“กติกาที่มีอยู่ยังไม่ปลอดภัย” เสียงจากแพทย์สนามมวยถึง Fight club thailand

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2559 เวลา 20:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/450774

"กติกาที่มีอยู่ยังไม่ปลอดภัย" เสียงจากแพทย์สนามมวยถึง Fight club thailand

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ภาพชายหนุ่มสองคนสาวหมัดใส่กันอุตลุดราวมวยวัด หมัดลุ่นๆ แต่งตัวบ้านๆ สังเวียนคือพื้นซีเมนต์แข็งๆของสนามกีฬาใต้ทางด่วน กรรมการคอยคุมเชิง รวมถึงไทยมุงล้อมวงส่งเสียงเชียร์ ภายใต้เวลา 3 นาทีสุดระทึก

ทั้งหมดนี้คือ การต่อสู้ข้างถนน “Fight club Thailand” ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

“กติกาการต่อสู้” ของกลุ่ม Fight club Thailand ระบุไว้อย่างเคร่งครัดว่า 1.ห้ามท้าทาย ยุแหย่ ให้เกิดอารมณ์ เกิดความขัดแย้ง 2.ห้ามจับคู่กันเอง หรือนัดชกกันเองภายในกลุ่ม 3.ห้ามสร้างศัตรู แสดงตัวตนโอ้อวด ท้าทายสถาบันการศึกษาทั้งกลุ่มคนและตัวบุคคลเด็ดขาด 4.ห้ามนักกีฬาที่ผ่านเวทีต่างๆที่เป็นรายการชิงแชมป์อาชีพ หรือนักชกอาชีพลงสมัคร (รายการจะเปิดรับเป็นรอบพิเศษเท่านั้นสำหรับสายอาชีพ) 5.ยึดหลักสร้าง มิตรภาพ ตามความคิดอุดมการณ์ของ Fight Club Thailand เป็นหลักสูงสุด

ขณะที่ “กฎเหล็กของการชกในสนาม” ประกอบด้วยดังนี้ 1.ห้ามโจมตีอวัยวะเพศ 2.ห้ามโจมตีลูกกระเดือก 3.ห้ามโจมตีท้ายทอย และแนวกระดูกสันหลัง 4.ห้ามจับทุ่ม จับเหวี่ยง 5.ห้ามซ้ำเวลาคู่ต่อสู้ล้ม หรือหันหลังไม่สู้

 

นพ.สุทธิชัย โชคกิจชัย รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลลาดพร้าว และแพทย์ประจำเวทีมวยลุมพินี กล่าวว่า เท่าที่ดูคลิปวีดีโอการต่อสู้ของกลุ่ม Fight club Thailand รู้สึกเป็นห่วงมาก

หนึ่ง ตัวคนที่เข้าไปชก หรือ นักสู้ (fighter) ทั้งสองฝ่าย ไม่ได้มีการตรวจร่างกาย ปกติแล้วการแข่งขันที่มีการกระทบกระทั่งอย่างรุนแรงแบบนี้ ควรจะต้องตรวจร่างกายว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ ซึ่งบางโรค หากมีการออกกำลังกายอย่างหนัก หรือกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงก็อาจเป็นอันตรายได้ เช่น โรคหอบหืด และโรคหัวใจ

สอง กติกาข้อห้ามในการต่อสู้ เช่น ห้ามโจมตีลูกกระเดือก อวัยะเพศ ท้ายทอย และบริเวณหลัง มันไม่เพียงพอที่จะป้องกันอันตรายต่อตัวคู่ต่อสู้ ยกตัวอย่างที่เราเห็นกันอยู่ประจำในสนามมวยคือ กรามหัก ไหล่หลุด โดยเฉพาะเครื่องป้องกันตัวที่ควรใส่ก็ไม่ใส่ เช่น กระจับ เฮดการ์ด  นอกจากนี้การชกมวยต้องมีพื้นที่ชัดเจน มีเบาะรอง มีเชือกกั้น การชกกันบนพื้่นซีเมนต์ หากล้มศีรษะกระแทกอย่างรุนแรงก็อาจหมดสติ เป็นอันตรายต่อสมอง ถึงขั้นเสียชีวิต

อีกเรื่องน่าเป็นห่วงคือ อารมณ์ สมมติว่ามีพรรคพวกมาด้วย คู่ต่อสู้เกิดพลาดได้รับบาดเจ็บ ฝ่ายพรรคพวกอาจโมโห วิ่งเข้ารุมทำร้ายกัน สิ่งเหล่านี้ถ้าเป็นสนามมวยจะมีการป้องกันระดับหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดูแลไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน ฉะนั้นเรื่องมาตรการดูแลความปลอดภัย ทั้งตัวนักสู้ กติการการต่อสู้ รวมถึงสถานที่จัดการต่อสู้ ถือว่ายังไม่ปลอดภัยพอ”

แพทย์ประจำเวทีมวยลุมพินี ตั้งข้อสังเกตว่า นักสู้หลายคนไม่มีทักษะการชกมวย หรือฝึกฝนร่ำเรียนมาอย่างถูกต้อง จึงออกลูก “มวยวัด”มากกว่า ตรงนี้ยิ่งเสี่ยงอันตราย

คนที่เรียนมวยมา ก่อนจะขึ้นชก เทรนเนอร์หรือค่ายมวยจะพิจารณาแล้วว่าตัวนักมวยคนนั้นมีความสามารถในระดับหนึ่ง เช่น การป้องกันตัวเอง อาวุธที่คู่ต่อสู้ปล่อยออกมาจะรู้ว่าต้องป้องกันอย่างไร ไม่ใช่อยู่ดีๆเอาคนสองคนมาชกกันเลย แบบนี้ในวงการมวยเราไม่ทำ จากนั้นจะต้องมีการ ‘เปรียบมวย’ โปรโมเตอร์ต้องดูนักมวยที่ความสามารถ และประสบการณ์ใกล้เคียงกัน สิ่งเหล่านี้จะเป็นกระบวนการป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำ หรือเสียเปรียบ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอันตรายแก่คู่ต่อสู้ได้

นพ.สุทธิชัย ฝากทำความเข้าใจไปยังกลุ่ม fight club thailand ว่า เจตนารมณ์ของการเป็นนักสู้ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่การจะเป็นนักสู้ที่ดี ควรวางมาตรการดูแลความปลอดภัย เป็นกลาง และยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย เพราะเท่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะรับประกันความปลอดภัยและให้ความยุติธรรมแก่คู่ต่อสู้ได้

ถ้าหากจะเดินหน้าต่อ ควรปรึกษาหารือผู้หลักผู้ใหญ่ให้เข้ามาช่วยดูแลว่าต้องมีมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างไร มีกฎเกณฑ์การต่อสู้อย่างไรบ้าง แล้วค่อยเดินหน้าต่อ ถ้ายังไม่มีกฎระเบียบ หรือมีองค์กรเข้ามารับรองอย่างเป็นทางการ ก็ไม่ควรเดินหน้าต่อ เพราะไม่มีใครการันตีความปลอดภัยได้ ผมมองว่าทำไมไม่ใช้โอกาสนี้เข้ามาศึกษามวยไทยอย่างจริงจังเสียเลย จะเรียนแบบสมัครเล่น และแข่งขันกันแบบสมัครเล่นก็ได้ ซึ่งมีการจัดแข่งขันชกมวยไทยสมัครเล่นอยู่เรื่อยๆ ไม่รุนแรงเท่ามวยไทยอาชีพ นอกจากได้ออกกำลังกาย ได้พิสูจน์จิตใจที่กล้าหาญ ยังได้วิชาการต่อสู้ของมวยไทยด้วย ที่สำคัญที่สุดคือ การแข่งขันที่เป็นมาตรฐานจะทำให้ทุกฝ่ายปลอดภัย

กล่าวกันว่า มวยเป็นกีฬาที่คู่แข่งขันจงใจชกหรือทำร้ายให้บาดเจ็บในจุดต่างๆของร่างกาย เพื่อนำมาซึ่งชัยชนะ นักมวยต้องพยายามที่จะต่อยบริเวณจุดสำคัญๆของคู่ต่อสู้ให้แรง เร็ว และแม่นยำ จึงก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อส่วนต่างๆของร่างกายตามมา ดังนั้นหากผู้จัดแข่งขันไม่มีมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเพียงพอ ความเสียหายที่ไม่มีใครอยากให้เกิดก็อาจเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

 

โมเดล “มหาฉันทามติ” สส.+สว. ร่วมตั้งนายกฯเพื่อชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2559 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/450322

โมเดล "มหาฉันทามติ" สส.+สว. ร่วมตั้งนายกฯเพื่อชาติ

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจไม่น้อยเวลานี้สำหรับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องเอาคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  (สนช.) มีข้อเสนอให้ สว.สามารถเสนอชื่อบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีของพรรคการเมืองให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้ จากเดิมทีหน้าที่เสนอชื่อจะเป็นของ สส.เท่านั้น

โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนาในประเด็นดังกล่าวกับ “คำนูณ สิทธิสมาน” สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำนูณมองว่าไม่ว่าจะแก้ไขออกมาในรูปแบบใดจะให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อได้หรือไม่ ก็ยังเป็นปัญหาทางการเมืองอยู่ดี ดังนั้น ทางที่ดีสุด คือ การมหาฉันทามติเพื่อนำไปสู่การสร้างมหาพันธมิตรเพื่อประเทศจะได้มีนายกรัฐมนตรีที่สามารถบริหารราชการในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ก่อนจะไปถึงบทสรุปตรงนั้น “คำนูณ” วิเคราะห์ปัญหาทีละลำดับไว้อย่างน่าสนใจว่า ปัญหาเกี่ยวกับการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีมีอยู่ในตัวระบบของร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเชื่อมโยงกับระบบเลือกตั้ง สส.แบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว

“ผมเองไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใน 2 บท คือ ระบบการเลือกตั้ง และที่มาของนายกรัฐมนตรี เมื่อเอาที่มาของนายกฯ ไปผูกกับระบบการเลือกตั้งแบบนี้ คือ คนที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ จะต้องมาจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอในวันสมัครเลือกตั้ง พรรคเล็กและพรรคเกิดใหม่มีโอกาสจะเป็น สส.ยากมาก เพราะต้องมี สส.ในสภาผู้แทนราษฎร 5% หรือ 25 คน จากทั้งหมด 500 คน ถึงจะสามารถเสนอชื่อนายกฯ ได้”

“นอกจากนี้ รายชื่อในบัญชีของพรรคการเมืองจะถูกผูกพันไปตลอดอายุของสภาฯ ไม่ว่าจะมีการเลือกนายกฯ กี่ครั้ง ซึ่งเห็นว่ามันเป็นการจำกัดตัวเองมากเกินไป สมมติเหตุการณ์ผ่านไปหนึ่งปีหรือสามปี เราก็ต้องไปเลือกจากรายชื่อที่ยังคงอยู่ที่พรรคการเมืองเสนอมาเมื่อหนึ่งปีสามปีที่แล้ว ซึ่งอาจจะไม่ใช่บุคคลที่เหมาะสมกับสถานการณ์”

“การจะปลดล็อกเพื่อเลือกนายกฯ จากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองนั้น กรธ.กำหนดไว้ในมาตรา 272 ก็จำกัดตัวเองไว้อย่างยิ่งยวดที่ให้ปลดล็อกเฉพาะครั้งแรกครั้งเดียวหลังจากมีการเลือกตั้ง สส. ซึ่งตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้”

ขณะเดียวกัน ในส่วนของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องเอาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนั้น คำนูณยังมองว่า ออกได้หลายรูปแบบ เช่น การให้ สว.มีหน้าที่แค่ร่วมโหวตเลือกนายกฯ เท่านั้น โดยไม่มีสิทธิเสนอชื่อ หรือให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อได้ เป็นต้น แต่มีประเด็นที่ต้องขบคิดต่อไปในทางปฏิบัติแล้ว กรธ.จะมีขอบเขตในการปรับปรุงเนื้อหาได้ขนาดไหน

“เมื่อการประชามติผ่านทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง หลักที่ต้องยึดประการหนึ่ง คือ พี่น้องประชาชนในการลงประชามติ เขาให้ความเห็นชอบทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง และที่ให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญก็ด้วยเสียงท่วมท้นมากกว่าคำถามพ่วงอีก ดังนั้น การปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องรักษาสารัตถะของร่างรัฐธรรมนูญไว้ให้ได้มากที่สุดในประเด็นที่ไม่ได้ขัดกับคำถามพ่วง และพยายามแก้ไขให้ตรงกับคำถามพ่วงให้เคร่งครัด ไม่ขาดและก็ไม่เกิน เพราะทั้งสองเรื่องมาจากการประชามติทั้งคู่”

อีกด้านหนึ่ง คำนูณยังเห็นว่าหากประเมินจากเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ส่วนตัวคิดว่านายกฯ คนนอกยังไม่สามารถเข้ามาได้ง่ายๆ

“ถ้าเอาตามเงื่อนไขเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ มันปลดล็อกเพื่อเลือกนายกฯ นอกบัญชีพรรคการเมืองได้เฉพาะครั้งแรกครั้งเดียวตามมาตรา 272 และต้องใช้ สส.ถึง 250 คน เพื่อยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาให้เปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภา”

“ถ้าเราจินตนาการว่า สว.ทั้ง 250 คน เป็นเอกภาพกันและไม่ต้องการได้นายกฯ จากบัญชีพรรคการเมือง เขาก็ไม่สามารถทำเอง เพราะมติที่จะยกเว้นให้เลือกนายกฯ จากคนนอกบัญชีได้ ต้องใช้ 500 เสียงจากทั้งหมด 750 เสียง หมายความว่าต้องใช้ สว.ทั้งสภา และใช้ สส.อีก 250 คน นี่คือตัวเลขที่มันปรากฏอยู่”

แม้ในทางปฏิบัติฝ่ายการเมืองจะยังมีโอกาสที่ได้นายกฯ ที่เป็นคนของพรรคการเมือง แต่หากฝ่าย สว.สรรหาที่่มาจากการเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เกิดได้นายกฯ ที่ตัวเองต้องการขึ้นมา ในระยะยาวอาจทำให้ประเทศเกิดปัญหาครั้งใหญ่ ซึ่งในทัศนะของคำนูณจึงเห็นว่า อนาคต สส.และ สว.ควรร่วมกันสร้างมหาฉันทามติเพื่อนำไปสู่การตั้งรัฐบาลผสมครั้งใหญ่ (Grand Coalition) เพื่อการปฏิรูปประเทศ

“ทีนี้ผมอยากมองการเมืองอีกแบบหนึ่งว่า สมมติว่าเราจะแก้ไปให้อีกสุดทางหนึ่ง คือ ให้ สว.ไปร่วมโหวตและร่วมเสนอชื่อนายกฯ นอกบัญชีพรรคการเมืองได้ตั้งแต่แรก คิดว่าบ้านเมืองจะเดินไปได้แค่ไหนอย่างไรหรือไม่ ผมว่าก็เป็นไปได้ยาก”

“ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไป คือ เราจะมีนายกฯ ที่เป็นเสียงข้างมากในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาจริง แต่จะเป็นนายกฯ ที่อาจจะมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร มันก็จะเป็นปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ และถามว่าจะบริหารราชการแผ่นดินไปได้ราบรื่นแค่ไหนอย่างไร แล้วคนที่ขึ้นมาเป็นนายกฯ จากสถานการณ์แบบนี้ก็ค่อนข้างหนักหนาสาหัส มันอาจจะเกิดปัญหาตามมาได้ ผมว่าก็ไม่น่าจะใช้วิถีทางที่ทำให้บ้านเมืองเดินไปได้อย่างเต็มที่เพื่อให้หลุดพ้นจากวิกฤต”

“ฉะนั้น ผมว่าหนทางที่ดีที่สุดที่มันควรจะเป็น คือ ถ้าการโหวตเลือกนายกฯ ครั้งแรกจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองไม่สำเร็จหรือไม่ได้ 376 เสียง สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็คือว่าเกิดกระบวนการฉันทามติครั้งใหญ่จากฝั่งพรรคการเมืองด้วยกันเองที่จะร่วมกับ สว.ปลดล็อกไม่จำเป็นต้องเลือกนายกฯ จากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง”

“หรือพรรคการเมืองยินยอมพร้อมใจกันโดยไม่ต้องใช้เสียงของวุฒิสภา มันก็จะเกิดมหาฉันทามติ หรือ Grand Consensus แล้ว จากนั้นคนที่จะมาเป็นนายกฯ จะเดินเข้ามาอย่างสง่างาม เพราะมาจากความยินยอมพร้อมใจของ สส.และ สว.750 คน หรือส่วนข้างมากที่สุดของ 750 คน เป็นมติของพรรคการเมืองทุกพรรค ด้วยความตระหนักในสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น”

“กว่าจะถึงวันนั้นอีกหนึ่งปีครึ่งผมเชื่อลึกๆ ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่เรียกร้องให้เกิด Grand Coalition และนำไปสู่ Grand Coalition ได้ เพราะเราขัดแย้งกันมา 10 ปี มีรากฐานจากความเหลื่อมล้ำและยังมีสถานการณ์ที่ต้องฝ่าฟันไปด้วยกันข้างหน้าอย่างการปฏิรูปประเทศตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้”

“เมื่อถึงเวลานั้นมันก็คงไม่มีคำว่านายกฯ คนใน นายกฯ คนนอก แต่มันจะเป็นเรื่องของการรวมพลังของชาติเข้ามาร่วมกันนำประเทศไทยให้ไปสู่ยุคแห่งการปฏิรูปในช่วงระยะเวลา 5 ปี ถ้าเป็นเช่นนี้ได้ ผมเชื่อว่ามันน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด”คำนูณ สรุป

 

“ผู้ประกาศข่าวต้องมีสมอง อย่าใช้เเค่ปาก” บุญมา ศรีหมาด สุภาพบุรุษนักอ่านข่าววิทยุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2559 เวลา 20:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/450025

"ผู้ประกาศข่าวต้องมีสมอง อย่าใช้เเค่ปาก" บุญมา ศรีหมาด สุภาพบุรุษนักอ่านข่าววิทยุ

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

สปอตไลท์แห่งโลกออนไลน์กำลังสาดส่องไปยัง บุญมา ศรีหมาด ชายหน้าคม ผิวเข้ม เเววตาสดใสเป็นประกาย เจ้าของเสียงนุ่มลึกอันคุ้นหูทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย(สวท.) กรมประชาสัมพันธ์ หลังเจ้าตัวเพิ่งออกมาเปิดเผยโฉมหน้าเป็นครั้งแรกผ่านการถ่ายทอดสด (Live stream) ทางเฟซบุ๊ก

“พี่ทำเล่นๆกับน้องที่ทำงาน เห็นพวกดารา ดีเจเขาฮิตทำ เลยลองทำบ้าง ไม่ได้มีเจตนาให้ดังกระฉ่อนกว้างขวาง ไม่อยากเชื่อว่ามันจะไปไวขนาดนี้ ยังไงก็ขอขอบคุณทุกคนมากที่ชื่นชมเรา”  หนุ่มวัย 43 หัวเราะร่าด้วยท่าทีแปลกใจกับกระแสความดังของตัวเอง

ใครจะรู้ว่า บุญมา ฝึกฝนตัวอย่างหนักมาตลอด 28 ปี นี่คือตัวอย่างของคนที่มีเป้าหมายชัดเจน ขับเคลื่อนชีวิตด้วยแรงบันดาลใจ บวกความพยายามอย่างมีแบบแผน กระทั่งประสบความสำเร็จได้รับเสียงชื่นชมอย่างถล่มทลาย

มาทำความรู้จักกับชายคนนี้ให้มากขึ้นกว่าเเค่น้ำเสียง…

ฟังทรานซิสเตอร์ ฝึกฝน มุ่งมั่น สู่จุดหมาย

บุญมา ศรีหมาด เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2517 เป็นชาวต.หนองทะเล อ.เมือง จ.กระบี่ จบการศึกษาจากคณะมนุษยศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ความสำเร็จของผู้ชายคนนี้เริ่มต้นจากการหลงใหลในน้ำเสียงผู้ประกาศข่าวจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) กรมประชาสัมพันธ์ ถึงขั้นตั้งเป้าหมายในชีวิตตั้งแต่วัยประถมศึกษาว่าจะรับราชการเป็นผู้ประกาศข่าวให้จงได้

“สมัยเด็ก ผมมีวิทยุทรานซิสเตอร์อยู่เครื่องหนึ่ง ทุกเช้าจะเปิดฟังข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์ ฟังพี่ประพันธ์ หิรัญพฤกษ์  อดุลเดช สุจริตกุล  ปรีชา ทรัพย์โสภา บุคคลเหล่านี้เป็นต้นแบบให้กับเรา เราชอบ ฟังแล้วก็ฝึกฝน เลียนแบบ อ่านจังหวะจะโคนตาม เรียกว่าก๊อปปี้เลย รู้สึกอยากทำงานที่ สวท. เพราะคิดว่าไม่มีที่ไหนอีกแล้ว ที่เสียงของเราจะดังไปไกลทั่วประเทศเท่าที่นี่”

จากวันนั้นบุญมาพัฒนาตัวเองไม่หยุดยั้ง ติดตามข่าวสาร ฝึกออกเสียงอ่านข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ และแม้กระทั่งนำเศษไม้มาตั้งเป็นขาไมโครโฟน บังคับให้เพื่อนฝูงมานั่งฟังเขายืนไฮปาร์คอย่างเป็นประจำ ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ ม.2 เด็กชายบุญมาก็ได้รับคัดเลือกจากอาจารย์ให้จัดรายการเสียงตามสายประจำโรงเรียนและจังหวัดกระบี่แล้ว

“ผมได้โอกาสจัดรายการเสียงตามสายตั้งแต่ ม.2 หยิบข่าวรายวันมาอ่านให้เพื่อนๆในโรงเรียนฟัง สมัยนั้นสวท. จ.กระบี่ ยังมอบโอกาสให้โรงเรียนส่งเด็กไปจัดรายการสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมงด้วย  ซึ่งผมได้คัดเลือกและทำหน้าที่จนกระทั่งจบ ม.6 ช่วงนี้สำคัญมาก ได้โอกาสเจอกับพี่ๆมืออาชีพใน สวท. โดยเฉพาะพี่อ้อย มยุรี ที่เขาบอกว่า ผมเสียงโอเค เสียงได้ มีพลัง ตรงสเปกโทนกรมประชาสัมพันธ์ สุดท้ายแกแนะนำให้ไปสอบใบผู้ประกาศข่าว ซึ่งผมสอบได้ตั้งแต่ ม.6 ตอนนั้นดีใจมาก รู้สึกว่า เฮ้ย เรามาอีกขั้นแล้ว”

หลังเรียนจบ ม.6 หนุ่มกระบี่ที่แม้เอ็นทรานซ์ไม่ติด แต่รั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในคณะมนุษยศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน ที่เขาเลือกเดินไปก็กลายเป็นสถานที่หล่อหลอมพัฒนาตัวเอง นำพาให้ได้เจอกับสุดยอดนักพูดคนวิทยุระดับประเทศมากมายไล่ตั้งแต่ จตุพล ชมภูนิช  สุรวงศ์ วัฒนกูล  พิษณุ สกุลโรมวิลาส  สมชาย หนองฮี  อุสมาน ลูกหยี ซึ่งตัวอย่างชั้นยอดให้เขาจนก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพ

“ระหว่างเรียนถือว่าเป็นช่วงที่ได้พัฒนาและเรียนรู้เยอะมาก ได้เข้าไปอยู่ในชมรมปาถกฐาและโต้วาทีที่มีรุ่นพี่ซี่งมีชื่อเสียงมากมายคอยหล่อหลอม ได้จัดรายการวิทยุครั้งแรกในกรุงเทพฯกับทาง FM 96.0 กรมการรักษาดินแดน สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง ได้เข้าแข่งขัน โต้คารมอุดมศึกษา พาสอนของ อ.กรรณิการ์ ธรรมเกษร คนเก่งยุคนั้นต้องผ่านเวทีนี้กันหมด”

ทว่าอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาที่ทำให้เจ้าตัวท้อแท้และรู้สึกไม่มั่นใจในสิ่งที่เลือกเดิน คือ “สำเนียงทองแดง” ลักษณะสำเนียงของคนใต้พูดภาษากลาง ซึ่งเมื่อครั้งอดีตเขาเคยเป็น ทำให้ผู้ร่วมงานซึ่งเป็นผู้ประกาศชื่อดังและโปรดิวเซอร์เอือมระอามาแล้ว

เราอ่านสิบรอบ เทคแล้วเทคอีก ไปทำให้เขาเสียเวลา พี่เขารอบเดียวจบ โปรดิวเซอร์ก็ทับถม น้องเสียงทองแดง ยังไม่ผ่าน เทคจนเขารำคาญ ด่าเราทุกวัน บางครั้งเขานั่งหลับรอเลย แล้วบอกให้เราอ่านไป จะเอากี่รอบก็อ่านไป เดือนนั้นกลับบ้านมานั่งเครียดทุกวัน ร้องไห้ก็มี คิดมากว่าจะเดินต่อดีไหม ยากเกินไปสำหรับเราหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็ฮึดสู้ เอาจริงเอาจัง พยายามพูดให้ช้าลง ไม่ห้วน ลากเสียงให้ยาวขึ้น เพื่อให้สำเนียงทองแดงเบาลง และหายไปในที่สุด

ทิ้งเงินหลักหมื่น มาเริ่มต้นหลักพันกับอาชีพราชการ

ความฝันวัยเด็กของใครหลายคน อาจปรับเปลี่ยนไปตามสภาพเเวดล้อม เม็ดเงิน เเละอนาคตที่ไม่เเน่นอน เเต่นั่นไม่ใช่กับบุญมาที่เลือกทิ้งเงินเดือนหลักหมื่นจากเอกชน เพื่อทำตามความฝันเมื่อครั้งวัยเยาว์ ด้วยการสมัครเป็นข้าราชการประจำกรมประชาสัมพันธ์

แรกเริ่มเดิมที บุญมายึดอาชีพผู้ประกาศข่าวทางวิทยุระดับประเทศ ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยชั้นปี 3 หลังได้รับคำแนะนำจาก กนกวรรณ กนกวนาวงศ์ เพื่อนรุ่นพี่ซึ่งปัจจุบันเป็นนักข่าววิทยุชื่อดัง ชักชวนให้ไปสมัครเป็นผู้ประกาศข่าวที่สำนักข่าว ไอเอ็นเอ็น.ร่วมด้วยช่วยกัน

“ตอนไปสมัครก็ยังคิดว่า เขาจะรับเราหรอ เรียนก็ยังไม่จบ แต่ปรากฎว่าเขาชอบเรา บอกยินดีให้เงินเดือนเท่าคนเรียนจบปริญญาเลย”

การทำงานที่สำนักข่าวไอเอ็นเอ็นดำเนินไปได้ด้วยดี ระหว่างพ.ศ.2540 – 2547 กระทั่งประตูความฝันในวัยเด็กของเขาพลันเปิดขึ้น เมื่อกรมประชาสัมพันธ์ประกาศเปิดรับสมัคร “นักสื่อสารมวลชน”

“ขอบคุณ พี่สุริยงค์ หุนทสาน อดีตผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นผู้สอบสัมภาษณ์ ตอนนั้นแกถามว่า คุณอยู่เอกชน เงินเดือนเยอะกว่าข้าราชการหลายเท่า จะมาทำที่นี่ทำไม ผมตอบกลับไปว่า ความฝันตั้งแต่เด็กของผมคือ การได้อ่านข่าวให้กับสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และวันนี้ผมอยากทำให้ฝันนั้นเป็นจริง เพราะรู้ว่าที่นี่เสียงของเราจะดังออกไปไกลกว่าที่อื่น ซึ่งมารู้ทีหลังว่า เขากินใจตรงที่เรายอมสละเงินเดือนจำนวนมาก มาทำตามความฝัน ขอบคุณ ผอ.ที่ให้โอกาสเราในวันนั้น ไม่เช่นนั้นคงไม่มีบุญมา สีหมาด กรมประชาสัมพันธ์วันนี้”

หลังทำงานเป็นผู้ประกาศได้ 5 ปี บุญมาก้าวไปอีกขั้นด้วยบทบาทใหม่ นั่นคือ เป็นอาจารย์ที่สถาบันการประชาสัมพันธ์ อันเปรียบเสมือนใบเบิกทางต่อยอดไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทางด้านอาชีพที่กว้างขวางกว่าเดิม

“ผอ.รวงทอง ยศธำรง ให้โอกาสด้านการเป็นครูกับผม ท่านเดินมาบอกว่า อยากให้บุญมามาสอนที่นี่ ตอนนั้นไม่มั่นใจ บอกกลับไปว่าจะไหวหรอครับ ไม่เคยสอน ผอ.รวงทอง บอกว่า พี่มั่นใจบุญมาทำได้ ซึ่งผมก็ทำได้จริงๆ ได้รับการประเมินระดับสูงจากผู้เรียนซึ่งเสียเงินเข้ามาเรียนตั้งแต่ปีแรกกระทั่งปัจจุบัน โอกาสวันนั้นเปิดโลกต่อยอดไปอีกไกล วันนี้ผมได้เป็น อาจารย์สอนหลักสูตรเตรียมสอบบัตรผู้ประกาศของกสทช. สอนหลักสูตรการทำหน้าที่พิธีกร การจัดรายการวิทยุ การพัฒนาบุคลิกภาพ ซึ่งมันขยายออกไป เพราะกรมประชาสัมพันธ์ยอมรับ”

มืออาชีพ ไม่ได้ใช้แค่ปาก

ใครหลายคนได้ยินเสียงบุญมา มักร้องอ๋อ “โห นี่มันเสียงตำนาน ได้ยินมาตั้งแต่เด็ก” ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่…

“บางคนบอกฟังมานานตั้งแต่เด็ก แต่จริงๆ แล้ว อาจจะเป็นเสียงของผู้ประกาศท่านอื่น ต้องบอกท่านผู้ฟังว่า โทนเสียงกรมประชาสัมพันธ์นั้นจะเป็นแนวเดียวกัน มีมาตรฐานการอ่านข่าวแบบทางการตกทอดมาจากรุ่นพี่ บางทีผมอ่านคู่กับคุณเตชิน มัชชัญติกะ เสียงบางช่วง บางจังหวะนั้นดูละม้ายคล้ายคลึงกัน จนหลายท่านคุ้นหูไปเสียหมด กลายเป็นความเข้าใจผิดว่าบุญมาทำงานไม่มีวันหยุดเลยหรอ”

จากเด็กส่งเสียงตามสายในโรงเรียนจนกระทั่งถึงวันนี้ กว่า 28 ปีแล้วที่บุญมาอยู่ในวงการวิทยุ เขาบอกว่า ข่าวในพระราชสำนักถือเป็นโจทย์หินที่สุดสำหรับผู้ประกาศข่าวทุกคน เนื่องจากเต็มไปด้วยคำราชาศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยและไม่ได้ใช้บ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน ซ้ำยังมีคำควบกล้ำจำนวนมาก รองลงมาคือข่าวต่างประเทศและกีฬาที่มีชื่อและศัพท์ภาษาต่างประเทศ รวมถึงคำเฉพาะในแต่ละชนิดกีฬา

สิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ประกาศข่าววิทยุโดดเด่นและเติบโตในวิชาชีพ นอกจากน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ความถูกต้องและความเข้าใจในเนื้อข่าวนับเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ หากอยากอยู่ในวงการแบบมืออาชีพ

ทุกวันนี้ผมใช้เวลาเตรียมตัวก่อนออกอากาศสด ประมาณ 15-30 นาทีเป็นอย่างน้อย สมัยก่อนนานกว่านี้ ผู้ประกาศข่าวไม่ใช่แค่เราเอาข่าวมาอ่านอย่างเดียว แต่ต้องอ่านด้วยสมอง ตรวจสอบว่าที่เขาพิมพ์หรือแปลมาถูกหรือไม่ เป็นตัวกรองขั้นสุดท้าย ไม่ใช่ให้อะไรมาก็อ่านหมด วงการนี้ ไม่ใช่เอาแต่ปากมาอย่างเดียวเเบบนกแก้วนกขุนทอง ต้องติดตามข่าวสารบ้านเมืองตลอด อะไรเกิดขึ้น อย่างไร คาดการณ์ความน่าจะเป็นเบื้องต้น ถึงเวลาอ่านจะได้เข้าใจและถ่ายทอดอย่างถูกต้อง เหมือนเวลาเราไปร้องคาราโอเกะ ถ้าไม่เคยรู้จักเพลง รู้จักทำนองนั้นมาก่อน อ่านตามตัวอักษรอย่างเดียว บางทีมันคร่อมทำนองจังหวะ ร้องผิดๆ ถูกๆ แต่ถ้ามีความเข้าใจ รู้ทำนองจังหวะ ก็จะร้องได้ถูกต้อง อ่านข่าวก็เหมือนกัน

เมื่อถามถึงความยากในอาชีพนี้ บุญมาบอกว่า 1.การออกเสียงอักขระอย่างถูกต้อง ชัดเจน และ 2.ติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอเพื่อถ่ายทอดข่าวออกไปอย่างคนที่มีความเข้าใจ ในส่วนจังหวะการอ่านนั้นนอกจากการฝึกฝนแล้ว ประสบการณ์และความชำนาญ ยังถือเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องใช้เวลา ฉะนั้นผู้ที่อยากเข้ามาทำงานด้านนี้ ต้องหัดสร้างคุณสมบัติดังกล่าวให้แข็งแกร่ง

ในวัย 43 ปี สุขภาพร่างกายและน้ำเสียงของผู้ประกาศรายนี้ยังแข็งแรง มาตรฐานคงเส้นคงวา ซึ่งเคล็ดลับของเจ้าตัวนั้นน่าทึ่งมาก

“ทุกวันนี้ 3 อย่างหนักๆที่ผมยึดถือปฎิบัติเพื่อสุขภาพและมาตราฐานของเสียง คือ หนึ่ง ออกกำลังกายด้วยการเล่นโยคะ สอง ทานมังสวิรัติ ซึ่งทานมา 15 ปีแล้ว และสาม หลีกเลี่ยงยาปฎิชีวนะทั้งหมด และหันไปใช้แนวทางธรรมชาติบำบัด เพื่อร่างกายมีสารเคมีตกค้างน้อยที่สุด เพราะงานใช้เสียงถ้าสุขภาพข้างในเราแย่ เราก็คอนโทรลเสียงไม่ได้ ดูแลรักษาเสียงเต็มที่แบบสุดชีวิต ถ้าเสียงไม่ดี มันรู้สึกไม่เป็นตัวเอง

เทคนิคการออกเสียงของผมคือ ใช้จากกระบังลม เพื่อให้เสียงมีความนุ่มลึก ไม่ใช้จากลำคอ เพราะถ้าอ่านนานๆ จะปวดคอมาก  สำหรับผมแล้ว ผู้ประกาศเหมือนจิตรกร สีคือน้ำเสียง พู่กันคือลำคอ ผืนผ้าใบคือหน้าปัดวิทยุที่ออกอากาศ แล้วแต่ว่าเราจะนำลำคอของเราไปจุ่มน้ำเสียงให้ออกมาเป็นสีอะไร และระบายลงบนผืนผ้าใบหรือหน้าปัดวิทยุอย่างไร”

อนาคตของข้าราชการชื่อบุญมาคือ สนองแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องการอนุรักษ์ภาษาไทย โดยจะพยายามจุดกระแสให้คนไทยรู้จักการออกเสียงให้ถูกต้องต่อไป

“ในบทบาทหน้าที่ของเรา ผมพยายามถ่ายทอดภาษาไทยให้ถูกต้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่า สิ่งที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ถึงวันนี้ขอบพระคุณทุกคนที่ชื่นชมและอยากฟังเสียงเรา แรงใจจากประชาชนก็ถือว่าเป็นสิ่งสูงสุดเหนือกว่ารางวัลใดๆในโลกหล้า เมื่อข้าราชการกินเงินเดือนจากประชาชน ก็ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ประชาชนจ้างเรามา”

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของผู้ประกาศข่าวทางวิทยุ หนึ่งในตำนานที่ยังมีลมหายใจ ของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย(สวท.) กรมประชาสัมพันธ์ 

 

 

ชมคลิปสัมภาษณ์เเละน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของ บุญมา สีหมาด

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPosttoday%2Fvideos%2F10154598185859835%2F&show_text=0&width=400

ปมคำถามพ่วงตั้งนายกฯคนนอก “ต้องให้พรรคการเมืองเล่นก่อน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2559 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/449742

ปมคำถามพ่วงตั้งนายกฯคนนอก "ต้องให้พรรคการเมืองเล่นก่อน"

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ

แม้ว่าประเด็นคำถามพ่วงจะผ่านประชามติเห็นชอบจากประชาชนแล้ว แต่ขณะนี้กลับเป็นปัญหาของการตีความที่นอกเหนือจากตัวอักษร แต่ต้องการให้ตีความตามเจตนารมณ์บางคนบางกลุ่มที่ว่า “ต้องการให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติให้ความเห็นชอบ”

ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์ประเด็นคำถามพ่วงต่อการตีความตามตัวอักษรและเจตนารมณ์ ซึ่งจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ไชยันต์ แสดงทรรศนะว่า “ตามรัฐธรรมนูญกับคำถามพ่วงกรณีนายกรัฐมนตรีคนนอก” จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเปิดสภาแล้วไม่สามารถตกลงได้ตามรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอได้จึงจะเปิดกว้างขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 88 กำหนดในการเลือกตั้งทั่วไป ให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแจ้งรายชื่อบุคคล ซึ่งพรรคการเมืองนั้นมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง และให้ กกต.ประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้ประชาชนทราบ

ทว่า ความสลับซับซ้อนมากกว่านั้น คือ หลังเลือกตั้ง เมื่อมีการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกฯ พรรคการเมืองก็จะมีสิทธิเสนอชื่อบุคคลตามที่ได้มีการแจ้งเอาไว้ โดยเงื่อนไขพรรคที่จะเสนอจะต้องมี สส.ไม่น้อยกว่า 5% ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส.จาก 500 คน

ทั้งนี้ พรรคการเมืองจะต้องมี สส.ไม่น้อยกว่า 25 คน ถึงจะมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ได้ และต้องมีเสียงรับรองจากสมาชิกของสภาผู้แทนฯ ไม่ต่ำกว่า 1 ใน 10 หรือเท่ากับ 50 คน และเมื่อพรรคประเภทที่มี สส. 25 คนขึ้นไป คือ พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่จะสามารถเสนอชื่อแคนดิเดต
นายกฯ และจึงจะแข่งขันกันได้

ไชยันต์ ขยายต่อว่า เมื่อแข่งขันไม่ได้หรือมีปัญหาในขั้นตอนการโหวต จึงต้องหันไปหา สว. 250 เสียง เมื่อ สว.ปลดล็อก ก็จะมีพรรคขนาดเล็กที่จะมี สส.ต่ำกว่า 25 คน เสนอรายชื่อนายกฯ เข้ามาได้ ดังนั้น กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งการเสนอชื่อนายกฯ จะต้องมาจากเสียงของ สส.ในขั้นตอนแรก

แต่หากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปตีความในคำถามพ่วงที่ สว.สามารถมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ได้ตั้งแต่รอบแรก ไชยันต์ ก็ตั้งคำถามกลับมาว่า หาก สว.มีสิทธิเสนอชื่อตั้งแต่รอบแรกแล้ว สัดส่วนของ สว.ต้องร่วมกันเข้าชื่อกัน หรือ สส.ร่วมกับ สว.ให้ได้จำนวน 25 คน กับรับรอง 50 คนด้วยหรือไม่ เหมือนเงื่อนไขเดียวกับ สส.

“ถ้าไม่มี ก็ถามอีกว่า สส.เป็นบ้าอะไร มันไม่แฟร์ เพราะหาก สส.กับ สว.จะมีอำนาจเลือกนายกฯ กัน สามารถมารวมกันได้หรือไม่ ซึ่งมันหลายขยัก เช่น จากเดิม สส. 500 คน รวม สว.อีก 250 คน เท่ากับ 750 คน ต้องคำนวณกันใหม่อีก”

อาจารย์ไชยันต์ วิเคราะห์ว่า การตีความให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ นั้นเข้าใจว่ามี 2 เหตุผล 1.เมื่อเหล็กกำลังร้อนยิ่งต้องตี เพราะกระแสประชาชนมา เลยต้องเขียนรัฐธรรมนูญชัดเจนเลย ว่า สว.สามารถเอาคนนอกเข้ามาเลย ซึ่งเป็นการมองในแง่ของมหภาค ดูว่าประชาชนต้องการอะไร ประเภทที่หวังดีต่อประเทศซะเหลือเกิน 2.คือเกมระหว่างคนที่ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อรองรับ พล.อ.ประยุทธ์ กับคนที่แก้เกมด้วยการไม่ต้องตั้งพรรค และหวังว่าตัวเองจะได้เข้าไปเป็น สว. แล้วเสนอชื่อนายกฯ คนนอกเข้าไป ซึ่งเป็นคนสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มตั้งพรรค กับกลุ่มสองคือกลุ่มที่หวังจะเข้าไปเป็น สว. โดยคนสองกลุ่มนี้แข่งขันกัน

“ในทางกลับกัน ในรอบแรกถ้าตกลงว่าชื่อนายกฯ มาจากพรรคการเมือง แล้วก็ตกลงกันได้ จะทำให้ผิดแผน สว.ทันที ซึ่ง กรธ.ก็ต้องเสี่ยง แต่เป็นการเสี่ยงที่ภาพสวย”

กรณีที่ สว.ไม่มีสิทธิเสนอชื่อได้ในรอบแรก และต้องบีบให้สองพรรคใหญ่มาเจอกันที่จะจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งสภาวการณ์ที่บีบให้สองพรรคใหญ่มาเจอกัน เท่ากับว่าสองพรรคนี้ต้องรักษาผลประโยชน์ที่เรียกว่า ผลประโยชน์ของผู้แทนราษฎร

“เพราะพวกคุณต้องเหนื่อยลงพื้นที่หาเสียงมาด้วยกัน และเข้าใจกันว่าต้องภาคภูมิใจที่เป็นผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วทำให้มันเข้มแข็ง ซึ่งสภาวะนี้พูดถึงเกียรติยศศักดิ์ศรีของผู้แทนฯ และพิสูจน์ให้เห็นว่าเราอยู่กันได้ ไม่ใช่เอาคนอื่นมาช่วย”

อาจารย์ไชยันต์ กล่าวอีกว่า การที่สองพรรคใหญ่จะมาจับมือกัน ส่วนพรรคเล็กและพรรคย่อย ให้ไปเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปได้ยากและไม่เคยเห็น ขณะเดียวกันที่ผ่านมาสองพรรคใหญ่ก็ไม่เคยต้องตกอยู่ในสภาวะที่ถูกเงื่อนไขต่างๆ รุมเร้า ซึ่งถ้าประชาธิปัตย์และเพื่อไทยจับมือได้ทุกคนจะแฮปปี้หมด พวกมวลชนก็ไม่เคลื่อน ปัญหาไม่มี

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเองจะเป็นที่ยอมรับต่อพรรคประชาธิปัตย์ ก็ต่อเมื่อแสดงความชัดเจนว่าเป็นอิสระต่อ “ชินวัตร” หรือ “ทักษิณ” และถ้าจะให้ดีพรรคเพื่อไทยจะรับพรรคประชาธิปัตย์ได้มากขึ้นก็ต่อเมื่อเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคที่ไม่ใช่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถ้าแลกหมัดกันมันก็ได้ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ปฏิรูปทุกอย่างก็ยังเป็นไปได้

ส่วนกรณีการเปิดโอกาสให้ สว.เข้าไปมีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในรอบที่ 2 หลังจากที่เปิดสภาแล้วเกิดปัญหานั้น ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ร่างมา และตามคำถามพ่วง คือ สว.จะเข้ามามีสิทธิเลือกนายกฯ นั้น ต้องเลือกภายใต้เงื่อนไขแรกก่อน คือ เปิดให้การเมืองเล่นก่อน เมื่อไม่ได้จึงค่อยขยายเพื่อเปิดทางเลือก เหมือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าไปเลือกคนดีๆ ก่อนถ้าไม่ได้แล้วค่อยมาว่ากัน นี่คือเจตนารมณ์ที่เหมือนกัน แต่ถ้าเปิดฉากตั้งแต่แรกไปกันคนอื่นเขาคิดว่าจะไปกันใหญ่

“ผมยังสนับสนุนไม่ให้ สว.มีสิทธิที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ต้องปล่อยให้พรรคการเมืองเขาเล่นเกม พอวันหนึ่งที่มันหานายกฯ จากพรรคการเมืองไม่ได้ แล้วไปเอานายกฯ คนนอกเข้ามา ประชาชนก็จะบอกว่าเพราะนักการเมืองเปิดทางให้ไปเอากันมาเองไง เพราะนักการเมืองอยากจะเป็นรัฐมนตรี จึงไปเอาทหารมาเอง แบบนี้ก็ดีแล้ว เพราะมันจะเป็นการผสมนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนนอกมาจากนักการเมือง ซึ่งที่ว่านี้มันไม่ใช่การสร้างกติกาปูพื้นให้เปิดทางให้นายกฯ คนนอกเข้ามา มันจะแย่แล้วเวลาพังมันก็จะพังหมดเลย”

อาจารย์ไชยันต์ กล่าวอีกว่า เมื่อเปิดสภาแล้วนักการเมืองแตกกันมาก ก็จะเข้าทาง สว. เหมือนกับประเทศอังกฤษ สมัยก่อน ค.ศ. 1832 คนอังกฤษยังไม่มีสิทธิเลือกตั้งกว้างขวาง มีบางเขตเลือกตั้งมี 6 ครัวเรือน เลือก สส. 1 คน ดังนั้น พรรคการเมืองไม่เป็นเอกภาพ คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือ กษัตริย์อังกฤษ เล่นการเมืองชักใย แต่เมื่อมีการปฏิรูปพรรคการเมืองเข้มแข็งขึ้น กษัตริย์ก็เข้ามาแทรกแซงไม่ได้ ที่เปรียบเทียบไม่ได้เกี่ยวกับกษัตริย์ไทย แต่ให้ตั้งข้อสังเกตว่า สว.มาจากการแต่งตั้งเปรียบเหมือนกษัตริย์อังกฤษในยุคนั้น ซึ่งจะเล่นเกมการเมืองได้ต่อเมื่อมีความแตกแยกและพรรคการเมืองอ่อนแอ

อาจารย์ไชยันต์ ยังกล่าวอีกว่า ถ้านักการเมืองอยากจัดตั้งรัฐบาลเท่ากับว่าพรรคการเมืองต้องไปประนีประนอมกันเอง ซึ่งก็ดี เท่ากับ คสช.บรรลุเป้าหมาย ที่ทำให้พรรคการเมืองประนีประนอมกันได้ ถ้าพรรคใหญ่ 2 พรรคจับมือกัน หรือพรรคใหญ่ยอมรับให้พรรคใดพรรคหนึ่งเป็นรัฐบาลและผลัดกัน โดยที่ไม่ยอมให้เอานายกฯ คนนอกเข้ามา และไม่ยอมให้ สว.มีอิทธิพลมาก ซึ่งถือว่าดีแล้ว เท่ากับปรองดอง

“ไม่ใช่ว่าพอพรรคหนึ่งขึ้นก็ไปหามวลชนมาแซะให้พังทุกอย่าง ตอนนี้จะอภิสิทธิ์ออกมาบอกว่าไม่ต้องมี สว.เขาก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะเจตนารมณ์เดิมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธนะว่าจัดตั้งรัฐบาลได้แล้วจะอยู่ได้นานขนาดไหน บ้านเมืองจะเป็นยังไง ยุ่งขนาดไหน ผมว่ามันจะยิ่งไปกันใหญ่ ถ้ารีบไปตั้งพรรคการเมือง หรือพยายามจะให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ก็ดี ถ้าหาหลักวิชาการมาอธิบายก็หาได้ แต่ถามว่าเป้าหมายหลักของประเทศไทยคืออะไร”

เสนอ สว.มีสิทธิลงชื่อถอดถอน

ทั้งนี้ อาจารย์ไชยันต์ ได้เปิดประเด็นนอกจากคำถามพ่วงที่จะให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อในขั้นตอนไหนอย่างไร และร่วมโหวตอย่างไรด้วยการตั้งคำถามที่ว่า “ถ้ากล้าให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ แล้วเขากล้าที่จะให้อำนาจ สว.ลงคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจด้วยหรือเปล่า”

ไชยันต์ เชื่อว่า การลงคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจอาจจะตามมา ไม่อย่างนั้น สว.มีแต่คะแนนเลือกนายกฯ เพราะกว่าจะเลือกนายกฯ ได้และมาจัดตั้งรัฐบาล ใช้เสียง 376 คะแนนขึ้นไป แต่เวลาล้มรัฐบาลจะใช้ 251 คะแนนอย่างนั้นหรือ รัฐบาลที่ไหนจะมีเสถียรภาพ

“วันดีคืนดี 251 สส. แค่ครึ่งเดียว แล้วก็แซะรัฐบาลออก แต่ขณะเดียวกันถ้าให้ สว.มีสิทธิทั้งเลือกนายกฯ และมีสิทธิเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ แบบนั้นก็ไม่ต้องมี สส.แล้ว ผมก็กำลังอยากรู้ว่า สนช.จะส่งอะไรให้ กรธ. ทั้งมีสิทธิไม่ไว้วางใจด้วยไหม หรือจะให้มีสิทธิเลือกนายกฯ ตั้งแต่รอบแรกหรือรอบสอง กรธ.จะยอมแค่ไหน”

อาจารย์ไชยันต์ กล่าวอีกว่า นอกจากที่ กรธ.ต้องตัดสินใจแล้ว ก็ต้องเจอด่านศาลรัฐธรรมนูญด้วยที่จะสกรีนขั้นสุดท้าย ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะต้องมาดูรัฐธรรมนูญหลังจากใส่คำถามพ่วง เพราะไม่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญเลย

ไชยันต์ มองว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ดูว่าเมื่อประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว คำถามพ่วงใส่แล้วสอดคล้องไม่ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ศาลจะต้องดูเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ ถามว่าคำถามพ่วงตกลงมันคืออะไรกันแน่ แท้จริงแล้วมันหมกเม็ดเอาไว้ ส่วนตัวเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเจอโจทย์อย่างน้อย คือ ถ้า สว.มีสิทธิเลือกนายกฯ แต่ไม่มีสิทธิที่จะไม่ไว้วางใจ แค่นี้ก็จะเกิดปัญหาในอนาคตทันทีที่รัฐบาลตั้งยาก แต่ล้มง่าย กับรัฐบาลตั้งยากล้มยากด้วย ซึ่งศาลต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

“ผมไม่เข้าใจว่า สนช.ทำงานกันยังไง ตอนยกมือโหวตรู้ เข้าใจหรือไม่ หรือเข้าใจแค่ผักถั่วธรรมดา แล้วจะมาเสนอเพิ่มเติมตอนนี้เรื่องอะไรกันแน่ ทำไมไม่คุยให้เรียบร้อยก่อน ในเมื่อบอกว่าไม่ใช่นักการเมือง ไม่มีผลประโยชน์ ตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือต้องยึดตามลายลักษณ์อักษรคำถามพ่วง จะทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ แล้วก็ให้ กรธ.ตัดสินใจจากนั้นก็โยนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา จะสวยกว่าเยอะ แต่มันก็จะหนัก หากให้ สว.มีทั้งอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะถ้า สว.เอาก็จะลำบากมากเลย แต่ปัญหาจะไม่เกิดถ้านักการเมือง พรรคการเมือง เข้มแข็งกว่านี้ ให้เกิดภาพการตรวจสอบถ่วงดุล”

ทิ้งเรือแป๊ะลงเรือใบ

ไม่ว่าบทสรุปที่จะแก้รัฐธรรมนูญโดยที่จะเอาคำถามพ่วงไปใส่นั้นจะออกมาอย่างไร อาจารย์ไชยันต์ ได้ตั้งถามกลับไปยังผู้มีอำนาจขณะนี้ ทั้งรัฐบาลและ คสช. ว่า “เป้าหมายระยะสั้น ระยะยาวมีอะไรบ้าง คิดไว้อย่างไร จะเอาอะไร เป้าหมายประเทศคืออะไร หรือจะเป็นการปฏิรูป การปรองดอง ซึ่งทหารไม่จำเป็นต้องเข้าไปด้วยตัวเอง”

อาจารย์ไชยันต์ ยอมรับว่า แน่นอนว่าการปฏิรูปต้องใช้เวลา รัฐบาลและ คสช.เองไม่จำเป็นต้องเข้ามาบริหารเอง คุมอยู่ข้างนอกได้ หรือเป้าหมายเรื่องปรองดองที่ คสช. รัฐบาลแกล้งเป็นตาอยู่ให้การเมืองจูบปากกันเอง แต่ถ้าจูบไม่ได้ ค่อยเข้ามา ต้องทำงานแบบวางแผน วางเส้นทาง ต้องการอะไร ต้องลงทุนอะไร แล้วทำอะไร ถ้าจะปล่อยให้คนรอบข้างมาทำ มาพยายามปูทาง มันก็แย่

ไชยันต์ มองว่า ถ้า 2 พรรคจูบปากกันได้ โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นนายกฯ แต่ประเทศชาติสงบ นี่คือเป้าหมาย และถ้าเป้าหมายที่ต้องการมีอำนาจแล้วประเทศสุ่มเสี่ยงจะทำอย่างไร แต่ถ้าเป้าหมายเหมือนที่เคยอ้างว่ามีโรดแมป มีขั้นตอน ปรองดอง ให้ในหลวงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง เหมือนที่ลงท้ายประกาศ คสช.ฉบับที่ 1 เพราะหากจำได้ก่อน 22 พ.ค. ถูกบีบมากกับมาตรา 7 วันนี้ถ้าเป้าหมายของรัฐบาลคือ ปรองดอง ถ้าปรองดองกันได้มันจะแก้อะไรไม่ยาก ประเด็นเบื้องสูงหรือประเด็นอะไรที่จะให้เป็นความขัดแย้งก็จะไม่ถูกหยิบยกขึ้นมา

“ตอนนี้เรือแป๊ะมาได้ครึ่งทาง ตาม sea map แล้ว และกำลังเปลี่ยนจากเรือแป๊ะมาลงเรือใบ ผมอยากจะฝากถึงขบวนการเรือแป๊ะ ด้วยกาพย์ยานี ‘ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ มิหลงใหลใครขอดู จะใคร่ลงเรือใบ ดูน้ำใสและปลาปู สิ่งใดอยู่ในตู้ มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง บ้าใบ้ถือใยบัว หูตามัวมาใกล้เคียง เล่าท่องอย่าละเลี่ยง ยี่สิบม้วนจำจงดี’”

อาจารย์ไชยันต์ สำทับภาพในอนาคตว่า วันนี้ถ้ายังไม่รู้ผลการเลือกตั้งไม่ว่าจะออกมาไม้ไหน แต่เชื่อว่าคนอย่างอาจารย์วิษณุ เครืองาม แก้ได้หมด แต่ถ้าเรารู้ว่าจะเกิดอะไรเราจะดักทางได้ เพราะคนที่ไปการับคำถามพ่วง ไม่เคยคิดเลยว่าตั้งรัฐบาลโดย สว.ช่วยตั้งมันง่าย แต่เวลาล้ม สว.ช่วยอะไรไม่ได้ ตรงนี้ไม่ได้คิดเลย

อย่างไรก็ดี วันนี้กระแสรับรัฐธรรมนูญกับคำถามพ่วงไม่ได้ดูอะไร คิดแต่เรื่องใหญ่ๆ ที่จะเอาใครไม่เอาใคร รังเกียจใครเท่านั้นเอง ตอนนี้ไม่แน่ประชาชนที่รับคำถามพ่วงพอฟังเหตุผล หรือผลที่จะเกิดขึ้นตามมาอาจจะไม่สนับสนุนแล้วก็ได้ แต่ทำอะไรไม่ได้ แต่ทหารต้องเล่นเป็นคือไม่เอาพวกนี้นะ

“เรื่องของตัวนายกฯ วันนี้จะไปบอกให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เป็นก็ไม่ได้ แต่เมื่อวันหนึ่งในสภามันเดินไม่ได้ ประชาชนจะเรียกร้องเอง แล้วจะได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งการทำงานที่มาจากประชาชนสนับสนุนเขาจะสามารถคุมรัฐมนตรีได้ แต่ไม่ใช่ไปสร้างเงื่อนไขตั้งแต่ตอนนี้ รอจังหวะให้คุณมาเป็นอัศวินม้าขาวดีกว่า ต้องกล้าปล่อยให้พรรคการเมืองกล้าเล่น และวันนี้คนที่เหมาจะเป็นนายกฯ มีเยอะ เช่น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ศุภชัย พานิชภักดิ์ แต่ไม่ว่าใครจะขึ้นมานั้นจะต้องให้ทหารแบ็กอัพ เพราะถ้าทหารไม่แบ็กอัพก็จะอยู่ไม่ได้”

อาจารย์ไชยันต์ กล่าวอีกว่า ถ้านายกฯ มาจากพรรค 2 พรรคใหญ่ สุดท้ายก็ยังต้องอยู่ภายใต้เงื้อมเงาของทหารในรูปของ สว.250 คน นอกเสียจากว่าพรรคการเมืองจะสามารถดำรงคงอยู่ในสูตรตู้ปลาของเสียง 500 คน ปลาจำนวนนี้จัดพื้นที่ของมันเองได้ เท่ากับว่าบ้านเมืองเข้าสู่ระบบปกติแล้วซึ่งเกิดยาก แต่ถ้าเกิดได้นั่นคือความสำเร็จ คสช. คือนักการเมืองกลับมาทำงานได้ตามปกติไม่ได้จะฆ่ากัน หรือจะเอากันให้ตาย แปลว่าการคลายรัฐธรรมนูญก็จะคลายได้เร็ว เช่น โปรตุเกส ตุรกี หลังจากรัฐประหาร ทหารก็ออกแบบรัฐธรรมนูญให้มีองค์กรของตนเองเข้ามาคุม โดยใช้เวลา 5 ปี พออยู่ตัวนิ่งแล้วการเมืองอยู่ได้ก็ค่อยๆ นิ่งแล้วแก้รัฐธรรมนูญประชาชนก็ไม่ได้ว่าอะไร ถ้าของเราการเมืองอยู่ด้วยกันได้เร็ว ก็แก้รัฐธรรมนูญได้เร็วไม่ใช่เรื่องใหญ่ ปาฏิหาริย์มีอยู่จริงในประเทศไทยเสมอ ถ้าพรรคการเมืองไม่จูบปากกันก็จะตายทั้งคู่ก็ได้ จะอีกกี่ปีก็ไม่รู้

ส่วนพรรคการเมืองที่กลัวว่ากองเชียร์จะโกรธ อาจจะไม่โกรธก็ได้เพราะเขาไม่ต้องตีกัน และลึกๆ ประชาชนน่าจะแฮปปี้ แต่ในเงื่อนไขการจูบปากต้องไม่ใช่เรื่อง “นิรโทษกรรม” ไม่เช่นนั้น คสช.จะผิดตั้งแต่ต้น

เปรียบเส้นทาง “พฤษภาทมิฬ” ถ้า “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯคนนอก

เมื่ออดีตอาจย้อนรอยกลับมาได้เสมอ คงจะไม่ผิดหากนำเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อเดือน พ.ค. 2535 หรือ “พฤษภาทมิฬ” มาเป็นโมเดลที่จะเป็นบทเรียนให้เหตุการณ์ในตอนนี้กับประเด็นที่มานายกรัฐมนตรี (คนนอก)

“ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไม พล.อ.สุจินดา คราประยูร ต้องมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นเกมของพรรคการเมืองหมดเลย ซึ่งอาจจะมีทหารเกี่ยวข้องบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเกมที่พรรคการเมืองต้องการที่จะปัดแข้งปัดขาพรรคอื่นไม่ให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะตอนนั้นพรรคสามัคคีธรรมมาเป็นที่ 1 เขามีหุ่นเชิด คือคุณณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม

แต่ว่ามีข่าวปล่อยว่าคุณณรงค์ เป็นบุคคลต้องห้ามเข้าประเทศ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเกมทหารหรือพรรคการเมือง แต่ในท้ายที่สุดเขากัน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทั้งที่จะได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เกมในปัจจุบันนี้ คือการช้อนขึ้นมา คือการสร้างทางให้คุณประยุทธ์ หรือทหารให้ได้ขึ้นมาเป็นนายกฯ  เพราะดูว่าน่าจะยาว เพราะหลายคนดูจากคะแนนเสียงประชามติถึงกับพูดว่าคงจะอยู่ยาวแล้วล่ะ ทั้ง สนช. สปท. ก็ขึ้นมาเป็น สว.”

ไชยันต์ ไชยพร นักวิชาการเชี่ยวชาญปรัชญาการเมืองคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปรียบเทียบความพยายามปูทางนายกรัฐมนตรีคนนอก ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร

อาจารย์ไชยันต์ ได้อธิบายพร้อมให้เหตุผลเปรียบเทียบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยพฤษภาทมิฬ ซึ่งเป็นเส้นทางที่มาของ พล.อ.สุจินดา สู่ถนน นายกฯ คนนอก เจ้าของคำพูดที่ว่า “เสียสัตย์เพื่อชาติ” กลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งประชาชนต้องออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง กับเส้นทางของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กำลังมีคนรอบข้างหรือกลุ่มผลประโยชน์พยายามปูทางไว้รอว่า เส้นทางของทั้ง 2 คนนี้ ไม่คล้ายกัน แต่พวกกลุ่มผลประโยชน์ในยุคปัจจุบันกำลังพยายามให้เป็นเช่นนั้น

อาจารย์ไชยันต์ อธิบายต่อว่า การที่รัฐธรรมนูญฉบับมีชัย กำหนดว่านายกฯ ต้องมาจากรายชื่อของพรรคการเมือง อีกทั้งยังเปิดกว้างว่า คนที่มาเป็นนายกฯ ไม่ต้องเป็น สส.ก็ได้ ทำให้ไม่มีเซอร์ไพรส์ คือ ไม่มีแบบ พล.อ.สุจินดา เพราะเมื่อเลือกตั้งแล้ว ไม่สามารถหานายกฯ ขึ้นมาได้ จึงมีกระบวนการเสนอชื่อขึ้นมา ซึ่งคนที่อยู่ในเกมการเมืองไม่ใช่ประชาชนวงนอกจะมองเห็นว่า แต่ละขั้นตอนจะเป็นยังไง รัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามที่จะออกแบบมา ไม่ให้ไอ้โม่งมาอยู่แล้วซึ่งก็ดีแล้ว

“แต่ตอนนี้การที่คุณไพบูลย์ นิติตะวัน ออกมาแสดงเจตนารมณ์ที่จะตั้งพรรคการเมือง ผมว่ามันเร็วเกินไปแล้ว ประชาชนก็รู้ว่าคิดอะไร และสุดท้ายเมื่อต้องเสนอชื่อแล้วผ่าน เท่ากับว่าประชาชนให้อาณัติอีกรอบหนึ่ง แต่ถ้าประชาชนไม่เลือกให้อาณัติ ทั้งที่มีชื่อทหารอยู่ก็ชัดเจนว่าประชาชนไม่เอาถูกหรือไม่ เราต้องยอมให้เกมในสภามันเดิน ให้ สส.เขาตกลงกันว่านายกฯ จะมายังไง แต่เมื่อเลือกไม่ได้จริงๆ ก็ให้ประชาชนเขาเห็นกันเอง แล้วแสดงให้เห็นว่าคนนอกไม่ได้รีบร้อนมาเป็นนายกฯ มันต้องเปิดโอกาส เพราะตามรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาลเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับอื่น มันยังมีเวลา”

บทเรียนพฤษภา’35 ชูนายกฯ

การปูทางขณะนี้ทุกอย่างวางให้ พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ อาจารย์ไชยันต์ ฉายภาพว่า ถ้าทหารเขาเรียนบทเรียนจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ไม่จำเป็นต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้ ทหารเขาฉลาดขึ้นเยอะ เขาต้องระมัดระวังจากบทเรียน ไม่คิดว่าเขาต้องการอำนาจแต่อาจด้วยเป้าหมายอื่นที่พูดลำบาก ทหารเองก็ลับลวงพราง เมื่อพฤษภาทมิฬเป็นรุ่น จปร.5 มันชัดเจน แต่ทหารตอนนี้ไม่มีรุ่นลำบากเครือข่ายมีแนวดิ่งลงมาเยอะ

“ผมไม่เข้าใจว่าทหารที่เกษียณแล้ว ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ซึ่งคุณไพบูลย์ ก็เหมาะที่จะเป็นนายกฯ มาก ทั้งการทำงาน การพูดจาเป๊ะๆ แต่ประเด็นวันนี้ที่ทหารเหล่านี้บริหารงานได้เพราะเขามีกองทัพ แต่ถ้าถึงเวลาเลือกตั้งแล้วเขากลายเป็นนายกฯ ในเวลานั้น กองทัพก็อยู่ส่วนของกองทัพ ผบ.ทบ.ก็อยู่ในส่วนของเขา สว.ก็ว่าไป วันนั้นที่ทหารเกษียณแล้วขึ้นมาเป็นนายกฯ เกิดบริหารงานประเทศไม่ดี กองทัพเขาก็ไม่ฟัง ผมไม่เข้าใจและคิดว่าเป็นไปไม่ได้ สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยังต้องต่ออายุ ผบ.ทบ.เลย เมื่อเกษียณเท่ากับขาคุณลอยแล้ว แล้วจะไปทำอะไรได้ ไม่เข้าใจจริงๆ”

เมื่อถามว่า จิ๊กซอว์ที่วางตำแหน่งนายกฯ คนนอกในขณะนี้ไม่จำเป็นต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์หรือ อาจารย์ไชยันต์ กล่าวว่า เป็นก็ได้ไม่เป็นก็ได้ แต่ปัญหาคือ หากเป็นทหารที่เกษียณแล้วจะคุมกองทัพได้อย่างไร สมัย พล.อ.เปรม ต่ออายุ ผบ.ทบ. และถามว่า พล.อ.เปรม ถูกทำรัฐประหารกี่ครั้ง ทั้งช่วงวันที่ 1 เม.ย. 2524 และ 9 ก.ย. 2528 เวลานั้นที่ พล.อ.เปรม อยู่ได้คือ กองทัพแตกแยก ทั้งสาย พล.อ.ชวลิต สาย จปร.5 และสายยังเติร์ก ซึ่งต้องอยู่ท่ามกลางความแตกแยกนี้

“แต่การปฏิวัติ 22 พ.ค. 2557 เขาทำให้ทหารไม่แตก เขายังมีเอกภาพไม่ว่าทหารแตงโม ทหารสับปะรด ซึ่งวันนี้คุณเป็น คสช. มีกองทัพ มีอำนาจพิเศษ กฎหมายพิเศษต่างๆ มันดี มันฟังก์ชั่น แต่วันข้างหน้าที่คุณจะไปนักการเมืองสิ่งเหล่านี้ไม่มีเลย ความเป็นเอกภาพของทหารมันคือ หอกข้างแคร่ดีๆ นี่เอง ไม่อย่างนั้นก็ต้องทำให้ทหารแตก”

อาจารย์ไชยันต์ ฉายภาพต่อไปว่า เมื่อถึงเวลาที่กองทัพต้องล่มสลายไปกับนายกรัฐมนตรีที่บริหารไม่ถูกใจประชาชน กองทัพไม่ยอมแน่ ตัวอย่างอเมริกาใต้เมื่อถึงเวลาก็ปฏิวัตินายมันเองทั้งนั้น ไม่ว่าตอนนี้จะวางเด็กตัวเองเข้ามายังไงวันหนึ่งเขาต้องเลือกประโยชน์กองทัพ ไม่ให้กองทัพเสียหาย เช่น ผมเองอยู่จุฬาฯ แล้วถูกแต่งตั้ง ต่อสายมาจากผู้บริหารคนเดิมๆ พอถึงเวลาที่ต้องเลือกรับใช้นาย กับเลือกทำเพื่อจุฬาฯ ที่เกี่ยวข้องกับคนที่อยู่ต่ำกว่าผมลงไปอีกมาก ก็ต้องเลือกที่จะไม่เอานาย ผมรักษาผลประโยชน์จุฬาฯ ก่อน มันเสี่ยงมากและนึกภาพไม่ออก หากทหารเกษียณจะเข้ามา

ในอนาคตประยุทธ์บริหารประเทศไม่ได้ 100%

“สมัยพฤษภาทมิฬ ดูๆ แล้ว พล.อ.สุจินดา ใจแข็งไม่พอ คนข้างๆ ก็ชะเลียจนเละไปหมด ในสมัยนั้นข้อเสียคือประชาชนมีฝ่ายเดียว แต่ตอนนี้รอบนี้ดีอย่างคือ ประชาชนมี 2 ฝ่าย คือหากเสื้อแดงเริ่มเล่นเกมก่อน เสื้อเหลืองก็ไม่สนับสนุน พอเสื้อเหลืองออกมาเสื้อแดงก็ออกมาต้าน ดังนั้นจึงยากที่จะเป็นพวกเดียวกัน และถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จะได้ขึ้นมาเป็นนายกฯ คงจะไม่เหมือนสมัยพฤษภาทมิฬ เพราะคนไม่ได้เซอร์ไพรส์มากแล้ว เพราะ พล.อ.ประยุทธ์เองก็ไม่ได้ปฏิเสธและพูดอยู่ทุกวัน

ถ้าประยุทธ์จะรับตำแหน่งจริงๆ โอกาสการทำงานให้สำเร็จเหมือนขณะนี้เป็นไปไม่ได้ 100% นึกภาพไม่ออก ถ้าตั้งรัฐบาลโดยมีเสียง สว. 250 เสียง สส. 100 กว่าเสียง ถามว่าตั้งรัฐบาลแล้วไม่ต้องให้พวก สส.ที่สนับสนุนมาเป็นรัฐมนตรีอย่างนั้นหรอ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ณ ตอนนั้นมันไม่ใช่ที่จะมีพวกทหารเข้าไปนั่งทุกกระทรวง แค่ สว.คุมเกม ทหารอยู่ข้างนอกแล้วรอเวลาพูดไม่รู้เรื่องแล้วค่อยว่ากันอีกที ดีกว่าสวยกว่า ให้ระบบรันไป แล้ว สว.คุมอยู่ห่างๆ ทั้งนโยบาย ไม่อย่างนั้นจะโหวตล้ม แต่นายกฯ ต้องไม่ใช่ทหาร หาก พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาก็ต้องระวังเป็นหุ่นเชิด”

 

“โลกมอบเเสงแดดให้ฟรี ไม่เอามาใช้ก็ขาดทุน” เอกชัย รัตนะสิทธิ์ เจ้าของรถสามล้อพลังเเสงอาทิตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 สิงหาคม 2559 เวลา 20:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/449180

"โลกมอบเเสงแดดให้ฟรี ไม่เอามาใช้ก็ขาดทุน" เอกชัย รัตนะสิทธิ์ เจ้าของรถสามล้อพลังเเสงอาทิตย์

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ…กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เมื่อเร็วๆนี้ ภาพจักรยานอลูมีเนียมสีแดง ล้อแม็กซ์สีทอง-ดำ ห้องโดยสารโปร่งโล่ง หลังคาโดดเด่นเป็นสง่าด้วยแผงโซล่าเซลล์ พร้อมข้อความโฆษณาถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ช่วงล่างอันแข็งแกร่ง นิ่มนวล สร้างกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์

แม้ไม่ใช่คนแรกที่คิดค้นจักรยานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่า นาทีนี้ชื่อของ “เอกชัย รัตนะสิทธิ์” กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง

ท่ามกลางแสงแดดจ้า ลมพัดตึง ณ ริมท้องทุ่งในต.เทพราช อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ชายหนุ่มไอเดียบรรเจิดพร้อมแล้วที่จะเปิดเผยแนวคิดการสร้างสรรค์รถสามล้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้ทุกคนได้ฟัง

เอกชัย เป็นบัณฑิตจากสาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สนใจเรื่องนวัตกรรมและการพัฒนามาตลอด เคยมีชื่ออยู่ในทีมรองแชมป์รายการแข่งขัน “เอบียูโรบอตคอนเทสต์” การแข่งขันหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทยมาแล้ว หลังเรียนจบเขาเลือกเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานที่บริษัทอุปกรณ์เครื่องเสียงติดรถยนต์มานาน 7 ปี กระทั่งเกิดอารมณ์เบื่อหน่ายไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร ตัดสินใจลาออก นำความรู้ความสามารถที่สะสมมาเปิดธุรกิจของตัวเอง

“ผมเป็นคนชอบประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรม  ทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย บวกกับสนใจเรื่องพลังงานทดแทนมาตลอด ทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ คิดเสมอว่าจะใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ของฟรีไม่เอามาใช้ก็ขาดทุน โลกมอบเเสงแดดให้เราพัฒนาเเล้ว”

ไอเดียของหนุ่มวัย 34 ปี มาลงตัวเหมาะเจาะที่จักรยานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หลังจากเล็งเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จจากต้นทุนซึ่งมีอยู่จำกัด ทั้งยังเชื่อมั่นแรงกล้าว่าจะสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง โดยจักรยานสีแสงคันงามเบื้องหน้าถือเป็นคันที่ 3 ของเขา หลังลองผิดลองถูกจนหมดเงินทุนไปหลายแสน

“คันแรกลงทุนไปแสนกว่าบาท ตั้งใจวิ่งจะด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ 100 % เลือกใช้แผงโซล่าเซลล์รุ่นใหม่ ขนาดบาง เบา กำลังวัตต์สูง ราคา 17,000 บาท ติดตั้งทั้งหมด 3 แผง แต่ด้วยความที่มันบาง ทำให้ไม่สมดุล เสี่ยงต่อการแตกหัก รวมทั้งตัวถังยังไม่สวยงามด้วย

คันที่สอง หมดไปประมาณ 4 หมื่นบาท ต้นทุนลดลงเพราะเลือกใช้แผงโซล่าเซลล์มือสอง มีความหนาและแข็งแรงมากขึ้น แต่ก็พบปัญหาใหม่คือ น้ำหนักเยอะ ทำให้รถเสียการทรงตัว เพราะไม่ได้ติดตั้งโช๊กอัพ เสี่ยงอันตรายมากเวลาทำความเร็ว เลยทดลองแก้ปัญหาด้วยการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ไว้ด้านหลัง แต่ก็ยังไม่ค่อยพอใจ มันดูเชย ไม่คล่องตัว

จนกระทั่งคันที่สาม ผมเกิดไปรู้จักกับสุดยอดฝีมือเข้า เขาเป็นช่างอลูมีเนียมที่เก่งมาก ผมจึงร่างแบบโครงสร้างรถให้เขาทำขึ้นมา ก่อนจะติดตั้งระบบพลังงาน ชุดระบบไฟฟ้าเข้าจนกระทั่งออกมาสวยงาม หมดไปเกือบ 7 หมื่น แต่พอใจมากกว่าทุกคันที่ผ่านมาครับ พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า คันก่อนๆ ล้มเหลวนะ ถ้าไม่มีพวกมันก็ไม่มีคันนี้ อะไรมันไปเพอร์เฟคตั้งแต่คันแรก จริงไหม”

สองคันแรกที่เจ้าตัวพัฒนาขึ้น ได้รับความสนใจากอาจารย์นที ศรีทอง ชมรมพลังงานทดแทน ซื้อไปเป็นตัวอย่างในการเรียนการสอน ในราคาต่ำกว่าทุนที่ 4.5 หมื่นบาท และ 3.5 หมื่นบาท ตามลำดับ ก่อนนำเงินเหล่านั้นมาเป็นทุนในการสร้างคันต่อมา รวมทั้งคันที่ 3 นี้ด้วย

อุปสรรคในการพัฒนาคือ การทดลองให้ระบบทุกอย่างสอดคล้องกัน ทั้งความจุของแบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้า แรงบิดมอเตอร์ที่มีรายละเอียดเรื่องกำลังวัตต์ ซึ่งจำเป็นต้องตั้งโจทย์ให้ชัดและทดลองจนกระทั่งสมบูรณ์

“การผลิตรถจักรยานไฟฟ้าขึ้นมาสักคัน ต้องกำหนดโจทย์ให้ชัด ความเร็วระดับไหน วิ่งได้ไกลเท่าไหร่ งบประมาณมากน้อยแค่ไหน ทำให้เราสามารถกำหนดสเปคมันได้ถูกต้อง ถ้าจะให้วิ่งเร็วก็ต้องใช้มอเตอร์กำลังวัตต์สูง แต่ก็สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้นเช่นกัน หรือหากต้องการแบตเตอรี่ที่มีขนาดความจุมาก ก็ต้องยอมรับกับน้ำหนัก มันเป็นเรื่องทฤษฎีและปฎิบัติประสานกัน มองไม่เห็น บางทีต้องทดลองเพื่อให้ลงตัว”

สำหรับจักรยานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สีแดงสุดฮอตคัน มีสเปคดังนี้

– โครงสร้างหลักเป็นอะลูมิเนียม

– ขนาด กว้าง ยาว สูง : 120 x 240 x 150 cm

– น้ำหนักรถ 125 กก.

– ความเร็วเฉลี่ย 30 กม./ชม.

– ความเร็วสูงสุด 40 กม./ชม.

– กรณีวิ่งที่ความเร็ว คงที่ 20 กม./ชม. รถกินพลังงาน 250W

– กรณีวิ่งที่ความเร็ว คงที่ 28 กม./ชม. รถกินพลังงาน 500W

– กรณีวิ่งด้วยแบตอย่างเดียวจะวิ่งได้ประมาณ 40 กม. (ดูจากการกินพลังงานและความเร็ว เทียบกับขนาดแบตเตอรี่ คิดที่ประสิทธิภาพแบต 60%)

– กรณีใช้ PAS System หรือระบบช่วยปั่นอัจฉริยะด้วยจะไปได้ไกลขึ้น เพราะแรงคนผสมแรงมอเตอร์ ปรับได้ 5 ระดับ

– ส่วนกรณีใช้งานแดดเพียวๆ 100% ไม่ยุ่งกับแบตเลย แผงขนาด 320W กรณีจ่ายได้ 70-80% ของสเปคแผง ก็จะทำให้รถวิ่งได้ ความเร็วประมาณ 20 กม./ชม. ได้เรื่อยๆ เมื่อมีแสงแดด

– กรณีใช้ ระบบช่วยปั่นด้วย + มีพลังงานจากแดด + พลังงานจากแบตด้วย จะทำความเร็วได้มากขึ้น

“การทำงานของรถจักรยานไฟฟ้าคันนี้ คือ นำพลังงานจากเเสงอาทิตย์ ส่งผ่านแผงโซล่าเซลล์ ก่อนนำไปเก็บไว้ที่เเบตเตอรี่ เพื่อแปลงเป็นพลังงานให้กับมอเตอร์ที่ติดตั้งอยู่บริเวณล้อหลัง อย่าเข้าใจผิดว่าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 100 % ในการวิ่ง เพราะหากทำอย่างนั้น ต้องใช้แผงขนาดใหญ่มาก ซึ่งไม่สะดวกเเละไม่สอดคล้องในการติดตั้งกับจักรยาน ทำให้แผงมีขนาดเท่าที่เห็น โดยจ่ายไฟได้สูงสุดที่ 320 วัตต์ และเฉลี่ยที่ 250 วัตต์ พูดง่ายๆว่า ช่วยแบ่งเบาภาระแบตเตอรี่ ไปประมาณ 30-50 % แล้วแต่การทำความเร็ว อย่างไรก็ดี ถ้าแดดแรงจริงๆ แผงโซล่าเซลล์อาจช่วยได้มากกว่า 50 %”

เอกชัย ตั้งเป้าหมายในการพัฒนานวัตกรรมระยะสั้น แบบทุนต่อทุน เขากล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้กระแสที่เกิดขึ้นถูกต่อยอดในเชิงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ เพื่อทำให้รถจักรยานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีราคาถูกลง จนทุกคนสามารถครอบครองและวิ่งให้เกลื่อนเมือง ภายใต้แนวทางที่รัฐบาลเตรียมไว้ให้ต่อไป

แรงบันดาลใจที่เอกชัยมอบไว้ให้แก่คนอื่นๆคือ การริเริ่ม พัฒนาต่อยอด และใช้ทรัพยากรใกล้ตัวให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันมากที่สุด

 

ชมคลิปสัมภาษณ์พิเศษ

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPosttoday%2Fvideos%2F10154594766494835%2F&show_text=0&width=400

สางปัญหางานสอบสวน ปฏิรูปตำรวจต้องเห็นผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2559 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/448566

สางปัญหางานสอบสวน ปฏิรูปตำรวจต้องเห็นผล

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแผนร่างการปฏิรูปตำรวจของเมืองไทยดูเห็นภาพชัดแจ้งมากยิ่งขึ้น เมื่อมีการขยับเดินหน้าตามแผนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะหัวข้อ “การปฏิรูประบบการสอบสวน และการบังคับใช้กฎหมาย” ที่ถูกผลักดันจากหัวหน้าคณะทำงานอย่าง พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) สั่งการให้รถไฟขบวนปฏิรูปสีกากีขบวนนี้เดินหน้าเต็มฝีเท้า

พล.ต.ท.สุวิระ ปูรากเหง้าของปัญหาระบบการสอบสวนที่มีมาในอดีตอย่างน่าสนใจว่า ตำรวจถือเป็นต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม มีความสำคัญมากต่อการอำนวยการยุติธรรมให้ประชาชน และถ้าต้นน้ำที่ทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานทางคดีไม่ดี หรือไม่ครบถ้วน กลางน้ำคืออัยการก็ไม่สามารถส่งฟ้องต่อศาลได้ และท้ายสุดปลายน้ำก็ไม่สามารถลงโทษคนผิดได้ ดังนั้น ต้นน้ำจึงมีความสำคัญและจำต้องเพิ่มศักยภาพการสืบสวนสอบสวนให้มีศักยภาพในขีดสูงสุด

แต่เดิมงานของตำรวจในส่วนพนักงานสอบสวน มีปัญหาและข้อขัดข้องหลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือจำนวนพนักงานสอบสวนมีน้อยกว่าปริมาณงานทำให้งานล้นมือและหลายต่อหลายครั้งที่ต้องทำสำนวนคดีอย่างไม่รอบคอบเพราะกรอบจำกัดทางเวลา โดยรวมทั้งหมดแล้ว 1 คดี ตั้งแต่จับกุมผู้ต้องหาต้องสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 48 ชั่วโมง จากนั้นไปฝากขังต่อศาลได้อีก 6 ผลัด ผลัดละ 12 วัน รวมเป็น 72 วัน เมื่อครบต้องรีบส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาร่างคำฟ้องก่อน 12 วัน สรุปง่ายๆ คือ ตำรวจมีเวลาเพียงแค่ 74 วัน บวกอีก 12 วันเพื่อทำสำนวนคดีให้อัยการส่งฟ้อง

และด้วยกรอบของเวลาที่จำกัดทำให้เกิดความเร่งรีบ ขาดความรอบคอบในการพิจารณาพยานหลักฐาน สอบปากคำพยาน รวมถึงการขอหมายค้นเพื่อหาหลักฐานเพิ่มซึ่งก็ต้องใช้เวลาและให้ความเห็นทางคดีในสำนวน ท้ายสุดผลเสียก็ไปปรากฏในชั้นศาล เพราะสำนวนคดีไม่สามารถสร้างความกระจ่างให้ศาลสิ้นข้อสงสัยในคดีความได้ จึงนำไปสู่การยกประโยชน์ให้กับจำเลย คือ ศาลยกฟ้อง ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

ผลเสียในรูปแบบข้างต้น ยังทำให้บางโรงพักเกิดแตกความสามัคคีระหว่างฝ่ายสอบสวนและฝ่ายสืบสวน แน่นอนว่าฝ่ายสืบสวนมีสิทธิจะคิดได้ว่า คนร้ายหลุดในคดีเพราะพนักงานสอบสวนเสียเวลาเสียแรงลงทุนตามเฝ้าคนร้ายกว่าจะจับกุมได้ พอจับมาให้ก็หลุดคดี

ขวัญกำลังใจก็เป็นส่วนสำคัญที่มีผลกระทบต่องาน เพราะพนักงานสอบสวนมีโอกาสน้อยมากที่จะเติบโตในอาชีพตามตำแหน่งหลักของตำรวจ แต่เรื่องนี้ได้รับการแก้ไขแล้ว โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้เพิ่มตำแหน่งในสายงานสอบสวนให้ ดั่งจะเห็นได้จากตำแหน่งที่เพิ่มขึ้น เช่น สารวัตร รองผู้กำกับการ หรือผู้กำกับการ (สอบสวน) ซึ่งสามารถโอนถ่ายไปยังหัวหน้าสถานีตำรวจได้ด้วย รวมถึงเงินประจำตำแหน่งยังให้คงเดิม ทำให้ขวัญกำลังใจของพนักงานสอบสวนกลับมาอีกครั้ง และมันเป็นผลดีต่องาน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าได้ปฏิรูปไปเรียบร้อยแล้ว

พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

วกกลับไปที่ปัญหาแรกของการอำนวยการยุติธรรม พล.ต.ท.สุวิระ อธิบายว่า การแก้ไขได้สั่งการให้จัดตั้ง “ทีมบูรณาการ” ขึ้นมา เป็นการรวมตำรวจ 5 คนในหนึ่งทีมของแต่ละโรงพัก เพื่อทำคดีอาญาโดยเฉพาะ ในทีมจะประกอบไปด้วย พนักงานสอบสวนหัวหน้าทีม พนักงานสอบสวนประจำทีม ฝ่ายสืบสวน เสมียนประจำวันคดี และผู้ช่วยพนักงานสอบสวน

พล.ต.ท.สุวิระ อธิบายเพิ่มว่า ทั้งหมดจะต้องทำคดีร่วมกัน เพราะเรายึดโยงว่างานสอบสวนและงานสืบสวนไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ รูปแบบดังกล่าวจึงเกิดขึ้น การทำคดีจะสามารถติดตามไปพร้อมๆ กันได้ และประชาชนจะได้รับความยุติธรรมมากที่สุด ปัญหาการวิ่งเต้นคดีจะหายไปหรือลดน้อยลงทันที เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดหรือทุจริตจากคนในทีมเพียงคนเดียว ทุกคนในทีมจะต้องร่วมรับผิดชอบ ส่วนผู้กำกับการ หัวหน้าโรงพักเองก็เช่นกัน หากพบว่าบกพร่องไม่เดินหน้าตามแผนร่วมกัน ก็จะมีสูตรย้ายออกจากพื้นที่ทันทีในเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้กำกับการประจำตามกองบัญชาการ ภูธรจังหวัด เข้าไปบริหารจัดการแทน และในทุกๆ คดีที่ต้องทำงาน จะต้องรายงานให้กับผู้เสียหายทราบในแต่ละวาระด้วย

“ประโยชน์คือฝ่ายสืบสวนก็ทำการสืบและจับกุมร่วมกับฝ่ายสอบสวนอย่างเป็นระบบ การเก็บพยานหลักฐานในคดีครบถ้วน อีกทั้งยังเป็นการถ่วงดุลและตรวจสอบภายในทีมด้วยกันเอง รวมถึงพนักงานสอบสวนก็จะมีผู้ช่วยตามหน้าที่เข้ามาช่วยทำสำนวนคดีด้วย” ผู้ช่วย ผบ.ตร.ย้ำ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนการแจ้งความที่ถือเป็นปัญหาหมักหมมสำหรับประชาชนมานานนั้น บางคนต้องรอนานกว่าจะได้พบตำรวจ หรือพบแล้วก็ไม่ได้ไปตรวจที่เกิดเหตุ หรืออิดออดต่างๆ นานา แต่ขณะนี้รูปแบบเดิมจะต้องไม่มีแล้วตามคำยืนยันของ พล.ต.ท.สุวิระ เพราะหากท้องที่เพิกเฉย ประชาชนสามารถร้องเรียนไปยังหมายเลขสายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นหมายเลขที่รับเรื่องกรณีไม่ได้รับความสะดวกขณะอยู่ที่โรงพัก ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามและหาคำตอบว่า เหตุใดถึงไม่ได้รับความสะดวกให้ ขณะที่โรงพักที่ถูกร้องเรียนก็จะถูกคาดโทษด้วยเช่นกัน

“เพราะนาทีเดียวของประชาชนที่เดือดร้อน มันรอไม่ได้จริงๆ และแผนงานที่บอกเอาไว้ ณ นาทีนี้ ประชาชนได้เห็นกันแล้ว และที่สำคัญคือ ตำรวจด้วยกันเองก็เล็งเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยไม่ต้องให้ใครมาบังคับ เพราะประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน ตำรวจไม่ได้อยากให้ประชาชนมาด่าหรือหมดศรัทธา ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนแปลง”พล.ต.ท.สุวิระ ทิ้งท้าย

 

“ประชามติ” สร้างจุดเปลี่ยน คนแพ้อย่าเสียใจ คนชนะห้ามลำพอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2559 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/448482

"ประชามติ" สร้างจุดเปลี่ยน คนแพ้อย่าเสียใจ คนชนะห้ามลำพอง

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา เท่ากับว่าทิศทางการเมืองนับจากนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่านประเทศอย่างเต็มตัวก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งในปลายปี 2560 หรือต้นปี 2561 ตามที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กำหนดเอาไว้

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการทำประชามติทั้งสองเรื่องนั้นแฝงไว้ด้วยนัยทางการเมือง ซึ่งในมุมมองของ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” อธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้วิเคราะห์ผ่านโพสต์ทูเดย์ ว่า กำลังเป็นสัญญาณจากประชาชนที่ต้องการให้สามฝ่าย ประกอบด้วย คสช. พรรคการเมือง และภาคประชาชน ปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับความคิดของประชาชนที่แสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติ

พอผลการลงประชามติออกมา ผมคิดว่าเราก็ควรจะเรียนรู้จากสิ่งที่ประชาชนคิดจริงๆ เพราะก่อนหน้านี้เราก็คิดจากอุดมการณ์ คิดจากประสบการณ์ คิดจากความมุ่งมั่นอะไรของเรา แต่ทีนี้ประชาชนให้ความเห็นอย่างนี้ออกมา ผมว่าน่าจะต้องเคารพประชาชน และต้องมาคิดให้เป็นบทเรียนในการสอนเรา

“อย่างภาคประชาชนก็บ่น เพลีย ท้อ ผมคิดในใจว่าภาคประชาชนที่คิดไม่เหมือนประชาชนเอาเสียเลยก็ต้องปรับวิธีเหมือนกัน ไม่งั้นจะมาเรียกตัวเองว่าภาคประชาชนต่อไปมันก็แปลก และก็พรรคการเมืองบางพรรคอย่างน้อยก็สองพรรคใหญ่ ก็ต้องคิดว่าตนนำประชาชนไม่ได้

“ประชาชนที่ลงประชามติไม่ได้ลงตามผู้นำพรรค ผู้ใหญ่พรรค อย่างภาคใต้ ประมาณ 80% ลงรับ ในขณะที่ผู้ใหญ่ของพรรครวมทั้งผู้ใหญ่รุ่นอาวุโสมากๆ บอกว่าไม่รับ มันก็เป็นอะไรที่เราควรจะต้องเรียนรู้ หรือทางอีสาน คนอีสานก็ไม่ได้โหวตตามพรรค แม้เสียงออกมาจะไม่รับมากกว่ารับนิดหน่อย แต่หลายจังหวัดก็รับ เช่น อุบลราชธานี นครราชสีมา อำนาจเจริญ ดังนั้นทั้งสองพรรคต้องกลับไปทบทวนว่าประชาชนจริงๆ เขาคิดอย่างไร

“สำหรับนักประชาธิปไตยก็ต้องคิดนะว่าประชาชนดูเหมือนจะยอมรับการทำงานของ คสช.ในรอบสองปี เราอาจจะตีความได้เหมือนกัน น่าจะลองตีความแบบนี้ดูบ้างว่าประชาชนยอมรับระบอบที่มาแทนที่ประชาธิปไตยอย่างน้อยก็ชั่วคราว เพราะว่ามันนำมาซึ่งความสงบสุขและได้สร้างผลงาน

“เราอาจจะดูเหมือนว่าไม่เท่าไหร่ แต่ว่าสำหรับประชาชนทั่วไปอาจจะคิดว่าเขาก็มีผลงาน เศรษฐกิจก็อาจจะดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจโลกมันเป็นอย่างนี้ และเรื่องการเอาที่ดิน ส.ป.ก.คืนมา การเอาชายหาดคืนมาจากพวกผู้มีอิทธิพล ผมก็คิดว่าคนเชียร์นะ แล้วก็การพักงานนักการเมืองท้องถิ่น ผมว่าคนก็เอานะ

“ผมว่าคนเห็นนะว่าเขากล้าทำ เขากล้าที่จะทำให้คนไม่พอใจ อันนี้ก็อาจต้องตีความเหมือนกันว่าผลนี้มันออกมาเท่ากับว่าคนยอมรับสองปีของ คสช.และยอมรับสิ่งที่ คสช.พยายามไปข้างหน้าด้วยโดยผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รวมทั้งผ่านคำถามพ่วงว่าเขาอาจจะอยากเห็นเมืองไทยหลังจากการเลือกตั้งแล้วอีก 5 ปียังไม่แตกออกเป็นฝักฝ่ายสองฝ่ายรบกันอีก ผมก็คิดว่าเราควรเรียนรู้จากผลเหล่านี้”

อาจารย์เอนก ย้ำว่า “ฝ่ายที่แพ้ก็ไม่ควรเสียใจนะ ควรเป็นโอกาสได้เรียนรู้ แต่ใครเรียนรู้และเอาไปปรับได้มากที่สุดถือว่าดี พิจารณาจนถึงขั้นที่ว่าจะปรับอย่างไรให้ทั้งภาคประชาชนปรับตัวให้ได้มากๆ พรรคเพื่อไทยก็ต้องปรับตัวเองให้ได้มากๆ พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องปรับตัวเองให้ได้มากๆ อย่างนี้จะมีแต่เป็นคุณ ไม่ต้องไปเสียใจหรอก

“ฝ่ายที่ชนะก็อย่าไปลำพอง ผมคิดว่าคนไทยยังเอาประชาธิปไตย คนไทยยังต้องการประชาธิปไตย แต่เขาก็ต้องการประชาธิปไตยที่มันสงบด้วย ประชาธิปไตยที่มันซื่อสัตย์สุจริต ประชาธิปไตยที่มันมีเหตุมีผลด้วย เพราะเราอยู่กับความไม่มีเหตุไม่มีผลมาร่วม 10 ปี

“ผมว่าเราควรตีความว่าตอนนี้ประชาชนต้องการให้เราใช้เหตุผล อย่าไปคิดแต่เรื่องแพ้ชนะอย่างเดียว ผมคิดว่าใครที่คิดได้มากที่สุดเท่าไหร่ คนนั้นจะได้ประโยชน์ และจากนี้ไปฝ่ายที่จะค้านรัฐบาลหรือ คสช.ก็ต้องคิดเหมือนกันว่าประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับพวกนี้ดังนั้นคุณต้องปรับตัวเอง”

จากนั้น อาจารย์เอนกวิเคราะห์ให้เห็นถึงเหตุผลที่ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติไว้อย่างน่าสนใจ

“คนอาจจะพอใจกับความสงบ สองปีมานี้มันสงบ คนทำมาหากินได้ และความพลุกพล่าน ชุลมุน วุ่นวายลดลงไปเยอะ ที่ต้องเข้าใจว่าที่เราทำม็อบในสมัยก่อน ธุรกิจสำคัญของประเทศ คือ เกษตรกับอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด แต่เวลาคุณทำม็อบ มันอยู่ในกรุงเทพฯ เวลาคุณทำม็อบตอนนี้ สังคมไทยต้องพึ่งภาคธุรกิจท่องเที่ยวมากที่สุดแล้ว

“เพราะฉะนั้น ความไม่สงบ ความปั่นป่วนทางการเมือง มันเป็นศัตรูกับการท่องเที่ยวมากที่สุดถูกหรือเปล่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในด้านการท่องเที่ยวสูงมาก คุณแค่หยุดสองปีเท่านั้น เห็นหรือไม่ว่าเรตติ้ง
ขึ้นเลย กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คนมามากที่สุดในโลก และอาหารไทยก็ติดอันดับโลก เมืองที่คนทั้งโลกอยากจะมานอกจากกรุงเทพฯ แล้ว ก็มีพัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่”

เป็นไปได้หรือที่ผลประชามติออกมาแบบนี้ เพราะพรรคการเมืองไม่ได้มีโอกาสไปอธิบายกับสมาชิกพรรค เพราะถูกควบคุมอยู่? อาจารย์เอนก ตอบว่า “มันก็เป็นไปได้ มันก็คงมีผล แต่ผลที่ออกมามันก็ไม่ได้ชนะหวุดหวิดใช่หรือไม่ มันชนะเยอะเหลือเกิน และทางฝ่ายทหารก็ไม่ใช่ว่าไปอธิบายอะไรได้มากมายนะ สิ่งที่ผมพิศวง คือ คนที่ไปรับก็ไม่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญ อ่านไม่จบ คนที่ไปไม่รับก็ไม่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญ อ่านไม่จบ ร่างรัฐธรรมนูญจะเริ่มมีคนอ่านจริงจังนับตั้งแต่วันที่ผ่านประชามติ จะมีคนไปอ่านแล้วคราวนี้

ผมคิดว่าทหารก็คาดไม่ถึงกับผลที่ออกมาเหมือนกัน คนไทยเราคิดอย่างไร ฝ่ายนักประชาธิปไตยต้องคิดว่าถ้าจะสถาปนาประชาธิปไตยในประเทศไทย ต้องทำงานหนักกว่านี้ ต้องทำงานดีกว่านี้ ต้องทำงานเที่ยงธรรมกว่านี้ และฝ่ายประชาธิปไตยต้องมาช่วยกันคิดว่าจะเอาบ้านเมืองให้อยู่รอดอย่างไร ไม่ใช่มาคิดแข่งกันอยู่นั่นแหละ ต้องคิดในแง่ที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยมีวิสัยทัศน์อย่างไร เรื่องจะพาประเทศไทยให้ไปสู่ความรุ่งเรือง ไพบูลย์ และสันติสุข และพรรคต้องพร้อมที่จะเปลี่ยน

“อย่างที่ผมเคยพูดกับบางที่ไปแล้วว่าอย่ามัวแต่คุยในหมู่พวกเดียวกันมากไป ถ้าคุยกับหมู่พวกเดียวกันมากไป ก็จะอธิบายทิศทางการลงประชามติครั้งนี้ในแบบที่ไม่ต้องปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไร ก็อยู่กันต่อไป มันมีวิธีคิดได้ทั้งนั้น ยิ่งคุยกับพวกกันเองเนี่ย อ้าวมันโกง มันบังคับ มันไม่เปิดให้คนอื่นได้พูด เพราะฉะนั้นไอ้ที่คิดแบบเดิมของเราถูกเสมอ มันก็คิดต่อไปได้”

ภายหลังวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติแล้ว อาจารย์เอนก ยังมีมุมมองต่อ คสช.เกี่ยวกับการทำงานในอนาคต โดยสิ่งที่จะทำให้ทหารได้รับการยอมรับมากขึ้น คือ การปฏิรูปประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรม

อย่างที่ผมย้ำ คสช.ต้องไม่ลำพอง ไม่เย่อหยิ่ง และต้องคิดว่าที่ได้คะแนนเสียงมาเพราะทำงานหลายอย่างดี ก็ต้องพยายามทำให้ดีต่อไป 5 ปี มันสงบตามรัฐธรรมนูญ แต่โดยพฤติกรรมมันอยู่ที่ว่าคุณทำดีหรือเปล่า ถ้าคุณทำไม่ดี ไม่มีหลักประกันว่าจะอยู่ได้ 5 ปี อาจออกมาอีกก็ได้ ถูกหรือเปล่า

“ตรงนี้มันก็เป็นความน่าพิศวงของสังคมไทย ไม่เคยเบื่อหน่ายที่จะออกมาเดินตามท้องถนน โอกาสที่จะออกมามันก็ไม่ง่าย แต่มันก็มี พูดถึงตอน 14 ตุลา มันยิ่งเป็นไปได้น้อยกว่านี้เยอะที่คนจะมาเดินท้องถนน ยังมากันเลย ตอนนี้มันก็ยังมาได้อีก ถ้าคุณคิดแต่เรื่องของทหารด้วยกัน ตอบแทน ตบรางวัลกัน ให้บำเหน็จกันด้วยการเอามาเป็นรัฐมนตรี มาเป็น สว.มากๆ เหมือนกับยุคจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม ก็อย่าประมาท มันอาจจะเกิดอะไรที่คนไม่พอใจขึ้นมาได้

“สิ่งที่ทหารควรทำช่วงนี้ คือ พยายามปฏิรูปอะไรมากขึ้น ก็จะทำให้การยอมรับที่มีต่อ 5 ปีหลังเลือกตั้ง คนก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นว่ามันจะเป็นความสามัคคีเพื่อทำให้ประเทศเกิดการปฏิรูป ถ้าแก้ไขปัญหาเรื่องสันติไปแล้ว แต่ถ้าไม่นำไปสู่ความถูกต้อง อีกสักพักคนก็ไม่พอใจ

“ช่วงเวลาที่เหลือควรทำให้คนมั่นใจว่าที่หย่อนบัตรไปให้และมอบฉันทานุมัติไปให้ว่าคุณจะสามารถจัดการกับบ้านเมืองได้ไปอีก 5 ปี คุณมีแนวโน้มว่าจะพาบ้านเมืองไปในทางที่ดีขึ้น เราก็จะรู้สึกว่าที่ให้ฉันทามติไป มันถูกต้องแล้ว คุณก็ควรตอบแทนบุญคุณของประชาชน ผมเรียกว่านี่เป็นของขวัญชิ้นใหญ่ที่ประชาชนให้ ให้คุณมีสิทธิไปจัดการกับบ้านเมืองอีก 5 ปี และรับรองด้วยว่าที่คุณทำมา 2 ปี คนเห็นด้วย

“ปกติคณะรัฐประหารจะได้รับการลบล้างความผิดด้วยกฎหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เที่ยวนี้ไม่ใช่ได้แค่นั้น ยังได้จากประชามติเที่ยวนี้ด้วย ซึ่งสามารถตีความได้ว่าประชาชนให้ความเห็นชอบและยังให้ฉันทานุมัติต่ออีก 5 ปีด้วย เพราะฉะนั้น คุณควรนึกถึงบุญคุณของประชาชน ตอบแทนด้วยการทำเรื่องปฏิรูปให้ดี อะไรที่ควรจะต้องปฏิรูปต้องกล้าๆ ปฏิรูป” อาจารย์เอนก ระบุ

ทหารอยู่ต่อได้…แต่ไม่ใช่ตลอดกาล

นอกเหนือไปจากการวิเคราะห์ผลประชามติแล้ว อาจารย์เอนก แสดงทัศนะถึงทิศทางของการเมืองในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล รวมไปถึงโอกาสในการเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งของ พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ปี 2550 พรรคเพื่อไทยประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมามีการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งขาด ถ้าดูสถานการณ์ทางการเมืองเวลานี้จะมีโอกาสกลับไปเป็นแบบนั้นได้หรือไม่? อาจารย์เอนก มองว่า “ก็มีนะ ทุกอย่างเราไปบอกร้อยคงไม่ได้หรอก แต่ว่ามันไม่เหมือนตอนปี 2550 เพราะว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ออกมาก็เลือกตั้ง ใครชนะก็ได้เป็นรัฐบาล แต่ตอนนี้มีคำถามพ่วง มันทำให้โอกาสที่จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมมันไม่ได้อย่างน้อยก็ 5 ปีใช่หรือเปล่า

“เพราะฉะนั้น อย่างที่ผมเคยพูดไปในบางที่ไปแล้วว่าคุณประยุทธ์เป็นผู้นำที่เราไม่เคยมีคนแบบนี้มานานมากแล้ว คือ เป็นผู้นำที่พร้อมจะขัดใจคน และไม่ยอมที่จะให้ประเทศไทยอยู่ในวังวนอีกแล้ว ทั้งเข็น ทั้งดึง ทั้งผลัก ไปในทางที่เห็นว่าใช่ ผิดหรือถูก ใช่หรือไม่ใช่ ประวัติศาสตร์เท่านั้นที่จะบอกได้ อนาคตเท่านั้นที่จะบอกได้ แต่ว่าอย่างน้อยที่สุดก็คือคุณจะอยู่ในแบบเดิมไม่ได้ ผมว่าผู้นำบางทีก็ต้องมีลักษณะแบบนี้”

พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกฯ ต่อก็ได้ใช่หรือไม่? อาจารย์เอนก ตอบว่า “ถ้าตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ คำถามก็ได้ทั้งนั้น แต่อย่ารีบไปบอกว่าจะเป็นต่อ เพราะคนไทยขี้หมั่นไส้ อย่าไปพูด”

การมีคำถามพ่วงเข้ามาจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลและการเปลี่ยนผ่านอะไรหรือไม่? อาจารย์เอนก ระบุว่า “มันก็มีผลอยู่แล้ว เพราะต้องให้ทั้ง สส.และ สว.มาให้ความเห็นชอบเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีใช่ไหม โอกาสที่พรรคที่มีเสียงข้างมากจะไม่ได้เป็นรัฐบาลมันก็มีอยู่ โอกาสที่ทั้งสองพรรคจะร่วมตั้งรัฐบาลกับทหารมันก็มีอยู่ อย่าไปคิดว่าไม่ได้ ถ้าคุณคิดถึงเสียงของประชาชนที่ลงมติทั้งรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งเห็นด้วยกับคำถามพ่วงหรือเปล่า

“คุณก็ต้องคิดเหมือนกันว่าประชาชนต้องการอะไร อาจจะตีความได้ความว่าประชาชนต้องการให้มาร่วมกัน ร่วมกับฝ่ายที่ไม่ใช่การเมืองก็ได้ มันตีความได้มากขึ้นเยอะนะ โดยเฉพาะคำถามพ่วงทำให้เกิดความแตกต่างไปเยอะ คำถามพ่วงมีคนรับเกือบ 60% เหมือนกันคิดดูสิ

“เราจะใช้อารมณ์แบบ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 ก็คงไม่ได้ เพราะประชาชนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นะ เราคุ้นเคยกับประชาชนแบบหนึ่ง แต่เวลามันก็ผ่านมาเยอะแล้ว ที่แล้วมาเราได้แต่เดากัน แต่เที่ยวนี้มันใช้การโหวตและประชาชนออกมาให้ความเห็นแบบนี้ ดังนั้นถ้าคิดแบบถ่อมตัวนะ เราต้องพยายามเรียนรู้จากผลการโหวตครั้งนี้ให้มากที่สุด แต่ถ้ายังคิดว่าประชาชนถูกหลอกอยู่ มันก็คิดได้นะ แต่คิดอย่างนี้มันไม่ทำให้ก้าวหน้า”

คำว่าสืบทอดอำนาจกำลังมีความหมายที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตหรือไม่ จากเดิมที่มองว่าสืบทอดผ่านตำแหน่งนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง? อาจารย์เอนก ตอบในเชิงหลักการว่า “ผมคิดว่าบทบาทอำนาจของทหารไทย มันเป็นอำนาจในยามพิเศษ ไม่ใช่อำนาจตลอดกาล ถ้าคุณพยายามที่จะเป็นอำนาจปกติ มันก็อยู่ไม่ได้ จอมพลถนอมเป็นมา 10 ปี ก็อยู่ไม่ได้

“ส่วน พล.อ.เปรม ก็ไม่ได้ทำแบบทหารเท่าไหร่นะ พูดแบบให้ความเป็นธรรมนะ ก็เอาพรรคการเมืองเข้ามาทำงานด้วย และใช้นักวิชาการเยอะ รัฐบาลของ พล.อ.เปรม มีทหารหนึ่งในสี่ ถ้าคุณประยุทธ์หรือคนคล้ายคุณประยุทธ์จะมาเป็นผู้นำต่อไป ก็ต้องคิดถึงความสนับสนุนของประชาชนให้มาก”

“แพ้-ชนะ”ไม่เด็ดขาด ปรองดอง เกิดลำบาก

“การสร้างความปรองดอง” เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” อดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ให้แง่คิดที่น่าฟังและชวนให้คิดตามเป็นอย่างยิ่ง

อาจารย์เอนก เริ่มต้นว่า “ความปรองดองเป็นสิ่งสำคัญเสมอ ให้ผมพูดที่ไหน เมื่อไร ผมก็ต้องพูดอย่างนี้ เพราะผมศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย 83-84 ปี มันเต็มไปด้วยเรื่องความขัดแย้งและการปรองดอง มาถึงเวลานี้ มันก็ปรองดองได้นะ เพราะทั้งสองฝ่ายรับรู้แล้วว่าไม่มีใครรอดไปได้”

“ถ้าดำเนินคดีไปเรื่อยๆ ไม่ติดคุก ก็ล้มละลาย ไม่มีใครรอด เราไม่พูด 100% อาจจะมีบ้าง แต่ไม่มากนัก ดังนั้นจะต้องปรองดองกัน แต่อาจจะต้องมาพร้อมกับการปรับตัวของทุกๆ ฝ่ายให้มาก เพื่อจะเป็นเงื่อนไขที่จะให้นิรโทษกรรม ต้องไม่ใช่ให้ฟรี ต้องมีอะไรแลก ซึ่งอันนี้เราก็ไม่รู้นะ เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันต่อไป”

“คุณดูสิ คุณจะเห็นคนติดคุกมากขึ้นเรื่อยๆ นะ คดีอะไรต่ออะไรซึ่งเราไม่เคยคิดว่าต้องติดคุกก็เริ่มเห็น นักการเมืองก็โดนหนักเข้าไปเรื่อยๆ นะ”

ทั้งนี้ ในความคิดเห็นส่วนตัวของอาจารย์เอนก ยังไม่สามารถระบุว่าการปรองดองจะสามารถเริ่มได้เมื่อไร เพราะเข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะรับไปดำเนินการเอง แต่ประเด็นหนึ่งที่อาจารย์เอนกวิเคราะห์ได้น่าสนใจ คือ ปัญหาที่ทำให้การปรองดองยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้

“แต่ละฝ่ายต่างมีความรู้สึกอะไรกันอยู่ ฝ่ายหนึ่งมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม อีกฝ่ายก็มีความเห็นว่าคุณทำผิดมาก
เกินกว่าจะได้รับนิรโทษกรรมแล้ว คุณต้องถูกลงโทษ และอีกอย่างที่เรานิรโทษกรรมกันมาได้ตลอด เพราะมันมีผู้ชนะ ก็นิรโทษกรรมให้กับผู้แพ้ แต่ตอนนี้มันยังไม่มีผู้แพ้ผู้ชนะ ถ้านิรโทษกรรมแบบนี้ได้มันจะเป็นแบบแรกๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย คือ ไม่มีผู้แพ้ ไม่มีผู้ชนะ ก็มีการปรองดองโดยการให้อภัยหรือนิรโทษกรรมได้ แต่มันไม่ง่าย”

การที่สองฝ่ายยังสาดโคลนใส่กันเป็นอุปสรรคที่ทำให้การปรองดองยังไม่เกิดขึ้นหรือไม่? อาจารย์เอนก ระบุว่า “ก็ต้องปรับ ไม่รู้ว่าจะปรับได้หรือเปล่า อย่างมาเลเซียขัดแย้งเรื่องชาติพันธุ์จนเกิดจลาจลก่อนหน้านี้ จากนั้นก็มีกฎหมายห้ามเอาเรื่องเชื้อชาติมาพูดในที่สาธารณะเลย ถ้าใครพูดก็ถูกจับ มันก็ทำให้ความดุเดือดลดลง ทีนี้ของเราก็อาจต้องทำคล้ายๆ กับที่อยู่ในยุค คสช. แต่เป็นการทำตามกฎหมาย ไม่ให้คุณพูดอะไรบางอย่างที่เป็นการสาดโคลนกัน เพื่อให้การสาดโคลนเบาลงหน่อย เช่น การตัดสินคดีให้เร็วขึ้นหรือไม่รอลงอาญา เป็นต้น ก็อาจช่วยได้บ้าง”

“กฎหมายของเราอิงตามหลักเสรีนิยมแบบฝรั่ง ทีนี้ฝรั่งด่ากันแต่ไม่โกรธกัน และมันแยกเนื้อหาที่พูดกับคนพูด แต่ของเรายังไปไม่ถึงขั้นนั้นเพราะมันมีความเคืองใช่ไหม”

“ผมยังไม่มีความคิดที่ชัดเจนนะ ผมคิดว่าเราไม่เอาเผด็จการแน่ๆ นะ คนไทยไม่เอาแน่ๆ ผมก็ไม่เอาแน่ๆ แต่ประชาธิปไตยแบบไหนที่มันพอดีพอเหมาะสอดคล้องกับนิสัยคนไทย เรื่องนี้ต้องคิด อย่าไปสรุปเร็วว่าเรารู้แล้ว ถ้า 5 ปีจากนี้คิดเรื่องนี้ไปด้วยได้ก็ยิ่งดี ใครมาเป็นผู้นำช่วงนั้นก็จะได้ชื่อว่ารัฐบุรุษที่คิดได้”

“ตอนสมัยป๋า (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ) เป็นนายกฯ ก็ค่อนข้างสงบนะ เพราะฝ่ายค้านจริงๆ ก็เหลือน้อย ท่านก็ให้พูดอะไร ไม่ใช่ไม่ให้พูด แต่ก็มีวิธีการในการทำงานที่จะทำให้ทุกอย่างสงบ เช่น ท่านเป็นคนพูดน้อย ไม่ต่อความยาว สาวความยืด คุณอานันท์ก็พูดน้อยนะ ไม่ได้พูดมาก”

สุดท้าย เมื่อขอให้อาจารย์เอนกวิเคราะห์ว่าสังคมไทยจะได้หรือเสียอะไรหลังจากการประชามติ  ก็ได้คำตอบมาว่า ไม่อยากให้รีบสรุป เพราะเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่ทุกฝ่ายต้องเร่งปรับตัว

“ตอนนี้ก็ยังไม่อยากสรุป เพราะต้องดูกันต่อไป แต่ที่รู้แน่ๆ คือ ทุกฝ่ายต้องปรับเปลี่ยน เพราะจะอยู่แบบเดิมไม่ได้ เราก็อย่ารีบสรุปเร็วเกินไป เพราะอาจจะผิดอีกก็ได้ อย่าเพิ่งเอาความเคยชินเก่าๆ มาคิดมาพูดมากนัก อย่าคุยในหมู่กันเองมากนัก ต้องไปฟังคนอื่นดูบ้าง”

“สังคมไทยเปลี่ยนเร็ว การเมืองไทยเปลี่ยนไปเยอะ แต่คนทั่วไปมักคิดว่าคนไทย การเมืองไทยไม่เปลี่ยน มองในแง่หนึ่งมันก็ใช่ แต่มองในหลายแง่ๆ ฐานของการเมืองมันเปลี่ยนไปหมด ตอนผมเป็นเด็กๆ ฐานการเมือง คือ พลเรือนสู้กับทหารเท่านั้น ไม่มีคำว่าชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง”

“แต่พอมาถึง 14 ตุลาฯ เราก็มีฐานทางสังคมเข้ามากับการเมืองแล้ว คือ มีพลังนักศึกษา แต่ว่าตอนนั้นศัพท์คำว่าชนชั้นกลางยังไม่เกิดเลย มีแต่เรื่องสามประสาน กรรมกร ชาวนา นักศึกษา พอมาปี 2535 ก็มีชนชั้นกลางเกิดขึ้น เถียงกันอยู่พักใหญ่ว่ามีจริงหรือเปล่า ในที่สุดก็มีจริง พอมาปี 2549 ปี 2550 เราก็เห็นคนชั้นล่างที่ไม่ใช่แค่โหวตเท่านั้นแต่ออกมาเดินขบวนด้วย มาผลักดัน มาปกป้องรัฐบาลของตัวเอง มากดดันอีกฝ่ายที่ไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร”

“ค่อนข้างจะครบถ้วนหมดแล้วเหมือนสังคมที่มันพัฒนาเศรษฐกิจหมด มันมีฐานทางสังคมมาเกี่ยวกับการเมืองหมดแล้ว เมืองไทยจะปกครองกันอย่างไรต่อไป รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็แอดวานซ์มาจนถึงขั้นให้ออกเสียงประชามติแล้ว คำถามเรื่องร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ตื่นเต้นเท่าไร แต่คำถามพ่วง มาถามเลยว่าจะให้ สว.มาเลือกนายกฯ ได้หรือไม่ แล้วคนไทยก็รับเยอะเสียด้วย ดังนั้นเราต้องเรียนรู้จากประชาชนนะ อย่าไปนำประชาชน อย่าไปรู้แทนประชาชนอยู่เรื่อย”

“พวกเรามันเติบโตในยุคอีกแบบหนึ่งใช่ไหม แต่ประชาชนตอนนี้ไม่เหมือนตอนที่เราเติบโตแล้ว เปลี่ยนไปเยอะ”แง่คิดจากอาจารย์เอนก

 

หญิงแกร่งแห่งยาสูบ “ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2559 เวลา 19:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/447903

หญิงแกร่งแห่งยาสูบ "ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์"

โดย…กนกวรรณ บุญประเสริฐ

การก้าวข้ามเข้ามาเป็นรักษาการผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ ภายใต้คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ของ ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายว่า เพราะอะไร คสช.ถึงแต่งตั้งผู้หญิงคนนี้ ที่กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งในประวัติศาสตร์กว่า 76 ปีของโรงงานยาสูบ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจสีเทา แต่หารายได้นำส่งเข้าคลังเป็นอันดับต้นๆ ทุกปี ราว 6 หมื่นล้านบาท

การดำเนินธุรกิจโรงงานยาสูบไม่สามารถทำได้ง่ายๆ เพราะไม่สามารถเปิดตัวได้เหมือนองค์กรอื่น เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องการประชาสัมพันธ์ ทำให้โรงงานยาสูบมีลักษณะคล้ายดินแดนสนธยา

ในเมื่อระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน หลังจากรั้งตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการยาสูบ 1 ปี ผลจากความตั้งใจและการเรียนรู้เรื่องธุรกิจของยาสูบอย่างลงลึกถึงแก่น และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ทำให้ดาวน้อยได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการโรงงานยาสูบอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลัง เมื่อเดือน ต.ค. 2558 ด้วยผลงานชิ้นโบแดง คือสามารถเดินหน้าแผนการย้ายโรงงานยาสูบได้สำเร็จ จากที่มีคนทำค้างเอาไว้แต่ไม่สำเร็จเป็นเวลานานถึง 24 ปี เนื่องจากมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์มากมายจากการย้ายโรงงาน

แต่ “ดาวน้อย” สามารถย้ายโรงงานยาสูบไปอยู่ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ได้โดยประหยัดเงินของรัฐไปหลายร้อยล้านบาท โรงงานใหม่นี้เรียกว่าโรงงานยาสูบ 6 คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2562 ตามกำหนด

ระหว่างนี้โรงงานยาสูบก็เตรียมส่งมอบพื้นที่โรงงานยาสูบคลองเตย ที่ได้น้อมเกล้าฯ ถวายพื้นที่แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อก่อสร้างสวนป่า “เบญจกิติ” ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการส่วนที่ 2 ในระยะที่ 1 บนเนื้อที่ 61 ไร่ เพื่อเป็นสวนป่าขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ซึ่งจะแล้วเสร็จทันเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา วันที่ 12 ส.ค. 2559

ดาวน้อย กล่าวว่า การย้ายโครงการที่ต้องจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ผลิตบุหรี่ใหม่ ก็ได้เสนอปรับแผนการจัดหาเครื่องจักรใหม่ เพราะแผนเดิมทำมา 10-20 ปี ยังไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้เรื่องอะไรที่ไม่รู้ก็ต้องศึกษาหาผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำเดินทางไปดูโรงงานยาสูบในต่างประเทศเพื่อให้เห็นของจริง และมีการเชิญบริษัทที่จะเสนอขายเครื่องจักรมาตั้งโต๊ะคุยกันทีละบริษัท โดยมีคณะกรรมการยาสูบ 1 คน และทหาร รวมถึงผู้เชี่ยวชาญมานั่งฟังเป็นพยานด้วยทุกราย จนทราบว่าที่ผ่านมามีการใช้เทคนิคมากมายในการประมูลจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส ทั้งการจ่ายเงินใต้โต๊ะ การเขียนสัญญาให้บริษัทพวกเดียวกันได้ไป มีการใช้สัญญาแบบเทิร์นคีย์เพื่อเหมาประมูลโครงการคนเดียวหมด มีการเปิดบัญชีเพื่อรับโอนเงิน โดยต้องผ่านคนที่ 1, 2 และ 3 ในที่สุดก็ไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จ

เมื่อรู้ว่าการทำโครงการนี้มีจุดอะไรที่ต้องโฟกัส และจุดอะไรที่ต้องระมัดระวัง ก็นำไปสู่การร่างสัญญา โดยได้ใช้วิธีการแยกสัญญาออกเป็น 6 สัญญา และได้นำเรื่องข้อตกลงคุณธรรมมาใช้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และจากงบประมาณที่ตั้งไว้ 7,514 ล้านบาท สามารถประหยัดไปได้ถึง 2,833 ล้านบาท หรือต่ำกว่างบประมาณเดิม 28.86% ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่ประหยัดงบได้มหาศาล

“โครงการนี้กลายเป็นรัฐวิสาหกิจต้นแบบของการทำเรื่องข้อตกลงคุณธรรม ที่กรมบัญชีกลางเอาไปใช้เป็นตัวอย่างให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจศึกษา และล่าสุดทางองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประเทศไทย ได้เตรียมเสนอชื่อโรงงานยาสูบเพื่อรับรางวัลระดับภูมิภาค ในฐานะที่เป็นองค์กรต้นแบบการซื้อเครื่องจักรด้วยข้อตกลงคุณธรรม ที่ประสบความสำเร็จเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรก ที่มีราคาถูกกว่าเป้าหมาย เพราะปกติรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่เวลาเปิดประมูลงบที่ตั้งไว้มักจะไม่พอ” ดาวน้อย กล่าว

ขณะที่เรื่องรายได้ที่เพิ่มขึ้น มาจากการลดต้นทุน เช่น เรื่องงบส่งเสริมการตลาด ที่ทุกปีตั้งงบไว้เท่าไรไม่เคยพอ แต่ปีที่ผ่านมาตั้งไว้ 600 ล้านบาท แต่ใช้จ่ายเพียงแค่ 300 ล้านบาท มีการส่งเสริมการปลูกใบยาที่มีคุณภาพดีเพื่อลดการนำเข้าปีหนึ่งประหยัดเงินได้เป็นพันล้านบาท การลดงบจัดซื้อจัดจ้าง เช่น เครื่องจักรต่างๆ ที่ยังใช้ได้ หรือยังไม่เคยได้ใช้ประโยชน์ ก็ให้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยประยุกต์เครื่องเอามาใช้ใหม่ ทำให้ปีนี้น่าจะเป็นปีที่โรงงานยาสูบนำส่งรายได้มากที่สุดถึง 8,000 ล้านบาท

“พนักงานและสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งนั้น ใช้พื้นฐานความเข้าใจก่อน ไม่หักหาญน้ำใจ มองหาแต่สิ่งดีๆ ของเขา และค่อยเบนหรือขยับการทำงานให้ได้ตามกรอบที่ตั้งเป้าหมายไว้ จนในที่สุดพนักงานรับรู้แล้วว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ส่งผลกระทบด้านลบต่อชีวิตของเขา แต่ในมุมกลับกัน การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดต้นทุนได้ ทำให้โรงงานยาสูบสามารถขอกันงบประมาณส่วนนี้คืนกลับมาทำเรื่องสวัสดิการ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้พนักงาน และมีเงินโบนัสในปีที่ผ่านมาถึง 7 เดือน” ผู้อำนวยการยาสูบ กล่าว

สำหรับเรื่องการย้ายไปโรงงานแห่งใหม่ เปิดทางเลือกให้ 3-4 แนวทาง เช่น ให้ห้องพัก 1 คน/1 ห้อง เพื่อให้ย้ายครอบครัวไปอยู่ได้ มีสวัสดิการให้เงินกู้แบบไม่มีดอกเบี้ยแก่พนักงานที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ใครที่ไปไม่ได้จริงๆ ให้ทำงานอยู่กรุงเทพฯ หรือใครต้องการย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม สามารถขอย้ายตำแหน่งไปยังสำนักงานยาสูบทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ สำนักงานยาสูบที่เชียงใหม่ เชียงราย สุโขทัย แพร่ บ้านไผ่ เพชรบูรณ์ นครพนม และหนองคาย สุดท้ายทำได้โดยที่ไม่มีกระแสต่อต้าน ทำให้วันนี้ดาวน้อยเป็นที่ยอมรับของพนักงานและมีผลงานในเชิงประจักษ์แทบทุกด้านตามที่กระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายไว้

ดาวน้อย กล่าวว่า ภารกิจต่อไปคือ การปรับปรุงสำนักงานยาสูบที่เชียงราย ที่มีพื้นที่ราว 500-600 ไร่ เป็นศูนย์เพื่อเรียนรู้และพัฒนาด้านใบยา เกษตรเชิงนิเวศ เนื่องจากที่แห่งนี้ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบที่โรงงานยาสูบได้ทำเรื่องการพัฒนาคุณภาพดินมานานกว่า 40 ปี เพื่อรองรับการปลูกใบยาคุณภาพดี ล่าสุดโรงงานยาสูบสามารถผลิตใบยาคุณภาพดี จากที่เคยนำเข้า 30% ได้ลดลงเหลือ 22% ประหยัดงบค่าซื้อใบยาได้อีกปีละกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งที่ดินที่เชียงรายแห่งนี้มีอายุพอๆ กับโรงงานยาสูบคือ 71 ปี มีคนราว 230 ครอบครัวที่อยู่กันมาแบบรุ่นต่อรุ่น

ที่สำคัญโรงงานยาสูบต้องการนำพื้นที่แห่งนี้มาใช้สำหรับงานวิจัยพืชตัวใหม่ที่จะนำมาใช้ในอุตสาหกรรมบุหรี่ เรียกว่า “กัญชง” หรือ “Hemp” (เฮมพ์) ซึ่งจะมีการเสนอเข้า ครม.ในเดือน ส.ค.นี้ ให้สามารถปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ สร้างรายได้มากกว่าการปลูกใบยา 2-3 เท่าตัว และสิ่งที่ต้องเร่งทำความเข้าใจคือ กัญชงเป็นพืชตระกูลเดียวกับกัญชา แต่เป็นพืชคนละสปีชีส์ มีปริมาณสารเสพติดที่ไม่เป็นอันตราย เคยมีการประมาณกันว่าเราต้องกินกัญชงถึง 1 ตัน ถึงจะออกฤทธิ์เท่ากัญชา

ขณะนี้โรงงานยาสูบร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทำแผนธุรกิจเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกัญชง ที่มีประโยชน์ตั้งแต่ เปลือก ใบ ลำต้น เมล็ด นำไปแปรรูปได้มากกว่า 10 อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนรถยนต์พลาสติก อิฐก่อสร้าง ฉนวนกันความร้อนสำหรับบ้าน กระดาษ สีเคลือบ ขัดมัน สีทาไม้ สามารถนำมาทอเป็นเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่มีจุดเด่นคือราไม่ขึ้น

ที่สำคัญสารสกัดจากกัญชงมีการศึกษาว่าสามารถนำมารักษาโรคมะเร็ง มีสารบรรเทาอาการทางประสาท มีการศึกษากับผู้ป่วยที่เป็นโรคพาร์กินสัน สารเหล่านี้เริ่มเป็นที่ยอมรับในการรักษาผู้ป่วยในประเทศอิตาลี แคนาดาบ้างแล้ว

ทั้งนี้ โรงงานยาสูบจะจัดพื้นที่สำนักงานที่เชียงรายเอามาทำแปลงต้นแบบ คือจะปลูกใบยาสูบสลับกับปอเทือง ที่เป็นวัชพืช และกัญชง โดยมีทีมนักวิชาการทางการเกษตรเข้ามาช่วยพัฒนาเรื่องนี้ หากสามารถปลูกได้อย่างที่วางแผนไว้ จะสามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่ปลูกใบยาเพิ่มจากไร่ละ 1.2-2 หมื่นบาท เป็นไร่ละ 5-7 หมื่นบาททีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีประโยชน์มากมายทางด้านเศรษฐกิจ

ชีวิตถูกลิขิตเพื่อชาติ

คงมีไม่กี่คนที่จะมีชีวิตเหมือนถูกกำหนดมาให้ทำเพื่อชาติ ชีวิตของ ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ เหมือนจะถูกขีดมาให้ทำเพื่อสิ่งนี้

กว่าจะเป็นดาวน้อยเหมือนในวันนี้ ย้อนไปช่วงวัยรุ่นเธอคือนักกีฬาบาสเกตบอลหญิงทีมชาติไทย และเล่นให้กับทีมชาตินานถึง 16 ปี จากนั้นก็ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นโค้ชทีมชาติหญิงอีก 15 ปี รวมเวลาที่รับใช้ชาติในวงการบาสเกตบอลนานกว่า 30 ปี มีส่วนร่วมกับกีฬาซีเกมส์ 7 สมัย ได้แชมป์ในฐานะผู้เล่นหนึ่งครั้ง ก่อนจะมาได้แชมป์ในฐานะโค้ชอีก 4 สมัย ทำให้ในวงการกีฬาไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “โค้ชดาวน้อย”

ชีวิตช่วงที่เป็นนักกีฬาและโค้ชนี้ทำให้ดาวน้อยได้เรียนรู้เรื่องการเล่นเป็นทีม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การมีสปิริต การเป็นนักสู้ และรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้ใส่เสื้อติดธงชาติไทยลงสนามแข่ง เหมือนได้รับใช้ชาติอีกรูปแบบหนึ่งด้วย

ระหว่างที่เล่นกีฬาเป็นอาชีพเสริม อาชีพหลักของดาวน้อยเป็นสาวแบงก์ ทำงานอยู่ที่ธนาคารนครหลวงไทย ในตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายพัฒนาบุคลากร รับผิดชอบงานด้านการบริหารงานบุคคล

ดาวน้อยทำงานธนาคารอยู่ถึง 19 ปี งานสุดท้ายที่ได้ทำคือด้านตลาดทุน จึงได้ตัดสินใจลาออกในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง และเริ่มมาทำธุรกิจส่วนตัว เกี่ยวกับเรื่องของกล้องวงจรปิด รวมทั้งทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับหน่วยงาน และองค์กรต่างๆ อีกหลายแห่ง

“ช่วงที่อยู่ธนาคารนครหลวงไทย ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีของชีวิต เพราะได้มีโอกาสทำงานใหญ่ๆ และโชคดีที่ผู้บริหารเมตตามอบหมายให้ทำงานสำคัญหลายเรื่อง เช่น การได้รับเชิญจากกระทรวงอุตสาหกรรมให้ไปให้คำปรึกษากับเอสเอ็มอีในโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงงานเป็นร้อยแห่ง” ดาวน้อย กล่าว

งานนี้ทำให้ได้เจอประสบการณ์มาทุกรูปแบบ จนมาสรุปได้ว่า เรื่องที่สำคัญที่สุดขององค์กร ไม่ว่าภาคธุรกิจ หรือหน่วยงานรัฐ คือเรื่องของคน และจากประสบการณ์ทั้งหมดที่สั่งสมมาได้นำเอามาประยุกต์ใช้กับการบริหารงานที่โรงงานยาสูบ ซึ่งเริ่มจากการใช้ความเข้าใจเรื่องของบริบทการทำงานขององค์กร และคนในองค์กรนั้นก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนทัศนคติของคนให้มาร่วมมือกันนำองค์กรไปสู่จุดหมาย อีกเทคนิคที่ใช้คือการตั้งทีมยังบลัด พนักงานคนรุ่นใหม่ถูกดึงมาอยู่ในทีมนี้ถึง 200 คน โดยให้เด็กกลุ่มนี้เข้าไปดูเรื่องที่เรามองไม่เห็น ทำให้การแก้ปัญหาเข้าถึงคนทุกกลุ่มในองค์กร

ถึงจะทำงานตลอดเวลา แต่ดาวน้อยก็จะใช้เวลาว่างในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ทุ่มเวลาไปที่เรื่องของธรรมะ ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร วัดธรรมมงคล และเป็นกรรมการมูลนิธิ ช่วยเรื่องสถาบันอบรมสมาธิ ที่เปิดเรียนสมาธิให้ประชาชนทั่วไปอีก 20 สาขา

“ช่วงที่พอมีเวลาก็ได้ทำหน้าที่เป็นครูสอนการทำสมาธิแก่ผู้ที่สนใจด้วย แต่ช่วงหลังไม่มีเวลามากนัก ก็ต้องปรับมาดูเรื่องการบริหารจัดการงานในมูลนิธิมากกว่า” ดาวน้อย กล่าว

ดาวน้อย เล่าว่า ครั้งแรกที่มีคนมาทาบทามให้มาเป็นผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ เขาให้เหตุผลว่า ขอให้เข้ามาช่วยชาติหน่อย เพราะหน่วยงานนี้เงินมันเยอะ มีการแสวงหาผลประโยชน์เยอะ ก็คิดหนัก เพราะเป็นงานที่ขัดกับความรู้สึก เนื่องจากยาสูบจัดเป็นอบายมุขชนิดหนึ่ง จึงไปเรียนปรึกษาหลวงพ่อวิริยังค์ ท่านก็เมตตา บอกว่าทำไปเถอะ ไม่บาปหรอก เพราะสิ่งที่ทำมันเป็นหน้าที่ เมื่อคนเราทำตามหน้าที่ไม่ใช่เรื่องที่ผิดและก็ไม่บาป ก็ทำให้รู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น

“สิ่งที่ได้จากการทำสมาธิคือ สติ ที่ต้องให้เราไม่หลงในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเชื่อว่าทุกคนรู้หมดว่าอะไรผิด อะไรไม่ถูกต้อง แต่เมื่อเราไม่สามารถควบคุมมันได้ เราก็จะหลงใหลไปกับกิเลส ในเมื่อเรามีสติกำกับ เราจะยืนหยัดและมั่นคงในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ” ผู้อำนวยการยาสูบ กล่าว

คนต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานและใช้ชีวิตของเธอคือ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ดาวน้อยเล่าว่า ที่ประทับใจท่านมากมีเหตุมาจากตอนที่ทำงานสมัยแรกๆ ได้มีโอกาสฟังการบรรยายของท่าน และรู้สึกซาบซึ้งเรื่องการทำงานเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน การทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม จากนั้นจึงได้ติดตามผลงานของท่านมาโดยตลอด และเชื่อว่าถ้าคนไทยเดินตามแนวคิดของท่าน ประเทศไทยจะน่าอยู่ขึ้นกว่านี้

วันนี้กับการทำงานเพื่อชาติของดาวน้อย ถือว่าเป็นอีกบทพิสูจน์ การทำงานของหญิงแกร่งคนนี้จะทำให้องค์กรแห่งนี้ดีขึ้นตามที่เธอตั้งความหวังไว้หรือไม่ ยังต้องติดตามกันต่อไป การขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารเบอร์หนึ่งของรัฐวิสาหกิจอันดับต้นๆ ของกระทรวงการคลังครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าต้องใช้ความรู้ ความอดทนทุกอย่างที่มีเอามาจัดการกับปัญหาตรงหน้า

สติปัญญา ความตั้งใจ ปฏิบัติดีและปฏิบัติชอบเท่านั้นที่จะทำให้งานลุล่วงดังที่ตั้งใจ

 

2 ปีปฏิรูป อัพเกรดประเทศ ล้ำหน้ากว่าเป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 สิงหาคม 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/447173

2 ปีปฏิรูป อัพเกรดประเทศ ล้ำหน้ากว่าเป้าหมาย

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

เส้นทางการปฏิรูปเดินทางมาจวนจะถึงปลายทางการทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่กำลังจะหมดวาระหลังการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ทว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปฏิรูปที่เป็นเป้าหมายสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่คืบหน้าอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง

อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. ให้สัมภาษณ์พิเศษไล่เรียงชี้แจงตั้งแต่ประเด็นผลงานว่า เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ถึงข้อวิจารณ์ว่า สปท.ไม่มีผลงานไม่เป็นธรรมและไม่ถูกต้อง ดูเหมือนสื่อมวลชนจะตามความคืบหน้าในการทำงานทั้งเชิงลึกเชิงกว้างของ สปท.และแม่น้ำ 5 สายไม่ทัน อาจเป็นเพราะมีเรื่องอื่นที่สนใจมากกว่า สปท.มีหน้าที่ 2 ประการ คือ 1.ผลิตแผนปฏิรูปและกฎหมายเพื่อการปฏิรูป 2.ร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขณะนี้ สปท.ผลิตแผนปฏิรูปได้เกินกว่าเป้าหมายการทำงานตามโรดแมปและเงื่อนเวลาที่ได้วางไว้

“ความจริง สปท.ตั้งมาเพียง 10 เดือนเท่านั้น แม้ว่า สปท.จะเป็นเพียงต้นน้ำการปฏิรูป มีหน้าที่ผลิตแผนปฏิรูปส่งไม้ต่อต่อไป แต่ด้วยความตั้งใจของพวกเรานั้นปรารถนาจะให้เกิดการปฏิรูปเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เช่นเดียวกับความคาดหวังของทุกคนจึงร่วมขับเคลื่อนแผนปฏิรูปทำงานเป็นทีมเวิร์กกับแม่น้ำทุกสายและทุกภาคีภาคส่วนอย่างเต็มที่ พร้อมกับสื่อสารสร้างความเข้าใจสู่สาธารณะให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็สร้างเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

… เราเชื่อว่าการปฏิรูปประเทศครั้งนี้คือการปฏิรูปประเทศของเรา จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องระดมความร่วมมือในการปฏิรูปประเทศ และเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องแม้จะพ้นยุคสมัยของ สปท.และแม่น้ำ 5 สาย ทั้งนี้เพื่อยกระดับอัพเกรดประเทศของเราให้ดีขึ้นในทุกมิติให้ได้ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำการปฏิรูป” รองประธาน สปท. กล่าว

อลงกรณ์ อธิบายว่า ก่อนที่ สปท.จะเข้ามาทำหน้าที่ รัฐบาลได้เริ่มปฏิรูปมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2557 จนถึงเดือน ก.ย. 2558 เรียกว่าโรดแมประยะที่ 1 ดำเนินการฟื้นฟูพัฒนาและปฏิรูปประเทศจากสถานการณ์ที่ประเทศเกือบเกิดสงครามกลางเมืองเหมือนซีเรียเกือบเป็นรัฐที่ล้มเหลว (Failed state) มาสู่ความสงบสันติสามารถตั้งหลักตั้งลำประเทศได้อีกครั้งหนึ่งและเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงประเทศตามยุทธศาสตร์และนโยบายด้วยการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปสาธารณสุขสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น พร้อมกับตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จัดทำพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศที่เรียกว่า Blueprint for Change สำเร็จเป็นฉบับแรกของประเทศ ในช่วงนั้นได้มีการปฏิรูปจนมีผลเป็นรูปธรรมในหลายด้าน

โรดแมประยะที่ 2 เริ่มจากเดือน ต.ค. 2558 จนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง สปท. 200 คน มาสานต่องานของ สปช. โดย สปท.ได้ส่งแผนปฏิรูปไปให้รัฐบาลแล้ว จำนวน 80 เรื่อง (ณ วันที่ 3 ส.ค.) เช่น เรื่องการปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้า และร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า เรื่อง การจัดทำ การกำหนด และการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติและร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ เรื่อง การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสังคม (Social Economy) เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรม (Creative & Cultural Economy)

เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเพื่อนวัตกรรม เรื่องแนวทางปฏิรูประบบการเงินฐานราก และร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินชุมชน เรื่อง การปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม เรื่องการปฏิรูปกิจการตำรวจ เรื่องการปฏิรูปพรรคการเมืองและระบบการเลือกตั้ง เรื่องการปฏิรูปการศึกษา ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความคุ้มครองติดตามทรัพย์สินของแผ่นดินคืนจากการทุจริต ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม

“ท่านนายกรัฐมนตรีรับแผนแล้วขับเคลื่อนต่อก้าวหน้าไปมากโดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่และการปฏิรูปคอร์รัปชั่น หลายครั้งท่านใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อความเด็ดขาดฉับไว หรือ ครม.ส่งร่างกฎหมายให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาเห็นชอบประกาศเป็นกฎหมายแล้ว 166 ฉบับ ซึ่งถ้าเป็นช่วงปกติคงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 ปีจึงจะทำได้” อลงกรณ์ กล่าว

รองประธาน สปท. อธิบายถึงกลไกการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ว่า ทางด้านงานร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามข้อบังคับที่ 15 มีสมาชิก สปท. 7 คน เป็นกรรมการ มีตนเป็นประธานทำหน้าที่ประสานงานกับภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะรัฐบาล ส่วนราชการและ สนช. เช่น ต้องประชุมกับคณะกรรมการประสานงานรวม 3 ฝ่าย (วิป 3 ฝ่าย ครม.-สนช. สปท.) คณะกรรมการประสานงานระหว่าง สปท.และ สนช. (วิป 2 ฝ่าย) คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปท. (วิป สปท.) คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน 6 คณะของรัฐบาล เป็นต้น โดยต้องติดตามความคืบหน้าของการปฏิรูปและจัดทำรายงานทุกสัปดาห์ ซึ่งเป็นงานที่หนักมากสำหรับกรรมการ 7 คน เมื่อทำงานไประยะหนึ่งจึงปรึกษา ร.อ.ทินพันธุ์ ว่า ควรตั้งคณะกรรมการบริหารเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดำเนินการประสานงานกับภาคีภาคส่วนต่างๆ ในภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาควิชาการช่วยเสริมงานของคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูป

สำหรับการดำเนินงานของคณะกรรมการทั้งสองคณะคืบหน้าตามแผนงานได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายและรายงานต่อวิป 3 ฝ่าย วิป 2 ฝ่าย และวิป สปท.เป็นระยะๆ ตลอดมา การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารเครือข่ายฯ มีผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกและมีสมาชิก สปท.เป็นที่ปรึกษา และกรรมการรวม 12 คนทำงานกันอย่างหนักต้องออกไปประชุมชี้แจงทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทั้งในวันทำงานและวันหยุดจนสามารถประสานงานสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายนำมาสู่การลงนาม MOU ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 เม.ย. กับ 20 องค์กรระดับชาติ และครั้งที่ 2 วันที่ 7 มิ.ย. กับ 51 องค์กรเครือข่ายภายใต้ภารกิจ “5 ร่วม” คือ ร่วมมือสื่อสารสร้างความเข้าใจการปฏิรูปประเทศ

2.ร่วมมือจัดตั้งดำเนินการสถาบันการปฏิรูป (Reform Academy) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้การปฏิรูปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนบนฐานความร่วมมือของทุกภาคส่วน 3.ร่วมมือพัฒนาผู้นำการปฏิรูป (Reform Leader) เพื่อช่วยขยายความรู้ขยายความร่วมมือสู่ประชาชนให้มากที่สุด 4.ร่วมมือขับเคลื่อนการ “ปฏิรูปทั่วไทย” เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้องค์กรภาครัฐและภาคเอกชนเริ่มปฏิรูปตัวเองทันที โดยเฉพาะเริ่มจากองค์กรเครือข่าย 5.ร่วมมือขยายเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกับ สปท.และแม่น้ำ 5 สายให้มากที่สุด เพื่อสร้างพลังแห่งการปฏิรูปประเทศอย่างกว้างขวาง

โดยองค์กรเครือข่ายที่ทำ MOU เช่น ที่ประชุมอธิการบดี 38 แห่ง หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย สภาแรงงานทั้งเอกชนและรัฐวิสาหกิจ สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาและสมาคม SME สภาองค์กรชุมชน สมาคมองค์กรปกครองท้องถิ่น ทั้งฝ่ายคณะผู้บริหารข้าราชการและพนักงานทุกประเภท สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (มหาวิทยาลัยเอกชน 67 แห่ง) สมาคมบัณฑิตสตรี สภานิสิตนักศึกษาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเมือง ฯลฯ

ถามว่าผลงานปฏิรูปสำคัญที่เห็นเป็นรูปธรรมคืออะไรบ้าง อลงกรณ์ ตอบว่า เรื่องการปฏิรูปปัญหาคอร์รัปชั่นและ การปฏิรูปกิจการตำรวจ โดย สปท.ส่งร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือศาลคอร์รัปชั่นให้ พล.อ.ประยุทธ์ เดือน พ.ย. 2558 และเข้าสู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบ ครม.เดือนถัดมาและส่งมายัง สนช.ที่ผ่านความเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. พร้อมประกาศเป็นกฎหมายทำให้ประเทศไทยมีศาลคอร์รัปชั่นเป็นครั้งแรกเพื่อปราบการทุจริต ที่มีข้าราชการและเอกชนเป็นตัวการสามารถตัดวงจรการทุจริตของนักการเมืองได้อย่างรวดเร็วเด็ดขาด

ส่วนการปฏิรูปกิจการตำรวจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบ สตช.เห็นชอบแผนปฏิรูป 10 แผนของ สตช. โดยนำแผนปฏิรูปกิจการตำรวจของ สปท. 9 แผนไปเป็นหลักพิจารณาและสั่งเดินหน้าเต็มที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ประชุมใหญ่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่กว่า 2,000 คน เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ประกาศเป็นวันดีเดย์การปฏิรูปตำรวจและต้องปฏิรูปให้เห็นผลคืบหน้าให้มากที่สุดภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยมอบหมายให้ ผช.ผบ.ตร. 10 คนรับผิดชอบคนละแผน เช่น พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผช.ผบ.ตร. ซึ่งเป็น สปท.ด้วยดูแลการปฏิรูประบบงานสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย โดยมีแผนปฏิบัติการในรายละเอียดพร้อมตัวชี้วัดต่างๆ อย่างเป็นระบบ และเดินหน้าลงไปประชุมปฏิรูปตำรวจในระดับภาคมาเกือบครบทุกภาคแล้ว

ทั้งนี้  สตช.ทำงานประสานใกล้ชิดกับคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของ สปท. ที่มีตนเองเป็นประธานและคณะอนุกรรมการปฏิรูปกิจการตำรวจที่มี พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา เป็นประธาน ภายใต้คณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่มี วิรัช ชินวินิจกุล รองประธานศาลฎีกา เป็นประธาน

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างแผนปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ที่ตอนนี้ไปถึงขั้นเปลี่ยนแปลงโมเดลเศรษฐกิจของประเทศไปพอสมควรแล้ว เรื่องราวเหล่านี้ไม่ค่อยได้ลงข่าวเท่าใดนักสาธารณชนก็ไม่ค่อยได้รับรู้ว่างานปฏิรูปไปไกลมากแล้ว

“ประเมินจากเนื้องานล้ำหน้ากว่าเป้าหมายและการปฏิรูปประเทศเดินหน้าไปมากแล้ว และเริ่มปรากฏผลชัดเจนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีปัญหาของประเทศที่หมักหมมสะสมมานานอีกมากที่จะต้องสะสาง ผมอยากให้ดูการประเมินของ 5 องค์กรระดับโลกที่บ่งชี้ว่าการปฏิรูป 2 ปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นการขยับอัพเกรดประเทศในทิศทางที่ดีขึ้น ประเทศของเราแข็งแรงขึ้น”

อลงกรณ์ ระบุว่า พิจารณาจากผลการประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจ สะท้อนว่าเราแข็งแรงกว่า

ธนาคารโลกปรับตัวเลขการประเมินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปี 2559 จาก 2% เป็น 2.5 และจะขยายตัวต่อเนื่องในปีหน้า นับเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่ในการประเมินเมื่อผ่านมาครึ่งปีธนาคารโลกปรับการเติบโตเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ในขณะที่ประเทศชั้นนำอย่าง อเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ถูกปรับลดลงและยังเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อยู่ที่ 2.4% เราอาจไม่ได้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศอื่น แต่เราแข็งแรงกว่า (Stronger) เพราะเราปฏิรูปประเทศในขณะที่ประเทศอื่นไม่ได้ปฏิรูปแบบยกเครื่องใหญ่อย่างเรา คิดว่าภายใต้ยุค “สถานการณ์ปกติใหม่” (New Normal) ถือว่าเราทำได้ดีทีเดียว

รอยร้าว ปชป.-กปปส.ไม่นานก็ผ่านไป

ในฐานะศิษย์เก่าที่เคยได้รับความไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก่อนจะกระโดดมารับตำแหน่งเป็น สปช. ถามว่าหลังจากพ้นตำแหน่งในบทบาท สปท.แล้วมีโอกาสจะหวนกลับไปสู่ถนนการเมืองหรือกลับคืนประชาธิปัตย์หรือไม่

อลงกรณ์ กล่าวว่า มี 2 คำถาม คือ 1.จะกลับสู่การเมืองหรือไม่ และ 2.จะกลับพรรค ปชป.หรือไม่

“ผมเกิดจากพรรค ปชป.และอยู่มา 20 กว่าปีไม่เคยย้ายพรรค ไม่ว่ายามพรรครุ่งเรืองหรือตกต่ำย่อมบ่งบอกถึงความผูกพันว่ามีมากเพียงใด และวันที่สมัครเป็น สปช.เพื่อมาปฏิรูปประเทศก็ถูกคาดโทษว่าพรรคอาจไม่ส่งสมัคร สส.ในอนาคตผมได้เลือกทางเดินของผมแล้วครับ

…เมื่อผมตัดสินใจลาออกจากพรรคเมื่อได้รับเลือกเป็นเลขา สปช.ในเดือน พ.ย. 2557 เพื่อความเป็นกลางทางการเมืองของ สปช. เป็นวันที่ผมเสียน้ำตาเมื่อต้องจากบ้านที่เคยอยู่และไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะมีโอกาสได้กลับบ้านอีกหรือไม่ วันนี้ภารกิจการปฏิรูปประเทศยังไม่เสร็จสิ้น ขอให้ประเทศตั้งหลักตั้งลำได้เดินหน้าได้อย่างมั่นคงผมถึงจะคิดถึงตัวเองว่าจะไปทางไหน”

กรณีที่มีการคาดการณ์ข้ามช็อตไปหลังรัฐธรรมนูญผ่านและเดินหน้าสู่การเลือกตั้งอาจมีการตั้งพรรคนอมินีทหารขึ้นมานั้น อลงกรณ์ เห็นว่า เท่าที่ทำงานกับท่านนายกรัฐมนตรีมาปีกว่า ไม่คิดว่าจะมีพรรคนอมินีทหารเกิดขึ้น แต่โอกาสที่จะเกิดพรรคทางเลือกที่ 3 หรือพรรคการเมืองใหม่มีความเป็นไปได้สูง

“สำหรับผมต้องตอบคำถามตัวเองเหมือนด่านแรกเสียก่อนว่าจะกลับการเมืองหรือไม่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ส่วนการทาบทามจากพรรคการเมืองมีมาตลอดในฐานะเราเคยเป็นนักการเมืองและยังมีบทบาทอยู่ในขณะนี้ แต่คำตอบของผมเหมือนเดิมคือยังไม่คิดถึงอนาคตตัวเอง”

ถามถึงจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าคิดอย่างไร อลงกรณ์ กล่าวว่า เป็นสถานการณ์ที่อภิสิทธิ์ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงการแสดงจุดยืนในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ และส่วนตัวมองว่าเป็นการแสดงภาวะผู้นำของท่านและเป็นสิทธิที่จะบอกว่ารับหรือไม่รับ ส่วนใครจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรเป็นสิทธิของแต่ละคน

“เราต้องเคารพการตัดสินใจของกันและกัน จะให้เห็นเหมือนหรือต่างกันทุกเรื่องย่อมเป็นไปไม่ได้ สำหรับการบอกว่าไม่รับร่างเพราะเป็นไปตามอุดมการณ์ 70 ปีของพรรค เนื่องจากท่านเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะให้พูดเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร ส่วนสมาชิกพรรคจะเห็นด้วยกับท่านหรือไม่ ก็มีทั้งฝ่ายเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่คนที่ไม่เห็นด้วยจะสรุปว่าเขาไม่ยึดอุดมการณ์ของพรรคก็คงไม่ใช่”

มองภาพประชาธิปัตย์วันนี้เป็นอย่างไร จากก่อนหน้านี้เคยปลุกกระแสการปฏิรูปในพรรค อลงกรณ์ยังเห็นว่า ประชาธิปัตย์ยังเป็นพรรคใหญ่และมีโอกาสที่จะยกระดับอัพเกรดเป็นสถาบันทางการเมืองได้มากที่สุดพรรคหนึ่ง แต่ช่วงนี้คงทำอะไรไม่ได้มาก เพราะไม่สามารถประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคหรือประชุมสาขาพรรค ส่วนการปฏิรูปพรรคนั้นเมื่อมีมติของพรรคในปี 2556 ให้ทำการปฏิรูปพรรคอย่างเป็นทางการก็เป็นเรื่องที่ควรสานต่อ

ส่วนปรากฏการณ์ขัดแย้งระหว่าง กปปส.-ปชป. จากปมร่างรัฐธรรมนูญ จะรุนแรงหรือจะบานปลายหรือไม่นั้น อลงกรณ์ เห็นว่า ตามข่าวที่ออกมาในสื่อมวลชนก็น่าห่วงใยแต่ไม่คิดว่าจะขยายบานปลาย เพราะในพรรคยังมีชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน ที่เป็นอดีตหัวหน้าพรรค ซึ่งทั้งสุเทพ เทือกสุบรรณ และอภิสิทธิ์ ให้ความเคารพนับถือ

“เรื่องนี้คงไม่ใช่ปัญหาระหว่างบุคคล แต่เป็นปัญหาแนวทางที่ต่างกันบางเรื่อง โดยเฉพาะท่าทีและจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญ ผมมองว่าเป็นสถานการณ์เฉพาะเรื่องเฉพาะราว สักครู่ก็ผ่านไป”

ถามว่าปมนี้จะกระทบความเป็นผู้นำของอภิสิทธิ์มากน้อยแค่ไหน อลงกรณ์ ไม่ขอออกความเห็น แต่เชื่อว่าย่อมมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างไรก็ตามยังมีเวลาที่จะจัดการปัญหานี้

ถามว่ามีข้อเสนออะไรที่เห็นว่าประชาธิปัตย์ควรปรับตัว อลงกรณ์ กล่าวว่า วันนี้เราพูดถึงไทยแลนด์ 4.0 เราพูดถึง First S-Curve New S-Curve เราพูดถึงการบริหารจัดการประเทศสมัยใหม่ โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับการปฏิรูปจะทำให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก พรรคประชาธิปัตย์มีคนดีคนเก่งจำนวนมากผสมผสานในหลายรุ่นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ยังเป็นความหวังและอนาคตของการเมืองไทย

“การปฏิรูปสู่ความทันสมัยทั้งเชิงโครงสร้างและระบบ เปิดพรรคกว้างสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมและพัฒนานโยบายเพื่อแข่งขันในการเลือกตั้งที่จะมาถึง จะเป็นโอกาสอีกครั้งของพรรคประชาธิปัตย์”อลงกรณ์ กล่าว

ปฏิรูปประเทศ “กล้าฝัน” ต้อง “กล้าฝืน”

กว่า 20 ปีบนเส้นทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยจุดประเด็นเรื่องการปฏิรูปมาแล้วรอบหนึ่ง ก่อนจะผันตัวมารับหน้าที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถมยังได้รับตำแหน่งเป็นรองประธานสภา สปท.คนที่ 1

อลงกรณ์ พลบุตร เปิดเผยว่า ภูมิใจครับที่มีโอกาสมาทำหน้าที่ตรงนี้เพราะตั้งใจมาปฏิรูปจริงๆ นับแต่เสนอปฏิรูปพรรคเมื่อเดือน เม.ย. 2556 และสมัครมาเป็น สปช.ในปลายปี 2557 ทั้งที่ขัดกับแนวทางของผู้ใหญ่ในพรรคตอนนั้น

“แต่ผมคิดว่าประเทศต้องมาก่อน ประการสำคัญคือเรื่องการทำงานปฏิรูปประเทศนอกจากกล้าฝันยังต้องกล้าฝืนแม้จะต้องสูญเสียอะไรไปทั้งในปัจจุบันและอนาคต ผมต้องลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ผมรักและอยู่มากว่า 20 ปี เมื่อได้รับเลือกเป็นเลขา สปช. ซึ่งต้องทำหน้าที่แทนองค์กรและองค์กรอย่าง สปช.ต้องเป็นกลาง

… เมื่อ สปช.สิ้นวาระลงในเดือน ก.ย. 2558 ก็ไม่คิดว่าจะได้มาเป็น สปท.เพราะระหว่างที่เป็น สปช.ได้โหวตสวนกับเสียงข้างมากในสภาในเรื่องสำคัญๆ 2-3 เรื่อง รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับ อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และยิ่งไม่คิดว่าจะได้มาเป็นรองประธาน สปท.คนที่ 1 ได้เป็นโดยไม่รู้ตัวเลยเมื่อสมาชิกเลือกให้ทำหน้าที่ด้วยเสียงเอกฉันท์ก็ทุ่มเททำงานให้เต็มที่” อลงกรณ์ กล่าว

ทว่า เส้นทางการทำงานในตำแหน่งรองประธาน สปท. ดูจะไม่ราบรื่นนักเมื่อมีทั้งแรงกดดัน แรงกระเพื่อมที่ทำเอาเก้าอี้ตัวนี้ต้องสั่นคลอน แต่ อลงกรณ์ ชี้แจงว่า ไม่มีรอยร้าวและไม่มีการเขย่าเก้าอี้ใน สปท. มีแต่เพียงสมาชิก 2-3 ท่าน ที่เข้าใจผิดเพราะไม่ทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เมื่อประชุมภายในชี้แจงกันและมีสมาชิก  สปท.อาวุโสหลายท่านลุกขึ้นยืนยันการทำงานของตนเองว่าทุกงานทุกเรื่องที่ทำผ่านการอนุมัติและไม่เคยมีวาระซ่อนเร้นใดๆ ทางการเมืองตามที่สมาชิก 2 ท่าน ได้ตั้งข้อสงสัยเรื่องก็จบ

หนึ่งในปมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์คือเรื่องการเดินสายพบพรรคการเมืองโดยไม่เป็นมติ สปท.นั้น ข้อเท็จจริงแล้ว เป็นการชี้แจงความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศในวาระครบ 6 เดือนของ สปท.เป็นไปตามมติของคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศของ สปท.และได้รายงานให้วิป 3 ฝ่าย (ครม.-สนช.-สปท.) วิป 2 ฝ่าย (สนช.-สปท.) และวิป สปท.แล้วรวมทั้งท่านประธาน สปท.ทราบล่วงหน้าทั้งยังแถลงข่าวระหว่างการจัด Meet The Press ประจำเดือนก่อนหน้า 2-3 สัปดาห์

อีกทั้ง ก่อนที่คณะ สปท.จะไปพบพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยนั้น ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ยังฝากข้อความไปถึงหัวหน้าพรรคทั้งสองด้วย อีกทั้งการเดินทางไปพบนั้น ไปเป็นคณะใหญ่อย่างเปิดเผยและพูดคุยเรื่องการปฏิรูปเท่านั้นไม่มีเรื่องการเมือง

“พรรคการเมืองถือเป็นองค์กรที่จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในอนาคตและเป็นองค์กรหนึ่งที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ข้อ 15 ซึ่งต้องประสานความร่วมมือให้มีการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปในแนวทางเดียวกัน”

อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ความก้าวหน้าของผลการดำเนินงานของ สปท.ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ที่สานต่อจาก สปช. เรื่อง การจัดงานชี้แจงความก้าวหน้าผลการดำเนินงานของ สปท.ต่อคณะทูตานุทูต ครั้งที่ 3 ก็เช่นกันทุกอย่างทำตามขั้นตอนมีรายงานก่อนหลังเหมือน 2 ครั้งที่ผ่านมา โดยมีประธาน สปท.เป็นประธานงานโดยมอบหมายให้ตนเองเป็นผู้ต้อนรับ และบรรยายสรุป มีโฆษก สปท.สุวัฒน์ จีนาพันธ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นพิธีกร

นอกจากนี้ ยังไม่ได้จัดถี่เกินไปอย่างที่สมาชิกท่านหนึ่งบอกครั้งแรกจัดเดือน พ.ย. 2558 ครั้งที่ 2 จัดเดือน มี.ค. 2559 และครั้งที่ 3 จัดเดือน ก.ค. 2559 แต่ละครั้งห่างกัน 4-5 เดือน และบรรยายเฉพาะเรื่องความคืบหน้าของการปฏิรูปประเทศไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญหรือประชามติ

อลงกรณ์ อธิบายว่า คณะทูตานุทูตถือเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะทูตคือผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้แทนของแต่ละประเทศ ดังนั้นจึงถือเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่จะประสานสร้างความเข้าใจว่าทิศทางการปฏิรูปประเทศจะดำเนินอย่างไร ปัจจุบันมีความก้าวหน้าแค่ไหนเพียงใด เพื่อให้คณะทูตานุทูตนำข้อมูลที่ได้รับจากการชี้แจงไปทำความเข้าใจในแต่ละประเทศ

“การจัดทุกครั้งก็ได้รายงานให้ท่านประธานทราบ และมีการเรียนเชิญประธานคณะกรรมาธิการคณะต่างๆ รวมทั้ง  สปท.ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งเรื่องการเดินสายชี้แจงพรรคการเมืองและการบรรยายสรุปทูตานุทูตและองค์การระหว่างประเทศนั้นท่านนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ทราบเรื่องดี”

ถามว่าระยะหลังมีกระแสถูกโจมตีว่าทำงานออฟไซด์ประธาน สปท. อลงกรณ์ ตอบชัดเจนว่า “ไม่มีออฟไซด์แน่นอน เราทำงานเป็นทีมเวิร์กและผมต้องทำงานตามคำสั่งของท่านประธานและอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย”

นอกจากนี้ ยังไม่ใช่เรื่องการเร่งสร้างผลงานเพื่อรองรับการพิจารณาแต่งตั้งเป็น สว.ในอนาคต  และไม่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจอย่างอื่น ส่วนตัวเป็นคนทำงานเร็วและแรงบางทีเร็วเกินไปเลยอาจเกิดช่องว่างมันเป็นอย่างนี้มานาน

“ลองถามข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ดูได้ครับว่ารัฐมนตรีอลงกรณ์เป็นยังไง ไปเจรจา 4 ประเทศในตะวันออกกลางใช้เวลา 5 วันก็เคยมาแล้ว นิสัยทำงานแบบนี้ติดตัวยากแก้ไขจริงๆ อีกแรงกดดันคือต้องการให้การปฏิรูปเกิดผลเร็วๆ ด้วย ตอนเริ่มทำงาน สปท.สปีดเป็นยังไงตอนนี้ก็สปีดเหมือนเดิม“

ถามถึงบทบาทหลังจากพ้นวาระรองประธาน สปท.แล้วจะไปทางไหนต่อ อลงกรณ์ กล่าวว่า “ผมเคยพูดหลายครั้งว่าผมไม่มีอนาคตทางการเมืองตราบใดที่ประเทศยังไม่มีอนาคตเราจะคิดถึงอนาคตตัวเองได้อย่างไร ประการสำคัญคือเราต้องเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดรวมทั้งจะฝักใฝ่ตัวเองไม่ได้มิฉะนั้นเราจะคิดจะทำเพื่อตัวเองมากกว่าส่วนรวม”

“การที่ผมยึดหลักการเช่นนี้ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ยอมรับพูดคุยด้วยทำให้องค์กรภาคีเครือข่ายต่างๆ เต็มใจที่จะมาช่วยกันขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกับ สปท. ลองคิดตรงข้ามสิครับว่าถ้าปีกว่าที่เป็น สปช.และ สปท.ผมมีวาระแอบแฝงทางการเมืองจะมีใครเข้าไว้วางใจเหมือนตอนนี้”

อลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า  ส่วนจะกลับสู่ถนนทางการเมืองหรือไม่ ขอบอกว่ายังไม่คิดเรื่องอนาคต ขอทำหน้าที่ขณะนี้ให้ดีที่สุด ในใจอยากทำงานปฏิรูปประเทศต่อไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอะไร ประเทศของเราและคนไทยมีศักยภาพสามารถเป็นประเทศชั้นนำของโลกได้หากเราร่วมกันปฏิรูป แยกการปฏิรูปออกจากการเมือง ใครเป็นรัฐบาลก็สานต่อการปฏิรูปต่อเนื่องกันตลอดไป

ส่วนตัวเชื่อมั่นประเทศและอยากเห็นทุกคนทุกฝ่ายเชื่อมั่นและภูมิใจในประเทศของเรา จึงกำลังเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ประเทศไทยยิ่งใหญ่กว่าที่ใครคิด”

 

เพจพลิกชีวิต! “Lowcost cosplay” เมื่อความบ้าพารวย “อนุชา แสงชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2559 เวลา 17:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/446302

เพจพลิกชีวิต! "Lowcost cosplay" เมื่อความบ้าพารวย "อนุชา แสงชาติ"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ชายหนุ่มวัย 26 เจ้าของรูปร่างอ้วนท้วมสมบูรณ์ ย้อมผมทอง หน้าตายียวนกวนประสาท มองเผินๆแล้วเหมือนไม่มีอะไรน่าดึงดูด แต่ถ้าได้เห็นวิธีคิด ผลงาน และการนำเสนออันสุดฮาของเขาแล้ว บอกได้คำเดียวว่า มีเสน่ห์มากกกก

จากเด็กกำพร้า จบแค่ม.6 ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟร้านเหล้า วันนี้เขากลายเป็นเซเลบแห่งโลกออนไลน์ที่คนไทยรู้จักมากที่สุดคนหนึ่ง นี่คือเรื่องราวชีวิตของ ชา-อนุชา แสงชาติ เจ้าของเพจสุดฮอตระดับอินเตอร์ Lowcostcosplay

คุยกับเงา – อยู่กับจินตนาการ

“อนุชา แสงชาติ” เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2532  ที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากพ่อแม่แยกทาง ชีวิตของเขาจมอยู่กับความเหงา สิ่งเดียวที่พาเขาไปสู่ความสุขได้คือ “จินตนาการ”

“สมัยเป็นเด็ก ผมมีชีวิตแบบเหงาๆ อยากเล่นสนุกก็ต้องเล่นคนเดียว จินตนาการเอา เหมือนเราคุยอยู่กับเงา ดีดลูกแก้วคนเดียว คุยคนเดียว ท้าทายตัวเอง ดีดเสร็จก็สลับไปเป็นฝ่ายตรงข้าม จินตนาการว่าสู้อยู่กับเพื่อน พูดง่ายๆ เหมือนสร้างมนุษย์ขึ้นมาอีกคนอ่ะครับ คงเพราะอย่างนี้หรือเปล่า ทำให้เราโตมาเป็นคนแบบนี้” ชายหนุ่มหัวเราะร่า

เขาบอกว่า หากย้อนกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมา ทุกการคบหาเพื่อนพี่น้องล้วนแล้วแต่ใช้จินตนาการในการเข้าหาทั้งนั้น ตั้งเเต่สร้างบทสนทนาให้คนสนใจด้วยการเล่านิทาน ใช้คำศัพท์ในเกมร่วมกับชีวิตจริง เรียกว่าใช้จินตนาการเป็นแกนหลักในการดำเนินชีวิต

“ผมชอบใช้จินตนาการ มันสนุก อย่างผมโตมากับเกมแร็คนาร็อค ช่วงเรียนมัธยม อยู่กับเพื่อนก็ชอบเอาเรื่องในเกมมาประยุกต์ใช้กับชีวิตจริง ถึงเวลากินข้าวก็บอก เฮ้ย…ไปซื้อโพชั่นกัน ซึ่งมันคือไอเท็มในเกม”

เจ้าพ่อขายหัวเราะแห่งโลกโซเชียลเล่าให้ฟังว่า ทุกครั้งที่มีคนถามถึงชีวิตจริงว่าเป็นคนตลกไหม ก็มักตอบว่าใช่ ยอมรับว่าพยายามเป็นคนตลกเพื่อให้คนอื่นสนใจมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม

“สังคมโรงเรียนมันมีเด็กเกเร เด็กเรียน แล้วก็เด็กที่ไม่มีใครสนใจอย่างผม เราไม่รู้จะมีคาเร็กเตอร์แบบไหนดี เเต่ผมชอบดูตลกคาเฟ่ ชอบมาก คิดในใจว่าถ้าเราเป็นตลกก็น่าจะมีคนชอบเราเหมือนกัน เลยเลือกเดินเส้นทางแนวคอมเมดี้”

ชาจบการศึกษาเพียงแค่ชั้น ม.6 จาก โรงเรียนสันกำแพง ยอมรับว่าคิดสั้น คิดน้อย มองเห็นการศึกษาเป็นเรื่องเสียเวลา ไม่คุ้มค่าเท่ากับการออกไปทำงาน หาเงิน และใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน

“ผมเป็นคนขี้เกียจไม่ชอบเรียน ไม่ชอบอ่านหนังสือ พอจบ ม.6 ก็ตัดสินใจออกมาอยู่คนเดียว พร้อมมอเตอร์ไซค์อีกหนึ่งคัน ช่วงนั้นขี้เกียจเรียนต่อ คิดแค่ว่าเรียนทำไม เสียเวลาว่ะ ไปเป็นเด็กเสิร์ฟดีกว่า กินเหล้าฟรี ได้เงิน ได้ทิปจากโบกรถด้วย บางวันได้เป็นพัน สบายๆ เก็บตังค์ดีกว่า แต่ทำไปทำมาไม่มีเงินเก็บ ชิบหายเลยทีนี้ มีอยู่ครั้งหนึ่งไปเล่นพนันบอล เล่นไฮโล หมดเนื้อหมดตัว ต้องไปแซะแผ่นแป้งโรตีกินจากถังขยะ ชีวิตช่วงนั้นเลวมาก วันไหนไม่มีกินก็ไปนอนในบ่อนพนัน แบมือขอเงินคนอื่นก็มี”

อย่างไรก็ตามนาทีนี้ในวัย 26 ปีเจ้าตัววางแผนชีวิตกลับไปศึกษาเล่าเรียนอีกครั้ง ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง

บ้านพักคนชรา จุดเริ่มต้น “Lowcost cosplay”

หลังล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงกับชีวิตวัยรุ่น เขาตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวง หวังพลิกชะตาตัวเอง เสาะหางานทำจนกระทั่งได้รับตำแหน่งผู้ดูแลคนชราในบ้านพักคนชราแห่งหนึ่ง

“อยากเปลี่ยนชีวิตตัวเอง กรุงเทพฯ มีอะไรดีวะ เข้ามาก็ไม่รู้จักใคร หางานทำอยู่พัก จนเดินไปเจอป้ายประกาศตรงเสาไฟฟ้า รับสมัครคนดูแลผู้สูงอายุ บ้านพักคนชรา ผมหยิบโทรศัพท์โทรไปเลย ใช้วุฒิ ม.6 สมัคร โชคดีมากๆ ที่เขาให้โอกาส”

ไม่น่าเชื่อว่า สถานที่อย่างบ้านพักคนชรา จะกลายเป็นที่แหล่งจุดระเบิดไอเดีย “Lowcost cosplay” เปลี่ยนชีวิตชายหนุ่มผู้ล้มเหลวให้กลายเป็น “เจ้าพ่อไอเดีย” ที่ได้รับความสนใจจากสื่อทั้งในเเละต่างประเทศ

“มีอยู่วันนึงผมนั่งเหงาๆ มองไปที่เสื้อผ้ากองโตของคุณตาคุณยาย มันรู้สึกเหมือนเรากลับไปเป็นเด็ก ป.4 ที่เล่นคนเดียว อยู่กับจินตนาการแห่งความโดดเดี่ยวอีกครั้ง นึกอะไรไม่รู้ หยิบผ้าขนหูสีแดงขึ้นมา คิดถึงชาวสปาตัน จากหนังเรื่อง 300 เอาผ้ามันมาคลุมตัว เบ่งกล้าม แล้วส่องกระจก เฮ้ยนี่มัน ลีโอไนดัส ชัดๆ”

ชาวัย 23 ปีในขณะนั้นควักโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพประวัติศาสตร์ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง โพสต์ภาพลงเฟซบุ๊ก พร้อมกับเขียนแคปชั่นประกอบด้วยความสนุกว่า “ข้าคือลีโอไนดัส”  โดยไม่รู้จักด้วยซ้ำว่านั่นเรียกว่า คอสเพลย์ (Cosplay)

“เพื่อนบางคนมาเมนต์ มึงทำอะไรของมึง ไปกรุงเทพฯ เพื่อไปทำห่าไรแบบเนี้ยเหรอ บางคนเข้าก็เข้ามาฮา เฮ้ยเจ๋งว่ะ เหมือนคอสเพลย์เลย มันหมายถึงพวกที่เขาแต่งไปโชว์แถวสยาม เราบอก ไม่น่าเรียกคอสเพลย์ว่ะมึง..กูแค่เอาผ้าขนหนูมาใส่ แต่พวกมันบอกเจ๋ง ทำต่อสิวะ เสียงพวกนี้กลายเป็นแรงยุที่ทำให้เราสร้างเพจขึ้นมาใช้ชื่อว่า  Lowcost cosplay หมายถึง การนำของง่ายๆ ราคาถูก ต้นทุนต่ำใกล้ตัวมาใช้”

หลังเปิดเพจได้ไม่นาน ภาพลีโอไนดัส ก็ถูกจ่าพิชิตแห่ง Drama-addict  เพจยอดนิยม นำไปแชร์ต่อ ทำให้ Lowcost cosplay กลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว ยอดไลค์พุ่งสูงถึง 5,000 ไลค์ภายในคืนเดียว นับตั้งแต่นั้นชีวิตของเขาเปลี่ยนไปทันที มีผลงานครีเอทออกมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเกือบ 1 ปี ได้ตัดสินใจเดินออกจากงานประจำที่บ้านพักคนชรา มุ่งหน้าสร้างเม็ดเงินด้วยไอเดียอย่างเต็มตัวในช่วงปี 2557 เปลี่ยนชีวิตมนุษย์เงินเดือนค่าเหนื่อยหลักพันสู่หลักแสนในปัจจุบัน

เพจนี้พลิกชีวิตผมมหาศาล ได้รู้จักเพื่อนใหม่มากมาย มีชีวิตที่ดีขึ้น จากเงินเดือน 7,000 บาทที่บ้านพักคนชรา กลายเป็นทำงานเพียงไม่กี่ชั่วโมง โพสต์เดียวผมก็ได้เงินเป็นหมื่น บางทีเป็นแสน ถ้าทำงานบริษัทผมอาจจะต้องรอทั้งเดือนหรือทั้งปี ที่สำคัญคืองานนี้ไม่มีใครบังคับผม ทำในสิ่งที่ชอบและเป็นตัวเองจริงๆ แต่ถึงวันนี้ผมไม่มีวันลืมอดีตหรอกครับ เพราะมันคือสิ่งที่มีไว้ให้เราหันกลับไปมองว่าเคยผ่านความยากลำบากมาขนาดไหน”

ปัจจุบันบางสเตตัสของ Lowcost cosplay ได้รับเงินทุนจากธุรกิจและสินค้าต่างๆ ที่ว่าจ้างให้เขาออกแบบคอสเพลย์ตามแต่ที่ใจอยากคิด ซึ่งชาเปรียบตัวเองว่าเหมือนนักแข่งรถฟอร์มูล่า วัน ที่ต้องสวมใส่เสื้อที่มีตราสปอนเซอร์มากมาย แลกกับเม็ดเงินที่หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด

กล้าคิด กล้าทำ ก่อนหมดเวลา

สามปีที่ผ่านมาไอเดียของอนุชาสร้างความคึกคักและเสียงหัวเราะให้กับวงการโซเชียลมีเดียมากกว่า 1,000 รูป จนเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลก ไม่เว้นเเม้กระทั่ง 9gag.com รวบรวมเอาสุดยอดการคอสเพลย์ของเขาไปนำเสนอ แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ความฮา คือ ‘วิธีคิด’

จริงๆ ผมเป็นคนชอบสังเกตอยู่แล้ว ชอบคิดอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน แล้วอยากปลดปล่อยมันออกมา ไม่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ก่อนหน้านี้จะชอบวาดการ์ตูน ใช้มุขเล่นคำ เช่น วาดผีธรรมดาไม่น่ากลัว พอวาดเบียร์สิงห์เข้าไปข้างๆ กลายเป็นผีสิงห์เลย แฮ่ ..มุขเรียกเสียงหัวเราะอะไรทำนองนี้ เทคนิคแบบนี้เป็นหลักในการคิดคอสเพลย์ด้วย ส่วนเทคนิคสร้างไอเดียของผมคือ การรู้จักปรับเปลี่ยน พลิกแพลง สมมติมี 5 ไอเดีย 1 2 3 4 5 เราใช้หมดไปแล้ว ผมก็สับเซต เปลี่ยนมาเป็น 12-23-34-45 อะไรอย่างนี้ ไอเดียมันเลยไม่หยุด”

เจ้าของเพจที่มีผู้ติดตามกว่า 8 เเสนคน เผยว่าเกือบ 3 ปีที่ผ่านมารู้สึกภาคภูมิใจมากกับเสียงชื่นชมจากทั้งในและต่างประเทศ ไม่คาดมาก่อนว่าฝรั่งจะชอบมากขนาดนี้ โดยมีการพูดถึงและให้สถานะต่อท้ายชื่อของเขาว่าเป็น ‘ศิลปิน’ เนื่องจากมองว่างานที่ทำเป็นศิลปะที่ใช้ความคิด มีการออกแบบมุมมองใช้เทคนิคในการถ่ายภาพ มากกว่าเพียงแค่คอสเพลย์ขำๆ เท่านั้น

ใครที่คิดหรือมีไอเดีย ลองทำเลยครับ อย่าไปกลัว ส่วนมากกลัว คิดเยอะ ขี้เกียจ เราต้องทำลายกำแพงตัวเอง บอกตัวเองไว้ว่าพรุ่งนี้โลกจะแตกแล้ว ทำเลย ไม่อย่างนั้นจะไม่มีใครเห็นผลงานหรือความคิดของคุณอีกต่อไป ไอเดียมันไม่มีวันหมดก็จริง แต่เวลาที่เสียไปเอากลับคืนมาไม่ได้ จุดระเบิดให้กับตัวเองซะ

อนุชา แสงชาติ ทิ้งท้าย พร้อมกับบอกว่า ไม่อยากให้ Lowcost cosplay เป็นเพียงแค่เพจของตัวเองเท่านั้น แต่ต้องการให้เป็น คอมมูนิตี้สำหรับความคิดสร้างสรรค์ของทุกคนด้วย