“จับพระธัมมชโยตอนนี้เสี่ยงปะทะ ต้องรอเวลาเหมาะสม” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 16:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/470435

"จับพระธัมมชโยตอนนี้เสี่ยงปะทะ ต้องรอเวลาเหมาะสม" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

สังคมจับตามองแทบไม่กะพริบ…

สำหรับปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อจับกุมพระเทพญานมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ตามหมายจับข้อหาสมคบฟอกเงิน ฉ้อโกง รับของโจร และคดีบุกรุกพื้นที่ป่าสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมในพื้นที่จ.นครราชสีมา และจ.เลย

ฝั่งเจ้าหน้าที่ระดมกำลังกว่า 2,000 นาย รอวันดีเดย์ ด้านวัดพระธรรมกายก็ปรากฎศิษยานุศิษย์นับพันชีวิตเข้าไปนั่งปักหลักสวดมนต์ เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดฝัน

 

ในมุมมองอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส กล่าวว่า การจับกุมพระธัมมชโยครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องหมูๆ

“สมัยก่อน เวลาผมจับบ่อน ก็จะขอหมายค้นจากศาลทีเดียวเลยว่า จะค้นวันนี้ เวลาเท่านี้ จนกว่าจะเสร็จสิ้นการตรวจค้น พูดง่ายๆว่ายาวไปเลยกี่วันก็ได้ แต่อันนี้ได้ยินมาว่าหมายค้นระบุวันที่ 13-16 ธ.ค.2559 จบจากนั้นก็ค้นไม่ได้แล้ว ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่ชุดนี้เขาทำงานกันยังไง โอเคทีนี้พอได้หมายจับมาแล้ว การจับกุมก็ต้องมียุทธวิธี เพราะเขาไม่ให้จับง่ายๆ มีมวลชนจำนวนมากนั่งสวดมนต์ กันไม่ให้เข้า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดีเอสไอ หรือคนที่คุมตำรวจอย่างพล.อ.ประวิตร หรือพล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องประเมินว่า สมควรไหมที่จะเข้าจับกุมภายในวันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ เพราะคดีนี้มันมีอายุความ 15 ปี

ถ้าไม่จับตอนนี้้ ผมก็เห็นว่าไม่น่าจะเสียหายอะไร รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมดีกว่า ถ้าเข้าไปตอนนี้มันเสี่ยงต่อการปะทะต่อสู้กันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับศิษยานุศิษย์ ที่สำคัญก็ยังไม่รู้แน่ชัดด้วยว่า พระธัมมชโยอยู่ไหม ถ้าสุดท้ายปรากฎว่าพระธัมมชโยไม่อยู่วัด แบบนี้ผู้ใหญ่ที่สั่งให้จับกุมจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกจากหน้าที่ไหม”

 

 

ขณะเดียวกัน การจะเข้าตรวจค้นจับกุม เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งผู้ครอบครองสถานที่ให้ทราบหมายศาลว่า ได้ขอหมายศาลมาเพื่อตรวจค้นสถานที่ใดบ้าง โดยไม่จำเป็นต้องประกาศให้สาธารณชนได้รับรู้

“ถึงจะค้น ผมก็ว่ายาก เพราะเห็นเจ้าหน้าที่ระดมกำลังไปกว่า 2 พันนาย ตามกฎหมายบอกว่าผู้ที่จะต้องทำการตรวจค้นต้องแสดงความบริสุุทธิ์ให้กับผู้ครอบครองสถานที่ทราบว่าขอบเขตแค่ไหน เช่น ศาลอาจอนุมัติให้พล.ต.อ.ศรีวราห์ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ กับพวก คำว่ากับพวกนี่ใครบ้าง สมมติผมเป็นผู้ครอบครองสถานที่เป็นผู้ดูแลวัด คุณจะเข้ามาค้นเหรอ ใครบ้างล่ะ คำว่ากับพวกนี่ผมไม่เข้าใจ มากันเท่าไหร่ 100 นาย 200 นาย หรือ 2,000 นาย ถ้าจะเข้ามา 2,000 มีใครบ้าง เอาชื่อ เอารูปถ่ายมา คนไม่เกี่ยวข้องผมไม่ให้เข้า

อย่างข้อหารับของโจร เอ้า แล้วเอาเจ้าหน้าที่กรมที่ดินเข้ามาทำไม เจ้าหน้าที่กรมชลประทานเข้ามาทำไม ผู้สื่อข่าวมาทำไม ผมไม่ให้เข้า ถ้าคุณไม่แสดงความบริสุทธิ์ในการเข้าตรวจค้น เดี๋ยวคุณก็ยัดไส้ผม ยัดยาเสพติดผมจะทำยังไง ในห้องน้ำห้องส้วม เอากระสุนนัดเดียวไปยัด ผมก็แย่สิ ฉะนั้นผมต้องค้นคุณก่อน คุณก็ต้องโปร่งใส แล้วลองคิดดูว่า 2,000 คนมันต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ วันเดียวจะเสร็จไหม คิดว่าง่ายๆเหรอ ฉะนั้นขอเรียนตรงๆว่าการเข้าตรวจค้นจับกุมครั้งนี้มันไม่ใช่หมูๆ”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า กรณีการแจ้งความดำเนินคดีกับพระราชภาวนาจารย์ หรือพระทัตตชีโว รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ข้อหาให้ที่พักพิงผู้ต้องหานั้นขัดต่อกฎหมาย

“เพราะยังจับผู้ต้องหาไม่ได้เลย ยังไม่รู้เลยว่าผู้ต้องหาอยู่ในวัดไหม แล้วจะไปจับเข้าได้ไง อีกอย่างถึงจับผู้ต้องหาได้ พระทัตตชีโวก็ไม่ผิดข้อหาให้ที่พักพิง เพราะพระธัมมชโยอยู่ในวัดพระธรรมกายอยู่แล้ว กรณีให้ที่พักพิงหมายถึงบุคคลภายนอกหลบเข้ามาอยู่ในบ้าน แล้วเราช่วยซ่อนตัวไว้ แบบนี้ต่างหากถึงมีความผิด”

 

 

ถามว่า ถ้าคดีนี้เกิดในสมัยที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ดำรงตำแหน่งผบ.ตร. มีอำนาจเต็มมือ จะดำเนินการอย่างไร

“ผมจะประเมินก่อนว่า ผ่านมาหลายเดือนแล้วนะ ตกลงพระธัมมชโยอยู่หรือไม่อยู่ที่วัด ถ้าผมบุ่มบ่ามเอาตำรวจ 15 กองร้อยเข้าไปแล้วบังเอิญไม่อยู่ ผมลาออกเลยนะ ขายขี้หน้า โทษฐานไม่ยอมตรวจสอบให้ชัดเจน แล้วทำยังไงถึงจะได้ตัว และไม่ให้เสียหน้า ไม่ให้คนบาดเจ็บล้มตาย เอาตัวมาอย่างเรียบร้อย ผมจะประสานผู้ครอบครองวัดว่าจะขอเข้าไปพบพระธัมมชโยเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา โดยเอาผู้เกี่ยวข้องจริงๆไป เช่น อัยการผู้รับผิดชอบการสั่งฟ้อง พร้อมแพทย์ เพื่อไปดูว่าท่านอาพาธจริงไหม ถ้าท่านอยู่ก็ให้หมอตรวจเลย แล้วถ้าท่านต้องให้ออกซิเจนอยู่ เคลื่อนไหวไม่ได้ ก็ต้องถามว่ามันสมควรจะเอาตัวไปตอนนั้นไหม ตายไประหว่างทางใครจะรับผิดชอบ ก็สอบปากคำกัน สำคัญคือเราต้องไปขอพบก่อน ไปดูข้อเท็จจริงก่อน ถ้าท่านยอมไปก็ง่าย ถ้าท่านไม่ยอมไปก็ลุยเต็มที่”

ถามว่า ในฐานะอดีตมือปราบผู้มีประสบการณ์ด้านการสืบสวน คิดว่าพระธัมมชโยยังอยู่ในวัดพระธรรมกายไหม

“ผมไม่เคยไปวัดพระธรรมกาย แต่พรรคพวกเล่าให้ฟังว่าวัดพระธรรมกายใหญ่มาก หายังไงก็ไม่พบหรอก ผมถามต่อว่าแล้วถ้าตำรวจไปค้นจะเจอไหม เขาบอกไม่มีทางเจอหรอก ผมถามทำไมไม่เจอ เขาบอกว่าก็เหมือนดูหนังจีน เข้าไปหลง งง หาไม่เจอ เจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปต้องระมัดระวัง นี่ไม่ใช่จับผู้ร้ายธรรมดา จับบ่อนจับซ่อง แต่มันมีมวลชนจำนวนมาก ผู้น้อยไม่รู้อิโหน่อิเหน่เจอผู้ใหญ่สั่ง เดี๋ยวจะเดือดร้อน ฉะนั้นต้องรอบคอบ ตรวจสอบให้แน่ชัด อย่าบุ่มบ่าม”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ทิ้งท้ายว่า ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐต้องหาวิธีการเหมาะสมที่สุดเพื่อให้ได้ผู้ต้องหามา

“กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ว่าต้องเอาตัวมาวันนั้นวันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ กฎหมายมีอายุความอยู่ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ”อดีตผบ.ตร.กล่าว

 

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPosttoday%2Fvideos%2F10154988431334835%2F&show_text=0&width=400

สองพี่น้อง ผู้ปั้น “อาฟเตอร์ ยู”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2559 เวลา 19:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/470128

สองพี่น้อง ผู้ปั้น "อาฟเตอร์ ยู"

โดย…ประลองยุทธ ผงงอย

ร้านขนมหวาน “อาฟเตอร์ ยู” ถือกำเนิดมานานนับ 9 ปีแล้ว และมีหลายสาขา แต่ลูกค้าก็ยังต่อคิวยาวเพื่อรอซื้อ มาวันนี้ อาฟเตอร์ ยู กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ โดยผู้ก่อตั้งคือ 2 ลูกพี่ ลูกน้อง ที่มีความชอบเหมือนกันคือ “ชอบขายของ” และมีความฝันเดียวคือมีกิจการเป็นของตัวเอง

เมย์ “กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ” วัย 34 ปี รองกรรมการผู้จัดการ ชอบทำและรับประทานขนมหวาน แต่ไม่มีร้านที่ต้องการ ในช่วงเรียน ม.5 ปิ๊งไอเดียอยากทำร้านขนมหวานในแบบที่ชอบ หรือเป็นแบบ “อาฟเตอร์ ยู” ในวันนี้ แต่ในยุคนั้นร้านเบเกอรี่จะขายเป็นชิ้นๆ แห้งๆ เห็นโอกาสว่ายังมีขนมที่สามารถทำความอร่อยสุดๆ ขึ้นไปอีก โดยการรับประทานคู่กับไอศกรีมหรือราดซอสเพิ่มทั้งแบบร้อนหรือเย็น เรียกรวมว่า “ขนมหวาน”

รูปแบบที่เปิดขายให้ลูกค้าได้แบบทั้งวัน ในช่วงที่จบปริญญาตรีบริหารธุรกิจ ภาคภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีแผนจะเรียนต่อด้านอาหารต่างประเทศ แต่ไม่ได้เรียน กลัวคนอื่นจะแย่งไอเดียร้านขนมที่คิดไว้ จึงไปขอพ่อว่าต้องการจะเปิดร้านขนม แต่พ่อห้ามไว้แนะนำให้มาทำร้านอาหารทะเลแทน

แต่ก่อนที่จะได้มาทำร้านอาหารทะเลเพราะพื้นฐานของครอบครัวมีธุรกิจผลิตและส่งออกอาหารทะเล เมื่อพ่อรู้ว่าลูกสาวอยากทำร้านอาหารจึงเกิดไอเดียว่าสามารถต่อยอดทำเป็นธุรกิจค้าปลีกเป็นแบรนด์ในประเทศได้ และพ่อเห็นว่าเป็นธุรกิจที่อยู่ในสายตาและช่วยดูแลได้ จึงร่วมกับ “แม่ทัพ ต.สุวรรณ” และผู้ถือหุ้นอีกรายเปิดร้านอาหารทะเลเป็นธุรกิจแรกบนชั้น 5 ศูนย์การค้ามาบุญครอง แม้เมย์ไม่ชอบอาหารทะเลและยังแพ้หอยด้วย แต่ในการทำงานอาศัยพื้นฐานที่ชอบขายของ ในตอนนั้นขาดประสบการณ์ในการทำงานธุรกิจจึงไปได้ไม่ดี

มองว่าใช้เงินลงทุนที่พ่อให้ไปทำธุรกิจหลายล้านบาท จึงต้องหาวิธีนำเงินกลับมาใช้คืนให้กับเจ้าของเงินให้ได้ และของที่มียังไม่ได้ปล่อยออกมาคือไอเดียร้านขนมหวานที่ชัดเจนมากอยู่ในหัว จึงถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่โดยปรึกษาพี่ชาย “แม่ทัพ” ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร

ในที่สุดจึงตัดสินใจปิดร้านอาหารซีฟู้ดลง คิดว่าเงินส่วนต่างที่จะต้องใส่เข้ามาใหม่เพื่อแก้ปัญหานั้น ควรนำมาใช้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบคือเปิด “ร้านขนมหวาน” ตามที่เคยตั้งใจไว้ โดยจะเป็นคนหาหุ้นส่วนหรือวิธีของตัวเอง เริ่มจากร้านขนาดเล็กลงทุนไม่สูงมากจนเกิด “ร้านอาฟเตอร์ ยู” สาขาแรก วันที่ 1 ต.ค. 2550 โดยมีพี่ชาย “แม่ทัพ” เข้ามาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งอีกครั้ง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ร่วมกับเมย์ และมีเพื่อนๆ ที่เข้ามาร่วมหุ้นด้วยเล็กน้อย

ตอนนั้นมีความคิดว่าอำนาจในการบริหารต้องอยู่ที่ตัวเองกับแม่ทัพที่คุยกันและจบได้ในเรื่องงาน เพราะการทำร้านอาหารสอนให้รู้ว่าการมีคนมีสิทธิออกเสียงที่มากเกินไปสุดท้ายจะทำอะไรไม่ได้เลย

กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ

ช่วงที่เริ่มต้นเปิดร้านไม่มั่นใจว่าจะสำเร็จ แต่ถ้าทำอะไรที่คนอื่นทำกันอยู่แล้ว โอกาสที่จะดังยาก แต่ถ้าทำอะไรใหม่ที่ไม่มีใครทำ คือมี 2 แบบ คือ ดังไปเลยหรือเจ๊งไปเลย ซึ่งเจ๊งไม่กลัว เพราะเคยผ่านการล้มเหลวกับธุรกิจร้านอาหารมาแล้ว

ถ้าทำร้านขนมแล้วดีจะดัง จึงเป็นช่องทางไปมากกว่าและมีความต้องการของกลุ่มคนที่ต้องการกินขนมหวานในแบบเปิดแบบที่ตัวเองชอบ สามารถออกจากบ้านเลือกไปกินช่วงเวลาไหนก็ได้ ตอนนั้นไม่มีร้านแบบนี้ จึงคิดว่ามีโอกาสไปได้ เมนูสร้างชื่อคือ “Shibuya honey toast” เกิดจากการไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นและได้ชิมขนมชนิดนี้ จึงกลับมาคิดออกแบบพัฒนาสูตรและรสชาติให้ถูกปากคนไทย ใช้เวลาทำอยู่หลายรอบ แต่ได้ผลงานที่ยังไม่พอใจจึงพับเก็บทำเมนูอื่นๆ ออกมาขายก่อน

จนกระทั่งคุณแม่ไปนำเนยจากต่างประเทศมาให้ จึงทดลองผสมทำสูตรใหม่ จนค้นพบสูตร “Shibuya honey toast” รวมเวลาทดลองค้นหาสูตรนี้อยู่ราว 1 ปี และถือเป็นเมนูขายดีติดท็อปอันดับ 1 ของร้านติดต่อกันยาวนานถึง 7 ปี จากทั้งหมดที่มี 9 เมนู จนออกเมนูน้ำแข็งไส “คากิโคริ” มาช่วยแชร์ยอดขายขึ้นมาไม่แพ้กัน

ความชอบที่มาทำคิดค้นพัฒนาสูตรขนมหวานทั้งที่ไม่มีความรู้และไม่เคยผ่านการเรียนทำอาหาร เกิดจากวัยเด็กที่ได้ฝึกฝนทดลองผิดถูกด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยที่ฝึกทำเยอะ ฝึกทำจากการดูรายการทำอาหารของต่างประเทศดูซ้ำไปเรื่อยๆ จนจำได้และเข้าถึงศัพท์ในการทำขนม ใช้เวลาอยู่ในครัวเกือบทุกวัน 3-5 ชั่วโมง/วัน เพื่อหาสูตร จนรู้ตัวอีกทีคือทำขนมได้แล้วปรับรสชาติเองตามความชอบ ความชอบทำขนมเกิดคู่กับการเป็นเจ้าของธุรกิจพร้อมกัน เพราะในความเป็นจริงไม่สามารถชอบขนมแต่ไม่ชอบทำธุรกิจได้ เนื่องจากมองว่าการทำขนมให้เพื่อนกินแล้วชอบทำได้ไม่ยาก เพราะทำในสิ่งที่เพื่อนชอบกินอยู่แล้วจากข้อมูลที่รู้

นอกจากนี้ยังมีทุกรายละเอียดในการทำขนมที่ต้องให้ความสำคัญทั้งคัดเลือกวัตถุดิบและใส่ใจกระบวนการทำเพื่อให้ทุกเมนูออกมาสมบูรณ์แบบให้ลูกค้าได้รับประทานในรสชาติที่ต้องการ แต่ก็มีบางเมนูที่คิดมาแล้วไม่ได้รับความนิยม แต่เป็นการสร้างความแปลกใหม่ในร้าน

“ลูกค้าต้องรอคิวนานเพื่อกินขนม อาฟเตอร์ ยู ด้วยความเป็นคนที่ชอบความสมบูรณ์แบบ ยอมช้าเสียเวลา หากทำออกมาไม่ได้มาตรฐานจะทิ้งแล้วทำใหม่เพื่อให้เมนูนั้นสมบูรณ์แบบที่สุด บวกกับลูกค้าที่มามากขึ้น”

อีกความฝันคือ การไปเปิดร้านอาฟเตอร์ ยู ในต่างประเทศ ทำขนมใส่แพ็กเกจคล้ายกับขนมของกูลิโกะหรือลอตเต้ ซึ่งเป็นขนมที่ชอบ

แม่ทัพ ต.สุวรรณ

“หมิง” แม่ทัพ ต.สุวรรณ วัย 42 ปี กรรมการผู้จัดการ เล่าว่าจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารนั้น เพราะต้องการเปลี่ยนจากการช่วยธุรกิจสำนักพิมพ์ของครอบครัวคือ บริษัท พรีมา พับบลิชชิง ที่เริ่มธุรกิจนี้ปี 2547 เมื่อธุรกิจเดินไปได้และสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองแล้ว ต้องการทำอะไรที่เป็นไอเดียของตัวเองมากขึ้น

ครอบครัวทำการค้ามาตลอดคือ “บริษัท สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช” มีความเข้าใจในเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กจึงต้องการสร้างธุรกิจของตัวเอง แต่ไม่มีผลิตภัณฑ์ ตอนนั้นครอบครัวของเมย์ ที่เป็นญาติ เพราะแม่เป็นพี่สาวของพ่อเมย์ ทำธุรกิจอาหารแช่แข็งมีติ่มซำคุณภาพดีมาก จึงต้องการทำธุรกิจบริการส่งถึงที่ (เดลิเวอรี่เซอร์วิส)

จึงนำเสนอแผนงานกับน้า (พ่อของเมย์) ว่าต้องการซื้อผลิตภัณฑ์จากโรงงานมาทำ น้ามีความคิดว่าต้องการนำผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของโรงงานมาต่อยอดทำธุรกิจร้านอาหารทะเลถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ตัวเองได้เริ่มทำงานร่วมกับเมย์เป็นครั้งแรก โดยใช้เวลาเตรียมตัวประมาณ 1 ปีก่อนเปิดร้าน แต่ทำธุรกิจไปได้ไม่ถึงปี ด้วยความที่มีประสบการณ์น้อยจึงเกิดข้อผิดพลาดจนต้องปิดตัวลง

จุดเริ่มต้นของอาฟเตอร์ ยู ไม่คาดหวังว่าผู้บริโภคจะรับไอเดียหรือคอนเซ็ปต์ร้านแบบนี้ แต่มั่นใจวิธีการทำงานของตัวเอง และมั่นใจในจุดแข็งของเมย์ ทำให้การทำงานเต็มที่และมีไอเดียไม่ซ้ำใคร จุดที่ทำให้มั่นใจในตัวเมย์เกิดจากร้านอาหารทะเลที่เมย์เข้ามาดูแลในเรื่องของเมนู ได้เห็นการทำงานของเมย์เมื่อทดลอง ปรับปรุง พัฒนาอะไรออกมา ผลลัพธ์หรือไอเดียที่คิดออกมามีเหตุผล ชิมแล้วมีรสชาติอร่อย มีวิธีการจัดการปัญหาในรูปแบบของตัวเอง และในเครือญาติพี่น้องกับเมย์ถือว่ามีความคุ้นเคยกันตั้งแต่ยังเด็กจึงไม่ต้องปรับตัวมาก

เมย์มีหน้าที่ดูแลการคิดค้นเมนู การทดลองสินค้าใหม่และด้านการตลาด วิธีการนำเสนอคอนเซ็ปต์สินค้า ตัวร้านและคอนเซ็ปต์ใหม่ ส่วนแม่ทัพดูแลงานที่เหลือทั้งหมดตั้งแต่การบริหารจัดการธุรกิจ การเงิน และอื่นๆ ทั้งหมด

สาขาแรกของอาฟเตอร์ ยู ที่เกิดขึ้นในซอยทองหล่อและเป็นร้านขนมหวานรูปแบบนี้แห่งแรกในไทย ใช้เวลาไม่เกิน 2 ปีถึงจุดคุ้มทุนทำกำไรได้ดี องค์ความรู้ที่นำมาใช้บริหารอาฟเตอร์ ยู เกิดจากประสบการณ์การทำงานที่หล่อหลอมจากทั้งธุรกิจครอบครัวที่เคยช่วยดูแลงานของไทยวัฒนาพานิช 2 ปี จากนั้นจึงมาร่วมเปิดสำนักพิมพ์กับพี่สาวคือ พรีมา พับบลิชชิง แต่ก่อนหน้านั้นจบปริญญาตรีที่สหรัฐ 2 ใบ คือ ออกแบบสถาปัตยกรรมภายในและบริหารธุรกิจ และปริญญาโท สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำงานอยู่ที่นิวยอร์ก 3 ปี ก่อนกลับมาช่วยงานครอบครัว

การทำงานที่สหรัฐได้เรียนรู้การทำงานออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในโรงงาน มีหน้าที่คล้ายกับผู้จัดการโครงการ เป็นจุดเริ่มต้นของงานบริหาร ทำให้เรียนรู้การทำงานแบบจริงจังมืออาชีพแบบฝรั่ง เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาสามารถนำมาใช้ที่อาฟเตอร์ ยู รวมถึงการออกแบบร้านด้วย

ในปีที่ 3 ของอาฟเตอร์ ยู ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตมีตลาดจริง วัดจากการตอบรับที่ดี ความต้องการที่ไม่เคยตก แม้กระทั่งมีคนนำไอเดียไปเปิดร้านในรูปแบบที่คล้ายกัน จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ จึงมีโอกาสขยายธุรกิจนี้ให้เติบโตต่อไปได้สำเร็จ อาฟเตอร์ ยู คือ ความเป็นตัวตนของแบรนด์ ทั้งผลิตภัณฑ์ รสนิยมในการออกแบบตกแต่งร้าน และวิธีการทำการตลาดที่ไม่ลดแลกแจกแถม

ทีมงานที่ดี

“กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ” ให้มุมมองว่าความสำเร็จของอาฟเตอร์ ยู เกิดจากการหลอมรวมที่ดีระหว่างเธอและ “แม่ทัพ ต.สุวรรณ” จนเกิดทีม ที่สามารถทำงานเข้าขากัน รวมถึงทีมงานที่ดี ซึ่งส่วนใหญ่มาจากทีมงานร้านอาหารทะเลร้านแรกที่ปิดตัวไป

พ่อของเธอ “วิวัฒน์ กนกวัฒนาวรรณ” ให้อิสระในการเลือกเส้นทางแม้จะมีธุรกิจของครอบครัว แต่ให้ลูกออกมาทดลองทำธุรกิจ ออกมาสร้างแบรนด์ทำร้านอาหารของตัวเอง ที่สินค้าสามารถบวกราคาได้มากกว่าการผลิตเพื่อขายเดิม ซึ่งคุณพ่อจะสนับสนุน รวมทั้งแนะนำองค์ความรู้ในธุรกิจถ่ายทอดมาให้ มีความเข้าใจภาพในโลกของธุรกิจมากขึ้น

หากอยากรู้อะไรเข้าไปขอคำแนะนำได้ตลอด เมื่อถามว่าวิธีการจะรักษาความเป็นอาฟเตอร์ ยู ให้เข้าคิว รอรับประทานขนมของร้าน เธอตอบว่า คือการรักษามาตรฐานของอาฟเตอร์ ยู ที่ยังคงความเป็น “โฮมเมด” และมีของใหม่ตลอดเวลา ปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงโดยยังคงรักษาความเป็นตัวตนไว้ เพราะลูกค้าเก่ายังชอบความเป็นอาฟเตอร์ ยู ซึ่งจะคิดเมนูใหม่ตลอดเวลา หรือ 1 เดือน/เมนู เพื่อสต๊อกไว้รอปล่อย แต่ทำออกมาขายจริงจะมีเฉลี่ย 6-8 เมนู/ปี

สำหรับสิ่งใหม่ที่อยากทำ ปิ๊งไอเดียเมนูใหม่ในหัวตลอดเวลา สิ่งที่อยากทำในอนาคตคือมีขนมที่สามารถวางขายได้ทั่วไปเหมือนกลุ่มกูลิโกะหรือลอตเต้ ที่สามารถรับประทานได้ตลอด ไม่ต้องมารับประทานเฉพาะที่ร้าน

เมย์เป็นคนเข้าถึงง่าย หรือเธอนิยามว่าเป็นแบบ “โฮมเมด” เหมือนกับขนมที่ทำถ่ายทอดออกมาผ่านแบรนด์อาฟเตอร์ ยู ได้ชัดเจน อยู่แบบนิ่งทำให้อยู่ได้นานกว่า ถ้าทำอะไรตามแฟชั่นจะอยู่ได้ไม่นาน เพราะต้องตามตลอด

หากให้ย้อนเวลากลับไปได้ เมย์ก็จะเรียนทำอาหารอย่างแน่นอนเพราะจะช่วยให้เมนูขนมหวานที่ทำออกมาดียิ่งขึ้นไป หรือมีของให้เล่นมากขึ้น แต่ด้วยจังหวะชีวิตตอนนั้นทำให้ไม่ได้เรียน แม้จะหาข้อมูลสถานที่เรียนทำอาหารไว้แล้วทั้งในอังกฤษ ออสเตรเลีย และสหรัฐ บวกกับเป็นคนชอบใช้ชีวิตในไทย แต่ชอบไปเที่ยวต่างประเทศจึงเลือกเรียนบริหารธุรกิจ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปีครึ่งเพื่อจบใช้เวลาน้อยกว่าการเรียนมหาวิทยาลัยทั่วไป

ข้อดีของการไม่ได้เรียนทำอาหารจึงไม่มีกำแพงมากั้นว่าอะไรผิดหรือถูก มีอิสระในการทดลองทำสิ่งใหม่ ที่ในตำราทำขนมสอนว่าไม่ควรทำ แต่กล้าที่จะทำจนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ขึ้นมา ส่วนการทำงานร่วมกันระหว่างลูกพี่ลูกน้องทั้งคู่มีการทะเลาะกันทุกวันเป็นเรื่องธรรมดาในการทำงาน แต่จะไม่ปล่อยให้ข้ามวัน โดยสุดท้ายต้องมองอะไรที่คล้ายกันก่อนเพื่อผลประโยชน์ของทั้งคู่ จากวันเริ่มต้นถึงวันนี้ไม่เคยมีวันไหนที่ท้อจนอยากเลิก

แต่มีวันหนักที่สุดคือวันเริ่มต้น 1-2 เดือนที่ต้องลุ้น เพราะเคยผ่านความล้มเหลวกับการทำร้านอาหารและเป็นการปล่อยของครั้งแรกที่สะสมมาตั้งแต่เด็ก ปรัชญาการทำงานคือ เริ่มจากการทำในสิ่งที่ชอบและท้าทาย สิ่งนั้นจะไม่มีวันหมดอายุ สามารถคิดทำสิ่งใหม่ได้ตลอดแม้ว่าจะมีคนเลียนแบบ

แม้จะถูกมองว่าเป็นศิลปินสูง เธอบอกว่าเฉพาะการทำขนมเท่านั้น แต่มีความคิดตรรกะของคนทำธุรกิจด้วย เพราะการจะทำร้านขนมให้สำเร็จได้ต้องมีความเป็นนักธุรกิจในตัวสูงกว่าความเป็นอาร์ติสต์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ “แม่ทัพ” มีด้วยเหมือนกัน สิ่งที่ได้เรียนมาในรั้วมหาวิทยาลัยถือว่านำมาใช้ในการทำธุรกิจของร้านได้อย่างดี เพราะจะให้ความสำคัญกับภาคปฏิบัติ ให้วิเคราะห์กรณีศึกษาธุรกิจต่างๆ ของบริษัทขนาดใหญ่มาให้ทำ ส่งผลให้ต้องฝึกการคิดวิเคราะห์ตลอดเวลา สามารถนำมาใช้ในการทำธุรกิจโดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นได้อย่างดีทั้งความเป็นไปได้ทางธุรกิจและการตลาด

 

การนำอาฟเตอร์ ยู เข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เกิดจากพ่อที่ให้ความสำคัญกับเครดิตที่ดีขึ้น รวมถึงระบบการทำงานที่เป็นมาตรฐานขึ้น เป็นการสร้างรากฐานที่ดีของธุรกิจ รวมถึงแม่และยายที่สนับสนุนความสำเร็จ อีกทั้งซึมซับมุมมองการทำธุรกิจตลอดตั้งแต่การสนทนาหลักของครอบครัวที่พ่อและแม่มักนำเรื่องมาคุยกัน

แม่ทัพ เล่าว่า เริ่มต้นแนวคิดที่จะนำอาฟเตอร์ ยู เข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา หลังจากเห็นและมั่นใจว่าตลาดมีโอกาสเติบโต และสามารถทำได้ดี ภาพของอาฟเตอร์ ยู ก่อนหรือเข้าการทำงานยังคงเดิม แต่เป้าหมายชัดเจนขึ้น เพราะก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ทำไม่ได้ตามเป้าหมายอาจไม่มีผลอะไร แต่เมื่อเข้าไปแล้วต้องทำให้ได้หรือใกล้เป้าหมายเพราะเป็นคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้

ความฝันสูงสุดต่อไปของอาฟเตอร์ ยู คือการเปิดสาขาไปทั่วโลก เพราะไอเดียจากจุดเริ่มเล็กๆ สามารถเติบโต และทำให้คนทั่วโลกได้รับความสุขจากการทำงานถือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่

ปรัชญาการทำงานคือ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่เพราะการทำงานใหญ่ แต่เกิดจากการทำงานเล็กๆ ให้ละเอียดหลายส่วนให้สมบูรณ์แล้วนำมาประกอบกันจนเกิดงานใหญ่ เปรียบเป็นการต่อจิ๊กซอว์ อีกจุดสำคัญที่ทำให้คิดว่าประสบความสำเร็จในการทำงานคือ เวลาเห็นลูกค้าที่มาใช้บริการเดินออกจากร้านด้วยความสุขและมีรอยยิ้มกลับไป

 

ผ่าภารกิจเปลี่ยนผ่านประเทศ ทั้งหมดต้องมาจบที่ สนช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/469739

ผ่าภารกิจเปลี่ยนผ่านประเทศ ทั้งหมดต้องมาจบที่ สนช.

โดย…ธนพล บางยี่ขัน, ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ย้อนกลับไปเมื่อกลางปีราวเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาเป็นภาวะที่แม่น้ำ 5 สายอยู่ในบรรยากาศแห่งความตึงเครียดมากที่สุดก็ว่าได้ หลังจากลุ้นผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงกันตัวโก่ง

แต่เมื่อผลการออกเสียงประชามติเป็นอย่างที่แม่น้ำ 5 สายตั้งความหวัง ส่งผลให้แม่น้ำทุกสายเดินหน้าใส่เกียร์ห้าอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เร่งจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ เพื่อพาประเทศเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งล่าสุดได้จัดทำเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการไปแล้วหนึ่งฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

ส่วนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะด่านสุดท้ายที่ต้องให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ก็วางแผนการทำงานไว้ล่วงหน้าพอสมควรเช่นกัน แม้ว่าการทำงานของ สนช.ที่ว่าด้วยการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นจะเริ่มได้ตามกฎหมายจะต้องรอให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ก็ตาม

ในโอกาสนี้ “โพสต์ทูเดย์” ได้มีโอกาสสนทนากับ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธาน สนช. คนที่ 1 และประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคนสำคัญในการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้ออกมาเนี้ยบมากที่สุด

สุรชัย เริ่มการพูดคุยด้วยการยืนยันว่าหัวใจของการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญครั้งนี้ คือ การถอดบทเรียนในอดีตที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาว่าในอดีตมีปัญหาอะไรบ้าง จากนั้นจะต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ประเทศเกิดปัญหาแบบนั้นอีก

“เรื่องการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ฉบับ ขณะนี้เป็นภารกิจหลักของคณะกรรมาธิการสามัญฯ ที่เข้ามารับภารกิจต่อเนื่อง เพราะได้ทำหน้าที่รวบรวมความคิดเห็นมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยเราประชุมกันต่อเนื่องทุกสัปดาห์

“ภารกิจได้แบ่งออกเป็นส่วนๆ ดังนี้ ส่วนที่หนึ่ง ติดตามเก็บข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่ามีหลักคิดอย่างไรในการยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ และกระแสตอบรับจากภาคประชาสังคมแต่ละประเด็นที่ กรธ.เผยแพร่ออกมานั้นมีประเด็นปัญหาความคิดเห็นอย่างไร ทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง เพื่อเก็บข้อมูลมาเป็นวัตถุดิบรอไว้เมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญถูกส่งมาที่ สนช. เราจะได้มีประเด็นต่างๆ ครบถ้วนว่าควรมีส่วนใดที่ต้องปรับแก้เพื่อให้สอดคล้องกับความเห็นกับภาคประชาสังคม

ส่วนที่สอง รวบรวมกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ฉบับที่เคยออกในเมื่อครั้งมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เพื่อให้คณะกรรมาธิการสามัญฯ ทำความเข้าใจไปพลางก่อนว่าในยุคสมัย พ.ศ. 2550 ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับกำหนดกติกาไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเอาไว้ใช้ศึกษาเปรียบเทียบ

ส่วนที่สามที่เราได้ทำไป คือ การเริ่มพิจารณาลงรายละเอียดในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับแรก ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พรรคการเมือง การเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งเริ่มศึกษาแล้ว โดยเอาจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพิจารณา เช่น ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ส่งมาจาก กกต. หรือเอา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตั้งและดูว่าประเด็นที่สังคมวิจารณ์กันมาก เช่น เรื่องการเก็บค่าสมาชิกพรรคการเมือง การเซตซีโร่พรรคการเมือง ก็ได้ให้คณะกรรมาธิการสามัญฯ หารือกันไปพลางก่อน

“ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. ไม่ค่อยมีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียง เพราะกติกาส่วนใหญ่จะยุติตามบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนกติกาเลือกตั้งอย่างไร กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ต้องเป็นไปตามนั้น เช่นเดียวกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว.”

สนช.มีอำนาจแก้ไขเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญได้ขนาดไหน หลังจากเริ่มมีบางฝ่ายออกมาระบุว่า สนช.มีอำนาจปรับแก้เนื้อหาที่ส่งมาจาก กรธ.ได้อย่างจำกัด? สุรชัย ตอบว่า “เออ…เรื่องนั้นเป็นอีกส่วนหนึ่งแล้ว เป็นส่วนที่ว่าด้วยขั้นตอนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ กรธ.ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมาให้ สนช. กระบวนการขั้นตอนการพิจารณาในวาระที่ 1 2 และ 3 ก็เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม สนช. อย่างไรก็ตามเวลานี้ สนช.มีการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สนช.ฉบับใหม่ เพื่อรองรับภารกิจการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ และให้กระบวนการทำงานของ สนช.สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะมีประกาศใช้ในอนาคต

“ในข้อบังคับการประชุม สนช.ฉบับใหม่มีประเด็นหนึ่งที่เรากำลังพิจารณาและยังไม่ได้ข้อยุติ คือ ขั้นตอนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ โดยกำลังพิจารณาว่าจะเปิดโอกาสให้มีสัดส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ มามีส่วนร่วมกับ สนช.ตั้งแต่ขั้นตอนการพิจารณาในคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.เลย เพื่อจะได้ลดข้อถกเถียงหรือความแตกต่างก่อนที่จะลงมติขั้นตอนสุดท้ายในวาระที่ 3

“ขณะนี้เรากำลังพิจารณาว่าจะให้สัดส่วนแก่บุคคลภายนอกประมาณ 1 ใน 5 จาก กมธ.ทั้งหมด 30-35 คน ซึ่งในสัดส่วน 1 ใน 5 ประกอบด้วย กรธ. สปท. (สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ) ในฐานะที่ดูเรื่องการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเราก็อยากได้แนวคิดของท่าน จึงอยากให้ สปท.ส่งตัวแทนมาอยู่ในคณะ กมธ.ของ สนช.ด้วย รวมทั้งศาลหรือองค์กรอิสระต่างๆ ที่เป็นเจ้าของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ ในฐานะที่ท่านต้องเป็นคนไปปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่ สนช.คิดว่ามีความรู้และความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ เช่น อาจเชิญอดีตประธาน ป.ป.ช.มาร่วมพิจารณาด้วย เป็นต้น อันนี้ตกผลึกแน่นอนแล้วว่าเราให้ที่นั่งท่านแน่ๆ แต่ที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา คือ จะให้สัดส่วนที่นั่งเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมกับจำนวน สนช.

“ตามรัฐธรรมนูญเมื่อ สนช.เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใดก็สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้เลย แต่ถ้ามีการแก้ไขเนื้อหาและนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 11 คน ระหว่าง สนช. กรธ. องค์กรอิสระ ผลโหวตของคณะกรรมาธิการร่วมเป็นอย่างไรก็ส่งกลับมาที่ สนช. ถ้า สนช.เห็นด้วยก็จบ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แต่หาก สนช.จะไม่เห็นด้วย รัฐธรรมนูญกำหนดให้ สนช.ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่า 2 ใน 3 จากจำนวน สนช.ทั้งหมด

“ทั้งหมดนี้จะเป็นการตอบคำถามว่า สนช.ยังมีอำนาจแก้ไขได้นะ ถ้าคณะกรรมาธิการร่วม เห็นด้วยก็เป็นอันยุติ แต่ถ้าคณะกรรมาธิการร่วม ไม่เห็นด้วยก็ต้องทำความเห็นกลับมายัง สนช.อีก ซึ่งจะเป็นสิทธิของ สนช.ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ โดยใช้เสียงตัดสินในสัดส่วน 2 ใน 3 อย่างไรก็ตามทั้งหมดต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 60 วัน”

เท่ากับว่าที่สุดแล้ว สนช.ยังคงเป็นคนชี้ขาดตัวจริง และเวลาชี้ขาดในแต่ละประเด็นจะเอาอะไรเป็นตัวตั้ง เพราะแต่ละประเด็นทั้ง กรธ. สนช. และภาคประชาชนก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมาก? รองประธาน สนช.เปิดเผยว่า “ในใจผมส่วนตัวขณะนี้มีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว คือ 1.แนวทางไหนที่เป็นประโยชน์กับประเทศมากที่สุด 2.เราต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกกำหนดกรอบหรือเจตนารมณ์ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

“ในมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดไว้เลยว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างน้อยต้องประกอบด้วยเนื้อหา 10 ประการ 1 ใน 10 ประการ คือ ถ้าพูดถึงกฎหมายเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตจะต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการทุจริต หรือถ้าพูดถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ก็ต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตเลือกตั้ง

“ดังนั้น เราก็ดูว่าความเห็นไหนเถียงกัน ความเห็นไหนที่จะสอดรับและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในเรื่องนั้นได้ดีกว่ากัน แต่ถ้าทุกๆ แนวทางเป็นประโยชน์และมีประสิทธิภาพทั้งสิ้น เราก็จะดูว่าแนวทางไหนที่มันไปกระทบกระเทือนหลักเดิมน้อยที่สุด”

ภาพหนึ่งที่หลายฝ่ายเห็นมาตลอด คือ ความขัดแย้งทางความคิดระหว่าง กรธ.กับ สนช. ซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่แนวความคิดของ สนช.ที่ต้องการให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีให้ที่ประชุมรัฐสภาเลือก แต่ กรธ.ปฏิเสธเรื่อยมาจนถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เริ่มมีเมฆหมอกที่ทั้งสองฝ่ายจะวิวาทะกันอีกรอบ

ในประเด็นนี้ สุรชัย ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า “ไม่รู้เหมือนกัน คุณมองเองหรือเปล่า แต่ว่าก็มีความเป็นไปได้ที่ความคิดเห็นจะแตกต่างกัน เพราะอย่าลืมนะว่าฝั่ง สนช.มีตั้ง 250 คน และเราก็ไปควบคุมความคิดของสมาชิกทั้ง 250 คนไม่ได้ และในบรรดา 250 คน ท่านก็ได้รับข้อมูลความรู้มาจากแหล่งต่างๆ

“ผมคิดว่าการมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเป็นเรื่องดีที่จะสะท้อนให้ประชาชนได้เห็นว่าเราทำงานไม่ได้ซูเอี๋ยหรือสมยอมกัน และไม่ได้ทำงานภายใต้ใบสั่งของใคร กรธ.ทั้ง 21 ท่านก็มีความคิดอย่างหนึ่งท่านก็ว่าไป สนช.มีความคิดเหมือนหรือต่างกันอย่างไรก็ว่าไป

“แต่สุดท้ายความคิดเห็นทั้งหมดจะต้องมาหลอมกันในเวทีของที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้ได้กติกาใหม่ที่จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศมากที่สุด เราจะได้ไม่ต้องวนกลับไปในเรื่องเดิมๆ แต่บางเรื่องบางราวในมุมมองของ สนช.ก็ต้องถอดบทเรียนมาดูว่าในทางปฏิบัติสามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวมมากที่สุด”สุรชัย ทิ้งท้าย

จัดสรรประโยชน์ให้ลงตัว หัวใจสู่ความสำเร็จ

“ท่านรองสุรชัย” เป็นชื่อที่สมาชิก สนช.ในสภาต่างใช้เรียกรองประธาน สนช.ท่านนี้เวลาเจอหน้าค่าตากัน ซึ่งถ้าพลิกประวัติศาสตร์ทางการเมืองในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่ามีชื่อของ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” ถูกบันทึกเอาไว้ด้วย

กล่าวคือ ในปี 2550 เข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ผ่านประชามติ จากนั้นเข้ามาเป็น สว.สรรหา เชี่ยวชาญงานด้านนิติบัญญัติจนได้รับความไว้วางใจจากวุฒิสภาให้ทำหน้าที่รองประธานวุฒิสภา

ปรากฏว่าการเป็นรองประธานวุฒิสภาของสุรชัยถูกจับจ้องจากหลายฝ่ายเป็นอย่างมาก เนื่องจากในช่วงปี 2557 ก่อนจะเกิดการรัฐประหาร เวลานั้นสุรชัยเป็นผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติเพียงคนเดียวที่สามารถทำหน้าที่ได้ หลังจากเวลานั้นมีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ประธานวุฒิสภาขณะนั้นก็ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดจนต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว

เมื่อเหลือเพียงสุรชัยทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติคนเดียว จึงได้เข้ามาเป็นแกนนำในการรวบรวมผู้นำหลายภาคส่วนมาร่วมปรึกษาหาทางออกให้กับประเทศ แต่ภารกิจยังไม่ทันเสร็จสิ้นเท่าไหร่ ทหารก็ตัดสินใจรัฐประหารในเวลาต่อมา

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ สุรชัยจึงยืนยันว่าการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะประสบความสำเร็จได้ ทุกฝ่ายจำเป็นต้องนำบทเรียนที่ผ่านมามาพิจารณาและวิเคราะห์ร่วมกันหาทางออก

“การร่างรัฐธรรมนูญในอดีตมีความต่างกันกับปัจจุบันบ้าง อย่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่ได้มีกติกาว่าพอรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้วคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญสมัยนั้นต้องทำกฎหมายลูก แต่มอบหมายให้เป็นหน้าที่องค์กรที่เกี่ยวข้องเวลานั้นดำเนินการ ทว่าน่าเสียดายมีกฎหมายบางฉบับดำเนินการไม่เสร็จภายในเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด ตรงนี้แหละถึงได้มีการถอดบทเรียนจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ออกมา และกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการให้เสร็จเลย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก”

สุรชัย มองถึงการที่หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า “ส่วนตัวไม่ได้มองว่าเป็นความขัดแย้งอะไรนะ แต่ผมมองว่าเป็นความคิดเห็นที่แตกต่างกันเท่านั้น จากสภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการแสดงออกของผู้มีส่วนได้เสียในกฎหมายแต่ละฉบับมากกว่า ฝ่ายการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองหรือนักการเมืองก็จะให้ความสนใจไปที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กกต.ก็จะดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ กกต.

“อันนี้มันก็เป็นการสะท้อนบริบททางการเมืองว่าการเมืองก็เป็นเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ เมื่อใดที่ผลประโยชน์แต่ละฝ่ายลงตัว ความขัดแย้งก็จะไม่มีหรือมีน้อย แต่เมื่อใดที่ไม่ลงตัว แน่นอนว่าทุกคนก็จะสะท้อนความคิดเห็นที่แตกต่างออกมา และดูประหนึ่งว่าเป็นเรื่องของความขัดแย้ง แต่ผมมองว่าเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย

“สุดท้ายมันเป็นเพียงว่าจะทำอย่างไรให้ผลประโยชน์ทุกฝ่ายลงตัวและนำไปสู่ผลประโยชน์ของประเทศชาติ อย่างเช่นเรื่องของการเซตซีโร่องค์กรอิสระหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ไปดูว่าคัดค้านการเซตซีโร่เพียงเพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่ต้องดูต่อไปว่าไปกระทบกระเทือนสิทธิของคนที่มีสิทธิอยู่เดิมหรือไม่ ขัดกับหลักกฎหมายพื้นฐานหรือขัดต่อหลักนิติธรรมหรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือไม่

“ท่านได้ทำหน้าที่ได้ดีถูกต้องและสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือเจตนารมณ์หรือไม่ ที่ปรับเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ให้สูงขึ้นเขามีวัตถุประสงค์อะไร ถ้าคนที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายเดิมแต่ไม่ได้ตามคุณสมบัตินั้น ถ้าอยู่แล้วจะเป็นความเสียหายต่อภารกิจบ้านเมืองหรือไม่ อันนี้คือรายละเอียดที่เราต้องนำมาพิจารณาและชั่งน้ำหนักทั้งหมด ยืนยันว่า สนช.จะดูแลให้ดีที่สุด และไม่ให้เป็นปัญหากับบ้านเมืองต่อไปในอนาคต”สุรชัย ระบุ

“2560” ปีสำคัญโรดแมป “สะสางทุกอย่าง-ไม่ทิ้งใต้พรม”

นอกเหนือไปจากภารกิจเกี่ยวกับการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดแล้ว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยังมีภารกิจเพื่อชาติสำคัญที่ต้องทำอีกหลายประการ ซึ่งในมุมมองของ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธาน สนช.คนที่ 1 คิดว่ามีอีก 2-3 เรื่อง โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศโดยเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้กับการพาประเทศไปสู่การเลือกตั้ง

รองประธาน สนช.คนที่ 1 เริ่มสกัดภารกิจของ สนช.ที่ต้องลงมือทำในปี 2560 ว่า “ปีหน้าจะเป็นโรดแมปช่วงระยะสุดท้ายที่สำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านประเทศอย่างมาก ตั้งแต่ภารกิจเรื่องการเร่งรัดต้องให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ถ้ากฎหมาย 4 ฉบับมีผลใช้บังคับแล้ว จะนำไปสู่การกำหนดการเลือกตั้งภายใน 150 วันตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนด อันนี้เป็นภารกิจและเป้าหมายหลักที่เราต้องขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายนั้นให้ได้

“ขณะเดียวกัน ภารกิจของ สนช.ไม่ได้มีเพียงแค่การนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านเพื่อไปสู่การเลือกตั้งและจัดตั้งสภาและรัฐบาลชุดใหม่เท่านั้น แต่ภารกิจที่พวกเราจะต้องไม่ลืม ซึ่งบางส่วนอาจจะลืมเลือนๆ ไปแล้ว เพราะมุ่งไปสู่การเลือกตั้ง คือ ภารกิจในเรื่องการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป

“การปฏิรูปประเทศเป็นกระแสเรียกร้องของสังคมก่อนที่จะเกิดการรัฐประหารเมื่อปี 2557 อันนี้เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ สนช.ต้องขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม ตั้งแต่เรื่องของการจัดทำกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทั้งหมดมีกรอบระยะเวลาในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว สนช.จะต้องเข้ามาช่วยดูแลเรื่องพวกนี้ เพื่อวางกรอบและกติกาให้กับประเทศว่าหลังจากการเปลี่ยนผ่านและหลังจากแม่น้ำ 5 สายถอนตัวออกไปแล้ว และผู้รับผิดชอบบ้านเมืองชุดใหม่เข้ามาแล้ว

“พวกท่านจะต้องทำภารกิจสองอย่างควบคู่กันไปเช่นเดียวกัน คือ ภารกิจการปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่องกับภารกิจใหม่ภายใต้วิสัยทัศน์และนโยบายใหม่ของรัฐบาลชุดใหม่ แต่ปัญหาที่สะสมอยู่ในบ้านเมืองมันจะดันกลับไปซุกใต้พรมเหมือนเดิมอีกไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เรากังวลและเราก็พยายามที่จะทำให้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้รับการแก้ไขผ่านกลไกต่างๆ ที่จะออกมาเป็นกฎหมายในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นอีกหนึ่งภารกิจของ สนช.ที่จะต้องทำควบคู่กันไป

“เราตั้งความหวังไว้อย่างนั้นนะ ผมก็อยากเห็นบ้านเมืองได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังเสียทีในช่วงสมัยนี้ เราจะได้ไม่ต้องมาย้อนรอยและไม่ต้องมาพูดกันตลอดอีกว่า ทำไมวัฏจักรการเมืองไทยมันถึงได้ซ้ำซากอยู่อย่างนี้ แต่ถ้าเรายังปฏิบัติตัวแบบเดิมๆ มันก็ต้องซ้ำซากแบบเดิมอีก ความขัดแย้งมันก็ยังอยู่ แต่หากทุกฝ่ายยอมรับที่จะปรับตัวเองโดยมีจุดหมายร่วมกัน คือ เพื่อประเทศชาติและประชาชน ทุกอย่างก็จะดีขึ้นนะ

“นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่อยู่ในบัญชีเป้าหมายของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้เป็นบัญชีระดับเร่งรัดอยู่ 45 ฉบับที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติขอให้ สนช.ช่วยเร่งรัดเป็นกรณีพิเศษ นอกเหนือจากนั้นยังมีกฎหมายที่ค้างอยู่ในบัญชีของรัฐบาลอีกรวมแล้วประมาณมากกว่า 100 ฉบับ ทั้งหมดนี้เป็นภารกิจที่สามที่เราตั้งเป้าว่าก่อนที่ สนช.จะพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไป สนช.จะต้องสะสางงานพวกนี้ให้เสร็จภายในห้วงเวลาที่เหลืออยู่”

อย่างไรก็ตาม เรื่องการสร้างความปรองดองเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่รองประธาน สนช.คนที่ 1 คิดว่าเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาร่วมกันเพื่อให้เกิดการแก้ไขที่ถูกทิศทาง

“มันขึ้นอยู่กับปัจจัยสองถึงสามปัจจัย ถ้าทุกคนมีความเข้าใจต่อแนวคิดในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านประเทศว่าผู้ที่รับผิดชอบบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้ ก็มีจุดยืนชัดเจนในการที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เรามาช่วยกันในการฟื้นฟูประชาธิปไตย ส่วนไหนที่ยังอ่อนแอและที่ยังมีความเห็นที่แตกต่าง ก็มาช่วยกันด้วยการหลอมรวมเอาทุกๆ ความคิดมาขับเคลื่อนประเทศชาติไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้

“ตรงนี้มันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ความไม่เข้าใจกันมันลดลงไปได้ หรือกลายมาเป็นความเข้าใจที่ตรงกัน ความปรองดองมันจะเกิดขึ้นได้เอง อีกปัจจัย คือ การกระทำของรัฐบาลเอง ก็จะต้องมีจุดยืนหรือมีแนวทางในการปฏิบัติกับทุกๆ ฝ่ายภายใต้บทกฎหมายที่เสมอภาคกัน แนวทางที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ การใช้กฎหมายเป็นแนวทางในการดำเนินการกับทุกๆ ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม โดยให้ทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเหมือนกันทั้งหมด ก็จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้เห็นถึงการไม่เลือกปฏิบัติ

“สุดท้ายขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลในการที่จะหยิบมาเลือกใช้หรือไม่หยิบมาเลือกใช้ คือ เรื่องของการที่จะนำวิธีการใดวิธีการหนึ่งเข้ามาแก้ไขปัญหาความไม่ปรองดอง ถ้ายังคงมีหลงเหลืออยู่ ประเด็นสำคัญ คือ เราทุกฝ่ายจะต้องไม่เอาการเมืองนำเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา ก็คือที่ผ่านมาจะไปยึดติดกับการเมืองของแต่ละค่ายความคิดเป็นหลักโดยลืมเรื่องของหลักการสำคัญของประเทศ ลืมเรื่องของความมั่นคงของประเทศ อันนี้มันจะทำให้การขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมสงบสุข และสังคมที่มีความปรองดอง ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่จะถูกบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มันจะไม่บรรลุวัตถุประสงค์

“แต่ถ้าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน หลอมความคิดเข้าด้วยกัน และอะไรที่เคยเป็นความคิดต่างด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองหรืออุดมการณ์ทางความคิดที่เราอาจไปกอดความคิดหรืออุดมการณ์นั้นแน่นจนเกินไป ก็คลายตัวลงมาระดับหนึ่ง และก็หลอมความคิดไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้มันก็จะคลี่คลายไปได้”

สุดท้ายรองประธาน สนช.เชื่อว่าการทำงานในช่วงสุดท้ายของโรดแมปจะเป็นไปอย่างราบรื่น โดยไม่มีปัจจัยใดๆ ที่เข้ามาสร้างปัญหาจนทำให้การทำงานตามโรดแมปล่มลงกลางคัน แต่เหนืออื่นใดทุกอย่างต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วยการปรับปรุงตัวเองเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

“ขณะนี้ผมยังมองไม่เห็นนะว่าจะมีอะไรมาทำให้โรดแมปสะดุด เว้นแต่ปัญหาความไม่สงบ ปัญหาความขัดแย้งที่จะนำไปสู่ความวุ่นวายของบ้านเมือง ถ้าทุกอย่างเดินไปในสภาวะแบบนี้ ทุกฝ่ายยอมรับกฎและกติกาชุดใหม่ และปรับตัวเองมาแข่งขันกันภายใต้กติกาใหม่ภายใต้ระบบการเลือกตั้งที่เราหวังว่าจะให้เป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม เปลี่ยนแนวคิดแนวทางที่เคยยึดและมาสู่แนวทางร่วมกันตามเข็มทิศที่แม่น้ำ 5 สายได้พยายามวางไว้ ผมก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีอะไรเป็นปัญหาและอุปสรรค” รองประธาน สนช.สรุป

 

“อย่าใจร้อนไม่งั้นจะเป็นเหมือนผม”อุทาหรณ์จากความขาดสติ ดีเจเก่ง-ภัทรศักดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 19:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/469161

"อย่าใจร้อนไม่งั้นจะเป็นเหมือนผม"อุทาหรณ์จากความขาดสติ ดีเจเก่ง-ภัทรศักดิ์

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เที่ยงตรง ณ ศาลา 4 วัดบัวขวัญ จ.นนทบุรี ชายหญิงสี่ห้าคนแต่งชุดดำไว้ทุกข์นั่งล้อมวงกินข้าวกันเงียบๆ ภายในศาลาประดับประดาพวงหรีดดอกไม้ ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา หุ่นสมาร์ท พร้อมเพื่อนอีกคน ช่วยกันยกโลงศพขึ้นไปตั้งไว้ด้วยความระมัดระวัง สีหน้าสงบเสงี่ยม เสร็จแล้วจึงเดินลงมาทักทายด้วยรอยยิ้มบางๆ

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี 2559 คนไทยทั้งประเทศยังคงจำกันได้กับชายที่ชื่อ  ดีเจเก่ง-ภัทรศักดิ์ เทียมประเสริฐ อดีตดีเจคลื่นวิทยุชื่อดัง ผู้ก่อเหตุถอยรถกระบะชนคู่กรณีหลังกระทบกระทั่งกัน เนื่องจากขับรถเบียดกันไปเบียดกันมา บริเวณถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กทม.

คลิปสั้นๆที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ทำให้ “ดีเจเก่ง เกียร์R” ถูกสังคมประณามถล่มจมดิน ถูกยึดรถพร้อมใบขับขี่ ถูกดำเนินคดีข้อหาหนัก ทั้งยังต้องตกงาน แยกทางกับภรรยา เรียกว่าชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือชั่วข้ามคืน

วันนี้ ผ่านไปกว่า 11 เดือน หลังกระแสข่าวสร่างซาลง เขาตัดสินใจออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ และต้องการนำประสบการณ์ความผิดพลาดของตัวเองมาเป็นอุทาหรณ์ให้แก่สังคม

ช่วยเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์วันนั้นอีกครั้ง

วันเกิดเหตุ ผมกำลังจะเอาเครื่องเสียงของคลื่นวิทยุที่เป็นดีเจอยู่ไปซ่อม แล้วกะว่าจะไปเยี่ยมอาจารย์ที่ศูนย์ฝึกอาชีพดินแดง เพราะผมเคยเรียนตัดผมกับแก ตัดผมให้คนที่ไม่มีเงินฟรีมาหลายปีแล้ว

ตอนนั้นขับรถไปถึงช่วงเลี้ยวเข้าถนนมิตรไมตรี เจอรถติด ผมก็ขับต่อๆแถวกันไป พอถึงช่วงทางโค้ง ก็สังเกตเห็นรถยาริสสีแดงคันหนึ่งเปิดเลนใหม่ ซึ่งช่องทางนั้นเป็นเลนสวน พูดง่ายๆคือ เขาพยายามจะเข้ามาแทรก ผมรู้สึกว่ามันไม่ถูกกฎจราจร เลยไม่ยอมให้เข้า หลังจากนั้นก็เกิดการเบียดกันไปเบียดกันมา ผมก็ไม่ยอมอยู่แล้ว เพราะขับมาในเลนตัวเอง พอเข้าไม่ได้ เขาก็มาต่อท้ายผม จากนั้นจากภาพที่ปรากฎในกล้องวงจรปิดของกทม.คือ คนขับยาริสสีแดงเปิดประตู วิ่งลงมาทุบกระจกประตูรถผม 1 ครั้ง

ทุบแรงมาก ถ้าไม่ติดฟิล์มกระจกคงแตกแน่ๆ ผมนึกในใจ —ใหญ่มาจากไหนวะเนี่ย รถผมก็เหมือนบ้าน ใครมาทุบบ้านเราเราก็ไม่ยอม แต่ผมยังไม่กล้าลง เพราะไม่แน่ใจว่าเขาเอาอะไรลงมาด้วยรึเปล่า ก็กลัวอันตรายเหมือนกัน

หลังจากนั้นเขาก็วิ่งไปที่รถ ผมก็ใจคอไม่ดี พอเขาขึ้นรถ ผมก็ถอยรถโดยไม่ได้หันไปมอง ถอยชนรถเขาไป 1 ที แล้วฉีกออกซ้าย เพราะคิดว่าขืนอยู่ไปไม่ปลอดภัยแน่ ปรากฎว่าเขาขับตามมา กล้องวงจรปิดของกทม.เห็นเลยว่า ท้ายรถยาริสกระตุก ซึ่งถ้าเหยียบเบรค ไฟเบรคจะขึ้น แต่นี่ไฟเบรคไม่ขึ้น แต่ท้ายรถกระตุก นั่นแสดงว่าโดนอะไรอยู่ข้างหน้า นั่นก็คือ รถผม เขาชนท้ายรถผม ผมโดนทั้งเบียด โดนทั้งทุบรถ โดนทั้งชนท้าย ผมก็ไม่ไหว ขาดสติ โมโหจัด เลยถอยไปชนเขา 2 ที

จะบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันมีมากกว่าที่เห็นในคลิป

ใช่ครับ ภาพที่เห็นในคลิปนั้นตอนท้ายๆแล้ว

ผมยอมรับว่าขาดสติ ผมถือประแจลงเพื่อป้องกันตัว เพราะผมไม่รู้ว่าเขาพกอะไรมาบ้าง ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยเลยคว้าประแจที่อยู่ประตูฝั่งขวาลงมา ตอนนั้นในมือผมยังคุยโทรศัพท์กับตำรวจอยู่เลย ผมโทรไปแจ้ง 191 ว่าเกิดเหตุขึ้น ตำรวจถึงได้มา ในคลิปที่ผมตะโกนว่า”จะทำไมๆ” นั่นคือผมขู่เขา ถ้าคนจะฟาดจริงๆเขาฟาดไปแล้ว แต่ผมมีแม่ต้องดูแล มีครอบครัว คงไม่กล้าทำอย่างนั้น และที่ผมเคยบอกว่าพี่วินมอเตอร์ไซค์มาช่วย ผมถึงรอด ลองคิดดูนะครับตามหลักแล้ว คนถือประแจ ถ้าคนจะเข้ามาช่วย เขาต้องกันคนที่มีอาวุธ แต่นี่พี่วินเอาตัวคนขับยาริสออกไปจากรถผม ซึ่งมันดูได้อยู่แล้วว่าผมไม่มีเจตนาจะทำร้ายเขา

แต่จังหวะที่เป็นปัญหาในคลิปคือเราถอยไปชนเขา แล้วโกหกว่าเขาขับชนเรา

หลังเกิดเหตุ คนที่มาถ่ายคลิปเขายังโทรมาหาผมเองเลยว่า ขอโทษด้วยนะที่ถ่ายไว้ไม่หมด อัดไม่หมด ผมก็บอกไม่เป็นไรครับ แต่อนาคตผมพังไปแล้ว

ผมไม่โกรธเขาหรอก ตอนนั้นมันเป็นตอนท้ายเรื่องแล้ว แต่ตอนแรกๆที่มีเรื่องกันมาก่อน ถ้าไม่มีกล้องวงจรปิดของกทม.ผมก็แย่เหมือนกัน

ทำไมถึงไม่ออกมาค้านตั้งแต่ช่วงแรกๆ

ผมมีแม่ต้องดูแล ผมมีลูก 2 คน บ้านผมมีแต่ผู้หญิง เลยไม่อยากจะมีเรื่องกับใคร ตอนนั้นแม่ผมบอกว่าถ้ายอมเขาได้ก็ยอมไป ให้เรื่องมันจบ พอผมยอม คนก็ไม่เข้าใจ มาคอมเมนต์ด่าเสียๆหายๆ

มารู้ตอนไหนว่าโลกโซเชียลเล่นงานเราแล้ว 

พอมาถึงสน.ดินแดง ในเฟซบุ๊กก็เริ่มลงคลิปผมแล้ว ด่ากันใหญ่เลย

แต่เรื่องที่คนไม่รู้คือ พอถึงสน.ปุ๊บ คนขับยาริสเขายอมความเลย มันน่าแปลกไหมครับว่า ผมไปชนเขาขนาดนั้น แต่พอไปถึงสน.เขายอมความให้ผมเลย เขายอมเพราะเขาเป็นฝ่ายมาหาเรื่อง ผมก็โอเค จบก็จบ แต่เผอิญคลิปมันออกไปอย่างนั้น ก็เลยเป็นกระแส ตอนนั้นครอบครัวของผมเดือดร้อนมาก ได้รับผลกระทบ แถมพูดไปคนก็ไม่เชื่อ ทั้งที่ผมมีหลักฐาน มีพยานบุคคล

วันนั้นในที่เกิดเหตุ รถผมอยู่ข้างหน้า รถยาริสสีแดงอยู่ข้างหลัง หลังยาริสสีแดงมีแท็กซี่อีกคันหนึ่ง ในนั้นมีผู้หญิงท้องกับคนขับแท็กซี่ เขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่พอเขาไปชี้แจงในเฟซบุ๊ก กลับโดนคอมเมนต์ถล่มด่าเสียๆหายๆทั้งที่เป็นผู้หญิงท้อง ตอนหลังได้ข่าวว่าเขาไปแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาทไว้ด้วย

กระแสโซเชียลมันแรงมาก ผมก็ดูอยู่ตลอด ผมขอที่บ้านชี้แจง ที่บ้านบอกว่าอย่าไปพูดเลย ให้มันจบๆไปเถอะ ผมเป็นคนเชื่อฟังแม่และต้องดูแลครอบครัว สุดท้ายก็ต้องยอม

ตอนออกมาแถลงข่าวแล้วร้องไห้ วินาทีนั้นรู้สึกอย่างไร

อารมณ์ตอนนั้นอยากจะชี้แจง แต่แม่ขอไว้ เราก็ต้องทำให้ครอบครัว ต้องยอมรับสภาพ เพื่อไม่ให้ไปมีผลกระทบกับคนอื่น

รู้สึกยังไงกับในวันที่โดนโลกโซเชียลถล่มหนักๆ

อยากจะบอกพวกเขาว่า เดี๋ยวนี้ การจะลงคลิปอะไรไปสักคลิปนึง คนในเน็ตเขาไม่โง่แล้วนะครับ

ยกตัวอย่างเคสผม มีคนลงคลิปไปปุ๊บ คนก็ดูแต่คลิปช่วงท้ายๆ พอมารู้ทีหลังว่าเฮ้ย เขามีคลิปเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ก็มีคนมาชี้แจงว่าเฮ้ย รู้รึเปล่าว่าก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวนี้เขามีวิจารณญาณ มีความคิดวิเคราะห์ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถ้าเป็นเคสที่มีคลิปให้เห็นตั้งแต่ต้นจนจบนั่นก็เรื่องนึง แต่เคสผมมันไปปรากฎแค่ตอนท้าย คนเลยเข้าใจผิดกันไปไกล

วันแรกคนดูคลิปผม 5 แสน วันที่สอง 10 ล้าน วันที่สามที่ไปทั่วประเทศเลย เขาคอมเมนต์อะไรกันเรียบร้อย ตัดสินกันไปแล้ว กล้องวงจรปิดของกทม.เพิ่งจะออกมาทีหลัง ทุกคนเลยอ๋อ มันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้นี่เอง ไม่มีหรอกครับที่อยู่ดีๆจะถอยไปชนคนอื่นขนาดนั้น

ตอนที่เจ็บปวดที่สุด โดนด่าว่าอะไร

ด่าถึงพ่อแม่ ด่าถึงนามสกุล ด่าโรงเรียน ด่าคนที่ผมรัก ซึ่งไม่เกี่ยว ผมเป็นคนสร้างเรื่องขึ้นมา จะด่าอะไรก็ด่ามาที่ผม คนอื่นไม่เกี่ยว

เฟซบุ๊กผมปลิวไปตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่องแล้ว โดนรีพอร์ต แต่มีคนสร้างเฟซปลอมผมขึ้นมาใหม่เป็นสิบๆเพจเลย สร้างขึ้นมาด่าโดยเฉพาะ ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่คิดเลยว่าผมไปสน.ไปให้ปากคำอยู่ตลอด คงไม่มีเวลาไปตอบเมนต์ทุกคนหรอก

โซเชียลเน็ตเวิร์กนั้น ถ้าเกิดเราใช้ให้เป็นประโยชน์ก็ดี แต่ถ้าใช้ในทางที่ผิดมันก็แย่มาก เหมือนกับเราโพสต์เรื่องของคนอื่นลงไป ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องจริงไหม มันก็เหมือนไปทำบาปให้คนอื่นแล้ว

ชีวิตหลังจากนั้นได้รับผลกระทบยังไงบ้าง

เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ จากคนที่มีงานทำ มีภาระที่ต้องดูแลมากมายหลายอย่าง มีพิธีกร ดีเจ งานอีเวนท์ ก็ตกงาน อยู่กับบ้าน พี่ๆเขาบอกให้พักงานก่อน เขาเข้าใจเรานะครับ ผมทำงานดีเจมา 9 ปี ผมอยากจะชี้แจงบอก “พี่ รอผมหน่อย ขอให้ครอบครัวผมพร้อมก่อน แล้วเดี๋ยวผมออกมาแน่” แต่ครอบครัวผมยืนยันว่าไม่ต้องแล้ว ให้เรื่องมันจบๆไป

เรื่องแยกทางภรรยา พอเกิดเรื่อง ความคิดเรามันสวนทางกัน มันมีผลกระทบต่องานของเขา ต่อเพื่อนของเขา ก็เลยจบดีกว่า ตอนนี้ผมมีลูกสองคน คนโต 5 ขวบ คนเล็ก 1 ขวบกับอีก 3 เดือน ตอนแรกก็กลัวว่าจะมีผลกระทบกับเขาตอนไปโรงเรียน ปรากฎว่าพ่อแม่ผู้ปกครองของเพื่อนลูกเขามีการศึกษา มีความคิด วิเคราะห์ มีเหตุผลแยกแยะ เขาเข้าใจเรื่องราวมันเป็นยังไง พ่อส่วนพ่อ ลูกก็ส่วนลูก เขาก็มาพูดกับผมดี

ถามว่าเสียใจไหม คือเราโตๆกันแล้ว สำคัญที่สุดคือ ต้องช่วยกันดูแลลูก ลูกผมเป็นลมชัก ชักวันละ 7 รอบ ชักแล้วตัวเขียว นี่ยังไม่ทราบสาเหตุ แต่ค่าใช้จ่ายสูงมาก ผมเลยต้องทำเพื่อเขา แม่ผมเป็นโรคกระดูกคอเสื่อม เป็นความดันด้วย ผมเลยต้องดูแลเขา ตอนนี้อยู่กับแม่ที่ซอยสามัคคี

ช่วงแรกๆแม่ผมโดนคนโทรเข้ามาต่อว่าว่าเลี้ยงลูกยังไงให้เป็นแบบนี้ ไม่รู้เขาเอาเบอร์มาจากไหน แม่ผมอธิบายไปว่า คุณดูแค่นั้นคุณตัดสินแล้วเหรอว่าลูกฉันเป็นคนยังไง คนมันขาดสติ ทำอะไรก็ได้ ทำอะไรไปไม่คิด

ส่วนเพื่อนฝูงให้กำลังใจดีมากครับ ให้กำลังใจตลอดเวลา ทั้งเพื่อนสมัยเรียนช่างกล มัธยม มหาวิทยาลัย ทุกคนให้กำลังใจผมหมด ไม่มีใครว่าอะไรเลย เขารู้นิสัยผมดี พ่อผมเป็นทหารเขาสอนตลอดว่า ห้ามไปรังแกใคร แต่ใครมารังแกก่อนค่อยสู้ เวลาดูข่าวขับรถปาดไปปาดมาแล้วตีกันก็บอกเสมอว่า ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง ผมก็ยอมมาตลอดนะ แต่คนเรามันมีขีดจำกัด

ช่วงเกิดเรื่องใหม่ๆกล้าออกนอกบ้านไหม

ช่วงเกิดเรื่องใหม่ๆ ผมหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน 2-3 อาทิตย์ แม่ก็เป็นห่วง เพราะผมเป็นคนคิดเยอะ เครียด ฟุ้งซ่านมาก ตอนนั้นที่ถอยไปผมสำนึกนะ แต่ใจนึงก็อยากจะชี้แจงว่า เรื่องเกิดขึ้นเพราะโดนยั่วยุ มันถึงขีดสุดจริงๆถึงทำลงไปอย่างนั้น

พอจะออกจากบ้านก็กลัวว่าชาวบ้านเขาจะไม่เข้าใจ ก็ลองเดินออกไปดู ปกติครับ เพื่อนบ้านทักทาย พูดคุยให้กำลังใจ ทีนี้ผมเลยลองเดินไปตลาด ก็มีคนมาขอถ่ายรูป เขาบอกหนูเข้าใจ หนูเห็นคลิปทั้งหมดแล้ว

เห็นว่าถึงขั้นบวชเลย

ผมบวชช่วงเดือนเมษายน บวชนานครึ่งเดือน พระที่นี่ก็ขัดเกลาจิตใจ สอนผมว่า สิ่งที่ไม่ดี ใครคิดไม่ดี ทำไม่ดีกับเรา มันจะเข้าตัวเขาเอง สิ่งที่ดีๆ เขาคิดดี พูดดี ทำดีกับเรา มันก็เข้าตัวเขาเอง เพราะฉะนั้นเธอไม่ต้องทำอะไรเลย ตามหลักพุทธศาสนาคือเราต้องวางเฉย อุเบกขา

ถึงวันนี้ ไม่โกรธ ไม่แค้นเลยสักนิดเดียว ผมปลง ผมไปช่วยงานวัดทุกวัน มีอยู่ครั้งหนึ่้งไปช่วยยกศพขึ้นศาลา ลูกสาวคนตายเขาจำผมได้ ก็มองว่าผมจะทำอะไร ไปยกศพพ่อแม่เขา พอเขาเห็นผมยกศพพ่อเขา ทำให้ฟรี ไม่เคยเรียกร้องเงิน เสร็จแล้วเขามานั่งคุยกับผม ผมก็เอาหลักฐานให้ดู เขายกมือไหว้เลยบอกว่า หนูขอโทษค่ะ หนูฟังแต่สื่ออย่างเดียว ไม่เห็นพี่ออกมาชี้แจงอะไรเลย ผมก็บอกว่าผมห่วงครอบครัว

ผ่านช่วงเลวร้ายมาได้อย่างไร

ผ่านมาได้เพราะคนที่ผมรัก แม่ให้กำลังใจผมตลอด ครอบครัวให้กำลังใจ เพื่อนฝูงให้กำลังใจ เท่านี้ผมก็อยู่ได้แล้ว ถ้าไม่มีใครเข้าใจ ผมก็คงแย่ แต่ทางเข้าย่อมมีทางออก ถ้าเรากลับตัวได้ แล้วเราขอความเห็นใจต่อสังคม และสังคมให้อภัย ผมว่าอยู่ได้นะ ชีวิตเราต้องดำเนินต่อไป

ผมยังอยากได้รับโอกาสกลับไปทำงานที่ตัวเองรักอีกครั้ง นั่นคือ งานดีเจ  พิธีกร ผมทำมานานมาก ผมมีความสุข หน้าที่ดีเจคือให้ความสุขกับทุกคน ถ้ามีโอกาสผมก็อยากกลับไปทำอีกครั้งครับ

ทุกวันนี้ชีวิตประจำวันทำอะไรบ้าง

ช่วงนี้ว่างงานก็มาช่วยงานวัด ช่วยพระยกศพ วัดอยู่ใกล้บ้าน ผมจะได้มีโอกาสดูแลแม่ผมด้วย ก็อาศัยข้าววัดกิน เขาให้เงินมาบ้าง วันไหนว่างก็นั่งรถตู้ไปหาลูกที่บางบัวทอง ผมถูกยึดใบขับขี่ รถก็โดนยึด คดีตอนนี้จบแล้ว เหลือแค่ไปรายงานตัวครับ

รายได้ก็มีขายเหรียญสะสมทางเน็ตบ้าง ตอนนี้มหาวิทยาลัยหลายแห่งติดต่อให้ไปเป็นวิทยากรพูดให้น้องปีหนึ่งฟังว่า เราผิดพลาดเพราะอะไร ผ่านมาได้ยังไง แล้วจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง ผมบอกเขาไปว่า เดี๋ยวขอผมชี้แจงกับสังคมก่อนว่า เรื่องราวมันเป็นยังไงให้สังคมได้รับรู้ อยากให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริง

อยากให้ชีวิตเราเป็นอุทาหรณ์อะไรแก่คนอื่น

ผมอยากจะเตือนทุกคน มีคุณตำรวจคนหนึ่งเขาสอนผมว่า เดี๋ยวนี้คนเก่งๆ นักลงนักเลงเก๋าๆอยู่ในคุกหมดแล้ว ถ้าจะมีเรื่องอะไรที่ต้องกระทบกระทั่งกัน จำรายละเอียดทั้งหมดแล้วมาแจ้งตำรวจดีกว่า ต่อไปนี้ถ้าผมต้องไปกระทบกระทั่งกับใคร ผมจะยกมือไหว้เขาเลย ขอโทษ เรื่องมันก็จะไม่เกิด ทางที่ดีที่สุดคือตัดปัญหาไปตั้งแต่ทีแรกเลยดีกว่า ไม่มีเรื่องดีที่สุด

เมื่อก่อนผมเป็นคนใจร้อน ที่ออกมาให้สัมภาษณ์วันนี้ ผมอยากให้เรื่องของผมเป็นอุทาหรณ์แก่สังคม เรื่องของความใจร้อน เรื่องของกฎหมาย เรื่องของครอบครัวที่ต้องได้รับผลกระทบ จงดูผมเป็นตัวอย่าง ถ้าคุณทำพลาดไปแล้ว โอกาสที่จะแก้ไข บางทีมันแก้ไขไม่ได้ บางคนโชคร้ายเสียชีวิต พิการ ผมนี่ยังโชคดี เจอแค่นี้ ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีลมหายใจ ได้โอกาสได้กลับตัวใหม่ 

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากจะแก้ไขอะไร

ถ้าย้อนกลับไปได้ ผมจะไม่ทำ

ผมมีโอกาสคุยกับผู้พิพากษา ท่านเรียกไปหน้าบังลังค์แล้วก็สอนผมว่า ให้เราอยู่เพื่อคนอื่น อย่าอยู่เพื่อตัวเอง เพราะถ้าเราอยู่เพื่อตัวเองเราจะเห็นแก่ตัวมาก ทุกวันนี้ผมตัดได้หมดเลยนะ ผมได้เงินคนเขาช่วยเหลือมา ส่วนหนึ่งผมจะทำบุญ ส่วนหนึ่งผมเอาไว้รักษาลูก อีกส่วนหนึ่งเอาไว้รักษาแม่ ตัวผมเองกินข้าววัด ช่วยงานวัด มีความสุขดี ได้บุญด้วย

ทุกวันนี้เวลามีคนมาคุย ขอถ่ายรูป ผมพูดเลยว่า คุณไปบอกเพื่อนพี่น้องคุณเลยว่า อย่าใจร้อน ไม่งั้นเดี๋ยวเป็นเหมือนดีเจเก่ง ให้ชีวิตผมเป็นอุทาหรณ์ ผมกลับตัวแล้ว เป็นคนใหม่ ทำแต่สิ่งดีๆ ดูแลแม่ ดูแลลูก ช่วยงานวัด แล้วไม่ได้ทำเอาหน้าแค่อาทิตย์สองอาทิตย์ แต่ทำมา 7 เดือนแล้ว ซึ่งทุกอย่างกำลังดีขึ้นเรื่อยๆครับ

 

พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงนำสมัย ยึดมั่นความยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2559 เวลา 19:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/468950

พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงนำสมัย ยึดมั่นความยุติธรรม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี”ซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2554 ได้มีการบันทึกคำให้สัมภาษณ์ขององคมนตรีในฐานะผู้ถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โอกาสนี้เป็นอีกครั้งที่โพสต์ทูเดย์ขอนำเสนอโดยเป็นส่วนการให้สัมภาษณ์ของ อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ อดีตประธานศาลฎีกา ซึ่งมีความน่าสนใจตรงที่การให้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ

อรรถนิติ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2550 โดย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้นำเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อในหลวง รัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2550 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 63 ปีพอดี

องคมนตรีควรรู้กฎหมาย

องคมนตรีด้านกฎหมายท่านนี้ เล่าว่า “ในวันที่ผมเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ผมรู้สึกประทับใจและตื้นตันใจที่สุดในชีวิต เมื่อมีพระราชดำรัสว่า ‘ขอบใจที่มาช่วยงาน’ อันแสดงถึงพระเมตตาที่พระราชทานแก่ประชาชนทุกคนตลอดมา อีกทั้งยังมีพระราชดำรัสต่อไป มีใจความว่า ‘งานด้านกฎหมายเป็นงานที่มีความสำคัญ และจำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงานแทบทุกเรื่อง องคมนตรีจึงควรมีความรู้ด้านกฎหมาย แม้จะมิได้เรียนจบด้านกฎหมายมาก็ตาม’

“หลังจากที่ผมได้เข้ารับหน้าที่เป็นองคมนตรี ผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อยู่ในคณะองคมนตรีฝ่ายกฎหมาย อันประกอบด้วย องคมนตรีธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นหัวหน้า องคมนตรีจำรัส เขมะจารุ และองคมนตรีสันติ ทักราล ต่อมาได้มีองคมนตรีฝ่ายกฎหมายเพิ่มอีก 2 ท่าน ได้แก่ องคมนตรีศุภชัย ภู่งาม และองคมนตรีชาญชัย ลิขิตจิตถะ”

“ในส่วนที่เกี่ยวกับงานด้านกฎหมาย ที่องคมนตรีฝ่ายกฎหมายรับผิดชอบ และถวายความเห็นนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพอย่างล้ำลึกในสาขานิติศาสตร์ รวมทั้งได้ทรงแสดงถึงพระปรีชาสามารถในการพิจารณาปัญหาต่างๆ โดยอยู่ในกรอบของกฎหมายและความเป็นธรรมที่พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพในด้านกฎหมายนั้น”

อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ องคมนตรี

อภัยโทษ : พระราชอำนาจอิสระ

ทั้งนี้ ความน่าสนใจของบทสัมภาษณ์ครั้งนี้อยู่ที่การบอกเล่าถึงพระราชกรณียกิจของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่เกี่ยวกับการพระราชทานอภัยโทษ

อดีตประธานศาลฎีกา อธิบายว่า พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษนี้ มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรไทยทุกฉบับ ซึ่งเป็นพระราชอำนาจอิสระและเด็ดขาดของพระมหากษัตริย์ หมายความว่า เรื่องนี้ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์และพระราชอัธยาศัย พระองค์ไม่ต้องทรงผูกพันตามความเห็น หรือคำแนะนำของฝ่ายบริหารหรือคณะองคมนตรีแต่อย่างใด ทว่าในการใช้พระราชอำนาจดังกล่าวพระองค์ทรงใคร่ครวญอย่างรอบคอบทุกเรื่องเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเสมอมา

ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตประธานองคมนตรี เคยกล่าวในการสัมมนาเกี่ยวกับการประสานงานในกระบวนการยุติธรรมว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรตรวจสำนวนเองแทบทุกเรื่อง เรารู้ เพราะบางคดีท่านย้อนสำนวนให้องคมนตรีพิจารณาอีกครั้ง โดยทรงถามมาว่า ข้อนั้นๆ อยู่ตรงไหน เช่น ทรงถามว่า ปืนของกลางจับได้เมื่อใด… พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงละเอียด ทรงใช้เวลาวินิจฉัยฎีกานักโทษด้วยพระองค์เอง บางเรื่องก็ง่าย เช่น ยาเสพติดให้โทษ แต่คดียากที่ทรงทักท้วงให้พิจารณาอีกครั้งบ่อยๆ คือ คดีประหารชีวิต…”

อรรถนิติ บอกอีกว่า “หลายคนอาจไม่รู้ว่า แม้ขณะประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อรับการถวายการรักษาพระวรกาย พระองค์ท่านก็ยังทรงงานพระบรมราชวินิจฉัยฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษของนักโทษอย่างสม่ำเสมอ และมีพระราชกระแสในฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษตลอดมาไม่ได้ทรงหยุด พระองค์ท่านไม่ได้ทรงรักษาพระองค์เหมือนคนป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวตามโรงพยาบาล แต่ยังคงทรงงานตลอดเวลาเพราะทรงทราบดีว่าทุกคนฝากความหวังไว้ที่พระองค์ท่าน และพระองค์ท่านเองก็ไม่เคยทรงละเลยพระเมตตาที่มีต่อประชาชน”

“คำว่า ‘พระราชอำนาจ’ ในการพระราชทานอภัยโทษนี้ มิได้จำกัดเฉพาะโทษทางอาญาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโทษทางวินัยกรณีอื่นด้วย เช่น ในคราวเกิดวิกฤตการณ์ทางตุลาการเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และมีการกราบบังคมทูลพระกรุณาเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้พิพากษาพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากถูกลงโทษทางวินัยให้ออกจากราชการ พระองค์ท่านได้พระราชทานอภัยโทษลดโทษทางวินัย จากโทษให้ออกเหลือเพียงโทษงดบำเหน็จความชอบ ซึ่งเป็นโทษในสถานเบา ทำให้ผู้พิพากษาเหล่านั้นยังคงรับราชการได้ต่อไป ซึ่งในเวลาต่อมา บางท่านได้มีโอกาสเป็นผู้นำในกระบวนการยุติธรรม บางท่านทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ”

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระเมตตาธรรมสูง มีพระบรมราชวินิจฉัยฎีกานักโทษด้วยพระเมตตา แม้จะเป็นผู้กระทำความผิดต่อพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พระองค์ก็พระราชทานอภัยโทษให้”

“แม้ว่าพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษตามรัฐธรรมนูญ จะเป็นพระราชอำนาจอันเด็ดขาดและกว้างขวาง แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระราชอำนาจภายในกรอบของกฎหมาย และทรงยึดมั่นในความยุติธรรมและเมตตาธรรม เป็นมูลฐานในการมีพระบรมราชวินิจฉัยให้สอดคล้องกับรูปเรื่องในแต่ละเรื่อง ส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่พสกนิกรผู้ต้องอาญาแผ่นดินเป็นรายบุคคลโดยตรงรวมทั้งมีพระราชปรารภเกี่ยวกับฎีกาต่างๆ ที่ทูลเกล้าฯ ถวาย อีกทั้งพระราชทานพระราชดำริส่วนพระองค์ในเรื่องเหล่านั้นเป็นครั้งคราว”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นำ อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ องคมนตรี เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่องคมนตรี ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันศุกร์ที่ 24 ส.ค. 2550

ทรงยึดมั่นในความยุติธรรม

อดีตประธานศาลฎีกา บอกเล่าถึงพระราชกรณียกิจด้านการยุติธรรมเพิ่มเติมว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดมั่นในพระปฐมบรมราชโองการและทศพิธราชธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับความเที่ยงธรรมอย่างเคร่งครัดในการทรงงาน หลักดังกล่าวอยู่ในพระราชหฤทัยเสมอมา ไม่ว่าในพระราชจริยวัตรหรือพระบรมราโชวาท พระราชดำรัส และพระราชกระแส ที่พระราชทานแก่นักกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา อาจารย์สอนกฎหมาย หรือเป็นผู้ใช้กฎหมายในหน้าที่ต่างๆ ดังปรากฏในพระราชดำรัสในโอกาสที่ประธานศาลฎีกานำผู้พิพากษาประจำกระทรวงเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ ศาลาดุสิดาลัย วันเสาร์ที่ 21 ธ.ค. 2539 ความตอนหนึ่งว่า

“…สถาบันตุลาการนั้นถือว่าเป็นสถาบันหนึ่งในสามสถาบันการปกครอง คือ สถาบันนิติบัญญัติ บริหาร และยุติธรรม ท่านก็เป็นส่วนหนึ่งในสามสถาบันซึ่งเป็นรากฐานของการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย ถ้าท่านได้ทำด้วยดี ก็หมายความว่าประเทศชาติจะไปรอด เป็นที่น่าสังเกตว่า สถาบันบริหารนั้นต่อเนื่องมาจากสถาบันนิติบัญญัติ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนสถาบันตุลาการนั้น เป็นสถาบันเอกเทศ และเป็นสถาบันที่ควรจะรักษาความเป็นเอกเทศนั้น เพื่อที่จะให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน ในการนี้ก็จะต้องทำงานหลายด้าน ผู้พิพากษานั้นจะต้องเข้าไปตัดสินความต่างๆ ในศาลทุกศาล และให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย จึงเป็นสถาบันที่เป็นที่พึ่งของประชาชน สามารถที่จะคิดว่าประเทศเรามีขื่อมีแป ทำให้สบายใจว่า ถ้ามีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นจะมีผู้ที่จะช่วยให้ได้รับความยุติธรรม ฉะนั้น หน้าที่ของผู้พิพากษาทุกคนมีความสำคัญอย่างยิ่ง และจะไม่มีใครบังคับให้ทำอะไรได้เพราะว่าแต่ละคนมีความรู้และมีความสุจริต ดังที่ได้กล่าวคำสัตย์…”

ส่วนคำว่า “ยุติธรรม” นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสในโอกาสที่รองประธานศาลฎีกานำผู้พิพากษา เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ครั้งแรก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันจันทร์ที่ 20 เม.ย. 2530
ไว้ดังนี้

“…คำว่ายุติธรรมนั้น เป็นคำที่แปลว่า การตกลง พิจารณาในทางที่ถูกต้องตามธรรมะ แล้วธรรมะนี้ก็หมายความว่าสิ่งที่ควรจะปฏิบัติให้นำความเจริญแก่มวลมนุษย์ ในการปฏิบัตินี้ก็จะต้องมีความเที่ยงตรง และปราศจากอคติ…”

นอกจากนี้ ได้พระราชทานพระราชดำรัสหลายองค์เป็นแนวทางให้นักกฎหมายได้ตระหนักถึงความยุติธรรม อันเป็นอุดมคติสูงสุดของพระบวนการยุติธรรม ส่วนกฎหมายเป็นเพียงวิถีทาง หรือเครื่องมือนำไปสู่ความยุติธรรมเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องรักษาความยุติธรรมเป็นสำคัญ มิใช่รักษากฎหมายซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือในการนำมาซึ่งความยุติธรรม ความยุติธรรมจึงต้องมาก่อนและอยู่เหนือกฎหมาย

ในบรรดาหลักธรรมทั้งหลาย “ความเป็นธรรม” เป็นหลักธรรมหนึ่งที่ทรงยึดถือและให้ความสำคัญมาตลอด ดังที่ทรงแสดงให้ปรากฏในพระราชกรณียกิจ พระบรมราโชวาท พระราชดำรัส และพระราชกระแสในโอกาสต่างๆ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ประชาชนชาวไทยและเป็นแนวทางที่นักกฎหมายและประชาชนพึงระลึกถึง และยึดถือปฏิบัติ ผลสุดท้ายจะนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อยของประเทศอันเป็นประโยชน์สูงสุดแก่แผ่นดิน

 

พระมหากษัตริย์ ของปวงชนชาวไทย จากหัวใจอดีตแพทย์ประจำพระองค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 08:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/468479

พระมหากษัตริย์ ของปวงชนชาวไทย จากหัวใจอดีตแพทย์ประจำพระองค์

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ในห้องทำงานของผู้บริหารที่ชื่อ ศ.นพ.ศุภชัย ไชยธีระพันธ์ ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยา คลาคล่ำไปด้วยหนังสือวิชาการทางการแพทย์บนโต๊ะ และที่มากมายคือ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือที่เจ้าของห้องเรียกพระองค์ท่านว่า “ในหลวง รัชกาลที่ 9”

หากถามว่าชายคนนี้มีความสำคัญอย่างไร คำตอบของ ศ.นพ.ศุภชัย หรือหมอศุภชัยที่ตอบกลับมา ทำให้ต้องหันมาหาด้วยความสนใจ

“ผมเป็นแพทย์หัวใจคนหนึ่งที่เคยรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 ”

คำตอบแรกนำไปสู่บทสนทนาที่เกี่ยวเนื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเมื่อได้พูดคุยถึงความเป็นมาในการถวายงานพระองค์ท่าน สิ่งที่เห็นได้ชัดจากแววตา ท่าทาง ความภาคภูมิใจในชีวิตอาชีพแพทย์ของหมอศุภชัย คือช่วงระยะเวลาที่ได้ใกล้ชิดและถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท

ศ.นพ.ศุภชัย บอกเล่าถึงความภาคภูมิใจอันสำคัญที่สุดในชีวิตว่า ในปี 2525 ได้รับคำสั่งจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้เข้าไปถวายการรักษารับใช้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการถวายการรักษาพระอาการประชวรพระหทัย

และจากวันแรกที่เข้าไปรับใช้พระองค์ท่าน ทำให้หมอศุภชัยมีโอกาสเข้าไปถวายงานมาโดยตลอดเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี แต่ในขณะนั้นที่พระองค์ท่านทรงพระประชวรด้านพระหทัย หมอศุภชัยเล่าว่า ถวายการรักษาจนกระทั่งพระวรกายพระองค์ท่านกลับมาแข็งแรง และจากนั้นก็มีโอกาสได้ตามเสด็จฯ พระองค์ท่านที่ทรงงานไปยังทั่วประเทศ

จากจุดนั้นทำให้ ศ.นพ.ศุภชัย เห็นการทรงงานในทุกๆ อย่างของพระองค์ และขอเล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานต่อปวงชนชาวไทย

 

“ผมมีโอกาสเห็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ท่านได้สร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้าน ประชาชนในทุกๆ แห่งที่พระองค์ท่านได้เสด็จฯ ไป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่กันดาร ที่ห่างไกลคณะแพทย์หลวงและคณะแพทย์อาสาพระราชทานที่ตามเสด็จฯ ด้วยก็ได้ไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตามพระองค์ เพราะไม่ว่าพระองค์จะไปที่แห่งใดก็จะนำคณะแพทย์ไปด้วย ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยและทรงมีพระเมตตาดูแลผู้ป่วยคนที่เจ็บป่วยมาโดยตลอด”

สิ่งที่หมอศุภชัย พบเห็นความสนพระทัยของพระองค์ท่านเกี่ยวกับสุขภาพประชาชนและวงการแพทย์ของประเทศไทย โดยหมอศุภชัย เล่าต่อว่า ตั้งแต่ปี 2492 ซึ่งขณะนั้นมีเรื่องโรคระบาดวัณโรค ซึ่งพระองค์ได้เข้ามาทรงช่วยเหลือ ทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อการรักษาพยาบาล การสร้างตึกเพื่อดูแลผู้ป่วย ต่อมามีโรคระบาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2495 เกี่ยวกับเรื่องโรคโปลิโอ ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมากในประเทศไทย ผู้ป่วยเป็นโรคนี้มีสภาพทุพพลภาพแขนขาอ่อนแรง บางรายเดินไม่ได้ พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือพระราชทานพระราชทรัพย์สร้างห้องที่มีอุปกรณ์ครบครัน เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยและทรงติดตามผลงานอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2501 เกิดโรคระบาดอหิวาตกโรค ซึ่งมีผู้ป่วยล้มตายกันไปไม่น้อย เพราะท้องร่วงเสียน้ำเสียเกลือในร่างกาย พระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อให้ดูแลผู้ป่วย  และสร้างเครื่องกลั่นน้ำเพื่อทำน้ำเกลือให้ใช้รักษาผู้ป่วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ เพราะทำให้ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำเกลือเป็นแห่งแรก พระองค์ได้ทรงติดตามการดำเนินการทุกอย่าง ทรงกำกับดูแลด้วยพระองค์เอง ใช้เวลาปีครึ่งกว่าอหิวาตกโรคจะหายไป

ต่อมามีเรื่องโรคเรื้อนระบาด พระองค์ทรงช่วยด้วยการทรงตั้งมูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อรักษาโรคเรื้อนของประชาชนโดยเฉพาะ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ที่พระมหากษัตริย์จะทรงลงมาดูแลประชาชนเรื่องระบบสุขภาพในทุกๆ ด้าน

ศ.นพ.ศุภชัย เสริมอีกว่า จากนั้นพระองค์ท่านก็เริ่มเสด็จฯ ไปตามหัวเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อดูแลทุกข์สุขประชาชน โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนถวายฎีกาในเรื่องความลำบากยากจน โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงพระราชทานความช่วยเหลือ และรับทราบข้อมูลจากประชาชนด้วยพระองค์เอง เรียกว่าเป็นการรับทราบข้อมูลโดยตรงในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในทุกจังหวัดจะมีหน่วยแพทย์พระราชทานตามเสด็จฯ ไปให้บริการตรวจรักษาประชาชนที่เจ็บป่วยทุกครั้ง

 

นอกจากนั้นก็เริ่มมีหน่วยแพทย์ทันตกรรมพระราชทานที่ออกตามเสด็จฯ พระองค์ท่านไปด้วยทุกหนแห่ง เพราะเรื่องสุขภาพฟันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อรถทันตกรรมเคลื่อนที่และจัดหาอุปกรณ์การทำฟันที่ครบครัน เมื่อพระองค์เสด็จฯ ไปที่ใด กลุ่มทันตแพทย์ก็ตามเสด็จฯ ด้วย และทรงให้คณะแพทย์ตรวจรักษาฟันทั้งเด็กและผู้ใหญ่

“สิ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงทำ ทำให้ได้เห็นถึงการทรงใส่พระทัยในด้านสุขภาพของพสกนิกรอย่างยิ่ง เพราะพระองค์ท่านทรงรับสั่งเสมอว่า หากประชาชนมีสุขภาพที่ดี ก็จะมีร่างกายที่แข็งแรงไปพัฒนาชาติบ้านเมือง หรือประกอบอาชีพได้ต่อไป สำหรับผมมองว่าไม่มีพระมหากษัตริย์แบบนี้ที่ไหนอีกแล้วในโลกนี้ เพราะพระองค์ท่านทรงเอาพระทัยใส่และแก้ไขทุกปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง” หมอศุภชัย ย้ำ

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าอีกว่า ได้ทราบจากคลิปวิดีโอพระราชกรณียกิจหนึ่งที่ตราตรึงใจอย่างมากในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในที่ห่างไกลแห่งหนึ่งเมื่อ 40 ปีก่อน มีผู้หญิงคนหนึ่งเจ็บท้องมาหลายวัน แต่ก็มารับเสด็จฯ ขณะนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทอดพระเนตรเห็น และได้ทรงถามด้วยความห่วงใย เพราะสภาพผู้หญิงคนนั้นอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด จึงให้แพทย์ตามเสด็จฯ ตรวจพบว่าป่วยเป็นไส้ติ่งซึ่งกำลังจะแตกแล้วด้วย ต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน

“เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงทราบ รับสั่งให้ราชองครักษ์นำตัวผู้หญิงคนดังกล่าวไปส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนด้วยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง จนหญิงคนดังกล่าวได้รับการรักษาและปลอดภัยมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่พระองค์ทรงมีให้กับประชาชนอย่างแท้จริง”

“ผมว่าเป็นเรื่องที่ผมซาบซึ้งที่สุด และก็ประทับใจอย่างมาก เพราะหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ ไม่จำเป็นจะต้องรับรู้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชนทุกเรื่อง เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ข้าราชการที่ต้องใส่ใจแก้ปัญหา แต่พระองค์ท่านกลับสนพระทัยและเลือกที่จะพระราชทานความช่วยเหลือด้วยพระองค์เอง และรับคนไข้มาสงเคราะห์ให้การช่วยเหลือ และยังทรงติดตามอาการและปัญหาอีกด้วย” ศ.นพ.ศุภชัย เล่าด้วยรอยยิ้ม

ภาพที่ประทับใจและความหมายของคำว่า “แม่และลูก”

ขณะเดียวกันในเรื่องการถวายการรักษาพระองค์ท่าน สิ่งที่หมอศุภชัยได้พบเห็น เป็นเรื่องราวที่สุดแสนจะประทับใจระหว่าง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จย่า หมอศุภชัยเล่าถึงช่วงเวลาแห่งความประทับใจที่ได้พบเห็นระหว่าง พ่อหลวงของแผ่นดิน และสมเด็จย่าของปวงชนชาวไทยด้วยความซาบซึ้งว่า เมื่อปี 2534 ซึ่งสมเด็จย่าทรงพระประชวรและต้องได้รับการผ่าตัด ผมได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดูแลถวายการรักษาสมเด็จย่า  ซึ่งในทุกๆ วันที่สมเด็จย่าทรงประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะมาเยี่ยมสมเด็จย่าเป็นประจำไม่มีวันเว้น สมเด็จย่าขณะนั้นพระวรกายทรงทรุดโทรมอ่อนแอ และไม่โปรดเสวย ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเสด็จมาให้กำลังใจ และทรงป้อนพระกระยาหารให้สมเด็จย่าด้วยพระองค์เองซึ่งเป็นภาพที่ประทับใจมาก สมเด็จย่าจะทรงรอพระองค์เสด็จฯ มาทุกวัน เพื่อที่จะได้เสวยร่วมโต๊ะ

“หลังจากที่พระอาการของพระบาทสมเด็จย่าดีขึ้น เสด็จฯ กลับวังสระปทุม สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็จะเสด็จฯ ไปเยี่ยมด้วยพระองค์เองทุกวันเช่นกัน สมเด็จย่าก็ทรงมีความสุข เสวยได้ และทรงงานต่อได้ถึง 5 ปีก่อนที่จะเสด็จสวรรคต สิ่งที่เห็นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีความกตัญญูกตเวทีคุณต่อสมเด็จย่าอย่างมาก ในเดือน มี.ค. 2538  ซึ่งผมเองขณะนั้นถวายการรักษาสมเด็จย่าอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช

พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอาการทางพระหทัยและทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ขณะนั้นสมเด็จย่าก็ประทับรักษาพระอาการประชวรจนพระอาการดีขึ้น และกำลังจะเสด็จฯ ออกจากโรงพยาบาล แต่สมเด็จย่าขอประทับอยู่ต่อ เพื่อทรงให้กำลังใจแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และได้เสด็จฯ กลับออกจากโรงพยาบาลทั้งสองพระองค์พร้อมกันในวันเดียวกัน”

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากรัชกาลที่ 9

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพระองค์ท่านว่า ได้เรียนรู้หลายสิ่งและนำมาปรับใช้ในชีวิต โดยเฉพาะพระจริยวัตรของพระองค์ ที่ทรงทำให้เห็นเป็นแบบอย่างในการทำงานเพื่อประชาชน แพทย์ก็ต้องทำงานเพื่อประชาชน พระองค์จะทรงรับสั่งเสมอว่าให้ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และที่สำคัญคือ สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายทุกๆ วันเหมือนพระองค์ท่านที่ทรงใส่ใจในพระวรกายทำให้คณะแพทย์ที่ถวายงานมีสุขภาพดีขึ้น

“ตอนแรกพวกเราก็ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ แต่เมื่อเดินตามพระองค์ท่านเรื่อยๆ ร่างกายเราก็ดีขึ้น แข็งแรง นี่คือสิ่งที่เราได้รับจากพระองค์ท่าน เป็นการเรียนรู้โดยตรงจากพระองค์ท่าน ด้วยการดูพระองค์ท่านทรงปฏิบัติทั้งต่อชาวบ้านและต่อพระองค์เอง สิ่งทั้งหมดทำให้ปลูกฝังในเรื่องการรักษาคนไข้ การดูแลประชาชนของพระองค์ท่านให้ดีที่สุด”

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าว่า ระหว่างที่พระองค์ท่านประชวร ก็ไม่ได้ว่างเว้นการทรงงาน ท่านทรงรับรู้อะไรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับดินฟ้าอากาศ ตรงไหนมีพายุ ตรงไหนน้ำท่วม ท่านจะทรงรู้ก่อนคนอื่น เพราะพระองค์ทรงมีทีมงานที่คอยติดตามเพื่อถวายรายงานความคืบหน้าให้พระองค์ท่านได้รับทราบเพื่อจะได้ทรงแก้ไขปัญหา และจุดใดที่ประชาชนเดือดร้อนก็ต้องรายงานให้ท่านได้รับทราบด้วยเช่นกัน เพื่อพระองค์จะได้พระราชทานองค์ความรู้แก้ไขปัญหา แม้ขณะที่พระองค์ยังทรงพระประชวรอยู่

ศ.นพ.ศุภชัย สำทับว่า ด้วยพื้นฐานของพระวรกายของพระองค์เป็นคนที่แข็งแรง แต่แน่นอนว่าสภาพร่างกายก็ต้องทรุดโทรมบ้างตามกาลเวลา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระองค์ท่านทรงงานอย่างหนักขณะที่ยังหนุ่มแน่น ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร บางพื้นที่ไม่ใช่ทางรถอาจจะทำให้เกิดการกระแทกภายใน เป็นภาวะสะสมมาอย่างยาวนาน และพระอาการประชวรก็เริ่มรบกวนพระองค์ท่าน ทำให้ช่วง 10 ปีหลังพระองค์ทรงเข้ารับการผ่าตัดหลายอย่าง และตามวัยทำให้หลังการผ่าตัดหลายครั้งการฟื้นฟูจึงเป็นเรื่องยาก แต่ความจริงแล้วพระองค์ทรงเป็นคนแข็งแรง ทรงเป็นนักกีฬาอีกด้วย แต่ว่าคนเราก็เหมือนกับเครื่องยนต์ เมื่อใช้ไปนานๆ ร่างกายก็ต้องเสื่อมสภาพไปตามวัย

หลังรับใช้ถวายงานพระองค์ท่านมาหลายสิบปี ท้ายสุดแล้ว ศ.นพ.ศุภชัย บอกว่า ก็ต้องกราบบังคมทูลลา เพราะด้วยอายุของตนเองที่เพิ่มมากขึ้น ความจำต่างๆ เริ่มเสื่อมถอย และเห็นว่าต้องเปิดโอกาสให้แพทย์รุ่นใหม่ที่มีความรู้ดีกว่า สามารถใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ มีความถนัดเข้ามาทำหน้าที่ถวายงานแทน ซึ่งปีที่ทูลลานั้นคือปี 2550

“ผมก็กราบบังคมทูลลา พระองค์ท่านก็ตรัสว่าขอให้ทำหน้าที่ต่อไปให้ดีที่สุด เพราะเมื่อเราทำหน้าที่ของเราดีแล้ว ประเทศชาติก็จะดีตามไปด้วย ถ้าหากทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว ก็จะเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระองค์ท่าน”

กระนั้น สิ่งที่ไม่เคยลืมสำหรับหมอศุภชัย และเชื่อว่าคงเป็นเรื่องเดียวกับแพทย์ทุกๆ คน คือพระองค์ทรงรับสั่งในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแพทยศาสตร์ในครั้งหนึ่งว่าอยากให้แพทย์ปฏิบัติงานให้เต็มที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้แข็งแรง เพราะประชาชนคืออนาคตของชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่แพทย์ซาบซึ้งอย่างมากและยึดถือในหัวใจของแพทย์ทุกคนน้อมรับใส่เกล้าปฏิบัติตาม และพระองค์ยังรับสั่งด้วยว่าให้ถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ทำอะไรขอให้คิดถึงส่วนรวม นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างมาก ที่พระองค์ท่านทรงเห็นเรื่องการเจ็บป่วยของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ที่เราสูญเสียพระองค์ท่านไปก็นับเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงมาก

“พวกเราทุกคนเป็นหนี้บุญคุณพระองค์ท่านอย่างมากมาย พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุข มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แม้แต่ต่างชาติก็ยังชื่นชมเป็นอย่างมาก พระมหากษัตริย์พระองค์นี้เราคงหาไม่ได้อีกแล้วในชาตินี้” ศ.นพ.ศุภชัย ทิ้งท้าย

 

“เมื่อทุกข์มากๆ วันนึงชาวนาจะตาสว่างเอง” เดชา ศิริภัทร ปราชญ์ชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ธันวาคม 2559 เวลา 16:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/468174

"เมื่อทุกข์มากๆ วันนึงชาวนาจะตาสว่างเอง" เดชา ศิริภัทร ปราชญ์ชาวนา

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…กิจจา อภิชนรจเลข

มองด้วยสายตานก ทุ่งข้าวหลายพันธุ์ปลูกเรียงสลับอย่างเป็นระเบียบ สีเขียวอ่อนแซมเขียวเข้มแปลกตา คั่นกลางด้วยถนนลูกรัง อีกฝั่งเป็นบ้านทรงไทยหลังใหญ่ เรือนเพาะชำ บ่อน้ำ และกระท่อมใต้ต้นไม้ร่มรื่น

เดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ยืนเหม่อมองสุนัขสองตัววิ่งลุยทุ่งนาอย่างสบายอกสบายใจ ลมหนาวพัดมาเป็นระยะ อากาศยามบ่ายน่าเอนหลังนอน

ในวันที่แวดวงวิชาการยกย่องผู้อาวุโสวัย 68 คนนี้เป็นปราชญ์ชาวนา ผู้แตกฉานด้านเกษตรกรรมธรรมชาติ สร้างลูกศิษย์ลูกหามากมายให้ยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง กวาดรางวัลดีเด่นมาประดับไว้เต็มตู้ และยังได้รับเชิญไปบรรยายในต่างประเทศทุกปี นี่คือตัวอย่างของชาวนาที่ประสบความสำเร็จ มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าชาวนาอีกหลายล้านคนกำลังเผชิญวังวนแห่งความทุกข์ซ้ำซาก

ท่ามกลางวิกฤตราคาข้าวตกต่ำ ชาวนาไทยถูกเอารัดเอาเปรียบ จน เครียด เป็นหนี้ วันนี้ เดชาจะมาชี้ทางสว่างให้เห็นว่า อะไรคือทางออกที่จะทำให้กระดูกสันหลังของชาติเหล่านี้อยู่รอดต่อไปได้

“จน เครียด เป็นหนี้”วงจรอุบาทว์ชาวนาไทย

ในมุมมองของเดชา ต้นเหตุที่ทำให้ชาวนาไทยจมอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์ทน จน เครียด เป็นหนี้ นั่นคือ ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรจำนวนไม่น้อยติดกับดักการปลูกข้าวแบบใหม่ที่ต้องลงทุนสูง ต้องพึ่งยา ปุ๋ย เครื่องจักร น้ำมัน หวังจะได้ผลผลิตเยอะๆ เพื่อนำไปขาย

“เดิมทีเราทำนาแบบธรรมชาติคือ ใช้ควาย ใช้แรงงาน ทำนาได้ปีละครั้ง ปลูกไว้กินเองก่อน เก็บพันธุ์ข้าว เหลือค่อยขาย ส่วนที่ขายนี่แหละก็คือกำไร เขาทำแบบนี้กันมาร้อยปีๆ กระทั่งปี 2512 มีการส่งเสริมให้ทำเกษตรแผนใหม่ พัฒนาข้าวพันธุ์กข.ซึ่งสามารถปลูกได้ทั้งปี แต่ต้องลงทุนสูง ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ค่าน้ำมัน เมื่อได้ผลผลิตเยอะก็ต้องขาย ทีนี้พอราคาข้าวตกต่ำ แต่ต้นทุนแพง ขายไปขายมาก็ขาดทุน สุดท้ายเลยเจ๊ง

พอเป็นแบบนี้ ธกส.ก็ตั้งขึ้นเพื่อให้ชาวนากู้เงินดอกเบี้ยต่ำ ถ้าไม่กู้ก็ทำนาไม่ได้ เพราะต้องลงทุนก่อน แล้วเอาข้าวไปขายเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ มีกำไรเหลือค่อยเอาไปซื้อข้าวกิน ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าชาวนายุคนี้เปลี่ยนจากพึ่งพาตนเองมาเป็นพึ่งพาตลาด สหกรณ์บ้านเราก็ไม่รวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง ดันขายปุ๋ยขายยาเหมือนพ่อค้า ระบบแบบนี้มันเลยทำให้เกษตรกรอ่อนแอ ต่อรองก็ไม่ได้ มีแต่ทรงกับทรุดอย่างเดียว ปีไหนข้าวราคาดีก็พออยู่ได้ ปีไหนฝนแล้ง น้ำท่วม ข้าวเป็นโรค แมลงลงก็แย่ ชาวนาไทยเลยจนกันถ้วนหน้า”

ยิ่งสถานการณ์ราคาข้าวในตลาดโลกผันผวน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา เวียดนามแข่งปลูกข้าวส่งออกจนแซงอันดับโลก แถมยังคุณภาพดีและราคาถูกกว่าบ้านเรา เนื่องจากใช้สารเคมีน้อย ต้นทุนต่ำ …ไทยจึงตกอยู่ในที่นั่งลำบาก

“อย่างเวียดนาม ผมไปประชุมกับเขามา 20 กว่าปี ประเทศเขารบกันตลอด เพิ่งมาเปิดประเทศทีหลังเราด้วยซ้ำ เขาก็ศึกษาเราว่า ที่ไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลกนี่ทำยังไง ดูข้อเสียเราหมด จนหลายปีก่อนรัฐมนตรีเกษตรเวียดนามประกาศเลยว่า เขาจะเอาชนะไทยให้ได้ ผมก็บอกว่า อ้าว ไม่กลัวเหรอว่าถ้าทำแบบไทย ชาวนาจะจนเหมือนเรา เขาบอกอย่างมั่นใจเลยว่ามีวิธี เขารู้แล้วว่าทำไมชาวนาเราถึงจน

หลังจากนั้นเวียดนามประกาศนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม นั่นคือ ลดปริมาณเมล็ดพันธุ์ให้เหมาะสม  ลดการใช้ปุ๋ยเคมี  ลดการใช้ยาปราบศัตรูพืช และเพิ่มผลผลิต  เพิ่มคุณภาพ เพิ่มกำไร เขาไม่ได้ลด-เพิ่มแบบชุ่ยๆ แต่รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลืออีกหลายอย่าง เช่น ยกเว้นภาษี ให้เงินกู้ กำหนดราคาข้าวให้ชาวนาได้กำไร ทำมาเป็น 20 ปี พอเปิดเออีซีปุ๊บ เขาชนะเราไปเยอะเลย ต้นทุนก็ถูกกว่า ผลผลิตสูงกว่า คุณภาพก็ดีกว่า”

 

เลิกโฆษณาสารเคมี=ตาสว่าง?

ครั้งหนึ่ง เดชาเคยถามชาวนาว่า ทำไมถึงไม่เลิกปลูกข้าวแบบใหม่ที่เน้นใส่ปุ๋ย ใส่ยา ซื้อดะขายดะ แล้วหันมาทำเกษตรวิถีธรรมชาติ พึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด ปลูกแค่พอกินเหลือค่อยขาย  ….คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ “ทำใจไม่ได้”

ผมถามว่าไอ้ทำใจไม่ได้นี่มันยากขนาดไหน เขาบอกว่าให้ผมเปลี่ยนศาสนาง่ายกว่า นี่คือเรื่องจริง เราก็ไปศึกษาต่อว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น ชาวนาไม่ได้โง่ ไม่ได้ปัญญาอ่อนเสียหน่อย ทีนี้ตอนไปเวียดนาม ก็เห็นว่าชาวนาเขาแทบไม่ใช้สารเคมีเลย แต่ว่าสูบบุหรี่กันทั้งบ้านทั้งเมือง ส่วนชาวนาบ้านเราไม่สูบบุหรี่ แต่ใช้ยาใช้ปุ๋ยกันแทบทุกคน สุดท้ายมาพบว่าที่รัฐบาลเวียดนามออกนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม เขาลดการโฆษณาด้วย เขาห้ามไม่ให้โฆษณาปุ๋ย ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงเลยนะ แต่บ้านเราโฆษณาโครมๆทุกวันตั้งแต่เสาไฟฟ้าข้างถนนยันยอดไม้ ใช้แล้วดี ข้าวงาม ไม่มีแมลง ไม่มีโรค ไอ้โฆษณาของบริษัทเกษตรนี่แหละตัวดี มันให้ข้อมูลผิดๆใส่สมองเขาวันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่าจนฝังอยู่ในหัว ไอ้เรานานๆไปใส่ข้อมูลให้ทีมันเด้งออกมาเลย ไปเบียดเขาที่ล้างสมองอยู่ทุกวันไม่ไหวหรอก สุดท้ายข้อมูลแย่ๆเหล่านี้เลยทำให้ชาวนาไทยไปไม่รอด

เขายืนยันชัดถ้อยชัดคำว่า ลองยกเลิกโฆษณาปุ๋ย ยาฆ่าหญ้า สารเคมีปราบศัตรูพืช เข้มงวดเหมือนที่ห้ามโฆษณาบุหรี่ รับรองดีขึ้นแน่

“อย่างบุหรี่ เขาห้ามโฆษณา รณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 20 ซื้อบุหรี่ เก็บภาษีแพงๆ แล้วเอาเงินมาตั้งเป็นกองทุนสสส. ให้ความรู้ว่าบุหรี่นี่ไม่ดียังไง ทำร้ายคนอื่นยังไง ต้องเจาะคอ เป็นมะเร็ง น่าเกลียดน่ากลัว พอทำแบบนี้คนสูบบุหรี่มันลดลงไปเยอะเลย เยอะกว่าเพื่อนบ้านเราทุกประเทศอีก แต่สารเคมีนี่คนละเรื่อง จะโฆษณาทั้งวันทั้งคืนก็ได้ แถมยกเลิกภาษีนำเข้า ไม่มีโควต้านำเข้าด้วย แบบนี้มันส่งเสริม

กองทุนที่จะส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ก็ไม่มี ไม่มีใครมาบอกว่าสารเคมีอันตรายแบบนั้นแบบนี้ มีบอกแต่ข้อดีอย่างเดียว ฉะนั้นรัฐบาลลองห้ามโฆษณาดูสัก 6 เดือน ดูซิว่ามันจะดีขึ้นไหม แต่ไม่มีทางหรอก เพราะพวกบริษัทเกษตรมันไม่ยอมเด็ดขาด มันเห็นแล้วไงว่าขนาดบุหรี่ คนติดๆยังหยุดได้ ผลประโยชน์มันมหาศาล ก็แจกจ่ายไปทั่ว เลยมีอิทธิพลฝังรากหยั่งลึกมาเป็นสิบๆปี เราจะไปค้านเขาได้ยังไง

 

เกษตรอินทรีย์วิถีอันยั่งยืน…ตัวอย่างดีๆแต่ไม่มีใครทำ

กว่า 30 ปีที่มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ก่อตั้งขึ้นเพื่อดำเนินงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรที่เหมาะสมกับท้องถิ่น พัฒนาพันธุกรรมข้าวและพืชพื้นบ้าน วิจัยและพัฒนาผลกระทบของสารเคมีทางการเกษตร ตลอดจนค้นหาทางเลือกร่วมกับเกษตรกรในการทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี เดชาสนับสนุนเกษตรกรมากมายหลายคนให้สามารถยืนด้วยลำแข้งตัวเอง กวาดรางวัลมาไม่หวาดไม่ไหว ทั้งยังได้รับเชิญไปบรรยายถึงต่างประเทศเป็นประจำทุกปี นี่คือตัวอย่างของชาวนาไทยที่ประสบความสำเร็จ พึ่งพาตัวเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี

แต่เหตุใดชาวนาอีกนับล้านที่ยังจมอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์กลับไม่สนใจไยดี?

ผมพูดออกทีวีตั้งหลายครั้งแล้วว่า คุณไปดูซิ เกษตรกรคนไหนที่หาทางออกได้ ทำแล้วรวย ไปดูเลยว่าเขาทำยังไง ทำได้จริงไหม ถ้าจริงคุณก็เอาไปขยายผล เขายินดีสอนอยู่แล้ว ไม่รังเกียจหรอก คนต่างชาติมาดูงานเขาเยอะแยะ อย่างคุณชัยพร (พรหมพันธุ์ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี 2538 ผู้ทำนาอินทรีย์จนได้รับฉายาว่าชาวนาเงินล้าน) ลูกศิษย์เรานี่แหละ เขาทำนาจนร่ำรวย จากที่ 25 ไร่ขยายเป็น 112 ไร่ ทำปีละ 2 ครั้ง กำไรเป็นล้าน เพราะต้นทุนเขาต่ำมาก ทำกันสองคนผัวเมีย เก็บเมล็ดพันธุ์เอง ไม่ใช้ยา ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไถเอง จ้างรถเกี่ยวอย่างเดียว ขณะที่ชาวนาคนอื่นซื้อหมด ทั้งพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยา เพื่อนบ้านก็เห็นนะว่าเขารวย ส่งลูกเรียนป.โท ปลูกบ้านหลังละ 5 ล้าน ซื้อที่เพิ่มทุกปี รางวัลนี่เป็นเข่งๆ ไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น ทุกอย่างมันชัดเจนว่าดีกว่าพวกใช้ปุ๋ยใช้ยา แต่ทำไมพวกนั้นยังจน ยังเป็นหนี้อยู่“เขาส่ายหัว

เดชาตอบข้อสงสัยที่ว่าทำเกษตรอินทรีย์นั้นเหนื่อยไม่คุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่ลงแรงไปว่า

“ก็ต้องพิสูจน์กันดู … ถ้าคุณไม่อยากเหนื่อยก็ต้องจ้างคนอื่นมาทำให้ แบบนี้เขาเรียกผู้จัดการนา ไม่ลงแรงเอง อยู่ๆก็โทรไปหาเขา เอ้า เอาข้าวมาส่งหน่อย เอ้า มาหว่านข้าวให้หน่อย จะเก็บเกี่ยว เอ้า มาเกี่ยวข้าวให้หน่อย ไม่ลงแรงแล้วมันจะเป็นเกษตรกรได้ไง เกษตรกรคือกรรมกรชนิดหนึ่ง ค่าแรงเป็นรายได้ของเรา

ผมเคยถามคุณชัยพรว่ามีเงินตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่จ้างเขาทำ แกบอกว่าจ้างเขาแล้ว 1.เสียเงิน ถ้าทำเองเงินที่เสียก็เข้ากระเป๋าเรา เป็นรายได้เรา 2.เวลาจ้างคนอื่นมันทำชุ่ย ทำให้เสร็จๆไป เพราะไม่ใช่ของมันเอง ไม่เหมือนเราทำเอง 3.มันไม่ชำนาญเหมือนเรา เราเป็นชาวนาอาชีพ ไอ้นั่นมันรับจ้าง จะไปชำนาญที่ไหนเล่า ถึงจะทำตั้งใจมันก็ไม่ดีเหมือนเราทำ เพราะฉะนั้นก็เสียของ นี่คือคนที่คิดเป็น

“เศรษฐกิจพอเพียง” ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นหลักคิดในการทำเกษตรวิถีธรรมชาติที่ดีที่สุด

“คำว่าเศรษฐกิจพอเพียง ก็ต้องรู้ก่อนว่ามันมี 3 ห่วง 2 เงื่อนไข 3 ห่วงคือ 1.ความพอประมาณ ถ้าเรามีปัญญาก็จะรู้ว่าความพอประมาณของนั้นแค่ไหน 2.ความมีเหตุผล เช่น จะใช้ปุ๋ย ใช้ยา ใช้ไปเพื่ออะไร ไม่ดียังไง ควรทำหรือไม่ควรทำ  3.ภูมิคุ้มกัน เช่น คนอื่นแห่กันไปใช้เคมีหมด เรามีภูมิคุ้มกันก็ไม่ทำตามเขา เพราะว่าเรามีความรู้ พึ่งพาตัวเองได้ ไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดต้องทำตามกระแส  สามอย่างนี้มันทำให้รอด แต่ชาวนาส่วนใหญ่ไม่มีสักอย่าง พอประมาณไม่มี เหตุผลก็ไม่มี ภูมิคุ้มกันก็ไม่มี นอกจาก 3 ห่วงนี้ยังมี 2 เงื่อนไขเป็นร่มโพธิ์ คือ 1.ความรู้ ต้องรู้จริง ไม่ใช่รู้หลอกๆ เช่น รู้ว่าปุ๋ยมันเป็นยังไง ยาฆ่าแมลงเป็นยังไง อินทรีย์เป็นยังไง ตลาดเป็นแบบไหน ต้องรู้หมด 2.ต้องมีคุณธรรมด้วย ไม่โลภ ไม่ไปโกงเขา ขายปุ๋ย ขายยาเสียเอง ทั้งที่รู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังขายให้คนอื่น

ส่วนทฤษฎีการทำเกษตรพระองค์ท่านประยุกต์ให้เข้าใจง่ายๆเลยคือ 3 ขั้น ประถม มัธยม อุดมศึกษา ขั้นปฐมคือ ทำเท่าที่ตัวเองกินก่อน เช่น ข้าว อยากกินข้าวแบบไหน ปลูกแบบนั้น ให้พอกิน อยากกินเคมีไหม ไม่อยากกินเคมีก็ปลูกอินทรีย์สิ  ผักก็ปลูกให้พอกิน ผลไม้ ปลา อะไรที่ทำได้ก็ทำไปเลย ขั้นมัธยมคือ พอผลผลิตเหลือ ข้าวที่ปลูกไว้เหลือ ปลาเหลือ ผลไม้เหลือ ก็ขายรอบๆบ้าน ไม่ต้องไปไหนไกลหรอก เพื่อนบ้านเห็นเรากินมันก็กินด้วย บางทีก็แลกกัน แจกก็ได้ แถมก็ได้ เดี๋ยวเขาก็ให้เราคืนมา กระทั่งไม่มีใครซื้อแล้ว เพราะทุกคนมีเหมือนกันหมด ขั้นอุดมศึกษาก็คือ รวมตัวกันเป็นสหกรณ์ จะไปขายกรุงเทพหรือไปขายต่างประเทศก็ได้ อันนี้เป็นขั้นสุดท้ายคือร่ำรวยก็ได้ ใครทำแบบนี้ยังไงก็ไม่อด แต่เกษตรกรสมัยนี้แค่เริ่มปลูกก็คิดถึงตลาดแล้วว่าใครจะซื้อ โรงสีใช่ไหม ปลูกเลยแล้วขายโรงสีให้หมด ไม่ได้ลงตุ่มไว้ด้วย เพราะฉะนั้นตัวเองก็ไม่ได้กิน ขายเพื่อนบ้านก็ไม่ได้ สุดท้ายต้องไปซื้อเขากินอีก”

 

เมื่อทุกข์ถึงขีดสุด ทุกอย่างจะดีขึ้น

ในวัย 68 ปี เดชา ศิริภัทร ยังมีความสุขกับการเป็นครูชาวนาให้ความรู้ด้านการทำเกษตรอินทรีย์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่มีรถ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช้คอมพิวเตอร์

เดชาบอกว่า หลักการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่ยึดถือมาทั้งชีวิตคือ 1.มีชีวิตอย่างพอดี กินอาหารพอดี เครื่องนุ่งห่มพอดี ที่อยู่พอดี 2.เวลาทำอะไรอย่าตั้งความหวัง เช่น อยากช่วยสังคมเรื่องเกษตร ทำให้ชาวนาตาสว่าง เลิกทำนาเคมีหันมาทำนาวิถีธรรมชาติ ก็จะไม่ตั้งความหวังว่าจะช่วยชาวนาให้หมดหนี้ภายใน 10 ปี 20 ปี หรือให้เลิกใช้ปุ๋ยเคมีทันทีทันใด

“เราต้องรู้เท่าทันตัวเอง ท่านพุทธทาสเรียกว่า ลิ้นงูในปากงู ถ้าเราจะอยู่แบบปลอดภัยต้องอยู่แบบลิ้นงูในปากงู งูมันมี 4 เขี้ยว งับขึ้นงับลง มีพิษด้วย ที่อันตรายที่สุดคือในปากมัน แต่ว่าลิ้นนี่ไม่เป็นอะไรเลย ที่ไม่เป็นอะไรเพราะว่ามันรู้ว่าจะงับเมื่อไหร่ รู้ว่าต้องหลบไปทางไหน ฉะนั้นเราอยู่ในสังคมที่มีการหลอกลวง เอารัดเอาเปรียบ อันตราย ถ้ารู้เท่าทันเหมือนลิ้นงูก็จะปลอดภัย ขณะเดียวกัน ลิ้นงูถ้าไปอยู่นอกปากงูมันจะปลอดภัยมากกว่านี้อีก เพราะไม่โดนงับ อยู่ห่าง แต่ลิ้นงูถ้าไม่อยู่ในปากงูมันก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ เหมือนเราต้องอยู่ในสังคม เพราะมันจะทำประโยชน์ได้ เหมือนลิ้นงูในปากงูถึงจะมีประโยชน์ใช่ไหม พูดง่ายๆคือเราต้องรู้เท่าทัน ไม่ถูกสังคมทำร้าย ขณะเดียวกันก็ต้องทำประโยชน์ให้ได้ด้วย นั่นเป็นสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอด อยู่อย่างมีความสุข ปลอดภัย ไม่ทุกข์ และต้องช่วยเหลือคนอื่นด้วยการไปบอกเขา ทำให้เขาดูว่าเกษตรอินทรีย์มันดียังไง มีประโยชน์แค่ไหน 

แต่ปัญหาคือ ถ้าเขาไม่เอา เราก็ทำอะไรไม่ได้ คนที่มันจนจริงคือจนปัญญา ไม่จนเงินหรอก ชาวนาส่วนใหญ่ตอนนี้ไม่ได้แค่จนเงินอย่างเดียว แต่จนปัญญาด้วย เพราะว่าโดนหลอกมาตลอด ให้มาดูของจริงก็ไม่เอา ดันไปเอาของปลอม ก็ช่วยไม่ได้ สุดท้ายถ้าพูดภาษาธรรมะก็คือ ความทุกข์จะสอนเขาเอง ไม่มีอะไรจะสอนคนเราได้ดีเท่าความทุกข์ พอทุกข์หนักเข้าคนมันก็จะคิดได้เองว่า อ๋อ เรามาผิดทาง ถึงได้ทุกข์ขนาดนี้  พอทุกข์จัดๆคนเรามันก็ฉลาดเอง แล้วจะเปลี่ยน ผมเชื่อว่าประเทศไทยหลังเผชิญวิกฤติหนักๆผ่านไปได้มันจะต้องเจริญขึ้นแน่ๆ”

ท่ามกลางคราบน้ำตา ใบหน้าหมองเศร้า เพราะทุกทนข์จมปลักอยู่กับกองหนี้ ความยากจน ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ เดชา ศิริภัทร ปราชญ์ชาวนายังมีความเชื่อว่า สักวันหนึ่งชาวนาไทยจะตาสว่าง ค้นพบทางออก นั่นคือ การหันมาทำเกษตรอินทรีย์ วิถีธรรมชาติอันเรียบง่ายและยั่งยืนที่สุด.

 

 

“สามารถ ราชพลสิทธิ์” ชำแหละ3ปัญหารถไฟฟ้าไทยกับอนาคตที่ยังน่าห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/468042

"สามารถ ราชพลสิทธิ์" ชำแหละ3ปัญหารถไฟฟ้าไทยกับอนาคตที่ยังน่าห่วง

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

เป็นที่รู้กันว่า ความคิดเห็นเรื่องระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะรถไฟฟ้า ของ สามารถ ราชพลสิทธิ์ นั้นล้วนมีความหมาย น่ารับฟัง และไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง

ที่ผ่านมา อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งและจราจรคนนี้ มักออกมาให้ความรู้ แสดงทรรศนะต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟ รถไฟฟ้า หรือรถไฟความเร็วสูงเป็นประจำ ภายใต้ดีกรีที่ไม่ธรรมดา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปริญญาโท วิศวกรรมโยธา สาขาวิศวกรรมจราจรและขนส่ง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) และปริญญาเอก วิศวกรรมโยธา สาขาการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ประกอบกับช่วงที่ทำงานทั้งในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ และรองผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร  ก็รับผิดชอบดูแลงานด้านการจราจรและขนส่งมาโดยตลอด

“ผมติดตามเรื่องการขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะมาอย่างยาวนาน จึงชอบแสดงความคิดเห็นและทรรศนะออกไป ทั้งหมดก็เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ”

ล่าช้า-จัดลำดับความสำคัญผิด-ไม่ศึกษาเส้นทาง

ในวันที่รถไฟฟ้ากำลังผุดขึ้นทั่วกรุง สามารถมองว่าปัญหาการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของเมืองไทย มีอยู่ด้วยกัน 3 ปัญหาหลัก คือ ความล่าช้า การจัดลำดับความสำคัญผิดพลาด และการขาดการศึกษาเส้นทางอย่างรอบคอบ

“เห็นได้บ่อยครั้งว่าการก่อสร้างมักล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผนแม่บทที่วางไว้ ที่สำคัญยังพบว่า มีปัญหาเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของเส้นทาง ขาดพิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างรอบด้าน ส่วนใหญ่มักมองเรื่องการเวนคืนพื้นที่เป็นหลัก มากกว่าการเอาผู้โดยสารเป็นที่ตั้ง”

รถไฟฟ้าสายสีม่วงถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของโครงการที่ไม่ยึดผู้โดยสารเป็นหลัก จนนำไปสู่การคาดการณ์จำนวนผู้ใช้ที่ผิดพลาด เสียทั้งเวลา เม็ดเงิน เเละโอกาสสำหรับการพัฒนาเส้นทางอื่น

“สายสีม่วงลงทุนทั้งหมดไปกว่า 6 หมื่นล้านบาท คิดเป็นกิโลเมตรละประมาณ 2,800 ล้านบาท สุดท้ายมีผู้โดยสารประมาณ 2 หมื่นคนต่อวัน …น้อยมาก เมื่อเทียบกับโครงการรถด่วนพิเศษบีอาร์ทีที่ลงทุนเพียงแค่กิโลเมตรละ 120 ล้าน แต่มีผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 2 หมื่นคนเท่ากัน หรือรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน บางซื่อ- ตลิ่งชั่น ที่สร้างเสร็จมาราว 3 ปี พร้อมใช้ทุกอย่าง แต่อ้างว่า สัญญาจัดซื้อรถไฟฟ้า โครงการก่อสร้างโรงจอดและซ่อมบำรุง ผูกรวมกับสายสีแดง บางซื่อ- รังสิต ทำให้ไม่สามารถเปิดใช้งานได้”

สามารถบอกว่า เรื่องราวข้างต้นให้บทเรียนแก่อนาคตว่า แทนที่เราจะได้เงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวไปสร้างหรือใช้ในโครงการที่เหมาะสมและมีความต้องการเร่งด่วนกว่า กลับต้องจมอยู่กับของที่ยังไม่พร้อมใช้จริง การลำดับความสำคัญและระบบที่เหมาะสมกับสถานการณ์จึงถือเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก

“สายสีม่วง”…ต้องดิ้นรนให้มากกว่านี้

ตัวเลขการขาดทุนของรถฟ้าสายสีม่วงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักนับตั้งแต่เปิดใช้งานเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

สามารถระบุว่า  ตัวเลข ณ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีรายได้จากค่าโดยสารเฉลี่ย 513,306 บาทต่อวัน ในขณะที่รฟม.ต้องเสียค่าใช้จ่ายถึงวันละ 4 ล้านบาทจากค่าจ้างบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม ให้บริหารจัดการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา 3.6 ล้านบาทต่อวัน ค่าจ้างองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้รับส่งผู้โดยสารระหว่างสถานีเตาปูน-บางซื่อ 0.2 ล้านบาทต่อวัน และค่าจ้างการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ให้รับส่งผู้โดยสารระหว่างสถานีบางซ่อน-บางซื่อ 0.2 ล้านบาทต่อวัน ดังนั้น รฟม.จึงขาดทุนเฉลี่ย 3,486,694 บาทต่อวัน หรือหากรวมจำนวนเงินขาดทุนตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม – 13 พฤศจิกายน 2559 จะขาดทุนถึง 349 ล้านบาท ซึ่งถ้าจำนวนผู้โดยสารยังคงเป็นไปเช่นนี้ต่อไปก็จะทำให้ รฟม.ขาดทุนถึงปีละ 1,273 ล้านบาท

เมื่อไม่สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางและระบบการเดินรถได้อีกต่อไป ทางออกที่ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งและจราจรรายนี้ แนะนำคือ “ระบบส่งเสริมให้เกิดการใช้งาน” ด้วยวิธีอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้โดยสารออกมาใช้บริการง่ายขึ้น หลังจากมองว่า ลำพังการปรับโดยสารลง 50 เปอร์เซนต์แบบในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ

“ต้องช่วยกันขนผู้โดยสารออกมาขึ้นรถให้ได้ เช่น จัดรถสองแถวไปรับออกมาจากบ้านหรือสถานที่ทำงาน การแก้ปัญหาลักษณะนี้ รถไฟฟ้าบีทีเอสเคยใช้มาแล้ว เมื่อสมัยเปิดให้บริการใหม่ๆ ซึ่งประสบปัญหาเช่นกัน มีผู้โดยสารใช้งานเพียงวันละ 1.5 แสนคน แต่พยายามดิ้นรน นำ shuttle bus มาขนผู้คนจากที่ทำงานหน่วยงานต่างๆออกมาขึ้นรถ ซึ่งสายสีม่วงต้องทำ ไม่ใช่นิ่งเฉยแบบนี้”

สามารถ เข้าใจดีว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้คำนึงถึงผลกำไรที่นับเอาเฉพาะแค่ตัวเงินเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต การประหยัดเวลา พลังงาน และลดอุบัติเหตุจราจรด้วย อย่างไรก็ตาม จำเป็นเหลือเกินที่ผลประกอบการต้องขาดทุนในระดับที่เหมาะสม และสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลคิดถูกแล้วที่เลือกทำโครงการดังกล่าวในเวลานั้น

 

 

“สายสีชมพู- เหลือง”…อนาคตน่าเป็นห่วง

คำถามที่หลายฝ่ายกังวลที่สุดเวลานี้คือ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ระยะทาง 36 กิโลเมตร วงเงิน 53,490 ล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ระยะทาง 30 กิโลเมตร วงเงิน 51,810 ล้านบาท จะซ้ำรอยความผิดพลาดของสายสีม่วงหรือไม่ ?

“ผมผิดหวังมาก จริงๆมันสำคัญทุกสาย แต่เราควรเลือกเส้นทางที่สำคัญที่สุดก่อน สายสีชมพู แคราย – มีนบุรี  ลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท ตกกิโลเมตรละ 1.6 พันล้าน เป็นรถไฟรางเดี่ยวหรือโมโนเรล คาดการณ์ว่าปีแรกจะมีผู้ใช้ 1.8 แสนคนต่อวัน ซึ่งก็พอๆกับรถไฟฟ้าสายสีม่วง สิ่งที่ผมกังวลคือ จะมีผู้โดยสารจำนวนมากเพียงแค่ช่วงเมืองทองธานี ศูนย์ราชการ ไปจนถึงสถานีหลักสี่เท่านั้น น้อยคนจะเดินทางจากศูนย์ราชการไปยังแครายหรือมีนบุรี ส่วนใหญ่ต้องการเดินทางเข้าสู่เมือง ทำให้เขาอาจจะเลือกนั่งรถตู้ไปลงอนุสาวรีย์ หรือหมอชิตเพื่อเข้าเมืองทันทีอย่างรวดเร็ว ขณะที่สายสีเหลืองนั้น ผมมองว่าขาดทุนเช่นกันแต่น่าจะมีปัญหาน้อยกว่า”

เส้นทางที่สามารถเห็นว่าเหมาะสมแก่การเดินหน้าลงทุนขณะนี้คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน – มีนบุรี ระยะทางรวม 39.6 กิโลเมตร เป็นแบบยกระดับระยะทาง 9 กิโลเมตร สถานียกระดับ 7 สถานี และโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบใต้ดินระยะทาง 30.6 กิโลเมตร สถานีใต้ดิน 23 สถานี

“ความเห็นของผม รัฐต้องเลือกสายสีส้มก่อน เอาเงินมาทุ่มกับเส้นนี้ จากมีนบุรี – ราม – ศูนย์วัฒนธรรม – ประตูน้ำ – ยมราช – ปิ่นเกล้า – ตลิ่งชั่น  แถวนั้นมีคนเยอะมาก ต้องเร่งสร้าง  สายสีชมพู-เหลือง เอาไว้ก่อน แต่คิดว่าเขามีปัญหาเรื่องเวนคืนที่ดิน ทำให้ยุ่งยากในการจัดการ แต่พื้นที่ตรงนี้คนหนาแน่นมาก  มีผู้ใช้งานสูงแน่ เป็นการเชื่อมระหว่างฝั่งตะวันตกและออกของแม่น้ำเจ้าพระยา”

 

ต้องบังคับใช้”พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2547″

“ที่บอกว่าสร้างก่อนแล้วความเจริญจะตามมานั้นไม่ถูกทั้งหมด  ความเจริญต้องเติบโตควบคู่ไปกับการก่อสร้าง เส้นทางที่จะมีรถไฟฟ้า ต้องมีความเจริญในพื้นที่อยู่พอสมควร ที่สำคัญต้องมีการพัฒนาส่วนอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย อย่างการดึงดูดให้เอกชนมาร่วมลงทุน เช่น จัดสรรโซนนิ่งในการพัฒนาโดยเก็บภาษีถูกลง”

อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ให้ความรู้ว่า ประเทศไทยมีกฎหมาย พระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2547 แต่รัฐบาลไม่นำมาปรับใช้ ทั้งที่เป็นกฎหมายชั้นดีต่อการพัฒนา

“ปกติคนถูกเวนคืนที่ดิน เขาต้องออกไปอยู่ที่อื่น แต่ พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินฯ ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องออกไป สามารถอยู่ละแวกเดิมได้ โดยคนที่ไม่ถูกเวนคืนก็เสียสละพื้นที่ส่วนหนึ่งของเขา และจัดรูปที่ดินเสียใหม่ ไม่มีพื้นที่ชายธง และพื้นที่ตาบอด มีสิ่งแวดล้อมที่ยอดเยี่ยม มีโรงพยาบาล โรงเรียน ทำทางเข้าออกที่ดี แบบนี้ที่ดินจะมีมูลค่าสูงขึ้น แต่นี่เราดันปล่อยให้การพัฒนาเป็นไปตามยถากรรม รถไฟฟ้าเป็นสแตนอโลน โดดเดี่ยวเกินไป ไม่ผูกรวมกับการใช้ที่ดินหรือพัฒนาพื้นที่ ถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย”

อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ บอกต่อว่า ถ้าเรียนรู้และตระหนักถึงความผิดพลาดในอดีต ก็จะสามารถมองเห็นปัญหาในอนาคตล่วงหน้าได้ หลักการคือ การพัฒนาที่เส้นทางขนส่งต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่โดยรอบ เปรียบเสมือนไก่กับไข่ จะทำให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน ระบบขนส่งก็จะมีคนใช้มากขึ้น ผู้พัฒนาที่ดินก็จะมีคนมาอาศัยมากขึ้นเป็นการเกื้อกูลกัน

“ในอดีตย่านชินจูกุ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น สภาพพื้นที่ดูไม่ได้เลย แต่ต่อมามีการตัดเส้นทางทำถนนใหม่ ปรับรูปแบบการเดินทางเข้า-ออกที่ดี แบ่งพื้นที่เป็นโซน โดยผ่านกฎหมาย พ.ร.บ. ลักษณะนี้  ซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลปัจจุบัน น่าจะบังคับใช้เป็นต้นแบบได้”

นอกจากจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่ สิ่งที่ละเลยไม่ได้ก็คือ ความเป็นธรรม ที่จะต้องมีการนำมาขบคิดต่อไปด้วย  ภาครัฐอาจพิจารณานำกฎหมายพิเศษ (value capture) มาใช้  คือ การเรียกเก็บผลประโยชน์ที่เอกชนได้รับจากการมีรถไฟฟ้าตัดผ่าน

“บริเวณสถานีรถไฟฟ้า ใครมีที่ดินจะรวยเหมือนส้มหล่น บางคนไปดักซื้อที่ดินล่วงหน้า ได้ผลประโยชน์คนเดียว ราคาเพิ่มขึ้น 3-10 เท่า ในต่างประเทศเขาจึงมีมาตรการพิเศษ เช่น ถ้าพื้นที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้า คุณต้องเสียสละเงินส่วนหนึ่งในการก่อสร้างด้วย ญี่ปุ่นทำแบบนี้เพราะถือว่าตัวเองได้ประโยชน์และลดการเก็งกำไรที่ดินไปในตัว  คนใกล้มากก็เสียมาก เมื่อคุณมีความสะดวกสบายในการเดินทาง และราคาที่ดินของคุณเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งหรือเสียภาษีพิเศษเพื่อช่วยในการก่อสร้าง ไม่ได้เยอะมากจนเดือดร้อน เป็นกฎหมายเพื่อส่งเสริมความเป็นธรรม”

สามารถทิ้งท้ายว่า ระบบขนส่งมวลชนไทยต้องคิดให้ครบทุกมิติ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ คน บ้าน แหล่งงาน พัฒนาระบบขนส่งมวลชนระบบหลักและระบบเชื่อมต่อให้มีคุณภาพรองรับการเดินทางของผู้คนที่สะดวกและคุ้มค่า ไม่ใช่แข่งขันอย่างเดียวจนเกิดความซ้ำซ้อนมากเกินไป ทั้งนี้ต้องพัฒนาควบคู่กับการจัดระบบการใช้ที่ดินและผังเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญอนาคตรัฐยังต้องเรียนรู้การทำสัญญาข้อตกลงกับเอกชน โดยเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง รวมถึงมีแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างชัดเจน

“การวางแผนการขนส่ง ไม่ใช่แค่เพื่อการแก้ปัญหาจราจรติดขัดเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมือง  ผู้ที่มีส่วนในการตัดสินใจต้องมีวิสัยทัศน์ชัดเจนว่าต้องการเมืองแบบใด  ต้องมองให้ทะลุตั้งแต่ต้น เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง อำนวยความสะดวกสบายให้เขามากที่สุด ไม่เช่นนั้นไม่ว่าจะเสร็จอีกกี่เส้น ประชาชนก็ต้องเดินในระยะไกลหรือต้องต่อรถจำนวนมากกว่าที่ควรจะเป็นทั้งสิ้น”

ทั้งหมดนี้คือ ความปรารถนาดีของสามารถ ราชพลสิทธิ์ต่อการบริหารจัดการระบบขนส่งยอดนิยมของกรุงเทพฯอย่างรถไฟฟ้า.

 

“พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก”บันทึกจากองคมนตรี “สวัสดิ์ วัฒนายากร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/467483

"พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก"บันทึกจากองคมนตรี "สวัสดิ์ วัฒนายากร"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นอีกครั้งที่โพสต์ทูเดย์ขอนำเสนอเนื้อหาในหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 ที่องคมนตรีได้ถ่ายทอดเรื่องราวการได้มีโอกาสทำงานใกล้เบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

หนึ่งในองคมนตรีที่ได้บันทึกเรื่องราวดังกล่าวไว้ คือ สวัสดิ์ วัฒนายากร อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ปัจจุบันได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ในวัย 78 ปี โดยเนื้อหาที่องคมนตรีได้บันทึกเอาไว้มีความน่าสนใจควรค่าแก่ชาวไทยจะได้รับทราบถึงพระราชกรณียกิจเยี่ยมเยียนปัญหาราษฎรในพื้นที่ทุรกันดารผ่านมุมมองจากองคมนตรี

บันทึกของ สวัสดิ์ วัฒนายากร พูดถึงวินาทีแรกที่ได้รับทราบจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรติแห่งชีวิตคือ องคมนตรี เมื่อ 14 ปีที่แล้ว

“คืนวันที่ 10 ก.ค. 2545 เวลา 4 ทุ่ม 45 นาที เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะหัวเตียงของผมดังขึ้น ผมงัวเงียลุกขึ้นมารับสาย เป็นเสียงของท่านราชเลขาธิการ อาสา สารสิน แจ้งว่า เพิ่งออกมาจากเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่วังไกลกังวล มีพระราชกระแสทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผมเป็นองคมนตรี”

“ความรู้สึกของผมหลังจากที่ได้ยินครั้งแรกยากที่จะบรรยาย คงต้องเรียกว่า ตะลึงไปขณะหนึ่ง ผมคิดว่าหูคงเพี้ยนไป ถามย้ำหลายครั้ง ท่านราชเลขาฯ ยืนยันว่า เมื่อได้ยินครั้งแรก ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันต้องกราบบังคมทูลถามอีกครั้งจึงแน่ใจ หลังจากวางหูโทรศัพท์ ผมนอนตาค้างอยู่ประมาณสิบห้านาที ตัดสินใจโทรกลับไปหาท่านราชเลขาฯ ขอให้พูดซ้ำอีกที เรื่องพระราชกระแส เพื่อผมจะได้แน่ใจว่า เมื่อครู่นี้ไม่ได้ฝันไป”

“หลังจากที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณในการทำหน้าที่องคมนตรีเรียบร้อยแล้ว ผมถอยหลังมายืนอยู่ด้านข้าง ค่อนไปทางหลังของท่านประธานองคมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชปฏิสันถารกับท่านประธานองคมนตรี ซึ่งก็คงรวมถึงตัวผมด้วย เพราะผมยืนอยู่ในระยะที่จะได้ยินพระสุรเสียงชัด มีพระราชดำรัสใจความว่า เรื่องการแต่งตั้งองคมนตรีในครั้งนี้ ทรงพระราชดำริอยู่เป็นปี จะทรงหาคนช่วยองคมนตรี จุลนภ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ซึ่งสุขภาพไม่สู้ดีเพราะทำงานหนักมานาน

“พระองค์มีพระราชประสงค์ให้ผมมาช่วยในเรื่องโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับแหล่งน้ำซึ่งมีจำนวนมาก พระองค์ท่านทรงเล่าถึงโครงการต่างๆ ประโยชน์ที่จะได้รับ รวมถึงปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไข”

สวัสดิ์ วัฒนายากร

ถวายงานในหลวง “ห้ามเดา”

ก่อนที่ สวัสดิ์ จะได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีนั้นได้มีโอกาสถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 มาตั้งแต่สมัยที่ทำหน้าที่เป็นอธิบดีกรมชลประทาน

“เป็นที่ตอกย้ำกันในหมู่ข้าราชการชลประทานที่กราบบังคมทูลรายงานว่า “ห้ามเดาเด็ดขาด!” ถ้าเรื่องไหนไม่รู้ ก็ให้กราบบังคมทูลตอบไปตรงๆ เคยมีช่วงแรกๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ มีกำหนดการเสด็จฯ ไปที่ฝายน้ำล้นใกล้ๆ หมู่บ้าน ผู้อำนวยการกองที่กรุงเทพฯ ในฐานะผู้ใหญ่ จึงไปรับเสด็จฯ และกราบบังคมรายงานด้วยตัวเอง โดยเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ท่องจำข้อมูลเกี่ยวกับตัวฝายไว้พร้อม

ในช่วงหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงถามว่า สันฝายอยู่ระดับเท่าใด ผู้อำนวยการฯ เกิดจำไม่ได้ตัดสินใจดำน้ำกะตัวเลขที่ใกล้เคียง สมมติว่า “บวก 350 พระพุทธเจ้าข้า” (สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 350 เมตร) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหยุดนิดหนึ่งแล้วมีพระราชดำรัสว่า “ถ้าระดับ 350 น้ำก็ท่วมตำบลนี้ทั้งตำบล” ทรงชี้ไปที่แผนที่ 1:50,000 เส้นบอกระดับตำบลที่อยู่เหนือน้ำอยู่ที่ 349 นับแต่นั้นเป็นต้นมาผมท่องเป็นคาถาว่า เวลากราบบังคมทูลตอบเมื่อมีพระราชดำรัสถามห้ามเดา แต่ก็ยังไม่วายพลาดจนได้

คืนวันหนึ่ง ผมได้ร่วมโต๊ะเสวยหลังจากที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ทุรกันดารแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พระราชดำรัสที่ยังก้องอยู่ในหูของผมจนทุกวันนี้ คือ “ที่เขายากจนต้องมาทำมาหากินในพื้นที่แห้งแล้งเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะมา แต่เพราะเขาไม่มีที่อื่นจะไป ที่ฉันช่วยเขา ไม่ใช่ว่าจะช่วยตลอดไป แต่ช่วยเพื่อให้เขาได้มีโอกาสช่วยตัวเองต่อไป”

“ถนนดิสโก้-รั้วลวดหนาม”

บันทึกของสวัสดิ์ ระบุว่า หลังจากเสด็จฯ กลับจากแปรพระราชฐานที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ได้เพียงเดือนเศษ ก็เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปยังพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร และมีกำหนดการเสด็จฯ ไป อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวันที่ 25 พ.ย. 2535

ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำเนินตรงมายังพวกเราที่ยืนรอเฝ้าฯ รับเสด็จ ทรงชี้ไปที่ลำน้ำลำพะยังในแผนที่ จุดใกล้ๆ กับบ้านกุดตอแก่น พร้อมกับมีพระราชดำรัสว่า ลำพะยังเหมือนลำน้ำทั้งหลายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลำน้ำคดเคี้ยวมาก หน้าน้ำ น้ำจะท่วมเป็นประจำ พอหมดฝน ลำน้ำก็แห้งผาก กลายเป็นหุบเหวลึกถึงสิบเมตร น่าจะพิจารณาจุดที่เหมาะสมในการสร้างประตูเก็บน้ำไว้ใช้จากนั้นพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรตรงจุดนี้ ทรงชี้ในแผนที่มีพระราชดำรัสแล้วพระองค์ท่านก็เสด็จฯ ไปยังที่ว่าการอำเภอ

รองสมุหราชองครักษ์ พล.อ.ท.สุพจน์ ครุฑพันธุ์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และผมจะต้องอยู่ในรถนำขบวน พวกเรารีบตะลีตะลานศึกษาเส้นทางที่จะไปยังจุดที่พระองค์ท่านทรงชี้ มีปลัดอำเภอโทอยู่คนเดียวที่เป็นคน จ.กาฬสินธุ์ แต่ก็ไม่ใช่คน อ.เขาวง ไม่ชำนาญพื้นที่เหมือนกัน สรุปว่า ระหว่างนำขบวนซึ่งต้องผ่านบ้านกุดตอแก่น เราจึงรีบไปพาตัวกำนัน ซึ่งมีบ้านอยู่ที่นั่นให้นำทางไป

เวลา 19.00 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ลงจากอำเภอ ขบวนเริ่มออกเดินทางไปจุดที่ลำพะยังแห้งเป็นหุบเหวลึก พวกเราในรถใจคอไม่สู้ดี เพราะไม่รู้เส้นทางเลย ได้แต่ดูจากแผนที่ 1:50,000 และขณะนั้น บรรยากาศมืดสนิท การจัดขบวนเสด็จฯ รถยนต์พระที่นั่งจะเป็นคันที่สอง ต่อจากรถนำซึ่งเป็นรถของเรา และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งด้วยพระองค์เอง

จำได้ว่าเป็นรถ Jeep Wagoneer พวงมาลัยซ้าย เราเร่งเครื่องเต็มที่ เหลียวดูเห็นไฟหน้ารถขบวนยาวเหยียด เราทิ้งระยะขบวนประมาณ 2-3 กิโลเมตร พอถึงหน้าบ้านกำนันปลัดอำเภอตะโกนเรียก ได้ความว่า กำนันไม่อยู่ ไปกรุงเทพฯ พวกเราชักเลิ่กลั่กออกจากหน้าบ้านกำนันก็พบชายสองถึงสามคนยืนอยู่ริมถนน คนหนึ่งนุ่งผ้าขาวม้าไม่สวมเสื้อ ปลัดอำเภอส่งภาษาท้องถิ่นถามไปถามมา รถยนต์พระที่นั่งก็ใกล้เข้ามา รองสมุหราชองครักษ์ พล.อ.ท.สุพจน์ บอกให้คว้าตัวขึ้นมาเลย โดยให้นั่งเบียดข้างหน้า ปลัดอำเภอโต้ตอบกับมัคคุเทศก์ที่นุ่งผ้าขาวม้าซึ่งเราฟังไม่ออก

พอรถออกจากบ้านกุดตอแก่น มัคคุเทศก์บอกให้เลี้ยวซ้าย ขับไปได้ราว 2-3 กิโลเมตร มัคคุเทศก์สั่งให้เลี้ยวขวาลงทางเกวียน ถนนขรุขระสุดๆ รถกระเด้งกระดอนแกว่งไปมา มืดก็มืด พวกเราชักใจเสีย เพราะรถยนต์พระที่นั่งและขบวนตามมาติดๆ สิ้นสุดทางเกวียน เราคิดว่าต้องมาผิดทางแน่ คงจะสื่อสารกันไม่เข้าใจหรืออย่างไร รถยนต์พระที่นั่งมาจอดใกล้ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ลงจากรถยนต์พระที่นั่ง ผมวิ่งไปถวายความเคารพ พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสถามว่า “อธิบดีจะพาฉันไปดิสโก้ที่ไหน?” ผมยิ้มแห้งๆ กราบบังคมทูลตอบว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบว่าที่นี่ที่ไหน พระพุทธเจ้าข้า”

พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสว่า “ตอนออกจากบ้านกุดตอแก่น ต้องเลี้ยวขวา แต่รถนำเลี้ยวซ้าย ฉันเลยต้องตามมา” และยังมีพระราชดำรัสสั่งให้ถามมัคคุเทศก์ให้ชัดเจนว่า จุดที่ลำพะยังเป็นหน้าผาสูง มองเห็นลำน้ำเป็นร่องเหวลึก มีทางไปได้ไหม ปลัดอำเภอสอบถามได้ความว่า ต้องกลับไปบ้านกุดตอแก่นต่อไปอีก 2-3 กิโลเมตร แล้วต้องเดินไปอีกราว 500 เมตร จะถึงลำพะยังตรงจุดนั้น

ขบวนกลับรถกันกลางทุ่งนาอย่างทุลักทุเล ขณะนั้นเวลาประมาณ 19.30 นาฬิกา วิ่งกลับไปจนสุดทาง ตามที่มัคคุเทศก์บอก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ลงทรงพระดำเนินท่ามกลางความมืดไปในทุ่งนาตะปุ่มตะป่ำ โดยมีไฟฉายส่องทางและมีมัคคุเทศก์ผ้าขาวม้าเดินนำ ทุกคนต้องเดินอย่างระมัดระวัง ถ้าพลาด เท้าจะแพลงได้ทันที สักครู่มาถึงสระบังของราษฎร มีรั้วลวดหนาม โดยทรงให้เจ้าหน้าที่ถ่างลวดหนาม แล้วทรงพระดำเนินมุดรั้วลวดหนามเข้าไป

ความรู้สึกของผมบอกไม่ถูก นึกรำพึงในใจว่า จะมีพระเจ้าแผ่นดินหรือพระประมุขของประเทศไหนหนอในโลกนี้ ที่จะทรงตรากตรำพระวรกายจนถึงทรงมุดรั้วลวดหนาม เพื่อจะเสด็จฯ ไปทรงหาน้ำให้ราษฎร ยิ่งกว่านั้น พระองค์ท่านยังทรงหันกลับมามีพระราชดำรัสเตือนว่า “อธิบดี อย่าลืมซ่อมรั้วให้เขานะ”

ลุงวาเด็ง

ตำนาน “ลุงวาเด็ง” พระสหายในหลวง

อีกหนึ่งเรื่องเล่าขานที่ประชาชนชาวไทยได้ยินกันมานาน คือ ลุงวาเด็ง ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพระสหายของในหลวง รัชกาลที่ 9 แต่แน่นอนว่ามีน้อยคนนักจะรู้ว่าในหลวงไปพบกับลุงวาเด็งได้อย่างไร

“ผมเข้ารับตำแหน่งได้เพียงเดือนเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปยัง พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ กรมชลประทานก็เปิดศูนย์รับเสด็จฯ ที่โครงการชลประทานนราธิวาส ดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา เมื่อทราบว่าจะเสด็จฯ ออกทรงงานที่ใด พล.อ.เทียนชัย จั่นมุกดา กับ พล.อ.ท.สุพจน์ ครุฑพันธุ์ (ยศขณะนั้น) รองสมุหราชองครักษ์ จะรีบแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อออกไปตรวจพื้นที่พร้อมกำหนดจุดที่จะเสด็จฯ ในวันที่ 30 ก.ย. 2535 มีกำหนดจะเสด็จฯ ไปพื้นที่พรุแฆแฆ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นพรุเสื่อมโทรมขนาดใหญ่”

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.เทียนชัย จั่นมุกดา พร้อมกับเจ้าหน้าที่กรมราชองครักษ์เฝ้าฯ ทรงชี้ในแผนที่ 1 : 50,000 แล้วมีพระราชดำรัสว่า จะเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรปากคลองน้ำจืด ซึ่งมีศักยภาพที่จะสร้างอาคารเก็บน้ำจืดไว้ให้ราษฎรในหน้าแล้งได้ เจ้าหน้าที่ รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าของพื้นที่ ร่วมกันทัดทานว่า เสด็จฯ ไปไม่ได้ ทางที่ไปขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อเพราะเป็นหน้าฝน และจุดที่จะเสด็จฯ ไปรถยนต์เข้าไม่ถึง อยู่ห่างจากถนนประมาณเกือบหนึ่งกิโลเมตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสสั้นๆ ว่า “ฉันไปได้”

การเปลี่ยนเส้นทางกะทันหันในยามค่ำมืดเช่นนี้ ย่อมมีปัญหาที่ทุกคนกังวลยิ่งคือเรื่องการถวายความปลอดภัย ไม่มีใครทราบว่า เส้นทางที่จะไปจะเจออะไรบ้าง ผมจำได้ว่า พอสุดเส้นทางถนนขรุขระที่รถแล่นได้ ทุกคนต้องลงเดิน ทางที่เดินนั้นมืดมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระดำเนินโดยมีเจ้าหน้าที่ใช้ไฟฉายส่องทาง ผู้ที่ตามเสด็จฯ ทุกคนเตรียมพกไฟฉายประจำตัวอยู่แล้ว ถ้าใครไม่มี เป็นต้องเดินตกท้องร่องแน่ๆ

“สักครู่ก็ถึงบ้านใต้ถุนสูงของเจ้าของสวน ซึ่งเป็นชาวไทยมุสลิมอายุประมาณ 70 ปีเศษ นุ่งกางเกงสีน้ำเงินไม่สวมเสื้อ เห็นกล้ามเป็นมัดๆ แสดงอาการตื่นเต้น ดีอกดีใจเมื่อทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระดำเนินผ่านที่ของเขา ชายคนนี้คือ ลุงวาเด็ง รับอาสานำทางไปยังจุดที่มีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตร คือ ปากคลองน้ำจืด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแนะนำให้กรมชลประทานไปพิจารณารายละเอียด เพื่อสร้างประตูบังคับน้ำที่ปากคลอง เพื่อเก็บน้ำจืดไว้ใช้ในหน้าแล้ง”

“หลังจากประทับอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง จึงเสด็จฯ กลับ โดยทรงแวะที่บ้านลุงวาเด็ง ช่วงนั้นมีสุภาพสตรีสามถึงสี่คน แต่งตัวคลุมศีรษะเรียบร้อยตามประเพณียืนรอเฝ้าฯ รับเสด็จ เข้าใจว่าเป็นครอบครัวของลุงวาเด็ง ลุงวาเด็งซึ่งยังคงอยู่ในชุดเดิม เฝ้าฯ กราบบังคมทูลฯ อยู่ข้างบ่อน้ำตื้น ซึ่งมีเครื่องสูบน้ำใหม่เอี่ยมวางอยู่ข้างบ่อ ลุงวาเด็งได้กราบบังคมทูลฯ เป็นภาษายาวี ว่า เป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวของเขา ที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จฯ มาถึงบ้าน แต่เสียใจเหลือเกินที่ไม่มีผลไม้ทูลเกล้าฯ ถวาย”

“เงาะกับทุเรียนที่ปลูกไว้ก็เพิ่งขายไป เหลือทุเรียนลูกเล็กๆ ห้อยต่องแต่งอยู่ลูกเดียว และยังดิบอยู่ เงินที่ได้มาสองหมื่นบาทก็เอาไปซื้อเครื่องสูบน้ำใหม่ที่เห็นวางอยู่ ผมจำได้ว่าเป็น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ที่กล่าวทำนองแหย่เล่นว่า “ไม่มีอะไรถวาย ก็ปั๊มน้ำนั่นไงล่ะ”

“ลุงวาเด็งแสดงอาการดีใจเหมือนเพิ่งนึกได้และกราบบังคมทูลฯ ว่า “ถวายเลย ขอถวายปั๊มน้ำ” พร้อมกับหันไปทางเจ้าหน้าที่ บอกว่า “ยกไปเลย ยกไปเลย” เสียงของลุงวาเด็งบ่งบอกถึงความจริงใจ ต่อมาเมื่อใกล้วันเฉลิมพระชนมพรรษา ลุงวาเด็งจะหอบหิ้วผลไม้ตามฤดูกาลเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวายเป็นประจำทุกปี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรียกลุงวาเด็งว่า “พระสหาย”

“ฉันดีใจมาก” รอยยิ้มพระเจ้าแผ่นดิน

สวัสดิ์ วัฒนายากร อดีตองคมนตรี บอกเล่าผ่านในหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ถึงการเสด็จฯ ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจครั้งหนึ่ง โดยครั้งนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ตรัสกับคณะผู้ติดตามนั้นว่า “ฉันดีใจมาก” เพราะสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมองปัญหาในมุมที่คนส่วนใหญ่มองไม่ค่อยเห็น และพระองค์ท่านจะทรงแก้ด้วยวิธีง่ายๆ ซึ่งได้ผลอย่างที่ไม่มีใครคาดถึง โครงการมูโนะ เป็นโครงการหนึ่งที่ผมได้อยู่ในเหตุการณ์ เพราะได้ติดตามอธิบดีมนัส ปิติวงษ์ ไปรับเสด็จที่นราธิวาส ในช่วงปี พ.ศ. 2518-2522 แม่น้ำโก-ลกเป็นเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย ต้นน้ำเป็นเทือกเขาสันกาลาคีรี แม่น้ำไหลออกทะเลที่ อ.ตากใบ มีปัญหาน้ำท่วม อ.สุไหงโก-ลก และ อ.สุไหงปาดี เป็นประจำ ฝั่งมาเลเซียทำคันกั้นน้ำตลอดแนว น้ำแทนที่จะไหลล้นสองฝั่ง กลับล้นมาฝั่งเราฝั่งเดียว จึงท่วมหนักกว่าปกติ”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสกับอธิบดีกรมชลประทานว่า “ฝั่งมาเลเซียทำคันกั้นน้ำ ถ้าฝั่งเราทำบ้างต่อไปจะสูงขึ้นสูงขึ้นทั้งสองฝั่ง กลายเป็นกำแพง” พระองค์ท่านทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโครงการมูโนะ โดยทำประตูนำน้ำส่วนที่เกินจากแม่น้ำโก-ลกเข้ามาที่คลองมูโนะ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมชลประทานสร้างระบบชลประทาน ทำคลองส่งน้ำส่งไปเลี้ยงพื้นที่เกษตรใน อ.สุไหงโก-ลก กับ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โครงการมูโนะสอดคล้องช่วยเหลือเกื้อกูลกับโครงการพรุโต๊ะแดงของพระองค์ท่านอีกโครงการหนึ่งด้วย

พรุโต๊ะแดงเริ่มต้นที่ อ.เมือง จ.นราธิวาส ไปสิ้นสุดที่ อ.สุไหงโก-ลก ระยะทางเกือบ 40 กิโลเมตร เดิมครอบคลุมพื้นที่เกือบ 2 แสนไร่ ในปีที่แล้งติดต่อกันราษฎรที่ทำกินอยู่บริเวณรอบพรุจะค่อยๆ รุกล้ำเข้าไปทำกิน บางปีก็เกิดไฟไหม้ป่าพรุจนปัจจุบันเหลือพื้นที่พรุเพียงประมาณ 8 หมื่นไร่ ปัญหาการทำกินของราษฎร คือ เรื่อง 4 น้ำ น้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเปรี้ยว และน้ำเค็ม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินโครงการพรุโต๊ะแดง โดยขุดลอกคูคลองแล้วสร้างประตูควบคุมน้ำ ให้บริหารจัดการโดยให้น้ำในพรุอยู่ในระดับไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ถ้าน้ำน้อยกว่านั้น เมื่อดินแห้งปฏิกิริยาของใบไม้รากไม้ที่สะสมอยู่ใต้ดินลึกหลายสิบเมตรจะทำให้เกิดความร้อนเกิดไฟลุกขึ้นเองได้ ยากที่จะทำการดับ เมื่อน้ำมากก็เปิดประตูระบายน้ำออก ไม่ให้ล้นท่วมพื้นที่เกษตรของราษฎร และทรงกำชับให้กรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องป้องกันไฟไหม้ป่า และป้องกันการรุกของราษฎร เพื่อรักษาผืนป่าชุ่มน้ำอันมีค่านี้ไว้

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2529 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรบ้านโคกอิฐ โคกใน และโคกกูแว ต.พร่อน อ.ตากใบ ทอดพระเนตรสภาพความยากจนของชาวบ้าน ทรงซักถามถึงปัญหาอุปสรรคในการดำรงชีพของราษฎร ราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิมที่มารอเฝ้าฯ ได้กราบบังคมทูลฯ ว่าถึงแม้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมได้บรรเทาเบาบางลงตั้งแต่โครงการพรุโต๊ะแดงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แต่ก็มีเรื่องน้ำเปรี้ยวที่ไหลมาจากพรุ ทำให้สวนผลไม้ไม่ได้ผล ข้าวก็ได้ไร่ละ 10-15 ถัง บางปีได้เพียง 4-5 ถัง ไม่พอกิน สัตว์เลี้ยงมักจะล้มป่วย กรมพัฒนาที่ดินช่วยเหลือโดยนำปูนมาร์ลมาใส่ในนา แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงไม่สามารถใส่ให้พอเพียงได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสว่า น้ำจืดในโครงการมูโนะมีเหลือเฟือ ให้กรมชลประทานสร้างคลองนำน้ำจืดมาซะล้างดินเปรี้ยวและใช้น้ำในการทำนา แล้วทำคันกั้นน้ำจากพรุโต๊ะแดง โดยให้ระบบคลองระบบน้ำเปรี้ยวแยกออกต่างหาก ไม่ให้เข้าไปในพื้นที่เกษตรของราษฎร และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แนะนำให้ความรู้ด้านวิชาการแก่ราษฎร

หลายปีต่อมา วันที่ 28 ก.ย. 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ไปยังบ้านโคกอิฐ โคกใน และโคกกูแวอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนสังเกตเห็นมีบ้านสร้างใหม่ขึ้นหลายแห่ง ต้นไม้ผลไม้ก็ดูเขียวชอุ่มงามขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะข้าวในนากำลังงามแตกกอเต็มท้องทุ่ง ราษฎรที่มารับเสด็จทุกคนมีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ราษฎรกราบบังคมทูลฯ ว่า เดี๋ยวนี้ข้าวที่เคยได้ 5-10 ถัง/ไร่ไม่พอกิน ตั้งแต่ได้น้ำจืดพระราชทานและทำคันเอาน้ำเปรี้ยวออก ต้นข้าวก็งดงามได้ถึง 40-50 ถัง/ไร่ ทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง เหลือพอขาย ต้นไม้ผลไม้ก็พลอยงามให้ผลดี วัวควายก็อ้วนท้วนสมบูรณ์ทุกอย่างดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เดี๋ยวนี้สบายแล้ว

ทุกคนในขบวนเสด็จฯ สังเกตเห็นได้ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชปฏิสันถารกับราษฎรและทรงซักถามในรายละเอียดด้วยพระพักตร์ที่เบิกบานผ่องใส ทุกข์ของราษฎร คือทุกข์ของพระองค์ท่าน คงไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงมีความสุขยิ่งไปกว่าความอยู่ดีกินดี รอดพ้นจากความยากจนของพสกนิกรของพระองค์ท่าน

ผมจำภาพนี้ติดตาไม่มีวันลืมเลือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หันพระพักตร์มาที่พวกเรา แย้มพระสรวลแล้วมีพระราชดำรัสว่า “ฉันดีใจมาก”

ในช่วงท้าย อดีตองคมนตรี บอกว่า ที่ผมเล่ามาเป็นเพียงเกร็ดเล็กน้อย ของเศษเสี้ยวที่ได้ตามเสด็จและปฏิบัติงานถวายใกล้ชิด ภาพที่ประจักษ์แก่สายตาพสกนิกรเป็นประจำ คือ หยาดพระเสโทเต็มพระพักต์จนฉลองพระองค์เปียกชุ่ม หรือประทับบนพื้นดินทรงซักถามทุกข์สุขของราษฎรที่มารอเฝ้าฯ หรือเสด็จฯ ไปในป่าเขาหุบเหวท่ามกลางสายฝนที่กำลังกระหน่ำ ทั้งในเวลากลางวันหรือค่ำคืนดึกดื่น

“ผมเป็นเพียงคนไทยคนหนึ่งที่มีบุญได้ปฏิบัติงานถวายการรับใช้ได้เบื้องพระยุคลบาทในช่วงสั้นๆ ยังมีข้าราชการและผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก ที่ได้ปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณในพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ”

“เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ผมคิดว่าเป็นบุญของประเทศไทยและคนไทยทั้งชาติ ที่เรามีพระมหากษัตริย์และพระราชินี สุดประเสริฐ ทั้งสองพระองค์ได้ทรงทุ่มเทและทรงตรากตรำพระวรกายอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 60 ปี ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ ที่ผมเล่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลายๆ เหตุการณ์ที่ผมได้สัมผัสด้วยตนเอง และติดตาตรึงใจของผมมาโดยตลอด ราวกับว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เอง”

 

ชีวิตติดปีกของ “หม่อง ทองดี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/466472

ชีวิตติดปีกของ "หม่อง ทองดี"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…วิศิษฐ แถมเงิน

“สวัสดีครับพี่ มายากมั้ยครับ”

หม่อง ทองดี ในชุดเสื้อโปโลสีดำ กางเกงขาสั้น ออกมายืนรอรับหน้าบ้านด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร ชวนให้นึกถึงภาพของเด็กน้อยกำลังย่อตัวพร้อมเหวี่ยงแขนสุดแรงเกิดเพื่อส่งเครื่องบินกระดาษพับลอยสูงไปบนอากาศ กระทั่งคว้าแชมป์ระดับประเทศ เมื่อหลายปีก่อน

วันนี้หม่องเติบใหญ่กลายเป็นหนุ่มวัย 19 ร่างเล็กแกร่ง พูดน้อย ขี้อาย เวลาหมุนเปลี่ยนเวียนผ่านทำให้ชีวิตของเด็กหนุ่มไร้สัญชาติผู้มีชื่อเสียงคนนี้กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้งกับแง่มุมใหม่ๆที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ นั่นคือ การเป็นครูฝึกโดรนของสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ

จากด.ช.เครื่องบินกระดาษสู่ครูฝึกโดรน

บนชั้น 2 ของสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ย่านเพชรเกษม เป็นห้องโถงโล่งๆ ทันทีที่ไฟนีออนสว่างพรึ่บเผยให้เห็นบรรยากาศคล้ายโกดัง เต็มไปด้วยเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์จำลองบังคับวิทยุ และโดรนขนาดต่างๆวางเรียงรายสะดุดตา

“ชีวิตผมก็ยังวนเวียนอยู่กับเครื่องบินนี่แหละครับ”

หม่องหัวเราะ ขณะกุลีกุจอหาเก้าอี้ให้นั่ง พร้อมเปิดพัดลมไล่อากาศร้อนอบอ้าว เขาเล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันกำลังเรียนอยู่ที่การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) หนองแขม ควบคู่กับฝึกงานที่สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ

“ผมชอบเครื่องบินมาตั้งแต่เด็ก เคยเล่นเครื่องบินกระดาษพับมาก็เลยอยากต่อยอดไปสนใจเครื่องบินบังคับวิทยุ ประมาณ 5 ปีที่แล้วได้เจอกับอาจารย์พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล (นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ) ขณะเข้าร่วมโครงการหนูน้อยเจ้าเวหา แกสอนผมดีมาก วิธีบิน บินยังไง ทำยังไงให้บินได้นานๆ บินได้อย่างปลอดภัย สอนการถ่ายภาพทางอากาศ ภาพมุมสูง สอนให้รู้จักกลไกการทำงานของโดรนและเครื่องบินจำลองบังคับวิทยุ ต่อมาเขาประกาศว่าใครไม่มีทุนทรัพย์แต่อยากมาฝึกงานกับสมาคมให้สมัครมา ผมก็ส่งใบสมัครจนมาอยู่ที่นี่ได้หนึ่งปีแล้วครับ”

หน้าที่หลักคือ บินถ่ายภาพมุมสูง ทั้งงานข่าว ถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬา เรือยาว จักรยาน งานกู้ภัย วันไหนมีอบรมก็ไปช่วยเป็นครูฝึก กินนอนอยู่ที่สมาคมเลย โดยสมาคมอุปถัมภ์ให้เงินเดือนๆละ 15,000 บาท เงินส่วนหนึ่งผมก็ส่งให้พ่อแม่ ที่เหลือเก็บไว้ใช้เองครับ”

น้ำเสียงของเขาสุภาพ ถ่อมเนื้อถ่อมตัว แววตาเบิกกว้างทุกครั้งเวลาพูดถึงเครื่องบิน หม่องชอบเครื่องบินทุกชนิด เพราะสงสัยใคร่รู้ว่ามันบินได้ยังไง ทำไมถึงอยู่บนฟ้าได้โดยไม่ตกลงมา ทั้งที่ทำจากเหล็ก คำถามเหล่านี้สร้างความอัศจรรย์ใจให้เขามาตลอด

ย้อนกลับไปเมื่อปีพ.ศ.2540  วันที่หม่องลืมตาขึ้นมาดูโลก เขาเกิดที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งใน อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ เป็นลูกชายของสองสามีภรรยาชาวชนเผ่าปะโอ ผู้อพยพหนีภัยสงครามมาจากรัฐฉาน ประเทศพม่า ไม่น่าเชื่อว่า ชีวิตของเด็กไร้สัญชาติคนนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลเพราะเครื่องบินกระดาษพับลำเล็กๆ

“สมัยป.3 ผมพับเครื่องบินกระดาษเล่นกับเพื่อนๆ เล่นไปวันๆโดยไม่รู้เลยว่าจะโอกาสไปแข่งถึงต่างประเทศ วันหนึ่งมีครูมาบอกว่าสมาคมเครื่องบินกระดาษพับกำลังหาตัวแทนไปแข่งระดับภูมิภาคที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครูก็ส่งเราไป ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าแข่งยังไง ชนะแล้วได้อะไร การแข่งเครื่องบินกระดาษคือการร่อนให้อยู่บนอากาศให้นานที่สุด คนแข่งเป็นร้อย ผมก็พับๆไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจับเวลา หรือตัดสินกันยังไง ทำไปตามความเคยชิน รู้ตัวอีกทีก็ชนะได้เป็นตัวแทนของภาคเหนือไปชิงแชมป์ประเทศไทยที่กรุงเทพฯ”

ท่าร่อนเครื่องบินกระดาษอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กชายหม่อง ทองดี เรียกเสียงฮือฮามาก เขาจะย่อตัวลงต่ำชนิดหลังแทบติดพื้น มือข้างหนึ่งเล็งเป้าไปบนท้องฟ้า อีกมือหนึ่งจับแน่นที่เครื่องบินกระดาษ ก่อนจะกระโดดเหวี่ยงสุดแรงเกิด ส่งเจ้าเครื่องบินลำน้อยพุ่งทะยานไปบนอากาศ หม่องบอก ทำตามสัญชาตญาณล้วนๆ ไม่ได้ยึดหลักแรงโน้มถ่วงหรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น

ท่าร่อนเครื่องบินกระดาษอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

“ที่กรุงเทพ ผมลงแข่งรุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ตอนนั้นอายุแค่ 9 ขวบ ตัวเล็กที่สุดเลย สุดท้ายก็ชนะ ก็กลับมาเรียนหนังสือตามปกติ หลังจากนั้นต้องไปแข่งที่ประเทศญี่ปุ่นอีก ครูที่โรงเรียนมาบอกว่าหม่องไม่ใช่คนไทย ไม่มีบัตรประชาชน จะเดินทางไปต่างประเทศไม่ได้ ครูเลยพาผมไปหาอาจารย์แหวว (รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน) กับครูแดง (เตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ปัจจุบันเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ) เพื่อขอให้ช่วย

มีนักข่าวถามว่าไม่ได้ไปแข่งเมืองนอกรู้สึกยังไง เห็นครูร้องไห้ผมก็ร้องตาม ตอนนั้นพูดอะไรไม่ถูก เขาเดินเรื่องกันจนในที่สุดก็ออกบัตรชั่วคราวให้ไปแข่งได้ ผมลงประเภททีมกับประเภทบุคคล ปรากฎว่าประเภทบุคคลผมได้ที่สาม ส่วนประเภททีมได้ที่หนึ่ง ได้เหรียญทองกลับมา”ประโยคแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจ

ณ วันนี้ หม่อง “ติดปีก”เพิ่มให้แก่ตัวเองจากประสบการณ์ที่สั่งสมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ เริ่มที่เครื่องบินกระดาษพับ เครื่องบินบังคับวิทยุ มาถึงโดรน ภายใต้ความหวังในใจว่าสักวันหนึ่งอาจมีวาสนาได้ขับเครื่องบินจริงๆกับเขาบ้าง

คำสัญญาเพียงแค่ลมปาก วันนี้เขายังไร้สัญชาติ

“ผมดีใจที่เกิดเมืองไทย ได้เติบโต ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศที่เราอยู่กินมาตั้งแต่เด็กๆ”

คำตอบชัดถ้อยชัดคำ หลังถูกถามว่ารู้สึกอย่างไรตอนที่คว้ารางวัลการแข่งขันเครื่องบินกระดาษระดับโลกที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปีพ.ศ.2552

หม่องยิ้มกว้าง ถูมือเล่นไปมาอย่างเขินอาย ใครเล่าจะลืมช่วงเวลาอันหอมหวานของความสำเร็จได้ ทว่าสีหน้าของเขาค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่ง ริมฝีปากเม้มตรง ก้มหน้ามองพื้น เมื่อถูกถามถึงบำเหน็จรางวัลที่ได้รับในฐานะผู้สร้างชื่อเสียงให้กับบ้านเกิดเมืองนอน

“หลังกลับเมืองไทย นักข่าวมาสัมภาษณ์กันทุกช่องเลย เหนื่อยมากครับ ต้องนั่งเครื่องมาออกรายการที่กรุงเทพฯบ่อยๆ ผู้ใหญ่หลายคนเข้ามาบอกว่าจะให้ทุนการเรียน จะให้บัตรประชาชน ผมก็ดีใจ พ่อแม่จะได้ไม่เหนื่อย แต่จนถึงวันนี้ ผ่านมากว่าสิบปี ยังไม่ได้รับอะไรแม้แต่อย่างเดียว ทุนการเรียนพ่อแม่ก็เป็นคนส่งมาตลอด บัตรประชาชนก็ยังไม่ได้ เราก็ไม่ได้เรียกร้อง ไม่คิดจะไปทวงถามอะไรทั้งนั้น แต่เสียใจนิดหน่อยที่ผู้ใหญ่พูดอะไรไปแล้วไม่ทำตาม เห็นใจพ่อแม่ที่ต้องเหนื่อยทำงานส่งเราเรียน ส่วนเรื่องบัตรประชาชนเขาก็บอกว่าให้เรียนจบปริญญาตรีก่อนถึงจะได้”  

คนไทยจำนวนไม่น้อยยังจำหม่อง ทองดีได้ หลายคนเข้ามาชื่นชมกับวีรกรรมครั้งเก่าๆที่เคยสร้างชื่อให้กับประเทศ หลายคนถามถึงคำสัญญาจากผู้ใหญ่ในรัฐบาลขณะนั้นว่าได้ทำตามคำที่ให้ไว้หรือไม่ หม่องทำได้เพียงยิ้มอย่างสุภาพก่อนตอบตามความจริง

“บางคนก็เข้ามาถามว่า น้องหม่องที่พับเครื่องบินกระดาษใช่ไหม เขาก็ชื่นชม หลายคนก็ถามว่าได้สัญชาติไทย ได้บัตรประชาชนหรือยัง เขาก็เห็นอกเห็นใจ ให้กำลังใจเรา ยอมรับว่าเสียใจครับ เขาพูดกับเราตั้งแต่ตอนเด็กๆ พอโตขึ้นมันก็ติดอยู่ในใจมาตลอดว่าเขาจะให้ สุดท้ายก็ไม่ให้ แต่ผมเชื่อคำสอนของแม่มาตลอดว่า ถ้าเขาให้ก็เอา ถ้าไม่ให้เราก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ทำชีวิตเราให้ดีที่สุด อย่าไปเกเร ทำเรื่องเสื่อมเสีย เรื่องบัตรประชาชน การได้สัญชาติไทยก็ยังเป็นความฝันเล็กๆอยู่ ผมอยากเป็นคนไทยเต็มตัวครับ”

ด.ช.หม่องกับครอบครัว หลังเดินทางกลับมาจากการแข่งขันเครื่องบินกระดาษโลกที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2552

 

ภูมิใจที่สุดในชีวิต บินถวายงานรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 9

ภาพถ่ายมุมสูงของข้าราชการสังกัดกรุงเทพมหานคร(กทม.)กว่า 3,500 ชีวิต รวมตัวกันแปรอักษรเป็นรูป”เลข ๙” เพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ช่างงดงามอลังการ สร้างความปลาบปลื้มชื่นใจให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง ใครจะรู้ว่าครูฝึกโดรนไร้สัญชาติคนนี้คือหนึ่งในทีมงานถ่ายภาพ

“เป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญ เป็นความภาคภูมิใจที่สุดที่ถวายงานรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 9 เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดด้วยการถ่ายรูปออกมาให้สวยที่สุด”

คำตอบที่สั้นแต่กินความหมายลึกซึ้ง หม่องอธิบายต่อว่า หลักการใช้โดรนบินถ่ายภาพมุมสูงยากตรงที่จะบินอย่างไรให้ปลอดภัย บินอย่างไรให้ได้ภาพสวยๆ

“ต้องวางแผนเรื่องความปลอดภัย บินยังไงให้ไม่ตก บินยังไงไม่ให้ไปชนตึก ชนเสาไฟ ไม่ให้ตกใส่หัวคน ที่ไหนควรบินที่ไหนไม่ควรบิน การถ่ายภาพด้วยโดรนก็เหมือนกล้องตัวหนึ่งเพียงแต่อยู่บนฟ้า ต้องคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะบินยังไงให้ได้ภาพสวย ถ่ายภาพมุมไหนถึงจะออกมาสวย ส่วนหนึ่งผมก็เรียนจากอาจารย์ช่างภาพของสมาคม ส่วนหนึ่งก็ศึกษาเองจากยูทูบ”

งานแปรอักษรของข้าราชการกทม. ถวายความอาลัยแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งหม่อง ทองดีได้เข้าร่วมถ่ายภาพครั้งนี้ด้วย

 

ความภาคภูมิใจที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตครูฝึกโดรน

พูดจบ หม่องขอตัวไปเปลี่ยนชุดเพื่อจะถ่ายรูป ช่างภาพเหลียวซ้ายแลขวาหาโลเกชั่นเหมาะๆ นักข่าวควักสมุดจดขึ้นมาไล่ดูลิสต์คำถามที่เหลือ ไม่นานพระเอกของเราก็เดินลงมาด้วยโฉมใหม่ที่ดูหล่อเหลาขึ้น จึงโยนคำถามเกี่ยวกับความใฝ่ฝัน ความทะเยอทะยาน และเป้าหมายในอนาคต

“เบื้องต้น ผมอยากเรียนเรื่องการถ่ายภาพครับ เพราะกำลังทำงานเรื่องโดรนเรื่องการถ่ายภาพอยู่ เรียนจบอาจไปสมัครเป็นช่างภาพสื่อมวลชน หรือถ้าวันข้างหน้ามีทุนก็อยากเปิดร้านขายเครื่องบินจำลองและรับจ้างถ่ายภาพมุมสูง ความฝันที่อยากเป็นนักบินคงยาก แต่ถึงไม่ได้ขับเครื่องบินจริง เราขับเครื่องบินจำลองก็ได้ครับ” เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนเอ่ยทิ้งท้ายคล้ายกับเป็นฉากจบของการสนทนาว่า

“ตอนนี้ผมพยายามทำสิ่งดีๆให้กับประเทศชาติ พยายามเรียนให้จบเพื่อจะได้สัญชาติไทย …ผมยังรอความหวังตรงนี้อยู่ครับ”

โดรนลำน้อยค่อยๆลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า บ้างเคลื่อนไปทางซ้ายบ้างเคลื่อนไปทางขวาตามการบังคับของรีโมทวิทยุในมือครูฝึกที่ชื่อหม่อง ทองดี แววตาของเขาดูกระตือรือล้น มีชีวิตชีวา ยามได้ติดปีกเสรี ราวกับว่าการบินเป็นกิจกรรมเดียวที่สามารถพาเขาหนีไปจากความวุ่นวาย ความเศร้าสร้อย ความท้อแท้สิ้นหวัง และสารพันปัญหาทั้งปวง.