เรื่องเล่าจากองคมนตรี “พระมหากษัตริย์ ผู้ให้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/466298

เรื่องเล่าจากองคมนตรี "พระมหากษัตริย์ ผู้ให้"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จากหนังสือเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 24 ของไทย ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ที่ได้ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทไว้อย่างน่าสนใจ

“ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

นี่คือคำถวายสัตย์ปฏิญาณที่ผมได้ถวายต่อเบื้องพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวาระแรกที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผมเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2546

ทว่านั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่าน เพราะหากนับย้อนไปก่อนหน้าตลอดชีวิตการเป็นทหารของผมก็มีหลายช่วงหลายตอน ที่เคยได้รับพระราชทานพระเมตตาและพระมหา กรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านมาแล้ว

“นายทหารและนายตำรวจทุกคนที่อยู่ที่นั่น ได้รับพระราชทานบทเพลงพระราชนิพนธ์ ‘ความฝันอันสูงสุด’ ซึ่งพิมพ์บนกระดาษเคลือบพลาสติกกันน้ำ ขนาดเท่ากับที่จะใส่ไว้ในกระเป๋าอกเสื้อได้ ซึ่งพวกผมได้นำแผ่นบทเพลงนี้ติดตัวไว้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานเรื่อยมา”

ช่วงเวลาแห่งความประทับใจ

ครั้งแรกที่ผมได้เฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เมื่อเดือน ม.ค. 2508 จากการเฝ้าฯ รับพระราชทานกระบี่พร้อมปริญญาบัตรหลังจบการศึกษาจากโรงเรียนนักเรียนนายร้อย สถานที่คือศาลาว่าการกระทรวงกลาโหมในสมัยนั้นซึ่งเป็นเกียรติยศแก่ตัวผมและวงศ์ตระกูลเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้นเมื่อมียศร้อยโทประจำการอยู่ที่กองพันพิเศษ ค่ายสฤษดิ์เสนา จ.พิษณุโลก ผมมีโอกาสได้เฝ้าฯ อีกครั้ง เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2513 โดยพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทรงวางพวงมาลาแก่ พ.อ.จำเนียร มีสง่า เสนาธิการของกองทัพภาคที่ 3 ที่เสียชีวิตจากการถูกผู้ก่อการร้ายลอบยิง (ณ ตอนนั้นประเทศไทยยังมีการต่อสู้กันระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับกองกำลังทหารในบางพื้นที่) จำได้ว่า นายทหารและนายตำรวจทุกคนที่อยู่ที่นั่น ได้รับพระราชทานบทเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด” ซึ่งพิมพ์บนกระดาษเคลือบพลาสติกกันน้ำขนาดเท่ากับที่จะใส่ไว้ในกระเป๋าอกเสื้อได้ ซึ่งพวกผมได้นำแผ่นบทเพลงนี้ติดตัวไว้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานเรื่อยมา

มีครั้งหนึ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของผมคนหนึ่งที่เป็นทหาร ออกไปปฏิบัติหน้าที่จนเสียชีวิต ผู้ใต้บังคับบัญชาอีกคนที่เป็นตำรวจและเพื่อนกัน ได้หยิบแผ่นบทเพลงนี้ขึ้นมาดูด้วยความซาบซึ้งว่า ถึงแม้เพื่อนจะเสียชีวิต แต่ก็เป็นการเสียชีวิตเพื่อรักษาชาติบ้านเมืองตามเนื้อหาของเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด” ของพระองค์ท่านซึ่งผมเชื่อว่าความรู้สึกนี้คือสิ่งที่อยู่ในใจทหารตำรวจทุกนาย

วันที่ 24 ก.พ. 2533 ผมได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จพระองค์ท่านอีกครั้ง เนื่องในวันรบพิเศษ โดยพระองค์เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปที่กองพลรบพิเศษที่ 1 จ.ลพบุรี เพื่อทอดพระเนตรการสาธิตขีดความสามารถของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ผมในฐานะผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1 ต้องกราบบังคมทูลรายงานต่อเบื้องพระพักตร์ ซึ่งหากถามความรู้สึกบอกได้เลยว่าความตื่นเต้นมีมาก่อนหน้าวันนั้นมากมาย รวมทั้งวินาทีที่เห็นรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนมาหยุดลงตรงหน้า แต่ทันทีที่พระองค์ท่านและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จลงจากรถยนต์พระที่นั่ง ผมได้เห็นพระองค์ท่านทรงฉลองพระองค์ชุดรบพิเศษ หรือที่ในหมู่ทหารเรียกกันว่า “ชุดหมวกแดง” ก็กลบความตื่นเต้นลงเสียสิ้น

ในวันนั้นนอกจากการกราบบังคมทูลรายงานแล้ว ผมยังได้กราบบังคมทูลชี้แจงการปฏิบัติงานของหน่วยรบพิเศษในระหว่างที่พระองค์ทอดพระเนตรการแสดงและสาธิตของหน่วยฯ อีกหลายชุด รวมทั้งบอร์ดแสดงนิทรรศการของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์ยังได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ร่วมฉายพระบรมรูปไว้เป็นที่ระลึก ณ สโมสรของหน่วยฯ ด้วย ยังความภาคภูมิใจให้กับผมและหน่วยฯ เป็นอย่างมาก

ทรงพระปรีชาเลิศล้ำ

สิ่งหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด คือ แนวทางที่จะแก้ปัญหาให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างลำบาก พวกชนกลุ่มน้อย หรือผู้ที่ด้อยโอกาสในทุกๆ ด้าน ทรงพระราชดำริว่า การแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ จะต้องขจัดปัญหาความยากจนให้ได้ พระราชดำรัสที่พระราชทานเสมอ คือ “พวกเขาลำบาก ให้ไปช่วยกันดูแล” พระมหากรุณาธิคุณในข้อนี้จึงเรียกได้ว่าปกแผ่ไปแทบจะทุกพื้นที่ และในหลายๆ ครั้งก็แสดงให้เราได้เห็นถึงพระปรีชาสามารถที่เลิศล้ำหาใดเปรียบ

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2539 ผมได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านอีกครั้ง ตอนนั้นผมเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่แล้ว พระองค์ท่านและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไปพระราชทานเพลิงศพ พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) ที่เมรุวัดหินหมากเป้ง ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย หลังจากที่พระราชทานเพลิงศพเสร็จแล้ว ขณะเตรียมเสด็จฯ กลับ ก็ได้มีพระราชดำรัสกับผมว่า “ท่านแม่ทัพ ขอให้ไปดูความเดือดร้อนของชาวบ้านบ้านแก่งนาง ที่ภูพานด้วย”

ผมได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรับพระราชดำรัสเอาไว้ ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นเป็นถึงแม่ทัพภาคที่ 2 แล้ว แต่ยังไม่ทราบเลยว่าบ้านแก่งนางอยู่ตรงไหน แต่พระองค์ท่านทรงทราบแล้วว่าที่นั่นมีปัญหา จึงเป็นความรู้สึกที่ทั้งเลื่อมใสและศรัทธาว่า พระองค์ท่านทรงทุ่มเท ทรงใส่พระราชหฤทัยประชาชนอย่างเหลือเกิน

วันนั้นหลังจากส่งเสด็จแล้ว ผมก็รีบหาข้อมูลเพื่อจะเดินทางไปบ้านแก่งนางทันที พบว่าเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณตอนบน ต.ห้วยบางทราย จ.มุกดาหาร แต่อยู่ห่างจากตัวเมืองไปอีกประมาณ 130 กิโลเมตร ก่อตั้งขึ้นจากราษฎรกลุ่มที่เคลื่อนย้ายจากท้องที่หลายจังหวัดมารวมกัน รวมทั้งราษฎรกลุ่มชนเผ่าดั้งเดิม เช่น โซ่ข่า กลุ่มนามสกุลชาวดงและภูไท มีจุดเด่นคือ เป็นชุมชนค่อนข้างใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่สีชมพู แต่ราษฎรปฏิเสธไม่เข้าร่วมขบวนการกับ ผกค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์)

เมื่อผมเดินทางไปถึง ก็ได้เข้าไปถามชาวบ้านตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวทางว่า ให้ทหารเข้าไปถามว่าเขามีปัญหาอะไรชาวบ้านบอกว่า เขามีปัญหาขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ในช่วงหน้าแล้ง เหตุเพราะพื้นที่หมู่บ้านมีลักษณะเป็นแอ่งหุบเขา ลำห้วยอยู่ลึกลงไป เวลาหน้าแล้งระดับน้ำจะอยู่ต่ำมาก ทำให้เอาน้ำขึ้นมาใช้ลำบาก

หลังจากปรึกษาหารือกันในหน่วยฯ แล้ว ลงความเห็นว่า ให้นำเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าที่เรียกว่า “ไดรโว” ลงไปสูบน้ำขึ้นมาไว้ในถังพัก เพื่อให้ชาวบ้านมาตักไปใช้ เป็นการช่วยให้เขามีความสะดวกสบายมากขึ้นในระดับหนึ่ง ไม่ต้องลงไปหาบหามขึ้นมาให้เป็นที่ลำบาก ยังจำภาพได้ติดตามาจนถึงทุกวันนี้ ชาวบ้านต่งมีสีหน้าแสดงความดีใจเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะเมื่อผมเล่าให้เขาฟังว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยในความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน มีพระราชดำรัสสั่งให้ทหารเข้ามาดูแลและหาทางช่วยกันแก้ไข ครั้งนั้นหลังจากดำเนินการช่วยชาวบ้านเสร็จเรียบร้อย ผมบอกให้พวกเขาหันหน้าไปยังทิศที่ตั้งของกรุงเทพฯ จากนั้นก็บอกให้ทุกคนก้มลงกราบพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งประดิษฐานไว้ที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน เพื่อให้รู้ซึ้งว่านี่คือพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ได้พระราชทานแก่ชาวบ้านแก่งนาง

ภายหลังเมื่อผมดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ผมได้กลับไปเยี่ยมชาวบ้านที่บ้านแก่งนางอีกครั้ง พบว่าที่นั่นมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาก กลางเป็นหมู่บ้านขยายที่มีถึง 4 หมู่บ้านในละแวกเดียวกัน แทนที่จะเป็นเพียงหมู่บ้านเดี่ยวเหมือนสมัยก่อน โดยชาวบ้านได้ขยายการทำมาหากินออกไปหลากหลาย เส้นทาง ถนนต่างๆ ก็เข้าถึงซึ่งพอมองย้อนกลับไปเทียบกับภาพในอดีต จึงนับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมมีความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อประชาชน

เป็นความรู้สึกที่ตระหนักแน่แก่ใจว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอดส่องถึงทุกปัญหาความลำบากของประชาชน ถึงแม้จะเป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ เป็นเพียงหมู่บ้านเดียว แต่ก็ทรงห่วงใยเท่าเทียมเสมอเหมือนกันหมด

ถวายสัตย์ปฏิญาณรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท

ชั่วชีวิตของผมที่ผ่านมา มีหลายช่วงหลายตอนที่ทำให้ผมได้ตระหนักว่าเป็นชีวิตที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นเหลือจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างตอนที่เกษียณจากราชการทหาร ผมไม่ได้นึกว่าจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี ความตั้งใจของผม ณ ตอนนั้นคือ เมื่อกลับจากพาภรรยาไปพักผ่อนที่ต่างประเทศแล้วผมจะบวช

ปรากฏว่าเมื่อกลับจากต่างประเทศ ผมได้รับทราบว่า พระองค์ท่านทรงพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี ผมยังจำทุกเหตุการณ์ของวันที่ 24 พ.ย. 2546 ตั้งแต่ท่านประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นำผมเข้าเฝ้าฯ ต่อเบื้องพระพักตร์ได้อย่างแม่นยำ

โดยเฉพาะเมื่อมีพระราชดำรัสสั่งให้ผมทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคง พร้อมกับทรงย้ำว่า “ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ซื่อตรง” แล้วพระราชดำรัสต่อมาก็ทำให้ผมถึงกับรู้สึกตื้อขึ้นมาในอกด้วยความประทับใจ “แล้วจะบวชเมื่อไร” พระราชดำรัสถามสั้นๆ แต่แสดงถึงข้อที่ว่าพระองค์ท่านทรงทราบว่า แต่ละคนที่จะเข้ามาทำงานนั้นมีประวัติ มีภูมิหลังอย่างไร และมีความตั้งใจที่จะทำอะไรต่อไป ณ  วินาทีนั้นผมได้แต่ก้มลงกราบถวายบังคมแทบพระบาท และกราบบังคมทูลตอบด้วยเสียงสั่นเครือว่า “พรรษาหน้านี้พระพุทธเจ้าข้า”

หากเปรียบกับใครหลายๆ คน ผมเองถือว่าอาจจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นหลายเท่ากว่าคนอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อมองย้อนกลับไปดูที่ภูมิหลังของผม คงเห็นได้ชัดๆ ว่ามีความขัดแย้งทางการเมืองจากเรื่องของคุณพ่อมาอย่างไร และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า พระองค์ท่านมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ผมและพี่น้องในตระกูลของผมเป็นอย่างมาก ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผมมาทำหน้าที่เป็นองคมนตรีเพราะถ้าจะพูดให้ตรงๆ ก็คือ จะทรงเลือกคนอื่นก็ได้ แต่นี่พระองค์ท่านทรงเลือกผมซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงพระราชดำริว่า ทรงรับรู้ถึงความตั้งใจในการทำงานและผลงานมากกว่าที่จะคำนึงถึงเรื่องอดีตที่ผ่านมา

ทุกตารางนิ้วของแผ่นดินไทย ล้วนอยู่ในสายพระเนตร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้จักทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย แผนที่ของพระองค์ท่าน เรียกได้ว่าดีและละเอียดกว่าของทุกๆ คน เพราะทรงบันทึกขึ้นมาจากการเสด็จฯ ด้วยพระองค์เอง แม้แต่กรุงเทพฯ ที่เราคุ้นชินและรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ราบเรียบ พระองค์ก็ยังทรงรู้ว่า ตรงไหนเป็นที่ต่ำ ตรงไหนเป็นที่สูง และเพราะเสด็จฯ มาแล้วทุกพื้นที่ ทำให้ปัญหาหนึ่งที่พระองค์ท่านทรงมีความห่วงใยมาก คือปัญหายาเสพติด ทรงพระราชดำริที่จะหาวิธีป้องกันไม่ให้พสกนิกรเฉียดกรายใกล้ความเลวร้ายนี้มาอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 3 มี.ค. 2543 ขณะที่ผมดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์ เพื่อกราบบังคมทูลรายงาน เรื่องการหาวิธีป้องกันการนำยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทยทางด้านเหนือ พื้นที่เพ่งเล็งได้แก่พื้นที่ตั้งแต่ช่องทางกิ่วผาวอก จ.เชียงใหม่ ไปจนถึง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน

โดยพระองค์ท่านพระราชทานแนวทางในการสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนว่าต้องกระทำในลักษณะผสมผสานมีการเคลื่อนไหว ควบคู่ไปกับปฏิบัติการทางจิตวิทยาเพื่อสร้างความใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มหรือสมาคมแม่บ้าน ควรเข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือแนะแนวทาง แต่ก่อนอื่นจะต้องได้ข้อมูลพื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด รวมทั้งปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของราษฎรมาเสียก่อน

พระองค์ท่านยังพระราชทานแนวทางแก้ไขมาอีกว่า ที่นั่นมีโครงการหลวงในพื้นที่อยู่แล้ว หมู่บ้านที่มีอยู่บริเวณนั้นทั้งหมดก็มี 43 หมู่บ้าน อยากให้นำทั้ง 43 หมู่บ้านนี้ เข้ามารวมอยู่ในแผนงานที่จะเป็นเครือข่ายในการป้องกันการนำยาเสพติดข้ามพรมแดนเข้ามา ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง เพราะทำให้ผมรู้ว่าจะดำเนินการกับภารกิจนี้อย่างไร แนวทางที่พระองค์ท่านได้พระราชทานไว้ สรุปได้ดังนี้

– การสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนต้องกระทำในลักษณะผสมผสาน มีการเคลื่อนไหวควบคู่ไปกับการปฏิบัติการจิตวิทยา เพื่อสร้างความใกล้ชิด

– จะต้องได้ข้อมูลพื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด รวมทั้งปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของราษฎร

– การปฏิบัติงานจะต้องร่วมกันทุกฝ่าย

พื้นที่เพ่งเล็งในการปฏิบัติงาน ได้แก่ พื้นที่ช่องทางกิ่วผาวอก จ.เชียงใหม่ ต่อเนื่องไปจนถึง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ทั้งนี้ลักษณะการดำเนินงานมิใช่โครงการใหญ่แต่เป็นงานเล็กๆ เช่น ฝายกั้นน้ำ และใช้ระบบการส่งน้ำด้วยท่อ โดยกลุ่มหรือสมาคมแม่บ้านควรมีบทบาทเข้าไปช่วยเหลือ ตัวอย่างโครงการที่ประสบความสำเร็จในห้วงที่ผ่านมา คือ โครงการห้วยตึงเฒ่า ซึ่งหากจะดำเนินงานต่อราษฎรในพื้นที่สูงสามารถประสานกับ ม.จ.ภีศเดช รัชนี ได้โดยตรง

จากยุทธศาสตร์พระราชทานข้างต้น ทำให้ผมสามารถน้อมนำไปปฏิบัติให้สัมฤทธิผลได้ โดยเริ่มจากการมอบหมายให้กองกำลังนเรศวรและกองกำลังผาเมืองประสานงานและร่วมกันรับผิดชอบ ดำเนินงานในเขต จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.เชียงใหม่ นอกจากนี้กองทัพภาคที่ 3 ยังส่งชุดปฏิบัติการเข้าพื้นที่อีก 5 ชุด ซึ่งชุดปฏิบัติการเหล่านี้จะคอยทำหน้าที่ประสานงานการช่วยเหลือราษฎร ร่วมกับทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนา 4 ประการ ดังนี้

1.เพื่อให้ความปลอดภัยแก่ราษฎร ตามแนวชายแดน ให้ปราศจากการคุกคามของผู้มีอิทธิพลในท้องที่และกองกำลังต่างชาติ

2.เพื่อให้เป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็น การเสพ การค้า และการร่วมขบวนการ

3.เพื่อให้ราษฎรตามแนวชายแดนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

4.เพื่อให้ราษฎรตามแนวชายแดนมีความรักประเทศไทย มีความเป็นคนไทยมากขึ้น และให้ความร่วมมือกับส่วนราชการในทุกเรื่อง

ปัจจุบันโครงการนี้ก็ยังดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และได้เปลี่ยนชื่อจาก “โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ชายแดนตามแนวทางพระราชทาน” ที่ใช้เมื่อปี 2543 มาเป็น “โครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่” ซึ่งผมก็ยังคงเดินทางไปกับคณะทำงานตรวจเยี่ยมพื้นที่และติดตามผลการปฏิบัติอยู่เสมอ

“ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันทำ เราอย่าไปคิดแทนเขา”

คําถวายสัตย์ปฏิญาณย้อนกลับเข้ามาดังก้องในห้วงคิดของผมอีกครั้ง

“ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ผมสัญญากับตัวเองว่า จะซื่อสัตย์ ซื่อตรงกับทุกการกระทำ มิใช่เพียงภาระหน้าที่ แต่รวมถึงทุกเรื่องราวทุกห้วงตอนของการดำเนินชีวิต แม้เมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤตผันผวนกระทั่งผมต้องขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาออกจากการเป็นองคมนตรีเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 24 ของประเทศ ผมก็ยังยึดมั่นต่อคำสัตย์ปฏิญาณที่ถวายอย่างไม่เสื่อมคลาย

ในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะเรียกได้ว่าผมได้เห็นถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในส่วนที่คนซึ่งยังไม่ได้ทำหน้าที่เป็นนายกฯ น่าจะไม่มีโอกาสได้สัมผัส ทุกครั้งที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านไม่ว่าจะเป็นการนำบุคคลสำคัญจากต่างประเทศเข้าเฝ้าฯ หรือว่าเข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์เพื่อกราบบังคมทูลรายงานการดำเนินการต่างๆ ทำให้ผมได้ประจักษ์แจ้งชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้เปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถในทุกๆ ด้านอย่างแท้จริง

สิ่งที่พระองค์ท่านพระราชทานมาให้นั้น ไม่ว่าจะเป็นแนวทางพระราชทานพระราชดำรัสเตือน หรือว่าพระราชดำรัสชมเชย กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นายกฯ อย่างผม มีความเชื่อมั่นที่จะทำงานอย่างต่อเนื่องไปได้

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ท่านพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำให้ทำอย่างนี้อย่างนั้น แต่เป็นลักษณะที่ถือว่าพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำอย่างจริงๆ เช่น ปีที่สหพันธรัฐรัสเซียมีความสัมพันธ์กับราชอาณาจักรไทยครบหนึ่งร้อยปี ผมได้มีโอกาสพบกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งท่านประธานาธิบดีได้ยืนยันที่จะกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปทรงเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย ในวาระอันเป็นมงคลนี้ และผมก็รับปากว่า จะนำเรื่องนี้ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา

ปรากฏว่า เมื่อผมนำความกราบบังคมทูลพระกรุณา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัสแนะนำว่า “การที่จะรักษาความสัมพันธ์กับประเทศที่มีความสัมพันธ์กับเรามาเป็นเวลานานนั้น เป็นสิ่งที่ดี”

นั่นคือพระองค์ท่านทรงเห็นด้วย แต่มีพระราชดำรัสต่อไปว่า พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปไม่ได้แต่อยากจะให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นผู้แทนพระองค์ ซึ่งเป็นที่มาของการเสด็จฯ เยือนสหพันธรัฐรัสเซียของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งครบรอบความสัมพันธ์หนึ่งร้อยปีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธรัฐรัสเซีย พ.ศ. 2550

พระราชประสงค์ข้อนี้ ผมคิดว่า คนไทยทุกคนน่าจะพอทราบอยู่แล้วบ้าง หากได้ติดตามพระราชดำรัสในการเสด็จออกมหาสมาคม วันที่ 4 ธ.ค.ของทุกปี พระองค์ท่านมักพระราชทานแนวทางกว้างๆ แก่ประชาชน มีทั้งพระราชดำรัสแนะนำตักเตือน และพระราชทานกำลังใจ ซึ่งทั้งสามประการนี้ ถ้าใครได้ย้อนกลับไปอ่านพระราชดำรัสที่มีคนตีพิมพ์ให้ดี จะเห็นว่า ล้วนเป็นพระราชดำรัสที่ไม่ได้ทรงเตรียมไว้ล่วงหน้า แต่หลั่งไหลออกมาจากน้ำพระราชหฤทัยจริงๆ จึงเป็นที่น่าเสียดายว่า ปัจจุบันกำลังพระวรกายของพระองค์ท่านไม่อำนวย ทำให้ประชาชนไม่ค่อยมีโอกาสได้รับพระราชทานหรือมีโอกาสได้ฟังพระราชดำรัสกันได้บ่อยครั้งเหมือนเมื่อก่อน

พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม

เมื่อโชคชะตานำพาให้ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว ในใจของผมตอนนั้นคิดว่า เมื่อได้ทำงานเสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองแล้ว ก็คงมีโอกาสได้พัก ผมไม่เคยคิดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผมกลับมาเป็นองคมนตรีอีก

วันที่ 8 เม.ย. 2551 ท่านประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้นำผม องคมนตรี ศุภชัย ภู่งาม และองคมนตรี ชาญชัย ลิขิตจิตถะ เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณพร้อมกันสามคน โดยพระองค์ท่านยังคงพระราชทานพระราชดำรัสสั่ง ให้ผมช่วยดูงานด้านความมั่นคงเช่นเดิม ด้วยเหตุว่าทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ท่านอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้ที่ด้อยโอกาส งานในหน้าที่องคมนตรีของผมจึงเป็นไปในลักษณะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกไปเยี่ยมเยียนประชาชนตามภาคต่างๆ โดยเฉพาะถ้าพื้นที่ใดประสบเหตุภัยธรรมชาติ

กำลังใจ คือสิ่งที่พระองค์ท่านทรงเห็นว่า ผู้คนต้องการอย่างยิ่งยวดในยามทุกข์เข็ญ เพราะฉะนั้น หน้าที่ส่วนใหญ่จึงเป็นการไปเพื่อให้กำลังใจข้าราชการในท้องที่กับเยี่ยมเยียนประชาชนที่ประสบปัญหา พร้อมกับนำสิ่งของพระราชทานไปมอบให้ การเดินทางแต่ละครั้งจะมีคณะแพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดีไปคอยช่วยให้บริการด้วย เพราะเป็นที่แน่ชัดว่า เวลาเกิดวิกฤตภัยธรรมชาติเรื่องการป่วยไข้จะต้องตามมา

เวลาออกไปเยี่ยมพื้นที่ประสบภัย แนวทางหนึ่งที่ผมได้จากพระองค์ท่านมาตั้งแต่สมัยรับราชการทหารและนำมาใช้จนถึงทุกวันนี้คือ การฟังความทุกข์ของประชาชน อย่างที่ผมได้เล่าไว้ในตอนต้น ถึงเรื่องของชาวบ้านบ้านแก่งนาง ผมจะเข้าไปถามหาปัญหาจากเขา ไปรับฟัง รับทราบว่ามีปัญหาอะไร แล้วเบื้องต้นเขาคิดจะแก้ไขปัญหาอย่างไร

เราจะไม่เอาความคิดของเราไปใส่เขา จะฟังเขา แล้วก็ถามเขาก่อน ว่าเขาคิดจะแก้ไขปัญหานั้นอย่างไร หลังจากนั้นจึงค่อยๆ สอดแทรกข้อคิดเห็นของเราเข้าไป และเมื่อชาวบ้านเขาเห็นด้วย เราจึงค่อยดำเนินการ โดยเราอาจจะเป็นผู้ดำเนินการบางส่วน มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปดำเนินการให้บางส่วนจึงเป็นการทำงานร่วมกันของทุกๆ ฝ่าย ไม่ใช่ว่าจะเอาส่วนหนึ่งส่วนใดไปทำให้ แล้วส่วนที่เหลือจะอยู่เฉยๆ ไม่ใช่ และนี่ก็คือหลักที่ได้พระราชทานแนวทางไว้เสมอว่า “ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันทำ เราอย่าไปคิดแทนเขา”

และจากการได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ หลายครั้งนี้เอง ที่ทำให้ผมได้รู้ซึ้งถึงความจริงข้อหนึ่ง นั่นคือ ประชาชนส่วนใหญ่มีความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างมากมาย ถึงแม้พวกเขาจะไม่มีโอกาสได้เฝ้าฯ รับเสด็จ เพราะพระองค์ท่านไม่ได้เสด็จฯ แปรพระราชฐานอย่างเมื่อก่อน แต่ทุกแววตาที่ผมได้สบ ล้วนเปี่ยมไปด้วยรอยระลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ผมเชื่อว่าในหัวใจของคนไทยทุกคนแล้ว

พระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ “ผู้ให้” อย่างแท้จริง

 

แก้ขัดแย้ง-ปฏิรูปประเทศ ปรับตัวให้ทันโลก 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/465709

แก้ขัดแย้ง-ปฏิรูปประเทศ ปรับตัวให้ทันโลก 4.0

โดย…สริตา นาคใจเสือ/ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงภายใน ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นจากผลพวงของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดมาจากภายนอกอย่างภูมิศาสตร์ทางการเมืองโลกที่กำลังเกิดการขยับครั้งรุนแรง โดยเฉพาะการห้ำหั่นในเวทีการเมืองระหว่างประเทศของสหรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

สถานการณ์เช่นนี้ ส่งผลให้เกิดคำถามว่าประเทศไทยควรจะต้องปรับตัวให้ทันกับคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร ซึ่ง ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทย ได้ให้มุมมองกับโพสต์ทูเดย์ไว้อย่างน่าสนใจ

ปานปรีย์ เริ่มว่า ปัญหาของประเทศในตอนนี้ คือ เรื่องความขัดแย้งและเศรษฐกิจ วันนี้เรากำลังจะก้าวไปสู่ดิจิทัลอีโคโนมีซึ่งก็เห็นด้วย เพราะมันเป็นกระแสโลกแล้ว แต่เรามาเริ่มต้นในช่วงที่เศรษฐกิจของเราไม่ค่อยแข็งแรงนัก ไม่ค่อยดี ยังไม่ฟื้นตัวทีเดียว ฉะนั้นการที่เราจะปรับโครงสร้างในเรื่องของการผลิตมันก็เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนต้องลงทุนเพิ่ม ฉะนั้นตรงนี้เรากำลังจะบอกว่าจะปรับปรุงโครงสร้างการผลิตใหม่

“ถามว่าเราจะปล่อยให้เอกชนทำเองหรือทางภาครัฐจะเข้าไปให้ความสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าบทบาทของภาครัฐ โดยเฉพาะคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ต้องเพิ่ม จากเดิมเราเคยให้สิทธิประโยชน์ในรูปแบบของภาษีเป็นหลัก วันนี้อาจจะต้องปรับรูปแบบใหม่ให้มันสอดคล้องกับนโยบายในเรื่องของ 4.0 หรือให้สอดคล้องกับดิจิทัลอีโคโนมี เพื่อที่จะผลักดันทั้งสองอย่างนี้ให้มันเกิดขึ้นได้ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม

“เวลานี้มีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ เพราะตัวเลขมันเป็นตัวชี้ชัดเจนว่าความยากจนมันยังอยู่ ความเหลื่อมล้ำยังอยู่ การกระจายรายได้มันยังไม่ดีเท่าที่ควร แล้วทำไมภาคเกษตรเมื่อเปรียบเทียบกับภาคอุตสาหกรรมรายได้ไม่สามารถเทียบกับภาคอุตสาหกรรมได้เลย อันนี้ก็เป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่าเรายังไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องที่จะดึงคนชั้นล่างขึ้นมาให้มากกว่าเดิม คือคนชั้นล่างนี้อยู่นิ่งข้างล่างเลย

“แล้วถ้าเกิดเศรษฐกิจเราโตเนี่ยมันก็ยิ่งทำให้ข้างบนยิ่งห่างจากข้างล่าง เพราะข้างล่างอยู่นิ่งแต่ข้างบนโตไปเรื่อยๆ รายได้ของคนรวยกับคนจนก็ยิ่งห่างกันซึ่งจะเกิดเป็นปัญหา ซึ่งจะเป็นปัญหาของชาติที่ทุกคนพูดถึง แต่ยังไม่มีวิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง”ปานปรีย์ กล่าว

เวลานี้มีคำถามเกิดขึ้นเยอะว่าเศรษฐกิจไทยไม่ดีเพราะเศรษฐกิจโลกหรือเพราะเศรษฐกิจไทยเอง?

ปานปรีย์ ตอบว่า “คือแบบนี้เศรษฐกิจโลกมันก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่เราก็ต้องยอมรับว่าเราก็มีปัญหาของเราเองเยอะ เราก็พูดกันทุกคนก็ให้สัมภาษณ์ทางเดียวกันหมดว่าเราติดกับดัก เราติดกับดักเพราะอะไร เพราะว่าการศึกษาเรามันยังไม่ได้มาตรฐาน ยังไม่มีคุณภาพดีเท่าที่ควร เราติดกับดักเพราะ Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน) ของเรายังไม่ครบถ้วน เราติดกับดักเพราะเราไม่มี Innovation (นวัตกรรม) เราไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆ

“ถามว่าปัญหาเหล่านี้มันต้องแก้ไขอย่างไรดี อย่างเช่นนวัตกรรม การที่จะเกิดนวัตกรรมได้ มันจะต้องเกิดจากคนที่มีมันสมองมีปัญญามีความคิด แล้วความคิดมันจะเกิดจากอะไร มันก็เกิดจากภูมิความรู้ เกิดจากการศึกษา เกิดจากความรู้ข้างนอกมาสู่เขา มันก็คือการศึกษาอีกเหมือนกัน

“เป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาล ไม่ใช่แค่เฉพาะรัฐบาลของท่านประยุทธ์อย่างเดียว ที่จริงเราก็คาดหวังกับรัฐบาลนี้ด้วยซ้ำ เพราะว่าท่านมีอำนาจเต็ม ในการที่จะให้ทุกฝ่ายนัดมาคุยกัน แล้วก็ให้มันจบ เพื่อที่จะวางแนวทางให้ประเทศชาติมันเดินต่อไปข้างหน้าได้ ตราบใดที่มันยังมีความขัดแย้ง คุณจะมีนโยบายดียังไงก็ตามก็ลำบาก แล้วยิ่งรัฐธรรมนูญ เป็นรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า คนนู้นคนนี้ร้องได้ เดี๋ยวก็ร้ององค์กรอิสระนู้นองค์กรอิสระนี้ ถ้ารัฐบาลไม่ได้รับความไว้วางใจ มันจะทำงานต่อไปได้ยังไง ถูกไหม ประชาชนมันก็จะแตกเป็นสองฝ่าย

“สายหนึ่งที่เชื่อรัฐบาลกับอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่เชื่อรัฐบาล มันก็จะยุ่ง ถ้าในวันนี้ไม่มีใครเชื่อรัฐบาล แล้วรัฐบาลจะทำยังไง วันวานคุณก็ขึ้นศาล เมื่อม็อบมาร้องคุณก็ไปชี้แจง ก็กลายเป็นว่ารัฐบาลไม่ได้ทำงานกันสักที แล้วก็ไม่กล้าที่จะเสนอนโยบาย”

ที่สุดแล้วในมุมมองของอดีตผู้แทนการค้าไทยก็ยังเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาประเทศคงต้องทำด้วยการปฏิรูป แต่ต้องทำเป็นระบบ

“ปฏิรูปประเทศมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว มันก็มี 3 ส่วน การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ก็ต้องปฏิรูปไปด้วยกัน แต่ในความเห็นของผมคือการปฏิรูปเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาใช้พลังเยอะในการที่จะปฏิรูป สิ่งที่ผมคิดถ้าจะปฏิรูปมันต้องดูเป็นเรื่องๆ แล้วต้องจัดลำดับความสำคัญว่าอะไรเป็นเรื่องที่ด่วนที่สุดของประเทศ ผมมองเรื่องความขัดแย้ง ถ้าเราไม่ทำตรงนี้มันเดินต่อยาก มันจะเดินเอียง นอกจากนี้ในเรื่องเศรษฐกิจในเรื่องของการทำยังไงที่เราจะพาไปสู่ประเทศที่พัฒนาได้ ไม่ใช่สนใจแต่จีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) แล้วมันไปรวมกระจุกตัวอยู่ข้างบน

“อีกเรื่องคือความเป็นธรรมของสังคม ทุกคนก็ต้องการความเป็นธรรม ถ้าเราไม่สามารถชี้ให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่มีความเป็นธรรมมันก็จะเกิดความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นต้องแก้ให้ได้ ต้องทำให้คนทั่วโลกอิจฉา เพราะเรามีครบทุกอย่าง ปัญหาของเราก็คือคน กายภาพของเราไม่เป็นรองใครเลยนะ เรามีทุกอย่างที่มันดี แต่เราทะเลาะกัน เราขัดแย้งกัน เราไม่ยอมกัน มันต้องเลิกแล้วและตั้งเป้าหมายเพื่อประเทศชาติ เพื่ออนาคตของลูกหลานของคนรุ่นใหม่ อย่าให้คนรุ่นใหม่ต้องมารับกรรมในสิ่งที่เราทำ ก็สร้างสิ่งที่ดีแล้วก็วางโครงสร้างที่แข็งแรงที่จะไปต่อยอดได้” ปานปรีย์ สรุป

ไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง “จีน-อเมริกา”

นอกเหนือไปจากปัญหาภายในประเทศที่หนักไม่แพ้กันแล้ว ประเทศไทยกำลังอยู่ตรงกลางของสมรภูมิที่ว่าด้วยการเมืองระหว่างประเทศด้วย ดังจะเห็นได้จากการพยายามเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคเอเชียของสหรัฐ ในประเด็นนี้ ปานปรีย์เสนอว่าประเทศไทยต้องหาดุลยภาพในเวทีการเมืองระหว่างประเทศให้ดี เพื่อ ไม่ให้ประเทศไทยเสียประโยชน์

“อเมริกาพยายามจะรักษาอำนาจของตัวเองไว้ ในขณะที่จีนกำลังโตขึ้นมามาก รัสเซียก็โต อินเดียก็โต แล้วก็ต่างแสดงแสนยานุภาพของตัวเอง ประเทศอย่างเราก็งงว่า เราจะทำยังไงให้เกิดดุลยภาพ เพราะเราเป็นประเทศที่ชอบเป็นกลาง เราไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดชัดเจน ในอดีตที่ผ่านมาได้ก็เพราะเรารักษาความเป็นกลางมาตลอด ฉะนั้นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ทั้งฝ่ายความมั่นคง ทางฝ่ายการต่างประเทศ ต้องดูกันให้รอบคอบ

“เราต้อง Identify (พิสูจน์) ให้ได้ ว่าวันนี้จีนคืออะไร วันนี้สหรัฐคืออะไร รัสเซียคืออะไร อินเดียคืออะไร แต่ในอดีตเราไม่เคยที่จะแสดงตัวชัดเจน แต่ก็เป็นที่รับรู้กันว่าเราเลือกข้างสหรัฐ แล้วสหรัฐก็ชนะสงครามโลก เราก็เลือกข้างถูก ประเทศเราพัฒนากว่าประเทศอื่นก็เพราะเราเลือกข้างถูกแล้วก็ในวันที่เรามองเห็นว่าจีนเขาเริ่มโตขึ้นมาแล้ว อันนี้ก็เป็นการทูตชั้นยอดของประเทศไทย เราก็เริ่มไปแตะมือจีน เราเริ่มเปิดความสัมพันธ์กับประเทศจีนก่อนสหรัฐที่จะเปิดความสัมพันธ์ก่อนด้วยซ้ำ

“เพราะฉะนั้น ณ วันนั้นผู้นำของเรามองเห็นสมัยอาจารย์คึกฤทธิ์ ท่านชาติชาย เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ในช่วงนั้นเราเริ่มมองเห็นแล้วว่าประเทศที่กำลังจะขึ้นมาแข่งกับสหรัฐคือประเทศอะไร ในขณะที่ประชาชนยังไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็นเลย อาจจะมีบางบริษัทที่เขาเริ่มเห็น ซึ่งเขาก็เป็นบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ แล้วเขามองเห็นก็ไปแตะจีนไว้ก่อน แล้วอยู่ดีๆ จีนก็พรวดพราดมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ขึ้นมาเลยภายในระยะเวลาไม่กี่ปี

“เวลานี้มันต้องมียุทธศาสตร์ มันต้อง Identify ได้ว่าต่อไปโลกมันจะเปลี่ยน แปลงยังไง โครงสร้างของอำนาจภูมิรัฐศาสตร์ ถ้าเรา Identify ไม่ได้มันก็อยู่อย่างนี้แหละ ก็ง่อกแง่กไป มองกันไปมองกันมาแต่ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากใครเลย

“ทั้งหมดขึ้นอยู่กับข้อมูลว่ามีมากพอที่จะตัดสินใจหรือไม่ โลกปัจจุบันมันไม่ใช่โลกที่ต้องอยู่นิ่ง เหมือนกับเราต้องใส่เสื้อสีน้ำเงิน เราก็ต้องใส่เสื้อสีน้ำเงินต่อไป แต่ไม่ใช่วันดีคืนดีเราอาจจะต้องใส่เสื้อสีแดงหรืออาจจะต้องใส่เสื้อสีเหลืองหรือสีเขียว เราก็ต้องปรับตัวให้ได้ มันเป็นโลกที่เราจะต้องมีความพร้อมในการปรับตัว คือความยืดหยุ่น เราอาจจะบอกว่า เฮ้ย!!! เราต้องอยู่กับระบบนี้ เราต้องอยู่กับระบบทุนนิยมอย่างเดียว เราจะต้องอยู่กับระบบคอมมิวนิสต์อย่างเดียว เราจะอยู่กับอะไรอย่างเดียวไม่ได้ ส่วนดีของมันมีหมด มันก็ต้องเลือกเอามาใช้เป็นส่วนๆ เลือกให้เหมาะกับสถานการณ์” ปานปรีย์ ทิ้งท้าย

 

“คู่กรณีคุก1ปี เเต่ครอบครัวเราเหมือนตลอดชีวิต” ศรัญญา ชำนิ คุณแม่หัวใจแกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/465264

"คู่กรณีคุก1ปี เเต่ครอบครัวเราเหมือนตลอดชีวิต" ศรัญญา ชำนิ คุณแม่หัวใจแกร่ง

เรื่อง..วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ..วิศิษฐ์ แถมเงิน

ผลกระทบจากเหตุการณ์วัยรุ่นซิ่งรถเเข่งขันบนท้องถนนเมื่อปี 2555 ส่งผลให้ “ศรัญญา ชำนิ” สูญเสียสามี ภานุทัต ศักดิ์สืบพรรณ ไปอย่างไม่มีวันกลับ ขณะที่ “น้องการ์ตูน” ด.ญ.นรารัศมี ศักดิ์สืบพรรณ ลูกสาวตัวน้อยวัย 5 ขวบของเธอต้องกลายเป็นผู้ป่วยพิการทางสมอง ตาบอดมองไม่เห็น ซ้ำร้ายยังแทบไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้

ล่าสุด ศาลฏีกามีคำสั่งไม่รับคำขอลดโทษจากคู่กรณี ส่งผลให้คู่กรณีต้องจำคุกเป็นเวลา 1 ปี จากข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิตและได้รับอันตรายบาดเจ็บสาหัส รวมถึงข้อหาแข่งรถในที่สาธารณะ

“เขาติดคุก 1 ปี สูญเสียอิสรภาพอย่างมีกำหนด ขณะที่การ์ตูนและเราเหมือนติดคุกไปตลอดชีวิต หวังว่าการได้รับโทษครั้งนี้จะช่วยให้คู่กรณีและครอบครัวตระหนักและมีสามัญสำนึกความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองบ้าง”

เสียงจาก “ศรัญญา ชำนิ” แม่น้องการ์ตูน ที่ชีวิตของเธอต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล…

เห็นลูกยิ้มได้บ้างก็ดีใจแล้ว

ทุกวันนี้กิจวัตรประจำวันของศรัญญาต้องเหนื่อยหนักกว่าคนปกติทั่วไป

“ชีวิตเปลี่ยนไปมาก จากหน้ามือเป็นหลังมือ ต้องเรียนรู้การดูแลและอยู่ร่วมกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถตอบโต้ได้ ที่สำคัญคนป่วยนั้นเป็นลูกของเรา เหนื่อยมาก แต่ยังดีที่รู้ว่าเหนื่อยเพื่อใครมันจึงไม่ใช่การบังคับฝืนใจ เพราะเป็นสิ่งที่แม่ทุกคนต้องทำเพื่อลูกอยู่แล้ว”

ภาพเก่าๆในอดีตที่คุณแม่คนนี้ยังคงคิดถึงเสมอคือ ความอบอุ่นและชั่วโมงอันแสนพิเศษระหว่างเธอกับลูกสาว

“คิดถึงภาพที่เล่นกับน้อง คุยกับน้อง ไม่เคยได้ยินเสียงของเค้ามาสองปีกว่าแล้ว จากที่ได้ยินเขาเรียกคุณแม่ๆทุกวัน แต่อย่างน้อยที่สุดวันนี้เรายังได้เห็นเขา ได้กอดเขา และพูดคุยกับเขา ดีกว่าเราพูดคุยอยู่คนเดียว ส่วนคุณพ่อ (สามี) เรานึกถึงวันเก่าๆที่ดำเนินชีวิตร่วมกัน แต่ไม่อยากให้เขาเป็นห่วงเราและลูกอีกแล้ว อยากให้เขาไปอยู่ภพภูมิที่ดี เอาเข้าจริงทุกวันนี้ยังรู้สึกว่าเขายังอยู่กับเราเสมอ เวลาเครียดหรือเศร้า ไม่รู้จะระบายกับใคร จะหยิบรูปเขาขึ้นมามองแล้วพูด ‘เหนื่อยจังเลย’ ‘สงสารลูกเนอะที่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้’ ‘วันนี้ขายของไม่ดีเลย’ ระบายกับเขาแล้วมันสบายใจ ได้ปลดปล่อยบางสิ่งบางอย่าง รู้สึกแตกต่างจากเพื่อน ทุกครั้งที่คุยเหมือนมีปาฏิหาริย์มาช่วยให้เราผ่านพ้นความเศร้านั้นเสมอ”

กิจวัตรประจำวันของคุณแม่คนเก่งตลอดสองปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่เวลาตีสามต้องตื่นมาดูแลลูกสาว เช็ดตัว ทำแผลบริเวณหน้าท้องและลำคอ จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้า ชุดเครื่องนอนให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อ กระทั่งได้งีบหลับพักผ่อนอีกครั้งประมาณหกโมงถึงแปดโมงเช้า โดยมีคุณพ่อ-คุณเเม่หรือคุณตาเเละยายของการ์ตูนลุกขึ้นมาทำอาหารให้ เธอจะตื่นมาอีกครั้งเพื่อป้อนอาหารลูก ก่อนอาบน้ำแต่งตัวออกไปหาซื้อหาวัตถุดิบที่ตลาด และเข้าดูแลร้านสเต็ก

กระทั่งเวลาบ่ายสองโมงตรง จะเดินทางออกจากร้านสเต็กกลับไปบ้านเพื่อทำกายภาพบำบัดให้น้องการ์ตูน พร้อมป้อนอาหาร เช็ดตัวทำความสะอาด ก่อนกลับมาทำงานที่ร้านสเต็กอีกครั้งในเวลาสี่โมงเย็นและลากยาวไปจนกระทั่งสี่ทุ่ม กว่าจะได้กลับบ้าน และนอนหลับก็ปาเข้าไปตีหนึ่งของอีกวัน

“เหนื่อยมาก แต่ชินแล้ว แรกๆรู้สึก เฮ้ย..ชีวิตฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้วะ สุดท้ายได้คำตอบได้ว่าเราทำเพื่อเขา ทุกวันนี้พยายามทำให้ครอบครัวมีความสุขตลอด ไม่มองว่ามีคนป่วยในบ้าน บอกการ์ตูนตลอดว่าหนูไม่ได้ป่วยนะ แค่ยังไม่มีแรงเล่นกับแม่ พักผ่อนเยอะๆ จะได้เล่นกับแม่ไวๆ เขาจะได้ไม่รู้สึกว่าตัวเองป่วย”

พัฒนาการของน้องการ์ตูน ในความรู้สึกของคนเป็นแม่นั้นสัมผัสได้ว่า ร่ายกายเริ่มตอบโต้และรับรู้มากขึ้น มีรอยยิ้ม หันซ้าย หันขวาตามเสียงต่างๆได้เล็กน้อย ที่สำคัญการ์ตูนยังเป็นกำลังใจที่ยอดเยี่ยมให้กับคนเป็นแม่เสมอ

“จะให้ลุกมานั่งคุยเป็นไปไม่ได้ แค่เห็นเขาพยายามจะยกคอขึ้นก็ดีใจแล้ว เหมือนเราไม่ได้พยายามคนเดียว แต่เค้าก็สู้ไปด้วยกัน เค้าบาดเจ็บสาหัสมาก จากที่นิ่งๆ ลอยๆ ตายังลืมได้ไม่เท่ากัน ใครๆก็พากันคิดว่าเป็นเจ้าหญิงนิทราแน่นอน แต่พอกลับมาอยู่บ้าน ท่ามกลางบรรยากาศเก่าๆ ร่างกายเค้าเริ่มฟื้นฟู มีมอง หันซ้าย หันขวาตามเสียง อย่างตอนเช็ดตัว พูดคุยหยอกล้อ เค้าก็ยิ้ม หัวเราะแบบไม่มีเสียง เวลาแม่เผลอปิดประตูเสียงดัง ก็มีสะดุ้งตกใจ เบะปากร้องไห้เวลาเจ็บก็มี หรือเวลาเราเครียดๆ ร้านไม่มีลูกค้า จะโทรไปบอกน้องว่า ‘การ์ตูน ไม่มีลูกค้าเลยนะ พรุ่งนี้ไปหาหมอ ชั้นไม่มีเงินจ่ายให้เธอแน่ๆ ตายหมู่เลยนะ’ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ พักเดียวลูกค้าเต็มร้าน เราคิดว่าเค้าก็ส่งกำลังใจให้เสมอ รู้ว่าเราเหนื่อย เพียงแค่ตอบโต้ไม่ได้เท่านั้น”

 

สงสารคู่กรณีที่ไม่มีสำนึก

โทษที่ผู้ต้องหาได้รับคือการถูกจองจำในคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ส่วนทางแพ่ง ศาลสั่งให้จ่ายเงินชดใช้จำนวนกว่า 6 ล้านบาท อย่างไรก็ตามขั้นตอนการปฎิบัติเป็นหน้าที่ของกรมบังคับคดีในการสืบทรัพย์และยึดทรัพย์มาขายทอดตลาดเพื่อชดใช้ หากคู่กรณีไม่มีทรัพย์สินก็จะกลายเป็นเพียงบุคคลล้มละลาย จากคำตัดสินดังกล่าว ศรัญญายอมรับเเละเคารพ แม้จะไม่รู้สึกเห็นด้วย เธอมองว่าโทษจำคุกเพียง 1 ปีนั้นน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความสูญเสียของครอบครัว

“ทุกคนรับรู้ เข้าใจ และยอมรับกฎหมาย  แต่กฎหมายไม่เข้าใจเหยื่อผู้ถูกกระทำว่ามันทรมานขนาดไหน เรามองว่าโทษจำคุกน้อยเกินไป  ถ้าวันนั้นรถเขายางแตกแล้วพุ่งเข้ามาชนคนในร้าน แบบนั้นเรารับได้ว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือการแข่งรถบนท้องถนน ความตั้งใจและไม่ตั้งใจมันใกล้เคียงกันมาก โทษที่เขาได้รับนั้นมีกำหนด ผิดกับเราที่ไม่รู้เลยว่าอีกกี่ปีน้องจะหาย กำหนดชีวิตไม่ได้เหมือนเขา และไม่มีคำว่าครอบครัวอีกเลย พูดง่ายๆเราเหมือนติดคุกตลอดชีวิต ขณะที่เขาแค่ปีเดียว”

ศรัญญา เล่าว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาไม่เคยได้รับความช่วยเหลือหรือแสดงความยอมรับผิดอย่างจริงใจจากคู่กรณีเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“แรกๆโกรธมากที่ขับรถแบบนี้ แต่พอเรื่องมันผ่านไปจนกระทั่งขึ้นศาล เรากลับเห็นเขาเป็นคนน่าสงสาร เพราะไม่มีคนสั่งสอน เขาไม่เคยเข้ามาพูดคุยกับเราอย่างจริงใจ ไม่มีเลย ถ้าเดินเข้ามายกมือไหว้ บอกว่าคุณแม่ ยอมรับผิดแล้ว แต่หนูไม่มีเงิน ขอชดใช้เดือนละ 1,000 บาท หรือซื้อผ้าอ้อมให้น้องเดือนละ 2 ชิ้น แสดงความรับผิดชอบตามกำลังให้เห็นบ้าง แบบนั้นโอเค แต่นี่ไม่เลย ไม่มีเงินแล้วยังไม่มีสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ด้วย เราเลยรู้สึกสงสาร”

ปัจจุบัน เธอแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัวประมาณ 7 หมื่นบาทต่อเดือน เแม้จะยากลำบากแสนสาหัส แต่ศรัญญาก็ได้ค้นพบว่า ในภาวะที่ตกต่ำของชีวิต น้ำใจและความเมตตาของคนไทยคือสิ่งที่พร้อมมอบให้แก่กันเสมอ

“น้ำใจ เงินทอง สิ่งของต่างๆ ที่ทุกคนมอบให้ รู้เลยว่าคนไทยใจดีมาก ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก มีคนอื่นอีกมากที่ให้กำลังใจเรา และเราก็เป็นกำลังใจให้ใครหลายคนที่ประสบปัญหาชีวิตเช่นกัน บางคนมาทานอาหารที่ร้านเห็นประตูร้านเสีย บอกเดี๋ยวส่งคนมาซ่อมให้นะ บางคนซื้อของมาฝาก หรือเงินทอนไม่เอาก็มี”

ชีวิตต้องสู้ของคุณแม่หัวใจแกร่ง

“มีคนชมเราเยอะว่าเก่ง แกร่ง คงต้องขอบคุณสิ่งที่เราโดนกระทำมา เหมือนเป็นบทพิสูจน์เห็นพบว่า คนเราไม่ได้เกิดมาเพียงแค่เรียนหนังสือ แต่งงาน มีครอบครัวเท่านั้น ยังมีอะไรอีกหลายอย่างเข้ามาทดสอบ คิดว่าความสาหัสที่เราเจอ ถ้าวันหนึ่งเราผ่านพ้นไปได้ ปัญหาทุกอย่างหลังจากนั้นเล็กน้อยมาก”

เรื่องที่หลายคนไม่ทราบคือ ความแข็งแกร่งที่ผู้หญิงคนนี้แสดงออกมาไม่ได้เกิดขึ้นหลังจากการความสูญเสียเท่านั้น หากแต่มันเกิดขึ้นมาตลอดชีวิตของเธอ

ศรัญญาเป็นชาวกรุงเทพมหานคร ช่วงชีวิตวัยเด็กค่อนข้างยากจน ประหยัดอดออมสุดฤทธิ์ มุ่งทำงานอย่างหนักตั้งแต่เช้าจรดเย็นส่งเสียตัวเองเรียนจนจบประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาการบัญชีวิทยาลัย พาณิชยการเชตุพน

“เด็กๆลำบากมาก รับจ้างล้างจานตั้งแต่เที่ยงถึงสามทุ่ม ได้เงินวันละ 20 บาท เสื้อผ้าชุดนักเรียนก็รอรับบริจาคจากคนอื่น โตขึ้นมาหน่อยก็ออกไปทำงานเป็นพนักงานขายที่ห้าง กลับบ้านมืดๆยังถูกคนนินทา บอกหน้าตาแบบนี้โตขึ้นไปเป็นกระหรี่แน่นอน  แต่เราไม่สน เอาไว้เป็นแรงผลักดัน ประหยัดทุกอย่าง เก็บเงินไว้จ่ายค่าเทอม พยายามแอคทีฟ บอกตัวเองเสมอว่า ชีวิตเราต้องมีทุกสิ่งให้ได้ จนขวนขวายเรียนจบปวส.ในที่สุด”

หลังเรียนจบเธอเลือกทำงานเป็นเซลล์ขายรถยนต์ ซึ่งเพียงแค่ 2 ปี ก็สามารถนำเงินที่เก็บได้เปิดกิจการร้านเสริมสวย กระทั่งพบรักกับแฟนหนุ่ม ภานุทัต ศักดิ์สืบพรรณ ช่วยกันดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจนเจริญรุ่งเรืองต่อมาหลังคลอดลูกสาวตัวน้อยนั่นคือ น้องการ์ตูน ด้วยความเป็นแม่จึงคิดเรียนต่อในระดับปริญญาตรีเอาไว้ตอบคำถามและเป็นแรงบันดาลให้กับลูกสาว

“เรียนต่อเพื่อลูกเลยนะ ถ้าวันหนึ่งเค้าถามว่า แม่เรียนจบอะไรอ่ะ.. เราอยากให้ลูกภูมิใจว่า แม่เค้าเรียนจบปริญญาตรีนะ จะได้ตั้งใจเรียนไม่แพ้แม่”

ขณะกำลังเล่าเรื่องเรียนของลูกสาว จู่ๆคุณแม่ก็น้ำตาไหล….

“หลังสอบเสร็จ เค้าบอกเราว่า คุณแม่ สมมติหนูสอบได้คะแนนไม่ดี แม่จะโกรธหนูหรือยังภูมิใจในตัวหนูอยู่ไหม เราบอกกลับไปว่า ทำไม หนูทำไม่ได้หรอ การ์ตูนตอบว่าเปล่าๆ ถามไปอย่างนั้นแหละว่าแม่จะโกรธไหม เราบอกว่าไม่หรอก น้องทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น แสดงว่าหนูทำไม่ได้แน่เลย น้องก็ตอบกลับมาว่าเปล่า หนูถามไปอย่างนั้นแหละ ข้อสอบหมูๆเลย ทำได้แน่นอน นั่นคือคำพูดท้ายๆ ที่เราได้ยินจากปากน้อง ไม่กี่ชั่วโมงจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์อย่างที่ทุกคนรู้”

หนึ่งเดือนต่อมาภายหลังโศกนาฏกรรม  สมุดพกประจำตัวของน้องการ์ตูน – ด.ญ.นรารัศมี ศักดิ์สืบพรรณถูกส่งมาที่บ้านซึ่งพบว่าเกรดเฉลี่ยของเธอนั้นดีมากจนคุณแม่อดไม่ได้ที่จะกลั้นน้ำตาไหว นึกถึงบทสนทนาระหว่างแม่ลูกในวันก่อน  “เราเปิดสมุดดูเกรดเฉลี่ยแล้วน้ำตาไหลเลย เป็นเรื่องที่ไม่มีวันลืม”

ปัจจุบันแนวคิดของผู้หญิงวัย 36 ปีคนนี้คือการใช้ทุกวินาทีอย่างดีที่สุด และหวังว่าวันหนึ่งน้องการ์ตูนจะยิ้มได้กว้างขึ้นกว่าเดิม

“ทุกวันนี้คิดแค่ว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด ไม่เคยคิดถึงวันพรุ่งนี้แล้ว ตั้งแต่ผ่านเหตุการณ์รถชนมา หกโมงเย็นยังมีความสุขกันอยู่เลย คุยกันว่าพรุ่งนี้จะไปไหนดี อีก 3 ชั่วโมงถัดมา  ตูม  นับตั้งแต่นั้น เราคิดเลยว่าทำวินาทีนี้ วันนี้ให้ดีที่สุดพอ พรุ่งนี้ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น เหมือนดูแลน้องการ์ตูน วันนี้น้องยิ้มเราก็ดีใจแล้ว”

ศรัญญา ทิ้งท้ายว่า เกิดเป็นมนุษย์อย่ายอมแพ้ในโชคชะตา มัวแต่โทษเวรโทษกรรม ดูถูกตัวเองไปวันๆ ขอให้เลือกกำหนดชีวิตตัวเอง ทำแต่ละวันให้ดีที่สุด รู้จักยอมรับกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นแล้วให้ได้

หมายเหตุ-ใครอยากอุดหนุนร้านสเต็กคุณแม่การ์ตูน Mother’s Grill Steak House “ย่างด้วยรัก หมักด้วยใจ” ตั้งอยู่บริเวณถนนราษฎร์บูรณะ ตรงข้ามธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่  กรุงเทพมหานคร เปิด 2 เวลาคือ 11:00 – 14:00 น.  และ 16:00 – 23:00 น. โทร 02-871-4784 / 088-018-5575

 

“แจกอาหารอย่างเดียวไม่ช่วยแก้ปัญหาคนไร้บ้าน” บุญเลิศ วิเศษปรีชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 20:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/465097

"แจกอาหารอย่างเดียวไม่ช่วยแก้ปัญหาคนไร้บ้าน" บุญเลิศ วิเศษปรีชา

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…วิศิษฐ แถมเงิน

สองปีที่ผ่านมา ภาพของ “คนไร้บ้าน” (Homeless) กลับมาเด่นชัดในสายตาคนกรุงอีกครั้ง

เริ่มจากกระแสแจกอาหารหน้าลานคนเมือง เสาชิงช้า แต่ละวันมีผู้ใจบุญนำข้าวกล่อง น้ำดื่ม เครื่องนุ่งห่ม แม้กระทั่งเงินสดมาแจกไม่ต่ำกว่าสิบราย ก่อให้เกิดปัญหาวุ่นๆตามมา เช่น ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง ขณะเดียวกันคนไร้บ้านนับร้อยพากันเข้ามาปักหลักหลับนอน สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ชาวบ้าน นำไปสู่การจัดระเบียบครั้งใหญ่ของทางกรุงเทพมหานคร (กทม.)

ไล่เลี่ยกัน คดีฆาตกรรมคนหาของเก่าใต้สะพานถึง 4 ศพซ้อน สร้างความหวาดผวาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังสะท้อนถึงสวัสดิภาพความปลอดภัยของคนไร้บ้านอันไม่ต่างกับแขวนชีวิตไว้บนเส้นด้าย

บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของผลงานวิทยานิพนธ์อันโด่งดังชื่อ “เปิดพรมแดน: โลกของคนไร้บ้าน” ปีพ.ศ.2546 ต่อมาปี 2547 ลงพื้นที่ทำวิจัยเรื่องคนไร้บ้าน ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นนาน 6 เดือน จากนั้นปีพ.ศ.2554 ใช้ชีวิตข้างถนนกว่าหนึ่งปีในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกหัวข้อ”Structural violence and homelessness: Searching for  Happiness on the streets of Manila”

ทราบกันดีว่า วิธีการเก็บข้อมูลของดร.บุญเลิศนั้นถึงลูกถึงคนยิ่ง ด้วยการไปหลับนอนข้างถนน รอรับแจกข้าว ทำงานแลกเศษเงิน คลุกคลีใช้ชีวิตกับคนไร้บ้านราวกับเป็นพวกเดียวกันเป็นเวลานานนับปี

วันนี้เขาจะมาแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์คนไร้บ้านในเมืองไทย กระแสแจกอาหาร ชีวิตข้างถนนอันสุ่มเสี่ยงต่อการถูกทำร้าย ตลอดจนแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

พ.ศ.นี้ของ”คนไร้บ้าน”

ในมุมมองนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านคนไร้บ้าน บุญเลิศมองว่า ภาพรวมของกลุ่มคนไร้บ้านในปัจจุบัน ถือว่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน

ทุกวันนี้คนไร้บ้านมีตัวตนขึ้น สมัยก่อนเวลามีกล้องโทรทัศน์ไปสัมภาษณ์ เขาจะหนีกระเจิดกระเจิงเลย ไม่มีใครอยากเปิดเผยตัวเอง เพราะภาพลักษณ์ติดลบมากๆ คนส่วนใหญ่ยังใช้คำว่า ‘คนจรจัด’ไม่ต่างกับเรียกสุนัข มองว่าเป็นหัวขโมย ขี้เมา สกปรก ไม่กล้าเข้าใกล้ แต่เดี๋ยวนี้หลายคนกล้าบอกว่าตัวเองเป็นคนไร้บ้าน กล้าบอกเล่าชีวิตตัวเองว่าเขามีความจำเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไรที่ทำให้ต้องออกมาอยู่ข้างถนน ส่วนทัศนคติของสังคมแม้ยังไม่ถึงขั้นทำให้ทุกคนเข้าใจหัวอกคนไร้บ้าน แต่มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น อยากจะช่วยเหลือ รู้สึกว่าพวกเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน”

อีกด้านที่น่าพอใจคือการได้เห็นหน่วยงานภาครัฐ เครือข่าย มูลนิธิต่างๆให้ความสนใจปัญหาคนไร้บ้านกันมากขึ้น

“สมัยก่อนเวลาเจ้าหน้าที่เข้าไปหากลุ่มคนไร้บ้านก็จะอารมณ์แบบว่า “เฮ้ย สงเคราะห์มาโว้ย” วิ่งหนีคนละทิศละทาง กลัวถูกจับ แต่เดี๋ยวนี้มีความพยายามที่จะเข้าไปช่วยเหลือในบางประเด็น เช่น ช่วยคนไร้บ้านบางคนที่ไม่มีบัตรประชาชนให้เข้าถึงสวัสดิการของภาครัฐอย่างบัตรทอง 30 บาท หรือการเปิดบ้านอิ่มใจ และบ้านมิตรไมตรีให้คนไร้บ้านเข้าไปพักชั่วคราว ไม่ได้มัวแต่มาไล่จับอย่างเดียวเหมือนในอดีต”

สาเหตุของการเป็นคนไร้บ้านนั้นมาจากหลากหลายสาเหตุทับซ้อนเชื่อมโยง ไม่ว่าจะเป็นความแตกร้าวของครอบครัว ถูกกดดันให้ออกจากบ้าน อยู่ไปก็ไม่มีความสุข ตกงานเรื้อรัง ยิ่งนานวันยิ่งหมดหวังที่จะลืมตาอ้าปาก มีประวัติที่สังคมไม่ยอมรับ เคยติดคุก บวกกับที่อยู่อาศัยราคาแพงเกินไขว่คว้า ประกอบกับเล็งเห็นช่องทางหากินโดยไม่ต้องมีบ้าน ทั้งหมดนี้มีส่วนผลักดันให้หลายคนจำใจออกมาใช้ชีวิตข้างถนน

บุญเลิศ มองว่า ปัจจุบันจำนวนคนไร้บ้านน่าจะอยู่ที่ 2,000 คน เปรียบเทียบจำนวนประชากรในกรุงเทพฯที่มีเกือบ 10 ล้านคน ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ในประเทศอื่นๆ

“ประเด็นเรื่องคนไร้บ้านไม่ได้อยู่ที่จำนวน แต่อยู่ตรงพื้นที่อาศัยหลับนอนของพวกเขาอยู่ในจุดที่คนมองเห็น เลยสะดุดตา ย้อนไปเมื่อปี 2545 ช่วงที่มีการปิดสนามหลวงไม่ให้คนเข้าไปนอน ซึ่งเหตุผลที่คนไร้บ้านชอบนอนสนามหลวง เพราะเป็นที่โล่ง ไฟสว่าง ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย พอห้ามไม่ให้นอน ผลคือคนไร้บ้านก็กระจัดกระจายไปนอนที่อื่น ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน ไม่ได้กลับบ้าน คุณห้ามไม่ให้เขานอนตรงนี้ เขาก็ไปโผล่ที่อื่นแทน และตอนนี้ก็เริ่มไปปรากฎโฉมตามสถานที่ที่ไม่ค่อยจะสะดวกเท่าไหร่ เช่น ไปนอนอยู่หน้าบ้านคุณ”

กลุ่มคนไร้บ้านนับสิบชีวิตนอนหลับริมถนนย่านเสาชิงช้า

 

ประสบการณ์ข้างถนนที่กรุงมะนิลา

กว่า 14 เดือนที่นักมานุษยวิทยารายนี้ฝังตัวทำงานภาคสนามกลางกรุงมะนิลา เพื่อทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก บุญเลิศใช้เวลา 6 วันต่อสัปดาห์คลุกคลีกับคนไร้บ้าน เตร็ดเตร่หลับนอนตามสวนสาธารณะ เดินไปกินข้าวฟรีที่โบสถ์ ทำงานร้านอาหารแลกเศษเงินประทังชีวิต เขาเปรียบเทียบคนไร้บ้านกรุงมะนิลากับกรุงเทพฯไว้อย่างน่าสนใจว่า

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ มะนิลามีคนไร้บ้านมากกว่าของเราเยอะ น่าจะอยู่หลักหมื่น จากจำนวนประชากรสิบล้านคนซึ่งพอๆกับกรุงเทพฯ แต่คนไร้บ้านในกรุงเทพฯมีไม่เกิน 2,000 คน และที่นั่นคนไร้บ้านประเภท single homeless น้อยกว่าคนไร้บ้านประเภท family homless พวกพ่อแม่ลูกหลับนอนข้างถนน เก็บของเก่า ขายบุหรี่ ที่มะนิลามีเยอะกว่า ในแง่ความช่วยเหลือ มะนิลามีการแจกอาหารกันเยอะกว่าเมืองไทยอีก คนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่นับถือคริสต์คาธอลิค มีโบสถ์หลายแห่งแจกอาหารให้คนจนแล้วสอนไบเบิลให้ด้วย ผมเคยเขียนวิจารณ์อย่างรุนแรงว่าเป็นการแจกอาหารเพื่อตอบสนองตนเองว่าฉันได้ทำภารกิจในการรับใช้พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าจะช่วยคนไร้บ้านให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันก็มีเอ็นจีโอที่ทำงานเกี่ยวกับคนไร้บ้านน้อยมาก การแก้ไขปัญหาจึงเป็นไปได้ยากและไม่เป็นระบบ

ฟิลิปปินส์เขามีการแก้ไขปัญหาต่างจากบ้านเรา ยกตัวอย่างกรุงเทพฯจะเน้นสร้าง Shelter ให้คนไร้บ้านมาพัก แต่รัฐบาลฟิลิปปินส์จะเน้นช่วยเหลือเรื่องการให้งานทำ เช่น งานกวาดถนน เนื่องจากบ้านเขามีอัตราการว่างงานสูง โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าคุณทำงานกวาดถนน ก็ห้ามนอนข้างถนน ต้องไปเช่าที่พักราคาถูก แต่ก็มีข้อจำกัดอีกคือ หลายคนทำได้ไม่นานก็กลับมาอยู่ข้างถนน เพราะการช่วยเหลือไม่ค่อยต่อเนื่อง”

บุญเลิศ เล่าว่า การลงพื้นที่ภาคสนามที่กรุงมะนิลานั้นยากลำบากกว่าสมัยทำงานที่กรุงเทพฯ

“ในฐานะนักมานุษยวิทยามันทำให้ผมสามารถจุ่มตัวเองลงในสังคมนั้นจริงๆ ไม่ใช่แวบกลับบ้านได้เหมือนสมัยทำวิจัยที่สนามหลวง สมัยนั้นอาทิตย์นึงผมก็กลับบ้านที แต่นี่อยู่ยาว 14 เดือน ผมเรียนภาษาตากาล็อกก่อนไป ช่วงแรกมีคนเข้ามาถามว่ามาจากไหน ผมก็บอกว่าเป็นนักศึกษาจะมาทำวิจัยปริญญาเอก เขาไม่เชื่อ คิดว่าผมถูกขโมยกระเป๋าสตางค์ ทำพาสปอร์ตหาย บางคนว่าเสียพนันเลยกลับบ้านไม่ได้ หนักสุดคือคิดว่าผมหนีคดีมาจากเมืองไทย เรื่องความอันตราย ผมเคยอยู่กับกลุ่มที่เถื่อนที่สุดในมะนิลา ตั้งแก๊ง ทำตัวนักเลง กินเหล้าทะเลาะกัน เมา สกปรก เดินถอดเสื้อ ไม่ใส่รองเท้า มองย้อนกลับไปก็อันตรายนะ (หัวเราะ) ไม่รู้ไปอยู่กับเขาได้ยังไง แต่ถ้าคุณเรียนรู้ที่จะอยู่ให้เป็น อยู่ยังไงให้หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง รู้ว่าสถานการณ์ไหนที่จะทำให้คุณเสี่ยงที่จะมีเรื่อง คุณก็จะเอาตัวรอดได้

ถามว่าคนไร้บ้านฟิลิปปินส์เหมือนคนไร้บ้านที่เมืองไทยมากน้อยแค่ไหน

“อย่าเรียกว่าเหมือนคนไทย เรียกว่าเหมือนมนุษย์ดีกว่า คือมีทั้งคนจิตใจดี มีน้ำใจ เห็นผมป่วยไม่สบายก็หาข้าวหายามาให้ แบ่งเงินให้ใช้ ขณะเดียวกันก็มีคนที่จ้องจะแสวงหาผลประโยชน์ เผลอหน่อยก็ไถตังค์ ไถบุหรี่ สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ อย่ามองทุกอย่างแบบ romanticize อย่าโลกสวย ชีวิตข้างถนนมันมีหลายรูปแบบมาก เราจำเป็นต้องมองคนไร้บ้านอย่างจำแนกแยกแยะ จะเหมารวมไม่ได้ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะแย่ และไม่ใช่ทุกคนที่จะดีไปเสียหมด”

 

กระแสแจกอาหารสะท้อนคนไทยชอบทำบุญ

กระแสการแจกอาหารคนไร้บ้าน ณ ลานคนเมือง  ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นการแบ่งปันน้ำใจเพื่อบรรเทาความหิวโหย อีกฝ่ายมองว่าแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด แค่ช่วยให้ท้องอิ่มไปวันๆ แต่ไม่อาจดึงคนไร้บ้านออกจากถนนได้ อย่างไรก็ตามการแจกอาหารคนไร้บ้านสะท้อนว่าคนไทยชอบทำบุญ ชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก

ผมเรียกว่า ‘สวัสดิการนอกภาครัฐ’ รัฐไม่ต้องทำอะไร คนที่เดินผ่านไปมานี่แหละยื่นมือช่วย เช่น คุณเห็นคุณยายนอนอยู่สนามหลวง ก็ควักเงินซื้อข้าวให้กิน ประเด็นที่น่าสนใจคือ คุณซื้อข้าวให้ยาย แต่ยายก็ยังคงอยู่ที่สนามหลวง แต่จะทำยังไงที่จะช่วยเหลือเขาอย่างเป็นระบบ ครั้งแรกที่เห็นคนไปแจกอาหาร ผมยังคิดในใจว่าต่างประเทศเขาทำกันจนเลิกทำไปนานแล้ว เพราะไม่ใช่การแก้ปัญหา คนไร้บ้านยังอยู่ข้างถนนต่อไป เพียงแต่อยู่ได้สะดวกขึ้น มีอาหารกิน แต่ไม่ได้ช่วยให้เขาข้ามพ้นภาวะคนไร้บ้านไปได้  ทำไปทำมาสุดท้ายคนที่ได้คือคนที่มาแจก เพราะเขารู้สึกว่าแจกอาหารคนไร้บ้านคือการได้ทำบุญ ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

คนไร้บ้านยังเคยพูดกับผมว่า ‘อาจารย์ เดี๋ยวนี้เขาแจกอาหารกันเยอะจนคนไร้บ้านติดและเลือกด้วย ถ้าแจกอาหารไม่ดีมีสิทธิ์โดนด่าอีก’ คือคุณให้จนเกินความจำเป็น แต่สิ่งที่ขาดแคลนคือ คนที่พร้อมจะคุยกับคนไร้บ้าน พร้อมจะเข้าใจพวกเขา ช่วยดึงเขาออกจากท้องถนน คนส่วนใหญ่จะรู้สึกสบายใจกว่าถ้ามาแจกอาหารแล้วกลับบ้าน เพราะมันง่าย สะดวก แต่ไม่ช่วยในระยาว แถมบางครั้งยังทิ้งปัญหาไว้ให้อีก”

นักวิชาการรายนี้ยืนยันว่า แจกอาหารไม่ผิด แต่ควรกิจกรรมอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย

“ผมอยากให้ก้าวพ้นคำว่าแจกของ เปลี่ยนเป็นคุณมานั่งฟังเขาดีกว่า จะได้เรียนรู้อะไรจากชีวิตเขากลับไปมากกว่าแจกอาหารแล้วกลับบ้าน การแจกอาหารทำได้แต่ต้องทำอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย ควรทำให้การแจกอาหารนั้นเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่การทำให้คนมาแจกได้เจอกับคนไร้บ้าน ได้เข้าอกเข้าใจปัญหาที่แท้จริง คิดถึงการแก้ไขปัญหาในระยะยาว การแจกอาหารก็เหมือนทำบุญ แต่พอพูดว่าจะทำยังไงให้คนไร้บ้านมีที่อยู่อาศัย คนจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก ซับซ้อน เป็นไปไม่ได้ ซึ่งเราควรมาบริหารจัดการตรงนี้ ทำให้ไปไกลกว่าการแจกอาหารไปวันๆ”

คนไร้บ้านกำลังรับประทานอาหารที่ได้รับแจกจากคนใจบุญที่ลานคนเมือง

 

คดีฆาตกรรมคนเก็บของเก่า ชีวิตที่แขวนบนเส้นด้าย

ที่ผ่านมามีข่าวน่าหดหู่เกิดขึ้นหลายครั้ง ตั้งแต่กลุ่มวัยรุ่นรุมกระทืบคนไร้บ้านย่านสนามหลวงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แก๊งเด็กแว๊นราดน้ำมันจุดไฟเผาชายที่นอนอยู่ริมถนน จนถึงคนเก็บของเก่าถูกทำร้ายจนตายใต้สะพานถึง 4 ศพในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงสวัสดิภาพความปลอดภัยในชีวิตอันต่ำเตี้ยเรี่ยดินของคนไร้บ้านได้เป็นอย่างดี

“ขณะที่คนทั่วไปมองว่าคนไร้บ้านน่ากลัว เอาเข้าจริงเขาอยู่ในสถานะที่ปกป้องตัวเองไม่ได้เลย การนอนอยู่ข้างถนนไม่มีอะไรที่จะปกป้องตัวเองจากคนเมาขี่มอเตอร์ไซค์มาเอาหินขว้าง ฉี่ใส่ รุมชกต่อย หรือจุดไฟเผาอย่างที่เป็นข่าวเมื่อปีก่อน เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นง่ายมาก คนไร้บ้านคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า เคยนอนที่ถนนราชดำเนิน ตกดึกมีกลุ่มวัยรุ่นเมาออกจากผับเข้ามารุมทำร้ายจนสะบักสะบอม หรือที่ฟิลิปปินส์ จะมีเรื่องเล่าต่อๆกันว่ามีคนโรคจิตเอาก้อนหินมาทุบหัวตอนนอนหลับ หรือที่ญี่่ปุ่นมีวัยรุ่นผลักคนไร้บ้านตกน้ำ เหตุการณ์ทั้งหมดสะท้อนว่าคนเหล่านี้มีอาการป่วยทางจิต ชอบระบายความรุนแรงกับคนไร้บ้านที่ไม่มีทางสู้”

จากประสบการณ์ภาคสนาม บุญเลิศยืนยันว่า คนไร้บ้านไม่นิยมพกอาวุธ หลีกเลี่ยงปัญหากระทบกระทั่งกับใคร ไม่ทำตัวเป็นจุดเด่น เพราะยิ่งหาเรื่องใส่ตัว ยิ่งอยู่ยาก

“เป็นที่รู้กันในหมู่คนไร้บ้านว่า ถ้าเป็นคนไร้บ้านที่มีประสบการณ์จะไม่มีทางไปนอนโดดเดี่ยวเพียงลำพังตามที่มืดๆ เพราะเสี่ยงโดนทำร้าย ลักจี้ชิงปล้น คนไร้บ้านที่ไม่มีประสบการณ์มักคิดว่าการไปนอนแอบๆจะปลอดภัย นี่คือความเข้าใจผิดอย่างมาก การที่คุณจะปลอดภัย คุณต้องไปนอนในที่โล่ง มีแสงไฟสว่าง นอนกับเพื่อนคนไร้บ้านเยอะๆ นี่คือวิธีการเอาตัวรอดบนท้องถนนของคนไร้บ้าน แต่ไม่เพียงพอหรอก รัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องของการจัดหาที่ทาง มีแสงสว่าง มีการตรวจตราโดยตำรวจเพื่อดูแลความปลอดภัย เพราะเขาก็เป็นพลเมืองคนหนึ่งที่ต้องได้รับความคุ้มครองจากรัฐบาลเท่ากับคนอื่นๆ

ผมเคยคุยกับคนไร้บ้านที่ถูกลักขโมยขึ้นโรงพักไปแจ้งตำรวจ ตำรวจไม่ค่อยใส่ใจรับเรื่อง นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมคนไร้บ้านถึงตกเป็นเหยื่อได้ง่าย เพราะโจรจะรู้ว่าคนไร้บ้านเป็นอะไรไปก็ไม่มีใครสนใจ ตำรวจเองยังระแวงว่าพวกเขาเป็นอาชญากร มีเหตุอะไรขึ้นก็พุ่งเป้าที่ไปคนไร้บ้าน จับขึ้นโรงพัก ทำประวัติ แตกต่างจากคนไร้บ้านอีกประเภทหนึ่งที่อาศัยหลับนอนจนคุ้นหน้าคุ้นตาชาวบ้าน พวกนี้จะช่วยเป็นยามให้ สายตรวจในท้องที่จะรู้ว่าคนไร้บ้านที่อยู่ประจำจะไม่ลักเล็กขโมยน้อย ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ด้วย ผมมองว่าจำเป็นมากที่จะต้องมีความสัมพันธ์กับคนไร้บ้าน เพื่อลดความหวาดระแวง แล้วเราจะเห็นคนเป็นคน เห็นเขาเป็นมิตรมากขึ้น ไม่ใช่มองกันแต่แง่ร้าย”

บุญเลิศชี้ว่า สวัสดิภาพความปลอดภัยของคนไร้บ้านเป็นหน้าที่ของรัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือ

“เขาเป็นพลเมืองของรัฐ รัฐมีหน้าที่คุ้มครอง ปกป้องสิทธิ์ในการมีชีวิตอยู่ สิทธิ์ที่จะไม่ถูกทำร้าย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะต้องไปบังคับเขา เช่น แนวคิดการแก้ปัญหาที่จะรุกไล่ไม่ให้คนไร้บ้านอยู่ในพื้่นที่ใดพื้นที่หนึ่ง มันแก้ปัญหาได้ชั่วคราวเท่านั้น ถามว่าเขาจะไปไหน ก็กระจายไปที่อื่น อย่างเวลาจะมีแขกบ้านแขกเมืองมาจากต่างประเทศก็จะกวาดล้างไปเข้าค่าย จับไปแอบไว้ พอครบกำหนดเขาก็ออกมาอีก ไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย ดังนั้นถ้าคุณจะจัดการ คุณต้องไปจัดการกับคนก่อเหตุ ไม่ใช่จัดการคนที่ตกเป็นเหยื่อ”

การนอนข้างถนนเพียงลำพังยามค่ำคืนถือเป็นเรื่องเสี่ยงอันตราย

 

ข้อเสนอเรื่องคนไร้บ้านที่รัฐบาลควรรับฟัง

ในวันที่สังคมมีทัศนคติต่อคนไร้บ้านดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน ภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐเริ่มยื่นมือให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นเรื่องเป็นราว ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความไว้วางใจแก่กัน นำไปสู่การหาทางออกที่เหมาะสมในอนาคต

“ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดตรงคนที่จะออกไปทำงานภาคสนามมีไม่มาก ไม่ว่าจะภาครัฐ หรือภาคเอกชน เราต้องการคนที่ทำงานภาคสนามมากขึ้น ต้องการคนทำงานเชิงรุกที่จะเข้าไปคุยกับคนไร้บ้าน ไปสร้างความไว้วางใจให้เขาไว้ใจ เพื่อจะชวนให้เขาคิดถึงอนาคตในระยะยาว มันไม่ใช่งานเชิงรับประเภทที่ว่าไปแจกของแล้วกลับบ้าน แบบนี้เป็นแค่งานเฉพาะกิจ ไม่ใช่งานที่การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวซึ่งจะนำไปสู่ข้อเสนออื่นๆที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างเช่น ไปคุยกับคนไร้บ้านว่าหน่วยงานเราทำหน้าที่แบบนี้นะ มีบ้านให้พักอย่างนี้นะ คุณไปหาเราสิ เพราะโดยปกติแล้วคนไร้บ้านจะไม่คุ้นชินกับการเข้าหาหน่วยงานราชการ ฉะนั้นเขาต้องการให้คนเข้ามาหามากกว่าการให้เขาเข้าไปหา”

บุญเลิศ เสนอแนวทางการช่วยเหลือคนไร้บ้านที่ประมวลจากประสบการณ์ภาคสนามและบทเรียนจากต่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับคนไร้บ้านแต่ละกลุ่ม โดยพยายามทำความเข้าใจทั้งในมุมมองของคนไร้บ้านและมุมมองของภาครัฐ

“ต้องเป็นแพ็คเกจที่ต้องทำพร้อมกันหลายๆด้าน เช่น ในอเมริกา หรือฟิลิปปินส์ รัฐบาลสนับสนุนให้งานทำและที่อยู่อาศัยราคาถูกในเวลาเดียวกัน แบบนี้ถึงจะทำให้คนไร้บ้านลืมตาอ้าปากได้ บ้านเรายังไม่มีตรงนี้เท่าไหร่ มีแต่ช่วยเรื่องพื้นฐาน เช่น แจกอาหาร ผมคิดว่าการให้คนมีงานทำ มีบ้านอยู่ สิ่งที่จะเกิดตามมาคือความภูมิใจ ความมีศักดิ์ศรีว่าฉันมีงานทำนะ มีเงินเช่าบ้านอยู่นะ ไม่ต้องไปรอรับแจกอาหาร ไปนอนข้างถนน

อย่างไรก็ตามยังมีคนไร้บ้านอีกจำนวนหนึ่งที่สมัครใจจะอยู่ข้างถนน ไม่อยากเข้าระบบ เพราะรักความอิสระ รัฐก็ต้องดูแลเขาอีกแบบหนึ่ง เช่น สวัสดิการขั้นพื้นฐานอย่างที่หลับที่นอนปลอดภัย มีแสงสว่าง มีห้องน้ำไว้สำหรับขับถ่าย อาบน้ำ ทุกวันนี้ที่คนบ่นกันว่าคนไร้บ้านตัวเหม็น สกปรก ก็เพราะเขาไม่มีห้องน้ำ ไม่มีที่อาบน้ำ ถ้าจัดการเรื่องพื้นๆตรงนี้ได้ ต่อไปคุณก็จะเจอคนไร้บ้านที่ไม่ได้ขี้เหร่นัก เขาก็เดินเก็บของเก่าขาย ใช้ชีวิตของเขาไป”

บุญเลิศ วิเศษปรีชา นักวิชาการด้านคนไร้บ้าน ทิ้งท้ายว่า รัฐบาลควรรณรงค์ส่งเสริมให้คนไร้บ้านดูแลกันเอง หากคนไร้บ้านอยากลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ก็ควรรับฟัง อย่ามองเขาเป็นปฏิปักษ์ เพราะคนไร้บ้านที่ลุกขึ้นมาพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการยังดีเสียกว่าคนไร้บ้านที่ไม่สนใจจะเข้าร่วมอะไรเลย แบบนี้จะไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าต้องการอะไร และจะแก้ปัญหาให้เขาได้อย่างไร.

เจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศกิจ ทหาร ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบคนไร้บ้านที่สนามหลวง

 

“พระบารมีคุ้มเกล้าฯ” ธานินทร์ กรัยวิเชียร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/465057

"พระบารมีคุ้มเกล้าฯ" ธานินทร์ กรัยวิเชียร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จากหนังสือเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 ธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 14 ได้ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ในฐานะองคมนตรี นับตั้งแต่เมื่อครั้งที่ สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี ได้นำเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่องคมนตรี ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2520 มีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2489 และเสด็จเข้าการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ โดยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2493 ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในการนี้ พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการ ความว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

นับแต่นั้นมา เป็นเวลากว่า 6 ทศวรรษแล้ว ที่พระองค์ทรงทุ่มเทตรากตรำพระวรกาย ปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ โดยมิได้ทรงอยู่อย่างพระเกษมสำราญดังที่พระมหากษัตริย์ควรจะทรงได้รับ ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติและเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย สมดังพระปฐมบรมราชโองการที่ได้พระราชทานไว้ทุกประการ

เมื่อผมพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี 2520 ช่วงนั้นลังเลใจอยู่เหมือนกันว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ผมไม่ได้คิดจะกลับไปเป็นผู้พิพากษาอีก แม้จะผูกพันกับวงการนี้มาช้านาน เหตุเพราะได้ตัดสินใจลาออกมาเพื่อทำงานทางการเมืองแล้ว จึงปรึกษาหารือกับสมัครพรรคพวกว่าจะตั้งสำนักงานทนายความดีหรือไม่ แต่ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไรให้เป็นรูปเป็นร่าง ผมก็ได้รับทราบข่าวอันเป็นมงคลสูงสุดแก่ชีวิตและวงศ์ตระกูล คือ ผมได้รับพระราชทานพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2520

พระอัจฉริยภาพของพระบาทมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การได้สนองพระมหากรุณาธิคุณเบื้องพระยุคลบาทมาช้านาน ทำให้ผมตระหนักในพระอัจฉริยภาพของพระองค์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการปกครอง การพัฒนา การเกษตร ศิลปวัฒนธรรม ดนตรี การกีฬา ภาษาไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระอัจฉริยภาพด้านกฎหมาย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงเป็นนักกฎหมายโดยวิชาชีพ แต่ทรงเข้าถึงแก่นแท้และจิตวิญญาณของกฎหมายอย่างแท้จริง พระอัจฉริยภาพของพระองค์เป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่ผมอยู่เสมอ จากพระบรมราชวินิจฉัยฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษในคดีต่างๆ หรือจากพระราชกระแสเกี่ยวกับปัญหาทางด้านกฎหมายที่พระราชทานให้คณะองคมนตรีพิจารณา

นอกจากนี้ พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานในหลายโอกาส ยังแสดงให้เป็นที่ประจักษ์แก่นักกฎหมายและบุคคลทั่วไปถึงพระอัจฉริยภาพทางกฎหมายอันลึกซึ้งยิ่งนัก ซึ่งเราอาจเรียนรู้อุดมการณ์ เจตนารมณ์ และหลักการของกฎหมาย ตลอดจนข้อบกพร่องของกฎหมาย หรือแม้กระทั่งข้อจำกัดของผู้ใช้กฎหมาย จากพระองค์ได้เป็นอย่างดี บ่อยครั้งที่พระองค์ทรงชี้ทางสว่างให้นักกฎหมายได้เห็นช่องทางที่จะแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ที่มีอยู่ทั้งในตัวบทกฎหมายและในตัวนักกฎหมายเอง

ประสบการณ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี(8 ต.ค. 2519-20 ต.ค. 2520)

ช่วงเวลาที่ผมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคอมมิวนิสต์ ทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ ในขณะเดียวกันการบริหารราชการแผ่นดินด้านอื่นๆ ก็ต้องดำเนินไปพร้อมกันนับเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับประเทศไทย ผมจึงขอนำประสบการณ์ในครั้งนั้นมาเล่าสู่กันฟังถึงการนำพาบ้านเมืองให้ผ่านพ้นภัยด้วยพระบารมีและแนวพระราชดำริอันทรงคุณค่า ซึ่งเป็นที่มาของโครงการพัฒนาที่หลากหลายเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวไทย

ก่อนอื่นผมต้องขอเล่าถึงความประทับใจในวันแรกที่ผมได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระราชวังบางปะอิน เพื่อเข้ากราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ผมรู้สึกพิศวงมากที่พระองค์ไม่ทรงถือพระองค์เลย พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผมเข้าเฝ้าฯ ในห้องทรงงานซึ่งจัดอย่างเรียบง่าย ไม่มีเครื่องเรือนหรือเครื่องตกแต่งอย่างใดทั้งสิ้น นอกจากโต๊ะทรงพระอักษรเตี้ยๆ เพื่อประทับทรงงานกับพื้นเท่านั้น โต๊ะทรงพระอักษรตัวนั้นมีขนาดประมาณ 1.20×1.20 เมตร มีเครื่องทรงพระอักษรที่จำเป็นวางอยู่บนโต๊ะทรงพระอักษรเพียงไม่กี่ชิ้น ดินสอส่วนมากสั้นกุด บางแท่งมีด้ามต่อเพื่อให้เหลาได้จนเกือบหมดไส้ รอบๆ ห้องทรงงานเรียงรายไปด้วยม้วนแผนที่ พระองค์ทรงมัธยัสถ์จริงๆ และพระตำหนักแห่งอื่นๆ ที่ผมมีโอกาสไปเข้าเฝ้าฯ อาทิ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระตำหนักภูพิงคราช นิเวศน์ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ก็ตกแต่งอย่างเรียบง่ายเช่นเดียวกัน

ธานินทร์ กรัยวิเชียร

จอมกษัตริย์ จอมทัพไทย

ช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเผชิญศึกหนักจากภัยคอมมิวนิสต์ทั้งภายในและภายนอกประเทศนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีบทบาทสำคัญที่สุดในการตัดสินใจของชาติ เพราะพสกนิกรทั้งหลายต่างเฝ้ามองว่า พระประมุขของชาติจะมีพระบรมราชวินิจฉัยหรือมีพระราชปรารถนาอย่างไร ในครั้งนั้นพระองค์ทรงแสดงออกด้วยน้ำพระราชหฤทัยอันเด็ดเดี่ยวและแจ่มแจ้ง ดังที่ปรากฏในเพลงพระราชนิพนธ์ 2 เพลง ที่เริ่มบรรเลงทั่วประเทศไทยในระยะนั้น คือ เพลง “ความฝันอันสูงสุด” อันมีเนื้อเพลงตอนหนึ่งว่า “…ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง…”

และเพลง “เราสู้” ซึ่งมีเนื้อหาเพลงมาจากพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และพลเรือน ซึ่งมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในยามบ้านเมืองกำลังเผชิญหน้าสิ่วหน้าขวานนั่นเอง

การที่ทรงประกาศศึกเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชโอรสและพระราชธิดาทุกพระองค์มิได้ทรงหวั่นเกรงภยันตรายใดๆ จากอริราชศัตรูเลยแม้แต่น้อย หากแต่ทรงแสดงให้เป็น ที่ประจักษ์แก่ทุกฝ่ายในน้ำพระราชหฤทัยอันเด็ดเดี่ยวและหาญกล้า ดังเช่น ทรงสร้างและประทับ ณ พระตำหนักกลางดงผู้ก่อการร้าย มีพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ และพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ เป็นต้น

พระผู้ทรงมุ่งมั่นเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวไทย

“…ความสุขความสวัสดีของข้าพเจ้า จะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยบ้านเมืองของเรา มีความเจริญมั่นคงเป็นปกติสุข…”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนอกจากจะมีพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีพระราชอำนาจตามนิติราชประเพณี แห่งการบริหารราชการแผ่นดินต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลอีก 3 ประการ คือ พระราชอำนาจในการที่จะทรงรับการปรึกษาหารือและพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำ (THE RIGHT TO BE CONSULTED) พระราชอำนาจในการที่จะพระราชทานขวัญและกำลังใจ (THE RIGHT TO ENCOURAGE) และพระราชอำนาจในการที่จะพระราชทานพระราชดำรัสเตือน (THE RIGHT TO WARN)

แม้ว่าพระองค์จะมีพระราชอำนาจดังกล่าว พระองค์ก็มิเคยทรงใช้พระราชอำนาจเหล่านั้นเพื่อประโยชน์ส่วนพระองค์เลย หากแต่ทรงใช้ไปในทางที่จะเกิดประโยชน์สุขแก่บ้านเมืองเท่านั้น ดังนั้น แม้ตามนิติราชประเพณีนายกรัฐมนตรีไม่จำต้องปฏิบัติตามพระราชกระแส หรือพระราชดำรัสแนะนำหรือตักเตือนก็ตาม แต่ในความเป็นจริง นายกรัฐมนตรีแต่ละคนก็ล้วนกระตือรือร้นที่จะรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมและสนองพระราชกระแสและพระราชดำรัสเสมอมา อัน
นำมาซึ่งความวัฒนาสถาพรของบ้านเมืองนานัปการ

เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวกรุงเทพฯ

“…ขอเถิดอนุสาวรีย์อย่าเพิ่งสร้าง สร้างถนนดีกว่า สร้างถนน เรียกว่าวงแหวน เพราะมันเป็นความฝัน เป็นความฝันมาตั้งนานแล้ว เกือบ 40 ปี อยากสร้างถนนวงแหวน…”

นี่คือพระราชดำรัสตอบอดีตผู้บัญชาการทหารบกและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า รัฐบาลจะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างพระบรมราชานุสรณ์ น้อมเกล้าฯ ถวายเนื่องในมหามงคลสมัยพระราชพิธีรัชดาภิเษก ที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี

เรื่องที่น่าใคร่ครวญ

นอกเหนือจากเรื่องงานในหน้าที่แล้ว ผมยังพิศวงใจในสิ่งหนึ่งซึ่งเฝ้าสังเกตมานานปีด้วยว่า ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะวิกฤตสักปานใด พระองค์ไม่เคยทรงหวั่นไหว และมีพระบรมราชวินิจฉัยแก้ไขวิกฤตการณ์ของบ้านเมืองตามกรอบแห่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ให้คลี่คลายและผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

เสมอมา อีกทั้งเมื่อมีผู้ใดจาบจ้วงล่วงละเมิดพระองค์ ไม่ว่าจะโดยการบิดเบือนสถานการณ์ หรือข้อเท็จจริงต่างๆ หรือโครงการปั้นน้ำเป็นตัว จะเห็นที่ประจักษ์แจ้งทั่วกันว่าไม่เคยทรงตอบโต้หรือทรงมีปฏิกิริยาในทางใดๆ ทั้งสิ้น

ตลอดระยะเวลากว่า 65 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติ พระองค์ทรงดำรงคงมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรม และทรงแน่วแน่ในอันที่จะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ สมดังพระราชปณิธานในพระปฐมบรมราชโองการอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ด้วยพระพลังแห่งพระจิตอันหนักแน่นเด็ดเดี่ยว มั่นคง และด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการส่งเสริมพระบารมีในพระองค์ ซึ่งสูงส่งและสดใสอยู่แล้วให้ยั่งยืนต่อไปชั่วกาลนาน

การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรผู้ยากไร้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นการณ์ไกลในอนาคตว่า ยิ่งนานวันชาวไร่ชาวนาจะยิ่งไม่มีที่ดินทำกิน เพราะความยากจนของเขาเหล่านี้ พวกที่เคยมีที่ดินต้องยอมสูญเสียกรรมสิทธิ์ให้แก่นายทุน และกลายมาเป็นผู้เช่าหรือไร้ที่ดินทำกินในที่สุด จึงมีพระราชดำริที่จะปฏิรูปที่ดินทำกินเพื่อช่วยราษฎรที่ยากจนให้มีที่ดินทำกินตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน โดยทรงดำเนินโครงการเป็นแบบอย่าง เริ่มจาก “โครงการจัดสรรและพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หุบกะพง”

รัฐบาลแต่ละชุดได้ดำเนินตามรอยพระยุคลบาทในเรื่องปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำริของพระองค์มาเป็นลำดับ ตั้งแต่รัฐบาลชุดศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ เสนอ และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ตรา พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ขึ้น ช่วงที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้บังคับ พระองค์ทรงพระกรุณารับโครงการไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยการพระราชทานที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จำนวน 51,967 ไร่ 95 ตารางวา ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคกลาง แก่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นประเดิมเริ่มต้น โดยมีพระราชประสงค์ให้ผู้เช่าที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่แต่เดิม ได้ทำกินในที่ดินนั้นต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน ตราบที่ยังยึดถืออาชีพเกษตรกรรมอยู่ แต่จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น

นอกจากนี้ ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำให้การส่งเสริมระบบสหกรณ์การเกษตร เพื่อให้เกษตรกรช่วยเหลือกันเองและเป็น การยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของเกษตรกรให้ดีขึ้น จึงเป็นที่มาของการตั้งสหกรณ์การเกษตรเพิ่มขึ้นอีก 102 แห่ง ในปี 2520 เมื่อรวมกับสหกรณ์การเกษตรเดิมที่มีอยู่แล้ว ทำให้ทั่วประเทศมีสหกรณ์การเกษตรรวมจำนวนทั้งสิ้น 664 แห่ง

ทรงพระราชดำริต่อไปด้วยว่าเพื่อช่วยเกษตรกรในด้านพยุงราคาข้าวและพืชผลอื่นๆ และช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกร ควรจัดให้มีการสร้างฉางข้าวและพืชผล เกษตรกรจะได้ไม่ต้องเร่งรัดขายข้าวและพืชผลในทันที เมื่อมีฉางแล้ว เกษตรกรสามารถเก็บกักข้าวและพืชผลไว้ได้นานเพียงใดก็ได้ เพื่อรอขายในยามที่ได้ราคาสูง รัฐบาลได้สนองพระราชดำริดังกล่าว ด้วยการดำเนินโครงการจัดสร้างฉางข้าวและพืชผลขึ้นในสหกรณ์การเกษตรทั่วราชอาณาจักร โดยรัฐบาลออกค่าวัสดุให้ ส่วนการก่อสร้างนั้นสมาชิกสหกรณ์ลงแรงร่วมกันสร้างเอง ภายในเวลาหนึ่งปี มีฉางข้าวและพืชผลเพิ่มขึ้นใหม่อีก 500 ฉาง จากเดิมที่มีอยู่เพียง 300 ฉาง เพิ่มพื้นที่เก็บข้าวและพืชผลการเกษตร และเพิ่มรอยยิ้มให้กับเกษตรกรไทยได้อีกเป็นจำนวนมาก

เรื่องสำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งที่มีพระราชดำริเตือนรัฐบาลชุดของผม คือ ต้องช่วยบรรเทาความทุกข์ยากของพสกนิกรในชนบทและยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกร โดยมีพระราชดำรัสเตือนว่า มีความจำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้อง “หาทางให้ชาวไร่ชาวนามีฐานะพอกินพออยู่” แต่สภาวะเศรษฐกิจขณะนั้นไม่เอื้ออำนวยให้รัฐบาลทำได้ทันทีอย่างเต็มที่ รัฐบาลจึงได้ดำเนินการเพื่อสนองพระราชดำริ 2 ทางด้วยกัน คือ

ทางแรก เจรจาขอกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่นมาพัฒนาชนบทและช่วยเหลือเกษตรกรเป็นพิเศษ รวม 5 โครงการ คือ โครงการสร้างถนนเข้าหมู่บ้าน สร้างชลประทานขนาดเล็ก สร้างสถานีอนามัย สร้างระบบไฟฟ้า และสร้างโรงเรียนในชนบท เป็นเงิน 4,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุมัติตามที่ขอและยังเพิ่มให้อีก 350 ล้านบาท

ทางที่สอง รัฐบาลได้ชักชวนให้ประชาชนร่วมในโครงการ “อาสาพัฒนาท้องถิ่นของตนเองในฤดูแล้ง พ.ศ. 2520” โดยจะมีการสร้างและซ่อมแซมสะพาน ก่อสร้างงานชลประทานขนาดเล็ก และพัฒนาท้องถิ่นด้านอื่นไปพร้อมกันทั่วราชอาณาจักร โครงการนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มีมูลค่า 600 ล้านบาทเศษ

ข้อประทับใจผมอย่างยิ่งในเรื่องนี้ก็คือ มีน้ำพระราชหฤทัยเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เมื่อพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำแล้ว ก็ทรงมอบให้เป็นภารกิจของรัฐบาลที่จะตัดสินใจดำเนินการต่อไป แต่ส่วนตัวผมเองตระหนักดีว่า ยังขาดประสบการณ์ในด้านต่างๆ จึงต้องอาศัยทั้งพระอัจฉริยภาพและความรอบรู้ที่ลุ่มลึกของพระองค์เป็นที่พึ่ง โดยกราบบังคมทูลรายงานถึงแผนงานของรัฐบาล รวมทั้งแนวทางการดำเนินงาน ความคืบหน้า และอุปสรรค ซึ่งผมก็ได้รับพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำและพระมหากรุณา อันเป็นขวัญและกำลังใจจากพระองค์เสมอมา

 

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ กับการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤศจิกายน 2559 เวลา 21:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/464041

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ กับการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมือง

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ

อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ได้ให้ข้อมูลสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในเรื่องบทบาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย

อาจารย์ปริญญา ชี้ว่าเหตุการณ์ครั้งที่คนจดจำมากที่สุดมี 2 เหตุการณ์ เหตุการณ์แรกคือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม2516 ซึ่งความจริงเหตุการณ์นี้ไม่น่าจะต้องมีการสูญเสียเลือดเนื้อ เพราะนักศึกษาได้สลายตัวแล้วในตอนเช้าวันที่ 14ตุลาคม หลังจากรัฐบาลประกาศให้มีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง แต่ปรากฏว่าตอนเดินกลับผ่านหน้าสวนจิตรลดา มีเจ้าหน้าตำรวจยืนขวางไว้ แล้วก็เอากระบองมาตีและปาแก๊สน้ำตาใส่นักศึกษา ทำให้เหตุการณ์ลุกลามขึ้นมา นักศึกษาจึงหนีเข้าไปในวังสวนจิตรลดา ในหลวงก็ทรงออกมาเยี่ยมนักศึกษา ตกเย็นวันนั้นจอมพล ถนอม กิตติขจร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีการโปรดเกล้าแต่งตั้ง อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในขณะนั้น ให้เป็นนายกรัฐมนตรี

“ด้วยเหตุนี้จึงมีการเรียก อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ว่าเป็น นายกฯ พระราชทาน จนในเวลาต่อมาเกิดเป็นความเข้าใจกันไปว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองถึงขั้นวิกฤต ก็จะทรงมีพระราชอำนาจที่จะแก้วิกฤตด้วยการพระราชทานนายกรัฐมนตรีได้”

อาจารย์ปริญญากล่าวต่อว่า เหตุการณ์ที่ 2 คือเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ในตอนนั้นเทคโนโลยีการสื่อสารเชื่อมต่อกันทั่วโลกแล้ว บทบาทในหลวงในเหตุการณ์นี้จึงเป็นเรื่องที่เป็นข่าวไปทั่วโลก “หลังจากเกิดเหตุการณ์รุนแรงในวันที่ 17 พฤษภาคม วันที่ 20 พฤษภาคม ในหลวงได้ทรงเชิญให้ผู้นำทั้งสองฝ่ายคือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายรัฐบาล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หัวหน้าฝ่ายผู้ชุมนุมประท้วง และทรงพระราชทานกระแสพระราชดำรัสว่า ..

‘.. ขอให้สองท่าน หันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากันเพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วใครจะชนะ ไม่มีทาง มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดคือประเทศชาติ ประชาชน แล้วจะมีประโยชน์อะไร ที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง ..  ฉะนั้น จึงขอให้ทั้งสองท่าน หันหน้าเข้าหากัน ให้ช่วยแก้ปัญหาปัจจุบันคือ ความรุนแรงที่เกิดขึ้น แล้วปรึกษากันว่า จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยได้กลับคืนมาด้วยดี ..’

“จากนั้นราวกับปาฎิหารย์ เหตุการณ์ความรุนแรงก็ยุติลงทันที หลังจากนั้น 3 วัน พล.อ.สุจินดา ก็ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ แล้วพรรคร่วมรัฐบาลที่สนับสนุนพลเอกสุจินดา ก็เลือก พลอากาศเอก สมบุญ ระหงษ์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ สถานการณ์ก็ทำท่าจะปะทุขึ้นมาอีก ในตอนนั้นดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็เป็นผู้นำชื่อขึ้นทูลเกล้า ปรากฏว่าตอนโปรดเกล้าชื่อนายกฯ กลายเป็นนายอานันท์ ปันยารชุน ก็เลยทำให้เข้าใจไปทางที่ว่านายอานันท์ เป็นนายกฯ พระราชทานไปอีกคน ..”

อาจารย์ปริญญา ชี้ว่า ทั้ง 2 เหตุการณ์นี้ กลายเป็นโมเดลในการขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง 10 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2549 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้ ทักษิณ ชินวัตร ลาออก เมื่อนายกฯ ทักษิณ ไม่ลาออก พันธมิตรฯ ก็ไปถวายฎีกาขอนายกฯ พระราชทาน โดยให้เหตุผลว่า ทรงมีพระราชอำนาจที่จะทำได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ซึ่งบัญญัติไว้เหมือนกันทั้งในรัฐธรรมนูญ 2540และรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า

‘มาตรา 7 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’

“พันธมิตรฯ เห็นว่า นายกฯ พระราชทานเป็น ‘ประเพณีการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ เมื่อมีวิกฤต ซึ่งท่านเคยใช้อำนาจนี้มาแล้วตอนตั้งอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วท่านก็ทรงมีพระราชดำรัสในเรื่องนี้ว่า ..

‘ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมาก ที่เอะอะอะไรก็ขอพระราชทานนายกฯ ซึ่งไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตย ไปอ้างมาตรา 7 เป็นการอ้างที่ผิด มันอ้างไม่ได้ มีสองบรรทัดว่า อะไรที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญ ก็ให้ปฏิบัติตามประเพณี หรือตามที่เคยทำมา ไม่มี ขอนายกฯ พระราชทาน ไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบ ขอโทษ – มั่ว ..

‘ขอยืนยันว่ามาตรา 7 ไม่ได้หมายถึงมอบให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะทำอะไรตามชอบใจ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยทำเกินหน้าที่ ถ้าทำเกินหน้าที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย .. ก็อ้างถึงก่อนนี้ เมื่อรัฐบาลของอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ตอนนั้นไม่มีทำเกินอำนาจของพระมหากษัตริย์ นายกพระราชทานหมายความว่าตั้งนายกฯ โดยไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย ตอนนั้นมีกฎเกณฑ์ อาจารย์สัญญา ได้รับตั้งเป็นนายกฯ มีคนรับสนองพระบรมราชโองการคือนองประธานสภานิติบัญญัติ ดังนั้น ไปทบทวนประวัติศาสตร์มาใหม่ ..’

“ผมเห็นว่า นี่เป็นพระราชดำรัสที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้เราเห็นได้ว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ท่านทรงเข้าใจเป็นอย่างดีว่า หลักการของ ‘ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ คืออะไร ซึ่งก็คือพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่อาจทำอะไรตามชอบใจได้ แล้วที่สำคัญคือตอนนั้น จอมพลถนอมลาออกแล้ว แล้วรองประธานสภานิติบัญญัติที่ปฏิบัติราชการแทนประธานสภาก็ได้ทูลเกล้าชื่ออาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ให้เป็นนายกแทน ท่านก็ทรงโปรดเกล้าลงมา”

อาจารย์ปริญญากล่าวต่อว่า “ท่านมีพระราชดำรัสชัดขนาดนี้ ในปี 2557 ก็ยังมีคนไปขอนายกฯ พระราชทานจากท่านโดยอ้างมาตรา 7 อีก พอมีการยกพระราชดำรัสอันนี้ให้ดู ก็ยังแย้งอีกว่าสถานการณ์ไม่เหมือนกัน ผมว่าท่านทรงเข้าใจเป็นอย่างดีครับ ว่าบทบาทของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยคืออะไร แต่คนที่ไม่เข้าใจ คือพวกเราเองนี่แหละครับ ..

“เราไปสับสนกับระบอบราชาธิปไตย หรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งมีความแตกต่างอย่างสำคัญคือ ถ้าเป็นระบอบประชาธิปไตยพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์จะทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งในหลวงทรงเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดียิ่งว่า พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ”

“ตอนนายอานันท์เป็นนายกในปี 2535 ก็เหมือนกัน ชื่อที่ ดร.อาทิตย์ ทูลเกล้าขึ้นไปคือชื่ออานันท์ ปันยารชุน นะครับ ไม่ใช่ทูลเกล้าชื่อพลอากาศเอก สมบุญ ระหงษ์ แล้วท่านทรงขีดฆ่าเปลี่ยนเป็นชื่ออานันท์ ปันยารชุน เสียเมื่อไหร่ ดังนั้นคนรับผิดชอบคือคนทูลเกล้า ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนว่าเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ก็คือ ดร.อาทิตย์ ส่วนในข้อที่ว่าทำไม ดร.อาทิตย์ ถึงเปลี่ยนชื่อเป็นนายอานันท์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เป็นความรับผิดชอบของ ดร.อาทิตย์”

อาจารย์ปริญญา ระบุว่า อันนี้คือ หลักการ ‘The King Can Do No Wrong’ หรือ ‘พระมหากษัตริย์ไม่อาจทรงกระทำผิด’ ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข “รัฐธรรมนูญมาตรา 3 บัญญัติว่า ‘อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล’ ถามว่าเจ้าของอำนาจคือประชาชน แต่ผู้ใช้คือพระมหากษัตริย์หมายความว่าอะไร หมายความอย่างนี้ครับ กฎหมายเราเรียกว่า ‘พระราชบัญญัติ’ หรือ ‘บัญญัติ’ ของ ‘พระราชา’ ก็ต้องให้พระราชาลงพระปรมาภิไธยจึงประกาศใช้ได้ นั่นคือการใช้อำนาจทางรัฐสภาครับ แต่ถามว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงเขียนกฎหมายเองหรือไม่ ไม่ใช่ครับ รัฐสภาเป็นผู้ร่าง ถ้ากฎมายไม่ดีก็ต้องไปโทษคนร่างกฎหมายครับ ..

“แล้วการใช้อำนาจทางคณะรัฐมนตรีคืออะไร คือการที่นายกฯ และรัฐมนตรีมาจากการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งครับ ถามต่อว่าถ้านายกฯ ใช้อำนาจในทางมิชอบ เราจะโทษพระมหากษัตริย์ ที่เป็นผู้โปรดเกล้าได้ไหมครับ ไม่ได้ครับต้องไปโทษคนเลือก ท่านไม่ใช่คนเลือกนายกฯ ท่านเพียงโปรดเกล้าลงมาตามที่มีผู้ทูลเกล้าขึ้นไป ..

“แล้วการใช้อำนาจทางศาลละครับ ผู้พิพากษาและตุลาการมาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ครับ แต่ถามว่าท่านทรงเลือกผู้พิพากษาและตุลาการเองหรือเปล่า เปล่าครับ แล้วถ้าศาลตัดสินคดีไม่ดี ผู้พิพากษาและตุลาการเจ้าของคดีนั่นแหละคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งหมดนี้คือหลักที่ว่า ‘พระมหากษัตริย์ไม่อาจทรงกระทำผิด’ เพราะคนผิดคือเจ้าของเรื่องและคนทูลเกล้า หลักนี้ทำให้ทรงอยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้งทางการเมืองครับ”

อาจารย์ปริญญาชี้ว่า กรณีนายกฯ ทักษิณ และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ นั้น ไม่เหมือนในปี 2516 และ 2535 “เพราะทั้งคู่ไม่ได้ลาออก ตำแหน่งนายกฯ ไม่ได้ว่างลง แล้วก็ไม่มีการทูลเกล้าชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แล้วท่านจะทรงโปรดเกล้ามาได้อย่างไร พวกเราชอบไปเรียกร้องให้พระองค์ท่านทำในสิ่งที่ท่านทำไม่ได้ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นแบบ Passive ครับ เมื่อมีคนทูลเกล้าฯ จึงจะทรงโปรดเกล้าฯ ลงมา ไม่ใช่ลักษณะActive แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระองค์ท่านจะทรงโปรดเกล้าลงมาเองได้”

นอกจากนี้อาจารย์ปริญญา ยังได้ยกกรณีของการถวายฎีกาขออภัยโทษ ให้ ทักษิณ ชินวัตร “ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ว่า คนที่มีอำนาจหน้าที่ในการทูลเกล้าฯ ให้พระราชทานอภัยโทษคือ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมครับ ดังนั้นคนเสื้อแดงต้องไปเรียกร้องกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไม่ใช่เรียกร้องกับในหลวงครับ”

อาจารย์ปริญญาสรุปว่า “ที่ผ่านมาพอกันทั้ง 2 ข้าง  ไม่ต่างอะไรกับเด็กที่ยังไม่โต ทะเลาะกับพี่น้องแล้วสู้ไม่ได้ ก็ไปเรียกร้องให้พ่อมาเข้าข้างตัวเอง แล้วพ่อของเราก็ยุติการทะเลาะกันของเรามาหลายต่อหลายครั้ง “ตอนนี้ลูกๆ ยังทะเลาะกันอยู่ แต่พ่อของเราไม่อยู่แล้ว ถามว่าคนไทยจะทำอย่างไรกันต่อไปไม่มีในหลวงมาคอยแก้ความขัดแย้งให้แล้ว มีทางเดียวคือ พวกเราต้องโตสักทีครับ รู้จักแก้ปัญหากันเองให้เป็น นี่คือสิ่งที่พ่อของเราอยากเห็น ประชาธิปไตยยุคต่อไปคือประชาธิปไตยยุคใหม่ที่เราจะต้องไม่ใช่เด็กๆ กันต่อไปแล้ว ไม่ใช่ทะเลาะกัน หรือสร้างปัญหากันขึ้นมา แล้วให้พระมหากษัตริย์มาแก้ปัญหาให้อย่างที่ผ่านมาครับ”

 

“เดชะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม” พล.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ วีรบุรุษกระดูกเหล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/463886

"เดชะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม" พล.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ วีรบุรุษกระดูกเหล็ก

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ…วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว “นายตำรวจ” รายหนึ่งถูกแรงอัดดันตัวลอยขึ้นไปบนอากาศ กลิ่นคาวเลือด เศษชิ้นเนื้อมนุษย์ และควันลอยฟุ้ง มือและขาของเขาเหลวแหลกต่อหน้าต่อตา แทบมีใครเชื่อว่าเขาจะรอดชีวิตและกลับมาทำงานได้อีกครั้ง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับ พล.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายตำรวจประจำสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อวันที่ 18 เม.ย. พ.ศ. 2550  หรือ 9 ปีก่อน บริเวณโคนเสาไฟฟ้าริมถนนสายนราธิวาส-ตากใบ จ.นราธิวาส

“เราไม่ได้เรียนมาเพื่อเป็นนักบัญชี  นักการธนาคารที่นั่งในออฟฟิศ เลือกมาทางนี้ เพื่อจะปฎิบัติหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน ชาติบ้านเมือง พี่น้องประชาชน เราถูกปลูกฝังมาเพื่อทำหน้าที่อันมีเกียรติ แม้กระทั่งแลกด้วยเลือด ด้วยชีวีต นี่แค่แลกด้วยเลือดเอง ชีวิตยังคงอยู่”

เรื่องราวต่อไปนี้คือชีวิตอันน่าเคารพและร่องรอยอันยิ่งใหญ่ของ พล.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ วีรบุรุษชายแดนใต้

เติบโตด้วยระเบียบ มีชีวิตเพื่อแผ่นดิน

พล.ต.ต.นพดล เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2501 ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชีวิตวัยเด็กค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะหลังจากสูญเสียคุณแม่ไปตั้งแต่วัยเพียงแค่ 7 ปี โดยอาศัยอยู่กับพี่น้องและคุณพ่อ ซึ่งเป็นบุคลากรการรถไฟแห่งประเทศไทย

“พ่อเป็นคนเข้มงวด กวดขันให้ทุกคนในบ้านมีระเบียบวินัย หลังจากคุณแม่เสียไปแล้ว ทุกคนต้องดูแลตัวเองมากขึ้นและถูกสอนให้ตั้งใจเรียน สมัยนั้นผมค่อนข้างกลัวพ่อลำบาก อยากได้อะไร ก็ไม่กล้าขอ ต้องไปรับจ้างขายข้าวแกงที่สถานีรถไฟ ในวันเสาร์-อาทิตย์ ได้เงินวันละ 5-7 บาท เอาไปซื้อหนังสืออ่านเอง”

นายตำรวจรายนี้ ได้เล่าเรียนศึกษาวิชาความรู้ที่ “วังไกลกังวล” โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเคยเข้ารับพระราชทานรางวัลเด็กเรียนดีและประพฤติดีจากพระหัตถ์ของพระองค์มาแล้ว

“เราเองถือว่าเรียนดี ไม่ถึงขั้นเรียนเก่ง แต่มีความประพฤติรับผิดชอบดี จนมีโอกาสได้เข้ารับพระราชทานรางวัลเป็นปากกาหมึกซึมที่ค่อนข้างมีราคาสูงในสมัยนั้นจากพระองค์ท่าน ผมเก็บไว้เป็นมงคลชีวิตมาตลอด และได้ถวายสัตย์ จะตั้งใจเรียนและนำความรู้ความสามารถมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ”

เรื่องเล่าแห่งความทรงจำที่เรียกทั้งรอยยิ้มและความปลื้มปิติทุกคราที่มองย้อนกลับไปในอดีตของพล.ต.ต.นพดล คือการได้ดื่มน้ำในแก้วของพระองค์ท่าน

“พระองค์เสด็จมาทุกปี ณ พระตำนักเปี่ยมสุข เย็นๆ หลังเลิกเรียน ยังเคยแอบดูพระองค์ท่านทรงเรือใบหรือทรงงานอยู่บ้าง เวลามีงานเลี้ยงต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ประมุขหรือแขกจากประเทศต่างๆ เขาก็คัดนักเรียนไปรับใช้ คอยเป็นผู้ช่วยเหล่ามหาดเล็กเข้าไปเสิร์ฟอาหาร พวกเราเด็กๆ ก็ได้แต่แอบดูพระองค์ท่าน รอจนกระทั่งงานพระราชทานเลี้ยงเลิกแล้ว พระองค์เสด็จกลับ ทุกคนก็พากันวิ่งไปที่โต๊ะเสวย ยกมือไหว้ หยิบแก้วน้ำของพระองค์ท่านมาดื่ม แต่ดื่มได้ไม่เยอะ เพราะต้องส่งต่อให้เพื่อนด้วย เนื่องจากทุกคนอยากกิน ถือเป็นมงคลของชีวิตเด็กบ้านนอก”

ก่อนปี พ.ศ. 2515 ปัญหาภัยคุกคามจากกระแสคอมมิวนิสต์ที่ค่อนข้างรุนแรงและแพร่หลายกว้างขวางขึ้นเป็นลำดับ ประกอบกับได้มีโอกาสัมผัสกับตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร สังกัดตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งได้สร้างวีรกรรมรบในพื้นที่เสี่ยงทั้งในและนอกประเทศ จนทำให้ชาวบ้านใน อ.หัวหินและใกล้เคียง พากันชื่นชมความกล้าหาญ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ พล.ต.ต.นพดล ฝ่าฟันเล่าเรียนเพื่อทำหน้าที่อันทรงเกียรตินี้

“ตอนนั้นอายุประมาณ 19 ปี ไม่ไกลจากโรงเรียนมี ค่ายนเรศวร ซึ่งเป็นเหล่าตำรวจตระเวนชายแดนพลร่ม ปฎิบัติงานในพื้นที่สีแดงและนอกประเทศด้วย ชาวบ้านในหัวหินจะชื่นชมตำรวจพลร่มกันมาก ไอ้เรายังเด็ก เห็นแบบนั้นก็อยากเป็นเลย ตั้งใจอ่านหนังสือ ฝึกฝนร่างกายจนสอบติดนักเรียนนายร้อยรุ่นที่ 35”

อย่างไรก็ตามความฝันที่จะเป็นตำรวจพลร่มนั้นถูกระงับด้วยความห่วงใยจากคุณพ่อที่มองว่า เสี่ยงอันตรายเกินไป ทำให้ พล.ต.ต.นพดล เลือกเป็นที่จะไปเป็นตำรวจภูธรและออกปฎิบัติหน้าที่ในหลายจังหวัดของภาคใต้ ไล่ตั้งแต่ ระนอง สงขลา ยะลา กระทั่ง นราธิวาส โดยน้อมนำแนวทางพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านมาเป็นมงคลต่อชีวิตและการรับราชการดูแลทุกข์สุขพี่น้องประชาชนเรื่อยมา

“ครั้งหนึ่งได้ฟังพระบรมราโชวาทอันลึกซึ้ง พระองค์ท่านตรัสไว้ว่า การทำความดีนั้นทำยาก เห็นผลช้า แต่จำเป็นต้องทำ ถ้าไม่ทำ ความชั่วซึ่งทำได้ง่ายจะเข้ามาพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันรู้ตัว แต่ละคนจึงต้องตั้งใจและเพียรพยายามอย่างสุดกำลังที่จะสร้างและสั่งสมรักษาความดีให้สมบูรณ์อยู่เสมอ”

พล.ต.ต.นพดล เมื่อสมัยได้รับรางวัลนักเรียนที่มีความประพฤติดีเด่น โรงเรียนวังไกลกังวล

เกือบตายเพราะความเข้าใจผิด

ชีวิตราชการตำรวจของ พล.ต.ต.นพดล ผ่านประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่งต่างๆ ทั้ง งานสอบสวน  สืบสวน ปราบปราม หัวหน้าหน่วยปฎิบัติการพิเศษ และงานมวลชนในหลายพื้นที่รวมทั้งพื้นที่สีแดงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทั่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการดูแลงานระดับนโยบายในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามใครจะรู้ว่าเมื่อครั้งเริ่มต้นบทบาทนายตำรวจ เจ้าตัวเคยประสบเหตุเสี่ยงตาย และจิตตกถึงขนาดคิดลาออกจากอาชีพมาแล้ว

“สมัยเป็นรองสารวัตรสอบสวน (รอง สวส.) สภ.เมืองระนอง เกิดเหตุคนร้าย บุกล็อกคอและเอาปืนจี้ สารวัตรป้องกันปราบปราม (สวป.) ที่หน้าสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่เจรจาอยู่นาน คนร้ายยังไม่ยอม ผมจึงตัดสินใจที่จะเข้าไปแย่งปืน ปรากฎว่า คนร้ายเห็นก่อน วาดปืนมาที่เรา วินาทีนั้นกระโดดม้วนตัวหลบอยู่หลังโคนต้นไม้ ใจหาย เต้นตุบๆ คิดเลยว่า ถ้ามันยิงจริง คงไม่รอดแน่ แต่ที่เสียใจมากคือ การเจรจาไม่สำเร็จ คนร้ายใช่อาวุธปืนยิง สวป.เสียชีวิต ”

เนื่องจาก สวป. เป็นที่รักของชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก ทำให้การเสียชีวิตของท่าน ตามมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่สามารถจัดการเหตุดังกล่าวได้ ขณะที่ พล.ต.ต.นพดลเองก็รู้สึกเสียใจและผิดหวังอย่างรุนแรงเช่นกันที่รักษาชีวิตผู้บังคับบัญชาที่สนิทและรักใคร่ไว้ไม่ได้

“เขาเป็นคนดีมาก ไม่คิดว่าจะมาเห็นเขาตายคาตา ทำงาน พูดคุย ฝึกฝนด้วยกัน ช่วงเช้ายังกินข้าวด้วยกันอยู่เลย บ่ายมาถูกยิงต่อหน้า เรากลับบ้านไปนั่งคิด ไม่เอาแล้ว ไม่เป็นแล้ว ไม่ ไม่ ไม่ นั่งซึม โทษตัวเองที่มีส่วนไปกดดันให้คนร้ายก่อเหตุ แย่งปืนไม่สำเร็จเท่ากับเพิ่มความเครียดให้คนร้าย”

สติของ พล.ต.ต.นพดล กลับมาเมื่อได้คำปลอมโยนจากเจ้านาย โดยให้มองเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเจอ ไม่เขาก็เรา และสักวันหนึ่งจะผ่านพ้นไป ขอให้ตั้งใจปฎิบัติหน้าที่ให้ดีต่อไปในอนาคต

เหตุการณ์เสี่ยงตายครั้งสำคัญต่อมาในชีวิต เกิดขึ้นขณะ พล.ต.ต.นพดล  ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เขาถูกกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบรุมทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง วินาทีสุดท้ายก่อนไร้สติ คือภาพกระถางต้นไม้ที่ถูกทุ่มใส่ศรีษะ

พล.ต.ต.นพดล เล่าให้ฟังว่า เวลานั้นมีการปล่อยข่าวลือจากกลุ่มก่อความไม่สงบกันอย่างกว้างขวาง เรื่องโจรนินจา ที่บุกปล้นสะดม รังแกชาวบ้าน กระทั่งมีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 2 ราย ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นนายตำรวจพลร่ม ซึ่งไปตั้งฐานปฎิบัติการและออกทำงานมวลชนในพื้นที่

“วันหนึ่งนายตำรวจสองนาย ขับรถจักรยานยนต์กลับที่พักหลังในช่วงค่ำ หลังเสร็จภารกิจงานมวลชน  พวกวัยรุ่นเห็นเข้า ขับจักรยานยนต์ 4-5 คันเข้าประกบ ทำท่าเหมือนจะเอาเรื่อง พวกเขาตกใจ ทิ้งจักรยานยนต์หลบหนีเข้าป่าข้างทาง เลยถูกกล่าวหาว่าเป็นโจรนินจาทันที วันรุ่งขึ้นทั้งสองนาย เข้าไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้าน โดยขณะนั้นมีการปล่อยข่าวไปทั่วเมืองแล้วว่า จับกุมโจรนินจาได้แล้ว ทำให้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงมารวมตัวที่บ้านผู้ใหญ่หลายร้อยคน

อันตรายเกิดขึ้นระหว่างการนำตัวทั้งสองกลับโรงพัก วัยรุ่นนับร้อยพากันเอาหิน เอาไม้ ขว้างใส่  เปิดฉากเข้ารุมทำร้าย ใช้ไม้ตี ทำร้ายร่างกาย รุนแรง ไม่ยั้งมือ ผมตัดสินใจวิ่งเข้าช่วยเหลือ กอดน้องไว้ พยายามพาหนี แต่ถูกชาวบ้านเข้ามารุมทำร้าย กำลังตำรวจอื่นๆ ก็ยั้งไม่ได้ เพราะเข้าไม่ถึงถูกชาวบ้านล้อมไว้แล้ว  ชาวบ้านที่สนิทกัน ตะโกนบอกอย่าทำร้ายผู้กำกับ อย่าทำ! ก่อนช่วยลากผมออกมา แต่เรามองกลับไป เฮ้ย.. ทั้งสองนายยังอยู่ ทำไมไม่ช่วยเขาออกมาด้วย จึงตัดสินใจวิ่งกลับเข้าไปอีกรอบ อุ้มแบกใส่บ่ามาได้คนเดียว เพื่อหนีออกจากที่เกิดเหตุ  แต่วิ่งออกมาได้ไม่กี่เมตร พวกวัยรุ่นเอาไม้ตีเข้าที่ขา ล้มทั้งยืน ทีนี้มาทั้งหมด หมัด ศอก เท้า ไม่ยั้ง เงยหน้าขึ้นมาอีกที เห็นกระถางต้นไม้ทุ่มเข้าใส่เต็มๆ ที่ศรีษะ สลบเลย”

อดีตผู้กำกับรายนี้รู้สึกตัวอีกครั้งที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมข่าวร้าย พลร่มทั้งสองนายถูกแทงตายในที่เกิดเหตุ ตัวเขาเองรอดมาได้เพราะชาวบ้านมุสลิมที่รักและรู้จักกันดีดึงตัวออกมาได้ทัน

“เราพยายามบอก ชี้แจงแล้วว่าไม่ใช่ เขาคือคนทำงานมวลชน แต่ไม่มีใครเชื่อ ผมเสียใจมากๆ ที่ชีวิตเขาจบลงด้วยกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบปลุกระดมชาวบ้าน จนเกิดการเข้าใจผิดกัน”

หลังปี พ.ศ. 2547 สถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดย ปี พ.ศ. 2549 พล.ต.ต.นพดล ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส (รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส) โดยได้รับการต้อนรับและยินดีจากชาวบ้านในพื้นที่ที่ส่วนใหญ่รู้จักมักคุ้นและสนิทสนม มาตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่ง สวป. และ ผกก. อย่างไรก็ดี การกลับมาดำรงตำแหน่งในพื้นที่ครั้งนี้ สถานการณ์แตกต่างไปจากเดิมค่อนข้างมาก มีอันตราย ความรุนแรงและภัยคุกคามถึงขั้นเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ

“สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก อึมครึม  ชาวบ้านต่างสับสน หวาดระแวง ที่เคารพนับถือกันก็ออกมาเตือนว่า สถานการณ์ไม่เหมือนแต่ก่อน จะไปไหนมาไหนในพื้นที่ โดยไม่ระมัดระตัวไม่ได้แล้ว ไม่รู้ใครเป็นใคร อันตรายมาก ชาวบ้านบางคนกระซิบเบาๆ ว่าคราวหลัง ถ้าอยากคุยให้เรียกออกไปคุยนอกพื้นที่ ไม่อยากให้เข้ามาในหมู่บ้าน หรือโทรนัดตรงไหนก็ได้จะไปหาเอง ทำให้รู้ทันดีว่าสถานการณ์ในพื้นที่โดยทั่วไปไม่ปกติเหมือนเดิม”

ประวัติศาสตร์จารึก นายตำรวจกระดูกเหล็ก

18 เมษายน พ.ศ. 2550 หน้าประวัติศาสตร์ได้จารึกชื่อ นายตำรวจกระดูกเหล็กไว้

พล.ต.ต.นพดล ย้อนความว่า วันดังกล่าว เป็นวันที่จะต้องนำนายตำรวจ 6 นาย ที่ได้รับการคัดเลือกจากสามจังหวัดไปทำการฝึกที่ กก.กฝ.8 ตชด. (กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน) อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อทำการฝึกร่วมกับ ชุดรบของ ตชด. โดยมีครูฝึกจาก สหรัฐอเมริกา และนัดกำลังพลไว้ที่ อ.หาดใหญ่  เวลา 8.00 น. เพื่อร่วมเดินทางไปที่ อ.ทุ่งสง พร้อมกัน

“จริงๆ ต้องไปร่วมฝึกตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน แต่ติดสงกรานต์เขาเลยเลื่อน ดวงมันจะโดน คนมันจะดังไง ทึ่มแรกคิดว่า หม้อแปลงระเบิด อีก 5 นาทีต่อมา ทึ่ม ทึ่ม ทีนี้เสียงทั้งหนัก ทั้งแน่น รู้ทันทีเลยว่า มีการวางระเบิดในพื้นที่ วิทยุเรียกดาบแชน (ร.ต.ต.แชน วรงคไพสิฐ) จากนั้นแต่งเครื่องแบบ เดินไปหยิบพระหลวงปู่ทวด และเหรียญในหลวงทรงผนวชขึ้นอาราธนา ห้อยคอออกจากบ้านไปที่เกิดเหตุ”

ขณะ “พ.ต.อ.นพดล เผือกโสมณ” รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส (ยศในขณะนั้น) ลงพื้นที่เกิดเหตุระเบิด บริเวณ ถนนสายนราธิวาส-ตากใบ เขตรอยต่อโรงพักตันหยงและตากใบ ที่เกิดเหตุเป็นเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่ 3 เฟส ที่ส่งกระแสไฟฟ้าเข้าสู่หลายพื้นที่ของ จ.นราธิวาส ช่วงนั้นเวลาประมาณ 8.00 น. เศษ ขณะสั่งการให้เจ้าหน้าที่วางกำลังควบคุมและจัดชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด เข้าตรวจที่เกิดเหตุ สิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้น

“พอไปถึงที่เกิดเหตุ โชคร้ายเท้าซ้ายเหยียบกับระเบิดลูกที่สองที่ฝังในดิน เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงอัดมหาศาลของระเบิด ยกตัวลอย เหมือนวิญญาณถูกกระชากออกจากร่าง ตาเหมือนจะหลุดอกจากเบ้า เลือดเหมือนจะทะลักออกจากหู จากปาก ชิ้นเนื้อกระจัดกระจาย ฝุ่นตลบกลบหน้า เลือดกระเด็นเต็มพื้นที่ กลิ่นดินระเบิด คลาวเลือดคละคลุ้ง ในใจตอนนั้นนึกถึง “เดชะพระบารมีปกเกล้า” คิดได้แค่นั้น ร่างร่วงหงายท้องลงมานอนในหลุมระเบิด เสียงร้องตะโกนโกลาหล รองถูกระเบิด – รองตายแล้ว”

บรรดาลูกน้องรีบวิ่งเข้ามาช่วยเหลือแบก พล.ต.ต.นพดล ขึ้นรถ เนื้อตัวแหลกไปแทบทั้งร่าง แขนขวาที่พอขยับได้กอดประคองแขนซ้ายเห็นเป็นเศษเนื้อ ตาด้านซ้ายมองไม่เห็น ด้านขวาเห็นลางๆ เจ็บปวดและอึดอัดกับพิษบาดแผลอย่างรุนแรง

“บอกดาบแชน ให้ช่วยถอดรองเท้าด้านซ้ายให้หน่อย มันปวดและแน่นขึ้นมาจนถึงช่องท้อง แชน มองหน้าผมแล้วน้ำตาไหล รู้ทันทีว่า ขาซ้ายขาดไปแล้ว แชนก็พยายามเรียกให้ได้สติ อย่าหลับ พาไปส่ง โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ต่อไปยัง โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.) ใช้เวลาบินประมาณ 50 นาที”

พล.ต.ต.นพดล  เล่าว่า เมื่อไปถึงโรงพยาบาล มอ. มีประชาชนจำนวนมากมารอให้เลือดและกำลังใจ ได้ยินเสียงร้องตะโกน ‘สู้ๆ’ ซึ่งทั้งประชาชน ทหารตำรวจ ได้มาร่วมบริจาคเลือดให้กว่า 200 คน

ระหว่างเข็นเตียงเข้าห้องกู้ชีพ นพ.สุเมธ พีรวุฒิ ผอ.โรงพยาบาล  ขณะนั้นได้มากระซิบที่ข้างหูว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับทราบเหตุการณ์แล้ว และรับตัวเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ฯ เท่านั้นแหละ ‘พระบารมีได้มาปกเกล้า’ ตัวผมจริงๆ เหมือนเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจ หาที่สุดมิได้ หนักเป็นเบา ทุเลาเป็นหาย แทบจะลุกจากเตียงแล้วกราบลงที่แผ่นดิน ผมบอกหมออย่าให้ ผมตายนะ ผมจะกลับไปทำงานต่อ”

ระหว่างสลบ 2 วัน 2 คืน บนเตียงในโรงพยาบาล มีเรื่องราวที่เจ้าตัวจำได้แม่นยำไม่มีวันลืม

“ตอนสลบครึ่งหลับครึ่งตื่น จำได้ว่า เดินเข้าไปในถ้ำหนาวเยือกมาก และพบกับเซียนฤาษีโบราณ นุ่งขาวห่มขาว ถือไม้เท้าเดินออกมารับ ถามว่ามาทำไม เราบอก ผมกระดูกขาแตก อยากจะต่อกระดูกขา ขอให้ท่านช่วยหน่อย เซียนพาเดินไปที่จอมปลวก มีหินงอกมาออก เขาบอกให้ไปเอาหินนั่นมา แล้วจะทำการต่อขาให้ จำได้ว่าหยิบไปเยอะเลย เสร็จแล้ว แกพาไปนอนบนแท่นหินใหญ่ มีสายสิญจน์ระโยงระยาง เซียนคนเดิมจับตัวผมยกนอนบนแท่นหิน เอาหินอัดเข้าไปที่ขา เซียนบอกอดทนไว้ เดี๋ยวหาย เราก็ดิ้น รอบๆ เตียงก็ยังมีกลุ่มคนชุดขาว นั่งล้อมวงสวดมนต์กันเต็มไปหมด ผมคิดว่าช่วงนั้นคงเป็นช่วงที่หมอน่าจะกำลังผ่าตัดใหญ่ที่ขาซ้ายอยู่”

หลังจากลืมตาสู่โลกความเป็นจริงอีกครั้ง นายตำรวจกระดูกเหล็ก ทบทวน ลำดับเหตุการณ์ต่างๆ  ก่อนจะต้องน้ำตาซึมเมื่อข้างเตียงมีกระเช้าพระราชทานจากในหลวง และแจกันดอกไม้จากพระราชีนี 

“น้ำตาไหลออกมาเอง นึกถึงเดชะพระบารมีที่ได้สวดทุกวันทั่งก่อนนอน และก่อนออกไปทำงาน ได้ปกเกล้าปกกระหม่อมผมจริงๆ พระองค์ท่านได้ประทานชีวิตใหม่ให้กับผม ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ที่มีให้กับข้าราชการทำงานห่างไกลพระเนตร  พระเมตตาและพระมหากรุณาอันยิ่งใหญ่ เป็นแรงผลักดันให้ผมตั้งใจฟื้นฟูร่างกายให้สมบูรณ์เพื่อจะกลับมาทำงานสนองพระเดชพระคุณ และรับใช้บ้านเมืองอีกครั้ง”

พล.ต.ต.นพดล นอนติดเตียงอยู่ 5 เดือนกว่า ทำการรักษาตั้งแต่ภายนอกและภายในมากมาย แทบทั้งร่างกายตัวอย่างเช่น เจาะน้ำออกจากปอด ผ่าเศษระเบิด 12 ชิ้นออกจากร่าง ตัดแปะเนื้อเยื่อ ชิ้นส่วนต่างๆ โดยได้เลือดของชาวบ้านที่มาบริจาคช่วยหล่อเลี้ยงชีวิต

“โชคดี ผมเป็นนักกีฬา ไม่กินเหล้าสูบบุหรี่ ร่างกายแข็งแรง เลือดที่ชาวบ้านให้เรารับได้หมดเลย ไม่มีอาการแพ้หรือผลข้างเคียง ผ่าตัดเยอะมากแทบทั้งตัว นอนติดเตียงประมาณ 5 เดือนกว่า กว่าจะลุกได้ ฟื้นฟูสุขภาพออกกำลังกาย เตรียมความพร้อม รวมๆ แล้วใช้เวลาในการรักษาพื้นฟู 353 วัน และเป็นคนไข้ที่ดีอยู่ในระเบียบวินัย จากแผนการรักษาของหมอประมาณ 2 ปี แต่เราใช้เวลารักษาจริงและกลับไปทำงานได้ภายในเวลาไม่ถึงปี”

สภาพร่างกายที่แตกต่างออกไปจากเดิม และร่องรอยของระเบิดที่ปรากฏบนเรือนร่าง ไม่ได้ทำให้เขาจิตตก ซึมเศร้า มองเป็นเรื่องปกติของการทำหน้าที่ปกป้องรักษาชาติบ้านเมืองพี่น้องประชาชน ที่สำคัญยิ่งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าฯ พระราชทานขาเทียมให้อีกด้วย

“เราไม่ได้เรียนมาเพื่อเป็นนักบัญชี นักการธนาคารที่นั่งในออฟฟิศ เลือกมาทางนี้เพื่อจะปฎิบัติหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน ชาติบ้านเมือง พี่น้องประชาชน เราถูกปลูกฝังมาเพื่อทำหน้าที่อันมีเกียรติ แม้กระทั่งจะต้องแลกด้วยเลือด ด้วยชีวิต นี่แค่แลกด้วยเลือดเอง ชีวิตยังคงอยู่ นักรบต้องมีบาดแผล การทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย ชายแดนใต้ มีอยู่สามโชค คือ โชคดี โชคไม่ดี และโชคร้ายพลีชีพ เสียชีวิต เราแค่โชคไม่ดี บาดเจ็บสาหัสเท่านั้น”

 

อำนาจรัฐเข้มแข็ง – ใช้กฎหมายยุติธรรม – ประชาชนรัก

หลังเหตุการณ์สุดโหดดังกล่าว พล.ต.ต.นพดล กลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง ในฝ่ายอำนวยการ ดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการอำนวยการภูธรภาค 9  (รอง ผบก.อก.ภ.9) – ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 9  (ผบก.อก.ภ.9) กระทั่ง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และล่าสุดดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่นายตำรวจประจำสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)  คอยประสานดูแลงานเรื่องเกี่ยวกับภาคใต้ นอกจากนั้นยังเป็นผู้บรรยายให้ความรู้และกำลังใจกับเหล่าผู้พิทักษ์ ที่จะไปปฎิบัติหน้าที่ยังชายแดนภาคใต้อีกด้วย

จากประสบการณ์คลุกคลีกับความขัดแย้งทางภาคใต้มาเกือบทั้งชีวิต พล.ต.ต.นพดล บอกว่า การดำเนินการในการลดปัญหาความรุนแรง ความขัดแย้ง และแนวคิดในการแบ่งแยกดินแดง ต้องใช้หลักการพื้นฐานสำคัญ 3 เรื่อง คือ อำนาจรัฐต้องเข้มแข็ง บังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน โดยมีความเสมอภาคไม่เลือกปฎิบัติ และสุดท้ายคือต้องเป็นที่รักของประชาชนให้ได้อย่างจริงใจ

“อำนาจรัฐต้องเข้มแข็ง พร้อมที่จะปกป้องชีวิต ทรัพย์สินพี่น้องประชาชน และดูแลแผ่นดินได้ ชาวบ้านถึงจะเชื่อถือ ถ้าเราตายชาวบ้านก็จะหวั่นกลัว สอง การบังคับใช้กฎหมายต้องยุติธรรม ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน ไม่เลือกปฎิบัติ ไม่เช่นนั้นจะถูกโจมตี ปลุกระดมทางความคิด โฆษณาชวนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ มุ่งแต่จะรังแก ทำลายพวกเขา และสาม ทำงานมวลชนเข้าถึงพี่น้อง เป็นที่รักของประชาชน ภายใต้ยุทธศาสตร์เข้าใจเข้าถึงพัฒนา ถ้าทำเรื่องเบื้องต้นทั้งหมดอย่างเข้มแข็ง ก็จะทำให้ทิศทางความขัดแย้งลดลง”

นายตำรวจหัวใจแกร่ง ทิ้งท้ายว่า การขจัดความขัดแย้งทางความคิดนั้นเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนและใช้เวลา ซึ่งการเยียวยาสมานบาดแผลทางจิตใจในอดีต และไม่สร้างบาดแผลทางใจขึ้นใหม่ จะช่วยลดความจงเกลียดจงชัง ความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดีในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานยังคงต้องทำงานหนักทุ่มเท่ เสียสละ รู้เท่าทันสถานการณ์เพื่อจะได้นำความสงบสุขกับคืนสู่ปลายด้ามขวานอีกครั้ง

ร่องรอยจากเหตุระเบิด บริเวณเเขนซ้าย ซึ่งจุดสีดำเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่ว คือ ดินระเบิดที่ฝังเเน่นติดผิว

 

 

“สืบสานพระราชปณิธาน เมนูอาหารจากโครงการของพ่อ” สุทธิพงษ์ สุริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 20:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/463526

"สืบสานพระราชปณิธาน เมนูอาหารจากโครงการของพ่อ" สุทธิพงษ์ สุริยะ

เรื่องโดย…อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ KARB STUDIO

เมื่อเอ่ยคำว่า “โครงการหลวง” หลายคนนึกถึงผัก ผลไม้เมืองหนาว ผลิตภัณฑ์สดใหม่จากฟาร์มบนดอยสูง เรียบง่าย สะอาด และปลอดภัยตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9

แต่จะมีสักกี่คนจินตนาการตามได้ว่า ถ้าวัตถุดิบเหล่านั้นกลายมาเป็นเมนูบนจานอาหาร จะน่าทานขนาดไหน

สวยงาม น่ารับประทาน เมนูอาหารจาก”โครงการหลวง”

แวบแรกที่คลิกเข้าไปส่องอินสตาแกรม @karbstyle เห็นภาพสารพัดเมนูอาหาร ต้ม ผัด แกง ทอด สลัด ซุป เสต็ก ยันออร์เดิร์ฟ น้ำลายก็แทบไหล ทุกภาพล้วนงดงามราวศิลปะ สวยก็สวย น่าทานก็น่าทาน แล้วพอได้อ่านข้อความที่บอกไว้ว่าเมนูอาหารทุกจานถูกปรุงขึ้นจากผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวง ยิ่งรู้สึกประทับใจและสงสัยใคร่รู้ว่าผลงานเหล่านี้เป็นของใครกันหนอ

ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ ฟู้ดสไตลิสชื่อดัง เจ้าของ KARB STUDIO คือคนคนนั้น

“ผมมีความศรัทธาต่อในหลวงอยู่แล้ว เมื่อศรัทธาก็ทำให้รู้สึกอยากตอบแทนพระองค์ท่านในวิชาชีพที่เราถนัด นั่นคือ นักออกแบบตกแต่งหน้าตาอาหาร (Food stylist) พูดถึงอาหาร ภาพที่เห็นชัดสุดก็หนีไม่พ้นวัตถุดิบจากโครงการหลวง”

โครงการหลวงเป็นโครงการส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปช่วยเหลือเกษตรกรบนที่สูงให้ปลูกพืชเมืองหนาวแทนการปลูกฝิ่น เพื่อดำรงอาชีพได้อย่างยั่งยืน อยู่ดีมีสุข ปัจจุบันมีโครงการหลวงทั้งหมด 38 โครงการ ผลผลิตทั้งหลายจะถูกกระจายส่งไปทั่วประเทศ ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวงอยู่ตรงความสด อร่อย ปลอดภัย เนื่องจากมีการตรวจสอบและควมคุมคุณภาพโดยนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ

“ที่ผ่านมา ผัก ผลไม้เมืองหนาว และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น เนื้อสัตว์ จากโครงการหลวง ได้รับความนิยมค่อนข้างดี เราจะเห็นคนไปช็อปปิ้งร้านโครงการหลวงกันเยอะ ซึ่งผลิตภัณฑ์โครงการหลวงไม่ได้กระจุกอยู่ที่เดียว แต่ยังไปอยู่ตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าปลีก แม้จะแพร่หลายแต่ก็ไม่ถึงขั้นตอบโจทย์ทุกครัวเรือน เพราะพืชหลายชนิดจะมีเฉพาะฤดูกาลเท่านั้น ผมเลยคิดว่าคงดีไม่น้อย ถ้าวัตถุดิบคุณภาพดี สดใหม่ ถูกออกแบบให้เป็นเมนูอาหารอร่อยๆโดยเชฟ ก่อนส่งต่อให้นักออกแบบตกแต่งอาหารเพื่อทำให้ออกมาสวยงามน่าทาน จะเป็นการสร้างคุณค่าให้กับวัตถุดิบ ทั้งหมดนี้ทำให้เราอยากส่งเสริมผลผลิตโครงการหลวงซึ่งเป็นของดี อร่อย มีคุณภาพ ให้เป็นที่รู้จักว่าสามารถนำไปทำเป็นอาหารได้มากมายหลายเมนู”

สปาเก็ตตี้บีทรูทโครงการหลวง

 

ซุปสวิสชาร์ดโครงการหลวงใส่ถั่วขาวเสิร์ฟกับเนื้อแกะย่าง สถานีเกษตรหลวงดอยอินทนนท์

 

ข้าวกล้องดอยโครงการหลวงทรงเครื่องยัดไส้ปลาหมึกในซอสมะเขือเทศ

ประสบการณ์ล้ำค่า 11 ปีบนดอยสูง

จุดหักเหของชีวิตที่ทำให้สุทธิพงษ์ได้เข้ามามีบทบาทกับผลิตภัณฑ์โครงการหลวงคือ การเข้าไปเป็นจิตอาสาให้กับมูลนิธิโครงการหลวง ทำหน้าที่ผู้สาธิตทำอาหาร ต่อมาได้เป็นอนุกรรมการเวทีสาธิตการประกอบอาหารโครงการหลวง ต้องนำเอาวัตถุดิบที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมาพัฒนาเป็นสูตรอาหารต่างๆ พร้อมออกแบบตกแต่งเมนูยอดนิยมประจำโครงการหลวงกว่า 6 แห่งทั่วภาคเหนือ ให้เป็นที่ดูดดึงน่าสนใจของบรรดานักชิม

“หน้าที่หลักเราคือ ทำยังไงก็ได้ให้คนเมืองเห็นแล้วร้องว้าว พูดถึงอาหารท้องถิ่น อาหารดอย คนมักจะเคยเห็นแต่อาหารหน้าตาบ้านๆ แต่เมื่อนำมาขายที่กรุงเทพฯ เราก็ต้องเนรมิตให้หน้าตาสวยขึ้น แต่คงความอร่อยเหมือนเดิม”

ล่าสุดเขากำลังมีโครงการหนังสือชุด “Teen Cooking” คู่มือสอนการประกอบอาหารที่ทำจากวัตถุดิบโครงการหลวง 4 แห่ง ได้แก่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง จ.เชียงใหม่ มีทั้งเมนูจานหลัก ของว่าง สลัด ซุป และพาสต้า เป้าหมายคือดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เข้าครัว เน้นเมนูที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ที่สำคัญต้องมีประโยชน์ต่อร่างกาย

“เบื้องหลังการออกแบบเมนูอาหารกว่า 125 เมนูในหนังสือชุดนี้ไม่ง่ายเลย เราต้องขึ้นเขาลงห้วย ไปดูผลผลิต พืชผัก ผลไม้ สัตว์ตามดอยต่างๆว่ามีอะไรบ้าง มีเวลาการปลูก ออกผล เก็บเกี่ยวเวลาใด แต่ละดอยมีเมนูยอดนิยมอะไรบ้าง ก็ต้องพัฒนาวัตถุดิบเหล่านั้นเป็นเมนูใหม่ ขณะเดียวกันก็นำเมนูที่มีอยู่แล้วมาทำให้สวยงามยิ่งขึ้น ประสบการณ์ตะลุยขึ้นดอยต่างๆ ความประทับใจที่ได้กลับมาคือ ความจริง ความสด ความเป็นธรรมชาติ เช่น ภาพหาดูยากอย่างตอนชาวเขาตัดต้นเซเลอรี่แล้วนำไปล้างในลำธาร ภาพบรรยากาศการต้อนฝูงแกะบนดอย มันเรียลมากๆ ดังที่พระองค์ท่านทรงเคยตรัสไว้ว่า คนเราถ้าอยู่กับธรรมชาติ ชีวิตจะยั่งยืน

ข้าวกล้องดอยโครงการหลวงผัดสมุนไพรโรยไข่นกกระทา

 

 

ซูกี่นี่ซอยอบชีสและไข่ โรยหน้าด้วยแตงกวาญี่ปุ่น โครงการหลวง

 

ฮอทด็อกกุ้งครีมใส่เซเลอรี่โครงการหลวง

สืบสานพระราชปณิธานผ่านงานที่รัก

นอกจากผลงานอันน่าชื่นชม ฟู้ดสไตลิสมือรางวัลรายนี้ เผยว่า  แรงบันดาลใจที่ได้จากประสบการณ์ทำงานร่วมกับโครงการหลวงกว่า 11 ปีคือ การได้สัมผัสถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่ในหลวงทรงมีต่อคนไทยทั้งชาติ

“พระองค์ท่านทรงเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่คนในชาติ ความสำเร็จของโครงการหลวงล้วนมาจากความเพียรพยายาม ความเมตตา ความเป็นผู้ให้ที่ไม่มีสิ้นสุดของพระองค์ท่าน ท่านอยากให้คนมีอาชีพ พอมีอาชีพชีวิตก็ดีมีความสุข สิ่งที่ได้เห็นอีกอย่างคือ เวลาไปทำงานในพื้นที่ เจ้าหน้าที่โครงการหลวงทุกคนล้วนทำงานอย่างมีความสุข และความสุขนี่้เองที่ทำให้งานที่ทำออกมามีพลัง”

ขาบ-สุทธิพงษ์ บอกด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า อยากให้หนังสือชุด “Teen Cooking” เป็นเครื่องมือที่สะท้อนให้เห็นว่านี่คือผลงานที่กลั่นออกมาจากความรัก ความศรัทธาที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

“อยากให้ทุกคนที่รักในหลวง ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดและมีความเชี่ยวชาญ จะสาขาอาชีพใดก็ได้ เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ สนับสนุนกิจการของพระองค์ท่าน แม้วันนี้พระองค์ท่านจะจากไป แต่ทฤษฎีและความดีที่ทรงสร้างขึ้น เราจะต้องเป็นผู้รับช่วงและสานต่อไปยังคนรุ่นหลัง”

ทันทีที่บทสนทนาจบลง อดไม่ไหวที่จะหวนหลับไปชมภาพการออกแบบตกแต่งเมนูอาหารจากโครงการหลวงฝีมือของเขาอีกครั้ง พบว่า ความงดงาม ทั้งเชิงองค์ประกอบจัดวาง สีสัน และรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีตบรรจง สะท้อนให้เห็นอย่างแจ่มชัดเหลือเกินว่า ผู้ชายคนนี้รักและศรัทธาในสิ่งที่ทำแค่ไหน.

ไข่ดาวในซอสมะเขือเทศใส่พริกเม็กซิกันโครงการหลวง

 

ปลาเทร้าซ์โครงการหลวงนึ่งซีอิ๊ว

 

หมูสามชั้นย่างซอสพริกกับโรสแมรี่โครงการหลวง

 

 

 

ข้าวกล้องดอยโครงการหลวงผัดกุ้ง

 

 

สุทธิพงษ์ สุริยะ

 

“ความรักในหลวงของประชาชนที่ฉันจับใจ” พระราชินีพระราชทานสัมภาษณ์แก่กลุ่มนักข่าวหญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/463213

"ความรักในหลวงของประชาชนที่ฉันจับใจ" พระราชินีพระราชทานสัมภาษณ์แก่กลุ่มนักข่าวหญิง

พระราชกระแส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระราชทานสัมภาษณ์ แก่กลุ่มนักข่าวหญิง พ.ศ.2523 ทรงเล่าถึงการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่9

70ปีแห่งการครองราชย์ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงแสดงให้ประจักษ์แก่อาณาประชาราษฎร์ถึงพระราชประสงค์ที่ทรงต้องการบรรเทาทุกข์พสกนิกรทั่วเขตแคว้น ทรงบากบั่นเสด็จพระราชดำเนินไปในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นชนบทห่างไกล หรือ แม้แต่พื้นที่อันตรายในช่วงแห่งการสู้รบของคนไทยที่มีอุดมการณ์ต่างกัน

พระราชหฤทัยที่มุ่งมั่นบรรเทาทุกข์พสกนิกรนั้น ถูกถ่ายทอดไว้ในเนื้อหาช่วงหนึ่งของ พระราชกระแส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่พระราชทานสัมภาษณ์ แก่กลุ่มนักข่าวหญิง เมื่อปี 2523

ครั้งนั้น ทรงเล่าถึงการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช การเสด็จฯเยี่ยมเยียนและพบกับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้ง เรื่องราวการทรงงานกับขอบเขตของสถาบันกับการเมือง ฯลฯ 

โพสต์ทูเดย์จึงขอนำ เนื้อหาบางส่วนจาก หนังสือรอยยิ้มของในหลวง ในบทชื่อ “พระราชินี พระราชทานสัมภาษณ์ …แก่กลุ่มนักข่าวหญิง” โดย อาริยา สินธุจริวัตร บุนนาค จากหนังสือพระราชกระแส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระราชทานสัมภาษณ์ แก่กลุ่มนักข่าวหญิง พ.ศ.2523มาเผยแพร่ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

(ทูลถาม) สำหรับภาคใต้ ทรงมีทัศนะอย่างไรต่อสถานการณ์และความเป็นอยู่ของราษฎรที่นั่น

(ทรงตอบ) ชาวบ้านภาคใต้นี่ฉลาด รู้ด้วยว่าจะถวายฎีกานี่ต้องทำอย่างไร เอาซ่อนไว้ใต้ดอกไม้แล้วเอาดอกไม้นั้นมาให้ บอกว่านั้น ข้างล่างน่ะ ฎีกาอยู่ข้างล่าง รู้จักด้วยนะ ซ่อนไว้ ไม่เช่นนั้นฎีกานี่ตำรวจเขาจะตรวจค้นก่อน อย่างที่ทุ่งใหญ่ นครศรีธรรมราช ถ้าตามไปดูจะเห็นเขามีเวรยามกันแล้วก็พนักหน้า หัวหน้าเขาละอุตส่าห์ซ่อนแทรกเข้าไปไว้ในดอกไม้ พับเสียจนนิดเดียว

(ทูลถาม) โดยมาก ราษฎรร้องเรียนเรื่องอะไรบ้างเพคะ

(ทรงตอบ) ทุกเรื่องเลย เกี่ยวกับกฎหมายก็มี มีอันหนึ่ง ไม่ทราบว่าเก็บไว้หรือเปล่า ท่านผู้หญิงสุประภาดาฯ ที่ชาวบ้านทุ่งใหญ่ฎีกาบอกว่า ลูกน้องเสือฉลอง อยู่ใช่ไหม ไม่เช่นนั้น ฉันพูดไปเหมือนกับแต่งเอา เพราะว่าเมื่อฉันได้รับฎีกาแล้ว ก็จะถ่ายสำเนาส่งไปให้ราชเลขาธิการพระเจ้าอยู่หัว แล้วส่งไปที่ราชการ เขาบอกว่าลูกน้องเสือฉลองนี่ฆ่าคนของเขา ซึ่งเป็นชาวบ้าน ปิดถนน ปิดโรงเรียน ปิดตลาด ปิดสวนยาง เขาร้องไห้บอกว่า เขาไม่รู้จะเอาอะไรกินขอให้ท่านช่วย ขอให้ทหารของพระเจ้าแผ่นดินช่วยแล้วก็เซ็นชื่อกันยาว ฉันเอาไปให้แม่ทัพๆ เห็นแล้วอึ้ง

ปีที่เราไปทุ่งใหญ่ ไปเห็นสภาพคนแล้ว สงสารที่สุดเลย เพราะว่าที่นี่เป็นที่แห่งเดียว ที่คนจนเท่ากับคนที่จนที่สุด บวกจนที่สุด คือ ชาวเขากับคนไทยอิสลามจนอย่างชนิดที่เรา ไม่เคยเห็นที่ไหน อีสานก็ไม่เห็นอย่างนั้น เกือบจะไม่เป็นผู้เป็นคนเลย เสื้อผ้าขาดกะรุ่ง กะริ่ง แล้วร่างกายขาดเลือดเสียจนซีดไปหมดเลย ไม่มีเลือดเลย ฉันเปิดตาดูตาข้างในขาวเหมือนกับผ้าอย่างนี้ (ทรงจับผ้าปูโต๊ะที่ประทับ) ไม่มีเลือดในตัว ฉันก็ให้คุณเปรมฯดู

คุณเปรมฯ ก็บอก ปิ่นฯ (แม่ทัพภาค4ตอนนั้น) ทำไมไม่ช่วยราษฎรล่ะ…

คุณปิ่นฯบอก แหม ก็ไปก้าวก่าย…(ทรงหันมารับสั่งถามนักข่าวหญิง) อันนี้ก็การเมืองอีกใช่ไหม ฉันไม่ทราบจะทำอย่างไร อันนี้ถามฝรั่งให้เขาบอกเดฟฟินิชั่น (คำนิยาม) มาซิว่าการเมืองนี่มันเป็นอย่างไร ฉันไม่ทราบจะทำอย่างไรเพราะราษฎรเขามาให้ช่วย

หนหนึ่ง ข้ำขำ เสี่ยงตุ๊บๆ ตั๊บๆ หันไปมองว่าอะไรกัน ที่แท้เห็นสิรินธรกับจุฬาภรณ์ไปแย่งฎีกาจากตำรวจ โดยมากเป็นตำรวจราชสำนัก เขาไม่อยากให้ยุ่งการเมือง คือประชาชนเห็นเราใกล้เข้ามาก็คง จะชักออกมาจากชายพกหรือตะกร้า ตำรวจก็แย่งมาเสีย สององค์นี่ก็วิ่งไปแย่งจากมือตำรวจ เสร็จแล้วแม่เล็กบอก เล็กได้มาแล้ว ก็บอกเขา โธ่คุณ ถ้าเผื่อปิดนี่บ้านเมืองเราจะไปไม่ไหวนะ ราษฎรไม่รู้จะออกทางไหน เราก็มีหน้าที่เอามาแล้วเอาไปให้แก่รัฐบาลเท่านั้น อย่าไปปิดๆ นี่ประชาชนไม่รู้จะไประบายทางไหน แย่เลย บ้านเมืองไม่ปลอดภัย

(ทูลถาม) ความทุกข์ของเขาที่แท้จริงมีอะไรบ้าง พระพุทธเจ้าค่ะ

(ทรงตอบ) เขาบอกว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม ถามว่าไม่เป็นธรรมทางไหน โดยมากจะเป็นเรื่องที่ดิน คือ หมายความว่าเขาจะบอกว่าที่ดินที่เขามีอยู่ก่อน แต่เขาไม่มี หรือ เขาไม่รู้ว่าต้องมีใบโน่นใบนี่ อยู่มาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย แล้วอยู่ๆมา ก็โดนสั่งให้ออกจากที่ดินที่เคยอยู่มานาน เพราะไม่มีเอกสารแสดง เรื่องนี้น่าสงสารมากเลย เพราะว่ากฎหมายนั่นเองที่ทำลายคน คือเขาไม่รู้จักคำว่ากฎหมาย เขาบอกว่านายอำเภอมาถามว่ามีใบจับจองหรือเปล่า แกไม่มี แต่คนอื่นมี เขามีใบที่มาจับจองในที่ที่แกอยู่ เขาก็มาไล่ที่แก เพราะเขามีใบอะไร นส.อะไรที่ถูกต้อง ฉันไม่เคยชำนาญ เรื่องนี้เรียกไม่ถูก ถ้ามาว่ากันตามกฎหมายนี่ ชาวบ้านก็ต้องออก ถึงจะอยู่มาตั้งแต่ปู่ย่าตายายก็ต้องออก เพราะในที่นี้กฎหมายไม่ได้ช่วยชาวบ้าน คราวนี้นักกฎหมายก็บอกว่าเขาออกประกาศตั้งนานจนหมดเวลาแล้ว แต่ชาวบ้านอ่านหนังสือไม่ออกหรืออยู่ในที่ที่เดินมาไม่ถึงที่ประกาศ แกก็ไม่รู้ ไม่ทราบจะทำอย่างไรวนเวียนอยู่อย่างนี้

ที่พัทลุง ตรงแดนที่ว่าเป็นผู้ก่อการร้ายนี่ เสด็จฯไปลงตรงจุดก่อการร้ายเลย มีวัดซึ่งตอนนั้นท่านอาจารย์นำของอำเภอควนขนุนยังอยู่ ท่านบอกว่ามหาบพิตรไม่ต้องกลัวหรอก มาเถอะ เราก็ลงไปตรงนั้นเลย ทุกคนดีใจหมดเลย แล้วที่นี่ชาวบ้านมากราบบังคมทูลเรื่องต่างๆเขาบอกว่าราชินีแปลงตัวมาสิ แล้วจะรู้ว่าราษฎรทุกข์ยากอย่างไร แต่อย่าเอาพวกนั้นมานะ พลางบุ้ยไปทางทหารตำรวจ บอกราชินีแปลงตัวมารับรองปลอดภัย แต่มาเฉพาะลำพังผู้หญิงๆนะ ชาวบ้านรับรองความปลอดภัยทุกประการ บอกอยู่กินกับเขาได้ แต่ฉันขี้ขลาด ไม่กล้าไป กลัวถูกจับให้เป็นตัวประกัน พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งบอก “ดีจะได้เป็นราชินีบนเขาด้วย”

ทางนราธิวาส ชาวไทยอิสลามน่าสงสาร บางครั้ง ฉันไปโดยเขาไม่รู้ตัว เขาเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง เห็นได้ว่าเขารักพระเจ้าอยู่หัวจริง เพราะธรรมดาแล้วเขาจะไม่เข้าวัดไทยเลย แต่วันนั้นที่เราไปฝนตก พายุมา ฉันไม่รู้ว่าเขาไม่เข้าวัดไทยแม้แต่จะหลบฝน เห็นเป็นทีบี (วัณโรค) เป็นอิสลาม ฉันประคองเข้ามา เขาก็เข้ามาดี ทีนี้คนไทยพุทธเขามาบอกว่าอย่างนี้ดีมากแล้ว ยังอุตส่าห์เข้าวัด ไม่เช่นนั้นจะไม่ยอมเข้าวัดเลย ไม่เข้ามาแม้แต่จะเหยียบ

ฉันถามว่าทำไม เขาตอบว่าไม่รู้ เขาว่าบาปเวลาที่เข้าวัดไทย หันไปถามล่ามว่า เข้าวัดไทยนี่จะบาปไหมจ๊ะ

เขาบอกว่า พระบอกว่า รายอ (พระเจ้าแผ่นดิน) อยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่นั่นได้ ไม่เป็นไร ไม่บาป เขารักพระเจ้าอยู่หัวจริงๆ คนแก่ตาบอดเข้ามาจูบ อันนี้สะดุดใจฉัน เพราะว่าเข้ามาจูบหน้าแข้งพระเจ้าอยู่หัว แล้วบอกว่าดีเหลือเกิน เขาเป็นอิสลาม เราฟังไม่รู้ ล่ามแปลให้ฟัง ดีเหลือเกิน ทำไมดีอย่างนี้ ดีกระทั่งแม้กับคนอิสลาม

พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “ทำไมเขาต้องแบ่งด้วยว่า เรานี่ดีแม้กระทั่งคนอิสลาม ทุกคนเป็นคนไทยเหมือนกันหมด”

ความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยพุทธกับไทยอิสลามมีความสัมพันธ์ที่เห็นได้โดยไม่ต้องพูด เรามองการกระทำ คนไทยอิสลามแบกหามคนไทยพุทธมาหาหมอให้รักษา เห็นผู้ชายหนุ่มดำๆ อุ้มผู้ชายผิวขาว แต่ว่ากระดูกหลังนี่ค่อมไปหมดแล้ว มันทรุดหมด นั่งหรือเดินอย่างลำบาก จำได้ว่าชื่อครูสนั่นเข้ามาบอกกับฉันว่าอยากให้ท่านช่วย เรื่องตา ทุกวันนี้ก็ไม่น้อยใจเรื่องอะไร รับจ้างสอนหนังสือ บอกว่าเวลานี้ตามัวเข้าทุกทีเพราะเข้าใจว่าเป็นต้อกระจกบอกไม่อย่างนั้นก็พอรับจ้างสอนหนังสือได้ เด็กอิสลามเขามาเรียนด้วย

ถามว่า ครูเป็นอิสลามหรือ

บอกไม่ใช่ครับ ผมชื่อ สนั่น เป็นไทยพุทธ

ถามว่า นั่นลูกครูหรือที่อุ้มมา

บอกไม่ใช่ นั่นเป็นเพื่อนครูร่วมโรงเรียน รุ่นเด็ก เป็นไทยอิสลาม เขาอุ้มพามา

ส่วนครูไทยอิสลามที่อุ้มมาก็บอกว่า ท่านครับๆ อยากให้ท่านช่วยครูคนนี้จัง เพราะแกไม่มีญาติเลยแล้วเป็นคนยากจนมาก พิการ อยากให้ท่านช่วยรักษาให้ สงสารเขา

คือเห็นอย่างนี้ เมื่อเห็นความจริงก็เลยสาวเรื่องไป แล้วไปถามพระว่า ท่านอยู่ได้อย่างไร ไม่ลำบากหรือการฉันอาหาร ท่านบอกว่าไม่ คนอิสลามเขาเอามาช่วย ไทยพุทธมีน้อย แล้วพระท่านบอกว่า ชาวบ้านน่ะไม่มีอะไรเลย รักกันดี แต่ว่าระดับอื่นๆ อาตมาภาพอยากจะให้มหาบพิตรช่วยพูดว่าอย่าไปเข้าใจผิดกันเลย ให้แผ่เมตตากันไปเถอะ ท่านก็พูดอย่างพระ

พอค่ำเข้า ล่ามเริ่มไม่ยอมอยู่ กระสับกระส่ายกันเป็นแถว ฉันสงสัยว่า เอ๊ะ เขากลัวอะไรฉันก็ไม่กลับ กว่าจะกลับนี่ก็มืดสนิทแล้ว เห็นตามถนนนี่ เห็นไฟ เขามายืนจุดไฟตะเกียงกันเป็นแถว ลงหยุดทัก พอหยุดนี่ เขากลับตาเหลือก รีบบอกให้เราขึ้นรถกลับไปเสีย กลับๆไปเสีย ถามเขาว่าเป็นอย่างไร

เขาบอกตัดบทเฉยๆ ประไหมสุหรี (พระราชินี) กลับไปเถิด เลยเดาเอาเองว่าที่พระท่านออกมายืนเพราะว่ากลัวเราจะถูกทำร้าย พอเห็นท่าน เราก็ลงมาพูดด้วย ท่านกลับบอกให้รีบกลับๆ อย่างนี้แล้วจะไม่ให้รักเขาได้อย่างไร เขาหวังดีมาก

จับใจในความรักของประชาชน

แล้วที่จับใจในความรักของประชาชน บอกกับฝรั่งว่าจับใจในความรักของประชาชนไม่มีวันลืมได้เลย คือ เรื่องระเบิดที่ยะลา หลายปีมาแล้ว พอเสียงระเบิดดังปึง ปึงๆนี่ ชาวบ้านวิ่งหนี หกล้มคลุกคลาน เห็นเลยว่าวิ่งหนี เป็นแถวๆออกไป กลับบ้าน เหลือคนอยู่น้อย ทีแรกคนแน่น พอสักประเดี๋ยวสิ หอบแฮ่กๆ วิ่งกลับมาเป็นแถวอีก วิ่งกลับมากันร้องไห้กันหมด เขาบอก ดูเถอะ ดูใจตัวเองเถอะ กลับไปถึงบ้าน มันตกใจน่ะ มานึกได้ว่า โถทิ้งท่านอยู่ลำพัง นะนี่ ฉันก็เลยวิ่งกลับมาอีก เป็นห่วง ทีแรกก็กลัวตาย คราวนี้ขอบอกว่าตายเป็นตายด้วยกัน แล้วเด็กนักเรียนสาวๆคงเป็นไทยพุทธ เห็นพูดไทยได้ ร้องไห้ใหญ่เลย ร้องแบบไม่มีสติ บอกท่านๆคะ ท่านไม่ทำอะไรชั่วร้าย ท่านไม่ได้ทำอะไรให้ใคร เขาจะฆ่าท่านทำไม แกพูดซ้ำอยู่นั้น ร้องไห้ไป ตัวสั่น ท่านไม่เคยทำอะไรใคร ในหลวงไม่เคยทำอะไรใคร เขาจะฆ่าท่านทำไม ทำไมเขาต้องการจะฆ่าท่าน ชาวบ้านที่วิ่งกลับมาร้องไห้น้ำตาไหลเป็นทาง บอกฉันกลับไปถึงบ้านแล้ว พูดทั้งที่หอบ แต่ว่านึกได้ว่าตายแล้ว พระเจ้าอยู่หัวกับราชินียังอยู่ จึงคิดว่าตายก็มาตายด้วยกัน เลยวิ่งกลับมาเป็นเพื่อน แหมความรู้สึกตรงกับเพลงที่ว่า หากใครแกล้งเธอ ฉันนี้จะยอมตายแทน พุทโธ่ อุตสาห์วิ่งกลับมากันหมดเลยและทำทีร้องไห้ วิ่งเข้ามากำบังคุ้มกันระวังพระเจ้าอยู่หัว เห็นแล้วจับใจ แล้วตำรวจราชสำนักบอกให้กลับพระตำหนัก อย่าเสด็จฯโรงพยาบาล อันตราย เพราะทางที่จะกลับ ถ้าค่ำแล้วยิ่งอันตรายใหญ่ เขาอาจจะยิงด้วยจรวดก็ได้ ให้รีบกลับเสียแต่วันๆเถอะ

พระเจ้าอยู่หัวบอกไม่ได้ เขามานี่ เจ็บเพราะเรามา เขามาหาเรา เราต้องไปเยี่ยม

มีรายงานบอกว่าไม่ได้เจ็บกันมากพระเจ้าข้า ข้าพเจ้ารับรอง ได้ข่าวว่าขีดข่วนเท่านั้นใส่ยาแดงแล้วก็กลับบ้านได้

ฉันคิดว่าการที่พระมหากษัตริย์ของบางประเทศล่ม เพราะเหตุอย่างนี้ คือเพราะเชื่อตามคำบอก

พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า ขีดข่วนก็จะไปดู เขาไม่ยอม สั่งรถพระที่นั่งให้กลับพระตำหนัก รถพระที่นั่งวิ่งกลับ พระเจ้าอยู่หัวสั่งให้เลี้ยวกลับเดี๋ยวนี้ ฉันจะไปโรงพยาบาล

คนขับรถกลัว เลี้ยวไปอีกทางที่ไปโรงพยาบาล พอไปถึง เราตกตะลึง เพราะเลือดสาดเต็ม แล้วมีเด็กผู้หญิงสาว อายุสัก17-18 กำลังหอบ ปอดยุบไปข้าง ถ้าเราไม่ไปก็ตายแล้ว เด็กอีกคนตาก็จะบอดคือคนนอนกันเต็ม เห็นแต่เลือดๆทั้งนั้น พอเข้าไป เด็กสาวนั้นเห็นเรา เขาก็ร้องไห้ บอกท่านคะ หนูเจ็บเหลือเกิน หนูหายใจไม่ออก หนูเจ็บ พ่อแม่ก็ไม่ได้มา ท่านช่วยหนูด้วย

ฉันยื่นมือให้จับ หมอบอกว่าออกซิเจนเข้าไม่ได้ ต้องเจ็บปวด เพราะลมมันดันที่หน้าอก ตับมันเสียไปข้าง ปวดมาก เขาให้ออกซิเจนอยู่แล้ว แกตกใจ ยึดมือแน่น หมอบอกฉีดยาให้หลับก็ไม่หลับ เพราะตกใจ ไม่ยอมหลับ

ถาม หนูจะตายไหมคะท่าน หนูจะตายไหม

ฉันบอก หนูไม่ตาย แต่ขออย่าพูดนะจ๊ะ หมอเขาบอกว่าอย่าพูด ต้องเก็บกำลังไว้ เขากำลังเตรียมห้องผ่าตัด บอกหนูหลับซะ

แกก็ว่า หนูไม่กล้าหลับ เดี๋ยวตาย

บอก หลับซะ ไม่ตาย ฉันยืนตรงนี้ จับมือไว้ ฉันยืนอยู่ด้วย จนกว่าพ่อแม่หนูจะมา ฉันยืนตรงนี้ไม่ไปไหน รับรอง แล้วคุณหมอ ดนัยฯ ก็จัดการให้ออกซิเจนเข้ามาก แกถึงผล็อยหลับไปได้

ส่วนเด็กผู้ชายอิสลาม หมอไม่รับรองความปลอดภัย สะเก็ดระเบิดเข้าตาและเลือดไหลออกมามาก พ่อแม่ยืนเฝ้าทั้งน้ำตา เราเห็นแล้วใจหายหมด เห็นแล้วนึกว่าดีนะที่เราไม่เชื่อใคร พอเขาเห็นเราเขาก็ใจชื้นใจสบาย รับสั่งให้หมอโรงพยาบาลพระมงกุฏที่อุตส่าห์อาสาตามเสด็จฯ ให้ไปช่วยหมอยะลาทำการผ่าตัดตรงทรวงอกเพราะเศษระเบิดมันฝังข้างในแล้วปอดมันทะลุ

ทรงเล่าถึงการทรงงานกับขอบเขตของสถาบันกับการเมือง

ขอถามนักข่าวที่รู้เรื่องกฎหมายว่าอย่างนี้เป็นการทำผิด เป็นการเมืองหรือเปล่า ที่ฉันเข้าไปเยี่ยมราษฎร แล้วชาวบ้านมาเล่ามาบอกให้รู้ว่าขอให้ท่านช่วยพูดกับเจ้าหน้าที่สูงๆ หน่อยว่าให้เห็นใจคนไทยอิสลามบ้าง ขอให้เข้าใจว่าเขานี่อยากอยู่อย่างสงบเท่านั้นเอง อันนี้การเมืองไหม ฉันแยกไม่ถูกว่าฉันย่ำลงไปตรงการบ้านการเมืองหรืออะไรตรงไหน ฉันทราบฉันรู้อย่างเดียวว่าถ้าดับร้อนของคนไม่ได้แล้ว ภาคใต้เราอาจจะต้องเสียแก๊สธรรมชาติไป ซึ่งเมืองเราควรจะรักษาไว้ เพื่อนฝรั่งเขาบอกว่าสงสัยมีน้ำมันด้วยที่อ่าวไทยทางภาคใต้ ไม่ใช่เฉพาะแก๊ส แล้วถ้าเผื่อคนไทยทั้งพุทธทั้งอิสลามตีกันนัวอย่างนี้มันก็แย่ ทางที่จะสูญเสียมันก็เป็นไปได้

นาวิกโยธินชั้นเด็กมาบอกว่า ข้าพเจ้าอยากให้ท่านรับสั่งกับนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นสมัยนายกฯ เกรียงศักดิ์ (ชมะนันทน์) ว่าอยากให้ปรับเงินเบี้ยเลี้ยงของตำรวจให้ได้เท่ากับทหาร แล้วเหตุการณ์มันจะได้ดีขึ้น เพราะว่าตำรวจได้เงินน้อย ฉันบอกว่า ไม่เป็นไร ฉันจะบอกนายกฯให้ นี่การเมืองแล้วใช่หรือไม่ ฉันก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร

(คุณเสริมศรี เอกชัย กราบบังคมทูลไม่เป็นการเมือง เพราะประชาชนย่อมยึดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์เป็นเหมือนพ่อแม่เหนือหัว เมื่อมีเรื่องเดือดร้อนแล้ว ถ้าไม่บอกพ่อแม่แล้วจะให้ไปบอกใคร บางครั้งเขาก็ไม่มีที่พึ่ง)

แต่อันนี้มีบางคนบอกว่าอยู่ในการเมือง โลแมคซ์ (นายปีเตอร์ โลแมคซ์ ผู้สื่อข่าวแห่งบีบีซี กรุงลอนดอน) ก็บอกว่านี่การเมือง เรื่องอะไรของยู ยูเป็นคิงควีน เรื่องอะไร จะต้องมาเอาธุระ คนไหนเจ็บ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล

ฉันบอกปล่อยน่ะปล่อยได้ แต่ทีนี้โรงพยาบาลล้นมือ แล้วอีกอย่างที่ชาวบ้านเขาไม่ไปโรงพยาบาล เพราะบางครั้งหมอและนางพยาบาลถามเพื่อเป็นฟอร์มว่า มีเงินช่วยเหลือไหม เพียงถามว่ามีเงินไหม แกก็วิ่งอ้าวออกจากโรงพยาบาล แล้วแกบอกว่าฉันคนจนไม่มีเงินเลย บอกคอยพระเจ้าแผ่นดินดีกว่า แล้วโลแมคซ์จะมาบอกว่าเรื่องอะไรของยู ถึงต้องไปทำเรื่องเวลแฟร์ (สวัสดิการ-สงเคราะห์) อย่างนี้มันเรื่องของรัฐ เขาบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาแย่งรัฐทำ ฉันบอกว่าเอ๊ะ ประเทศเราจนนะ มันต้องช่วยกัน ใครช่วยกันได้ก็ต้องช่วย แต่อีกคนหนึ่ง บริจิต (ผู้สื่อข่าวของบีบีซี เหมือนกัน) เขาบอกว่าเพราะทรงช่วยราษฎรอย่างนี้ เมืองไทยถึงจะอยู่ได้ต่อไป เพราะไม่อย่างนั้นเขาก็มองไม่เห็นทางรอด

สำหรับ จุฬาภรณ์ เด็กคนนี้เก่งภาษา เดี๋ยวนี้พูดภาษาพื้นเมืองภาคใต้ได้ ที่เรียกว่า ภาษายาวี จุฬาภรณ์บอกว่า พอพูดกับชาวบ้านเท่านั้น เขาก็เข้ามากระซิบว่าใครเขาจะแยกดินแดนอะไรเขาไม่ทราบ แต่พวกเขารักรายอ (พระเจ้าอยู่หัว) เพราะรายอนี่ยุติธรรม รายอทำนุบำรุงศาสนาอิสลามและทำนุบำรุงศาสนาพุทธเท่ากัน แล้วเขาบอกว่าเหตุที่เขาไม่อยากพูดไทยเพราะว่าเป็นอันตราย เขาบอกว่าเขารักทหาร รักนาวิกโยธิน เพราะทหารนี่ยุติธรรม เขาชมแม่ทัพภาค 4 มากว่าเป็นธรรม เขาบอกว่าเขาขอความเป็นธรรมอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเขาเองไม่คิดว่าเขาอยากจะแยกอะไร อาจจะมีคนคิดไม่กี่คน แต่เขาอยู่อย่างนี้่ เขาก็สบาย เขาชอบอยู่อย่างนี้ แล้วบอกว่าคนที่ยิงคนอิสลามและยิงทั้งไทยพุทธด้วยนั้น เป็นคนอิสลามจริงอยู่ แต่เป็นพวกที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่ เป็นพวกติดยาเสพติด เที่ยวรับจ้างเขายิงคน

ถ้าคุณทั้งหลาย นักข่าวทั้งหลายไปเห็นหน้าชาวบ้านที่นครศรีธรรมราช ที่ฉันต่อว่าเขาเรื่องพระองค์เจ้าหญิง วิภาวดีรังสิต ตายนี่ (เดิมคือหม่อมเจ้าหญิงวิภาวดีรังสิตทรงถูกลอบยิงถึงแก่ชีพตักษัยขณะขึ้น ฮ.ไปช่วยชาวบ้านเมื่อ 16 ก.พ. 2520) เขาหน้าเจี๋ยมเจี้ยมหมดเลย หน้าเศร้าหุบกันหมด ก้มหน้า ฉันถามรู้ไหมจ๊ะทำไมพวกบนเขาต้องฆ่าเจ้าหญิง เขาเรียกเจ้าหญิงวิภาวดี ทำไมต้องฆ่าด้วยล่ะ เงียบหมดเลย คนกลุ่มใหญ่นั่งก้มหน้า บางคนก็ซับน้ำตา เขาบอกว่ามันไม่รู้ ไม่รู้ว่าแกอยู่บนเครื่องบินนั้น รู้ก็ไม่ทำเพราะแกดี แล้วเขาก็เอาใจฉัน นี่รู้ไหมท่านว่าเสียใจกันทั้งนั้น พวกนั้นวางปืนตั้งเยอะออกไปบวชให้ เพราะเขาบอกว่าถ้าคอมมิวนิสต์ฆ่าคนที่ดี ที่เป็นธรรม ไม่มีแม้แต่อาวุธในมือเขาก็ไม่เป็น เขาร้องไห้กันวางอาวุธหมดเลยออกไปโกนหัว

ระหว่างพูดเรื่องนี้เขาหลบสายตาหมด เขาใจหาย เลยรู้ว่า อ้อถ้าเราทำอะไรถูกตามทำนอองคลองธรรม หมายความว่าทำอะไรที่ยุติธรรมแล้วถูกต้องนี่ แม้แต่คนที่เขานึกว่าเขามีอำนาจ เขาก็ต้องกลัว เขาต้องหลบสายตา คือเขารู้ว่าเขาผิดเขาต้องไม่สบายใจ บอกว่านั่นน่ะไปยิงท่านตายฉันจะหาใครที่กล้าอย่างนี้ไปช่วยเหลือชาวบ้านที่เจ็บป่วย เดี๋ยวก็ตายกันหมดฉันจะหาใครแทนได้อีก

 

ในหลวงรับสั่งครอบครัวจะได้อยู่พบกันเฉพาะช่วงรับประทานอาหารกลางคืน

(ทูลถาม) ในการที่ทรงมีพระราชกรณียกิจเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎร และทรงงานศิลปาชีพ ทรงแบ่งเวลา ในแต่ละวันอย่างไร

(ทรงตอบ) ตอนหลังๆนี่แบ่งลำบากมาก เพราะว่าพระเจ้าอยู่หัวท่านรับสั่งว่า ตอนนี้ต่างคนต่างเป็นเครื่องจักร พบกันระหว่างทำงานด้วยกัน อยู่ในหมู่คน แล้วที่ครอบครัวจะได้อยู่พบกันก็คือที่รับประทานอาหารกลางคืนด้วยกัน เท่านั้นเอง โดยมากอย่างที่ไปต่างจังหวัดนี่ ต่างคนต่างออกไปทำงานแล้วกลับมาก็ต้องสรุปข้อความอีกว่าใครจด อะไรบ้าง สิรินธรจะเขียนที่เขาจดมาแล้วส่งที่กองราชเลขาฯ สมเด็จฯ จุฬาภรณ์จดส่วนที่เขาเขียนมา ฉันก็สรุปของที่ ฉันเขียนมา ทุกคนนางสนองพระโอษฐ์ นางพระกำนัลทุกคน ก็สรุปอย่างนั้น ต่างคนต่างทำงานกัน อย่างออกไปวิ่ง ตอนตี1 ที่นราธิวาสปีที่แล้ว (พ.ศ.2522) นางสนองพระโอษฐ์คนหนึ่งวิ่งตามมาบอกว่า หม่อมฉันเพิ่งสรุปเสร็จ (ทรงพระสรวล)

สมมติว่าเสด็จฯกลับมาถึงพระตำหนัก 2 ทุ่มครึ่ง 3ทุ่ม กว่าจะเสร็จสรุปก็ใกล้ตีหนึ่ง เขารับประทานพลางแล้ว เขียนสรุป เพราะว่าไม่เคยชอบที่ว่าประชาชนมาขอให้ช่วยเหลือแล้ว สักแต่ว่าเขียนใบส่ง ให้เขาส่งไปโรงพยาบาล ให้ค่ารถแล้วก็แล้วไป อันนี้ไม่ชอบ ต้องตามผลงานเสมอว่า ถ้าเขาเป็นโรคหัวใจ ส่งเขาไปผ่าตัดนี่ ลูกข้างหลังเล็กๆ นี่จะอยู่กับใคร ถ้าแม่มาผ่าตัด พ่อไปทำงาน คือหมายความว่านางสนองพระโอษฐ์กับนางพระกำนัล ต้องทำละเอียดมากเลย เขาไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์เพราะว่าเราก็บอกกันว่าช่วยเมืองไทยกันนะ

แล้วอีกประการหนึ่ง ฎีกาที่ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็มากมายก่ายกอง คือระยะหลังนี้ชาวบ้าน ก็มาปรับทุกข์กับพระเจ้าอยู่หัว มีอะไร เขาก็มาบอกปรับทุกข์หมดเลย มีอะไรก็ขอให้ท่านช่วยโน่นช่วยนี่หรือ แนะนำว่าเขาควรจะทำอะไร

อย่างชาวคลองใหญ่ที่ตราด เขาบอกว่าขอให้ชาวคลองใหญ่ ได้มีหมอไปดูแลอย่างน้อยเดือนครึ่งต่อครั้งหนึ่งก็ยังดี เพราะว่าชาวคลองใหญ่มีจำนวนมาก หมอไม่พอ เห็นคนเจ็บกันมาก ส่วนมากเป็นโรคหัวใจ แล้วก็โรคประสาท พอบอกว่าจะพยายาม เขาก็ดีใจ แต่ยังไม่ได้บอกว่ารัฐบาลว่าจะให้อะไรเขาได้เพราะไม่มีที่ดิน ที่ดินจำกัด

อาจจะต้องส่งเสริมศิลปาชีพ ต้องคิดอีก ถ้ามัดหมี่กันเกร่อ ล้นตลาด มีราคาถูก ชาวบ้านก็จนอีก ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ถ้าย่านลิเภา เกร่อหมด มันก็ไม่ไหว คือต้องดูหาขอองใหม่อยู่เรื่อยสำหรับมูลนิธิศิลปาชีพฯว่าจะทำอะไรที่ไม่ใช่คนซื้อเพราะสงสาร เอ้า ช่วยกันซื้อ คนละไม้คนละมือ อย่างนั้นไม่ได้ เมืองไทยอยู่ไม่ได้ ต้องทำอะไรที่คนเห็นแล้วอยากซื้อเอง แล้วก็ต้องหาตลาดต่างประเทศเพื่อว่าเงินจะได้หมุนเวียนบ้างอย่างนี้ ถึงได้ลงทุนไปเมืองนอก แล้วพยายามพูดกับเพื่อนฝรั่งเขาว่าให้ช่วยหน่อย ไปตระเวนตามร้านต่างๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาก็ยินดีที่จะรับ โดยเฉพาะเขาจับใจ คนไทยที่ว่าช่วยเหลือพวกลี้ภัย

อย่างเดินไปตามถนนที่อเมริกา คนอเมริกันเขาถามว่า ขอโทษทีเป็นพระราชินีไทยใช่ไหม – บอกใช่ เขาบอกว่าขอจับมือหน่อย ขอเช็คแฮนด์เพราะว่าคนไทยนี่ยอดมาก อุตส่าห์รับคนเขมรผู้ลี้ภัย – บอก สงสารเขา

เรื่องการดูแลผู้ป่วยในชนบทนี้ ฉันได้พูดกับนักเรียนไทยในต่างประเทศว่า ขอให้นักเรียนไทย ซึ่งเป็นคนฉลาด มาทำปริญญาต่างๆ ทำพีเอชดี (ปริญญาเอก) มาทำอะไรต่ออะไร คิดดูให้ดี คิดให้ลึกซึ้ง ดูว่าเรานี่ เวลานี้ต้องช่วยกันพยุงเมืองไทยทุกทาง จะเผลอตัวไม่ได้เลย จะแบ่งคนมีจนอะไรนี่ไม่ได้เลย ต้องช่วยกันคนละมือ สองมือ

บอกเขาตามตรงว่าคุณก็เป็นคนฉลาด มาเรียนสูงๆแล้วก็เห็นกับตาตัวเองใช่ไหม ระหว่างผิวหน้าเหลืองๆด้วยกัน คนที่เป็นเอกราชกับคนที่บ้านเมืองล้มนี่เป็นอย่างไร นักเรียนไทยเขาก็เงียบ

คนไทยก็ประเสริฐ นี่หมอไทยในอเมริกาเขาก็อาสาสมัครมาไทย เขาเข้าชื่อกันแล้วจะเวียนกันมา เรื่องนี้รักน้ำใจเขา เขาบอกว่าจะให้ช่วยอะไรท่านได้บ้าง

บอกช่วยเรื่องหมอได้ไหมเพราะว่าโรงพยาบาลท่านอาจารย์ฝั้นนี่ ลูกศิษย์มีศรัทธาสร้างโรงพยาบาลทันสมัยเจี๊ยบ แต่ว่าไม่มีบุคลากรเลย โรงพยาบาลพระยุพราชก่อนท่านอาจารย์วันสิ้น ปีสุดท้ายที่สกลนคร เสด็จฯไปเยี่ยมราษฎร เด็กถูกงูกะปะกัด ตัวดำไหม้หมดแล้ว บังเอิญวันนั้นมีหมอไปด้วยก็ได้ช่วยชีวิตเด็ก หมอดูแล้วบอกว่าแย่แล้ว นี่เด็กนี่ แกงกรีนกิน เริ่มแล้ว ถ้าไม่ผ่าตัดในวันนี้ก็ตาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งให้รถจิ๊ปในขบวนให้เอาเด็กไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้

ฉันซักแม่เด็กว่า นี่ลูกถูกงูกัด ทำไมไม่รู้จักพาไปโรงพยาบาล

เขาบอกว่า ไปไหน

ก็โรงพยาบาลพระยุพราชนั่นละ ทำไมไม่ไป

เขาบอกว่า ไปแล้วไม่มีคน

อย่างนี้ผู้หญิงไทยทำได้ นักข่าวหญิงช่วยได้มากเลยทำอย่างไร ก็รู้ละว่าเราเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ทำอย่างไรถึงจะทำให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าแม้จะอยู่แห่งหนตำบลใด จะอยู่ประเทศไหนก็ตามแต่ ประเทศไทยนี้สำคัญ มีเอาไว้เป็นประการสำคัญ แม้แต่กับอนาคตของตนเอง

อยากให้หมอทั้งหลายในอเมริกานี่ร่วมลงชื่อกันมากกว่านี้ แล้วก็อยากให้ทำเป็นข้อเสนอว่าในปีนี้หมอไทย ที่อยู่ในต่างประเทศจะมาช่วยเมืองไทยได้กี่คน ใครจะมาได้ไหม ถ้ายิ่งสมัครกันในมุมกว้างก็ไม่ต้องมาบ่อย เพราะว่าเราขาด หมอจริงๆ

(ทูลถาม) เวลาเสด็จไปท่ามกลางประชาชนที่เป็นโรคต่างๆ มีวิธีป้องกันตัวอย่างไร ไม่ทรงกลัวติดโรคหรือ เพราะเห็นราษฎรจับพระหัตถ์

(ทรงตอบ) ไม่กลัว เพราะรู้จักระวังตัว แต่ก็สะดุ้งเหมือนกันเป็นสัญชาตญาณของคนที่อดไม่ได้ เรื่องนี้เกิดที่สุราษฎร์ธานี นานแล้ว มีคนไม่มีจมูกเลย เขามีน้ำหนองไหลออกมา ไม่มีเบ้าตาเลย หน้าเละ คิดว่าคงเป็นโรคเรื้อน เขาวิ่งเข้ามาหา มาจับที่เท้ามากราบ พอเห็นก็ตกใจเหมือนกัน องครักษ์ที่อยู่ข้างๆก็สะดุ้ง แต่ฉันนึกในใจว่า เรานี่เขานับถือเป็นพ่อเป็นแม่ จะให้เขาเห็นว่าสะดุ้ง หรือไม่อยากให้เข้าเห็นว่าเรากลัวเขา เพราะถ้าเขาเห็น เขาจะต้องเสียใจมาก ในแววตานี่ เลยนึกในใจว่าตอนนี้ทำสะดุ้งไม่ได้เลย

ถามเขาว่ามีทุกข์อะไร เขาเล่าว่าเขาเป็นอย่างนี้ แล้วสามีเลยทิ้ง อยู่กับแม่แก่และลูก ไม่มีเปลือกตา น้ำตาไหลออกมา มันอักเสบมาก เพราะไม่มีเบ้าตา จมูกไม่มี พอเห็นความรู้สึกครั้งแรก ก็กลัวใจหายวาบ แต่ก็หวังว่าไม่ได้แสดงออกมา

พระเจ้าอยู่หัวทรงสอนว่าคนเรานี่จะเป็นอะไรมันก็เป็น รับสั่งว่าโรคเรื้อนนี่มันติดยากจะตาย มันไม่ติดง่ายหรอก แล้วทูลว่าก็รู้ว่าติดไม่ง่ายแต่อดสะดุ้งไม่ได้ แต่เขาคงไม่เห็นหรอก ตอนหลังทรงสอนนี่หลายปีแล้ว ที่เป็นทีบี (วัณโรค) ก็เยอะ โดยมาก เขามีความทุกข์อะไร เขาให้คนอุ้มมาหา อย่างคนพิการใส่รถที่ลากน้ำแข็งมา ถือว่ารักษากับพระเจ้าอยู่หัว ไม่ต้องเสียตังค์ ไม่ว่าจะพูดภาษาอะไรก็เหมือนกันหมด คือกลัวเสียสตางค์

เขาบอกว่า ตังค์ฉันไม่มี

ถามเขาว่า ทำไมไม่ไปโรงพยาบาลกันบ้าง ปล่อยให้ลูกเป็นมาก เป็นโรคหัวใจจนเขียวนี่

เขาบอกว่า ไม่ได้ ไม่มีตังค์

บอกเขาว่า โรงพยาบาลเขาไม่เอาตังค์หรอก

ชาวบ้านบอกว่า เขาเอา เขาถามนี่ว่า มีเงินไหม

ชาวบ้านที่เป็นไทยอิสลามน่าสงสาร ถ้าทุกคนไปเห็นต้องสงสารเขา เพราะว่าซี๊ดซีด เป็นวัณโรคเสียปอดพรุนหมด บางคนลูกยังเล็ก ตัวเขาเองซีด แล้วไม่กล้าขอร้อง ได้แต่มานั่งมอง พอฉันเห้นซีดเซียวแล้วลูกก็ยังตัวเล็กนิดเดียว ฉันเข้าไปถาม เขาก็บอกว่าซาเกะๆ คือเจ็บหน้าอก

ฉันก็รู้แล้วว่าต้องวัณโรคแน่ เรียกหมอ เรียกล่ามมา คือ เขาไม่กล้าแม้จะขอความช่วยเหลือ เขานึกว่าเขาเป็นพลเมืองชั้นสอง ไม่กล้าเลย ความที่น่าสงสารคือ ความไม่กล้า ที่น่าสงสารอีกแห่งคือ ประชาชนที่วัดเชิงเขา อยากจะให้ไปดูเหลือเกิน ทั้งหมู่บ้าน ยาระงับประสาทของหมอนี่หมดเกลี้ยง เข้ามาหาหมอ เดินตาเป๋งมา บอกหมอ ขอยาฉันกินหน่อย ฉันเป็นโรคประสาท หมอถามว่า เอ๊ะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคประสาท เขาบอกว่ามันนอนไม่หลับ นอนไม่หลับเลย

เมื่อครั้งตอนไปเยี่ยมราษฎรที่หมู่บ้านก้านเหลืองดงนี่ สมัยนั้นคุณเปรมฯเป็นแม่ทัพ พอฉันจะไปก็บอกว่า “เสด็จฯไม่ได้” บอกที่นั่นเต็มเลย เป็นดงของเขาละ ฉันบอกคุณเปรมต้องให้ฉันไปจนได้ละ บอกคุณเปรมฯเป็นแม่ทัพ แม่ทัพกลัวด้วยหรือ คุณเปรมฯบอกว่า “อ้าวเสด็จฯ ก็เสด็จฯ” แต่คุณเปรมฯสั่งให้ทหารไปคันรถเบ้อเร่อ พวกหมวกแดง พอฉันเห็นทหารจะไปเป็นรถกุดัง พากันวิ่งขึ้นรถใหญ่ ฉันบอกว่าลงมาเดี๋ยวนี้ ลงมา ไปอย่างนี้ เขาระเบิดคันเดียว เสียทหารหมด ไม่ต้อง ฉันบอกว่า เขาไม่รู้ตัวหรอก เขาไม่เตรียมหรอก ทหารก็ลงจากรถ แล้วพอฉันขึ้นฮ.ไป พวกทหารก็ขึ้นรถอย่างเดิมกวดไป พวกทหารไม่ยอมเลย แต่ละคนก็…ฉันได้ยินแล้วปลื้มใจ ทำไมจะไม่ให้รักเขา เขาบอกพวกเราตายแทนเสียยังดีกว่า

แต่ท่านผู้หญิง สุประภาดาฯ นี่แม่ทัพเกาศีรษะร้องว่า เอ๊ะ ท่านมาเดินปร๋อได้อย่างไร มากันผู้หญิงทั้งนั้นเลย ก็แต่งตัวธรรมดาๆ แล้วไปกับชาวบ้าน ขึ้นรถไป ไปในที่เขาเรียกว่ากระโซ่ง แหมเบิกบานเข้ามากอด มาถาม บุ้ยไปที่น้อย (สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ) นี่อายุเท่าไหร่ พอบอกว่าลูกสาวตอนนั้นอายุ 22 เขาถามเอาผัวยังบ่ (ทรงพระสรวล) แม่น้อยอายเชียว บอกว่ายังจ้ะ นั่นเขายังเด็กอยู่ เขายังไม่เอาผัว เขามองแม่น้อยพลางสั่นหัว อืมไม่เด็กแล้วนา บ่เด็กแล้ว เขากลัวจะขายไม่ออก เขาบอกว่า ลูกเขาป่านนี้เอาผัวหมดแล้วต้องขายออก แล้วเขาก็หันมาทางแม่น้อย มาลูบหน้าลูบหลัง บอกเอาผัวซะ แล้วยายนี่จะไป ป้าจะไป น้าก็จะไป เวลาแต่งงานบอกมาด้วยนะจะไปหมดเลย พอปีหน้าไปเยี่ยมใหม่ แกก็ถามเอาผัวยัง วิตกของเขาทุกปีเลย

ความรักความใกล้ชิดกับประชาชนที่ไม่สามารถบอกได้

ทุกคนเป็นพยาน ความรักความใกล้ชิดที่ไม่สามารถจะบอกได้ เห็นเหงื่อนฉันไหล เขาเอาผ้าเช็ดหน้าของเขา ที่ปูบนพื้นมาถูให้ใหญ่เชียว ฉันไม่ได้รังเกียจ แต่ฉันสะดุ้งเฮือกพยายามเบนหน้าหนี ไม่ได้กลัวอะไร กลัวเครื่องสำอางหลุด มันคนละสีน่ะ แย่เลย พุทโธ่ เราทาไว้สีหนึ่ง เขาเอาอีกสีหนึ่งขึ้นมาเช็ดใหญ่เลย เคราะห์ดีที่ไม่หลุดมาก ต้องหันมาถามนางสนองพระโอษฐ์ว่า นี่หลุดหรือเปล่า เดี๋ยวคนละสีก็น่าดู เขาไม่บอกไม่กล่าวเลย โอ๋แม่คุณ โอ๋ใหญ่พร้อมทั้งเช็ดให้ใหญ่ โถอย่างนี้ นี่คือความรักความหวังดี เพราะเขาเอง เขาก็เอาผ้านั้นมาเช็ดหัวเขา พระเจ้าอยู่หัวทรงประทับรองพระบาทแล้วเขาก็เอามาไว้บนหัวเขา

พระเจ้าอยู่หัวบอกว่านี่น่ะอันตรายอย่างหนึ่ง เขานึกว่าเราไม่ใช่คน นึกว่าเราเป็นเทวดา จะบอกเท่าไหร่ๆก็ไม่ฟัง พูดอธิบายเท่าไหร่เขาก็ไม่ฟัง แย่งกันฉุดพระบาทของพระเจ้าอยู่หัว ท่านบอกว่าอย่างนี้ก็ล้มสิ ต่างคนต่างจะเอาพระบาทขึ้นไปไว้บนหัว คนนั้นแย่งข้าง คนนี้แย่งอีกข้าง เรื่องนี้นานมาแล้ว

พระเจ้าอยู่หัวก็เหมือนกัน เขาเห็นทรงเหนื่อยมา เหงื่อไหล เขาก็วิ่งมา อุตส่าห์เอาแก้วมา แล้วเปิดน้ำอัดลมมาให้ ขนาดจนๆ นี่วิ่งเอามาให้ พวกทหารองครักษ์บอกเสวยไม่ได้นะพะย่ะค่ะ เสวยไม่ได้ แต่ท่านก็เสวย รับสั่งว่า “ไม่ได้ เสียน้ำใจ”

พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงเข้าใจ ฝ่ายอารักขาเขาก็รักและเป็นห่วง เขาไม่ได้ตั้งใจจะขัดขวาง แต่เขากลัวและเป็นห่วง แล้วนี่คือความรักของประชาชนที่ฉันจับใจ บอกกับฝรั่งว่าจับใจ ไม่มีวันลืมเลยเป็นอันขาด

ที่มา : หนังสือรอยยิ้มของในหลวง ในบทชื่อ “พระราชินี พระราชทานสัมภาษณ์ …แก่กลุ่มนักข่าวหญิง” โดย อาริยา สินธุจริวัตร บุนนาค จากหนังสือพระราชกระแส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระราชทานสัมภาษณ์ แก่กลุ่มนักข่าวหญิง พ.ศ.2523

 

งานเพื่อสังคม…ความสุขที่ต้องลงมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/462939

งานเพื่อสังคม...ความสุขที่ต้องลงมือ

โดย….บงกชรัตน์ สร้อยทอง

อภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม และกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอเซีย พรีซิชั่น (APCS) หนึ่งในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ได้บอกกับตัวเองเอาไว้ว่า ความสุขมันมีขั้นบันไดในช่วงชีวิตที่ต่างกัน

บทบาทประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ตัวกลางที่ทำให้ความต้องการของทั้งผู้พิการมีโอกาสทำงานในชุมชนใกล้บ้านกับหน่วยงานต่างๆ และสถานประกอบการก็ได้ปฏิบัติตามที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการกำหนดให้สถานประกอบการที่มีจำนวนพนักงาน 100 คน ต้องจ้างงานผู้พิการ 1 คน มาเจอกันด้วยนวัตกรรมการสร้างเครือข่าย

จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่ร่วมทำงานกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในโครงการแฮปปี้ เวิร์กเพลส มากว่า 10 ปี ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี แล้วต้องการขยายผลต่อให้เอกชนหรือภาคธุรกิจมาช่วยขับเคลื่อนทางสังคมมากขึ้น โดยเอาแนวคิดและวิธีการดำเนินการของภาคธุรกิจมาเกิดขึ้นที่ภาคสังคม เนื่องจากภาคธุรกิจจะมีวิธีการทำงานเชิงรุกและไร้ขอบเขตที่จำกัดในการทำงาน จนทำให้เกิดมูลนิธินี้ขึ้น

จากตัวเลือกที่ต้องการขับเคลื่อนด้านเด็ก คนชรา และคนพิการ และสรุปมาเน้นกลุ่มคนพิการ เพราะเป็นปัญหาที่เห็นอยู่ในภาคอุตสาหกรรมในโรงงานทั้ง 500 แห่ง พบว่ามีปัญหาที่ต้องการจ้างคนพิการตามโควตาแต่ไม่เคยได้ครบตามจำนวน จึงเริ่มลงมือสำรวจและพบว่าภาคธุรกิจต้องการจ้างคนพิการ 5.5 หมื่นคน แต่กลับสามารถจ้างได้เพียง 3.5 หมื่นคน ใครไม่สามารถจ้างได้ก็ต้องส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแทน 109,500 บาท/คน และเฉลี่ยต่อปีมีเงินเข้ากองทุนมากกว่า 2,000 ล้านบาท

จำนวนที่ต้องการจ้างอีก 2 หมื่นคนอยู่ไหน เพราะในระบบมีคนพิการที่ลงทะเบียนทั้งหมด 1.7 ล้านคน และเป็นคนวัยทำงานสูงถึง 7 แสนคน โดย 4 แสนคนที่ต้องการทำงานแต่ไม่มีงานที่สามารถทำได้ ซึ่งในระบบที่ขาดกว่า 2 หมื่นคนที่ภาคธุรกิจต้องการทำไมทั้งสองฝ่ายไม่สามารถมาเจอกันได้ ยิ่งพบข้อมูลว่า เกือบ 90% ของคนพิการอาศัยอยู่ชนบทที่ไม่ใช่แหล่งงาน เพราะแหล่งงานอยู่ในเมือง และมีวุฒิการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า สวนทางกับสถานประกอบการที่เรื่องวุฒิการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ต้องเข้าใจคนพิการด้วยว่าจะเข้ามาทำงานในเมืองก็คงไม่สะดวก เพราะจะทำให้เขามีต้นทุนการมีชีวิตที่สูงขึ้น อีกทั้งสภาพแวดล้อมการเดินทางหรือใช้ชีวิตในเมืองก็ไม่ได้เอื้ออำนวยความสะดวกได้อย่างนั้น

คำตอบที่ได้คือ ถ้ามีแหล่งงานใกล้ที่เขาพักอาศัยและเอื้อต่อการใช้ชีวิตก็พร้อมจะทำงาน และเบื้องต้นการทำโครงการนี้ก็ได้จากผู้ที่ต้องการหางาน 20 คน แต่ทำงานได้เพียง 10 คนเท่านั้น จากนั้นมาตีความงานใกล้บ้าน เช่น งานสาธารณประโยชน์ที่ปกติอยู่ใกล้บ้านมีเยอะ อาสาสมัครช่วยงานองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และหนทางที่พอเป็นไปได้คือ ลุยไปหารือถึงบริษัทซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างเลย เพราะเงินที่ต้องส่งเข้ากองทุนอยู่แล้ว งบประมาณไม่ได้เพิ่ม เพราะจากที่เคยส่งเข้ากองทุนก็เป็นการให้กับผู้พิการโดยตรง

อภิชาติ การุณกรสกุล

จนกระทั่งปี 2557 เริ่มทำ 20 บริษัทนำร่องแรกและนำไปสู่การจ้างงานคนพิการ 229 คน การจ้างงานสำเร็จเกิดวันที่ 1 ม.ค. 2558 เพราะเป็นสิ่งที่ผู้บริหารระดับสูงต่างเป็นคนตัดสินใจ จึงทำให้โครงการประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี ปีถัดมา 2559 บริษัทที่ร่วมโครงการเพิ่มเป็น 88 แห่ง จ้างคนพิการเพิ่มเป็น 1,277 คน

สิ่งที่อยากให้ผู้ประกอบการคำนึงถึงคือ เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องหลายมาตราใน พ.ร.บ.ดังกล่าว เพราะการจ้างงานคือมาตรา 33 ส่วนมาตรา 34 ถ้าจ้างงานไม่ได้ก็ต้องส่งเงินเข้ากองทุน แต่คนมักไม่รู้ว่ามีมาตรา 35 ที่กฎหมายระบุว่าถ้าจ้างงานไม่ครบ ส่งกองทุนก็ไม่ชอบ ก็สามารถทำการส่งเสริมอาชีพอื่นได้ โดยไม่ไปชวนเขาทำอาชีพ แต่เอาสิ่งที่เขาทำเป็น ทำได้และสามารถเลี้ยงปากท้องให้ทำและเป็นไปตามบริบทของคนพิการ การทำอย่างนี้เป็นการมองมุมกลับที่เอาโจทย์ของคนพิการเป็นตัวตั้งหรือสนับสนุนงบประมาณ

ส่วนรูปแบบการจ้างเป็นไปตามบริษัทจะเลือกในลักษณะมาตราไหน โดยมูลนิธิจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อไปยังคนพิการและหน่วยงานที่มีเครือข่ายคนพิการในพื้นที่ เพราะมูลนิธิทำงานกับเครือข่ายต่างๆ

ปีที่ 3 นี้ได้รับความร่วมมือจากภาคีเศรษฐกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งภาคเหล่านี้ครอบคลุมและเข้าถึงคนไทยแล้วกว่า 80% ของประเทศ และคาดหวังว่าปี 2560 จะทำให้มีบริษัทเข้าร่วม 600 แห่ง และเกิดการจ้างคนพิการเพิ่มเป็น 1 หมื่นอัตรา

อภิชาติเป็นคนที่ทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมมาตั้งแต่สมัยเรียนคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กลับมาทำงานสายธนาคารและเป็นผู้บริหารบริษัทเอกชนนี้ โดยมองว่าควรให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตในองค์กร

“วันแรกไม่ได้มีภาพนี้ของวันนี้อยู่เลย เพราะแต่ละขั้นจะพาเราไป ถ้ามันไม่เหมาะสม และปัญหามันสุกงอม เดี๋ยวความลงตัวต่างๆ จะค่อยๆ ประกอบออกมา แต่ต้องมีใครสักกลุ่มที่เริ่มไปเชื่อม และไม่จำนนต่อข้อจำกัดของมัน อย่าให้คำว่าไม่พร้อมมาเป็นตัวฉุดรั้งเรา เพราะถ้าพร้อมมันก็เสร็จไปแล้วไม่มาถึงเรา”

เมื่อช่วงชีวิตหนึ่งการทำธุรกิจถือว่ามีความสำคัญกับชีวิต แต่จุดหนึ่งเมื่อเราบริหารชีวิตตัวเองได้ดีแล้วเชื่อว่าทุกคนสามารถให้ความสำคัญหรือนำเรื่องภาคสังคมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้ ที่สำคัญปัญหานี้มันเคยอยู่ตรงหน้า แค่แก้ไขให้เป็นไปตามกลไก สิ่งที่ได้กลับมาคือหลายคนมีชีวิตที่ดีขึ้นและกลายเป็นความสุขทางใจที่เกิดขึ้นตามมา ซึ่งไม่ได้เกิดจากเงินที่มั่งคั่งหรือความสุขที่ซื้อมา แต่เป็นความสุขที่ต้องลงมือทำเอง