“แฉทุจริต ผมไม่กลัวถูกฟ้อง” วิลาศ จันทร์พิทักษ์ มือปราบ(โกง)กทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2559 เวลา 20:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/443478

"แฉทุจริต ผมไม่กลัวถูกฟ้อง" วิลาศ จันทร์พิทักษ์ มือปราบ(โกง)กทม.

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ทรงผมเนี๊ยบ มาดนิ่ง น้ำเสียงดุดัน ฝีปากกล้าไม่กลัวใคร ชายวัย 64 ผู้นี้ เดินหน้าไล่บี้โครงการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่งบประมาณจัดซื้อเครื่องดนตรีโรงเรียน โครงการจัดซื้อเครื่องจักรกล กล้องซีซีทีวี  สัญญารถไฟฟ้าบีทีเอส อุโมงค์ไฟลานคนเมือง 39 ล้าน เครื่องสูบน้ำลากจูง จนถึงกรณีล่าสุดกับการจัดซื้อรถกู้ภัยขนาดเล็ก จำนวน 20 คัน ราคาคันละ 8 ล้านบาท

“ผมไม่มีอำนาจที่จะปลดใคร แต่ผมตรวจสอบและเอามาเปิดเผยหมดทุกหน่วยงาน วันนี้เจอเรื่องของพรรคตัวเอง ไม่ได้แปลว่าจะต้องหยุดตรวจ และไม่ได้แปลว่าคุณชายเป็นคนโกง แต่เอาเป็นว่ามีการทุจริตใน กทม. แน่นอน”

น้ำเสียงหนักแน่นของ วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยังดังเสมอในเรื่องกทม…

ผมไม่ได้เป็นเครื่องมือใคร

ทุกครั้งที่ออกมาเผยข้อมูลที่ส่อเค้าไม่ชอบมาพากลของกรุงเทพมหานคร (กทม.) วิลาศ จันทร์พิทักษ์ มักถูกตั้งคำถามเสมอถึงเป้าหมายว่ามีนัยยะแฝงเร้นอยู่เบื้องหลังหรือไม่

“ทุกอย่างไม่มีเบื้องหลังหรือความแค้นส่วนตัว และการตรวจสอบคนโกงต้องไม่มีการละเว้น แม้กระทั่งคนของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง ถ้าเราใช้มาตรฐานในการตรวจโกงแบบ’พรรคพวกเพื่อนกันไม่พูด’ อย่างนี้ไม่แฟร์  ปัญหาทุจริตในวันนี้มันมาจากการเล่นพรรคเล่นพวก แล้วช่วยเหลือกันเองจนคนบริสุทธิ์ไม่ค่อยมี เพราะได้เหมือนกันหมด ไม่มีใครกล้าตรวจสอบ หลายคนกล่าวหาว่าผมเป็นเครื่องมือใคร เรียนเลยนะครับ แถลงข่าวแต่ละครั้ง ไม่เคยปรึกษาใคร ไม่เคยไปบอกใครว่าจะแถลงอะไร หัวหน้าพรรคไม่เคยรู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น แม้แต่วันที่ผมแถลง เรื่องอุโมงค์ไฟ 39 ล้าน หัวหน้ายังไม่รู้เลย วันนี้ผมแถลงเรื่องรถดับเพลิง หัวหน้าก็ไม่รู้ กับคุณชายก็ไม่ได้คุยกันและไม่ได้มีปัญหากัน ผมทำแบบนี้ ไม่มีใครเบรก และเชื่อว่าไม่มีใครกล้าเบรกผมด้วย เคยมีคนมาบอกว่าเฮ้ยนี่พรรคเดียวกัน แต่ผมไม่เคยฟัง บอกเลยจะดำเนินการต่อ รู้ว่าใครโกง ก็ไล่มันออกไป จะเลี้ยงมันต่อทำไมล่ะ

อดีตประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร บอกว่า บางคนกลัวจะเสียคะแนนหากตรวจสอบพวกเดียวกันเอง หรือกลัวโดนเพื่อนนินทา แต่สำหรับเขาแล้วมองตรงข้าม

ผมมั่นใจว่า สิ่งที่ผมทำลงไปประชาชนชื่นชม เพราะประชาชนมองว่า พรรคประชาธิปัตย์นี่ เวลาคนในพรรคทุจริต ก็ไม่เว้น ผมไม่มีปัญหาเลยนะกับสิ่งที่ทำอยู่ หลายคนอาจจะมองตรงกันข้าม แต่ผมบอกว่า ทุกวันนี้ผมลงพื้นที่ ชาวบ้านชื่นชม พรรคก็ไม่เคยตำหนิ ส่วนใหญ่เข้าใจ มาตรฐานพรรคเราไม่มีละเว้นกับคนที่กระทำความผิดอยู่แล้ว

เมืองไทยโกงกันเยอะ เพราะคุ้มที่จะเสี่ยง

ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประจำปี 2558 (Corruption Perceptions Index 2015)  จากองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ผลคะแนนภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประเทศไทยได้ที่ 76 จาก 168 

จากประสบการณ์ของวิลาศ เขามองว่า สาเหตุที่ประเทศไทยเต็มไปด้วยการทุจริตเพราะมันมีความคุ้มค่าที่จะโกง

การทุจริตในเมืองไทย ผลตอบแทนสูง คุ้มกับความเสี่ยง ประเทศนอกเขาโกงกัน 3-5 เปอร์เซนต์ก็เยอะแล้ว บ้านเราล่อ 40-50 เปอร์เซนต์เลย มันคุ้มไง ติดคุกคนเดียวแต่เพื่อนสบายหมด องค์กรอิสระกว่าจะดำเนินการสอบสวนเสร็จ เผลอๆไอ้คนที่โดนตรวจสอบ มันตายไปแล้ว กระบวนการช้า ได้เงินมหาศาล คุ้มที่จะเสี่ยง โอกาสจะติดคุกมันน้อยมาก

อดีต สส.กทม.พรรคประชาธิตย์ ชี้ว่า เมื่อการคอร์รัปชั่นในเมืองไทยขยายวงกว้างออกไปเพราะประโยชน์ที่ได้รับนั้นคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับความเสี่ยง ดังนั้นต้องทำให้ประโยชน์จากการโกงน้อยลง เพิ่มโอกาสถูกจับสูงขึ้น และมีโทษแรงพอที่จะทำให้ “ไม่คุ้มเสี่ยง” ที่จะโกง

วิลาศมองว่า กรอบเวลาที่ชัดเจนในการปฎิบัติหน้าที่และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสคือสิ่งสำคัญที่สุด

ข้อแรก องค์กรอิสระต้องเปลี่ยนระบบใหม่ ออกกรอบวิธีปฎิบัติงาน กำหนดหมวดหมู่ของเรื่องทุจริตอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น คดีทุจริตไม่เกิน 5 ล้านบาท ตรวจสอบเสร็จสิ้นไม่เกิน 1 เดือน ทุจริตไม่เกิน 100 ล้านบาท เสร็จภายใน 3 เดือน ไม่ใช่แบบปัจจุบันที่ไม่มีกรอบวิธีปฎิบัติงาน

เวลาไปแจ้งความ ถามหน่อย เจ้าหน้าที่ตำรวจเคยบอกไหมว่าจะฟ้องภายในกี่วัน จะดองเรื่องไปถึงไหนก็ได้ อัยการก็ไม่มี ศาลก็ไม่มี ปปช. กกต. สตง. ดีเอสไอ ไม่มีสักหน่วยงานเลยที่มีกรอบเวลา ลองไปดูประเทศที่มีดัชนีความโปร่งใสสูง เช่น ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เขากำหนดเลยว่า เรื่องทุจริตทั้งหมดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ จะต้องเสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน บางเรื่อง ยื่นเช้า ช่วงบ่ายเขาชี้แล้วว่า มึงผิด มึงทุจริต เขาทำกันจริงจัง ใช้เวลาไม่นาน คนมันกลัว ไม่คุ้มที่จะเสี่ยงโกง

มีเรื่องหนึ่งร้อง ป.ป.ช.ไปตั้งแต่เดือน เมษายน ปี 2545  ปรากฎว่าเรียกไปสอบเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ปี 2558 ผมถามว่า คนที่เป็นคนกล่าวหาก็ดี คนที่จะไปเป็นพยานก็ดี มันมีหน้าไหนครับที่จะจำเรื่องได้ สุดท้ายคดีมันก็หลุดแหงๆอยู่แล้ว ระยะเวลาไม่ได้ทำให้คนเบื่อหน่ายอย่างเดียว แต่หลักฐานต่างๆก็สูญหายไปด้วย ขณะเดียวกันหน่วยงานที่กระทำความผิด ก็มีสิทธิ์ทำลายเอกสารที่เก็บไว้เกิน 10 ปี หลายคดีคนผิดหลุดไม่เท่าไหร่ ที่ช้ำใจคือ มันกลับมาเหยียบคนฟ้องร้องอีก แบบนี้ใครเขาจะอยากไปให้ความร่วมมือ

ข้อสอง ต้องทำให้ประชาชนรับรู้วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง วิธีใช้งบประมาณของหน่วยงานรัฐว่าดำเนินการยังไง รายละเอียดการประกวดราคาเป็นอย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ประกาศให้ชาวบ้านเห็นชัดๆ ทุกวันนี้อย่าว่าแต่ประกาศ ไปขอ มันยังหลีกเลี่ยงไม่ให้เลย ทั้งที่การกำราบทุจริต ต้องให้ประชาชนเขาได้รับความสะดวกในการรับรู้ เพื่อให้เขามีส่วนร่วม

ข้อสาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ คุณต้องแก้ไข กำหนดเวลาให้ชัด ขอข้อมูลแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องให้เขาได้ภายในกี่วัน  ทุกวันนี้ผมต้องคอยไปตามทวงเอกสาร  ‘ได้หรือยัง’ ‘ได้เมื่อไหร่’ ‘ยังอีกหรอ’ ซึ่งถามว่าใครมันจะไปตามได้ทุกวัน เพราะแบบนี้คนเลยไม่อยากลุกขึ้นมาตรวจสอบ

รถกู้ภัยขนาดเล็กยังจอดสงบนิ่งอยู่ภายในสถานีดับเพลิงดุสิต หลังนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงปัญหาการทุจริตของกรุงเทพมหานคร(กทม.) เกี่ยวกับโครงการจัดซื้อรถกู้ภัยขนาดเล็กวงเงิน 160 ล้านบาท จำนวน 20 คัน ราคาคันละ 8ล้านบาท โดยเป็นตัวรถราคา 2.5 ล้านบาท นอกนั้นเป็นค่าอุปกรณ์ดับเพลิง

ปลุกข้าราชการกทม.ให้ตาสว่าง

การเคลื่อนไหวตรวจสอบเรื่องทุจริตของกทม.อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทำให้วิลาศพบว่า ทุกวันนี้ข้าราชการกทม.เริ่มมีทัศนคติและพฤติกรรมที่ดีขึ้น มีเป้าหมายเดียวกันคือทำให้ กทม. กลับมาสง่างาม งานนี้เเม้ไม่ถึงกับราบคาบ เเต่ก็พอกำราบทุจริตลงได้บ้าง

มันเหมือนเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาว่าต้องทำแบบนี้ๆ แต่พอเราเริ่มไปเปิดประเด็นบ่อยครั้ง ทำให้เห็นว่าข้าราชการกทม. ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจเดิมๆ เริ่มมีความคิดที่อยากจะเห็นองค์กรของเขาดีขึ้น และให้ความร่วมมือโดยส่งข้อมูลต่างๆมาให้เยอะมาก ต่อไปนี้เชื่อว่า โครงการไหนส่อทุจริต พวกคนข้างล่าง อย่างกรรมการเปิดซองราคา กรรมการทีโออาร์ (เอกสารที่กำหนดขอบเขตและรายละเอียดของภารกิจ) ต้องคิดหนักแล้วที่จะร่วมดำเนินโครงการตามผู้บริหาร เพราะเงินก็ไม่ได้ หรือได้แค่เศษเงิน เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เผลอๆเอากระดูกมาแขวนคอ ติดคุกอีก

อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาระบบงบประมาณของกทม.นั้นเสียหายรุนแรง เพราะถูกผู้บริหารโกงกิน แสวงหาผลประโยชน์จากโครงการต่างๆเต็มไปหมด

ผู้บริหารฝ่ายการเมืองเสนองบประมาณไปซุกซ่อนเยอะแยะ ซิกแซก วางเงินตรงนั้นตรงนี้ไปทั่ว บางโครงการหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง บางโครงการช่วยพวกพ้อง ซ่อนกันเต็มไปหมด ทำให้ระบบงบประมาณมันเสียหาย งบประมาณมันเกิดจากการไปคุยกันเรียบร้อยหมดแล้ว แล้วค่อยไปโยงงบมาว่าจะมาใช้ทำอะไร แต่หลังจากที่ผมเปิดเผย ไล่บี้ เท่าที่ทราบในขณะนี้ มีผู้บริหารระดับสูงอยู่ 3 คนเลิกแล้วไม่กล้าขยับ เหลือหน่วยกล้าตายอยู่คนเดียวที่ยังกล้า สั่งให้โอนอันนี้ไปนั่น โอนอันนั้นไปโน่น ถ้าการสาปแช่งเป็นผลในทางปฎิบัติ ไอ้นี่ไม่น่าจะผุดจะเกิดแล้ว เพราะว่าโดนสาปแช่งมากๆ ผมว่าเขารู้อยู่แก่ใจ และข้าราชการ กทม. กว่าครึ่งเขารู้ว่าคนนี้โกง

ทำลายคนทุจริตด้วยธนบัตรใหม่

นักการเมืองขาบู๊รายนี้แนะนำแนวคิดการปราบปรามการทุจริตและคืนความโปร่งใสให้กับประเทศ ด้วยการยกเลิกธนบัตรเดิมและพิมพ์ธนบัตรใหม่

วันนี้ผมไม่รู้ใครโกงมากกว่าใครแล้ว เพราะมันกล่าวหากันเต็มไปหมด ทั้งฝ่ายการเมือง คสช. ข้าราชการ เอาอย่างนี้ดีไหม ผมเสนอให้ยกเลิกธนบัตรปัจจุบันเลย และพิมพ์ใหม่ ลองทำตามที่ผมว่าดู รัฐบาลอาจจะต้องลงทุนประมาณ 5 พันหรือ 1 หมื่นล้าน เพื่อพิมพ์ธนบัตรใหม่ ประกาศให้คนเอาของเก่ามาแลกของใหม่ภายในระยะเวลาเท่าไหร่ว่าไป คนที่มีเงินสดเกิน 2 ล้าน หรือมีเงินฝากในธนาคารเกิน 10 ล้าน ต้องชี้แจงที่มาที่ไปของเงินให้ได้ ผมจะดูซิ ไอ้พวกที่บอกว่า ตัวเองไม่เคยโกงเลย เป็นคนดีนี่มันจะทำหน้าอย่างไร โมเดลนี้มี 2-3 ประเทศเคยทำ จีนเคยทำ ผมถามหน่อยไอ้พวกที่มันโกง มันกล้าไหม ลงทุนหมื่นล้าน ผมว่าประเทศได้เงินคืนหลายล้านล้าน ผมเสนอไปเห็นนั่งเฉยหมด ไอ้พวกที่ปากดีบอกว่าโอ้โหพวกนั้นโกง ไอ้นี่โกง ผมเสนอเปลี่ยนธนบัตร ไม่เห็นออกมาเลย”

วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ทิ้งท้ายว่า วันนี้ไม่กลัวที่จะถูกฟ้องร้องแต่อย่างใด แต่รอให้มาฟ้องด้วยซ้ำ เพราะมีหลักฐานที่เปิดเผยทั้งหมด ขณะเดียวกันยืนยันว่าไม่ได้เล่นงานแค่ กทม. แต่จัดการทุกหน่วยงานที่ทุจริต เพียงแค่ทุกครั้งที่พูดเรื่อง กทม. มักจะได้รับความสนใจจากสังคมมากกว่าเท่านั้นเอง

 

ศาสนาทำให้สังคมล้าหลัง ปรับโครงสร้างสงฆ์-แยกศาสนาออกจากรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/443370

ศาสนาทำให้สังคมล้าหลัง ปรับโครงสร้างสงฆ์-แยกศาสนาออกจากรัฐ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เรื่องศาสนา ณ เวลานี้ ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าเรื่องของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ดำรงตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชและเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  กทม. กับการมีชื่อเป็นเบอร์ 1 สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20

ถัดมาเป็นการเรื่องคดีพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี  ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฟอกเงิน หลังมีชื่อรับเช็คจาก ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธาน สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น  ทั้งหมดคือปมปัญหาล้วนสร้างความสั่นคลอนให้กับสังคมในห้วงเวลานี้  จนเกิดความแตกแยกในหมู่สงฆ์ ประชาชนเบื่อหน่ายศรัทธาศาสนา

แต่มุมมองของคนรุ่นใหม่อย่าง  วิจักขณ์ พานิช  เคยแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์พุทธศาสนาในสังคมไทยยุคปัจจุบันอย่างน่าสนใจผ่านบทความต่างๆ มากมาย  ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์  ถึงต้นตอการเสื่อมศรัทธาทางศาสนาที่ถดถอยอย่างต่อเนื่อง  โมงยามลงตัวก่อนเปิดฉากสนทนาให้ฟังว่า พระสังฆราช มหาเถรสมาคม (มส.) องค์กรสงฆ์ และครอบคลุมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับสงฆ์ทั้งหมด คือเป็นโครงสร้างที่รวมศูนย์แบบรัฐ ส่วนที่ตรงข้ามคือคณะสงฆ์ที่รวมศูนย์ของรัฐ เป้าหมายคือต้องการรวมศูนย์ ต้องการมั่นใจว่าพุทธศาสนามีมาตรฐานเดียว แบบเดียว และเป็น “พุทธศาสนาแบบรัฐ” ที่ต้องการเผยแพร่คำสอนไปในโรงเรียน เป็นพุทธพิธี ตักบาตรทั่วประเทศ และพระสงฆ์ต้องขึ้นตรงกับอำนาจส่วนกลาง

ซึ่งโครงสร้างคณะสงฆ์แบบรัฐมันก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 4 และมาชัดเจนเป็นรูปธรรมช่วงรัชกาลที่ 5 โดยเป็นโครงสร้างคณะสงฆ์แบบรัฐและรวมศูนย์  นั่นสะท้อนรูปแบบการเมืองการปกครองแบบ “สมบูรณาญาสิทธิราชย์”

“โครงสร้างแบบนี้ถือเป็นโครงสร้างที่ล้าหลังมาก มันเป็นปัญหาเมื่อยุคช่วงล่าอาณานิคมผ่านไปแล้ว ตอนนี้เราเข้าสู่โลกสมัยใหม่ เป็นการแข่งขันอย่างเสรี ประเทศต้องเปิดกว้างเข้าสู่สากล เรียนรู้จากภายนอก ยิ่งประเทศไหนที่ได้รับการกระจายอำนาจ  มีการเรียนรู้ เปิดกว้าง ประเทศเหล่านั้นก็จะนำไปสู่การพัฒนา”

โดยมุมมองของคนรุ่นใหม่อย่างวิจักขณ์ เห็นว่าโครงสร้างสังคมเราไม่ใช่แบบนั้น แม้จะเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเมื่อปี 2475 แล้วก็ตาม เรายังติดแหง็กอยู่กับโครงสร้างแบบการรวมศูนย์อยู่  ไม่ว่าจะเป็นการเมือง และศาสนา ทั้งคู่ยังติดแหง็กกับโครงสร้างแบบรวมศูนย์อยู่

โครงสร้างพระสงฆ์ไทยเก่าไม่ก้าวหน้า

อย่างโครงสร้างคณะสงฆ์ปัจจุบัน ที่มีสมเด็จพระสังฆราช พระมหาเถรสมาคม มีพระผู้ใหญ่ที่อายุมากๆ ทั้งหลายอยู่ อันนี้แสดงให้เห็นเลยว่าเป็นการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นผลผลิตของระบอบเก่า ซึ่งพระมหากษัตริย์ต้องการพระเหล่านี้เป็นที่ปรึกษาทางจิตใจและทางการปกครอง

“ประเทศก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่แล้ว แต่ทุกวันนี้เราติดอยู่กับระบอบเผด็จการระบอบทหารอยู่ ขณะเดียวกันพระสงฆ์ก็ยังติดกับระบอบเดิม ที่ว่าใครจะเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ต่อไป แล้วก็ทะเลาะกัน แล้วก็มาโยงเข้ากับวัดพระธรรมกาย มีเรื่องกลุ่มก้อนต่างๆ ใครสนับสนุนใคร มีความเห็นแย้งสองฝ่าย จนกลายเป็นเรื่องการเมือง”

วิจักขณ์ เล่าต่อว่า ธรรมกายอยู่ภายใต้การปกครองของคณะสงฆ์และยังมีอิทธิพลภายในโครงสร้างคณะสงฆ์ ธรรมกาย สามารถใช้โครงสร้างสงฆ์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไปเผยแพร่ความเชื่อของตัวเองได้ เหมือนที่มีข่าวว่าวัดพระธรรมกายสนับสนุนช่วยเหลือวัดนั้นวัดนี้ ก็เหมือนกับนักการเมืองทั่วไป เพียงแต่นักการเมืองเหล่านี้คือ “พระสงฆ์”

ย้อนถามว่ามีทั้งกลุ่มคนที่ชอบและไม่ชอบวัดพระธรรมกาย แต่ทุกวันนี้ที่สังคมบอกจะกำจัดธรรมกาย ขอตั้งคำถามว่า?? เราจะจัดการเขาอย่างไร  คิดว่าจะใช้หลักการหรือวิธีคิดแบบใดไปจัดการ

“ที่บอกว่าให้เข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงิน เรื่องที่ดิน ผลประโยชน์ ของธรรมกาย  แล้วพระพุทธะอิสระ ทำไมไม่ไปตรวจสอบด้วย หรือคุณเลือกปฏิบัติเพียงเพราะว่าคุณไม่ชอบเขา  หรืออย่างที่บอกว่าธรรมกายเผยแพร่คำสอนไม่ตรงตามหลักคำสอน แล้วพระพุทธะอิสระตรงหรือเปล่า”

วิจักขณ์ อธิบายความเห็นต่อไปว่า หากจะมีการตรวจสอบวัด ทุกวัดก็ต้องมีการตรวจสอบเป็นมาตรฐานเดียวกันหมด แล้วคำสอนของศาสนาที่มองว่าธรรมกายบิดเบือนคำสอน  “ต้องมองว่าคำสอนของพระแต่ละสำนักไม่มีใครสอนตรงกันเลย สันติอโศกสอนอย่าง พุทธทาสสอนอย่าง พระไตรปิฎกสอนอย่าง พุทธะอิสระสอนอย่าง หมอผีก็สอนอย่าง”

ดังนั้น เราต้องตระหนักว่าไม่มีใครสอนตรงกันเลย เพราะฉะนั้นความพยายามที่ต้องการให้คำสอนเป็นมาตรฐานเดียวกันหรือแบบเดียวกันทั้งหมด คือสิ่งที่ผิด เพราะศาสนาไม่ควรไปตั้งมาตรฐาน

เรื่องศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อ เรื่องการทดลองของแต่ละบุคคล อย่างพระพุทธเจ้าแสวงหาสัจธรรมความจริง พระพุทธเจ้าก็ต้องไม่ให้ใครมาชี้นำ สิ่งที่พุทธศาสนาต้องการและช่วยให้พุทธธรรมงอกงามได้ดีที่สุด ก็คือเรื่อง “เสรีภาพทางศาสนา” ถามว่า พระพุทธเจ้าต้องการค้นพบสิ่งใดมากที่สุด นั่นคือการค้นพบการตื่นรู้ ความกรุณา

“สิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการมากที่สุด ไม่ใช่มหาเถรสมาคม ไม่ใช่คนที่ออกมากำจัดธรรมกายเพื่อศาสนา แต่พระพุทธเจ้าน่าจะต้องการให้คนมีเสรีภาพในการลองผิดลองถูก และคิดใคร่ครวญหาคุณค่าความหมายของชีวิตด้วยตัวเอง ดังนั้นต้องตั้งคำถามให้ถูกต้องว่า ศาสนาพุทธคืออะไรกันแน่  มันคือเรื่องการเรียนรู้ ตื่นรู้ การภาวนา การเผชิญความทุกข์ คุณไม่ต้องการอำนาจของรัฐมากดขี่ควบคุมมาบอกว่าสิ่งใดผิดหรือถูก

“ศาสนาพุทธมาจากความทุกข์ของทุกคน แทนที่จะเอาหนังสือธรรมะไปยัดเยียดให้เด็กในโรงเรียนท่องจำ แต่ให้พาเด็กออกมาจากโรงเรียนให้เห็นผู้คนกับคนไร้บ้าน คนในสลัม ที่ยากลำบาก อันนี้ต่างหาก ที่จะทำให้เข้าใจเรื่องของทุกข์ จะทำให้เด็กเหล่านั้นเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนที่มีการศึกษาและเห็นใจคนที่ไม่มีโอกาสเหมือนเขา  ดังนั้นพุทธศาสนาแบบรัฐ ที่ปกป้องค้ำจุน ที่อยู่ในธงชาติสีขาว ผมว่ามันผิดทั้งหมด”

อย่างไรก็ตาม คนหนุ่มไฟแรงอย่างวิจักขณ์ยังได้แสดงความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับคุณค่าในศาสนาพุทธ ว่าศาสนาพุทธในสังคมไทยทุกวันนี้ควรให้คุณค่ากับความเป็น “พุทธศาสนาแบบชาวบ้าน” และนั่นก็กำลังตายลงไปเรื่อยๆ  เพราะอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์มาควบคุม รุกล้ำเสรีภาพ อิสรภาพในการลองผิดลองถูกของคน แล้วทำให้พระสงฆ์ไปอิงอยู่กับอำนาจนอกตัว คือ “อำนาจรัฐ”

จึงเชื่อว่าพุทธศาสนาในอดีต มีชีวิตชีวา เป็นพุทธศาสนาที่มีความกล้าหาญ พุทธศาสนาที่มีสัมพันธ์กับความทุกข์ของชาวบ้าน และพุทธศาสนาที่สัมผัสชีวิตจริงของสังคมได้

ส่วนมุมมองเรื่องการปฏิบัติธรรมของสงฆ์ในปัจจุบัน วิจักขณ์ ระบุว่า การปฏิบัติธรรมทำเพื่อสรรพสัตว์ เพื่อความทุกข์ของผู้อื่นคือเรื่องดี  “แต่คุณปฏิบัติธรรมเพื่อชาติ เพื่อพระศาสนา มันผิดรูปแบบ  จึงกลายเป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อความดีบ้างอย่างที่สูงกว่า  ทั้งที่จริงการปฏิบัติควรทำเพื่อขัดเกลาตัวเอง เผชิญความทุกข์ตัวเองก่อน  แล้วจึงจะเห็นว่าคนอื่นมีความทุกข์ไม่ต่างจากเรา  และนั่นจะทำให้มีจิตใจอ่อนน้อมถ่อมตนร่วมสุขร่วมทุกข์กับคนอื่น จนนำไปสู่ความเข้าใจเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์”

วัดเป็นฐานเสียงนักการเมือง คล้ายระบบเจ้าพ่อ

วิจักขณ์  บอกอีกว่า  เมื่อศาสนาพุทธถูกดึงเป็นเครื่องมือหรือกลไกการปกครองตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา มันทำให้ศาสนาพุทธหมดความเป็นตัวเอง มันเป็นศาสนาพุทธที่ถูกตีความว่าเป็นการดำรงอยู่ของอำนาจชนชั้นนำหรือโครงสร้างแบบเก่า เป็นศาสนาพุทธแบบอุปถัมภ์

“มีคนที่สูงกว่า ต่ำกว่า คนที่สูงกว่าเพราะเป็นคนดี อุปถัมภ์ค้ำจุนศาสนา ไปวัดทุกวัน คนกลุ่มนี้ก็ดูสูงส่งขึ้น  แล้วพระก็จะกลายเป็นประจบประแจงคนทำบุญ ไม่ใช่เรื่องของการปฏิบัติธรรม ตักเตือนกัน จึงกลายเป็นการเมืองโดยธรรมชาติ ไปสู่พุทธศาสนาแบบชนชั้นนำ จนกลายเป็นพุทธศาสนาที่สนับสนุนระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ไม่มีการต่อสู้เพื่อคนชั้นล่าง ไม่มีการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ไม่เป็นปากเป็นเสียงให้กับคนทุกข์ พระไม่มีความกล้าหาญ กลายเป็นพระที่หมดความเป็นตัวของตัวเอง” วิจักขณ์ กล่าวและว่า

วัดเป็นฐานเสียงของนักการเมืองและเป็นการเมืองแบบอุปถัมภ์คล้ายระบบเจ้าพ่อ  ปัจจุบันพระไม่เป็นตัวของตัวเอง คำนึงแต่ผลประโยชน์ พระเป็นส่วนหนึ่งของระบบเจ้าพ่อ

อย่างใน กทม.ก็แบ่งเป็นซุ้ม เป็นก๊ก เป็นเหล่าเต็มไปหมด และอย่างเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ส่วนตัวของวิจักขณ์สะท้อนออกมาว่า  ระบบการตั้งสังฆราชเละทั้งหมด หากวิเคราะห์เราไม่มีทางรู้เลยว่าใครจะเป็นพระสังฆราชองค์ต่อไป  เพราะเราไม่มีสิทธิรู้ มันไม่มีกฎเกณฑ์ มันเป็นเรื่องของใครรู้จักใคร เส้นทางมายังไง ขั้วอำนาจทางการเมืองต่างๆ ทั้งหมดเป็นเรื่องของการเมืองชนชั้นนำ มองเป็นเรื่องพวกพ้อง คนรุ่นใหม่มองเรื่องนี้เป็นความเบื่อหน่าย

“ใครจะเป็นพระสังฆราชองค์ต่อไป แล้วเราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นไหม ใครจะเป็น ผบ.ทบ.คนต่อไป เราจะมีชีวิตดีขึ้นไหม มันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย มันถึงไม่สอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่และการศึกษา ที่เราเรียนเสริมสร้างความคิดมากมายสุดท้ายไปใช้ระบอบอุปถัมภ์”

วิจักขณ์ กล่าวด้วยว่า พระสงฆ์ที่ทะเลาะกันเกิดขึ้นตั้งแต่อดีต มันเหมือนการเมืองสองฝั่ง มีนิกายธรรมยุตและมหานิกาย แต่ละฝ่ายก็มีก๊กมีเหล่า  ซึ่งระบอบของคณะสงฆ์ถือว่าเป็นเรื่องการเมืองอย่างยิ่ง  ย้ำว่าพุทธศาสนาไทยเป็นการเมือง

เสนอยุบ มส. พศ.-วัดเป็นตลาดมืดจุดฟอกเงิน

ระหว่างสนทนา วิจักขณ์  ตั้งคำถามย้อนมาว่า  จะทำยังไงให้พ้นจากการเมืองชนชั้นนำโดยปลดปล่อยศาสนาพุทธออกมาจากโครงสร้างทางการเมืองแบบอุปถัมภ์ แบบเผด็จการ ทำอย่างไรให้ศาสนาพุทธกลับมาเป็นสติปัญญาของประชาชนและมีอิสระ ศาสนาพุทธแบบชาวบ้านที่เลือกและลองเอง

เพราะปัญหาของศาสนา คือ การไม่มีอิสรภาพ เสรีภาพ  ศาสนากลายเป็นเรื่องของพระ และพระกลายเป็นชนชั้นนำ สุดท้ายศาสนาจึงไม่ใช่เรื่องของเรา จึงรู้สึกว่าจะทำอย่างไรให้ “พุทธศาสนาฆราวาส” ตื่นตัวขึ้นมาเพื่อความเป็นอิสระทางศาสนา

สำหรับองค์กรทางสงฆ์ เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  มหาเถรสมาคม  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยกำกับดูแลปกครองสงฆ์  ส่วนตัวของวิจักขณ์ มองว่า “ยิ่งองค์กรเหล่านี้แข็งแรง ยิ่งเป็นผลร้ายต่อศาสนาพุทธโดยรวม” และองค์กรเช่นนี้ไม่สามารถแข็งแรงได้แน่นอน เพราะโลกเป็นเสรีภาพทางความคิด เป็นโลกสมัย ดังนั้นตัวศาสนาต้องวางตำแหน่งของตัวเองให้ถูก  เพราะตอนนี้ศาสนาวางตำแหน่งของตัวเองผิด เลยยิ่งเป็นอุปสรรคทำให้ตัวศาสนาและสังคมล้าหลังไม่ก้าวหน้าเหมือนทุกวันนี้

วิจักขณ์ ถามอีกว่า เราจะออกจากวงจรอุบาทว์นี้อย่างไร??  “วงจรที่มีปัญหาคณะสงฆ์ ศาสนาพุทธไม่ควรอยู่ในโครงสร้างของ มส.และ พศ.ตั้งแต่แรก ดังนั้นให้ยุบองค์กรเหล่านี้ทิ้ง แล้วศึกษาให้ดีว่าสังคมสมัยใหม่อยู่กับศาสนาอย่างไร เขาวางตำแหน่งศาสนายังไงที่ทำให้เกิดเป็นสังคมที่ยอมรับความหลากหลายทางความเชื่อ ความคิดของคน และไม่เอาศาสนามาเป็นเรื่องทะเลาะกัน”

นอกจากนี้ วัดหรือศาสนาควรเป็นรูปแบบมูลนิธิหรือเอกชน  สามารถตรวจสอบการเงิน ตรวจสอบการก่อตั้งองค์กร เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด  ที่เห็นชัดเจนอย่างกรมสรรพากรต้องมีความกล้าตรวจสอบพระและวัด  จะอ้างความเชื่อความเป็นพระไม่ได้  ดังนั้นจึงทำให้เห็นว่าตัวศาสนาไปผูกอยู่กับรัฐ

“จึงทำให้เกิดมุมมืดทางสังคม กลายเป็นตลาดมืดจุดฟอกเงิน เวลาไม่มีใครไปตรวจสอบก็จะมีพวกกาฝาก เห็บเหา เกาะอยู่กับศาสนา”

วิจักขณ์  ยังยอมรับว่าศาสนาพุทธในเมืองไทยมีอำนาจทางสังคมและการเมืองมากเกินไป ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่ให้สังคมไทยไม่มีศาสนา แต่ตนย้ำมาตลอดว่าการแยกรัฐออกจากศาสนาไม่ใช่สังคมที่ไม่มีศาสนา เพียงแต่ว่าไม่เอาอำนาจทางศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของการปกครอง  คือรัฐต้องเป็นกลางทางศาสนา หวังว่าจุดเริ่มต้นแบบนี้จะเกิดขึ้น ในเรื่องการแยกรัฐออกจากศาสนา ไม่ได้หวังจะเกิดขึ้นในเชิงการเมืองอย่างเดียว หวังว่าจะมีคนเข้าใจในประเด็นที่ตนพูด

“ทุกวันนี้คนเราทำบุญไม่ได้ทำเพื่อขัดเกลาจิตใจตัวเอง แต่ทำเพื่อหวังอะไรบางอย่าง  การทำบุญคือการบริจาค การสละ เพื่อคนที่มีความทุกข์ลำบากมากกว่า คนจนก็จนไป คนทำบุญพระก็รวยไป ต้องยอมรับว่าอดีตพระไม่สะสมเงินทอง ทรัพย์สินกระจายไปสู่คนลำบาก  สวนทางกับปัจจุบันคนทำบุญหนึ่งอยากจะเอาล้าน ส่วนพระรับมาสิบ ก็อยากจะได้ร้อยได้พัน  จึงกลายเป็นเรื่องธุรกิจทางศาสนา แล้วพระใช้ศาสนาหากินหรือเปล่า”

วิจักขณ์ ทิ้งท้ายอย่างมีหวังว่า ทางเดียวที่จะทำให้พุทธศาสนากลับมามีพลัง กลับมามีพลวัต ต้องปลดปล่อยตัวเองออกจากอำนาจรัฐให้ได้ ต้องเป็นตัวของตัวเอง  ดังนั้นต้องมีอิสระ มีเสรีภาพ  ส่วนองค์กรของรัฐที่จะควบคุมพุทธศาสนาควรยุบทิ้งไปให้หมด และคนได้เรียนรู้การเปิดให้แลกเปลี่ยนโต้เถียงกัน แล้วจะทำให้เกิดความหลากหลายมากขึ้น

“อยากรู้ว่าอะไรมีความสุข” พลิกเปลี่ยนเส้นทางชีวิตศึกษาศาสนา

สําหรับ วิจักขณ์ พานิช ผู้ตัดสินใจพลิกเปลี่ยนเส้นทางชีวิต ทดลองค้นหาตัวเองด้วยการศึกษาระดับปริญญาโท “ประวัติศาสตร์ศาสนา” ที่สถาบันนาโรปะ แหล่งศึกษาทางศาสนาที่รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เป็นคนหนุ่มไฟแรงที่มีแรงบันดาลใจในเรื่องของการเรียนรู้ด้านในและวิถีพุทธธรรมในโลกสมัยใหม่ ซึ่งทำให้ค้นพบวิถีการตีความศาสนาแบบใหม่ที่ให้อิสรภาพมนุษย์ในการเลือกเส้นทางแห่งการหลุดพ้นอย่างเป็นตัวของตัวเองถึงที่สุด

มีคำถามว่าอะไรเป็นแรงขับเคลื่อนให้หันมาสนใจศึกษาเรื่องศาสนา วิจักขณ์ สะท้อนความคิดว่า ทุกคนตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตตัวเองทุกคน ว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตมีคุณค่า จึงต้องหันมาดูตัวเองว่าติดขัดหรือมีปัญหาเรื่องไหน หรือว่าสับสนตัวเองอยู่ ไม่อย่างนั้นคุณค่าของตัวเองคงไปไม่ไกล ดังนั้นเมื่อคิดว่ามีปัญหาก็ต้องเยียวยาเพื่อให้เข้าใจความสับสนของตัวเองมากขึ้น และอยากรู้ว่าอะไรมีความสุข แล้วสามารถแชร์ให้กับคนอื่นได้ นั่นมาจากคำถามในใจ

“เรียนโรงเรียน เรียนมหาวิทยาลัยมาหลายปีมันตอบไม่ได้เลยว่า เราคือใคร เราเกิดมาทำไม เรามีคุณค่าอะไร พอทำงานก็เริ่มคำนึงถึงเรื่องการอยู่รอด จึงเป็นคำถามของตัวเองมาโดยตลอด กระทั่งมีโอกาสไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กระทั่งเจอครู เจอพื้นที่การเรียนรู้บางอย่างที่ตอบโจทย์ส่วนนี้ได้ เลยรู้สึกว่าอยากจะสร้างพื้นที่แบบนี้ที่เมืองไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้บางอย่างที่ทำให้คนได้มองเข้าไปภายในตัวเอง คลี่คลายคำถามเกี่ยวกับชีวิตแบบลึกๆ เป็นศาสนาที่ตอบคำถามว่า คุณทำอะไรแล้วมีความสุข แชร์กับคนอื่นได้ เลยกลายเป็นจุดที่มาของการทำงานลักษณะนี้”

ส่วนตัวคิดว่ามีคนที่ต้องเป็นอะไรแบบนี้จำนวนมาก คนที่มีความทุกข์ สับสน หาตัวเองไม่เจอ คนเหล่านี้ต้องการกัลยาณมิตร ต้องการคนที่คุยได้เหมือนเพื่อน มีความเป็นกันเอง คนที่คุยในทางมิติศาสนธรรมที่ไม่ใช่แบบศาสนากับศาสนา แต่เป็นแบบธรรมดาๆ เพื่อแชร์ประสบการณ์ แชร์ความทุกข์ของคนเหล่านั้น

วิจักขณ์ ยังบอกด้วยว่า จากการศึกษาเล่าเรียนฝึกเกี่ยวกับการภาวนา จึงมีการเปิดคอร์สสอนอบรมการภาวนา โดยใช้กระบวนการนั่งสมาธิภาวนามาช่วยเรื่องการขัดเกลาจิตใจ เยียวยาจิตใจ อย่างคนที่มีความทุกข์ ความเครียด เขาต้องการพื้นที่มาเยียวยาหรือต้องการผ่อนคลายปล่อยวางจากความคิด การโทษตัวเองให้อภัยตัวเอง มีความกรุณา มีความรักกับคนอื่นและรอบข้าง คนก็มาฝึกเรียนรู้

กลุ่มที่มาเรียนมีทุกช่วงอายุ ตั้งแต่วัยรุ่น กลางคน คนแก่ คนอายุ 70 ปี เป็นการเรียนลักษณะแบบการศึกษาผู้ใหญ่ใครก็สามารถมาเรียนได้ นอกจากนี้ทุกวันอาทิตย์จะเปิดบ้านพักส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า “ติโรปะ” ทำสมาธิภาวนา มีลูกศิษย์และคนทั่วไปที่สนใจและเปิดรับความหลากหลายทางศาสนา และต้องการภาวนามาปฏิบัติกันพอสมควร

วิจักขณ์ เผยอีกว่า เท่าที่ทำมารู้สึกมีความสุข ยืนยันไม่ต้องการชื่อเสียง แต่คิดว่าอยากจะเป็นแรงบันดาลใจฝึกให้คนทำแบบตนเพิ่มขึ้นอีก มีคนที่ฟังคนอื่นและสอนคนอื่นแบบเปิดกว้าง อยากเห็นครูที่มีจิตวิญญาณ อยากเห็นนักข่าวที่มีจิตวิญญาณ อยากเห็นหมอ พยาบาลมีจิตวิญญาณ มาใช้ในชีวิตจริง ซึ่งมีความหวังมากๆ เนื่องจากมีคนสนใจเรื่องเหล่านี้เยอะ เพราะคนเริ่มเหนื่อยหน่ายกับ “ศาสนาพุทธรูปแบบเดิม” คนเลยหาทางเลือกในหลากหลายแบบเพิ่มขึ้น

สำหรับเรื่องการศึกษา วิจักขณ์ มองว่า ถ้าเรามีจิตใจเปิดกว้างรับฟังคนอื่น ก็จะเป็นพื้นที่ที่ดีมากในทางการศึกษา โดยไม่ยึดมั่นอยู่ในกรอบของตัวเอง และเปิดกว้างกับความเป็นไปได้อื่นๆ อยู่เสมอจนไปสู่การแลกเปลี่ยนแบบพลวัต

ปัจจุบัน วิจักขณ์ รับบท “เรือจ้าง” สอนพิเศษอยู่ที่วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนใหญ่สอนระดับ ปริญญาตรี ส่วนวิชาที่สอนจะเกี่ยวข้องกับวิถีพุทธธรรมในโลกสมัยใหม่ พุทธศาสนากับสังคมสมัยใหม่ จิตวิทยากับพุทธศาสนา เจ้าตัวบอกว่า เป็นอาจารย์สอนหนังสือมาหลายปีและยังได้รับเชิญไปสอนตามมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ฯลฯ หรือแม้แต่การได้รับโอกาสไปบรรยายพิเศษมานับไม่ถ้วน

นอกจากนี้ยังเป็นคอลัมนิสต์ให้กับมติชน นิตยสาร way และทำหนังสือ แปลหนังสือ เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ ปลากระโดด ซึ่งจะพิมพ์หนังสือที่เกี่ยวข้องกับมิติทางจิตวิญญาณ แปลผลงานจากตะวันตกให้เห็นว่า ศาสนธรรม ศาสนาพุทธ เปิดกว้างและหลากหลายได้ขนาดไหน

ทว่าด้วยความเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาการวิพากษ์วิจารณ์อาจไม่เข้าหูเข้าใจคน จนมองตัวของ วิจักขณ์ ไม่เข้าใจเรื่องศาสนาอย่างแท้จริง เรื่องนี้ วิจักขณ์ สวนตอบด้วยน้ำเสียงเข้มแข็งว่า “ผมไม่แคร์” เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของพุทธธรรม ไม่มีใครเป็นเจ้าของพระพุทธเจ้า สำหรับคนที่คิดว่าเป็นเจ้าของศาสนาแล้วต้องปกป้องศาสนาของเขาเอง และการที่คิดว่าแสดงความคิดเห็นที่เห็นต่าง มีจินตนาการที่แตกต่างเป็นการเรื่องการทำลายศาสนา

“ผมว่ามันเป็นปัญหาของเขาไม่ใช่ปัญหาของผม เพราะผมคิดว่าอยู่ในสังคมประชาธิปไตยที่รองรับเสรีภาพในการนับถือศาสนาและคิดว่างานที่ผมทำเป็นงานสร้างสรรค์ไม่ใช่ทำลาย และผมไม่มีอำนาจไปบังคับใครให้เชื่อตามผม ผมมีแค่สติปัญญา และสองมือในการทำงานเชิงสร้างสรรค์”

วิจักขณ์ เล่าต่อว่า อย่างน้อยสิ่งที่สอนและทำก็เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่สนใจศาสนา เปิดจินตนาการ ก็เหมือนตนเป็นพระป่า เดินร่อนเร่ ไม่มีสำนักอะไร แต่ว่าพบปะผู้คนตลอด ซึ่งมองว่าพลังศาสนธรรมจะเกิดขึ้นจากตัวปัจเจกบุคคล พลังการตื่นรู้

ภาพใหญ่ในศาสนาพุทธของไทย เป็นแบบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เหนือมนุษย์ ดังนั้นเวลาคนเข้าหาศาสนาพุทธส่วนใหญ่ก็ไปกราบไหว้พระพุทธรูป ขอหวย กราบไหว้หลวงพ่อที่มีพลังวิเศษดูจิตได้ แก้กรรมได้ และสภาพแบบนี้ทำให้เกิดพระอลัชชี มากกว่าดึงดูดพระที่ดี

“คุณไม่อยากเป็นเหรอ คุณห่มผ้าเหลืองเวลาคุณพูดอะไรทุกคนเชื่อหมดเลย วางตัวให้สุขุม นั่งสมาธิให้ได้นานๆคนก็มากราบคุณ หรือพูดอะไรให้ดูดีนิดนึง ก็กลายเป็นเซเลบขึ้นมา เงินก็ไม่รู้เท่าไหร่ คุณไม่อยากเป็นเหรอ ใครๆก็อยากเป็น มันง่าย”

วิจักขณ์ ย้ำว่า ตนไม่ได้ทำร้ายใคร งานที่ทำมันพิสูจน์ตัวเอง แล้วตัวพุทธธรรมแบบนี้ ถ้าเรามองในมุมที่กว้างจะเห็นเลยว่า สิ่งที่ตนพูดมันนิดเดียว หากเทียบกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ศาสนาพุทธที่เปิดกว้างหลากหลาย เกิดขึ้นในตะวันตก อินเดีย เวียดนาม ญี่ปุ่น เต็มไปหมด เชื่อว่าคนที่มองต่างมีปัญหาความคับแคบของตัวเอง ไม่ใช่ปัญหาของตนที่เปิดกว้าง คนที่เรียนกับตนจะรู้เองว่าสิ่งที่สอนมันใช้ได้จริงหรือไม่

เพราะงอกเงยทางศาสนธรรมหรือที่เรียกว่า Spirituality หรือคุณค่าทางจิตวิญญาณ จะสอดคล้องกับชีวิตของผู้คนสมัยใหม่ “ไม่มีใครสนใจแล้วเรื่องศาสนา แต่เขาสนใจเรื่องจิตวิญญาณ” ทำยังไงให้การดำเนินชีวิตมีแรงบันดาลใจ มีคุณค่า ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

“เตือนคนที่ทะเลาะกันวนเวียนความขัดแย้งทางศาสนา ขอให้ตระหนักมันไม่ได้เป็นความหวังของคนรุ่นถัดไป แต่คุณกำลังไปทะเลาะกับสิ่งมันจะตาย และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องเลยกับคนรุ่นหลัง แล้วศาสนาพุทธแบบนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความทุกข์ของผู้คน เพราะฉะนั้นตัวศาสนาพุทธต้องตั้งหลักให้ดี” วิจักขณ์ ฝากถึงสังคม

 

“ธรรศพลฐ์” หัวใจไทยแอร์เอเชีย จากเจ้าของสู่มืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/442925

"ธรรศพลฐ์" หัวใจไทยแอร์เอเชีย จากเจ้าของสู่มืออาชีพ

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

หากเอ่ยชื่อสายการบินที่ประสบความสำเร็จมากในเมืองไทยเวลานี้ หนีไม่พ้นสายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่มาพร้อมแคมเปญ “ใครๆ ก็บินได้” ล่าสุดผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2559 มีกำไรสุทธิถึง 1,009.08 ล้านบาท เกือบเท่ากับกำไรสุทธิที่ทำได้ทั้งปี 2558 อยู่แล้ว

ด้วยความสำเร็จเหนือเมฆเช่นนี้ ไทยแอร์เอเชียจึงหอมหวน ชวนให้คนอยากเป็นเจ้าของ มีกระแสออกมาต่อเนื่องว่าเจ้าสัวคนนั้นจะซื้อ มหาเศรษฐีคนนี้ก็สนใจ สุดท้ายตกร่องปล่องชิ้นที่ครอบครัวศรีวัฒนประภา เจ้าของอาณาจักรคิง เพาเวอร์ มาซื้อหุ้น 39.83% จากส่วนของ “โจ-ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น ผู้ดำเนินธุรกิจสายการบินไทยแอร์เอเชีย และครอบครัวของโจด้วยราคาหุ้นละ 4.20 บาท ทำให้โจเหลือสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่แค่ 5%

รวมเงินค่าหุ้นที่กลุ่มคิง เพาเวอร์ ต้องจ่ายให้โจเบ็ดเสร็จแล้วก็กว่า 7,944 ล้านบาท คนจำนวนมากอดคิดไม่ได้ว่า เหตุใดซีอีโอสายการบินไทยแอร์เอเชียท่านนี้ ยอมขายหุ้นจำนวนมากออกไปในราคาแค่ 4.20 บาท ทั้งที่ราคาในตลาดหุ้นเวลานั้นสูงถึง 6 บาท กลุ่มแบเลเว็ลด์จะนำเงินจำนวนมากนี้ไปทำอะไร และอีกข้อสงสัยที่โจมักโดนคนครหาก็คือ เป็นนอมินีถือหุ้นแทนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แน่ๆ แต่สำหรับผู้ชายชื่อโจ ไม่เคยแคร์คำพูดเหล่านี้

ธรรศพลฐ์ ชายหน้าละอ่อนอายุย่างเข้าสู่หลัก 50 ปี เปิดใจหลังการขายหุ้นว่า ก้าวแรกที่เข้ามาทำสายการบินไทยแอร์เอเชีย เริ่มจากเป็นผู้บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชียที่มีหุ้นแค่ 1% เท่านั้น กระทั่งกลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่นในเวลานั้น ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลักขายหุ้นไทยแอร์เอเชียไปให้กองทุนเทมาเซก โฮลดิ้งส์ สิงคโปร์ โดยไทยแอร์เอเชียตอนนั้นเป็นเพียงธุรกิจเล็กๆ ที่มีเครื่องบินแค่ 8 ลำ เขาจึงจับมือกับผู้บริหาร 5-6 คน กู้เงินซื้อหุ้นไทยแอร์เอเชียกลับคืนจาก เทมาเซก โฮลดิ้งส์

แต่จนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงถูกพูดถึงว่าเป็นนอมินี สิ่งที่เขารู้คือ 5 ปีกว่าหลังกู้เงินมาซื้อหุ้นไทยแอร์เอเชีย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการพยายามหาเงินเพื่อใช้หนี้ค่าหุ้นที่ไปกู้ยืมจากสถาบันการเงินมาจนหนี้กลายเป็นศูนย์ แล้วนำบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้

จากนั้นมา ธรรศพลฐ์ก็กลายเป็นหนี้อีกครั้งจากการไปลงทุนในสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ โดยถือหุ้นอยู่ 41% ซึ่งก็มาติดปัญหาเรื่ององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอซีเอโอ) ปักธงแดงกับไทยให้ต้องปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยทางการบินพอดี ทำให้สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ขยายมากไม่ได้ และนี่เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ตัดใจขายหุ้นบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น ไป

“ผมเป็นหนี้อยู่ 5 ปีกว่าจะนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น กว่าจะหาเงินไปใช้คืนแบงก์ได้เลือดตาแทบกระเด็น วันนี้ขายหุ้นไปแล้วก็มีเงินเหลือไม่เยอะ เพราะผมเอาเงินไปลงทุนกับสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ พอสมควร ซึ่งติดปัญหาไอซีเอโอทำให้ขยายตัวไม่ได้ ดังนั้นเงินก็ไปติดอยู่กับไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ พอควร ก็เลยขายหุ้นในบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น วันนี้ตื่นมาก็สบายใจ ไม่มีหนี้ ส่วนเงินที่เหลือจะเอาไปทำอะไรเดี๋ยวจะบอก คงเป็นการไปใช้ลงทุนในฐานะนักลงทุน ไม่ได้เข้าไปบริหารธุรกิจเอง อาจเลือกบริษัทดีๆ สักแห่งเพื่อลงทุน แต่คงไม่ไปขลุกอยู่ด้วย เพราะผมมีหน้าที่อยู่ที่แอร์เอเชียต่อไป และไม่ได้รีบไปไหน”

แม้คิง เพาเวอร์ จะเข้ามาถือหุ้นใหญ่ในไทยแอร์เอเชีย แต่ธรรศพลฐ์ยืนยัน คิง เพาเวอร์ ไม่ได้เข้ามาทำให้อะไรในไทยแอร์เอเชียเปลี่ยน เป็นเพียงนักลงทุนที่ส่งคนมานั่งเป็นกรรมการบริษัท ไม่ได้ยุ่งกับการทำงาน แค่บอกไว้ว่าเมืองไหนที่คิง เพาเวอร์มีคอนเนกชั่น อยากให้ช่วยอะไรก็บอกได้ ซึ่งขณะนี้เราก็ให้ทีมศึกษาอยู่ว่า คิง เพาเวอร์ ช่วยอะไรเราได้บ้าง เรียกง่ายๆ คือ คิง เพาเวอร์ เป็นนักลงทุน ส่วนเขาเป็นเวิร์กเกอร์ เป็นม้างาน ซึ่งการนั่งบริหารโดยถือหุ้นแค่ 5% ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากเดิม

ธรรศพลฐ์ย้ำว่า อย่าไปคิดมาก เมื่อก่อนเขาไม่มีอะไรเลยก็ยังเปิดเส้นทางบินมาได้ตั้งหลายเมือง เขาผ่านมาหมดแล้วตั้งแต่มีหุ้นแค่ 1% จากนั้นก็เพิ่มไปเป็น 22% เป็น 45% ไปจนถึง 50% จนมาวันนี้เหลืออยู่ 5% ก็ยังซ่าได้เหมือนเดิม และอยากบอกให้ทุกคนรู้ว่า ความเป็นไทยแอร์เอเชียคงอยู่เหมือนเดิมเช่นกัน เพราะอย่าลืมว่าไทยแอร์เอเชียยังเป็นพันธมิตรกับแอร์เอเชีย มาเลเซีย ไม่เปลี่ยน จะเปลี่ยนก็แค่พันธมิตรฝั่งไทย ผู้บริหารทั้งหมดของไทยแอร์เอเชียอยู่ครบ เปลี่ยนเพียงคณะกรรมการบริษัทแค่ 3 คน ส่วนสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ก็ยังอยู่กับธรรศพลฐ์เหมือนเดิม

ด้านแผนงานที่ธรรศพลฐ์วางไว้กับไทยแอร์เอเชีย คือ การรักษาส่วนแบ่งตลาดผู้ใช้บริการเป็นจีน 20% อาเซียน 20% คนไทย 40-45% และอินเดียอยากได้ 10% จากปัจจุบันมีแค่ 1% เท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้ยังขยายได้อีกไกล เหมือนตลาดจีน ที่ไทยแอร์เอเชียไปบุกเบิกมากว่า 10 ปีแล้ว

ครั้งแรกที่ไปเปิดบินเมืองเซียะเหมิน เวลานั้นมีสายการบินเดิมบริการแค่ 2 ราย คนจีนยังงงกับรูปแบบของไทยแอร์เอเชียที่ต้องซื้ออาหาร ซื้อน้ำหนักกระเป๋า ส่วนไทยแอร์เอเชียก็ยังจับตลาดไม่ถูกจุดก็ต้องปิดเส้นทางบินไป หลังจากนั้นจึงกลับไปเปิดบินเข้าเสิ่นเจิ้น เพราะเริ่มจับตลาดคนจีนได้ถูกจุดและทยอยเปิดเส้นทางบินไปเมืองอื่นของจีนต่อเนื่องตั้งแต่นั้น ซึ่งอินเดียคงคล้ายกัน ที่ผ่านมาเคยไปเปิดบินเข้าอินเดียแล้ว แต่ยังจับจุดไม่ถูกก็ปิดไป จากนี้คงกลับไปอีกครั้ง เพราะธุรกิจการบินในอินเดียเป็นระบบระเบียบ มีมาตรฐานสากลขึ้น และไทยแอร์เอเชียรู้จักตลาดอินเดียดีขึ้น ส่วนในกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นกลุ่มที่ไทยแอร์เอเชียชอบ เพราะใช้เวลาบินน้อย ส่วนต่างของกำไรดี

ปัจจุบันมีเส้นทางบินอาเซียนเกือบครบแล้ว นับเฉพาะในซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา-สปป.ลาว-เมียนมา-เวียดนาม) ถือว่าต่อจิ๊กซอว์ครบแล้วหลังเพิ่งเปิดบินเข้าเวียงจันทน์ เมืองหลวงของ สปป.ลาวได้ เพราะก่อนหน้านี้เปิดบินเข้าเมืองหลวงประเทศอื่นในซีแอลเอ็มวีหมดแล้ว จากนี้ไปคงมองหาโอกาสขยายเส้นทางบินจากเมืองอื่นที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ เข้าไปในซีแอลเอ็มวีเพิ่ม ขณะที่เมืองที่ยังเหลืออยู่ในอาเซียนที่ยังไม่ไปมีเพียงบรูไน กับฟิลิปปินส์ ซึ่งบรูไนคงไม่ได้ไป เพราะมีคนบรูไนมาไทย แต่คนไทยอาจไม่ได้ไปบรูไน ส่วนฟิลิปปินส์ ปัจจุบันสนามบินที่มะนิลาแน่น ต้องรอให้ขยายสนามบินก่อนจึงไปได้

เมื่อถามหาศักยภาพในการไปขยายเส้นทางจากเมืองรองของไทยเข้าเมืองในซีแอลเอ็มวี ธรรศพลฐ์ ตอบกลับทันที “ไม่มีคำว่าศักยภาพในโลกนี้หรอก ถ้าเราไม่ไปกระตุ้นตลาด มันอยู่ที่คนต้องไปกระตุ้น” ซึ่งข้อดีของสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์) คือ 70-80% ของผู้ใช้บริการเป็นนักท่องเที่ยว หากมีที่เที่ยวใหม่ก็มีคนไป กลยุทธ์การเปิดเส้นทางบินของธรรศพลฐ์คือ ไม่รีบ แต่ขอไปก่อนคนอื่นก็พอ

ธรรศพลฐ์ ทิ้งท้ายไว้ว่า ในฐานะที่อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยว นอกจากทำให้บริษัทเจริญขึ้นแล้ว เขามองว่าทีมงานมีศักยภาพพอจะทำให้ประเทศชาติเจริญได้ด้วยการผลักดันจังหวัดต่างๆ ที่บินไปให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และการไปเปิดฐานการบิน (ฮับ) นอกกรุงเทพฯ ก็ตอบโจทย์นี้ เพราะไม่อย่างนั้นอะไรต่อมิอะไรจะมากระจุกตัวแค่ที่ดอนเมืองและสุวรรณภูมิหมด ทั้งที่โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้โตตามธุรกิจท่องเที่ยวไปด้วย

ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า 2 ปีตั้งแต่ปฏิวัติ รายได้ที่พยุงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยให้เป็นบวกได้คือท่องเที่ยว ถ้าถอดรายได้ท่องเที่ยวออกไปจีดีพีคงติดลบ ดังนั้นการไปเชิญชวนคนมาเที่ยวมาใช้เงินเป็นทางเลือกที่หาเงินง่าย และมีธุรกิจต่อเนื่องอยู่มาก เช่น โรงแรม สายการบิน สนามบิน รถ สปา บันเทิง ร้านข้างถนน ได้อานิสงส์หมด ถือเป็นหน้าที่ของเราในฐานะคนไทยมีศักยภาพจะสร้างรายได้ให้ชุมชนได้ด้วยการดึงคนไปเที่ยว

นี่คือหัวเรือใหญ่สายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่แม้วันนี้จะมีหุ้นอยู่น้อยนิดเป็นเพียงมือปืนรับจ้างบริหาร แต่สำหรับโจ-ธรรศพลฐ์แล้วทุกอย่างยังคงเดิม ใจที่มีให้ไทยแอร์เอเชียก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ผู้ชายสนุกทุกวัน

หากจะจัดว่าผู้ชายชื่อ ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ เป็นบุคคลที่ผ่านสังเวียนธุรกิจมาอย่างโชกโชนก็คงได้ เพราะก่อนเป็นผู้บริหารสายการบิน เขาคลุกคลีมาแล้ว 3 บริษัท คือ เป็นพนักงานดูแลสินค้าลูกอมฮอลล์ ที่บริษัท แคดเบอรี อาดัมส์ (ประเทศไทย) เป็นผู้จัดการประจำประเทศไทยที่บริษัท มอนซานโต้ ไทยแลนด์ ดูแลธุรกิจน้ำตาล แล้วไปเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท วอร์นเนอร์ มิวสิค (ประเทศไทย) ทำธุรกิจเพลง เรียกว่าขายมาแล้วตั้งแต่ลูกอม น้ำตาล ยันเทปเพลง ก่อนมาขายตั๋วเครื่องบินอย่างทุกวันนี้

ธรรศพลฐ์ มองว่า ผ่านสังเวียนมาหลายธุรกิจแล้ว ธุรกิจทุกอย่างที่เคยทำก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง มีความยากง่ายหลากหลายต่างกันไป แต่ที่เหมือนกันคือ ทุกธุรกิจก็จะมีคู่ค้า หากเป็นธุรกิจลูกอม น้ำตาล หรือเทปเพลงที่เคยทำ คู่ค้าก็จะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ แต่ถ้าเป็นธุรกิจสายการบินต้องติดต่อกับผู้บริโภคโดยตรงมากกว่า เพราะคนส่วนใหญ่ซื้อตั๋วเครื่องบินผ่านหน้าเว็บไซต์ของสายการบินได้เลย ดังนั้นความยากง่ายก็จะเป็นอีกรูปแบบเมื่อไปเทียบกับธุรกิจอื่นๆ ที่เคยทำมาที่ต้องติดต่อกับตัวกลางขายเป็นหลัก แทนที่เวลาไปติดต่อแล้วต้องไปเชิญชวนตัวกลางว่าซื้อของเราเถอะ เงื่อนไขเราดี ก็ต้องเปลี่ยนไปส่งสารกับผู้โดยสารอีกรูปแบบ เช่น ให้ข้อมูลว่าถ้าไปเที่ยวที่นี่มีที่ไหนสวยๆ หรือน่าสนใจบ้าง

“สิ่งที่ต่างกันของธุรกิจที่เคยทำมา คือ สิ่งแวดล้อมธุรกิจและคู่ค้าต่างกัน แต่ทุกธุรกิจคือการค้าขายไม่ต่างกัน และสิ่งที่ธุรกิจทุกที่ต้องมีเหมือนกันคือการบริหารคน มีคนถามผมว่ามาทำสายการบินมีคนทำงานเยอะแยะ อยู่ค่ายเพลงมีคนทำงานไม่กี่ร้อยคน จะบริหารคนได้อย่างไร ผมก็บอกไปว่าถ้าคุณดูแลแอ๊ด คาราบาวได้ จะคนกี่คนก็ไม่มีอะไรยาก”

ธรรศพลฐ์ ขยายความเพิ่มว่า ที่เปรียบเปรยเช่นนี้เพราะ “แอ๊ด คาราบาว” เป็นทั้งนักธุรกิจและศิลปิน มีความแข็งกร้าว ความอ่อนไหว และความกล้าตัดสินใจ ทุกอย่างล้วนอยู่ในตัวคนเดียวครบ ถือเป็นปูชนียบุคคล วันไหนมีอารมณ์ศิลปินก็สามารถแต่งเพลงออกมาได้จับใจด้วยศัพท์แบบกวี ถ้าดูแลแอ๊ด คาราบาวได้ ในปฐพีนี้ ทุกคนในโลกนี้คุณก็เอาอยู่ เพราะหัวใจสำคัญของการบริหารคนก็คือ คนเราอยู่กันได้ด้วยความเข้าใจ นี่เป็นข้อเดียวเท่านั้น ข้ออื่นไม่มีเลย ขอเพียงไม่แทงกันข้างหลัง ไม่มีวาระซ่อนเร้น แม้รู้ว่าวันนี้จะต้องทะเลาะกันก็ต้องคุย แต่คุยแล้วต้องจบ มีน้ำใจเป็นนักกีฬา มันคือพื้นฐานสำคัญ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนอย่างที่คิด

ทั้งนี้ คนที่มีความคิดใกล้เคียงศิลปินที่สุดก็คือ นักบิน เพราะนักบินมีความคิดเป็นของตัวเอง ถูกสอนมาให้เป็นขาวกับดำ ไม่มีเทาๆ คือมีแต่สนามบินนี้ไปลงได้กับไปลงไม่ได้ แต่ไม่มีคำว่าสนามบินนี้ต้องพยายามไปลง เมื่อหัวสมองนักบินเป็นแบบดิจิทัล ความคิดแบบดิจิทัล คุณจะไปคุยกับเขาแบบอะนาล็อก คงคุยกันไม่รู้เรื่อง คุณต้องบอกตัวเลือกข้อเอ ข้อบี ข้อซีให้เขาเลือก ให้เขาไปเขียนบรรยายคงไม่ใช่ แต่ถ้าไปคุยกับฝ่ายการตลาดก็อีกแบบ

“คุยกับมาร์เก็ตติ้งบางทีต้องคุยเป็นชั่วโมง เพราะมาร์เก็ตติ้งต้องมีของมาหักล้างเสมอ แต่ถ้าคุยกับนักบิน 3 นาทีจบ เพราะนักบินมีแค่ใช่หรือไม่ใช่ ดำหรือขาวแค่นั้น”

เมื่อถามสไตล์การทำงานแบบธรรศพลฐ์ เขาไม่ขอตอบสไตล์ตัวเอง ด้วยเหตุผลว่าถ้าให้ตอบเองคงต้องบอกให้ตัวเองดูดีอยู่แล้ว ธรรศพลฐ์หันไปถามพนักงานรอบข้างทันควันให้ช่วยไขข้อข้องใจว่าสไตล์การทำงานของเขาเป็นเช่นไร คำตอบที่ได้กลับมาคือ ผู้ชายชื่อธรรศพลฐ์ เป็นคนที่มีความมุ่งมั่น มีทิศทางการทำงานชัดเจน กล้าได้กล้าเสีย ถ้ามั่นใจแล้วก็ทำเลย

ขณะเดียวกัน เมื่อขอให้ธรรศพลฐ์วิเคราะห์ความสนุกในการทำธุรกิจสายการบิน ในฐานะที่วนเวียนอยู่ในธุรกิจมากว่า 10 ปี เพื่อเทียบกับธุรกิจอื่นที่เคยทำมา เขามองว่า ความสนุกไม่ได้อยู่ที่ไหน แต่อยู่ที่ใจ ที่ตัวเราเองทั้งนั้น ถ้าหากใจเราไม่สนุก การทำงานก็จะไม่สนุก แต่สำหรับเขาแล้วเป็นคนสนุกทุกวัน พร้อมพูดติดตลกสไตล์คนสนุกว่า วันไหนพนักงานทำผมผิดสีผมอาจไม่สนุกเพราะลูกน้องดูไม่ดี ไม่สวย วันไหนทาลิปสติกสวยทำผมสวยก็อารมณ์ดี เพราะเขามองว่าเมื่อออกไปพบปะสาธารณชนก็อยากเห็นพนักงานดูดี ถ้าจะหงุดหงิดก็มีแค่เรื่องนี้

ธรรศพลฐ์ กล่าวถึงการทำงานของเขาที่ไทยแอร์เอเชียว่า ราคาค่าโดยสารไทยแอร์เอเชียที่นำเสนออาจถูกกว่าบางสายการบิน แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ไทยแอร์เอเชียไปดึงใครให้ต้องกดราคาลงมา เพราะไทยแอร์เอเชียทำตามโครงสร้างราคาที่ตัวเองมี ส่วนสายการบินอื่นจะลดราคาหรือไม่ลดก็แล้วแต่ ทุกวันนี้ตลาดมีสายการบินอื่นที่บินอยู่ได้ด้วยราคาของเขา กลุ่มลูกค้าของเขาก็เหมือนประเทศไทย ถ้ามีแต่โรงแรม 3 ดาวอย่างเดียว นักท่องเที่ยวคงไม่มากอย่างทุกวันนี้ ต้องมีโรงแรม 5-6 ดาว 4 ดาว 3 ดาว ลงไปถึงที่พักที่ไม่ได้มีดาว ทุกระดับก็มีคนมาพัก

ทั้งหมดนี้คือมุมมองและสไตล์การทำงานของนักบริหารแบบธรรศพลฐ์

 

ชำแหละวิชามารบิดเบือนรธน. หวังผลทำลายคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/442678

ชำแหละวิชามารบิดเบือนรธน. หวังผลทำลายคสช.

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การประชามติร่างรัฐธรรมนูญเดินมาถึงโค้งสุดท้ายอย่างเป็นทางการ เหลืออีกไม่ถึงหนึ่งเดือนจะถึงวันชี้ขาดวันที่ 7 ส.ค. ต้องยอมรับว่านับจากวันเริ่มลงมือเขียนร่างรัฐธรรมนูญวันแรก จนมาถึงการรณรงค์รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้ พัฒนาการทางวิวาทะมีการเพิ่มความดุเดือดเป็นลำดับ ถึงขั้นที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บอกกับสื่อมวลชนว่า “มีเรื่องวิชามารที่คอยบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ”

จังหวะนี้โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนาพิเศษ “อาจารย์อุดม รัฐอมฤต” โฆษก กรธ.เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและทิศทางการต่อสู้ของ กรธ.ในศึกประชามติที่ใกล้เข้าสู่บทสรุปในเดือนหน้า

“เราเห็นว่าการสื่อสิ่งที่เป็นในตัวร่างรัฐธรรมนูญมันก็เป็นไปตามตัวอักษร เราเขียนอะไรทุกคนก็รู้ตรงกับเรา 279 มาตรา เรื่องที่คนชอบหรือไม่ชอบเป็นเรื่องที่เราห้ามกันไม่ได้ จะชอบหรือไม่ชอบไม่เป็นไร แต่ไม่ใช่การมาบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญของเราเป็นอีกอย่างหนึ่งที่เป็นคนละเรื่อง”

“วิชามาร คือ การพยายามใช้เล่ห์เพื่อจะทำให้คนเกิดความเข้าใจผิดและความวิตก โดยเฉพาะการบอกว่า กรธ.พยายามดึงคนนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญไม่มี หรือการพูดว่าในช่วง 5 ปี พรรคการเมืองจะไม่มีความเป็นอิสระหลายเรื่อง”

อาจารย์อุดม ได้ชี้ให้เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้เป็นการพยายามสร้างเงื่อนไขต่อรองทางการเมืองของฝ่ายการเมือง

“ดังนั้น สิ่งที่นักการเมืองพยายามทำคือ การต่อรองการใช้กลยุทธ์ต่างๆ รวมถึงวิธีการสร้างกระแสการสร้างความยอมรับ แต่ที่มันหนักข้อมากขึ้น คือ การทำลายความน่าเชื่อถือของ กรธ.ด้วยการบอกว่า กรธ.จะไปทำให้บ้านเมืองตกอยู่ภายใต้อำนาจของเผด็จการและทหาร ตรงนี้เป็นวิถีของคนที่้ต้องการจะโจมตี”

ขณะเดียวกัน ในทัศนะของอาจารย์อุดม ยังเห็นอีกว่า ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นเป้าจริงที่ฝ่ายตรงข้ามโจมตี เพราะเป้าหมายที่แท้จริงอยู่ที่ คสช.

“ท้ายที่สุด ถ้าเรามองว่าวิชามารที่พยายามจะพูดคือ การเอาหน้าปกเอกสารคำอธิบายสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ไปแปลงสาร พยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะทำให้เห็นว่าสิ่งที่ กรธ.ร่างขึ้นมาไม่มีความน่าเชื่อถือ การสร้างความไม่น่าเชื่อถือนั้นมันไม่ใช่เรื่องของการมาบอกว่าเราชอบหรือไม่ชอบร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการบอกว่าคุณอย่าไปไว้ใจเขานะ”

“คือ จริงๆ ผมยังมีความรู้สึกว่าเวลาเราตีความเรื่องการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ คนมีความคิดสองแบบ แบบที่หนึ่ง คือ การที่ คสช.เสนอให้ประชาชนว่าจะเอารัฐธรรมนูญแบบนี้หรือไม่ ซึ่งมันธรรมดาคุณจะเอาหรือไม่เอาก็ได้ ไม่เอาก็จบ แบบที่สอง คือ การไปผูกโยงกับการเมืองว่า ถ้าไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญ คสช.ต้องรับผิดชอบ เป็นความพ่ายแพ้ของ คสช.และรัฐบาล โดยมองแบบการประชามติของสหราชอาณาจักรก่อนหน้านี้ หวังผลไปที่ คสช. ทำให้ประชาชนเกิดความเสื่อมศรัทธา”

“ผมคิดว่า คสช.ไม่ได้เล่นด้วยหรอก เขาไม่ได้มีอะไรที่เขาต้องไปผูกหรือไม่ผูกตัวเองกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราก็เห็นตั้งแต่ต้นแล้วว่าสิ่งที่ คสช.บอกให้ กรธ.ดำเนินการ กรธ.ก็ไม่ได้ทำให้ทั้งหมด อะไรมีเหตุผลเราก็ร่างให้ ส่วนเขาจะชอบหรือไม่ชอบเราไม่รู้หรอก”

ในเมื่อมีวิชามารมาก ทำไม กรธ.ไม่ใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องตัวเอง? โฆษก กรธ.อธิบายว่า เราพูดกันตามจริง กรธ.ไม่ใช่คู่กรณี กรธ.ทำหน้าที่แค่การยกร่างรัฐธรรมนูญ คนจะรับหรือไม่รับไม่เป็นไร โอเค คนรับร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.ดีใจ คนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.ก็อาจจะไม่ค่อยสบายใจหน่อย แต่มันก็ไม่ได้มีผลอะไรที่มาผูกกับเรา เราไม่ได้มีอะไรที่ได้เสียโดยตรง

“ในความเป็นจริงเราไม่อยากเห็นบรรยากาศของบ้านเมืองขุ่นมัว การที่คนชอบหรือไม่ชอบมันก็เป็นธรรมดา เราไม่ได้รู้สึกว่าการที่คนไม่ชอบร่างรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นศัตรูกับเรา เขาก็มีสิทธิที่จะไม่ชอบ”

ส่วนการทำงานของ กรธ.จากนี้ยังคงยึดตามรูปแบบเดิมโดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจ แต่อาจารย์อุดมยอมรับความเป็นจริงว่าคงไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญได้ทุกมาตราก่อนเดินเข้าคูหาไปใช้สิทธิ เพราะการทำงานของ กรธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์นั้นเป็นเพียงช่องทางที่ทำให้ประชาชนได้เข้าถึงร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น

“พูดกันตามจริง ไม่ว่าจะ กรธ. นักข่าว นักการเมือง กลุ่มการเมือง การศึกษารัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถามว่าท่านเข้าใจและเห็นด้วยทุกมาตราจริงๆ เหรอ หรือถ้าเป็นกลุ่มชาวบ้านจริงๆ ที่ไม่ใช่นักวิชาการ ต่อให้มีความสนใจร่างรัฐธรรมนูญ ถามว่าจะไปศึกษาอะไรที่ลึกซึ้งกับตัวมาตราทั้ง 279 มาตรา”

“จริงๆ มันคือการหยิบยื่นตัวบทกฎหมาย ตัวร่างกฎหมาย คำอธิบายและช่องทางในการที่คุณจะเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ เราเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เราทำอย่างนี้ เราไม่ได้หมายความว่าเราจะไปอธิบายให้คุณเข้าใจอย่างถ่องแท้ทั้ง 279 มาตรา เราพูดแต่เพียงช่องทางในการที่คุณจะเข้าถึง เช่น ถ้าคุณสงสัยประเด็นใด คุณก็จะมีช่องทางเข้าถึง เป็นต้น ถ้าจะให้อธิบายตัวบทร่างรัฐธรรมนูญ วันเดียวจะไปพูดอะไร ขนาดเขาสอนกันทั้งเทอมเขายังไม่ได้ครบทุกมาตราเลย”

“การลงประชามติของเรา มันเป็นเพียงการมาผูกมัดว่าต่อไปนี้ ถ้าชาวบ้านบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้พอได้ การเมืองที่จะมาจากการเลือกตั้งจะมาเที่ยวแก้ไขง่ายๆ ไม่ได้นะ ถูกไหม ชาวบ้านอาจจะไม่ได้ชื่นชมยินดีกับร่างรัฐธรรมนูญนี้เต็มที่ แต่อย่างน้อยเขาก็บอกว่าพอรับได้”

จากนั้นยังประเมินถึงปัจจัยชี้ขาดที่จะมีผลต่อการลงประชามติว่ามีอยู่สองเรื่อง ซึ่งอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ คือ หมวดปฏิรูปประเทศและบทเฉพาะกาล

“สำหรับผมแล้วส่วนที่มีสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ บทเฉพาะกาล เท่านั้นแหละ ส่วนบทอื่นมันมีอยู่แล้วแต่เป็นเพียงการกระชับให้กลไกต่างๆ มีความเข้มแข็งมากขึ้น ถ้าเราเทียบบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กับรัฐธรรมนูญอื่นๆ ค่อนข้างแตกต่างกันไป สมมติร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติในช่วง 5 ปีนี้บทเฉพาะกาลมันจะเดินโดยเฉพาะการได้มาซึ่ง สว. และการกำหนดบทบาทหน้าที่ของ สว.”

“รัฐธรรมนูญอื่นๆ ไม่เคยเขียนเรื่องปฏิรูปประเทศชัดเจนขนาดนี้ เหตุผลของการมี สว. 250 คนจาก คสช. คือการมาคู่กับการปฏิรูปประเทศ ดังจะเห็นได้จาก กรธ.เขียนหมวดการปฏิรูปประเทศไว้หลังหมวดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าหมวดปฏิรูปประเทศเป็นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา มันมีที่ไหนที่รัฐธรรมนูญคิดว่าจะใช้แค่ชั่วขณะเหรอ คิดใช้ยาวๆ ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการปฏิรูปประเทศคือ สิ่งที่เราคาดหวังว่าต่อไปจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ”

สุดท้าย ในมุมมองของอาจารย์อุดมยังตั้งความหวังว่าอยากเห็นประเทศเดินหน้าปฏิรูปไปข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม แต่การจะไปถึงจุดนั้นต้องอาศัยหลายปัจจัยสนับสนุน

“ระยะเฉพาะหน้า การเมืองการเลือกตั้งมันยากที่จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรที่ให้มันเกิดความชัดเจนได้ เพราะการเมืองในบ้านเรามันมีเรื่องของผลประโยชน์กลุ่ม มีเรื่องของคุณภาพของคนที่มาผลักดัน แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ การทำให้กฎหมายมีสภาพบังคับว่ามีกลไกในการปฏิรูปประเทศที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ประเทศจะไม่ถูกยกระดับได้หรอก ถ้าการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ถูกปลุกขึ้นมา”

“ต้องมีกลไกรองรับโดยองค์กรปกครองส่วนถิ่น องค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ไม่ใช่ไปหวังพึ่งคนนั้นคนนี้อย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการมีความรับผิดชอบร่วมกันที่เราจะไปให้ถึงจุดนั้น ถ้าถามผมผมก็ยังอยากเห็นกฎหมายที่ทำให้ภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วม”

“ผมพูดแบบภาพรวมว่าการเปลี่ยนแปลง ลำพังกฎหมาย ลำพังแนวคิด ยังไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ ต้องอาศัยอัศวิน อาศัยรัฐบุรุษ หมายถึงคนในสังคมที่ให้ความน่าเชื่อถือ เพื่อให้คนเป็นรูปธรรม เหมือนในฝรั่งเศสคนนับถือชาร์ล เดอโกล ชาร์ล เดอโกลว่าไงก็ว่าตามกัน แต่ประเทศไทยจะเป็นใครคุณก็ต้องช่วยคิดกัน”อาจารย์อุดม ทิ้งท้าย

 

2ปีไฟใต้ในยุคทหาร เดินหน้าคุยเห็นผลแต่ไม่คืบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/442457

2ปีไฟใต้ในยุคทหาร เดินหน้าคุยเห็นผลแต่ไม่คืบ

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

12 ปีแล้ว ความรุนแรงของสถานการณ์ชายแดนใต้ยังคงเกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แต่ที่น่าสนใจคือในช่วงเดือนรอมฎอน เหตุการณ์มักจะรุนแรงขึ้นในทุกปี

แม้จะมีการริเริ่มการพูดคุยเพื่อสันติสุขกับตัวแทนผู้ก่อความไม่สงบมากว่า 3 ปี แต่ความรุนแรงก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง เกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการสันติภาพ ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ยังต้องทนทุกข์กับปัญหาความรุนแรง

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ที่ศึกษาปัญหาความรุนแรงของไฟใต้มาโดยตลอด ให้คำตอบว่า ระยะเวลากว่า 2 ปีของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการเข้ามาแก้ปัญหา มีความต่อเนื่องของนโยบายจากรัฐบาลก่อนหน้า คือ ใช้วิธีการสันติภาพ พูดคุยแสวงหาทางออกกับกลุ่มที่เห็นต่าง แต่จะมีการปรับโครงสร้างของทีมพูดคุยบ้างเพื่อประสิทธิภาพ รวมถึงคำสั่งของ คสช.ที่เกี่ยวกับชายแดนใต้ ก็เป็นลักษณะการหาทางออกด้วยทางทหาร และที่น่าสนใจคือมีกลุ่มเห็นต่างที่เริ่มเข้ามาคุยมากขึ้นด้วย ทั้งกลุ่มที่ใช้อาวุธ และกลุ่มทางความคิด

และจุดเด่นของการแก้ไขปัญหาไฟใต้อย่างหนึ่ง คือ ผู้นำที่เป็นรัฐบาลทหาร การจัดการแบบทหาร การควบคุมกลไกภายในประเทศทุกอย่างจะทำอย่างเข้มแข็ง เป็นเอกภาพ นี่คือลักษณะของการใช้ทหารนำการเมือง

“เห็นได้จากรัฐบาลให้ความสำคัญกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. เดินหน้าขับเคลื่อนการพูดคุย และลดบทบาทศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ที่เป็นหน้าที่ของพลเรือน โดยให้มุ่งเน้นไปในด้านการพัฒนาพื้นที่และสังคม ส่วนการดูแลจัดการความปลอดภัย และการพูดคุยเจรจา ในยุคนี้อำนาจที่ว่าอยู่ในมือทหารทั้งหมด” 

ศรีสมภพ อธิบายว่า จุดสำคัญอีกประการสำหรับการแก้ไขปัญหาคือเรื่องงบประมาณ ที่รัฐบาล คสช.เบ็ดเสร็จในการสั่งการ คุมงบ บริหารงบลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกของงานจัดการทางทหาร และการใช้งบประมาณสำหรับพื้นที่ชายแดนใต้ก็มุ่งเน้นในเรื่องป้องกันและควบคุมเป็นหลัก ภาพที่ออกมาจะชัดเจนว่า การพูดคุยทหารก็ทำ งบประมาณทหารก็จัดการ ผลลัพธ์ที่ทหารต้องการตามรูปแบบ คือ เป็นเอกภาพ เห็นผล และเกิดการพัฒนา

“เมื่อทหารเข้ามาจัดการปัญหาในเวลา 2 ปี ก็จะเห็นได้ชัดว่าเกิดผลดีอยู่ไม่น้อยในเรื่องการพูดคุย เพราะมีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการอย่างเต็มที่ แผนปฏิบัติการชัดเจนเป็นเรื่องดี เพราะวัดค่าประสิทธิภาพได้เลย แต่ก็มีข้อเสีย เพราะหากแผนผิดหรือเคลื่อนไป ก็จะทำให้แผนเดินหน้าการพูดคุยหลุดไปเลย อีกทั้งอย่าลืมว่างบประมาณของทหารที่จัดการเอาลงพื้นที่มีโอกาสที่จะเกิดคอร์รัปชั่นได้ เพราะไร้การตรวจสอบจากภาคประชาสังคม หรือภาคการเมือง ความโปร่งใสจึงยังไม่ชัดเจน”

ศรีสมภพ ย้ำว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปี กลุ่มต่างๆ ยังไม่เปลี่ยนแนวคิดรวมทั้งเป้าหมาย แม้ว่าการพูดคุยสันติภาพเกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่ได้คืบหน้ามากนัก ทหารสามารถหยุดชะงักการก่อเหตุ หรือจำกัดการก่อเหตุในวงแคบๆ ได้ ส่วนหนึ่งเพราะกำลังทหารที่ลงไปมากขึ้น จึงสามารถกดเอาไว้ได้อยู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำให้กลุ่มก่อเหตุรุนแรงต้องหยุดปฏิบัติการ เพียงแต่มีโอกาสก่อเหตุน้อยลงเท่านั้น

“แผนของทหารคือจะเน้นอุดในเขตเมืองไม่ให้มีเหตุการณ์ใดๆ เลย ความรุนแรงในเขตเมืองก็จะลดน้อยลง แต่ที่มากขึ้นคือพื้นที่รอบนอก ชาวบ้านยังตกเป็นเป้าหมาย นี่คือปัญหาที่ทหารยังแก้ไม่ตก ที่ผ่านมาการพูดคุยทั้งแบบเปิดเผยและทางลับ บอกชัดเจนว่าถ้าจะทำก็ทำกับทหาร อย่าทำชาวบ้าน ก็ได้ผลแค่ชั่วครู่ แต่ท้ายสุดชาวบ้านก็ยังเป็นเป้าอยู่ดี ทหารต้องวางหมากในการแก้ไขใหม่” 

แต่ทั้งนี้ การเจรจาพูดคุยสันติภาพ สำหรับศรีสมภพแล้ว เห็นว่ามีประโยชน์และควรจะเดินหน้าต่อไป เพราะเป็นทางออกสำหรับสถานการณ์อันยาวนานที่ดีที่สุดแล้ว แต่ที่รัฐบาลทหารควรจะมุ่งเน้นและเพิ่มเติมให้มากขึ้น คือการมีส่วนร่วมของภาคสังคม ประชาชนในพื้นที่ควรมีส่วนร่วมในการช่วยกันแก้ไขปัญหาของท้องถิ่นตนเองด้วย จะทำให้เกิดการสร้างความเข้าใจ ปลูกฝังแนวคิดที่ถูกต้อง เพราะอย่างไร คนในพื้นที่ชายแดนใต้ก็ฟังกันเองมากกว่ารัฐบาล

“แม้ว่าการเจรจาอาจไม่เห็นผลเร็วนัก แต่การเทงบประมาณและเพิ่มจำนวนทหารลงไปอาจจะเห็นผลเร็วกว่า เพราะทหารมากก็สามารถกดกลุ่มเคลื่อนไหวเอาไว้ได้ แต่ก็แค่ชั่วครู่เท่านั้น หากรัฐบาลเอาเต็มที่ปราบรุนแรง คนจะหันไปหาฝ่ายก่อเหตุแน่นอน” ศรีสมภพให้ความเห็น

ในภาพรวม ศรีสมภพบอกว่า เหตุรุนแรงลดลงไปเมื่อเทียบสถิตินับตั้งแต่ที่ คสช.เข้ามาบริหารบ้านเมือง แต่ในรายละเอียดจะพบว่า ความรุนแรงของเหตุก็ดูจะหนักขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย สังเกตได้จากช่วงต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ที่เป็นห้วงสุดท้ายของการถือศีลอด หรือช่วงรอมฎอน ที่เหตุรุนแรงเกิดขึ้นต่อเนื่อง และศรีสมภพมองเรื่องนี้ว่า เป็นเหตุปกติ

“แต่ในปี 2556 ครั้งนั้นรัฐบาลคุยกับกลุ่มเห็นต่างอย่างลับๆ ว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง ขอกันตรงนั้นเลย และน่าจะเป็นปีเดียวที่ได้ผล ไม่มีเหตุในช่วงรอมฎอน” ศรีสมภพย้ำ

ศรีสมภพ ทิ้งท้ายว่า ทิศทางปัญหาไฟใต้ เชื่อว่ารัฐบาลพยายามคุมขอบเขต และป้องกันความรุนแรง แต่คงทำได้ในระดับหนึ่ง กลุ่มเห็นต่างคงไม่หยุด เพราะกุญแจของการแก้ไขปัญหาอยู่ในกระบวนการทางการเมือง คือการพูดคุย เปิดพื้นที่ให้ประชาชนขับเคลื่อนด้วย หากรัฐไม่สามารถสร้างความคืบหน้าในการพูดคุยได้ สถานการณ์จะรุนแรงมากขึ้น เนื่องด้วยคนรุ่นใหม่ก็จะเติบโตขึ้น และขับเคลื่อนกลุ่มด้วยการมุ่งใช้ความรุนแรงต่อไป

 

กำนันทำเอง เชียร์รธน.ไม่เกี่ยว”ประยุทธ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/442220

กำนันทำเอง เชียร์รธน.ไม่เกี่ยว"ประยุทธ์"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดตัวรอบใหม่กับบทบาท “องครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” ด้วยการส่งเสียงเชียร์แบบสุดตัว พร้อมเปิดเฟซบุ๊กส่วนตัวนำเสนอจุดเด่นจุดดีแบบไม่ห่วงภาพลักษณ์ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติ ท่ามกลางข้อกังขาว่าการขยับรอบนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร มี “สัญญาใจ” หรือ “ผลประโยชน์” แอบแฝงหรือไม่

สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์กับการประกาศจุดยืน “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญแบบตรงไปตรงมาว่า “ชอบ” และ “พอใจ” ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะตอบสนองข้อเรียกร้องของมวลมหาประชาชนเรื่องการปฏิรูปประเทศ

ก่อนหน้านี้มวลมหาประชาชนออกมาชุมนุม 204 วัน เรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศโดยทันที ทำก่อนการเลือกตั้งทั่วไป เพราะไม่ต้องการให้วงจรเลวร้ายทางการเมืองอย่างที่เคยเป็นมาเกิดขึ้นอีก เนื่องจากจะทำให้ประเทศชาติ ประชาชน เดือดร้อน

ข้อเรียกร้องในการปฏิรูปของมวลมหาประชาชนมี 5 เรื่อง คือ 1.ปฏิรูปการเมือง ทั้ง พรรคการเมือง ระบบเลือกตั้ง ขั้นตอนเลือกตั้ง หวังให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม สนองตอบเจตนารมณ์ของประชาชนที่แท้จริง 2.ปฏิรูปเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะการทุจริตคอร์รัปชั่นสร้างความเสียหายยิ่งใหญ่ให้กับประเทศมาก

3.ปฏิรูปกระบวนการแก้ไขความเหลื่อมล้ำในสังคมให้เป็นรูปธรรม ป้องกันไม่ให้นำเอานโยบายประเภทประชานิยมมาใช้เพื่ออ้างว่าจะช่วยคนจน และกลายเป็นเรื่องการทำมาหากินของฝ่ายการเมือง 4.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และ 5.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มวลมหาประชาชนเรียกร้อง

ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน อธิบายว่า การร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศเอาไว้ มากกว่าที่มวลมหาประชาชนเรียกร้องไว้เสียอีก ทั้งนี้ มวลมหาประชาชนพิจารณาในประเด็นเรื่องการปฏิรูปประเทศเป็นสำคัญ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตอบสนองข้อเรียกร้องของประชาชน

“ผมออกมาแสดงความเห็นว่าชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยเหตุผลอย่างนี้ ไม่มีเบื้องหลังเป็นอย่างอื่น”

ถามว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นเพราะต้องการสนับสนุน ช่วยเหลือ หรือต่อรองอะไรกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่ สุเทพย้อนไปถึงช่วงหลังรัฐประหารว่า ตั้งแต่ คสช.เข้ามารับผิดชอบแก้ปัญหาประเทศไทย คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง จะเห็นว่าก่อนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ก่อนที่มีการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนตัวไปบวชแล้วเป็นเวลาปีกว่า

“ผู้ที่เป็นแกนนำ กปปส.ทั้งหลายก็ไปบวช ไม่มีใครได้ประโยชน์หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล เป็น สนช.ก็ไม่มี ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ ผมไปบวชไม่เคยพบปะพูดคุยปรึกษาหารือ หรือว่ารับฟังความเห็น ไม่เกี่ยวข้องกัน ผมเจอ พล.อ.ประยุทธ์ ในงานศพ งานพิธีต่างๆ เป็นครั้งคราว จนถึงเดี๋ยวนี้ไม่มีการติดต่อพูดจาหรือโทรศัพท์”

สุเทพ เล่าว่า ในส่วนของการให้คำแนะนำเรื่องการปฏิรูปมีอยู่ครั้งเดียวหลังยึดอำนาจใหม่ ปลัดกระทรวงกลาโหมได้เชิญแต่ละฝ่ายไปพูดคุยถามว่า สำหรับการปฏิรูปประเทศ กปปส.เห็นอย่างไร ก็กราบเรียนไป ต้องการเห็นปฏิรูปตามนั้นเพียงครั้งเดียว

ในส่วนของการชี้แจงความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญลงในเฟซบุ๊กสิบกว่าวันนั้น ช่วงแรกมีคนติดตามมากบ้างน้อยบ้าง ตั้งแต่หลักแสนจนถึงหลักหมื่น เป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งคนเขาต้องการได้ยินว่าส่วนตัวเขามีความคิดอย่างไรกับร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร เมื่อรู้ว่าประกาศจะไปลงประชามติ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญนี้

“ที่ผมจัดเฟซบุ๊ก ผมก็ถือว่าได้ปฏิบัติอยู่ในกรอบของกฎหมาย ผมไม่ได้มาชักชวนใครให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ผมอธิบายกับพี่น้องประชาชนว่า ผมอ่านรัฐธรรมนูญ ศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หมดแล้ว และผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดี เหมาะสมกับสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในประทศไทย และวางกรอบกฎเกณฑ์กติกาของบ้านเมืองได้ตรงจุด ตรงประเด็น ตรงใจที่ประชาชนเรียกร้อง ผมก็อธิบายในรายละเอียดว่าแต่ละเรื่องตรงใจอย่างไร และประกาศว่าจะไปลงประชามติตั้งใจว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญ”

“ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับ คสช. เรามีหน้าที่ต้องดูแลส่วนได้เสียของประเทศไทย ผมคิดเห็นโดยสุจริตว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติก็จะทำให้เกิดการปฏิรูปประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี เรามีโอกาสที่จะพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน ตามหลักธรรมาภิบาล เราแสดงออกของเรา ไม่มีจะต้องไปคิดเห็นในแนวทางเดียวกับ คสช.หรือไม่ อย่างไร

…ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับท่านอาจารย์บวรศักดิ์ร่างผมก็เห็นด้วย เพราะเป้าหมาย กปปส. คือการปฏิรูปประเทศ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยิ่งเขียนได้กว้าง และลึกกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนเสียอีก ซึ่งอาจจะตรงหรือไม่ตรงกับคนใน คสช. ผมก็ไม่รู้ ไม่ได้ถาม ไม่ได้ตรวจสอบกับเขาว่าเขาคิดอย่างไร จนถึงเดี๋ยวนี้”

หลายคนโจมตีว่าสุเทพดูจะเจาะจงพูดแต่ข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเจ้าตัวอธิบายว่า “ก็ผมชอบก็ต้องพูดด้านดีสิ คนไม่ชอบก็พูดด้านร้ายทุกวัน เป็นธรรมดา คนรักคนชอบเจอจุดที่เห็นว่าพอใจ คุณก็ต้องพูดเรื่องที่คุณชอบ ผมไม่ได้ไปวิจารณ์ว่าร่างรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ผมบอกว่าผมชอบรัฐธรรมนูญตรงไหนบ้าง อีกทั้งปกติเวลาออกเฟซบุ๊กก็ได้แค่ 4-5 นาที พูดอะไรไม่ได้มาก”

สุเทพ เล่าให้ฟังว่า อาจมีจุดที่ไม่ถูกใจในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ภาพรวมยังเห็นว่าดี ส่วนตัวไม่ชอบให้มี สส.แบบบัญชีรายชื่อ เพราะคิดว่าไม่ได้ออกแรงไปหาเสียง ไปสัมผัสประชาชน ไม่ต้องตากแดดตากฝน ไม่ต้องไปไหว้ใคร อาศัยพึ่งใบบุญของพรรค ได้มาเป็น สส. ได้เป็น สส.แล้วก็ไม่ไปเยี่ยมเยียนประชาชน ไม่ดูแลเขตพื้นที่ ไม่ต้องเดือดร้อน เงินเดือนได้เท่ากัน สิทธิทุกอย่างเท่ากันหมด จึงไม่ต้องการเห็น สส.ประเภทนี้

“ผมต้องการเห็น สส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงเท่านั้น ประเภทเดียว แต่เราไม่ใช่คนเดียวในประเทศไทยที่จะกำหนดอะไรได้ คนอื่นเขาก็มีความคิดและเหตุผล มองว่าคะแนนที่ไม่ชนะ ไม่ควรจะโยนทิ้งไป เขาก็มีความคิดของเขาดี ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญเกินไปเมื่อช่างน้ำหนักกับส่วนอื่นอีก 99% ดีกว่า ผมไม่ชอบตรงนี้ก็ไม่เอามาเป็นประเด็น”

อดีตเลขาธิการ กปปส. ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า ประชาชนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปตำรวจ ทุกคนก็บอกว่ายาก คงต้องรอชาติหน้า แต่ถ้าคุณไปอ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขาเขียนไว้ว่าจะต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับตำรวจทั้งหมด พร้อมบอกด้วยว่าคนที่จะมาเป็นกรรมการมีคุณสมบัติอย่างไร ตำแหน่งประธานต้องเป็นคนที่ไม่ได้เป็นตำรวจมาก่อน บังคับเลยว่าต้องแก้กฎหมายให้เสร็จภายใน 1 ปี

นอกจากนี้ ในเรื่องจริยธรรม คุณธรรม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม ใช้บังคับกับตุลาการรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ สส. สว. นักการเมือง รัฐมนตรีทุกคน

ตรงนี้มีน้ำหนักกว่าคราวก่อน ที่พูดเรื่องคุณธรรม จริยธรรม แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนเขียน แต่วันนี้บอกชัด มีมาตรฐานกำหนดเลย ถ้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระไม่สามารถเขียนมาตรฐานทางจริยธรรมเสร็จภายใน 1 ปี ก็ให้พ้นจากตำแหน่งทุกคนเลย นั่นแข็งแรงมากๆ

สุเทพ อธิบายว่า อีกสิ่งที่ประชาชนบ่นคือ สส.หาประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดิน ไปเป็น กมธ.งบประมาณ และแปรญัตติ เพิ่มโครงการ เพิ่มเงิน แล้วรัฐมนตรีก็รู้ สส.ก็รู้ แต่ต่อไปนี้ไม่ได้ ถ้ารู้ว่า สส. สว. ไปทำแล้วถูกร้องไปศาลรัฐธรรมนูญ หากพบว่าผิดก็จะถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต กลับมาไม่ได้อีก ถ้าใครไปมีส่วนในการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินที่ออกไป แล้วมีความผิด ครม.รู้เห็นมีส่วน ก็ให้พ้นตำแหน่งทั้งคณะ และต้องชดใช้เงินเสียดอกเบี้ย เป็นเรื่องที่ดีที่เราต้องการเห็น

ก่อนหน้านี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ ส่วนตัวก็เคยไปแถลงข่าวสนับสนุนที่โรงแรมอินเตอร์คอนฯ แต่พอดีถูกคว่ำในชั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก่อนทำประชามติเลยทำอะไรไม่ได้มาก แต่คราวนี้ประชาชนยังไม่มีโอกาสได้อ่านรัฐธรรมนูญกันมาก กกต.พิมพ์ผิดๆ ถูกๆ และบางส่วนยังส่งไปถึงเลย

“ผมจึงออกมาบอกกับประชาชนว่า ผมคิดอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ แล้วผมก็ทำเฟซบุ๊กเพราะเป็นเรื่องที่สะดวก ไม่ต้องไปประชุมกับใครเกิน 5 คน ผิดกฎหมาย ผมไม่ทำอะไรผิดกฎหมาย กฎหมายบอกว่าอย่าไปบอกใครว่าให้รับหรือไม่รับ แต่ชอบไม่ชอบตรงไหนวิจารณ์ได้ ผมก็ทำเท่าที่ทำได้ตามกฎหมาย”

“ผมก็บอกแล้วว่า ผมไม่คิดที่จะลงไปสมัครรับเลือกตั้งอีกแล้ว ผมไม่คิดกลับไปพรรคประชาธิปัตย์  ไม่คิดกลับไปตั้งพรรคการเมือง ไม่มีอะไรที่จะมาเป็นห่วงอีกแล้ว ผมเป็นห่วงประเทศมากกว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่าน ผ่านประเทศขาดทุน อย่างน้อยก็ขาดโอกาสที่จะปฏิรูปในด้านต่างที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้”

สำหรับโค้งสุดท้ายมีแผนจะทำอย่างไรต่อไปหรือไม่ สุเทพ กล่าวว่า ไม่มีแผนทำไปตามสถานการณ์และตามที่กรอบของกฎหมายอนุญาต ถ้ากฎหมายไม่ห้าม ป่านนี้อาจไปตั้งเวทีแล้ว แต่เมื่อเขาห้ามก็ทำเท่านี้ มีอะไรที่จะทำได้ก็ว่ากันตามกฎหมาย

ส่วนจุดยืนที่แตกต่างระหว่าง กปปส. และประชาธิปัตย์นั้น สุเทพ กล่าวว่า “อย่าเอาผมไปโยงกับประชาธิปัตย์ คุณต้องเชื่อผมว่า ผมออกจากประชาธิปัตย์ และไม่กลับประชาธิปัตย์อีกแล้ว เพราะฉะนั้นพรรคจะทำยังไงก็ไม่ใช่เรื่องของผม ผมจะทำยังไงก็เป็นเรื่องของผม ไม่เกี่ยวกับพรรค พรรคจะไปสั่งผมก็ไม่ได้ ผมจะไปสั่งพรรคก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องห่วงอนาคตพรรค เป็นเรื่องของพรรค พรรคก็ไม่ต้องห่วงอนาคตของผม เรื่องของผม”

ในส่วนสมาชิกที่ยังสวมหมวกสองใบนั้น สุเทพ มองว่า ประชาชนแต่ละคนเขามีจุดยืนของตัวเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครทั้งนั้น คนไปโมเมเอาเองว่าเขาต้องเป็นอย่างงั้น มีหมวกสองใบ สามใบ เขามีหมวกใบเดียวคือ ประชาชน ยกเว้นสมาชิกพรรค กรรมการบริหารพรรคหนึ่งพรรคใดก็คิดไปตามนั้น แต่ประชาชนคิดแง่ประชาชน ไม่ได้หมายความว่าต้องผูกปี ตีตราจองคิดนอกกรอบไม่ได้

แนวคิดที่ผ่านมาเรื่องรัฐธรรมนูญเปลี่ยนไปไหม หลังจาก ปชป. มา กปปส.

เมื่อผมออกมาร่วมต่อสู้กับมวลมหาประชาชน เราก็หลอมความคิดเข้ากับมวลมหาประชาชนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความคิดชัดเจน เห็นตรงกันว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในด้านต่างๆ ขนานใหญ่ ที่เราเรียกว่าการปฏิรูปประเทศ

เคารพกฎหมายหัวใจสู่ “ปรองดอง”

สำหรับภารกิจสำคัญอย่างการคลี่คลายความขัดแย้ง สร้างความปรองดอง นั้น สุเทพ มองว่า คนพูดเรื่องปรองดองเป็นนามธรรมมาก สิ่งที่สำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายต้องเคร่งครัดให้ได้ผล ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง เท่านี้ก็ไม่มีเหตุที่จะไปเรียกใครมานั่งคุยสร้างความปรองดอง

“ผมก็ทำตามกฎหมาย คุณก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย คุณกับผมก็ไม่ต้องมีเรื่องกัน แต่ถ้าคุณทำผิดกฎหมายแล้วมาบอกว่าต้องรอประเทศเป็นประชาธิปไตยก่อน อย่างนี้ก็ปรองดองไม่ได้ นักการเมืองจะเห็นแย้ง มองไม่เหมือนกันไม่เป็นไร คุณจะคิดเห็นแตกต่างกันยังไงก็ได้ แต่คุณห้ามทำผิดกฎหมาย

…การที่คุณไม่ทำผิดกฎหมาย ยกพวกตีกัน โฆษณาชวนเชื่อแบ่งแยกดินแดน อย่างนี้ผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ  พวกผม กปปส. ไม่ต้องชวนไปร่วมวงปรองดองกับใคร เพราะผมไม่ทำอะไรผิดกฎหมาย ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ถ้าทุกคนทำแบบนี้ก็จบ”

สุเทพ อธิบายว่า เห็นด้วยกับแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้แก้ปัญหาปรองดองด้วยการว่าไปตามกฎหมาย และไม่เห็นด้วยกับแนวทางการนิรโทษกรรมล้างผิด

ทั้งนี้ ถ้าคนคิดง่ายๆ ว่าทำผิดกฎหมายแล้วมานิรโทษ ต่อไปคนก็ไม่กลัวกฎหมายหรอก ส่วนตัวไม่เรียกร้องเรื่องนิรโทษกรรม ทั้งที่ตัวเองเป็นจำเลยอยู่มาก ก็ไปสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องเคารพกฎหมาย เคารพ ยอมรับกระบวนการยุติธรรม อย่าคิดว่าถ้าเราถูกลงโทษ แล้วไม่ยุติธรรมไม่ได้

“ผมนั่งทำสำนวนแก้ข้อกล่าวหาเยอะมาก ทั้งกบฏ ก่อการร้าย บุกรุกสถานที่ราชการ เป็นอั้งยี่ เป็นซ่องโจร เยอะแยะไปหมด เยอะมาก เขียนคำให้การมาเป็นปีๆ ก็ยังไม่จบ ไม่เห็นต้องหนีไปไหนก็ยังต้องสู้คดี เตรียมตัวสู้คดีในศาล ยังไม่นับรวมคนนู้น คนนี้หาเรื่อง ทั้งธาริต (เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ)  ฟ้อง เอสซีแอสเสท ฟ้องบ้าง ก็ไปสู้คดีทุกคดี”

สุเทพ ย้ำว่า เรื่องการเคารพกฎหมาย ปฏิบัติตามกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย เป็นหัวใจ ถ้าทำเรื่องนี้ บ้านเมืองก็เรียบร้อยไปเอง ไม่ต้องเรียกให้ใครมาปรองดองกับใคร

“คุณกับผมยังโกรธกันได้เหมือนเดิม แต่ว่าคุณทำผิดกฎหมายไม่ได้ จะลุกมาชกผมผิดกฎหมาย ดักตีกบาลผมผิดกฎหมายไม่ได้ ถ้าคุณไม่ทำผิดกฎหมาย ผมไม่ทำผิดกฎหมาย ผมกับคุณก็ไม่มีเรื่อง ถึงไม่ชอบกันก็ช่วยไม่ได้ จะไปบังคับให้คุณกับผมมารักกันได้ยังไง เป็นเรื่องของหัวใจ ไม่ต้องกังวล แค่อย่าผิดกฎหมาย ผิดกฎหมาย”

ถามว่ามีบางฝ่ายออกมาโจมตีว่าถูกกลั่นแกล้งเอาผิดทางกฎหมาย สุเทพ ตอบทันทีว่า  “แล้วทำไมผมไม่พูดอย่างนั้นบ้างล่ะ ผมก็ถูกดำเนินคดีเหมือนกัน ธาริตตั้งข้อหาผมเยอะแยะไปหมด ทำไมผมไม่ร้องอย่างนั้นบ้างล่ะ แกล้งก็แกล้งไป ก็ต้องต่อสู้ตามข้อเท็จจริง ตามพยานหลักฐาน”

“ผมคิดว่าอย่าพูดเอาแต่ได้ ระบบศาลยุติธรรมของประเทศไทย ผมถือว่ามีมาตรฐาน มีมาตรฐานมาเป็นร้อยปีแล้ว เพราะฉะนั้นต้องเคารพ แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าเราไม่ได้ประโยชน์ ไม่ได้เปรียบ แล้วต้องบอกว่าศาลไม่ยุติธรรม อย่างนี้คนพูดก็ไม่ยุติธรรม เราต้องเคารพตรงนี้ก่อน เรามีตั้ง 3 ศาล ศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา ผมสู้คดีกับคุณวาสนา (เพิ่มลาภ อดีต กกต.) มา 3 ศาล ผมก็สู้” สุเทพ กล่าว

งานเด่นคสช.ปฏิรูปคืบหน้า หนุนยึดที่ดินสปก.สร้างความเป็นธรรม

ผ่านมา 2 ปีกว่ากับการบริหารประเทศของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร่วมกับแม่น้ำ 5 สาย สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต เลขาธิการ กปปส. ที่เคยเป็นแกนนำร่วมกับมวลมหาประชาชนออกมาเรียกร้อง “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ประเมินความคืบหน้าการปฏิรูปสามารถเดินหน้าไปได้หลายเรื่อง

“ผมว่า คสช. ตั้งแต่เข้ามายึดอำนาจ เขาสามารถที่จะทำให้สิ่งที่เป็นความหวังประชาชนได้หลายอย่าง ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย พวกเย้วๆ ก็ต้องอยู่ในที่ตั้ง ไม่ออกมาทำความวุ่นวาย ประชาชนใช้ชีวิตปกติสุขได้ อันที่สอง เรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ผมถือว่า คสช.ทำได้ดี เอาจริงเอาจัง อยากให้เขาทำแบบนี้เข้มข้นต่อไป สาม หลายอย่างที่เขาทำได้เลย ใช้อำนาจ คสช. ทำได้เลย ยกตัวอย่าง เช่น พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศ คำสั่ง คสช. จัดการศึกษาภาคบังคับโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย 15 ปี ตรงนี้ถือเป็นการเริ่มการปฏิรูปการศึกษาแล้ว”

“ผมหนุนสุดตัว เพราะผมเป็นคนบ้านนอก คนยากคนจน คนบ้านนอกเสียเปรียบไม่มีโอกาสได้เตรียมตัวก่อนเข้าสู่กระบวนการศึกษาเพราะว่าโรงเรียนอนุบาลบ้านนอกไม่มี ในอำเภอ ตัวเมืองโรงเรียนอนุบาล บางแห่งก็แพงวันนี้เขาบังคับ เขาจะจัดการศึกษาตั้งแต่ขั้นอนุบาลก่อนวัยเรียน นี่เป็นการสร้างความเท่าเทียมตั้งแต่เริ่มต้น ถ้าเป็นแบบเดิมก็แพ้ตั้งแต่แรก เราอายุ 8 ปี เข้า ป.1 เขาเรียน เอ บี ซี วัน ทู ทรี เรายังมา เอ เขียนผิด เขียนถูกต่างกันมา ดังนั้น จะมาบอกผมเชียร์ สนับสนุน ก็เชียร์จริงๆ เพราะว่ามันดี”

ถามต่อเนื่องไปถึงคำสั่ง คสช. 36/2559 มาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย   ทั้งนี้ มีด้วยกัน 13 ข้อ เพื่อดำเนินการกับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน หรือบางรายคำที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่ยอมส่งมอบพื้นที่คืนเพื่อให้ ส.ป.ก.ดำเนินการจัดที่ดินตามกฎหมายไม่ยอมดำเนินการตามคำพากษา

สุเทพ กล่าวว่า ถือเป็นมาตรการที่ถูกต้อง ส่วนตัวเคยเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปที่ดิน เคยเป็น รมต. ถูกกล่าวหาใส่ร้ายเยอะแยะ รัฐบาลหลังๆ ก็ละเลยไม่ได้ทำ ทิ้งเอาไว้ วันนี้เขามาสะสางเป็นเรื่องที่ดี ให้เกิดความเป็นธรรม ทั่วถึงก็ว่าไป ใครที่มีที่ดินมากมาย แล้วเป็นที่ดินของรัฐเขาก็เอามาจัดสรร เป็นเรื่องปกติ กำหนดกฎเกณฑ์ กติกา

“ตอนแรก ผมเข้าไปเป็น รมช.เกษตรฯ สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีนโยบายเอาที่ดินของรัฐที่ราษฎร ครอบครองทำกิน มาทำการปฏิรูป โดยเราบอกว่า ถ้าใครถือครองที่ดินอยู่ให้เอามาคืน แล้วมาจัดให้เขาตามจำนวนที่เขาครอบครองอยู่จริง ตอนนั้นคิดไม่เกิน 50 ไร่ ถ้าเขาทำจริงๆ  ก็ดี อย่างน้อย 500 ไร่ ก็มีอย่างน้อย 10 ครอบครัว ที่เขาได้”

“มันไม่มีการแก้ไขกฎหมาย เขาเล่นงานผมเสร็จแล้วเวลาจะทำไม่กล้าทำ ติดอยู่ตรงนั้น ไม่ทำอะไร ปัญหาหมักหมม  ผมคิดว่า ปัญหา มีเยอะ แต่ว่า ตรงไหนทำได้ต้องรีบทำ ไม่ยืดเยื้อต่อไป พอจะเข้าไปจัดที่ดินก็ไป ติดขัดหรือมีกลุ่ม คล้ายๆ อิทธิพลยึดครอง เกรงใจติดขัดไม่สามารถมาปฏิรูปได้”

สุเทพ ระบุว่า การแก้ปัญหาแต่ละพื้นที่ต้องขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่แต่ละแปลงว่า พื้นที่ที่เอามาให้คนจน จริงๆ มีกฎหมายที่กำหนดไว้ชัดว่าที่ดินที่จัดให้ โดยกฎหมายปฏิรูปที่ดินขายต่อให้คนอื่นไม่ได้ เปลี่ยนมือได้ตามมรดก พ่อให้ลูก แต่วันนี้ต้องมาบังคับตรงนี้ให้ชัดไม่งั้นวันหน้าคนจนบุก ต่อไปจะไปเอาที่ไหนมาให้  เขาต้องทำไปพูดให้ประชาชนเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ทำการเกษตรที่ดินเป็นปัญหาหนึ่ง น้ำก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งต้องแก้ทุกปัญหา อันไหนทำได้ ต้องทำทันที อันไหนติดขัดต้องคิดหาวิธีการต่อไป เช่น เรื่องการโซนนิ่งการเกษตร พื้นที่ไหนเพาะปลูกพืชชนิดไหน ถ้าวันนี้ทำให้ชัดเจนก็ดี บางพื้นที่ไม่เหมาะสมปลูกข้าวก็ทำอย่างอื่นซึ่งต้องไปดูแลเขา ทั้งวิธีการเพาะปลูก เรื่องการแปรรูป การตลาด จริงๆ มีโอกาสที่จะทำให้สำเร็จได้ ช่วงที่รัฐบาลมีอำนาจเต็มที่แบบนี้

สำหรับเรื่องยางพารา สุเทพ อธิบายว่า สถานการณ์ในขณะนี้แตกต่างจากอีกสมัยที่เคยมีส่วนรับผิดชอบแก้ปัญหาราคายาง จากกิโลกรัมละ 37-38 บาท  มาเป็น  170-180 บาท  วันนี้พื้นที่ปลูกยางเพิ่มมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ขณะที่เศรษฐกิจโลกความต้องการใช้น้อยลง มีปัญหาเรื่องดีมานด์ซัพพลาย

สิ่งที่ทำได้เร็ว คือเรื่องของการส่งเสริมให้มีการใช้ยางเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าในประเทศไทยให้มากขึ้น ประเทศเราส่งออกยางพารา 80-90% ใช้ในประเทศน้อยมาก มันอาจต้องมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน สินค้าสำเร็จรูปจากยางพาราในประเทศไทย โดยต้องมีแรงจูงใจ
เป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีการโฆษณาชวนเชื่อจากรัฐบาลก่อนว่าจะสร้างนิคมยาง แต่ก็ยังไม่เกิดซักที วันนี้น่าจะเกิดได้เพราะคำสั่ง คสช. เป็นกฎหมาย สามารถทำได้เร็ว ซึ่งต้องมีหลายมาตรการ ต้องมีคนที่นั่งทำงานเป็นการเฉพาะ

ยกตัวอย่าง สมมติที่ภาคใต้ คนที่มีสวนยางถึงเวลาต้องตัดโค่น กรีดมา 29-30 ปี วันนี้ ถ้ารัฐบาลมีนโยบายก็อาจกำหนดให้กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ซึ่งวันนี้อยู่ในการยางแห่งประเทศไทย โดยออกเป็นมาตรการถ้าสวนยางเหล่านี้โค่นยางแล้วไปปลูกปาล์มน้ำมัน  ก็จะได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ จูงใจให้พื้นที่ที่เคยปลูกยางเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกปาล์ม ปริมาณยางพาราก็น้อยลงอีกทาง

“ที่พูดไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ประเทศมาเลเซียทำตัวอย่างให้เราเห็นพื้นที่ปลูกยางลดน้อยลงมาก เขาหันมาทำเรื่องปาล์มน้ำมันมาก ของเราปาล์มน้ำมันยังไม่พอบริโภคภายในด้วยซ้ำ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง”

สุเทพ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เราเรียกร้องให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศ ก่อนจะจัดการเลือกตั้งทั่วไป ตรงนี้เป็นจุดยืนที่เราไม่เปลี่ยนแปลงมาจนถึงทุกวันนี้  สาเหตุที่เราสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะเรามีความรู้สึกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ดำเนินการไปในทิศทางที่มวลมหาประชาชนตั้งความหวังไว้ ก็มีง่ายๆ เท่านั้น ตรงไปตรงมาชัดเจน

 

รู้จักเจ้าของฉายา”ตบสนั่นลั่นทุ่ง” อัจฉราพร คงยศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/441608

รู้จักเจ้าของฉายา"ตบสนั่นลั่นทุ่ง" อัจฉราพร คงยศ

โดย…กษม จักรเครือ

ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าวงการวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ได้สร้างความสุขให้กับคนไทยไม่น้อย กวาดแชมป์มาหลายรายการ ทำให้อันดับโลกเขยิบขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 13  ทุกวันนี้หลายคนรู้จักชื่อของ “น้องเพียว” อัจฉราพร คงยศ นักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย วัย 21 ปี ที่มีลูกเสิร์ฟและพลังการตบที่หนักหน่วง เล่นบอลหัวเสาได้เด็ดขาด พร้อมที่จะขึ้นมาทาบรัศมีรุ่นพี่ทีมชาติได้อย่างสมภาคภูมิ

ล่าสุด สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ประกาศอันดับผู้เล่นแต่ละตำแหน่งที่โดดเด่นในรายการเวิลด์กรังด์ปรีซ์ 2016 ทั้ง 3 สนาม ปรากฏว่า “น้องเพียว” ทำไปแล้วถึง 83 คะแนน โดยเป็นการตบทำแต้ม 72 ครั้ง บล็อก 5 ครั้ง และเสิร์ฟได้แต้มอีก 6 ครั้ง รั้งอยู่ในอันดับที่ 5

ย้อนอดีตกลับไป อัจฉราพรเป็นขุมกำลังหลักของทีมนักตบสาวไทยมาโดยตลอด จากเด็กใต้นัยน์ตาคม ผิวสีน้ำผึ้ง จาก อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ด้วยบุคลิกเป็นคนง่ายๆ สบายๆ และชอบเอนเตอร์เทนคนอื่น หากใครอยู่ใกล้เธอก็มักจะได้ยินเสียงหัวเราะตลอดเวลา ทำให้เธอเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เพียวเป็นเด็กที่มีความกตัญญูและสู้ชีวิตอย่างมาก เด็กสาววัยแค่ 20 ต้นๆ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทุกรูปแบบ ฐานะทางบ้านปานกลาง ทำให้ “เพียว” ต้องหาเงินช่วยทางบ้านตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาเธอเริ่มหัดเล่นวอลเลย์บอลที่โรงเรียนบ้านขอนหาด เนื่องจากคุณครูเห็นแววว่าเด็กคนนี้น่าจะเอาดีทางด้านกีฬาชนิดนี้ได้

“ตอนนั้นหุ่นหนูผอมๆ สูงๆ ครูสมยศรวมทั้งอาจารย์ท่านอื่นเห็นว่าน่าจะมาเอาดีทางกีฬาวอลเลย์บอลได้ เพราะที่โรงเรียนสนับสนุนกีฬาชนิดนี้ แต่ว่าบ้านหนูอยู่ไกล เลยต้องมาอยู่ประจำที่โรงเรียน ยอมรับว่าคิดถึงบ้านมาก ช่วงแรกๆ นั้นคุณคูรจะพาไปแข่งกับโรงเรียนอื่น ที่ต่างอำเภอบ้าง ระดับจังหวัดบ้าง มีแพ้บ้างชนะบ้างตามประสา แต่ถ้าชนะก็จะได้เงินรางวัล ก็จะเก็บส่วนหนึ่งแบ่งไว้ให้พ่อแม่ เพื่อที่จะได้แบ่งเบาภาระทางบ้าน หลังจากเรียนจบชั้น ป.6 หนูก็ย้ายมาอยู่โรงเรียนบดินทรเดชา เป็นเด็กโควตานักกีฬาของโรงเรียน กินนอนอยู่ที่นี่ และเป็นการจากบ้านเกิดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มาอยู่กรุงเทพฯ อยู่เองหากินเอง ต้องปรับตัวทุกอย่าง จากเด็กบ้านนอกยอมรับว่าตอนแรกๆ เข้ากับเพื่อนบางคนไม่ได้ แต่สุดท้ายก็พยายามเอาความดีชนะพวกเขา จนเพื่อนๆ ยอมรับ” เจ้าของตำแหน่งเสิร์ฟยอดเยี่ยม รายการเวิลด์กรังด์ปรีซ์ 2016 กล่าว

ชีวิตของสาวน้อยต่างจังหวัดที่ต้องจากอกพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก ชีวิตวัยรุ่นขาดหายไป ต้องรับผิดชอบเกินอายุ แต่เธอมองโลกในแง่ดี โดยมองว่าควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

“หนูไม่เคยมองว่าการซ้อมวอลเลย์บอลเป็นงานหนัก บางครั้งซ้อมตั้งแต่เช้าจรดเย็น เห็นเพื่อนๆ ได้ไปเที่ยวไหน หนูก็ไม่ได้ไป เพื่อนบางคนไม่เข้าใจ แต่สำหรับหนูกลับมองว่าวอลเลย์บอลให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโอกาสในการเข้าโรงเรียน การประสบความสำเร็จและชื่อเสียง หนูต้องขอบคุณลูกกลมๆ ใบนี้ที่ทำให้หนูมีโอกาสมากกว่าเด็กคนอื่น หากไม่มีวอลเลย์ก็จะไม่มีอัจฉราพรในวันนี้ ยอมรับบางครั้งมีท้อเหมือนกัน ท้อได้แต่ไม่มีคำว่าถอยในสารบบของหนู”

เรื่องของฉายา “ตบสนั่นลั่นทุ่ง” มีความเป็นมาอย่างไร เพียวเฉลยว่า พี่ๆ ในทีมชาติเป็นคนตั้งฉายานี้เพราะเห็นเธอเป็นคนต่างจังหวัด แถวบ้านเป็นทุ่งนา และเวลากระโดดขึ้นตบลูกดูหนักหน่วงและหนักแน่น มีเสียงที่ดังสนั่นดี

สำหรับเรื่องของความรัก  สาวเมืองนครฯ มองว่า ความรักครอบครัวต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด เพราะมองว่าความรักของพ่อแม่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

“ตอนนี้หนูโสด ไม่ได้คบใคร เพราะไม่มีเวลาให้ ใครเป็นแฟนหนูคงทนไม่ได้ เพราะเป็นคนไม่มีเวลา แค่เอาเวลาไปซ้อมวอลเลย์บอลก็แทบจะไม่ได้คิดเรื่องความรัก หนูมองว่าสถาบันครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ เยาวชนของชาติต้องรู้จักรักพ่อแม่และรักตัวเองก่อน หากคุณไม่รักตัวเองแล้วคุณจะไปรักใครได้ยังไง ยิ่งประเทศชาติยิ่งแล้วใหญ่ต้องการความรักของคนในชาติอย่างมาก”

อยากให้น้องๆ เยาวชนของชาติ รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาก็ได้ แต่ที่สำคัญต้องมีวินัยในสิ่งที่ทำ

“การเป็นนักกีฬาวอลเลย์ได้เดินทางไปหลายประเทศ ทำให้เห็นความหลากหลายของผู้คนแต่ละชาติ ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ยอมรับว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีวินัยยอดเยี่ยม อยากให้ประเทศไทยเป็นอย่างนั้นบ้าง เพราะระเบียบวินัยจะช่วยให้ประเทศพัฒนาได้อย่างยั่งยืน”

หลักการใช้ชีวิตไม่มีอะไรซับซ้อน นักตบสาวมองว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร อยากให้คนไทยคิดอย่างนี้ บ้านเมืองก็จะสงบสุข

“คนเราถ้าพยายามให้ถึงที่สุด ผลสำเร็จก็จะตามมา หนูยึดหลักทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะไม่รู้ว่าวันหน้าจะเป็นอย่างไร สำหรับเป้าหมายในอนาคตหนูอยากติดทีมชาติไทยไปเล่นโอลิมปิกเกมส์สักครั้งในชีวิต เราพลาดอดไปเล่นริโอเกมส์ แต่เราก็ไม่ท้อถอย อีก 4 ปีข้างหน้ายังมี ความฝันของหนูและรุ่นพี่ทีมชาติ อยากเห็นธงไทยไปโบกสะบัดในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ และพิสูจน์ให้โลกรู้ว่า สาวไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก”

หลังจากได้พูดคุยกับสาวน้อยนักตบทำให้ได้แง่คิดดีๆ หลายอย่าง ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิต วิธีคิด และการไม่ยอมย่อท้อต่ออุปสรรค เป็นแบบอย่างของเยาวชนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

 

ถ้าคสช.จะปฏิรูปพลังงาน อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/441205

ถ้าคสช.จะปฏิรูปพลังงาน อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

กลายเป็นประเด็นก่อให้เกิดการถกเถียงพอสมควร ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติรับหลักการในวาระที่ 1 ของร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา

แม้ตามขั้นตอนของสภาจะเป็นเพียงแค่การรับไว้พิจารณาเท่านั้น เพราะยังอยู่ในระหว่างการปรับแก้ไขเนื้อหาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งจะต้องส่งมาให้ สนช.ลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่อีกครั้ง แต่สำหรับมุมมองของ รสนา โตสิตระกูล อดีต สว.กทม. ซึ่งเป็นภาคประชาชนที่ติดตามเรื่องการปฏิรูปพลังงานมาตลอด กลับบอกว่า “แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”

ทั้งนี้ ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ รสนาชี้ให้เห็นถึงปัญหาของร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับที่ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาในอดีตว่า ไม่ได้มีโครงสร้างหรือองค์กรอย่างบรรษัทพลังงานแห่งชาติมารองรับในกรณีที่ระบบสัมปทานปิโตรเลียมกำลังจะหมดลงในปี 2565 ทำให้ระบบการแบ่งปันผลผลิตที่รัฐบาลอ้างว่าในร่างกฎหมายนี้ได้กำหนดไว้ไม่สามารถเป็นรูปธรรมได้

รสนา ขยายความว่า “ในยุคแรกสุด เริ่มต้นสัมปทานราวปี 2515 และจะหมดในปี 2565  ประมาณ 50 ปี และเมื่อหมดสัมปทานนี้แล้ว กฎหมายกำหนดห้ามให้มีการต่อสัมปทานได้อีก ที่มาของกฎหมายปิโตรเลียมปี 2514 รัฐบาลสมัยนั้นเล็งเห็นว่าเวลา 50 ปี หรือประมาณหนึ่งชั่วอายุคน มันเพียงพอกับการที่ไทยจะเรียนรู้เทคโนโลยีต่างประเทศเพื่อเข้ามาทำเอง และยืนด้วยลำแข้งของเราเอง เพราะตอนสมัยแรกสุดเราไม่มีความรู้เรื่องนี้ ดังนั้นการให้สัมปทานไปเวลานั้นจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว”

“ในกฎหมายเพียงแต่บอกว่าเมื่อครบช่วงเวลา 50 ปี จะไม่มีการให้สัมปทานอีก แต่กฎหมายไม่ได้บอกว่าให้คุณทำอย่างไร ภาคประชาชนจึงพยายามเสนอให้รัฐใช้รูปแบบการแบ่งปันผลผลิต คือ ให้กรรมสิทธิ์มาเป็นของรัฐ โดยรัฐร่วมงานเอกชน แต่รัฐจะเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดต่างจากระบบสัมปทานที่รัฐไม่ได้เข้ามาดูแล โดยเมื่อสัมปทานหมด กรรมสิทธิ์และอุปกรณ์ทุกอย่างต้องกลับมาเป็นของรัฐ ส่วนจะให้หน่วยงานไหนมารองรับนั้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะเป็น ปตท. แต่ปัจจุบัน ปตท.ถูกแปรรูปไปแล้ว จึงไม่สามารถเป็นบรรษัทพลังงานแห่งชาติที่จะเข้ามารับสาธารณสมบัติของชาติได้”

สำหรับความสำคัญของการมีบรรษัทพลังงานแห่งชาติตามระบบการแบ่งปันผลผลิต รสนา อธิบายว่า ระบบแบ่งปันผลผลิต สมมติขุดปิโตรเลียมขึ้นมาได้ 100 หน่วย รัฐจะหักค่าภาคหลวงไปก่อนแล้วประมาณ 10% ส่วนที่เหลือก่อนที่รัฐกับเอกชนจะแบ่งกำไรกันต้องมีกระบวนการตรวจสอบว่ามีต้นทุนประเภทใดบ้างที่เอกชนสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้บ้าง

“กระบวนการดังกล่าวตามหลักการจะมีบรรษัทพลังงานแห่งชาติเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ และไม่ให้เอกชนอ้างว่าตัวเองมีต้นทุนสูงเกินความเป็นจริงเพื่อลดกำไรที่ต้องแบ่งให้กับรัฐ แต่ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ที่อยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่ได้มีการกำหนดขั้นตอนเหล่านี้”

จากนั้นรสนาลงรายละเอียดว่า “การขุดเจาะปิโตรเลียมในต่างประเทศจะมีการตรวจวัดแบบเรียลไทม์ โดยจะมีเครื่องวัดเพื่อให้คู่สัญญาต่างเห็นว่ามีปริมาณการขุดเจาะและดูดปิโตรเลียม ณ จุดผลิตเท่าไหร่ ซึ่งเท่ากับว่าเอกชนต้องเสียค่าภาคหลวง ณ แหล่งผลิต แต่กฎหมายฉบับใหม่ไม่ได้แก้ไข โดยให้เอกชนเสียค่าภาคหลวง ณ จุดขายตามเดิม

“การเสียค่าภาคหลวง ณ จุดขาย จะทำให้เกิดปัญหา กล่าวคือเมื่อขุดน้ำมันขึ้นมาและนำไปใส่เรือ จากนั้นเรือแล่นออกไปเพื่อนำไปขายอีกที่หนึ่ง หากเรืมล่มกลางทะเลระหว่างขนส่ง รัฐจะไม่ได้เงินทันที จึงเห็นว่าไม่ควรใช้วิธีนี้แล้ว ควรให้เสียค่าภาคหลวง ณ จุดผลิต”

“ร่างกฎหมายที่อยู่ในสภา เป็นระบบที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ เพราะไม่มีโครงสร้าง ไม่มีกลไก ไม่มีองค์กรมาทำงาน จึงเป็นระบบสัมปทานจำแลง หรือเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตแบบกำมะลอ”

ข้อเสนอของรสนา คือ รัฐบาลควรถอนร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ออกจากสภา

“ถ้าอยากจะแก้ไขปัญหาด้วยการเสนอกฎหมาย รัฐบาลควรดำเนินการด้วยการจัดร่าง พ.ร.บ.ใหม่ทั้งฉบับ ไม่ใช่แค่แก้ไขบางมาตรา ซึ่งเป็นทางที่ดีที่สุด เหมือนเวลาที่เขียนบทความที่เขียนมาแล้วแต่จะมานั่งแก้เนื้อหาภายหลัง สู้เขียนใหม่ทั้งหมดดีกว่า คุณยกร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาตั้งเยอแยะ ทำไมเรื่องสำคัญขนาดนี้คุณไม่ทำ”

รสนา ย้ำว่า รัฐบาลมีอำนาจหยิบร่างกฎหมายออกมาจากสภาเพื่อยุติปัญหา และเห็นแก่ผลประโยชน์ของบ้านเมือง การที่คุณไม่ทำมันก็มีคำถามเยอะ ข้อที่หนึ่ง สิ่งที่จะออกมาตามร่าง พ.ร.บ.ใหม่จะต่างอะไรจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมปทานรอบที่ 21 หรือการจัดการกับแหล่งสัมปทาน เมื่อปี 2554 จะมีการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ภาคประชาชนก็ค้านมาตลอด ต่อมามีคณะรัฐประหารขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาประเทศชาติไม่ให้คนตีกัน คุณแก้ไปสิ แต่เรื่องนี้อยู่ๆ คุณจะมาลัดขั้นตอน ก็ถูกตั้งคำถามว่าคุณกำลังอะไร กำลังปลดล็อกให้กลับกลุ่มทุนหรือเปล่า

“ถ้ารัฐบาลจะเข้ามาทำเรื่องนี้ ควรทำให้ดีขึ้นมีธรรมาภิบาล ไม่ใช่หักด้ามพร้าด้วยเข่า อย่างนี้เท่ากับว่าคุณปลดล็อกให้กับกลุ่มทุนที่ทำไม่สำเร็จในสมัยรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งสิ ต้องบอกว่าฤดูกาลทางการเมืองมีอยู่สองฤดู ฤดูเลือกตั้ง กับ ฤดูรัฐประหาร กลุ่มทุนคลุมหมด กลุ่มทุนถ้าทำอะไรไม่สำเร็จในฤดูเลือกตั้งก็มาทำในฤดูรัฐประหารคุณจะยอมอย่างนี้หรือ ประชาชนจะยอมมั้ย”

“รัฐบาลต้องมีประชาภิบาล คุณต้องอภิบาลประชาชนด้วยการทำให้ทรัพยากรธรรมชาติ และอำนาจรัฐที่ประชาชนมอบให้คุณให้เกิดดอกออกผลและเป็นประโยชน์กับประชาชนทั้งหมด นี่คือสิ่งที่เราเรียกร้อง แต่คุณจะมาหักด้ามพร้าด้วยเข่าและออกกฎหมาย สนช.ก็เหมือนกับโรงงานอุตสาหกรรมผลิตกฎหมาย เวลาสินค้าสักชิ้นหนึ่งที่คุณเอาขึ้นไปบนสายพาน คุณคิดเหรอว่าคุณจะเปลี่ยนแก้วใบนี้ให้เป็นกระป๋องสี่เหลี่ยม คุณจะตกแต่งอย่างไรก็คือแก้ว สิ่งเดียวที่รัฐบาลควรทำ คือ การถอนกฎหมายทั้งสองฉบับออกมาจากสภา”

“เพราะฉะนั้น ขอบอกว่าเราไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับท่าน เราต้องการเป็นมิตรและช่วยท่านในการปฏิรูปบ้านเมือง การที่ท่านเข้ามาได้เพราะประชาชนเรียกร้องการปฏิรูป ถ้าท่านมาหักด้ามพร้าด้วยเข่าแบบนี้ ก็เป็นห่วงว่าเข่าของท่านจะแตก”รสนา ทิ้งท้าย

 

ท่ามกลางซากปรักหักพัง ไม่คิดแข่งมีอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/440928

ท่ามกลางซากปรักหักพัง ไม่คิดแข่งมีอำนาจ

โดย….ฐายิกา จันทร์เทพ, ธนพล บางยี่ขัน

สปอตไลต์การเมืองจับมาที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย หลังจากเปิดหน้าเตรียมเดินสายพูดคุยหารือกับนักการเมืองแต่ละพรรคเพื่อร่วมกันหาทางออกให้ประเทศ

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดักคอว่าอาจเป็นเพียงแค่การต่อรองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง จนห่วงกันไปอีกว่านี่อาจบานปลายเป็นชนวนไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง ทำให้เส้นทางการพูดคุยที่จะเกิดขึ้นมีอันต้องสะดุดลงไป

สอดรับไปกับกระแสข่าวมีสัญญาณจากแดนไกลวางตัวเธอเป็น “แคนดิเดต” ลงสนามชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปกับการเลือกตั้งรอบใหม่ที่จะมีขึ้นในปี 2560

ท่ามกลางความคลุมเครือ คุณหญิงสุดารัตน์ ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ในทุกประเด็น เริ่มจากเรื่องการเจรจาหาทางออกประเทศ ซึ่งเธอออกตัวว่าไม่ใช่ต้นคิด แต่เกิดขึ้นในวงเสวนาวิชาการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล

วันนั้นคณาจารย์ได้เสนอขึ้นมาว่านักการเมืองน่าจะพูดคุยกันบ้าง จึงบอกว่าได้มีการคุยกันอยู่ เพราะที่ผ่านมาแทนที่จะคุยกัน กลับปล่อยให้เกิดปฏิวัติรัฐประหารจนเสียประชาธิปไตยไป ซึ่งเป็นมุมมองจากคนภายนอก จึงได้ตอบรับเพราะส่วนตัวเองก็มีความรู้สึกเห็นด้วยกับแนวคิดนี้อยู่แล้ว

“ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาจากที่เราขัดแย้งกัน เอาชนะคะคานโดยไม่รักษากติกาประชาธิปไตย จนในที่สุดก็สูญเสียประชาธิปไตยไป อย่างน้อยเราก็ควรแสดงความรับผิดชอบร่วมกันในการหาทางออก อำนาจในการหาทางออกตรงนี้อาจไม่ใช่ของนักการเมืองในปัจจุบัน แต่อย่างน้อยอย่าเพิ่มปัญหา ทำยังไงถึงจะลดปัญหาได้”

ส่วนตัวคิดว่าการทำอะไรควรจะต้องเริ่มจากตัวพวกเราเอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดความเสียหาย มีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเราก็อาจเป็นหนึ่งในนั้น การแก้ไขก็ควรเริ่มจากตัวเราเองเหมือนกับที่บอกว่าปฏิรูปประเทศ เพราะหากแต่ละฝ่ายไม่ปฏิรูปตัวเอง แล้วจะปฏิรูปประเทศได้อย่างไร

“ถ้านักการเมืองคุยกันแล้วผ่อนภาระขณะนี้ได้ก็ไม่น่ามีผลเสียอะไร ไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรที่สนับสนุนแนวคิดนี้ ไม่ได้คิดว่าจะเป็นการมาต่อรองกับผู้มีอำนาจ สร้างเงื่อนไขให้เกิดความวุ่นวาย เป็นการคิดด้วยใจบริสุทธิ์ที่จะไม่เพิ่มปัญหาให้ประเทศ แต่ถ้ามีส่วนทำให้ลดปัญหาได้ก็จะดี”

คุณหญิงหน่อย ยืนยันว่าไม่ใช่การไปตั้งกลุ่มต่อรองกับผู้มีอำนาจ และยังงงว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เพราะวันนี้สังคมเริ่มเดินมาถึงจุดที่คนที่เห็นต่างคุยกันไม่ได้เลย หรือมันคืออะไร หลักประชาธิปไตยคือการจัดระเบียบการอยู่ร่วมกันให้เกิดความสงบสุข การอยู่ร่วมกันในสังคมหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกันชอบเหมือนกัน แต่ทำให้คนที่เห็นไม่เหมือนกันชอบไม่เหมือนกันอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

“ไม่เหมือนบรรยากาศสมัยเคยเป็น สส.รุ่นแรกๆ กับพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นเพื่อนกันคุยกัน ไปกินข้าวด้วยกัน ตอนนั้นต้องอภิปรายผู้ใหญท่านหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ คุณพ่อก็แนะนำว่าอภิปรายเสร็จให้ไปขอโทษ เราต้องทำหน้าที่ของเราในสภา อภิปรายด้วยหลักการเหตุผลไม่พูดความเท็จ เสร็จแล้วก็ไปขอโทษตามที่คุณพ่อแนะนำ เป็นวัฒนธรรมของผู้เจริญ เราอาจไม่ได้เป็นพวกเดียวกัน เราอาจเห็นต่าง แต่เราสามารถทำงานหาจุดร่วมเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ วันนี้เป็นแนวคิดนี้เท่านั้นเอง

“หลายสื่อไปบอกว่าสุดารัตน์จะเป็นแกนนำเดินพูดคุย ไม่เคยพูดเลย ไม่เคยคิดว่าจะเป็นแกนนำเดินพูดกับใครได้หรอก เพียงแต่มีแนวคิดในเวที อาจารย์ท่านบอกว่าทำไมไม่ทำอย่างนี้บ้าง อย่างอาจารย์โคทม อารียา ก็เสนออาจให้มี Code of conduct เป็นสัญญาประชาคมนักการเมืองด้วยกัน อันนี้นักวิชาการก็เสนอว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาแล้วเราจะไม่ตอบสนองเขาเลยหรือ

“มันไม่ใช่ภาพอย่างที่นำเสนอกัน อยู่ๆ สุดารัตน์จะลุกขึ้นไปพูดกับทุกฝ่ายเพื่อหาทางออกประเทศ ดิฉันไม่มีอำนาจใดๆ เลย เป็นเพียงประชาชนคนไทยเท่านั้นเอง ดังนั้นไม่อาจหาญจะเรียกใครหรือไปพูดกับใครได้หรอก มันทำไม่ได้แน่นอน เพียงแต่เมื่อเขามีเวทีและแนวคิดแบบนี้ดิฉันสนับสนุน ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้มีอำนาจอะไร และประมาณตัวเองดีว่าไม่ได้มีกำลังอำนาจไปเดินคุยกับใคร” 


แม้แนวคิดเรื่องการหารือระหว่างนักการเมืองจะถูกปฏิเสธจากหลายฝ่าย แต่คุณหญิงสุดารัตน์มองว่า ด้วยสำนึกของคนที่อดีตเคยเป็นนักการเมือง เมื่อสังคมคิดว่านักการเมืองเป็นจำเลย ก็ต้องปรับปรุงแก้ไขตัวเอง การมีวิธีการคุยอย่างสร้างสรรค์ไม่น่าจะเป็นผลเสียอะไรกับประเทศชาติ มันคงไม่สามารถทะลุทะลวงได้ แต่อย่างน้อยได้นิดได้หน่อยในการแก้ปัญหาประเทศ

“เกิดความเข้าใจว่าไปคุยกันเดี๋ยวจะไปสร้างเงื่อนไขให้เกิดปัญหา ต้องเรียนว่าเราไม่มีโอกาสสื่อสาร แต่เรียนว่าวัตถุประสงค์ความต้องใจวันนั้นคือการคุยกันแล้วไม่สร้างปัญหา ไม่คิดต่อรองอะไร เพื่อใคร ทำไม่ได้อยู่แล้วต่อรองให้พรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะถ้าคุยกันก็ต้องมาจากหลายพรรค มีนักวิชาการร่วมคุยด้วย จะต่อรองกันได้ไง แต่เป็นแนวคิดที่จะหาทางออกประเทศ ขอให้ผู้นำสบายใจได้ว่าเป็นเจตนาบริสุทธิ์”

ส่วนกระแสที่จุดไม่ติด ไม่มีพรรคการเมืองออกมาขานรับนั้นก็ไม่เป็นไร วันนี้ใครเห็นด้วยก็มาตั้งวง วันนี้ยังไม่มีใครเป็นผู้นำ ใครคิดตรงกันก็มานั่งคุยกัน ส่วนตัวก็ไม่ใช่ผู้นำ นักวิชาการเขาคงจะสร้างเวทีให้ถ้าไม่ท้อซะก่อน สร้างเมื่อไหร่ไปร่วมแน่นอน ส่วนนักการเมือง ผู้นำพรรค วันนี้อยากให้ช่วยคิด อย่าไปคิดกรอบรูปแบบเก่าๆ ที่เอาเรื่องบ้านเมืองมาคิดเป็นเรื่องการเมือง วันนี้ไม่ใช่เวลามาคิดแบบนั้น

“ความยากลำบากของประชาชน และบ้านเมืองที่เสียหาย เราต้องคิดใหม่ ต้องคิดที่จะปฏิรูปความคิดตัวเอง การคุยกันได้ ไม่ใช่ฮั้วเจรจา เราต้องคุยกันได้บนผลประโยชน์ของประชาชนแบ่งไปคนละหนึ่งละสอง อำนาจแทบไม่มี อยากฝากว่าเราต้องคิดด้วยความจริงใจกับประเทศชาติประชาชน เลิกคิดเรื่องบ้านเมืองเป็นการเมือง”

มีเสียงสะท้อนออกมาว่า ถามว่าแนวคิดเรื่องการพูดคุยรอบนี้ที่จุดไม่ติดเพราะมีความระแวงจากคู่แข่งเกี่ยวกับอนาคตทางการเมือง คุณหญิงสุดารัตน์ชี้แจงว่า มันคือกรอบความคิดแบบการเมืองเก่าที่จะคิดแบบนี้ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นสิบกว่าปีมานี้

“บ้านเมืองเสียหายไปเยอะ ถ้าเราไม่คิดกันอย่างที่มีความจริงใจต่อประชาชน ยังคิดว่าคนนั้นเป็นคู่แข่ง คนนี้เป็นคู่แข่ง แข่งกันขัดแย้งกันจนบ้านเมืองพังทลาย ก็ยังใช้กรอบความคิดอย่างนี้คิดต่อไป ดิฉันไม่แข่งด้วยในเวทีนี้ วิธีนี้”

ประเด็นที่สอง การมองว่าจะเป็นคู่แข่งทางการเมืองจะได้รับนู่นนี่นั่น สำหรับเพื่อไทยเมื่อถึงเวลาต้องเข้าสู่การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยก็ต้องปรับในสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนและรักษาจุดแข็งตัวเอง คือ การที่ทำอะไรยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ส่วนใครจะเป็นผู้นำต่อไป ต้องมาจากการตัดสินใจของพรรคเพื่อให้สามารถดำเนินการเมืองต่อไปได้ ไม่ใช่ว่าตอนนี้จะตัดสินใจอะไรได้

“การทำครั้งนี้ไม่ได้หวังผลให้มีกระแสการเมือง ตัวดิฉันอยู่ในการเมือง 20 ปี ได้ความภาคภูมิใจสูงสุดหมดแล้ว ได้มีโอกาสทำงาน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเครื่องราชฯ เป็นความภาคภูมิใจสูงสุด ไม่ได้อยากได้อะไรเพิ่มเติมเพราะการเมืองในบรรยากาศแบบนี้

“เงื่อนไขรัฐธรรมนูญแบบนี้ การที่จะอาสามารับใช้บ้านเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อเราอาสาประชาชนมาทำงาน ภายใต้บรรยากาศแบบนี้ หากรัฐธรรมนูญนี้ผ่านแทบจะทำอะไรให้ประชาชนไม่ได้ ประชาชนมีทุกข์ก็ทำได้อย่างมากแค่ไปร้องไห้ด้วยกัน บรรยากาศแบบนี้จะมีความสุขได้ไง แค่เวทีเสวนา พูดเรื่องการคุยกันสำนึกตัวเองลดปัญหาบ้านเมืองยังเป็นประเด็นขนาดนี้ ไม่เอื้อให้เกิดความรักสามัคคี อย่าไปคิดว่าดิฉันต้องออกมาสร้างข่าวสร้างเวที อย่าคิดไปไกล”

ถามว่าถูกคนแดนไกลวางตัวให้เป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไปใช่หรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่า ไม่จริง พรรคเพื่อไทยต้องเดินหน้าต่อ สมาชิกก็ต้องเลือกผู้นำ พรรคเองก็ต้องปรับตัวเอง อะไรเป็นจุดอ่อนก็ปรับปรุงตัวเองเพื่อที่จะลดจุดอ่อนให้ได้มากสุด จุดแข็งคือคิดอะไรให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางยิ่งต้องแข็งแรง

ถามต่อว่าหากมีการเสนอชื่อชิงนายกรัฐมนตรีพร้อมรับตำแหน่งหรือไม่ คุณหญิงหน่อย บอกว่า อย่าเพิ่งคิดไปไกล สังคมมองการเมืองเป็นปัญหา เราเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองอยากมีส่วนร่วมคลี่คลายปัญหา แค่คิดยังลำบากเลย ดังนั้นเอาเรื่องบ้านเมือง เอากติกาบ้านเมืองรอดก่อนค่อยคิดทำนู่นนี่

“วันนี้เราจะทำอะไรต้องเกรงใจประชาชน คิดแย่งอำนาจกันวันที่ประชาชนยากลำบาก สู้กันจนบ้านเมืองพังทลาย แล้วยังคิดแย่งอำนาจต่อ คิดแบบนี้ในมิตินี้ดิฉันไม่เอา ไม่คิดจะทำ ท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านเมืองไม่คิดแข่งมีอำนาจวาสนา ควรคิดสร้างบ้านสร้างเมือง อย่าไปคิดการเมือง คิดการบ้านการเมืองให้มากหน่อย ถ้าทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข จะไปแข่งแย่งอำนาจไม่มีใครว่า แต่ถ้ายังคิดบน Paradigm เดิมแบบนี้ ขออนุญาตไม่ไปร่วมคิดร่วมแข่งด้วย”คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

ธรรมาธิปไตยทางออกของประเทศ

กลายเป็นงานหลักสำหรับงานบุญ สร้างวัด สร้างพระ ทั้งในและนอกประเทศที่เพียรทำมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ช่วงที่ติดล็อกทางการเมืองในฐานะสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ซึ่งยังคงทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันที่ไร้พันธนาการทางการเมือง

อีกด้านหนึ่ง คุณหญิงสุดารัตน์ยังสมัครเรียนหลักสูตรปริญญาเอกด้านพุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้สองปีและกำลังจะจบในปีหน้า โอกาสนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ได้ทำวิทยานิพนธ์ เรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ด้วยวิถีพุทธ ภายใต้หัวข้อ “ธรรมาธิปไตยคือทางออกของประเทศ”

ในฐานะที่ถูกมองว่านักการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เราก็ต้องมาสำรวจตัวเองก่อนว่าเราจะลดปัญหาโดยเงื่อนไขตัวเราเองได้หรือไม่ แต่ถ้าฝ่ายเดียวลดก็จะหาทางออกไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างต้องลดเงื่อนไขส่วนที่จะเป็นปัญหา และแสวงหาจุดร่วมกัน ก็จะทำให้เดินไปข้างหน้าได้ ตรงนี้คือหัวใจวิทยานิพนธ์ ซึ่งกำลังศึกษาเรื่องนี้

“เช่น ตอนนี้คนมีความคิดสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งบอก นักการเมืองโกง ซื้อเสียง มาเป็นรัฐบาล แล้วก็ปฏิวัติ เป็นวงจร แสวงหาประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ อีกฝั่งก็บอกว่าวันนี้ถูกกระทำ ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่มีระบบนิติธรรม นิติรัฐ จนเกิดสองมาตรฐาน ก็เป็นความคิดสู้กันตรงนี้ เกิดความร้าวฉานในทุกหน่วยในสังคมจนถึงครอบครัว แต่แท้จริงสองฝ่ายก็แสวงหาประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ แนวคิดแบบนี้เรียกว่าธรรมาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่ศัพท์ใหม่ใครเป็นเจ้าของแต่แรก แต่พระพุทธเจ้าบัญญัติคำนี้มากว่า 2,500 ปี”

คุณหญิงสุดารัตน์ อธิบายว่า ธรรมาธิปไตย คือ การใช้หลักธรรมในการอยู่ร่วมกัน การแก้ไขวิกฤตขัดแย้ง โดยพิจารณาตัวเองเสียก่อน ลดเงื่อนไขอะไรได้ไม่เป็นภาระ ไม่เป็นปัญหา และหาจุดร่วมกันเหมือนกัน ฝ่ายการเมืองต้องไม่คิดถึงตัวเองและพรรคการเมืองตัวเองมากกว่าเรื่องของประชาชน

“สภาพวันนี้เกิดความยากลำบาก ถ้าเรามองว่าอะไรเป็นประโยชน์ของประชาชน แล้วเอาจุดนั้นที่เห็นเป็นจุดร่วมก่อน สงวนจุดต่างไว้ก่อนก็พอคิดจะหาทางออกได้ สิ่งที่ตั้งใจมีเพียงเท่านั้น อย่าได้ระแวง”

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังยืนยันว่าจะเดินหน้าพูดคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อหาทางออกให้ประเทศต่อไป โดยรอเวทีที่ทางภาควิชาการหรือส่วนอื่นๆ จะจัดขึ้น ส่วนใครไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร แต่ก็ต้องถามตัวเองทุกฝ่าย ทั้งเทคโนแครต ผู้มีอำนาจว่าบ้านเมืองเราเสียหายจากวิกฤตความขัดแย้งครั้งนี้ บ้านเมืองยากลำบากขัดแย้งกันจนสูญเสียประชาธิปไตย ทำให้เกิดแรงกดดันต่างๆ กระทบธุรกิจการค้า

“โลกมันคือพื้นที่เดียวกัน มันต้องค้าขายกับต่างชาติ เราปฏิเสธไม่ได้ จะอยู่คนเดียวก็เป็นไปไม่ได้ ทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเดินไม่ได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเห็นปัญหาตรงนี้ ถึงเวลาหรือยังที่จะหาทางออกให้ประเทศอย่างสร้างสรรค์ด้วยสันติวิธี”

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวค่อนข้างตกใจที่ผู้นำการเมืองพรรคเก่าแก่ไม่เห็นด้วย เพราะแนวคิดนี้คือแนวคิดที่นักประชาธิปไตยควรคิด ควรจะแก้ คนมองนักการเมืองเป็นจำเลย แต่หากนักการเมืองไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยวิถีประชาธิปไตย ปล่อยให้เกิดการปฏิวัติและเขียนระเบียบให้เรา ก็เหมือนไม่รักษาเวทีประชาธิปไตย

“เราควรจะเป็นฝ่ายปฏิรูปตัวเอง ปรับปรุงตัวเองเหมือนรักษาประโยชน์ส่วนรวม แปลกใจและตกใจที่ผู้นำพรรคเก่าแก่ไม่เห็นด้วย ไม่แน่ใจว่าไม่เห็นด้วยเพราะข่าวนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่ดิฉันนำเสนอหรือไม่ แต่จริงๆ ข้อเท็จจริงอย่างที่เรียนว่าเวทีเสนอ เราก็เป็นฝ่ายเสนอ แต่เสนอหลายคน และน่าจะเป็นทางออกตามวิถีประชาธิปไตยที่ดี

“หลักที่จะคุย คือ หลักธรรมาธิปไตยที่ดี หลักที่พระพุทธเจ้าสอน การพูดคุยต้องเริ่มจากคิดดี ทำดี พูดดี มีความบริสุทธิ์ใจต่อกัน มีความหวังดีต่อกัน หรือที่เรียกว่า สาราณียธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้หมด คือหลักที่ใช้ถึงปัจจุบันว่า คนที่ถูกมองว่าเป็นจำเลยควรแก้ไขปัญหา” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

กติกา กรงขัง แก้ปัญหาไม่ได้

ร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ กำลังนับถอยหลังสู่วันชี้ชะตา 7 ส.ค.นี้ แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวการเมืองที่ถูกโฟกัสก็หนีไม่พ้นเรื่องของการแสดงความคิดเห็นประเด็นต่างๆ ในร่างรัฐธรรมนูญ ขณะนี้หลายฝ่ายกำลังจับจ้องไปที่ความเคลื่อนไหวของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในฐานะหนึ่งในแกนนำพรรคเพื่อไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ เปิดประเด็นวิพากษ์และแสดงความเห็นต่างพร้อมกับแสดงความเป็นกังวลต่อเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 อยู่หลากประเด็น เริ่มตั้งแต่ อารัมภบท ที่เห็นได้ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ มองว่านักการเมืองเป็นโจทย์ใหญ่ จึงมีการเขียนควบคุมกำกับนักการเมือง กำกับรัฐบาลบนโจทย์ที่ว่านักการเมืองทุจริต นักการเมืองเป็นผู้สร้างความวุ่นวาย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง และรัฐธรรมนูญสามารถปราบทุจริตได้จริง ก็พร้อมที่จะสนับสนุนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ

“แต่เท่าที่ปรึกษาเนื้อหารายละเอียด ก็ตั้งคำถามขึ้นมาว่ามันจะโปร่งใสได้จริงหรือเปล่า เพราะยังมีช่องว่างอยู่มาก และเมื่ออ่านๆ ไปก็พบรู้สึกและสัมผัสได้อีกว่า เรื่องของประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดินที่ต้องการแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน ทำยากมาก ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ตามหรือแม้แต่รัฐบาลปัจจุบันหากรัฐบาลนั้นต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ บอกได้เลยว่าทำงานยาก” คุณหญิงหน่อย แสดงความเห็น

พร้อมกับยกตัวอย่างกติกา หรือกลไกต่างๆ ที่สร้างไว้ที่ทำให้เคลื่อนตัวในการแก้ไขปัญหาประชาชนยาก เช่นในอดีตเหตุผลการทำปฏิวัติยึดอำนาจเมื่อปี 2549 ด้วยการสร้างความบิดเบือน เพื่อให้เกิดภาพพจน์ที่เสียหายและเป็นข้ออ้างในการล้มรัฐบาล หนึ่งเรื่องนั้นคือ รัฐบาลไทยรักไทยสมัยนั้นขายชาติ ด้วยเรื่อง “การเจรจาเขตการค้าเสรี” (Free Trade Area) จนนำไปสู่การยึดอำนาจและการเขียนรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยมาตรา 190 ที่ได้ร่างขึ้นมานั้น กำกับรายละเอียดมากมาย ว่าใครจะเซ็นสัญญาการค้าระหว่างประเทศบ้าง ต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้างเยอะแยะไปหมด

จนกระทั่งรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศขณะนั้น ซึ่งไม่ใช่พรรคไทยรักไทย ต้องกลับเข้ามาขอแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 190 นั้น เพราะท้ายที่สุดมันไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ นี่คือสัจธรรม แล้วรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้นที่เขียนกำกับไว้มากมาย และไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ด้วยแล้วถามว่าหากวันหนึ่งที่รัฐบาลเขามาบริหารแล้วเจอปัญหาที่อยู่ภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร

คุณหญิงสุดารัตน์ อธิบายต่อไปว่า ร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 เขียนเนื้อหาที่ต้องอาศัยการตีความ ให้อำนาจองค์กรกลาง องค์กรอิสระ และศาลต่างๆ ให้มากำกับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลมาก ซึ่งเป็นการให้อำนาจโดยไม่มีการถ่วงดุล และในที่สุดก็จะก่อเกิดปัญหา เช่น 3 องค์กรอิสระที่มีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านแตกต่างกัน ประชุมกันแล้วมีมติระงับยับยั้งเรื่องที่รัฐบาลกำลังจะทำในบางเรื่อง บางนโยบายได้

แต่ถามว่าหากนโยบายนั้นเป็นสิ่งจำเป็น ที่เราเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเจริญของประเทศ ประเทศต้องมีการพัฒนาแล้วจะไปห้ามได้หรือ มันก็ต้องทำ เช่น เรื่องรถไฟฟ้าความเร็วสูง ที่ในอดีต มีมติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญระงับไม่ให้สร้าง ตุลาการบางคนบอกว่าไปทำถนนดินลูกรังก่อน ในที่สุดรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ก็ต้องพยายามเดินหน้าผลักดันให้เกิดขึ้น เพราะเล็งเห็นถึงความจำเป็น

คุณหญิงหน่อย กล่าวย้ำว่า การเขียนรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจองค์กรอิสระมาก แต่สิ่งที่ยังไม่ได้ใส่ไปคือการตรวจสอบถ่วงดุล ถ้าองค์ความรู้พื้นฐานของแต่ละองค์กรอิสระต่างกัน มองกันคนละมุม แล้วจะเดินยังไง การที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนให้ยาก สุดท้ายจะกลับมาเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ เป็นอุปสรรคการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ นี่คือความห่วงใย มันจะทำให้การพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดขึ้นไม่ได้ หรือหากเกิดได้ ก็จะเกิดยากมาก

“ดิฉันห่วงประเทศตรงที่ว่าการสร้างกฎกติกาที่เป็นกรงขัง มันไม่ได้แก้ปัญหาได้”

ส่วนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่คุณหญิงสุดารัตน์ เห็นว่าเป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยได้ยกตัวอย่างเรื่องโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ว่า วันนี้หลักการของ 30 บาท เดิมรัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 42 บอกว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และสิทธิที่เสมอกัน ทั่วถึง มีประสิทธิภาพ” มันเป็นหัวใจสำคัญ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกทำให้เพี้ยนและผิดจากหลักการไปเยอะ มันไม่ใช่โครงการประชานิยมที่จะไปแข่งกันรักษาฟรี แต่เป็นโครงการที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณ และให้โอกาสประชาชนในการเข้าถึงการรักษาอย่างทัดเทียมและมีประสิทธิภาพ

แต่วันนี้ในร่างรัฐธรรมปี 2559 ที่เขียนเรื่องรักษา 30 บาท โดยตัดคำว่า “สิทธิเสมอกันในการรับบริการสาธารณสุข” ซึ่งสิ่งที่หายไปตรงนี้ จะทำให้เกิดปัญหา และในนัยส่วนหนึ่งคือเรื่องประสิทธิภาพ เพราะสิทธิที่เสมอกัน และประสิทธิภาพ

คุณหญิงหน่อย กล่าวอีกว่า ความเสมอกัน คือ ความทัดเทียม เพราะจริงๆ แล้วหลักการของการรักษาโรค 30 บาท คือเราไม่ได้ต้องการที่จะให้มีสิทธิ 2 ระดับ ไฮคลาส กับ โลว์คลาส แต่เราต้องการสิทธิทัดเทียม และเสมอภาค หลักการที่สำคัญคือคนไทยทุกคนต้องได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมกัน ถามว่าการเขียนแบบนี้จะทำให้กลับไปในอดีตหรือไม่ ที่จะมีบัตรที่เรียกว่า “บัตรอนาถา” และประชาชนต้องไปแสดงตัวเป็นผู้ยากไร้หรือไม่ นั่นแสดงให้เห็นคือความไม่ทัดเทียม

นอกจากนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ยังได้พูดถึงเนื้อหาในส่วนของ “ศาสนา” ด้วยว่าศึกษาอย่างละเอียดพบว่า กระทบเยอะมากและต้องเกิดการตีความอยู่หลายข้อ เช่น ตามรัฐธรรมนูญเดิมปี 2540 และ 2550 ที่เขียนว่า “รัฐต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดีและสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกของทุกศาสนา รวมการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อส่งเสริมคุณธรรมและคุณภาพชีวิต”

แต่ร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 เขียนว่า “ต้องส่งเสริมความเป็นรัฐพึงอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา และเขียนว่ารัฐพึงส่งเสริมการศึกษาและการเผยแพร่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท” ซึ่งยอมรับว่าตกใจมากเพราะเป็นครั้งแรกที่เขียนระบุเฉพาะ “เถรวาท” ซึ่งจะถูกตีความเพราะเดิมส่งเสริมทุกศาสนา วันนี้กลับมากำหนดแค่พุทธศาสนาเถรวาท มันก็จะมีปัญหา

“เแค่ศาสนาพุทธด้วยกันก็มีปัญหาแล้ว นอกจากนิกายเถรวาทก็ยังมีนิกายมหายานอีก เช่น วัดเล่งเน่ยยี่ วัดญวน และวัดพุทธอื่นๆ ทั่วโลกอีกมากที่เป็นนิกายมหายาน อีกทั้งเรายังเป็นศูนย์กลางศาสนาพุทธ เราต้องรับทั้งพุทธมหายานและพุทธเถรวาท เวลาประชุมพระพุทธศาสนาในประเทศไทยก็มีทุกปี แต่รัฐธรรมนูญมาเขียนแบบนี้จะลำบาก”

คุณหญิงสุดารัตน์ สำทับปัญหาอีกว่า พุทธศาสนาในนิกายมหายานเมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนทั้งที่เป็นหลักธรรมที่ควรสนับสนุนเช่นกัน รวมถึงศาสนาอื่นด้วย ไม่ว่าจะศาสนาคริสต์ อิสลาม หรือโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม โรงเรียนสอนศาสนาคริสต์ โรงเรียนสอนศาสนาพุทธนิกายมหายาน ถ้าไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างนี้มันจะเกิดผลเสีย ตามมาอีกมา

“สุดท้ายเราเข้าใจว่าหลักการเขียนแบบข้อกฎหมายคือรูปแบบหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ได้คำนึงถึงผลที่จะเกิดตามมา เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญยังมีปัญหาอีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องประชารัฐ เรื่องเกษตรกร ซึ่งเรื่องเหล่านี้ควรจะต้องศึกษาและได้วิพากษ์เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อไป ไม่ควรจะถูกปิดกั้น”คุณหญิงหน่อย ระบุ

 

“เกียรติศักดิ์ กีรติยากรสกุล” ปรากฏการณ์ใหม่แท็กซี่ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2559 เวลา 19:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/440571

"เกียรติศักดิ์ กีรติยากรสกุล" ปรากฏการณ์ใหม่แท็กซี่ไทย

โดย…วรธาร ทัดแก้ว

นักธุรกิจหนุ่มวัย 37 วิสัยทัศน์ไกลและใจกล้า เรย์-เกียรติศักดิ์ กีรติยากรสกุล เจ้าของและผู้ก่อตั้งบริษัท เค.พี.เอ็น. มอเตอร์ คาร์ ผู้นำธุรกิจยานยนต์ครบวงจรที่คนไทยรู้จักดีกับการผุดโครงการแท็กซี่ วีไอพีที่ปรับลุคให้กับแท็กซี่ใหม่ ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและภายในที่แตกต่างจากแท็กซี่ทั่วไป แค่ปีแรกก็ประสบความสำเร็จเกินคาด สามารถจำหน่ายแท็กซี่ได้ 300 คัน ทั้งที่ตั้งเป้าแค่ปีละ 50 คันเท่านั้น

ทุกวันนี้ธุรกิจยานยนต์ของเขามีครบวงจร ทั้งจำหน่ายยางรถยนต์ ผลิตและจำหน่ายแท็กซี่ รับจัดไฟแนนซ์รถยนต์ สินเชื่อแท็กซี่ ตัวแทนขายประกันภัย พ.ร.บ.รถยนต์ทุกชนิด ติดตั้งระบบก๊าซรถยนต์ให้กับดีลเลอร์รถยนต์โตโยต้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ควบคุมน้ำมัน KPN E85 ขยายธุรกิจจำหน่ายรถแท็กซี่ร่วมกับ บริษัท โตโยต้า 45 สาขา

รวมทั้งสร้างศูนย์บริการยางรถยนต์มาตรฐาน 2 สาขา และจำหน่ายยางแบบออนไลน์ทั่วประเทศในชื่อ Yang Guru รวมทั้งได้รับสิทธิการขายแต่งตั้งเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์มือสองทุกชนิดจากโตโยต้าชัวร์ 3 สาขา พร้อมเป็นผู้จำหน่ายยางรถยนต์ให้กับบริษัท โตโยต้า 30 สาขา 5 จังหวัด นอกจากนี้ ยังทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บ้านเดี่ยว ที่ดิน อาคารพาณิชย์ เพื่อขายและให้เช่าอีกด้วย

นี่คือชีวิตปัจจุบันของนักธุรกิจหนุ่มจากเมืองหลวง แต่ในอดีตใครบ้างจะรู้ว่าเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง มันช่างมากมายหลากหลายรสชาติ โดยเฉพาะกับการพบกับจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตที่นำพาให้เขาก้าวสู่การทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จในปัจจุบัน

เรย์ได้ย้อนอดีตชีวิตให้ฟังว่า เขาเกิดในครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็มีความเป็นอยู่ที่ดี พ่อเป็นดอกเตอร์เจ้าของธุรกิจโรงเรียนอาชีวศึกษาและแม่เป็นครู แต่อยู่มาวันหนึ่งเกิดวิกฤตธุรกิจจนต้องเลิกกิจการ ขณะที่เขาย้ายโรงเรียนเพื่อช่วยลดภาระครอบครัว

“ช่วงแรกกิจการก็ไปได้ดีนะ แต่ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจหรือด้วยปัจจัยอื่นใดผมก็จำไม่ได้ โรงเรียนเริ่มมีหนี้สิน ไม่มีเงินทุนมาหมุน ติดหนี้แบงก์หลายล้าน และบ้านจะถูกยึดด้วย นอกจากผมต้องย้ายโรงเรียนแล้ว เลิกเรียนยังไปทำงานที่ร้านเคเอฟซีทุกวัน กว่าจะกลับบ้านก็สี่ห้าทุ่ม ค่าแรงชั่วโมงละ 23 บาท ทำ 6-8 ชั่วโมง/วัน ตกเดือนละ 6,000 บาท ก็เอารายได้นี้มาดูแลตัวเอง เพราะไม่อยากขอพ่อแม่ซึ่งท่านลำบากมากแล้ว”

จากสภาพความเป็นอยู่ที่ดี จากสูงแล้วรูดลงต่ำสุด ใครที่เจออาจต้องท้อแท้และหมดกำลังใจสู้ แต่เรย์กลับไม่คิดอย่างนั้น เพราะสิ่งที่เขาคิดในหัวตลอดคือ “การปลดหนี้” ให้ครอบครัว และเลี้ยงพ่อแม่ให้สุขสบายเหมือนที่ทั้งสองเคยเลี้ยงเขามา

หลังจบมัธยมปลาย เรย์สอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พร้อมกับการทำงานเป็นเซลส์แมนขายอะไหล่รถยนต์จากการชักชวนของญาติ ทำให้ได้เรียนรู้การค้าการขายอะไหล่รถยนต์ทุกขั้นตอน ประกอบกับเป็นคนขยัน ซื่อสัตย์ อดทน จึงได้รับไว้วางใจจากเจ้าของให้ดูแลรับออร์เดอร์ ทำบัญชีสินค้า ติดต่อจัดหาสินค้ากับซัพพลายเออร์ ดีล
กับโรงงานผลิต เป็นต้น ส่งผลให้รู้ช่องทางติดต่อค้าขายตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งก็คืออู่ซ่อมรถ อู่แท็กซี่ ร้านค้าปลีกทั่วไป แต่ด้วยความที่ทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลา ทำให้ต้องเลิกเรียนในที่สุด ขณะอยู่ปี 2

“ทำงานจนไม่มีเวลาจึงไปดร็อปและที่สุดก็เลิกเรียน แต่ทำปีกว่าๆ ก็ต้องลาออกจากงานตอนนั้นอายุ 21 มาเปิดร้านขายอะไหล่รถยนต์ของตัวเองยี่ห้อโตโยต้านำเข้าจากจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น ในปี 2543 ด้วยทุน 5 หมื่นบาท ทำเองทุกอย่าง ทั้งสั่งของ รับสินค้า สต๊อก แพ็ก ส่งของ ทำราคา แต่สิ่งที่ผมยึดตลอดคือความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าและความขยันอดทน ทำให้ปลดหนี้ได้ใน 4 ปี จากนั้นก็เริ่มสร้างตัวเก็บเงินจนปี 2548 ซื้อที่ดิน 1 ไร่ ย่านเลียบทางด่วนรามอินทรา ปลูกบ้าน สร้างโกดังขยายธุรกิจมาเป็นผู้จำหน่ายยางรถยนต์ กิจการโตขึ้นเรื่อยๆ จนปี 2551 ก็ทำแท็กซี่ (โตโยต้า) ขายและยกระดับเป็นแท็กซี่วีไอพี (KPN Taxi VIP) ตั้งแต่ปี 2557 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน”

นักธุรกิจหนุ่มวิสัยทัศน์ดี ให้เหตุผลของการทำแท็กซี่วีไอพี ว่า เพราะแท็กซี่ส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่การผลิตแต่แรก ไม่ว่าจะเรื่องสีที่ใช้สีคุณภาพต่ำ เรื่องออปชั่นต่างๆ เช่น เกียร์ที่ยังใช้เกียร์กระปุก ระบบติดตั้งแก๊สที่ไม่ได้มาตรฐานสากล ระบบมิเตอร์ที่ยังปรับจูนได้ รวมถึงไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ระบบจีพีเอสติดตามรถหาย เครื่องรูดบัตรเครดิต เป็นต้น แต่วีไอพีมีพร้อมและได้มาตรฐาน เป็นการเปลี่ยนลุคแท็กซี่ใหม่ ใครเห็นก็อยากนั่ง พร้อมกันนั้นยังเน้นฝึกมารยาท ภาษา หลักในการบริการลูกค้าให้กับคนที่ซื้อแท็กซี่วีไอพีด้วย

“เราทำซูเปอร์แท็กซี่โดยคนขับเป็นผู้ชาย นอกจากต้องบริการด้วยมิตรภาพและจรรยาบรรณที่ดีแล้ว เรายังทำข้อตกลงว่าคุณจะต้องไม่ปฏิเสธผู้โดยสาร พร้อมกันนี้เรายังทำเลดี้แท็กซี่คนขับเป็นผู้หญิงตอนนี้มีประมาณ 10 กว่าคัน เปิดตัวไปเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา โดยเราทำตรงนี้เพื่อเป็นการตอบแทนสังคมและต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แท็กซี่ไทยที่มักมีปัญหาภาพลักษณ์ไม่ดีอยู่เป็นระยะเกี่ยวกับคนขับแท็กซี่” เจ้าของแท็กซี่วีไอพีทิ้งท้าย