“พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ” หัวขบวนแพทย์อาสา น้ำใจในยามวิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 08:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/462660

"พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ" หัวขบวนแพทย์อาสา น้ำใจในยามวิกฤต

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

2สัปดาห์ที่ผ่านมาพสกนิกรทั่วทุกสารทิศพร้อมใจกันมาที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงเพื่อถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อุปสรรคหนึ่งคนที่มาต้องเผชิญคือ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน ทำให้หลายคนโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเป็นลมกันหลายราย แต่ก็มีแพทย์ในพื้นที่คอยดูแลช่วยเหลือ

ทว่า 1 ใน 11 เต็นท์หน่วยแพทย์ในพื้นที่มีอยู่เต็นท์หนึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามวัดมหาธาตุที่มีประชาชนไม่น้อยเข้าไปใช้บริการ เนื่องจากภายในเต็นท์จะมีแพทย์อาสาจำนวนมากมาจากหลายโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศ พร้อมอุปกรณ์การแพทย์ครบครันหมุนเวียนดูแลประชาชน

ผู้ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านหลักภายในเต็นท์คือ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภาและผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพอากาศ บุคลากรสำคัญของวงการแพทย์ ที่รู้จักกันในกลุ่มแพทย์อาสา

“ครั้งแรกที่ได้ทำหน่วยแพทย์อาสาลงไปภาคใต้ ประหลาดใจมาก เพราะเมื่อประกาศชวนแพทย์คนอื่นๆ ลงไปทำ ทุกคนต่างยินดีสมัครใจลางานมาช่วย แม้ต้องใช้เงินส่วนตัวในการเดินทางดูแลตัวเอง จากนั้นก็เกิดการรวมกลุ่มกันของแพทย์อาสา ขยายกิจกรรมไปหลายภูมิภาคของประเทศ รวมถึงต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เนปาล” พล.อ.ต.นพ.อิทธพร ย้อนความหลัง

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร ทำงานอยู่ในวงการแพทย์มาเกือบ 30 ปี ส่วนงานแพทย์อาสานี้ได้เข้ามีส่วนร่วมเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งจุดเริ่มต้นที่ทำให้เจ้าตัวอยากเป็นแพทย์อาสา เนื่องจากตั้งแต่เด็กชอบไปช่วยงานคุณอาที่เป็นพยาบาลอยู่ที่สถานีอนามัย เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร (กทม.) อดีตแถวนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นทุ่งนา ชาวนาเจ็บป่วยมักพายเรือมารักษา บางคนถูกเคียวเกี่ยวข้าวบาดต้องมาทำแผล เป็นแรงกระตุ้นให้อยากช่วยเหลือผู้อื่น ประกอบกับเมื่อโตขึ้น เห็นญาติผู้ใหญ่เริ่มเจ็บป่วยและต้องพึ่งพาการรักษา จึงคิดว่าวิชาชีพนี้ช่วยเหลือคนได้นำมาสู่การเรียนแพทย์

ฝันของ พล.อ.ต.นพ.อิทธิพร ในวัยหนุ่มขณะนั้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้น หลังเรียนจบ เค้าสอบติดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2525 กระนั้นเมื่อได้ศึกษาก็พบว่าวิชาแพทย์ แม้จะเรียนเข้มข้นแต่การเรียนสมัยก่อน ยังไม่มีการสอนภาคสังคมเรียนรู้ในชีวิตจริง จึงได้ลงเรียนวิชาเพิ่ม อาทิ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ การบริหารจัดการ ประกอบกับได้เข้าไปทำงานในสโมสรนิสิตแพทย์ จุฬาฯ ทำให้เรียนรู้ทำกิจกรรมหลายอย่าง รวมถึงการออกค่ายอาสา ตอกย้ำความคิดตัวเองที่ว่าการเรียนแพทย์อย่างเดียวช่วยรักษาคนได้เพียงครั้งละ 1 คน แต่ถ้าบริหารจัดการดีมีจิตอาสาก็จะสามารถช่วยคนไข้ได้มากขึ้นในเวลาเท่ากัน

เมื่อเรียนจบแพทยศาสตร์ได้ศึกษาต่อด้านอายุรแพทย์ที่จุฬาฯ และมาเลือกเป็นแพทย์ทหารเนื่องจากครอบครัวรับราชการทหารตำรวจ ประกอบกับได้รับการชักชวนให้เข้ามาทำงานเป็นแพทย์ทหารในกองทัพอากาศ

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร เล่าว่า ช่วงนั้นมีสถานการณ์ในสังคมหลายเหตุการณ์ที่ต้องการแพทย์จำนวนมาก จึงได้รวมกลุ่มแพทย์ที่รู้จักออกไปทำงานเชิงรุกคือ ไปหาคนไข้ในพื้นที่ ไม่ใช่ทำงานเชิงรับ รอให้คนไข้เดินเข้ามาหา ตั้งแต่นั้นมาเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติที่ใด กลุ่มแพทย์อาสาที่รวมตัวกันจะสะพายเป้ลงไปในพื้นที่ เช่น ครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ และภาคใต้ปี 2554

การพัฒนาระบบแพทย์อาสาของแพทยสภาเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมหลังปี 2553 พร้อมหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) เนื่องจากช่วงนั้นวงการแพทย์ประสบปัญหาจากความไม่เข้าใจระหว่างแพทย์กับประชาชน

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร บอกว่า ได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานว่า ทำอย่างไรก็ได้ ให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ทุกคนมีดีและอย่าดูถูกใคร นำเข้ามาแก้ปัญหาวงการแพทย์จนนำมาสู่จุดเริ่มต้น ในการทำหลักสูตรร่วมกันของแพทยสภากับสถาบันพระปกเกล้าคือ หลักสูตร ปธพ. จากวันนั้นถึงวันนี้หลักสูตร ปธพ.เปิดมาแล้ว 5 รุ่น โดยผู้เรียนแต่ละรุ่นจะมี120-140 คน มาจากบุคลากรทางการแพทย์ 70-80 คน หน่วยงานภาครัฐ 30 คน และภาคเอกชน 30 คน มาเรียนรู้ร่วมกัน โดยใช้การบริหารตามกลไกธรรมาภิบาลตามแนวทางพระราชดำรัส เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาประเทศในภาพรวม ควบคู่กับการสอนที่ทำให้ ผู้เรียนเห็นภาพกลไก 4 เสาหลักด้านระบบสาธารณสุข ประกอบด้วย

เสาที่ 1 องค์ความรู้จากอาจารย์แพทย์ 21 มหาวิทยาลัยทางการแพทย์ที่ผลิตบุคลากรแพทย์จำนวนมาก เสาที่ 2 กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีแพทย์อยู่ในโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศกว่า 800 แห่ง กลุ่มนี้ยังคงขาดแคลนเรื่องบุคลากรและงบประมาณที่เพียงพอ เสาที่ 3 หน่วยงานรัฐ และภาคส่วนอื่นที่ต้องทำงานร่วมกัน เช่น ทหาร ตำรวจ กทม. และทีมแพทย์ เสาที่ 4 แพทย์เอกชนที่เป็นแพทย์ทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่พึ่งพาตนเองได้ จึงทำให้งานบริการของโรงพยาบาลรัฐถูกแบ่งเบาลงไป

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าวว่า หลักสูตรนี้ผู้เรียนนอกจากได้ความรู้ทฤษฎีต้องสามารถนำออกไปใช้สู่การปฏิบัติด้วย ฉะนั้นจึงมีการสร้างระบบแพทย์อาสาขึ้นมา โดยจะนำผู้เรียนที่มีทั้งแพทย์และผู้ที่ไม่ได้เรียนรู้ทางด้านนี้ออกไปทำงานอาสาภายใต้ชื่อ “โครงการแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติฯ” โดยจัดครั้งแรกปี 2556 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา

ครั้งนั้นได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนออกไปตั้งโรงพยาบาลสนามอยู่ภายในอาคารเรียนหลังหนึ่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และเปลี่ยนบริเวณรอบอาคารเป็นที่ตั้งรถเอกซเรย์ รถทำฟัน รถผ่าตัดตาต้อกระจก ซึ่งการเปลี่ยนอาคารเรียนให้กลายเป็นโรงพยาบาลสนามครั้งนั้น ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ประสบความสำเร็จ

ปีต่อมารุ่นที่ 2 ได้ออกหน่วยแพทย์อาสาที่โรงเรียนพาณิชยการหัวหินใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ครั้งนั้นได้มีการพัฒนาโดยนำระบบการให้ความรู้และเชื่อมโยงกัน รวบรวมคนป่วยที่รอคอยคิวยาวนานในพื้นที่มารักษาในโครงการ (ซีโร่คิว) จากนั้นเมื่อถึงวันจริงอาจารย์แพทย์จากกรุงเทพฯ จะลงไปผ่าตัดและช่วยสอนให้ความรู้แพทย์ในพื้นที่ ซึ่งการทำเช่นนี้ทำให้เกิดความรู้ที่ยั่งยืนในพื้นที่ ส่วนผู้ป่วยหนักก็จะส่งตัวมารักษาต่อที่กรุงเทพฯ

“ครั้งที่หน่วยแพทย์อาสาลงไปที่หัวหินตอนนั้น ศ.เกียรติยศ นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ หัวหน้าแพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ออกมาสอบถามรายละเอียดว่าดำเนินการอะไรไปบ้าง เพื่อนำข้อมูลเข้าไปรายงานต่อพระองค์ภายในวังไกลกังวลให้ทรงรับทราบ ครั้งนั้นทำให้แพทย์อาสาทุกคนที่ไปรู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก”

ครั้งที่ 3 ทีมแพทย์อาสาไปออกหน่วยที่ จ.กาญจบุรี เนื่องจากเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติในพื้นที่ภาคตะวันตก และครั้งที่ 4 ช่วงต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา ประตูสู่ภาคตะวันออก ดังนั้นขณะนี้ถือว่าสามารถวางระบบได้แล้วในหลายพื้นที่หลักของประเทศตามวัตถุประสงค์ตั้งไว้คือ ทำให้เกิดความคุ้มค่าและสร้างความยั่งยืนแก่แพทย์ในพื้นที่ให้ทำเป็นระบบ เพราะถ้าไม่มีระบบใช้เงินไม่ประหยัด ไม่มีประสิทธิภาพ เช่นนั้นก็จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมเท่าที่ควร

“สิ่งสำคัญที่สุดอีกอย่างคือ ผู้บริหารระดับสูงได้ลงไปดูว่าปัญหาของคนยากจน ในพื้นที่ว่าความจริงจากต่างจังหวัดว่าเป็นอย่างไร หากเทียบกับโรงพยาบาลในเมือง เพราะต่างจังหวัดคนไข้จะมีจำนวนมากจนล้น บางครั้งต้องนอนหน้าลิฟต์ หน้าบันได หรือแม้แต่หน้าระเบียง เพราะเตียงรองรับมีไม่มีเพียงพอ นี่จึงเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยคนเหล่านี้” พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าว

การออกหน่วยของทีมจึงเป็นโมเดลแพทย์สนามแท้ๆ ที่เกิดขึ้นได้ง่าย เพียงแต่ต้องมีการรวมตัวของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่หากเกิดเหตุการณ์วิกฤต เพราะถ้าทำได้ตามโมเดลดังกล่าวจะสามารถตั้งโรงพยาบาลสนามได้ภายใน 24 ชั่วโมง

“แพทย์อาสาเป็นเพียงแค่ดาวดวงเล็กๆ ดวงหนึ่ง ที่ช่วยให้ท้องฟ้าสว่างในความมืด แต่ว่าเรายังคงต้องการพระจันทร์ที่ทำให้ท้องฟ้าสว่าง นั่นก็คือการแก้ปัญหาเชิงระบบ นโยบายภาครัฐ งบประมาณที่จะลงไปแก้ไขให้สอดคล้องกัน ทุกหน่วยงานต้องช่วยบูรณาการการทำงานกันทั้งระบบ จึงแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนได้” พล.อ.ต.นพ.อิทธพร สรุป

ที่พึ่งสนามหลวง ดูแลคนไข้ 500 คน/วัน

2สัปดาห์ที่ผ่านมา พสกนิกรจำนวนมากหลั่งไหลด้วยหัวใจเดียวกันมาที่สนามหลวง หลายคนเจ็บป่วยและเป็นลม หน่วยแพทย์ของภาครัฐมีประมาณ 10 หน่วย และทีมแพทย์อาสาก็ขอเข้ามาตั้งเป็นหน่วยที่ 11 เพื่อช่วยแบ่งเบาหน่วยหลัก

การทำงานของ “หน่วยแพทย์อาสา” ในเต็นท์ที่ให้บริการบริเวณท้องสนามหลวง พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา แจกแจงว่า หน่วยแห่งนี้มีแพทย์พยาบาลจำนวนมากที่อยากมาเข้าร่วมทำความดี โดยการบริหารใช้โมเดลการทำงานแพทย์อาสาเดียวกับทุกครั้งที่ทำ พร้อมมีการประเมินพัฒนาระบบทุกวัน เพื่อทำให้การบริการตลอด 100 วัน พร้อมรองรับประชาชนให้ดีที่สุด แต่จากการประเมินช่วงเปิดรักษา 10 วันนี้ จากที่ตั้งใจไว้ 100 วัน ถือว่าประสบความสำเร็จในเบื้องต้น เพราะรองรับการให้บริการประชาชนได้เป็นอย่างดี วันละ 300-500 คน เมื่อครบกำหนดจะส่งมอบพื้นที่ให้ภาครัฐต่อไป

ขณะนี้ระบบการรักษาถือว่ามีระบบที่ดีพอสมควร เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี เข้ามาสนับสนุนเรื่องยา ส่วนมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) กระทรวงสาธารณสุข สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สนับสนุนเรื่องบุคลากรแพทย์ จึงทำให้เต็นท์แห่งนี้เป็นหน่วยแพทย์ที่มีบุคลากรคอยบริการประชาชนได้เพียงพอแบบอาสาสมัครใจ

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร เล่าถึงการรวมบุคลากรทางการแพทย์ว่า ใช้ระบบเดียวกับการทำแพทย์อาสาที่ทำมาตลอด ภายในเต็นท์จะถูกแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ คือ 1.ส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ในการตรวจรักษาประชาชน จะมีทีมแพทย์ผลัดเปลี่ยนให้บริการตลอดทั้งวัน 2.มีทีมพยาบาลพร้อมอุปกรณ์ดูแล 3.ระบบเภสัชกร เนื่องจากพื้นที่ตั้งหน่วยอยู่ใกล้โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลรามาธิบดี จึงได้ส่งเภสัชกรมาหมุนเวียนได้ตลอดเวลาทำการทั้งวัน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานไม่เหนื่อยมากจนเกินไป และยิ่งทำให้ทุกคนมีความสุขที่ได้ดูแลคนไข้เต็มที่ ฉะนั้นเต็นท์แห่งนี้จึงเป็นศูนย์รวมแห่งความมีน้ำใจและความดีของบุคลากรอาสาทางการแพทย์

“วันนี้เต็นท์แห่งนี้เป็นที่พึ่งของคนที่เดินทางมาจากทั่วประเทศ เพราะถ้าให้ไปโรงพยาบาลเอกชนต้องเสียเงินมาก ไปโรงพยาบาลศิริราชก็อาจต้องรอคิวเข้ารับการรักษานาน วันนี้เราจึงขอเป็นที่พึ่ง บางครั้งผู้ป่วยบางคนอุ้มลูกมายืนรอแต่เช้า บางคนลืมยามา ก็มาขอรับเพื่อให้มียากินต่อเนื่อง วันหนึ่งมีคนปวดท้องคลอดลูกก็ส่งไปทำคลอดที่โรงพยาบาลรัฐให้ ฉะนั้นบุคลากรทางการแพทย์ในที่แห่งนี้ ทุกคนจึงรู้สึกดีใจที่ได้ดูแลผู้คนที่เดินทางมาอยู่ใกล้ๆ พ่อ ให้ได้รับความสะดวก”

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าวว่า ความสำเร็จวันนี้ แพทย์ทุกคนพอใจที่ได้ดูแลคนไข้ 300-500 คน/วัน แต่สิ่งที่ภูมิใจที่สูงสุดอีกอย่าง คือ การได้ทำงานใกล้พระองค์ท่าน ไม่ว่าจะมีคนป่วยในช่วงเวลานั้นหรือไม่ หมอ พยาบาล เภสัชกร ทุกคนก็ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยแพทย์ในพื้นที่สนามหลวง ส่วนระบบเต็นท์แพทย์อาสา ปธพ.นี้ วางแผนจะถอดบทเรียน ให้นำไปพัฒนาต่อยอด เพื่อถ่ายทอดให้หน่วยที่สนใจนำไปสร้างระบบการแพทย์ฉุกเฉินกรณีเกิดภัยพิบัติในอนาคตในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

“การทำแพทย์อาสาต้องมาคู่กับอุปสรรค เพราะธรรมชาติการเกิดแพทย์อาสาต้องเริ่มจากความไม่พร้อม เช่น ขาดยา ขาดแพทย์ พื้นที่เข้าถึงลำบาก จึงต้องมีการแก้ไข เพราะนักอาสาที่ดีต้องเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาในแบบสมานฉันท์ในแต่ละพื้นที่ โดยเริ่มแก้ด้วยจิตใจที่ดี มุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชน ฉะนั้นถ้ารักทำแพทย์อาสาต้องพร้อมลุย ไม่ว่าจะเจอสภาพดินฟ้าอากาศอย่างไร บางครั้งระบบไม่พร้อม แต่เมื่อเจอคนไข้ต้องตรวจให้ก่อน เพราะแพทย์อาสาถ้ารอพร้อมแล้วทำ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้งานแพทย์อาสา”

รองเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า แพทย์อาสาที่เข้ามามีเงื่อนไขเพียงว่า อาสาด้วยใจ ค่าใช้จ่ายตัวเองดูแล เพราะการเข้าทำงานนี้จะไม่ได้เงิน และหลายครั้งแพทย์อาสาที่ไปนั้น ยังนำเงินไปบริจาคให้ในพื้นที่อีกด้วย

 

ร่วมกันน้อมนำคำสอน เพื่อเป้าหมายการปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2559 เวลา 21:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/461765

ร่วมกันน้อมนำคำสอน เพื่อเป้าหมายการปฏิรูป

โดย…เกษรา กุมภาพันธ์ / ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ตลอดระยะเวลาของการครองราชย์ยาวนานถึง 70 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงสร้างประเทศไทยขึ้นมาใหม่ จากประเทศที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ยากจน กลายมาเป็นประชาชนที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสง่างามแบบพออยู่พอกินและพึ่งพาตนเองได้

โดยโครงการพระราชดำริที่มี พระองค์พระราชทานไว้ให้กับคนไทยกว่า 4,000 โครงการ จะเป็นเหมือนกับสัญลักษณ์แห่งความเมตตาที่พระองค์มีให้กับประชาชนตราบนานเท่านาน

ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เป็นคนหนึ่งที่เคยได้ถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างใกล้ชิด พร้อมกับซึมซับแนวทางการทรงงานของพระองค์เพื่อมาปรับใช้กับการทำงานของตัวเองจนที่ยอมรับของสังคม

ปานเทพ บอกเล่ากับโพสต์ทูเดย์ถึงความประทับใจที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นทั้งพระมหากษัตริย์และพ่อของแผ่นดิน ในฐานะพระมหากษัตริย์ทรงปกครองแผ่นดินโดยหลักธรรม ดังพระบรมราชโองการที่ว่า เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม”

“ตลอดรัชกาลของพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ในฐานะพระมหากษัตริย์โดยยึดหลักนี้มาโดยตลอด ทรงเป็นพ่อของแผ่นดินที่ทรงช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติเมื่อมีเภทภัยต่างๆ มาโดยตลอด ไม่ว่าจะมีปัญหาทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ปัญหาภัยธรรมชาติ ให้บรรเทาและหมดสิ้นไปอย่างน่าอัศจรรย์”

“ทรงช่วยในการพัฒนาประเทศและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ด้อยโอกาสและยากไร้ โดยผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ กว่า 4,000 โครงการ ในด้านต่างๆ เช่น การเกษตร การพัฒนาแหล่งน้ำ การสาธารณสุข การคมนาคม การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ กระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ยากไร้ และช่วยแก้ไขปัญหาเร่งด่วนต่างๆ เสริมการทำงานของรัฐบาล”

“หลักการทรงงานของพระองค์ท่าน คือ ทรงช่วยเหลือประชาชนให้มีความพร้อมและสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ที่เรียกว่าเป็นการพัฒนาแบบระเบิดจากข้างใน กล่าวคือ ให้ประชาชนมีความรู้ต่างๆ และเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาความช่วยเหลือ โครงการต่างๆ ที่จะให้ความช่วยเหลือจะทรงทำการทดลองมาก่อนจนได้ผลดีแล้ว จึงจะได้ให้หน่วยงานต่างๆ เผยแพร่ให้กับประชาชนต่อไป เช่น โครงการส่วนพระองค์ที่พระราชวังสวนจิตรลดา โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 6 ศูนย์ โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นต้น”

คำว่า “ระเบิดจากข้างใน” มีความหมายอย่างไร? ปานเทพ อธิบายว่า “หมายความว่า เวลาที่จะไปช่วยประชาชน ต้องให้ประชาชนเขาพร้อมก่อน อย่าเอาโครงการเข้าไปใส่โดยที่ประชาชนเขายังไม่พร้อม ให้ประชาชนเขาทราบก่อน อย่างเช่นเขาต้องมีความรู้ในเรื่องของเกษตร ถ้ามีความรู้ที่จะรับความรู้สมัยใหม่ได้ คือต้องมีความรู้เพียงพอก่อนที่จะเอาสิ่งต่างๆ ไปให้ ดังนั้น ระเบิดจากข้างใน คือ ให้ประชาชนเนี่ยมีความพร้อม ก่อนที่จะมารับความช่วยเหลือจากพระองค์ท่าน อย่างบอกว่าระเบิดจากข้างในแทนที่ว่าจะข้างนอกเข้าไป แต่ต้องให้ข้างในพร้อมเสียก่อน”

ขณะเดียวกัน นอกจากจะเคยเป็นอดีตเลขาธิการ กปร.แล้ว “ปานเทพ” ยังเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก่อนที่ปัจจุบันจะมาทำหน้าที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

ปานเทพ บอกว่า ไม่ว่าจะทำงานในตำแหน่งใดก็ได้น้อมนำคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นแนวทางในการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน โดยเฉพาะการทำงานที่ต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใสและต้องไม่มีการทุจริต เพราะเมื่อประเทศไม่มีการทุจริตแล้วประเทศก็จะเดินหน้าได้อย่างสง่างาม

“พระราชดำรัสของพระองค์จะเน้นให้ทุกคนที่ทำงานต้องมีความรู้ และต้องมีความบริสุทธิ์ใจ มีความจริงใจ มีความซื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่ของตน เมื่อทำเช่นนั้นได้เราก็สามารถจะทำงานในหน้าที่ของตนได้เป็นอย่างดี แต่เหนืออื่นใดการทำงานต้องยึดประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว เพราะว่าถ้าเราไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตแล้ว ทุกอย่างมันก็ผิดวัตถุประสงค์ไปหมด มีการบิดเบือนไปทั้งหมด”

“อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ ก็คือ เรื่องของความสามัคคี ความรู้รักสามัคคี พระองค์ท่านก็พระราชทานไว้โดยตลอด ประเทศชาติต้องรู้รักสามัคคี ถ้าไม่มีตรงนี้ประเทศชาติก็จะไปลำบาก เพราะความรู้รักสามัคคีถือเป็นพลังสำคัญที่สุด”

ขณะเดียวกัน ปานเทพ ในฐานะสมาชิก สปท. คิดว่า การปฏิรูปประเทศจะเป็นผลสำเร็จได้ก็ต้องยึดตามแนวทางพระราชดำริและแนวทางการทรงงานของพระองค์ ทั้งในเรื่องการสร้างกระบวนการของการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจในแต่ละเรื่องที่ต้องมีข้อมูลอย่างเพียงพอ

“การปฏิรูปต่างๆ คือ การพัฒนา การพัฒนาต่างๆ ต้องยึดหลักของความถูกต้อง และยึดหลักของการพัฒนาที่ต้องดำเนินการให้เป็นขั้นเป็นตอน และต้องยึดหลักของความสอดคล้องต่างๆ ตามภูมิสังคม ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการทรงงานของพระองค์”

สุดท้าย ปานเทพ เสนอว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่ประชาชนควรทำถวายพระองค์ คือ ต้องทำตัวเป็นคนดี ใครมีหน้าที่อย่างไรก็ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดนะครับ ผู้สื่อข่าวก็มีหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวที่ดี และต้องมองพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างและเจริญรอยตามพระยุคลบาท ถ้าทำได้แบบนี้จะเป็นกำลังใจให้งานที่ทำลงไปจะออกมาได้ผลดี

“พูดอย่างนี้ก็เหมือนกับว่าจะเป็นเรื่องนามธรรม แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ มันต้องอยู่ในจิตใจของคนเรา อย่างเรื่องของคอร์รัปชั่นต่างๆ ประเทศอื่นเมื่อก่อนเขาก็มีเยอะ แต่ว่าเขาก็ร่วมมือร่วมใจกันจนกระทั่งเขาสามารถแก้ไขได้ ประเทศของเรายังไม่สายหรอก แต่เราต้องร่วมมือกัน”

เศรษฐกิจพอเพียง ใช้ได้กับเศรษฐี-คนจน

ประเด็นหนึ่งที่หลายต่อหลายคนมีความเข้าใจไม่ตรงกัน คือ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะได้พระราชทานให้กับคนไทยมาเป็นเวลาหลายสิบปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 แต่ก็ยังมีอยู่ไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของหลักปรัชญาดังกล่าว ซึ่ง “ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” อดีตเลขาธิการ กปร. ได้ใช้โอกาสนี้อธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงทำเป็นอย่างมาตลอด โดยหลักสำคัญของปรัชญานี้ คือ ให้ประชาชนพออยู่พอกิน มีงานอยู่ตลอด คำว่า พอเพียง หมายถึง การพอประมาณ และมีเหตุผลต่างๆ อย่างผมเองก็คิดว่าคำว่า พอเพียง ใกล้เคียงกับคำว่า สันโดษ”

“สันโดษไม่ใช่ว่าไม่ทำอะไรเลยนะครับ เราต้องพยายามที่จะให้มันพอดีกับตัวเราเองนะครับ แต่ว่าจะต้องไม่สันโดษในการทำความดีนะ ในเรื่องของคุณธรรมจะต้องไม่สันโดษ หลักคือว่าสันโดษในสิ่งเสพ แต่ไม่สันโดษในคุณธรรม อย่างนี้เป็นต้นนะครับ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียง หมายความว่า ทำอะไรก็ตามต้องให้พอเพียงกับฐานะความเป็นอยู่ของตนเอง แต่ว่าถ้าสามารถทำให้ดีขึ้นได้ก็ต้องทำให้ดีขึ้น”

ส่วนตัวมองว่าประชาชนมีความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมากน้อยขนาดไหนอย่างไร? ปานเทพ ตอบว่า “คิดว่าประชาชนก็เข้าใจมากขึ้น เพราะว่าได้มีการพูดกันอะไรต่ออะไรเยอะ เมื่อก่อนนี้นึกว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของชาวไร่ชาวนาเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น เพราะเศรษฐกิจพอเพียงใช้ได้กับกลุ่มทั้งหมดเลย สามารถที่จะมาดำเนินชีวิตนะครับ”

“คนที่เป็นเศรษฐีก็เศรษฐกิจพอเพียงได้ เพราะถ้าทำอะไรเกินตัวไปโดยไม่ระมัดระวังก็จะเกิดปัญหา เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความพอเพียง พอประมาณ ความมีเหตุผล แล้วมีภูมิคุ้มกัน มีความรู้ แล้วก็ต้องมีคุณธรรมเป็นหลักที่ใครๆ ก็ต้องยึด ไม่ว่าจะเป็นคนร่ำรวยหรือคนยากจน”

“เศรษฐกิจพอเพียงเนี่ย คือ การดำเนินชีวิต ถ้ายึดหลักของเราศาสนาพุทธ นี่ก็คือการดำเนินการทางสายกลางนั่นเอง ส่วนตัวก็คิดว่าปัจจุบันประชาชนเข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจมากขึ้น”

ถ้าจะเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับตัวเองในช่วงที่เศรษฐกิจในภาพรวมยังมีปัญหาอยู่ในปัจจุบัน ควรจะต้องทำอย่างไร? ระบุว่า “ตอนนี้เราก็ต้องตั้งสติของเรานะครับ และดำเนินชีวิตของเราด้วยความระมัดระวัง ดำเนินชีวิตด้วยการมองว่าอะไรที่จำเป็นจะต้องใช้ก็ใช้ไป อะไรที่คิดว่ามันไม่สำคัญ มันเป็นความฟุ้งเฟ้อก็ต้องระมัดระวังตัว ซึ่งไม่ว่าใครจะมีฐานะอย่างไรก็ต้องปรับตัวและดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง”

 

“เขียนรูปในหลวงยากที่สุด”ความในใจศิลปินดัง ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี-สุรเดช แก้วท่าไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 18:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/461632

"เขียนรูปในหลวงยากที่สุด"ความในใจศิลปินดัง ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี-สุรเดช แก้วท่าไม้

เรื่องและภาพโดย…อินทรชัย พาณิชกุล

ชั่วชีวิตหนึ่งของคนทำงานศิลปะในเมืองไทยล้วนต้องเคยวาดรูปในหลวงด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะวาดเล่น ส่งการบ้านอาจารย์ ส่งประกวด จนถึงวาดขายเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ

แต่คงมีไม่กี่คนที่สามารถวาดรูปในหลวงออกมาได้อย่างสวยสดงดงาม เป็นที่ต้องการของนักสะสม ทั้งยังสร้างชื่อเสียงได้การยอมรับว่าเป็นศิลปินภาพเหมือนที่วาดรูปในหลวงได้ดีที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย

ศิลปินสองคนในจำนวนไม่กี่คนนั้นคือ ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี และ สุรเดช แก้วท่าไม้

“เขียนรูปในหลวงต้องเขียนให้ดีที่สุด”ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นศิลปินวาดภาพเหมือนบุคคล (Portrait) ได้อย่างมีสไตล์ชัดเจนคนหนึ่งของวงการ

โดยเฉพาะภาพเขียนในหลวงจากปลายพู่กันของเขาถือเป็นที่ต้องการของนักสะสม ราคาหลักล้าน

ศักดิ์วุฒิบอกว่า การเขียนรูปคนนั้นยากที่สุด ในประวัติศาสตร์วงการศิลปะไทย คนที่เขียนรูปคนได้ดีและเป็นที่ยอมรับมีน้อยมาก

ผมว่ามีไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ เพราะการเขียนรูปแนวอื่นมักไม่ค่อยถูกจับผิดเท่าเขียนรูปคน ถ้าเขียนไม่เหมือน คุณเสร็จเลย ยกตัวอย่างรูปในหลวง ทรงสวมแว่นตาแบบนี้ ทรงผมแบบนี้ ฉลองพระองค์แบบนี้ ถ้าวาดออกมาไม่เหมือน ถอดแว่นตา ถอดฉลองพระองค์ ถอดสิ่งต่างๆเหล่านี้ออกไปก็จะไม่รู้เลยว่าเป็นใคร แต่ถึงจะยาก ทุกคนก็ยังอยากเขียนรูปพระเจ้าอยู่หัวอยู่ดี ศิลปินที่เขียนรูปในหลวงได้ดีมากรุ่นเก่าๆก็เช่น อาจารย์จำรัส เกียรติก้อง อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต รุ่นถัดมาก็พี่วราวุธ ชูแสงทอง งานของคนเหล่านี้ให้อิทธิพลการเขียนรูปคนแก่คนรุ่นหลังมากมาย

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี กับผลงานภาพเขียนในหลวงชิ้นล่าสุด

 

บรรยากาศสตูดิโอส่วนตัว

 

 

ไม่น่าเชื่อว่า ถึงแม้จะได้รับการยกย่องว่าวาดรูปในหลวงได้สวย แต่ศักดิ์วุฒิบอกว่าตลอดชีวิตการทำงานเขาวาดรูปในหลวงไม่ถึง 20 ชิ้น

พูดตรงๆว่า รูปพระเจ้าอยู่หัวนั้นยังไงก็ขายได้ แต่ผมไม่ได้เขียนเยอะ เพราะเขียนยาก หนึ่ง ข้อมูลน้อย โดยปกติเวลาเขียนรูป ผมจะถ่ายภาพด้วยตัวเอง แต่ในหลวง เราไม่สามารถถ่ายเองได้ ฉะนั้นต้องเอาจากรูปที่พิมพ์ต่อๆกันมาซึ่งมีทั้งที่ผิดเพี้ยน บิดเบี้ยวผิดรูป การเขียนรูปในหลวงเราไม่ได้เขียนให้ตัวเองดูคนเดียว แต่เขียนให้คนทั้งประเทศดู ฉะนั้นต้องเขียนให้ดีที่สุด การเขียนให้ดีเพื่อสร้างชื่อกับเขียนเพื่อขายมันต่างกัน รูปที่ผมเขียนต้องดีและสร้างชื่อด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่าเขียน เขียน เขียน ผมเคยโดนถากถางว่า เมื่อไหร่จะเลิกหากินกับในหลวง เซ็งมาก ทำไมล่ะ ผมชอบวาดรูปในหลวง ทำงานที่ตัวเองชอบยังผิดเลย ถ้าผมคิดถึงเรื่องการค้า ป่านนี้่รูปในหลวงคงเต็มบ้านแล้ว

สำหรับพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ศิลปินรายนี้เลือกนำมาเขียนรูป จะเน้นที่ภาพเก่าๆย้อนยุค โบร่ำโบราณ

ผมชอบภาพถ่ายโบราณ ภาษาชาวบ้านคือ ชอบเล่นของเก่าว่างั้นเถอะ รูปในหลวงสมัยโบราณนั้นได้อารมณ์ความศิวิไลซ์ในยุคนั้น บ้านเมืองมันวินเทจ รถราถนนหนทาง การแต่งเนื้อแต่งตัวสวยเหลือเกิน พระเจ้าอยู่หัวก็หล่อ พระราชินีก็สวย ภาพถ่ายเหล่านี้มันกระตุ้นให้เราอยากเขียนรูป ล่าสุดวันเกิดผม 5 กันยาที่ผ่านมา ผมคิดอยู่นานว่าจะให้ของขวัญตัวเองยังไง  เลยวาดรูปพระเจ้าอยู่หัว รูปนี้ผมตั้งใจเก็บไว้ ไม่ขายเด็ดขาด

 

 

 

 

 

ภาพเขียนเปื้อนคราบน้ำตาของ”สุรเดช แก้วท่าไม้”

ไม่นานมานี้ โลกออนไลน์ได้เผยแพร่พระบรมฉายาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะทรงกำลังประทับอยู่หน้าเปียโนเพื่อพระราชนิพนธ์เพลง โดยมีแมวน้อยยืนเมียงมองไม่ห่าง สีสันลายเส้นอันงดงามวิจิตร ทว่าดุดันทรงพลัง สะกดจิตสะกดใจผู้ชมยิ่งนัก ภาพดังกล่าวเป็นผลงานของ สุรเดช แก้วท่าไม้ ศิลปินรุ่นใหญ่วัย 53

ภาพที่เจ้าตัวสารภาพว่าเขียนขึ้นมาพร้อมคราบน้ำตา

นอกจากรูปพ่อรูปแม่ ผมชอบเขียนรูปในหลวง เพื่อเป็นบุญบารมี เป็นสิริมงคลให้แก่ตัวเอง ผมได้รับแรงบันดาลใจจากภาพคัทเอาท์โรงหนัง สมัยนั้นเวลาถึงวันเฉลิมทีพระชนมพรรษาจะมีภาพเขียนในหลวงขนาดใหญ่ สวยเด่นจนต้องมองเหลียวหลัง ผมก็หัดวาดมาเรื่อย ใครวาดรูปเก่งก็จะได้ติดบอร์ดโรงเรียน เลยเถิดมาจนกระทั่งตอนโต รับจ้างเขียนหาเงินเรียนหนังสือ หรือเขียนเพื่อเทิดพระเกียรติในวโรกาสสำคัญๆ

สุรเดช แก้วท่าไม้

สุรเดช เล่าว่า การวาดรูปในหลวงนั้นยากที่สุดในบรรดารูปคนเหมือนทั้งหมด เนื่องจากชาวไทยทั้งประเทศต่างรู้จักพระองค์ท่าน และคุ้นเคยกับภาพในหลวงบนฝาบ้านไม่ต่างจากภาพถ่ายสมาชิกครอบครัว ฉะนั้นหากวาดผิดเพี้ยนนิดเดียวคนจะรู้ได้ทันที

เขียนรูปคนยากที่สุดแล้ว ถ้าเขียนรูปอื่นแล้วคลาดเคลื่อนไปสักหนึ่งหรือสองนิ้ว คนดูก็ยังไม่รู้สึกว่าผิดเพี้ยน แต่เขียนรูปคนผิดไปแค่เซนต์เดียวก็ไม่เหมือนแล้ว การวาดรูปในหลวงศิลปินจะเกร็งมาก เครียด ไม่เหมือนไม่ได้เลย เพราะคนจะมองว่าคุณฝีมือไม่ถึง เวลาเขียนรูปในหลวง ผมจะยึดตามคำสอนของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต นั่นคือ เวลาท่านเขียนรูปในหลวง เราไม่มีวันรู้เลยว่าท่านเอามาจากภาพต้นฉบับไหน ท่านจะไม่ยึดภาพใดภาพหนึ่งเป็นหลัก แต่จะหยิบเอาจากหลายๆภาพมาผสมผสานกันเพื่อสร้างชิ้นงานใหม่ขึ้น

ศิลปินทุกคนเมื่อก้าวสู่คำว่า ‘มืออาชีพ’ ผลงานที่ออกมาล้วนมีสไตล์เฉพาะตัวปรากฎให้เห็นอย่างเด่นชัด เช่นเดียวกับภาพเขียนในหลวงชิ้นล่าสุดของสุรเดช

ผลงานภาพเขียนชิ้นล่าสุดที่สุรเดช แก้วท่าไม้บอกว่า ‘เขียนขึ้นพร้อมคราบน้ำตา’

ขณะเขียนรูปนี้ผมอยู่ที่หัวหิน ทะเลยามนั้นราบเรียบ ฟ้าครึ้มเหมือนฝนกำลังจะตั้งเค้า บรรยากาศมันซึมๆเหงาๆ ทันทีที่ทราบข่าว น้ำตาผมก็ไหลออกมา” สุรเดชบอกเสียงเศร้า ก่อนอธิบายที่มาของภาพให้ฟังต่อว่า

ในภาพ พระองค์ท่านทรงเล่นเปียโนแต่งเพลงอยู่ ผมให้ลูกชายซึ่งเรียนด้านดนตรีวิเคราะห์การวางนิ้วของท่าน บวกกับหาข้อมูลเมื่อครั้งท่านเสด็จไปยังเมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า ท่านแต่งเพลงอะไรไว้บ้าง สรุปแล้วน่าจะเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ชื่อเทวาพาคู่ฝัน โดยมีแมวชื่อติโตนั่งยิ้มมองมาอย่างมีความสุข เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตแรกที่ได้ฟังเพลงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ของพระองค์ท่าน

ทั้งหมดนี้คือเรื่องเล่าแห่งความปลาบปลื้มใจของสุรเดช แก้ว ท่าไม้ และศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี ศิลปินผู้ได้ชื่อว่าเขียนรูปในหลวงได้สวยที่สุดคนหนึ่งของไทย.

 

 

 

 

 

“สีกากีคือสีของดิน ภูมิใจที่ได้รับใช้แผ่นดิน” ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 19:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/460751

"สีกากีคือสีของดิน ภูมิใจที่ได้รับใช้แผ่นดิน" ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล

โดยทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“เราคนไทยด้วยกันทั้งหมด มีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวกัน ผู้ทรงเป็นหลักชัยของบ้านเมือง คนไทยอยู่ได้ภายใต้ความร่มเย็นเป็นสุข ด้วยพระบุญญาบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” คำกล่าวตอนหนึ่งของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งโพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 12 ต.ค. 2559 ในประเด็นหลักการทำงานตลอดช่วงชีวิตรับราชการ 37 ปี ก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

“บุคคลที่สูงสุดในชีวิตของคนไทยก็คือ ในหลวง ฉะนั้นอยากให้ข้าราชการทุกคนมีบุคคลที่เป็นแบบอย่างในดวงใจ เพื่อจะได้มีต้นแบบที่ดีในการใช้ชีวิตทำงาน เช่น ผู้ว่าฯ นายอำเภอ หรือหัวหน้าหน่วย ส่วนนักเรียนควรมีครูอาจารย์เป็นแบบอย่าง เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นสังคมซึ่งไร้ทิศทาง เมื่อนั้นอาจจะลำบาก”

ม.ล.ปนัดดา เล่าว่า ตลอดชีวิตการรับราชการ 37 ปี เห็นอะไรมาเยอะ ตั้งแต่ผู้บริหาร สิ่งแวดล้อม กรอบความคิดผู้ทำงาน แต่ถึงอย่างไรตนเองก็รู้สึกภูมิใจ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้เป็นข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฉะนั้นจึงต้องทำงานเพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นผล จึงคิดว่าไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งอะไร ผู้ว่าฯ นายอำเภอ ฯลฯ แต่ถ้ามุ่งมั่นปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบก็จะเกิดผลดีต่อสังคมที่ตนเองดูแล แต่เมื่อได้เข้ามาเป็นผู้ปฏิบัติงานในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนกลาง การทำงานจึงต้องปรับเปลี่ยนไปจากรูปแบบบทบาทที่เคยทำมา

“สาเหตุที่ชุดข้าราชการที่สวมเป็นสีกากี เพราะเป็นสีของดิน เมื่อเปรอะเปื้อนอะไรก็จะมองไม่เห็น ฉะนั้นจึงเป็นที่มาของสีกากี นอกจากนี้ความหมายของสีกากี ที่เป็นสีของดิน เป็นสีที่เรียกว่าพลังของแผ่นดิน ตรงกับพระนามของในหลวง ภูมิพลฯ ฉะนั้นข้าราชการทุกคนจึงเปรียบเสมือนเป็นพลังของแผ่นดิน พลังของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ม.ล.ปนัดดา กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

ม.ล.ปนัดดา เล่าอีกว่า เมื่อได้เข้ามารับตำแหน่งนี้ ไม่เคยคิดที่จะรบกวนเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานเดิม (กระทรวงมหาดไทย) เพราะส่วนตัวมีแนวคิดว่า ถ้าอยู่ที่ใดจะต้องเป็นคนของที่นั่น หมายถึงการจะนำใครมาช่วยงาน ควรต้องให้เกียรติผู้ที่อยู่ในหน่วยงานนั้น ไม่ใช่จะพาใครมาจากหน่วยงานเดิม มาทำหน้าที่อาวุโสในหน่วยงานใหม่ เพราะตนมีความเชื่อว่าใครจะรู้จักหน่วยงานดีกว่าคนที่อยู่มาแต่เดิม

“ตอนที่ผมเข้ามาทำงานในทำเนียบฯ ยังตกใจเลย เพราะเดิมคิดว่าชีวิตการทำงานจะจบแบบเรียบง่าย ในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะก่อนหน้านั้นที่เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นความฝันสูงสุดในชีวิตของผม และก็คิดว่าจะจบลงเช่นนั้น แต่ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์ในบ้านเมืองเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่ต้องทำให้ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต มาจบลงที่สำนักนายกรัฐมนตรีแห่งนี้”ม.ล.ปนัดดา ระบุ

รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า งานอีกด้านที่รัฐบาลต้องการส่งเสริม คือ เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีเตรียมที่จะเชิญชวนประชาชน ข้าราชการให้ร่วมกันเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติบำเพ็ญตน เพื่อเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิต ให้อยู่ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งขณะนี้ได้มีการบรรจุอยู่ใน 10 ยุทธศาสตร์แผนฉบับที่ 12 ของรัฐบาล โดยการทำงานจะมีการประสานกับทุกภาคส่วน ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศชาติเกิดความยั่งยืน

ส่วนงานด้านอื่นที่นายกรัฐมนตรียังคงมอบหมาย ได้ลงพื้นที่พบกับประชาชนตามนโยบายประชารัฐ นอกจากภารกิจตรวจราชการแล้ว ยังได้ลงไปเยี่ยมตามสถานศึกษาทุกจังหวัดของประเทศ ซึ่งก็ได้พบปะพูดคุยกับครูอาจารย์ และลูกหลานในหลายจังหวัด จึงคิดว่าการปลูกฝังเยาวชนที่ดี ควรต้องเริ่มตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ให้ได้รับการดูแลอบรมที่ดี แต่ต้องทำในแบบเรียบง่าย

ดังนั้น การดูแลเยาวชนของชาติเป็นหน้าที่ของครูอาจารย์ที่ต้องช่วยกัน ในการสร้างอนาคตของลูกหลานไทยให้เป็นอนาคตของประเทศ ฉะนั้นบุคลากรทางการศึกษาทุกท่านควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เยาวชน ซึ่งส่วนตัวอยากกราบขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านที่มีบุญคุณอันใหญ่หลวง ในการสร้างอนาคตลูกหลานของประเทศ และขอให้ทำหน้าที่นี้ต่อไป

“ล่าสุดตอนการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (เอซีดี) เมื่อวันที่ 9-10 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นตัวแทนไปรับและส่งนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรภูฏาน ซึ่งท่านเล่าว่า ในหลวงทรงเป็นที่รักของ สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก กษัตริย์แห่งภูฏาน รวมไปถึงสมเด็จพระราชินี และประชาชนชาวภูฏานทุกคน รวมทั้งยังชื่นชมแนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ว่าเป็นสิ่งที่ล้ำเลิศจนเป็นที่ชื่นชม ศรัทธาของประชาคมโลก และเมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว ก็รู้สึกน้ำตาซึม ซึ่งก่อนที่นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรภูฏานจะขึ้นเครื่องเดินทางกลับได้พูดประโยคสุดท้ายว่า ขอถวายพระพร”ม.ล.ปนัดดา ระบุ

รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำหน้าที่ของข้าราชการทุกคนตั้งแต่ระดับกระทรวง จังหวัด ท้องถิ่น จะต้องยืนหยัดในหลักการ คือ ต้องเข้าใจผู้คน ส่วนผู้บังคับบัญชาต้องทำงานเพื่อประชาชน ให้เป็นไปตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะหลักการนี้จะเป็นความอยู่รอดของชาติ แม้แต่ชาวต่างชาติยังเลื่อมใสศรัทธา ดังนั้นคนไทยทุกฝ่ายต้องช่วยกันยืนหยัดในจุดนี้ให้เป็นที่น่าภูมิใจ เพราะถ้าเจ้าหน้าที่บ้านเมือไขว้เขวไม่ชัดเจน แล้วสังคมจะฝากความไว้วางใจกับใครได้ รวมถึงประชาชนต้องเชื่อมั่นในตัวข้าราชการ ไม่ควรมีการนำสีมาแบ่งแยกกัน เพราะความเป็นคนไทยเป็นสิ่งที่บรรพชนรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ร่วมกันสั่งสมคุณงามความดีให้กับแผ่นดินไว้มาอย่างยาวนาน

ภาคภูมิใจรับใช้แผ่นดิน

“ม.ล.ปนัดดา” เป็นตัวอย่างข้าราชการที่ดีในการทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท เป็นตัวอย่างข้าราชการรุ่นใหม่ที่จะเข้ามารับราชการในกระทรวงมหาดไทย เพราะตลอดชีวิตการทำงานตั้งใจอยู่ในกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่เริ่มทำงานในตำแหน่งข้าราชการชั้นผู้น้อยจนวันนี้กลายเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ย้อนอดีตงานแรกที่ได้รับใช้แผ่นดิน คือ เป็นล่ามแปลภาษาอังกฤษให้กับรัฐมนตรีประจำกระทรวง จึงได้ทำงานใกล้ชิดกับนักการเมืองและผู้สื่อข่าว ที่จะต้องถ่ายทอดข่าวสารให้สาธารณะรับทราบ จากล่ามจนได้เป็นหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี ทำงานผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายยุคหลายสมัย

ด้วยบุคลิกอ่อนน้อมถ่อมตนจึงได้รับความไว้วางใจ และเป็นที่ประทับใจจากข้าราชการและนักการเมือง

แม้ปัจจุบันจะได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง แต่ ม.ล.ปนัดดา มีความภาคภูมิใจตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดมากที่สุด โดยเฉพาะครั้งดำรงตำแหน่งเป็น ผวจ.เชียงใหม่ กับนครปฐม เพราะการได้ทำงานคลุกฝุ่นคลุกดินกับประชาชน คือ หัวใจงานมหาดไทย

 

“เอาเวลาจับผิดคนอื่น มาเเบ่งปันดีกว่า” ภัทรียา อนันตสิริภัทร์ สาวใจงาม ทำริบบิ้นดำแจกชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 17:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/460577

"เอาเวลาจับผิดคนอื่น มาเเบ่งปันดีกว่า" ภัทรียา อนันตสิริภัทร์ สาวใจงาม ทำริบบิ้นดำแจกชาวบ้าน

เปิดใจ “ภัทรียา อนันตสิริภัทร์”  ผู้ประกาศยุติความขัดแย้ง ดราม่าเรื่องสีเสื้อ ด้วยการผลิตโบว์ดำเเจกประชาชน

โลกออนไลน์กำลังชื่มชมกลุ่มคนหลายกลุ่มที่ออกมาช่วยยุติเรื่องสีเสื้อดราม่า ด้วยการรวมกลุ่มนั่งทำริบบิ้นดำให้ประชาชนนำไปติดเสื้อเพื่อแสดงความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“ภัทรียา อนันตสิริภัทร์” หนึ่งในหญิงสาวที่ร่วมทำริบบิ้นดำกับกลุ่มเพื่อนและนำภาพจากผู้คนกลุ่มอื่นๆมาร่วมเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กพร้อมโพสต์ข้อความระบุว่า “หาเวลาทำแจกชาวบ้านดีกว่า ใครมีเวลามีทุนทรัพย์ก็ทำแจก พี่วิน รปภ. แม่บ้าน และชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ คนที่ไม่ได้มีเงินมาซื้อเสื้อดำหลายๆตัว”

ภัทรียา เผยว่า ความเศร้าโศกกำลังกลายเป็นดราม่า ภายหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สวรรคต เมื่อชาวไทยบางฝ่ายพากันโจมตีผู้ที่ไม่ใส่เสื้อสีดำกันอย่างรุนแรงว่า ไม่รู้จักกาลเทศะและไร้มารยาท ในภาวะสถานการณ์เช่นนี้ ทั้งที่จริงๆ แล้ว พวกเขาอาจมีเหตุผลต่างๆ นานาที่ทำให้ไม่สามารถหาเสื้อดำมาใส่ก็เป็นได้

“วันก่อนไปท้องสนามหลวง เพื่อร่วมงานเคลื่อนขบวนอัญเชิญพระบรมศพ สู่พระบรมมหาราชวัง และเห็นบางคนถูกตำหนิ เพียงเพราะไม่ได้ใส่เสื้อสีดำ บางคนมาไกลจากต่างจังหวัด เสื้อผ้าอาจจะหาไม่ทัน แต่พวกเขาก็ถูกตัดสินว่าไร้มารยาทซะแล้ว ขณะที่กระแสในโซเชียลมีเดียก็รุนแรงเหลือเกินกับการตำหนิ ประจาน ด่าทอ ผู้ที่ไม่ได้ใส่เสื้อดำ บางคนใส่ยูนิฟอร์มของบริษัท ก็โดนบ่น บางคนหาเช้ากินค่ำ เงินเดือนไม่ได้มากมาย ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท อาจไม่ได้มีกำลังมากพอจะหาซื้อมาใส่ได้ทุกวัน”

การตำหนิอย่างไร้เหตุผลและขาดการมองอย่างรอบด้าน ทำให้  ภัทรียา มองว่าการทำ ริบบิ้นหรือโบว์ดำ ซึ่งง่าย สะดวกและเหมาะสมกับทุกคน โดยเธอเผยว่า เคยใช้วิธีนี้ในการไว้ทุกข์ให้กับ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์มาแล้ว

สาวรายนี้ ทิ้งท้ายว่า หากรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 อย่างแท้จริง ก็ควรเลือกใช้ช่วงเวลาแห่งความเปราะบาง อ่อนแอ แบ่งปันสิ่งดีงามและรู้จักเคารพผู้อื่น มากกว่าโจมตี สิ่งเล็กๆ น้อยๆ อันเป็นภาพนอกที่แตกต่างจากสิ่งที่ตัวเองแสดงออก

“ถ้ารักในหลวง ควรจะใช้ช่วงเวลานี้ทำสิ่งดีๆ แบ่งปันให้กับคนที่ไม่มี เคารพผู้อื่น เพราะแต่ละคนมีต้นทุนไม่เท่ากัน การแสดงออกไม่เหมือนกัน ไม่มีใครไม่เสียใจกับการสูญเสียครั้งนี้หรอก พระองค์ท่านกล่าวเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเสมอ ว่าเราควรจะใช้แต่พอดี ไม่เกินตัว ซึ่งตอนนี้เราเห็นแล้วว่าเสื้อดำสำหรับบางคนมันราคาแพง ควรจะเอาเวลาที่จับผิดหรือโจมตีคนอื่น มาแบ่งปันให้เขาดีกว่า รู้รักสามัคคี ตามที่ในหลวงทรงกล่าวไว้”

เธอพร้อมพรรคพวก กำลังช่วยกันผลิตโบว์ดำที่ วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร  โดยเชิญชวนจิตอาสา มาร่วมกันเย็บและส่งต่อให้ผู้สนใจต่อไป เช่นเดียวกับประชาชนอีกกลายกลุ่มที่ต่างรวมตัวร่วมกันผลิตโบว์ดำเพื่อแจกจ่ายให้ผู้คน ซึ่งภาพที่มานำเสนอประกอบนี้ล้วนบ่งบอกถึงความตั้งใจอันแรงกล้าของกลุ่มจิตอาสาที่ต่างร่วมแรงร่วมใจในการทำความดีเพื่อ “ในหลวง” อันเป็นที่รักยิ่งได้เป็นอย่างดี

ภาพจาก บริษัท ไฮมิก, https://www.facebook.com/monica.romanov/posts/1104693052946822?pnref=story , Mildiie Sinthuuthai
www.facebook.com/prugsaporn.sinthuuthai

 

 

“ยากที่สุดในชีวิต เมื่อต้องอ่านข่าวที่ไม่มีใครอยากได้ยิน”วีรศักดิ์ ขอบเขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 17:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/460353

"ยากที่สุดในชีวิต เมื่อต้องอ่านข่าวที่ไม่มีใครอยากได้ยิน"วีรศักดิ์ ขอบเขต

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ทันทีที่เครือข่ายสังคมออนไลน์เผยแพร่ภาพผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจกำลังร่ำไห้ หลังจากอ่านข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

กระแสชื่นชมให้กำลังใจก็เกิดขึ้นตามมา

กว่า 20 ปีบนเส้นทางสื่อมวลชน ป๋อง-วีรศักดิ์ ขอบเขต ผู้ประกาศข่าวหนุ่มเเห่งกรมประชาสัมพันธ์ เล่าว่า เพิ่งได้พบกับช่วงเวลาในการอ่านข่าวที่ยากที่สุดในชีวิต เมื่อได้รับเเจ้งว่า ต้องทำหน้าที่อ่านข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

”เวลานั้นผมรู้สึกเเย่ที่สุดในชีวิตการทำงาน เป็นเรื่องยากเเละเเย่ เมื่อมันเป็นข่าวที่ทุกคนไม่อยากได้ยิน”

วีรศักดิ์ เล่าต่อว่า ทันทีที่รู้ว่าพระองค์ท่านสวรรคต ก็เกิดอาการโศกเศร้าเสียใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว กระทั่งรับทราบว่าจะต้องเป็นผู้ทำหน้าที่อ่านชิ้นนี้ต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศ  จึงกลายเป็นภาวะที่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด ทันทีที่ได้รับสคริปต์ เขาตัดสินใจหลับตา พนมมือ อธิษฐานถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งสุดท้าย

”เป็นการเตรียมตัวที่น้อยมาก ก่อนอ่านเราพนมมือขอพรพระองค์ท่าน อยากทำหน้าที่ให้ดีที่สุดถวายท่านเป็นครั้งสุดท้าย และดีที่สุดของการเป็นผู้ประกาศข่าว ขอให้ลูกมีสมาธิ มีสติในการทำงานเพื่อให้ผ่านพ้นไปด้วยดี …เเต่มันก็ยากจริงๆ”

หลังเสร็จสิ้นการอ่านข่าวประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ ภาพถูกตัดไปยังสารคดีพระราชประวัติเเละพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วีรศักดิ์ฟุบหน้าลงกับโต๊ะข่าว ก่อนร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร

”พอตัดจบ เข้าสู่ช่วงสารคดีต่อ เราก็ฟุบ ร้องไห้เลย”

ผู้ประกาศข่าววัย 44 รายนี้ รับหน้าที่อ่านข่าวพระราชสำนักมาตั้งเเต่ปี พ.ศ.2554 เขาบอกว่า ความยากลำบากในการทำงานคือ ภาษาเเละเนื้อหาที่จำเป็นต้องถ่ายทอดออกมาอย่างถูกต้องเเม่นยำ ผู้อ่านต้องมีสมาธิเเละความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ

นอกจากทักษะความเชี่ยวชาญที่ได้รับจาการทำงาน สิ่งสำคัญที่ฟูมฟักเเละผลักดันให้เขาเติบโตขึ้นก็คือ พระราชดำรัสหรือพระบรมราชาโอวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

“ทุกครั้งที่ได้อ่านข่าวในพระราชสำนัก พระราชกรณียกิจต่างๆของพระองค์ท่านทำให้เราประทับใจ โดยเฉพาะพระบรมราโชวาท หรือพระราชดำรัส สังเกตได้ว่า ทุกอย่างที่ท่านสอนนั้นคือความจริงทั้งหมด

สิ่งหนึ่งที่ผมยึดถือมาเสมอคือ เวลาปิดทองพระ ไม่จำเป็นต้องข้างหน้าเสมอไป ข้างหลังก็ได้ ปิดให้เต็มเดี๋ยวมันก็ไปถึงข้างหน้าเอง ผมมองว่าเป็นความจริง เเละถือเป็นคติเตือนในการทำงาน เพราะบางทีเราอาจจะไม่ต้องอยู่ข้างหน้าหรือออกหน้าออกตาเสมอไป เราอยู่ข้างหลัง  ช่วยกันไป สุดท้ายทองก็ไปอยู่ด้านหน้าเอง เหมือนปิดทองหลังพระ ผมจำอยู่เสมอ ข้างหลังก็ทำงานได้”

แรงบันดาลใจดังกล่าวสอดคล้องกับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 25  กรกฎาคม 2506 ที่ระบุไว้ว่า

“การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงแล้วคนโดยมาก ไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้”

วีรศักดิ์ บอกว่า คนไทยควรยึดถือหลายสิ่งหลายอย่างของพระองค์ท่าน ทั้งความมีเมตตา เความห่วงใยเพื่อนมนุษย์เสมอ ที่ท่านเพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำเพื่อพสกนิกรตลอดมา

”ผมว่าสิ่งที่ทำให้บ้านเมืองดีได้คือความรักเเละสามัคคี ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านเน้นย้ำเสมอ ถ้าคนไทยมองท่านเป็นเเบบอย่างเเละปฎิบัติเหมือนท่านได้ บ้านเมืองเราคงพบเจอเเต่ความเจริญก้าวหน้า” ผู้ประกาศหนุ่มทิ้งท้าย

แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 เสด็จสู่สวรรคาลัย แต่พระราชดำรัสและเเนวทางที่ทรงพระราชทานไว้แก่ปวงชนจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวอันสำคัญยิ่งในการดำเนินชีวิตของคนไทยไปตราบนิจนิรันดร์

 

เตรียมใจสู่วันสิ้นอิสรภาพ รธน.ก่อวิกฤต-“บิ๊กตู่”อยู่ยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2559 เวลา 07:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/459330

เตรียมใจสู่วันสิ้นอิสรภาพ รธน.ก่อวิกฤต-"บิ๊กตู่"อยู่ยาว

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ,ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

วันพรุ่งนี้ (11 ต.ค. 2559 ) ศาลอาญานัดฟังผลว่าจะพิจารณาถอนประกัน จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับแกนนำอีก 4 คน หรือไม่ ภายหลังพนักงานอัยการคดีพิเศษยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากจำเลยออกมาพูดจาพาดพิงผ่านรายการโทรทัศน์ ซึ่งเข้าข่าย “ยั่วยุปลุกปั่น” ทำให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบและเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวในคดีก่อการร้ายที่ทำไว้กับศาล

โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนากับจตุพร ก่อนถึงวันฟังผลการพิจารณา ซึ่งส่วนหนึ่งประธานนปช.ก็เตรียมใจไว้บ้างแล้วอาจมีโอกาสถูกถอนประกันและต้องกลับไปใช้ชีวิตในเรือนจำอีกครั้ง

“วันนี้ผมทำใจไว้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะมีอิสรภาพต่อหรือสิ้นอิสรภาพ ผมพูดเองตั้งแต่ต้นเมื่อปี 2553 ที่มาในหนทางนี้ไม่มีทางเลือกที่ 3 คือ ไม่ตายก็ติดคุก เพราะว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ การถอนประกันปี 2553 และปี 2554 บางช่วงถูกถอนประกันทุกสัปดาห์ เพราะฉะนั้นจึงมีความรู้สึกเคยชินกับถอนประกันมาก”

จตุพร โฟกัสที่หลักการการประกันตัวว่า การยื่นเรื่องถอนการประกันครั้งนี้ที่เราทักท้วงว่าไม่ตรงกับข้อหาก่อการร้าย เพราะเอาเรื่องการยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาอ้างเป็นเงื่อนไขถอนประกันพวกผมในคดีก่อการร้าย ซึ่งไม่ถูกต้องคงต้องรอดูในวันที่ 11 ต.ค.ว่าศาลจะมีความเห็นอย่างไร แต่ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใดก็เตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว

“วันนี้เราไม่รู้เลยอะไรจะเกิดขึ้น มีหน้าที่เพียงเตรียมกางเกงขาสั้น เสื้อยืด สบู่นกแก้ว ที่ผ่านมาเราเคยติดคุกมาแล้ว ซึ่งการติดคุกจะยาก 3 วันแรก เพราะว่าเรื่องกิน เรื่องนอน ขับถ่าย ถ้า 3 วันแรกร่างกายปรับได้วันที่ 4 ก็ไม่มีปัญหา อยู่ในคุกต้องจัดการเวลา สำคัญคือใจอย่าไปทรุดตาม”

“มันอยู่ที่ว่าใจเราจะมีอิสรภาพหรือเปล่า กายไม่เป็นไร บางคนกายไป ตัวผมเองเตรียมตัวไว้ทุกกรณีและไม่เคยคิดจะหลบหนี เพียงแต่ว่าถ้าคนจะติดคุกทั้งทีก็ควรให้สบายใจคนที่ถูกขังหน่อย”

ส่วนโครงสร้าง นปช.สำหรับกรณีที่แกนนำหลักหลายคนต้องเข้าไปในเรือนจำ จตุพร ระบุว่า “ไม่ได้วางอะไร สิ่งที่เราทำคือ ให้มวลชนยึดหลักการอย่ายึดตัวบุคคล แม้วันนี้ตัวบุคคลอาจจะยังมีส่วนอยู่บ้าง แต่ถ้าประชาชนเลือกที่จะยึดหลักการเราก็จะได้ยกระดับ ฝ่ายประชาธิปไตยต้องยึดหลักการ”

“สิ่งที่พยายามทำคือพาประชาชนไปยึดหลักการไม่ใช่ยึดแกนนำ แกนนำคือสิ่งสมมติ วันหนึ่งหากไม่ซื่อสัตย์กับประชาชน ประชาชนก็ไม่มาร่วมด้วย เพราะฉะนั้นคนจะอยู่จะไปไม่สำคัญ การสิ้นเสรีภาพอาจจะไปเพิ่มพลังในใจประชาชนที่รักประชาธิปไตย อยู่ข้างนอกผมเองก็ทำมาครบทุกอย่างแล้ว แต่ถ้าไปอยู่ข้างในแล้วสามารถปลุกหัวใจประชาชนให้เกิดความตื่นตัวก็เป็นเรื่องที่ดีกว่า”

จากนั้นประธาน นปช.มองทิศทางทางการเมืองในอนาคต หลังจากประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติว่า “วันนี้เลือกตั้งเร็ว ชนะก็ปกครองไม่ได้ แม้ว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมาอาจจะเลวร้ายแต่ก็ยังไม่สู้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ การชนะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากคือ ชนะแล้วจะปกครองไม่ได้ ถามว่าใครจะเข้าสู่ลานประหาร นายกฯ ยิ่งลักษณ์ 15 คดี นายกฯ สมชายก็ขึ้นศาล นายกฯ ทักษิณก็อยู่ต่างประเทศ ชนะแล้วก็ปกครองไม่ได้ เพราะการสร้างความชิงชังในรอบ 10 ปีนี้มันแรง”

“รัฐธรรมนูญฉบับที่จะประกาศใช้ ไม่ว่านายกฯ คนในหรือคนนอกก็พังทั้งคู่ คนในที่มาจากพรรคการเมืองก็พังด้วยองค์กรอิสระ ส่วนคนนอกก็เจอสภาผู้แทนราษฎร คนนอกถ้าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ ท่านพูดโดยไม่มีใครเถียงต่อหน้ามาก่อนหน้านี้ แค่เจอนักข่าวยังไม่ไหวเลย”

“ในสภาผู้แทนราษฎรใครจะมาเกรงใจกัน ลุกขึ้นชี้หน้ากันเลย แบบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะทนไม่ได้ แต่มันก็อาจจะมีนักการเมืองบางจำพวกว่าถ้ากระแสต่อต้านนายกฯ คนนอกแรง ก็อาจไปเสนอตัวเป็นม้ารับใช้และให้ สว.มายกมือสนับสนุน แต่ก็จะอยู่โดยประชาชนไม่ยอมรับ ซึ่งมันก็ไปไม่ได้อยู่ดี”

ประธาน นปช. มองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นระเบิดเวลาที่จะสร้างวิกฤตอย่างแรงที่สุด แต่ผมเองว่าในความร้ายก็มีความดีเหมือนกันคือ คนไทยก็จะได้เห็นที่เขามีเรื่องเล่ากันว่า ถ้าไปบอกคนไทยว่าอะไรจะเกิดขึ้น มักจะไม่เชื่อและเกิดแรงต่อต้าน แต่พอเจอแล้วสักพักคงรับรู้รส เวลานี้ไปทำโพลสำรวจก็เปิดประตูให้นายกฯ คนนอก ต้องให้เจอต้องพาไปเจอจุดนั้นจริงๆ

“เราต้องพาประเทศไทยเข้าใจประชาธิปไตยที่เหมือนกัน การเหมือนกันไม่ใช่การเห็นด้วยกันนะ แต่เคารพความแตกต่างกันได้ และเลิกสร้างความชิงชัง เพราะวันนี้มีการสร้างความชิงชังจนเกิดความน่ากลัว ดังนั้นวันนี้ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ และ คสช.เองไม่ได้พยายามแก้ไข ทั้งที่แต่ละฝ่ายผมคิดว่าพร้อมที่จะมาคุยกันหาทางออกให้กับประเทศ”

“ศูนย์ปรองดอง คณะกรรมการปรองดองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สถาบันพระปกเกล้า เวลาไปคุยแยกกับแต่ละฝ่ายแยกกันจะพบว่ามีหัวข้อที่เห็นเหมือนเป็นจำนวนมาก เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีเรื่องที่เห็นต่างกันไม่กี่เรื่องเท่านั้นเอง แต่ผลการศึกษาถูกเก็บเข้าลิ้นชักหมด แม้กระทั่งครั้งล่าสุดที่มาจากศูนย์ปรองดองของทหารและ สปช.”

พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์จะมีโอกาสร่วมกันตั้งรัฐบาลหรือไม่ เพื่อให้นายกฯ มาจากฝ่ายการเมืองแทนที่จะมาจากบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมือง? จตุพร ตอบทันทีว่า “แค่เอ่ยมาก็พังแล้ว ในทางการเมือง นักการเมืองก็ยังเป็นนักการเมืองวันยังค่ำ ไม่ได้ข้ามพ้นเพื่อเป็นนักประชาธิปไตย แค่เอาผลประโยชน์เฉพาะหน้าทางการเมือง”

“ทีนี้มีตรรกะอย่างนี้ว่านักการเมืองไหนอยู่กับนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่รู้ว่าพรรคการเมืองตัวเองจะถูกยุบหรือไม่ แต่ถ้าไปเป็นรัฐมนตรีให้กับนายกฯ คนนอกอาจจะปลอดภัยมากกว่า สมมติว่าพรรคการเมืองนี้ได้ 4 ตำแหน่งเท่าเดิม แต่มาเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งก็ดูนายกฯ ยิ่งลักษณ์ สิว่าเป็นอย่างไร กระทรวงก็กระทรวงเดิมแต่ไม่มีความปลอดภัยเลย มีบางพวกที่อุบไต๋แต่ไม่ออกอาการตอนนี้ เพราะถ้าออกอาการตอนนี้ประชาชนจะไม่เลือก”

สุดท้าย จตุพร เชื่อว่า นายกฯภายหลังการเลือกตั้งปี 2560 จะมาจากคนนอกบัญชีพรรคการเมืองและเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ คนปัจจุบัน

“ผมเชื่อว่าในสภาผู้แทนราษฎรจะมีการจับมือกันลับๆ มาก่อน ท้ายที่สุดพรรคเพื่อไทยจะเป็นฝ่ายค้านที่เหลือกลายเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และนายกฯ ในอนาคตจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ แน่นอน ไม่มีทางเป็นคนอื่น เสียงสนับสนุนนายกฯ คนนอกรวมสองสภาจะเกิน 500 คน จากทั้งหมด 750 คน”ประธาน นปช.ทิ้งท้าย

 

จากใจนักล่าพ่อค้ายา “พล.ต.ท. เรวัช กลิ่นเกษร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/459281

จากใจนักล่าพ่อค้ายา "พล.ต.ท. เรวัช กลิ่นเกษร"

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เปิดประตูห้องทำงานของผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ป้ายชื่อบ่งบอกเจ้าของห้องที่ยังนั่งทำงานอยู่

เมื่อย่างกรายเข้าไปก็พบ “พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร” ผบช.ปส. ที่ยังนั่งเซ็นเอกสารสำคัญก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ

พล.ต.ท.เรวัช ในชุดเครื่องแบบครึ่งท่อน ข้างกายมีปืน ที่หน้าอกเสื้อเหน็บมีดเครื่องรางเอาไว้ นั่งนิ่งอยู่ภายในห้องที่ใกล้จะว่างเปล่าเต็มทนเพราะใกล้หมดเวลาของชีวิตตำรวจ แต่ประสบการณ์ในการปราบปรามยาเสพติดยังมากล้น และ พล.ต.ท.เรวัช จะถ่ายทอดประสบการณ์สุดท้ายจากชายที่ได้ชื่อว่า “มือปราบยาเสพติดของเมืองไทย” ที่ดุเดือดและเอาจริงเอาจังคนหนึ่งในวงการตำรวจ

พล.ต.ท.เรวัช เปิดฉากเล่าปัญหายาเสพติดอย่างเร่าร้อนว่า ประเทศไทยถือว่าเป็น HUB หรือศูนย์กลางของการกระจายยาเสพติด แม้ว่าเราจะพยายามบล็อกเอาไว้อย่างไร ยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้าก็หาทางเล็ดลอดเข้ามาได้ตามแนวตะเข็บชายแดน

ด้วยเพราะเพื่อนบ้านเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งของปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก เพราะคือแหล่งผลิตยาบ้าที่สำคัญของโลก ผ่านการสนับสนุนด้านวัตถุดิบในการผลิตยาเสพติดจากกลุ่มประเทศอื่น ซึ่งจุดนี้ทางการไทยได้เคยประชุมร่วมกันกับผู้มีอำนาจในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเพื่อวางแผนยับยั้งไม่ให้ยาบ้ามันทะลัก ระบาด แต่ข้อจำกัดที่สำคัญทำให้ปัญหาเกิด คือเจ้าหน้าที่ของเพื่อนบ้าน ที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจและไหวพริบชั้นเลิศในการสกัดวัตถุดิบที่จะใช้ผลิตยาเสพติดก่อนที่จะถูกแปรรูปเป็นยาบ้าและแพร่กระจายออกไป

“เขาไม่รู้ เขาไม่สงสัย ของบางชนิด เช่น น้ำยาล้างตา หรือยาหยอดตา เมื่อขนส่งผ่านเป็นหลายแสนแกลลอน เขาก็ไม่เอะใจว่า มันเอาเข้ามาทำอะไรกันวะตั้งเยอะแยะ เห็นว่าเป็นน้ำยาล้างตาก็ปล่อยผ่านไปเลย แต่จริงๆ แล้วไอ้ตัวน้ำยานี่แหละ ที่มันสามารถเอาไปสกัดตามกรรมวิธีของพวกนักวิทยาศาสตร์ที่ผลิตยาเสพติด และเอาส่วนที่กลั่นแล้วจนบริสุทธิ์ไปผลิตยาบ้า แล้ววัตถุดิบพวกนี้ ของพวกนี้ มันมาจากไหน ผมบอกได้เลยว่ามาจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว มันเป็นขบวนการ ประเทศไทยคือจุดตรงกลางที่รับและกระจายยาเสพติดออกไป” พล.ต.ท.เรวัช อธิบาย

เปิดเส้นทางยาบ้า จากนอกสู่ใน

อดีตมือปราบยาเสพติดผู้นี้ ฉายภาพอีกว่า เมื่อกระบวนการผลิตจากเพื่อนบ้านเสร็จสิ้น เจ้าของยาบ้าที่เป็นกลุ่มก้อน หรือกองกำลังติดอาวุธต่างๆ จะนำยาบ้าทั้งหมดส่งต่อมายัง “เอเยนต์ใหญ่” ของเมืองไทยแต่ไม่ได้อยู่ในเมืองไทยที่มีอยู่ 5 ราย ซึ่งราคายาบ้าเมื่อมาถึงมือ 5 เอเยนต์ใหญ่ จะอยู่ที่เม็ดละ 5 บาท ไม่ขาดไม่เกินจากนี้

จากนั้นเมื่อยาบ้ามาอยู่กับเอเยนต์ใหญ่แล้ว เส้นทางของยาจะถูกกระจายไปยัง “เอเยนต์กลาง” ในแต่ละสังกัดของตนเอง ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้นรวม 60 คน และเมื่อช่วงสิ้นเดือนที่ผ่านมา ตำรวจ บช.ปส.เปิดฉากต่อสู้กับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดที่มี “โน้ต” หรือ ศดายุ เหลืองประดับใจ เป็นหัวหน้าแก๊งแต่หลบหนีไปได้อย่างหวุดหวิด ก็อยู่ในกลุ่ม 60 คนนี้ด้วย โดยราคาเมื่อมาถึงเอเยนต์กลางจะมีราคาเม็ดละ 45-75 บาท

เมื่อถึงมือเอเยนต์กลาง ยาทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังผู้ค้ารายเล็กรายน้อยต่อไป หรือเรียกว่า “เอเยนต์ย่อย” ซึ่งราคาที่ผู้ค้ามารับจะอยู่ที่ 100-150 บาท/เม็ด และสุดท้ายไปถึงมือกลุ่มนักเสพที่จะไปขายต่อตามชุมชนต่างๆ ของเมืองไทย ราคายาบ้าจะอยู่ที่ราวเม็ดละ 300 บาทขึ้นไป

“แต่ทั้ง 60 คนข้างต้น ตำรวจ บช.ปส.ในยุคของ พล.ต.ท.เรวัช สั่งปิดฉากทั้งจับกุมและวิสามัญไปได้แล้ว 32 คน ขณะที่อีก 28 คนยังรอเพียงแค่เวลาถึงจุดจบของตัวเองเท่านั้น” พล.ต.ท.เรวัช พูดถึงเส้นทางค้ายา

แต่เมื่อมองไปถึงเส้นทางลำเลียงยาเสพติดและราคาต่อเม็ดแล้ว จะเป็นสิ่งบ่งชี้สำคัญว่า “นักค้า” รายนั้นๆ เจ๋งถึงขนาดใหญ่ และใหญ่แค่ไหน และจะรู้เห็นได้ก็เมื่อข้อมูลราคาถูกส่งถึงมือตำรวจขณะที่วางแผนล่อซื้อ

พล.ต.ท.เรวัช พูดถึงเรื่องนี้อย่างน่าสนใจว่า “ถ้ามัน (ผู้ค้า) รับว่าจะขายให้ในราคาที่ต่ำ ก็แสดงว่ามันเจ๋ง มันรายใหญ่ ตำรวจก็ต้องปรับแผนใหม่ในการเข้าหากเป็นข้อมูลใหม่จริงๆ เพราะแน่ล่ะมันกล้าขายราคานี้ได้ ของ (อาวุธ) มันต้องมี อย่างผมไปจับมาเป็นแสนเม็ด ล้านเม็ด แต่มันคือรายย่อย อย่างนี้ก็ถือว่างานดี แต่ยังไม่สุด ถ้าจับได้รายใหญ่ ราคาขายมันต่ำ นี่คือการเข้าถึง”

หนุนแนวคิด ปลดล็อกยาบ้า

“บุหรี่สูบได้แต่ห้ามสูบในที่สาธารณะ เราเปรียบเทียบอย่างนี้ แต่มามองยาบ้า พอกำหนดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เข้าไป ก็เกิดปัญหาตามมาอย่างที่เห็นกัน เพราะมันแพร่ไปเร็ว ราคาพุ่งขึ้นสูง ยกตัวอย่างว่า มีกรณีหญิงชาวลาวนำยาบ้าเข้ามาหนึ่งเม็ด โดยตรวจจับได้ที่ด่านชายแดน จ.หนองคาย เขารับสารภาพว่าเอามาฝากเพื่อน แต่ข้อหา คือนำยาเสพติดเข้าสู่ราชอาณาจักร โทษคือประหารชีวิตเท่านั้น” พล.ต.ท.เรวัช กล่าว

อดีต ผบช.ปส. บอกอีกว่า เราก็กลับมามองกระบวนการยุติธรรมว่า มันเดินถูกทางหรือไม่ กับการยกระดับยาบ้าให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เพราะยิ่งปราบยิ่งโต ยิ่งปราบราคายาบ้ามันยิ่งแพง และจากการที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ไปประชุมเกี่ยวกับยาเสพติดโลก ได้ข้อสรุปเป็นโจทย์มาว่า เราสามารถควบคุมสารเสพติดพวกนี้ได้หรือไม่ หรือทำอย่างไรไม่ให้มันเข้าไปรบกวนสังคม จะเข้าไปเป็นลักษณะเหมือนบุหรี่แล้ว แต่เมื่อมามองคนในประเทศก็ต้องเกิดความวิตก เพราะฝังใจกับภาพที่คนเมายาบ้าแล้วจับตัวประกัน หรือเมายาบ้าจนหลอนกระโดดตึกตาย ฆ่าตัวตาย แต่ผมถามหน่อยว่ากรณีดังกล่าวในเมืองไทยมันมีกี่คดี ยิ่งเปรียบเทียบกับการที่คนดื่มเหล้าเมาสุราแล้วไปขับรถจนเกิดอุบัติเหตุ สิ่งไหนมันสูญเสียที่เป็นจำนวนมากกว่ากัน

“เราจับจนกระทั่งเรือนจำรับนักโทษไม่ได้แล้ว มันแน่นไปหมด และพอเข้าสู่เรือนจำก็ไม่ได้เป็นการบำบัด มีแต่เพิ่มวิชา เพิ่มสายส่งยากันเข้าไปอีก หรือเรียกว่าวิทยาลัยยาบ้า แต่ถามว่าทำไมมันปราบไม่หมด มันย้อนกลับไปว่าแหล่งผลิตมันอยู่ใกล้บ้านเรา”

อย่างไรก็ตาม ทิศทางการประสานระหว่างกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อจะปิดตายการค้ายาเสพติด ในช่วงระยะหลังมีทิศทางที่ดียิ่งขึ้น หลายประเทศเห็นพ้องต้องกันว่าจะร่วมมือ จึงนำไปสู่แผนบูรณาการร่วมกันที่เรียกว่า “เซฟแม่โขง” เป็นความร่วมมือของ 4 ประเทศที่ร่วมมือกัน คือ ไทย จีน เมียนมา และลาว ผลงานที่เห็นชัดของแผนการร่วมมือกันคือการจับ “หน่อคำ” ราชายาเสพติดชื่อดังที่ถูกประหารชีวิตไปแล้วที่ประเทศจีน

แนวทางการแก้ไขตามมุมมองของมือปราบยาเสพติดผู้นี้ เสนอเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ไทยมีชายแดนแต่ก็เจอกองคาราวานยาเสพติดที่ลำเลียงเข้ามา เพราะมีด่านธรรมชาติระหว่างประเทศที่เพียงแค่ก้าวเดินไปกี่สิบก้าวก็ถึงบ้านเรือนกันแล้ว ยามันเลยทะลักเข้ามาง่าย ถ้าเราปิดตายทางเหนือ คุมเข้มเลย พวกลำเลียงก็ไปเข้าด้านอื่นทางอีสานบ้าง ตะวันออกบ้าง

เมื่อเราหยุดมันยาก มันเอาแต่ผลิต แต่เราต้องมาปราบมาป้องกัน มันไม่จบไม่สิ้น ดังนั้น ต้องหาสูตรใหม่ในการหยุดยั้งให้ได้ ผมเสนอไปว่า ต้องมามองที่คนเสพยาบ้าในบ้านเราที่มีนับแสนๆ คน หากเรามีลูกแล้วติดยาบ้า เราจะทำอย่างไร เราก็ต้องตีต้องห้ามมันดุมัน แต่มันก็ไม่หยุด มีแต่จะเพิ่มปัญหาเข้ามาทั้งลักของใช้ในบ้านไปขายเพื่อหาเงินมาเสพ หนักเข้าก็ออกปล้นออกจี้ เมื่อเสพหนักเข้ายาบ้าเม็ดเดียวก็เอาไม่อยู่ ต้องเพิ่มปริมาณเข้าไปอีก

“ก็อยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะทำอย่างไรให้อยู่กับมันได้ อย่างใบกระท่อมที่เขากินกันมาเป็นร้อยปี เมื่อเราห้าม เขาไปเล่นยาบ้าเลย แต่ถ้าเขาปลูกใบกระท่อมไว้ตามบ้าน กินเองเพื่อให้สู้แดดสู้ลมถือว่าไม่ผิด แต่ถ้าเอาออกไปขายต้องจับเพราะมีกฎหมายควบคุมอยู่”

พล.ต.ท.เรวัช กล่าวว่า ย้อนมาถึงยาบ้าไม่มีทางทำให้ถูกกฎหมายได้แน่นอน ประชาชนไม่ต้องวิตกในเรื่องนี้ การปราบปรามการยึดทรัพย์กับผู้ค้ายังคงเข้มข้นเหมือนเดิม แต่เรามามองใหม่ด้วยการกำหนดอัตราโทษให้เหมาะสม และตรงกับฤทธิ์ของยาเสพติด อาจจะลดเกรดจากประเภท 1 เป็นประเภท 2 เพราะยาบ้าในขณะนี้บทลงโทษแรงกว่าเฮโรอีน ทั้งๆ ที่เฮโรอีนอันตรายกว่ายาบ้าอีก

อีกทั้งจำนวนผู้เสพในประเทศนับ 2 ล้านคน แต่ที่มีบัญชีผู้เสพอยู่ในเมืองทางการรวม 6 แสนคน เมื่อเราเอาคน 6 แสนคนเป็นที่่่ตั้ง และแต่ละวันคนพวกนี้จะต้องเสพยาบ้าอย่างน้อย 1 เม็ด/วัน ราคาทุกวันนี้อยู่ที่ 200 บาท/เม็ด วันหนึ่งเป็นเงิน 120 ล้านบาท เดือนละ 3,600 ล้านบาท แล้วปีหนึ่งจะสูญเงินไปเท่าไหร่ เครื่องคิดเลขคิดไม่ทันแน่นอน

“เราต้องเอาคนพวกนี้ไปบำบัดอย่างเต็มรูปแบบ เพราะยังถือว่าเป็นคนที่มีศักยภาพ คนเสพยาบ้ายังทำงานได้ คนเสพอาจจะเป็นช่างภาพ เป็นนักข่าว หรือทำงานบริษัทอื่นๆ ก็ได้ เราเอาคนเสพมาบำบัดได้มั้ย เราทำได้ เปรียบผู้เสพเหมือนกับคนบ้าที่ต้องได้รับการรักษา หากเอาแบบเดิมที่จะบำบัดด้วยการเข้าค่ายสั่งซ้ายหันขวาหัน สร้างระเบียบวินัย ถามว่าหยุดมั้ย มันไม่หยุด”

อดีต ผบช.ปส. เสริมว่า ผมเสนอไปว่าให้เอาทั้ง 6 แสนคนมารายงานตัวขึ้นบัญชีบำบัดทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ จะถือว่าไม่มีความผิด แต่ถ้าไปจับได้แม้แต่เม็ดเดียวก็เข้าคุกไป เข้ามาเพื่อให้หมอรักษาและให้รัฐบาลผลิตยาให้ด้วยต้นทุนต่ำ เพราะพวกนี้คือผู้ป่วย ต้องได้รับการรักษา

ตำรวจนักบู๊ ถึงเวลายิงต้องยิง 

ด้วยบุคลิกของ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีต ผบช.ปส. นายตำรวจรูปร่างสูงเพรียวคล่องตัว ปืนพกขนาด 9 มม. และ 11 มม. บรรจุอยู่ข้างกายทั้งสองด้าน ขณะที่ในกระเป๋าสะพายก็ยังมีอยู่อีกกระบอก เมื่อถามถึงว่า วันที่ถอดเครื่องแบบ เกษียณจากข้าราชการตำรวจไปแล้ว ปืนที่ว่ายังจะพกอยู่อีก มั้ย แต่ไร้เสียงคำตอบ มีเพียงรอยยิ้มของ พล.ต.ท.เรวัช ที่ตอบกลับมาเท่านั้น

ผมยังต้องระมัดระวังตัวเสมอ เพราะตลอดชีวิตตำรวจที่ทำงานมาหลายสิบปี วิสามัญไปก็ไม่น้อย จับพ่อค้ายาไปก็มากมาย มันต้องระวัง เพราะมีคนจะเอาคืนอีกเยอะ แต่เมื่อถึงเวลานั้นมันเกิดขึ้นจริง มันก็ต้องวัดกันหน่อย” คำพูดจาก พล.ต.ท.เรวัช ที่บ่งบอกตัวตนอีกด้านของเขาได้อย่างชัดเจน

อดีต ผบช.ปส.ที่เพิ่งหยุดชีวิตทำงานในเครื่องแบบสีกากีมาหมาดๆ เล่าอีกว่า พ่อค้ายา หรือพวกโจร คนร้ายคดีหนักๆ เมื่อได้ยินชื่อเรวัชก็ต้องหยุดคิดเหมือนกัน เพราะที่ผ่านมาด้วยนิสัยในการทำงานที่ต้องเด็ดขาด คำว่าให้อภัยสำหรับผู้ที่หลงผิดนั้น ผมมีให้เสมอ แต่คำว่าให้อภัยมันก็ให้กันบ่อยๆ ไม่ได้ เมื่อเตือนแล้วยังไม่ฟัง หันกลับไปทำผิดอีก อย่างนี้เมื่อเจอตัวแล้วมาว่ากันไม่ได้ เพราะมันมีแค่สองทาง คืออยู่หรือตาย

หากจำกันได้เมื่อช่วงปี 2543 ที่เป็นปีแห่งการกวาดล้างยาเสพติดอย่างดุเดือดที่สุดในเมืองไทยภายใต้รัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร พล.ต.ท.เรวัช เอง เล่าถึงช่วงเวลานั้นว่า เห็นด้วยกับการปฏิบัติงานอย่างเฉียบขาดถึงลูกถึงคน และเป็นคนหนุนให้เกิดมาตรการนี้ เพราะห้วงเวลานั้นยาเสพติดมันระบาดอย่างหนัก ยาบ้าแพร่หลายไปถึงลูกหลานในทุกสังคม

“และในช่วงนั้นก็มีหลายศพผ่านปืนผมไปเช่นกัน อันนี้ผมยอมรับ เพราะผมทำตามหน้าที่”

แต่กระนั้น เมื่อช่วงเวลาเปลี่ยนไป พล.ต.ท.เรวัช เล็งเห็นแล้วว่าปืนไม่สามารถจะหยุดการแพร่ระบาดของยาบ้าในสังคมไทยได้ รังแต่จะยิ่งสร้างปัญหาตามมา ไม่ว่ากี่ศพที่ต้องสังเวยทั้งผู้ค้าและเจ้าหน้าที่ ต่างเป็นเรื่องของการสูญเสียทั้งนั้น และเมื่อจิตใจแข็งแกร่งขึ้นตามช่วงเวลา บวกกับทิศทางโลกในการปราบปราม และยับยั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติดเปลี่ยนเป็นให้ความสำคัญของการบำบัดผู้เสพ พล.ต.ท.เรวัช จึงคิดว่าหนทางดังกล่าวน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

“การใช้ความรุนแรงในการปราบปรามมันไม่ใช่ทางออก แค่มันหยุดสิ่งที่เกิดตรงหน้าได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถจะหยุดได้ทั้งระบบ เรายิงมัน เราจับมัน เราเอามันตาย แต่สุดท้ายยามันก็ยังแพร่อยู่ เพราะเมื่อผู้ค้าตายไปหนึ่งคน ก็จะมีอีกคนมาทดแทนได้อยู่ดี แล้วเราจะไล่ยิงผู้ค้าได้ทุกคนหรือไม่ อันนี้มันไม่ได้แน่นอน ดังนั้น ผู้เสพอีก 6 แสนคนที่อยู่ในบัญชีของทางการ จึงเป็นเป้าหมายหลักที่ต้องบำบัดให้ได้ และบำบัดด้วยการใช้ยา ใช้ทางการแพทย์ ไม่ใช่เอาไปบำบัดในคุก หรือในค่าย มันไม่แก้ปัญหา”

เมื่อพูดถึงเรือนจำหรือคุกที่ใช้ขังนักโทษ ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่ของผู้ต้องขังเป็นคดียาเสพติด เรื่องนี้ก็ต้องถูกสังคายนาเช่นกันตามความคิดของ พล.ต.ท.เรวัช เพราะจากประสบการณ์และที่ได้สัมผัส พล.ต.ท.เรวัช บอกว่า คุกคือวิทยาลัยของพ่อค้ายาดีๆ นี่เอง

แม้ว่ากรมราชทัณฑ์จะเข้มงวดกวดขันแค่ไหน วางกรอบเจ้าหน้าที่ให้เข้มงวดปานใด แต่เลือดเสียย่อมมี กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่หาผลประโยชน์กับนักโทษยังคงมีอยู่ในสังคมเรือนจำ

“อย่างเรื่องโทรศัพท์มือถือที่นักโทษใช้สั่งยา สั่งการส่งของภายนอกเรือนจำได้ ประเด็นคือมันเอาเข้าไปได้อย่างไรถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่คอยช่วย และที่สำคัญ มันชาร์จแบตโทรศัพท์ตรงไหน มันพ่วงปลั๊กไฟฟ้ามาได้อย่างไร นักโทษเก่งขนาดนั้นเชียวหรือ เป็นไปไม่ได้ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่คอยช่วย”

และราคาค่างวดการใช้โทรศัพท์มือถือในเรือนจำก็แสนแพง พล.ต.ท.เรวัช เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจ หากจะยกหูโทรไปข้างนอกแต่ละครั้งจะคิดราคาประมาณหลักพันบาทถึงหมื่นบาท แต่หากจะโทรแบบวิดีโอคอล หรือที่เรียกกันว่า Sexphone จะตกอยู่ที่ราคา 5 หมื่นบาทถึงหลักแสนบาท แต่ถ้าจะขอซื้อโทรศัพท์มือถือต่อ ก็ตกราคาเหยียบล้านบาท แน่นอนว่าเงินถูกโอนจากภายนอก พวกนี้คือพ่อค้ายารายใหญ่ที่ต้องสั่งการส่งยาตลอดเวลา ยิ่งเราจับเราปราบ เครือข่ายเขาก็ไม่หยุด ดังนั้นการมาเล่นกับผู้เสพจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำให้ชัดเจน

“และถ้าผมบอกชื่อคุกไหนที่แพร่ระบาดเรื่องมือถือมากที่สุด คุณได้ยินแล้วจะหนาว แต่ผมไม่บอกหรอก ให้เขาเคลียร์กันเองดีกว่า” ทิ้งท้ายด้วยปริศนา จากอดีตมือปราบยาบ้า พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร

ส่งไม้ต่อ “ผบช.ปส.” คนใหม่ ใจต้องหนัก กล้าลุย ไม่กลัวตาย

30 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (อดีต ผบช.ปส.) ซึ่งขณะที่ พล.ต.ท.เรวัช พูดคุยกับโพสต์ทูเดย์ เวลานั้นยังไม่ทราบอย่างชัดเจนว่านายตำรวจผู้ใดจะได้มานั่งเก้าอี้ ผบช.ปส.แทนตนเอง กระทั่งโผโยกย้ายล่าสุดเป็นชื่อของ พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข ที่มาคุมงานตำรวจปราบปรามยาเสพติด

แต่สิ่งที่ พล.ต.ท.เรวัช อยากจะฝากให้กับ ผบช.ปส.คนใหม่ ก็น่าสนใจไม่น้อย

“ผมบอกเสมอว่า นายตำรวจที่มีลูกน้องอยู่ในมือ อย่ามัวแต่สั่งงานในห้องแอร์ ยิ่งงานปราบปรามยาเสพติดต้องออกไปลุยบ้าง ลูกน้องจะได้ไม่เสียขวัญ เพราะลูกปืนมันไม่เลือกชีวิต มันไม่เลือกยศ จะดาบตำรวจ จะนายสิบ จะนายพล มันเลือกยิงได้ทั้งนั้น งานไหนเสี่ยงต้องออกไป งานไหนไม่เสี่ยงก็ให้ลูกน้องแสดงผลงาน และอย่าเอาผลงานลูกน้องมาเป็นของตัว ต้องส่งเสริม ชื่นชม ทำดีต้องได้รับรางวัล ทำเสียต้องตักเตือน

ผมบอกได้เลยว่า งานปราบปรามยาเสพติดมันลำบาก แต่ละคนที่จะมานั่งแน่นอนว่าต้องมีดีแต่ละด้าน และต้องดีให้มากด้านที่สุด สำหรับคนที่มาใหม่ก็ขอให้ทุ่มเทด้วยหัวใจ คนเราเมื่อมีงานก็ต้องทำงาน การจะเป็นแม่ทัพอย่าไปมัวแต่สั่งการลูกเดียว เพราะชีวิตลูกน้องก็มีค่าเท่ากับแม่ทัพเหมือนกัน”

“อีกอย่างคือต้องใจบริสุทธิ์ ใจมันต้องหนักแน่นจริงๆ เพราะมันใกล้ผลประโยชน์มากกับตำแหน่ง ผบช.ปส. ใจไม่บริสุทธิ์นิดเดียวทุกอย่างจะพัง เพราะมันมหาศาลจริงๆ”

อีกเรื่องที่กลายเป็นข้อถกเถียงอย่างแพร่หลายในวงการตำรวจ เกี่ยวกับเรื่องการยกเลิกสินบนรางวัลนำจับยาเสพติด พล.ต.ท.เรวัช อธิบายแจกแจงปมปัญหากรณีเรื่องเงินสินบนรางวัลนำจับว่า แต่เดิมที่มีข้อครหานินทาว่าเจ้าหน้าที่นำของกลาง นำยาบ้าเข้ามาแล้วจับเพื่อเงินรางวัล ส่วนนี้ถ้ากรณีที่จับแล้วไม่ได้ผู้ต้องหาไม่จ่าย หรือถ้าจับได้ผู้ต้องหาแต่ไม่สามารถขยายไปสู่เครือข่ายยาเสพติดได้ก็จะให้เงินรางวัลครึ่งหนึ่ง แต่เดิมเราให้ สมมติจับยาเสพติด 1 ล้านเม็ด สายลับหรือแหล่งข่าวจะได้เงิน 2 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จะได้เงินรางวัลนำจับ 7 แสนบาท สายลับหรือแหล่งข่าวจะได้เงินรางวัลตรงส่วนนี้เยอะ

“อย่างน้องมาแจ้งจับยา 7 แสนเม็ด เอ็งรับไปคนเดียว 2 ล้านบาท แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ทำงานกันร้อยคนก็จะได้แค่ 7 แสนบาท ไปแบ่งกัน ซึ่งมันน้อยมาก ตำรวจก็ต้องกินต้องใช้ เขาก็หวังจากรางวัลเช่นกัน ตะลุยออกไปงานเสี่ยงๆ เพื่อหวังจะได้ล้างหนี้ จ่ายค่าบ้าน ค่าเทอมลูก”

ส่วนเรื่องกระแสการยกเลิกรางวัลนำจับของตำรวจนั้น พล.ต.ท.เรวัช บอกว่า เรื่องนี้รัฐบาลไม่ได้ยกเลิกรางวัลสินบนนำจับแต่อย่างใด เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีขวัญกำลังใจในการทำงาน แต่จะปรับให้เพิ่มให้มีความรัดกุมขึ้น “รายเล็กรายน้อยที่เดินมาชนตีน เสพ มาแบบนี้เราไม่ให้” ซึ่งรายเล็กรายน้อยที่ไม่ใช้ความสามารถในการปราบปราม แบบนี้เราไม่ให้ ซึ่งต่อไปจะมีระเบียบชัดเจน

“ตัวอย่างไปจับยาเสพติดมา 1 แสนเม็ด ก็ต้องรอกันจนกว่าอัยการจะสั่งฟ้อง ศาลชั้นต้นจะตัดสิน ได้ครึ่งแรกครึ่งหลังไม่ต้อง ต่อไปถ้าอัยการสั่งฟ้องกองทุนเงินรางวัลนำจับอาจจะจ่ายเงินให้เลย เม็ดละ 2 บาท ซึ่งจะลดจากยาเม็ดละ 3 บาท”

พล.ต.ท.เรวัช อธิบายต่อไปว่า เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจเงินเดือนน้อยเหมือนพระ อย่างตำแหน่งพระครูได้ค่าพัดยศเท่าไหร่ ได้ 1,200 บาท แต่ให้พระครูไปทำงานสารพัด จะสร้างโบสถ์ สร้างกฐิน ผ้าป่า ก็ต้องไปหาเองหมด ซึ่งตำรวจที่ทำงานก็ต้องการความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ ก็ไปตามพวกนักค้ายาเสพติดในต่างจังหวัด ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันรถหมดไป 3,000-4,000 บาท เบิกก็ไม่ได้ ตำรวจเหล่านั้นก็เสี่ยงดวงไป เพื่อหวังความเจริญก้าวหน้ามีผลงาน ถ้าได้เงินรางวัลก็ยังพอปลดหนี้ที่ไปกู้เขามาลงทุนทำงาน เขาเรียกเงินตรงนี้กันว่า “เงินยาไส้”

อย่างไรก็ตาม ความแน่วแน่ในการทำงานที่ตรงไปตรงมา ไม่เกรงผู้มีอิทธิพล ผู้หลักผู้ใหญ่ไว้ใจมอบรายชื่อผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้งหมด พล.ต.ท.เรวัช  กล่าวว่า พี่เป็นคนดูแลจัดการรายชื่อผู้มีอิทธิพลเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้งหมด หลังผู้ใหญ่ไว้ใจให้ดำเนินการเพียงคนเดียว ก่อนจะนำมาตรวจสอบอัพเดทรายชื่อแล้วดำเนินการจับกุมตามกฎหมาย หากเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สั่งให้ปลดออกไป หรือแม้แต่ฝ่ายอื่น (ตรงข้าม) ที่ร้องเรียนมาเราก็ให้ความเป็นธรรม แต่ถ้าผิดจริงก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

“ถ้าไม่ผิด ก็อย่าไปรังแกเขา เพราะการเข้าไปค้นบ้านเหมือนเอาตีนไปลูบหน้า ดังนั้นคนเราอย่าไปรังแกกัน แต่ถ้าผิด มึงพูดไม่ออก” พล.ต.ท.เรวัช ระบุ

สำหรับตลอดชีวิตการรับข้าราชการตำรวจ พล.ต.ท.เรวัช เล่าถึงความภาคภูมิใจเพียงสั้นๆ ว่า คือการได้ช่วยเหลือลูกหลาน เหมือนได้บุญ ปราบปรามยาเสพติดจับกุมคนร้ายที่ทำผิดกฎหมาย ส่วนเรื่องที่ไม่ดีในวงการรับราชการตำรวจคือมันใส่ร้ายป้ายสีเหยียบบ่าเพื่อนขึ้นมารับตำแหน่ง แทนที่จะเอาผลงานนำ เหมือนเราแข่งขันกันสองคน แต่อีกคนเอาเรื่องไม่ดีไปฟ้องผู้ใหญ่อย่างงั้นอย่าง งี้ถ้าผู้ใหญ่หูเบาก็จบ ซึ่งที่ผ่านมาวงการตำรวจเป็นเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่ออยู่ในตำแหน่งหน้าที่ใด ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ อย่างไรเสียงานก็ต้องทำ และต้องทำให้ออกมาดี

มือปราบยาเสพติด ยังเล่าย้อนสมัยเป็นตำรวจยังหนุ่มแน่นว่า เวลาลงพื้นที่จับคนเสพยา จะถามมึงเสพทำไม? ไม่ต้องเสพหรอก เอานี่ (กำปั้นตีหัว) ป๊อกเดียวมึนแน่นอน สมัยก่อนพี่จะดุมาก หรืออย่างคอนเสิร์ต แอ็ค คาราบาว เวลาไปเล่นดนตรีที่ไหน มักจะมีการก่อเหตุตีกัน แต่เวลาพี่ไปคุมงานคอนเสิร์ตจะไม่กล้าตีกัน คาราบาวเลยอยากให้ไปแทบทุกงาน

หรืออีกอย่างกรณีที่มีการจับกุมนายทหารยศนายพันของประเทศเพื่อนบ้าน ที่เป็นผู้ค้ายาบ้ารายสำคัญระดับล้านเม็ด ขณะนำตัวมาสอบสวน ในห้องสอบมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัด และฝ่ายปกครองต่างๆ ระหว่างที่พักการสอบ พล.ต.ท.เรวัช เล่าว่า แค่เดินไปถามผู้ต้องหาว่า “เฮ้ย คุณทำอย่างนี้ทำไม เอายามาขายในประเทศไทยทำไม” แต่เขาไม่ตอบ กลับมองหน้าอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ และสิ่งนั้นก็ได้กระแทกจุดเดือดทันที

“ฝ่ามือขวาผมทำงานอย่างอัตโนมัติ กระแทกเข้าไปที่กกหูของนายพันผู้นี้ ผมตบไม่ยั้ง ถอดคอมแบต (รองเท้าหนัง) ฟาดซ้ำอีกจนสลบคามือผม ผู้ว่าฯ ฝ่ายปกครองหนีกระเจิงเพราะตกใจ ผมเป็นคนแบบนี้ ก็มันผิดนี่หว่า” พล.ต.ท.เรวัช เล่าความหลัง

แม้ พล.ต.ท.เรวัช ในวัย 60 ปีแล้วก็ตาม แต่ยังคงไว้ซึ่งความรวดเร็ว สำแดงการหยิบปืนออกจากเอวด้วยท่าทีที่คล่องแคล่วว่องไว และยังเคลมให้ฟังด้วยว่าสามารถยิงได้ทั้งสองมือ เพราะเมื่อเผชิญเหตุ หากมือที่ถนัดคือด้านขวาถูกยิง มือซ้ายก็ต้องพร้อมทำงาน

ส่วนที่ว่าจะแม่นหรือไม่ สังเกตได้จากอกเสื้อด้านขวาที่ประดับเหรียญทองแม่นปืนเอาไว้ คงเป็นคำตอบได้อย่างชัดเจนว่าอดีตนายตำรวจผู้นี้ ของจริงแค่ไหน

พล.ต.ท.เรวัช มีบุตรชาย 5 คน ที่เดินตามรอยพ่อโดยรับราชการตำรวจครบทั้ง 5 นาย ชีวิตในวงการสีกากีโลดโผน ชื่อเสียงเป็นที่แพร่หลายในช่วงที่เป็น สวป.จ.ราชบุรี ขึ้นชื่อในความเด็ดขาดด้านการปราบปราม และชื่อกระฉ่อนมากขึ้นในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งขณะนั้น พล.ต.ท.เรวัช ดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 เข้าไปปราบเรื่องซุ้มมือปืนในพื้นที่ และยาเสพติดโดยเฉพาะ

รวมถึงการปิดฉากวิสามัญมือปืนอันดับ 5 ที่ทางการต้องการตัวมากที่สุด กระทั่งมีผลงานโดดเด่นขึ้นมา จึงมานั่งเป็นรอง ผบช.ปส. ก่อนจะย้ายไปเป็นจเรตำรวจแห่งชาติตามยุคสมัยทางการเมือง และท้ายสุดก็ได้รับการไว้วางใจอีกครั้ง เมื่อปี 2557 ให้มาดำรงตำแหน่ง ผบช.ปส.อย่างเต็มตัว ผลงานทิ้งทวนคือการฝ่าตะลุยวิ่งลงจากรถเปิดฉากกระสุนนัดแรกกับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดกลางถนนสายสุพรรณบุรี เมื่อกลางเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา หลังเห็นกลุ่มคนร้ายยิงปืนเข้าใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาขณะปฏิบัติหน้าที่

“ผมยังทำงานได้ต่อ อยากทำงานเพื่อสังคมอีก ผมรักอาชีพตำรวจนะ เพราะผมเป็นคนชอบเสือก ชอบจับชอบปราบ คนมันเลวผมจะยิงให้หมด ผมเป็นคนอย่างนี้ แต่มันก็ถึงเวลาต้องจากกันแล้วกับอาชีพที่รัก อย่างไรก็ตาม ในอนาคตก็ต้องดูว่าจะมีงานอื่นให้ผมทำหรือไม่ คงเป็นงานด้านยาเสพติดที่ผมถนัด และเร็วๆ นี้คงรู้กัน”พล.ต.ท.เรวัช กล่าวทิ้งท้าย

 

บทเรียนข้าราชการจำนำข้าว อย่าหวั่น “เด้ง” ไม่งั้น “โดน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2559 เวลา 13:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/458693

บทเรียนข้าราชการจำนำข้าว อย่าหวั่น "เด้ง" ไม่งั้น "โดน"

โดย…อรวรรณ  จันทร์ธิวัตรกุล

ประเด็นที่น่าติดตามกรณีการสรุปค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มูลค่า 1.78 แสนล้านบาท จากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวในช่วง 2 ปี ตั้งแต่ปี 2555/2556 และปี 2556/2557 คือ ค่าความเสียหายดังกล่าวคำนวณตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2539 ซึ่งนอกจากฝ่ายการเมืองแล้ว ผู้ปฏิบัติงานชั้นต้นและชั้นกลางตามโครงการรับจำนำข้าวก็ต้องรับผิดชอบด้วย นั่นหมายถึงข้าราชการจำนวนมากที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งในแง่ของการปฏิบัติตามคำสั่งและข้าราชการที่มีรายชื่อตามโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)

นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้ความเห็นว่า ในหลักการแล้วเห็นด้วยกับการคำนวณค่าความเสียหายดังกล่าว เพราะสอดคล้องกับการคำนวณของชุดคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว ที่มี จิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เนื่องจากทั้ง 2 ปีดังกล่าว ปรากฏตามหลักฐานข้อเท็จจริงว่ามีการท้วงติงจากทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่าโครงการรับจำนำข้าวจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ

“แต่มีข้อสงสัยว่าการคิดคำนวณมูลค่าเสียหายของคณะกรรมการฯ ในชุดกรมบัญชีกลาง ได้มีการนำข้อเท็จจริงอื่นๆ ที่เกิดความเสียหายไปคิดรวมด้วยหรือไม่ โครงการรับจำนำข้าวมีกระบวนการที่ก่อให้เกิดการทุจริตสร้างความเสียหายอีกเป็นจำนวนมากในขั้นตอนของการรับจำนำข้าว ดังนั้นคณะกรรมการฯได้มีการพิจารณาข้อเท็จจริงเหล่านั้นมาประกอบมากน้อยแค่ไหน เป็นเรื่องที่ควรออกมาชี้แจงให้สังคมทราบด้วย” นิพนธ์ กล่าว

ประเด็นต่อมา คือการตั้งข้อสงสัยเรื่องหลักการคิดคำนวณค่าความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าว โดยคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ได้ยึดหลักการคำนวณภายใต้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2539 ซึ่งเป็นหลักการที่ใช้กรณีปกติของการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ คือคนลงนามคำสั่งโดน 20% เพราะถือว่าสั่งการไปแล้ว แต่ไม่ได้มาร่วมรับรู้ แต่ผู้ปฏิบัติจะโดน 80% เพราะถือว่ารับรู้และยังปฏิบัติ แต่โครงการรับจำนำข้าวเป็นกรณีไม่ปกติ เป็นเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน เพราะเป็นนโยบายทางการเมืองสั่งให้ข้าราชการปฏิบัติ ดังนั้นควรจะใช้หลักกฎหมายดังกล่าวในการคิดคำนวณหรือไม่

ทั้งนี้ กรณีจำนำข้าวถือเป็นเคสพิเศษ เพราะเป็นนโยบายการเมืองที่สั่งลงมา คือตัวนักการเมืองทราบดี ถามว่านโยบายที่สร้างความเสียหายต่องบประมาณชาติเป็นนโยบายที่ผิดหรือไม่ผิด เพราะเป็นนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน เรื่องนี้คงต้องถกเถียงกันในวงกว้างและหาทางออก เพราะถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการบูรณาการด้านกฎหมายที่ให้ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และนักวิชาการทุกฝ่ายก็ควรร่วมหาทางออกด้วย เพราะไม่อย่างนั้นจะเกิดการถกเถียงไม่จบไม่สิ้น แบ่งเป็นสองฝ่ายว่าผิดหรือไม่ผิด และเป็นเรื่องที่คณะกรรมการฯ ที่คิดค่าเสียหายจำนำข้าวต้องชี้แจงให้กับสังคมเข้าใจด้วยเช่นกัน

นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

สำหรับข้าราชการที่จะถูกเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว นิพนธ์ มองว่า คงต้องตีความเรื่องนี้ด้วยเช่นกันว่าข้าราชการที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งโครงสร้างของคณะกรรมการชุดต่างๆ หรือข้าราชการในกระทรวงที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องขายข้าว สมควรหรือไม่ที่จะถูกเรียกเก็บค่าเสียหายด้วย เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เข้ามานั่งเป็นกรรมการใน กขช. มีหน้าที่แค่รับรองสิทธิของเกษตรกร และหามาตรการป้องกันการสวมสิทธิของเกษตรกร ต้องจ่ายค่าเสียหายด้วยหรือไม่ หรือบางรายแค่มีรายชื่อตามตำแหน่งในคณะกรรมการ ตรงนี้คณะทำงานที่รัฐบาลตั้งขึ้นเพื่อเรียกค่าเสียหายในส่วนเพิ่มเติมต้องดูให้ดี

นิพนธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีข้าราชการหลายหน่วยงานจากกระทรวงการคลัง และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทักท้วงเรื่องโครงการรับจำนำข้าวในการประชุม กขช. ซึ่งข้าราชการส่วนอื่นๆ หากไม่เห็นด้วยก็ควรทักท้วง

“กรณีของข้าราชการถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ และจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคมไทย ถ้าข้าราชการปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ในการประชุมทุกครั้งหากไม่เห็นด้วยก็ควรจะโต้แย้งทันทีและบันทึกการประชุมไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการยืนยันความบริสุทธิ์ว่าได้ทักท้วงแล้ว แต่ต้องทำตามก็เพราะถูกบังคับ ซึ่งจะเป็นหลักฐานป้องกันตัวเอง โดยข้าราชการไม่ควรหวงตำแหน่งว่าถ้าทักท้วงแล้วจะถูกปลด ควรยึดความถูกต้องสำคัญกว่าตำแหน่ง ดังนั้นจึงไม่ควรเสียขวัญและกำลังใจ” นิพนธ์ กล่าวทิ้งท้าย

แม้คณะทำงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐว่าผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวที่ต้องถูกเรียกเก็บค่าเสียหายในอีก 80% ที่เหลือ จะใช้ระยะเวลาหาข้อสรุปอีกหลายเดือน แต่โครงการรับจำข้าวถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของระบบข้าราชการที่ต้องฉุกคิดในการปฏิบัติงานตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา

 

รถติดแก้ไม่ขาดแต่บรรเทาได้ งานหนักวัดฝีมือ “ผู้การฯ จราจร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2559 เวลา 08:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/458415

รถติดแก้ไม่ขาดแต่บรรเทาได้ งานหนักวัดฝีมือ "ผู้การฯ จราจร"

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

เป็นงานร้อน และเป็นที่คาดหวังของคนกรุงเทพมหานคร สำหรับการแก้ไขปัญหาจราจรที่สร้างความสาหัสสากรรจ์มานาน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความคาดหวังดังกล่าวถูกโยนเข้ามาหาตำรวจในลำดับแรกของความคิดผู้ใช้รถใช้ถนน งานสำคัญในการแก้ไขปัญหาจึงถูกนำมา ให้กับ

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) ที่กลับตำแหน่งเดิมมาคุมตำรวจจราจรเมืองกรุงเพื่อแก้ไขปัญหารถติด หลังเคยถูกมอบหมายให้ทำงานในตำแหน่งนี้แล้วเมื่อปี 2556 ก่อนจะโยกย้ายไปเป็นผู้บังคับการตำรวจรถไฟ และกลับมา กองบังคับการตำรวจจราจรอีกครั้งตามคำสั่งโยกย้ายล่าสุด

ถือเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่สุด

พล.ต.ต.จิรสันต์ วางนโยบายในการแก้ไขปัญหาจราจรว่า สิ่งที่จะแก้ไขปัญหารถติดในเมืองกรุง คือการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดอย่างมากที่สุด โดยเฉพาะการจอดกีดขวางการจราจร ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของปัญหาการจราจร เพราะกระแสรถยนต์ในชั่วโมงเร่งด่วน ก็เหมือนกับกระแสน้ำ หากมีอะไรไปติดขัดน้ำก็ไม่ไหลลื่น การจราจรเองก็เช่นกัน หากตำรวจสามารถเคลียร์รถยนต์ที่จอดขวางริมถนน ในตรอกซอกซอยออกไปได้ การจราจรก็จะไหลลื่น และล่าสุดได้เสนอไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) แล้วว่า บก.จร.ต้องการจะบังคับใช้กฎหมายใดบ้างที่เข้มงวด เพื่อกำกับวินัยของผู้ใช้รถใช้ถนนเมืองกรุง

“ขณะเดียวกัน หากรถจอดขวางอยู่ ต่อให้ตำรวจจราจรไปเร่งไฟเขียวให้ถี่มากแค่ไหน ก็ไม่เกิดประโยชน์ตามมา ผมเน้นย้ำว่าการเคลียร์ถนนเป็นเรื่องสำคัญอย่างที่สุด การปาด การเบียด การเอาเปรียบบนท้องถนนจะต้องไม่ให้มี หรือมีก็ต้องน้อยที่สุด หากตำรวจจราจรเห็นจะต้องเข้าไปจัดการทันที เพราะมันส่งผลถึงการไหลลื่น และการปรับเปลี่ยนเส้นทางต่างๆ กรณีที่ระบายรถติด” พล.ต.ต.จิรสันต์ วางงานแรกในตำแหน่ง ผบก.จร. คือการเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย

แต่ในด้านนโยบายเพื่อแก้ปัญหาระยะยาวแล้ว ผบก.จร.บอกว่ายังต้องรอคำสั่งจากรัฐบาลที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำกับดูแลการแก้ปัญหานี้ และ บก.จร.ในฐานะหน่วยปฏิบัติ จะได้ยึดกรอบตามนโยบาย เพื่อให้การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน

กระนั้น สิ่งที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง คือ บก.จร.จะรุกคืบมากขึ้นในการบังคับใช้กฎหมาย และการประสานไปยังหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทั้งการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร (กทม.)

พล.ต.ต.จิรสันต์ บอกอีกว่า การดำเนินการจำเป็นต้องประสานทุกหน่วยที่ควบคุมดูแลทางกายภาพของพื้นผิวถนน และต้องประสานงานร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการดำเนินการ เพื่อจะได้เห็นภาพร่วมกันว่า การระบายรถด้วยการปรับเปลี่ยนเส้นทางไปยังจุดใดได้บ้างเพื่อให้การจราจรไหลลื่น และในช่วงฤดูฝนที่น้ำท่วมขังถนนหลายพื้นที่ จุดนี้ บก.จร.จะเข้าไปประสาน กทม.เองเพื่อให้ช่วยระบายน้ำออกจากพื้นผิว

“บก.จร.เป็นฟันเฟืองหนึ่งที่จะใช้แก้ไขปัญหาจราจร ตำรวจเข้าใจดีว่าเป็นปัญหาระดับชาติ ซึ่งตามหน้าที่ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายให้ได้มากที่สุด แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าวินัยจราจรบนท้องถนนคือส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา ยังมีอีกหลายสาเหตุประกอบเข้าด้วยกัน ทั้งเรื่องการเข้าเมืองของผู้คน เมื่อคนมากการจราจรก็ต้องมากขึ้น ขณะเดียวกันในถนนกรุงเทพฯ มีรถยนต์กว่า 9 ล้านคัน ถนนก็มีอย่างที่เห็นกัน ซึ่งมันไม่สามารถขยายออกไปได้มากกว่านี้ และเราก็ไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ดังนั้นสิ่งใดที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ ตำรวจจราจรจะทำ แต่ต้องเข้าใจว่าปัญหาจราจรมันแก้ให้ขาดไม่ได้ แต่มันบรรเทาได้”ผบก.จร. เน้นย้า

พล.ต.ต.จิรสันต์ เน้นว่า เหนืออื่นใดของภาระหน้าที่ ไม่ใช่แค่เพียงตำรวจเท่านั้น หากแต่คนในสังคมทุกคนจะต้องช่วยกันรับผิดชอบ ช่วยกันแก้ไขปัญหา ไม่เช่นนั้นเราก็จะไม่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนกันได้

“ขณะที่ความเป็นอยู่ของตำรวจจราจร บก.จร.ก็ต้องได้รับการใส่ใจควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาเช่นกัน เพราะอย่าลืมว่าตำรวจจราจรเป็นผู้ปฏิบัติที่ต้องอยู่กับถนนเกือบตลอดเวลา ภาวะความเครียด ปัญหาสุขภาพ จึงเกิดได้ง่ายกว่าทุกคน แต่เพราะหน้าที่จะปฏิเสธการปฏิบัติคงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ผมยืนยันว่าจะจัดหาและดูแล ทั้งวัสดุอุปกรณ์ ความเป็นอยู่ สวัสดิการที่พึงได้ อย่างเต็มความสามารถที่สุด” พล.ต.ต.จิรสันต์ ทิ้งท้าย