เถียงบนข้อมูลที่ผิดพลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2559 เวลา 17:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/440315

เถียงบนข้อมูลที่ผิดพลาด

“ทั้งหมดเป็นข้อเรียกร้องพื้นฐานมาก เพียงแต่หลายคนไม่มีความเข้าใจ มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อคนเมียนมา ใจดำและเห็นแก่ตัวมากเกินไป เราต้องยอมรับว่า สังคมที่อยู่กันอย่างสงบสุข ต้องมีความใจกว้าง คบคนมาก เข้าใจคนมาก คุณก็จะได้รับสังคมที่ดีกว่า ที่ผ่านมาเราเองนั่นแหละที่เริ่มต้นไปดึงชาวเมียนมาเข้ามาทำงาน ต้องการเขาจนเกิดขบวนการหากินกับเรื่องเหล่านี้แบบผิดกฎหมาย

คนไทยไม่รู้จักตัวเองดีพอ ถกเถียงบนข้อมูลที่ผิดพลาด เช่น เรื่องแรงงานเมียนมาไม่เสียภาษีให้รัฐ ทั้งที่ข้อเท็จจริง เสียทั้งทางตรงและทางอ้อม ถูกเรียกเก็บจากสินค้าและบริการต่างๆ เท่าคนไทย ส่วนทางตรงพวกเขามีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องจ่ายให้สรรพากร ซึ่งก็เหมือนคนไทยจำนวนมากเช่นกัน

ใครมีรายได้บนแผ่นดินนี้มากก็เก็บมาก มีน้อยก็เก็บน้อย ภาษีไม่ได้เลือกชนชั้น คนที่ไล่เขาวันนี้ ไม่ใช่พวกผู้ประกอบการหรือนายจ้างที่ได้คลุกคลีและเห็นว่าแรงงานพวกนี้คือคนสำคัญ”

– สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์

อ่านบทสัมภาษณ์ : ดราม่าไล่แรงงานเมียนมา เมื่อคนไทย “ไม่เข้าใจ” เพื่อนบ้าน

 

ยุครัฐบาล คสช. ไม่มีละเมิดสิทธิมนุษยชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2559 เวลา 13:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/440211

ยุครัฐบาล คสช. ไม่มีละเมิดสิทธิมนุษยชน

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ, วิรวินท์ ศรีโหมด

สถานการณ์การเมืองในห้วงเวลาก่อนถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 7 ส.ค.เป็นไปด้วยความระทึกมีการเรียกร้องให้เปิดพื้นที่แสดงความเห็นจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญกันอย่างเสรี มีการเคลื่อนไหวกันคึกคักทั้งการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ การใช้สื่อโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์ทั้งกลุ่มนักศึกษา นักวิชาการ พรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองที่เห็นต่าง โดยเฉพาะกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่พยายามออกมาตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ

ภาระหนักยามนี้ จึงตกอยู่ที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อย (คสช.) ที่จะควบคุมไม่ให้เกิดความปั่นป่วนลุกลามจนกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลและ คสช.เอง พ.อ.วินธัย สุวารี ในฐานะโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ถึงสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ว่า ความเคลื่อนไหวนักการเมืองที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในช่วงนี้มั่นใจว่า ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรเกินกว่าที่ประเมินไว้ และมั่นใจไม่กระทบต่อการลงประชามติ

“2 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของบ้านเมือง วันนี้หากเทียบกับก่อนวันที่ 20 พ.ค. 2557 เห็นได้ชัดถึงความแตกต่าง แต่ในช่วงการทำประชามติขณะนี้มีความหลากหลายทางความคิด ประชาชนให้ความสนใจกันมากนั่นแสดงให้เห็นว่าประเทศมีมิติของความก้าวหน้าไปเรื่อยๆ

การมีเสียงวิจารณ์บ้างเป็นเรื่องปกติ ความแตกต่างทางความทางความคิด ถือเป็นความสวยงามของประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง ซึ่งก่อนที่ คสช.จะเข้ามามีความขัดแย้ง ความรุนแรงเกิดขึ้น แต่ตอนนี้ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง จึงเป็นเหมือนความสวยงามของธรรมชาติประชาธิปไตย เพราะทุกคนสามารถมีความคิดเห็นได้ โดยไม่มีความวุ่นวาย”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการดูแลบ้านเมืองจึงต้องมีความยืดหยุ่น เพื่อทำให้ประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าได้ มั่นใจว่าทุกอย่างไม่มีอะไรเกินไปจากที่ประเมินไว้ คสช.รับมือได้ เพราะได้ทำงานในลักษณะมีความอ่อนตัว โดยเฉพาะเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งพยายามนำเสนอข้อมูลให้รอบด้านให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ

“จะเห็นว่าเราพยายามใช้กฎหมายแบบค่อยเป็นค่อยไป ด้วยวิธีการขอความร่วมมือ หรือวิธีการที่หลายคนเข้าใจว่าเรียกมาปรับทัศนคติ ซึ่งมันไม่ใช่และเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ มีเสียงสะท้อนว่าเป็นการทำงาน แก้ปัญหาแบบซ้ำซาก เดิมๆ ใช้ข้อกฎหมายมากเกินไปบ้าง ดังนั้น กลยุทธ์หลักของเราจึงกลับมาใช้กระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมายจริงๆ”

อย่างไรก็ตาม ยังมองว่ามาตรการเชิญมาพูดคุยคือความเหมาะสมที่สุด อยากให้สังคมมองย้อนกลับไปด้วยว่าสิ่งที่ คสช.ต้องคุยกับคนนี้เพราะอะไร แล้วสังคมตัดสินว่ามันเหมาะสมหรือไม่ แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่พยายามใช้มาตรการต่างๆ เท่าที่จำเป็น ส่วนจะเข้าข่ายการปลุกระดมหรือไม่ต้องพิจารณาจากเจตนาและเปรียบเทียบว่าจะผิดเงื่อนไขทางกฎหมายหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ความรู้สึกหลายคนคิดว่าไม่เหมาะสมกับในห้วงเวลานี้ ดังนั้นการจุดประกายสิ่งที่ดูเป็นด้านลบกับสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเคลือบแคลง จึงยังไม่ใช่เวลานี้

พ.อ.วินธัย ยังได้ฉายภาพเจตนาของคนบางกลุ่มที่พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงว่า ตอนนี้มีบางคนพยายามบิดเบือนให้เกิดความรู้สึกในแง่ลบต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐและ คสช.กับ ต่างประเทศมากขึ้น เป็นความพยายามให้ต่างประเทศเข้ามาแสดงความกังวล กดดัน ซึ่ง คสช.ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาอะไร ไม่กังวลหรือกดดันทั้งสิ้น เพราะมีองค์กรต่างๆ ที่ทำหน้าที่ประสานงาน ทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ท่าทีประเทศต่างๆ ต่อ คสช. หรือรัฐบาลถือว่าดีขึ้นเป็นลำดับ ไม่มีประเทศไหน ที่เสียมารยาททางการทูตหรือไม่ให้กำลังใจประเทศไทยในการเดินไปข้างหน้า แต่เมื่อมีบุคคลบางกลุ่มพยายามไปขอความช่วยเหลือ ร้องเรียน หรือเปิดประเด็นแบบมีนัยคิดว่าต้องเข้าใจประเทศเหล่านั้นว่ารู้สึกอึดอัดบ้าง ที่มีคนมาฟ้องและต้องรับฟังแต่โดยทั่วไปก็ไม่สามารถที่ไปยุ่งอะไรมากได้ คสช.เข้าใจว่าแต่ละประเทศเข้าใจถึงการตัดสินใจการบริหารราชการของไทย และพยายามอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เพราะเป็นคนกลางที่รับฟังทั้งสองฝ่าย

“ความพยายามของคนบางกลุ่มจะดึงเอาต่างชาติเข้ายุ่งกิจการภายในประเทศนั้น ต่างประเทศ และสังคมจะเข้าใจว่าเป็นเพียงแค่การจินตนาการที่ประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยคำพูด ไม่มีหลักฐานหรือองค์ประกอบใดที่จับต้องได้ ผมยืนยันได้ว่ายุครัฐบาล คสช.ไม่มีเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน จะมีก็เพียงแค่คนบางกลุ่มที่พยายามไปชี้นำในลักษณะของจินตนาการคาดเดาโดยที่ไม่มีหลักฐาน”

โฆษก คสช.ยังได้แสดงความมั่นใจว่า กว่า 2 ปีที่ผ่านมาการทำงานของ คสช.มีพัฒนาการและสังคมสามารถสัมผัสได้ในทุกมิติทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา ต่างประเทศ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมปทั้งสิ้น

ระยะแรก คสช.จะแก้ปัญหาเรื่องเร่งด่วนความเดือดร้อนของประชาชน และให้ความสำคัญเรื่องความสงบเรียบร้อย ขณะนี้คือช่วงที่ 2 ได้เดินหน้าทำงานคือ 1.สนับสนุนงานรัฐบาลให้เดินหน้าได้ตามโรดแมปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 2.ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และ 3.การรักษาความสงบเรียบร้อย

ในห้วงเวลานี้ระยะที่ 2 นอกจากรัฐบาลจะดำเนินงานการบริหารราชการแผ่นดิน จัดทำนโยบาย โครงการต่างๆ แล้ว ก็กำลังมุ่งไปสู่ช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะมีสิ่งที่เข้ามากระทบอยู่บ้าง การทำงานของรัฐบาล หรือ คสช.อยู่บ้าง เช่น กระบวนบางกลุ่มที่มีความเห็นไม่ตรงกับ คสช.และพยายามที่จะหาจุดมาลดความน่าเชื่อถือไม่ว่าจะ คสช. รัฐบาล หรือ กรธ.ก็ตาม

“เราต้องให้ความสำคัญการประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริงในทุกมิติ แม้แต่เรื่องเศรษฐกิจที่มักจะถูกนำไปบิดเบือนว่าเศรษฐกิจไม่ดีผลมาจาก คสช. หรือคำจำกัดความที่ว่า ‘ไม่เป็นประชาธิปไตย’ บ้าง ไม่ได้รับความร่วมมือจากต่างประเทศบ้าง สิ่งเหล่านี้คือเจตนาของคนบางกลุ่มอาศัยสภาพแวดล้อมเป็นเหตุในการนำเสนอข้อมูลให้สังคม เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ คสช. รัฐบาล จะตั้งเป้าหมายหรือดำเนินโครงการ กิจกรรมอะไร จะมีเสียงสะท้อนที่ไม่สร้างสรรค์และไม่เหมาะสมกับห้วงเวลาอยู่ตลอด แต่เชื่อว่าทุกอย่างผ่านไปได้ดี” พ.อ.วินธัย กล่าวทิ้งท้าย

 

“ปลดล็อคผู้เสพยาจากคำว่าอาชญากร” นับหนึ่งใหม่นโยบายยาเสพติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2559 เวลา 14:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/439755

"ปลดล็อคผู้เสพยาจากคำว่าอาชญากร" นับหนึ่งใหม่นโยบายยาเสพติด

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล /ภาพ…กิจจา อภิชนรจเลข

คล้อยหลังพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ประกาศเตรียมจะทบทวนให้เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ออกจากบัญชียาเสพติด ส่งผลให้ประชาชนมากออกมาโจมตีแนวคิดดังกล่าวกันอย่างดุเดือด บ้างเชื่อว่าจะเปิดเสรีให้ซื้อขายยาบ้าถูกกฎหมาย บ้างกังวลว่าอาชญากรรมจะล้นเมือง กระแสไม่พอใจลุกลามปานไฟป่าในฤดูร้อน

ท่ามกลางความสับสนมึนงง วีระพันธ์ งามมี เลขานุการมูลนิธิโอโซน องค์กรที่ทำงานด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด ผู้เกาะติดนโยบายปราบปรามยาเสพติดของเมืองไทยของมานานนับสิบปี ยืนยันเสียงดังฟังชัดว่า นี่เป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด สะท้อนถึงความไม่รู้ ไม่เข้าใจ และไม่ศึกษาหาข้อมูล

วันนี้เขาจะมาพูดถึงนโยบายปราบปรามยาเสพติด เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เบื้องหลังคำพูดอันลือลั่นของรัฐมนตรี มีข้อเท็จจริงหลายประการที่สังคมควรรับรู้

ประกาศสงครามยาเสพติด…สำเร็จหรือล้มเหลว?

ย้อนกลับไปในอดีต ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ยาเสพติด” ถูกมองว่าเป็นภัยร้ายหมายเลขหนึ่งของสังคม

ตั้งแต่ข่าวการจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดพร้อมของกลางกองมหึมา คนคลุ้มคลั่งใช้มีดจ่อคอตัวประกัน สิบล้อตีนผีฉี่ม่วงคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์บนท้องถนน โจรผู้ร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญเพื่อนำเงินไปซื้อยาเสพติด ทำให้รัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าต่างงัดนโยบายขึ้นต่อสู้ ภายใต้แนวคิด ‘ความไม่สามารถอดทนได้ต่อปัญหายาเสพติด’ (Zero Tolerance) และ ‘ลงโทษอย่างรุนแรง’ (Punitive Approach)

กระทั่งปี 2546 ถึงจุดพีคสุด เมื่อรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศสงครามกับยาเสพติดเป็นครั้งแรก ด้วยมาตรการปราบปรามอันเด็ดขาดรุนแรง ส่งผลทำให้ภายในปีนั้นปีเดียวมีผู้เสียชีวิตถึง 2,873 ศพ จำนวนคดีเกี่ยวกับยาพุ่งสูงขึ้นนับแสนคดี ผ่านไป 13 ปี สถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดยังคงทวีความรุนแรง ปัจจุบันมีผู้ติดยาเสพติดถึง 2 ล้านคน มีคดีเข้าสู่กระบวนการชั้นศาลถึง 1.8 แสนคดี มีนักโทษคดียาเสพติดทั่วประเทศกว่า 300,000 คน รัฐบาลต้องใช้งบประมาณเกี่ยวกับยาเสพติดสูงถึง 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปี ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นแล้วว่า นโยบายการใช้ “กำปั้่นเหล็ก” นั้นไม่ได้ผล

วีระพันธ์ บอกว่า กฎหมายยาเสพติดที่ล้าหลังเป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม มากกว่าตัวยาเสพติดเสียอีก

ที่ผ่านมามีการสร้างภาพให้ยาเสพติดดูน่ากลัวเกินจริง วาทกรรมที่ว่า ‘ยาเสพติดเป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม’ ทำให้ใครก็ตามที่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดถูกมองว่าเป็นคนเลวชั่วช้า เป็นอาชญากร สมควรต้องใช้กฎหมายรุนแรงลงมาโทษ ประหารชีวิต ไม่ก็ให้ติดคุกนานๆ ปัญหาคือแทนที่จะเป็นปลาใหญ่อย่างผู้ผลิตและผู้ค้ารายใหญ่ กว่า 90 % กฎหมายถูกบังคับใช้กับพวกปลาซิวปลาสร้อย เช่น ผู้เสพธรรมดาๆ คนกลุ่มนี้ควรได้รับการบำบัดรักษามากกว่าส่งเข้าเรือนจำ เจตนารมณ์ของพรบ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มองว่าผู้เสพยาเสพติดคือผู้ป่วยไม่ใช่อาชญากร ดังนั้นควรต้องให้การดูแลรักษา แต่ในทางปฏิบัติเมื่อกฏหมายยังเขียนไว้ว่าการเสพยาเสพติดมีความผิดทางอาญา มีโทษจำคุก นั่นก็ไม่ต่างกับต้องจับเขาเข้าคุกก่อนแล้วค่อยส่งตัวไปบำบัด

การจับไปขังคุกไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย อาจทำให้เขาไปเรียนรู้วิธีก่ออาชญากรรมที่รุนแรงมากขึ้น เช่น ถ้าเป็นผู้เสพยาถูกจับเข้าไปอยู่ในคุก เจอพรรคพวกที่เสพเหมือนกันและคุยกันว่าไปซื้อยาที่ไหน ราคาเท่าไหร่ จากเสพก็พัฒนากลายเป็นขาย หรือไปเรียนรู้วิธีก่ออาชญากรรมอื่นๆ เช่น ลักขโมยปล้นจี้ชิงทรัพย์ ไปมีเครือข่าย พอออกจากคุกก็ไม่สามารถกับมาใช้ชีวิตปกติได้ เพราะถูกสังคมตีตราไปแล้วว่าเป็นขี้คุก ขี้ยา สุดท้ายไปไหนไม่ได้ก็ต้องกลับสู่วงจรยาเสพติด

วีระพันธ์ กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลกำลังทำสงครามช่วงชิงทรัพยากรบุคคลก็ถือว่าพ่ายแพ้ เพราะสิ่งที่ทำอยู่คือการผลักไส ถีบคนเหล่านี้กลับสู่อ้อมกอดของเครือข่ายอาชญากรรม

รัฐบาลต้องตาสว่าง

ความเข้มงวดในการใช้กฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกกลุ่มโดยไม่จำแนกแยกแยะ ก็นับเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหานักโทษล้นเรือนจำ

วีระพันธ์บอกว่า ขณะนี้กำลังจะมีการจัดทำร่างประมวลอาญาพรบ.ยาเสพติด พ.ศ.2522 ใหม่ โดยจะมีการจำแนกแยกแยะผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มผู้มีบทบาทนำ เช่น ผู้ผลิต ผู้ค้า หรือคนที่ได้ประโยชน์จากธุรกิจยาเสพติด 2.กลุ่มที่มีบทบาทรอง เช่น ผู้ขนลำเลียงยาเสพติด 3.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ นั่นคือ ผู้เสพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในวงจรนี้

กลุ่มที่ควรให้ความสำคัญที่สุดคือกลุ่มที่ 3 นั่นคือผู้เสพ ซึ่งมีจำนวนเยอะสุด คนเหล่านี้เปรียบเสมือนผู้ได้รับผลกระทบ หรือเหยื่อ เราต้องมองคนกลุ่มนี้ใหม่ ทำยังไงให้เขากลับมาอยู่ข้างเรา อย่าไปมองว่าการเสพยาเป็นอาชญากรรม แต่ถ้าเสพยาแล้วไปก่ออาชญากรรมอย่างอื่น เช่น ทำร้ายคน จี้ปล้น ตรงนั้นมีความผิดที่กฎหมายอื่นรองรับอยู่แล้ว เรื่องใหญ่ที่สำคัญที่สุดคือ การทำความเข้าใจต่อสาธารณะ เปลี่ยนมุมมองต่อผู้เสพหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้ เพื่อให้เขามีพื้นที่ยืน และกลับมาใช้ชีวิตปกติคืนสู่สังคม โดยไม่ต้องรอให้เขาเลิกยา ทุกคนอยากเห็นเขาปลอดจากยาเสพติดด้วยกันทั้งนั้น แต่มันมีกระบวนการซึ่งต้องใช้ระยะเวลากว่าจะไปถึงจุดนั้น ถ้าในประมวลกฎหมายยังกำหนดให้เขาเป็นอาชญากร มีความผิดทางอาญา ก็จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาระบบบำบัดรักษาและฟื้นฟูคนเหล่านี้

ยกเครื่องใหม่ นโยบายยาเสพติด

ในฐานะผู้ทำงานเกาะติดสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดมานานนับสิบปี วีระพันธ์มองว่า ท่ามกลางกระแสสังคมที่กำลังพูดถึง รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้หันมาทบทวนอย่างจริงๆจังๆว่า ที่ผ่านมานโยบายยาเสพติดแนวทางเดิมนั้นประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว หากจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใหม่ จะต้องเริ่มต้นศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจอย่างไร เพื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการคลี่คลายปัญหาอย่างยั่งยืน

“ณ วันนี้ กระแสโลกให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยคำนึงถึงเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ คำนึงถึงเรื่องของสุขภาพ คำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน ผมคิดว่าเรื่องใหญ่ที่สุดคือ การปลดล็อคผู้เสพหรือผู้ได้รับผลกระทบออกจากคำว่า ‘อาชญากร’ รัฐมีมาตรการอื่นๆที่ดีกว่า สร้างสรรค์กว่า และเป็นมิตรกว่ามาใช้ควบคุม การปลดล็อคตรงนี้จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำให้คนเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการดูแลบำบัดรักษา และเปิดโอกาสนำมาตรการใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพนำมาใช้ เช่น มาตรการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด ซึ่งเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่จะทำให้ผู้เสพยากับครอบครัวสามารถเปิดอกพูดคุยกันได้ ทำให้ผู้เสพยากับชุมชนคุยกันได้ ไม่เหมือนกับที่ผ่านมาที่พอรู้ว่าคนในครอบครัวติดยาก็ตื่นตระหนก ทำเหมือนมีอาชญากรอยู่ในบ้าน อาย บอกใครไม่ได้ ชุมชนก็ไม่กล้าพูดว่ามีคนใช้ยา เพราะมัวแต่ห่วงเรื่องการเป็นชุมชนสีขาว ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการเขี่ย ผลักไสออกไป

การเปลี่ยนทัศนคติของสังคมให้มองผู้เสพยาเสียใหม่ มองว่าเขาเป็นเหยื่อ เป็นผู้ป่วย เป็นลูกหลานที่เราต้องดูแลรักษา ไม่ใช่มองว่าเขาเป็นคนเลว เป็นอาชญากรน่ารังเกียจ น่ากลัว ชั่วร้าย รัฐบาลต้องใช้ช่องทางของรัฐ ใช้อำนาจให้เต็มที่ในการทำความเข้าใจกับสังคม แม้จะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”

3 ข้อเสนอจากภาคประชาสังคม

เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดสากล เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา เครือข่ายผู้ทำงานด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด(12D) เครือข่ายผู้ใช้ยาประเทศไทย และมูลนิธิรักษ์ไทย ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.กระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ(ศอ.ปส.) สาระสำคัญอยู่ที่ข้อเสนอ 3 ข้อ ประกอบด้วยดังนี้

1.การกำหนดให้ผู้เสพยาเสพติดมีความผิดทางอาญาและมีโทษถึงจำคุกนั้น กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการพัฒนาระบบการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดและนำไปสู่บังคับบำบัดและบังคับสมัครใจบำบัด ซึ่งขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชน อีกทั้งไม่สามารถทำให้คนเหล่านี้สามารถหยุดใช้ยาได้ เกิดการรังเกียจและตีตราเป็นอุปสรรคสำคัญในการกลับไปดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข นอกจากนี้ยังสิ้นเปลืองงบประมาณและทรัพยากรของชาติ จึงขอให้ยกเลิกโทษทางอาญากับผู้เสพติด ผู้ครอบครองเพื่อเสพ ทั้งนี้ไม่ใช่เพื่อให้เกิดการเสพยาเสพติดได้อย่างเสรี แต่ให้พิจารณาใช้มาตรการทางเลือกอื่นๆกับคนเหล่านี้ อันจะนำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการเข้าสู่การดูแลรักษา การพัฒนาระบบการบำบัดรักษาที่อยู่บนพื้นฐานของการการสาธารณสุขและสิทธิมนุษยชนที่มีข้อมูลในเชิงวิชาการและหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุน

2. มาตรการลดอันตรายจากการใช้ยานั้นได้รับการพิสูจน์และยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการลดผลกระทบจากการใช้สารเสพติดและอยู่บนพื้นฐานของหลักการทางด้านสาธารณสุขและหลักการสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ท่านพิจารณาประกาศนโยบายให้มีการนำมาตรการด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเพสติดมาใช้ในการให้การดูแลและลดผลกระทบจากการใช้สารเสพติดในทันที ทั้งนี้มาตรการด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดนั้นได้เคยมีการประกาศใช้นำร่องในพื้นที่ 19 จังหวัดมาแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 ซึ่งจากการประเมินผลพบว่าเป็นมาตรการที่ดีที่ควรนำมาใช้ควบคู่ในการให้การดูแลรักษาผู้ใช้ยา แต่นโยบายดังกล่าวได้หมดอายุไปตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2558 ในส่วนของรายละเอียดและแนวทางการดำเนินงานนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและภาคประชาสังคมได้ร่วมกันจัดทำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแจ้งว่าจะนำเสนอต่อท่าน แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ

3. เพื่อให้การดำเนินงานและการพัฒนากระบวนการบำบัดรักษาและการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดสามารถขับเคลื่อนได้โดยไม่ติดขัด ขอให้ท่านพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานระดับชาติเพื่อทบทวน พัฒนาแนวทางในการบำบัดรักษา ฟื้นฟู และการดำเนินงานด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดทั้งนี้ขอให้มีสัดส่วนที่มากจากภาคประชาชนและตัวแทนของผู้ใช้ยาเข้าร่วมเป็นคณะทำงานดังกล่าวด้วย

วีระพันธ์ งามมี เลขานุการมูลนิธิโอโซน ยืนยัน ทิ้งท้ายว่า ยาเสพติดเป็นเรื่องของความเข้าใจ ทุกฝ่ายต้องทบทวนและไตร่ตรองบนพื้นฐานของข้อมูลข้อเท็จจริง หากไม่สามารถทำให้สังคมเข้าใจได้ ต่อให้เปลี่ยนแปลงกฎหมาย ต่อให้เปลี่ยนรัฐบาลใหม่อีกกี่ชุด ทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม.

 

วีระพันธ์ งามมี เลขานุการมูลนิธิโอโซน ผู้ทำงานเกาะติดนโยบายปราบปรามยาเสพติดของเมืองไทยของมานานนับสิบปี

 

เปิดใจอัยการสอบคดีธัมมชโย “ยื้อมอบตัวโอกาสสู้คดียิ่งแคบ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2559 เวลา 08:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/439667

เปิดใจอัยการสอบคดีธัมมชโย "ยื้อมอบตัวโอกาสสู้คดียิ่งแคบ"

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ห้วงเวลานี้ไม่มีคดีไหนเป็นที่จับตาเหมือนคดีของ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ในข้อหาสมคบฟอกเงินร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร กรณีรับเช็คจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

คนทั้งประเทศกำลังจับตาว่าที่สุดแล้วคดีนี้จะจบลงแบบไหน แม้ที่ผ่านมาคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอพยายามเข้าไปจับกุม พระธัมมชโย ภายในวัดตามหมายจับและหมายค้น แต่ต้องเผชิญกับโล่มนุษย์ของคณะศิษยานุศิษย์ขัดขวาง ทำให้ดีเอสไอต้องยุติการตรวจค้นลง เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ขจรศักดิ์  พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะ “กุนซือ” ทางกฎหมายที่คลุกวงทำงานร่วมกับคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอทำคดีของพระธัมมชโย ตั้งแต่ต้น  มองสถานการณ์วัดพระธรรมกายผ่านมุมกฎหมายอย่างน่าสนใจว่า คดีของพระธัมมชโย ถือว่าใหญ่พอสมควร เนื่องจากมีความสลับซับซ้อนของคดีหลายขั้นตอน อีกทั้งยังเป็นคดีที่มีผู้เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลจำนวนมาก รวมไปถึงจำนวนเงิน ทุนทรัพย์ในคดี ที่ตรวจมาแล้วพบว่าเยอะผิดปกติ

“ในการตรวจสอบวิเคราะห์ทางการเงินแล้วพบว่ามีเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ไหลไปยังวัดพระธรรมกาย พระธัมมชโย และมูลนิธิต่างๆ ภายในวัดจำนวนมาก โดยเฉพาะส่วนตัวของพระธัมมชโยก็หลักพันล้านบาทแล้วซึ่งพบว่าเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย”

สำหรับคดีของพระธัมมชโยมีผู้ต้องหาทั้งหมดร่วม 5 คน ประกอบ 1.ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น 2.พระเทพญาณมหามุนี หรือ ไชยบูลย์ สุทธิผล หรือพระธัมมชโยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย 3.ศรัณยา มานหมัด  4.ทองพิน กันล้อม และ 5.ศศิธร โชคประสิทธิ์

“คดีของพระธัมมชโย ต้องมาชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ว่าเงินที่ได้มานั้นเป็นมาอย่างไร ต้องเอาหลักฐานมาพิสูจน์ว่าไม่ได้กระทำผิดจริง เพราะการสอบสวนในชั้นพนักงานสอบสวนคือการแสวงหาหลักฐานและแจ้งข้อกล่าวหา ไม่ใช่การชี้ถูกชี้ผิด เรื่องนั้นศาลจะเป็นผู้พิจารณา อีกทั้งยังมีศาลถึง 3 ศาล ประกอบด้วย ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ในการต่อสู้ทางคดีก็ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าคดีความจะยุติในชั้นศาลฎีกา”

ขจรศักดิ์ เรียกร้องให้ พระธัมมชโย มอบตัวตามกระบวนการทางกฎหมาย เพราะสิ่งใดที่ทำถูกกฎหมาย ก็จะไม่กดดัน แต่ถ้าอะไรที่ทำเบี่ยงเบนกฎหมายหรือผิดกฎหมายก็จะเกิดความกดดันกับตัวผู้ต้องหาตามมา ยิ่งถ้าขัดขืน มีพฤติการณ์ขัดขวางซ้ำๆ ก็จะปิดโอกาสในการพิจารณาเรื่องการประกันตัวและยิ่งจะเป็นผลเสียต่อพระธัมมชโยเองเวลานี้จะเห็นว่าการทำดังกล่าวทำให้ลูกศิษย์ถูกดำเนินคดีด้วย ฝ่ายกฎหมายของวัดควรพิจารณาจุดนี้ ดังนั้น การมอบตัวเป็นคุณมากกว่า หากมอบตัวตั้งแต่การออกหมายเรียกตั้งแต่ครั้งแรก คงไม่บานปลายมาขนาดนี้

“ยิ่งล่าช้าก็ยิ่งเป็นผลเสียต่อตัวของพระธัมมชโยเองเพราะจะสูญเสียโอกาส ในการแสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ โอกาสในการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของศาล จะคับแคบลงเรื่อยๆ อย่างการจับกุมยาก เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไป 3-4 ครั้ง กว่าจะจับมาได้ หรือจะต้องมีคนบาดเจ็บ สิ่งเหล่านี้อยู่ในดุลยพินิจของศาลในการพิจารณาว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่ แต่ถ้ามามอบตัวหนทางอาจไม่ถึงทางตัน

…ที่ผ่านมาเราอะลุ้มอล่วยให้กับพระธัมมชโยมาตลอดทั้งเรื่องให้ประกัน หรือสถานที่แจ้งข้อกล่าวหา แต่สิ่งที่วัดขอให้ไปสอบสวนภายในวัด ตรงนั้นทำไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ใช่นึกจะสอบตรงไหนก็สอบ มันทำไม่ได้ เพราะมันเป็นหลักของความเปิดเผยโปร่งใส จึงต้องเป็นสถานที่ของรัฐ ไม่อย่างนั้นก็ไปสอบใครตามเซฟเฮ้าส์ ตามโรงแรมก็ได้”

อัยการพิเศษฯ ระบุว่า หมายจับใช้ได้จนกว่าจะมีการจับตัวผู้ต้องหาได้ “เว้นแต่คดีขาดอายุความ ก็จะใช้ไม่ได้ หรือศาลเพิกถอนหมาย”สำหรับการเพิกถอนหมายจับนั้น เช่น กรณีอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องแล้ว ศาลก็จะเพิกถอนหมายคืน ดังนั้น หมายจับที่ศาลอาญาออกมาให้สามารถใช้ได้ตลอด แต่การเข้าจับกุมบุคคลในที่รโหฐานจะต้องขอหมายค้นก่อน

ประเด็นที่พระธัมมชโยใช้ต่อสู้คือ เมื่อไม่มามอบตัวหรือรับทราบข้อหากับดีเอสไอ อัยการก็ไม่มีตัวผู้ต้องหาฟ้องต่อศาล อาจทำให้ศาลไม่รับฟ้องพระธัมมชโย เรื่องนี้ ขจรศักดิ์ แจกแจงว่า หากพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง และสั่งให้จับกุมตัวมาให้ได้ภายในอายุความผิดตามข้อกล่าวหา เช่น ความผิดฐานฟอกเงินก็ 15 ปี พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการตามหมายจับ โดยต้องจับตัวผู้ต้องหามาให้ได้ เมื่อได้ตัวแล้วก็นำส่งให้พนักงานอัยการ จากนั้นพนักงานอัยการก็จะพาตัวผู้ต้องหาฟ้องต่อศาล

“การฟ้องร้องต่อศาลในทางอาญาจะต้องมีตัวผู้ต้องหา หากไม่มีตัวคดีนี้ก็จะคาหมายจับไปตลอดอายุความ (15 ปี) จนกว่าจะได้ตัวผู้ต้องหา การขึ้นศาลก็เพื่อเปิดโอกาสให้มีการต่อสู้กันทางคดี แต่การไม่มีตัวผู้ต้องหาจะทำให้ไม่สามารถมีการบังคับโทษกันได้ และทางพนักงานอัยการจะคืนเรื่องมาให้ดีเอสไอ จากนั้นดีเอสไอมีหน้าที่ในการทำความเห็นจะแย้งหรือไม่ ถ้าเห็นแย้งก็ต้องส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดอีกครั้งตามกระบวนการทางกฎหมาย”

อัยการพิเศษฯ กล่าวว่า หากเปรียบเทียบการต่อสู้ของพระธัมมชโยก็จะคล้ายกับคดีทายาทกระทิงแดง ที่ยังไม่ได้ตัวผู้ต้องหามาส่งฟ้อง ยังอยู่ระหว่างการติดตามตัวของพนักงานสอบสวนเพื่อนำมาตัวมาส่งให้พนักงานอัยการ

คณะศิษย์วัดพระธรรมกายอ้างว่า พระธัมมชโย ยังไม่มอบตัวเพราะบ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งทำให้ขาดหลักประกันสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมได้ ขจรศักดิ์ ตอบโต้ว่า การเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มลูกศิษย์วัดไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง

เขาบอกว่า หลักพื้นฐานของกฎหมายคือหลักการสุจริต เวลานี้เมืองไทยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเยอะ ทั้งที่การใช้ต้องเป็นการใช้แบบสุจริต เช่น คุณทำผิดจริงเสียหายจริงก็ต้องปกป้องสิทธิกันตามกระบวนการบางครั้งก็เป็นเกมสกัดกั้นการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถ้าผิดจริงกล่าวหากันมา แต่ถ้าไม่ผิดจริงแล้วคุณไปกล่าวหาถือเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตตามหลักพื้นฐาน

“อย่างเรื่องวัดพระธรรมกายยังไปไม่ถึงไหนก็มีการร้องเรียนแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต้องยึดและปฏิบัติตามกฎหมาย การทำงานของเจ้าหน้าที่ก็จะมีกฎหมายรองรับในการทำหน้าที่เช่นกัน ไม่ใช่อยู่ๆ ไปทำอะไรที่ไม่ใช่กฎหมายเราก็ผิด เช่นเดียวกันการใช้สิทธิของประชาชนก็ต้องดูด้วย”

ขจรศักดิ์ อธิบายว่า ในบ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตยเหมือนกับในต่างประเทศมีระบบกฎหมายที่สำคัญ ของไทยก็ปฏิบัติตามกฎหมายประมวลวิธีพิจารณาฯ มีขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆ ในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กฎหมายของไทยมีทั้งประเด็นที่ต้องคุ้มครองสิทธิเสรี และการใช้อำนาจรัฐในขอบเขต

ฉะนั้น ทุกคนที่เข้าสู่กระบวนการกฎหมายและจะต้องได้รับการปฏิบัติในแบบเดียวกัน เมื่อถูกกล่าวหาว่าทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

 

นักการเมืองไม่หิวเลือกตั้ง แต่อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2559 เวลา 09:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/439545

นักการเมืองไม่หิวเลือกตั้ง แต่อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่ดี

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การเมือง ณ เวลานี้ไม่มีเรื่องไหนน่าสนใจไปมากกว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค. แต่ในมุมมองของ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ กลับมองว่าการประชามติครั้งนี้เป็นเพียงตรายางเท่านั้น เนื่องจากกระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามหลักการที่ควรเป็นตั้งแต่แรก

“การทำประชามติเพื่อให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีใครเห็นด้วยหรอกคนที่มีหัวใจระบอบประชาธิปไตย เพราะนั่นมันเหมือนเป็นตรายางให้เอามารับเท่านั้นเองว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งสาระในร่างรัฐธรรมนูญทุกคนก็รู้ๆ กันหมดว่ามันเป็นอย่างไร”

“เมื่อรู้ว่ามันเป็นอย่างไร รับมาแล้วก็แก้ไขไม่ได้ บางคนก็เอาจุดนี้มาบอกให้คุณรับไปก่อนเพื่อให้บ้านเมืองสามารถขับเคลื่อนและเดินไปได้ จะได้ไปบอกอารยะได้ว่าเป็นประชาธิปไตย ผมว่าคนต่างประเทศโดยเฉพาะอารยประเทศ เขารู้นะว่าหัวใจของระบอบประชาธิปไตยมันไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณมีเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง เขาต้องมองว่ารัฐธรรมนูญนี้มีสาระอย่างไร รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยหรือไม่

“เขาถึงมีการพูดว่าอยากรู้ว่าประเทศไหนเป็นอย่างไร อยากรู้คนในประเทศนั้นมีจิตวิญญาณอย่างไรให้เขาให้ดูที่รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญจะสะท้อนตัวตนและความเป็นไปของประเทศทั้งหมดว่าประเทศเป็นอย่างไร นี่คือข้อเท็จจริง”

กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ควรจะเป็นตามแนวคิดของสมศักดิ์ คือ การดำเนินการแบบเดียวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

“เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากเห็นมากกว่าการทำประชามติ คือ การทำประชาพิจารณ์ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆ คุณยกร่างมา ผมไม่ว่าคุณหรอก แต่ในขณะเดียวกันคุณต้องสอบถามเขาด้วยว่าหมวดนี้ มาตรานี้ คุณมีความเห็นอย่างไร”

“อยากให้กลับไปสมัย พ.ศ. 2538 และ 2540 ที่รัฐบาลท่านบรรหารได้ตั้ง ส.ส.ร. (สภาร่างรัฐธรรมนูญ) ขึ้นมา และให้ ส.ส.ร.ไปดำเนินการในแต่ละจังหวัด จังหวัดใครจังหวัดมัน ทำเป็นกระบวนการ จึงมีการยอมรับกันว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเห็นอย่างนั้นมากกว่า”

“การประชามติมันจะไม่แตกต่างกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 คุณรับไปก่อนแล้วมาแก้ทีหลัง พอแก้ขึ้นมาเป็นอย่างไร แต่อันนี้คุณไม่ต้องพูดเรื่องแก้เลย เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจนมาก การจะแก้ไข ชาติหน้าบ่ายๆ ไม่รู้ว่าจะแก้ได้หรือเปล่า เพราะมันเป็นเงื่อนไขที่มันเกินกับระบบกลไกของสภาที่มันเป็นวัฒนธรรมไทยที่มันจะสามารถดำเนินการได้”

อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร วิพากษ์อีกว่า “ส่วนเรื่องกระบวนการที่กำลังจะดำเนินการอยู่เนี่ย คุณจะทำประชามติ แต่คุณไม่พยายามเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับรู้ข้อดี ข้อเสีย ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มาแสดงความคิดความอ่านร่วมกันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร ตรงไหนที่ควรจะแก้ไข ตรงไหนที่ควรจะปรับปรุง และทำไมถึงต้องรับและทำไมถึงต้องไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้ถูกกำหนดโดยเฉพาะมาตรา 61 ของ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร ตรงนี้มันก็กลายเป็นปัญหาอุปสรรคขึ้นมาแล้ว”

“หากถอยกลับไปเมื่อปี 2540 ไม่ได้ข้อจำกัดอย่างนี้เลย มันเป็นเสรี ทุกคนมีสิทธิที่จะให้ความคิดเห็นต่อคน ถึงวันนี้ต้องไว้ใจ ต้องเชื่อมั่นคนไทย ต้องเชื่อมั่นประชาชนว่าวันนี้ข้อมูลข่าวสารที่เขาได้รับมีมากกว่าอดีตเยอะมาก เพราะฉะนั้น การที่ใครจะไปพูดอย่างไร ชักจูงโน้มน้าวอย่างใดอย่างหนึ่งผมว่าประชาชนไม่ได้ถูกเป็นเครื่องมืออีกต่อไปแล้ว”

“วันนี้มีสติปัญญาพอที่จะรู้ว่าอะไรถูก อะไรไม่ถูก คุณใช้วิธีการนี้ กระบวนการแบบนี้ เห็นไหมว่าอะไรเกิดขึ้น วันนี้พอกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งจะตั้งขบวนการปราบทุจริต คุณก็จะใช้มาตรการรุนแรง ทำไมไม่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ เป็นไปตามกลไกของระบอบประชาธิปไตย”

“ถ้าคุณมั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีจริง คุณต้องเปิดโอกาส อย่าไปปิดกั้น ยิ่งปิดกั้นเท่าไร ยิ่งจะกลายเป็นการสั่งสมปัญหามากขึ้นเท่านั้น”

“ไม่รู้ว่าเมื่อผลประชามติออกมาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จะรับหรือไม่รับ แต่เห็นรัฐบาลยืนยันว่าปี 2560 จะต้องมีการเลือกตั้ง หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านขึ้นมา รัฐบาลหรือ คสช.คงต้องหาหนทางที่จะทำให้เป็นไปตามโรดแมป เพราะได้ไปพูดกับประชาคมโลกไว้ว่า ปี 2560 จะต้องดำเนินการให้มีการเลือกตั้ง”

แม้ขณะนี้เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่หลายคนเห็นว่าเป็นปัญหาไม่สามารถแก้ไข เพราะล่วงเลยเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดแล้ว แต่ สมศักดิ์ คิดว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะเจ้าภาพจัดการออกเสียงประชามติ ควรเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด

“เท่าที่ติดตามข่าวอยู่ในเวลานี้ คิดว่า กกต.ต้องใจกว้างกว่านี้ในการเปิดรับรู้ รับฟัง รับทราบปัญหา และเร่งแก้ไขปัญหา ไม่ใช่พอตัวเองวางธงมาแล้ว ใครมีความเห็นอย่างไร มองว่าเป็นกระบวนการขัดขวางหรือเป็นกระบวนการต่อต้าน ต้องไม่มองอย่างนั้น กกต.รักประเทศและห่วงประเทศอย่างไร คนไทยก็รักประเทศและห่วงประเทศไม่น้อยไปกว่า กกต. อย่าไปมองว่าคนที่มีความเห็นแตกต่างเป็นศัตรู”

“ต้องเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญมาชี้แจงพร้อมๆ กัน หากจะทำให้ดีจริงคุณต้องเปิดเวทีอภิปรายและถ่ายทอดสด ซึ่งเครือข่ายมีอยู่แล้ว และเอาคนที่เป็นกลางขึ้นมาทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ให้คนได้ฟังอย่างชัดเจน เช่น กรรมการร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ดีอย่างไรก็ยกตัวอย่างมา ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยคุณก็ยกตัวอย่างมา เอามาอภิปรายและให้ประชาชนฟัง”

สมศักดิ์ ขมวดว่า การรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญ ถึงแม้เวลานี้จะไม่สามารถแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเสนอทั้งหมดจะเป็นประเด็นที่แก้ไขเนื้อหาได้ผ่านการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อทำให้รัฐธรรมนูญเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่มีความปรารถนาดีต่อประเทศและประชาชน

กับคำถามว่า มีประเด็นไหนในร่างรัฐธรรมนูญที่คิดว่าเป็นปัญหา? สมศักดิ์ ตอบว่า “ผมไม่อยากจะมองรายมาตรา แต่ผมติดใจตรงกระบวนในการได้มา กระบวนการนี้มันสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด คุณจะบอกว่าให้ดีเลิศอย่างไร แต่ถ้ากระบวนการมันไม่ใช่ มันก็คือไม่ใช่ รัฐธรรมนูญต้องไม่ใช่การเขียนเพื่อแก้ไขปัญหาในวันนี้ และไปสร้างปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคต หรือไม่ใช่เขียนขึ้นมาเพื่อกำจัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง บุคคลใดบุคคลหนึ่ง มันจะต้องเป็นกฎหมายมหาชนที่ต้องไม่ยึดกับตัวบุคคล คณะบุคคล หรือกลุ่มการเมือง”

ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ คิดว่าทุกอย่างจะจบหรือไม่ หรือว่ารัฐธรรมนูญจะยังขาดการยอมรับอยู่? แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา บอกว่า “อย่างที่ผมไปก่อนหน้านี้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้บางทีเขียนเพื่อแก้ปัญหา
วันนี้ แต่ไปสร้างปัญหาในอนาคต เพราะฉะนั้น เราไม่มีทางรู้เลยว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น เพียงแค่จะผ่านหรือไม่ผ่านเรายังไม่รู้เลย มันเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา”

กระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายการเมืองในระยะนี้ กลับถูกบางฝ่ายสบประมาทว่าจริงๆ แล้วนักการเมืองก็อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เพราะต้องการลงเลือกตั้ง ซึ่งในประเด็นนี้อดีตสส.หลายสมัยอย่างสมศักดิ์ มีความคิดเห็นแย้งทิ้งท้ายที่น่าสนใจ ดังนี้

“อย่าไปประเมินนักการเมืองว่าเป็นผู้หิวกระหายการเลือกตั้ง คิดผิดเลยถ้าบอกว่านักการเมืองจะรับไปก่อนเพราะอยากเลือกตั้ง แต่เลือกตั้งไปแล้วทุกคนมีสำนึกทั้งนั้นว่าตัวเองเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย แต่ถ้าเลือกตั้งไปแล้วกลับไม่สามารถทำหน้าที่ตัวแทนของประชาชนได้สมบูรณ์แบบ อย่าเป็นเลยดีกว่า”

“ร่างรัฐธรรมนูญไม่เปิดโอกาสให้ สส.ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เช่น ถ้า สส.ไปพบปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนขึ้นมา จะบอกให้รัฐมนตรีเร่งแก้ไขทำได้ยาก เพราะต้องไปดูก่อนว่าขัดกับแผนยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ 20 ปี หรือไม่ ถ้าไม่ตรงกันก็ทำไม่ได้อีก เพราะแผนยุทธศาสตร์ชาติกำหนดมาแล้ว อย่างนี้จะไปทำหน้าที่ตัวแทนปวงชนชาวไทยอย่างไร”

“ผมถึงบอกไงว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขปัญหาอันหนึ่ง แต่กลับไปผูกปัญหาอีกหลายๆ ปัญหา การแก้ไขทุจริตต้องไม่ใช่การแก้ไขด้วยรัฐธรรมนูญแบบนี้ คุณก็ทำกฎหมายปราบปรามการทุจริตให้ละเอียด แต่พอไปกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญก็กลายเป็นอุปสรรค เพราะทุกกฎหมายต้องยึดโยงรัฐธรรมนูญทั้งหมด” สมศักดิ์ สรุป

“รักอ่างทอง รักบ้านเกิด” ทำหนังสือตั้งกองทุนช่วยครู

ขณะเดียวกัน ใช่ว่าแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนารายนี้และอดีต สส.อ่างทองจะทำแต่งานการเมืองอย่างเดียว เพราะในระหว่างที่พรรคการเมืองปิดเทอมยาว ได้เอาเวลาว่างไปทำหนังสือ “รักอ่างทอง รักบ้านเกิด” ซึ่งไม่ได้เป็นหนังสือเผยแพร่สถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ ในอ่างทองอย่างเดียว แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อหาเงินจัดตั้ง “กองทุนแบ่งปันครู สู่ความรู้ที่เท่าเทียม” ไว้ใช้สนับสนุนการศึกษาด้วย

โดย สมศักดิ์ อธิบายถึงความจำเป็นที่ต้องมีกองทุนที่ว่านั้นว่า จ.อ่างทอง ประสบปัญหาการขาดแคลนครู ในแต่ละพื้นที่ไม่มีครูครบทุกวิชา จนส่งผลเสียหายมาเป็นเวลานาน จึงคิดว่าควรตั้งกองทุนเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรม และเพื่อสร้างสำนึกให้เด็กที่จบการศึกษาไปแล้วกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง

“ใช้ช่วงระยะเวลาที่ว่างจากงานการเมืองที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ผมก็ตระเวนไปตามพื้นที่ต่างๆ ของอ่างทอง พอพบเห็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม เห็นว่ามีมุมที่สวยๆ หลายมุมแต่คนไม่เห็น ก็เลยชวนน้องๆ ในพื้นที่ที่เป็นช่างภาพอิสระที่ไม่ได้ช่างภาพมืออาชีพไปลงพื้นที่และให้ถ่ายภาพ จากนั้นผมก็มาเขียนเป็นบทกลอนเพื่อให้ภาพนั้นดูมีชีวิต ถ้าเรามองภาพถ่ายอย่างเดียว มันก็โอเคนะ แต่ถ้าใส่บทกลอนลงไปด้วย มันจะทำให้ภาพนั้นมีชีวิตมากขึ้น”

“สำคัญที่สุดหนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจจากเมื่อปีที่แล้วได้แก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูที่อ่างทองในแต่ละสาระวิชา ซึ่งคุณภาพการศึกษาที่สะท้อนมาจากคะแนนโอเน็ตที่มีคะแนนค่อนข้างต่ำ เพราะไม่มีครูครบทุกสาระวิชา”

“ปีที่แล้วผมก็เข้าไปจับและแก้ไขปัญหานี้ด้วยการเอาครูทั้งจังหวัดมาช่วยกัน แบ่งปันครูสู่ความเท่าเทียมกันทางการศึกษา โดยพวกผมช่วยกันเฉลี่ยเงินกันคนละ 3 หมื่นบาท 5 หมื่นบาทบ้าง รวมประมาณ 4-5 แสนบาท ผลปรากฏว่าคะแนนโอเน็ตปีนี้ อ่างทองมีคะแนนสูงขึ้นมามาก อ่างทองกลายเป็นจังหวัดที่ได้รับการพัฒนาทางการศึกษาสูงมากที่สุดในเขตพื้นที่การศึกษา”

“จึงมาคิดว่าโครงการนี้ควรทำเป็นโครงการที่ยั่งยืน เลยคิดว่าควรตั้ง ‘กองทุนแบ่งปันครู สู่ความรู้ที่เท่าเทียม’ ซึ่งเริ่มเมื่อวันเกิดผมที่ผ่านมา 27 เม.ย. และทำหนังสือเสร็จพอดี และนำออกมาจำหน่ายราคาเล่มละ 200 บาท เพื่อนำรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายเลยมาตั้งเป็น
กองทุน โดยได้รับความกรุณาจากทุกคนจำนวนมากเป็นอย่างดี”

“วัตถุประสงค์ของกองทุนนี้ คือ เอารายได้ไปให้กับครูที่เสียสละตัวเองไปช่วยสอนในโรงเรียนที่ยังขาดครูในแต่ละสาขาวิชานั้นๆ และเพื่อต้องการสร้างสำนึกว่าเมื่อคุณสำเร็จการศึกษาแล้วคุณต้องกลับมาบ้านเกิด เพราะวันนี้การศึกษาไทย เราพบเห็นเลยว่าคนยิ่งจบการศึกษาสูงเท่าไหร่ ยิ่งทิ้งถิ่นเกิดตัวเองมากขึ้นเท่านั้น เลยกลายเป็นปัญหาว่าในท้องถิ่นและชนบทที่ห่างไกลเหลือแต่เด็กและคนชรา จึงทำให้เกิดช่องว่างในเรื่องของการพัฒนา”

“ดังนั้น หากที่มีการศึกษาสูงและกลับมาอยู่บ้านตัวเอง ผมคิดว่ามันจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องช่องว่างในการพัฒนาได้มาก เพราะอย่างไรเสียเมื่อคนที่มีความรู้ไปมองเห็นปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ตัวเองก็สามารถนำองค์ความรู้ที่ตัวเองมีอยู่มาพัฒนาท้องที่และสร้างองค์กรหรือเครือข่าย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ” ความตั้งใจของสมศักดิ์

สิ้น ‘บรรหาร ศิลปอาชา’ ไม่สิ้น ‘ชาติไทยพัฒนา’

พรรคชาติไทยพัฒนา ถือเป็นพรรคการเมืองหนึ่งที่อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยมาเป็นเวลานาน แม้พรรคชาติไทยจะถูกยุบพรรคไปด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่พรรคการเมืองนี้ก็ยังสามารถมีที่ยืนในการเมืองได้

ความเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาที่ยังดำรงอยู่ได้นั้นปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากชายชื่อ “บรรหาร ศิลปอาชา” ประธานที่ปรึกษาพรรค แต่เวลานี้คำถามหลายข้อที่ว่าด้วยอนาคตพรรคชาติไทยพัฒนาเกิดขึ้นมากพอสมควร หลังจากอดีตนายกฯ บรรหารได้ถึงแก่อสัญกรรม

ในเรื่องนี้ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคและคนสนิทของบิ๊กเติ้ง ตอบเสียงหนักแน่นว่า “บอกได้เลยว่าเดินหน้าต่อแน่นอน เพราะทายาทของท่านบรรหารทั้งคุณวราวุธและคุณกัญจนา เขาพร้อมจะเคียงบ่า เคียงไหล่กับพวกเรา จริงอยู่วันนี้พรรคชาติไทยพัฒนาไม่ใช่ของท่านบรรหารและไม่ใช่ของครอบครัวศิลปอาชา แต่เป็นของประชาชน ซึ่งทั้งสองท่านเป็นทายาทที่มีบทบาทสำคัญกับพรรคมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเราต้องให้เกียรติเขา เราต้องสอบถามเขา”

“ความกระจ่างชัดทั้งหมดจะเกิดขึ้นหลังเสร็จสิ้นการจัดงานให้กับท่านบรรหาร แต่ยืนยันว่าพรรคจะดำเนินต่อไป เพราะเป็นจิตวิญญาณของท่านบรรหาร ทุกคนรู้ว่าท่านรักพรรคขนาดไหน ไม่อยากให้ใครมาตราหน้าหรือมาพูดว่าพอสิ้นท่านบรรหารก็สิ้นพรรคชาติไทยพัฒนา ผมเชื่อว่าทั้งคุณวราวุธและคุณกัญจนาไม่ปรารถนาทิ้งสิ่งนี้แน่นอน”

สมาชิกพรรคที่อยู่จะยังอยู่ร่วมงานกันต่อไปหรือไม่? สมศักดิ์ ตอบว่า ยังไม่มีโอกาสได้ประชุมพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ มีเพียงการสอบถามแบบเป็นการส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ ดังจะเห็นได้จากการที่คนในพรรคมาร่วมงานของท่านบรรหารทุกคนตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย

“ไม่มีสมาชิกคนไหนหวั่นไหว แต่มีบางคนที่มาลา ซึ่งเป็นการเตรียมจะมาลาก่อนที่จะเสียท่านบรรหาร เพราะเขามองเห็นว่าการเมืองอย่างนี้ เขายังไม่อยากเล่น ขอลาออกไปก่อนดีกว่า”

พรรคชาติไทยพัฒนาจะวางกลยุทธ์การสู้สนามเลือกตั้ง สส.ในภาคกลางที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ผูกขาดของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอย่างไร ในเมื่อพรรคไม่ได้มีอดีตนายกฯ บรรหารเป็นผู้นำ? สมศักดิ์ ระบุว่า “คงต้องคุยกัน แต่เราเตรียมไว้แล้ว เราได้คุยกันแล้วในระหว่างพวกเราที่ได้เจอกันทุกสัปดาห์ประจำ และได้คุยกันในหลักการ ทั้งคุณนา ท่านประภัตร ท่านจองชัย และผู้ใหญ่ของพรรคที่อยู่มานาน ทุกคนก็ตกผลึกและเห็นด้วยกับแนวทางที่วางไว้ในอนาคต โดยต้องสานนโยบายของท่านบรรหารต่อไป แต่ยังไม่ขอบอกในตอนนี้”

“เราไม่รู้หรอกว่าการแข่งขันจะสูสี คงไปคาดเดาแทนประชาชนไม่ได้ แต่คิดว่าแนวทางที่เราจะนำเสนอ มันน่าจะตรงกับแนวทางของประชาชนที่ต้องการ”

“การทำพรรคการเมืองทุกพรรคคิดเหมือนกัน อยากให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของมหาชน วันนี้การมีสมาชิกพรรค 2 ล้านคน 3 ล้านคน 8 ล้านคน 10 ล้านคน เราก็ถือว่าพรรคการเมืองเป็นสมบัติส่วนรวมส่วนหนึ่งแล้ว แต่เราต้องการให้เป็นมากกว่านั้น”

สมศักดิ์ เปิดเผยอีกว่า “โครงสร้างของพรรคชาติไทยพัฒนาเปลี่ยนแปลงแน่นอน แต่เรื่องอุดมการณ์ของพรรคไม่มีวันเปลี่ยนแน่นอน จะยังยึดหลักการไม่แสวงศัตรู แต่จะสร้างมิตร และเป็นแนวทางเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และพร้อมกับสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต ถ้าคิดว่า คสช.ผ่อนปรนและเปิดให้มีการประชุมพรรคเมื่อไหร พรรคก็คงต้องพร้อม”

“การบริหารพรรคการเมืองในเวลานี้ไม่น่าจะยากนัก เพราะอยู่กันด้วยหัวใจ ถ้าจะอยู่นะ ยังไงมันก็อยู่ ถ้ามันจะไม่อยู่ ยังไงมันก็ไม่อยู่ คนมันจะไป มันจะเหนี่ยวรั้งไม่ได้อยู่แล้ว ถ้ามันอยู่ด้วยใจแล้วการเคารพกติกามันก็มีอยู่ในตัวตนของแต่ละบุคคลแล้ว”

สำหรับระบบเลือกตั้ง สส.แบบใหม่ที่ใช้การลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้งใบเดียวแต่เลือกทั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อจะส่งผลกระทบต่อพรรคชาติไทยพัฒนาหรือไม่ เพราะแต่ละพรรคจำเป็นต้องส่งผู้สมัคร สส.เขตให้มากที่สุดเพื่อหวังคะแนน สส.บัญชีรายชื่อ สมศักดิ์ วิเคราะห์ว่า “คิดว่าคงไม่มีปัญหาหรอก การส่งผู้สมัครให้ครบทุกเขตเ ลือกตั้งไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะหาคนที่มีคุณสมบัติที่เชื่อมั่นว่าส่งไปแล้วจะได้รับการเลือกตั้งให้เป็น สส.แน่ อย่างนี้จะเป็นเรื่องยากกว่า”

“เราบอกสมาชิกพรรคและอดีต สส.ไปว่า วันนี้แม้จะไม่มีสภา แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีตัวตนพวกเรานะ ตัวตนของเราที่เป็นนักการเมือง ยังไงมันก็เป็นนักการเมือง คุณต้องลงพื้นที่ ไม่ใช่พอปี่กลองดังแล้วคุณถึงค่อยจะไปลง ตอนนั้นคุณไม่ทันหรอก เพราะระยะเวลา 90-120 วันก่อนวันเลือกตั้ง คุณลงพื้นที่ไม่ได้หมด และผมเชื่อว่ากติกาใหม่พื้นที่เลือกตั้งจะกว้างขึ้น และจำนวน สส.ลดลง ดังนั้นคุณจะต้องทำงานหนักมากขึ้น”

ขณะเดียวกัน สมศักดิ์ ยังมองว่า ระบบเลือกตั้ง สส.แบบใหม่ไม่ได้ช่วยให้พรรคการเมืองได้เปรียบไปกว่าใคร แต่ไปลิดรอนสิทธิของประชาชนที่เคยมีในการเลือก สส. เพราะในอดีตมีบัตรเลือกตั้งสองใบ แบ่งเลือกระหว่าง สส.เขตและบัญชีรายชื่อ แต่เมื่อใช้การลงคะแนนด้วยบัตรใบเดียว จึงไม่เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเต็มที่

“ผมไม่อยากจะมองว่าพรรคการเมืองไหนได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างไร แต่ผมมองว่านี่คือการรอนสิทธิ และนี่คือการไม่ส่งเสริมสนับสนุนพรรคการเมือง ในอดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อคนไหนเป็นนายทุน คุณก็ไม่ต้องเลือก สส.บัญชีรายชื่อพรรคการเมืองนั้น แต่เมื่อระบบเลือกตั้ง สส.แบบใหม่ที่ให้กากบาทได้ใบเดียวเลือกได้คนเดียวจากเดิมที่เลือก สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่ออย่างละหนึ่งใบ เหมือนกับซื้อเหล้าแถมเบียร์ อย่างนี้เป็นการรอนสิทธิของประชาชนหรือไม่”

สมศักดิ์ สรุปว่า แบบนี้จะเป็นหลักประกันที่ช่วยให้ปลอดนายทุนหรือบุคคลที่มีพฤติกรรมสังคมรังเกียจหรือไม่ รู้อยู่แล้วผู้สมัคร สส.เขตเป็นคนดี และอยากจะเลือกให้เป็น สส. แต่ถ้าเลือกไปก็อาจได้ สส.บัญชีรายชื่อที่เป็นนายทุนหรือบุคคลที่สังคมรังเกียจไปด้วย เลือกไปแล้วต้องได้ทั้งพระได้ทั้งโจรเหรอ แบบนี้มันไม่ยุติธรรม ยิ่งจะทำให้สังคมปั่นป่วนมากขึ้น เพราะเลือกพระอาจได้โจร

 

เสียงจากสหกรณ์ฯคลองจั่น “ธัมมชโย” ควรมอบตัวสู้กันที่ศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2559 เวลา 07:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/438770

เสียงจากสหกรณ์ฯคลองจั่น "ธัมมชโย" ควรมอบตัวสู้กันที่ศาล

โดย…รวินท์ ศรีโหมด

คดีทุจริตยักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นร่วม 1.2 หมื่นล้านบาท มีหลายสำนวนคดีทั้งที่ตัดสินแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาอัยการรวมถึงศาล

ผู้ต้องหาคนสำคัญ ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ตัวการยักยอกเงินฝากสหกรณ์ฯ สารภาพกลางศาลว่า กระทำผิดยักยอกเงินของสหกรณ์ออกมา ศาลตัดสินจำคุก 32 ปี จำเลยรับสารภาพลดโทษเหลือ 16 ปี ไม่รอลงอาญา ขณะนี้ถูกจองจำอยู่ที่คุกบางขวาง

มหากาพย์แห่งนี้คดียังไม่จบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาฟ้องพระธัมมชโย และผู้ต้องหาอีก 4 ราย ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร เพราะศุภชัยสั่งจ่ายเช็คสหกรณ์ฯ คลองจั่นวงเงิน 1,458 ล้านบาท แต่พระธัมมชโยหวังหลุดข้อหาจากคดีที่มีโทษจำคุก 10 ปี ด้วยการดื้อแพ่งไม่เดินทางไปมอบตัว เพื่อที่ว่าอัยการจะได้ไม่มีตัวผู้ต้องหา (พระธัมมชโย) ส่งฟ้องศาล

ประกิต พิลังกาสา ประธานกรรมการบริหารแผนฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่พึ่งได้รับการแต่งตั้งเข้ามาฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ ว่าที่ผ่านมาสหกรณ์ไม่ได้เงียบ แต่สมาชิกผู้เสียหายทั้งหมดประมาณ 1.8 หมื่นคน และสหกรณ์อื่นอีก 74 แห่ง ที่นำเงินมาฝากไว้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจนถูกยักยอกทรัพย์รวม 1.2 หมื่นล้านบาท ได้มอบหมายให้คณะกรรมการชุดนี้ติดตามทรัพย์ที่ศุภชัยนำออกไปกลับคืนมาแทน

ประกิต อธิบายแผนฟื้นฟูว่า เบื้องต้นได้นำทรัพย์สินที่มีอยู่เดิมนำไปบริหารพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เป็นรายได้เพิ่มพูนกลับเข้ามาสู่สหกรณ์ และขณะนี้สหกรณ์กำลังประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งจะมีการตั้งกองทุนขึ้นมาโดยขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานด้านการเงินของรัฐ เพื่อให้เกิดการระดมเงินและนำไปปล่อยกู้ให้สหกรณ์อื่น  โดยแผนขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ประสานกับสถาบันการเงินที่สนใจ ก่อนนำเรื่องนี้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือน ส.ค.

การติดตามเงินกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ที่ถูกยักยอกออกไป ประกิต บอกว่า ขณะนี้ดีเอสไอรวมถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กำลังติดตามทรัพย์ที่ศุภชัยนำออกไปกลับคืนมาให้กับผู้เสียหาย ซึ่งเป็นรายย่อยประมาณหมื่นกว่าคน ส่วนผู้เสียหายรายใหญ่มีประมาณ 8,000 กว่าคน ที่ผ่านมาสามารถติดตามทรัพย์กลับคืนมาได้แล้วประมาณ 1,400 ล้านบาท

“ผมคิดว่าผู้เสียหายที่ได้รับเงินแล้วน่าจะมีความพอใจที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะปัญหานี้เกิดขึ้นมากว่า 2-3 ปีแล้วซึ่งผู้เสียหายเหล่านั้นที่ผ่านมาก็หาวิธีบรรเทาความเดือดร้อนได้ในระดับหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรการฟ้องร้องทางคดีผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็อยู่ในชั้นศาล”

ปรากฏการณ์ที่วัดพระธรรมกายและพระธัมมชโยไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ประกิตไม่เห็นด้วย เขาให้เหตุผลว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนแน่ชัดแล้วว่าทรัพย์ที่ศุภชัยนำออกไปนั้นไม่ถูกต้องเข้าข่ายการฟอกเงินและรับของโจร และหากพระที่เกี่ยวข้องบอกว่าไม่ทราบจริง ก็ควรเข้าสู่การพิสูจน์ในกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ควรยื้ออยู่เช่นนี้

กรณีที่คณะศิษย์ออกมาเคลื่อนไหวปกป้องพระธัมมชโย ประธานบริหารแผนฟื้นฟูสหกรณ์ฯ คลองจั่น กล่าวว่า การที่ลูกศิษย์มีความเชื่อ ความศรัทธา ถ้าประกอบไปด้วยปัญญาถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าไม่มีปัญญาใช้ในการประกอบการพิจารณาไตร่ตรองก็ถือว่าเป็นความงมงาย

“ทำไมคณะลูกศิษย์ไม่เปิดโอกาสให้มีการพิสูจน์ความจริง เพราะการนำความเชื่อมาปิดบัง หน่วงเหนี่ยวไม่ให้หลวงพ่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ถ้ามีความบริสุทธิ์จริงก็ไม่ต้องกลัวและควรเข้ามาพิสูจน์”

คำว่าประชาธิปไตยไม่ควรที่จะนำมาเกี่ยวข้องกับคดีความ เพราะไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ กฎหมายการพิจารณาคดี ก็คือกฎหมายเดิมที่ใช้อยู่ในช่วงที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่กฎหมายใหม่ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่” ประกิต กล่าว

ประกิตเชื่อว่าถึงที่สุดทางออกเรื่องนี้ต้องจบอย่างหนึ่งอย่างใดในกระบวนการยุติธรรม  แต่ไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร รวมถึงจะใช้เวลานานแค่ไหน เพราะเจ้าหน้าที่รัฐต้องยึดถือความถูกต้อง หากความถูกต้องถูกละเมิดเพิกเฉย อำนาจรัฐจะล้มเหลว

ประกิต วิเคราะห์ว่า หากคดีนี้ถูกดองยาวไปจนหมดอายุความ 15 ปี อาจทำให้เกมเปลี่ยนและกลายเป็นเกมทางการเมือง เพราะไม่รู้ว่าในอนาคตใครจะมาเป็นผู้บริหาร แต่อย่างไรเสียก็ยังอยากให้ปัญหาดังกล่าวจบในรัฐบาล คสช. เพราะถ้าไม่ใช่จบในรัฐบาลนี้ ก็คงจะยุติยาก

เขากล่าวว่า ถ้าไม่มีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นก็อาจจะล้มลง เพราะก่อนหน้านี้มีความพยายามแก้ไขร่างกฎกระทรวง เพื่อให้สหกรณ์ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ แต่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลับนิ่งเฉยมาเป็นปี ตรงกันข้ามให้มีการฟ้องกลับมาที่สหกรณ์อีก ซึ่งไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด หรืออาจเพราะช่วงนั้นมีคนที่ดีเอสไอมีหลักฐานว่ามีผู้ช่วยของ รมว.คลังสมัยนั้น มีส่วนร่วมกับความเสียหาย จึงเป็นไปได้ว่ารัฐบาลขณะนั้นไม่ให้ความสนใจ

บทเรียนจากปัญหาดังกล่าว ประธานฟื้นฟูสหกรณ์ฯ คลองจั่น สรุปว่าภาครัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงินประเภทสหกรณ์ ต้องปรับปรุงขั้นตอนการกำกับดูแลให้มีความเข้มงวดมากขึ้น เหมือนกับที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ต่างๆ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สหกรณ์รวมถึงสมาชิกควรตื่นตัวในการตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการสหกรณ์อยู่ตลอด และควรส่งเสียงเมื่อพบความผิดปกติ การปล่อยให้คณะกรรมการจัดการเพียงผู้เดียว ส่วนสมาชิกรอเพียงการประชุมใหญ่ปลายปีอย่างเดิมคงไม่ได้แล้ว

 

เปิดใจ “เนติวิทย์” อึดอัด แต่ไร้ทางเลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2559 เวลา 18:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/438526

เปิดใจ "เนติวิทย์" อึดอัด แต่ไร้ทางเลือก

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

มรสุมทางการเมืองในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ชื่อของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อดีตเลขาธิการกลุ่มศึกษาเพื่อความเป็นไท และบรรณารักษ์ห้องสมุดสันติประชาธรรม วัย 19 ปี โดดเด่นขึ้นมา จากการแสดงความคิดเห็นที่ถูกมองว่าก้าวร้าว ทั้งการขับเคลื่อนให้ยกเลิกทรงนักเรียน ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาที่ล้าหลัง รวมถึงวิจารณ์การทำพิธีกรรมหน้าเสาธงในโรงเรียน

ต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เนติวิทย์ เพิ่งมีสถานะใหม่เป็นว่าที่นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งก็ไม่วายโดนอาจารย์จากสถาบันเดียวกันค่อนแคะเรื่องหน้าตา และหลายคนก็ปรามาสเขาเช่นเดียวกันว่า เนติวิทย์ อาจพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบากในรั้วมหาวิทยาลัยอีก 4-5 ปีข้างหน้า

เนติวิทย์ บอกว่า ชีวิตมัธยมของเขาเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่สนุก และไม่ก่อให้เกิดความคิดอะไรใหม่ๆ นอกจากทำตามกรอบของผู้ใหญ่ หรือกรอบที่หนังสือระบุไว้ เขายกตัวอย่างเพื่อนหลายคนที่เก่งคอมพิวเตอร์มาก แต่ต้องเผชิญกับหลักสูตรที่ล้าหลัง ทำให้ผลการเรียนแย่ลงจนติด 0 ก็มี

ขณะที่บางคนเก่งวิทยาศาสตร์มากเกินไป ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนให้ต่อยอดความรู้ เพียงเพราะความรู้นั้นไม่อยู่ในข้อสอบ และนำไปแข่งสร้างชื่อให้โรงเรียนไม่ได้

“อย่างผมสนใจศึกษาพุทธศาสนาแบบมหายาน โรงเรียนก็ไม่ได้สนใจมิติเหล่านี้ เขาไม่อยากให้เราเกินเลยไป เพราะเวลาไปสอบ ไปแข่งโครงการ ‘เพชรยอดมงกุฎ’ มันแข่งไม่ได้ เพราะพุทธไทย เป็นพุทธเถรวาท พูดถึงพุทธประวัติ ไม่เคยสนใจปรัชญาของมหายาน ครูถึงกับพยายามบอกให้เลิกอ่านพวกนี้ให้หมด”

หรืออย่างเรื่องการปลูกฝังความเป็นไทย ในวิชาสังคม ประวัติศาสตร์ หลักสูตรก็ไม่ได้พยายามตั้งคำถามว่าความเป็นไทย มันเป็นมาอย่างไร แล้วมันดีจริงหรือไม่ สุดท้ายก็กลายเป็นการปลูกฝังให้ “ท่องจำ” แบบเดิมๆ ซึ่งกรอบเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การ “ปฏิรูปการศึกษา” ไปไม่ถึงไหน

“คนในแวดวงการศึกษา ไม่ได้มีทัศนคติที่เปิดกว้าง งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ไปสัมภาษณ์ทัศนคติผู้บริหารระดับสูง เราเห็นชัดเลยว่าคนพวกนี้ไม่ได้มีทัศนคติเชิงปฏิรูป แต่ใช้เทรนด์ในต่างประเทศว่าต้องปฏิรูปการศึกษา มันก็ตลกดีว่าคนที่จะปฏิรูปนี่ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าปัญหาของการศึกษาอยู่ตรงไหน”

เช่นเดียวกับกรอบ “ระเบียบวินัย” ที่ระบบการศึกษาพยายามบังคับให้นักเรียนต้องทำตาม เพราะคนยุคหนึ่งเคยทำมานานแล้ว โดยไม่ตั้งคำถาม ก็สะท้อนความล้มเหลวได้ชัดเจน

“เหมือนเราเป็นพ่อแม่ เราก็อยากให้ลูกยืนตรง แต่วิธีนี้ทำให้เห็นแล้วว่า มันไม่ได้ทำให้คนรักชาติมากขึ้น ในศตวรรษปัจจุบัน หรืออย่างพิธีสวดมนต์ ครูสอนสวดมนต์ ทุกคนก็สวดกันหมด แต่พอไปสวดจริงๆ ไม่มีใครสวดได้เลย ทั้งที่สวดกันตลอด มันแสดงให้เห็นว่า วิธีการมันไม่เหมาะอีกแล้ว ตอนแรกอาจจะหวังดี ให้คนมีศีลธรรม แต่สุดท้ายมันก็ใช้ไม่ได้”

ตัวอย่างสำคัญอีกเรื่อง คือ ระบบการสอบ “โอเน็ต” ที่พบปัญหาการเฉลยข้อสอบเต็มไปหมด ทั้งที่ความจริงมาตรฐานทางการศึกษาควรจะน่าเชื่อถือ แต่กลับเห็นความพยายาม “แก้ตัว” มากกว่าที่จะยอมรับความผิดพลาด

“ผิดก็ต้องแก้ไข แต่ประเทศไทยมาตรฐานมันต่ำเหลือเกิน ก็สะท้อนให้เห็นว่าความสนใจเรื่องการศึกษานั้นน้อยมาก ขณะที่ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้มีความรับผิดชอบพอ”

เนติวิทย์ ยังเชื่อว่า ระบบยังสามารถเปลี่ยนได้ แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้ครู-นักเรียน ร่วมกันสร้างโมเดล แบบที่เขาพยายามทำก่อนหน้า โดยมีศิษย์เก่าช่วยสนับสนุน มากกว่าจะทิ้งโรงเรียนให้เป็นภาระของนักเรียนรุ่นหลัง

“ต้องคุยกันให้มากขึ้นทุกโรงเรียน แต่ปัญหาเราคือพอข้างบนบอกว่า ต้องมีค่านิยม 12 ประการ ต้องลดเวลาเรียน ก็ต้องทำตามทุกที่ ทั้งที่มันใช้ได้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ซึ่งพื้นที่ให้พูดคุย หาเหตุผลอะไรเหล่านี้ ไม่เคยมีเลย” เนติวิทย์ ระบุ

หวังตั้งพรรคหากมีเสรีภาพพอ

การปฏิเสธ “เคารพธงชาติ” เมื่อ 3 ปีก่อน และรู้สึกคลื่นไส้ทุกครั้งเมื่อได้ยินเพลงชาติ เพราะเนื้อร้องที่พ้นยุค ล้าสมัย และเป็นกลไกแห่งระบอบอำนาจนิยม ได้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูก “เกลียดชัง” มากที่สุด เมื่อเทียบกับคนวัยเดียวกัน

“ผมยังยืนยันเหมือนที่เขียนไว้ว่า การร้องเพลงชาติ ควรยกเลิก แต่ไม่ได้หมายถึงต้องทำลายทิ้ง แค่ยกเลิกการบังคับ การบังคับกันมันไม่เกิดประโยชน์ เหมือนวันไหว้ครู บางคนก็ไม่ได้ไป บางคนอาจจะติดธุระ หรือบางคนอาจจะไม่ได้นับถือ แต่คนที่ยังนับถือก็ไปไหว้ได้ อยู่กันด้วยความจริงใจมากกว่าจะครอบงำด้วยความกลัว” เนติวิทย์ ย้ำจุดยืน

ปฏิกิริยากับเรื่องดังกล่าว ทำให้เนติวิทย์เผชิญหน้ากับการถูกเกลียด จากทั้งเพื่อน รุ่นพี่ และรุ่นน้องในโรงเรียน โดยวิธีที่แสดงออกก็คือ ถูกร้องเพลงชาติใส่หน้า

“เวลาเขาเดินผ่านผมก็จะ ‘ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย’ ใส่เราดังๆ เพราะเราต่อต้านการเคารพธงชาติ ผมก็ไม่ได้ตอบอะไร ปล่อยให้เดินผ่านไปเฉยๆ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเขานะ ผมรู้สึกว่าคนพวกนี้ก็ไม่ได้ข้อมูล ก็เอาโควตมา หรือตามเพื่อน-ทำตามเพื่อน โดยไม่ได้สนใจอะไร”

แม้จะมีที่เรียนในระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศแล้ว แต่เนติวิทย์ก็ยอมรับตรงๆ ว่า แท้จริงเขาอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ในประเทศไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากพอ ทั้งในทางวิชาการ หรือในทางการเมือง

“ผมไม่มีโอกาส ก็เลยได้เรียนมหาวิทยาลัยแถวนี้ เสรีภาพทางวิชาการมันไม่มี บางเรื่องพูดไม่ได้ หรือบางเรื่องพูดได้แต่อาจจะถูกจับ อาจจะมีทหารมาเยี่ยม แล้วความหลากหลายมันก็ต่ำ เดี๋ยวก็แบ่งพรรคแบ่งพวก เปิดโอกาสให้คนมีส่วนร่วมในระบบน้อยมาก แต่ผมไม่มีทางเลือก ไม่มีเงิน ก็เลยต้องอยู่ที่นี่” เนติวิทย์ ยอมรับ

เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เนติวิทย์เพิ่งโดนทหารไปเยี่ยมบ้าน เนื่องจากมีชื่อเป็นหนึ่งใน “ผู้มีอิทธิพล” ซึ่งเขาก็ยอมรับตรงๆ ว่าสภาพแบบนี้อาจทำให้วันหนึ่งต้องถูกดำเนินคดีอะไรบางอย่างแน่ๆ

“อึดอัดครับ แต่ก็ต้องอยู่ ไม่มีทางเลือก สักวันหนึ่งผมอาจจะต้องโดนคดี ก็เตรียมตัวไว้แล้ว เพราะเราอยู่ในที่ที่เสรีภาพมันต่ำ แล้วในที่สุดก็จะกระทบกับทั้งระบบการศึกษาแน่ เพราะมันมีบางเรื่องที่พูดไม่ได้”

เมื่อเร็วๆ นี้ เขาไปฟังอดีตเอกอัครราชทูตเสวนาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แต่กลับกลายเป็นว่าไม่ได้เนื้อหาอะไรมากไปกว่าการยกยอกันเอง ทั้งที่เป็นคนเดียวกันกับเมื่อครั้งไปเสวนาในต่างประเทศ กลับพูดไปไกลกว่ามาก

ส่วนอนาคตชีวิตนิสิตนั้น เนติวิทย์ ยอมรับว่า คงมีคนกระแนะกระแหน แบบเดียวกับที่เขาเคยโดนอาจารย์สถาบันเดียวกันค่อนแคะเรื่องหน้าตา แต่เขาก็ยอมรับว่า อยากให้มีคนพูดถึงเขาในแง่ลบเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยก็ทำให้หนังสือของเขาเรื่อง “นักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดี” ที่กำลังจะออกขาย มียอดจองเพิ่มขึ้น

“เขาก็มีสิทธิที่จะมองเราเป็นพวกหัวรุนแรง มันอาจจะมีบางเหตุการณ์ให้คนคิดแบบนั้น ผมก็ไม่ได้ตั้งใจ แต่ตอนนี้เราไปชุบตัวอยู่จุฬาฯ แล้ว (หัวเราะ)”

เขายังยืนยันว่า หลังจากนี้จะเคลื่อนไหวต่อ หากเข้าไปในรั้วจามจุรีแล้ว ยังมีแนวร่วมคนที่พร้อมใจกันเคลื่อนด้วย ทั้งประเด็นการศึกษา สังคม การเมือง

“ถ้ามีคนเห็นด้วยจำนวนนึง 10-15 คน เราก็พอเคลื่อนไหวได้ ผมก็เตรียมประเด็นว่า เราจะเคลื่อนไหวให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหารก่อนเลย เพราะผมไม่อยากเกณฑ์ทหาร (ยิ้ม)”

ถามถึงอนาคตหลังเรียนจบ เนติวิทย์ พูดติดตลกว่า เรียนรัฐศาสตร์จบไป น่าจะตกงาน แต่เขาก็ยังหวังว่า หากสถานการณ์ในประเทศไทยดีขึ้น มีเสรีภาพมากขึ้น อาจจะได้ตั้งพรรคการเมืองแล้วสู้ต่อ แต่ถ้ายังเป็นแบบนี้ ก็คงต้องถอย รอจังหวะเวลาที่เหมาะสม

“ผมก็ไม่รู้ว่า เราจะเป็นยังไง อาจจะต้องหนีไปต่างประเทศ หรือหาโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ถ้าจุฬาฯ ใจบุญ หรืออาจารย์ท่านคิดว่าผมไม่เหมาะกับที่นี่ ไม่อยากให้ผมเรียน ก็หาเงินให้ผม ถ้าได้เงินพอไปต่างประเทศ ให้ไปเรียนที่อื่น ผมก็ยินดีเลยครับ” เนติวิทย์ กล่าว

 

“ประชามติต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า” จตุพร พรหมพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2559 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/438241

"ประชามติต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า" จตุพร พรหมพันธุ์

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ/วิรวินท์ ศรีโหมด

ดีเดย์ 19 มิ.ย. กับแคมเปญเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติทั่วประเทศของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ภายใต้สโลแกน “ประชามติ ต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า” ซึ่งศูนย์นี้ถือว่าเป็นศูนย์ที่เป็นกับดักหนึ่งที่ก่อกวนสมาธิของผู้มีอำนาจต่อการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญ

จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เปิดโอกาสให้ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ได้ชมศูนย์ปราบโกงประชามติ ที่ตั้งอยู่บนชั้น 5 ของห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว ซึ่งเป็นชั้นเดียวกันกับพื้นที่ทำการด้านการสื่อสารโทรทัศน์ช่องต่างๆ ของคนเสื้อแดง และเป็นศูนย์รวมที่ทำงานของแกนนำคนเสื้อแดงเช่นกัน โดยภายในศูนย์ปราบโกงถูกสร้างขึ้นเป็นห้องกระจกใหญ่โต ภายใต้โทนห้องสีแดงสด มีเจ้าหน้าที่ประจำการรับโทรศัพท์ประมาณ 5 คน คอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง และโทรทัศน์ พร้อมกับระบบเครื่องเสียงจำนวน 1 ชุดเท่านั้น

จตุพรได้เล่าถึงที่มาของการตั้งศูนย์ปราบโกงว่า เพราะรู้สึกว่าการเขียนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เอาเปรียบและปิดช่องฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยต่อร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่รัฐใช้กลไก ครู ก. ครู ข. ครู ค. รวมถึงข้าราชการที่ร่วมเป็นล้านคน ที่จะไปช่วยกันทำความเข้าใจต่อร่างรัฐธรรมนูญ ได้แต่ฝ่ายที่ไม่รับและไม่เห็นด้วย กลับไม่มีช่องทางในการแสดงความคิดเห็นหรือขับเคลื่อนอะไรได้ นปช.ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่ใช่พวกเป็นกลาง และประกาศตั้งแต่ต้นแล้วว่า “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ”

ขณะที่ฝ่ายรัฐเอง แม่น้ำ 5 สาย ก็ไม่ได้เป็นกลางเช่นกัน เพราะเป็นฝ่ายรับร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้เป็นกลางทั้งคู่ สิ่งที่ นปช.กลัววันนี้ คือจะทุจริตกันหรือไม่ และประชาชนจะออกมาใช้สิทธิน้อย เพราะไม่มีแรงกระตุ้น ต่างกับเวลาเลือกตั้งที่คนออกมาใช้สิทธิมากเพราะมีแรงกระตุ้นคือการแข่งขันกันสูง

“ศูนย์ปราบโกงประชามติเป็นที่รู้จักและรับรู้ มาจาก คสช.เอง คนที่สร้างมูลค่าความน่ากลัวให้ก็คือ คสช. ซึ่งเปรียบเสมือนเขียนเสือจนตัวกลัวเอง ไม่ใช่ให้วัวกลัว ดังนั้น ที่ศูนย์แห่งนี้ดูน่ากลัว พล.อ.ประยุทธ์ (จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) พล.อ.ประวิตร (วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี)  และ พล.อ.อนุพงษ์ (เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย) มาช่วยเป็นพรีเซนเตอร์ให้ จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องใหญ่และสั่นสะเทือนไปหมด”

จตุพร แจกแจงอีกว่า สื่ออาวุโสบางคนบอกว่า คสช. กินเบ็ดที่ไม่มีเหยื่อของ นปช. แต่เราบอกว่าไม่ได้กินเบ็ด แต่กินคันเบ็ดที่ไม่มีสาย เพราะเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. เมื่อประกาศตั้งศูนย์ปราบโกงแล้ว คสช.ฉลาดสักหน่อยที่จะบอกว่าดีแล้ว จะได้ร่วมมือกัน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ไม่มีปัญหาอะไรที่จะมาช่วยกันจับโกง เท่านี้ก็จบ แต่ทันทีที่มองศูนย์ปราบโกงเป็นปฏิปักษ์ เลยกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์ จนบัดนี้ยังไม่เลิกพูดกัน

ประธาน นปช. ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติต่อระบบคำสั่งของผู้มีอำนาจต่อเรื่องการตั้งศูนย์ปราบโกงว่า ตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศูนย์แห่งนี้ก็เปิดทำหน้าที่เป็นปกติ และช่วงขณะนั้นมีนักข่าวไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ที่ถือว่ามีอำนาจเป็นรัฏฐาธิปัตย์ว่าศูนย์นี้สามารถเปิดได้หรือไม่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ระบุชัดเจนว่า เปิดไปสิ แล้วอย่าลืมจับตัวเองด้วย ซึ่งเรื่องนี้ นปช.ไม่ขัดข้อง พวกเราผิดเราก็จะจับ พวกท่านผิดเราก็จะจับ

ทั้งหมดจะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ พูดชัดเจนว่า ศูนย์ปราบโกงสามารถเปิดได้ พูดอยู่ 3-4 รอบ หรือแม้แต่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และ กกต.เอง ก็บอกว่าตั้งได้ ถ้าไม่ผิดกฎหมายใด

“พล.อ.ประยุทธ์ คือรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจสูงสุด กฎคือข้า ข้าคือกฎ แต่ทันทีที่ พล.อ.ประวิตร ออกมาดุใส่ศูนย์ปราบโกงแล้วสั่งห้ามเปิด ปัญหาที่เกิดคือ พล.อ.ประวิตร ลืมตัวหรือไม่ว่าตนเองเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะเป็นพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ก็จริง แต่ในทางการปกครองตัวเองคือผู้ใต้บังคับบัญชา ลืมไปหรือเปล่าว่ามันไม่มีตำแหน่งซูเปอร์รัฏฐาธิปัตย์ หรืออัครรัฏฐาธิปัตย์  หรือแม้แต่ พล.อ.อนุพงษ์ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อรัฏฐาธิปัตย์บอกว่าตั้งได้ คนอื่นก็ต้องบอกว่าตั้งได้ เพราะฉะนั้นสำคัญที่สุดคือ เวลานี้เราจะฟังคำสั่งของ พล.อ.ประวิตร หรือ พล.อ.ประยุทธ์”

อย่างไรก็ตาม เมื่อ พล.อ.ประวิตร พูดสั่งห้ามเปิดศูนย์ปราบโกง ก็พบว่ามีการสั่งการให้ทุกจังหวัดว่า จังหวัดใดที่มีการตั้งศูนย์ปราบโกง ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองต้องรับผิดชอบ เวลานี้พูดง่ายๆ ก็ชักเย่อทั่วประเทศ แต่ได้บอกกับพี่น้องว่าอย่าไปวิตกกังวล อย่างมากก็แค่ยึดป้ายปิดสถานที่ แต่หัวใจของประชาชนไม่มีทางที่จะปิดกันได้ คสช.จะชนะได้แค่ป้ายกับสถานที่ แต่ภาคประชาชนยังทำหน้าที่นี้ต่อไป

ทั้งนี้ ระบบการทำงานของโครงสร้างศูนย์ปราบโกงระดับจังหวัด จะมีโครงสร้างตั้งแต่ระดับอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ซึ่งมีอยู่แล้ว แต่จะเปิดกว้างมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะพวกเรา จะเปิดรับทุกคนผู้รักประชาธิปไตย ขอให้วางเรื่องตนเองไว้ก่อนแล้วมาร่วมมือกัน

ในส่วนข้อสงสัยว่าจะจับการทุจริตอย่างไร แล้วทำไมจึงคิดว่าฝ่ายรัฐจ้องการทุจริต ในเมื่อมันไม่ได้ส่งผลอะไรมาก จตุพร อธิบายพร้อมยกตัวอย่างว่า คิดแบบนั้นอาจจะแคบไป ในทางปฏิบัติเมื่อครู ค. และเจ้าหน้าที่ชุดอื่นๆ ลงไป รวมถึงบุคลากรทุกภาคส่วนที่ใช้นั้นร่วมล้านคน

ดังนั้น ปัญหาเหล่านี้ก็จะเยอะมาตามจำนวนบุคลากรที่ใช้เช่นกัน อาทิ เมื่อคนเหล่านี้ไปพูดข้อดีของรัฐธรรมนูญเข้าทุกวัน พอชาวบ้านถามว่าจะให้ดิฉันทำอย่างไรในวันที่ 7 ส.ค.นี้ แค่เจ้าหน้าที่ไปบอกว่าให้รับสิ นั่นล่ะ ก็ผิดเลย แค่จับเรื่องง่ายๆ แบบนี้ก็จะมีปัญหาเต็มไปหมดแล้ว หรือไม่ก็วิธีการเจ้าหน้าที่ไปรับปากกับชาวบ้านว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านแล้วจะทำอะไรให้บ้าง นี่ก็ถือว่าเป็นความผิดและทุจริต

“ทราบกันดีว่าเวลานี้แต่ละจังหวัดมีการกดดันกัน ถ้าไปถามผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องบอกว่าชนะกันหมดอยู่แล้ว ความกดดันเหล่านี้ไล่เรียงลงไปยันประชาชน แต่เรามีนโยบายบอกประชาชนเราว่าอย่าไปเครียด อย่าไปปะทะ เรามีหน้าที่เปิด เขามีหน้าที่ปิดก็ว่ากันไป การที่ประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่านเวลานี้เป็นการเดิมพันด้วยตำแหน่งหน้าที่ ข้าราชการจะบอกว่าชนะทุกคน เพราะถ้าบอกว่าแพ้จะไปตั้งแต่วันนี้ แต่ถ้าบอกว่าชนะ คือยืดเวลาไป คือหลัง 7 ส.ค. ถ้าการลงประชามติไม่มีความกดดัน หรือไม่คิดจะทุจริตการโกง จะไม่ออกอาการวิตก จะไม่เครียด หรือเดือดร้อนกับศูนย์ปราบโกงมากถึงขนาดนี้”

ทั้งนี้ ให้รอดูหลังจากวันที่ 19 มิ.ย.ไป เรื่องราวจะมีมากขึ้น อย่างน้อยๆ จะเห็นกำลังตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง จะไปตามศูนย์ปราบโกงจุดต่างๆ ทั่วประเทศทุกจังหวัด 76 แห่ง รวมอีก 1 ศูนย์กลางกรุงเทพฯ จะเจอเจ้าหน้าที่ไปยังศูนย์ต่างๆ แต่ไม่รู้จะทำอะไร ทำได้ก็แค่ดึงป้ายลงมา แล้วเจรจากัน เพราะไม่รู้ว่าจะผิดกฎหมายเรื่องอะไร มันไม่ใช่เรื่องชุมนุมการเมืองเกิน 5 คน เพราะศูนย์ปราบโกงเราประกาศภารกิจชัดเจนคือ จับโกง กับเชิญชวนคนมาใช้สิทธิ จึงไม่เข้าข่ายคนมาชุมนุม

“หลักหนึ่งทางผู้มีอำนาจและฝ่ายทหารไม่รู้จักประชาชนคือ ยิ่งใช้อำนาจรัฐมากเท่าไร จะยิ่งได้รับการต่อต้านจากประชาชนมากเท่านั้น การต่อต้านของประชาชนไม่จำเป็นต้องแสดงอาการไม่พอใจ แต่รอเช็กบิลวันเดียวคือวันที่ 7 ส.ค. ถ้าเดินไปถึง ผมเชื่อว่า ยิ่งใช้อำนาจรัฐแบบลุแก่อำนาจแบบนี้ คสช.จะแพ้ยิ่งกว่าประเทศพม่า ที่พรรคทหารแพ้พรรคอองซานซูจี”จตุพร กล่าวถึงผลลัพธ์ของการใช้อำนาจ

สำหรับคำถามที่สังคมสงสัยว่า นำเงินมาจากไหน หรือได้รับท่อน้ำเลี้ยงจากใคร จาก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ ว่า พวกเราเป็นกุ้งฝอย ความจริงต้องโทษปลากะพง เพราะภายในศูนย์ปราบโกงที่ กทม. ก็เพียงแค่คอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง โทรศัพท์มือถืออีก 10 เครื่อง และเก้าอี้ประมาณ 100 ตัวเท่านั้น ส่วนศูนย์ต่างจังหวัดก็จัดตั้งที่บ้านพักของประชาชนในพื้นที่เล็กๆ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากมายอะไร เงินกองทุนของแต่ละจังหวัดที่ได้จากการเดินสายจัดโต๊ะจีน หรือการทำกิจกรรมต่างๆ ก็พอมีอยู่แล้ว ส่วนทักษิณเวลานี้ก็พยายามนิ่งๆ เงียบๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร

ถ้าประชามติผ่านบ้านเมืองไม่สงบสุข

ประธาน นปช. ยังได้วิเคราะห์ทิศทางอนาคตผล “ประชามติ” จะผ่านหรือไม่ผ่านไม่นั้น ว่า โพลที่บอก คสช.ได้รับความนิยม 99.5% เป็นโพลที่หลอกตัวเอง ช่วงที่ผ่านมาตลอด 2 ปี คนที่ไม่พอใจกับระบบเผด็จการมากที่สุด คือ คนชนชั้นกลาง ที่ต่างเห็นปัญหาความขัดแย้งมานาน และจากที่ได้ไปสัมผัสแต่ละพื้นที่ จากคนที่ไม่เคยมีการคุยกัน เขาเริ่มมาคุยกันแล้ว

“ฉะนั้น การลงประชามติครั้งนี้ นักการเมืองแทบจะไม่มีใครเสนอออกเสียงว่าควรให้รับไปก่อนและค่อยมาแก้ไขทีหลัง มีเพียงเฉพาะเสียงของสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เท่านั้น เชื่อว่าแม้แต่คนที่เคยร่วมกับสุเทพ ส่วนใหญ่ก็ไม่มีวันที่จะเดินตามหลังแล้ว โดยขอให้ไปวัดกันในวันที่ 7 ส.ค. วันลงประชามติ”

ทั้งนี้ คสช.ไม่เข้าใจปฏิบัติการข่าวสารด้านจิตวิทยา ที่สามารถใช้ได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ การปฏิบัติมาถึง 2 ปี ทุกคนจับได้ไล่ทันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นคนจึงหมดความเชื่อไปเยอะ แม้คนที่ไม่พอใจในฝั่ง นปช. แต่ตอนนี้ทุกคนเห็นว่าภัยของเผด็จการนั้นมันร้ายแรงกว่า

“โพลของผม คือ 1.ถ้าประชามติผ่าน บ้านเมืองจะไม่สงบสุข จะเริ่มปัญหาใหม่ วิกฤตใหญ่กว่าเดิม เพราะฉะนั้นจึงเป็นโพลจอมปลอม และเชื่อว่าผู้มีอำนาจรู้ด้วยว่าถ้าชนะต้องแสดงความเหนือกว่า หน้าตาสดใส ไม่ใช่หน้าหงิกงอ เหมือนแบงก์ยี่สิบถูกพับใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์”

จตุพรแสดงความมั่นใจว่า ประชามติจะไม่ผ่านและผลคะแนนยังจะแพ้ขาดชนิดที่แทบคาดไม่ถึง เพราะขณะนี้ คสช. ไม่เข้าใจว่าประชาชนลำบาก และไม่ทราบอนาคตว่าหลังจากนี้จะมีอะไรดีขึ้น แต่ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติแล้วต้องร่างใหม่ และเชื่อว่าจะเขียนแบบเดิมไม่ได้ ต้องเขียนใหม่ใช้คนละสูตรกับร่างนี้ แต่ไม่ว่ายังไง ประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่านรัฐบาลต้องอยู่ตามเวลาที่ประกาศไว้ คือเลือกตั้งปี 2560 แต่การไม่ผ่านจะเป็นการแสดงว่ารัฐทำอะไรได้ อะไรไม่ได้ และอำนาจการต่อรองของรัฐ คสช. จะไม่มีเท่าเดิม

จตุพรยังได้พูดฝากไปถึงนักการเมืองที่อยากจะลงเลือกตั้งว่าจะคิดเลือกตั้งไปเพื่ออะไร เพราะรู้อยู่ไม่สามารถปกครองได้ การเลือกนายกรัฐมนตรี โอกาสก็เป็นคนในจนแทบจะปิดประตู หรือแม้จะไม่มีคำถามพ่วงก็ยังคงสามารถเดินไปถึงจุดที่มีนายกรัฐมนตรีคนนอกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งจึงไม่มีความหมาย

“วันนี้ถ้านักการเมืองคิดเพียงแค่เห็นการเลือกตั้งเป็นใหญ่ บ้านเมืองจะกลับไปที่จุดวิกฤตเดิม ซึ่งถ้าเลือกตั้งเสร็จมันจะไม่ได้รัฐบาลใหม่ แต่จะได้การสืบทอดอำนาจของ คสช. และรัฐธรรมนูญฉบับที่เขียนโดย  มีชัย ฤชุพันธุ์ และผู้ที่อยู่ในอำนาจได้คือ คสช.เท่านั้น เพราะหากเทียบเสียงเข้าก็มี 250 เสียงในสภา ซึ่งเสมือนพรรคการเมืองต้องวิ่ง 750 เมตร แต่ คสช.วิ่งเพียงแค่ 500 เมตร มันเอาเปรียบกันถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้น มันจะเป็นการไปเพิ่มวิกฤตและการเลือกตั้งชนะ เพื่อรอวันพ่ายแพ้เท่านั้นเอง“ จตุพร กล่าว

ขณะเดียวกัน การรีบเลือกตั้งโดยที่ไม่สนใจกติกาเท่ากับพาประเทศไปประสบความหายนะ นักการเมืองไม่ควรทำตัวเป็นนักเลือกตั้ง มิฉะนั้นบ้านเมืองก็จะอยู่ที่จุดเดิม ถามเป็นรัฐบาลแล้วแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ เพราะอำนาจก็จะอยู่ที่ คสช.เหมือนเดิม มิฉะนั้นรัฐบาลก็คงไม่กล้าคิดเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีข้างหน้า

สำหรับพรรคเพื่อไทยควรมีบทเรียนมากที่สุด เพราะปัญหาใหญ่ของพรรคเพื่อไทยไม่ใช่เรื่องชัยชนะ เพราะชนะแล้วปกครองไม่ได้ ถูกดำเนินคดีโดยองค์กรอิสระและถูกยึดอำนาจอีก ไม่สามารถรักษาชัยชนะที่ประชาชนมอบให้ไว้ได้ ฉะนั้น พรรคเพื่อไทยควรมองข้ามเรื่องการเลือกตั้งไปได้แล้ว จะชนะไปทำไม ทำไมไม่สร้างกฎกติกา ประชาธิปไตยที่ถูกต้อง เพื่อนำมาปกครองประเทศ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ต้องอดเปรี้ยวไว้กินหวาน อย่าทำตัวเป็นนักเลือกตั้งกระจอก

ประธาน นปช. ยังได้ระบุถึงเส้นทางประชาธิปไตยประเทศไทยในอนาคตว่า ถ้า คสช.ยังดื้อที่จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่มีปัญหาเช่นนี้ มองว่าต่อไป คสช.จะได้รับการต่อต้านแน่ คสช. ไม่จำเป็นต้องคิดเลยว่าถ้าไม่ผ่านแล้วจะทำอย่างไร เพราะวันนั้นประชาชนคิดแทนแล้วเสียงของประชาชนในวันที่ 7 ส.ค. จะเป็นเครื่องส่งสัญญาณ คือ ประชามติไม่ผ่าน คสช.ยังอยู่ ก็จะเป็นการอยู่ที่ไม่เหมือนเดิม อยู่แบบไม่มีอำนาจกับประชาชน หรือใช้อำนาจอย่างที่เคยใช้ได้

“ตอนนี้พวกผมกำลังพยายามคิดถึงวันที่ 7 ส.ค. จะเดินไปไม่ถึงเหมือนอย่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ตอนท้ายมีเรื่องของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ทาง คสช.ก็ยังไม่กล้าให้ผ่าน ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญครั้งนั้นยังเบากว่าร่างฉบับของมีชัยเสียอีก เพราะสภาพบ้านเมืองปัจจุบันช้ำกว่าเดิมมาก คสช.ก็รู้ดี ดังนั้นอาจมีการยกเลิกการทำประชามติ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วง ซึ่งปัจจัยที่มาจะทำให้วันที่ 7 ส.ค.ไม่ผ่าน คือ 1.ใช้อำนาจมาตรา 44 ของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเหตุผลว่าบ้านเมืองมีการขัดแย้งกัน คนไทยจะตีกัน และถ้าหากทำประชามติต่อไปคนไทยอาจจะฆ่ากัน และ 2.การใช้เส้นทางศาลรัฐธรรมนูญยกเลิก”

 

ปฏิรูปไม่สร้างจุดเปลี่ยน ทุกอย่างยังวนอยู่เหมือนเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2559 เวลา 07:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/436942

ปฏิรูปไม่สร้างจุดเปลี่ยน ทุกอย่างยังวนอยู่เหมือนเดิม

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

เป็นที่ทราบกันดีว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศไทยเป็นเวลา 2 ปี นโยบายแรกและนโยบายหลักที่ คสช.ประกาศต่อสาธารณชน คือ การปฏิรูปประเทศ คสช.ยืนยันว่าจะเป็นการใช้เวลาเพียงไม่นาน จากนั้นในปี 2560 จะคืนอำนาจให้กับประชาชนด้วยการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกของประชาชน

เวลาผ่านไป มีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงติติง ซึ่งเสียงตำหนิที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมีความเป็นไปได้ที่เกิดจากการที่มองว่าการปฏิรูปประเทศภายใต้กลไกที่ คสช.ออกแบบยังมีผลงานไม่ค่อยเข้าเป้ามากนัก โดย “ศ.ศรีราชา วงศารยางกูร” ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้เวลาโพสต์ทูเดย์เข้าไปสนทนาปัญหาบ้านเมืองก็มองเห็นถึงประเด็นนี้เช่นกัน

ศ.ศรีราชา เข้าประเด็นทันทีว่า ถ้าจะให้บอกว่าปัญหาของประเทศทุกวันนี้เกิดมาจากอะไร ส่วนตัวคิดว่ามาจากระบบการศึกษาของประเทศที่มีปัญหา ในที่นี้หมายความว่ายังขาดการสอนให้นักเรียนมีกระบวนการความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ทั้งการตั้งสมมติฐาน การวิเคราะห์ การหาเหตุผล เพื่อหาผลลัพธ์ในท้ายที่สุด แต่กลายเป็นว่าส่วนใหญ่เป็นการสอนที่ให้ท่องจำเป็นหลัก ตรงนี้จึงเชื่อมโยงมาถึงปัญหาการเมืองของไทยด้วย เพราะทำให้ไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงคืออะไร

ประชาชนเรายังไม่พร้อม ยังไม่พร้อมที่จะเข้าใจว่าประชาธิปไตยคืออะไร และยังไม่พร้อมที่จะดูแลรักษาสิทธิหน้าที่บทบาทของตัวเอง กลไกของประชาธิปไตยคืออะไร ประชาชนอาจรู้สึกว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งแล้วมีการหาเสียงมาแจกเงินแจกของ มีการสัญญาต่างๆ มันก็เป็นเรื่องที่พูดยากอยู่หรอก แต่สุดท้ายตรงนี้แหละที่จะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าความรู้ หรือความเหมาะสมในระบอบประชาธิปไตยมันเป็นอย่างไร ผมยังเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจคำว่าประชาธิปไตยคืออะไร

…บางทีเราก็จำขี้ปากเขาต่อๆ มา แม้กระทั่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยก็ตาม ผมก็ว่าจำนวนไม่น้อยนะที่ยังไม่รู้จักคำว่าประชาธิปไตยคืออะไร และก็ไม่เข้าใจ แต่ก็พร่ำสอนกันไปว่าประชาธิปไตย คือ อำนาจ 3 อย่าง นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ แต่กลไกในการเชื่อมโยงกันเพื่อให้ระบบหรือระเบียบในการปกครองที่จะอยู่ร่วมกัน ผมว่าสิ่งเหล่านี้มันยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรในสายตาของประชาชนส่วนใหญ่

…สรุปตรงนี้ ประชาชนต้องมีความรู้ความเข้าใจว่าบทบาทตัวเองควรมีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร อะไรคือสิ่งที่ตัวเองควรปกป้อง อะไรคือสิ่งที่ตัวเองต้องมีความรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ พอไม่เข้าใจตัวนี้ปั๊บ มันก็เลยมีความรู้สึกว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่”

ศ.ศรีราชา เห็นว่า หากต้องการแก้ไขปัญหาของประเทศ มีความจำเป็นที่จะต้องเริ่มที่การปฏิรูปการศึกษาที่ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 15-20 ปี ถึงจะแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างได้อย่างเป็นระบบ

“การแก้ไขตรงนี้ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไปด้วยระบบการศึกษา ตำราทั้งหลายต้องเปลี่ยนให้ถูกด้วย อนาคตถ้าเราปล่อยไว้อย่างนี้ผมว่ายังหวังยากนะ

…ผมว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นช่องทางหนึ่ง แต่ต้องชี้นำไปในทางที่ถูกด้วย เพื่อให้เห็นว่าประชาธิปไตย คือ การยอมรับคนอื่น อยู่ร่วมกับคนอื่น ไม่ขัดแย้งกันโดยไม่มีเหตุผล มันคงต้องใช้เวลาในระดับหนึ่งนะที่ต้องสร้างทัศนคติที่ดี ความรู้ความเข้าใจก็ดี การศึกษา คือการสร้างคน ให้คนรู้จักและเข้าใจระบบการเมืองการปกครอง เข้าใจระบบสังคมที่เราอยู่คนเดียวไม่ได้ แต่ต้องพึ่งพาอาศัย เพื่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันด้วยความสันติสุข

…เราต้องสอนให้คนอยู่บนฐานของการคิดเป็นและสังเคราะห์เป็น เพราะการไม่สอนคนในลักษณะให้คิดวิเคราะห์มีผลต่อมุมมองประชาธิปไตย ซึ่งจะสอนให้เกิดการคิดวิเคราะห์ได้ก็ต่อเมื่อครูมีความรู้ความเข้าใจ ถ้าครูไม่รู้เรื่องจะไปสอนเด็กได้อย่างไร

…ผมว่าเรื่องของครูเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่ต้องให้เขารู้จักวิธีการสอนที่ทำให้เด็กสามารถเข้าใจได้ ไม่ใช่เด็กจำเพื่อเอาไปสอบอย่างเดียว ถ้าเป็นอย่างนั้นจะกลายเป็นลักษณะจำเพื่อลืม พอไปสอบแล้วก็ลืม จากนั้นก็มาจำใหม่แล้วเอาไปสอบอีกในแต่ละภาคการศึกษา สุดท้ายได้อะไรบ้าง พอพ้นจากห้องสอบแล้วอาจจะลืมไม่มีอะไรเหลือแล้วก็ได้ใช่หรือไม่ อันนี้คือปัญหาของเรา

…ถ้าจะเริ่มแก้ไขปัญหาเหล่านี้ คิดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 15-20 ปีมั้ง แก้ด้วยกฎหมายอย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่ต้องทำเป็นโมเดลให้เกิดความเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน”

ขณะเดียวกัน ศ.ศรีราชา ยังย้ำอีกว่า การปฏิรูปการศึกษา ถ้าจะทำให้เกิดความต่อเนื่องจนนำไปสู่ผลที่เป็นรูปธรรม ย่อมต้องอาศัยความมีเสถียรภาพทางการเมืองและรัฐบาล เพราะถ้ารัฐบาลขาดความต่อเนื่องและขาดกลไกที่เชื่อมโยงระหว่างกัน เท่ากับว่าการปฏิรูปจะต้องนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล

“การแก้ไขระบบการศึกษาต้องอาศัยรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเพื่อเข้ามากำหนดนโยบายให้ชัดเจน บ้านเราถ้าพูดกันตรงๆ ที่เป็นอย่างนี้เพราะระบบการเมือง การช่วงชิงอำนาจ และเรามีพรรคการเมืองเยอะ ผลัดกันเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่มีความต่อเนื่อง ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จะพยายามเขียนแนวนโยบายพื้นฐานเพื่อให้ใครก็ตามที่เข้ามาเป็นรัฐบาลต้องทำตามนี้เขาก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญและให้ความสนใจ เพราะเขาถือว่าไม่ใช่นโยบายของเขา เขาจึงเอานโยบายของเขาเป็นหลัก ส่วนนโยบายพื้นในรัฐธรรมนูญทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็แล้วไป ให้คนอื่นมาทำต่อ

…ที่ผ่านมานักการเมืองเดินผิดมาตลอด ก็ไม่ได้พูดว่า คสช.ดี คสช.เข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ คนตีกันจะตาย ประเทศจะเจ๊งแล้ว ก็ต้องเข้ามาหย่าศึกเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และจะได้อยู่ร่วมกันได้ เสร็จแล้วเขาก็จะออกไป แต่ก่อนจะออกไปก็ต้องกวาดบ้านให้เรียบร้อยและมีกติกาชัดเจนเผื่อทิศทางในอนาคตจะดีขึ้น แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อ เพราะพอ คสช.ลุกไปแล้ว พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่ เขาบอกว่าอันนี้ไม่เอา เพราะเป็นเรื่องของเผด็จการ ไม่ใช่ของพวกเราต้องโละทิ้งให้หมด แบบนี้ความต่อเนื่องก็ไม่มีแล้ว ก็กลับไปนับหนึ่งใหม่ ทุกคนอีโก้หมดว่าตัวเองเก่ง อาสาเข้ามาแต่ปรากฏว่าไม่ค่อยประมาณตัว

…ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มาจนถึงปัจจุบัน 84 ปีแล้ว ก็ถามว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างไหม มีอะไรดีขึ้นบ้างไหม นอกจากวนเวียนอยู่ที่เดิม และก็วันดีคืนดีทหารก็ลุกขึ้นมารัฐประหาร แก้ไขปัญหาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ท้ายที่สุดแล้วผมคิดว่าก็ยังมองเห็นอนาคตไม่ชัดของการเมืองไทยว่าจะไปอย่างไร”

การบอกว่าเห็นอนาคตไม่ชัด หมายถึงการเมืองยังไม่มีทางออก เพราะคนก็ยังจะทะเลาะกันเหมือนเดิมใช่หรือไม่? ศ.ศรีราชา ตอบว่า “ยากที่จะคาดเดานะ แต่ถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ มันก็เป็นไปได้ที่ว่าความขัดข้องหมองใจยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ออกไปจากระบบสังคม”

การปรองดองในทางการเมืองไม่อาจเกิดขึ้นได้? ศ.ศรีราชา มีมุมต่อคำถามนี้ว่า “ไม่มีทาง อันนี้ผมฟันธงเลย การปรองดองที่เป็นความตกลงในรูปของตัวหนังสือในกระดาษไม่มีทางเป็นไปได้ การปรองดองต้องเกิดจากพฤติกรรมที่รู้เห็นและเข้าใจร่วมกัน และทุกคนมีความจริงใจที่จะทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การปรองดองไม่ใช่เกิดมาจากการประชุมของคณะกรรมการที่อยู่ในกระดาษ ซึ่งเป็นความฝันของนักวิชาการบางคน ซึ่งผมคิดว่าเป็นความฝันที่ไม่น่าจะเป็นจริงได้”

แสดงว่า คสช.ออกไปแล้ว ปัญหาจะมาเหมือนเดิม? ศ.ศรีราชา ตอบว่า “ผมคิดว่าทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมนะ เพราะฐานมันไม่ได้เปลี่ยนนิ ความคิดคนก็ไม่เปลี่ยน ระบบการศึกษาก็ไม่เปลี่ยน ระบบอะไรก็ไม่เปลี่ยน เพราะฉะนั้น คสช.ลุกไปแล้วจะมีอะไรที่จะทำให้เขาเปลี่ยนความคิดจากเดิม ผมยังมองไม่เห็นจุดเปลี่ยนนะ เพราะจุดเปลี่ยนที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ คือ การให้ความรู้กับคน ที่ทำให้คนสามารถคิดและวิเคราะห์เป็น และไม่หวังแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า

ทุกวันนี้ พูดกันตรงๆ ที่การซื้อเสียงมันได้ผลเพราะอะไร เพราะว่าเขาได้เงินแต่ไม่ได้คิดว่าการได้เงินวันนี้ ไอ้คนที่เอาเงินมาให้เขาจะต้องไปเรียกทุนคืนด้วยวิธีหนึ่งวิธีใด สังคมบ้านเราพูดก็พูดเถอะ สังคมบ้านเราเหนี่ยวนำให้คนต้องติดสินบนต้องใช้อำนาจบาตรใหญ่ ระบบนี้ยังหยุดไม่ได้นะ มันจะเป็นเหมือนล้อเกวียนหมุนไปแล้วก็กลับมาอยู่ที่เดิม ผมว่าจะยังเป็นวงจรต่อไป” ศ.ศรีราชา อธิบาย

ผู้ตรวจฯเสือกระดาษเพราะกฎหมายไม่เอื้อ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน นับเป็นหนึ่งในองค์กรอิสระที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และยังคงสถานะความเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ตรวจฯ จะอยู่กับสังคมไทยมาเกือบ 20 ปี แต่ “ศ.ศรีราชา” ในฐานะประธานผู้ตรวจฯ ซึ่งเป็นลูกหม้อคนสำคัญขององค์กรนี้ ยอมรับว่าการทำงานของผู้ตรวจฯ ยังต้องปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพในหลายเรื่อง

“ตอนแรกของการมีผู้ตรวจการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มีคนเข้าใจผู้ตรวจฯ น้อยเพราะเป็นองค์กรใหม่ มักจะสับสนระหว่างผู้ตรวจฯ และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เยอะทีเดียว เราก็พยายามแก้ไขกันไป มาตอนนี้ยอมรับว่ายังมีคนสับสนอยู่บ้าง เพราะเวลาเราออกพื้นที่ไปต่างจังหวัดก็ยังมีคนคิดว่าเราเป็น สตง. แต่ก็น้อยลงกว่าแต่ก่อนเยอะ ก่อนหน้านี้เราเคยคิดว่าจะเรียกชื่อผู้ตรวจฯ เป็นภาษาอังกฤษเลยว่า ‘Ombudsman’ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน แต่ก็เป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้น เพราะเรายังอยากใช้ชื่อองค์กรเป็นภาษาไทยอยู่

ปัจจุบันก็ดีขึ้นเยอะ มีคนรู้จักเราเยอะขึ้น ในปีสองปีที่ผ่านมาเราก็มีบทบาทเยอะขึ้นในสังคม เช่น การตัดสินคดีใหญ่ อย่างปัญหาน้ำมัน กฎหมายคณะสงฆ์”

เมื่อถามว่า ผู้ตรวจฯ ถูกมองว่าเป็นเสือกระดาษ เนื่องจากทำแค่ข้อเสนอเท่านั้น ประธานผู้ตรวจฯ อธิบายว่า อาจเป็นเรื่องของความเข้าใจหรือปรัชญาในการทำงานของผู้ตรวจฯ ในยุคแรกๆ ที่มองว่าต้องการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ไม่มีการไปกระทบกระทั่งกับหน่วยงานราชการ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาสันติวิธีจึงอาจถูกมองว่าไม่ได้มีบทบาทในเชิงรุก หรือต่อสู้ให้มีผลออกมาในเชิงแพ้หรือชนะ

“เราเสนอและทำความเห็นไปหลายร้อยเรื่อง ผมคิดว่าไม่ต่ำกว่า 400-500 เรื่อง แต่ผลตอบรับกลับมาไม่ค่อยเยอะเท่าไร ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราขอไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าการที่หน่วยงานรัฐเพิกเฉย ละเลย โดยไม่มีเหตุผลภายในระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าเป็นการผิดวินัยอย่างหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ”

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่รอการลงประชามติมีผลอย่างไรกับผู้ตรวจฯ? ประธานผู้ตรวจฯ ตอบว่า บทบาทหน้าที่ของเราลดลงเป็นส่วนใหญ่ อย่างเรื่องจริยธรรมเราถูกลดบทบาทลงไป โดยให้ไปร่วมกับองค์กรอื่นในการทำประมวลจริยธรรม หรือเรื่องการตรวจสอบองค์กรอิสระอื่นๆ ก็ไม่ได้ระบุเป็นอำนาจของผู้ตรวจฯ ไว้อย่างชัดเจน รวมไปถึงการไม่ให้ผู้ตรวจฯ ติดตามประเมินผลการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ที่ผู้ตรวจฯ ยังมีอยู่ คือ การให้อำนาจหน้าที่ฟ้องร้องไปที่ศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

ประธานผู้ตรวจฯ สรุปสาเหตุที่ทำให้การบังคับใช้ประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ผล ทั้งๆ ที่เป็นอำนาจหน้าที่สำคัญของผู้ตรวจฯ ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

ผมว่าเป็นปัญหานักการเมืองมากกว่า อำนาจของเราที่เรามีอยู่น่าจะพออยู่แล้ว จริงๆ แล้วกฎหมายที่ร่างขึ้นมาเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมมันก็พูดยาก ต้องถามลึกลงไปว่าเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมสำหรับใคร คนที่ถูกผลกระทบจากกฎหมายเขารับได้หรือไม่แค่ไหน อย่างไร

สิ่งที่ต้องมีมันควรจะมีไหม ผมว่าการมีมันก็ดี อาจช่วยให้เห็นทิศทางและหลักประกัน แต่มีแล้วเขาไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย เราก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับเขาเหมือนกัน เหมือนกับเราให้หนูเอากระพรวนไปผูกคอแมว ถ้าเผื่อรอดมาก็ไม่ถูกแมวกิน”

ปัญหา “คุณภาพคน-สิ่งแวดล้อม” กัดเซาะทำลายประเทศ

ในทัศนะของ ศ.ศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้อธิบายว่า ที่จริงแล้วปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองอย่างเดียว แต่มีปัญหาที่ยังมีหลายภาคส่วนมองไม่เห็น ทั้งที่เป็นปัญหาใหญ่ และส่งผลในเชิงโครงสร้างค่อนข้างมาก 2 ปัญหา ประกอบด้วย 1.ปัญหาทรัพยากรบุคคล และ 2.ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งทุกปัญหาได้เชื่อมโยงกันอย่างน่ากลัว โดยสามารถจำแนกแต่ละประเด็นพอสังเขปได้ดังนี้

ปัญหาทรัพยากรบุคคลอยู่ที่การขาดภูมิคุ้มกันด้านคุณธรรมและจริยธรรม เพราะถ้าบุคคลของประเทศขาดสิ่งเหล่านี้แล้วย่อมไม่สามารถพัฒนาประเทศไปในทางที่ดีได้ ในทางกลับกันจะนำไปสู่สภาพที่บุคคลจะมองแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก

“ทรัพยากรบุคคล เราสามารถพัฒนาได้ด้วยระบบการศึกษาและการฝึกอบรมเพื่อสร้างคนที่ดีมีคุณภาพ ระบบการศึกษาจะเน้นแค่ความรู้อย่างเดียวไม่ได้ เวลานี้สิ่งที่เป็นความเป็นความตายของสังคมไทย คือ คุณธรรมจริยธรรม”

…พูดถึงเรื่องคุณธรรมจริยธรรม พูดได้ชัดๆ เลยว่าทุกวันนี้ที่ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ เพราะคุณธรรมจริยธรรมมันตกต่ำ เวลานี้ระบบการศึกษาต้องเน้นระบบคุณธรรมเป็นหลัก ความเก่งในวิชาการตามมาเป็นรอง เพราะถ้าเกิดคนเก่งและเลวอันตรายมาก เอาความเก่งไปใช้ในทางที่ผิด เดือดร้อนกันทั้งสังคม แต่ถ้าเกิดคนดีและเก่งจะถือว่าดีมาก หากเป็นคนดีแต่ไม่เก่งมากนักพอเอาตัวรอดได้ ก็ยังถือว่าไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร”

สำหรับปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ ศ.ศรีราชา ระบุว่า “เราจะทำอย่างไรจะสามารถดูแลฟื้นฟูให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ทำอย่างไรให้ช่วยกันดูแลและสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้ ทุกคนอยู่ดีมีสุข อย่างเวลานี้บางจังหวัดที่ภูเขาหัวโล้นหมดเพราะอะไร เพราะว่าคนไปถางหมดเพื่อต้องการเอาที่ไปทำไร่ บุกรุกป่า ความชื้นไม่มี ก่อให้เกิดปัญหาภัยแล้งเป็นเวลาสองปีติดต่อกัน แล้งสองปีติดกันแทบตายเลยใช่ไหม กระทบคนทั้งประเทศ ผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรเป็นหนี้”

“สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครร้องแรกแหกกระเชอให้ประชาชนเข้าใจว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากที่คุณทำ มันถึงเป็นอย่างนี้ มันถึงแล้งติดต่อกันสองปี ระบบของการดูแลประเทศมันแย่นะ รัฐบาลหรือหน่วยราชการก็ดี ไม่สามารถดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ดูแลให้มันมีป่า ดูแลไม่ให้คนบุกรุกป่า”

แนวทางการแก้ไขทั้งหมด ศ.ศรีราชา ยังคงยืนยันว่า ต้องเริ่มต้นจากการศึกษา

“ต้องสอนเรื่องเหล่านี้ในโรงเรียน สอนในระบบการศึกษา ฝังหัวทุกคนตั้งแต่เล็กๆ จนถึงตอนโตเลยว่าให้ทุกคนรู้คุณค่าของธรรมชาติ รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้สิ่งแวดล้อมยังคงอยู่ได้ รู้ว่าต้องทำอย่างไรที่ให้ผลผลิตทางการเกษตรซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของประเทศได้รับการดูแลและสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เวลานี้ประชาชนส่วนใหญ่เจ๊งและเศรษฐกิจชะงักงันหมดเพราะอะไร เพราะคนไม่มีเงิน เกษตรกรหลายสิบล้านคนไม่มีเงินใช้ จึงไม่มีเงินหมุนเวียนในระบบ แบบนี้ก็กระทบหมด ซึ่งมันก็กำลังรุนแรงมากขึ้น”

…รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ต้องเอาเงินมาหยอดคิดโครงการต่างๆ เพื่อผลักดันให้ออกไปสู่ระบบ จะได้ให้คนมีงานทำ ซึ่งต้องทำทุกภาคส่วนไปพร้อมๆ กัน ให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้ เวลานี้รัฐบาลก็มีปัญหาอยู่ว่าจะแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อมีหนี้เยอะขึ้นก็ไม่มีเงินจะจ่าย เป็นวงจรสัมพันธ์กันหมด”

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากปัญหาทรัพยากรบุคคลและทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ยังมีปัญหาการเข้ามาครอบครองทรัพย์สินในประเทศไทยผ่านนอมินี ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินเคยเสนอแนวทางให้กับรัฐบาลในอดีตมาแล้ว แต่กลับยังไม่มีความคืบหน้าเท่าไหร่นัก

“เราเคยก่อนหน้านี้แล้วว่า ให้ออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีไปก่อน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ ส่วนหนึ่งที่ไม่ทำเพราะอะไร ก็เพราะนักการเมืองบางส่วนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว คนรักชาติมันมีน้อย คนทำลายชาติมันมีเยอะ”

…เขาคำนึงอย่างเดียวว่า ทำอย่างไรถึงจะได้เงินมา เพื่อที่จะได้ลงเล่นการเมืองต่อไป ถ้าคนของเราเองยังไม่ดูแลรักษา แล้วใครจะมาดูแล จริงๆ กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เกือบจะได้เข้าสู่การพิจารณาของสภา แต่ถูกตัดเนื้อหาเกี่ยวกับกองทุนที่ให้เงินกับผู้แจ้งเบาะแส ทำให้การจัดทำกฎหมายไม่มีความคืบหน้า”

ช่วงท้ายการสนทนา ได้สอบถามถึงการทำงานก่อนที่กำลังจะหมดวาระในเร็วๆ นี้ เนื่องจากอยู่ในระหว่างที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังสรรหาบุคคลมาทำหน้าที่ผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่ ว่า “มีหลายเรื่องและหลายสิ่งที่อยากทำ แต่คิดว่าคงไม่มีเวลาทำแล้ว เพราะจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งก่อน คือ การศึกษาเรื่องปรับโครงสร้างภาษี ต้องมีการปรับฐานการเก็บภาษีให้กว้างขึ้น เช่น ภาษีทรัพย์สิน เพราะผมรู้สึกว่าทุกวันนี้ที่เกิดขึ้น การทุจริตเยอะ เพราะเงินเดือนข้าราชการไม่พอใช้ จึงคิดว่าควรเพิ่มเงินเดือนข้าราชการให้สูงพอ”

“แต่ในทางกลับกัน ถ้าใครทุจริตต้องถูกลงโทษที่รุนแรงเลย แค่ออกจากราชการอย่างเดียวไม่ได้ ต้องติดคุกด้วย หรือเอาอย่างจีนเลยก็ได้ที่ประหารชีวิต ผมว่าคนไทยอาจเหมาะอย่างนั้นนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นปั๊บคนจะกลัว เคยได้ยินไหมเมื่อสมัยจอมพลสฤษดิ์ มีไฟไหม้ที่ท่าเรือ จับได้ว่าคนวางเพลิงต้องการเผาเพื่อเอาเงินประกัน จับได้ยิงเป้าเลย จากนั้นไฟไม่ไหม้อีกเป็นปีเลยนะ เพราะทุกคนกลัวหมด บ้านไหนทั้งหลายที่เก่า สายไฟเริ่มเก่าเปลี่ยนหมดเลย เพราะกลัวไฟไหม้แล้วจะเจอโทษประหารชีวิต”

…อีกเรื่องที่อยากทำแต่คงไม่ได้ทำแล้ว คือ การป้องกันการผูกขาดทางธุรกิจและการเมือง ที่จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามาผูกขาดและใช้เงินซื้อการเมือง ที่ผ่านมาก็เกิดกันอยู่แล้ว เวลาจะลงเลือกตั้งก็ได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจใหญ่ๆ ก็ให้เงินไปซื้อ ตกเขียวไว้ก่อน พอถึงเวลาปั๊บใครจะมาออกกฎหมายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อธุรกิจเขาก็ไม่สามารถทำได้ น่ากลัวนะ”

…ผมก็วิเคราะห์จากประสบการณ์ของผมนะ จะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่ายังไม่มีใครรู้ แต่ผมคิดว่า คสช.จะทำอะไรก็หืดขึ้นคอเหมือนกัน เว้นแต่จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” ศ.ศรีราชา ทิ้งท้าย

 

วิพากษ์ “ปรากฎการณ์โค่นธรรมกาย” สุรพศ ทวีศักดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2559 เวลา 12:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/436236

วิพากษ์ "ปรากฎการณ์โค่นธรรมกาย" สุรพศ ทวีศักดิ์

เรื่องและภาพ อินทรชัย พาณิชกุล

กว่า 2 เดือนแล้วที่ชื่อของ “วัดพระธรรมกาย” และ “พระธัมมชโย” ตกเป็นข่าวใหญ่รายวัน ท่ามกลางการจับตามองแทบไม่กะพริบของคนในสังคม

หลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายจับพระธัมมชโยให้มารับทราบข้อกล่าวหาฟอกเงินและรับของโจรกรณีรับเช็คจากอดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ถึง 3 ครั้ง แต่ได้รับการปฏิเสธมาตลอดโดยอ้างว่าอาพาธหนัก ไม่สามารถเดินทางออกนอกวัดได้ นำไปสู่การชิงไหวชิงพริบห้ำหั่นกันด้วยข้อมูลและลมปากผ่านสื่อต่างๆ ฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจตามกฎหมายไล่บี้อย่างไม่ลดละ อีกฝ่ายหนึ่งผนึกกำลังตั้งรับอย่างเต็มที่

“สุรพศ ทวีศักดิ์” นักวิชาการด้านพุทธศาสนา ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เฝ้ามองอย่างเกาะติดชนิดไม่คลาดสายตา

ท่ามกลางความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของปมขัดแย้ง ตั้งแต่เรื่องอาบัติปาราชิกของธัมชโยที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง คดีรถหรูสมเด็จช่วง ข้อกล่าวหาว่าธรรมกายสอนบิดเบือนพระไตรปิฏก ตลอดจนความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงทางการเมืองกับขั้วตรงข้ามรัฐบาล

วันนี้เขาจะมาวิเคราะห์ปรากฎการณ์ “โค่นล้มธรรมกาย” ภายใต้หลักธรรมวินัย หลักการกฎหมาย และหลักการประชาธิปไตย

มองความพยายามที่จะโค่นล้มพระธัมมชโยรอบนี้อย่างไร

ฝ่ายที่พยายามจะโค่นล้มธรรมกายคาดหวังสูงมากว่าจะจัดการพระธัมมชโยทั้งทางกฎหมายและทางธรรมวินัยให้ได้ เพราะสิ่งที่เขาทำอยู่มีสองอย่าง นั่นคือ เรื่องกฎหมาย พัวพันการทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และเรื่องธรรมวินัย นั่นคือ อาบัติปาราชิก

ถามว่าเริ่มต้นมาจากไหน มันเป็นคู่ขนานมากับกปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) พอคสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ)ยึดอำนาจ กปปส.ก็สนับสนุนคสช.โดยชูประเด็นเรื่องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ทีนี้ก็ผุดไอเดียปฏิรูปศาสนาขึ้นมา ซึ่งความคิดที่ไม่เอาธรรมกายอยู่ในคนกลุ่มนี้อยู่แล้ว ดังนั้นการปฏิรูปศาสนาก้าวแรกที่เขาทำทันทีก็คือ รื้อฟื้นคดีธัมมชโย พอมหาเถรสมาคมไม่ตอบรับอ้างว่าจบไปแล้ว เขาก็เดินเกมต่อเรื่องรถหรูสมเด็จช่วงเพื่อสกัดไม่ให้ขึ้นเป็นสังฆราช ถ้าดูตัวละครอย่างไพบูลย์ นิติตะวัน (ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ) พระพุทธะอิสระ (เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม) นายแพทย์มโน เลาวณิช (อดีตพระที่มีบทบาทสูงในวัดพระธรรมกาย และอดีตกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ) ก็เป็นฝ่ายชงเรื่องเข้าสู่กลไกอำนาจของรัฐผ่านดีเอสไอ ชงเรื่องเข้าสู่กลไกอำนาจของมหาเถรสมาคมเพื่อจัดการกับธรรมกาย

เหตุผลที่เขาต้องการกำจัดธัมมชโยมันมีความซับซ้อน หนึ่ง กลุ่มคนชนชั้นกลางในเมือง ทั้งศิษย์พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต ผู้เขียนหนังสือกรณีธรรมกายที่บอกว่าธรรมกายสอนบิดเบือนพระไตรปิฏก) ศิษย์สวนโมกข์ กลุ่มสันติอโศก กลุ่มพุทธะอิสระ รวมทั้งอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ที่มองว่าธรรมกายเป็นสัทธรรมปฏิรูป ประกอบกับธัมมชโยถูกดำเนินคดีในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ แต่มารอดในยุคทักษิณ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยโยงธรรมกายกับเพื่อไทย โยงกับทักษิณ ฉะนั้นในทางการเมืองมันเอาไว้ไม่ได้ เพราะการปฏิรูปครั้งนี้เป้าหมายหนึ่งคือขจัดขั้วของฝ่ายพรรคเพื่อไทย ขจัดขั้วทักษิณ เมื่อขจัดตรงนั้นแล้ว ผมคิดว่านายแพทย์มโนเป็นคนให้ข้อมูลกับทางฝ่ายรัฐว่า ธรรมกายเป็นภัยต่อความมั่นคง เลือกตั้งคราวหน้า ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะได้เป็นรัฐบาลก็จะยึดอาณาจักร ธรรมกายก็จะยึดศาสนจักร

เป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ

ไม่ใช่เรื่องการเมืองอย่างเดียว มีหลายประเด็นทับซ้อนกัน เรื่องพระธัมมชโยทำผิดกฎหมายก็ต้องนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมที่ต้องตัดสินออกมาให้ชัดเจนว่าผิดถูกอย่างไร แต่ปัญหาอยู่ที่ว่ากระบวนการยุติธรรมตรงนี้มันถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม ถูกมองว่าไม่เป็นกลาง ถ้ากระบวนการนี้เดินหน้าต่อไป สมมติว่าจับพระธัมมชโยสึก ฝ่ายธรรมกายก็จะมองว่าฝ่ายตนถูกทำลายในทางการเมือง  ฝ่ายคนที่แม้จะไม่เห็นด้วยกับธรรมกายแต่ยืนยันหลักการประชาธิปไตยก็จะมองว่าเป็นการใช้อำนาจเผด็จการมาจัดการฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกันถ้าไม่สามารถจับพระธัมมชโยเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายได้ก็จะเป็นคำถามต่อไปว่าแล้วข้อกล่าวหานี้ตกลงมันผิดหรือไม่ ทำไมถึงเอาพระธัมชโยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไม่ได้ ฉะนั้นไม่ว่าจะทำยังไงมันก็มีปัญหาทั้งนั้น

ผมกลัวว่ามันจะมีการล่าแม่มดเกิดขึ้น ถ้าเขาไม่สามารถใช้ช่วงที่คสช.อยู่ในอำนาจจับธัมมชโยสึกได้ เขาก็จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับคสช.มาตรา 67 ที่บอกไว้ว่า “รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทย ส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการ ป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน มีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย”

ซึ่งคุณไพบูลย์ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะเอามาตรานี้ไปจัดการพระนอกรีตที่สอนผิดจากพระไตรปิฏก เราก็รู้กันอยู่ว่าใครสอนผิด ประพฤติผิดธรรมวินัย คนอื่นสอนผิดกันเยอะแยะ แต่ธรรมกายถูกกล่าวหาอยู่ที่เดียว พอเห็นหน้าตาของรัฐธรรมนูญที่ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ก็จะมองเห็นภาพว่ากลุ่มไหนเป็นคนโกงที่ต้องปราบ พรรคการเมืองใด หรือใคร กระบวนการที่จะกำจัดธรรมกายมันถูกวางเอาไว้อย่างรัดกุม

ในระยะยาว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจะไปกำจัดธัมชโยในอนาคต เป็นดาบต่อไป ถ้าไม่สามารถฟันได้ในตอนนี้

สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านพุทธศาสนา

บางคนมองว่าคสช.อยู่เบื้องหลัง

ในความรู้สึกผมมันไม่เชิงว่าคสช.อยู่เบื้องหลัง แต่เป็นเรื่องของกลุ่มคนที่สนับสนุนคสช.เขาใช้กลไกคสช.มาจัดการกับธรรมกาย คนกลุ่มนี้จะมีข้อมูลหลักฐานต่างๆที่คสช.ฟังแล้วเชื่อว่ามีน้ำหนัก เหตุผลที่คสช.เห็นด้วยเพราะเชื่อว่าธรรมกายอยู่ฝ่ายเพื่อไทย อยู่ฝ่ายทักษิณ

ถ้ามองลึกกว่านั้น ศาสนาพุทธไทยสมัยใหม่สถาปนาขึ้นตั้งแต่รัชกาลที่ 4 แยกนิกายเป็นธรรมยุตกับมหานิกาย ต่อมารัชกาลที่ 5 ตั้งองค์กรปกครองสงฆ์โดยรัฐที่เรียกว่ามหาเถรสมาคม มีอำนาจทางกฎหมาย รวบอำนาจปกครองสงฆ์ทั่วประเทศไว้ที่กรุงเทพฯ มีหน้าที่สนับสนุนอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถ้าพระสงฆ์เทศแสดงธรรมให้คนรักชาติ รักศาสนา รักพระมหากษัตริย์ จะไม่ถือว่าองค์กรสงฆ์ยุ่งกับการเมือง หรืออย่างพระกิติวุฒโฑที่บอกว่าฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป หรือพระรูปไหนหรือกลุ่มไหนออกมาต่อสู้ทางการเมือง เช่น กลุ่มสันติอโศก กลุ่มพุทธอิสระ ถ้าคุณเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยอ้างว่าเพื่อรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การเอาศาสนามาเกี่ยวข้องกับการเมืองลักษณะนี้ก็จะถือว่าเป็นการยุ่งการเมืองในทางที่ถูกที่ควร

แต่ถ้าคุณเอาศาสนามายุ่งกับการเมืองในการเรียกร้องเสรีภาพ ประชาธิปไตย หรือไปสนับสนุนพรรคการเมือง แบบนี้มันผิด เป็นการดึงศาสนามายุ่งกับการเมืองซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ ฉะนั้นปรากฎการณ์ของธรรมกายจึงถูกตั้งคำถามว่า คุณเป็นองค์กรศาสนาขนาดใหญ่ มีมวลชนมหาศาล คุณจะไปสนับสนุนขั้วตรงข้ามอำนาจเก่าได้ยังไง อันนี้ผมมองว่าเป็นสิ่งที่คสช.ยอมไม่ได้

คำสอนธรรมกายเป็นพิษเป็นภัยถึงขนาดต้องโค่นล้ม กำจัดทิ้งเชียวหรือ

ธรรมกายมีส่วนที่เป็นปัญหาและไม่เป็นปัญหา เรื่องคำสอนไม่เป็นปัญหานะ แนวทางการสอนเรื่องธรรมกายก็เอามาจากหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ซึ่งสอนกันอยู่แล้ว ส่วนการที่ธรรมกายจัดตั้งองค์กรศาสนาขนาดใหญ่ เผยแผ่ออกไปในสาขาต่างๆโดยต้องการให้ตัวเองเป็นเหมือนวาติกัน หรือแนวคิดที่ว่าบริจาคมากๆแล้วจะรวย มันไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง แม้เราจะฟันธงว่าธรรมกายสอนผิดจากพระไตรปิฏก แต่ก็ไม่มีที่ไหนสอนถูกต้องตามพระไตรปิฏกร้อยเปอร์เซนต์อยู่แล้ว มีแต่ถูกมากถูกน้อยผิดมากผิดน้อยเหมือนกันทุกวัด ทีนี้ถ้าคำสอนผิด วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องต้องแก้ปัญหาภายในของคณะสงฆ์เอง จะต้องวิพากษ์วิจารณ์ ตักเตือนกันแบบกัลยาณมิตร นำมาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แก้ไขปรับปรุงให้มันถูกต้อง ไม่ใช่การเอาอำนาจรัฐไปจัดการ

ตามหลักของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ รัฐไม่มีอำนาจเข้าไปจัดการเรื่องสอนผิดสอนถูก พระจะประพฤติผิดหรือถูกธรรมวินัยจะใช้อำนาจรัฐไปจัดการไม่ได้ หน้าที่ของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่มีเพียงรักษาเสรีภาพความเสมอภาคทางศาสนาเท่านั้น ใครจะสอนผิดสอนถูก ไบเบิ้ล อัลกุรอ่าน พระไตรปิฏก รัฐจะไม่ไปยุ่ง เป็นเรื่องของกลุ่มศาสนิกที่จะตกลงกันเอง แต่ทำไมชาวพุทธชนชั้นกลางในไทยที่คิดว่าตัวเองก้าวหน้า รักษาธรรมวินัยที่ถูกต้อง ถึงไปเรียกร้องอำนาจรัฐให้มาจัดการ ซึ่งขัดกับหลักเสรีภาพทางศาสนาในระบอบประชาธิปไตย ยกตัวอย่างสมณโพธิรักษ์ถึงขั้นเรียกร้องให้ใช้มาตรา 44 จัดการเรื่องข้อหาอาบัติปราชิก ผมนับถือสันติอโศกในเรื่องความเคร่งครัด แต่ทำไมถึงยอมรับการใช้อำนาจเผด็จการมาจัดการกับคนอื่น

สำหรับส่วนที่เป็นปัญหาของธรรมกายก็เหมือนปัญหาของกลุ่มชาวพุทธทุกกลุ่มคือ ธรรมกายยังใช้กลไกอำนาจรัฐผ่านมหาเถรสมาคมในการเผยแผ่ ทำกิจกรรมทางศาสนาใหญ่ๆ ตรงนี้ก็ขัดกับหลักเสรีภาพทางศาสนาในระบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่รัฐไม่ได้มีหน้าที่ต้องมาส่งเสริมสนับสนุนศาสนา รัฐไม่ได้ support  แต่รัฐปล่อยให้เป็นอิสระคือให้องค์กรศาสนาเป็นเอกชนเลย เหมือนในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ศาสนาจะไปสอนในโรงเรียนไม่ได้ ไม่มีการบังคับ ฝรั่งเศสนี่แยกได้เด็ดขาดเลย แต่บ้านเราเนื่องจากมันไม่แยกศาสนาออกจากรัฐ มีองค์กรสงฆ์ของรัฐมีอำนาจตามกฎหมาย แล้วยังมีรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนาอีก ธรรมกายใช้อำนาจรัฐและใช้กลไกคณะสงฆ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่ากลุ่มอื่นๆ ส่วนนี้่แหละที่ทำให้คนกลัว

มีคนบอกว่า ถ้าวัดพระธรรมกายเป็นลัทธินิกายอื่นคงไม่มีปัญหา แต่พอเป็นเถรวาท คำสอนประเภทที่ว่าบริจาคมากเท่าไหร่ก็ได้บุญมากเท่านั้น ต้องปิดบัญชีทางโลกถึงจะเปิดบัญชีทางธรรมได้ พระรุ่นดูดทรัพย์ สอนว่าโคตรรวย โคตรรวย โคตรรวย แบบนี้ไม่ถูกต้องเพราะไม่ใช่คำสอนทางพุทธศาสนา

คำถามผมคือ ถ้าธรรมกายสอนผิดพระไตรปิฏกของเถรวาท แล้วคุณจะจัดการกับเขายังไง ถ้าคุณจัดการกับเขาภายใต้กรอบของธรรมวินัยเพียวๆโดยไม่เกี่ยวกับอำนาจรัฐ เช่น สมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าใช้หลักธรรมวินัยในการแก้ปัญหาภายในคณะสงฆ์ เมื่อพระเทวทัตแยกกลุ่มออกไป พระพุทธเจ้าไม่เคยเอาอำนาจรัฐมาแก้ปัญหา วิธีการจัดการของพระพุทธเจ้าคือ ส่งพระสารีบุตรที่รู้หลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องของพุทธศาสนาไปชี้แจงกับพระที่ถูกพระเทวทัตหลอก พอชี้แจงแล้วพระเหล่านั้นก็กลับใจ ส่วนคนที่ไม่เชื่อเขาก็อยู่กับพระเทวทัตต่อไป นี่คือวิธีการของพระพุทธเจ้า

ถ้าคุณเห็นว่าธรรมกายผิด สิ่งที่คุณต้องจัดการกับธรรมกายคือ วิพากษ์วิจารณ์ แสดงหลักฐานออกมาว่าพระไตรปิฏกที่ถูกต้องมันเป็นยังไง คำสอนธรรมกายที่ว่าผิดมันผิดตรงไหน ถ้าธรรมกายเขาเห็นด้วยกับคุณ เขาก็จะเปลี่ยน หรือถ้าธรรมกายยืนยันว่าเขาถูก เขาก็จะหาหลักฐานมาอ้างอิงว่าถูกยังไง ต้องสู้กันแบบนี้ ส่วนชาวพุทธทั่วไปก็ต้องรับฟังข้อมูลข่าวสารทั้งสองฝ่าย ถ้าเห็นด้วยเขามีเสรีภาพที่จะเลือกอยู่กับธรรมกายหรือเลิกนับถือก็ได้ ซึ่งตามตัวหลักการของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่ รัฐจะเข้าไปยุ่งเรื่องแบบนี้ไม่ได้ ยกเว้นถ้าพระทำผิดกฎหมาย เช่น ทุจริตคอร์รัปชั่น รัฐไปยุ่งได้ แต่เรื่องผิดถูกธรรมวินัย รัฐเข้าไปยุ่งไม่ได้ โดยหลักธรรมวินัยของพุทธศาสนาเองก็ไม่ได้มีข้อไหนบัญญัติไว้ว่าต้องให้รัฐเข้ามาจัดการ ถ้าแยกศาสนาออกจากรัฐจะไม่มีปัญหาเลย

สมมติถ้าเมืองไทยแยกศาสนาออกจากรัฐ การแก้ไขปัญหาเรื่องธัมมชโยจะออกมารูปแบบไหน

ถ้าแยกศาสนาออกจากรัฐ องค์กรศาสนาทุกศาสนาจะกลายเป็นเอกชนหมด และจะมีเสรีภาพในการศึกษาตีความ คำว่าสงฆ์หรือสังฆะ ก็จะไม่ใช่คณะสงฆ์แบบนี้ แต่จะหมายถึงสงฆ์ในสำนักต่างๆ ตามสายครูบาอาจารย์ต่างๆ ทีนี้ปัญหาที่ว่าธรรมกายสอนผิด ผู้ที่จะตัดสินก็อยู่ที่คณะสงฆ์ของสายวัดธรรมกาย รวมถึงญาติโยมที่เขาศรัทธาวัดธรรมกาย ถ้าเขาเห็นว่าสิ่งที่ธรรมกายสอนอยู่ไม่ได้ผิดจากพระไตรปิฏก เขาก็ยืนยันจะเชื่อแบบนั้น ส่วนกลุ่มอื่นๆที่ไม่เห็นด้วยก็วิพากษ์วิจารณ์กันไป แต่ไม่สามารถให้อำนาจรัฐ หรือองค์กรส่วนกลางไปจัดการกับเขาได้ คุณก็แค่ไม่ไปวัดธรรมกาย เลิกศรัทธา ต่างคนต่างอยู่ แค่นั้นเอง

ถามว่ารัฐจะเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร รัฐจะเข้าไปเกี่ยวข้องในแง่ที่ว่าต้องตรวจสอบความโปร่งใสของทุกองค์กรศาสนา ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา องค์กรศาสนาจะส่งบัญชีรายรับรายจ่ายของตัวเองมาแสดงให้หน่วยงานรัฐซึ่งคล้ายๆกับสตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ตรวจสอบความโปร่งใสทุก 6 เดือน ถ้ามีแบบนี้มันจะชัดเจน แต่ความเป็นจริงในปัจจุบันมันไม่ใช่ สตง.ไม่ได้ไปตรวจสอบวัด วัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่งอยู่เหมือนเดิม วัดธรรมกายที่มีปัญหาเพราะมีการบริหารจัดการเงินจำนวนมหาศาลยังไงไม่มีใครรู้ แต่ถ้าเป็นเอกชน องค์กรศาสนาก็ไม่ต่างกับบริษัทห้างร้านต่างๆที่ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ต้องชี้แจงรายรับรายจ่ายของตัวเองให้เป็นที่รับรู้ต่อสาธารณะ

ส่วนการตีความคำสอนทางศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อ ความเชื่อเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลที่มีเสรีภาพว่าจะเชื่อหรือไม่ เพราะฉะนั้นปัญหาของธรรมกายที่อ้างเรื่องสอนผิดสอนถูก มาเถียงกัน มากำจัดกันอย่างทุกวันนี้ก็จะจบไป แล้วรัฐก็จะไม่เป็นเวทีความขัดแย้งทางศาสนาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจ้องจะใช้เป็นเครื่องมือฟาดฟันอีกฝ่าย ประวัติศาสตร์บอกแล้วว่า เราผิดพลาดมาหลายครั้ง ตั้งแต่กรณีพระพิมลธรรม (สมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช) ที่เกิดมาจากความอิจฉาในวงการสงฆ์ แล้วยืมมือเผด็จการไปจัดการกับศัตรูของตัวเอง ผมว่านี่เป็นเรื่องที่น่าเศร้า

หมายความว่าการแยกศาสนาออกจากรัฐจะควบคุมธรรมกายได้อยู่หมัดงั้นหรือ

มันไม่ใช่เรื่องที่จะไปควบคุมธรรมกาย แต่เป็นเสรีภาพที่คนไทยเขาจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะศรัทธาหรือไม่ศรัทธา

สมมติว่าถ้าแยกศาสนาออกจากรัฐ ธรรมกายมีทุนเยอะ แต่อย่าลืมว่าที่ธรรมกายโตในเมืองไทยได้เขาไม่ได้ใช้ทุนอย่างเดียว แต่ใช้อำนาจรัฐเป็นตัวช่วย เช่น จัดปฏิบัติธรรมโดยใช้งบประมาณรัฐพันกว่าล้านสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตรงนี้เกี่ยวกับหน่วยงานราชการ เพราะต้องเกณฑ์คนมา ต้องส่งพระไปอยู่วัดต่างๆ ถ้าธรรมกายใช้อำนาจมหาเถรสมาคมไม่ได้ เขาจะทำได้ยังไง ต้องได้รับอนุมัติจากพระผู้ใหญ่เขาถึงส่งไปอยู่วัดต่างๆได้ และมีเงินด้วย แต่หากเป็นอิสระจากรัฐ ก็จะใช้อำนาจรัฐไม่ได้ เป็นเรื่องความสมัครใจของวัดต่างๆเองว่าจะเอาด้วยหรือปฏิเสธวัดธรรมกาย

ถ้าคุณกลัวธรรมกายจะโต คุณต้องเสนออะไรที่ดีกว่าธรรมกาย แข่งกับธรรมกาย เหมือนกับคุณกลัวทักษิณ คุณก็ต้องเอาชนะทักษิณด้วยการเสนอนโยบายที่เหนือกว่าเขา แต่ถ้าคุณเอาเผด็จการมาชนะทักษิณมันไม่ได้ชนะจริง ไม่ได้ทำให้คนศรัทธาทักษิณน้อยลง เช่นเดียวกันถ้าคุณเอาอำนาจเผด็จการมากำจัดธรรมกาย คิดเหรอว่าคนจะศรัทธาธรรมกายน้อยลง

แล้วตอนนี้ ทำไมมหาเถรสมาคมถึงไม่ใช้วิธีแก้ปัญหาตามหลักธรรมวินัย

ผมเข้าใจว่า ชาวพุทธเราอาจจะเติบโตมากับพุทธศาสนาแบบไทย เหมือนกับคุณยอมรับศาสนาที่ชนชั้นนำสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยร.4-ร.5จนถึงปัจจุบันว่ามันถูกต้องแล้ว ชนชั้นกลางไทยเสพพุทธศาสนาที่บอกว่าก้าวหน้า มีเหตุมีผล เป็นวิทยาศาสตร์ แต่คุณไม่ตั้งคำถามเลยกับศาสนาที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ร.4-ร.5  ซึ่งเป็นศาสนาสมัยใหม่ที่ยึดโยงอยู่กับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีองค์กรสงฆ์ที่มีอำนาจทำหน้าที่สนับสนุนรัฐมาตลอด แล้วก็เสพความคิดของนักปราชญ์สองท่านคือ ท่านพุทธทาสภิกขุกับท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ตัวท่านพุทธทาสภิกขุเองก็ตีความคำสอนพุทธศาสนามาสนับสนุนระบอบเผด็จการโดยธรรม และท่านก็ปฏิเสธเสรีประชาธิปไตยโดยอ้างว่าถ้าปล่อยให้มีเสรีภาพมาก คนมันก็ไปตามอำนาจกิเลส กลุ่มที่ต่อสู้ทางการเมืองในช่วงสิบกว่าปีนี้จะอ้างคำท่านพุทธทาสมากที่สุด อ้างคำสอนเรื่องเผด็จการโดยธรรมคือเผด็จการโดยคนดี ต้องเอาคนดีมาปกครอง จะเป็นคนดีคนเดียวหรือเป็นคณะก็ได้

ส่วนเจ้าคุณประยุทธ์ท่านก็ตีความพุทธศาสนาไปในทางก้าวหน้าเยอะแยะ แต่ท่านไม่เคยตั้งคำถามกับอำนาจคณะสงฆ์ว่ามันชอบธรรมตามพระธรรมวินัยหรือไม่ ท่านพยายามปกป้องธรรมวินัยบริสุทธิ์ตามพระไตรปิฏก แต่ไม่เคยตั้งคำถามว่าองค์กรมหาเถรสมาคมที่ตั้งขึ้นอาศัยความชอบธรรมของพระธรรมวินัยข้อไหน มันก็แค่รัฐตั้งขึ้นมา มียศมีตำแหน่ง มีสมณศักดิ์ มีอำนาจตามกฎหมายที่เป็นเผด็จการด้วย แต่กลับมาบอกว่ามีหน้าที่รักษาความบริสุทธิ์ของพระธรรมวินัย มันคล้ายกับว่าจู่ๆมีคณะบุคคลหนึ่งยึดอำนาจเข้ามาแล้วบอกว่าจะสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ให้ เราก็ยอมรับโดยไม่ได้ตั้งคำถามว่าคณะบุคคลนั้นมาโดยชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตยหรือไม่ เมื่อมาไม่ชอบธรรมแล้วจะสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ยังไง ก็เหมือนกับองค์กรสงฆ์ เราไม่ตั้งคำถามว่ามาโดยชอบธรรมหรือไม่ มีหลักพระธรรมวินัยมารองรับหรือเปล่า เราไม่เคยตั้งคำถาม คิดแต่ว่าคณะสงฆ์แบบนี้จะรักษาธรรมวินัยไว้ได้ สุดท้ายมันก็เลยเถิดมาถึงทุกวันนี้ ไม่สามารถรักษาพระธรรมวินัยบริสุทธิ์ได้ แถมยังเละเทะไปหมด

ที่ผ่านมาเคยมีข้อครหาว่ามหาเถรสมาคมถูกซื้อตัว

คำว่าถูกซื้อ คงมองในแง่ตัวบุคคล แต่ผมคิดว่าปัญหาอยู่ที่ตัวโครงสร้าง

ถ้าจะให้เห็นภาพ เราต้องเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นสมัยใหม่ของยุโรป เพราะยุโรปเริ่มจากการปฏิรูปศาสนา แต่การปฏิรูปศาสนาของเขาเริ่มจากการท้าทายอำนาจของศาสนจักร ซึ่งอำนาจของคริสตจักรที่ผูกติดอยู่กับรัฐถูกตั้งคำถามว่ามีการฉ้อฉล ต่อมามีการแยกนิกายต่างๆออกไป ต่อสู้กันเนิ่นนานกระทั่งถึงที่สุดแล้วก็เข้าสู่สมัยใหม่โดยการแยกศาสนาออกจากรัฐ ปล่อยให้ศาสนาเป็นความเชื่อส่วนบุคคล เป็นเรื่องของเสรีภาพที่คนจะเลือกนับถือหรือไม่นับถือ การปฏิรูปของเขาเป็นแบบนี้

ทีนี้ในประวัติศาสตร์รัฐที่นับถือพุทธศาสนาในเอเชียอาคเนย์ รวมทั้งไทย รัฐพยายามที่จะควบคุมศาสนาอยู่เรื่อยๆ ทั้งตั้งสังฆราช ให้สมณศักดิ์ ออกกฎหมายเอาผิด ร.1ออกกฎหมาย 10 ฉบับเพื่อเอาผิดกับพระที่ผิดธรรมวินัย แต่ตอนนั้นยังไม่มีคณะสงฆ์ที่มีอำนาจรัฐในการควบคุมพระสงฆ์ทั้งประเทศอย่างเป็นทางการ พอถึงสมัยร.5 ปฏิรูประบบราชการ รวมศูนย์อำนาจ มีการตั้งมหาเถรสมาคมขึ้น ฉะนั้นการปฏิรูปของบ้านเราจึงต่างจากตะวันตก ตะวันตกเริ่มจากการท้าทายอำนาจ แต่บ้านเราเริ่มจากอำนาจรัฐส่วนบนทำการปฏิรูป บ้านเขาปฏิรูปโดยการเอาศาสนาออกไปจากรัฐ องค์กรศาสนาเป็นเอกชน แต่เราปฏิรูปการตั้งศาสนจักรขึ้นมา คือ มหาเถรสมาคม ให้มีอำนาจในการคุมพระทั้งประเทศ มันสวนทางกันเลย (หัวเราะ)

ที่พูดกันนักหนาว่า สังคมไทยมีเสรีภาพทางศาสนา แต่เป็นเสรีภาพแบบไทยๆ เสรีภาพแบบไทยๆคือ ขอบเขตของเสรีภาพอยู่ที่ชนชั้นนำเป็นผู้กำหนด แต่เสรีภาพแบบสากล ขอบเขตของเสรีภาพอยู่ที่ประชาชนเป็นผู้กำหนด เสรีภาพแบบไทยๆมาถึงจุดหนึ่งคุณพูดต่อไม่ได้ แต่เสรีภาพทางศาสนาแบบตะวันตก รัฐเข้าไปแทรกแซงไม่ได้ บ้านเรารัฐแทรกแซงผ่านมหาเถรสมาคมตลอดเวลา บางทีผู้นำรัฐบาลพูดเองเลย อย่างเช่นสมัยจอมพลสฤษฎ์ ธนะรัชต์ (อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 11 ผู้มีส่วนสำคัญในการออกกฎหมายพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505) บอกว่าพระสอนเรื่องสันโดษไม่ได้ ประเทศไม่พัฒนา แล้วการที่รัฐใช้กลไกศาสนาในการทำอะไรต่างๆ ตั้งแต่นโยบายหมู่บ้านศีลห้า ห้ามบวชภิษุณี ก็ขัดหลักเสรีภาพทางศาสนาแบบสากล  ฉะนั้นพอเดินมาถึงจุดนี้แล้วแทนที่เราจะค่อยๆคลายมันออก ปรากฎว่ามันกลับยิ่งเข้มขึ้น

ถามว่าเป็นไปได้ไหมที่องค์กรมหาเถรสมาคมจะถูกซื้อ ก็ในเมื่อโครงสร้างมันถูกกำหนดไว้แบบนี้ แล้วมหาเถรสมาคมก็มีอำนาจมหาศาล คณะมหาเถรสมาคม 20 รูปมีอำนาจที่จะให้สมณศักดิ์ ให้ตำแหน่งพระทั่วประเทศ เป็นเรื่องการโยงใยอำนาจ มีการวิ่งเต้นเรื่องเงินอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะมากมาย โครงสร้างแบบนี้เลยทำให้ธรรมวินัยไม่เวิร์ค ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามธรรมวินัยได้จริง ตราบใดที่ไม่ยกเลิกโครงสร้างแบบนี้ ปัญหาที่เป็นอยู่ ความขัดแย้งอะไรต่างๆก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆ

การปฏิรูปศาสนา ตามหลักการควรจะพุ่งเป้าไปที่การแยกศาสนาออกจากรัฐ แต่กลับรื้อฟื้นคดีธัมมชโยเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยเล่นงานสมเด็จช่วงเรื่องรถหรู แบบนี้ดูเหมือนปฏิรูปธรรมกายมากกว่าจะปฏิรูปศาสนา

(หัวเราะ) ที่คุณบอกว่าจะปฏิรูปศาสนามันไม่ใช่การปฏิรูป ความคิดปฏิรูปศาสนาของไทยเป็นความคิดแบบชนชั้นนำ คือปฏิรูปศาสนาโดยขจัดฝ่ายที่ตัวเองมองว่าผิด และใช้อำนาจรัฐเข้าไปจัดการ ในประวัติศาสตร์ทำแบบนี้มาตลอด อย่าลืมว่าพุทธศาสนาไทยเกี่ยวข้องกับการเมืองมาตลอด สมัยร.4ก็เป็นเรื่องขึ้นครองราชย์ แทนที่ร.4จะได้ขึ้น แต่ร.3กลับได้ขึ้น ทำให้ท่านต้องบวชยาว ก็จำเป็นต้องตั้งนิกายที่จะสนับสนุนตัวเองขึ้นมา มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

การปฏิรูปศาสนายุคนี้ เป้าหมายต้องการกำจัดธรรมกาย ก็มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอีก มันไม่ใช่ปฏิรูปศาสนาในลักษณะที่จะแยกศาสนาออกไปจากรัฐ สอดคล้องกับระบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่เสรีภาพทางศาสนามันเป็นไปได้ แต่สิ่งที่คุณกำลังปฏิรูปอยู่ขณะนี้ทำให้เสรีภาพทางศาสนามันเป็นไปไม่ได้ด้วยการปล่อยให้มีการใช้อำนาจรัฐเป็นเครื่องมือในการขจัดความเชื่อต่างทางศาสนา ตรงนี้ทำให้ผมเศร้าใจกับชาวพุทธไทยที่บอกว่าตัวเองกำลังปกป้องความบริสุทธิ์ของพุทธศาสนา แต่คุณไม่อายที่จะใช้อำนาจรัฐที่เป็นเผด็จการไปขจัดฝ่ายตรงข้าม การใช้อำนาจรัฐเผด็จการไปกำจัดคนอื่นไม่น่าไปด้วยกันได้กับธรรมวินัย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเราแบบนี้ พระพุทธเจ้าจะไม่เรียกร้องให้รัฐมาเอาผิดกับใครก็ตามที่มาหมิ่้นพุทธศาสนา

ในพระไตรปิฏกพระพุทธเจ้าบอกว่าใครกล่าวตำหนิ หรือจาบจ้วงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิ่งแรกที่ชาวพุทธควรทำคือ ต้องไม่โกรธ และชี้แจงข้อเท็จจริงไปว่าเป็นอย่างไร เขาเห็นด้วยก็ดี ไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเอาอำนาจรัฐเข้ามาจัดการ ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าออกบิณฑบาตแล้วมีคนมายืนด่าท่าน พระอานนท์จึงทูลเชิญไปอยู่เมืองอื่น พระพุทธเจ้าถามว่าถ้าไปเมืองอื่นแล้วมีคนมาด่าอีกจะทำยังไง พระอานนท์ตอบว่าก็ย้ายไปอีกเมือง พระพุทธเจ้าเลยบอกว่าถ้าทำแบบนั้นก็หนีปัญหาไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้นปล่อยให้เขาด่าไปเถอะ ถ้าเขาเหนื่อย เขาเบื่อ เดี๋ยวก็เลิกด่าไปเอง สุดท้ายแล้วความสงบสยบความเคลื่อนไหว สิ่งที่เขาด่าไม่จริง

ฉะนั้นไม่มีเหตุผลเลยที่จะออกกฎหมายลงโทษคนจาบจ้วงพุทธศาสนาอะไรต่างๆอย่างที่ชาวพุทธในยุคปัจจุบันทำกัน  การเอาคนที่คุณมองว่าเขาหมิ่นศาสนามาเข้าคุก คุณจะอธิบายคำสอนในพุทธศาสนาที่สอนให้เราไม่โกรธ สอนให้คุณมีเมตตา มีขันติธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ได้ยังไง คำว่าเมตตา สันติธรรม ควรจะไปด้วยกันกับสังคมประชาธิปไตยที่มีเสรีภาพ เปิดให้คนวิพากษ์วิจารณ์กันได้เต็มที่ พอใครมาวิจารณ์ศาสนาเราแรงๆ วิจารณ์ตัวเราแรงๆ ก็มีโอกาสที่จะได้ฝึกความเมตตา ฝึกขันติธรรม แต่การที่คุณทนไม่ได้ และจะเอาเขาเข้าคุก โอ้โห มันยิ่งกว่าความโกรธอีกนะ

ฟังดูน่ากลัวมาก

ใช่ ความน่าเป็นห่วงของบ้านเราคือ ต้องการบรรลุเป้าหมายโดยไม่สนวิธีการ เป็นอย่างนี้ทุกกลุ่ม วัดธรรมกายก็ต้องการสร้างความยิ่งใหญ่ ดึงอำนาจรัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการเผยแผ่คำสอนของตัวเอง เพื่อทำกิจกรรมทางศาสนา ทำให้อาณาจักรของตัวเองยิ่งใหญ่โดยไม่สนวิธีการ เพียงแต่ธรรมกายไม่ดึงอำนาจรัฐมาเป็นเครื่องมือทำลายคนอื่นเท่านั้นเอง นี่คือส่วนที่เป็นข้อดี

ปรากฎการณ์แบบนี้ทำให้กลุ่มอื่นกลัวธรรมกาย ยิ่งธรรมกายมาอยู่ขั้วอำนาจใหม่ ขั้วอำนาจเก่าก็ยิ่งกลัว เพราะที่ผ่านมาศาสนาอยู่กับขั้วอำนาจเก่ามาตลอด แบบนี้เป็นการแหกจารีต ทำให้ขั้วอำนาจเก่าหวาดระแวง กลุ่มที่ไม่ชอบคำสอนธรรมกาย กลุ่มที่ตัดสินว่าเจ้าอาวาสอาบัติปาราชิกก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อจัดการ

ความขัดแย้งตอนนี้ก็ไม่เห็นมีใครที่จะเดินตามธรรมวินัยจริงๆ หรือเดินตามหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่จริงๆแม้แต่กลุ่มเดียว

มองท่าทีนิ่งเฉยของมหาเถรสมาคมอย่างไร

ถ้าเป็นเรื่องข้อกฎหมายที่โดนกล่าวหาว่าทุจริตก็สามารถดำเนินการทางกฎหมายได้โดยตรง แต่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับมหเถรสมาคมคือเรื่องผิดธรรมวินัย เรื่องอาบัติปาราชิก ตอนนี้เห็นว่าคุณไพบูลย์กับนายแพทย์มโนได้ไปร้องเรียนกับสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชัยญาติการาม เจ้าคณะหนกลางแล้ว ผมมองว่ามหาเถรสมาคมอยู่ในฐานะลำบากใจว่าจะเอายังไง เพราะช่วงที่ผ่านมาธรรมกายทำอะไรในลักษณะที่ช่วยเหลือมหาเถรสมาคมเยอะ เช่น ตักบาตรหมื่นรูป จัดกิจกรรมศาสนาใหญ่ๆ บริจาคเงินให้มหาวิทยาลัยสงฆ์ เอางบประมาณลงไปช่วยเหลือพระภาคใต้

ผมคิดว่าในมุมมองของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมคงจะมองแง่บวกต่อธรรมกาย

คิดยังไงที่ธรรมกายตั้งรับเต็มที่ สร้างป้อมปราการ เรียกพระจากทุกสาขากลับวัด ระดมศิษยานุศิษย์เพื่อปกป้องเจ้าอาวาส

อย่างที่ผมบอก ธรรมกายเป็นเหมือนลัทธิ ความศรัทธาที่มีต่อเจ้าอาวาสมันอยู่เหนือเหตุผลไปแล้ว เขาประกาศตัวเองว่าเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของเจ้าอาวาส ทั้งที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์เลยด้วยซ้ำ ลักษณะปกป้องตัวเองแบบนี้เคยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยโดนคดีครั้งแรกเมื่อปี 2541 แล้ว ตรงนี้ก็เป็นจุดอ่อนของวัดธรรมกายเหมือนกันว่า คุณไม่ยอมรับกระบวนการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา คุณกำลังสร้างพลังต่อรอง พูดตรงๆก็เหมือนกับกำลังแสดงอภิสิทธิ์อะไรบางอย่าง

ยกตัวอย่างว่าถ้าคุณกล่าวหาว่าอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทุจริต ถ้ามหาวิทยาลัยตั้งป้อมปราการแบบนี้ ก็จะถือว่าต่อต้านรัฐ ต่อต้านกฎหมาย ถ้าเป็นสถานการณ์ในรัฐบาลปกติ คุณไม่ควรทำแบบนั้น แต่ธรรมกายก็เคยทำมาแล้ว และสุดท้ายก็ใช้กลไกของพระผู้ใหญ่คือวัดชนะสงครามให้ธัมมชโยมารับทราบข้อกล่าวหา  ในรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย การทำตรงนั้นธรรมกายไม่มีความชอบธรรม แต่ประเด็นคือ ตอนนี้กระบวนการที่ไปจัดการกับธรรมกายทำให้เขามีความชอบธรรมที่จะปกป้องตัวเอง ทำให้เขาอ้างได้ว่ามีความชอบธรรมที่จะไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่เห็นว่าไม่เป็นธรรม

อะไรคือบทเรียนที่ธัมมชโยได้รับจากคดีที่แล้ว

การรอดครั้งนั้นอัยการสั่งไม่ฟ้องด้วยเหตุผลว่าพระธัมมชโยคืนเงินให้ทางวัดแล้ว ถ้าดำเนินคดีต่อไปก็จะเกิดความวุ่นวายในหมู่ชาวพุทธ เพราะธรรมกายมีคนศรัทธาเป็นจำนวนมาก ผมมองว่าเหตุผลตรงนี้มันไม่เคลียร์

คนที่ตั้งข้อกังขาเรื่องธรรมวินัยก็จะบอกว่า ถ้าเอาเงินไปเป็นของส่วนตัว แม้บาทเดียวก็ต้องขาดจากความเป็นพระ แต่ก็มีคำถามต่อไปว่า ในข้อเท็จจริงแล้วธัมมชโยซื้อที่ดินด้วยชื่อตัวเองก็จริง แต่ที่ดินนั้นเป็นชื่อของธัมมชโยจริงไหม พระธัมมชโยได้เอาไปเป็นสมบัติของตัวเองจริงหรือว่ายังเป็นของวัดอยู่ ทางคณะสงฆ์วัดธรรมกายและญาติโยมเขาก็ยอมรับในการบริหารจัดการแบบนี้คือยอมให้เจ้าอาวาสถือเงินและบริหารจัดการ โดยเชื่อว่ายังเป็นของวัดอยู่ ถ้าเขาเชื่อกันแบบนั้นมันก็เอาผิดทางธรรมวินัยไม่ได้ แต่ธรรมกายก็ไม่ได้พูดออกมาชัดเจนว่าระบบการบริหารจัดการเงินเป็นอย่างไร ตรงนี้ไงที่ผมบอกว่าการแยกศาสนาออกจากรัฐมันจะช่วยทำให้โปร่งใส

บทสรุปของธัมมชโยในคดีนี้จะเป็นอย่างไร

ตามกระบวนการที่กำลังทำอยู่ ในที่สุดก็จะมีการเจรจานำไปสู่ข้อสรุปที่พบกันครึ่งทาง นั่นคือ มอบตัว รับทราบข้อกล่าวหา และอนุญาตให้ประกันตัว หลังจากนั้นธรรมกายจะยื้อต่อไปให้นานที่สุด

ขณะเดียวกัน คสช.คงไม่กล้าเร่งรัดตามเสียงเรียกร้องของกองเชียร์ ผมคิดว่าเขาไม่กล้าแตกหักถึงขั้นนั้น และผมเชื่อว่าภายในคสช.เองก็ไม่ได้มีเอกภาพในเรื่องนี้ ถ้าคสช.กล้าทำแบบนั้นก็หมายความว่าเขาต้องเปิดศึกหลายด้าน ไหนจะเรื่องประชามติที่พรรคการเมืองต่างๆก็ไม่ค่อยจะสนับสนุนเต็มที่เท่าไหร่ นี่ก็ศึกหนัก ถ้ามาเปิดศึกกับธรรมกาย ซึ่งมีมวลชนเยอะทั้งในและต่างประเทศ ภาพลักษณ์คสช.จะเสียหาย ในประเทศ คนที่ยืนยันหลักการประชาธิปไตยแม้ไม่ได้สนับสนุนธรรมกาย แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการแบบนี้ ส่วนในต่างประเทศคสช.อาจถูกมองว่าใช้อำนาจเผด็จการรังแกแม้กระทั่งพระ ละเมิดเสรีภาพทางการเมืองไม่พอ ยังละเมิดเสรีภาพทางศาสนาด้วย

แล้วทางออกที่เหมาะสมควรในทัศนะของอาจารย์คืออะไร

ผมขอเสนอว่าน่าจะพบกันครึ่งทาง พระธัมมชโยมอบตัว เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย และให้ประกันตัว แต่ให้เรื่องคาไว้ก่อน ยังไม่ต้องเร่งรัดที่จะเอาเข้าคุก รอให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย เป็นกลาง ไม่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายไหน แล้วค่อยตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยฝ่ายต่างๆมาร่วมกันดำเนินการซึ่งได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายว่ามีความเป็นกลาง แบบนั้นน่าจะดีกว่า

ผมไม่ได้เลื่อมใสธรรมกาย แต่ผมยืนยันในหลักการประชาธิปไตย ถ้าเราใช้กระบวนการที่ถูกตั้งคำถามว่าไม่มีชอบธรรมให้เดินหน้าต่อไปมันจะไม่ช่วยแก้ปัญหา รังแต่จะเพิ่มปัญหามากขึ้นด้วยซ้ำ สมมติคุณจับพระธัมมชโยสึกได้ตามที่กองเชียร์เรียกร้อง คำถามต่อไปคือ แล้วคุณจะบริหารศรัทธาของคนจำนวนมากได้ยังไง ถ้าเขาลุกฮือ ไม่ยอมรับ หรือต่อต้านกระบวนการนี้

อาจารย์สมภาร พรมทา (อาจารย์ประจำคณะภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจว่า ลักษณะของสำนักพุทธศาสนาแบบธรรมกาย หรือสันติอโศกมีความเป็นลัทธิ คำว่าลัทธิหมายถึงมีผู้นำที่มีบารมีสูง มีคนศรัทธาชนิดมอบกายถวายชีวิตให้ ซึ่งต่างจากวัดทั่วๆไป ฉะนั้นวิธีที่เราจะปฏิบัติต่อสำนักแบบนี้ต้องมีความละเอียดอ่อน คำว่าละเอียดอ่อนไม่ได้หมายความว่าไปให้อภิสิทธิ์ ทำอย่างเสมอภาคนั่นแหละ เพียงแต่เราต้องคำนึงถึงคนเป็นจำนวนมากด้วย ถ้าคุณใช้กระบวนการที่ถูกตั้งคำถามว่าไม่ชอบธรรมเข้าไปจัดการเด็ดขาดมันอาจสะใจฝ่ายหนึ่ง แต่ประวัติศาสตร์บอกเราแล้วว่า เมื่อตอนที่คุณกล่าวหาว่าธรรมกายสอนบิดเบือนธรรมวินัย กล่าวหาว่าธัมมชโยปราชิกตั้งแต่คดีก่อน จนถึงวันนี้ญาติโยมของธรรมกายไม่ได้ลดลงเลย มีแต่เพิ่มขึ้น ธรรมกายไม่ได้เล็กลง มีแต่โตขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

เหมือนกับคุณคิดว่าจะกำจัดทักษิณไปจากการเมือง ปรากฎว่าคนที่รักทักษิณไม่ได้ลดลง แม้แต่คนที่เคยเกลียดทักษิณตอนนี้ก็เริ่มเห็นแล้วว่ากระบวนการที่เผด็จการมันสร้างปัญหามากกว่า เขาอาจไม่ได้เชียร์ทักษิณ แต่เขาเห็นปัญหาของกระบวนการที่ไม่ถูกต้องมันนำพาบ้านเมืองมาจนถึงวันนี้ โอเค คุณอาจชนะทักษิณได้ ทำให้ทักษิณกลับประเทศไม่ได้ ปิดปากคนได้ แต่คุณไม่สามารถเปลี่ยนให้คนมาเห็นด้วยและมาอยู่ฝ่ายคุณได้ มีแต่ฝ่ายเขาจะเพิ่มขึ้น แม้แต่ฝ่ายที่ไม่เอาทักษิณแต่ยืนยันอุดมการณ์ประชาธิปไตยก็จะเริ่้มไปเห็นอกเห็นใจฝ่ายนั้น เห็นอกเห็นใจธรรมกาย กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการจัดการกับธรรมกาย ไม่ได้หมายความว่าเขาเชื่อว่าพระธัมมชโยไม่โกง ไม่ได้เชื่อว่าบริสุทธิ์ คนละเรื่องกัน

ถ้าเรายืนยันหลักการประชาธิปไตย ถึงผู้ถูกกล่าวหาทำผิดจริง เราก็ต้องยืนยันกระบวนการที่จะดำเนินการกับเขาให้ถูกต้อง