แก้รถติดด้วยทัศนคติใหม่ “รถเมล์ 1 คัน=รถยนต์ 72 คัน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2559 เวลา 19:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/458383

แก้รถติดด้วยทัศนคติใหม่ "รถเมล์ 1 คัน=รถยนต์ 72 คัน"

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

กรุงเทพมหานครเผชิญกับปัญหารถติดมาอย่างยาวนาน โดย ทอมทอม (TomTom) ผู้ผลิตระบบนำทางจีพีเอสชั้นนำของโลก จัดอันดับให้กรุงเทพฯเป็นเมืองที่มีการจราจรติดขัดมากที่สุดของโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนหลังเลิกงาน ซึ่งใช้เวลาเดินทางกลับบ้านนานถึงสองเท่าจากปกติ แม้หน่วยงานภาครัฐจะพยายามเร่งแก้ไขปัญหา แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น ไม่ใช่ทางออกระยะยาวอย่างแท้จริง

ด้วยประสบการณ์ด้านการออกแบบพัฒนาที่อยู่อาศัยและพื้นที่เมืองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชากร ยรรยง บุญหลง สถาปนิกชุมชน มองว่า ถึงเวลาที่รัฐต้องลงทุนและให้ความสำคัญกับระบบขนส่งสาธารณะโดยเฉพาะ “รถเมล์” อย่างแท้จริงเสียที

แก้ทัศนคติ ‘รถเมล์ 1 คัน=รถยนต์ 72 คัน’ 

ตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ขนาดของรถเมล์ในเมืองไทยต้องมีความกว้างไม่เกิน 2.55 เมตร ยาวไม่เกิน 15 เมตร เเละสูงไม่เกิน 4 เมตร แน่นอนว่าขนาดของรถเมล์นั้นสามารถจุคนได้มากกว่ารถยนต์ส่วนตัว

ยรรยง กล่าวว่า ก่อนจะแก้ไขปัญหา ‘รถติด’ ต้องหันไปแก้ ‘คนติด’ ก่อน เริ่มจากเข้าใจสิทธิ์ของคน ว่า คนหนึ่งคนมีสิทธิ์บนพื้นที่ถนนเท่าไร

“สมมติว่าคนหนึ่งคนมีสิทธิ์ขั้นต่ำเท่ากับรถยนต์ 1 คันบนถนน จะพบว่ารถเมล์ซึ่งสามารถจุคนได้ 72 คนในช่วงเร่งด่วน จะมีสิทธิ์เท่ากับขบวนรถ 72 คันต่อๆกัน เพราะในช่วงเร่งด่วนคนขับเฉลี่ย 1 คนต่อ 1 คัน เพราะแม้แต่แฟนกันก็แยกกันขับ

ปัจจุบันประเทศไทยมีแนวคิดเช่นนี้แล้วคือ การมีเลนด่วนสำหรับรถเมล์บีอาร์ที แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งยังมีการละเมิดสิทธิ์ด้วยการนำรถส่วนตัวไปวิ่งในเลนรถเมล์

“การนำรถส่วนตัวไปวิ่งในเลนรถเมล์ เป็นการละเมิดสิทธิ์คนนั่งรถเมล์ เพราะพวกเขามีสิทธิ์เท่ากับขบวนรถ 72 คันต่อๆกัน แม้ว่าเราจะมองไม่เห็นก็ตาม รถส่วนตัวเข้ามาในเลนรถเมล์เท่ากับทำให้สิทธิ์ของมนุษย์ที่นั่งรถเมล์ลดต่ำลง อเมริกาเคยตั้งค่าให้ทาสมีสิทธิ์เท่ากับ 3/5 ของมนุษย์  แต่บ้านเรา ถ้าให้รถส่วนตัวเข้ามาจนเต็มเลนรถเมล์ เรากำลังทำให้คนนั่งรถเมล์มีสิทธิ์เหลือเพียง 1/72 ของพลเมือง” 

ภาพ: พื้นที่ถนนที่เอาไว้รองรับคนจำนวน 72 คน โดยใช้ 1. จักรยาน 2. รถยนต์ 3 รถเมล์ Photo Credit: City of Münster’s planning department, 1991

พัฒนาให้รถเมล์หรูและเชื่อมต่อกว่าที่เป็น 

บทบาทของรถเมล์เเละระบบขนส่งสาธารณะของเมืองไทย ทราบกันดีว่า ปัจจุบันอยู่ในขั้นเลวร้าย สภาพตัวรถหลายคันมีปัญหา คนขับหลายรายไร้วินัย เวลาในการให้บริการ เข้าป้ายจนถึงจุดหมายยังไม่แน่นอนด้วย

ยรรยง กล่าวว่า รถเมล์ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการแก้ไขปัญหาสภาพจราจร หากรัฐบาลไทยกล้าพอที่จะเปลี่ยนแปลง เฉกเช่นนักปฎิวัติในละตินอเมริกาที่เลือกกำหนดให้มวลชนเป็นที่ตั้ง มองรถเมล์มีสิทธิ์เหนือรถยนต์ส่วนตัวบนพื้นที่ถนนอันจำกัด โดยสร้างเลนด่วนที่ไม่ติดขัดให้ ยกตัวอย่างเช่นเมืองซานฟรานซิสโก คนขับรถเมล์มีกล้องที่สามารถแจ้งจับรถที่อยู่ใน “เลนรถเมล์” ได้ด้วย  ขณะที่เมืองไทย ความล้มเหลวของรถเมล์บีอาร์ที เกิดจากโครงข่ายที่มีการเชื่อมต่อน้อยเกินไป เปรียบเสมือนมีโครงข่ายโทรศัพท์อยู่แค่ 2 เครื่องแล้วบ่นว่าโทรศัพท์หาใครไม่ได้เลย

สิ่งสำคัญต่อมานอกจากสิทธิของรถเมล์ที่ต้องถูกมองแตกต่างไปจากเดิม รัฐควรลงทุนกับ ความสามารถและประสิทธิภาพของตัวรถเมล์เองด้วย เพื่อตอบสนองผู้ใช้งานทุกระดับตั้งแต่ล่างยันบน

“ซื้อรถเมล์หรูให้ประชาชนไม่เป็นไรหรอกครับ ตราบใดที่มี ‘เลนด่วน’ และไม่ติด นักธุรกิจสามารถนั่งไปประชุมและเชื่อมต่อกับระบบที่ ‘ไม่ติด’ อื่นๆ ได้อย่างเป็นระบบ เช่น เรือในคลอง ซึ่งต้องหรูกว่านี้ และระบบรถไฟฟ้า ถ้าเอามวลชนเป็นตัวตั้ง เราจะพบว่าจำนวน ‘คน’ ที่ไม่ติดจะมีมากขึ้นอย่างมหาศาล ทำยังไงให้ คนไม่ติด สำคัญกว่า ทำยังไงให้ ‘รถ’ ไม่ติด”

อย่างไรก็ตามหากมองปริมาณรถยนต์และพื้นที่ถนนในกรุงเทพฯ สถาปนิกรายนี้เห็นว่า การหลุดพ้นจากภาวะรถติดนั้นทำได้ยาก เนื่องจากกรุงเทพฯ มีถนนเพียง 8 % ของเนื้อที่ในเมือง ขณะที่ทางสหประชาชาติมองว่าเมืองที่ดีนั้นควรมีถนนอย่างน้อย 30%-40%

เมืองซานฟรานซิสโก คนขับรถเมล์มีกล้องที่สามารถแจ้งจับรถที่อยู่ใน “เลนรถเมล์” ได้

 

เวลาคือสิ่งที่จะได้รับจากการพัฒนารถเมล์

การศึกษาของศูนย์การออกแบบและพัฒนาผังเมือง (UddC) เมื่อปี พ.ศ.2558  สะท้อนว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่พึ่งพารถยนต์อย่างเต็มรูปเเบบ โดยพบว่า ในระยะเวลา 1 ปี คนกรุงเทพฯ หลายราย ใช้เวลาอยู่บนรถยนต์ถึง 800 ชั่วโมง หรือคิดเป็น 1 เดือนกับอีก 3 วัน

ยรรยง ชี้ว่า หากปรับเปลี่ยนทัศนคติในการมอง และลงทุนกับระบบสาธารณะอย่างเป็นระบบ ประชากรจะได้ “เวลา” ที่สูญเสียไปบนท้องถนนกลับคืนมา ซึ่งคิดเป็นมูลค่ามหาศาล

“หากลงทุนกับระบบสาธารณะ เราจะได้เวลากลับมาเกือบครึ่งวันทำงาน นักธุรกิจสามารถวางแผนได้ว่าวันนี้จะไปประชุมกี่แห่ง นักลงทุนต่างชาติวางแผนได้ว่าควรมาตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ หรือไม่

เรื่องนี้ในอดีตมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว นักปฏิวัติอย่าง “เช กูวารา” หลังปฏิวัติสำเร็จในคิวบา ก็เน้นเรื่องสิทธิ์ของพลเมืองกับรถเมล์  เคยปล่อยให้ภรรยานั่งรถเมล์พาลูกที่กำลังป่วยหนักไปโรงพยาบาล โดยไม่ให้ใช้รถส่วนตัวของรัฐ  เพื่อนหลายคนวิ่งเข้ามาถามว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น เขาตอบกลับว่าภรรยาและลูกเขามีสิทธิ์เท่ากับพลเมืองอื่น ระบบรถเมล์ก็สะดวกดีอยู่ ไม่ติด ถึงโรงพยาบาลได้โดยไม่เสียเวลา

แนวคิดเช่นนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่เชในคิวบา หลังจากเขาถูกฆ่าโดยซีไอเอแล้ว กลุ่มประเทศในลาตินอเมริกา อีกหลายประเทศก็เอาแนวคิดเรื่องรถเมล์ และสิทธิ์พลเมืองไปใช้ทำระบบ BRT อย่างในเมือง Bogota ประเทศโคลอมเบีย  เมือง Curitiba ประเทศบราซิล แม้แต่สหรัฐอเมริกาเองก็เริ่มใช้ระบบนี้กันอย่างกว้างขวางแล้ว”

ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองจากสถาปนิกชื่อดัง ยรรยง บุญหลง ที่เห็นว่าระบบขนส่งสาธารณะอันยอดเยี่ยมจะกลายเป็นทางออกที่แท้จริงสำหรับการเดินทางในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร

ประโยคคลาสสิคเกี่ยวกับรถเมล์ที่น่าสนใจจากปาก “เอนริเก เปญาโลซา” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองโบโกตา กล่าวไว้ว่า “เมืองที่พัฒนาแล้วไม่ใช่เมืองที่คนจนทุกคนหันมาใช้รถ แต่เป็นเมืองที่คนรวยทุกคนหันมาใช้ขนส่งมวลชน”

ยรรยง บุญหลง ภาพจาก Patrix Meesaiyaat

 

ปปช.ไม่เคยเลือกปฏิบัติ มาตรฐานเดียวใช้ทุกรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2559 เวลา 13:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/458261

ปปช.ไม่เคยเลือกปฏิบัติ มาตรฐานเดียวใช้ทุกรัฐบาล

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย เกษรา กุมภาพันธ์

เวลานี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังเป็นหมู่บ้านกระสุนตก เพราะถูกฝ่ายการเมืองบางกลุ่มโจมตีอย่างหนักถึงเรื่องมาตรฐานในการทำงาน ภายหลังเพิ่งมีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในคดีการบริหารจัดการน้ำ เมื่อปี 2554

ผลของเรื่องดังกล่าว นำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่พุ่งเข้าไปใส่ ป.ป.ช. ในโอกาสนี้โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “สรรเสริญ พลเจียก” เลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อรับฟังแนวทางการทำงานที่แท้จริงของ ป.ป.ช.อย่างเป็นทางการ รวมไปถึงการวางแผนการปฏิรูปเพื่อสร้างกลไกการป้องกันและปราบการทุจริตในอนาคต

เลขาธิการ ป.ป.ช. ยืนยันหนักแน่นว่า ป.ป.ช.ตรวจสอบทุกรัฐบาล ไม่มีการเลือกปฏิบัติว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลชุดใด แต่ผลการตรวจสอบแต่ละคดีจะออกมาเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน

ตรวจสอบทุกรัฐบาล

“ต้องเรียนอย่างนี้นะว่า คดีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่ต่อเนื่องกันมา จริงๆ ป.ป.ช.ก็ทำทุกคดีนั่นแหละ แล้วก็ไม่มีจำกัดด้วยว่าคดีไหนจะเสร็จก่อน จะเสร็จเร็ว อะไรก็แล้วแต่ มันขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานทั้งนั้นเลยนะครับ ถ้ามันเป็นคดีที่มันต้องหาพยานหลักฐานยุ่งยากหรือเอกสารมันหาไม่ได้ ระยะเวลามันอาจต้องเพิ่มเติม

“ในคดีของคุณยิ่งลักษณ์เนี่ย เนื่องจากว่าห้วงระยะเวลาที่เราทำมา ตั้งแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดก่อน ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากโดยเฉพาะการแก้ข้อกล่าวหา และท่านก็ชี้แจงเอาพยานหลักฐานมา และสืบเนื่องมาถึงห้วงเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหม่เข้ามารับลูกต่อ พอแบบเนี้ยมันก็เลยกลายเป็นว่าเราทำเฉพาะแต่คดีพวกนี้เหรอ จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่นะ คดีของรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็วินิจฉัยไปหลายคดี แต่ว่ามันก็ต้องอยู่ที่ว่าอะไรมันมีมูล อะไรมันไม่มีมูลนะครับ

“ป.ป.ช.อาจจะไม่ค่อยได้เปิดเผยรายละเอียดพวกนี้มากนัก มันก็อาจเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้สังคมเขาอาจจะมองว่าทำไมถึงทำอย่างโน้นอย่างนี้ อย่างกรณีของท่านสุภา (สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.) ก็ถูกโจมตีว่าทำไมคุณเอาท่านสุภามาทำคดีท่านยิ่งลักษณ์อย่างเดียว จริงๆ แล้วไม่ใช่นะ แต่เป็นเพราะท่านสุภาเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลคดีที่เกี่ยวกับการเมืองต่อจากท่านวิชา (วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.) ทุกเรื่องที่ค้างอยู่ก็ต้องทำให้หมด ท่านสุภาก็ไม่ได้เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนทุกคดี”

สรรเสริญ ระบุว่า ต่อไป ป.ป.ช.อาจต้องชี้แจงให้สังคม ชี้แจงให้สื่อทราบมากขึ้น ว่าในการทำงานของเราเป็นอย่างไร แต่กล่าวโดยสรุป ณ เวลานี้ คือ เราทำทุกคดีไม่ได้เลือกปฏิบัติอย่างแน่นอน โดยทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักฐาน

“สรุปคือมันขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ถ้ามันไม่มีพยานหลักฐานจะให้ ป.ป.ช.ไปกล่าวหาเขาลอยๆ มันก็ไม่มีทาง ที่นี่เขาก็ไม่ทำกัน นักกฎหมายเขาก็ไม่ทำหรอกครับ ที่จะไปกล่าวหาใครโดยไม่มีพยานหลักฐานนะครับแต่ยังมีหลายคนที่ยังไม่เข้าใจ และไปกล่าวหาว่าจะเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือ เช่น กรณีที่มีอดีต 40 สส.(ผู้ถูกกล่าวหาในคดีการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม) มาร้องเรียนกับ ป.ป.ช. เป็นต้น ซึ่งขอทำความเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นการดำเนินการตั้งแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดเก่า มันไม่ใช่เพิ่งเกิดมาเริ่มทำคดีในช่วงที่มีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหม่”

คสช.ก็โดน ปปช.สอบ

ป.ป.ช.ได้เข้าไปตรวจสอบปัญหาความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นระหว่างการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บ้างหรือไม่อย่างไร? สรรเสริญ ตอบว่า “ดูหมดแหละครับ ทุกเรื่องเลย ไม่ว่าจะเป็นที่ผ่านมา อย่างโครงการอุทยานราชภักดิ์ คือถ้ามันเป็นเรื่องกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระทำการทุจริตหรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือร่ำรวยผิดปกติมันก็อยู่กับเราหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนสมัยใดเราก็ต้องทำหมด เพียงแต่ว่าทำแล้วเรื่องใดที่มันมีมูลหรือเรื่องใดที่มันไม่มีมูลเท่านั้นเองนะครับ

“ถ้ามันไม่สามารถหาพยานหลักฐานจนกระทั่งเห็นได้ว่าเรื่องมันมีมูล มันก็ไม่สามารถไปดำเนินคดีได้ แต่เรื่องใดที่มันมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีก็ต้องมีระเบียบดำเนินคดีนะครับ กรรมการ ป.ป.ช.แต่ละท่านเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ มีวุฒิภาวะทั้งด้านตำแหน่ง ทั้งด้านการงานอะไรมาสูง เขาคงไม่เอาไอ้ตัวชื่อเสียงเกียรติยศอะไรทั้งหลายแหล่มาทิ้งกับเรื่องแบบนี้หรอก

“ผมมองในมุมของผม แล้วผมก็สัมผัสกรรมการ ป.ป.ช.หลายท่าน ในฐานะที่ผมเป็นเลขาฯ ในที่ประชุม ผมก็จะเห็นวิธีการทำงานของกรรมการในแต่ละท่าน ท่านก็ต้องมาดู ไม่มีหรอกที่จะบอกว่าไอ้โน่นไม่ผิด ต้องเอาให้ผิดให้ได้ กรรมการ ป.ป.ช.มี 9 คนนะครับ ไม่ได้มีคนเดียว ถ้าคนใดจะดึงดันเอาผิดหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ในเมื่ออีก 7 ท่าน 8 ท่านนั้นไม่เห็นด้วย มันก็จบไป หรือแม้แต่ถ้าบางท่านบอกว่าไม่ผิด แต่อีก 7 ท่าน ท่านเห็นด้วยว่าผิด ท่านก็ต้องยอม ใช่ไหม มันก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการของการลงความเห็นทางกฎหมาย”

ปฏิรูปล้างวงจรอุบาทว์

หลังจากสนทนาถึงเรื่องไต่สวนคดีกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ ป.ป.ช.แล้ว มาถึงจุดนี้จึงเข้าสู่การพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปการทำงานของ ป.ป.ช.เพื่อนำไปสู่การปราบปรามการทุจริตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สรรเสริญ ให้มุมในเชิงหลักการว่า ปัญหาที่ผ่านมาซึ่งสร้างความเสียหาย ต้องยอมรับว่ามีสาเหตุจากนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ไปแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการหาประโยชน์ให้กับตนเองหรือพรรคพวก

“นโยบายสาธารณะที่อ้างว่าทำเพื่อประโยชน์กับประชาชน แต่ว่าประชาชนได้จริงๆ ก็จะเป็นเศษของเงินงบประมาณเท่านั้นเอง หรือการออกกฎหมายเพื่อประโยชน์บางประการ และที่สำคัญเกิดการซื้อขายตำแหน่ง นักการเมืองเขาก็เอาพวกของเขามาคุมกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ข้าราชการที่อยากจะเลื่อนชั้น เลื่อนตำแหน่ง โดยที่ไม่ถูกต้องและไปตอบสนอง เพื่อไปตอบสนองนักการเมือง จึงทำให้การทุจริตเกิดขึ้น วงจรพวกนี้เป็นวงจรอุบาทว์”

สำหรับมาตรการที่ ป.ป.ช.เตรียมนำมาใช้ คือ การกำหนดกรอบเวลาการทำงานของ ป.ป.ช.ให้ชัดเจน และการเพิ่มหลักใหม่ไปในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่เตรียมเสนอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งเลขาธิการ ป.ป.ช. เชื่อว่า ถ้า ป.ป.ช.มีกรอบเวลาการทำงานจะเป็นการป้องปรามไม่ให้คนกล้ากระทำทุจริตไปในตัว

“ถ้าเป็นคดีทั่วไปที่ไม่มีความสลับซับซ้อนมากนัก เราตั้งเป้าหมายแต่ละคดีต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 ปีคำว่าคดีทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น การ
จัดซื้อจัดจ้าง การฮั้วคดีปิดรัฐปกปิดประกวดราคาก็ดี หรือว่าเรียกรับเงินตรวจรับงานก็ดี

“แต่ถ้าเป็นกรณีที่สลับซับซ้อนมันก็ใหญ่ขึ้นมาหน่อย คือ ระดับของอธิบดีในเรื่องของการบริหารจัดการโครงการที่มีหลักเป็น 10 ล้าน 20 ล้าน หรือ 100 ล้านขึ้นไป และมีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกรอบระยะเวลา 1 ปี ก็คงต้องยกเว้นไป  เพราะมันมีหลายประเด็นที่กล่าวหา อย่างเช่น ทุจริตเป็นสิบๆโครงการในคนเดียวกัน อย่างนี้ก็ไม่สามารถที่จะทำทุกโครงการไปได้ภายใน 1 ปี มันอาจจะต้องมีข้อยกเว้นหรือข้อจำกัด แต่โดยทั่วไปแล้วเราวางไว้ว่าต้องทำให้เสร็จใน 1 ปี

“อย่างไรก็ตาม เราละเลยเรื่องสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้เลย เพราะเราต้องให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหา เช่น การคัดค้านคณะอนุกรรมการไต่สวน การให้เขามาตรวจดูเอกสาร การตั้งทนายความ การอ้างพยาน ต่อไปถ้าการพิจารณาคดีทำได้เร็วจะเป็นมาตรการในการป้องปราม เพราะสมัยก่อนคนไม่ค่อยกลัว ป.ป.ช.ไต่สวน เรื่องส่งไปอัยการและศาล กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาเกือบ 10 ปี แต่ถ้าต่อไปมีกรอบเวลาชัดเจน เชื่อว่า ภายใน 2-3 ปี ทุกๆ คนก็ต้องระวังคิดหนัก และอาจจะต้องเลิกคิดในเรื่องของการคอร์รัปชั่นไปเลย”เลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุ

วางหลักการใหม่ สร้างประเทศโปร่งใส

ส่วนเรื่องการจัดทำร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือการทำงานที่สำคัญของป.ป.ช. เลขาธิการป.ป.ช.ระบุว่า จะเป็นการจัดทำใหม่ทั้งฉบับและส่งให้คณะกรธ.โดยจะยงหลักการเดิมเอาไว้ แต่จะเพิ่มหลักการใหม่เข้าไป

“หลักการใหม่ เช่น เรื่องการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ถ้าคุณเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนก็แล้วแต่ คุณต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตนเองกับต้นสังกัดเอาเริ่มตั้งแต่เข้ารับราชการ แล้วก็กำหนดว่าภายใน 3ปีหรือ 5ปียื่นอีกครั้ง ในช่วงระย 3ปี ถึง 5ปีเนี่ย ต่อมาถ้าคุณมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหรือเลื่อนตำแหน่งก็ต้องแจ้ง วัตถุประสงค์ของการแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เป็นการป้องปรามไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ”

“ในเบื้องต้นป.ป.ช.จะไม่เข้าตรวจ แต่จะตรวจเมื่อมีเหตุสงสัย เช่น มีการร้องเรียนเข้ามาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐท่านนั้นท่านนี้มีพฤติการที่ร่ำรวยผิดปกติ มีพฤติการที่ใช้ชีวิตที่มันบรรลุฟุ่มเฟือย หรูหราเกินกว่าฐานะหรือตำแหน่ง เราก็อาจจะขอบัญชีเขามาดู แบบนี้จะเป็นการตรวจเชิงคุณภาพ จากเดิม ณ เวลานี้เราตรวจรับแต่ปริมาณมากกว่า ซึ่งในระยะยาวอาจนำมาตรการเรื่องภาษีเข้ามาช่วยตรวจสอบเรื่องการแสดงบัญชีทรัพย์สินด้วย”

เครื่องมือที่จะทำให้การป้องกันปราบปรามการทุจริตมีประสิทธิภาพนั้นในทัศนะของเลขาธิการป.ป.ช.คิดว่าไม่ได้อยู่ที่กฎหมายอย่างเดียว แต่ต้องสร้างทัศนคติใหม่ให้กับคนในสังคมที่ต้องมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องที่ไม่สามารถรับได้

“ก่อนที่จะมีกฎหมายเนี่ย พื้นฐานของคนเนี่ย มันจะต้องแยกแยะได้ว่าอันนี้ของเรา อันนี้ของหลวง อันนี้ของส่วนรวม คุณจะไปแตะต้องไม่ได้ คนมาทำส่วนรวมให้ของหลวงเสียหาย คุณต้องเป็นพยานไปชี้ว่า เอ้ย คุณทำไม่ถูก คุณทำผิดนะครับ พื้นฐานการที่จะปลูกฝังอย่างนี้เราก็คงต้องทำเป็นชุดองค์ความรู้ คือปลูกฝังตั้งแต่ระดับอนุบาล ระดับอนุบาลก็เรียนง่ายๆ เรียนก็ไม่ได้เรียนยากอะไร ก็ให้เขาเล่น ให้เขารู้ว่าอันนี้ไม่ใช่ของเขา อันนี้ไม่ใช่ หรือกรณีที่โตขึ้นมาหน่อยอาจจะดูในเรื่องของประโยชน์สาธารณะ เช่น เดินไปเห็นใครเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ ก็ไปปิด เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินของทางราชการที่เป็นเงินภาษีของพวกเราสูญเสียไป”

“เริ่มจากจุดเล็กๆไปที่จะทำให้ ให้เขารู้ว่าอะไรคือพื้นฐานทางคุณธรรมจริยธรรม โตขึ้นมาหน่อยจนกระทั่งก่อนที่จะออกมาทำงาน ก็ต้องให้รู้ในเรื่องของว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวและส่วนร่วม อะไรที่ทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้ อย่าไปบอกว่าใคร คนอื่นเขาก็ทำกัน ความคิดแบบนี้ต้องเลิก เพื่อสร้างสังคมที่เรียกว่าสังคมไม่ทนกับการคอรัปชั่น แล้วเราก็พยายามที่จะปรับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่โปร่งใสและใสสะอาด” เลขาธิการป.ป.ช.ทิ้งท้าย

 

ผมไม่ผิด แต่เป็น “แพะ” การเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 10:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/457918

ผมไม่ผิด แต่เป็น "แพะ" การเมือง

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ

โครงการรับจำนำข้าว ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังเป็นคดีมหากาพย์ ถูกมองว่าเป็นทั้งคดีการทุจริตในทางนโยบาย และเป็นคดีที่เป็นเบี้ยหมากทางการเมือง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ที่กำกับดูแลนโยบายของรัฐบาล และบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ คือตัวแสดงสำคัญของโครงการรับจำนำข้าวที่กำลังต่อสู้ทั้งในทางคดีและการเมือง

ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ต้องขอโฟกัสไปที่ บุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย ผู้ที่ถูกกล่าวว่าเป็นคนสนิท เจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวสายเลือดชินวัตร ตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาคือผู้ที่ถูกแสงสปอตไลน์จับจ้องกับการต่อสู้คดีในครั้งนี้อย่างมาก ภายหลังจาก อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ และชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันลงนามในหนังสือบังคับทางปกครองเรียกร้องค่าเสียหายจากการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา จากที่เป็นปัญหายื้อการเซ็นลงนามอยู่นาน และในสังคมเองก็ตั้งคำถามว่า ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่เซ็นลงนามเสียเอง

บุญทรง เปิดใจกับทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ ถึงขั้นตอนการต่อสู้จากนี้ว่า เรามีสิทธิอุทธรณ์ โดยจะต้องอุทธรณ์ไปที่คนออกคำสั่งหรือกระทรวงพาณิชย์ จากนั้นเขาจะตอบมาอย่างไรก็ว่ากัน แต่คงรู้อยู่แล้วว่าเขาคงไม่อุทธรณ์ให้ ซึ่งเราเองต้องไปร้องศาลปกครองต่อไป เพื่อให้เกิดกระบวนการต่อสู้ต่อไป ทั้งการไต่สวนฉุกเฉิน ทุเลาคำสั่ง หรือเพิกถอนคำสั่ง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เราต้องสู้ ส่วนเรื่องของกำหนดระยะเวลานั้น ต้องดูที่คำสั่งนั้นว่าให้เวลากี่วัน แต่เท่าที่ฟังคือมีเวลา 30 วันในการอุทธรณ์ ก็ถ้าไม่ทำอะไรเลย หรือเขาไม่ได้ยินข่าวจากเราก็จะมีหนังสือมาเตือนอีก 15 วัน นั่นคือแม็กซิมั่มที่เราจะอุทธรณ์กับกระทรวงพาณิชย์ได้

บุญทรง อธิบายว่า การต่อสู้จะต้องเห็นเอกสารคำสั่งนั้นเสียก่อน แต่ตอนนี้ผมยังไม่เห็น ไม่รู้ว่าเขาส่งมาถูกที่ไหม หรือส่งมาวันที่ผมไม่อยู่ ณ เวลานี้ผมยังไม่เห็นเอกสาร ยังไม่ได้รับเอกสารคำสั่งนั้น ผมไม่ได้เล่นแง่หรือดึงเวลา แต่ผมไม่เห็นจริงๆ อาจจะช่วงเวลาที่เอกสารมาไม่ตรงกันกับผมก็ได้ ทั้งนี้กระบวนการต่อสู้เราจะต้องเห็นว่าในคำสั่งนั้นอธิบายว่าอย่างไร วันนี้รู้เพียงแต่ว่าเขาจะให้เราไปชดใช้เงินจำนวนตั้ง 1.7 พันล้านบาท โดยที่รายละเอียดของตัวเลขยังไม่รู้เลยว่ามายังไง เราต้องคลี่คำสั่งนั้นมาดูให้ละเอียด

ส่วนเรื่องหรือเหตุผลการขอทุเลาคำสั่งนั้น เพราะเราต้องการพิสูจน์ นั่นหมายความว่าในความเป็นจริงกฎหมายพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 บอกว่าต้องไปฟ้องศาลหรือให้ออกคำสั่ง ซึ่งเราต้องดูว่ามันต้องออกคำสั่งหรือฟ้องศาล หรือพิสูจน์อะไรกันเสียก่อนหรือไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ จะมาบอกว่า ทำมาแล้วกว่า 5,000 คดี แล้วตัวเลขคดีพวกนี้คุณเรียกใครอย่างไร จะเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการ และเรียกค่าเสียหายกันมากน้อยแค่ไหน แบบนี้เขาพูดได้หมด เพราะเราไม่ได้เคยได้เห็นรายละเอียดเลย

“ต้องเข้าใจก่อนว่าเดิมเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง มันเป็นคดีอาญาอยู่แล้ว เนื้อหาสาระมาจากต้นตอเดียวกัน คือมาจากคำฟ้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นสำนวนเดียวกัน ในเมื่อยังอยู่ในศาลที่รอการพิสูจน์อยู่ แต่การที่คุณจะรีบออกคำสั่งการปกครอง เรียกผมไปชดใช้ เท่ากับว่าผมผิดแล้วหรือ วันนี้คดียังอยู่ในศาล และผมก็ยังต่อสู้ของผมอยู่ ผมเชื่อมั่นว่าผมไม่ผิด” อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวยืนยันอย่างมั่น

บุญทรง กล่าวอีกว่า การออกคำสั่งการปกครอง มันก็ออกมาก่อน แล้วจะให้เราไปชดใช้ซึ่งผิดปกติวิสัย ทำไมไม่รอให้ศาลฎีกาพิจารณาให้เสร็จเสียก่อนแล้วค่อยมาเรียก อยู่ๆ จะมาอ้างมีเวลา 2 ปี ก็ในเมื่อศาลฎีกาเรียกให้ผมต้องชดใช้ 3.5 หมื่นล้านบาท ส่วนของตัวเลขเรายังไม่เห็นรายละเอียดเรายังไม่ผิด เราต้องสู้ทุกประเด็น ตัวเลข 1.7 พันล้านบาท หรือ 2 หมื่นล้านบาท หรือแม้กระทั่งตัวเลขของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ จิรชัย มูลทองโร่ย เป็นประธาน แล้วมีข่าวว่าส่งไปให้กระทรวงการคลัง 1.8 หมื่นล้านบาท พอส่งให้กระทรวงการคลังเป็น 2 หมื่นล้านบาท ตัวเลขกลับไปกลับมาพวกนี้เราไม่เห็นเลย เรื่องของตัวเลขที่ขึ้นๆ ลงๆ ก็น่าสงสัย แต่เขาก็ไม่ให้เราดูเอกสารอะไรสักอย่าง ทั้งนี้กระบวนการศาลปกครอง ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าศาลจะรับพิจารณาและจะใช้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งระหว่างนั้นเราต้องขอให้ศาลทุเลาคำสั่งไปด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นกระบวนการมันเดิน แต่เราคงไม่รอเวลานานขนาดนั้น เมื่อดูแล้วก็ต้องรีบทำ

กับคำถามที่ว่า คิดหรือไม่ว่าวันหนึ่งจะมาถึงจุดนี้ บุญทรง ครุ่นคิดสักครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆ ตอบออกมาว่า การดำเนินการในวันนั้นเพราะเรามีหน้าที่ในทางการเมือง มีตำแหน่งในการบริหาร ซึ่งต้องทำให้ดีที่สุด และเราต้องยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่เมื่อมันเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเป็นเหตุการณ์พิเศษเพราะมันมีการปฏิวัติ เรื่องนี้ถูกเร่งรัดโดยเอาอำนาจพิเศษของคณะปฏิวัติ คสช.มาใช้ แบบนี้เราไม่คิดว่าเราจะเจอ เพราะไม่คิดว่าจะมีปฏิวัติอีก การปฏิวัติเมื่อปี 2549 ควรจะเป็นครั้งสุดท้ายของชาติไทยแล้ว ถ้ามันเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองแบบปกติ เลือกตั้งไปสู้กันไปและเกิดอุบัติเหตุอะไร หรือเกิดอะไรขึ้นจากการกระทำของเรา อย่างนั้นเราทำใจได้ เรายอมรับอยู่แล้ว

ผิดหรือ เป็นแพะเพราะการเมือง

“ความเห็นส่วนตัวผมเรื่องนี้มันการเมือง ถามว่าจะรีบเร่งไปไหน ผมยังอยู่ในขั้นตอนของศาลอีกตั้งหลายปี จะเร่งทำไม เพื่อให้สังคมเห็นหรอว่า เรื่องจำนำข้าวมันผิดชัวร์ๆ หรือต้องการเอาผมให้ผิดชัดเจนแล้วเอาไปเล่นงานนายกฯ ปู เพราะการไปกล่าวหานายกฯ ปู กล่าวหาท่านก่อนกล่าวหาผม การกล่าวหานายกฯ ปู คือ การทำผิดมาตรา 157 ปล่อยปละละเลยการปฏิบัติหน้าที่จนเกิดการทุจริตในโครงการ ซึ่งขณะที่กล่าวหา ป.ป.ช.ยังไม่ได้ลงมติกล่าวหาผมเลยด้วยซ้ำ มากล่าวหาตามเอาทีหลัง ถามว่าจะเอาผมให้ผิดเพื่อจะเป็นเหตุ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการกล่าวหานายกฯ ปู ชอบแล้ว จะเอาผิดนายกฯ ปู ต้องเอาผิดผมเสียก่อน คดีผมมันเกิดหลัง แต่ตอนนี้คดีกลับเร่งสปีดนำหน้าไปแล้ว รู้สึกว่ามันเป็นการเมือง เพราะเหตุพฤติการณ์ที่เราโดนกระทำมันแน่นอนมาก เพราะลองเทียบคดีเรือเหาะ คดีที่เกี่ยวกับกองทัพ หรือคดีอื่นๆ ที่อยู่ใน ป.ป.ช. ไม่เห็นจะเดินหน้าสักที ทำไมของผมมันสปีดจังเลย ถามให้ผมหน่อยได้ไหม ทำไมคดีที่เกี่ยวกับกองทัพมันไม่เดินหน้าเลย”

บุญทรง กล่าวมั่นใจว่า เรื่องนี้คิดว่า คสช.มีธงไว้อยู่แล้ว ซึ่งธงคือยังอยู่ที่คนเดิม ไม่ต้องการให้ทักษิณกลับเข้าสู่การเมือง อะไรที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองนี้ หรือคนคนนี้ เมื่อมีเรื่องมีราว เป็นคดีก็ต้องออกมาอย่างนี้ แต่ที่ผมพูดไม่ได้ไปก้าวล่วงเรื่องที่ในคดีของศาลฎีกาที่ผมเป็นจำเลยอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้บอกว่าคณะผู้พิพากษาท่านมีธงอยู่แล้ว ไม่ใช่ แต่กำลังพูดถึงฝั่งกรรมการ คสช.

“เมื่อเขามีธง เขาต้องทำร้ายคุณทักษิณ ซึ่งต้องทำร้ายครอบคัว นั่นคือนายกฯ ปู และก่อนถึงนายกฯ ปู ก็ต้องมีอะไรมารองรับหน่อย ถ้าผมไม่มีตรงนี้ ไม่มีเรื่องโครงการรับจำนำข้าว ก็ต้องมีเรื่องน้ำ เรื่องอื่นๆ ไประดมใส่อีกมากมาย ถามว่าที่นายกฯ พูดออกมาว่า ถ้าผมจะฟ้องนายกฯ ให้ไปขึ้นศาล แล้วท่านบอกว่า ออกจากคุกก่อนแล้วกัน หมายความอย่างไร รู้ได้ยังไงว่าผมจะติดคุก เขาสั่งใครได้หรือเปล่า ซึ่งเรื่องการละเมิดผมเองก็คิดว่าเขาสั่งได้อยู่แล้ว ในเมื่อเป็นลูกน้องเขา ใน ครม.ก็สั่งได้ สั่งให้คนเซ็นแทนยังสั่งได้เลย เพราะฉะนั้นไม่รู้ว่าความหมายคืออะไร รู้ได้ยังไงว่าผลลัพธ์จะออกมายังไง รู้หรือว่าศาลจะตัดสินออกมายังไง ที่มาไล่ผมออกจากคุกก่อนแล้วค่อยมาเอาเขาขึ้นศาล ผมฝากบอกว่าช่วยดูแลน้องชายกับหลานเขาหน่อยว่า อย่าเพิ่งมาให้ติดคุกก่อนผมก็แล้วกัน”

“การดำเนินการวันนี้มันเร็ว ผมเคยให้สัมภาษณ์ไปว่า ผมคือแพะ คือคุณจะเอาผิดท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์หลังจากที่ไม่มีมูลและเหตุ แต่ไปกล่าวหาเขาแล้ว เลยเอาผมไปเป็นมูลเหตุ” บุญทรง กล่าว

นายกฯ ตู่ ต้องอธิบายต่อ “ศาล”

นอกจากเรื่องของกระบวนการต่อสู้คดีแล้ว ก่อนถึงจุดนี้ อดีต รมว.พาณิชย์ ได้ตั้งข้อสงสัย เกี่ยวกับการลงนามในคำสั่งดังกล่าว ว่า ผมไม่ทราบว่าเขาให้เซ็นและไม่เซ็นกันกี่รอบ แต่เท่าที่ดูจากสื่อพบว่ากระทรวงการคลังก็ส่งไปนานแล้ว และกระทรวงพาณิชย์ก็บอกว่าส่งไปให้สำนักนายกรัฐมนตรีพิจารณา ให้กฤษฎีกาอีก สุดท้ายกว่าจะมาเซ็นร่วมกันได้เพิ่งจะไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เอง

“ผมว่ามันน่าสงสัยว่าทำไมต้องส่งไปมาหลายรอบเหลือเกิน ทำไมนายกรัฐมนตรีไม่ลงนามเสียเอง คงต้องไปดูว่ากฎหมายเขียนว่ายังไง ใครต้องลงนาม ทำไมไม่ลงนาม เมื่อเป็นแบบนี้การที่จะถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะไปตีความเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร เพราะในเมื่อกฎหมายเขียนไว้อย่างไร ไม่ทำตามจนกระทั่งต้องงัดเอามาตรา 44 ออกมา อีกทั้งนายกรัฐมนตรียังพูดย้ำว่า การใช้มาตรา 44 เอาออกมาเพราะคุ้มครองคนที่จะทำจะได้ไม่ต้องกลัวว่าจะกระทำความผิด นั่นหมายความว่าถ้าไม่มีมาตรา 44 การกระทำทุกอย่างก็ต้องผิดสิ และถ้าไม่มีมาตรา 44 คนก็จะไม่กล้าทำอะไร”

บุญทรง สำทับข้อมูลว่า ตามกฎหมาย พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 นั้น เขียนไว้ชัดเจนว่าผู้ที่ลงนามแต่งตั้งกรรมการเพื่อไปเอาผิดหรือเรียกความเสียหายต้องลงนามในคำสั่งเรียกความเสียหาย นั่นหมายความว่า ใครลงนามตั้งกรรมการก็ตั้งเซ็นลงนามเอง เมื่อนายกฯ ตั้งกรรมการก็ต้องลงนามเอง

บุญทรง ตั้งคำถามไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ทำไมนายกฯ ไม่ลงนามเอง ทำไมต้องมอบหมาย เรื่องนี้ ไม่ทราบว่าขั้นตอนยังไง ผมจะไปฟ้องศาลและคงต้องไปอธิบายกับศาลเอง ไปตอบว่าทำไมตัวเองไม่ลงนาม ทั้งๆ ที่ตัวเองก็นั่งอยู่ในที่ทำงานอยู่ด้วย รอไปหลายวันแล้วค่อยเรียกให้รัฐมนตรีเซ็นแทน คิดว่าเรื่องนี้คงต้องไปพิสูจน์ เพราะถ้าคนอื่นการลงนามแทนได้จริงทำไมไม่ลงเลย ทำไมต้องรอมาตรา 44 เพราะในเนื้อความคำสั่งมาตรา 44 บอกโดยชัดเจนอยู่ว่า โดยสุจริตไม่ได้ไปกลั่นแกล้งใคร นั่นหมายถึงทำโดยมีกฎหมายรองรับ แต่ถ้าทำโดยขัดกับกฎหมายแล้วจะไปสุจริตได้ยังไง รัฐมนตรีพาณิชย์ก็นั่งอยู่ ปลัดก็นั่งอยู่อีกห้อง รัฐมนตรีพาณิชย์จะไปมอบทำไม คำว่าปฏิบัติราชการแทนหรือมอบอำนาจ นั่นหมายความว่าตัวผู้มอบต้องไม่อยู่ปฏิบัติราชการในขณะนั้นในเวลานั้น ใช่ไหม หนังสือมารอตั้งหลายวัน แต่คงไม่ใช่เพราะผมไปขู่หรอกว่าจะไปเจอกันที่ศาล เพราะผมพูดหลังจากที่เขาลงนามกันไปแล้ว

“แม้จะต้องฟ้องคุณประยุทธ์ก็ต้องฟ้อง ถ้ากฎหมายมันมี เห็นว่าเขาทำผิดก็ต้องฟ้อง จะมาอ้างมาตรา 44 ใหญ่กว่าทุกกฎหมาย ผมก็ไม่รู้ ต้องลองฟ้องดู แล้วสิ่งที่นายกฯ พูดว่ามาตรา 44 คุ้มครองคนทำงานจะได้ไม่กลัว ถามว่ากลัวอะไร กลัวว่าทำผิดกฎหมายหรือกลัวว่าผมจะไปฟ้องเอาผิดทีหลังอย่างนั้นหรอ ถ้าไม่ทำผิดจะกลัวทำไม ถ้าคุณทำถูกผมฟ้องผมก็แพ้ แต่ถ้าผมฟ้องแล้วผมชนะ นั่นคือคุณทำผิดกฎหมายเสียเอง จะมาบอกเหตุผลว่ากลัว ผมก็ไม่ทราบได้ จะบอกว่ามาตรา 44 เป็นเหมือนคาถาวิเศษ เอาไปปลดใครก็ได้หมด มันไม่ใช่”

อดีต รมว.พาณิชย์ พูดอย่างมั่นใจว่า  ล้านเปอร์เซ็นว่าเรื่องนี้มันมี Motivation (แรงจูงใจ) ทางการเมืองแน่นอน ใครจะออกมาพูด มาแถ เบี่ยงประเด็นยังไงก็แล้วแต่ แต่ผมเชื่อของผมอย่างนี้ ตอนที่เขาปฏิวัติเข้ามา โครงการรับจำนำข้าวไม่ได้เป็นเหตุผล แต่เหตุผลที่เขาปฏิวัติคือคนทะเลาะกัน ต้องการที่จะเข้ามาเป็นคนกลางเพื่อมายุติเหตุการณ์ สังคมจะได้ไม่แตกแยก แต่ตอนหลังมากลายเป็นเรื่องอย่างนี้ จากต้องการเป็นกรรมการ กลายมาเป็นนักมวยมาชกกับเราเสียเอง บทบาท คสช.ไม่เหมือนตอนพูดปฏิวัติ เป็นทั้งกรรมการเอง แล้วกรรมการก็ขึ้นมาชกเอง ตัดสินเอง ดูท่าทีกรรมการพอจะเพลี่ยงพล้ำก็เอานกหวีดมาตรา 44 ออกมาใช้ มันตลก ปิดประตูตีแมวหรือเปล่า

บุญทรง ยังย้อนถามกลับไปยังรองนายกฯ วิษณุ ด้วย ที่ระบุว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องยึดทรัพย์ มีคนต้องทำอยู่แล้ว แล้วถามว่าทำไมต้องใช้มาตรา 44 ออกมาเพื่อให้กรมบังคับคดีไปทำหน้าที่นี้ เมื่อมีคนทำอยู่แล้วจะไปออกมาตรา 44 ให้กรมบังคับคดีทำอีกทำไม มันมีกระบวนการอยู่แล้วทำไมไม่ใช้ให้เกิดความเป็นธรรม ทำไมต้องมาทำแบบนี้ รีบออกมาตรา 44 ทำไม คุณยังอยู่ในอำนาจอีกตั้งเท่าไหร่ ทำไมต้องออกก่อนลงนามในคำสั่ง

เมื่อการเดินหน้าดำเนินคดีมาถึงจุดนี้แล้ว ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ ได้ย้อนถามกลับไปว่า เมื่อขณะนั้นที่มีการเตือนจากหน่วยงานต่างๆ ต่อการดำเนินการนโยบายรับจำนำข้าว ทำไมจึงไม่หยุดการดำเนินโครงการ อดีต รมว.พาณิชย์ อธิบายเหตุผลในเวลานั้นว่า ตอนนั้นเป็นการเตือนกรณีศึกษาแล้วนำส่งมาให้รัฐบาล ซึ่งวันนั้นเราดำเนินการทำโครงสร้างทุกอย่างอย่างรัดกุมที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ส่วนที่ถามกันว่าทำไมไม่หยุด เพราะเป็นโครงการที่เราดำเนินการเป็นนโยบายที่ได้ประกาศต่อรัฐสภา ประกาศต่อสาธารณะ เราก็มีหน้าที่ที่ต้องดำเนินตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ อีกทั้งโครงการนี้เป็นโครงการที่เริ่มต้นก่อนที่ผมจะไปเป็น รมว.พาณิชย์ ด้วยซ้ำ โครงการเดินหน้าอยู่แล้ว เมื่อเราได้รับตำแหน่งเราต้องรับผิดชอบ เหมือนตัวจักรอันหนึ่งที่เราต้องขับเคลื่อน เป็นหน้าที่ และหลังจากที่เราได้รับการแจ้งเตือน เราได้ทำทุกอย่างอย่างรัดกุม ปรับกระบวนทุกอย่าง การดำเนินการทั้งหมดมีขั้นตอนมีระเบียบรองรับหมด

บุญทรง เอือมระอา การเมือง

“ผมว่าจะเรียกว่าเข็ดก็ไม่ถูก แต่มันเบื่อเอือมระอา ถ้าทำการเมือง ต่อสู้กันในเวทีการเมืองระหว่างพรรคการเมืองด้วยกัน แล้วไม่ทำการแข่งขันแบบตรงไปตรงมา ไปใช้อำนาจพิเศษผมว่ามันน่าเบื่อ แต่ผมก็ต้องทำการเมืองต่อไม่ได้ไปไหนยังอยู่สู้ ไม่หนีไปไหน” คำตอบของ บุญทรง ที่ได้ครุ่นคิด พร้อมกับถอนหายใจเบาๆ กับคำถามที่ว่า เข็ดกับการเมืองหรือไม่

อดีต รมว.พาณิชย์ คาดหวังเส้นทางการเมืองหลังจากนี้ว่า ในอนาคตประเทศไทยไม่มีการปฏิวัติอีก หวังอย่างนั้นจริงๆ ส่วนพรรคเพื่อไทยพรรคตอนนี้อยู่กันนิ่งๆ ไม่ทำกิจกรรมทางการเมืองใดๆ บางคนให้กำลังใจกันไป มีหลายท่านเชี่ยวชาญกฎหมายก็จะให้คำแนะนำบ้าง ส่วนบทบาทตัวเองยังคงทำงานให้พรรค เพราะถูกถอดถอนตามรัฐธรรมนูญถูกเว้นวรรคไป 5 ปี ระหว่างนี้ก็ทำเรื่องคดีจนถึงที่สิ้นสุด จน 5 ปีว่ากันใหม่ แต่คิดว่าถ้าพรรคจะให้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ได้ก็คงทำ นอกนั้นคงไปทำมาหากิน ทำธุรกิจอย่างอื่นกันไป ตอนนี้ลูกๆโตแล้วไม่ค่อยห่วงอะไรทุกคนทำงานกันหมด

การถูกดำเนินคดีทั้งอาญา และจะถูกยึดทรัพย์ถึง 1,700 ล้านบาท ลูกๆ และครอบครัวตกใจเป็นกังวลกันบ้างไหม เสี่ยบุญทรง เล่าพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ อีกครั้งว่า เราอยู่ในการเมืองมาเป็น 10 ปี ก็พูดกับลูกอยู่ตลอดว่ามันมีเหตุการณ์แบบนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่เราไม่คิดว่าจะเจอแบบนี้ ไม่คิดว่าจะมีปฏิวัติ เจอเรื่องแบบนี้ แต่ทุกคนคุ้นชินกับมันแล้ว ทุกคนในครอบครัวก็ให้กำลังใจ ให้สู้ คิดว่าเรายังอยู่ในกฎหมายไทยที่จะให้โอกาสต่อสู้ได้ เราก็ต่อสู้ ไม่มีหนีแน่นอน ต้องสู้แล้ว ไม่สู้ไม่ได้

มาตรา 44 ขายข้าวซี้ซั้วได้หรือ

อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการขายข้าวในสต๊อกในยุค คสช.ว่า ได้ติดตามอยู่บ้างแต่รายละเอียดไม่ค่อยได้เห็น แต่เชื่อว่าถ้าเราได้ทำจะได้ราคาขายสูงกว่าที่รัฐบาล คสช.ขายทุกวันนี้ ต้องถามว่า เป็นเพราะอะไรทำไมเขาถึงขายได้ราคาต่ำ คิดดูว่าเราขายข้าวเก่าได้ราคาดีกว่าเขาขายข้าวใหม่อีก ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าทำไม หรือเขาคิดว่าเขามีมาตรา 44 ที่อภัยโทษคนล่วงหน้าไปหมดแล้ว จะทำอะไรก็ได้ จะขายซี้ซั้ว
ยังไงก็ได้ไม่ผิด เลยไม่พยายามที่จะขายให้ได้ราคาสูง หรือเปล่า

บุญทรง สำทับอีกว่า การขายข้าวของรัฐบาล คสช.ประกาศโครมๆ ว่าข้าวเน่า ข้าวเสีย แล้วคนมาซื้อจะยอมซื้อแพงๆ หรือไม่นี่หรือวิธีการค้าขาย คนซื้อเขาต้องการของดี ของไม่ดีเขาจะซื้อไหม อีกทั้งการขายข้าวในแต่ละครั้ง จริงอยู่มันขึ้นกับสถานการณ์ด้วย และจะโดนกดราคามากน้อยแค่ไหน เพราะโดนถูกบังคับด้วยตลาดโลก อีกทั้งพ่อค้าก็ไม่อยากจะซื้อแพงอยู่แล้ว แล้วที่ไปขายตันละ 4,000-5,000 บาทไปทำอาหารสัตว์ ไปทำอย่างนั้นได้ยังไง ข้าวในสมัยเราไม่ได้เป็นข้าวเน่านะ แต่ที่ไปตะโกนกันว่า ข้าวเน่า เป็นวาทกรรมทางการเมือง เพื่อทำลายล้างทางการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม เพราะสุดท้ายเห็นไหมที่ออกมาแก้ตัวทีหลังบอกว่า ข้าวอยู่ครบไม่ได้หาย เสียหายแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แล้วไปขายได้ยังไง โลละ 4 บาท 5 บาท

ย้ำ “รับจำนำข้าว” เป็นโครงการที่ดี

แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า สำหรับโครงการรับจำนำข้าว ฝั่งตัวผมและพรรคเพื่อไทย ยังยึดมั่นว่าเป็นโครงการที่ดี เพราะช่วยเกษตรกรมีชีวิตดีขึ้นมีรายได้ดีขึ้นแน่นอน เพราะตัวเลขจีดีพี มันฟ้องชัดเจน ตัวเลขเศรษฐกิจระหว่างที่เราเป็นรัฐบาลตัวเลขทุกตัวดีหมด สภาพัฒน์ก็ยังออกมายืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวมีผลเป็นบวกต่อจีดีพี นั่นหมายความว่าคนมีเงิน ใช้เงิน คนที่ออกมาทำงานเป็นกรรมกรในกรุงเทพฯ ก็กลับไปทำนาที่บ้าน

ถามว่าตัวเลขที่ดีขึ้นแต่ต้องแลกมากับการขาดทุนในจำนวนเงินที่มหาศาล อดีตรัฐมนตรีว่าการฯ อธิบายว่า ทุกโครงการเมื่อเป็นนโยบายสาธารณะ เป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องลงทุนทั้งสิ้น เช่น สร้างถนน รถไฟฟ้า กี่แสนล้าน แล้วถามว่าได้เงินกลับมาไหม แทบจะลงทุนข้างเดียว รัฐลงทุนหมด แล้วประมูลให้เอกชนรับสัมปทาน ถามว่าอีกกี่ปีที่เงินของรัฐจะได้คืน ซื้อยางพารา 100 บาท แทบจะฆ่ากัน จะเอาราคา 120 บาท ในขณะนั้นราคาตลาด 60 บาท ถามว่าขาดทุนไหม อีกทั้งรัฐบาลนี้เอามาขาย 50 กว่าบาท

“ทุกโครงการที่เป็นโครงการสาธารณะที่จะช่วยเหลือประชาชน ไม่มีโครงการไหนที่จะมีกำไร แทรกแซงพืชเศรษฐกิจทุกตัว มันสำปะหลัง ทุเรียน มังคุด เงาะ ลำไย กระเทียม หอม ไปดูเลยเงินหลายพันล้านที่เอาไปช่วยเหลือเกษตรกร แล้วเคยได้คืนหรือเปล่า ก็ไม่ได้คืนไง เพราะมันคือเงินที่เอาไปช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตร ไปช่วยเกษตรกร มันคือการลงทุนภาครัฐในภาคสาธารณะ ทุกรัฐบาลเขาก็ทำทั้งนั้น แต่รัฐบาลที่มาจากคณะปฏิวัติเขาอาจจะไม่สนใจ เพราะเขาไม่ต้องไปเลือกตั้งไง ถูกไหม เขาไม่แคร์ ถือปืนเข้ามาก็มาบริหารประเทศแล้ว เขาไม่แคร์ ผมยังยืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่ดี ดีแน่นอน

สภาพการเมืองในอนาคต

อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า จากนี้ไปภายใต้กฎกติกาใหม่ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะทำงานลำบาก เพราะอำนาจไปอยู่ที่ สว. เพราะฉะนั้น พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งมาแล้วได้จำนวน สส.มากที่สุดอาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาล เส้นทางการเมืองยากมากเพราะเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะเสนอนโยบายอะไรมากไม่ได้ อีกทั้งตัวรัฐธรรมนูญก็กำหนดว่าให้ทำตามยุทธศาสตร์ 20 ปีที่วางไว้ ใครมาก็ต้องเดินตามทาง ไม่เดินตามก็ผิดรัฐธรรมนูญ ถูกปลด ยุบพรรค ทำงานยาก แล้วยุทธศาสตร์ 20 ปี กับโลกที่เปลี่ยนไปเร็วมาก เราจะไปปรับยุทธศาสตร์ให้ตามกับสภาวะแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนไปได้หรือเปล่า เพราะรัฐธรรมนูญนี้วางกติกาแก้ยากมาก ประเทศไทยจะถอยกลังไปทุกปี โลกเดินไปข้างหน้าทุกวัน

แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ชูเรื่องการทำนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองในอนาคตว่า รัฐธรรมนูญยังห้ามพรรคการเมืองทำนโยบายประชานิยมด้วย ซึ่งเป็นเพียงวาทกรรม ต่อให้รัฐบาลปฏิวัติที่บริหารประเทศอยู่ขณะนี้ก็ทำประชานิยม ตอนนี้เขาก็แจกเงินกันไปแล้วกับโครงการที่ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. จ่ายเงินให้กับเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ หรือสูงสุดละไม่เกิน 1 หมื่นบาท เพื่อสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิต ตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2559/2560

“ถามว่าที่แจกเงินคนละ 1,000 บาท ไร่ละ 1,000 บาท ประชานิยมหรือไม่ เพียงแค่พลิกคำพูดนิดๆ หน่อยๆ แต่มันก็เหมือนกัน แล้วเขาบอกว่าช่วยเหลือ ถามว่าช่วยเหลืออะไร หรือเพราะเขาต้องการไม่ให้คนเหล่านี้มาเดินขบวน มางอแง มาโวยวาย หรือเพื่อคะแนนนิยมของตัวเองจะได้ดี วันนี้ที่คุณทำมันก็เหมือนกัน ทุกรัฐบาลในโลกนี้ยกเว้นประเทศคอมมิวนิสต์ มันต้องดูแลประชาชนทั้งนั้น แต่ดูแลในวิธียังไง ถามว่าเงินดูแลเอามาจากไหน ก็เอามาจากภาษี เอามาจากงบประมาณประเทศ เอาไปจ่ายเพื่อที่เขาจะได้นิยมชมชอบตัวเอง

วันนี้การเมืองบ้านเรามี Political Motivation ทำไมพรรคหนึ่งยิ้มแย้มแจ่มใส เพื่อไทยติดคุกหมด ผมไม่ได้ว่าศาลนะ แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นแบบนี้ คดีเขาไป ป.ป.ช.ตีกลับ พอเรื่องของเรารับหมด มันเกิดอะไรขึ้น”

 

“คนไทยเป็นนักลอกเพราะถูกปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์”เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2559 เวลา 18:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/456765

"คนไทยเป็นนักลอกเพราะถูกปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์"เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

มิวสิควีดีโอชุด”เที่ยวไทยมีเฮ” ตกเป็นข่าวดังไปทั่วทั้งเมือง หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่านำ”ทศกัณฐ์”ตัวละครเอกจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ไปใช้ในทางไม่เหมาะสม เช่น ถ่ายเซลฟี่ แคะขนมครก จนกลายเป็นประเด็นวิวาทะอย่างเผ็ดร้อนในสังคม

จากประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการศิลปะมานานกว่า 40 ปี  “เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์” ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปีพ.ศ.2554 ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวกับการถกเถียงเรื่อง “ศิลปะกับการอนุรักษ์”มานับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะการสร้างวัดร่องขุ่น จ.เชียงราย ซึ่งเคยถูกกระแสต่อต้านอย่างหนักเมื่อในอดีต

วันนี้เขาจะมาถอดบทเรียนที่คนไทยควรจดจำจากกระแสดราม่าครั้งนี้ว่า อะไรคือฟันเฟืองสำคัญที่จะผลักดันศิลปะให้ยืนโดดเด่นสง่างามได้ในอนาคต

ประเทศไทยอ่อนด้อยทางสุนทรียภาพ

“ปัญหาความวุ่นวายและการถกเถียงที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า เราไม่ค่อยรู้จักศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหรือคนทั่วไป เมื่อไม่รู้จักก็จะเป็นปัญหาทุกครั้ง ไม่เข้าใจว่าอันไหนดี อันไหนไม่ดี อันไหนควร หรือไม่ควร อันไหนสวย หรือไม่สวย อะไรคืออุจาด อะไรคือเหมาะสม เมื่อไม่เข้าใจและแยกไม่ออกเลยกลายเป็นปัญหา โดยเฉพาะการอนุรักษ์ประเพณีนิยมกับงานศิลปะร่วมสมัย” คำกล่าวอันดุดันตามสไตล์ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

อาจารย์เฉลิมชัยอธิบายต่อว่า ปัจจุบันกลุ่มอนุรักษ์มักเข้าใจด้านอนุรักษ์เพียงอย่างเดียว ไม่เข้าใจหรือสนใจในประวัติศาสตร์ของนานาประเทศที่เกิดการปฎิวัติวัฒนธรรม มีพัฒนาการด้านศิลปะจากอนุรักษ์ไปสู่ร่วมสมัย โดยมองศิลปะอย่างมีสุนทรียภาพแบบสากล

“นี่เป็นความอ่อนด้อยทางสุนทรียภาพของคนในชาติ สนใจสุนทรียภาพแบบโบราณที่เห็นกันมานมนานและเชื่อว่านั่นคือคลาสสิคอาร์ต ศิลปะอันสูงส่ง ยึดมั่นถือมั่นในแบบนั้น เมื่อมีศิลปินรุ่นใหม่คิดหรืออยากสร้างสรรค์ทำอะไรใหม่ โดยนำศิลปะเก่ามาสร้างหรือพัฒนา ก็จะเกิดปัญหาทุกครั้ง ผู้อนุรักษ์นิยมไม่ชอบเพราะไม่รู้จักรสนิยมที่เป็นสุนทรียภาพร่วมสมัยที่เป็นสากลนั่นเอง เขาไม่ชอบไง ไปหยิบงานมาแล้วไม่เป็นไปตามที่เขากำหนด  ไม่ยอม โวย มึงจะเอาของกูไปเล่นเหี้ยอะไร ไม่ได้ (เสียงดัง) มันทำให้เขายึดติด ไม่ได้ผิดหรอก เพราะเขารัก ดื่มด่ำของเขามาแบบนั้น มันมีคนประเภทแบบนี้เยอะแยะ”

อย่างไรก็ดีประวัติศาสตร์ทั่วโลกมีให้เห็นแล้วว่า กว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงมาสู่ความเป็นร่วมสมัยได้นั้นล้วนถูกต่อต้านและต้องสู้กับเหล่าผู้มีอำนาจ คนสูงศักดิ์ในบ้านเมืองที่ยึดมั่นระบบความคิดรูปแบบเก่า นั่นแปลว่าการถกเถียงและความขัดแย้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องแปลก

“บางคนเดินทางไปดูงานต่างประเทศ แต่ไม่รู้จักว่างานร่วมสมัยเป็นอย่างไร บางทีรู้แต่ไม่ชอบ เหมือนไม่ชอบฮิพฮอพ แต่ชอบโอเปร่า บีโธเฟน โมสาร์ท คนไทยเราไม่รู้เรื่องพวกนี้ ไม่ใช่แค่วงการนาฏกรรมอย่างเดียว แต่จิตรกรรมก็ต่อสู้มาตั้งแต่เมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว วัดร่องขุ่นก็แหกคอก ครูบาอาจารย์ทางด้านสถาปัตยกรรมที่เป็นสายของกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือสายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พวกเขาก็ไม่ชอบวัดร่องขุ่นเพราะถือว่าไอ้นี่แหกคอก แต่โชคดีสุดท้ายเข้าใจและไม่มีการต่อต้าน โลกมันมีรูปแบบการปฎิวัติให้เห็นแต่เราไม่เรียนรู้มัน เขาปฎิวัติกันทั้งนั้น พัฒนารูปแบบไปสู่ความเป็นร่วมสมัยให้เท่ากันกับคนยุคใหม่ นั่นคือร่วมสมัย”

เป็นที่รับรู้กันดีว่า “ศิลปินแห่งชาติรายนี้เคยเขียนภาพประกอบบทพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เฉลิมชัยบอกว่า ครั้งนั้นพระเจ้าอยู่หัวฯ รับสั่งให้สร้างสรรค์ศิลปะในรูปแบบใหม่ เพื่อเป็นศิลปะประจำรัชกาล

“สมัยนั้นพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงรับสั่งว่า งานศิลปะประจำรัชกาลของเราไม่เห็นมีเลย ศิลปะอะไรก็เป็นงานอิทธิพลของรัชกาลที่ 5 หมด มีแต่ลอก การเขียนรูปพระมหาชนกนี้ ขอให้เขียนเป็นศิลปะประจำรัชกาลของเรานะ คำพูดนั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมสร้างวัดร่องขุ่นด้วย วัดที่ไม่ลอกยุคสมัยใด ไม่มีกลิ่นไอของรัชกาลใดอยู่ เป็นศิลปะในยุคสมัยรัชกาลที่ 9”

เป็นนักลอกเพราะถูกปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์

ในสายตาของศิลปินแห่งชาติรายนี้ บทเรียนที่สังคมไทยควรได้รับจากความขัดแย้งหนล่าสุดคือ สติปัญญาทางด้านสุนทรียภาพ

เฉลิมชัยหวังว่า กรณีดังกล่าวจะทำให้เกิดการเรียนรู้และเปิดกว้างทางความคิดมากขึ้น ไม่ปิดกั้น จนกลายเป็นเหตุให้คนในชาติเป็นนักลอกมากกว่านักพัฒนา เพราะศิลปะนั้นกว้างใหญ่ มีอิสรภาพเกินกว่าจะปิดกั้นได้ หากคนรุ่นเก่าไม่เปิดกว้าง คนไทยจะไร้ซึ่งความคิดสร้างสรรค์และกลายเป็นนักลอกไปตลอด

“ศิลปะที่ดีงามคือ ศิลปะที่มีอิสรภาพ ไม่ลอกใคร การปิดกั้นเท่ากับเราดับความคิดสมองและจิตวิญาณของคนไทยทั้งหมดด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ความฉิบหายเกิดขึ้นกับประเทศชาติ ยิ่งหากใครนึกออกกฎหมายหรือข้อบังคับมาควบคุมการสร้างงานศิลปะด้วยแล้ว มึงรู้ไหม บ้านเมืองเราเจ๊งฉิบหายเลยนะ ฝรั่งแม่งขำกลิ้ง สุดท้ายมึงห้ามไม่ได้ มึงบล็อกความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน ของมนุษยชาติไม่ได้หรอก”

ถึงเวลารัฐส่งเสริมการศึกษาด้านศิลปะ 

อาจารย์เฉลิมชัยมองว่า รัฐบาลควรมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษาด้านศิลปะให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เหมือนกับที่บรรดาประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกทำกัน เนื่องจากเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้คนในชาติเข้าใจวัฒนธรรม แนวคิดของตัวเองและผู้อื่น

“จะทำให้คนไทยมีคุณภาพ มันต้องมีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ศาสตร์ทุกศาสตร์มีพื้นฐานมาจากศิลปะทั้งนั้น ซึ่งศิลปะมันสะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณ ถ้าล่วงรู้จิตวิญญาณและปรัชญา ซึ่งเป็นเลือดเนื้อความคิดของตัวเองและคนในซีกโลกอื่น เราก็จะชนะเขาทุกด้าน ทั้งการค้า การเมือง พวกฝรั่งและผู้นำทางด้านเศรษฐกิจมันรู้ดี รู้จักสุนทรียภาพ ความงาม เข้าใจศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ในหลายๆทวีป”

อาจกล่าวได้ว่า ผลจากความเข้าใจด้านศิลปะวัฒนธรรม ทำให้วัดร่องขุ่น สามารถรองรับวัฒนธรรมที่หลากหลายของคนต่างเชื้อชาติจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

“ผมเรียนรู้จีน เรียนรู้ฝรั่งได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงปราบมันได้และเอามันอยู่ สร้างวัดให้มันมาดูกันได้หมดทุกชาติ จีน ฝรั่ง อินเดีย ตะวันออกกลาง แม่งมากันหมด เพราะรู้จักวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของเขา เราสร้างอะไรก็ได้ ให้มันเดินเข้ามาแล้วสบายใจ ถ้าสร้างเอาแบบตัวเอง มันไม่เข้าหรอก สร้างต้องรู้จักคนที่มาด้วย วัฒนธรรมของมึง มึงให้พวกมึงดูกันเองได้ แต่การเอาวัฒนธรรมของมึงไปสู่อินเตอร์ ให้คนทั้งโลกมันเดินทางมา มึงต้องรู้จักมัน พัฒนาให้เข้ากับมัน ไม่ได้หมายถึงเปลี่ยนแปลงตามมันแต่ทำให้เหมาะสมแก่มัน”

อาจารย์เฉลิมชัย ทิ้งท้ายว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องเอาจริงเอาจังกับการสร้างคนรุ่นใหม่ด้วยระบบการศึกษาที่นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์แทนที่จะให้ลอก จำ และตอบคำถามแบบเดิมๆ

“อย่าให้มันยึดติดกับปริญญา ปริญญาเป็นสิ่งที่ล็อกคอมัน ให้มันรู้สึกยิ่งใหญ่เหมือนทศกัณฐ์ที่เอามาเล่นข้างล่างไม่ได้ มึงผิดแล้วที่ทำให้คนในชาติเป็นทศกัณฐ์ ต้องทำให้ปริญญาไม่มีค่าเท่าความรับผิดชอบต่อสังคม”

นี่คือมุมมองของ “เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์” ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ที่มีต่อประเด็นร้อนๆล่าสุดที่เกิดขึ้นในวงการศิลปะเมืองไทย

 

กรธ.คิกออฟกฎหมายลูก รักษาสมดุล-ไม่เพิ่มอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2559 เวลา 07:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/456603

กรธ.คิกออฟกฎหมายลูก รักษาสมดุล-ไม่เพิ่มอำนาจ

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย, สริตา นาคใจเสือ

แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติยังไม่มีการประกาศใช้ เพราะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าการนำคำถามพ่วงที่ให้รัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรีสอดคล้องกับผลการออกเสียงหรือไม่ แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เริ่มทำงานในส่วนที่เกี่ยวกับการนำพาประเทศไปสู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

การทำงานที่ว่านั้นคือ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ โดยมีระยะเวลา 240 วัน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ซึ่งกฎหมาย 4 ใน 10 ฉบับที่ถูกจับตามากที่สุดคงหนีไม่พ้น การเลือกตั้ง สส. พรรคการเมือง การได้มาซึ่ง สว. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ทั้งนี้ ในวันที่ 28 คณะ กรธ. เตรียมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นทางการโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกฎหมายเลือกตั้ง สส. และพรรคการเมือง เพื่อนำไปเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และสำรวจความเห็นของประชาชนของคณะ กรธ.ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ถึงแนวทางการทำงานในเรื่องดังกล่าวไว้อย่างน่าติดตาม

ชาติชาย เกริ่นนำว่า สาเหตุที่ต้องจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายเฉพาะกฎหมายเลือกตั้งและพรรคการเมืองก่อน เพราะเป็นกฎหมายที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งมาให้ กรธ.พิจารณาชัดเจน ดังนั้น หาก กรธ.ไปจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในส่วนที่เป็นกฎหมายลูกฉบับที่องค์กรที่เกี่ยวข้องยังไม่มีตัวร่าง พ.ร.บ.ส่งมายังให้ กรธ.อาจเกิดความไม่เหมาะสม กรธ. จึงเห็นว่าควรทำเฉพาะร่างกฎหมายที่มีการเสนอมาให้ กรธ.ก่อน

“เราคงรับฟังทีเดียวทั้ง 10 ฉบับไม่ได้ เนื่องจาก 1.มันเยอะ 2.ร่างความคิดเห็นที่มันเป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยปฏิบัติ
เนี่ยมันก็ยังมาไม่พร้อมกัน อย่างตอนนี้ กกต. เสนอมาก่อน ส่วนกฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ การตรวจเงินแผ่นดิน ยังไม่ได้มีการส่งมาจากหน่วยงานดังกล่าว”

“ดังนั้น โดยมารยาทเราจะรอให้หน่วยงานที่เขาเป็นผู้ใช้กฎหมายนั้นๆ เสนอมาให้เราทราบก่อน ถ้าหากเราชิงไปฟังอะไรก่อนแล้ว ถ้าเกิดคนเสนออะไรมาที่ไปอีกทิศทางหนึ่งเนี่ยมันอาจทำให้เกิดความคิดจากหน่วยงานที่ต้องใช้กฎหมายได้ว่าทำไมไม่ฟังเขาก่อนได้”

ชาติชาย ระบุว่า กรธ.มีความตั้งใจว่าจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญให้ครบทั้ง 10 ฉบับ เพราะเราถือว่าในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ซึ่งเป็นการตัดสินใจของประชาชนมาแล้ว ก็ต้องสมควรรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้มากที่สุด

“เราตั้งใจว่าเราจะจัดเวทีรับฟังให้ครบทั้ง 10 ฉบับ จะพยายามจริงๆ เพราะว่าตั้งแต่ตอนร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว หลักของเราในการทำงานก็คือว่าเราจะฟังประชาชนเป็นหลัก เรามีหน้าที่ประมวลความคิดต่างๆ แล้วก็เอามันมาเขียนแล้วก็ต้องอธิบายได้ทั้งหลักวิชาการ ทั้งหลักปฏิบัติต่างๆ แแก้ปัญหาข้อบกพร่องจะดีขึ้นอย่างไร เมื่อเรายึดประชาชนเป็นหลัก รัฐธรรมนูญเองก็ร่างเองก็ผ่านประชามติแล้วก็แสดงว่าเราได้รับความไว้วางใจมาครึ่งหนึ่งแล้ว การทำกฎหมาย 10 ฉบับ ต่อไปนี้ต้องฟังประชาชน”

ในเมื่อ กรธ.กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง สส. แต่ปัจจุบันมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ห้ามประชุมพรรคการเมือง กรธ.จะได้รับความคิดเห็นที่เป็นที่สุดของพรรคการเมืองได้อย่างไร? ชาติชาย ตอบว่า “เรารู้ดีว่า คสช.มีคำสั่งห้ามไม่ให้ประชุมพรรค ดังนั้นเมื่อท่านประชุมกันไม่ได้ท่านก็จะเอามติพรรคมาเสนอเราไม่ได้ แต่ท่านมาแสดงความคิดเห็นในฐานะตัวบุคคลได้”

“ถ้าเป็นประชาชนคนหนึ่ง คสช.ไม่ได้ห้ามนี้และการจัดงานในวันที่  28 ก.ย. เราได้ส่งหนังสือไปยัง คสช. เพื่อขอให้ท่านแจ้งให้ท่านทราบว่าจะมีกิจกรรมลักษณะนี้ คสช.จะได้รับทราบเพราะว่าจะได้ไม่ไปขัดคำสั่งเขา แม้ว่าทำในรั้วร่มเงาของสภาก็ตาม แต่ละคนอาจพูดและแสดงความคิดเห็นไม่เหมือนกันไม่เป็นไร เพราะในชั้นนี้สิ่งที่พวกผมต้องการคือ ความหลากหลายของความคิด ยิ่งหลากหลายเท่าไหร่ และมีเหตุผลรองรับยิ่งดี มันจะทำให้เรามีความคิดกว้างขึ้น”

ขณะเดียวกัน การสนทนาได้มีการสอบไปถึงทัศนะส่วนตัวของชาติชายว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และพรรคการเมืองจะสามารถแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงได้มากหรือน้อยอย่างไร

“ในสิ่งที่ กกต.เขียนมาในภาพรวม พยายามทำให้พรรคการเมืองมีฐานจากประชาชนอย่างกว้างพรรคมีระบบระเบียบวิธีการคัดหาในการสรรหาการคิดนโยบายมันก็ดีนะ แต่ว่าการซื้อเสียงในบ้านเราพัฒนาไปเยอะมาก ไอ้ประเภทไปแจกกลางคืนหมาหอนมันแทบไม่มีแล้ว มันมีวิธีอะไรของมันซับซ้อน อันนี้ต้องคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไร จริงอยู่เขียนในกฎหมายได้ไม่หมด แต่การวางกรอบให้เจ้าพนักงานให้ เจ้าหน้าที่ของ กกต. หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจอะไรที่เกี่ยวข้องจะต้องทำให้มีบทบาทมีอำนาจต้องออกแบบให้ดีว่าจะควรมีรูปแบบอย่างไร”

การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจะถือว่าเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระหรือไม่? ชาติชาย ยืนยันว่า “ไม่ได้เป็นการเพิ่มอำนาจให้มากเกินไป เราต้องดูว่าองค์กรอิสระบางองค์กรอย่าง กกต.ที่ผ่านมามีจุดอ่อนนะ เช่น เขาไม่ใช่เจ้าพนักงาน เวลาไปรู้ไปเห็นอะไรมา ถ้าจะจับต้องไปขอให้ตำรวจมาจับถ้าเกิดตำรวจมาช้า ตำรวจมาถึงตำรวจมาเอาหลักฐานอะไร เหมือนกับผมเห็นรถฝ่าไฟแดง ผมทำอะไรไม่ได้ผมต้องไปตามตำรวจมาบอกว่ามันฝ่าไฟแดง แต่ปรากฏว่ามันหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้”

“เราต้องระมัดระวังอยู่แล้วว่าเขามีหน้าที่ถ่วงดุลตรวจสอบ เพราะฉะนั้นเราต้องระวังว่าฝ่ายที่มาจากการเมืองฝ่ายที่เขาใช้อำนาจรัฐเขาต้องมีพื้นที่ของเขาเหมือนกัน ไม่ใช่ไปคร่อมไว้หมดทีนี้ก็ทำงานกันไม่ได้แกล้งกันสิ มาร้องกันทั้งวันก็ตายกันพอดี เราจึงต้องรักษาดุลนะเรื่องนี้และระมัดระวังเป็นอย่างดีอยู่แล้ว”ชาติชาย สรุป

 

“มหากาพย์จำนำข้าว” อุทาหรณ์ทุกภาคส่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 12:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/456557

"มหากาพย์จำนำข้าว" อุทาหรณ์ทุกภาคส่วน

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

กว่า 6 ปีของมหากาพย์จำนำข้าว วันนี้เริ่มใกล้ถึงตอนอวสานเมื่อเส้นทางการดำเนินคดีเอาผิดทางอาญาและเรียกค่าเสียหายเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น ท่ามกลางเสียงสะท้อนว่าการใช้เวลาทำคดีนานขนาดนี้อาจมีเบื้องหน้าเบื้องหลังดึงเกมหวังปล่อยให้คดีหมดอายุความที่เหลืออีกแค่ไม่กี่เดือน

อีกด้านมองว่าตั้งแต่รัฐประหารมีความพยายามรวบรัดเรื่องนี้หลายระลอก ล่าสุดยังมีความพยายามใช้อำนาจและกลไกพิเศษอย่างมาตรา 44 เข้ามาเป็นใบเบิกทาง ในช่วงปลายโรดแมป

ในฐานะที่เกาะติดเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2554 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ เริ่มตั้งแต่ฉายภาพเส้นทางคดีจำนำข้าวที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมเวลานี้ โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกกรณี ปล่อยปละละเลย ปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบ และปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติโดยทุจริตของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐนตรี และคดีการระบายข้าวแบบจีทูจีของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก 6 คน

เวลานี้ ทั้งสองคดีแบ่งการดำเนินคดีออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคดีอาญา ซึ่งทั้งคดีของ ยิ่งลักษณ์ และบุญทรงนั้น ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และสอบพยานฝ่ายโจทก์ไปเสร็จหมดแล้วเหลือสอบพยานฝ่ายจำเลย ที่ประเมินแล้วน่าจะเสร็จภายใน มิ.ย.ปีหน้า ใกล้เคียงกัน

อีกส่วนคดี เรียกค่าเสียหายนั้น เนื่องจาก ยิ่งลักษณ์ และบุญทรง เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำประมาท เลินเล่อร้ายแรง จึงใช้ พ.ร.บ.รับผิดทางละเมิด ซึ่งตามภาษาชาวบ้านอธิบายง่ายๆ ว่าแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน คือ 1.ตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งแล้วทั้งสองคดี คดีบุญทรง สรุปความเสียหาย 1.87 หมื่นล้านบาท คดียิ่งลักษณ์ 2.86  แสนล้านบาท

ขั้นตอนที่สอง ขั้นตอนของคณะกรรมการพิจารณารับผิดทางแพ่ง คดีบุญทรง ขยับเพิ่มมาเป็น 2 หมื่นล้านบาท เรียกเก็บกับบุญทรง 1,770  ล้านบาท ภูมิ สาระผล 2,300 ล้านบาท และเฉลี่ยไปยังอีก 4 คนที่เหลือ ส่วนคดียิ่งลักษณ์ เวลานี้มีประเด็นคือจากความเสียเหาย 2.86 แสนล้านบาท มีข่าวหลุดมาว่าถูกปรับลดมาจาก 2  แสนล้านบาท เหลือเรียกเก็บกับยิ่งลักษณ์เพียง 3.5 หมื่นล้านบาท

ขั้นตอนที่สาม การออกคำสั่งทางปกครอง ซึ่งในส่วนของคดี บุญทรง ทาง รมว.และปลัดพาณิชย์ ได้ลงนามเป็นที่เรียบร้อยให้ทั้งหกคน ใช้เงินหลวง หลังจากนั้น 30 วัน ก็จะส่งหนังสือเตือนไปยังแต่ละคน และรอ 15  วัน ให้มาใช้หนี้ ถ้าไม่ดำเนินการ ก็จะมีมาตรการบังคับทางปกครองต่อไป

ต่อมา คสช.ออกมาตรา 44 ให้กรมบังคับคดีทำหน้าที่แทนกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งขั้นตอนไม่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.รับผิดทางละเมิด แค่มาตรการสุดท้าย ในส่วนของคดีบุญทรงเรียบร้อยแล้ว ซึ่งรอเขาขอคุ้มครองชั่วคราว โดยใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครง

ขั้นตอนสุดท้าย ก็คือรอศาลไต่สวนกรณี ขอความเป็นธรรม จากนั้นก็จะอยู่ที่ศาลตัดสิน หากศาลตัดสินผิดก็เป็นเรื่องที่กรมบังคับคดีไปรับหน้าที่ดำเนินการ ไม่ใช่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เข้าไปยึดทรัพย์อย่างที่มีคนออกมาดักคอ

หมอวรงค์  มองว่า ประเด็นตอนนี้อยู่ที่ในส่วนของคดียิ่งลักษณ์ ที่รอคณะกรรมการพิจารณารับผิดทางแพ่ง สรุป ว่าทำไมถึงปรับลดจาก 2.76 แสนล้านบาท เหลือเพียงแค่ 3.5 หมื่นล้านบาท โดยคิดแค่ฤดูกาลที่ 3  ทั้งที่ ป.ป.ช. ก็เคยทำหนังสือท้วงไปตั้งแต่วันที่  7 ต.ค. 2554  และวันที่  30 เม.ย. 2555

อีกทั้งยิ่งลักษณ์ แถลงนโยบาย ส.ค. 2554  ในฐานะฝ่ายค้านพวกเราได้ท้วงติงตั้งแต่แถลงนโยบายแล้ว  จะบอกไม่รู้เรื่องเลยแล้วมารู้
ตอนฤดูกาลที่ 3 จึงฟังไม่ขึ้น  ที่สำคัญการมาคิดแค่ค่าเสียหายเพียงแค่ 20% ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะคดีนี้ไม่มีจำเลยร่วมเหมือนกับคดีบุญทรง ที่มีจำเลย 6 คน

นอกจากนี้ เรื่องนี้ยังมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือถึงนายกฯ เมื่อวันท่ี่ 19 ก.ย. 2559 ท้วงติงหลักคิดของคณะกรรมการรับผิดทางแพ่ง ที่คิดเพียงแค่ 20% ซึ่งไม่ใช่การท้วงลอยๆ  ซึ่งต้องดูว่าสุดท้ายจะสรุปออกมาอย่างไร จากนั้นขั้นตอนก็จะเดินไปเหมือนกับคดีของบุญทรง ที่จะต้องให้ทางรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงลงนามในคำสั่ง

“หากสุดท้ายคณะกรรมการสรุปออกมาเรียกค่าเสียหาย 20% จริง ก็จะกระทบกับความน่าเชื่อถือ แต่ก็ต้องรอฟังคำชี้แจงด้วย เราแฟร์พอ ในการรับฟังเหตุผล เพราะจากที่ฟังดูไม่ใช่อย่างที่อ้างว่ายิ่งลักษณ์รับรู้แค่ช่วงนี้  อย่างชุดตรวจสอบข้อเท็จจริงของ จิรชัย มูลทองโร่ย เราฟังที่เขาชี้แจงก็คิดจากฐานที่ปิดบัญชี 5.3 แสนล้านบาท เมื่อ ก.ย. 2557  ตรงนั้นเป็นตัวตั้ง ส่วนที่ชาวนาได้ชดเชยเพิ่ม ก็หักออกไปไม่มาคิดเป็นความเสียหาย ทั้งเรื่อง ค่าบริหารจัดการ พวกนี้ไม่ถือว่าทำให้เกิดความเสียหาย”

หมอวรงค์ อธิบายว่า โดยหลักการเรื่องนี้ ต้องมีคนรับผิด คดียิ่งลักษณ์ ควรรับผิดแบบเต็มๆ เพราะไม่มีจำเลยร่วม และตัวเองก็มีอำนาจบริหารจัดการเต็ม  จะอ้างว่าไปคิดเพียง 20% และที่เหลือให้ไปสอบเพิ่มก็คงไม่ทัน ไม่รู้ว่าจะทันอายุความที่ใกล้จะหมดหรือไม่ ที่ต้องไปไล่หาคนมาใช้ในส่วนที่เหลืออีก 80%

ทั้งนี้ ตามแผนเดิมเขาต้องสรุปและประกาศตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย. แต่นี่จนป่านนี้ยังไม่ประกาศ ก็คงได้แต่รอฟังคำชี้แจง  แต่หลังประกาศแล้วขั้นตอนก็เดินไปตามระบบไม่น่ายาก เพราะได้บทเรียนจากกระทรวงพาณิชย์ เพราะหากได้ข้อสรุปแล้วรัฐมนตรี ปลัด ยิ่งลงนามช้าเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีผลเสียทางการเมือง เป็นพิรุธ

หมอวรงค์ มองว่า จากเส้นทางที่กำลังเดินหน้าทั้งคดีอาญาและการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง เชื่อว่าสุดท้ายต้องได้เห็นคนติดคุก และยึดทรัพย์ พูดได้แค่นี้ เพราะเดี๋ยวจะหาว่าชี้นำคดี

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลา 2 ปีตั้งแต่รัฐประหาร ในฐานะที่รับฟังมาทั้งสองฝ่าย บางฝ่ายก็ว่าช้า บางฝ่ายก็ว่าเร็วนั้น ส่วนตัวเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนไม่จำเป็นต้องไปเร่งรีบ เพราะเขาต้องมีกระบวนการทำงานที่ต้องอธิบายทุกภาคส่วนได้ ที่จะต้องแฟร์พอ

“ตัวผมยังต้องมาชี้แจงในพรรคที่มีบางคนถามว่าทำไมช้าจัง เราก็บอกเขาทำงานตลอดนะ ที่ผ่านมาในส่วนที่เกี่ยวข้องเชิญผมไปเป็นพยาน  ตั้งแต่ ป.ป.ช.ชุดตรวจข้อเท็จจริงของ จิรชัย มูลทองโร่ย  ไปจนถึงอัยการเขามีกระบวนการของเขา บางคนถามผมว่าเอาจริงหรือเปล่า ผมก็ตอบว่าเขาเอาจริง เวลาไปชี้แจงทุกชุดจะเห็นว่า มุมต่างๆ ที่เขาถามเรา ซักถามลึก มีการเตรียมข้อมูล เพื่ออธิบายสังคมได้”

ส่วนที่มีบางฝ่ายออกมาค่อนขอว่าช้าเพราะฮั้วหรือจะมีการแอบไปต่อรองอะไรกันหรือเปล่านั้น หมอวรงค์ กล่าวว่า ต้องให้เวลาเขาทำงานหากรีบไปรวบรัดตัดตอนก็จะมีปัญหาในอนาคต แต่เชื่อว่าใครก่อกรรมอะไรไว้ ก็ต้องได้รับสิ่งนั้น ถ้าคุณทำในสิ่งทุจริต วันนี้ก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งนี้

ที่สำคัญเรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ฝ่ายราชการที่จะได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากผลของคดีนี้ ฝ่ายพ่อค้า ผู้ที่เกี่ยวข้อง แม้แต่ฝ่ายการเมืองเอง ก็ต้องเตือนสติว่าแผนดำเนินการนโยบาย ต้องเป็นประโยชน์ คิดให้ดี ไม่ใช่เอาแต่คะแนนนิยม แล้วทำให้ประเทศเสียหาย แม้แต่พวกเราประชาธิปัตย์ต้องไม่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้

“จะเห็นว่าแม้แต่เกษตรกรเอง ที่เคยได้ประโยชน์ช่วงปีสองปีแรก แต่หลังจากนั้นก็ต้องมารับผลกระทบ สินค้าเกษตรล้น เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ข้าวเกวียนละ 1 หมื่นบาท จะกลายเป็น 1.5 หมื่นบาท ต่อให้เป็นเทวดาก็บริหารจัดการไม่ได้”

แต่หลังจากนั้นต่อไป สุดท้ายประเทศต้องเดินไปข้างหน้ามีนักการเมือง มีระบบราชการที่รองรับนโยบายของพรรคการเมือง และนักการเมือง ดังนั้น คิดว่าก็ต้องเรียกร้องทุกส่วนทั้งพรรคการเมือง นักการเมือง เอาประเทศ เป็นตัวตั้งเดินไปข้างหน้าให้ได้

“อย่าคิดนโยบาย เพียงเพื่อประโยชน์ ปีสองปี แล้วประเทศต้องมาจมกับความเสียหายประเทศ เรามีลูกหลานอยู่ในประเทศนี้ต่อไป ต้องเอาประเทศเป็นตัวตั้ง ถ้าประเทศเดินได้ ทุกคนก็ไปได้ ต่อไปนี้ถ้าคิดอย่างนี้ก็ไม่ต้องมาทะเลาะกัน  แม้แต่เพื่อไทยทำอะไรดี ผมก็ไม่ว่า ทำไปเลย”

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับโครงการรับจำนำข้าว สร้างอุทาหรณ์ไว้เยอะมากกับทุกภาคส่วน การเมือง ข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจ กลุ่มธุรกิจตามชุมชน ต่างจังหวัด และเกษตรกร ทุกคนได้รับบทเรียน ที่ทำให้ประเทศมาจมตรงนี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ที่ดีกับทุกคน

“จากนี้โครงการจำนำข้าวคงเกิดยาก  ยกเว้นจำนำแบบตามหลักเกณฑ์ ไม่สูงกว่าราคาตลาด และจำนำในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อดึงสภาพคล่องออกมา”

อยู่บนข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือน

เรียกได้ว่าเป็นคนแรกๆ ที่เกาะติดเรื่องจำนำข้าว และยังเป็นไม่กี่คนที่ยังกัดไม่ปล่อยกับโครงการจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศหลายแสนล้านบาท

หมอวรงค์ ออกตัวว่า ไม่คิดว่าจะต้องตามเรื่องนี้มานานขนาดนี้ จุดเริ่มต้นมาจากที่เขาคิดว่าสิ่งที่เขากระทำผิด ปล่อยให้เกิดการทุจริต ไม่ได้เกิดขึ้น ไม่มีการยอมรับข้อเท็จจริง จนช่วงหลายปี

ที่ผ่านมาประเทศเราเสียหายจริง บังเอิญส่วนตัวเข้าใจเรื่องนี้มากคนหนึ่ง อะไรไม่ถูกต้อง ก็ต้องชี้แจงให้ประชาชนเห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นยังไง

ทั้งนี้ แม้บางอย่างควรเป็นหน้าที่ของทีมโฆษกรัฐบาล รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ทีมโฆษกของแต่ละกระทรวง แต่บางอย่างไม่ทันใจ ทางการเมืองนี่ชักช้าแล้วเสียเปรียบ อะไรที่คิดว่าช่วยได้เป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วมให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริงก็ ช่วยสังคม

หมอวรงค์ อธิบายว่า เริ่มสนใจเรื่องจำนำข้าวมาตั้งแต่ปี 2554   ก่อนหน้านั้นเคยเกาะติดเรื่องประกันรายได้ของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี 2552-2553 ได้ข้อมูลมาเยอะ เห็นว่าจำนำข้าวมีปัญหาอะไรบ้าง ทำให้ช่วงหาเสียงก็จะเป็นคนไปขึ้นเวทีดีเบตเรื่องนโยบายจำนำข้าว

“ส่วนตัวชอบยืนอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ชอบเห็นใครมาบิดเบือน”

“เท้าความเรื่องนี้ผมต่อสู้กับเขาตั้งแต่เชิงนโยบาย สู้กันตั้งแต่หาเสียง แถลงนโยบาย อภิปรายไม่ไว้วางใจ ตั้งกระทู้ จนจบ ไปสู่ศาล ป.ป.ช. อัยการ ศาล คดีละเมิดทางแพ่ง”

“ต่อมาในช่วงของขั้นตอนละเมิดทางแพ่งต้องมีการลงนามคดีจีทูจี มีสายในกระทรวงบอกว่ายังไม่ลงนาม ผมก็ต้องออกมากระทุ้งต่อสาธารณะ เราต้องการเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง ยึดผลประโยชน์ประเทศเป็นหลัก ไม่ต้องการให้ประเทศมาจมในสิ่งที่เสียหายมากมาย เรามายืนตรงนี้ก็ต้องทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด”

หมอวรงค์ บอกว่า จะเห็นว่านโยบายจำนำข้าวอาจจะเห็นผลดีอยู่ปีสองปีแต่หลังจากนั้นก็ต้องทุกข์ และทุกข์มาเรื่อยๆ พองบประมาณหมดตามที่เขาลิมิตเงินไว้ 5 แสนล้านบาท  จากนั้นก็ไม่มีเงินจ่ายชาวนา เกิดปัญหายาวเรื่อยมา ชาวนาต้องฆ่าตัวตาย นี่จึงเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับประเทศ

ล่าสุด กับการออกมาตรา 44  เพื่อให้กรมบังคับคดีดำเนินการขั้นตอนสุดท้ายแทนกระทรวงพาณิชย์นั้น ก็มีการออกมากล่าวหาว่าเป็นการกลั่นแกล้ง ซึ่งถือเป็นความจงใจบิดเบือนทางการเมือง เพราะการใช้ มาตรา 44 ยึดทรัพย์นั้น ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ

เพียงแค่ในขั้นตอนที่ 5 นั้น มาตรา 44  ให้กรมบังคับคดี ทำหน้าที่แทนกระทรวงพาณิชย์ มาตรา 44 ไม่ได้บิดเบือนกระบวนการ ทุกอย่างยังเดินไปตามมาตรการกระบวนการปกติ ไม่มีผลต่อรูปคดี อีกทั้งสิทธิการต่อสู้ก็ยังมีอยู่ตามกระบวนการ  คือการร้องขอความเป็นธรรมต่อศาลปกครอง

ส่วนเหตุผลที่ให้กรมบังคับคดีทำหน้าที่แทนกระทรวงพาณิชย์นั้น เพราะคดีนี้เงินเป็นหมื่นล้านต่างจากคดีอื่นๆ ที่ผ่านมาอย่างมากก็เป็นเงินหลักหมื่นแสนบ้าน แต่นี่เป็นเงินหมื่นล้านบาท น่าจะให้มืออาชีพที่ชำนาญเรื่องนี้มาจัดการก็ฟังดูสมเหตุสมผล

“ถ้ามาตรา 44 ไปแทรกแซงการทำงานผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะผมก็เรียกร้องมาตลอดว่า ไม่ต้องการให้ใช้มาตรา 44 ไปชี้เป็นชี้ตายต่อรูปคดี แต่ตรงนี้เขาไม่ได้เอามาตรา 44 มาใช้แทรกรูปคดี  ทางคดียังเดินตาม พ.ร.บ.รับผิดทางละเมิด ไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย”

หมอวรงค์  อธิบายว่า กรมบังคับคดีมีประสบการณ์ เพราะตั้งกรมขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงยังทำงานได้เพราะเป็นกรณีที่เงินน้อยแต่นี่เป็นหมื่นๆ ล้าน การให้กรมบังคับคดีซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อบังคับคดี ทำแทน กระทรวงพาณิชย์ก็เป็นเหตุผลที่รับฟังได้

ส่วนตัวดูการประกาศมาตรา 44 มาให้กรมบังคับคดีเป็นคนดำเนินการนั้น ก็เป็นไปเพราะต้องการตั้งให้ครบองค์ประกอบกรณีถ้าเขาไม่อุทธรณ์ก็ให้กรมบังคับคดีดำเนินการ  แต่เขาต้องอุทธรณ์อยู่แล้ว และนี่ก็ประกาศอยู่แล้วว่าจะอุทธรณ์ตรงนี้จึงไม่มีความหมายอะไร

ดังนั้น สุดท้ายกรมบังคับคดีก็ต้องทำตามอำนาจศาล  คำสั่งที่ออกมาก็ดูเหมือนจะทำให้ได้ใจประชาชน สั่งให้มืออาชีพจัดการ แต่เข้าไปทำอะไรหรือไหม ก็ไม่ใช่ เพราะเมื่ออุทธรณ์แล้วก็อยู่ที่คำสั่งศาลว่าจะให้ยึดอายัด ซึ่งกรมบังคับคดีก็จะไปทำตามอำนาจศาล

ต้องปั้นเด็กรุ่นใหม่ ใช้เทคโนโลยีทำนา

จากที่คร่ำหวอดในแวดวงข้าวตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์  มองเห็นปัญหาที่สำคัญคือ ในวงจรค้าข้าวคนอื่นรวยหมด ยกเว้นชาวนาคนปลูกข้าวที่ยังจนอยู่คนเดียว ขณะที่โรงสี ร้านขายข้าวถุง โรงงานผลิต คนส่งออกรวยหมด

10 ปีบนถนนการเมือง หมอวรงค์ เห็นว่าสภาพความเป็นอยู่ของชาวนายังไม่มีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น ส่วนตัวมองว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาที่จะทำให้ชาวนารวยได้คือต้องไม่ให้ชาวนาขายข้าวแค่ข้าวเปลือกเหมือนเดิม

ทั้งนี้ ต้องทำให้ชาวนาสามารถรวมกลุ่ม และใช้ฐานจากโรงสีชุมชนหรืออะไรก็แล้วแต่ พร้อมทำเป็นสินค้าพรีเมียม เช่น สินค้าเกษตรอินทรีย์ ไม่ต้องใช้สารเคมี ที่ยังจะช่วยทำให้ประหยัดขึ้น เราต้องทำให้เขามีการทำธุรกิจด้วยไม่ใช่ปลูกอย่างเดียว ต้องทำทั้งสีข้าวและแพ็กขาย

อีกด้านหนึ่งต้องให้รัฐไปอุดหนุนเขา เหมือนแต่ก่อนที่ให้ข้าราชการต้องไปซื้อน้ำมันจาก ปตท. ทุกวันนี้หน่วยงานราชการใช้ข้าวเยอะมาก ก็ไม่ต้องให้เขาไปซื้อข้าวจากโรงสี หรือตามห้าง เพราะเรามีทั้งโอท็อป มีวิสาหกิจชุมชน อยู่ในหมู่บ้านเยอะอยู่แล้ว

“เอาแค่โรงพยาบาล โรงเรียน ค่ายทหาร ราชทัณฑ์ ก็ต้องกินข้าวทุกวัน หรือการประชุม ครม. ทุกวันอังคารก็หาข้าวไปจัดให้ ครม. วันนี้ขึ้นป้ายข้าวจากหมู่บ้านนี้ อาทิตย์นี้ข้าวหมู่บ้านผม ข้าวบ้านเสาหิน  เป็นข้าวกล้องอินทรีย์ ก็กระตุ้นไปเรื่อยๆ ให้ทางจังหวัดช่วยทำ”

สิ่งที่รัฐต้องเข้าไปช่วยคือเรื่องการตลาดที่เขาไม่เก่ง อย่างการปลูกข้าวปลอดสารพิษ รัฐต้องไปช่วยเรื่องตลาด โลจิสติกส์  เพราะในแง่การปลูกเขามีขีดความสามารถเขาทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่เมื่อทำแล้วไม่มีใครไปช่วยเขา เราอาจทำให้เขาสีข้าวได้ แพ็กขายได้  และต้องหาทางช่วยเขารณรงค์ให้ส่วนราชการซื้อข้าวเกษตรกรโดยตรง 

หมอวรงค์ มองว่า ในระยะยาว การพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรเป็นเรื่องสำคัญ ทั้ังทีเรามีพวกวิทยาลัยการเกษตรเยอะ แต่เราต้องไปให้คำปรึกษาและมีแนวทางสนับสนุนที่ชัดเจน ให้นักศึกษาที่จบออกไปแล้วอยากเป็นเกษตรกรไม่ใช่จบออกไปเป็นเซลส์ขายยา ขายเครื่องมือเกษตร

“ถ้าเราไปสร้างเด็กรุ่นใหม่ นักศึกษาสายเกษตรจบออกไปอยากเป็นเจ้าของฟาร์ม ใครถนัดสายไหนไปสายนั้น ปลูกพืชทำนา มีการวางแผนให้ พอเด็กรุ่นนี้จบออกไปก็มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำนา แล้วก็จะมีอำนาจต่อรองเยอะเพราะมีความรู้ ไม่เหมือนรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่ทำตามฟ้าดินรอฝน”

นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรที่เคยไปทำงานที่อิสราเอล เป็นคนงานของเราที่ไปทำการเกษตรที่โน่นเยอะมาก เป็นแรงงานที่ได้รับการฝึกฝนอย่างดี 5-10 ปี แต่กลับไม่มีการส่งเสริมคนกลุ่มนี้ให้แหล่งเงิน หรือสนับสนุนให้เขาได้ใช้ประสบการณ์ที่มีไปทำการเกษตรจริงที่ทำได้เลย ทั้งระบบน้ำหยดหรืออื่นๆ

ในแง่การช่วยเหลือเกษตรกรนั้น ไม่ควรจะใช้วิธีการจำนำข้าวเหมือนเดิม เพราะถึงจะเห็นผลเร็วแต่ก็เป็นเพียงแค่ 2 ปี และนำมาสู่ปัญหาอื่นๆ อย่างปัจจุบันราคาก็ลดลงมาอย่างข้าว 15%  ราคาเหลือประมาณตันละ 8,000- 9,000 บาท ข้าวชาวบ้านที่ไปขายถูกหักความชื้นก็จะเหลือ 6,000 กว่าบาท

ยิ่งปัจจุบันเรายังมีข้าวที่เก็บอยู่ในสต๊อกอีกเยอะ ยิ่งกดราคาข้าวในตลาด ไหนจะยังมีต้นทุนที่ชาวนาต้องจ่ายเพิ่มคือพวกปัจจัยการผลิตทั้งหลายที่เคยขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้วราคาไม่ลงตามราคาข้าว ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง โชคดีที่ราคาน้ำมันยังลดลง แต่ก่อนค่าเช่าที่ปลูกข้าวไร่ละ 500 บาท พอมีจำนำข้าวก็เพิ่มไปไล่ละ 1,000 บาท ตอนนี้ลดเหลือ 700-800 บาท ก็ยังกระทบกับชาวนา

หมอวรงค์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของข้าวในสต๊อกปัจจุบันนั้น แค่ลำพัง ค่าเช่าสต๊อกโกดังเก็บข้าว ปีหนึ่งก็ปาเข้าไปปีละหมื่นกว่าล้านบาท ตอนนี้ไม่ชัวร์ว่าตัวเลขเหลือเท่าไหร่ แม้จะมีการระบายออกเป็นระยะ  แต่ไม่ได้ติดตามละเอียดเหมือนเมื่อก่อน

ยังไม่รวมกับข้าวที่เริ่มเสื่อมสภาพไปบางส่วน จะต้องนำไปขายเป็นข้าวเสื่อมสภาพเพื่อไปทำเอทานอล แม้รัฐบาลจะพยายามเร่งระบายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะชาวนาทำนาตลอดปี ดังนั้น ถ้าช่วงเก็บเกี่ยวแล้วรัฐเอาข้าวออกมาขายก็จะยิ่งซ้ำเติมราคาตลาดที่มีของล้นอยู่แล้ว

“สินค้าเกษตรออกมาพร้อมกันเป็นซีซั่นแค่นี้ก็แย่อยู่แล้ว  ถ้ารัฐบาลเอาข้าวในสต๊อกออกมาขายตลอด ก็ยิ่งเป็นปัญหา จึงต้องชะลอการขาย ซึ่งหลักการบริหารจัดการเป็นอย่างนั้น ก็ต้องยอม แต่ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วย ที่จะไปซื้อข้าวมาเก็บไว้ น่าจะทำตามกลไกตลาด ไม่ทุบตลาดจากรายใหญ่  แต่ควรใช้วิธีที่เมื่อชาวนาขายข้าวไม่ได้ตามเป้าหมายราคาก็ควรจะไปช่วยเขา”

หมอวรงค์ มองว่า การระบายต้องมียุทธศาสตร์ในการระบาย อย่างข้าวหอมมะลิกำลังออก ดังนั้นก็ไม่ควรไประบายข้าวหอมมะลิ เพราะจะยิ่งไปทุบตลาด หรือข้าวเจ้าออกก็ไม่ควรไประบายข้าวเจ้า แต่หลักการต้องมีการระบายเกิดขึ้น แต่บางช่วงก็ต้องหยุด

ในภาพรวมราคาสินค้าเกษตรยังแย่ ยังไงรัฐก็ต้องเข้าไปช่วยเขา ส่วนตัวเห็นว่าวิธีที่ดีคือใช้การประกันรายได้เหมือนที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำไว้ที่เป็นแนวคิดที่ใช้ได้ คือให้ชาวนาขายของตัวเอง เพียงแต่ส่วนรายได้ที่ต่ำกว่าราคาที่คิดว่าชาวนาจะอยู่ได้ก็ชดเชย ตรงนี้แฟร์ดี ไม่ต้องไปยุ่งกับการซื้อ การเก็บ การสี แค่หาเงินไปช่วยให้เขาอยู่ได้

สมมติราคาขายที่ชาวนาจะอยู่ได้คือ ตันละ 1 หมื่นบาท แต่ขายได้ 8,000 บาท ก็จะไปชดเชยในส่วนของ 2,000 บาท แต่ว่ามันอยู่ที่ีต้องกำหนดกรอบว่าเราจะช่วยกี่ตัน 20 ตัน 30 ตัน

“ยิ่งช่วยน้อยคนที่ได้ประโยชน์คือคนจนเพราะมีที่นาน้อยไม่เหมือนนายทุนที่มีที่นามากผลผลิตมาก และต้องกำหนดวงเงินงบประมาณ อย่างตอนรัฐบาลประชาธิปัตย์ทำประกันรายได้ 1 ปี สินค้าเกษตร 3 อย่างใช้งบเพียงปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท ที่เงินถึงเกษตรกร”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะต้องเผชิญก็คือในช่วงที่สินค้าเกษตรกำลังจะออก อย่างมันสำปะหลังจะออกมาในช่วงเดือน พ.ย.-ม.ค. บางส่วนขุดมาก่อนก็เริ่มเห็นราคาตก ขณะที่ข้าวตอนนี้เริ่มประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้หลังน้ำท่วมราคาอาจขยับขึ้นหน่อย แต่ก็ต้องหาทางเยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม

“ในระยะเปลี่ยนผ่าน เราจะปล่อยให้ราคาเป็นไปตามราคาตลาดเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องหามาตรการช่วยเหลือที่ทำด้วยความโปร่งใสและในปริมาณเงินที่เหมาะสมรับได้ ส่วนถ้ามีการทุจริต เอื้อให้เกิดการทุจริตตรงนี้รับไม่ได้ แต่ถ้าทำได้ด้วยความโปร่งใส ตรงไปตรงมารับได้ แต่ต้องทำในวงเงินพอดีๆ”

หมอวรงค์ บอกว่า การระบายข้าวในสต๊อกตอนนี้ จากการที่ตรวจสอบกับคนในวงการค้าข้าวเห็นว่าโปร่งใสขึ้น การเปิดประมูลเท่าที่ตามข่าวก็มีการประกาศออกมาเรื่อยๆ และจากการตรวจสอบ คนในวงการก็ยอมรับได้ในหลักการและความโปร่งใส ที่เปิดให้ทุกคน และก็มีราคาขั้นต่ำที่หากต่ำกว่าที่กำหนดเขาก็ไม่ขาย ตอนนี้เท่าที่เช็กยังปกติ ถ้าไม่ปกติ ไม่โปร่งใสจะมีข้อมูลไหลมาเยอะ

แน่นอนข้าวในสต๊อกต้องมีผลกระทบกับราคาตลาด เป็นไปตามหลักของการตลาดดีมานด์ซัพพลาย เรามีข้าวเก็บอยู่ 17-18 ล้านตัน เมื่อเห็นว่าคนขาย เจ้านี้มีของเยอะมากจนขายไม่ทัน เมื่อคนซื้อเขาไม่มีความเร่งรีบในการซื้อ ราคาก็ตกต่อเนื่อง

ในช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่มีปัญหา ตอนนี้ราคาก็ยังไม่ดี ข้าวในสต๊อกเราก็เหลือเยอะ ราคาสินค้าทั้งข้าวโพด มันสำปะหลัง ก็ยังตกต่ำ แต่เห็นว่าทางกระทรวงพาณิชย์เชิญผู้เกี่ยวข้องหาทางแก้ไข

 

ความเห็นจากสคบ. “ร้านไหนไม่ติดป้าย ไม่ต้องจ่าย service charge”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2559 เวลา 16:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/456086

ความเห็นจากสคบ. "ร้านไหนไม่ติดป้าย ไม่ต้องจ่าย service charge"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภายหลังสังคมวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “จ่ายหรือไม่จ่าย” service charge  กับร้านอาหาร กันอย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด พิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ถึงประเด็นดังกล่าวดังนี้

รู้จักสิทธิตัวเองก่อน

ก่อนถกเถียงแง่มุมต่างๆ ของ service charge  ขอแนะนำให้ประชาชนรับทราบสิทธิในฐานะผู้บริโภคของตัวเองก่อน โดยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2541  กำหนดให้ผู้บริโภคไทยได้รับสิทธิ 5 ประการ

1.   สิทธิที่จะได้รับข่าวสาร รวมทั้งคำพรรณาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ

2.   สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ

3.   สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ

4.   สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา

5.   สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย

ป้าย “service charge” ต้องชัดเจน  ไม่ติด “ปฎิเสธ” ได้

พิฆเนศ  บอกว่า แม้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคจะไม่ได้พูดถึงเรื่อง “service charge” โดยตรง แต่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมการค้าภายใน กระทรวงพานิชย์ เรียกว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ.2542 โดยให้อำนาจคณะกรรมการออกประกาศ “เรื่องการต้องแสดงราคาสินค้าหรือบริการ”

ประกาศนี้บอกว่า ราคาสินค้าและบริการ ต้องแสดงราคาต่อหน่วย มีตัวเลขเป็นภาษาใดก็ได้ แต่ขอให้มีอารบิกอยู่ด้วย ทั้งนี้ข้อความต้องเป็นภาษาไทย ในลักษณะที่เห็นชัดเจน เปิดเผย สามารถอ่านได้โดยง่าย เพื่อจะแสดงให้ผู้บริโภคก่อนการตัดสินที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือใช้บริการ  สิ่งนี้คือหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจในการขายสินค้า ถ้าไม่มีแสดง หรือมีแต่อ่านไม่ชัด ไม่ครบถ้วนก็มีความผิด คือโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท ประชาชนสามารถแจ้งที่กรมการค้าภายในได้ทันที

พูดง่ายๆ ว่า ร้านอาหารมีหน้าที่ต้องติดป้ายแสดงทุกอย่าง ไม่ใช่แค่ราคา แต่หมายถึง “service charge” ด้วย หากไม่ชัดเจน ไม่ครบถ้วน นับว่ามีความผิด 

“ถ้าร้านไหนไม่ติดป้ายประกาศ service charge หรือมีแล้วไม่ชัดเจนจริง ผู้บริโภคมีสิทธิปฎิเสธได้เช่นกัน ย้อนถามพนักงานเลย service charge 10% มาจากไหน แจ้งไว้ตรงไหน”

 

หน้าที่ตัดสินใจอยู่ที่ตัวเรา

เมื่อร้านอาหารติดป้ายราคาอย่างเปิดเผย ชัดเจนครบถ้วนตอบสนองสิทธิผู้บริโภคแล้ว หน้าที่ต่อมาของเราคือ ดูรายละเอียด ประเมินความคุ้มค่า ก่อนตัดสินใจ

รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า ทุกครั้งที่ไปใช้บริการร้านอาหาร ให้ตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่อะไรของตัวเองก่อนเสมอ สำหรับ service charge  ถามตัวเองดูว่าได้รับข้อมูลเพียงพอเพื่อประกอบการตัดสินใจที่จะซื้อหรือบริการโดยมีอิสระในการคิดและเลือกหรือไม่

“สิทธิของเราคือต้องได้รับรู้ราคาและบริการอย่างเต็มที่ ส่วนหน้าที่คือดูรายละเอียดและตัดสินใจว่าจะใช้บริการหรือไม่  ถ้าเห็นแล้วแพงเกินจริง  คิดแล้ว ไม่คุ้มค่า ไม่สมเหตุสมผล ก็ตัดสินใจบอกลาบริการหรือสินค้าดังกล่าว”

คำถามต่อมาคือ ถ้าแรกเริ่มนั้นประเมินรอบด้านแล้วว่า พอใจที่จะใช้บริการ แต่เมื่อสิ้นสุดการใช้งานกลับพบว่า ไม่ได้รับบริการอย่างที่ผู้ประกอบการโฆษณาไว้  มีสิทธิปฎิเสธจ่าย service charge หรือไม่

พิฆเนศ  บอกว่า แรกเริ่มให้ดูก่อนว่า service charge ของร้านหมายถึงอะไร service charge  ในมุมผู้ประกอบการคลอบคลุมหลายอย่าง ไม่ใช่แค่เสิร์ฟอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึง พ่อครัวทำอาหาร สถานที่ วัสดุบรรยากาศ และอื่นๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น service charge ที่ร้านอาหารบนตึกใบหยก อาจคิดสูงถึง 15 เปอร์เซนต์ ลักษณะนี้ให้ประเมินตัวเองว่ารับได้ไหมกับการนั่งรับประทานอาหารภายใต้บรรยากาศเหนือกรุงเทพฯ กลับกันหากเป็นร้านริมถนน บรรยากาศรถติด แบบนี้มีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยสินค้าและบริการ เพราะหาเหตุผลในการ service charge ไม่ได้เลย  เรามีสิทธิปฎิเสธได้ เพราะคำปฎิเสธมาจากการให้บริการที่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ร้านแจ้งประกาศ พรรณนา หรือทำให้เราเข้าใจผิด

“บางแห่งระบุว่า พื้นที่ด้านนอกไม่คิด service charge แต่หากเป็นด้านใน service charge 10%  คำถามคือ ‘ท่านเลือกแล้วหรือยัง’ ถ้าเลือกด้วยอิสระก็ต้องจ่าย เพราะเป็นข้อตกลง  แต่หากนั่งในพื้นที่ service charge แล้วไฟดับ แอร์เสีย ไม่ได้รับบริการจาก service charge ที่เรียกเก็บ ลักษณะนี้การปฎิเสธย่อมสมเหตุสมผล จากการให้บริการที่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ประกาศ แต่หากร้านบอกชัดเจน แต่เราไม่จ่าย ผมไม่แนะนำ เนื่องจากเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้ประกอบการที่ทำถูกต้อง”

 

ภาพ เอเอฟพี

ผู้เชี่ยวชาญจาก สคบ. ย้ำว่า สำหรับสถานที่ที่คิด service charge แพงเกินจริง หาเหตุผลไม่ได้ ภาครัฐมี พ.ร.บ. ว่าด้วยสินค้าและบริการ มาตรา 29  ควบคุม โดยระบุว่า ถ้าผู้ประกอบการขายจำน่ายสินค้าในลักษณะทำให้เกิดความปั่นป่วน สร้างกลไลการตลาดบิดเบี้ยว  ราคาเกินจริง โดยชี้แจงไม่ได้ว่าเหตุที่เรียกสูงเกินจริงนั้นมาจากอะไรนั้น มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี  ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซี่งผู้บริโภคที่พบเห็นข้อมูลราคาไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนราคาสินค้า สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน หรือ สคบ. 1166

อย่างไรก็ตามนอกจากวิธีจัดการด้วยกฎหมายแล้ว มาตรการทางสังคมถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภค ในการต่อสู้กับการเอารัดเอาเปรียบจากร้านอาหาร

พิฆเนศ  บอกว่า มาตรการทางสังคมของผู้บริโภคถือเป็นมาตรการที่มีพลังมากที่สุด หากใช้บริการแล้วพบว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ นอกจากแจ้งภาครัฐแล้ว การเผยแพร่เรื่องราวหรือคำเตือนให้กับสังคม ยังทำให้เกิดแรงกระเพื่อมไปถึงผู้ประกอบการจนนำไปสู่การปรับตัวได้

“ร้านไหนเอาเปรียบลูกค้า โดนบ่น โดนว่า เขาอยู่ไม่ได้หรอก ต้องปรับตัว ปรับราคาตามสถานการณ์ ซึ่งระบบกลไลการตลาด ถ้าผู้บริโภคมีความเข้มแข็ง ผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพในสินค้าและบริการของตัวเองไปด้วยนั่นเอง” รองเลขาธิการ สคบ. ทิ้งท้ายว่า จะนำเรื่อง service charge ไปหารือกับกระทรวงพานิชย์ต่อไปเพื่อค้นหาแนวทางที่เป็นประโยชน์และชัดเจนกับผู้บริโภคมากขึ้น

มนุษย์เราต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ต้องเลือกอยู่ตลอดเวลา โดยสรุปเรื่อง service charge หากผู้ประกอบการแสดงความชัดเจนกับเราแล้ว ก็จำเป็นมากที่เราต้องชัดเจนและตระหนักในการเลือกของตัวเอง

 

“บิ๊กบัง”คมช. มอง 2 ปี คสช. น้องตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 07:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/455705

"บิ๊กบัง"คมช. มอง 2 ปี คสช. น้องตู่

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ต้องยอมรับว่าจากผลโพลที่ออกมาช่วง 2 ปีการบริหารประเทศของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือว่า โดดเด่นเข้าตาประชาชนมาก จนถูกยกให้เป็นรัฐบาลที่มีผลงานน่าพอใจมากที่สุดกว่ารัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งอื่น อาทิ 2 พี่น้อง ทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า เพราะเหตุใดทำไมรัฐบาลที่เข้ามาจากการรัฐประหาร จึงเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนมากกว่ารัฐบาลการเลือกตั้ง

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และอดีตผู้บัญชาการทหารบกคนที่ 35 กล่าวถึงการบริหารงาน 2 ปีของรัฐบาล คสช.ว่า มีความตั้งใจสูงในการจัดระเบียบประเทศให้เป็นไปในแนวทางปฏิรูปตามโรดแมป เพราะที่ผ่านมาหลายรัฐบาลยังทำไม่ได้ ทั้งเรื่องปัญหาคอร์รัปชั่น ความขัดแย้ง เนื่องจากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดมาจากนักการเมืองเพียงอย่างเดียว ฉะนั้นจึงอยากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น และขอให้รัฐบาลทำต่อไป

ส่วนปัญหาความขัดแย้งที่เป็นปัญหาประเทศมานาน มองว่ารัฐบาลควรทำหน้าที่เป็นตัวกลาง เชื่อมให้คู่ขัดแย้งหันกลับมาพูดคุยกัน หล่อหลอมความคิดต่างให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาของประเทศเหมือนเช่น การแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องใช้การเจรจาโดยคำนึงถึงชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ

ขณะที่การแก้ปัญหาความยากจน รัฐต้องทำให้คนจนมีฐานะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ หรือทำให้มีคนชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น และแก้ปัญหาระบบการผูกขาดแบบเศรษฐกิจทุนนิยม เพราะเสมือนเป็นระบบเผด็จการเชิงเศรษฐกิจ แต่ถึงอย่างไรการแก้ปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เวลา และเป็นภารกิจที่สำคัญของรัฐบาลที่ต้องเดินหน้าอย่างเต็มที่ ซึ่งบางครั้งอาจไม่เสร็จเรียบร้อยในเร็ววันนี้ แต่ขอให้เดินต่อไป ซึ่งส่วนตัวมองว่ามีความเป็นไปได้

การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นควรต้องสร้างอุดมการณ์ อุดมคติให้ข้าราชการ ประชาชนในชาติให้เป็นคนดี เพราะการที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาอาจจะแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะแก้ไขให้ได้ทั้งหมดควรต้องแก้ที่พฤติกรรม โดยใช้เครื่องมือกระบวนการยุติธรรมเป็นตัวตัดสิน

ส่วนการแก้ปัญหาค้ายาเสพติดที่ผ่านมาที่มีทั้งการล่อซื้อ ให้รางวัลแต่ทำไมปัญหายาเสพติดไม่หมดนั้น มองว่ารัฐบาลควรใช้กลไกผู้นำท้องถิ่น อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติด เพราะบุคคลเหล่านี้สามารถเข้าถึงพื้นที่มากกว่าเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหาร

ขณะที่การแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ พล.อ.สนธิ กล่าวยอมรับว่า เป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานตั้งแต่อดีต เพราะเกิดจากการลงไปควบคุมวัฒนธรรมคนในพื้น จนทำให้เกิดเงื่อนไขทำให้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ขยายตัว ดังนั้นการแก้ปัญหานี้ต้องทำตามทฤษฎีโดยอ้างอิงกับปัญหาจริง หรือทำตามหลักที่บอกว่า สงครามประชาชนต้องแก้ด้วยประชาชนเอง

การปฏิบัติในเมื่อโครงสร้างการบริหารงานของรัฐ มีลงไปเป็นลำดับชั้นตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มองว่าตรงนี้จะเป็นฟันเฟืองหลักที่จะสามารถแก้ไขได้ เปรียบเสมือนโปรโมเตอร์มวยคือ รัฐไม่ควรทำตัวเองเป็นนักมวย โดยที่สร้างเงื่อนไขนำทหาร ตำรวจไปสู่กับผู้ก่อความไม่สงบ แต่ควรต้องหาวิธีการให้นักมวย สามารถชกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ควบคู่ไปกับทำให้คนในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยพุทธ ไทยคริสต์ ไทยจีน หรือไทยมุสลิม รู้สึกหวงแหนรักแผ่นดิน หมู่บ้าน ตำบล ถิ่นที่อยู่และให้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร โดยไม่มีอุปสรรคเรื่องเชื้อชาติ ศาสนาซึ่งถ้าลดความหวาดระแวงตรงนี้ได้ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น

สำหรับนโยบายโมเดลเศรษฐกิจและรัฐบาลส่วนหน้าที่รัฐบาล คสช.นำลงไปแก้ปัญหาในพื้นที่ คิดว่า นอกจากจะไปทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ดีขึ้นแล้ว ยังคงต้องทำให้เยาวชนคนในพื้นที่มีการศึกษาที่ดีขึ้นด้วย เพราะถ้าไม่มีระบบการศึกษาลงไป คนในพื้นที่จะเรียนแต่เรื่องศาสนาเช่นเดิม ดังนั้นคิดว่าควรทำให้คนในพื้นที่มีความคิดใหม่ หันกลับมามองโลกยุคปัจจุบัน ว่าควรเรียนรู้เรื่องอะไร เพื่อให้สามารถนำไปประกอบอาชีพให้เป็นประโยชน์กับตนเองและพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น

ส่วนการที่รัฐบาลตั้งรัฐบาลส่วนหน้า มองว่าผู้ที่จะลงไปดูแลในพื้นที่ควรเป็นผู้ที่ต้องมีความรู้ ทั้งเรื่องการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม การทหาร และต้องเข้าใจถึงวัฒนธรรม ประเพณี หลักคิดของคนในพื้นที่ด้วย ตามหลักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เคยตรัสว่า ต้องมีความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาให้เป็นยุทธศาสตร์ ซึ่งการจะส่งคนเพื่อเข้าไปรบอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมในพื้นที่ด้วย

นอกจากนี้ พล.อ.สนธิ กล่าวเห็นด้วยกับการแต่งตั้งให้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก คนที่ 40 โดยมองว่า พล.อ.เฉลิมชัย เป็นบุคคลที่เข้าใจการทำงานทุกด้านในกองทัพ รวมถึงรู้ทั้งเรื่องสถานการณ์ในประเทศและพื้นที่ภาคใต้เป็นอย่างดี จึงเชื่อว่า ผบ.ทบ.คนใหม่จะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ และจะเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ในกองทัพต่างๆ ที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายให้หมดไป

นอกจากนี้ ในแง่การทำงานของรัฐบาลควรใช้กองทัพเพื่อให้เกิดประโยชน์ ในการเข้าไปแก้ปัญหาของชาติ เช่น ช่วยเหลือภัยพิบัติ การแก้ปัญหาเสพติด ทำให้ประชาชนมีความปลอดภัย ทำให้คนไทยเรียนรู้มากขึ้น แต่ในแง่ของการบริหารทางการทหารควรแยกออกจากทางการเมือง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นได้ก็จะทำให้เกิดการเป็นประชาธิปไตยได้เร็วยิ่งขึ้น

 

เจาะข้อเสนอ สปท.ปฏิรูป กกต. “ลดภาระ-แต่เพิ่มประสิทธิภาพ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2559 เวลา 08:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/455153

เจาะข้อเสนอ สปท.ปฏิรูป กกต. "ลดภาระ-แต่เพิ่มประสิทธิภาพ"

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นประเด็นให้ต้องจับตาหลังจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผ่าน พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา ก่อนส่งไปยังแม่น้ำ 4 สาย และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

วิทยา แก้วภราดัย หนึ่งในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนปฏิรูปด้านการเมือง สปท.ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ ถึงข้อเสนอที่ให้กระทรวงมหาดไทยมาจัดการเลือกตั้งแทน กกต. และให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สนับสนุน กกต.ดูแลการเลือกตั้งอีกชั้น

วิทยา อธิบายว่า ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ตอนร่างรัฐธรรมนูญ กมธ.ปฏิรูปด้านการเมือง สปท.เคยศึกษาเรื่องนี้ และเสนอต่อกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไปครั้งหนึ่ง ถึงการเสนอเพื่อปรับรูปแบบการทำงานของ กกต.

ทั้งนี้ เพราะปัญหาตั้งแต่ปี 2544 รวมถึงคำตอบที่ได้จาก กกต.ส่วนหนึ่ง คือ การจับกุมการซื้อสิทธิขายเสียงได้น้อยมาก เพราะ 1.ไม่สามารถหาพยานและหลักฐานได้ 2.ไม่มีกำลังพลที่เพียงพอ สาเหตุที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เนื่องจาก กกต.แบกรับภาระงานเยอะเกินไป

งานหลัก กกต. คือ การควบคุมกำกับให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม แต่ปรากฏ กกต.รับภาระในหลายด้าน เช่น จัดการเลือกตั้ง เตรียมหน่วยเลือกตั้ง แบ่งเขตเลือกตั้ง จัดหาสถานที่เลือกตั้ง พิมพ์บัตรเลือกตั้ง หาหีบเลือกตั้ง หาคนไปประจำหน่วยเลือกตั้ง  รวบรวมนับคะแนนเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน เมื่อเสร็จแล้ว กกต.ก็ต้องมาประกาศผลการเลือกตั้งว่าได้หรือไม่ ดังนั้น งานหลักในเรื่องการควบคุมกำกับจึงทำได้น้อยมาก หมดเวลาไปกับการจัดการเลือกตั้ง

วิทยา ระบุว่า เมื่อ กกต.ควบคุมกำกับไม่ได้ ก็คงเหลืองานเพียงแค่ให้ใบเหลือง ใบแดง ซึ่งเป็นอำนาจวินิจฉัย ปรากฏว่าที่ผ่านมายิ่งนานวันก็พบการทุจริตรุนแรงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแบ่งเบาภาระงานของ กกต. คือ งานใจกลางควรจะเป็นงานหลัก งานปราบปรามควรให้หน่วยอื่นมาทำแทน

อย่างไรก็ดี ทำให้คิดถึงงานจัดการเลือกตั้ง โดยให้หน่วยงานอื่นมาดำเนินการแทน จึงได้สำรวจดูว่ามีหน่วยงานใดน่าจะพร้อม ถ้าจะให้ท้องถิ่นไปก็จะเป็นภาคการเมืองมากเกินไป ถ้าให้ภาคประชาชนก็คงไม่สามารถหาคนเป็นล้านคนมาจัดการได้ เนื่องด้วยลำพังการเลือกตั้ง สส. หน่วยเลือกตั้งทั้งหมดใช้คนถึงประมาณล้านคน

ทว่า กมธ.พบว่ากระทรวงที่มีหน่วยงานในภูมิภาคมากและมีคนเยอะ ประกอบด้วย 4 กระทรวง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข อสม. และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความจัดเจนและมีประสบการณ์สูงสุด คือ กระทรวงมหาดไทย

อย่างไรก็ดี จึงมีความเห็นว่าให้กระทรวงมหาดไทยมาช่วยจัดการเลือกตั้ง ส่วนการควบคุมกำกับการเลือกตั้งยังคงเป็นหน้าที่ของ กกต.เช่นเดิม เพียงให้กระทรวงมหาดไทยมาจัดการเลือกตั้งพร้อมมีหน้าที่รวบรวมคะแนนให้กับ กกต.

ขณะเดียวกัน เมื่อ กกต.วินิจฉัยว่าจะประกาศหรือไม่ประกาศ รับรองใครหรือไม่ ระหว่างการเลือกตั้ง หากกระทรวงมหาดไทยไปทำทุจริต อำนาจ กกต.ก็สามารถจัดการได้เต็มรูปแบบ

สำหรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นการถอยหลังเข้าคลองนั้น วิทยา ขยายความว่า เดิมมหาดไทยจัดการเลือกตั้งและประกาศผลการเลือกตั้ง ไม่ได้จัดเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ซึ่งส่วนตัวสมัครเข้าเป็นผู้แทนราษฎร ได้รับใบประกาศรับรอง สส.จากผู้ว่าราชการจังหวัด

“เดิมมหาดไทยจัดการทุกอย่าง ใครไม่พอใจไปฟ้องศาล มหาดไทยมีหน้าที่ประกาศเพียงอย่างเดียว ใครชนะก็ประกาศไป พอฟ้องศาลกว่าคดีจะเสร็จเลือกตั้งใหม่พอดี ไม่เคยประสบความสำเร็จในการฟ้อง แต่รูปแบบต่อไปนี้ คนจัดการเลือกตั้ง คือ มหาดไทย และผู้ที่ควบคุมมหาดไทย คือ กกต.”

สำหรับรูปแบบดังกล่าวไม่ได้ย้อนกลับไปที่เดิม หรือที่เรียกกันว่าถอยหลังเข้าคลอง แต่เป็นการพัฒนาและอุดช่องว่างจากเดิมทั้งหมด เพราะเดิมเคยให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย แต่ศาลใช้เวลานาน

ขณะเดียวกัน ก่อน กรธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ กมธ.เคยได้หารือกับตัวแทนศาลยุติธรรม ว่าจะโอนอำนาจกลับไปให้ศาลยุติธรรมพร้อมหรือไม่ โดยให้ตั้งแผนกคดีเลือกตั้งทุกศาลจังหวัด แล้ววินิจฉัย อุทธรณ์ ฎีกา ให้เสร็จภายใน 1 เดือน ศาลบอกว่าทำได้หมด

“แนวคิดที่จะให้ กกต.แบกภาระอย่างเดิม ควบคุมกำกับเรียบเรียงพยานหลักฐานและยื่นฟ้องศาล ตรงนี้ เราจะเอาอำนาจวินิจฉัยไปที่ศาล ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า กกต.ปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้มีปัญหาค่อนข้างมาก เลือกตั้งถูกใบแดงไป ยังไม่ฟ้องมีก็มาก การติดตามดำเนินคดีกับคนกระทำผิดเลือกตั้งยังไม่จบ ไม่ถึงที่สุด มีก็มาก

“กมธ.ให้อำนาจกำกับการเลือกตั้งเป็นของ กกต. ส่วนการจัดการเลือกตั้งเป็นของหน่วยงานอื่น ขณะที่อำนาจวินิจฉัยเลือกตั้งเป็นของศาล แต่ทาง กรธ.ยืนยันให้อำนาจปฏิบัติ กกต.เป็นเหมือนเดิม พอออกกฎหมายรัฐธรรมนูญเสร็จ กกต.จัดเลือกตั้ง มันมีช่องทางให้ทำเอง หรือให้คนอื่นทำก็ได้ กมธ.เสนอแบบนั้น ลดงานลงเพื่อให้มีเวลามากขึ้น และไม่ต้องอ้างว่าไม่มีกำลังคน เราได้กำหนดไปถึงรัฐบาลแล้ว การเลือกตั้งที่จะมาถึงให้เป็นวาระแห่งชาติ ทุกคน ทุกหน่วยงานต้องเข้ามาปฏิบัติภารกิจในการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริต และ คสช.ก็ต้องมาด้วย”

วิทยา อธิบายว่า การให้ คสช.เข้ามาดูแลการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมก็เพราะ คสช.เป็นรัฏฐาธิปัตย์  แต่การเข้ามาต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ กกต. คือ กกต.สามารถขอความร่วมมือจากกองทัพ หรือสั่งหน่วยงานภายใต้กำกับของ คสช. มาควบคุมการเลือกตั้ง ไม่ใช่ไปสั่ง คสช. และที่ กมธ.เสนอแบบนี้ไม่ได้ให้ คสช.เข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้ง ตามที่มีการเข้าใจผิดกัน

ส่วนที่มองว่ามีการเพิ่มอำนาจ กกต.มากขึ้น โดยเฉพาะให้มาดูในเรื่องของนโยบายของพรรคนั้น ความจริงมันถูกกำหนดด้วยรัฐธรรมนูญที่เขียนเอาไว้ และถือเป็นเรื่องที่ควรทำ

วิทยา ยอมรับว่า อำนาจ กกต.ครั้งนี้ถือว่าติดปีกยิ่งกว่าเดิม ดังนั้น ต่อไปนี้จะมาอ้างเรื่องไม่สามารถจับการซื้อเสียงคงไม่ได้ เมื่อมีคนเข้ามาช่วยทุกฝ่าย การเลือกตั้งต้องสุจริตเที่ยงธรรม และมีมาตรฐานกว่าเดิม

นอกจากนี้ การให้ใบเหลือง ใบแดง ตามรัฐธรรมนูญใหม่ก็เข้มข้นมากขึ้น เช่น ใบเหลือง กกต.สามารถออกได้ระหว่างเลือกตั้งและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ เพราะครั้งนี้รัฐธรรมนูญยังให้อำนาจ กกต.ถ้าพบว่ามีการเลือกตั้งไม่สุจริต และใครมีส่วนเกี่ยวข้อง กกต.สามารถสั่งยุติการเลือกตั้งได้ โดยให้ผู้สมัครมีส่วนเกี่ยวข้องถูกตัดสิทธิสมัครไป 1 ปี แล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ เท่ากับว่าก่อนลงคะแนนเสียง กกต.สามารถไล่ผู้สมัครออกจากสนามได้ทันที อำนาจเพิ่มขึ้น ภาระหลักต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญให้ได้

ส่วนเสียงวิจารณ์ว่าเป็นมาตรการรุนแรงไปสำหรับผู้สมัครนั้น วิทยา ตอบว่า แนวคิด กมธ.ปฏิรูปการเมือง ต้องการลดภาระ กกต. และจัดการกับเรื่องทุจริตการเลือกตั้ง อีกทั้งรัฐธรรมนูญได้ให้ยาแรงมาด้วย ถ้าต่อไปประเทศยังใช้ระบบ เงินไม่มา กาไม่เป็น ก็ต้องไปจัดการกับ กกต. ซึ่งต้องทำงานให้เต็มที่ ส่วนการเพิ่มจำนวน กกต.เป็น 7 เสือ เรื่องนี้ต้องไปถาม กกต. แต่ส่วนตัวไม่เห็นด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอทั้งหมดเพื่อให้นำไปบรรจุในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาจากมติที่ประชุม กมธ. และผ่านสภาของ สปท.เป็นที่เรียบร้อย จึงถือเป็นมติของสภา เหลือเพียงอย่างเดียวคือรวบรวมความเห็นส่งให้กับทาง กรธ. แล้วส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และส่งให้ทางรัฐบาล คสช.ดำเนินการ

วิทยา กล่าวว่า ขณะนี้ยังเหลือร่างกฎหมายอีก 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ประกอบว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และ พ.ร.บ.ประกอบว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ กมธ.จะพิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ดี เรื่องระบบพรรคการเมืองตามกฎใหม่ของรัฐธรรมนูญ ที่กลุ่มการเมืองกังวลว่า จะมีการรีเซตพรรคใหม่ทั้งหมดนั้น วิทยา กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องตั้งธงก่อนว่า กมธ.มองว่าพรรคการเมืองในประเทศไทยยังไม่เป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง จึงต้องการปรับให้เป็นพรรคของทุกคน

“จริงๆ แล้วพรรคเป็นของนายทุน ระบบทุนมันครอบงำการพัฒนาพรรคการเมืองทั้งหมด มีเพียงอย่างเดียวทำอย่างไรให้พรรคการเมืองต้องเป็นพรรคการเมืองของประชาชน เมื่อตั้งธงแบบนี้ จึงทำการบ้านในเรื่องดังกล่าว ซึ่งพรรคการเมืองต้องประกอบด้วยสมาชิก ไม่ใช่ให้ไปล่าบัตรประชาชนแล้วมาทำสมาชิก เพราะมีบทเรียนเห็นอยู่”

อย่างไรก็ดี การที่ใช้แนวทางดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมกับการคัดเลือกตัวผู้สมัคร หรือที่เรียกว่าไพรมารี่โหวต ซึ่งแตกต่างจากอดีตหากใครจะเป็น สส. แค่เพียงกรรมการบริหารพรรคเคาะตัวก็ได้เป็น แต่ครั้งนี้จะมีความยึดโยงมากขึ้น

วิทยา ระบุว่า เพราะหากสมาชิกเห็นด้วยกับการเอาคนใดมาเป็น สส.เพื่อลงสมัครในพื้นที่ แต่กรรมการบริหารพรรคเลือกอีกคน ประชาชนที่เป็นสมาชิกอาจจะเป็นไม่เป็นสมาชิกต่อไป หรือไม่บริจาคเงินให้กับพรรคอีก ซึ่งกรรมการบริหารพรรคก็ต้องเลือกว่าจะเอาแบบไหน

ขณะเดียวกัน การเขียนให้สมาชิกพรรคการเมืองบริจาคให้กับพรรค ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งเพื่อเพิ่มให้เกิดความยึดโยงในการเป็นเจ้าของพรรค และได้เขียนไว้อีกด้วยว่าไม่เกินปีละ 200 บาท ดังนั้นจึงไม่กังวลต่อเสียงวิจารณ์ถึงการสร้างความลำบากต่อสมาชิก เพราะได้เขียนไว้ชัดเจนแล้ว

 

‘ชาญชัย’ประธานใหม่มาสด้าเปิดแผน6-7-8โกยส่วนแบ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2559 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/454790

'ชาญชัย'ประธานใหม่มาสด้าเปิดแผน6-7-8โกยส่วนแบ่ง

โดย…พลพัต สาเลยยกานนท์

เริ่มต้นดำเนินตามนโยบายภายหลังเข้ารับตำแหน่งประธานบริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) ในฐานะประธานบริษัทที่เป็นชาวไทยคนแรกของบริษัทของ ชาญชัย ตระการอุดมสุข ที่ได้ให้ความสำคัญด้านการสื่อสารและพัฒนาบริการหลังการขายเป็นอันดับแรก

“สิ่งสำคัญที่เรามองเห็นคือ การซื้อขายรถยนต์อาจจะสิ้นสุดกระบวนการขายแค่ครั้งเดียว แต่การบริการหลังการขาย ลูกค้าจะต้องอยู่กับเราไปตลอดจนสิ้นสุดอายุของรถยนต์คันนั้น จึงต้องทำให้ลูกค้าเชื่อมั่น” ชาญชัย กล่าว

ทั้งนี้ที่ผ่านมาธุรกิจด้านการบริการหลังการขาย ไม่ได้เป็นการทำธุรกิจเชิงรุก แต่หลังจากนี้จะมีการทำธุรกิจด้านบริการหลังการขายเชิงรุกมากขึ้น เพื่อสร้างความประทับใจและลดจุดอ่อนดังกล่าวที่มีมาของบริษัทมาโดยตลอด

หลังจากนี้จะได้เห็นรูปแบบการให้บริการใหม่ของมาสด้า โดยบริษัทได้มอบนโยบายไปยังผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ทั่วประเทศ ดังนี้ 1.การจัดบริการพนักงานรับ-ส่งรถยนต์ของลูกค้าเพื่อเข้ารับบริการตรวจเช็กตามระยะทาง การเปิดให้บริการในส่วนศูนย์บริการตลอด 7 วันทั้งสัปดาห์ และการพัฒนาห้องพักรับรองในโชว์รูมให้สะดวกสบายและทันสมัย รวมถึงการบริหารจัดการของระบบให้บริการหลังการขาย เป็นต้น

ล่าสุด บริษัทได้เปิดศูนย์จำหน่ายและบริการ (โชว์รูม) แห่งใหม่บนถนนพระราม 2 ภายใต้ชื่อ “มาสด้า เอ็ม.เค.” ซึ่งเป็นโชว์รูมต้นแบบตามอัตลักษณ์องค์กร Mazda Corporate Identity (MCI) โดยมีแผนพัฒนาดีลเลอร์ในรูปแบบดังกล่าวจำนวนรวม 15 แห่งในปีนี้ และจะครบทั้ง 147 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2561

สำหรับแผนพัฒนาดีลเลอร์ของ มาสด้าดังกล่าว จะส่งผลให้ดีลเลอร์มีกำไรจากการทำธุรกิจเพิ่มขึ้นและมีความสุขในการทำงานร่วมกับบริษัทโดยนโยบายของบริษัทยืนยันว่า ใช้วิธีดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาที่โชว์รูมด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และไม่ได้มีการเพิ่มปริมาณสต๊อกรถยนต์ให้กับดีลเลอร์ เพื่อให้อัดโปรโมชั่น ระบายสต๊อกอย่างแน่นอน ซึ่งปัจจุบันสต๊อกในดีลเลอร์ของมาสด้าอยู่ที่ในระดับ 1 เดือนเท่านั้น

ชาญชัย กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นผู้บริหารชาวไทยถือเป็นโอกาสในการบริหารงานที่สามารถสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับพนักงานและ ดีลเลอร์ได้ด้วยภาษาเดียวกัน สามารถลดช่องว่างด้านการสื่อสารและสามารถพัฒนาการบริการให้ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไป 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) ของปี 2559 บริษัทมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 23% หรือมียอดขายอยู่ที่ 28,184 คัน และได้ปรับเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 4.5 หมื่นคัน จากต้นปีคาดว่าอยู่ที่ 4.2 หมื่นคัน โดยในปี 2558 อยู่ที่ 3.9 หมื่นคัน ซึ่งการปรับเป้าหมายเพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยการเลือกตั้งสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีหลัง และทิศทางที่ชัดเจนของรัฐบาลรวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว อีกทั้งการสิ้นสุดโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรกปลายปี รวมถึงงานมหกรรมรถยนต์จะกระตุ้นตลาดได้ในช่วงปลายปี คาดว่าตลาดรวมรถยนต์ในประเทศปีนี้จะอยู่ที่ 7.8 แสนคันไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนั้นเป้าหมายสำคัญด้านยอดขายในการเข้ารับตำแหน่งภายใน 3 ปีจากนี้ อยากเห็นอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่า 10% ต่อปี และจะต้องมีอัตราการเติบโตของส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 6% ภายในปี 2559 เพิ่มเป็น 7% ภายในปี 2560 และเพิ่มเป็น 8% ในปี 2561 จาก 8 เดือนของปีนี้ ส่วนแบ่งตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 5.7%

ขณะที่กลุ่มตลาดที่โฟกัสหลังจากนี้อยู่ในกลุ่มรถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์ (เอสยูวี) ส่วนกลุ่มรถกระบะจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากเชื่อว่าตลาดกระบะเป็นเซ็กเมนต์หลักของประเทศอยู่แล้ว แต่เซ็กเมนต์ที่จะมีการเติบโตคือรถยนต์นั่งและรถเอสยูวีในอนาคต

แผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ของบริษัทในปีนี้มี 6 รุ่นด้วยกัน ซึ่งเปิดไปแล้วทั้งหมด 5 รุ่น และจะเปิดตัวรุ่นสุดท้ายคือ มาสด้า 3 ใหม่ช่วงเดือน พ.ย.