฏิบัติอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ เพราะ ไม่ใช่เรื่องง่ายท่ี่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจะไปควบคุมคนที่เป็นสมาชิกพรรคที่มีเป็นล้านๆ คนได้หมด

“แถมยังมีความเป็นไปได้อาจถูกฝ่ายตรงข้ามแอบส่งคนเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค เอาเงินมาสมัครสมาชิกพรรคหนึ่งร้อยบาท ซึ่งเราไม่รู้ เพราะคุมยากไปจนถึงระดับสมาชิกเป็นล้านๆ คน ไม่ให้เขาทำผิดอะไร แล้วความผิดยังมากระทบพรรค ซึ่งถ้าผิดแค่ตัวเขาได้ก็ไม่เป็นไร แต่นี่ผิดแล้วกระทบกับพรรค ตรงนี้ กรธ.ควรพิจารณา ว่าปล่อยไปลักษณะนี้อาจเกิดการกลั่นแกล้งกันได้”

องอาจ กล่าวว่า ตรงนี้พรรคจึงเสนอให้แก้ไขเป็นแค่ให้หัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคควบคุมดูแลผู้สมัครของพรรค ไม่รวมไปถึงสมาชิกพรรค

นอกจากนี้ ยังมีบางประเด็นที่ทำให้หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าร่าง พ.ร.บ.นี้ทำให้พรรคการเมืองขาดความเป็นอิสระ ส่วนหนึ่งเพราะมีบทลงโทษในความผิดที่กว้าง เช่น มาตรา 23 ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ อย่างน้อยพรรคต้องมีกิจกรรมดังต่อไปนี้ (1) เสริมสร้างให้สมาชิกและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ

หมายความว่านอกจากจะเสริมสร้างให้สมาชิกพรรคแล้ว ยังต้องรวมถึงประชาชนอีกด้าย ถ้าไม่ทำก็จะมีโทษถึงขั้นยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรค ตรงนี้หากเจอคนกลั่นแกล้งก็จะมีปัญหา แต่ก็เชื่อว่าศาลจะให้ความเป็นธรรม แต่โดยเนื้อหาที่กำหนดถึงประชาชนดูจะกว้างเกินไป

สำหรับประเด็นเรื่องการตั้งสมัครสมาชิก การตั้งสาขาพรรค องอาจ กล่าวว่า เร่ิมต้นหาสมาชิกตามขั้นต้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่มีปัญหามากขึ้นเมื่อรับสมัครสมาชิกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสมาชิกที่พร้อมจะจ่ายเงิน 100 บาท/ปี อย่างน้อยต้องมี 500 คน/สาขา ตามที่กฎหมายกำหนดก็มีปกติ แต่การเพิ่มจำนวนสมาชิกต่อไปก็ต้องทำความเข้าใจกับสมาชิกพรรค

“ส่วนเรื่องการให้สมาชิกพรรค สาขาพรรค มีส่วนร่วมในการตัดสินใจคัดตัวผู้สมัคร ตรงนี้ไม่มีปัญหาเพราะที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ก็ปฏิบัติเช่นนี้อยู่แล้ว”

ถามว่าคาดหวังกับกฎหมายใหม่ที่ออกมาจะสามารถพลิกโฉมพรรคการเมืองและระบบพรรคการเมืองได้แก้ปัญหาในอดีตได้มากน้อยแค่ไหน องอาจ กล่าวว่า ยังไม่ถึงขนาดนั้น พรรคการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่สามารถฉีดยาเร่งได้ เราไม่สามารถที่จะมาบอกให้มีอุดมการณ์ทางการเมืองได้

“เราไม่สามารถบอกได้ว่าถ้ามีสมาชิกพรรคการเมือง 2 หมื่นคนใน 4 ปี ถ้าสมาชิกครบ 2 หมื่นคน พรรคการเมืองจะเข้มแข็งได้ มันไม่ใช่ หรือการเก็บเงินค่าบำรุงพรรคปีละ 100 บาท จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองกับพรรคการเมือง หรือจะได้คนที่มีอุดมการณ์

… จริงๆ การเมืองเป็นเรื่องของธรรมชาติ ของมนุษย์ที่เป็นสิทธิทางการเมือง การที่เขาจะมีอุดมการณ์ร่วมกับพรรคการเมือง หรือไม่ร่วม เขาอยากตั้งพรรคหรือไม่อยากตั้งพรรค อยากจ่ายเงินหรือไม่จ่าย เอาแค่สมาชิกพรรคเขาก็ไม่อยากเป็นแล้ว เพราะมีอุปสรรคหลายอย่าง แถมถ้าเป็นสมาชิกแล้วต้องมาจ่ายเงินด้วย เราพอมีฐานะก็อาจจะมองว่าเงิน 100 บาท ดูไม่มาก คุณนึกสภาพคนจนที่รอรับเงินจากรัฐบาล

“เงินไม่ได้มีส่วนส่งเสริม แต่เข้าใจ กรธ. ซึ่งไม่รู้จะคิดหาวิธีไหน แต่ความเห็นผมในทางรัฐศาสตร์ ผมคิดว่าการเมืองต้องปล่อยให้ประชาชนมีสิทธิโดยเสรีที่จะตัดสิน ว่าเขาควรทำอะไรหรือไม่ควรทำอะไร โดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องการเงิน เรื่องอื่นๆ เข้ามามีส่วนที่จะเป็นตัวแปรในการตัดสินใจ” องอาจ ระบุ

ประเมินแล้วจากยอดสมาชิกพรรคปัจจุบัน 2.7 ล้านคน หากเข้าสู่ระบบใหม่สมาชิกก็จะลดน้อยลงไป เพราะคนจะเป็นสมาชิกพรรคต้องผูกพันกับพรรคจริงๆ ชอบหัวหน้าพรรค ชอบนโยบายพรรค หรือชอบ สส.ในพื้นที่ ขณะที่คนจำนวนมากก็คงปฏิเสธไม่อยากยุ่งยากกับชีวิต

ยันปลดล็อกการเมือง ไม่สั่นคลอนความมั่นคงรัฐบาล

สัญญาณล่าสุดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นอกจากไม่มีทีท่าจะปลดล็อกให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวได้อิสระแล้ว ยังขู่ว่าจะล็อกให้มากขึ้นด้วยซ้ำ เรื่องนี้ องอาจ เห็นว่า คสช.อาจมีความกังวลเรื่องความมั่นคง

“จริงๆ แล้วการปลดล็อกทางการเมืองไม่มีส่วนกระทบความมั่นคง คสช.น่าจะปลดล็อกได้ในหลายส่วนเพราะการทำงานของพรรคการเมืองไม่ได้มีเฉพาะแค่การเลือกตั้ง แต่มีงานอื่นที่ต้องทำอีกเยอะ และไม่เกี่ยวข้องกับผลกระทบความมั่นคง”

องอาจ ยกตัวอย่างเรื่องที่พรรคการเมืองจำเป็นต้องเริ่มทำ เช่น การทำงานด้านนโยบายสาธารณะ ที่จะต้องจัดประชุมเชิญคนมาแสดงความคิดเห็น กลั่นกรอง ทำวิจัยศึกษา หรือทำโฟกัสกรุ๊ป เพื่อกำหนดเป็นนโยบายเสนอประชาชนในช่วงเวลาเลือกตั้ง ตรงนี้ไม่กระทบกับความมั่นคง

“การบริจาคเงินพรรคการเมืองก็ไม่กระทบความมั่นคง การสมัครสมาชิกพรรคก็ไม่กระทบกับความมั่นคง คำสั่ง คสช.ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้สามารถปลดล็อกได้ หากส่วนไหนที่คุณคิดว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคง อย่างเรื่องการชุมนุมทางการเมืองของพรรค การเมือง ก็อาจคงไว้ได้”

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทาง คสช.เหมารวมโดยไม่มีการจำแนกแต่ละประเด็น ทำให้ดูเหมือน คสช.ยังไม่เข้าใจว่าพรรคการเมืองทำงานยังไง หรือบางส่วนก็อาจเข้าใจว่าพรรคการเมืองมีเฉพาะการเลือกตั้ง ดังนั้นนี่อีกตั้งเป็นปีกว่าจะมีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองจะออกมาเคลื่อนไหวอะไรตอนนี้

“ท่านไม่รู้ว่ากว่าจะมีการเลือกตั้ง ต้องมีการกำหนดตัวบุคคล สั่งสมอุดมการณ์  อุดมการณ์ไม่ได้สั่งสมได้ภายในวันเดียว ต้องทำต่อเนื่องตลอดไป หรือเรื่องนโยบายก็ต้องทำตลอดเพราะพลวัตของสังคมเกิดขึ้นตลอดเวลา เราต้องมีการเคลื่อนไหวตลอด แน่นอนที่สุด การเคลื่อนไหวที่จะกระทบความมั่นคงห้ามไปก่อน แต่ที่ไม่กระทบก็ควรเปิดให้เขา ถ้าดูท่าทีนายกฯ ไม่อยากให้เกิด แถมบอกจะล็อกให้แน่นขึ้นด้วย

“ท่านอาจยังไม่เข้าใจบริบทการทำงานพรรคการเมืองไม่ได้มีแค่การเลือกตั้ง เข้าใจว่าพรรคการเมืองมีไว้เพื่อการเลือกตั้งซึ่งไม่ใช่ ถ้าคิดแบบนั้น จะไปหวังให้พรรคการเมืองเติบโตเป็นสถาบันของประเทศก็เป็นไปไม่ได้อย่างที่ท่านต้องการ”

องอาจ อธิบายเพิ่มว่า ไม่เข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองจะไปสั่นคลอนความมั่นคงตรงไหน หรือกำลังจะไปสั่นคลอนรัฐบาล แต่ปัจจุบัน คนที่สั่นคลอนเขาก็สร้างความสั่นคลอนอยู่แล้ว คนให้สัมภาษณ์ติติงสร้างปัญหาเขาก็ทำปกติอยู่แล้วในช่วงสองปีกว่าที่ผ่านมา

“ตรงนี้ไม่น่าจะกระทบอะไร ยกเว้นจะมีผลกระทบด้านอื่นที่เราไม่ทราบก็อีกเรื่อง รัฐบาลอาจมีข้อมูลมากกว่าเรา แต่จากข้อมูลทั่วไปแล้วเราไม่เห็นว่าปลดล็อกแล้วจะกระทบกับความมั่นคงอย่างไร”

องอาจ กล่าวว่า ในส่วนของประชาธิปัตย์ แม้จะมีการออกกฎกติกาวางระบบใหม่ก็คงไม่ถึงกับต้องยกเครื่องใหม่หมด เพราะบางส่วนก็ทำอยู่แล้ว แต่หลายพรรคที่ไม่เคยทำก็ต้องไปจัดกลไกโครงสร้างให้สอดคล้องกับกฎหมายพรรคการเมือง

“แต่ของเรา กลไกโครงสร้างหลายส่วน เรื่องสาขาพรรค สมาชิกพรรคที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคอย่างไร ผ่านช่องทางไหน ได้ถูกกำหนดไว้อยู่แล้ว ซึ่งที่จริงไม่ถึงกับสับสนยุ่งยากแต่ก็มีงานทำมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม การวางกฎกติกาใหม่ย่อมทำให้พรรคต้องไปเร่งรัดดำเนินการตามระเบียบให้ถูกต้อง ซึ่งมีหลายเรื่องต้องทำ ทั้งที่เวลานั้นควรจะต้องทุ่มเทไปกับการเตรียมการเลือกตั้งแล้ว ไม่ควรจะต้องไปทำอะไรกับโครงสร้างพรรคการเมืองแล้ว

“ถามว่าเรื่องกฎระเบียบใหม่จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนถ่ายย้ายพรรคมากขึ้นหรือไม่ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กฎกติกาไม่น่ามีส่วน ซึ่งจริงๆ แล้วการเปลี่ยนถ่ายย้ายพรรคมีขึ้นเกือบทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง แต่ไม่เชื่อว่ากฎหมายพรรคการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปจะไปมีส่วนเอื้อให้เกิดการย้ายพรรคมากขึ้น”

ส่วนที่วิเคราะห์กันว่าระบบเลือกตั้งใหม่จะเอื้อให้พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก มีอำนาจต่อรองมากขึ้นจนอาจเป็นปัจจัยช่วยให้เกิดการย้ายพรรคนั้น องอาจ เห็นว่า คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่โยกย้ายกันเท่าไหร่ ไม่ใช่ใช้โอกาสนี้ ที่มีกฎหมายพรรคการเมืองใหม่ย้ายพรรค ซึ่งอาจมีนักการเมืองบางส่วนคิดเรื่องตั้งพรรคขนาดกลางขนาดเล็กบ้าง แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ขึ้นอยู่ที่ผลการเลือกตั้ง

“แต่ในส่วนของประชาธิปัตย์ยังมองไม่เห็นว่าจะได้รับผลกระทบอะไรจากกฎหมายที่ออกมาใหม่หรือรูปแบบการเลือกตั้ง วันนี้ทุกอย่างยังเป็นปกติ” องอาจระบุ

ภารกิจปฏิรูป ผลงานที่ถือว่า “เสียของ”

โค้งสุดท้ายจากนี้ไปจนถึงปลายโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังเป็นที่จับตาว่า จะมีเหตุให้สะดุดหรือมีเหตุให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากกำหนดเดิมหรือไม่ ในมุมมองของ องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่ายังไม่มีปัจจัยอะไรที่จะทำให้ต้องเดินออกนอกโรดแมป

หนึ่ง ทางรัฐบาลกำหนดวันมาเรียบร้อยและถูกบังคับโดยรัฐธรรมนูญ เช่นกฎหมายลูกต้องเสร็จภายใน 240 วัน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องพิจารณากฎหมายลูกให้เสร็จภายใน 60 วัน และภายใน 150 วัน ต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ตรงนี้คงเปลี่ยนแปลงได้ยาก

สอง สถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จะเป็นอุปสรรคไม่ให้เดินไปตามโรดแมปก็ไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าจะเป็นปัญหา รวมทั้งไม่มีสัญญาณอะไรที่ส่อให้เห็นว่าประเทศชาติบ้านเมืองมีผลกระทบด้านความมั่นคง

“ในช่วงการบริหารประเทศที่ไม่ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยเนื่องมาจากเกิดการรัฐประหารนั้น ทำให้มีข้อจำกัดในหลายด้าน โดยเฉพาะข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ เมื่อปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ การเดินไปสู่โรดแมปเลยเป็นสิ่งที่จำเป็นและควรจะเกิดขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ถ้าจำเป็นต้องเลื่อนโรดแมปออกไปแล้วมีเหตุผลคนก็ยอมรับได้ นายกฯ ก็มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 44 อยู่แล้ว ถ้ามีเหตุผลคนก็ยอมรับได้ แต่ปัญหาคือเหตุผลมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ ถ้ามีเหตุผลเพียงพอ ก็พร้อมจะยอมรับ

องอาจ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไรที่จำเป็นต้องเลื่อนโรดแมปออกไป การเลือกตั้งก็จะต้องเกิดขึ้นตามโรดแมป ซึ่งในส่วนของประชาธิปัตย์ก็ต้องเตรียมพร้อมเท่าที่จะเตรียมตัวได้ เพราะตอนนี้ยังรับสมัครสมาชิกพรรคไม่ได้ รับเงินบริจาคไม่ได้ ประชุมพรรคไม่ได้ มีมติไม่ได้ กติกาต่างๆ ก็ยังไม่มีความชัดเจน ยังไม่รู้ว่าจะมีการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง

นับตั้งแต่ต้นปี 2560 เป็นต้นไปเส้นทางก็จะเดินหน้าไปในเรื่องสำคัญๆ คือ กระบวนการทางการเมืองจะเน้นหนักการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญบังคับไว้

สอง นำไปสู่การเปิดพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น เพื่อนำไปสู่กระบวนการเลือกตั้ง และสาม เกิดการตื่นตัวและความหวังในสังคมมากขึ้นว่า ประเทศกำลังเดินไปสู่หนทางปกติ คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งเพื่อเป็นตัวแทนของประชาชน

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินว่า ความเห็นที่แตกต่างกันในช่วงพิจารณากฎหมายลูกนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาเพราะโดยพื้นฐานคนก็มีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่แล้ว การเห็นต่างในเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ก็ถือเป็นเรื่องปกติ เราอยู่กับการพิจารณากฎหมายมากมาย เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ กฎหมายฉบับหนึ่งไม่มีใครเห็นเหมือนกันอยู่แล้ว

“ผมว่าไม่วุ่นวายในการพิจารณากฎหมาย อย่าไปคิดว่าความเห็นที่แตกต่างจะเป็นความแตกแยกหรือวุ่นวายเพราะกฎหมายมองได้หลายมุม เราก็ต้องพยายามหามุมที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุดในการบัญญัติกฎหมาย ดังนั้นการพิจารณากฎหมายในสภาจึงมีทั้งมีเสียงข้างมากข้างน้อย”

ถามถึงผลงานช่วงผ่านมาของ คสช. องอาจ มองว่า นับตั้งแต่ คสช.เข้ามาได้ทำให้ความวิตกกังวลของพี่น้องประชาชนหายไป โดยเฉพาะเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง ตรงนี้เป็นความวิตกกังวลของพี่น้องส่วนหนึ่ง ดังนั้นที่ผ่านมาจึงทำให้ประชาชนรู้สึกว่า ประเทศสงบมากขึ้น ตรงนี้เป็นจุดเด่นของนายกฯ

“แต่ในส่วนของประชาชนยังรู้สึกว่า มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ โดยเฉพาะรากหญ้า ตรงนี้ยังไม่สามารถฝ่าฟันให้ลุล่วงได้ ไปจนถึงเรื่องผลิตผลการเกษตร ตรงนี้ยังเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเชิงจุลภาค มหภาค การเงินการคลัง แม้รัฐบาลจะปรับเปลี่ยนผู้บริหาร ใช้วิธีการต่างๆ แก้ไขปัญหา แต่ประชาชนเองยังไม่รู้สึกว่าสามารถแก้ปัญหาได้”

ส่วนนโยบายลดแลกแจกแถมที่รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณลงพื้นที่ในหลายส่วน ช่วงที่ผ่านมานั้น รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า คนที่เป็นรัฐบาล เมื่อเศรษฐกิจฟุบรัฐบาลก็มีเครื่องมือที่จะใช้ไม่กี่เครื่องมือ ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ตาม

“รัฐบาลก็ใช้เครื่องมืออย่างที่เราเห็น ช็อปช่วยชาติ การใช้จ่ายอัดเงินให้คนจน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถามว่าจำเป็นไหมก็จำเป็นต้องทำ ถือว่ามีส่วนช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ระดับหนึ่งไม่ให้เศรษฐกิจฟุบไปมากกว่านี้

ทำให้เศรษฐกิจมีการเคลื่อนไหว มีโฟลว์ มีการหมุนเวียน หวังว่าการอัดฉีดจะมีส่วนช่วย  ถามว่าช่วยได้ไหม ก็ช่วยได้ระดับหนึ่งแต่ปัญหาพื้นฐานมีส่วนช่วยได้มากกว่า ตรงนั้นรัฐบาลต้องเข้าไปเร่งทำงานในส่วนนั้นให้มาก”

ส่วนถามว่าจะเป็นนโยบายหาเสียงหรือไม่นั้น องอาจ มองว่า ไม่อยากมองไปไกลอย่างนั้น แต่มองว่านี่เป็นเรื่องของความจำเป็นต้องหาเครื่องมือ เพราะเศรษฐกิจฟุบ หากปล่อยไปอย่างนี้ก็กระทบรัฐบาลและประเทศ โดยรวมใช้เครื่องมือนี้ก็ไม่น่าตำหนิติติงอะไร แต่ได้ผลแก้ปัญหาระยะยาวหรือไม่คงไม่ใช่ แต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ระดับหนึ่ง

ทว่าเรื่อง “ปฏิรูป” ที่เป็นเป้าหมายสำคัญของ คสช.นั้น องอาจ ประเมินว่า เรื่องการปฏิรูปยังเป็นสิ่งที่รัฐบาลยังให้ความสำคัญน้อยเกินไป ทั้งที่รัฐบาลมีอำนาจสำคัญในมือ 3 ส่วน 1.อำนาจสมบูรณ์ 2.บุคลากรที่สมบูรณ์ และ 3.กลไกที่พร้อมจะดำเนินการให้เกิดการปฏิรูป อย่างแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งพร้อมจะขับเคลื่อน

“แต่ผลของการปฏิรูปที่ออกมายังน้อยเกินไป ภายใน 2-3 ปี ถ้า คสช.หรือรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในระดับต้นๆ เราน่าจะเห็นผลมากกว่านี้ ตรงนี้ผมว่าเราเห็นผลน้อยเกินไป”

ส่วนโค้งสุดท้ายตามโรดแมปจะเห็นผลการปฏิรูปมากขึ้นหรือไม่นั้น องอาจ อธิบายว่า หากจะเร่งการปฏิรูปจริงๆ คงจะต้องเห็นตั้งแต่ปีแรก หรือปีที่ 2 แล้วแต่ นี่ถ้าวันนี้ยังไม่เห็นโอกาสที่จะเห็นในช่วงหลังจากนี้ก็เป็นไปได้ยาก

อย่างไรก็ตาม เป็นที่เข้าใจได้ว่าการปฏิรูปหลายอย่างสามารถทำได้ทันท่วงที โดยอาศัยอำนาจและบุคลากร แต่หลายอย่างก็ใช้เวลา 2-3 ปี ส่วนตัวคิดว่าควรจะทำอะไรได้มากกว่านี้ ในสถานการณ์ที่รัฐบาลมีอำนาจโดยสมบูรณ์ ครบถ้วน

“ถ้าถามว่าเสียของไหมเรื่องการปฏิรูป ก็ต้องถือว่าเสียของ ตอนนี้ถือว่า คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีแม่น้ำ 5 สาย ดังนั้นถ้าหลังเลือกตั้งแล้วหวังว่า จะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นหรือไม่ เราก็ต้องมาลองนึกถามตัวเองว่าบ้านเมืองมีอะไรปฏิรูปที่เราเห็นชัดๆ

ทั้งปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปตำรวจ ที่พูดกันมาก เราเห็นหรือไม่ ตอนเข้ามาใหม่ๆ ก็เห็นพูดกันเยอะ รวมไปถึงเรื่องปฏิรูปความเหลื่อมล้ำในสังคม เราถามตัวเองก็ยังนึกไม่ออกหรือเห็นภาพชัดเจนว่ารัฐบาล หรือ คสช.ประสบความสำเร็จเรื่องการปฏิรูป” องอาจ สรุป

 

เปิดใจ “ก้อง-ไก๊” สองพี่น้องมือสเปเชียล เอฟเฟก ผู้สั่นสะเทือนโลกออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 19:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/470465

เปิดใจ "ก้อง-ไก๊" สองพี่น้องมือสเปเชียล เอฟเฟก ผู้สั่นสะเทือนโลกออนไลน์

โดย..วรรณโชค  ไชยสะอาด

สองพี่น้อง ก้อง-ณัฐภัทร และ ไก๊-โภคิน ตุลาประพฤทธิ์ จับมือกันสร้างเพจเฟซบุ๊ก KoGu Studio เพื่อรวบรวมผลงานด้านสเปเชียล เอฟเฟกเจ๋งๆ ไว้เผยแพร่ให้คนคอเดียวกันที่สนใจ แต่ใครจะเชื่อว่าเพียงแค่ผลงานชิ้นแรกที่พวกเขาสร้างสรรค์ขึ้น สามารถเรียกเสียงชื่นชมอย่างถล่มทลายในโลกโซเชียล

คลิปวิดีโอการทำสเปเชียล เอฟเฟก (Special Effect) เลียนแบบภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง “Dr.Strange” มียอดวิวมากกว่า 1 ล้านครั้ง พร้อมกับยอดแชร์อีกว่า 14,000 แชร์

วันนี้สองพี่น้องวัย 16 และ 14 ปี กำลังสร้างชื่อให้ตัวเองในฐานะดาวรุ่งแห่งวงการสเปเชียล เอฟเฟกเมืองไทย

เรียนรู้-ฝึกฝนจากภาพยนตร์

ก้อง-ณัฐภัทร วัย 16 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ ขณะที่ ไก๊-โภคิน ผู้น้องวัย 14 ปี เรียนอยู่ชั้น ม.2 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ความสนใจที่ทั้งสองมีให้กับสเปเชียล เอฟเฟกเกิดจากการรับชมภาพยนตร์ต่างประเทศ

“ผมเริ่มสนใจตั้งแต่อยู่ ป.6 ชอบดูพวกหนังฝรั่งหลายๆเรื่อง รวมทั้งหนังไทยบ้างที่ทำสเปเชียล เอฟเฟคหรือซีจีเจ๋งๆ ของแบบนี้มันทำให้หนังมีความแปลกใหม่ ดูเท่ ไม่ธรรมดา จากนั้นก็ศึกษาวิธีการสร้างผ่านอินเตอร์เน็ต ฝึกฝนพัฒนาการใช้โปรแกรมต่างๆ มาเรื่อยครับ”  ไก๊-โภคิน เล่าด้วยน้ำเสียงสดใส

ชื่อเพจเฟซบุ๊ก KoGu Studio มาจากอักษรนำหน้าชื่อของทั้งสองคน อย่าง KONG และ GUIDE รวมเป็น KoGu (โคกุ) ความตั้งใจแรกคือต้องการเก็บรวบรวมผลงานและนำเสนอให้ผู้ที่ชื่นชอบติดตาม ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับการตอบรับในวงกว้างอย่างรวดเร็วเพียงนี้

“เมื่อก่อนทำผมลงยูทูบ ทดสอบโปรแกรมต่างๆ เช่น ลองทำ เอฟเฟกระเบิด  ยานอวกาศ  คลื่นสึนามิ หรือ ซีรีส์เรื่อง เดอะแฟลช เป็นคลิปสั้นๆ โพสต์เล่นๆ เก็บผลงานตัวเอง แต่พี่ก้องมองการณ์ไกลเห็นว่ามันเจ๋งดี เปิดเพจดีกว่า เผื่อมีคนชอบ”

สาเหตุที่สองหนุ่มเลือก แฟนเมด (Fanmade) ภาพยนตร์เรื่อง Dr.Strange  เพราะเห็นว่า มีเทคนิคการถ่ายทำที่สุดยอด โดยเฉพาะการใช้เวทมนต์และพลังจิตต่างๆ เป็นเทคนิคที่แปลกใหม่และไม่เคยปรากฎในภาพยนตร์เรื่องอื่นมาก่อน

“ผมว่ามันเจ๋งมาก แปลกใหม่ น่าสนใจ และเป็นที่พูดถึงทั่วโลก เลยลองหยิบมาทำดูครับ”ไก๊ บอก

เพียงชั่วข้ามคืน “Dr.Strange – VFX Fanmade” กลายเป็นคลิปที่โด่งดัง ถูกแชร์ต่ออย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเมื่อเหล่าผู้ชมทราบว่าผู้ผลิตนั้นมีอายุเพียงแค่ 14 และ 16 ปีเท่านั้น

“งานนี้ผมทำกันประมาณ 1 สัปดาห์ ทำเรื่อยๆในเวลาว่าง ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเสร็จเมื่อไหร่ ถามว่ายากไหม ก็ยากในระดับหนึ่งเพราะต้องดึงเทคนิคจากของฝรั่งหลายๆคลิป ผสมผสานกับเทคนิคของเรา ทำเสร็จโพสต์ไปตอนประมาณสองทุ่ม เช้ามาก็ตกใจครับ เพราะตั้งใจทำงานเฉยๆ ขอแค่มีคนเห็น มีคนมาถูกใจชื่นชมเล็กๆ น้อยๆ ก็พอแล้ว แต่ที่ได้กลับมาไม่คิดเลย วันนั้นไปถึงโรงเรียน เพื่อนๆก็แซว ไก๊มึงดังแล้วโว้ย ผมก็ฮาๆ ขำๆ

ใส่ใจทุกรายละเอียด…หัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์ 

กระแสชื่นชมอันล้นหลามเป็นเหมือนแรงผลักดันให้พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานยอดเยี่ยมต่อไป ก้อง-ไก๊ บอกว่าความยากของสเปเชียล เอฟเฟกอยู่ที่ความสมจริง ต้องใส่ใจในทุกรายละเอียดของการสร้างงาน รวมทั้งต้องมีความความอดทนสูงในการฝึกฝนอย่างหนัก

“ผมเชื่อว่าทุกคนทำได้หมดแหละ แต่ทำได้ดี ยอดเยี่ยมไหมนั่นอีกเรื่อง ความยากอยู่ที่ความสมจริง ความเนียน และความสวยงาม ต้องใส่ใจทุกรายละเอียด องค์ประกอบต่างๆ แสง สี เสียง บางครั้งซีจี อาจจะไม่เนียนมาก แต่ถ้าจัดองค์ประกอบดี งานก็ออกมาสมจริงได้ อย่างการสร้างระเบิด แสงรอบด้านมันต้องสอดคล้องกัน ต้องไปหาภาพจริงมาดูและศึกษาว่ามันเป็นอย่างไร หรืออย่าง Dr.Strange เอฟเฟกในฉากที่ผมทำวิญญาณออกจากร่าง มันอาจจะไม่ได้ยาก แต่ซับซ้อน และต้องใช้ความอดทนสูง แต่ละอย่างขึ้นอยู่กับรายละเอียด” 

เมื่อถามถึงวิธีการพัฒนาตัวเอง ทั้งคู่บอกตรงกันว่า เรียนรู้จากสื่อต่างๆ โดยเฉพาะภาพยนตร์ให้มากที่สุด ก่อนจะฝึกฝน ทดลอง เลียนแบบ และผสมผสานเทคนิคต่างๆของตัวเองเข้าไป

“ฝึกได้เท่าที่มีครับ อย่างฝรั่งบางทีเขาใช้โปรแกรมที่แอ็ดวานซ์กว่าเรา มีค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ผมใช้ After effect  ซึ่งก็พยายามพัฒนาศึกษากันไป ทั้งจากหนัง โฆษณา ซีรีย์ รวมทั้งผลงานของรุ่นพี่เก่งๆ ในเมืองไทยอย่าง นิพันธ์ จ้าวเจริญพร , บอล-พงษกร บุญปิยวงศ์เเละไอเดีย-ดนุช งามศิริพร จาก OVERACT ครับ”  ไก๊บอก และออกตัวว่า เป้าหมายวันนี้ ยังไม่ได้ชัดเจนถึงขนาดมองการสร้างงานด้านสเปเชียล เอฟเฟก เป็นอาชีพในอนาคต เอาแค่เก่งพอไปวัดไปวาได้ในระดับหนึ่งก็พอแล้ว

ขณะที่ก้อง บอกว่า จะพยายามศึกษาภาพยนตร์ให้มากขึ้น ไม่มองเพียงแค่ความสนุก แต่ลงลึกไปถึงรายละเอียด ก่อนนำมาปรับใช้หรือผสมผสานกับเทคนิคของตัวเองให้ผลงานออกมายอดเยี่ยม

ผลงานคนไทย…ไปไม่ถึงเพราะคนดูไม่ผลักดัน

“การตลาด ความต้องการ และรสนิยมของคนดู สะท้อนผลผลิตงานภาพยนตร์ที่เราเห็นในเมืองไทย ผมว่าคนไทยหลายคนเก่งมาก มีฝีมือ แต่การพัฒนาอยู่ที่การตลาดด้วย ในเมืองไทยส่วนใหญ่เน้นตลก มีน้อยมากที่เน้น สเปเชียล เอฟเฟก  วิชวลเอฟเฟก และซีจี เพราะต้นทุนสูง ทำออกมาแล้วคนไม่ดู ไม่ถูกรสนิยมก็ขาดทุน นายทุนก็ไม่กล้าลงทุนทำต่อ”  ไก๊ พูดถึงวงการผลิตภาพยนตร์เมืองไทย

ความแตกต่างในวงการอุตสาหกรรมหนังเมืองไทยและเมืองนอก นอกจากรสนิยมการดูภาพยนตร์ การผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการแล้ว ค่าตอบแทนและรายได้ของอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ ยังส่งผลต่อผลงานที่นำเสนอออกมาด้วย

“ฝรั่งเขาสนับสนุนมากให้เงินเดือนค่าตอบแทนอาชีพเหล่านี้สูง ให้ระยะเวลาในการสร้างงานเต็มที่ ส่งผลให้งานออกมาดี คนดูชอบและสร้างรายได้มหาศาล เขาก็กล้าลงทุนต่อ อย่างบ้านเรา ละครหรือภาพยนตร์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ บางทีผมก็เข้าใจในส่วนเรื่องงบประมาณ ทุน ระยะเวลา ผมก็เลยไม่อยากวิจารณ์ เพราะเชื่อว่าทุกคนมีฝีมือหมด ถ้ามีงบ ทุน ระยะเวลาสนับสนุนมากกว่านี้”

นอกจากความสำเร็จผ่านเสียงชื่นชม สิ่งที่ทั้งสองผิดหวังเล็กน้อยคือการถูกเพจเฟซบุ๊กบางแห่งดูดคลิปวิดีโอไปโพสต์ใหม่ในหน้าเพจตัวเอง โดยมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลให้ผู้ผลิตไม่ได้รับผลประโยชน์เต็มที่โดยตรง

“คนสร้างงานก็ผิดหวังและอยู่ยากครับ เจอแบบนี้ บางคนไม่ให้เครดิต บางคนให้จริง แต่ไม่ใส่ลิ้ง กลับไปที่ต้นทาง ทำให้เราเสียประโยชน์จากที่ควรจะได้ไป”

ทั้งหมดนี้คือความคิดของมือสเปเชียล เอฟเฟกดาวรุ่งวัย 16 และ 14 ปีที่่น่าจับตามองของวงการ ผู้สั่นสะเทือนโลกออนไลน์ด้วยยอดผู้ติดตามในเฟซบุ๊กกว่า 3 หมื่นคน ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 วัน ทั้งคู่รับปากอย่างมั่นใจว่า จะนำเสนอผลงานน่าสนใจออกมาเรื่อยๆ ต่อไป

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fkogustudio%2Fvideos%2F576093039248294%2F&show_text=0&width=560

ที่มา https://www.facebook.com/kogustudio/videos/576093039248294/