2 ปีบิ๊กตู่ใช้ “ม.44” ร่วมร้อย หวั่นสังคมเสพติดอำนาจพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2559 เวลา 07:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/445898

2 ปีบิ๊กตู่ใช้ "ม.44" ร่วมร้อย หวั่นสังคมเสพติดอำนาจพิเศษ

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ

กลยุทธ์ในการบริหารประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุด ต้องยกให้เป็นเรื่องการใช้อำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ซึ่งเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ที่ให้อำนาจ “บิ๊กตู่” ใช้แก้สารพัดปัญหาทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

ทั้งนี้ มาตรา 44 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่หัวหน้า คสช.เห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้า คสช.โดยความเห็นชอบของ คสช.มีอำนาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ได้ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งหรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้มีการใช้มาตรา 44 ไปแล้ว รวม 91 ฉบับ แบ่งออกเป็น คำสั่งที่ออกเมื่อปี 2557 มี 1 ฉบับ ปี 2558 มี 48 ฉบับ และคำสั่งปี 2559 ประกาศใช้แล้ว 42 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมทั้ง การรักษาความสงบเรียบร้อย การบังคับใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของชาติ การจัดระเบียบสังคม การปราบอิทธิพล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทวงคืนผืนป่า แก้ปัญหาระบบการศึกษา แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ปราบทุจริตคอร์รัปชั่น และควบคุมสื่อ

ทว่า การใช้มาตรา 44 มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นการใช้อำนาจเผด็จการ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบในระยะยาว เพราะจะทำให้สำเร็จเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และมีการตั้งคำถามจากสังคมว่าคำสั่งมาตรา 44 นั้นศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ และสมเหตุสมผลพอหรือไม่ เป็นธรรมกับผู้ที่รับผลกระทบหรือไม่ จากคำถามเหล่านี้ นักวิชาการต่างให้ความเห็นที่ไปในทิศทางเดียวกัน หากใช้มากจะเกิดอันตราย และไม่ควรสร้างวัฒนธรรมการเสพติดอำนาจพิเศษ

ไพโรจน์ พลเพชร  อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) มองว่า การใช้อำนาจที่อยู่เหนือสถาบันหลักของระบอบประชาธิปไตย คือ ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล ตุลาการ และนิติบัญญัติ และอำนาจนี้จะถูกกำหนดไว้ว่าสามารถใช้ได้จนถึงที่สุดดำรงอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีการยกเลิก การใช้อำนาจไม่มีการตรวจสอบการใช้อำนาจจากสถาบันใดๆ เลย ซึ่งมีโอกาสใช้อำนาจบิดเบือนได้ เพราะไม่มีกระบวนการตรวจสอบ ดังนั้นถ้าผิดพลาดการใช้อำนาจขึ้นมาก็ตรวจสอบไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นหากเกิดผลกระทบในระยะยาวก็ไม่สามารถที่จะเยียวยาได้

นอกจากนี้ หากการใช้อำนาจโดยอ้างว่าเพื่อแก้ปัญหานั้น บางเรื่องมันสามารถที่จะใช้กลไกปกติได้ แล้วทำไมจึงไม่ใช้กลไกปกติ เพราะมันมีระบบการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งเป็นระบบทั่วไปที่จะทำให้ไม่เกิดการใช้อำนาจลุแก่อำนาจ หรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ และถ้าร่างรัฐธรรมนูญปกติที่เรากำลังจะไปลงเสียงรับรองเรื่องเหล่านี้มันก็จะยิ่งส่งผลกระทบกับสังคมในระยะยาว

“เราต้องใช้กลไกพิเศษไปตลอดต่อไปในสังคมไทย แล้วกลไกปกติก็เป็นง่อยหมด ระบบไม่ฟังก์ชั่นจะทำอย่างไร เราต้องเร่งรัดให้กลไกปกติทำงาน ไม่ใช่หาอะไรมาทำแทน ที่สำคัญตอนนี้เรากำลังสร้างวัฒนธรรมที่ต้องใช้อำนาจพิเศษเท่านั้นจึงจะจัดการกับปัญหาได้ เป็นการสร้างการยอมรับหรือความนิยมชมชอบในวัฒนธรรมอำนาจนิยม การปลูกฝังทัศนคติ หรือความเชื่อแบบนี้ในสังคมไทย ทำให้เป็นปฏิปักษ์โดยตรงต่อระบบประชาธิปไตยหรือวัฒนธรรมประชาธิปไตย เราก็จะยิ่งสร้างประชาธิปไตยยากเข้าไปอีก เพราะคิดว่าต้องใช้ระบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเท่านั้นจึงจะแก้ปัญหาได้”

“ขณะเดียวกัน เวลานี้สังเกตได้คนทั่วไปกำลังเรียกร้องการแก้ปัญหาแบบนี้ มีแต่คนพยายามเรียกร้องให้ใช้มาตรา 44 แก้ปัญหา ถามว่าเคยประเมินหรือไม่ว่า มาตรา 44 ใช้แล้วได้ผลหรือไม่ได้ผล ระบบกลไกปกติมันไม่ทำงานเลยใช่หรือไม่ เป็นการปลูกฝังสิ่งที่ไม่ถูกต้องในการแก้ปัญหา สิ่งเหล่านี้มันมีการพิสูจน์ในโลกมาแล้วว่าการใช้อำนาจนิยมเวลาไม่มีการตรวจสอบมันแก้ปัญหาไม่ได้ และเป็นอุปสรรคในระยะยาวในการปลูกฝังประชาธิปไตย เมื่อใช้อำนาจร่ำไปตรวจสอบ” ไพโรจน์ ระบุ

ขณะที่ สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ทรรศนะว่า มาตรา 44 เป็นบทบัญญัติพิเศษจริงๆ ที่ใช้ในภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ มีเหตุเกี่ยวกับความมั่นคงที่ต้องสั่งการโดยด่วน ซึ่งคนที่จะใช้อำนาจนี้ต้องเป็นคนดีจริงๆ ที่หยั่งรู้ว่าใครดีใครชั่ว เหตุการณ์ไหนเป็นอย่างไร สมควรให้ความเป็นธรรมกับใครอย่างไร ควรลงโทษใครแค่ไหนอย่างไร เพราะอำนาจนิติบัญญัติกับตุลาการไปให้คนคนเดียวใช้ ซึ่งผิดหลักการ แต่เมื่อผู้บริหารประเทศจำเป็นต้องใช้

“ให้ข้อคิดไว้ว่ามาตรา 44 ต้องใช้ในกรณีจำเป็นจริงๆ และอย่าใช้นาน เพราะจะเกิดการเสพติดและใช้กันใหญ่เลย เมื่อมันใช้ง่ายเมื่ออะไรที่ไม่สนองความต้องการก็จะสั่งเลย เพราะไม่มีใครที่จะให้ความเห็นแย้งอะไรได้ ดังนั้นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง นอกจากนี้อำนาจมาตรา 44 อย่าใช้โดยเข้าไปล่วงล้ำอำนาจตุลาการ หรือใช้ลงโทษบุคคล เพราะอำนาจตุลาการเมื่อศาลจะพิพากษาคดียังมีองค์คณะร่วมกัน มีความเห็นแย้งได้ แต่ถ้าคนคนเดียวใช้อำนาจนี้มันจะอันตรายมาก”

“สมลักษณ์” ยังได้เตือนว่า หากผู้ใช้อำนาจนี้บ่อย หรือหากใช้แล้วเกิดความผิดพลาด แก้ไขเมื่อบ่อยครั้งขึ้นเช่นใช้กับเรื่องกรณีโยกย้ายข้าราชการ มันก็จะส่งผลที่ไม่ดีต่อตัวผู้ใช้เอง เพราะเมื่อมีอำนาจคนรอบข้างก็จะมีทั้งดีและไม่ดี ถ้าไปฟังคนไม่ดีแล้วไปลงโทษคนดีผลก็จะเกิดความเสียหายมากมาย ต้องระมัดระวังให้มากให้เป็นอำนาจกระบวนการปกติที่มีอยู่จะดีกว่า

 

“ประชามติ” วัดพลังสองขั้วอำนาจการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/445837

"ประชามติ" วัดพลังสองขั้วอำนาจการเมือง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เหลือเวลาอีกเพียงสัปดาห์เดียวก็จะเข้าสู่โหมดสำคัญสำหรับคนไทยทั้งชาติต่อการชี้ชะตาอนาคตประเทศไทยในวันที่ 7 ส.ค. เพื่อลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมคำถามพ่วงท้าย และแน่นอนว่าหน่วยงานเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คงหนีไม่พ้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

“สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต.ด้านกิจการบริหารจัดการการเลือกตั้ง เปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ โดยยืนยันหนักแน่นถึงความพร้อมการทำประชามติ จะเรียกว่า 100% ก็ว่าได้ แม้งานไม่ครบ 100% แต่ก็ 100% แต่ละขั้นตอน ดังนั้นในภาพรวมไม่น่ามีปัญหาอะไรสำหรับการเตรียมการทำประชามติ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

สมชัย ขยายความว่า การเตรียมการเรื่องต่างๆ เป็นไปตามกำหนดการที่ได้วางไว้ และหลายเรื่องเร็วกว่ากำหนดการ เช่น การพิมพ์บัตร เดิมกำหนดว่าวันสุดท้ายของการพิมพ์และส่งให้ต่างจังหวัด คือ วันที่ 28 ก.ค. แต่กำหนดการที่ทำได้จริง คือ วันที่ 27 ก.ค. ฉะนั้นถือว่า กกต.มีความพร้อม และวันที่ 7 ส.ค. มีการทำประชามติแน่นอน

กกต.ฝีปากกล้า ยอมรับสิ่งน่าเป็นห่วงช่วงโค้งสุดท้าย เกรงว่าประชามติจะไม่จบ เพราะการทำประชามติจะต้องเป็นการทำแล้วจบ เพราะใช้เงิน 2,000 กว่าล้านบาท เพื่อให้ประชาชนคิดตัดสินใจว่าอยากเห็นทิศทางบ้านเมืองเป็นอย่างไรในอนาคต ประชามติไม่รู้ว่าประชาชนคิดเห็นอย่างไร ดังนั้น ถามทุกคนในประเทศคิดอย่างไร เมื่อถามแล้วก็ควรจบ ไม่ใช่ไม่จบ

“ที่ผมเป็นห่วงผลประชามติออกมาแล้ว จัดประชามติเสร็จแต่ไม่จบ ไม่จบแปลว่าอะไร สมมติฝ่ายรับชนะ ฝ่ายไม่รับก็จะโวยวายอีกว่าโกง ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นสากล ไม่ยอมรับผลการทำประชามติ ปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง แต่ถ้าฝ่ายไม่รับชนะ ก็คือต้องไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ไม่ใช่อย่างนั้น ฝ่ายรัฐบาลที่ไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็อาจจะร่างตามใจชอบอีก ซึ่งไม่จบ ต้องเอาอารมณ์ความรู้สึกของคนในสังคมที่ไม่รับ เอาเหตุผลที่พูดคุยกันช่วงรณรงค์ประชามติว่าเป็นอย่างไร ของมีชัยไม่ดีอย่างไร เอาข้อมูลดังกล่าวไปแก้ไขปรับเพื่อให้สังคมเกิดการยอมรับมันจะจบ

แต่ถ้ารับไม่รับตามใจชอบ คำตอบไม่จบ และสร้างความไม่พอใจรอบใหม่เกิดขึ้น ถ้าไม่รับแล้วกลายเป็นว่าไม่เปิดโอกาสให้รัฐบาลไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ไปเดินขบวนไล่รัฐบาลอีกก็กลายเป็นกระบวนการสร้างเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นมาใหม่ มันอาจจะไม่จบ หรืออาจจบโดยความวุ่นวาย จบด้วยการเดินขบวน เสียเลือดเนื้อ หรืออาจจบโดยรัฐประหารอีก มันไม่จบ ดังนั้น ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับต้องจบ”

นอกจากปัญหาดังกล่าวแล้ว อีกหนึ่งอุปสรรคเวลานี้ ซึ่งสมชัยยอมรับว่าเป็นหัวใจสำคัญ คือ การตัดสินใจของประชาชนบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ชอบไม่ชอบ รวมถึงคำถามพ่วงจะเห็นชอบหรือไม่ก็แล้วแต่ ปัญหาคือประชาชนต้องยอมรับว่าแม้รัฐธรรมนูญจะแจกทุกบ้านหรือไม่ก็ตาม หลายคนถามว่ารัฐธรรมนูญไม่แจกทุกบ้าน ประชาชนเลยไม่มีข้อมูลตัดสินใจ ส่วนตัวบอกว่าต่อให้แจกทุกบ้านประชาชนใช่ว่าจะรู้หรือเข้าใจรัฐธรรมนูญ

สมชัย ระบุว่า เรื่องของการจะให้คนเกิดความเข้าใจจะต้องมีเวที มีการออกสื่อ เพื่อให้ประชาชนเกิดความสนใจ ตอนนี้มีรายการเยอะแยะทางสื่อ แต่เชื่อว่าประชาชนยังไม่สนใจ ประชาชนใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ดูหนัง ละคร รายการดีเบตต่างๆ ที่มีมากมายเต็มไปหมด ส่วนตัวไม่เชื่อว่าประชาชนจะสนใจดู อาจจะมีจำนวนหนึ่งสนใจจริงๆ ดังนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินบนพื้นฐานการระดมของคนที่เห็นประโยชน์ไปในทางใดทางหนึ่ง

กกต.ด้านกิจการบริหารจัดการเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเช่น คนเห็นว่า “รับดี” ก็จะไปพูดกับคนใกล้ชิดกับประชาชน กับคนที่เขาสามารถมีอิทธิพลเหนือได้ หรือคนบอก “ไม่รับดี” ก็จะใช้กลไกตัวเองไปพูดกับคนอื่นที่สามารถมีอิทธิพลเหนือได้ ประชาชนตัดสินใจบนพื้นฐานของการบอกกล่าวของกลุ่มคนเหล่านี้ ก็จะทำให้เกิดภาพการลงประชามติบนพื้นฐานความไม่รู้

ขณะเดียวกัน ประชามติจะไม่ใช่การถามความเห็นประชาชนเกี่ยวกับเรื่องรับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ประชามติคือการประลองกำลังของฝ่ายการเมืองว่าฝ่ายการเมืองที่เป็นพรรคสองขั้ว ทั้งประชาธิปัตย์ เพื่อไทย บวกด้วย นปช. กับฝ่าย กปปส. และประชาชนที่นิยมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

“ต้องดูว่าเมื่อกลายเป็นแบบนี้ ผลการลงประชามติ คือ การวัดความนิยมฝ่ายใดจะมีกำลังมากกว่ากัน ประชาธิปัตย์บวกเพื่อไทยบวก นปช. เป็นซีกหนึ่ง และ กปปส.บวกกลุ่มนิยม พล.อ.ประยุทธ์ อีกกลุ่มหนึ่ง”

สมชัยยังให้ความเห็นต่อประเด็นการมาใช้สิทธิของประชาชนจะสามารถพิสูจน์อะไรได้หรือไม่นั้น ไม่สามารถคาดการณ์หรือกะเกณฑ์ประชาชนได้ และไม่รู้ว่าสองขั้วการเมืองจะมีอิทธิพลโน้มน้าวจูงใจคนให้ออกมาใช้สิทธิได้มากน้อยเพียงใด ผลการทำประชามติถ้ามองเชิงหน้าที่ กกต.บอกได้เพียงว่าคนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญมีเท่าไร แต่ผลการลงประชามติในเชิงการเมือง ถ้าไม่พูดในนาม กกต. มันคือการวัดพลังของสองขั้วนี้

“ทั้งสองฝ่ายคงต้องพยายามระดมคนให้เต็มที่อยู่แล้ว แต่ผมไม่เชื่อว่าจะโน้มน้าวให้คนออกมาใช้สิทธิได้อย่างถล่มทลาย มันเป็นการวัดหลายๆอย่าง เพราะผลการลงประชามติจะเป็นการวัดสองขั้ว ซึ่งภาคกลางไม่เกี่ยว และที่ไม่แสดงท่าที เพราะภาคกลางเป็นภาคที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น พรรคใหญ่สองพรรคเท่านั้นที่เคลื่อนไหว”

ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่รู้ว่าทั้งสองขั้วจะระดมคนได้มากน้อยแค่ไหน แต่ภาคกลางกับประชาชนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดมีจำนวนเท่าไหร่ไม่รู้ และภาคกลางมีลักษณะมาในทางเห็นชอบด้วยซ้ำ แต่คนกลางไม่อยู่ในซีกใดซีกหนึ่ง อาจจะมีประมาณ 30-40% ของคนทั้งประเทศ เทไปทางไหนไม่รู้ การเทไปทางไหนจะเกิดผลในทางแพ้ชนะทันที

สมชัย ย้ำเสียงหนักแน่นว่า เมื่อทั้งสองฝ่ายต้องการแสดงพลังในการไปโน้มน้าวถ้าทำภายใต้กรอบกฎหมายถือว่าไม่มีความผิด ส่วนตัวพยายามรักษากติกาว่าใครจะรณรงค์ก็ได้ ให้ใครไปเลือกยังไง ตัดสินใจ หรือโน้มน้าวจูงใจ ได้ทั้งหมด แต่ขออยู่ภายใต้กรอบกติกา คือ ไม่เท็จ ไม่หยาบคาย ไม่ปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

“ผมรักษากติกานี้มาโดยตลอด ฉะนั้นการให้สัมภาษณ์ทุกครั้ง ใส่เสื้อผิดไหม ไม่ผิด ติดป้ายหน้าบ้านผิดไหม ไม่ผิด โพสต์ในเฟซบุ๊กหรือตั้งสเตตัส ไม่ผิด บอกตลอดเวลา แต่ถ้าโพสต์ในสิ่งที่ผิดจากข้อเท็จจริง ผมบอกว่าผิด แต่ให้เอาออก แต่หากต้องการเดินรณรงค์ไม่ผิดกฎหมายผม แต่อาจจะไปเข้าข่าย คสช. เรื่องการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ส่วน กกต.ดูแค่ พ.ร.บ.ประชามติ ฉะนั้นไม่ผิดกฎหมายประชามติ”

สมชัย ยังได้วิเคราะห์ หากอยากให้เหตุการณ์ทุกอย่างไม่พัฒนาสู่ปัญหา ไม่ใช่ผลคะแนนที่มาลง แต่ขึ้นอยู่กับสปิริตของแต่ละฝ่าย ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด เพราะคะแนนต่างกัน 1-2 คะแนนไม่เกี่ยว คนมาใช้สิทธิมากน้อยไม่เกี่ยว พวกนั้นเป็นข้ออ้าง แต่ทั้งหมดไม่ได้มองจำนวนผู้มาใช้สิทธิ หรือจำนวนคะแนนที่ชนะกันมากน้อย แต่มองถึง “สปิริต” ผู้คนในแต่ละฝ่าย ว่ามีไหมที่จะยอมรับผลประชามติ แพ้เป็นแพ้

สมชัย ยังได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพ เหมือนกับการแข่งกีฬา เมื่อแข่งแล้วผลออกมา แม้จะเกิดการตุกติกกันในเกมบ้าง กรรมการวางตัวไม่เป็นกลางบ้าง อะไรก็แล้วแต่สมมติ แต่เมื่อผลออกมาจบยอมรับ แล้วไปฟิตตัวแข่งใหม่ อยากให้ไปดูวอลเลย์บอลหญิง แพ้ก็แพ้ แต่แพ้แล้วคนปรบมือ อยากให้คิดแบบนั้น

อย่างไรก็ตาม สปิริตจะเกิดขึ้นต่อเมื่อถ้าฝ่ายรับชนะ ฝ่ายไม่รับยอมรับผลโดยไม่มีเงื่อนไข และถ้าฝ่ายไม่รับชนะ ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องยอมรับเอาความคิดประชาชนไปเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ในทิศทางที่ประชาชนต้องการ นี่คือสปิริต ไม่ใช่ว่าฝ่ายไม่รับชนะ รัฐบาลตามใจตัวเองร่างตามใจชอบ มันก็จะไม่จบ ซึ่งเป็นสปิริตที่ต้องเกิดขึ้นของแต่ละฝ่าย ซึ่งไม่รู้ว่าบ้านเมืองนี้จะมีสปิริตหรือไม่

“ผมคิดว่ายังมีสปิริตไม่มากเท่าที่ควร สังคมไทยยังไม่มีสิ่งนี้มากนัก ยังมองประโยชน์ตัวเองเป็นหลักมากกว่า ที่กล้าพูดแบบนี้ เพราะดูจากวิธีการนำเสนอแต่ละฝ่ายที่ออกมาในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมานี้ ทุกคนเอาแต่ได้ คืออะไรก็ตามที่พูดแล้วฝ่ายตัวเองเป็นประโยชน์ก็จะพูดทำนองแบบนั้น หรือเอาด้านที่เป็นบวกของตัวเองเข้ามาสนับสนุนตัวเอง ยกตัวอย่าง เวลาผมบอกว่าอะไรไม่ผิด แล้วผมบอกคนเดียวโดยไม่เป็นมติ กกต. เวลาเขาไปทำจะอ้างว่าอาจารย์สมชัยบอกไม่ผิด แล้วคุณมาบอกว่าผิดได้อย่างไร

พอเหตุการณ์ที่สอง อะไรก็ตามที่ผมบอกว่าผิด อันนี้แจกไม่ได้ ผิดกฎหมาย เป็นปัญหา ข้อความอันเป็นเท็จ เขาจะบอกว่าเป็นมติ กกต.หรือยัง เป็นความเห็นอาจารย์สมชัยคนเดียว ดังนั้น ไม่เชื่อ นี่คือตัวอย่างที่ให้เห็นถึงสปิริตที่ไม่เกิดขึ้นของกลุ่มคนต่างๆ ในเรื่องของดำเนินการออกเสียงประชามติ คือคิดเพียงแต่ประโยชน์ตัวเองฝ่ายเดียว ถามว่าสังคมไทยมีสปิริตต่างๆ ในเรื่องเหล่านี้แล้วหรือยัง คำตอบ คือ ยัง”

สมชัย ยังทิ้งท้ายฝากไปถึงข้าราชการว่าไม่สามารถโน้มน้าวจูงใจให้คนลงประชามติได้ หากเป็นเอกชน จะ YES หรือ NO ไม่ว่า แต่ถ้าเป็นข้าราชการต้องใช้ตำแหน่งหน้าที่ เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย แสดงจุดยืนไม่รับหรือรับได้ ไม่มีปัญหา จะโพสต์ในเฟซบุ๊กหรือทำท่ารับไม่รับได้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม แต่ถ้าเมื่อไหร่อาจารย์มหาวิทยาลัยไปเลกเชอร์ในห้องเรียน หรือไปออกข้อสอบทำให้เกิดการโน้มน้าวจูงใจคนในลักษณะจะต้องเป็นไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งไม่สามารถทำได้ แม้กระทั่งนอกเวลาราชการ เพราะข้าราชการวางตัวไม่เป็นกลาง

“นายอำเภอ ผู้ว่าฯ ไปพูดในงานแต่งงานขอให้รับก็ผิด แต่ถ้าเป็นเอกชนไม่ได้จำกัดแบบนั้น เอกชนถ้าเป็นนักการเมืองจะโพสต์สเตตัสแบบไหน หรือชักชวนคนแบบไหนก็แล้วแต่ ตราบใดไม่กล่าวสิ่งเป็นเท็จ หรือใช้ถ้อยคำหยาบคายโน้มน้าวจูงใจ ถ้าไปพูดในตลาดเป็นเท็จ สื่อไม่นำเสนอก็ไม่เป็นไร หากว่าผ่านสื่อก็เป็นปัญหา หากคุณไปเดินตลาดใส่เสื้อโหวต YES หรือ NO แล้วปรากฏว่ามีการด่าทอเกิดขึ้นหรือรุมทำร้าย โต้เถียง มันจะกลายเป็นเรื่องก่อความวุ่นวาย ดังนั้น การเผยแพร่ข้อความเท็จ หยาบคาย ก้าวร้าวรุนแรง ปลุกระดม ผ่านสื่อทุกชนิดเพื่อโน้มน้าวจูงใจคนให้ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งถือว่าผิด”

ห่วงโหวต “ฟรี” แต่ “ไม่แฟร์”

แม้จะพยายามเดินหน้าเพื่อทำให้ทุกฝ่ายเกิดความเข้าใจต่อตัวเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะ กกต.ต่อการเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายเห็นด้วยและเห็นต่างได้แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ ซึ่ง สมชัย บอกว่า ดีไซน์แรกที่ กกต.คิดดีกว่านี้เยอะ

สมชัย ระบุว่า การออกแบบแรกที่ กกต.เสนอเข้าไป ออกแบบให้มีการจดองค์กรที่ประสงค์รณรงค์ในสองซีก ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ให้ทุกจังหวัดเปิดรับองค์กรเหล่านี้ ไปจดและประกาศตัวเองว่าอยู่ซีกไหน โดยให้จดแบบนี้ทั้งประเทศ และ กกต.ยังได้เตรียมงบประมาณสนับสนุนให้แต่ละฝ่ายทั้งประเทศฝ่ายละ 50 ล้านบาท

ทั้งนี้ โดยให้องค์กรไปทำโครงการเสนอมาว่าจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง เช่น โปสเตอร์ ใบปลิว แผ่นพับ ทำคลิปวิดีโอเสนอผ่านทางยูทูบ หรือขึ้นคัตเอาต์ประชาสัมพันธ์อะไรก็ว่าไป จะ YES หรือ NO ก็แล้วแต่ ทำได้สองฝ่ายเท่าเทียมกัน แต่ต้องระบุชื่อหน่วยงานว่าทำโดยใคร ประกอบด้วยสมาชิกใคร ยังไงบ้าง เป็นดีไซน์แต่แรกของ กกต.

สมชัย ระบุว่า เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ตัดเนื้อหาดังกล่าวออกไป รวมถึงงบประมาณ 100 ล้านบาท เลยทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ วันนี้จึงดำเนินการในเงื่อนไขเท่าที่ถูกจำกัดภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ และหากถามว่าพอใจหรือไม่ ส่วนตัวตอบได้ว่ายังไม่พอใจ เพราะคิดว่ายังเป็นการทำประชามติซึ่งเสรีแต่ยังไม่เป็นธรรม ฟรีแต่ยังไม่แฟร์

เพราะเป็นภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ความจำเป็นทางการเมืองของประเทศไทย ว่าฟรีแต่ไม่แฟร์ เนื่องจากสังคมไทยยังไม่ใช่สังคมปกติ ถ้าเป็นสังคมปกติเหมือนประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั่วไป ถ้าทำแบบนี้ไม่แฟร์ แต่ภายใต้สังคมซึ่งอยู่ภายใต้รัฐประหารที่ต้องดูแลบ้านเมืองให้เกิดความสงบเรียบร้อย การปล่อยให้แฟร์อาจจะเกิดกระบวนการในการทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้น และทำให้บ้านเมืองกลับไปสู่ภาวะซึ่งหลายคนไม่ปรารถนา ดังนั้น ต้องยอมรับว่ากฎกติกาดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ไม่ปกติของบ้านเมือง

ส่วนปัญหาเรื่องการฉีกบัตรรายชื่อผู้มีสิทธิลงคะแนนในขณะนี้ สมชัยมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่ที่เจตนาไม่ทราบ แต่ในการจัดการเลือกตั้งทุกครั้ง บัญชีรายชื่อที่ไปติดตามหน่วยก็มีหลุด มีหาย มีฉีก เป็นปกติ แต่คราวนี้ทุกฝ่ายถูกกำชับในการต้องไปดูแลใกล้ชิดและต้องรายงานทันที ดังนั้น เมื่อเป็นในลักษณะนี้ทำให้กลายเป็นว่าเกิดขึ้นในหลายจุดทั่วประเทศ ซึ่งความจริงเป็นเรื่องธรรมดา

สมชัยยืนยันไม่พบเรื่องเจตนาจงใจการฉีกบัตร เพราะไม่เหมือนการเลือกตั้งที่มีลักษณะจงใจเยอะ เช่น หัวคะแนน ดึงไปทั้งใบเพื่อไปทำบัญชีรายชื่อในการแจกเงิน ซื้อเสียง ซึ่งพอเป็นประชามติในเจตนาทางการเมืองแทบจะไม่เห็น เพียงแต่หลายฝ่ายเกร็งกันมาก ต้องแจ้งความดำเนินคดีในทุกๆ เรื่อง

ส่วนเรื่องการดำเนินคดีกับเด็กก็เป็นเรื่องที่ต้องทำตามหน้าที่ กกต.รู้แจ้งความดำเนินคดี แต่ในชั้นอัยการก็ไม่ฟ้องอยู่แล้ว ถ้าไม่ทำเลยก็จะผิดฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ตำรวจเองก็เกร็งรายงานอย่างเข้มงวด แต่จริงๆ แล้วถ้าเป็นเรื่องไม่เจตนา หรือเป็นการกระทำโดยเด็กต่างๆ พอไปถึงขั้นตอนก็หลุดหมด

สมชัยยังได้อธิบายเหตุผลการแจกข้อมูลล่าช้า เนื่องจาก กกต.ได้ทำสัญญากับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ว่าจะต้องส่งเอกสารสองชิ้น คือ หนังสือแจ้งเจ้าบ้านกับ (บุ๊กเล็ต) หรือจุลสาร โดยให้ถึงมือเจ้าบ้านระหว่างวันที่ 18-22 ก.ค. อันนี้เป็นไปตามสัญญา ซึ่งวิธีการพิมพ์บุ๊กเล็ตจะนำไปวางที่ไปรษณีย์เป็นห่อๆ ทางเขต อำเภอ จะพรินต์หนังสือแจ้งเจ้าบ้าน แล้วยกเป็นตั้งไปที่ไปรษณีย์ แล้วไปรษณีย์ก็นำสองอย่างมาประกบกันแล้วส่งเจ้าบ้าน

ทั้งนี้ แต่วิธีการไม่ได้กำหนดในรายละเอียดว่าจะต้องแม็กหรือกิ๊บรวมกัน เพียงแต่บอกให้ส่งพร้อมกัน ดังนั้น แนวปฏิบัติของแต่ละไปรษณีย์จึงแตกต่างกันไป นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น บางไปรษณีย์ยอมทำงานเยอะในขั้นต้น เพื่อให้เกิดงานง่ายขั้นท้าย แต่บางไปรษณีย์ไม่ทำแบบนี้ คือ สบายขั้นต้น เลยกลายเป็นว่าตอนนี้มีสิ่งแตกต่าง คือบางบ้านได้หนังสือแจ้งเจ้าบ้าน แต่ไม่ได้บุ๊กเล็ต แต่บางบ้านได้สองอย่างพร้อมกัน ซึ่งตรงนี้เป็นอะไรที่ขาดการพูดคุยกันโดยละเอียดระหว่าง กกต.กับไปรษณีย์ เพราะข้อสัญญาเขียนไว้ว่าให้ส่งสองอย่างพร้อมกัน ไม่ได้บอกให้แม็ก แต่อย่างไรก็ตาม หนังสือแจ้งเจ้าบ้านส่งครบแน่นอน

ปฏิรูปลงคะแนนสู่ยุคดิจิทัล

ถือว่าครั้งแรกของ กกต.กับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ร่วมกับการทำออกเสียงประชามติ โดยเฉพาะแอพพลิเคชั่นรายงานผล ซึ่งสมชัย กล่าวอย่างมั่นใจว่า เป็นครั้งแรกในประเทศและยังเป็นประเทศแรกๆ ของโลกด้วย โดยจะใช้เป็นต้นแบบในอนาคตสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปอีกด้วย

สมชัย บอกว่า ความจริงยังมีอีกหลายอย่างยังไม่ได้โชว์ เพราะที่รู้กันแล้วมี 4 แอพพลิเคชั่น คือ ดาวเหนือ ตาสับปะรด ฉลาดรู้ประชามติ และ rapad report ซึ่งใช้รายงานผล ซึ่งมาจากที่ส่วนตัวมองว่าสามารถใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ที่ประชาชนมีอยู่แล้ว เช่น สมาร์ทโฟนในการสื่อสารกับ กกต.

นอกจากนี้ มองว่าถ้าเป็นฝ่ายอยากรู้ อยากได้อะไร แล้วให้ไอเดียต่างๆ เหล่านี้ไป ซึ่งเตรียมการเป็นปี มองตั้งแต่ปฏิวัติ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ พัฒนาไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น แอพพลิเคชั่น “ดาวเหนือ” บอกหน่วยออกเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ไหน

แอพพลิเคชั่น “ตาสับปะรด” เป็นเครื่องมือสอดส่องดูแลการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม เป็นหูตาให้กับ กกต. แอพพลิเคชั่น “ฉลาดรู้ประชามติ” จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “ฉลาดเลือกผู้แทน” เพราะฉะนั้นข้อมูลที่อยู่ในแอพฉลาดเลือกผู้แทนก็คือว่า อยู่เขตไหน ใครเป็นผู้สมัคร ผู้สมัครมีประวัติยังไง

นอกจากนี้ อาจจะมีให้ข้อมูลกฎหมายเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ส่วนแอพพลิเคชั่น rapad report จะใช้เพื่อการรายงานผลการเลือกตั้งจริงๆ ซึ่งประเทศไทยใช้เป็นประเทศที่เท่าไหร่ของโลก ต้องบอกว่าแรกๆ แต่ก็มีประเทศอื่นใช้ เช่น สเปน แต่ของไทยได้ลดต้นทุนทั้งหมดรวมค่าแรงคนไม่เกิน 4 ล้านบาท

“แต่ของสเปนใช้เงิน 360 ล้านบาท แต่ก็ต้องยอมรับว่าของเรายังดีสู้เขาไม่ได้ ของเขา 3 ชั่วโมงจบจริงๆ รายงานผลได้ 99% และมีระบบสำรองหากเกิดขัดข้องขึ้นมาจะทำอย่างไร หรือหากเกิดเหตุผิดพลาดฉุกเฉิน เพราะฉะนั้น มันคนละสเกลงาน แต่ถ้าถามว่าเชิงผลที่เกิดขึ้นของเราก็ประมาณ 60-70% ไม่เท่าของเขา แต่ก็เป็นการเริ่มต้นในการดำเนินการเพื่อพัฒนาต่อไปในการเลือกตั้ง ถ้าเราทำได้ก็สร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนได้ว่า ประชาชนจะรู้ผลอย่างรวดเร็ว”

สมชัย ยอมรับว่า แต่เลือกตั้งครั้งหน้าคงไม่ถึงขั้นไม่ต้องกาบัตร แม้จะมีเทคโนโลยีหลายตัวเข้ามาช่วยจัดการเลือกตั้ง แต่เรื่องการจดทะเบียนทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งช่วยให้คนนอกสิทธิเขตจังหวัดสามารถแจ้งความจำนงได้โดยไม่ต้องไปที่เขตและอำเภอ และมีความนิยมพอสมควรโดยเฉพาะคราวนี้มีถึง 1.5 แสนคน

“ตัวนี้เวลาเลือกตั้งจริงให้จดทะเบียนสำหรับคนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ต้องการเลือกตั้ง เป็นการต่อยอดการเลือกตั้งทั้งล่วงหน้า นอกเขต นอกราชอาณาจักร เป็นโปรแกรมที่ต้องพัฒนาต่อไปสู่แอพพลิเคชั่นบนมือถือ แต่ครั้งนี้ยังต้องเข้าทางเว็บไซต์ นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ Electing Risk Management (erm) ระบบจัดการความเสี่ยงเลือกตั้ง”

อย่างไรก็ดี ตอนนี้ erm ยังอยู่ในขั้นทดลองใช้ เพราะฉะนั้น ปัจจัยใช้ในการรายงานยังคงจำกัดอยู่แค่ 3 ตัว แต่การเลือกตั้งจริงอาจพัฒนาไปจนถึงขั้นเต็มสเกล อีกสองเรื่องที่ตั้งใจไว้ คือ ใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับการออกเสียงประชาชนในหน่วยที่มีความพร้อม ซึ่งตั้งธงว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะมีหน่วยที่มีความพร้อมในการใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ประมาณ 200 หน่วย จาก 9.5 หมื่นหน่วย

ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของประเทศไทยในการใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์เป็นครั้งแรก ซึ่งเตรียมการไว้ในการรองรับว่าจะเอาอุปกรณ์ที่ไหน จะมีการเตรียมระบบงานคนอย่างไร ถ้าเป็นไปตามแผน การเลือกตั้ง ปี 2560 ที่เกิดขึ้น จะมีหน่วยที่สามารถใช้เครื่องดังกล่าวเป็นทางเลือก ไม่บังคับ จะกาบัตรหรือไปกดปุ่มก็ได้ ซึ่งอยู่ในแผนการ และที่อยู่ในแผนการอีกเรื่อง ให้คนไทยในต่างประเทศได้ใช้อินเทอร์เน็ตโหวดดิ้ง คือ โหวตผ่านทางอินเทอร์เน็ต

สมชัย บอกว่า จะทำใน 2-3 ประเทศ ที่มีคนไทยในประเทศนั้นไม่มาก และสาเหตุเลือกประเทศที่มีคนไทยไม่มาก เพราะคะแนนที่เข้ามาจะได้ไม่มีผลกระทบ ถ้าทำประเทศใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงพรรคนี้เป็นรัฐบาลเกิดขึ้น ก็จะวุ่นวาย ดังนั้น จะเป็นการนำร่องในประเทศที่มีความพร้อมและกกต.เลือก

ทั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง กกต. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ในการทำเรื่องนี้ คิดว่าน่าจะทำเสร็จ และพยายามคิดว่าอะไรก็ตามที่ทำให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ และเกิดความสะดวกแก่ประชาชน ซึ่งตั้งใจทำออกมา ถ้าถามว่าทำยากหรือไม่บอกเลยว่ายากมากๆ

“ที่บอกว่ายากมากๆ ไม่ใช่เรื่องของเงินหรือเทคโนโลยี แต่เป็นในเรื่องของคน โดยเฉพาะการฝึกทัศนคติ ในการยอมรับเทคโนโลยี ซึ่งต้องยอมรับว่าคนของ กกต.ไม่คุ้นเคยไม่คุ้นชินกับเทคโนโลยี ดังนั้น ไปผลักดันให้ใช้เทคโนโลยีจะเกิดการไม่เห็นด้วย ดังนั้น ความยากที่เกิดขึ้น เกิดจากที่เราทุบโต๊ะในหลายครั้งต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ทุบโต๊ะทำงานไปเรื่อยๆ รอพนักงานเป็นฝ่ายพร้อมและเสนอจะไม่เกิดอะไรเปลี่ยนแปลง”

สมชัย บอกด้วยว่า ระหว่างที่อยู่ในหน้าที่ 5 ปีนี้ จะพยายามให้คน กกต.คุ้นเคยและใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เป็น และให้ประชาชนเกิดการยอมรับเทคโนโลยี สามารถเข้ามาใช้จัดการเลือกตั้งอย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นประโยคใหญ่สำคัญมาก เพราะคนไม่เชื่อเทคโนโลยี ไม่เชื่อว่าเช้ากดไปแล้วและตอนเย็นจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่

“เราอยากให้ประชาชนเกิดการยอมรับและเชื่อว่าวิธีการดังกล่าวน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพสูงกว่าอยู่แล้ว ความสะดวกสูงกว่า บัตรเสีย 0% แต่ความน่าเชื่อถือมันสร้างยาก ฉะนั้น ต้องค่อยสร้างความเชื่อถือกับประชาชน โดยทดลองเพื่อให้เกิดความสำเร็จในสเกลเล็กก่อนๆ เพื่อให้เกิดความสำเร็จและค่อยขยายออกไป ทุกเรื่องทำไปเพื่อให้งานมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากขึ้น ประหยัดเงิน ความเสียหายต่างๆ ต้องน้อยลงกว่าเดิม”

สมชัย มั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์อะไรมาขวางการทำประชามติ หากเป็นปัญหาบางพื้นที่ เช่น บางหน่วยเกิดภัยธรรมชาติ ไม่สามารถจัดการออกเสียงได้ กกต.สามารถประกาศเลื่อนการออกเสียงเฉพาะในหน่วยนั้นออกไปได้ เพราะเป็นอำนาจของ กกต. ถ้าหากเกิดการขัดขวางหรือเกิดเหตุจลาจลวุ่นวายในบางพื้นที่หรือจังหวัด ก็สามารถเลื่อนออกไปได้ในพื้นที่ดังกล่าว และการเลื่อนก็ขึ้นอยู่กับว่าจำนวนของหน่วยที่เกี่ยวข้องมีมากหรือน้อย

ทั้งนี้ หากว่ามากก็อาจจะมีผลกระทบต่อผลรวมคะแนนประชามติ แต่ถ้าน้อยก็ไม่เกิดผลการเปลี่ยนแปลงอะไร ดังนั้น ส่วนที่จัดนับคะแนนไป เมื่อนับคะแนนแล้ว ประมาณ 3-4 ชั่วโมง หลังจากปิดหีบก็สามารถเสนอผลได้อย่างไม่เป็นทางการให้แก่ประชาชนทราบเป็นการเบื้องต้นได้ ซึ่งผลรายงานดังกล่าวจะอยู่ที่ 95% ของหน่วยคะแนนออกเสียงทั้งหมด ไม่ได้รายงาน 100%

ถ้ากรณีผลรายงานไม่เป็นทางการ แพ้ชนะกันขาด เช่น ชนะเกินกว่า 1 ล้านคะแนนขึ้นไป ผลทางการไม่เปลี่ยน แม้จะมีบางหน่วยที่เลือกไม่เสร็จก็ไม่มีผลกระทบ แต่ถ้าชนะกันในหลักแสนไม่ถึงล้านคะแนน จะต้องรอผลเป็นทางการภายใน 3 วัน หลังจากปิดหีบ ซึ่งผลทางการ กกต.จะเป็นผู้รับรองความถูกต้อง ดังนั้น คนจะรอดูผลอย่างเป็นทางการเมื่อตัวเลขสูสี พลิกกลับไปมาได้ เพราะยังเหลืออีก 5%

สมชัย ยกตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งในสิงคโปร์ เวลารายงานไม่เป็นทางการตอน 23.00 น. แต่พอบอกพรรครัฐบาลชนะขาดแล้ว สส.รัฐบาลได้ไป 90% พรรคนี้ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน ประชาชนก็ไม่สนใจคะแนนเป็นทางการ เพราะถือว่าจบแล้ว

สมชัย บอกว่าการรายงานผลนับคะแนนลงประชามติน่าจะไม่เกิน 21.00 น. ซึ่งตั้งใจอยากให้จบเวลา 19.00 น. เพราะเดิมคิดว่ารายงานผลเสร็จภายใน 3 ชั่วโมง แต่เท่าที่ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่แล้ว การนับคะแนนมีสองประเภท โอกาสถูกทักท้วงจากการวินิจฉัยบัตรดีและบัตรเสียต่างๆ จะเกิดขึ้น

“เราคาดว่าหนึ่งหน่วยอาจใช้เวลานับประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วทยอยรายงานเข้ามา หากโชคดี 19.00 น. สามารถรายงานได้ แต่ถ้าช้าไม่น่าจะเกิน 20.00-23.00 น. น่าจะปิดจ๊อบได้”

 

เปลือยชีวิตสุดอาภัพของแท็กซี่ดวงซวย “ชรินทร์ ช้ำเกตุ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2559 เวลา 18:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/445437

เปลือยชีวิตสุดอาภัพของแท็กซี่ดวงซวย "ชรินทร์ ช้ำเกตุ"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล  / ภาพ…ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ดวงตาใสๆ รอยยิ้มซื่อๆ คำพูดคำจาอ่อนน้อม จริงใจ ไร้เล่ห์เหลี่ยม ชวนให้รู้สึกได้ทันทีว่า ชายผู้นี้เป็นคนไม่มีพิษมีภัยกับใคร

แต่ไม่น่าเชื่อว่า ชายหนุ่มสู้ชีวิตผู้ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินสุจริตเลี้ยงลูกเมีย กลางวันเป็นพนักงานโรงแรม กลางคืนหาลำไพ่พิเศษด้วยการขับแท็กซี่มิเตอร์ จะต้องประสบกับโชคร้ายแสนสาหัสหลังตกเป็นข่าวครึกโครมเมื่อปี 2555 ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ร้ายปล้น-ข่มขืนผู้โดยสาร ถูกสังคมประณามสาปแช่ง ต้องติดคุกฟรีถึง 9 วัน

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดในอีก 4 ปีถัดมา หลังทิ้งฝันร้ายแต่หนหลังไว้กับอดีต เริ่มต้นชีวิตใหม่หวนกลับมาขับแท็กซี่อีกครั้ง กลับเจอวัยรุ่นใช้มีดแทงคอชิงทรัพย์ ทว่ารอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์

วันนี้เขาเลิกขับรถแท็กซี่อย่างถาวร แต่ยังต้องเผชิญกับฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน

นี่คือเรื่องราวชีวิตของ ชรินทร์ ช้ำเกตุ อดีตโชเฟอร์แท็กซี่ ผู้ที่ถูกมองว่าเป็น “คนดวงซวย”

ชีวิตต้องสู้…จากกรรมกรก่อสร้างสู่พนักงานโรงแรม

ชีวิตของเขาต้องทำงานคลุกฝุ่นคลุกดิน อาบเหงื่อต่างน้ำมาตลอด

ชรินทร์ ช้ำเกตุ เกิดที่อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ฐานะครอบครัวยากจนข้นแค้น ต้องเช่านาคนอื่นทำ มีเพียงกระต๊อบมุงจากหลังเดียวไว้เป็นเรือนนอน เรียนจบถึงชั้นม.1ต้องออกกลางคัน เพราะพ่อแม่ที่ไม่มีเงินส่งเรียนต่างอำเภอ สุดท้ายตัดสินใจออกมาช่วยทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

“อายุได้ 13-14 ปี ก็มาเป็นกรรมกรในแคมป์ก่อสร้างที่สมุทรสาคร ขนไม้ แบกอิฐ ผสมปูน ผูกเหล็ก ได้ค่าแรงวันละ 50 บาท ใจก็คิดอยากก้าวหน้า ขอเรียนเป็นช่างไม้ ช่างปูน ช่างเชื่อมซื้อกระทิงแดงแลกเป็นค่าวิชา จนกระทั่งต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นช่าง ขยับเป็นหัวหน้าช่าง เงินเดือน 130 บาท แต่พ่อผมเกิดทะเลาะกับโฟร์แมนเลยต้องโดนไล่ออกมาจากแคมป์”

อพยพครอบครัวมาเช่าบ้านอยู่แถวรามคำแหง ชรินทร์ในวัย 20 ปีบริบูรณ์ ยังไม่มีเป้าหมายในชีวิต จึงไปสมัครเข้าคอร์สอบรมบุคลิกภาพ จากเด็กบ้านนอกตัวดำๆ ขี้อาย เริ่มกล้าพูดกล้าแสดงออก มั่นใจในตัวเอง ต่อมาสมัครทำงานในธุรกิจขายตรงซึ่งกำลังบูมสุดขีด แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เบนเข็มไปเป็นทำงานร้านเช่าวีดีโอ ทำเพียงได้ปีเศษต้องประสบกับวิกฤติฟองสบู่แตกปี 2540 บวกกับกระแสวีซีดีเข้ามา สุดท้ายเจ๊งไม่เป็นท่า

จากนั้นไปเป็นยามที่โรงแรมไดนาสตี้ ซอยรามคำแหง 35 ใส่เครื่องแบบเต็มยศ โบกรถ เฝ้าตึก เพราะรักความก้าวหน้าอีกนั่นแหละ เห็นว่าเจ้าของโรงแรมเป็นคนจีน มีแขกชาวจีนมาพักเยอะ จึงไปหาหนังสือสอนภาษาจีนมาอ่าน หัดท่องจำทุกวันจนพอสื่อสารได้ วันหนึ่งผู้จัดการโรงแรมเดินผ่านมาเห็นผมกำลังสื่อสารกับแขก เขาเข้ามาตบบ่าชมว่าดีมาก อยากเป็นพนักงานโรงแรมไหม อีกสามสัปดาห์ต่อมามีคำสั่งให้ผมย้ายมาเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยในโรงแรม ใส่สูท ผูกไทด์เท่ๆ ทำได้ 2 ปีก็ย้ายมาโรงแรมชื่อมิดเดิ้ลอีสต์ซาฮาร่า ย่านสุขุมวิท ทำหน้าที่พนักงานคอมพิวเตอร์ธุรการ ที่นี่ทำนานถึง 15 ปี ตอนนั้นอายุ 35 มีเมีย ลูกอีกหนึ่ง รู้สึกว่าเงินเดือนน้อยไม่พอเก็บ ไม่มีเงินก้อน จึงคิดหารายได้เสริม มีคนแนะนำให้ไปดาวน์รถแท็กซี่มือสองมาขับหลังเลิกงาน ผมขับตั้งแต่หกโมงเย็นถึงเที่ยงคืน ชอบนะ มีอิสระ ทำมากได้มากทำน้อยได้น้อย ขับได้ปีเศษกำลังมีความสุข ไม่นึกเอะใจเลยว่าจะเกิดเรื่องร้ายๆขึ้นกับตัวเอง

น้ำเสียงขาดห้วนไปดื้อๆ ถอนหายใจยาว มือทั้งสองข้างถูไปมาอย่างคนตื่นกลัว

ชรินทร์ ช้ำเกตุ เมื่อครั้งไปออกรายการเรื่องเด่นเย็นนี้หลังได้รับอิสรภาพ

 

อนาคตดับวูบ…ตกเป็นแพะคดีปล้นข่มขืน ติดคุกฟรี 9 วัน 

วันที่เปลี่ยนชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง แน่นอนว่าเขาจำได้แม่นยำไม่มีวันลืม

“วันที่ 1 ก.ค.2555 เป็นวันอาทิตย์ขณะกำลังนั่งรถไปทำบุญที่จ.ชัยนาท ก็มีเพื่อนโทรเข้ามาบอกว่า ตำรวจสน.ลาดกระบังแจ้งว่า รถแท็กซี่ของผมไปก่อเหตุหลายคดี ทั้งปล้นทรัพย์ ข่มขืน กักขังหน่วงเหนี่ยว พยายามฆ่า รู้สึกเฉยๆนะ ตลกด้วยซ้ำ ยังบอกไปเลยว่าโอ๊ย ไม่ใช่แล้ว ผิดคนมั้ง (หัวเราะ) ตำรวจถามว่าผมอยู่ไหน เลยตอบไปว่าอยู่ชัยนาทครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเข้าไปที่สน.เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ตอนนั้นไม่กลัวเลย ปกติมาก เพราะรถก็จอดอยู่ที่บ้านตลอด พยานก็มีเยอะแยะ รุ่งขึ้นนั่งแท็กซี่ไปโรงพัก ตำรวจสอบสวนนานมาก พอถึงขั้นตอนชี้ตัวปรากฎว่าผู้เสียหายทุกคนชี้ตัวผมหมด

จุดเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น ผมเริ่มเอะใจ ไม่เคยเห็นหน้าผู้เสียหายเหล่าเลยสักคน แต่ทำไมทุกคนชี้มาที่เราหมด คนนี้แหละใช่ คนนี้แหละค่ะที่ข่มขืนหนู ร้องไห้ด้วย งงมาก ตอบปฏิเสธไปว่าผมไม่ได้ทำ ตอนนั้นไม่รู้ว่าต้องเรียกทนาย ไม่รู้ขั้นตอนกฎหมาย สุุดท้ายผมกลับเป็นผู้ต้องหา เขาพาไปอีกห้องมีโต๊ะแถลงข่าว นักข่าวมารอเป็นร้อย แสงแฟลชวูบวาบไปหมด นายตำรวจคนหนึ่งเดินเข้ามาด่าผมหยาบๆคายๆ เงื้อมือทำท่าจะตบ ตอนนั้นผมนิ่งมาก เพราะคิดอะไรไม่ออก มึนตึ้บไปหมด นักข่าวถามอะไรมาก็ตอบอย่างเดียวผมไม่ได้ทำครับ แต่ในหัวคิดตลอดเวลาว่าแล้วจะทำยังไง ทนายก็ไม่มี กฎหมายก็ไม่รู้ ญาติผู้ใหญ่ที่จะมาสู้กับเขาก็ไม่มี สุดท้ายโดนส่งตัวไปฝากขังที่เรือนจำ

ชรินทร์ เล่าว่า 9 วันที่อยู่ในคุกถือเป็นประสบการณ์เลวร้ายไม่ต่างจากตกนรก

ผมรับสภาพตัวเองไม่ได้ ไม่ได้ทำผิดแต่กลับถูกตัดสินจำคุก กินข้าวไม่ลง ป่วยเป็นไข้ ทุกวันจะไปยืนเกาะลูกกรงหน้าหอกระจายเสียงรอให้เรียกชื่อเราว่าญาติมาเยี่ยม วันไหนมีคนมาเยี่ยมก็เหมือนต่อชีวิตไปได้อีกวัน วันไหนไม่มาก็ไปแอบร้องไห้คนเดียวจนเพื่อนนักโทษต้องมาปลอบ ผมเกือบจะฆ่าตัวตาย เพราะไม่อยากเป็นภาระใคร กราบศาลพระภูมิ กราบแผ่นดิน ฝากพระแม่ธรณีว่าช่วยไปจับคนร้ายตัวจริงด้วยเถิด ช่วงอยู่ในคุก พี่ชายวิ่งเต้นหาหลักฐาน ได้คลิปวีดีโอมีภาพเราตอนไปทำบุญที่วัดอัมพวัน วัดปากคลองมะขามเฒ่า ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านแทบจะมาเป็นพยานให้ แต่ข้อมูลเหล่านี้ไม่ช่วยอะไรเลย ผมน้อยใจกระบวนการยุติธรรมเหมือนกัน น้อยใจการสอบสวนของตำรวจต้นเหตุที่ทำให้เราต้องเป็นแบบนี้ เมียมาเยี่ยมบอกว่าเพื่อนบ้านหนีหน้า บางคนไม่ยอมให้ลูกมาเล่นกับลูกเรา เพราะพ่อมันเป็นโจร โอ้โห เจ็บปวดที่สุดในชีวิต ถ้าเป็นเราทนได้อยู่แล้ว แต่นี่ครอบครัวเราโดนหางเลขไปด้วย ทั้งที่เขาไม่เกี่ยว

โชคชะตาไม่โหดร้ายจนเกินไปนัก ความยุติธรรมมีจริงแม้จะมาช้า หลังจากนั้นไม่กี่วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายตัวจริงได้ เนื่องจากย่ามใจก่อเหตุซ้ำ จึงเร่งเดินเรื่องยกฟ้อง ก่อนนำตัวผู้บริสุทธิ์ออกจากเรือนจำโดยเร็วที่สุด

“วันสุดท้ายที่อยู่ในคุก ประมาณทุ่มนึง เขาประกาศรายชื่อคนที่จะได้ออก พอได้ยินชื่อชรินทร์ ช้ำเกตุเท่านั้นแหละ ผมกระโดดตัวลอยเลย วันนั้นตำรวจนายหนึ่งขับรถไปรับที่เรือนจำ เขาขอโทษที่ปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดและขอร้องว่าอย่าฟ้องกลับ ผมคิดตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าคุกแล้วว่า จะไม่ขอฟ้องร้องใครทั้งสิ้่น ขอแค่อิสรภาพกลับไปหาครอบครัว กลับทำมาหากินไปวันๆเท่านั้นพอแล้ว ไม่อยากได้เงินใครเพราะมันเป็นเงินบาป คิดเสียว่าเป็นกรรมของตัวเอง เราชดใช้หมดแล้ว ส่วนใครทำกรรมกับเราไว้ เขาก็ต้องไปชดใช้ของเขาเอง ไม่เกี่ยวกับเราแล้ว

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลขณะนั้น ตั้งโต๊ะแถลงข้อเท็จจริง พร้อมมอบเงินส่วนตัวจำนวน 20,000 บาทเป็นการเยียวยาชดเชย

พอเห็นหน้าลูกเมีย พ่อแม่พี่น้อง เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ เหมือนได้ชีวิตใหม่กลับคืนมาอีกครั้ง มีคนยุให้ฟ้อง ผมบอกไม่เอาแล้ว จบดีกว่า มีผู้เสียหายที่ชี้ตัวเราหลายคนโทรมาขอโทษ อยากจะนัดเจอ จะเลี้ยงข้าว จะให้เงิน ผมให้อภัยทุกคน ไม่โกรธอาฆาตแค้น แต่อย่ามาเจอกันเลยดีกว่า ขอให้เรื่องราวทุกอย่างจบเพียงเท่านี้”

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.สมัยนั้น มอบเงินส่วนตัวจำนวน 20,000 บาทเพื่อเยียวยาผู้เสียหายตกเป็นแพะ ติดคุกฟรี 9 วัน

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด…ถูกแทงคอเกือบตาย สุดท้ายตัดสินใจเลิกอาชีพแท็กซี่

เมื่อกลางเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ปรากฎข่าวสะเทือนขวัญกลางกรุง เมื่อแก๊งวัยรุ่นชายสองคนก่อเหตุใช้มีดแทงคอโชเฟอร์แท็กซี่เพื่อหวังชิงทรัพย์ สุดท้ายถูกจับกุมได้ ผู้ต้องหาทั้งคู่อายุเพียง 13 และ 14 ปีเท่านั้น

ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ โชเฟอร์แท็กซี่เคราะห์รายมีชื่อว่า ชรินทร์ ช้ำเกตุ … แท็กซี่ดวงซวยคนนั้นนั่นเอง

“หลังออกจากคุก ผมถอดใจแล้วว่าคงไม่กลับมาทำอาชีพนี้อีก เพราะรายได้ก็ไม่ได้เยอะอะไรมาก ไหนจะค่าแก๊ส ค่าซ่อม ไหนจะความเครียด แต่พี่ชายเขายุให้กลับมาขับ เพราะงานอิสระ เลือกขับรถช่วงเวลาหัวค่ำหน่อยก็ไม่น่ามีอะไรน่าห่วง ผมจึงไปเช่าแท็กซี่มาขับได้ 2 อาทิตย์ ความอุ่นใจเริ่มกลับมา แต่ที่ไหนได้รอบนี้หนักกว่ารอบที่แล้วอีก เล่นเอาเกือบตาย”ชรินทร์หัวเราะขมขื่นให้กับชะตาชีวิตของตัวเอง

ดึกดื่นคืนนั้น โชเฟอร์คนซื่อรับผู้โดยสารวัยรุ่นชาย 2 คน จากแยกเทพารักษ์ สมุทรปราการ เพื่อไปส่งที่ซอยสุขุมวิท 62 ด้วยความที่ไม่เคยปฏิเสธผู้โดยสาร บวกกับนิสัยมองโลกในแง่ดี วัยรุ่นสองรายนี้ยังเป็นแค่เยาวชน ไร้วี่แววโจร จึงขับรถอย่างสบายใจ … แต่เขาคิดผิดมหันต์

ตอนนั้นผมสังเกตเห็นว่าพวกเขาเอียงคอคุยกันซุบซิบๆ แต่ก็ไม่เอะใจ พอถึงจุดหมายเป็นซอยเปลี่ยว คนหนึ่งบอกเพื่อนว่า เดี๋ยวมาแป๊บนึง เข้าไปเอาเงินก่อน แล้วเปิดประตูลงไป สัญชาตญาณคนขับแท็กซี่ก็ต้องมองกระจกข้างว่าอยู่บ้านหลังไหน จะชิ่งค่าโดยสารเราหรือเปล่า จังหวะเอี้ยวคอไปมองอีกคนก็แทงเข้ามา เลือดพุ่ง ชาไปหมด เขาแทงซ้ำ ผมเอามือปัดตะโกนร้องขอชีวิตว่าจะเอาอะไรให้หมดเลย ให้เงินสดไป 400 เขาจะเอากุญแจ เราก็บิดกุญแจยื่นให้ แต่จังหวะนั้นก็เอื้อมไปปลดล็อคแล้ววิ่งหนีลงจากรถ เอามือปิดคอห้ามเลือดไว้ด้วย จนมีคนมาช่วยพาไปส่งโรงพยาบาล

ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด หลังถูกแทงด้วยอาวุธมีดเข้าที่ลำคอหวังชิงทรัพย์

แม้เสียเลือด แต่คมมีดที่ทิ่มแทงเข้าไปในลำคอไม่ลึกมาก โชเฟอร์หนุ่มรอดตายราวปาฏิหาริย์

“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะถามเขาว่า ทำไมต้องถึงขนาดเอาชีวิตกันด้วย เขารู้ไหมว่าผมมีครอบครัว มีพ่อแม่ลูกเมียต้องดูแล ทำไมไม่จี้เอาเฉยๆ ผมก็ให้หมดทุกอย่าง เงิน โทรศัพท์ แม้แต่รถก็เอาไปเถอะ ทำไมต้องฆ่ากันด้วย คนขับแท็กซี่ก็ไม่ได้มีเงินติดตัวเยอะแยะมากมายอะไรเลย ตอนนั้นมีคนกันเยอะว่า ทำไมแกซวยจังวะ ดวงซวยเหลือเกิน เจ้านาย พ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝูง ลูกเมีย ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าให้เลิกขับแท็กซี่เหอะ เราคงไม่ถูกโฉลกกับอาชีพนี้ จะหยิบจับอะไรก็เจอแต่เรื่องไม่ดีถึงขั้นเกือบเอาชีวิตไม่รอด ผมก็คิดว่าน่าจะจริง เลยคิดว่าครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะขับแท็กซี่ เพราะครั้งหน้าเราอาจไม่รอด

ในที่สุด ชายหนุ่มผู้ทำมาหากินสุจริตด้วยการขับแท็กซี่ก็จำต้องยุติอาชีพนี้ลงอย่างน่าเศร้า

รอยแผลเป็นที่ลำคอยังเด่นชัด เช่นเดียวกับรอยแผลทางจิตใจที่ยากจะเยียวยา

 

อุทาหรณ์สอนใจสังคมไทย…แม้น้อยใจชะตาชีวิตแต่ไม่คิดเลิกทำดี

ปัจจุบัน ชรินทร์หันมาช่วยพี่ชายขายก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง เครื่องดื่ม ชา กาแฟอยู่ภายในศูนย์อาหารของอาคารริชมอนด์ สุขุมวิท 26 ภายใต้ความหวังว่าวันข้างหน้าอยากจะเปิดแผงขายอาหารเล็กๆของตัวเองบ้าง

วันนี้ครบรอบ 4 ปีของเหตุการณ์ตกเป็นแพะ และหนึ่งเดือนที่รอดชีวิตจากการถูกปล้น รอยแผลเป็นที่คอยังเห็นเด่นชัด เช่นเดียวกับรอยแผลในหัวใจที่ยังคงฝังแน่น

“การที่เราตกเป็นข่าวใหญ่ ความซวยของเราก็มีข้อดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ทำให้สังคมรู้ว่า อาชีพแท็กซี่นั้นมีความเสี่ยงอันตราย ผมอยากให้พี่น้องแท็กซี่ทุกคนตื่นตัว รู้จักระมัดระวังตัวกันเอาไว้บ้าง ของพวกนี้มันเผลอไม่ได้ ทุกคนก็มีคนข้างหลังรออยู่ แต่ถึงจะระวังตัวที่สุดอย่างผมยังพลาดได้ บางทีผมอาจมองโลกแง่บวกเกินไป คิดว่าโลกนี้ไม่มีใครเลว คงไม่มีใครทำร้ายเราหรอก เพราะผมไม่เคยทำร้ายใคร ดังนั้นสิ่งร้ายๆคงไม่น่าเกิดกับเรา แต่มันก็เกิดจนได้ ผมอยากให้ชีวิตของผมเป็นบทเรียนให้แก่สังคมว่า อย่าให้ใครต้องตกเป็นแพะอีก”

ความทรงจำเลวร้ายที่ผ่านมาในชีวิต ชรินทร์มองว่าอาจเป็นเรื่องเวรกรรมที่ต้องชดใช้ จากนั้นก็เร่งทำความดีต่อไป

ผมพยายามคิดในแง่บวกว่า มันอาจจะเป็นเคราะห์กรรมของเรา เราอาจไปทำกรรมอะไรไว้ก็ต้องชดใช้ไปให้หมด ต่อจากนี้ไปสิ่งดีๆมันคงเข้ามาบ้าง เราทำงานสุจริต ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว ขับแท็กซี่ก็ขับปลอดภัย ไม่หวาดเสียว สุภาพกับผู้โดยสาร ไม่เคยปฏิเสธเลยสักครั้ง ใครรถเสีย มีปัญหาก็จอดช่วยหมด ก็ได้แต่หวังว่าหลังจากเจอเรื่องร้ายๆมาหนักๆ ก็น่าจะมีสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตบ้าง

อดีตแท็กซี่หนุ่มผู้อาภัพ สารภาพจากก้นบึ้งของหัวใจว่า บ้างครั้งรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง น้อยใจโชคชะตา แต่ความคิดที่จะทำมาหากินสุจริต เป็นพลเมืองดีของสังคมนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้ชีวิตต้องพานพบกับโชคร้าย แต่เขาจะยังทำดีต่อไป ด้วยเชื่อว่าสักวันคงได้ดี

วันนี้ อดีตโชเฟอร์แท็กซี่หนุ่มผันตัวมาขายก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกง ด้วยหวังว่าวันหน้าอยากจะเปิดแผงขายอาหารเล็กๆ

 

 

พ.ต.สมพงษ์ สุขสงวน “ช่วยคนคือความสุข”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กรกฎาคม 2559 เวลา 19:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/445228

พ.ต.สมพงษ์ สุขสงวน "ช่วยคนคือความสุข"

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

การได้เห็นคนที่เรารักต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร เป็นความทุกข์อย่างหนึ่งของปุถุชนทั่วไป แม้ว่าจะเข้าใจดีว่าคนเรานั้นมีเกิด ก็ต้องมีแก่ เจ็บ และตายเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับบางคนแล้วเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์จริง ก็มิอาจทำใจได้

พ.ต.สมพงษ์ สุขสงวน ประธานบริษัท กานต์นิธิ เอวิเอชั่น ผู้ดำเนินธุรกิจสายการบินกานต์แอร์ เป็นคนหนึ่งที่เคยเผชิญเหตุการณ์ความทุกข์ที่เกิดจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก แต่สำหรับเขาไม่ได้เก็บสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงความทุกข์ที่ฝังใจอย่างเดียว แต่เขาใช้ความทุกข์ครั้งนั้นเป็นพลังเพื่อทำดีด้วยการให้โอกาสผู้อื่นไม่ต้องเผชิญความทุกข์แบบที่เขาเคยเจอมา

พ.ต.สมพงษ์ เล่าว่า เขามีพี่น้อง 4 คน วัยเด็กอาศัยอยู่บ้านซึ่งห่างไกลตัวเมือง จ.พัทลุง วันหนึ่งน้องสาวเขาป่วย กลางวันได้เห็นพ่อต้องแบกน้องไปขึ้นรถสาธารณะเพื่อเข้าไปยังโรงพยาบาลในตัวเมือง จากนั้นตกกลางคืนพ่อก็แบกน้องกลับมาโดยที่น้องไม่มีลมหายใจอีกแล้ว เป็นภาพที่เขาจำติดตาไม่เคยลืม และรู้สึกว่าชีวิตคนคนหนึ่งต้องจากไปก่อนวัยอันควร ส่วนหนึ่งก็เพราะกว่าจะเดินทางไปหาหมอนั้นยากลำบากมาก หากอนาคตมีโอกาสช่วยชีวิตคนได้เขาก็จะทำ เพราะไม่อยากเห็นใครต้องเจอกับเรื่องเศร้าแบบที่เขาเจออีก

ในที่สุด พ.ต.สมพงษ์ ก็ได้ทำอย่างที่ตั้งมั่นไว้ เมื่อเขาได้ขอใบอนุญาตเปิดสายการบินกานต์แอร์ เมื่อ 5 ปีก่อน นอกจากการบินเชิงพาณิชย์แล้วระหว่างทางของธุรกิจหากมีสถานการณ์ฉุกเฉินในเส้นทางบินที่มีอยู่ กานต์แอร์ก็จะมีส่วนได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศ มีทั้งที่ญาติผู้ป่วยโทรศัพท์มาติดต่อเองโดยตรงกับทางสายการบิน และอีกกรณีที่กานต์แอร์ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ดำเนินการโดยคิดค่าบริการเครื่องบินในอัตรา 3.8 หมื่นบาท ซึ่งถูกมากเมื่อเทียบกับอัตราค่าบริการเช่าเครื่องบินส่วนตัว (ไพรเวท เจ็ต) ซึ่งจะมีขั้นต่ำอยู่ที่ 8 หมื่นบาท/ชั่วโมง

ขณะที่ 2 ปีที่ผ่านมา สายการบินกานต์แอร์ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในการรับส่งเวชภัณฑ์ให้ฟรีในเที่ยวบินที่มีอยู่ พร้อมกับรับผู้ป่วยส่งตัวขึ้นเครื่องฟรีวันละ 2 ที่นั่ง และ 1 ปีที่ผ่านมาก็เพิ่งเพิ่มบริการรับส่งนมแม่ฟรีด้วย

“สาเหตุที่เราช่วยรับส่งผู้ป่วยทั้งแบบฟรีหรือแบบที่ญาติผู้ป่วยออกค่าใช้จ่ายบางส่วน ก็เพราะว่าในเส้นทาง จ.แม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่ หากเดินทางด้วยรถจะต้องใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมง และการเดินทางลำบากมาก น้องสาวของผมก็ต้องเสียชีวิตเพราะเดินทางไปรักษาพยาบาลลำบาก ถ้าช่วยคนได้ผมก็อยากช่วย ซึ่งก็ทำแบบเป็นทางการมา 2 ปีแล้วในการให้ที่นั่งฟรี 2 ที่นั่งสำหรับเที่ยวบินที่ใช้เครื่องบินใบพัดเอทีอาร์ 66 ที่นั่ง ถ้ามีผู้ป่วยใน จ.แม่ฮ่องสอน ที่มีใบรับรองแพทย์ว่าจะต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลใน จ.เชียงใหม่ หรือมีใบนัดพบแพทย์ชัดเจน ส่วนก่อนหน้าที่จะทำแบบไม่เป็นทางการใช้เครื่องบินคาราแวน 6 ที่นั่ง รับส่งผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน”

พ.ต.สมพงษ์ เล่ากรณีส่งผู้ป่วยทางอากาศที่ประทับใจและสะเทือนใจในเวลาเดียวกันให้ฟังว่า ครั้งนั้นเป็นการนำผู้ป่วยจาก อ.ปาย ไปส่งที่ จ.เชียงใหม่ โดยน้องที่สำนักงานโทรศัพท์มาแจ้งว่ามีผู้หญิงอายุ 25 ปี ทำงานอยู่รีสอร์ทประสบอุบัติเหตุและจำเป็นต้องส่งตัวทางอากาศไปยังโรงพยาบาลใน จ.เชียงใหม่ แต่เมื่อขอไปยังกรมการบินพลเรือนในเวลานั้นกลับไม่ได้รับอนุญาตด้วยเหตุผลว่าต้องขออนุญาตบินล่วงหน้า 3 วัน เมื่อทราบเรื่องจึงโทรศัพท์ไปหาเจ้าหน้าที่กรมการบินพลเรือนให้ช่วยพิจารณาอีกครั้ง เพราะเป็นกรณีผู้ป่วยได้รับอุบัติเหตุที่ต้องย้ายฉุกเฉินไปรักษาใน จ.เชียงใหม่จริงๆ โดยขอให้ลองคิดว่าถ้าผู้ป่วยคนนั้นเป็นญาติเจ้าหน้าที่จะให้รอถึง 3 วันไหม ในที่สุดก็ได้รับอนุญาต ทว่าหลังย้ายผู้ป่วยไปถึงโรงพยาบาลใน จ.เชียงใหม่ ผู้ป่วยคนนั้นก็เสียชีวิตใน 3 ชั่วโมงถัดมา โดยเจ้าของรีสอร์ทเป็นผู้โทรศัพท์มาขอบคุณที่ช่วยเหลือพร้อมกับแจ้งข่าวร้ายนั้น

อย่างไรก็ตาม หลังมีการเผาศพผู้เสียชีวิต 5-6 วันถัดมา น้องสาวผู้เสียชีวิตก็โทรศัพท์มาหาผมพร้อมบอกว่า ขอบคุณมากที่ทำให้ความฝันของพี่สาวเป็นจริงก่อนจากโลกนี้ไป เพราะพี่สาวเธอฝันมานานแล้วว่าอยากนั่งเครื่องบิน และอย่างน้อยแม้การย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เธอรอดชีวิต แต่ก็ทำให้ความฝันเธอเป็นจริงได้ก่อนถึงวาระสุดท้าย

นอกจากนั้น มีอีกหลายกรณีที่ผู้ป่วยรอดชีวิตได้เพราะได้รับการย้ายฉุกเฉินทางอากาศหรือการขนส่งเวชภัณฑ์ผ่านกานต์แอร์ ซึ่ง พ.ต.สมพงษ์ ระบุว่า การช่วยคนเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข ได้เห็นคนที่เกิดอุบัติเหตุมา หรือมีอาการเส้นเลือดในสมองแตกต้องรีบหาหมอ เมื่อเราช่วยได้ก็รู้สึกดีใจที่เขาไม่ต้องเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต

ที่สำคัญ พ.ต.สมพงษ์ เชื่อว่า สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงทำให้เขามีความสุขเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีมาถึงธุรกิจกานต์แอร์ด้วย ทุกวันนี้แม้มีสายการบินใหญ่ๆ รายอื่นมาเปิดบินเส้นทางแม่ฮ่องสอน แต่อัตราบรรทุกผู้โดยสารต่อเที่ยวบิน (โหลดแฟกเตอร์) ของกานต์แอร์เส้นทางแม่ฮ่องสอนก็ยังดีอยู่ ไม่ได้รับผลกระทบ เชื่อว่าน่าจะเป็นอานิสงส์จากการช่วยคนด้วยความจริงใจ เต็มที่ และไม่เอาเปรียบลูกค้า ทำให้คนในพื้นที่พร้อมอุดหนุนอยู่เสมอ

การได้พบเหตุการณ์เลวร้ายกับตัวเองมาแล้ว และไม่ต้องการเห็นคนอื่นต้องทุกข์แบบเดียวกับที่ตัวเองต้องเจอ นี่แหละคือแรงบันดาลใจสำคัญของ พ.ต.สมพงษ์ ที่ทำธุรกิจการบินโดยไม่ได้คิดแค่เพียงเรื่องธุรกิจอย่างเดียวเท่านั้น

 

เปลี่ยนทัศนคติในการออม “คนไทยต้องแก่อย่างมีคุณภาพ” เจษฎา สุขทิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กรกฎาคม 2559 เวลา 20:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/444785

เปลี่ยนทัศนคติในการออม "คนไทยต้องแก่อย่างมีคุณภาพ" เจษฎา สุขทิศ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

หากเอ่ยนามของผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนหนุ่มไฟแรง ชื่อของ เจษฎา สุขทิศ หรือคุณเจท ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัท INFINITI Global Investors ธุรกิจด้านการจัดการลงทุนและหาโอกาสให้กับนักลงทุน คือหนึ่งในนั้น

ในวัย 35 ปี เจ้าตัวผ่านประสบการณ์มาแล้วมากมายกับบริษัทชั้นนำในเมืองไทย กระทั่งล่าสุดจับมือกับพรรคพวก ก่อตั้ง FINNOMENA แหล่งความรู้ด้านการลงทุนและการวางแผนการเงินอย่างเต็มรูปแบบ

โพสต์ทูเดย์นัดคุยกับหนุ่มไฟแรงคนนี้ถึงเส้นทางชีวิตและความฝันที่อยากเปลี่ยนแปลงทัศนคติด้านการออมให้กับคนไทย โดยหวังให้คนไทย 1 ล้านคน รู้จักการลงทุนมากขึ้นเพื่อเป็นคนแก่อย่างมีคุณภาพ

หาสิ่งที่ใช่ และ ข้อได้เปรียบให้เจอ

เจษฎา เรียนจบระดับชั้นมัธยมจากโรงเรียน “เซนต์คาเบรียล”  ก่อนเข้าศึกษาต่อที่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจและการจัดการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สิ่งที่เขาเป็นวันนี้ ถูกหล่อหลอมมาจากคนใกล้ชิดอย่างคุณพ่อ ที่ทำงานด้านวาณิชธนกิจ ทำให้ได้สัมผัสการกับบริหารจัดการเงินอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่เยาว์วัย

“โชคดีที่ผมเจอสิ่งที่ตัวเองชอบค่อนข้างเร็ว ตั้งแต่อายุ 17-18 ปี รู้ตัวว่าอยากเป็นผู้จัดการกองทุน คุณพ่อปลูกเชื้อไว้ในตัวตั้งแต่สมัย ม.ต้น จ้างไปทำงานที่บริษัทได้เงินเดือนครึ่งหนึ่งของค่าแรงขั้นต่ำในสมัยนั้น ตกวันละ 60 บาท ได้เห็นกราฟหุ้น ฟังเสียงของโบรกเกอร์ที่พูดเรื่องการขึ้นลงของกราฟ แถมพ่อยังชอบวางหนังสือพวก Technical Analysis ไว้รอบๆ ตัวเรา อ่านแล้วรู้สนุกดี มันปลูกฝังมาตั้งแต่เล็ก อีกเรื่องที่ทำให้สนใจการเงินก็คือเหตุการณ์ ‘ต้มยำกุ้ง’  วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เห็นความอู้ฟู่ของครอบครัวและสังคมไทย กระทั่งดำดิ่งได้รับผลกระทบหนัก โชคยังดีที่ไม่ถึงขั้นล้มละลาย แต่ก็ทำให้เกิดความสงสัยเรื่องเศรษฐกิจและการลงทุน กลายเป็นแรงผลักดันให้เราชอบเรื่องนี้”

เจษฎาผ่านร้อนผ่านหนาว ประสบการณ์ในวงการเงินมากว่า 15 ปี กับหลากหลายบริษัทชั้นนำในเมืองไทย ไล่ตั้งแต่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในกลุ่มยูโอบี บลจ.อยุธยาเจเอฟ ในกลุ่มของเจพีมอร์แกนในสมัยนั้น โดยตำแหน่งสุดท้ายก่อนออกมาสร้างกิจการเอง คือ Chief Investment Officer (CIO) หรือ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด

“ตอนตัดสินใจลาออกยากเหมือนกัน เพราะ CIO มันคือความฝัน และเป้าหมายทางอาชีพสูงสุดในชีวิตที่ผมอยากเป็น ไต่ระดับมาหลายขั้นตั้งแต่เรียนจบ เริ่มจาก พนักงาน นักวิเคราะห์ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน ผู้จัดการกองทุน ผู้จัดการกองทุนอาวุโส ไปจนถึงประธานเจ้าหน้าที่ลงทุนเมื่ออายุได้ 30 ปี”

ผู้บริหารหนุ่ม เล่าให้ฟังว่า การตัดสินใจเริ่มต้นสิ่งใหม่ ใช่ว่าคิดหรือลงมือทำแล้วจะสำเร็จไปซะทุกอย่าง สิ่งที่ทุกคนต้องระมัดระวังและค้นหาให้เจอ คือ Unfair Advantage หรือ ความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว

“สมมติคุณอยากทำแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องกับการเรียกแท็กซี่หรือส่งพัสดุ ต้องถามตัวเองก่อนว่า มีความได้เปรียบกว่าคนอื่นตรงไหน วันหนึ่งหากอูเบอร์กระโดดลงมาเล่นเต็มตัว สู้เขาได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ แปลว่าคุณไม่มีความได้เปรียบเหนือคนอื่น คิดให้ดีและลึกหากตัดสินใจลงทุนทำอะไร เพราะหากวันหนึ่งสู้ไม่ได้ คุณก็จะแพ้ในเกมธุรกิจ”

เพราะการคำนึงถึง ความได้เปรียบในการแข่งขันนั่นเอง ทำให้เจ้าตัวกล้าทิ้งตำเเหน่งหัวเรือใหญ่จากซีไอเอ็มบี ออกมาสร้าง INFINITI Global Investors บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน อินฟินิติ จำกัด ซึ่งดูแลเงินลงทุนให้ลูกค้าแล้วประมาณ 4 พันล้านบาท ในช่วงเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา และ FINNOMENA เว็บไซต์ความรู้การเงินการลงทุนสำหรับคนไทยทุกเพศทุกวัย โดยเขามั่นใจว่า ตัวเองและพรรคพวกมีความรู้ในด้านการลงทุนพอจะแข่งขันได้ในระยะยาว นอกจากนี้ยังมี Profile ต่อสาธารณะโดยเฉพาะสังคมออนไลน์เนิ่นนานนับสิบปี

เชื่อใน เวิร์ค ฮาร์ด ไม่ใช่แค่ เวิร์ค สมาร์ท

แนวคิดสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้อย่างงดงาม คือการได้เจอสิ่งที่ใช่เร็ว มีโฟกัสอย่างชัดเจน และอินกับสิ่งที่ทำอย่างเต็มที่

เจษฎา ย้ำชัด ไม่เคยรู้สึกเก่งกว่าคนอื่น แต่คิดว่าโชคดีที่ค้นพบความต้องการของตัวเองเร็ว ไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ใช่ ใส่ใจและอินไปกับสิ่งที่ทำจนคิดว่า การลงทุนไม่ใช่งาน แต่คือชีวิตที่ต้องอยู่กับมันตั้งแต่ตื่นลืมตาจนกระทั่งหลับใหล

“ผมอยากทำงานนี้มาก มากชนิดที่ว่า เราตื่นขึ้นมาแล้วไม่เคยเบื่อ หลายคนมีคำว่า Thank God It’s Friday ขอบคุณพระเจ้าวันศุกร์แล้ว…แต่ผมไม่เคยเป็น การลงทุน ไม่ใช่งานสำหรับผม เชื่อไหม ทุกวันนี้ผมมีลูกแล้ว 3 คน แต่กลางคืนผมยังนั่งดูแต่ บลูมเบิร์ก จอตลาดหุ้นรายตัว เข้าห้องน้ำก็ดู วันหยุดก็ดู อุ้มลูกมือซ้าย มือขวาจับมือถือดูความเคลื่อนไหว เราอินไปกับมันมาก”

เขาให้คำแนะนำว่า หากหวังประสบความสำเร็จต้องทำเต็มที่อย่างสุดความสามารถและให้เชื่อใน เวิร์คฮาร์ด ไม่ใช่แค่ เวิร์คสมาร์ท อย่างเดียว ซึ่งหากผิดพลาด ก็ต้องรู้จักพลาดให้เร็ว พลาดบ่อยก็ยังได้ แต่ล้มแล้วต้องลุกให้เร็ว ซึ่งในโลกของ Fintech Startup สุดท้ายจะนำไปสู่สิ่งที่ “ใช่” ในที่สุด

“ฝากคนที่ทำธุรกิจเทคสตาร์ทอัพ อยากให้เริ่มต้นที่ตัวเอง ในสิ่งที่ตัวเองมีความหลงใหล โฟกัสให้ดีว่าเราชอบอะไร ถ้าชอบเราจะถนัด แต่อย่าไปคิดว่าเราสามารถทำอะไรก็ได้ หลายๆ คนเริ่มต้นด้วยความสนุกและจบลงด้วยความทุกข์ การเริ่มต้นอาจจะต้องมองสิ่งที่ต้องการเดินไปให้ลึกมากขึ้น และเชื่อในเวิร์คฮาร์ด ไม่ใช่ทำงานชิวๆ แล้วอ้างว่าเวิร์คสมาร์ท ต้องใส่หมดทุกอย่างที่เรามีจริงๆ”

ได้เวลาที่คนไทยต้องรู้จักการออมเงิน

ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบในปี 2568 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งมีแนวโน้มว่าประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุที่เต็มไปด้วยคน “แก่ก่อนรวย”  โดย “นิด้าโพล” เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “สุข – ทุกข์ ของผู้สูงอายุไทย ปี 2559” พบว่า ความทุกข์ 3 อันดับแรกของผู้สูงอายุคือ การไม่มีเงินใช้/ไม่มีเงินออม/มีแต่ไม่พอใช้ รองลงมาคือ อยากทำงาน แต่ไม่มีงานทำ ทำให้ขาดรายได้มาเลี้ยงตนเอง และสาม มีภาระหนี้สินที่ต้องจ่ายให้แก่เจ้าหนี้

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าวบวกกับเทรนด์ FinTech เป็นเหตุผลสำคัญให้เจษฎาและพรรคพวก ตัดสินใจก่อตั้ง FINNOMENA.com ขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการเงิน และการลงทุนที่แตกต่าง มีสไตล์การเขียนที่เข้มข้นแต่เข้าใจง่าย นอกจากนี้ล่าสุดคุณเจษฎายังติดสินใจรับตำแหน่ง เลขาธิการ ชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทย อีกด้วย

ผู้บริหารหนุ่ม บอกว่า คนไทยรู้จักการลงทุนน้อยมาก ตัวเลขบัญชีเงินฝาก 87 ล้านบัญชีทั่วประเทศ มีเพียง 5-6 ล้านบัญชีหรือคิดเป็นเปอร์เซนต์ไม่ถึง 10 เปอร์เซนต์เท่านั้นที่รู้จักการลงทุน ส่วนใหญ่มองเป็นเรื่องไกลตัว และยากในการจัดการ ทั้งที่ประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ถ้าไม่รู้จักการลงทุน เรากำลังจะไม่มีกิน

“คนไทยเกินครึ่งประเทศจะมีเงินพอใช้หลังเกษียณ ถ้าลงทุนเป็น ตัวอย่างเช่น เงินจำนวน 1 หมื่นบาท บนผลตอบแทน 8 เปอร์เซนต์ ระยะเวลา 30 ปี มูลค่าของมันจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 แสนบาท จากพลังของผลตอบแทนทบต้น ต่างจากฝากประจำกับธนาคารพาณิชย์ เงิน 1 หมื่นบาท ผ่านไป 30 ปี คุณอาจได้ไม่ถึง 2 หมื่น”

ประโยชน์จากการลงทุนนอกจากจะทำให้ชีวิตหลังเกษียณมีความสุขในระดับที่เหมาะสมแล้ว  เป้าหมายอื่นในชีวิตอย่างการศึกษาของลูก การมีที่อยู่อาศัย และการส่งต่อความมั่งคั่ง ยังมีอนาคตที่สดใสและเป็นไปได้ง่ายขึ้น

“ผมเคยทดลองวางแผนการศึกษาเพื่อลูกตั้งแต่เกิดจนจบ ป.โท ซึ่งกินเวลา 21-22 ปี โดยแบ่งเป็น 3 เมนู ตั้งแต่แบบประหยัด เรียนสถานศึกษารัฐบาลและใช้จ่ายอย่างพอเพียง  แบบปานกลาง ส่งเรียนโรงเรียนคาทอลิก ต่อด้วยมหาลัยเอกชน และแบบแพงสุด ส่งเรียนนานาชาติ ไปต่อปริญญาตรีที่ต่างประเทศ เลี้ยงดูปูเสื่อแบบจัดเต็ม โดยสรุป พบว่า การวางแผนใส่เงินลงทุนทุกเดือน สามารถลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก ตัวอย่างเช่น เมนูประหยัด ตั้งแต่เด็กจนจบ ปริญญาโท ต้องใช้เงินทั้งหมดราว 1 ล้านบาท ถ้าลงทุนเป็น เราจะใช้เงินเพียงแค่ 5 แสนบาทเท่านั้น”

ผู้ก่อตั้ง FINNOMENA  ตั้งเป้าหมายว่า บริษัทจะสามารถเปลี่ยนทัศนคิตด้านการออมและการลงทุน จนทำให้คนไทยสัก 1 ล้านคนเข้าใจ และลงมือทำจริง จนมีเงินพอใช้หลังเกษียณ และสามารถหาเงินส่งลูกเรียนจนจบระดับปริญญาโทได้อย่างที่ฝัน “นี่เป็นความฝันใหม่ของผมสำหรับเป้าหมายของชีวิตการทำงาน เป็นเหตุผลที่ผมตื่นมาทำงานทุกวันตอนเช้าอย่างมีความสุข” เจษฎา ทิ้งท้าย

*****************************

ติดตามความรู้ด้านการลงทุนกับคุณเจษฎาได้ที่ LINE ID = @FundTalk (มีเครื่องหมาย @ ด้วย)
หรือค้นหา facebook Page: FundTalk
สนใจใช้โปรแกรมวางแผนเกษียณ และวางแผนการศึกษาลูกได้โดยค้นหา LINE ID @NTER

 

ประชามติต้องมีมาตรฐาน ดับไฟความขัดแย้งให้ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กรกฎาคม 2559 เวลา 14:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/444716

ประชามติต้องมีมาตรฐาน ดับไฟความขัดแย้งให้ได้

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย, ฐายิกา จันทร์เทพ

“เครือข่ายกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย” กำลังเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่กำลังถูกจับตาเป็นอย่างมาก ภายหลังออกแถลงการณ์ที่เป็นข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลถึงสองครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครั้งล่าสุดที่ขอให้รัฐบาลเปิดเผยทางเลือกให้กับประชาชนหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ โดยมีผู้ลงนามสนับสนุน 117 คน ซึ่งมีนักการเมืองจากหลายพรรคร่วมด้วย

ในจังหวะนี้โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสนั่งคุยกับ บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หนึ่งในคนทำงานคนสำคัญของเครือข่ายฯ ถึงที่มาที่ไปในการตั้งเครือข่ายฯ และแนวทางการทำงานในอนาคต

บัณฑูร เล่าว่า ก่อนการออกแถลงการณ์ของเครือข่ายฯ ฉบับแรกเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ตอนนั้นบรรยากาศของการทำประชามติมีความอึมครึมมากกว่าในปัจจุบัน การแสดงความคิดเห็นถูกจำกัด มีความหวาดกลัว ไม่มีความชัดเจนในเรื่องกติกาของการแสดงความคิดเห็น จึงนำไปสู่ความห่วงใยร่วมกันของกลุ่มนักวิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ รวมไปถึงพรรคการเมืองที่รู้สึกว่าบรรยากาศแบบนี้ไม่น่าจะเป็นบรรยากาศที่นำไปสู่การออกเสียงประชามติที่เป็นมาตรฐานทั่วไปที่เข้าใจกัน ที่เคยผ่านมาตอนปี 2550 มันไม่ใช่แบบนี้ เลยเป็นที่มาของการเริ่มพูดคุย

“พอมาเจอกัน คนก็พูดกันว่าไปเจอกับคนโน้นคนนี้ตามงานแต่งงาน งานเลี้ยง ไปวัด ทุกคนก็พูดประเด็นเดียวกันว่าห่วงกับสถานการณ์แบบนี้ เลยทำให้รู้ว่ามีคนคิดแบบนี้เยอะ ดังนั้นภาคประชาสังคมและวิชาการจึงเป็นตัวนำที่จะเริ่มชวนให้มีการหารือเป็นกิจจะลักษณะ นำมาสู่การคิดว่าควรรวมตัวกันเป็นเครือข่ายร่วมใช้ชื่อว่ากลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย”

“ไม่มีใครเป็นประธาน ไม่มีฝ่ายเลขานุการ ไม่มีการมาบอกว่าต้องรอการตัดสินใจของคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้เป็นระบบที่มีโครงสร้างแข็งตัว และไม่มีลำดับขั้นว่าใครเหนือกว่าใคร แต่ในแง่ของการตัดสินใจการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญยังเป็นอิสระของแต่ละบุคคลและองค์กร”

สำหรับความสำคัญของการให้ประชาชนได้เห็นทางเลือกในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามตินั้น บัณฑูร ระบุว่า “เราเชื่อว่าเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานของการตัดสินใจ และจะทำให้การตัดสินใจเป็นการตัดสินใจที่มีคุณภาพเพียงพอ เพราะรู้ผลลัพธ์ของการตัดสินใจว่าเลือกทางนี้แล้วจะเกิดอะไร การที่มีข้อมูลไม่ครบจะเป็นการตัดสินใจที่ไม่มีคุณภาพ”

“เราเห็นว่าวันที่ 7 ส.ค. คือ การตัดสินทางการเมืองครั้งสำคัญ เป็นการใช้สิทธิทางการเมืองโดยตรงตามระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าในบรรยากาศอย่างนี้ก็ตาม ดังนั้นถ้าจะทำให้วันที่ 7 ส.ค.เกิดความชอบธรรม ข้อเรียกร้องที่เสนอไปต้องเกิดขึ้นให้ได้ ทุกฝ่ายก็จะยอมรับ เราก็สามารถก้าวเดินได้โดยที่ไม่ให้ผลของวันที่ 7 ส.ค.กลายมาเป็นชนวนของความขัดแย้งที่อาจลุกลามบานปลาย”

การที่มีพรรคการเมืองเข้าร่วมด้วยจะทำให้ถูกมองเครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใยมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอยู่หรือไม่? บัณฑูร ตอบว่า “ท่านนายกรัฐมนตรีในงานประชุมประจำปี 2559 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ในระบบการเมืองจำเป็นต้องมีนักการเมือง หมายความว่า ในระบบการเมืองจะไม่มีนักการเมืองไม่ได้ ทีนี้ภาคประชาสังคมเราก็เห็นว่ามันต้องอยู่ร่วมกันอย่างนี้ เราคุยกับพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองเพื่อเป็นบททดลองทางสังคมว่าประเทศควรขยับออกไปจากจุดเดิมที่มองว่าเป็นศัตรูเป็นฝ่ายตรงข้าม”

“เอาคนที่เห็นต่างมาหาจุดร่วมที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันได้ภายใต้จุดยืนทางการเมืองที่ต่างกัน แต่เราเห็นอะไรบางอย่างร่วมกันได้ ในกรณีนี้ คือ กระบวนการทำประชามติที่ทุกคนเห็นร่วมกันว่าควรเดินไปภายใต้กติกาแบบนี้ เมื่อเป็นกติกาแบบนี้เราก็จะยอมรับผลไม่ว่าจะออกในทางใด”

อย่างไรก็ตาม บัณฑูร ยืนยันว่า ภารกิจของเครือข่ายฯ ไม่ได้จบลงในวันที่ 7 ส.ค. เพราะยังมีงานที่ร่วมกันต่อไปไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ

“เราเริ่มคุยกันด้วยว่าไม่ว่าผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านยังมีภารกิจที่ต้องทำต่อเนื่องและคงต้องหารือพูดคุยกันต่อ เป็นโอกาสที่พรรคการเมืองกับภาคประชาสังคมและวิชาการจะได้มาทำความเข้าใจในกติกาที่จะเดินต่อร่วมกัน ที่ผ่านมาอาจเป็นคู่ขัดแย้งกันในบางครั้งบางคราวแต่ถ้าเราจะอยู่ในสังคมประชาธิปไตยที่มีความเห็นต่างแล้วจะเดินกันไปต่ออย่างไร”

“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน การบ้านก็ตามมา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับจะเอาอย่างไร พวกเราจะเข้าไปมีบทบาทจะเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างไร กฎหมายที่จะทำให้รัฐธรรมนูญเกิดความสมบูรณ์ เช่น กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องออกมาภายใน 120 วัน ซึ่งมีผลสำคัญต่อการไปทำเนื้อหาในยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องตามมาที่ต้องทำภายใน 1 ปี และต้องใช้ไปอีก 20 ปี ภาคประชาสังคม นักวิชาการจะอยู่นิ่งเฉยเหรอ”

“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน การบ้านก็ชัด กระบวนการร่างใหม่ที่จะทำให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ถูกโหวตคว่ำอีกเป็นครั้งที่สามต้องเป็นอย่างไร ตรงนี้ก็คุยกันว่าก็ต้องหาข้อมูล สอบถามความเป็นจริงว่าเหตุผลที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติคืออะไร แล้วเอาเหตุผลตรงนั้นมาใช้สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สรุปไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน ยังมีงานต้องทำต่อเพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อ”

สุดท้ายในมุมมองส่วนตัวของบัณฑูร เกี่ยวกับทางออกสำหรับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คือ รัฐบาลต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญร่วมกันก่อนจะลงมือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

“ต้องเริ่มต้นจากตัวหลักการและพื้นฐานของความเข้าใจร่วมว่าหลักการของรัฐธรรมนูญควรจะเป็นอย่างไรและต้องผลึกในแก่นความคิดให้ได้ก่อน เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพจะเอาอย่างไร ควรเป็นมาตรฐานเดิมที่ไม่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ใช่หรือไม่ และขยายต่อยอดให้สอดรับกับความตื่นตัว พอตกลงแบบนี้ได้ไม่ยากแล้ว”

“อันนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้สังคมเดินได้ต่อ ถ้ารัฐบาลเห็นแง่มุมนี้ ก็จะเป็นทางออกที่วินวินกับทุกฝ่าย สังคมจะมาร่วมรับผิดชอบร่วมกันในการออกกระบวนการต่างๆ ซึ่งจะไม่ใช่ปัญหาหนักอกของ คสช.ฝ่ายเดียวแล้ว เป็นเรื่องที่สังคมจะมาแชร์ความรับผิดชอบร่วมกัน มองในมุมนี้ คือ ทางออกร่วมกันนะ”

“เชื่อมั่นว่าถ้าภายใต้กระบวนการที่ทุกฝ่ายยอมรับแบบนี้ผลที่ออกมาจะเปลี่ยนไปจากสองฉบับที่เห็นต่างกันมากมายขนาดนี้ ถ้ารัฐบาลเห็นมุมนี้ และสร้างพื้นที่ที่เปิดให้มีการพูดคุยถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์ก็จะได้คำตอบ ซึ่งไม่ใช้เวลานาน”บัณฑูร สรุป

 

ประชามติต้องเป็นที่ยอมรับ ป้องกันรธน.ชนวนขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/444536

ประชามติต้องเป็นที่ยอมรับ ป้องกันรธน.ชนวนขัดแย้ง

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

นับถอยหลัง 15 วันสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางบรรยากาศที่หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชี้แจงให้ชัดเจนว่าหากไม่ผ่านประชามติจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ล่าสุด “เครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใย” ออกมากระทุ้ง คสช. ที่มีหลายฝ่ายทั้งนักวิชาการ เอ็นจีโอ และนักการเมืองหลายพรรคร่วมลงชื่อ

องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ ถึงท่าทีจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนการเคลื่อนไหวร่วมกับเครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใย โดยระบุว่า การร่วมลงชื่อกับทางกลุ่มเพราะเห็นว่าจุดยืนของเครือข่ายฯ ไม่ต่างจากที่ตัวเองคิด และไม่รู้ว่ามีใครร่วมลงรายชื่อบ้าง รู้คร่าวๆ ว่ามีนักวิชาการ นักการเมือง และคนที่เห็นตรงกัน

“ก่อนหน้านี้เคยไปร่วมงานเสวนากับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มีอาจารย์บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อาจารย์โคทม อารียา อาจารย์สุริชัย หวันแก้ว หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกัน เข้าใจว่าเขาคงจะจัดเสวนาไปสักระยะ จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผู้ประสานงานกลุ่มโทรมาหาผม สอบถามว่าสนใจที่อยากจะลงนามในเอกสารที่จัดทำหลังจากปรึกษาหารือกันหรือไม่ ก็มีการส่งมาทางไลน์เมื่อเราเห็นด้วยก็ร่วมลงนาม”

“ผมไม่รู้ว่าใครลงบ้าง ไม่ได้ปรึกษาใคร เห็นจุดยืนตรงกันก็ลงชื่อ มาเห็นชื่อคนอื่นก็ตอนเป็นชื่อในหนังสือพิมพ์ลงแล้ว การตัดสินใจก็ดูที่เนื้อหาสาระเห็นด้วยลงนาม จริงๆ คุณอภิสิทธิ์ เป็นคนพูดเรื่องทำนองนี้เแรกๆ โดยเฉพาะถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชาชนควรทราบอนาคตจะเป็นอย่างไร ทางเลือกจะเป็นอย่างไร ตอนนั้นคนก็อาจจะยังไม่เข้าใจ วันนี้คนเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ มีหลายกลุ่ม องค์กร หลายภาคส่วน มีความเห็นสอดคล้องกัน”

ถามว่าการที่หลายพรรคการเมืองร่วมลงชื่อเป็นการส่งสัญญาณหรือการต่อรองอะไรหรือไม่ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบว่า ไม่ได้ส่งสัญญาณหรือต่อรองอะไร เป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ ที่เขาเห็นด้วยกับกลุ่มนี้ก็ไปร่วมลงนามมากกว่า มันไม่มีเหตุผลอะไรในเรื่องการต่อรอง เพราะเป็นการเรียกร้องอย่างเปิดเผย เรียกร้องด้วยเหตุผล ไม่ต่อรองว่าไม่ได้อย่างนั้นต้องได้อย่างนี้

ถามต่อว่า จะมีการเคลื่อนไหวก้าวที่สอง ก้าวที่สามต่อจากนี้หรือไม่ องอาจ กล่าวว่า กลุ่มนี้เขาแสดงออก เคลื่อนไหวมาระดับหนึ่ง ส่วนเขาจะมีก้าวอะไรต่อไปเราไม่ทราบ จริงๆ ก็ไม่ได้วางแผนอะไรไว้ นำเสนอข้อมูล พูดด้วยเหตุผล หากมีโอกาสรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกันก็จะเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะต้องไปทำอะไรที่จะเป็นปัญหาต่อบ้านเมือง

ในกรณีที่ข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนองจาก คสช.จะทำอย่างไร องอาจ กล่าวว่า เราก็ต้องตัดสินใจว่าทำอย่างไรให้เขาเห็นความตั้งใจ ส่วนจะทำอะไรนั้นก็จะดำเนินการตามกรอบของกฎหมาย ไม่สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง ขณะนี้สังคมเราเดินมาถึงจุดที่เราควรจะแสดงออกด้วยเหตุด้วยผล เราต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาบ้านเมือง ไม่เอาตัวเราเองไปเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาบ้านเมือง

ทั้งนี้ ในกรณีหาก คสช.ประกาศทางเลือกแล้วเราเห็นด้วยก็สนับสนุน แต่ถ้าเขาประกาศทางเลือกแล้วเราไม่เห็นด้วย คิดว่ามันเป็นทางเลือกที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม เราก็ต้องแสดงออกต่อสาธารณะให้เห็นว่าทางเลือกที่ถูกต้องเหมาะสมกว่ามันควรจะเป็นแบบไหน อย่างไร

ถามว่า ทางเลือกที่เหมาะสมในกรณีที่ประชามติไม่ผ่านคืออะไร องอาจ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญใหม่ต้องมีเนื้อหาสาระสมบูรณ์มากกว่าที่ผ่านมา ทั้งยุคของ มีชัย ฤชุพันธุ์ หรือ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หลายส่วนของร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ มีส่วนดีอยู่บ้าง เราสามารถหยิบยกส่วนดีมาได้บางส่วนมาประกอบกับสิ่งที่จะทำให้รัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์มากกว่า

“ถ้าเราอยู่บนหลักการที่หยิบเอาส่วนดีของรัฐธรรมนูญมาประกอบกันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วสร้างกระบวนการของการทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน ตรงนี้ก็จะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่เป็นภาระต่อประเทศในอนาคต ถ้ารัฐธรรมนูญเกิดขึ้นมาแล้วเนื้อหาสาระมีข้อเสียมากกว่าข้อดี การได้มาไม่ได้รับการยอมรับก็จะสร้างปัญหาต่อประเทศในอนาคต ถ้าเราแก้สองส่วนนี้ได้ ทำให้กระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญได้รับการยอมรับ สอง เนื้อหาสาระคนทั่วไปเห็นด้วยก็จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้”

“วันนี้คนในสังคมถ้าเราไม่ถือทิฐิมานะมีอคติกัน เราก็พอมองออกว่าสิ่งไหนควรจะเป็น ควรจะมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ หรืออันไหนที่ขาดไปควรจะเอามาเพิ่ม อันไหนที่ดีอยู่แล้วควรจะรักษาไว้เป็นต้น”

องอาจ ประเมินว่า เสียงเรียกร้องมีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ จากคนไม่กี่คน จากเสียงไม่กี่เสียง ขณะนี้ก็กลายเป็นเสียงที่กว้างขวางมากขึ้น คนก็เริ่มเห็นด้วยมากขึ้น ประชาชนควรมีทางเลือก ประชาชนไม่ควรไปลงประชามติโดยไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น

ถามว่า หาก คสช.เดินหน้าจัดทำประชามติโดยยังไม่มีคำตอบว่ากรณีประชามติไม่ผ่านจะเป็นอย่างไรต่อนั้น อนาคตจะเป็นอย่างไร องอาจ กล่าวว่า ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือรัฐธรรมนูญจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม เพราะกระบวนการจัดทำประชามติเอียงไปทางด้านข้างของคนมีอำนาจและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในการใช้กลไกรัฐออกไปพบปะพูดคุยถึงเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ

แน่นอนที่สุด แม้ผู้ที่ออกไปชี้แจงจะไม่ไปบอกให้รับหรือไม่รับ แต่เขาเป็นผู้ร่างก็ต้องบอกข้อดี ซึ่งกฎหมายเปิดโอกาสให้เขาทำสิ่งเหล่านั้นได้ ขณะที่ผู้ที่เห็นต่างจากรัฐธรรมนูญหรือเห็นแย้ง ไม่มีโอกาสที่มีกลไกรัฐไปอธิบายความต่อพี่น้องประชาชนได้ เหมือน กรธ.

อีกทั้งกฎหมายประชามติมีข้อห้ามที่มีโทษรุนแรงจำคุก 10 ปี ทำให้คนจำนวนไม่น้อยไม่อยากสุ่มเสี่ยงกับการแสดงความเห็นหรือเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับประชามติหรือรัฐธรรมนูญ เฉพาะคำพูดที่ว่าบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงก็ทำให้เกิดการตีความได้

“กระบวนการทำประชามติไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการเคลื่อนไหวรณรงค์เป็นธรรมเท่าเทียม อาจนำไปสู่การไม่ยอมรับผลของประชามติ เมื่อไม่ได้รับการยอมรับ ผลประชามติก็ส่งผลกระทบต่อรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นและใช้กันในบ้านเมือง รัฐธรรมนูญก็อาจกลายเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง เกิดคลื่นใต้น้ำในสังคมเพิ่มเติมมากขึ้น ซึ่งไม่ควรจะเป็น

ถ้าเราทำให้ผลของการทำประชามติได้รับการยอมรับแต่ต้น ปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ทำไมพวกเราเรียกร้องให้การทำประชามติมีเคลื่อนไหวโดยธรรมชาติ ส่วนใครจะทำผิดกฎหมายประชามติก็ไปดำเนินการตามกฎหมาย จะเห็นว่า บรรยากาศช่วงที่ผ่านมา ง่ายที่จะแสดงความคิดเห็นด้วยกับเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญว่าดี ส่วนฝ่ายเห็นแย้งเห็นต่างมีโอกาสที่จะแสดงออกน้อยมาก ตรงนี้จะกลายเป็นปัญหาต่อไปหลังจากผลประชามติออกมาแล้ว”

ถามว่า หากกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. จะร่างใหม่เองหรือตั้งคณะบุคคลขึ้นมาร่างใหม่ จะได้รับการยอมรับหรือไม่ องอาจ กล่าวว่า ปัญหาไม่อยู่ที่ใครเป็นคนร่าง แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่เนื้อหาและกระบวนการร่างที่ต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชน ถ้าทำให้กระบวนการได้รับการยอมรับจากประชาชน และมีเนื้อหาสาระที่ดีก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้

สำหรับกลไกการร่างก็มีหลายวิธีที่จะทำให้คนมีส่วนร่วม ถ้าคนส่วนมากไม่ยอมรับก็ไปไม่ได้ไกล และก่อให้เกิดปัญหาตามมา ดังนั้นต้องป้องกันตั้งแต่แรกดีกว่าปล่อยให้เดินต่อไปแล้วเกิดปัญหา

“ผมคิดว่าเรื่องการทำประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่อาจเรียกได้ว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เกี่ยวข้องกับทุกคน เพราะฉะนั้นการตัดสินใจออกไปใช้สิทธิรับหรือไม่รับ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ นอกจากเนื้อหาสาระของตัวร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณาว่า มีข้อเสียข้อดีอย่างไรแล้ว เราควรจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบว่าการใช้สิทธิออกเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะมีผลไปในทิศทางใดอย่างไรต่อไปหรือไม่

ตรงนี้จะเป็นหัวใจสำคัญอยากให้ทุกฝ่ายช่วยพิจารณาว่า ทำอย่างไรหากเราจะคิดถึงผลการทำประชามติ ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์บ้านเมืองระยะยาว ไม่ใช่ผลเฉพาะหน้าของใครคนใดหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือเพื่อที่จะดำเนินการที่ทำให้ผลการออกเสียงไม่เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย”

ปชป.เคลียร์ภารกิจก่อนประกาศจุดยืนรธน.

สำหรับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่แม้จะออกมาวิจารณ์ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อเสียมากกว่าข้อดี แต่ก็ยังไม่ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า “รับ” หรือ “ไม่รับ” ประเด็นนี้ องอาจ ชี้แจงว่า ประเด็นสาธารณะปกติในพรรคก็มีความเห็นทั้งสอดคล้องและแตกต่างกันบ้าง สำหรับประเด็นร่างรัฐธรรมนูญก็เหมือนกันมีทั้งคนเห็นชอบและไม่เห็นชอบแตกต่างกันไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่สามารถประชุมพรรคได้ จึงไม่มีอะไรที่ออกมาเป็นมติพรรคอย่างเป็นทางการ มีเพียงความคิดเห็นของหัวหน้าพรรคหรือแกนนำบางส่วนที่ออกมาสู่สาธารณะ แต่ความเห็นหัวหน้าพรรคก็เปรียบเสมือนจุดยืนพรรคกลายๆ เพราะคนที่เป็นหัวหน้าพรรคก็ถือเป็นคนที่ได้รับการยอมรับในพรรค จุดยืนการแสดงออกของหัวหน้าพรรคจึงเหมือนเป็นจุดยืนของพรรคกลายๆ แม้จะไม่ใช่มติพรรคทีเดียว

ที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคแสดงออกชัดเจนว่าไม่ยอมรับ คำถามพ่วงที่ให้ สว.มีส่วนเลือกนายกฯ  ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญก็เห็นว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี แต่การแสดงจุดยืนเรื่อง “รับ” หรือ “ไม่รับ” ยังไม่แสดง เพราะมีภารกิจเรียกร้องอีกหลายเรื่องก่อนถึงวันลงประชามติ

“ถ้าเราไปบอกว่ารับหรือไม่รับแล้ว เราก็ไม่ต้องไปทำภารกิจอะไรเพิ่มเติม เช่น ภารกิจที่เราควรจะแสวงหาทางเลือกให้ประชาชน ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ซึ่งเรายังมีภารกิจที่จะทำก่อนถึงวันที่ 7 ส.ค. ซึ่งพรรคพยายามทำต่อเนื่องตลอดมาในวาระต่างๆ รวมถึงการร่วมไปลงนามกับกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย ก็ถือเป็นการพยายามปฏิบัติตามภารกิจของเรา ดังนั้นการแสดงจุดยืนรับหรือไม่รับ จึงยังไม่แสดงออกมาเพราะเรายังมีภารกิจที่อยากเดินหน้าในเรื่องอื่นๆ”

ถามว่า มีกระแสข่าวว่าวันที่ 25 ก.ค.พรรคประชาธิปัตย์เตรียมจะแถลงจุดยืน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบ คุณอภิสิทธิ์มีภารกิจตลอดทั้งวันที่ 25 ก.ค. แต่ก่อนหน้านี้ หัวหน้าพรรคเคยพูดว่าจุดยืนเรื่องรับหรือไม่รับก็จะแสดงออกในโอกาสที่เหมาะสมนั้น ซึ่งก็คาดว่าน่าจะอยู่ที่สัปดาห์หน้า

อย่างไรก็ตาม คงประกาศเป็นมติพรรคไม่ได้เพราะประชุมพรรคไม่ได้ ก็คงจะเป็นจุดยืนหัวหน้าพรรคท่านก็จะพูดคุยซาวเสียงกับคนในพรรคว่าคนในพรรคมีความเห็นว่าอย่างไร สมาชิกพรรค กรรมการบริหาร เห็นอย่างไร ซึ่งโดยทั่วไปสมาชิกก็จะไม่ไปแสดงความเห็นแย้งถ้าเป็นมติพรรค แต่คราวนี้เนื่องจากไม่ใช่มติพรรคก็ต้องดูว่าเหตุผลที่หัวหน้าพรรคจะให้ว่าเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า การตัดสินใจนอกจากจะดูเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็ยังมีมิติอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญก็คือการเมือง ต้องพิจารณาจากหลายมิติด้วยกัน

ถามว่า พรรคการเมืองถูกมองว่าออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงนี้จะทำให้นักการเมืองถูกตรวจสอบเข้มข้น องอาจ กล่าวว่า ไม่มีนักการเมืองคนไหนกังวลเรื่องนี้ ต้องยอมรับว่านักการเมืองส่วนมากไม่ได้คิดเข้ามาโกง แต่คนหมู่มากก็อาจมีบางส่วนไปประพฤติทุจริตทำในสิ่งไม่ถูกต้อง ซึ่งกฎหมายจะออกมาจัดการกับนักการเมืองที่โกงขนาดไหน ไม่มีนักการเมืองไปคัดค้านเรื่องเหล่านั้น เราพร้อมยอมรับได้

“นักการเมืองส่วนมากตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมืองมากกว่าตั้งใจจะเข้ามาทุจริต ผมเชื่อว่านักการเมืองส่วนมากไม่ได้กังวลตรงนี้ เราเองก็เห็นด้วยกับเรื่องการปราบปรามทุจริต ทั้งโดยนักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า เพราะการทุจริตส่วนมากเกิดขึ้นได้จากสามส่วนร่วมมือกัน ผมคิดว่าไม่ใช่นักการเมืองออกมาคัดค้านหรือเห็นแย้งรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญจะมาปราบทุจริต”

องอาจ กล่าวว่า ส่วนที่เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีข้อเสียมากกว่าข้อดี เช่น หมวดสิทธิเสรีภาพประชาชน หมวดของโครงสร้างดุลอำนาจทางการเมือง รวมทั้งกลไกในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ได้รับการโฆษณาชวนเชื่อ แต่เท่าที่ศึกษายังมีหลายส่วนที่ยังเป็นช่องโหว่ ช่องว่างที่อาจก่อให้เกิดการทุจริตได้

สำหรับการขึ้นเวทีดีเบตนั้นหากใครเชิญมาก็พร้อมไปร่วม และไม่คิดว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าเราไม่คิดไปขัดแย้งก็ไม่ขัดแย้ง ก็คิดไปพูดเนื้อหาสาระในจุดยืนมุมมองของเรามากกว่า อีกทั้งคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ประชาชนจะได้รับฟังข้อเปรียบเทียบระหว่างคนที่เห็นด้วยกับคนเห็นต่างจะได้รับฟังว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

“ผมไม่เชื่อว่าจากวันนี้จนไปถึงวันออกเสียงประชามติจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงอะไรเกิดขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งรุนแรงที่จะเกิดขึ้นจากผู้เห็นขัดแย้งในรัฐธรรมนูญ เพราะคนที่เห็นต่างเรื่องรัฐธรรมนูญเขาก็แสดงออกด้วยเหตุด้วยผลมากกว่าที่จะแสดงออกที่จะไปใช้ความรุนแรงใดๆ หรือไปก่อความวุ่นวายให้บ้านเมืองเกิดปัญหา เป็นการแสดงออกเชิงเหตุผล เชิงสัญลักษณ์บ้าง”

องอาจ ประเมินว่า โค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติไม่น่าจะมีความรุนแรง และบรรยากาศก็คงไม่ต่างจากที่ผ่านมาเท่าไหร่ การแสดงออกก็น่าจะยังไม่เป็นไปอย่างเสรี เท่าเทียม เพราะถ้าจะเป็นก็คงจะเป็นมาแต่ต้น ไม่คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงท้าย และเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดความรุนแรงใดๆ

เบื้องหลัง-เบื้องหน้า รอยร้าว ปชป.-สุขุมพันธุ์

หลังประชาธิปัตย์งัดไม้แข็งประกาศตัดสัมพันธ์กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ปล่อยให้การบริหารงาน กทม.นับจากนี้เป็นเอกเทศไม่เกี่ยวพันกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่นั่นก็ไม่อาจเป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบกับทุกคะแนนเสียงที่เลือกผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ยิ่งเวลานี้เงื่อนงำทุจริตที่เผยออกมาหลายเรื่องกำลังย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของประชาธิปัตย์มากขึ้นเรื่อยๆ

องอาจ ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ กทม. ออกตัวว่า พรรคประชาธิปัตย์ ตระหนักดีว่า เมื่อตัดสินใจส่งผู้สมัครไม่ว่าจะระดับใด ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของคนคนนั้น ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อพรรคอยู่แล้ว ถ้าเขาทำในสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พรรคก็จะได้อานิสงส์ แต่ถ้าเขาทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหา พรรคเองก็ต้องได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ เหล่านั้นด้วย

ในกรณีของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ก็เช่นกัน พรรคส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. และพี่น้องประชาชนให้การสนับสนุนเลือกผู้สมัครของเรา เพราะฉะนั้นเมื่อมีใครก็ตามออกมาพูดถึงปัญหาการบริหารงานของ กทม. พรรคและหัวหน้าพรรคก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ อะไรที่เป็นปัญหา เราก็พยายามสอดส่องไม่ให้เกิดปัญหา ปกติการบริหาร พรรคจะไม่ยุ่งปล่อยให้เขาทำตามนโยบายที่เคยหาเสียงแต่อะไรที่เป็นปัญหา พรรคก็ต้องเข้าไปดูว่าปัญหาจะแก้ไขปรับปรุงได้อย่างไร เพื่อให้กลับมาสู่ครรลองที่ควรจะเป็น

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขยายความต่อว่า ครั้งนี้ก็เช่นกันเมื่อมีคนออกมาพูดถึงการทุจริตของการบริหารงานใน กทม. ผู้ที่ออกมาเปิดเผยเป็น วิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์  หัวหน้าพรรคก็เรียกข้อมูลมาดูและพยายามเชิญ ผู้ว่าฯ กทม. มาชี้แจงเพื่อดูกันว่าปัญหาต่างๆ จะแก้ไขอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหา แต่หัวหน้าพรรคก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ว่าฯ กทม.

“เมื่อเราใช้ความพยายามถึงที่สุดเพื่อพูดคุยแก้ปัญหา เพราะมองว่าเรื่องทุจริตเป็นเรื่องสำคัญ ก่อให้เกิดความเสียหายผลกระทบอย่างมาก เมื่อเราไม่สามารถพบปะแก้ปัญหาได้ ก็เป็นเหตุผลที่ออกมาแสดงจุดยืนของพรรคผ่านแถลงการณ์ไปว่าเราปล่อยให้การทำงานของผู้ว่าฯ กทม. เป็นเอกเทศ พรรคไม่เกี่ยวข้อง และออกมาขอโทษประชาชน ที่ออกมาสนับสนุนผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ในการรับเลือกตั้งที่ผ่านมา”

พรรคพยายามทำดีที่สุดในการแก้ปัญหา แต่เมื่อเราแก้ไขไม่ได้เราก็ต้องขอโทษพี่น้องประชาชนทำอย่างอื่นได้มากกว่านี้ไม่ได้เลย พรรคจะประชุมพรรคก็ไม่ได้ เรียกมาคุยก็ไม่มา ก็ไม่รู้จะทำยังไง สส. สก. สข. ก็ไม่มี เราก็พูดความจริงกับประชาชน เราก็ตัดสินใจลำบากที่ออกมาแบบนี้

“เราไม่อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างออกมาแบบนี้ เราคิดว่าทางออกที่ดีกว่า คือได้มีโอกาสพบปะพูดคุยเพื่อประโยชน์ประชาชนร่วมกัน แต่เมื่อเราทำไม่ได้ความเป็นพรรคการเมืองก็ไม่สามารถปล่อยให้คาราคาซังอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่งั้นก็จะสร้างผลกระทบต่อทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงต้องออกมาพูดความจริงกับประชาชนว่าข้อเท็จจริงคืออะไร”

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วมนั้น ทางพรรคก็พยายามหาทางช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด เช่นพื้นที่ที่มีปัญหา มีกลไกของพรรคทำอะไรได้ ก็เข้าไปดำเนินการ แจ้งข้อมูลข่าวสารไปยังผู้บริหาร กทม. แต่เมื่อเราประกาศให้การบริหารงาน กทม.เป็นเอกเทศ โอกาสที่จะไปทำอะไรได้ก็น้อยลง

ถามว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้สัมพันธ์ระหว่างประชาธิปัตย์ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ ขาดสะบั้นจนยากจะคุยกันได้นั้น  องอาจ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการความเข้าใจผิดอะไรบ้างอย่าง เมื่อไม่มีโอกาสได้พูดคุย มันก็ไม่สามารถยุติความเข้าใจผิดเหล่านั้นได้ สอง แนวทางการบริหารและการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ระหว่างพรรคกับผู้บริหาร กทม. แตกต่างกัน ในระยะหลังก็ทำให้เป็นปัญหา

ทั้งนี้ ในส่วนของการทำงานพรรคเคยนำเสนอบางเรื่อง บางเรื่องก็ทำได้ บางเรื่องก็ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน  ส่วนเรื่องการเข้าใจผิดกันนั้น เราก็ไม่รู้ว่าแต่ละฝ่ายคิดยังไง เข้าใจผิดอะไร แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงแต่ละฝ่ายต้องมาพูดคุยกัน

“ทุกวันนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำไมท่านผู้ว่าฯ ถึงไม่ยอมมาคุยกับหัวหน้าพรรค”

ถามว่าปัญหาที่ขาดการสื่อสารกับพรรคเคยเกิดตั้งแต่ช่วงปลายสมัยวาระแรกของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์  มีสัญญาใจอะไรก่อนที่พรรคจะตัดสินใจส่งลงชิงตำแหน่งสมัยที่ 2 หรือไม่ องอาจ กล่าวว่า ไม่มี ถึงขนาดสัญญาใจเป็นการให้เกียรติคนของพรรคไปทำงาน ให้ทำงานได้อย่างมีอิสระอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการทำตัวห่างพรรคไม่ใช่ประเด็นสำคัญ  สำคัญคือทำงานให้เกิดประโยชน์สุขกับประชาชน กทม. ตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญ จะเข้าพรรคไม่เข้าพรรคไม่ใช่หัวใจ จึงไม่ได้มีอะไรสัญญาใจ ให้เกียรติคนทำงาน

“วันที่เราตัดสินใจส่งคุณชายลงสมัครครั้งที่สอง เรามั่นใจว่า เขาจะสามารถทำงานให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนส่วนรวมได้ต่อไปอีก”

ส่วนเงื่อนงำการทุจริตที่ถูกขุดคุ้ยอยู่เวลานี้กำลังกระทบกับภาพลักษณ์ของประชาธิปัตย์ที่ให้ความสำคัญเรื่อง การปราบทุจริตนั้น องอาจ กล่าวว่า  นี่ทำให้พรรคอยู่เฉยไม่ได้ แต่ขณะนี้เราคุยกันไม่ได้ จะไปต่อเรื่องอื่นก็ไม่ได้ ยังไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องสปิริตการพักงานหยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะไม่สามารถคุยกันได้ และเรื่องสปิริตไม่ใช่เรื่องที่จะไปบอกได้เป็นเรื่องที่ต้องรู้ตัวเอง

องอาจ ย้ำว่า พรรคไม่ได้มีคำสั่งให้ใครทำ หรือสั่งเบรกการดำเนินการตรวจสอบเรื่องทุจริตการบริหารงานใน กทม.เพื่อหวังผลอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไม่เป็นความจริง เพราะหากใครรู้จักคุณวิลาศ ก็จะรู้ว่าเขาเป็นตัวเขาเองอยู่แล้ว

ถามว่าส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงของพรรคมากน้อยแค่ไหน องอาจ กล่าวว่า เราแถลงออกไปชัดเจน ว่าพรรคปล่อยคุณชายบริหารงานเป็นเอกเทศ ประชาชนก็เข้าใจประชาธิปัตย์มากขึ้น วันนี้ประชาชนยิ่งเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเป็นยังไง เราพูดความจริงกับประชาชน ขอโทษประชาชน ไม่อยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น ก็ขอโทษประชาชนที่ให้การสนับสนุนเรา

“เราเชื่อว่าเมื่อคนกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบจากการบริหารงาน ไม่พอใจ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องออกมาพูดความจริงกับประชาชน ว่าพรรคพยายามทำอะไรบ้าง เมื่อเขาได้ฟังข้อเท็จจริงจากเราเขาจะเข้าใจว่าทำไม มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คงพูดยากว่ากระทบกับคะแนนเสียงมากน้อยแค่ไหน หรือจะมีผลกระทบกับการรักษาเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.สมัยหน้าหรือไม่  เรื่องนี้ขึ้นกับช่วงระยะเวลานั้นๆ ว่าผู้สมัครจะแข่งกับใคร  นโยบายเป็นอย่างไร  บรรยากาศการเมืองขณะนั้นเป็นอย่างไร  สามส่วนนี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะกำหนดการตัดสินใจของประชาชนที่จะให้การสนับสนุนใครอย่างไร

องอาจ เปิดเผยว่า ยังไม่มีการวางแผนถึงขั้นเตรียมส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.มีกำหนดครบวาระปีหน้า แต่ คสช.ยังอยู่ไม่รู้ว่าจะมีเลือกตั้งหรือเปล่า เพราะดูจากท้องถิ่นทั่วประเทศ เมื่อการบริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นครบวาระก็ให้รักษาการไปก่อนบ้าง  ดังนั้นเราไม่รู้ว่าจะเลือกตั้งปีหน้าหรือ อีก 2-3 ปี สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปพอสมควรต้องไปดูช่วงใกล้ๆ

“ในความเป็นพรรคการเมืองแน่นอนที่สุดไม่ประสงค์อยากให้เกิดปัญหาใดๆ กับการทำงาน ที่ไปส่งผลกระทบกับประชาชน แต่เมื่อมีการทำงานใดๆ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบประชาชน หรือไม่ชัดเจน พรรคก็มีภารกิจที่จะต้องทำให้เกิดความชัดเจน เพราะฉะนั้น เมื่อทุกอย่างเกิดความชัดเจนประชาชนก็จะเข้าใจเราให้โอกาสเราได้ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนต่อไป”

ถามว่าเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับประชาธิปัตย์หรือไม่ องอาจ กล่าวว่า ทุกๆ การทำงานล้วนแต่เป็นบทเรียนไม่ว่าการทำงานนั้นจะเป็นบวกหรือลบก็ตาม  การทำงานอะไรก็ตามที่เป็นผลบวกกับพรรค เราก็เก็บมาเป็นบทเรียนที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากขึ้น อะไรที่เป็นการทำงานที่เป็นผลลบ เราก็ต้องเก็บมาเป็นบทเรียนไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นอีก

 

คิกออฟแผนฯ12 สศช.เข็น 10 ยุทธศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2559 เวลา 06:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/444171

คิกออฟแผนฯ12 สศช.เข็น 10 ยุทธศาสตร์

โดย…อนัญญา มูลเพ็ญ

ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 ประเทศไทยจะเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (ปี 2560-2564) ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงท้ายๆ ของการจัดทำแผนแล้ว โดยวันที่ 22 ก.ค.นี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นเป็นรอบสุดท้ายก่อนเสนอแผนฉบับใหม่ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

อย่างไรก็ตาม แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 จะแตกต่างจากแผนพัฒนาฯ ทั้ง 11 ฉบับที่ผ่านมา ตรงที่แผนนี้จะเกาะเกี่ยวอยู่กับแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ที่ถูกจัดทำเป็นครั้งแรกในรัฐบาลทหารภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า รัฐบาลเห็นว่าประเทศอยู่ระหว่างการปฏิรูปในทุกๆ ด้าน จึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ชาติที่ยาวกว่า 5 ปี และมอบหมายให้ สศช. ร่วมกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ร่างยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน คือ 1.การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 2.ความมั่นคง 3.การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับ
สิ่งแวดล้อม 4.การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 5.การสร้างโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียม และ 6.การพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพของคน

ในขณะที่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 จะมียุทธศาสตร์ 10 ด้าน โดยยุทธศาสตร์ 6 ด้าน จะเกาะเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ และอีก 4 ด้านจะเป็นยุทธศาสตร์เฉพาะตามแผนพัฒนา คือ 1.ยุทธศาสตร์การต่างประเทศประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาค 2.การพัฒนาภูมิภาคเมืองและพื้นที่พิเศษ 3.วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีวิจัยและนวัตกรรม และ 4.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและ
โลจิสติกส์ หรือที่เรียกว่ายุทธศาสตร์ “6-6-4” ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สู่ยุทธศาสตร์แผนฯ 12

“ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้ถูกบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีการลงประชามติในเดือนหน้านี้ ซึ่งจะทำให้ไม่ว่ารัฐบาลใดเข้ามาก็ต้องเดินตามยุทธศาสตร์นี้” ปรเมธี กล่าว

เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า ทั้ง 10 ยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 หลายส่วนยังคงมีความต่อเนื่องกับแผนฉบับที่ 11 คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทุนมนุษย์ จะให้ความสำคัญกับการดำเนินการเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากในปี 2564 สัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็น 19.8% ของประชากรทั้งประเทศ และจะเพิ่มเป็น 30% ในอนาคต ดังนั้นนอกจากการเตรียมการรับสังคมสูงวัยแล้ว ยังต้องมีการพัฒนาคนตั้งแต่ในระบบการศึกษาไปจนถึงการพัฒนาฝีมือแรงงาน

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งแม้ว่าในช่วงการพัฒนาที่ผ่านมาไทยจะลดความยากจนลงได้อย่างต่อเนื่อง และมีเป้าหมายที่ต้องลดให้ได้เหลือต่ำกว่า 7% ของประชากรทั้งหมด แต่ความเหลื่อมล้ำไม่ได้ลดต่ำลงเลย

“เมื่อพิจารณาการกระจายรายได้ พบว่ากลุ่มที่รวยสุด 10% มีสัดส่วนรายได้ 35% ของรายได้รวมปี 2558 ขณะที่กลุ่มประชากร 40% ที่มีรายได้ต่ำสุด มีสัดส่วนรายได้เพียงร้อยละ 14.3% ของรายได้รวมเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีความเหลื่อมล้ำทางด้านสินทรัพย์และการถือครองที่ดิน และปัญหากระจายบริการภาครัฐที่มีคุณภาพที่ยังไม่ทั่วถึง” 

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำมาหลายปี จำเป็นต้องฟื้นฟูให้กลับมาขยายตัวได้สูงขึ้น โดยการเร่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ สร้างบรรยากาศการลงทุน และปฏิรูปเศรษฐกิจในหลายด้าน เพื่อวางพื้นฐานให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงได้ภายในปี 2570 ขณะที่กรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีเป้าหมายเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5% โดยมีรายได้ต่อหัวเป็น 8,200 เหรียญสหรัฐ ในปี 2564 จากที่มี
รายได้อยู่ที่ 6,000 เหรียญสหรัฐ

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยแผนฯ 12 จะเร่งขับเคลื่อนทั้งการรักษา ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 40% ของประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ 5 ความมั่นคง ถือเป็นครั้งแรกที่ สศช. นำงานด้านความมั่นคงเข้ามาอยู่ในแผนพัฒนาฯ เนื่องจากงานด้านความมั่นคงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและมีความท้าทายใหม่ๆ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม เช่น กลุ่มก่อการร้ายรุนแรงสุดขั้ว จึงต้องให้ความสำคัญต่อการฟื้นฟูพื้นฐานความมั่นคงในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางไซเบอร์ ระบบสื่อสาร พัฒนาเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันเพื่อรับมือภัยคุกคามต่างๆ

ยุทธศาสตร์ที่ 6 การบริหารจัดการภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และธรรมาภิบาลในสังคมไทย โดยตั้งเป้าลดปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบของประเทศ เพื่อเพิ่มคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (CPI) ให้อยู่สูงกว่า 50% จากปัจจุบัน 38% ผ่านการพัฒนาหลายด้าน เช่น ปรับปรุงกระบวนการงบประมาณ และสร้างกลไกในการติดตามตรวจสอบการเงินการคลังภาครัฐ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ยุทธศาสตร์ที่ 7 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ โดยตั้งเป้าว่าในปี 2564 จะลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยเหลือ 12% ของจีดีพี เพิ่มการขนส่งทางรางเป็น 4% จาก 2% ทางน้ำเป็น 19% จาก 15% ขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ได้ 85% ของหมู่บ้านทั่วประเทศ เป็นต้น

ยุทธศาสตร์ที่ 8 วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม มีเป้าหมายสำคัญ คือ เพิ่มสัดส่วนค่าใช้จ่ายการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเป็น 1.5% ของจีดีพี จากปัจจุบัน 0.48% และเพิ่มอันดับความสามารถการแข่งขันโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และด้านเทคโนโลยี จัดโดย IMD ให้อยู่ในลำดับ 1 ใน 30

ยุทธศาสตร์ที่ 9 การพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคของประเทศไทย ประกอบด้วย การพัฒนาภาคเหนือให้เป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่าสูง พัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้หลุดพ้นจากความยากจนก้าวสู่เป้าหมาย “อีสานพึ่งตนเอง” พัฒนาภาคกลางให้เป็นฐานเศรษฐกิจชั้นนำ และพัฒนาภาคใต้เป็นฐานการสร้างรายได้ที่หลากหลาย ขณะที่พื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก จะเป็นศูนย์อุตสาหกรรมทันสมัย ใช้เทคโนโลยีสูง

ยุทธศาสตร์ที่ 10 การต่างประเทศ ประเทศเพื่อนบ้าน และภูมิภาค โดยใช้ประโยชน์จากจุดเด่นของทำเลที่ตั้งของประเทศเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของแนวระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทย

 

“สยาม” ลูกจ้างท้ายแถว สู่เจ้าพ่อซีแอลเอ็มวีที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กรกฎาคม 2559 เวลา 13:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/443990

"สยาม" ลูกจ้างท้ายแถว สู่เจ้าพ่อซีแอลเอ็มวีที

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

คนเราเกิดมาลำบากแล้วใช่ว่าต้องลำบากตลอดชีวิตเสมอไป เช่นเดียวกันเกิดมาสุขสบายใช้เงินกองโตก็ใช่ว่าจะสบายไปตลอดชีวิต เพราะระหว่างทางเดินชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ อยู่ที่ตัวเราเองทั้งนั้นเป็นผู้กำหนด

สยาม รามสูต ชายวัย 50 ปี เป็นคนหนึ่งที่พิสูจน์เรื่องนี้ได้ดี ทุกวันนี้เขามีดีกรีเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจจัดจำหน่ายหรือเทรดดิ้งยักษ์ใหญ่ บริษัท สยาม อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งมีบริษัทปลีกย่อยมากมายในประเทศแถบซีแอลเอ็มวีที (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย) ทั้งทำธุรกิจเทรดดิ้ง เจ้าของสิทธิแฟรนไชส์วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก และบิวตี้ บุฟเฟ่ต์ ในกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม อีกทั้งเป็นผู้กระจายสินค้าดาวคอฟฟี่ของ สปป.ลาว ในไทยและเมียนมา แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ชีวิตก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือเดินบนพรมแดง เพราะเขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคมาอย่างโชกโชน

สยาม เล่าว่า สมัยเด็กเคยเป็นลูกศิษย์วัดมาก่อน อาศัยอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร เป็นลูกศิษย์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว และได้ไปเรียนด้านก่อสร้าง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่ จ.เชียงใหม่ กระทั่งเรียนจบอายุ 22-23 ปี ก็เริ่มทำงานที่หมู่บ้านรังสิยาเป็นเด็กประจำออฟฟิศ ได้ค่าจ้างวันละ 80 บาท โดยงานที่ทำก็แล้วแต่เขาจะสั่งให้เราทำอะไร ไปซื้อโน่นซื้อนี่ เขียนแบบก่อสร้าง เพราะเราจบด้านก่อสร้างเราเขียนเป็นอยู่แล้ว ให้คุมงาน ให้คิดคำนวณงาน ไปยื่นแบบรับเหมาก่อสร้าง ประมูลงาน ตรวจงาน คิดโครงการใหม่

ด้วยความที่เขาจ้างเรา 80 บาท แต่เราทำให้เขาเหมือนจ้าง 1,000 บาท โดยไม่นึกเสียดายแรงเลย เขาใช้อะไรเราก็ทำ ถ้าเราทำไม่เป็นก็ไปศึกษา ทำได้ 3 ปี หลังจากนั้นจึงเติบโตในอาชีพการงานกลายเป็นเบอร์ต้นๆ ของบริษัท บรรดาวิศวกร สถาปนิกที่เรียนจบปริญญามากลายมาเป็นลูกน้องของเรา ทั้งที่เราจบแค่ ปวส.

ระหว่างทำงานที่หมู่บ้านรังสิยานี่เอง ก็ได้พบรักกับ อ้วน-สุพิชชา รามสูต ที่เวลานั้นทำรับเหมาถมดิน ซึ่งคุณอ้วนดูแล้วเห็นว่าเราทำให้คนอื่นเขารวยมากแล้ว เลยชวนกันลาออกมาแต่งงานแล้วทำธุรกิจของเราเองดีกว่า มาทำให้รวยกันบ้าง

“ผมเป็นคนลำปาง ส่วนคุณอ้วนเป็นคนนครราชสีมา อยู่คนละฟากฝั่งแต่เรามาเจอกันที่กรุงเทพฯ คุณอ้วนนี่แหละกิ่งทองใบหยก ถ้าผมคนเดียวคงมาไม่ได้ถึงวันนี้”

หลังจากลาออกแบบไม่ได้เตรียมตัวกันล่วงหน้า คิดออกก็ทำกันเลย ไม่ได้ปรึกษาผู้ใหญ่ สยามและอ้วนก็ตั้งใจว่าจะไปทำธุรกิจบ้านจัดสรรเองที่ จ.ตราด เพราะสมัยนั้นคุณพ่อของสยามย้ายมารับราชการประจำที่ จ.ตราด แต่เนื่องจากเวลานั้นต้องหาเงินเพื่อแต่งงานกัน ประกอบกับยังอยู่ระหว่างหาทำเลทำบ้านจัดสรร สยามและอ้วนจึงไปซื้อผลไม้จากสวนใน จ.ตราด มาขายก่อน เพราะคิดว่าต้องได้กำไรเห็นๆ

สยาม เล่าต่อว่า เขาเริ่มจากซื้อทุเรียนที่สวนมา 3 คันรถ สมัยนั้นซื้อได้กิโลกรัมละ 6 บาท มาขายกิโลกรัมละ 21 บาท ก็มองว่าได้กำไร 3 เท่า โดยสยามขับรถกระบะมาจอดตามถนนสีลม อโศก ลงมือปอกทุเรียนขายเอง แต่แล้วที่คิดว่ากำไรเห็นๆ กลับกลายเป็นขาดทุน เพราะขายปลีกผลไม้ไม่เป็น พอคนจะซื้อ ทุเรียนที่นำมาก็ยังไม่สุก แต่พอจะสุกก็สุกพร้อมกัน 3 คันรถ ทำให้ขายไม่ทันช่วงที่สุก กลายเป็นธุรกิจแรกที่ทำขาดทุน แต่ก็ยังไม่เข็ด เพราะตั้งใจสู้ต่อช่วยกันหาเงินแต่งงาน เพราะพ่อแม่ของเราก็ไม่ได้มีเงินมากมาย เลยตัดสินใจไปซื้อเงาะมาขายอีก ก็คิดเหมือนเดิมว่ากำไร 3 เท่าเห็นๆ แต่ก็ขาดทุนเหมือนเดิม เพราะซื้อเงาะจำนวนมากมาเร่ขาย ปรากฏว่าผลเงาะดำเร็ว ประสบการณ์นี้เองทำให้เรารู้ว่า การทำธุรกิจไม่ได้ง่าย ถ้าเราไม่รู้จัก ไม่เชี่ยวชาญในธุรกิจนั้นๆ ไม่มีความรู้ สิ่งที่เห็นว่ากำไรก็กลายเป็นขาดทุนได้

หลังบาดเจ็บจากการขายผลไม้ คราวนี้อ้วนได้นำที่ดินของตัวเองที่ จ.นครราชสีมา ไปเป็นหลักทรัพย์ขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อเปิดบริษัท รามสูตก่อสร้าง เพราะหาทำเลได้แล้ว โดยทำบ้านจัดสรรภายใต้ชื่อโครงการสุวรรณโชติ ช่วงนั้นเงินทุนไม่ได้มากมายก็เริ่มจากทำทาวน์เฮาส์หลังเล็กๆ ก่อน จากนั้นก็ไปทำบ้านเดี่ยว แล้วก็ไปกำไรมากสุดตอนทำตึกแถว นอกจากนั้นก็รับเหมาสร้างที่ทำการไปรษณีย์ กระทรวง ถือว่าชีวิตเริ่มมีฐานะได้ก็จากธุรกิจบ้านจัดสรร ซึ่งเราน่าจะมีอยู่ 5-6 โครงการ เป็นเจ้าใหญ่ใน จ.ตราด

อย่างไรก็ตาม ทำบ้านจัดสรรได้ 5-6 ปี ก็ตัดสินใจเลิกกิจการ เพราะเป็นช่วงปี 2540 ที่ไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจฟองสบู่แตก ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง บ้านจัดสรรชะงักกันหมด อ้วนมองแล้วว่า ที่ผ่านมาขายบ้านจัดสรรมากแล้วก็อยากเปลี่ยนไปทำอีกธุรกิจคือ ขายเพชร ขายทอง ขายข้าวสารอยู่ในตลาด ช่วงนั้นได้รู้จักกับลูกค้าที่เป็นระดับผู้ใหญ่ฝั่งกัมพูชามักเข้ามาซื้อขายเพชร ขายทอง ทำให้ได้กลายเป็นนายหน้าซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภคไปด้วย เป็นแบบเขาสั่งของมา เราก็โทรไปสั่งซื้อสินค้าแล้วส่งให้เขา

สยาม รามสูต

เมื่อทำตัวเป็นพ่อค้าชายแดนได้ 3 ปี สมัยนั้นโอสถสภามองว่าอนาคตการแข่งขันธุรกิจจะสูงขึ้น แค่มีพ่อค้าชายแดนคอยสั่งสินค้าส่งไปให้คนกัมพูชา คงไม่ทำให้สินค้าขายดีแล้วก็ยั่งยืนได้ แต่ต้องเข้าไปทำตลาดจริงจังในประเทศนั้น ทางบริษัท โอสถสภา ผู้ผลิตจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ เช่น เครื่องดื่มตระกูลเอ็ม ลิโพ จึงเข้ามาคุยกับเราขอให้ไปเป็นตัวแทนกระจายสินค้า (ดิสทริบิวเตอร์) ที่กัมพูชาได้หรือไม่ ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะยอดขายที่ได้จากการสั่งสินค้าของเราคงดีพอควรจึงอยากให้เราไปทำตลาด โดยเริ่มจากสินค้าแค่ตัวเดียวก่อนคือ เอ็ม-150

“พอโอสถสภาบอกให้เราไปทำตลาดให้เขา ไปเป็นดิสทริบิวเตอร์ สมัยนั้นเราไม่รู้จักว่าดิสทริบิวเตอร์คืออะไร เขาก็อธิบายว่ารู้จักดีทแฮล์ม สหพัฒน์ เสริมสุขไหม สมัยก่อนเราก็พอรู้จัก เขาก็ถามว่าอยากรวยอย่างนั้นไหม ประจวบเหมาะกับเราเบื่ออาชีพในไทยพอดีเลยตกลง”

สยาม อธิบายว่า ที่เบื่ออาชีพในไทย เพราะก่อสร้างก็ต้องหยุดทำ พอค้าทองค้าเพชรก็ไม่ใช่ทางของเรา ต้องนั่งเฝ้าทอง เฝ้าเพชรตลอดเวลาเหมือนติดคุก กินข้าวก็ต้องนั่งมองจอระวังโจรผู้ร้าย แล้วก็มีตำรวจเฝ้า ตื่นเช้ามาต้องขนทองตั้งที่ตู้โชว์ พอตกเย็นก็ต้องเก็บทองเข้าเซฟ ตกกลางคืนมีเซ็นเซอร์ติดในร้านทอง พอหนูวิ่งผ่านตัวหนึ่งเซ็นเซอร์ก็ร้องดัง ตำรวจมากันทั้งโรงพัก เลยรู้สึกว่าชีวิตอยู่อย่างไม่มีความสุข อีกทั้งเวลานั้นคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งไปทำทองก็ไม่กำไรมากเหมือนคนรุ่นก่อนที่ค้าขายทองมานาน มีทองเก่ามาขัดได้

เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นดิสทริบิวเตอร์ เอ็ม-150 ให้โอสถสภา สยามก็เริ่มไปมาไทยกับกัมพูชาในปี 2540 แล้วปี 2541 จึงออกไปอยู่ต่างประเทศทำดิสทริบิวเตอร์เต็มตัว การออกไปครั้งแรกท้าทายมาก เพราะเขาเรียนจบแค่ ปวส. เวลานั้นภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยรู้ แม้แต่คำง่ายๆ This is a book หรือ This is a chair ก็ยังไม่รู้เลยว่าแปลว่าอะไร ส่วนการเดินทางไปกัมพูชาก็ต้องนั่งเรือจาก จ.ตราด ไปลงที่เกาะกง แล้วนั่งเรือต่อไปยังกำปงโสม จากนั้นมีเพื่อนที่กัมพูชาขับรถมารับต่อไปพนมเปญ

ระหว่างที่ไป สยามได้รู้จักหมดแล้วกับคำว่าใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม มืดแปดด้าน สมัยนั้นกัมพูชายังมีการสู้รบกัน 3 ฝ่าย การเดินทางด้วยรถหรือเรือมีแต่คนพกปืน ในเรือมีสยามเป็นคนไทยท่ามกลางคนกัมพูชา 200-300 คน พูดกับใครไม่รู้เรื่อง แถมเรือก็ไม่ใช่สภาพดี ระหว่างแล่นไปก็ทำคนอาเจียนกันครึ่งลำ สยามคาดไม่ถึงเลยว่าต้องเจอสถานการณ์เหล่านี้ เกิดความรู้สึกว่าทำไมเสี่ยงตายและลำบากขนาดนี้ ตอนนั้นก็คิดเพียงว่าไม่เป็นไร เรามาทำตลาด ทำความดี มาจ้างแรงงานเขาก็เหมือนช่วยคนของเขาให้มีงานทำ

สยาม ระบุว่า การเริ่มต้นที่กัมพูชาเริ่มด้วยความไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไม่ได้ศึกษาอะไรมาก่อน ไปแต่ตัว ส่วนสินค้าค่อยโทรศัพท์กลับมาสั่งจากไทยไป สมัยนั้นอีเมลก็ยังไม่รู้จัก เงินเหรียญสหรัฐก็ไม่รู้จัก มีแต่เงินบาทไป พอไปถึงต้องต่อสู้อยู่นานขาดทุน 3 ปีจึงตั้งตัวได้ เพราะการเป็นดิสทริบิวเตอร์ไม่เหมือนพ่อค้าชายแดนที่สั่งซื้อสินค้าใส่รถบรรทุกมาทีละพ่วงสองพ่วง ซื้อ 5 แสนบาท ขาย 6 แสนบาท ก็กำไร 1 แสนบาทเห็นๆ โดยดิสทริบิวเตอร์มีต้นทุนการดำเนินงานสูง ไปกัมพูชาต้องใช้เงินเหรียญสหรัฐเป็นสกุลหลักใช้จ่าย ต้องจ้างพนักงาน 3 คน มีรถ 1 คันไว้ใช้ดำเนินการ และต้องลงทุนตั้งสำนักงาน

ทว่า พอปีที่ 4 ธุรกิจก็เริ่มอยู่ตัว นอกจาก เอ็ม-150 เริ่มติดตลาด บริษัท โอสถสภา และบริษัทอื่นๆ ก็ส่งสินค้าใหม่มาให้กระจายเพิ่ม เพราะบริษัทมีช่องทางจำหน่ายพร้อม มีร้านค้าในกัมพูชาเป็นคู่ค้าในมือรออยู่ เมื่อมีสินค้าเพิ่มมาก็ส่งให้คู่ค้ารายเดิมขายเพิ่มได้เลย ซึ่งความแข็งแกร่งในกัมพูชาทำให้สยามได้รับการติดต่อให้ไปเริ่มเป็นดิสทริบิวเตอร์ใน สปป.ลาวต่อ แล้วก็ต่อยอดไปสู่เวียดนามและเมียนมา ถือว่าทำธุรกิจครอบคลุมซีแอลเอ็มวีทีอย่างสมบูรณ์

จะเห็นได้ว่า ทุกการกระทำของเราเท่านั้น ที่ปูทางเราสู่วันข้างหน้า หากสยามไม่ตัดสินใจไปล้มลุกคลุกคลานที่กัมพูชาในวันนั้น ก็อาจไม่ได้กลายเป็นเจ้าพ่อซีแอลเอ็มวีทีอย่างในวันนี้

1 ใน 5 เสือซีแอลเอ็มวีที

กว่าจะบุกเบิกตลาดกัมพูชาจนธุรกิจมั่นคงได้อย่างในวันนี้ สยาม รามสูต ประธาน บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ส่วนสำคัญต้องขอบคุณ อ้วน-สุพิชชา รามสูต นี่แหละ หากไม่มีเธอคงไม่ได้มาถึงวันนี้ เพราะอ้วนเป็นคนที่เก่งเรื่องค้าขาย เปรียบแล้วอ้วนก็เหมือนเป็นกองหน้า ส่วนสยามก็เป็นกองหลังของการไปค้าขายติดต่อต่างๆ

ช่วงที่ไปกัมพูชาช่วงแรก มีรถใช้ขนส่งสินค้าแค่คันเดียว แต่ปัจจุบันมีเกือบ 100 คันวิ่งทั่วประเทศกัมพูชาแล้ว ก็เริ่มต้นจากการสร้างรากฐานธุรกิจมาเรื่อยๆ โดยที่อ้วน ภรรยาของเขาเป็นคนไปติดต่อค้าขายกับร้านค้าต่างๆ เอง ส่วนตัวสยามเป็นกองหลังที่นั่งประจำอยู่ในสำนักงาน จากเดิมที่พูดภาษากัมพูชาไม่ได้ ทุกวันนี้ก็เริ่มพูดได้บ้างแล้ว ขณะที่จำนวนพนักงานขายในกัมพูชามี 300-400 คน แต่ถ้ารวมพนักงานของทุกบริษัทในเครือสยามอินเตอร์เนชั่นแนล ครอบคลุมทั้งซีแอลเอ็มวีทีก็คงมีหลัก 1,000 คนแล้ว

สยาม กล่าวว่า หลังทำธุรกิจในกัมพูชา 5 ปี จึงเริ่มทำดิสทริบิวเตอร์ใน สปป.ลาว สาเหตุที่ตัดสินใจไปเพราะธุรกิจในกัมพูชาเริ่มนิ่ง บริษัทกลายเป็นดิสทริบิวเตอร์กรณีศึกษาที่หลายหน่วยงานส่งคนมาดูงานที่กัมพูชา จากเริ่มต้นเป็นดิสทริบิวเตอร์ให้โอสถสภา ก็ต่อด้วยยูนิชาร์ม โออิชิ เสร็จแล้วก็เป็นดิสทริบิวเตอร์ให้โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า ทุกอย่างพ่วงมาเรื่อยๆ

“โอสถสภา กับยูนิชาร์ม ชวนผมมา สปป.ลาว เพราะเขาเห็นว่าเราเริ่มจากศูนย์ไม่มีความรู้ด้านค้าขาย แต่เขาแนะนำหรือสอนอะไรก็ทำตามที่เขาสอน และทำมากกว่าที่เขาสอนด้วย”

การไปเริ่มต้นธุรกิจใน สปป.ลาว ง่ายขึ้นมาก เพราะทุกอย่างที่เกี่ยวกับดิสทริบิวเตอร์ สยามเข้าใจหมดแล้ว อีกทั้งคนลาวรับสิ่งต่างๆ จากไทยได้ง่าย เพราะทางภูมิศาสตร์ จังหวัดธุรกิจของลาวอยู่ติดชายแดนไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเวียงจันทน์ สะหวันนะเขต หรือปากเซ แค่นี้ก็ครอบคลุมธุรกิจ 70% ของประเทศแล้ว และคนลาวดูทีวีไทย หากมีสื่อโฆษณาในไทยก็จะโฆษณากับ สปป.ลาว ได้ด้วย อะไรนิยมในไทยก็นิยมที่ สปป.ลาว

สยาม เล่าต่อไปว่า ครั้งที่เข้าไปเริ่มเป็นดิสทริบิวเตอร์ใน สปป.ลาว มีสินค้าจาก 3 บริษัท รวมแล้วหลายร้อยรายการ ด้วยความที่ภาษาลาวกับไทยคล้ายๆ กัน วัฒนธรรมเหมือนกัน ความชื่นชอบเหมือนกัน และคนลาวถือว่าคุณภาพสินค้าไทยเทียบเท่าญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา จึงทำธุรกิจไม่ยาก และอยากแนะนำว่าบริษัทไหนคิดออกไปขยายตลาดต่างประเทศ แต่ไม่เคยทำเลย ก็อยากให้เริ่มที่ สปป.ลาวก่อน เพราะคุณไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก ไปได้เลย แต่ต้องดูตลาด ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ดูคู่ค้าที่แข็งแรงก่อน

สยาม-สุพิชชา รามสูต

ทั้งนี้ หลังไปเริ่มใน สปป.ลาว สยามก็ขยายธุรกิจต่อในเวียดนาม ซึ่งทำมาได้ 5 ปีแล้ว โดยในเวียดนามเริ่มด้วยการเป็นแฟรนไชส์ วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก และบิวตี้ บุฟเฟ่ต์ จากนั้นต่อยอดเป็นแฟรนไชส์ในเมียนมาด้วย จนปัจจุบันเป็นแฟรนไชส์ วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก และบิวตี้ บุฟเฟ่ต์ ครอบคลุม 4 ประเทศแล้ว คือ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม และขณะนี้สยามกำลังหารือเตรียมเป็นแฟรนไชส์แบรนด์ด้านความงามเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม สยามยังไม่เริ่มเป็นดิสทริบิวเตอร์ในเวียดนามและเมียนมา เพราะอยากทำธุรกิจดิสทริบิวเตอร์ในกัมพูชาและ สปป.ลาว ให้แข็งแรงก่อน จึงค่อยบุกเวียดนามและเมียนมาด้านนี้ ประกอบกับที่ผ่านมาเมียนมายังมีความไม่แน่นอน เช่น ไปสอบถามหน่วยงานหนึ่งบอกว่าสิ่งที่จะทำนั้นทำได้ เมื่อไปสอบถามอีกหน่วยงานกลับบอกว่าทำไม่ได้ จึงยังไม่เริ่ม

สยาม ระบุว่า ปัจจุบันไม่เพียงแต่ออกไปกระจายสินค้าประเทศเพื่อนบ้าน แต่เริ่มรับสินค้าประเทศเพื่อนบ้านเข้ามากระจายในไทยแล้ว เริ่มที่ดาวคอฟฟี่ ที่ไม่ได้มีผลิตภัณฑ์กาแฟอย่างเดียว แต่มีผลิตภัณฑ์อื่นในกลุ่มด้วย โดยสยามตั้งบริษัทย่อยรับเป็นดิสทริบิวเตอร์ในไทย กัมพูชา และเมียนมา และกำลังขยายร้านกาแฟแบรนด์ ดาว เดอ โบลาเวน ขึ้นมาเองที่ไทย เป็นร้านกาแฟที่ใช้วัตถุดิบของดาวคอฟฟี่ ซึ่งอ้วนเป็นคนนครราชสีมา จึงขอเริ่มต้นเปิดร้านกาแฟ ดาว เดอ โบลาเวน แห่งแรกที่หน้าอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) เพราะอยากเริ่มต้นร้านกาแฟแบบมีเรื่องราวของเราเอง และมีเรื่องราวให้กาแฟดาวด้วย

อีกธุรกิจที่ทำอยู่ คือ การร่วมหุ้นคนลาวทำลาว ดิวตี้ฟรี มอลล์ ตั้งอยู่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 บริเวณที่ข้ามจาก จ.หนองคาย มาถึงด่านชายแดนเข้าลาวก็เจอกับลาว ดิวตี้ฟรี มอลล์เลย คาดว่าจะสร้างเสร็จปลายปีนี้และเปิดตัวได้ต้นปีหน้า

ด้านอนาคตที่สยามวางไว้ คือต้องการติดอันดับ 1-5 บริษัทขนาดใหญ่ด้านตัวแทนจัดจำหน่ายและทำช่องทางตลาดครอบคลุมซีแอลเอ็มวีที (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย) ซึ่งปัจจุบันเป็นอันดับ 1-5 ของกัมพูชาและ สปป.ลาวแล้ว มูลค่าธุรกิจปัจจุบันของบริษัทในกลุ่มสยามอินเตอร์เนชั่นแนลอยู่ในหลักพันล้านบาท แต่สยามมองว่าหากภาครัฐของไทยอำนวยความสะดวกให้เอกชนส่งออกสินค้าไปประเทศเพื่อนบ้านง่ายขึ้น ขั้นตอนเอกสารไม่ยุ่งยากซับซ้อน ก็มีโอกาสดันมูลค่าธุรกิจแตะหลักหมื่นล้านบาทได้ในอนาคต

 

เปิดใจ “สมชาติ ธรรมศิริ” จากบิ๊กสภาคืนสู่สามัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2559 เวลา 19:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/443626

เปิดใจ "สมชาติ ธรรมศิริ" จากบิ๊กสภาคืนสู่สามัญ

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

รัฐสภากลายเป็นหนึ่งในองค์กรของรัฐที่กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชน เพราะนับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ ปรากฏว่าเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรถูกย้ายเข้ามาอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรีถึง 2 คน ซึ่งเป็นการดำเนินการที่เกิดไม่บ่อยนัก

กระทั่งล่าสุด “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะผู้นำสูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติ มีคำสั่งให้ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ออกจากตำแหน่งถึง 2 คน หนึ่งในนั้น คือ สมชาติ ธรรมศิริ อดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาฯ จากกรณีใช้ตำแหน่งประธานสโมสรรัฐสภาอนุมัติเงิน จำนวน 3.4 ล้านบาท ให้สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ยืมเพื่อดำเนินโครงการจัดสร้างวัตถุมงคล ซึ่งตามขั้นตอนของสภายังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้

ในจังหวะนี้โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนาเปิดใจกับสมชาติ เพื่ออธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มต้นว่า “เรื่องนี้เริ่มมาจากการที่มีข้าราชการไปยื่นหนังสือร้องเรียนกับประธาน สนช. ซึ่งทราบว่าข้าราชการคนนี้คงมีความไม่พอใจผมมาก่อน เพราะว่าในหนังสือร้องเรียนเท่าที่ได้เอกสารมา เขาเคยเป็นผู้ที่ถูกผมเสนอให้ลงโทษในการสอบสวนวินัยเรื่องการจัดซื้อนาฬิกาในรัฐสภา”

“ประธาน สนช.สั่งตั้งกรรมการสอบสวน สอบข้อเท็จจริงประมาณ 30 วัน จากนั้นดำเนินการสอบทางวินัยต่ออีกประมาณ 100 วัน ผลออกมาบอกว่าผมกระทำความผิดในหลายประเด็นว่าคำสั่งตั้งกรรมการสโมสรรัฐสภาไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

“ในส่วนนี้เมื่อครั้งท่านจเร พันธุ์เปรื่อง เป็นเลขาธิการสภาฯ ก็ได้ดูอยู่แล้ว ก็มองกันว่าช่วงนั้นหลังจากการรัฐประหารไม่มีรัฐสภา ไม่มีรัฐธรรมนูญ และกรรมการสโมสรรัฐสภา ซึ่งเดิมเป็น สส.และ สว. มันก็พ้นสภาพไปทั้งหมด สนช.ก็ยังไม่ได้ตั้งขึ้นมา แต่ว่าสโมสรรัฐสภาเป็นทรัพย์สินและกิจการของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ มันจะปล่อยให้โดยไม่มีใครดูแลเลยไม่ได้ เวลานั้นก็มีเรื่องร้องเรียนมายังท่านจเร ก็เลยตั้งผมไปเป็นประธานกรรมการและให้มีคณะกรรมการสโมสรรัฐสภาเพื่อให้มีการดำเนินการต่อ”

จากนั้น อดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เล่าว่า ต่อมาสวัสดิการของข้าราชการรัฐสภามีเงินเหลือจำนวนไม่มาก ทำให้มีความจำเป็นที่ต้องหารายได้เข้าสวัสดิการข้าราชการรัฐสภา จึงเริ่มคิดถึงการดำเนินการจัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อให้สวัสดิการฯ มีรายได้เข้ามา

“ถ้าไม่ทำ สวัสดิการฯ จะไม่มีรายได้ สวัสดิการฯ เงินร่อยหรอมาก เหลือแค่ประมาณ 2 แสนบาท ซึ่งไม่พอจัดงานและช่วยงาน จึงจำเป็นต้องหาเงินมาเติม ซึ่งในปี 2552 ก็เคยมีการจัดสร้างพระ ใช้เวลาจำหน่าย 5-6 ปีถึงจะหมด เงินก็เหมือนน้ำซึมบ่อทราย อย่างกรณีนี้ก็ยังจำหน่ายได้เรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าไม่สามารถจำหน่ายได้เลย”

“การสร้างพระน่าจะเป็นทางออกดีที่สุด เพราะถ้าไปหาเงินด้วยวิธีการอื่น เช่น การจัดกอล์ฟการกุศล มันต้องไปรบกวนคนอื่น ซึ่งเป็นความไม่เหมาะสมที่ข้าราชการต้องไปทำอย่างนั้น การสร้างวัตถุมงคล ผู้ที่มีจิตใจศรัทธาเขาสามารถมาเช่าบูชาได้เรื่อยๆ”

“รายได้ที่เข้ามาทยอยส่งคืนสโมสรรัฐสภาไป มีบางส่วนเข้ามาอยู่ในสวัสดิการฯ ผมในฐานะประธานกรรมการสโมสรก็ลงนามในฐานะผู้แทนของคณะกรรมการสโมสรทั้งหมดส่งเรื่องไปที่สำนักการคลังที่ดูแลการเงินของสโมสรรัฐสภา เงินรายได้ที่มาจากการเช่าพระเข้ามาที่สวัสดิการฯ และทยอยส่งคืนให้กับสโมสรรัฐสภา ซึ่งจำหน่ายได้เงินประมาณ 1 ล้านบาท”

แสดงว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมใช่หรือไม่? สมชาติ ตอบว่า “ผมคิดว่า …ไม่ทราบว่าเป็นความเข้าใจผิดหรือสำนวนสอบสวนมีมุมมองต่างกัน แต่ผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมทำนั้นถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และนอกเหนือไปจากที่ทำถูกกฎหมายอย่างเดียวแล้ว ยังทำถูกต้องตามประเพณีปฏิบัติด้วย”

“อาจจะไปขัดผลประโยชน์หลายๆ ฝ่าย เพราะเดิมร้านค้าในสโมสรฯ จะเป็นผู้จัดอาหารให้กับสภาและคณะกรรมาธิการต่างๆ แต่ในยุคของผมได้ให้เป็นความสมัครใจของคณะกรรมการและสมาชิกรัฐสภา ถ้าเขาจะใช้บริการของสโมสรฯ ก็ยินดี แต่ถ้าอยากใช้ภายนอกมาจัดอาหารก็ไม่เป็นไร เพราะถือว่าตามใจผู้มาใช้บริการ”

“ร้านค้าผมก็จัดระเบียบใหม่ เดิมทีเงินที่เข้าสโมสรฯ จะมีรายใหญ่อยู่ร้านหนึ่งที่เป็นคนรับผิดชอบทางสโมสรฯ แต่บังเอิญร้านเล็กต้องไปจ่ายกับร้านใหญ่อีกที ผมมองว่าลักษณะนี้มันเหมือนกับเป็นนายหน้า ซึ่งไม่ควรเกิดที่สโมสรฯ ร้านค้าทุกรายควรเป็นคู่สัญญากับสโมสรฯ เองโดยตรง”

สุดท้าย สมชาติ ยอมรับจากหัวใจว่า ไม่เคยคิดว่าจากคนที่เคยทำหน้าที่ตรวจสอบคนอื่นจะกลายมาเป็นคนถูกตรวจสอบเองจนต้องออกจากตำแหน่ง ทั้งที่มีความมั่นใจมาตลอดว่าตัวเองได้ดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย

“ไม่เคยคิดนะ เพราะตอนทำงานเรายึดตามกรอบของกฎหมาย และที่สำคัญจากประสบการณ์ เราทราบกันดีว่าการเข้ามารับงานในช่วงภาวะที่ไม่ปกติ เมื่อสถานการณ์ผ่านไปเรามีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเข้ามา เรามักจะถูกตรวจสอบอย่างหนัก ยกตัวอย่าง เมื่อครั้งจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ผมต้องเป็นคนแก้ต่างแทนสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ในเรื่องการพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เวลา 5-6 ปีเหมือนกันกว่าจะจบเรื่อง”

“เรื่องนี้เช่นเดียวกัน เมื่อเราเข้ามารับงาน ไม่ว่าจะเป็นงานสร้างสภาใหม่ งานสโมสรฯ หรืออื่นๆ เราทำใจอยู่แล้วว่าคงต้องถูกตรวจสอบอย่างหนักเช่นเดียวกันจากสภาและวุฒิสภาที่มาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราจึงทำงานอย่างระมัดระวัง”

“ถ้าถามว่ากระทบกระเทือนกับขวัญของข้าราชการสภาหรือไม่ ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนมีความหนักแน่นจะไม่ได้รับความกระทบกระเทือน แต่แน่นอนว่าอาจมีความรู้สึกสะเทือนใจกันบ้าง เพราะคนมีจิตใจและเลือดเนื้อ พอมาเห็นหลายคนที่ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ต้องมาประสบแบบนี้ มันอาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นใจหรือเปล่าในการทำงานต่อๆ ไป เพราะแม้กระทั่งการทำงานตามกฎหมายและกรอบประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมาก็อาจยังต้องรับผิดได้” สมชาติ ทิ้งท้าย