“ถ้าอนุรักษ์แต่ไม่มีเม็ดเงิน อัมพวาจะเสื่อมสลาย” ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2559 เวลา 12:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/432580

"ถ้าอนุรักษ์แต่ไม่มีเม็ดเงิน อัมพวาจะเสื่อมสลาย" ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…เสกสรร โรจนเมธากุล

เรือหางยาวล่องไปตามลำคลองอันคดเคี้ยว ตลาดน้ำอัมพวา จ.สมุทรสงคราม ยามนี้ไม่ต่างจากเมืองร้าง ห้องแถวเรือนไม้สองฟากฝั่งปิดสนิท มีเพียงเสียงเครื่องยนต์เรือที่ดังกระหึ่มทำลายความเงียบเหงาในยามบ่าย

ท่ามกลางบรรยากาศโบร่ำโบราณของบ้านริมน้ำสลับทิวไม้รกครึ้ม คล้ายฉากหนังไทยเก่าๆ กลับปรากฎสิ่งปลูกสร้างอันสะดุดตา นั่นคือ อาคารแปดเหลี่ยมสไตล์วิกตอเรียนสูง 4 ชั้น ยิ่งใหญ่อลังการและวิจิตรงดงาม ทว่าชวนให้รู้สึกผิดที่ผิดทางอย่างอธิบายไม่ถูก ยิ่งยามค่ำคืนยิ่งน่าตกใจ เพราะตึกทั้งหลังจะถูกฉาบทาด้วยแสงไฟสีม่วงตระการตาจากสปอร์ตไลท์

ที่นี่คือ “ชูชัยบุรี ศรีอัมพวา” โครงการมูลค่าพันล้านของเศรษฐีนักธุรกิจค้าเพชรชื่อดังวัย 54 “ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ” ซึ่งเคยตกเป็นข่าวโด่งดังเมื่อ 5 ปีก่อน หลังจากเขาประกาศจะสร้างแลนด์มาร์คใหม่ อันประกอบด้วยโรงแรมหรูสี่ดาว ร้านอาหาร ช้อปปิ้งมอลล์ และพิพิธภัณฑสถานส่วนตัว จนถูกกระแสต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มประชาคมคนรักแม่กลองและชาวบ้านในพื้นที่

แต่ละข้อครหาล้วนอุฉกรรจ์ ทั้งถูกกล่าวหาว่านายทุนหน้าเลือดผู้ทุ่มเงินหลายสิบล้านกว้านซื้อที่ดินชาวบ้าน ไม่คำนึงถึงศิลปวัฒนธรรมของชุมชน ทำลายอัตลักษณ์ดั้งเดิมด้วยการสร้างตึกสูงแทนห้องแถวเรือนไม้ เป็นตัวการทำให้ชุมชนที่เคยอยู่อย่างสงบต้องแตกแยก แต่ท้ายที่สุดก็สามารถฝ่าวิกฤตความขัดแย้งจนดำเนินก่อสร้างต่อจนสำเร็จ

หลังเปิดให้บริการได้เกือบ 2 เดือน ชูชัยบุรีฯกำลังถูกจับตามองจากทุกฝ่าย ทั้งสายตาชื่นชมของนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนและสายตาเขม่นของชาวบ้านบางคน ภายใต้คำถามว่า อาคารอันหรูหราแห่งนี้จะได้รับความนิยม จะกระตุ้นการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างเงิน ปลุกอัมพวาให้กลับมาฟื้นตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ ท่ามกลางเสียงคัดค้าน ช่วงขาลงของอัมพวา บวกภาวะเศรษฐกิจซบเซาเช่นนี้

ชูชัยจะมาเปิดอกคุยเป็นครั้งแรกถึงจุดเริ่มต้น การต่อสู้ ความมุ่งมั่น ความฝัน รวมถึงตอบข้อครหาต่างๆอย่างไม่ปิดบัง

ทำไมถึงหลงรักอัมพวา

เป็นคนชอบสายน้ำลำคลอง ชอบไปเที่ยววัดพระแก้ว เดินเล่นแถวถนนพระอาทิตย์ ชอบบรรยากาศแบบวัดวาอาราม ร้านค้า ตึกแถวสถาปัตยกรรมยุคเก่าๆสมัยรัชกาลที่ 5 แถวสนามหลวง ถนนพระอาทิตย์จะมีตึกเก่าๆสวยๆที่เขาอนุรักษ์ไว้เยอะไปหมด ทำให้เราหลงรักตรงนั้นมาก

ทีนี้เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว มีเพื่อนชวนไปซื้อที่ดินริมน้ำที่ราชบุรี พอไปเจอก็รู้สึกว่าสวยดีเหมือนกันนะ แต่เพื่อนอีกคนพูดขึ้นว่าเคยไปอัมพวาหรือยัง มันใกล้กว่า มีหิ่งห้อย มีห้องแถวเรือนไม้ มีเรือกสวน ปรากฎว่าเห็นปุ๊บก็ชอบเลย ชอบมาก (ลากเสียงยาว) เหมือนยุคขวัญเรียม นั่งเรือล่องไปตามแม่น้ำแม่กลองแล้วรู้สึกว่ามันมีความเป็น Natural มากกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพซึ่งเต็มไปด้วยตึก บ้านเรือนริมน้ำก็ไม่ค่อยสวยงาม แต่ที่อัมพวามันมีความใสๆ บ้านๆ พี่ชอบอะไรที่มันเป็น Natural Life มากๆ พอเห็นก็เลยหลงรัก รู้สึกว่าเมืองไทยเรายังมีของดี และไม่ต้องไปไกล นั่งรถชั่วโมงกว่าก็เห็นบรรยากาศบ้านสวนริมน้ำ เห็นคุณย่าคุณยายขายของ ชาวบ้านพายเรือ เห็นวิถีชีวิตที่เป็นชุมชนจริงๆ

ถ้าซื้อที่ปลูกบ้านริมน้ำในกรุงเทพมันแพงเกินไป ไร่นึงเป็นร้อยล้าน ที่สำคัญคือ ตรอกซอกซอยเยอะ ที่จอดรถก็หาลำบาก ถ้าจะเข้าไปจอดในวัดแล้วเดินเข้ามา เป็นเซเลบด้วย มันก็จะอันตรายต่อตัวพี่ (ยิ้มกว้าง) สุดท้ายเลยคิดว่ามาปักหลักที่นี่ดีกว่า

เข้ามาซื้อที่ดินตรงนี้ได้ยังไง

ตอนแรกตั้งใจจะมาสร้างบ้านอยู่เฉยๆ แต่พอคิดว่าถ้าสร้างบ้านให้ตัวเองอยู่ราคา 200 ล้าน อุ๊ยตาย ไม่มีรายได้เข้ามาเลย ไหนจะค่า maintenance อีกเยอะแยะไปหมด เลยคิดว่าน่าจะเปิดเป็นรีสอร์ทให้คนมาพักอะไรแบบนั้น

ซื้อที่ดินแปลงแรก 3 ไร่ครึ่ง ซึ่งแปลงนี้ถมมาแล้วเรียบร้อย  ส่วนแปลงที่สองซื้อเพิ่มอีกประมาณ 3 ไร่ครึ่ง แต่ดันมีปัญหาเพราะตรงนั้นเป็นห้องแถว พอเจ้าของจะขายเขาก็ให้คนเช่าออก แล้วรื้อทิ้ง

ความขัดแย้งเลยเกิดขึ้นนับแต่นั้น

เริ่มจากหาว่า ไปกว้านซื้อที่ รุกไล่ เขาเข้าใจว่าเราไปรื้อห้องแถวเรือนไม้ทิ้ง ไล่ชาวบ้านออก เพื่อสร้างเป็นตึก

ต้องบอกว่าจริงๆแล้วคนที่มีปัญหาไม่ใช่ชาวบ้านเลย แต่เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่้เรียกตัวเองว่า “ประชาคมคนรักแม่กลอง” ไม่รู้ว่าชมรมนี้มาจากไหน ขณะที่เราอยู่ในที่แจ้ง ตอนกำลังสร้างก็ไม่เคยติดต่อมา วันดีคืนดีมาบอกให้รื้อทิ้ง เราก็งง คุณจะมาบอกอะไรตอนที่ตึกสร้างเสร็จ 4 ชั้น และกำลังจะตกแต่งแล้ว สุดท้ายต้องหยุดสร้างไปปีนึง เรื่องไปถึงรัฐสภา มีการประชุมถึง 4 ครั้ง เรียกทุกหน่วยงานไปหารือ ปรากฎว่าทุกครั้งที่มีการตัดสินว่าเราผิดหรือไม่ อย่างไร ก็ไม่พบว่าเราทำผิด การอนุญาตตามแบบก่อสร้างซึ่งเป็นการก่อสร้างตึกที่พักอาศัย 5 ชั้น เราก็ไม่ได้ทำผิดเทศบัญญัติของเทศบาล มีใบอนุญาตถูกต้องทุกอย่าง

ท่านประธานรัฐสภามาเที่ยวยังบอกว่า มันก็ไม่ได้น่าเกลียดนะคุณชูชัย ผมให้กำลังใจคุณ ทำต่อไปเถอะ ชาวบ้านก็มาให้กำลังใจว่า ถ้าคุณชูชัยรื้อทิ้งจะประท้วง ต้องสร้างต่อไปให้เสร็จ พูดง่ายๆคือ ชาวบ้านเขามองว่าสวยอยู่แล้ว จะไปรื้อมันทำไม เราก็แก้แบบแล้วให้ชาวบ้านดู ทุกคนปลื้มหมด เลยตัดสินใจเดินหน้าสร้างต่อจนเสร็จ

ช่วงโดนกระแสต่อต้าน เจอถล่มหนักแค่ไหน

ข่าวที่ออกมาช่วงแรกๆค่อนข้างรุนแรง เหมือนเราเป็นนายทุนหน้าเลือดมาข่มเหงรังแกไล่รื้อที่ชาวบ้าน มาทำลายชุมชน

ตอนนั้นโดนถล่มหนักมาก ด่าทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งท่าน้ำ เขาคิดว่าพี่สร้างท่าน้ำแล้วครอบครองเป็นของตัวเอง ทั้งที่เรื่องจริงคือ นายกเทศบาลตำบลอัมพวาคนเก่ามาบอกว่า คุณชูชัย ไอเดียสร้างท่าน้ำให้ชาวบ้านพายเรือมาขายของก็ดีนะ แต่ตามระเบียบต้องสร้างตามแบบของเทศบาล และจะเอาเป็นของตัวเองไม่ได้ ต้องยกให้เทศบาล พี่ก็ยินดีสร้างให้ ทำตามแบบของเทศบาลทุกประการ ลงทุนเองหมด สร้างเสร็จก็ยกให้เป็นของเทศบาลอีก แต่ก็ยังโดนด่า นอกจากนี้ท่านนายกเทศบาลบอกอีกว่า คุณชูชัย ที่ดินที่ซื้อไม่มีที่ดับเพลิง ถ้าเป็นไปได้ ทำถนนให้รถดับเพลิงเข้ามาได้ไหม ซึ่งในส่วนถนนทางเข้าที่สร้างให้ก็เฉือนที่ดินส่วนตัวมอบให้เป็นที่สาธารณะ เสียพื้นที่ไปเยอะพอสมควรเพื่อให้ถนนกว้างพอให้รถดับเพลิงเข้ามาได้ พี่ก็ต้องเสียสละ

ท้อถึงขั้นคิดเลิกทำเลยไหม

เคยคิดว่าไม่สร้างก็ได้ ทิ้งดีกว่า เงินที่ทุ่มลงไปเป็นร้อยๆล้านก็ช่างมัน

ร้องไห้ทุกวัน ไม่กล้าออกจากบ้าน ไหว้พระสวดมนต์อยู่แต่ในห้อง พร่ำขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คนอัมพวาเข้าใจด้วยเถิด มันไปกระทบชื่อเสียงการทำธุรกิจค้าเพชรด้วย กลายเป็นว่าเราเป็นคนไม่ดี เหมือนใส่เสื้อขาวแล้วจู่ๆมีคนเอาถังอุจจาระมาสาด ต้องมานั่งชำระล้าง แต่ตัวเราเหม็นไปแล้ว ต่อมาพอออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ มีการเข้าประชุมพูดคุยกับชาวบ้าน คนก็เข้าใจกันมากขึ้น ใช้เวลาทำใจอยู่นาน 7-8 เดือนกว่ากลับมาได้ ที่กลับมาได้เพราะทุกคนบอกว่าพี่ไม่ได้ทำอะไรผิด ฉะนั้นสร้างต่อให้เสร็จ

ทำไมถึงเลือกสถาปัตยกรรมแนวนี้ ทั้งที่เสน่ห์ดั้งเดิมของอัมพวาคือบ้านไม้ริมน้ำ

การจะทำให้เป็น New destination เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ มันต้องโดดเด่น ถ้าเป็นพื้นๆเดิมๆ คนก็เที่ยวแบบเดิมๆ สุดท้ายก็จะได้แบบเดิมๆ 

ถ้าทำเป็นเรือนไม้ แล้วมันจะเป็น New destination ไหม บางคนบอกว่าถ้าอยากทำโรงแรม ก็ทำให้เป็นอาคารไม้สูงๆก็ได้ แหม ปลวกแทะหมด ดูแลรักษายาก สร้างเป็นตึกดีกว่าแต่ตกแต่งลวดลายให้ย้อนยุค ซึ่งงานพวกนี้ detail เยอะมาก แต่ช่วงแรกมันขึ้นเป็นตึกเปล่าๆ คนเลยด่าว่า นี่มันตึกแถวนี่นา มาสร้างตึกแถวอะไรตรงนี้ เขายังไม่เห็นไงว่าเราจะทำอะไร ยังไม่ทันได้ตกแต่ง ดันมาด่าเราเสียก่อน แต่พอเราตกแต่งเสร็จ ทุกคนยกนิ้วบอก โอ้โห สวย (ลากเสียงยาว) เดินชมแล้วมีความสุข ถ่ายรูป ดูแล้วก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไร เหมาะที่จะต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเลยด้วยซ้ำ

ผมรักอัมพวามาก แต่คำว่าอนุรักษ์ ถ้าไม่มีเม็ดเงิน มันจะเสื่อมสลาย อย่างบ้านเรือนไม้ห้องแถว ก็มีแต่คนพูดว่าต้องอนุรักษ์ๆๆ ปรากฎว่ามันผุพังหมดแล้ว คนขึ้นไปเหยียบยังแทบไม่ได้ ดังนั้นคำว่าอนุรักษ์ ถ้าไม่มีเม็ดเงินมาต่อยอด ทำนุบำรุง รักษามัน renovate มัน แล้วมันจะเรียกว่าอนุรักษ์ไหมล่ะ  ทุกอย่างไม่ว่าวัง หรือวัด 50 ปีก็ต้องซ่อมครั้งละหลายร้อยล้าน นั่นแหละเรียกว่าอนุรักษ์ แต่ที่อัมพวา ถ้าบอกว่าอนุรักษ์ แต่ไม่มีเม็ดเงินจากรัฐบาล หรือจากใครเลย มันก็เสื่อมโทรมไปตามสภาพ

ดูจากโบชัวร์ราคาห้องพักชูชัยบุรีฯถือว่าแพงมาก

ห้องพักจะราคาค่อนข้างสูง เพราะต้องการขายอีกตลาดนึง อยากขายนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือคนไทยที่ต้องการความสะดวกสบาย เพราะเราทำไม่ต่ำกว่า 4 ดาว ห้องพักสวยมาก ลงทุนตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเป็น antique แท้หมด เราใช้ของแพง ใช้ของดีจะให้มาขายห้องละ 2,000 -3,000 บาท ก็คงเป็นไปไม่ได้ มีแค่ 18 ห้องเอง เราทำอย่างดีที่สุด เพราะมันเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงเราด้วย ต้องให้คนจดจำว่าชูชัยทำแล้วต้องฉีกแปลกแหวกแนว ต้องเหนือกว่าธรรมดา ฉะนั้นผู้ประกอบการรายอื่นที่กลัวว่าชูชัยจะเปิดรีสอร์ทแข่ง แย่งลูกค้า ตัดความคิดนี้ทิ้งไปได้เลย

 

 

ทำไมถึงประกาศว่าอยากให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของอัมพวา

เคยไปเมืองเวนิส รู้สึกว่าเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวไปกันเยอะมาก เลยมีความฝันว่า อยากให้อัมพวาเป็น canal night market แห่งแรกของโลก

อัมพวาเหมือนผู้หญิงสวยแต่ยังไม่ได้นำมาใส่เครื่องประดับ ต่างหู แหวน สร้อยออกเวทีโลก จริงๆแล้วมันมีความเป็นไปได้ เพราะอัมพวาเป็นเมืองประวัติศาสตร์ เป็นเมืองครูเพลง เป็นครัวโลก เป็นเมืองที่ได้รับรางวัลยูเนสโก มีอะไรดีๆอยู่ในเมืองนี้เยอะมากแต่ไม่ค่อยมีคนรู้ พี่คิดว่าไหนๆก็ลงทุนแล้ว เห็นความสวยงามของเมืองนี้แล้วน่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว น่าจะดึงเงินตราเข้ามาได้ เราก็ต้องทำ

อันดับแรกเริ่มจากตัวเราก่อน ปกติตลาดน้ำอัมพวาจะเปิดเฉพาะวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ผมตัดสินใจเปิดทุกวัน ให้พ่อค้าแม่ค้ามาขายของฟรี ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฟรี เพื่อกระตุ้นให้คนมากันเยอะๆ แถมแจกแหวนเพชรอีกทุก 15 วัน ภายใต้แคมเปญ ‘เที่ยวฟรี มีเพชรใส่’ (หัวเราะ) คงไม่มีใครทุ่มเทเท่านี้แล้ว อย่างน้อยก็ทำให้เขารู้สึกว่าอ๋อ อัมพวาไม่ใช่อัมพวาแบบเดิมแล้ว แต่มีโครงการชูชัยบุรี ศรีอัมพวาเป็นแลนมาร์คใหม่ มีคอมมูนิตี้มอลล์ มีเทวสถาน มีโชว์ มีร้านค้าร้านอาหารดีๆ พี่อยากให้มันเป็นตำนานชีวิตเรา ตายไปแล้วเราได้สร้างสิ่งที่ดีงามทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง ได้ช่วยเหลือชาติ ได้ช่วยให้รายได้หลักของประเทศนั่นคือการท่องเที่ยวดีขึ้น

แล้วคิดยังไงถึงสร้างเทวสถาน

อัมพวามีวัดเป็นร้อยๆแห่ง เป็นเมืองเกจิอาจารย์ หลวงพ่อคง หลวงพ่อมั่น  หลวงพ่อเนื่อง และการท่องเที่ยวส่วนใหญ่คนมักชอบเที่ยววัดเที่ยวโบสถ์ พี่เลยคิดว่าสร้างเทวสถานดีกว่า ให้เป็นศูนย์รวมจิตใจ เดี๋ยวนี้คนบูชาเทพกันเยอะ จะช่วยดึงชาวต่างชาติเข้ามาเยอะมาก คนไหว้พระที่วัดมีอยู่แล้ว แต่ถ้ามาไหว้เทพก็มาที่ชูชัยบุรี

อย่างที่บอก ถ้าเราไม่คิดอะไรที่แตกต่างจากกรอบเดิมมันไม่เรียกว่าอนุรักษ์ ทำอะไรแบบซ้ำๆซากๆจะไม่มีการพัฒนา ไม่มีความเจริญ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่ของมนุษย์ ไม่งั้นป่านนี้เราคงไม่มีเครื่องบินนั่ง ไม่มีไอโฟน 6 ใช้ ถ้าคนยังยึดติดแบบเก่า ชั้นจะเอาแบบเดิม ก็คงต้องพายเรือ ไม่มีถนนหนทาง ไม่มีรถเหมือนทุกวันนี้ แล้วจะอยู่กันยังไง ชีวิตมันวิวัฒนาการไปเรื่อย

ตามเจตนารมณ์ของคุณ ชูชัยบุรีฯจะให้อะไรแก่อัมพวาบ้าง

หนึ่ง พนักงานทั้งหมด 120 คน 90 % คือ คนอัมพวา นี่คือสร้างงาน สอง ของทุกชิ้นที่นำมาวางขาย ก็เป็นของที่คนอัมพวา รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงนำมาฝากขาย พืชพันธุ์ธัญญาหารทุกอย่างก็ซื้อจากอัมพวาทั้งนั้น

ช่วงนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าฟรี เสาร์อาทิตย์มากันพันกว่าคน ช่วงสงกรานต์มาถึงสองพันคน เมื่อคนมาเที่ยวชูชัยบุรี เขาก็จะไปเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาต่อ มันจะกระจายรายได้ไปไม่มากก็น้อย อีกหน่อยถ้ามีทัวร์ลง เราสร้างคอมมูนิตี้มอลล์ สร้างเทวสถานให้คนมากราบไหว้ ก็อาจเปลี่ยนจากถนนคนเดินเป็น Canal night market มีเรือวิ่งเต็มลำคลอง เดี๋ยวนี้หิ่งห้อยเหลือน้อยมาก ถ้ามีตลาดน้ำกลางคืน พวกชาวเรือก็จะมีรายได้เข้ามา ยิ่งช่วงตลาดน้ำอัมพวาดาวน์ลงไป คนบ่นว่าขายไม่ค่อยได้ อย่างที่บอกไปว่าอนุรักษ์ต้องมีเม็ดเงิน ต้องมีการสนับสนุนจากรัฐบาล และต้องมีสิ่งแปลกใหม่ โครงการชูชัยบุรีฯจะตอบโจทย์ตรงนี้

2 เดือนที่เปิดให้บริการ เสียงตอบรับดีมาก ทุกคนเข้ามาจับไม้จับมือชื่นชม แล้วก็ขอบคุณเราด้วย อันนี้เป็นสัตย์จริง ทำให้มีกำลังใจขึ้นเยอะ ทั้งคนที่มาจากจังหวัดไกลๆ คนกรุงเทพ คนอัมพวา เขาบอกโอ้โหทำสวยจัง ขอบคุณคุณชูชัยที่มาช่วยสร้างสิ่งดีงามให้กับจังหวัดนี้

 ขายเพชรกับทำโรงแรมอย่างไหนยากกว่ากัน

ขายเพชรดีกว่าเยอะ (ตอบเร็ว) ง่ายกว่าเยอะ ทุกวันนี้เหนื่อยมาก ไม่มีวันไหนนอนหลับสนิทเลย มีปัญหาให้แก้ตลอด การทำโรงแรมเป็นเรื่องใหม่สำหรับเรามาก เดี๋ยวแอร์รั่ว เดี๋ยวพนักงานมีปัญหา ไหนจะมีกฎหมายอะไรต่างๆมาเกี่ยวอีก ประสบการณ์ที่ไม่เคยเจอทั้งนั้น หนักหน่วงมาก ขายเพชรแป๊บเดียวก็ได้เงินแล้ว นี่ต้องมานั่งขายขนมปังลูกนึงไม่กี่สิบบาท

โปรเจกต์ชูชัยบุรี ศรีอัมพวา ถ้าย้อนกลับไปได้ บอกเลยว่าไม่ทำ (หัวเราะ) ไม่รู้นี่ว่าจะต้องโดนฟาดฟัน โดนด่าขนาดนี้ ถ้าเราผิดแล้วคนด่า จะเสียใจกว่านี้ แต่นี่ไม่ผิดแต่ยังโดนด่า มันท้อไปแล้วครึ่งนึง โดนกระหน่ำจนแทบไม่มีที่ยืน แต่ก็ต้องลุกขึ้นมาสู้ จากวันนั้นถึงวันนี้ 5 ปีเต็มมันหนักมาก นี่ยังสร้างไม่หยุดเลย เราต้องเติมอะไรลงไปให้มันสวยขึ้น ยังมีโปรเจกต์ศิวลึงค์ฝังเพชร รวมถึงหอนาฬิกาที่รอเปิดตัว

ตอนแรกกะทำแค่ 30-40 ล้าน ตอนนี้โดดไป 600 กว่าล้านแล้ว ถ้าเปิดอีกเฟสนึงทะลุเกินพันล้านแน่นอน เงินมันก็ไม่ได้มาง่ายๆ เงินตัวเองล้วนๆด้วย แต่ไม่เป็นไรบอกตัวเองว่าครั้งนึงในชีวิต ได้ทำแล้ว ทำเพื่อประเทศชาติ คืนกำไรให้สังคม เรายินดีที่จะทำ จะคืนทุนหรือไม่คืนทุนก็ช่างหัวมัน

เห็นบอกตอนแรกตั้งใจจะมาสร้างบ้านอยู่เงียบๆ คิดทำสวน เป็นเกษตรกรบ้างไหม

เคยคิดนะ เก็บผักเก็บหญ้า ใช้ชีวิตคนสวน แต่มาคิดอีกที ชั้นเกี่ยวข้าว ปลูกพืชปลูกผักเป็นกะเขาเหรอ (หัวเราะ) สรุปต้องจ้างคนอยู่ดี อันนี้ก็ต้องว่ากันในอนาคต วันหนึ่งเราอาจอยากอยู่แบบ Slow life แต่อาจจะต้องรอให้แก่กว่านี้ (หัวเราะ)

สิ่งที่อยากทำอีกอย่างคือ  medical hub ให้คนสูงอายุ คนเกษียณอายุมาดูแลสุขภาพ เพราะบรรยากาศมันน่าอยู่ เงียบสงบ สดชื่น ไว้อนาคตค่อยว่ากัน ตอนนี้ขอทำตรงนี้ให้บรรลุก่อน
ได้ยินว่าคุณชอบทำบุญทำทาน เรื่องสาธารณกุศลต่างๆได้ช่วยชาวบ้านบ้างไหม

วันเกิดปีนี้ทำบุญที่วัดพระยาญาติและวัดจุฬามณี บวชเณรแก้ว 62 รูป ถวายปัจจัยให้พระร้อยกว่ารูป ปล่อยปลาลงคลองอีกแสนตัว ใช้งบเยอะมาก เพราะเราอยากทำนุบำรุงพระศาสนา คนมาชวนไปทำบุญก็มี แต่ไม่เยอะหรอก คนอัมพวาเป็นคนรักสงบ เขาไม่มารบกวนเรามากมาย เราพยายามคืนอะไรให้อัมพวา ทำสิ่งดีงามให้อัมพวา คนที่นี่จะได้รักเรา รักโปรเจกต์ที่้เราทำ และอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน เกื้อกูลกัน

 

 

วันเกิดปีที่ 54 มีมุมมองต่อชีวิตอย่างไร

ชีวิตต้องอย่าท้อ ต้องต่อสู้ฝ่าฟัน มีเป้าหมาย การจะเป็นนักวิ่งที่เก่ง ต่อให้วิ่งเก่งอย่างไรก็ไม่เท่ากับคนที่ไม่หยุดเดิน เพราะนักวิ่งที่เก่งอาจมีท้อและหยุดวิ่ง แต่คนวิ่งไม่เก่งแต่ก้าวไม่หยุดจนถึงเส้นชัยจะถึงฝันแน่นอน  อย่างชูชัยบุรี ถ้าเป็นคนอื่นคงหยุดสร้างไปแล้ว ฉะนั้นอย่าท้อ จงมีกำลังใจ ถ้ามีกำลังใจก็จะมีพลังใจ พอมีพลังใจปุ๊บก็จะมีพลังบุญเข้ามา ความโชคดีก็จะตามมา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันดีหมดสำหรับเรา เราเชื่ออย่างนั้น

เราปฏิบัติธรรมมากว่าสิบปีแล้ว วันหนึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่าง ฝนตก รู้สึกแวบในใจขึ้นมาว่า ชีวิตนี้ลาภยศสรรเสริญเราได้มาหมดแล้ว มองไปรอบๆบ้านเราสวยมาก แต่ก็ฉุกคิดว่า แล้วไง บ้านสวยแล้วทำไมถึงเหงา ทำไมอยู่บ้านคนเดียว ทำไมรู้สึกเดียวดาย

ถามตัวเองต่อไปว่า ทำไมชีวิตเราเหนื่อยขนาดนี้ แต่เหนื่อยของเรายัง success นะ แล้วเหนื่อยของคนอื่นเขาทำทั้งชีวิตแต่ไม่ success ล่ะ โอ้โห การเกิดเป็นมนุษย์นี่มันช่างลำบากแท้ พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่าต้องเข้าถึงนิพพาน ไม่งั้นก็ต้องวนเวียน เกิด แตก ดับอยู่ในสังสารวัฏนานไม่รู้จบ มีคนบอกว่าน้ำตาของมนุษย์กับสัตว์ทั้งหลายบนโลกนี้ เท่ากับมหาสมุทรทั้ง 4 รวมกัน แต่มันเวียนว่ายตายเกิดมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นชาติ ตายแล้วเกิดๆ ฉะนั้นเวลาทุกข์ใจ ไปงานศพให้มองโลงศพว่าเวทนา สังเวชใจ คนนั้นเป็นเพื่อนหรือญาติเราที่จากไป แล้วย้อนกลับมองตัวเราเองด้วยว่าวันนึงเราก็ต้องไปนอนแบบนั้น ถ้าตายด้วยอุบัติเหตุล่ะ ถูกฆ่าล่ะ ถูกหั่นศพล่ะ ตายไม่ดี คิดดูว่ามันทุกข์ทรมานขนาดไหน บางคนกว่าจะตาย แก่ เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เดินไม่ได้ กินไม่ได้ ต้องให้คนมาเช็ดขี้เช็ดเยี่ยว นี่แค่ชาติเดียวนะ แล้วถ้าเราต้องมาเกิดอีกร้อยชาติ ชาติหน้าอาจเกิดมาเป็นหมูหมากาไก่ เคยเห็นไหมเวลาเขาฆ่าวัวฆ่าหมู เขาเอาเชือกมัดแล้วใช้มีดแหลมแทงคอ พี่เห็นแล้วสงสารมาก จนทุกวันนี้พี่ไม่กินสัตว์ใหญ่ คิดดูถ้าเป็นคนถูกรัด ถูกมีดจ้วงแทงมันเวทนาขนาดไหน นี่ยังไม่พูดถึงว่าไปเกิดเป็นอสูรกาย เป็นสัตว์นรก จะทุกข์ทรมานแค่ไหน แล้วยังอยากเกิดกันอีกเหรอ

เราเลยคิดว่าชีวิตนี้เกิดเป็นมนุษย์ก็ต้องสร้างบุญกุศล การที่ชาตินี้ได้เกิดเป็นคุณชูชัย ผ่านชีวิตมาทุกรูปแบบ จากยากจนสู้ชีวิตจนรวย มีทุกอย่าง ได้ช่วยเหลือคน ได้สร้างบุญสร้างกุศล มันคุ้มกับชีวิตที่เกิดมา ดีกว่าคนที่เกิดมาบนกองเงินกองทองก็จะรู้แต่คุณค่าของวัตถุ แต่ไม่รู้คุณค่าของจิตใจ คุณค่าของการต่อสู้ คุณค่าของชีวิต คิดว่าชาติก่อนทำบุญเอาไว้เยอะ ฉะนั้นชาตินี้ก็ต้องแต่งเติมบุญต่อไปเรื่อยๆ สะสมเสบียงบุญ คิดดี ทำดี ถ้ามีโอกาสช่วยเหลือคนอื่น มีโอกาสช่วยเหลือประเทศชาติ เราจะไม่เพิกเฉย ที่สำคัญเราไม่ลืมว่า สุดท้ายปลายทางชีวิต สิ่งที่สร้างที่ทำ แม้จะมีเงินมากมายมหาศาล ก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย

ทั้งหมดที่เล่ามาแค่อยากให้ข้อคิด เพราะที่ผ่านมาสื่อมักชอบให้เรานำเสนอแต่อะไรที่เว่อร์ๆ ไม่ผิดหรอก เข้าใจว่ามันขายได้ แต่ทำไมเรื่องคุณงามความดีมักไม่ค่อยมีคนสนใจ ข่าวดีคนมักจะลืมและไม่ค่อยพูดถึง แต่ข่าวร้ายๆจะดังไวมาก ลองสังเกตสิ (หัวเราะ) .

 

“พฤษภาทมิฬ” เตือนใจคสช. ปรับความคิดก่อนจะสาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/432247

"พฤษภาทมิฬ" เตือนใจคสช. ปรับความคิดก่อนจะสาย

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

เดือน พ.ค. สำหรับประเทศไทยถือหนึ่งในปฏิทินทางการเมือง เพราะมีหลายเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ในเดือน พ.ค. อย่างน้อยก็ 3 เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ พฤษภาทมิฬ ปี 2535 การสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ซึ่งลงท้ายด้วยความสูญเสียของทุกฝ่าย และการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปี 2557

มาในเวลานี้แม้หลายฝ่ายจะเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองยังมีความสงบภายใต้การทำงานของ คสช. แต่ในมุมมองของ อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และ อดีตกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แล้ว กลับเห็นว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น

“บ้านเมืองมีความตึงเครียดมากขึ้นกว่าปีที่แล้วอย่างมากมาย เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่า สาเหตุที่ทำให้ปัญหาของบ้านเมืองเข้าสู่วิกฤตและความตึงเครียด เนื่องจากสาเหตุ 3 ประการ 1.เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจที่แร้นแค้น 2.ปัญหาภัยแล้ง 3.การไม่เกิดความสามัคคีและความปรองดอง” อดุลย์ เกริ่นนำ

“ตัวที่จุดชนวนเหตุ คือ ตัวร่างรัฐธรรมนูญ จะเขียนร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรมันก็มีเรื่อง เพราะว่าคนที่มาเขียนไม่ได้มีแนวคิดที่จะเป็นประชาธิปไตยแต่เป็นแนวคิดที่จะมาในด้านของการยึดกุมอำนาจ เมื่อแนวคิดเป็นอย่างนี้แล้ว เมื่อถึงจุดหนึ่งต่อให้ กองทัพ หรือ คสช. จะแข็งแกร่งขนาดไหน ก็มีวันโรยราที่ต้องคืนอำนาจให้กับประชาชน และต้องคืนอย่างสมบูรณ์ด้วย”

“เพราะถ้าคุณไม่คืนอย่างสมบูรณ์ ก็จะเหมือนอย่างบทเรียนของเหตุการณ์เดือนพฤษภาปี 2535 หรือบทเรียนเผด็จการทุกแห่งในโลกนี้มีก็ให้เห็นชัดเจนแล้ว คือ จะลงอย่างสง่าผ่าเผย หรือลงแบบที่ถูกประชาชนขับไล่”

ในมุมมองของผู้ผ่านเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 เห็นว่ามี 2 อย่างที่ คสช.ต้องพึงระวัง มิเช่นนั้นอาจนำไปสู่ปัญหาในอนาคต แม้จะมีอำนาจเด็ดขาดสูงสุดก็ตาม

“ในเมื่อท่านยึดอำนาจแล้ว หากใช้ให้ถูกทางมันก็สามารถนำประเทศไปสู่ทางที่ดีได้ นำไปสู่สิ่งที่ถูกต้องได้ แต่ระยะหลังมานี้ชักจะออกนอกลู่นอกทาง บางครั้งการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ก็มีทั้งการใช้ไปในทางที่ดี หรือใช้ไปในทางที่ไม่เหมาะสมก็มีมาก แต่สำคัญที่สุด คสช.จะต้องไม่ให้เกิดปัญหา 2 เรื่อง คือ 1.การใช้อำนาจเกินขอบเขต 2.ต้องระวังเรื่องคำครหาการคอร์รัปชั่น”

“สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ท่านตั้งมาตรฐานตัวเองไว้สูง เมื่อตอนเข้ามาท่านบอกว่าจะจัดการเรื่องนี้ และยังได้ตำหนิติเตียนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างมากมาย แต่ปรากฏว่าในช่วงที่ผ่านมานี้ ประชาชนเริ่มข้องใจว่าท่านกำลังว่าเขาแต่อิเหนาเป็นเองหรือไม่”

“การใช้อำนาจโดยไม่จำเป็นด้วยการอ้างความมั่นคงอย่างกรณีที่คนออกมาไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระมากเลย เพราะมันไม่มีผลต่อการทำประชามติหรือความมั่นคงเลย ถามว่าขณะนี้ผ่านมา 2 ปีภายใต้รัฐบาลของท่าน ท่านได้ทำอะไรที่ทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองหรือให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีมากขึ้น ไม่เห็นเป็นรูปธรรมเลย”

“ดังนั้น ถ้าเป็นลักษณะนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผลของมันคือ ปัญหาเศรษฐกิจที่ท่านก็แก้ไขไม่ได้ อาจจะโทษว่าเศรษฐกิจโลกมีส่วนด้วย โอเคก็พูดได้ แต่ถามว่าประชาชนจะทนสภาพอย่างนี้ได้นานอีกสักเท่าไร หากประชาชนท้องหิว เพราะเขามีครอบครัวที่ต้องดูแล หากท่านยังปล่อยให้เป็นตามยถากรรมโดยไม่ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน ถามว่าท่านแน่ใจหรือว่าท่านจะใช้อำนาจกดดันประชาชนอยู่”

สถานการณ์ที่เป็นอยู่จะมีโอกาสเกิดเหตุการณ์แบบพฤษภาปี 2535 หรือไม่? อดุลย์ ตอบว่า “ถ้าดูจากสภาพความเป็นจริงขณะนี้นะครับ โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬสองก็ยังยากอยู่ เพียงแต่ว่ารูปแบบที่เดินมามันชักจะเดินตามรอยพฤษภาทมิฬเข้ามาใกล้มาก สถานการณ์บ้านเมืองเริ่มเข้าสู่ตามรอยเดิมในอดีตโดยการใช้อำนาจ สืบทอดอำนาจอะไรต่างๆ มีประเด็นปัญหาครหาต่างๆ รวมถึงด้านเศรษฐกิจก็ไม่สามารถบริหารได้เป็นรูปธรรม สำคัญที่สุด คือ การปฏิรูปประเทศ ก็ไม่รู้จะไปทิศทางไหน ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะไปทางไหน ไม่มีเลย”

“บอกได้เลยว่าโอกาสจะเกิดแบบพฤษภาทมิฬคงไม่มี แต่ถ้ามีก็เป็นสิ่งที่เหนือความคาดเดาว่าน่าจะร้ายแรงกว่า เพราะว่าถึงเวลานั้นมันไม่ใช่เป็นการปลุกม็อบ มันไม่ใช่เป็นการเคลื่อนขบวน แต่เป็นลักษณะของการจลาจลเพราะบ้านเมืองมันรับไม่ได้แล้ว”

อดุลย์ ขมวดปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ประกอบด้วย 1.รัฐบาลไม่สามารถแก้ความแร้นแค้นของประชาชนได้ 2.สถานการณ์เศรษฐกิจทั้งระดับล่าง ระดับกลาง ระดับสูง

“ตอนนี้หากไม่หลอกตัวเอง มันพังพาบหมดแล้ว ตอนนี้เห็นชัดเลยว่าคนชั้นกลางที่เคยสบายกลับกำลังลำบาก คนชั้นกลางเดือดร้อนที่สุดนะครับ คนชั้นล่างรู้สึกเฉยๆ เพราะลำบากจนชินแล้ว อีกสักพักจะมีปัญหาตามมา ถามว่าความอดทนจะสิ้นสุดเมื่อไร ไม่มีใครตอบได้ แต่คงจะไม่นาน”

“ความแร้นแค้นของคนในชนบท ยังไม่มีการหาทางออกให้เขาเลย มีแต่การพยายามทำความเข้าใจเพื่อให้ประชาชนอดทน แต่ความอดทนของเขามันก็มีจุดสิ้นสุด เพราะไม่ได้มีการบอกว่าอนาคตคืออะไร นับตั้งแต่วันแรกที่ คสช.เข้ามา บอกว่าจะคืนความสุข ได้ให้ความฝันนี้มาตลอด สร้างปราสาทและวิมานในอากาศสวยหรูมาตลอด แต่สองปีแล้วยังไม่เห็นอะไรเลย ถามว่าประชาชนและชาวบ้านจะมองวิมานในอากาศแล้วจะกินได้ไหม”

สำหรับข้อเสนอแนะของอดุลย์ที่มีต่อ คสช. คือ คสช.ต้องปรับแนวคิดและการกระทำ เพื่อผูกมิตรกับทุกฝ่าย

“ทุกคนต้องการให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ แต่ไม่ใช่เป็นแบบที่เห็นอยู่ขณะนี้ เพราะนอกจากจะเดินไม่ได้แล้วแต่กลายเป็นกำลังจะจมลง คสช.ต้องปรับวิธีคิดของตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ ถ้าคุณปรับเปลี่ยนนโยบายความคิดของตัวเอง กล้าๆ หน่อย ถ้าคุณจะใช้อำนาจเผด็จการในทางที่เหมาะสม ผมสนับสนุนให้คุณใช้ไปเลยถ้าเป็นไปเพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่เพื่อพรรคพวกส่วนตัว แล้วทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น

“คุณไม่ต้องมาปรับแต่งสร้างภาพของคุณว่าคุณเป็นเผด็จการในรูปของประชาธิปไตย มันเป็นไปไม่ได้ ในโลกนี้มันมีการแบ่งแยกชัดเจน เผด็จการยึดอำนาจการปกครองกับเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้ง คุณจะเอาอย่างไรก็ต้องเอาสักอย่าง แต่คุณไม่สามารถจะเป็นเผด็จการยึดอำนาจและมาแฝงรูปของประชาธิปไตย มันเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น การที่คุณจะทำภาพอย่างนั้นมันไม่มีประโยชน์สำหรับประเทศชาติ”

สรุปสุดท้าย อดุลย์ หวังว่าในโอกาสที่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬเดินทางมาครบ 24 ปีในวันที่ 17 พ.ค.นี้ จะเป็นสิ่งเตือนใจให้ทุกฝ่ายนำเอามาเป็นบทเรียนว่าจะไม่พาประเทศกลับไปสู่ความรุนแรงอีก

“จะมีการจัดงานพร้อมกับนำอัฐิของวีรชนในเหตุการณ์นั้นเข้าบรรจุในอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นรำลึกเหตุการณ์ดังกล่าว โดยสถานที่แห่งนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้น หากมีการใช้ความรุนแรงต่อกันก็มีแต่ความสูญเสีย รวมทั้งเพื่อเป็นอุทาหรณ์ว่าไม่ว่าจะขัดแย้งกันถึงขนาดไหนก็แล้วแต่ เมื่อถึงจุดหนึ่งเพื่อเห็นแก่บ้านเมือง ท่านต้องให้อภัยและอโหสิกรรมต่อกัน”

“เราหวังว่าการสูญเสียที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬจะเป็นเครื่องเตือน คสช. ว่าอย่าทำอะไรที่เป็นการซ้ำรอยเดิมอีก เพราะมันรังจะมีแต่ความเจ็บปวดกับทุกฝ่าย” อดุลย์ ทิ้งท้าย

 

“หากไม่มีเสรีภาพ ประชามติจะยุติธรรมได้อย่างไร” สมชาย หอมลออ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/432043

"หากไม่มีเสรีภาพ ประชามติจะยุติธรรมได้อย่างไร" สมชาย หอมลออ

โดย…ปริญญา ชูเลขา

สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังถูกซักฟอกอย่างหนักจากนานาประเทศและองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โดยเฉพาะบนเวทีการประชุมที่รัฐบาลไทยต้องนำเสนอรายงานการทบทวนสิทธิมนุษยชนของประเทศตามกลไก รอบที่ 2 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

เวทีนี้รัฐบาล คสช.ถูกตั้งคำถามถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ด้วยการใช้อำนาจเกินขอบเขต อาทิ การใช้อำนาจตามมาตรา 44 การขยายอำนาจและเพิ่มบทลงโทษ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ  หรือการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 เกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และ กฎหมายอาญามาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่น การออกเสียงลงประชามติ รวมถึงการนำพลเรือนขึ้นศาลทหารล้วนถูกมองว่าลิดรอนสิทธิเสรีภาพและละเมิดสิทธิมนุษยชนขัดหลักสากล

“สมชาย หอมลออ” ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงการทนายความด้านสิทธิมนุษยชนผู้มีประสบการณ์ทำงาน ในด้านสิทธิมนุษยชนมาอย่างยาวนาน มีบทบาททั้งในและต่างประเทศ และยังมีบทบาทสำคัญในการทำงานกับสภาทนายความ องค์กรภาคประชาชน รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ได้ประเมินสถานการณ์การเมืองไทย ว่า เรื่องสิทธิมนุษยชน ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่การเขียนรัฐธรรมนูญปี 40 หรือ 50 ก็ได้นำหลักการสิทธิมนุษยชนมากำหนดไว้ ว่าด้วยเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการไม่เลือกปฏิบัติ ความเสมอภาคและเท่าเทียม การไม่ทรมาน ดังนั้นต้องยอมรับว่าการร่างรัฐธรรมนูญ 2 ครั้งที่ผ่านมา คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนมากพอสมควรในภาพรวมหรือแม้แต่ในหลักกฎหมายไทย

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีบางประเด็นแทนที่จะเป็นการเดินไปข้างหน้าเพื่อสนับสนุนสิทธิมนุษยชน แต่กลับถอยหลัง ตั้งแต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร สิทธิมนุษยชนที่ได้รับการยอมรับโดยรัฐไทย ถูกจำกัดโดยรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร หากเป็นการจำกัดเป็นการชั่วคราวก็พอรับได้ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพอย่างถาวร

“ผมคิดว่าจะเกิดปัญหา เพราะหลักการพื้นฐานของรัฐ อย่างน้อยความผูกพันต่อกฎหมายระหว่างประเทศที่ค้ำยันอยู่ และการวิพากษ์วิจารณ์จากรัฐบาลนานาประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) หรือองค์กรระหว่างประเทศ ที่เป็นภาคีกับกติกายูเอ็น เหล่านี้ ย่อมที่จะมีสิทธิจะวิจารณ์รัฐบาลไทยได้ แน่นอนว่าบางรัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์เพราะมีเจตนาทางการเมืองอะไรบางอย่างถือเป็นเรื่องปกติ หรือบางรัฐบาลที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อาจจะถูกประชาชนในประเทศตัวเองบังคับให้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทย เพราะการทำบางอย่างของรัฐบาลไทยไม่ถูกต้อง”

ทั้งนี้ คสช.ต้องตรวจสอบตัวเองด้วย เช่น กฎหมายการทำประชามติ หากไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี การลงประชามติจะยุติธรรมได้อย่างไร อย่างหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดออกมา ชาวบ้านจะปฏิบัติได้อย่างไร เช่น ต้องวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการ ชาวบ้านจะไปรู้หรือว่าอะไรวิชาการ เป็นเรื่องแปลกประหลาดมากที่ออกระเบียบนี้ออกมา ส่วนสมาคมฯ หรือมูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์ด้านการเมืองที่มีหน้าที่ส่งเสริมประชาธิปไตยหรือการจัดเวทีเสวนาสนับสนุนให้คนไปใช้สิทธิลงคะแนน ส่วนประชาชนจะใช้สิทธิ รับหรือไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของประชาชน กลับกลายเป็นเรื่องที่มีความผิด

“ผมเห็นว่าหลักการสิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน ในการแสดงออกความคิดเห็น คือ ต้องมีเสรีภาพ การจำกัดทำได้ โดยต้องไม่ไปละเมิดสิทธิศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของบุคคลอื่น ถือเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ และการยุยงให้เกิดความรุนแรงและความเกลียดชัง ในด้านศาสนา และเชื้อชาติ ย่อมทำไม่ได้เช่นกัน เพราะจะนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยหรือความไม่มั่นคงเกิดขึ้น  แต่มิใช่อยู่ๆ จะมาบังคับว่าห้ามแสดงความคิดเห็นหรือข้อมูลที่อาจจะก่อให้เกิดความไม่มั่นคง คำถามคือ อะไร คือความไม่มั่นคง”

สมชาย อธิบายว่า โดยหลักการแล้วต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า การก่อให้เกิดความไม่มั่นคง คือ เรื่องอะไร เช่น ก่อความรุนแรง หรือ Hate Speech (เฮตสปีช) หรือการสื่อสารความเกลียดชัง แบบนี้ถือว่าเป็นการก่อความไม่สงบ ดังนั้นข้อจำกัดของ กกต.ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการสิทธิมนุษยชน หรือ กกต.ยังไม่เข้าใจหลักการในการลงคะแนนอย่างเสรี หรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือเป็นการกำหนดโดยปัจจัยอื่นที่ไม่อาจอธิบายให้กับสังคมได้เข้าใจได้ ดังนั้นจึงทำให้บรรยากาศการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเงียบเหงาเพราะโทษสูงมากกว่าความผิดด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญของการสร้างนิติรัฐหรือนิติธรรม คือ ที่มาของกฎหมายและความชัดเจนในตัวกฎหมาย ต้องไม่คลุมเครือ ซึ่งกฎหมายการลงประชามติเป็นการกำหนดนิยามที่กว้างมาก เพราะคนคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นออกไปอาจจะเข้าข่ายก่อให้เกิดความวุ่นวาย จนถูกตั้งข้อหาและมีโทษจำคุก 10 ปี การวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งบางครั้งยากที่จะพูดว่าจูงใจเพื่อให้โหวตโน หรือโหวตเยส ไม่มีองค์ประกอบใดมาพิจารณาเลย เพราะตามหลักกฎหมายอาญาจะมีองค์ประกอบความผิดอะไรบ้าง จึงเป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการได้ตามอำเภอใจอย่างกว้างขวาง

“เมื่อตัวกฎหมายเองมีปัญหา ย่อมนำไปสู่การปฏิบัติที่มีปัญหาในลักษณะการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เพราะว่าไม่มีความชัดเจน และโทษก็ไม่ได้สัดส่วนกับความผิดเลย เพราะถ้าคนคนหนึ่งบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการลงประชามติให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านผมจะโหวตโน และอยากให้พี่น้องคนอื่นโหวตโนตามด้วย ทำแบบนี้อาจติดคุก 10 ปี ถือเป็นการแสดงความคิดเห็นเล็กน้อยและคนคนหนึ่งพูดแบบนี้ประชาชนคนอื่นๆ ที่รับฟังก็ไม่ใช่กระบือ สามารถตัดสินใจเองได้ แต่ถ้ามีการเอาปืนไปบังคับอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้คนคนนั้นไปโหวตโน อันนั้นถือเป็นความผิด แต่ถ้าพูดชักจูงจะเป็นความผิดอย่างไร แต่กฎหมายกลับกำหนดให้เป็นความผิด แสดงได้ว่าผู้ออกกฎหมายดูหมิ่นสติปัญญาและการใช้ดุลพินิจประชาชนมาก จึงไม่สอดคล้องกับหลักของความเป็นธรรม”

สำหรับเสียงตำหนิท้วงติงจากรัฐบาลประเทศต่างๆ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศนั้น สมชาย บอกว่า รัฐบาลต้องพิจารณา หลักยึดถือและหลักปฏิบัติตามหลักสากลขององค์การสหประชาชาติ เพราะเมื่อมีการร้องเรียนต่อยูเอ็น

แม้จะเป็นเสียงที่ออกมาติติง หรือเสียงของคนบางกลุ่มที่ออกไปร้องเรียนต่อยูเอ็น เพราะคนเหล่านั้นรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาล คสช. ถือเป็นการใช้สิทธิของบุคคลเหล่านั้น แต่ถ้ายังไปมองว่าคนเหล่านั้น กำลังทำเรื่องเหล่านี้เป็นการชักศึกเข้าบ้าน เราก็ต้องไล่ยูเอ็นออกไป และเราต้องไม่เป็นสมาชิกยูเอ็น เพราะการเป็นสมาชิกและสำนักงานใหญ่ยูเอ็นอยู่ในประเทศไทย จึงเป็นบทบาทและหน้าที่ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ และคำกล่าวของคนบางคนที่ไม่พอใจยูเอ็นโดยกล่าวออกไปว่าหากไม่มีความสุขในประเทศนี้ก็ให้ออกไป

อย่างไรก็ตาม การพูดแบบนี้คงไม่ถูกเพราะประเทศนี้ไม่ใช่ของคนพูดเพียงคนเดียว และเป็นการพูดที่ใช้วาทกรรม หรือถ้าไม่แกล้งพูด ก็เป็นการพูดด้วยโมหะ หรือโทสะ เพราะว่าตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ไม่ว่าบุคคลในประเทศนี้หรือประเทศไหน หรือองค์กรใด รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลประเทศไหน ย่อมต้องมีสิทธิที่จะตรวจสอบ อาทิ หากเกิดกรณีสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยที่ไทยคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ก็คงไม่ถูกต้อง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่แต่ละประเทศต้องยึดถือ  หรือกรณีปัญหาผู้ลี้ภัยจำนวนเรือนแสนคน จะบอกว่าไม่เกี่ยวกับประเทศไทยคงพูดเช่นนั้นไม่ได้

สิ่งสำคัญในระดับสากล คือ การที่ประเทศไทยเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน หลายฉบับ ทำให้มีผลผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญา อย่างน้อยจำนวน 7 ฉบับ ที่ไทยลงนามไปแล้ว เหลืออีก 2 ฉบับที่ยังไม่ลงนาม คือ ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการบังคับให้บุคคลหายสาบสูญ ก็แสดงว่าประเทศไทยไม่กล่าวถึงรัฐบาลชุดไหนๆ แต่หมายถึงรัฐไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างมาก เมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ

“ยูเอ็นไม่ใช่ต่างชาติ อยากทำความเข้าใจตรงนี้ กับคนที่ชอบสร้างวาทกรรม เรื่อง ชักศึกเข้าบ้าน ให้เข้าใจว่ายูเอ็นไม่ใช่ต่างชาติ แต่เป็นรัฐบาลระหว่างประเทศ ที่เกิดขึ้นเป็นชมรมและมีสมาชิกร่วมกันจัดตั้งขึ้นมา และไทยเป็นส่วนหนึ่ง แต่ถ้าเป็นรัฐบาลกัมพูชา อย่างนี้ คือ ต่างชาติแน่นอน ที่สำคัญยูเอ็นไม่ได้มีเรื่องสิทธิมนุษยชนเพียงอย่างเดียวแต่มีเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น การปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ ค้ามนุษย์ หรือการพัฒนาและการค้าระหว่างประเทศ แต่ปัญหาสิทธิมนุษยชนเป็นแขนหนึ่งของยูเอ็น ถือเป็นภารกิจสำคัญและได้รับการยอมรับ ถือเป็นเสาค้ำสำคัญ เพราะเดิมมีคณะมนตรีความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม แต่ปัจจุบันมีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน หรือยูเอ็น ฮิวแมนไรต์ ขึ้นมาด้วย เท่ากับว่าในเวทีระหว่างประเทศประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสำคัญในระดับโลก” สมชาย กล่าวทิ้งท้าย

แก้โทษ 112 หยุดใช้เป็นเครื่องมือการเมือง

กฎหมายอีกฉบับที่องค์การต่างประเทศจับตามองการบังคับใช้กฎหมายอย่างมาก คือ มาตรา 112 เพราะเห็นว่าเป็นการใช้ข้อหาความผิดไปจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากเกินไป หรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพราะว่าคนที่โดนจับกุมส่วนใหญ่จะโยงกับกลุ่มบุคคลที่คัดค้าน คสช. สมชาย กล่าวว่า ก่อนอื่นเรื่องนี้ต้องยอมรับว่าสถาบันเป็นประเด็นเฉพาะในแต่ละสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นภูมิหลังและประวัติศาสตร์ของไทย แต่การกำหนดขอบเขตในการใช้กฎหมายฉบับนี้ต้องใช้ในลักษณะที่จำกัดและเคร่งครัดจริงๆ

ทั้งนี้ เพราะการใช้มากเกินไปแทนที่จะเป็นผลในการปกป้องกลับกลายเป็นผลกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบัน กล่าวคือมีผลทั้งบวกและลบ ดังนั้นการใช้ต้องใช้อย่างประณีต หรือพินิจพิเคราะห์จริงๆ ที่สำคัญฝ่ายรัฐต้องใช้อย่างระมัดระวังอย่างสูง เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ใช้มากไปไม่ดี และโทษสูงเกินไป แม้จะทราบดีว่าเหตุผลที่โทษสูงเพราะเกิดจากรัฐประหาร 6 ตุลา 19 รัฐบาลในช่วงนั้นแก้กฎหมายให้เพิ่มโทษขั้นต่ำ 3 ปี โทษขั้นสูง 15 ปี จึงมีปัญหาในการกำหนดโทษ ทั้งๆ ที่การกระทำผิดมีหลายรูปแบบและลักษณะทั้งหนักและเบา ซึ่งโทษขั้นต่ำ 3 ปี สูงเกินไป เช่น การส่งข้อความของคนคนหนึ่งที่เป็นข้อความผิดกฎหมายเพียงครั้งเดียว อาจจะโดนจำคุก 3 ปี ถือว่าไม่เป็นธรรมตามหลักกฎหมายอาญาและหลักสิทธิมนุษยชน

“ฟังจากนักการทูตประเทศต่างๆ เขาไม่เห็นด้วยกับการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลระดับสูงในลักษณะที่หยาบคายดูหมิ่นเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะเห็นว่ามนุษย์ทุกคนต้องได้รับการปกป้อง แต่ถ้าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงการแสดงความเห็นที่ไม่ไปกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือมุ่งโจมตีบุคคล แต่เป็นความเชื่อในทางการเมืองที่แตกต่างจากกระแสหลักของสังคมไทย และไม่ได้มีลักษณะยุยงก่อให้เกิดความเกลียดชังหรือรุนแรง น่าจะทำได้”

สิ่งสำคัญที่ต่างชาติไม่ค่อยสบายใจ คือ กลุ่มการเมืองจะนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นคล้ายๆ ว่าพยายามดึงสถาบันมาในประเด็นที่ตัวเองขัดแย้งอยู่ เรื่องนี้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) คอป.เคยทำข้อเสนอไว้ชัดเจนมากกว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องยกและเทิดทูนไว้เหนือการเมือง เหนือความขัดแย้ง และเชื่อว่าที่ตั้งข้อหา 112 ล้วนแต่เป็นประเด็นที่คนเหล่านี้มาเกี่ยวพันกับความขัดแย้งทางการเมืองทั้งสิ้น ถือว่าไม่ดีเลยต่อประเทศและสถาบันจึงควรหลีกเลี่ยง

“เหตุที่โทษ 112 สูง เพราะต้องยอมรับว่าเกิดจากการรัฐประหาร  6 ตุลาฯ รัฐบาลขณะนั้นได้แก้กฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วยการเพิ่มโทษขั้นต่ำ 3 ปี แต่ก่อนนั้นไม่มีโทษขั้นต่ำ แล้วก็เพิ่มโทษขั้นสูงเป็น 15 ปี อันนี้ก็ทำให้มีปัญหาในการที่จะกำหนดโทษทั้งๆ ที่การกระทำผิดในลักษณะเช่นนี้มีได้หลายๆ ลักษณะหรือหลายรูปแบบมีทั้งหนักและเบา แต่การกำหนดโทษขั้นต่ำไว้ 3 ปี เกินไป สมมติว่าคนคนหนึ่งส่งเอสเอ็มเอสไปให้คนอีกคนหนึ่งที่เป็นข้อความผิดกฎหมายเพียงครั้งเดียวก็อาจจะโดนจำคุก 3 ปี ครั้งเดียวกับคนคนเดียว อันนี้ไม่เป็นธรรมตามหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายอาญาเพราะโทษต่างๆ ต้องได้สัดส่วนกันกับความหนักเบาจากการกระทำความผิด”

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเห็นทั้งการนิรโทษกรรม หรืออภัยโทษ ก่อนอื่นต้องได้รับการยอมรับอย่างเปิดเผย หรือต้องเป็นขั้นตอนที่กระบวนการยุติธรรมได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะว่าฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง จากการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือไม่ว่าจากการกระทำฝ่ายใด ย่อมต้องการความเป็นธรรม นั้นคือ ความจริง ว่าเหตุใดลูก สามี หรือภรรยาเสียชีวิตจากความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเหตุผลหนึ่งต้องการข้อเท็จจริง ต้องการคำขอโทษ ต้องการการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ดังนั้น ต้องมีสิ่งเหล่านี้ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อยู่ๆ จะมาออกกฎหมายแล้วให้ทุกอย่างจบลงคงไม่ใช่ เพราะฉะนั้นการนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษ เป็นเพียงวิธีการหนึ่งเท่านั้นแต่ต้องเป็นวิธีประกอบกับวิธีอื่นๆ ด้วย ข้อสำคัญ คือ ต้องถามคนที่ได้รับผลกระทบหรือคนที่สูญเสียจริงๆ ว่าคิดเห็น รู้สึกอย่างไร นี้คือสิ่งสำคัญมากในการให้หลุดจากความขัดแย้ง

อำนาจเบ็ดเสร็จ แก้ได้ไม่ทุกสิ่ง

สมชาย ยังได้วิพากษ์ถึงการที่ คสช.ใช้อำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาแก้ปัญหาต่างๆ ว่า ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู กับปัญหาค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นับตั้งแต่ตัวเองทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ได้รับเรื่องร้องเรียนมาเป็นสิบๆ ปี แต่การแก้ปัญหากลับไม่ได้รับการแก้ไข ในอดีตถึงขั้นงัดปืนมายิงต่อสู้กัน เพราะบรรดาเรือเล็กต่างหาเช้ากินค่ำ ได้รับผลกระทบอย่างมากจากบรรดาเรืออวนรุนทำลายทรัพยากรทางทะเลอย่างมาก

เรื่องนี้รัฐบาลตระหนักแต่ผ่อนผันกันมาเรื่อยๆ 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี แม้ว่าจะมีกฎหมาย จนในที่สุดเกิดแรงกดดันจากต่างประเทศ จึงเริ่มที่จะกระตือรือร้นขึ้นมา เพราะว่าสมาคมประมงที่อยู่เยอะแยะมากมายที่มีอิทธิพลทางการเมืองและอิทธิพลทางกฎหมู่ด้วย เช่น ปิดอ่าว หากจำกันได้ปิดอ่าวกันมากี่ครั้งแล้ว แต่ไม่มีรัฐบาลชุดไหนเข้มแข็งพอที่จะจัดการกับปัญหานี้ แต่ต้องให้ต่างชาติเข้ามาจี้ ในแง่นี้ก็ดีต้องมาแก้ไขในสิ่งที่ไม่ถูกให้ถูกต้อง และปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก สามารถตรวจสอบย้อนกลับและการควบคุมการทำประมงสามารถทำได้ด้วยระบบดาวเทียม ในการตรวจสอบน่านน้ำของตัวเองแม้แต่ส่องสำรวจเรือหรือลูกเรือขณะอยู่หาปลากลางทะเลได้ ว่าใบอนุญาตที่ให้ทำประมงทำถูกต้องประเภทหรือไม่ โดยจะมีศูนย์บังคับการเป็นฝ่ายตรวจสอบ

“ชาวบ้านที่อยู่ตามชายทะเล ซึ่งชีวิตของพวกเขาขึ้นอยู่กับประมงชายฝั่ง เข้าร้องเรียนมาเป็นสิบๆ ปี บางพื้นที่ร้องเรียนไปแล้วร้องเรียนไปอีกก็แก้ปัญหาไม่ได้ บางพื้นที่ถึงขนาดไปงัดปืนมาเป็นอาวุธยิงต่อสู้กันกับเรืออวนรุน เพราะชีวิตคนหาปลาพออยู่พอกินมันยากลำบากได้รับผลกระทบจากเรืออวนรุนที่ได้ทำลายทรัพยากรทางทะเลอย่างมาก แม้รัฐบาลจะตระหนัก แต่ผ่อนผันกันมาเรื่อยๆ แม้จะมีกฎหมาย และที่ผ่านมาปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายล้วนอยู่กลุ่มประมงภาคธุรกิจ แต่ปัจจุบันเพราะแรงกดดันจากการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดขึ้น ตลอดแนวชายฝั่งห้ามเรือใหญ่เข้ามาหาปลา และจากการได้พูดคุยกับผู้นำชุมชนในภาคใต้ พบว่าได้ผลทันทีทรัพยากรทางทะเลฟื้นกลับคืนมาอย่างรวดเร็วมาก เพราะธรรมชาติจะฟื้นฟูตัวเองเร็วมาก ดังนั้นสิ่งสำคัญการบังคับใช้กฎหมายถือเป็นเรื่องสำคัญ และจริงๆ แล้วต้องขอบคุณอียูด้วยซ้ำไป ที่มาช่วยทำให้เราฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลได้ใช้กันอย่างยั่งยืน”

ยิ่งคดีค้ามนุษย์ถือเป็นปัญหาสำคัญด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งตอนนี้ช่วยเหลือทางคดีอยู่ ต้องยอมรับว่าประเทศไทยหากินบนการค้าทาสมานานหลายปีแล้ว เหยื่อแรงงานทาสนับเป็นโศกนาฏกรรมเกี่ยวกับมนุษย์ทำกับมนุษย์ด้วยกันรุนแรงขนาดนี้ ระบบทาส บังคับขูดรีดหรือยิงทิ้งแรงงานนั้นเอง ซึ่งคนที่เป็นเหยื่อไม่ใช่เฉพาะประเทศเพื่อนบ้านแต่คนไทยก็มีเช่นกัน ที่ตกระกำลำบากอยู่ในเรือนานนับปี

สิ่งหนึ่งอยากตั้งข้อสังเกต เพราะมีการกล่าวกันว่าต่างชาติ มักจะนำปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือการค้ามนุษย์มาเป็นเรื่องกีดกันทางการค้า แม้ว่าจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ต้องยอมรับว่าประเทศเหล่านี้ต้องนำเข้าสินค้าประมงจากประเทศไทยอยู่แล้ว เพราะประเทศเขาอยู่ในเขตหนาว คงไม่ได้มีประเด็นกีดกันให้สินค้าประเทศตัวเองขายได้

แต่สิ่งสำคัญที่ประเทศเหล่านี้ผลักดันเรื่องเหล่านี้ เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาจริงๆ กระทบกันทั่วโลก ปัญหาโลกร้อน และการค้ามนุษย์เป็นปัญหาจริงๆ จึงเกิดแรงผลักดันให้ประเทศผู้ซื้อในยุโรปและอเมริกา จำเป็นต้องออกมาตรวจสอบหรือยื่นเงื่อนไขให้ทุกประเทศไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ต้องถูกตรวจสอบ เพราะทั้งประชาชนและเอ็นจีโอในประเทศเหล่านี้ล้วนมีสิทธิเสรีภาพ และเกิดการตื่นตัวในการรณรงค์ไม่บริโภคสินค้าที่ใช้แรงงานทาส

รายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ที่ไทยยังอยู่ในระดับต่ำสุด หรือเทียร์ 3 อันสืบเนื่องจากการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยการทำประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู  ทำให้ คสช.ใช้มาตรา 44 ด้วยการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเข้ามาบังคับใช้กฎหมาย แต่ต้องยอมรับว่าการที่มีรัฐบาล คสช. แล้วใช้มาตรการเข้มงวดในบางเรื่องบางประเด็นถือว่าเป็นผลดี โดยเฉพาะเรื่องไอยูยูกับการปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ หรือเรื่องล่าสุดเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปิดเหมืองทองคำ แต่การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในตัวของมันเองย่อมมีสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี ขึ้นอยู่กับว่าจะลดผลเสียได้อย่างไรเพื่อให้ผลดีมีมากขึ้น

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในระยะยาวไม่ดีแน่นอน เหมือนกับการบังคับคนไปเรื่อยๆ แบบบังคับอย่างเดียว ไม่ได้ปล่อยให้คิดเองทำเองรับผิดชอบเอง ซึ่งไม่มีผลดีในระยะยาวแน่นอน และข้อสำคัญ คือ การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ถ้าที่มา(รัฐบาล)ไม่ถูกต้อง คือ มาจากรัฐประหาร จะอยู่ได้ไม่ยั่งยืน และในที่สุดจะมีคนออกมาไม่เห็นด้วย แต่หากรัฐบาลที่มีที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนมีสิทธิและมีส่วนร่วม มีกระบวนการตรวจสอบที่เรียกว่าหลักการแบ่งแยกอำนาจ หรือการถ่วงดุลอำนาจ และหรือการตรวจสอบจากฝ่ายตุลาการที่เป็นอิสระ รูปแบบนี้จะยั่งยืนมากกว่า

ดังนั้น หากจะใช้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดก็ต้องมีที่มาที่ถูกต้องและผ่านการตรวจสอบได้จากศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมาทำหน้าที่ได้ดี ดังนั้นกระบวนการประชาธิปไตยต้องให้เวลาในการเติบโตโดยต้องยึดหลักสิทธิมนุษยชน แต่จะมาตัดตอนแล้วใช้อำนาจเด็ดขาดเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะในที่สุดอำนาจก็จะคอร์รัปชั่นตัวมันเอง เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า Absolute Power Corrupts Absolutely เป็นคำกล่าวของลอร์ด แอคตัน ที่มีการอ้างบ่อยที่สุดคือเรื่องอำนาจทำให้คนเสียคน โดย ลอร์ด แอคตัน กล่าวว่า “อำนาจมีแนวโน้มที่จะทำให้คนเสียคน  และอำนาจเด็ดขาดจะทำให้คนเสียคนเด็ดขาดยิ่งขึ้น” หรือ Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely

 

“รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” แม่ทัพใหม่ เอสซีจี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/431628

"รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส" แม่ทัพใหม่ เอสซีจี

โดย…วราพงษ์ ป่านแก้ว

นับจาก Oscar Schultz วิศวกรชาวเดนมาร์กได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการคนแรกของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ในปี 2458 หลังจากตั้งบริษัทมาได้ 2 ปี จนถึงปี 2559 บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจีในปัจจุบันจะมีอายุครบ 103 ปี พร้อมกับการก้าวขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่คนที่ 11 ของ รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส

รุ่งโรจน์ จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ สาขาเหมืองแร่ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ University of Texas (Arlington) สหรัฐอเมริกา เข้าร่วมงานกับเอสซีจีในปี 2530 ตำแหน่งวิศวกร บริษัท กระเบื้องกระดาษไทย ก่อนถูกส่งไปเรียน MBA ที่ Harvard Business School

ลูกหม้อของเอสซีจีคนนี้ผ่านตำแหน่งสำคัญๆ ในองค์กรมาเป็นลำดับ อาทิ ผู้อำนวยการสำนักงานวางแผนกลาง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เปเปอร์ และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงที่เขาถูกวางตัวให้เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่แทน กานต์ ตระกูลฮุน ที่เตรียมเกษียณอายุในวันที่ 31 ธ.ค. 2558

การรับช่วงต่อองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสินทรัพย์ 5.2 แสนล้านบาท มีรายได้รวม 4.6 แสนล้านบาท มีกำไรปีล่าสุด 4.5 หมื่นล้านบาท ถือเป็นภารกิจที่หนักหน่วงที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อม สำหรับรุ่งโรจน์ เขาได้เตรียมตัวเพื่อก้าวสู่ตำแหน่งใหญ่สุดของเอสซีจีมาประมาณ 2 ปี ได้เข้าไปศึกษาทุกธุรกิจของเอสซีจีอีกครั้ง เหมือนเป็นการฟื้นความทรงจำและอัพเดทความเป็นไปของธุรกิจในเครือก่อนที่จะเข้ามารับช่วงบริหารต่อ

สิ่งที่รุ่งโรจน์มองเห็นคือ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในภาคอุตสาหกรรม มีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ตลาดก็เปลี่ยนแปลงไปมาก รวมถึงช่องทางการจำหน่ายก็เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะส่งผลกระทบกับเอสซีจีให้ต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

“หน้าที่ของผู้บริหารที่ต้องทำเพื่อองค์กร คือต้องมีความเข้าใจในตลาด เข้าใจในสภาพการแข่งขัน เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงว่ามีความเปลี่ยนแปลงเร็วมากน้อยเพียงใด และต้องเข้าใจตัวเอง มีความสามารถขนาดไหน อย่างไร ถ้าเราเข้าใจสองอย่างนี้เราจะสามารถ play ในตัวกลยุทธ์ต่างๆ ได้”

ทิศทางของเอสซีจีในยุคของรุ่งโรจน์ยังคงสานต่องานเดิมซึ่งเป็นนโยบายระดับองค์กร คือ การขยายตลาดในอาเซียน โดยแผนระยะ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2559-2563 เอสซีจีจะลงทุนรวม 2.5 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 5 หมื่นล้านบาท โดยให้น้ำหนักกับการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนที่ยังมีโอกาสที่จะขยายตัวได้อีกมาก โดยรุ่งโรจน์ประเมินว่า ตลาดอาเซียนจะสามารถเติบโตไปได้อีก 5 เท่า

“ในเรื่องของตลาดอาเซียนยังมีการเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะประเทศใกล้ๆ ที่มีผืนดินติดกับเรา เช่น ลาว เมียนมา เวียดนาม ตลาดยังเจริญเติบโตได้อีกค่อนข้างมาก เราก็มองเห็นว่าศักยภาพของกลุ่มประเทศเหล่านี้ยังมีสูงมาก แต่อาจจะมีสิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปจากเดิมก็คือเรื่องการแข่งขันซึ่งมีสูงขึ้นมาก เพราะเมื่อตลาดมีการเติบโตแต่ที่อื่นไม่โต คนก็เข้ามาทำการแข่งขันตรงนี้มากขึ้น ถือว่ามีโอกาสอีกมากและความท้าทายค่อนข้างสูง”

เมื่อต้องลงไปเล่นในตลาดระดับภูมิภาคก็ย่อมต้องเจอกับคู่แข่งขันที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่จากทั่วทุกมุมโลกที่มองเห็นโอกาสในอาเซียนเช่นกัน การพัฒนาสินค้าให้อยู่ในระดับที่แข่งขันในภูมิภาคได้จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งพื้นฐานสำคัญมาจากการวิจัยและพัฒนา และเป็นอีกหนึ่ง Strategy สำคัญของเอสซีจี เพื่อพัฒนาสินค้าให้เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม High Value Product and Service หรือที่เรียกว่า HVA

ทั้งนี้ สินค้าที่เป็น HVA ซึ่งเป็นผลพวงจากการวิจัยและพัฒนา เข้ามามีบทบาทต่อรายได้ของเอสซีจีมาก โดยในไตรมาสแรก ปี 2559 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่เป็น HVA จำนวน 42,262 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 39% ของรายได้รวม และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต จากการวิจัยและพัฒนาที่จะเปลี่ยนแปลงไป

ในปีนี้ เอสซีจีเพิ่มงบวิจัยและพัฒนาจาก 0.8% เป็น 1% ของยอดขายระดับ 4 แสนล้านบาท หรือมีงบ 4,000 ล้านบาท เพื่อให้ทีมงานการวิจัยและพัฒนาที่มีกว่า 1,000 คน ได้นำไปพัฒนาสินค้าและบริการ แต่สิ่งที่รุ่งโรจน์ต้องการเห็นจากงานวิจัยและพัฒนา ในมุมมองของนักบริหารธุรกิจจากฮาร์วาร์ดสิ่งที่ต้องปรับจูน คือ การวิจัย และพัฒนา เพื่อให้เกิดนวัตกรรมในตัวสินค้า ที่ต้องมีการตลาดเป็นตัวนำ และมีผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง

รุ่งโรจน์ มองว่า นวัตกรรมถ้าไปดูจริงๆ ร้อยนวัตกรรมเกิดเพราะอะไร กว่าครึ่งเกิดจากตลาดจะมี 10 หรือ 20% ที่เกิดจากนักวิจัย เพราะฉะนั้นการพัฒนาสินค้าต้องเกิดจากความต้องการของตลาด เราจะทำอย่างไรให้คนที่อยู่ในด้านการตลาด การขาย การบริการ สามารถเป็นคนออกไอเดียหรือความสร้างสรรค์เพื่อมาใช้พัฒนาสินค้า คือ การวิจัยและพัฒนาจะต้องมีทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งทำจากเทคโนโลยี อีกด้านหนึ่งทำจากตลาด ซึ่งจะทำให้สามารถก้าวกระโดดในเรื่องวิจัยและพัฒนา และทันต่อความต้องการของตลาด ซึ่งต้องคิดถึงเรื่องความเร็วในการพัฒนาสินค้าให้ทันกับตลาดด้วย

“เรื่องของนวัตกรรมหรือการวิจัยและพัฒนาก็เป็นโจทย์อย่างหนึ่งที่มีความท้าทาย เราเริ่มต้นมา มีฐานในเรื่องของเทคโนโลยีได้อยู่ระดับหนึ่งแล้วมีพนักงานซึ่งทำในด้านนี้พันกว่าคนแล้ว คำถามคือทำในระดับนี้พอไหม ซึ่งต้องไปดูว่าตลาดต้องการแบบไหน คู่แข่งมีความสามารถขนาดไหน ซึ่งคู่แข่งของเราเปลี่ยนไปมาก ในบางอุตสาหกรรมต้องแข่งกันระดับโลก ในเมื่อเราแข่งกับคู่แข่งระดับโลก ความสามารถของธุรกิจของเรา ความสามารถของคนของเรา ในด้านของนวัตกรรม ด้านเทคโนโลยี ก็จำเป็นต้องสามารถแข่งขันได้ในระดับเวิลด์คลาสเหมือนกัน”

รุ่งโรจน์ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมเซรามิกของเอสซีจีติดอยู่อันดับหนึ่งในสามของโลกในแง่ของจำนวน แต่ถ้ามองในอีกส่วนก็ต้องบอกว่ามีหลายๆ เรื่องที่สามารถเพิ่มมูลค่าตรงนี้ไปได้อีก แต่จะเพิ่มอย่างไรก็ต้องมานั่งคุยกัน สิ่งหนึ่งที่พยายามคุยอยู่เสมอในองค์กร คือ การมองข้ามช็อตไปข้างหน้าถึงแผนในอนาคต เราต้องมองไปให้ไกลนิดหนึ่ง ไม่ให้จบแค่วันนี้ ไม่ใช่แค่สามารถที่จะขายของมากกว่าคู่แข่งแค่นี้ก็พอแล้ว

อีกสิ่งหนึ่งที่รุ่งโรจน์ตั้งใจจะทำในฐานะผู้นำองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้น คือ การเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานของเอสซีจีที่มีพนักงานอยู่กว่า 5 หมื่นคน

“มีการพูดกันภายในถึง Speed ซึ่งไม่ได้หมายความถึงความเร็วอย่างเดียว เรารวมไปถึงความคล่องตัวในการทำธุรกิจ บริษัทใหญ่ๆ ทุกบริษัทก็มีปัญหาเหมือนกันหมด คือทำอะไรค่อนข้างช้า ไม่ทันตลาด ไม่ทันคู่แข่งบ้าง เอสซีจีปัจจุบันก็ใหญ่ขนาดมีพนักงานห้าหมื่นกว่าคนแล้ว องค์กรก็มีการแตกแขนงออกไปเรียกว่าใหญ่พอสมควร จะทำอย่างไรที่จะทำให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น อำนาจตัดสินใจ หรือความสามารถในการตัดสินใจที่หน้างานได้เร็วมากขึ้น และก็สามารถที่จะตามตลาด ตามการแข่งขันได้เร็วขึ้น ถ้าทำตรงนี้ได้ก็จะเป็นองค์กรที่เรียกว่ามีความคล่องตัว และสามารถที่จะขยายธุรกิจออกไปในอนาคตได้อีก”

รุ่งโรจน์ มองว่า การได้ตัดสินใจทดลองทำเป็นเรื่องที่ดีกว่าการไม่ตัดสินใจ เพราะว่าถ้าเราไม่ตัดสินใจเราก็ไม่ได้ลองสักที แต่ต้องหาระบบในเรื่องฐานข้อมูลที่ใช้ช่วยในการตัดสินใจ ทำอย่างไรให้คนที่ตัดสินใจมีหลากหลายข้อมูล มีข้อมูลซึ่งช่วยให้ตัดสินใจได้ถูกต้องรวดเร็วทันเวลา แล้วเข้าใจสภาพตลาดจริงๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญในการตัดสินใจได้อย่างมีคุณภาพ และเป็นความท้าทายในการทำอย่างไรให้ตรงเป้า ทำให้องค์กรเจริญเติบโตไปมากกว่าหรืออย่างน้อยเท่ากับตลาด

“ปีที่แล้วเราโตขึ้นมาตั้ง 3-5% ก็ต้องถามว่ามันพอไหม ถ้ามองในเศรษฐกิจอาเซียนเราคุยกันถึงตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจที่ 5% บวกลบ เพราะฉะนั้นองค์กรซึ่งอยู่ในตลาดอาเซียน ถ้าจะโตไปเท่าตลาดอย่างน้อยก็ต้อง 5% หรือให้ดีก็มากกว่านั้น”

ทั้งหมดคือวิสัยทัศน์ของแม่ทัพคนใหม่ของเอสซีจี ที่รอเวลาพิสูจน์ฝีมือในการพาองค์กรโลดแล่น และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดอาเซียน

ผู้นำในแบบ “เอสซีจี”

เอสซีจี เป็นองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ระดับต้นๆ ของเมืองไทย การขึ้นเป็นผู้บริหารสูงสุดของเอสซีจีจึงเป็นที่น่าจับตามองถึงบทบาทของผู้นำองค์กรระดับแนวหน้าของไทย

รุ่งโรจน์ มองถึงการเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเอสซีจีว่า เอสซีจีมีวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ถูกวางไว้แล้ว โดยทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกัน ในการที่จะทำให้บรรลุวิสัยทัศน์ตรงนี้ได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็มานั่งคุยกัน มานั่งแชร์กันว่าจะปรับปรุงอย่างไร เพื่อไปให้ถึงตรงนั้นได้

“ทุกปีเราก็จะมารีวิววิสัยทัศน์ตรงนี้ว่ามีภาพที่เปลี่ยนไปอย่างไร มีเรื่องอะไรที่ต้องปรับไหม ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ เพราะบางองค์กรพลาดตรงนี้ไป เพราะคิดว่าวิสัยทัศน์เป็นเรื่องของผู้บริหาร และบางทีที่แย่กว่านั้นคือการเป็นวิสัยทัศน์ของผู้บริหารคนเดียว แสดงว่าควรเป็นเรื่องที่คุณควรทำคนเดียว ผมก็เลยคิดว่าอยากจะเน้นตรงนี้ว่าเป็นวิสัยทัศน์องค์กร ไม่ใช่ของคนคนเดียว เป็นของคนทุกคนที่มีส่วนร่วมกัน”

วิสัยทัศน์ของเอสซีจีมองในเรื่องของการเติบโตของธุรกิจอาเซียน ซึ่งเรามองว่ามีศักยภาพ เรามองว่าเรามีองค์ความรู้ที่เข้าไปพัฒนาให้เจริญเติบโตขึ้นได้ เรื่องที่สองคือเรื่องนวัตกรรม ซึ่งเราทำมาถึงระดับหนึ่งแล้ว อยากจะพัฒนาต่อไป ในอีกมิติหนึ่ง คือ การเอาตลาด เอาลูกค้า เอาความต้องการของคนที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของเอสซีจีเข้ามามีส่วนร่วมในนวัตกรรม

อีกส่วนหนึ่งคือองค์ความรู้จากตลาด ซึ่งเราไม่ได้เอามาจากตลาดในเมืองไทยอย่างเดียว เราสามารถเอาตลาดที่อยู่ในอาเซียนทั้งหมดเข้ามาเสริมให้นวัตกรรมตรงนี้ของเรามีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น และท้ายที่สุดคือนวัตกรรมระดับโลก เราสามารถเอาตรงนี้เข้ามาเสริมและพัฒนาคนของเราให้มีความรู้ในเรื่องของธุรกิจและนวัตกรรมให้ใกล้เคียงตลาดโลกได้ นี่คือสิ่งที่เป็นวิสัยทัศน์ของเอสซีจี

“องค์กรนี้เป็นองค์กรของเราทุกคน ความสำเร็จถ้าบอกว่าผมมีส่วนช่วยก็คือ 1 ใน 50,000 คนที่มีอยู่ ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วมันก็น้อยมาก ผมก็มีบทบาทในการเป็น 1 ใน 50,000 น้องพนักงานทุกคนก็มีบทบาทคือ 1 ใน 50,000 เหมือนกัน การเป็นผู้นำขององค์กรก็ไม่ได้หมายความว่าความสำเร็จขององค์กรเป็นของผู้นำอย่างเดียว

“เพราะฉะนั้นหลักในการทำงาน ผมก็คิดแบบนี้แหละ ถ้าคิดในแง่ไม่ดีก็แค่ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ ก็แค่ 1 ใน 50,000 เท่านั้นเอง ผมเปลี่ยนงานมา 7 ครั้งแล้ว ไม่เคยเสียใจเลยที่ได้ทำงานที่ตัวเองทำได้ ที่ผมทำงานมา คือ ถ้ามีความรับผิดชอบขนาดนี้ก็ต้องทำขนาดนี้ ที่สำคัญของผู้นำองค์กร ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การที่คุณเป็นผู้นำ นั่นแปลว่าคุณต้องรับผิดชอบในฐานะผู้นำ ผมคิดว่า มันแล้วแต่วิธีการทำงานของผู้บริหาร วิธีการทำงานของพนักงาน วิธีการทำงานของผู้นำ ผมรู้สึกว่าทุกครั้งที่เจอลูกน้องผมคิดว่าผมควรจะไหว้ลูกน้องมากกว่า รู้สึกต้องขอบคุณที่เขาทำให้ผมมีงานทำมาถึงทุกวันนี้

หน้าที่ซีอีโอมีสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่มากกว่าสิ่งที่ควรทำ ผมว่าสิ่งที่ไม่ควรทำ คือ การทำให้องค์กรมีพนักงานที่ไม่กล้าตัดสินใจ ทำให้ทุกคนในองค์กรไม่มีความมั่นใจในการตัดสินใจ ทำให้พนักงานรู้สึกไม่กล้าที่จะแสดงออก ผมเชื่อว่าองค์กรจะเจริญเติบโตไปได้ด้วยการตัดสินใจ ซึ่งองค์กรก็คือคน เมื่อไหร่ที่ผู้นำองค์กรทำให้คนไม่กล้าตัดสินใจแสดงว่าเขาไม่ได้ทำหน้าที่ที่ควรทำ

อีกอย่างหนึ่งที่ผู้นำองค์กรไม่ควรทำ คือ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เอาเปรียบ ไม่ใส่ใจในเรื่องคน เลือกที่รักมักที่ชัง เลือกปฏิบัติ ไม่กล้าที่จะเป็นผู้นำที่กล้าจะเปลี่ยนแปลง ส่วนเรื่องที่ควรทำ อาจจะมีแค่ 1-2 เรื่องเท่านั้น คนที่เป็นผู้นำจริงๆ มีเรื่องที่ควรทำน้อยมาก เพราะว่าคนที่เข้ามาทำงานในองค์กรก็อยากเห็นการเจริญเติบโตขององค์กร น้องๆ ที่เข้ามาทำงานก็อยากที่จะมีความก้าวหน้า อยากทำงานที่มีความท้าทาย ถ้าเราสามารถทำให้องค์กรไปตรงนั้นได้ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่ถูก”

 

“ถ้าโกงตั้งแต่วันนี้ วันหน้ามันก็โกง” ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ กูรูต้านโกงสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/431144

"ถ้าโกงตั้งแต่วันนี้ วันหน้ามันก็โกง" ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ กูรูต้านโกงสอบ

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ข่าวการยกเลิกสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทย์ศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่วงการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

อุปกรณ์สุดไฮเทคอย่างแว่นตาติดกล้องและนาฬิกาสมาร์ทวอช พร้อมคำสารภาพอันน่าตกใจของผู้ต้องหาว่า ต้องเสียเงินถึง 8 แสนบาทให้ขบวนการโกงข้อสอบ เพื่อแลกกับใบเบิกทางสู่อาชีพที่ใฝ่ฝัน ทำเอาคนทั้งประเทศอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการทุจริตเกิดขึ้นในห้องสอบ หากแต่เกิดขึ้นกับสนามสอบทั่วประเทศ พูดง่ายๆว่า โกงกันมาต่อเนื่องยาวนาน โกงกันด้วยสารพัดวิธี โดยมีเม็ดเงินมหาศาลหมุนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์นี้

วิวัฒนาการ”โกงข้อสอบ”เมืองไทย

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท T-NET ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (สวทช.) ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ซึ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตสอบมานานกว่า 7 ปี เล่าถึงกระบวนการทุจริตสอบว่า หลักการง่ายๆคือ ต้องหาทางเอา “ข้อสอบ”มาให้ได้ก่อน เพื่อนำมา”เฉลย”คำตอบ แล้วค่อยทำเป็น”โพย”ซุกซ่อนเข้าไปในห้องสอบ

“สมัยก่อนวิธียอดนิยมคือ ไปซื้อกรรมการออกข้อสอบ บางทีไปถึงโรงพิมพ์ ยัดเงินให้ ไม่ก็แอบถ่ายรูปข้อสอบมาขายชุดละ 20,000-30,000 บาท บางคนวิ่งเข้าไปในห้องสอบแล้วขยำข้อสอบเขวี้ยงออกมาข้างนอก ดักปล้นเอาดื้อๆก็ยังมี เมื่อข้อสอบหลุดมาเลยเรียกว่า “ข้อสอบรั่ว” พอได้ข้อสอบมาปุ๊บ ก็ต้องเอามาเฉลย แล้วจดเป็นโพยไว้ในยางลบ เขียนบนฝ่ามือ หรือใส่เศษกระดาษซุกซ่อนเข้าไป บางคนนั่งท่องจำเป็นวันๆแล้วค่อยเข้าไปสอบก็มี เพราะการพกโพยเข้าไปมันเสี่ยง นี่คือวิธีการเก่าๆในสมัยก่อน

ปัจจุบันการติดสินบนกรรมการออกข้อสอบเป็นไปได้ยาก เพราะส่วนใหญ่มักเก็บตัว ข้อสอบถูกบรรจุหีบห่ออย่างมิดชิด มีการคุ้มกันอารักขาอย่างเข้มงวด สุดท้ายขบวนการโกงข้อสอบจึงหันไปพึ่งพาอุปกรณ์เทคโนโลยีล้ำสมัย

การทำงานจะแบ่งเป็น 2 ทีม ทีมแรกจะจ้างหน้าม้าติดอุปกรณ์ เช่น แว่นตาติดกล้อง กล้องรูเข็มติดไว้ที่กระดุม เดินเข้าไปสอบ ข้อสอบจะถูกวางไว้บนโต๊ะ เจ้าหน้าที่คุมสอบก็จะสั่งให้ตรวจเช็คข้อสอบว่ามีครบทุกหน้าไหม ตอนนี้เองที่จะทำการถ่ายภาพข้อสอบส่งไปให้อีกทีมที่รออยู่ข้างนอก จากนั้นก็จะมีการจ้างเด็กเรียนเก่งวิชาเลข วิทย์ เคมี ฟิสิกส์ ภาษาอังกฤษ เป็นสิบคน แบ่งกันทำคนละ 10 ข้อ แป๊บเดียวก็เสร็จ เพราะถือว่าหมูมากๆสำหรับคนพวกนี้ เมื่อทำข้อสอบเสร็จ ก็จะทำโพยส่งเป็นโค้ดลับ เช่น 1234 หมายถึง ก. ข. ค. ง. ผู้สอบก็เปิดอุปกรณ์ไฮเทคที่ลักลอบนำเข้าไปดู กาคำตอบอย่างเดียว สบาย เพราะเดี๋ยวนี้มันอัจฉริยะมาก จะส่งเป็นข้อความ เป็นภาพ หรือเป็นระบบสั่นเตือนได้ทั้งนั้น”

น้อยคนจะรู้ว่า การยกเลิกสอบแต่ละครั้งต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาล

“สมมติว่าลงทุนจัดสอบไป 20 ล้าน แล้วยกเลิก ถือว่าเรื่องใหญ่นะ เพราะคนเป็นหมื่นเป็นแสนทั่วประเทศเขาเสียเงินค่าสมัครสอบจู่ๆมาประกาศยกเลิก จะโดนเขาฟ้องเอาได้ พวกขบวนการข้างนอก อาจจะโดนจับข้อหาใช้คลื่นสัญญาณโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. ข้อหาฉ้อโกง ฟอกเงิน อะไรต่อมิอะไร แต่เงินที่ได้มันเยอะมาก โดยเฉพาะผู้สอบที่้โกงสอบ หากถูกจับได้แค่โดนปรับตก ไม่ถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ใครๆก็เลยอยากจะลองเสี่ยง เพราะผลที่ได้มันคุ้มค่า

เปิดโปงขบวนการทุจริต …ลงทุนหลักร้อย ผลตอบแทนเฉียดล้าน

รู้กันในแวดวงติวเตอร์ว่า เวลาผู้สอบไปสมัครเรียนตามสถาบันกวดวิชาบางแห่ง จะมีกลุ่มมิจฉาชีพแฝงตัวเข้าไปสังเกตการณ์ ก่อนจะตีสนิท พร้อมยื่นข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ ดังนี้ …

‘น้อง อยากเข้า … เหรอ เฮ้ย ยากนะ คนสมัครเป็นหมื่น รับแค่ห้าร้อย พี่มีวิธี รับรองเข้าได้ร้อยเปอร์เซนต์ เข้าไม่ได้ ไม่เอาเงิน สนใจไหม’

เมื่อผู้สมัครสอบรายนั้นตอบตกลง กระบวนการโกงก็จะเริ่มต้นขึ้นด้วยการสอนให้รู้จักกับ“เครื่องรับสัญญาณ” (Reciever) อุปกรณ์ยอดนิยมที่ใช้ในการโกงข้อสอบทั่วโลก เป็นแผ่นเหล็กขนาดเล็ก ระบบสั่นเตือน รับสัญญาณได้ในระยะไกล สามารถซุกซ่อนได้ทั้งกระเป๋ากางเกง ขอบเอว ส้นรองเท้า ชุดชั้นใน กางเกงใน กระทั่งยัดในทวารหนัก จากนั้นจะมีการซักซ้อมนัดแนะกันว่า จะส่งสัญญาณสั่นเตือนเมื่อไหร่ เวลาใด เมื่อถึงเวลาเข้าห้องสอบ ทีมงานข้างนอกที่ทำโพยเฉลยคำตอบเสร็จเรียบร้อย ก็จะส่งกดรีโมทส่งสัญญาณสั่นเตือนตามโค้ดลับที่ตกลงกันไว้

“เครื่องนึงต้นทุนไม่ถึง 500 บาท เสียค่ามัดจำเช่าเครื่อง 10,000 บาท ถ้าคุณสอบติดก็จ่ายเงินในราคาตามที่ตกลงกันไว้ เช่น สอบครู 300,000 บาท สอบสินเชื่้อ 500,000 บาท สอบนายร้อยตำรวจ 700,000 บาท สอบหมอ 800,000 บาท จ่ายโดยใช้ระบบผ่อนจ่าย แหม ถ้าคุณได้บรรจุเป็นข้าราชการ เช่น หมอ มันการันตีรายได้แน่นอน มั่นคง มันคุ้มที่จะจ่ายอยู่แล้ว ถามว่าถ้าอยากเบี้ยว ไม่จ่ายเงินได้ไหม ก็เหมือนคุณพนันบอล คุณกล้าหนีโต๊ะเหรอ แล้วอีกอย่างช่วงที่คุณซักซ้อมการใช้อุปกรณ์ อาจถูกถ่ายภาพเป็นหลักฐาน ถูกแบล็คเมล์ ถูกแฉ ตอนนั้นคุณกำลังมีอนาคตไกล จะกล้าเบี้ยวไหมล่ะ”

 

สำหรับมาตรการป้องกันการทุจริตในห้องสอบ นักวิชาการรายนี้แนะนำว่า กรรมการคุมสอบทุกแห่งต้องรู้ก่อนว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่ช่วยในการโกงสอบ

คนคุมสอบต้องรู้ก่อนว่า ปัจจุบันมันมีเทคโนโลยีการโกงอะไรบ้าง เช่น แว่นตาติดกล้อง กล้องกระดุม สมาร์ทวอช เครื่องรับสัญญาณ จากนั้นค่อยมากำหนดกติกาข้อห้าม เช่น ห้ามนำโทรศัพท์ ห้ามสวมนาฬิกาเข้าห้องสอบ เท่านี้ก็ป้องกันได้ระดับหนึ่งแล้ว ต่อมาคนคุมสอบต้องรู้เทคนิค เล่ห์เหลี่ยมการโกงต่างๆ หมั่นสังเกตพฤติกรรมวอกแวก อากัปกิริยามีพิรุธ ท่าทางลุกลี้ลุกลน น่าสงสัยของผู้สอบด้วย

ล่าสุดขณะนี้มีอุปกรณ์ป้องกันการโกงข้อสอบที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากคือ เครื่องตัดสัญญาณ (Jammer) ทำหน้าที่รบกวนความถี่ต่ำ (รีโมทคอนโทรล) และตัดสัญญาณโทรศัพท์ ที่ผ่านมาสนามสอบหลายแห่งเริ่มนำเครื่องนี้ไปติดตั้งตามศูนย์สอบต่างๆ ทว่ายังอยู่ในจำนวนน้อย เนื่องจากมีราคาแพง

“เครื่องนี้พัฒนาขึ้นด้วยงบประมาณเครื่องละ 1 ล้านบาท แต่ให้เช่าวันละหมื่น พร้อมเจ้าหน้าที่ควบคุมตัดสัญญาณ สนามสอบในกรุงเทพเริ่มใช้บริการกันเยอะ ต่างจังหวัดก็เริ่มทยอยใช้บ้างแล้ว ถ้าใช้เครื่องนี้จะมั่นใจได้เยอะว่าปลอดภัยไร้โกง แต่อุปกรณ์ตัดสัญญาณนี้มันก็แค่หนึ่งในวิธีป้องกันเท่านั้น สิ่งสำคัญกว่าคือ การสร้างความตระหนักให้สังคมได้รู้ว่า มันมีวิธีการโกงแบบไหนเกิดขึ้นบ้าง เพื่อจะได้หามาตรการรับมือป้องกันแต่เนิ่นๆ

โกงวันนี้ อีก 20 ปีข้างหน้ามันก็โกง

ในฐานะผู้ศึกษาวิจัยแนวทางป้องกันการทุจริตข้อสอบมานานนับสิบปี ดร.โกเมน มองว่า การโกงข้อสอบถือเป็นปัญหาร้ายแรงมาก ถ้าเริ่มโกงตั้งแต่แรก อนาคตก็ต้องโกงต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

“สมมติว่าถ้าคุณโกงตั้งแต่สอบเข้า คุณติดหนี้พวกขบวนการ 8 แสน แล้วยังไงต่อ คุณก็ต้องดิ้นรนทำทุกวิถีทางเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ ยกตัวอย่างถ้าคุณโกงสอบบรรจุเข้าเป็นข้าราชการ คุณจะต้องอยู่ในวงราชการไปอีก 20-30 ปี ถ้าโกงตั้งแต่แรก วันข้างหน้ามันก็โกง มูลค่าความสูญเสียจะเกิดขึ้นอีกเท่าไหร่ เราอยากได้คนเก่งคนดี ถ้าปล่อยให้โกงเข้ามา เราก็จะได้คนที่ไม่เก่งและไม่ดี แถมยังทำให้คนดีหมดกำลังใจอีก

ถามว่าทำไมผมมาทำงานแบบนี้ เสี่ยงก็เสี่ยง ส่งลูกน้องไปตัดสัญญาณก็เสี่ยงโดนตีหัว เหตุผลคือผมเป็นอดีตนักเรียนทุนรัฐบาล ถูกหล่อหลอมว่าเราต้องทำอะไรกลับคืนสู่สังคม คืนสู่ประเทศชาติ หน้าที่ผมคือ สกรีนคนไม่ดี แล้วเปิดให้คนดีๆ ขาวสะอาดได้เข้าไป คนเหล่านี้เป็นความหวังของประเทศ มูลค่าสิ่งเหล่านี้มันประมาณค่าไม่ได้เลยครับ

ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องตื่นตัวกับปัญหาการทุจริตสอบ ตั้งแต่ระดับชาติจนถึงระดับท้องถิ่น เพื่อป้องกันและรับมือกับสารพัดกลโกง รวมทั้งขยายผลไปสู่การทลายวงจรอุบาทว์นี้ให้สิ้นซาก

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์

 

กรธ.กางแผนสู้ศึกประชามติ หวังให้ผ่านเพื่อเดินหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2559 เวลา 20:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/430908

กรธ.กางแผนสู้ศึกประชามติ หวังให้ผ่านเพื่อเดินหน้า

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ถนนการเมืองทุกสายกำลังมุ่งหน้าไปที่การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค. ทว่าระหว่างทางกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หลังจากฝ่ายที่เห็นต่างกับร่างรัฐธรรมนูญทยอยออกมาปรากฏตัวให้เห็น ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงก็เริ่มปฏิบัติเล่นจริงจับจริงให้เห็นแล้ว

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ว่ามาทำให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้นเอง กรธ.ก็ได้เตรียมแนวทางชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าใครจะมีชุดความคิดและความเชื่ออย่างไรก็ตาม

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการ กรธ. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และสำรวจความคิดเห็นประชาชน ใน กรธ. ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้จัดทำแผนที่การเดินทางบนถนนสายประชามติให้กับ กรธ. เปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไว้อย่างน่าสนใจ

“ความคาดหวังของเรา คือ ต้องการให้ประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงประชามติเห็นความสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็นการบ้านการเมืองจะได้เริ่มต้นในเรื่องของการบริหารราชการและมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและเป็นการปฏิรูปและแก้ไขปัญหาพื้นฐานหลักๆ รวมถึงได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแข็งแรง”

“แน่นอนว่าคนทำร่างรัฐธรรมนูญก็อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่ประชาชนได้เรียนรู้ในทางการเมือง และได้เห็นความสำคัญของรัฐธรรมนูญ เพราะประชาชนจะมีบทบาทในการดูแลบ้านเมืองต่อไป”

สำหรับแผนการดำเนินการของ กรธ.โดยสังเขป อาจารย์ชาติชาย แจกแจงว่า จากเป้าหมายตรงนี้เราก็ได้วางโครงความคิดและงานไว้ ว่านอกเหนือไปจากการใช้สื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจแล้ว ส่วนสำคัญที่สุด คือ ต้องมีคนเข้าไปอธิบายให้ประชาชน แบบจับเข่าคุยกัน โดยได้วางแนวทางไว้ 3 แนวทาง ได้แก่

1.ผ่านส่วนราชการตามพื้นที่ในทุกหมู่บ้าน เช่น กรรมการหมู่บ้าน อาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กรรมการกองทุนหมู่บ้าน ทั้งหมดมีประมาณ 8 หมื่นหมู่บ้าน คิดเป็นจำนวนราว 3.2 แสนคน ซึ่งจะทำหน้าที่เคาะประตูบ้าน

2.กลุ่มสภาองค์กรชุมชน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เราจะขออาสาสมัครตำบลละหนึ่งคน เพื่อคุยเรื่องรัฐธรรมนูญกับสมาชิกขององค์กรที่อยู่ในตามแต่ละตำบล และ

3.กลุ่มพื้นที่เฉพาะ อย่าง กทม.ซึ่งเป็นเขตเมืองใหญ่ เราได้ขอให้มีอาสาสมัครที่ชุมชน ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับ กทม.ประมาณ 2,063 ชุมชน โดยจะให้มีตัวแทนอาสาสมัครชุมชนละ 2 คน เมื่อเป็นอย่างนี้จะมีอาสาสมัครใน กทม.ราว 4000 คน

ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติเมื่อมีการลงสนามจริง อาจารย์ชาติชาย คาดว่าประชาชนจะสอบถามเนื้อหาสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็นด้วยกัน ได้แก่ การศึกษาและสาธารณสุข

“การอธิบายร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนเราจะเน้นไปทีละหมวดว่ามีสาระสำคัญเรื่องอะไรบ้าง แต่ละเรื่องนั้นมีความหมายว่าอย่างไร ทำไมต้องเขียนอย่างนี้ มีความแตกต่างจากอดีตอย่างไร ถ้าเป็นบทบัญญัติที่เขียนขึ้นมาใหม่ จะเป็นการบัญญัติมาเพื่ออะไร อย่างเรื่องการศึกษา เราต้องบอกว่าต่างกับของเก่า เพราะเราเริ่มตั้งแต่เด็ก ของเก่าและของเราให้การศึกษาฟรี 12 ปีเหมือนกัน แต่ของเก่าเริ่มจาก ป.1 ของเราเริ่มจากเด็กเล็กมาถึง ม.3 บางคนอาจถามว่าแล้ว ม.4-ม.6 และอาชีวศึกษา ฟรีหรือไม่ เราบอกว่าไม่ได้ฟรีก็จริง แต่ไม่ได้ห้าม เพราะถ้ารัฐบาลไหนก็ตามมีเงินและอยากจะให้ฟรี ก็ทำได้ แต่เราเขียนกำชับว่าเมื่อพ้น ม.3 ไปแล้ว เด็กคนไหนอยากเรียนอะไร รัฐต้องจัดให้ได้เรียนตามความถนัด”

“อีกเรื่องที่น่าจะมีประชาชนถามมาก คือ เรื่องสาธารณสุข เช่น อาจถามว่าบัตรทองหายไปไหน เพราะในร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเอาไว้ ซึ่งจริงๆ แล้วยังไม่มีการยกเลิก เพราะยังให้ทำต่อไปได้ แต่เราไปเน้นย้ำว่าต้องดูแลการบริการให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาดให้ฟรีทุกคน คนยากไร้ต้องได้รับการดูแล ซึ่งจะต้องอธิบายกันไป”

อาจารย์ชาติชาย ระบุว่า เขาเป็นชาวบ้านค้าขาย หรือประกอบอาชีพรับจ้าง ถ้าเราไปพูดเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ เขาก็คงไม่ฟังหรอก เพราะไม่ได้เป็นเรื่องใกล้ตัวเขา เราต้องพูดอะไรที่ใกล้ตัวเขาให้เขาฟัง เพราะเราต้องการให้เขาได้มีการอ่านออกเขียนได้ในเรื่องรัฐธรรมนูญ

“คนไทยเข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญไปต่างๆ นานา และไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคืออะไร บางคนไปเข้าใจว่ามันคืออะไรสักอย่าง ถ้ามีเมื่อไหร่ก็ได้เลือกตั้ง บางคนไปเข้าใจว่าถ้ามีรัฐธรรมนูญเมื่อไหร่ก็ไม่ได้เป็นเผด็จการแล้ว เข้าใจไปคนละที่คนละทาง เราก็จะอาศัยการพูดให้เขาเข้าใจ และได้เห็นว่ารัฐธรรมนูญมีความสำคัญอย่างไร ทั้งในเรื่องสิทธิเสรีภาพ อำนาจของประชาชน อำนาจของภาครัฐ คือ จะทำให้เห็นว่าการอยู่ร่วมกันต้องมีกติกา เหมือนกับการเล่นกีฬาต้องมีกติกาและยอมรับกันและกัน”

พอถามอาจารย์ชาติชายว่าได้ประเมินหรือไม่ ว่าการตัดสินออกเสียงประชามติของประชาชนจะอยู่บนเนื้อหาหรือบรรยากาศทางการเมือง ณ เวลานั้น ก็ได้รับคำตอบที่น่าสนใจว่ายิ่งความขัดแย้งทางการเมืองมีมากเท่าไหร่ การตัดสินใจของประชาชนที่อาจจะไม่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล

“ต้องมองเป็นสองระดับ ในระดับพื้นฐาน พวกผมต้องการให้ประชาชนเข้าคูหาโดยมีข้อมูลพอสมควร พอแก่การตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และตอบตัวเองถูกว่าฉันรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉันชอบหรือไม่ชอบเรื่องอะไร นี่คือสิ่งที่เราปรารถนาให้เกิดขึ้น”

“อีกระดับ คือ เป็นเรื่องที่มีพลังทางการเมืองเข้ามา เป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ ที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด คือ การต่อสู้ดังกล่าวนับวันทวีความรุนแรง รัฐธรรมนูญมันกลายเป็นเหยื่อ กลายเป็นกระดานที่เขาจะล้มจะตีเพื่อเอาชนะกัน เพื่อทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหน้า ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งหมดความชอบธรรม”

“ยิ่งในระดับการเมืองมีการเถียงกันมากเท่าไหร่ จะทำให้เกิดเสียงรบกวน พื้นที่ความสนใจของคนที่จะไปลงประชามติจะถูกแย่งไป เขาจะถูกปลุกด้วยอารมณ์”

“ส่วนตัวผมเสียดายเงินนะ 3,000 ล้านบาท ที่ใช้ในการทำประชามติ แต่ไม่เสียดายเท่ากับทำให้คนทั้งแผ่นดินพลาดโอกาสที่จะเข้าใจถึงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นอย่างไร เพราะจะไปถูกปลุกด้วยอารมณ์ของคนเพียงสองถึงสามกลุ่มเท่านั้น ด้วยการยกวาทกรรมว่ากันไปว่ากันมา สุดท้ายก็ตีกันในเข่งเหมือนเดิม ประเทศก็ช้าไปเรื่อยๆ อันนี้น่าเป็นห่วง”

การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของประชามติยอมรับหรือไม่ยอมรับ คสช.หรือไม่? อาจารย์ชาติชาย ตอบว่า “มันก็มีว่าจะส่อไปทางนั้นโดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เอา คสช.ตั้งแต่วันแรก เขาย่อมอาศัยตรงนี้เป็นประเด็นได้ เพราะยิ่งทำให้ คสช.อ่อนแรงทางการเมืองเท่าไหร่ เขาก็จะแข็งแรงขึ้น แต่ถ้า คสช.แข็งแรงมากเท่าไหร่ เขาก็จะอ่อนลง เขาก็มองอนาคตทางการเมืองเขา ประโยชน์ที่จะได้ในทางการเมืองในวันข้างหน้า เขาก็ต้องลดความน่าเชื่อถือวันยังค่ำ แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งก็ตาม ต้องโชว์ให้ชาวบ้านเห็นว่าเขาเด่นกว่า คสช.”

สุดท้าย อาจารย์ชาติชาย สรุปว่า มีความคาดหวังว่าประชาชนจะเริ่มตื่นตัว เริ่มอ่านร่างรัฐธรรมนูญและเกิดกระบวนการพูดคุยในระดับครอบครัวหรือระดับอื่นๆ และถ้าจะไปลงคะแนนรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเพราะอะไร อย่างน้อยเขาจะได้ตอบตัวเองได้เวลามีใครมาถาม จะได้สมศักดิ์ศรีกับความเป็นพลเมือง นานทีปีหนจะมีการทำประชามติ เพราะไม่มีทุกวัน ดังนั้นไปลงประชามติทั้งทีคุณก็ควรตอบตัวเองได้ว่าฉันลงคะแนนช่องนี้เพราะอะไร กลับมาจะได้นอนหลับสบายใจ

 

คสช.ต้องไม่ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้ง (โดยไม่จำเป็น)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:44 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/430669

คสช.ต้องไม่ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้ง (โดยไม่จำเป็น)

โดย… ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับถอยหลังสู่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ท่ามกลางการจับจ้องว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญว่าบ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ทว่าบรรยากาศที่ดูจะเข้มงวดและคลุมเครือในเวลานี้หลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วงกันว่าอาจมีผลต่อประชามติทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ โดยระบุว่า หากมีการผ่อนคลายการไม่จำกัดเสรีภาพ จะช่วยให้บรรยากาศเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งราบรื่นขึ้น แต่ไม่แน่ใจว่า คสช.จะยอมให้เกิดสิ่งเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน

แม้จะมี พ.ร.บ.ประชามติ แต่การจะทำให้สถานการณ์นิ่งนั้น ขึ้นอยู่กับทั้งเนื้อหาของกฎหมายประชามติ อยู่ที่การตีความกฎหมาย และอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย นี่จะเป็นตัวที่จะบ่งบอกว่าสถานการณ์จากนี้จะเป็นอย่างไร

“จนถึงขณะนี้แม้เนื้อหากฎหมายประชามติจะนิ่งแล้วบังคับใช้แล้ว แต่การตีความยังไม่นิ่ง และยังไม่มีความครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะก่อนกฎหมายบังคับใช้ คนในรัฐบาลหลายคนก็ออกมาให้ความเห็นในลักษณะที่จะทำให้เข้าใจว่าการแสดงความเห็นหรือท่าทีใดๆ ต่อรัฐธรรมนูญ หรือการทำประชามติทำไม่ได้เลย

…แต่พอหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปสิ่งที่ทำได้ ทำไม่ได้ ก็ยังขัดแย้งกันอยู่ มีบางเรื่องที่ทำได้ แม้จะมีบางเรื่องที่ทำไม่ได้ก็ตาม ตรงนี้ประชาชน หรือแม้แต่พวกผมที่เป็นนักการเมืองก็ยังสับสน สุดท้ายแล้วต้องฟังใคร อะไรคือข้อสรุปที่มีความนิ่ง ชัดเจนแล้ว เราจะได้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายประชามติ”

จุรินทร์ มองว่า กติกาที่ กกต.กำหนดให้ทำได้ไม่ได้นั้นยังมีการตีความได้หลายส่วน เช่น กรณีการแสดงความเห็นที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง คำว่าผิดไปจากข้อเท็จจริงตีความได้กว้างมาก และเปิดโอกาสให้มีการใช้ดุลพินิจเอาผิดเอาถูกกับผู้ที่แสดงความเห็นไปได้หลายทิศทาง ตรงนี้ต้องมีความชัดเจนพอสมควร

สิ่งเหล่านี้ทำให้บรรยากาศเดินหน้าไปสู่ประชามติ สำหรับคนที่เขามีความสุจริตต้องการแสดงความเห็นก็เกิดความคลุมเครือกังวล ไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแง่ข้อเท็จจริง เขาสามารถแสดงความเห็นโดยสุจริต ทำได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร

ทั้งนี้ กกต.อาจจะต้องอธิบายความเพิ่มเติม ให้มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ เท่าที่ทราบ กกต.บางรายกำลังเดินสายอธิบายอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าสุดท้ายจะทำให้คลุมเครือหนักขึ้นอีก หรือจะทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น อันนี้ก็ต้องรอดู

“แต่ที่สำคัญคือ คสช.จะต้องไม่ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้งโดยไม่จำเป็น เพราะมันจะทำให้ฝ่ายที่มีความประสงค์ที่จะยั่วยุเพื่อให้สถานการณ์เดินหน้าไปสู่ความไม่เรียบร้อยราบรื่น ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้ง บรรลุวัตถุประสงค์ของคนกลุ่มนั้น”

ถามย้ำว่า ประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก่อนช่วงลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จุรินทร์ ตอบว่า คสช.ต้องระมัดระวังไม่ไปเข้าทางฝ่ายที่เขาพยายามยั่วยุให้เกิดสถานการณ์เดินหน้าไปสู่จุดที่เขาพึงประสงค์

“ผมเชื่อว่า คสช.คงประเมินได้ว่า เพียงแต่การตอบสนองต่อสถานการณ์จะทำแบบไหนอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวังรอบคอบพอสมควรที่จะประคองสถานการณ์ให้เดินหน้าไปตามโรดแมปอย่างราบเรียบ”

ส่วนคำถามที่ว่ากลุ่มที่ต้องการยั่วยุให้เกิดสถานการณ์นั้นเป็นใคร มีกำลังมากน้อยแค่ไหน จุรินทร์ ตอบว่า คสช.คงทราบอยู่ และคงประเมินได้

ในแง่การจัดเวทีชี้แจงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จุรินทร์ ออกตัวว่า ยังไม่เห็นแนวปฏิบัติว่าจะทำอย่างไร แม้แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เอง ก็ยังมีเครื่องหมายคำถามอยู่เหมือนกัน ว่าสุดท้ายจะไปจัดเวทีได้มากน้อยแค่ไหน หรือแสดงความเห็นได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

“ถ้าไปบอกแต่ข้อดีไม่บอกข้อเสีย จะกลายเป็นการชี้นำชัดเจนหรือเปล่า มันก็เเป็นความคลุมเครือ เหมือนสถานการณ์ที่ทุกคนเกร็งไปหมด หลายฝ่ายเกร็งกันไปหมดในการใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น หากบรรยากาศยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ในอนาคตก็จะทำให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับผลของประชามติ หยิบไปเป็นประเด็นในการลดความชอบธรรมของการทำประชามติในอนาคตว่าเป็นประชามติไม่ผ่านกระบวนการให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสรเสรีตามที่ควรจะเป็น

“ในแง่การลงประชามติของประชาชนก็ทำให้ประชาชนขาดโอกาสในการได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างครบถ้วน สุดท้ายอาจกระทบไปถึงภาพลักษณ์ในสายตาต่างชาติ”

สำหรับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญนั้น จุรินทร์ บอกว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้แสดงความเห็นไปก่อนหน้ากฎหมายประชามติมีผลบังคับใช้ไปแล้ว ซึ่งเป็นการแสดงความเห็นในนามตัวบุคคล แต่ก็เป็นการสะท้อนจุดยืนในสมาชิกพรรคการเมือง แต่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะตัดสินใจอย่างไร ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

“ในฐานะพรรคการเมือง ผมคิดว่าเราต้องเคารพ สุดท้ายผลออกมาอย่างไร เช่น สุดท้ายถ้ารัฐธรรมนูญผ่าน พรรคการเมืองก็ลงสมัครรับเลือกตั้ง จากนั้นจะไปเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็เป็นเรื่องของอนาคต ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน ที่จะนำมาประกอบว่าประชาชนให้เสียงประชาธิปัตย์มาเท่าไหร่ ให้เสียงพรรคการเมืองอื่นมาเท่าไหร่ มันเป็นคณิตศาสตร์ทางการเมืองที่จะต้องนำมาใช้ประกอบการพิจารณา

“สิ่งหนึ่งที่ผมอยากเรียน คือ เราอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่เราก็ไม่ได้เป็นศัตรูกับทหาร ไม่ได้แปลว่าถ้าไม่เห็นด้วยแล้วจะเป็นศัตรูกับทหาร หรือเห็นด้วยก็จะเป็นพวกเดียวกับทหาร แต่ว่าเราก็มีหลักของเราในฐานะที่เป็นพรรคการเมือง เราไม่เป็นศัตรูกับทหาร ไม่เป็นศัตรูกับข้าราชการ ไม่เป็นศัตรูกับตำรวจ

“ในฐานะนักการเมืองไม่ว่าในอนาคตเราจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ยังจะต้องทำงานร่วมกันกับทหาร ตำรวจ ข้าราชการประจำ ในฐานะที่เขาเป็นกลไกฝ่ายประจำ แยกจากกันไม่ได้ตลอดกาล ส่วนดุลพินิจการเมืองเราจะตัดสินใจอย่างไรก็ต้องเคารพ

“ผมไม่สามารถตอบล่วงหน้าได้ว่าผลจะออกมาอย่างไร มันคงไม่ง่ายภายใต้สถานการณ์กฎหมายประชามติในปัจจุบันที่จะบอกว่ารับหรือไม่รับ ผมคิดว่ามันก็อาจจะหมิ่นเหม่ แต่ที่สำคัญคือผลประชามติออกมาอย่างไรก็ต้องเคารพ เพราะถือว่าเป็นเสียงของประชาชน และถ้ามีการเลือกตั้งเราก็ลงสมัครรับเลือกตั้ง จะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน ก็อยู่ที่ผลเลือกตั้งจะออกมา” 

จุรินทร์ ย้ำจุดยืนของพรรคว่า ต้องการให้เกิดความชัดเจน โดย คสช.ควรบอกว่า หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะเดินต่อไปอย่างไร แต่จนถึงขณะนี้ คสช.เองยังประสงค์ที่ทำให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมป

“พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการทำประชามติ หากผ่าน รัฐธรรมนูญก็มีความชอบธรรมว่าได้ผ่านกระบวนการยอมรับจากประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดบังคับใช้กับคนทั้งประเทศ ก็ควรผ่านกระบวนการรับรองจากคนทั้งประเทศเสียก่อน

“แต่กระบวนการนำไปสู่ประชามติควรเปิดโอาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นโดยสุจริตได้ตามสมควรเพื่อเป็นข้อมูลให้กับประชาชน ผมเชื่อว่ามีคนจำนวนน้อยที่มีโอกาสอ่านรัฐธรรมนูญครบทั้งเล่ม ทุกหมวด ทุกมาตรา ถัดจากนี้หลังมีกฎหมายประชามติก็ต้องอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายต่อไป หากการบังคับใช้จะมีลักษณะเอื้อต่อการเดินหน้าไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยในอนาคตก็คิดว่าจะเป็นผลบวกกับทุกฝ่ายมากขึ้น”

ถามว่าในฐานะพรรคการเมืองพร้อมจะไปร่วมเวทีกลางที่ กกต.จะจัดให้ข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ตอนนี้หลายคนระมัดระวัง เพราะเกรงว่าจะเข้าข่ายขัดกฎหมาย ดังนั้นหากมีการการันตีได้ว่าจะไม่มีความผิดก็จะดี เพราะหากเข้าข่ายความผิดจะมีโทษจำคุกถึง 10 ปี ซึ่งรุนแรงมาก และทำให้ลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ ถ้าสามารถทำได้อย่างถูกต้องชอบธรรมก็ยินดีให้ความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเวทีกลาง เวทีคู่ขนาน อะไรก็ตามที่สามารถสร้างบรรยากาศให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นโดยสุจริต พรรคพร้อมสนับสนุน

จุรินทร์ สะท้อนมุมมองว่า ขณะนี้สมาชิกพรรคสอบถามเข้ามามากว่าเรื่องไหนทำได้ไม่ได้ จากที่สอบถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง อย่าง กกต.ที่แม้จะมีประกาศหลักเกณฑ์ 6 ทำได้ 8 ทำไม่ได้ ก็ยังมีคำถามบางส่วนที่ยังคลุมเครือ ทำให้พรรคก็ยังไม่สามารถอธิบายสมาชิกได้ จึงต้องรอความชัดเจนบางส่วนจาก กกต. ขณะนี้ติดตามทางสื่อ รวบรวมว่ามีความเห็นว่าอย่างไร ซึ่งก็ยังไม่เป็นที่ยุติครบถ้วน

สำหรับจุดยืนที่แตกต่างกันระหว่างประชาธิปัตย์ และ กปปส. จุรินทร์ อธิบายว่า สถานการณ์ที่ผ่านมาในบางกรณีก็ไม่ได้มีความเห็นไปในทางเดียวกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ทุกคนทุกฝ่ายทุกองค์กรมีสิทธิเสรีภาพเป็นของตัวเอง

“ผมคิดว่าแต่ละส่วนแถลงความเห็นตนเองชัดเจนแล้ว” ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเล่นบทตีสองหน้าระหว่างประชาธิปัตย์และ กปปส.นั้น จุรินทร์ กล่าวเพียงว่า “ผมคิดว่าเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตของทั้งสองฝ่าย”

ส่วนประเด็นประชาธิปัตย์มีความเห็นใกล้เคียงกับพรรคเพื่อไทยเรื่องรัฐธรรมนูญนั้น จุรินทร์ อธิบายว่า ตรงนี้เป็นความเห็นบางส่วนใกล้เคียงกันได้ แต่ที่มาที่ไปอาจไม่เหมือนกัน

“ในส่วนของพรรคเรารอจนกระทั่งรัฐธรรมนูญยกร่างเสร็จ จนได้ร่างสุดท้ายปรากฏออกมา จึงให้ความเห็นว่าเป็นอย่างไร เพราะต้องการให้ความเห็นในทางหลักการเหตุผล ตรรกะจริงๆ ไม่มีความเห็นล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่ร่าง หรือร่างไม่เสร็จ ก่อนจะออกมาประกาศเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อันนี้เป็นที่มาที่ไปที่คุณอภิสิทธิ์ไปแถลง ดังนั้นคำตอบบางส่วนที่ออกมาใกล้เคียงกัน แต่ที่มากระบวนการพิจารณาไม่เหมือนกัน” จุรินทร์ กล่าว

เคารพกฎหมาย หลักสำคัญ “ปรองดอง”

จุรินทร์วิเคราะห์ข้ามช็อตไปถึงหลังเลือกตั้งสถานการณ์บ้านเมืองจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้งได้หรือไม่ สถานการณ์ความขัดแย้งในอดีตจะหมดไป ความปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และความพยายามของ คสช.ได้มากน้อยแค่ไหน

จุรินทร์ มองว่า การจะไปหวังให้บ้านสงบราบรื่น ไม่มีความขัดแย้งเป็นไปไม่ได้ เพราะประเทศไหนในโลกที่เป็นปะชาธิปไตย ก็ต้องมีความเห็นต่างเกิดขึ้นได้เสมอ รวมทั้งการขัดแย้งทางความคิด

“มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อย่าไปกังวลว่ามีความเห็นไม่ตรงกันแล้วสังคมนั้นจะกลายเป็นสังคมโกลาหล ซึ่งไม่ใช่ สังคมประชาธิปไตยต้องมีความเห็นต่าง และความเห็นต่างนั้นจะหาข้อสรุปอย่างไรให้เป็นที่ยอมรับร่วมได้ด้วยกันกับทุกฝ่าย

…หลักของความปรองดองที่ดีที่สุด คือ การเคารพกฎหมายกติกา เพราะว่าถ้าต้องการสร้างสันติระยะยาวให้เกิดขึ้นในสังคม ต้องใช้หลักนิติรัฐ นิติธรรม กฎหมาย คือหัวใจสำคัญที่สุด ถ้าทุกคนเคารพกฎหมาย ผิดว่าไปตามผิด ถูกว่าไปตามถูก ผมคิดว่าถ้าเราถือหลักนี้ สุดท้ายสังคมก็จะเดินหน้าไปสู่สันติระยะยาวได้”

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ความพยายามบิดเบือนกฎหมายทำผิดให้เป็นถูก ต่อไปในอนาคตฝ่ายที่เขาไม่เห็นด้วยก็จะออกมาต่อต้านไม่ยอมรับ กลายเป็นสองฝ่ายเผชิญหน้า นำไปสู่ความรุนแรงโกลาหลของบ้านเมือง

“การทำผิดให้เป็นถูก หรือล้างผิดซะ ผมว่าไม่ใช่ทางออก นั่นแหละคือการนับหนึ่งนำไปสู่วิกฤตครั้งใหม่ของประเทศ แต่ถ้ายืนให้มั่นว่าต่อไปนี้เราต้องยึดกฎหมาย ไม่ทำผิดให้เป็นถูก ไม่ทำถูกให้กลายเป็นผิด ระยะยาวสังคมจะเดินไปได้ แต่ช่วงเปลี่ยนผ่านก็ต้องยอมรับว่ากว่าจะไปถึงถนนลาดยางก็ต้องวนอยู่บนถนนลูกรัง ขรุขระบ้าง แต่เราก็ต้องอดทน วันหนึ่งจะไปถึงถนนลาดยาง”

สำหรับข้อเสนอเรื่องนิรโทษกรรมที่หลายฝ่ายเคยเสนอเพื่อให้เป็นทางออกลบล้างความขัดแย้งในอดีต และเริ่มต้นกันในอนาคตนั้น จุรินทร์ มองว่า ทันทีที่จะไปนิรโทษกรรมก็จะเกิดวิกฤตรอบใหม่ขึ้นทันที

“ปรากฏให้เห็นแล้ว แม้แต่การยึดอำนาจครั้งนี้ที่เกิดขึ้นมาจากอะไร สาเหตุจริงๆ คือการออกกฎหมายนิรโทษฯ ทำผิดให้เป็นถูก สุดท้ายรัฐบาลก็ไปไม่รอด พลอยทำให้ประชาธิปไตยไม่รอดไปด้วย สุดท้ายก็ต้องยึดอำนาจ

….ดังนั้น หากกลับมาทำอีก ผมว่าปัญหาก็จะย้อนกลับมาอีก อาจจะมีความต่างวิธีการ สุดท้ายคนที่ไม่ยอมรับก็จะออกมา คำตอบชัดอยู่แล้ว ผมพูดไม่มีอะไรซับซ้อน ตรงไปตรงมา”

ถามว่ามีการวิเคราะห์ไปถึงช่วงปลาย คสช.ที่อาจมีแนวคิดเรื่องการอภัยโทษ หรือนิรโทษกรรมให้กับทุกสี ทุกฝ่าย เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ จุรินทร์ กล่าวว่า ส่วนตัวเคยได้ยินแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดว่าจะต้องยึดหลักกฎหมาย ยังไม่ได้ยินในสิ่งที่ถาม

“ถ้าเดินตามแนวการยึดตามหลักกฎหมายก็เป็นแนวที่ถูกต้อง และเท่าที่ติดตามแกนนำหลายกลุ่มก็ประกาศว่าจะไม่ยอมนิรโทษกรรมตัวเอง อันนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่า แกนนำเหล่านั้นก็ต้องการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้พิสูจน์ตัวเอง” จุรินทร์ กล่าว

250 สว. เงื่อนไข กำหนดว่าที่รัฐบาลชุดใหม่

ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมก่อนเดินทางไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้คำมั่นว่าจะเกิดขึ้นในปี 2560 ตามโรดแมป จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกตัวว่าพรรคพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง

“ถ้าประชาชนลงประชามติให้รัฐธรรมนูญผ่าน นั่นก็แปลว่าการเลือกตั้งก็จะต้องเกิดตามโรดแมป เราเคารพเสียงประชาชน ลงสมัครรับเลือกตั้ง แพ้ชนะก็เป็นเรื่องของประชาชน อยู่ที่ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน”

ส่วนระบบเลือกตั้งใหม่ในร่างรัฐธรรมนูญกำหนดวิธีเป็นการเลือกตั้ง “บัตรเดียว” ชี้ขาดทั้ง สส.เขตและนำมาคำนวณเป็น สส.ระบบสัดส่วนต่างจากอดีตนั้น จุรินทร์ อธิบายว่า พรรคก็ต้องมีการปรับแผนเพื่อรองรับระบบเลือกตั้งใหม่ตามไปด้วย ซึ่งความจริงพรรคได้สะท้อนความเห็นไปก่อนหน้านี้แล้ว หากกติกาอย่างนี้ออกมาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เว้นแต่จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต

ทั้งรูปแบบการเลือกตั้งเปลี่ยนไปตามสมควรหากรัฐธรรมนูญผ่านการบังคับใช้ การเลือกตั้งครั้งล่าสุดใช้บัตรสองใบ บัตรหนึ่งเลือกคน อีกบัตรเลือกพรรค เมื่อเปลี่ยนมาเป็นบัตรใบเดียว เลือกคนกับพรรคแยกจากกันไม่ได้ เอามามัดรวมเป็นข้าวต้มมัด เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะซื้อปลาคุณต้องซื้อทั้งพวง ปลาแดงตัว ปลาขาวตัวไม่ได้ ต้องเอาคะแนนมารวมกัน

รองหัวหน้าพรรค ปชป. อธิบายว่า สำหรับการลงพื้นที่ของว่าที่ผู้สมัครนั้นคงต้องปรับแผนจากเดิม โดยจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนมากขึ้นในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เพราะรูปแบบเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม การเตรียมผู้สมัครเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณากันภายใน เพราะพรรคการเมืองไม่สามารถประชุมได้ ทำอะไรที่เป็นทางการไม่ได้ ก็แค่นั่งคุยกัน 2-3 คน นั่งนึกว่าเมื่อถึงเวลาได้รับการเปิดโอกาสให้ทำกิจกรรมได้ถูกต้องตามกฎหมายจะเดินหน้าอะไรต่อไป

“จากเดิมที่มีบัตรสองใบ ถ้าเขตนี้ไม่พอใจคนของพรรค ท่านเลือกพรรคอื่นไม่เป็นไร แต่สำหรับพรรค ขอให้เลือกพรรคการเมืองนี้ ทำอย่างนั้นได้ หรือถ้าไม่พอใจพรรคไม่เป็นไร แต่คนของเราอยู่ใกล้ชิด ท่านทำงานร่วมกับท่าน ขอให้ช่วยเลือกคน

“แต่ต่อจากนี้ทำไม่ได้ เพราะจะเป็นการเอาคนกับพรรคมามัดรวมกัน ประชาชนต้องตัดสินใจ ถ้าคนกับพรรคตรงกันไม่เป็นปัญหา หรือหากในกรณีไม่เห็นด้วยกับทั้งคนทั้งพรรคเขาก็ไม่เลือก แต่ถ้าเห็นด้วยกับคนแต่ไม่เห็นด้วยกับพรรค หรือเห็นด้วยกับพรรคไม่เห็นด้วยกับคน ผู้ลงคะแนนจะต้องชั่งน้ำหนัก”

จุรินทร์ ขยายความเพิ่มเติมว่า เคยพูดมาก่อนหน้านี้แล้วว่าเป็นห่วงว่าอาจจะเป็นเแรงจูงใจที่จะทำให้การซื้อเสียงทำได้ง่ายขึ้น ถ้าซื้อต้องซื้อสองใบ แต่เที่ยวนี้ซื้อใบเดียวได้สองอย่าง แถมอาจจะไม่สะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน สำหรับคนที่ต้องการเลือกคน แต่ไม่ต้องการเลือกพรรค หรือคนที่ไม่ต้องการเลือกพรรค ไม่ต้องการเลือกคน จะแยกแสดงเจตนารมณ์ไม่ได้

ถามย้ำว่าจะทำให้ต้องปรับรูปแบบวิธีการคัดตัวผู้สมัครใหม่หรือไม่ รองหัวหน้า ปชป.ตอบว่า เรื่องนี้คิดว่า “คน” จะมีความสำคัญมากขึ้น เพราะถ้าพฤติกรรมของประชาชนลงคะแนนจากคนเป็นหลัก คนก็จะทวีความสำคัญ กลายเป็นพรรคมีน้ำหนักรองลงไป อย่างไรก็ตาม ตรงนี้อาจขึ้นกับพื้นที่ด้วย บางพื้นที่พรรคอาจสำคัญกว่าคน แต่สุดท้ายเมื่อกติกาออกมาให้มัดรวมกันก็ต้องต่อสู้ไปตามกติกา

“มีประเด็นบางท่านที่มีความเห็นว่าถ้าบัตรใบเดียวจะทำให้เกิดเบี้ยหัวแตก แต่ความเห็นผม อาจจะเกิดผลตรงข้ามก็ได้ เพราะว่าเมื่อพรรคใดชนะในเขตแล้ว เมื่อเอาคะแนนที่ชนะซึ่งจะต้องได้มากกว่าคนอื่นในเขตมาคำนวณอีกรอบเป็นเสียง สส.ที่จะได้ทั้งพรรค ก็จะทำให้ได้ สส.รวมทั้งพรรคมากขึ้นไปอีก”

จุรินทร์ มองอีกด้านว่า ระบบเลือกตั้งใหม่นี้อาจมีส่วนทำให้พรรคเล็กมี สส.ได้บ้าง แม้จะแพ้ทุกเขตเลือกตั้ง แต่ถ้าเอาคะแนนทุกเขตมารวมกัน คำนวณเป็น สส.ทั้งพรรคก็อาจทำให้ได้ สส. คนสองคน มันก็มีสองด้าน ต้องรอดู

ถามไปถึงอนาคตภายหลังการเลือกตั้งที่หลายฝ่ายประเมินว่าน่าจะเป็นรัฐบาลผสม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์วิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดรัฐบาลผสมเพราะมีเงื่อนไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะหากคำถามพ่วงประชามติผ่านประชามติ ก็แปลว่าคนที่จะมาโหวตนายกฯ ไม่ได้มีแค่ สส. 500 คน แต่รวมกับเสียง สว. เป็น 750 คน

สมมติถ้ามีพรรคการเมืองหนึ่งได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ เช่น สมมติได้ 270 เสียง ก็อยู่ที่เสียงของวุฒิสภาว่าจะเทน้ำหนักไปทางไหน ซึ่งถ้ามีแต่สภาผู้แทนฯ 270 เสียง ก็อาจตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ถ้าเขาไม่ประสงค์ที่จะเอาพรรคอื่นเข้ามาร่วม

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเงื่อนไขวุฒิสมาชิก 250 เสียงเข้ามาร่วมด้วย แล้วจะตั้งรัฐบาลผสมก็อาจตั้งไม่ได้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับ 250 เสียงของวุฒิสภาที่จะเป็นเงื่อนไขที่จะเป็นตัวกำหนด ตอบล่วงหน้าไม่ได้ทั้งหมดว่าผลจะออกมาอย่างไร นี่คือการจำลองสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่เกิดขึ้นก็ตามสุดแล้วแต่

ถามว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายหรือไม่ จุรินทร์ มองว่า ในกรณี สว. 250 เสียง ไปบวกกับเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนฯ รัฐบาลก็จะอยู่ยาก เพราะต่อจากนั้นในการพิจารณาผ่านกฎหมาย หรือพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องอาศัยสภาผู้แทนฯ อย่างเดียว 500 เสียง รัฐบาลเสียงข้างน้อยก็จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเหมือนในอดีตที่อยู่ได้ไม่กี่วัน

อีกด้านหนึ่ง สมมติสถานการณ์ สว. 250 เสียง ไปบวกกับเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ อย่างนี้ก็คงเดินหน้าไปได้ เพราะหลังเลือกนายกฯ เสร็จ สว.ถอยกลับไปทำหน้าที่ปกติ รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาอยู่แล้วก็ยังอยู่ได้ ถัดไปก็เป็นพฤติการณ์เรื่องการบริหารราชการแผ่นดินว่าจะล้มเหลว สำเร็จ หรืออย่างไร

ส่วนได้ประเมินหรือไม่ว่าระบบเลือกตั้งใหม่นี้จะทำให้ประชาธิปัตย์ได้คะแนนเพิ่มขึ้นหรือลดน้อยลง จุรินทร์ตอบเลี่ยงๆ ว่า ไม่ได้มองว่ากติกาได้เปรียบเสียเปรียบ กติกาที่ออกมาควรเป็นกติกาที่เป็นประโยชน์กับการพัฒนาประชาธิปไตยระยะยาว มันไม่ควรเป็นกติกาที่ทำให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้เปรียบ ถ้าไม่เช่นนั้นกติกาที่ออกมาจะมีความยั่งยืนยาก กลายเป็นกติกาเฉพาะกิจเฉพาะกาลไป

“พวกผมสนับสนุนกติกาที่เดินหน้าไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยยั่งยืน ส่วนแพ้ชนะเป็นเรื่องปกติ ไม่มีพรรคไหนชนะตลอดกาล ไม่มีพรรคไหนแพ้ตลอดกาล”

แม้ระบบเลือกตั้งใหม่นี้จะทำให้ฐานเสียงของพรรคถูกเจาะได้ก็ไม่กังวล แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่ว่ารูปแบบจะเป็นรูปแบบใด เราต้องคัดตัวผู้สมัครให้ดีที่สุด เที่ยวนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เป็นผลดีกับทุกพรรคการเมืองที่มีระยะเวลาเตรียมตัว แม้เตรียมตัวที่ไม่เป็นทางการ หรืออย่างน้อยก็คิดไว้ในใจ เพราะมีเวลาคิด ถ้าทุกอย่างเดินไปตามโรดแมปก็ไม่ถึงกับฉุกละหุกเหมือนยุบสภา ต้องเลือกตั้งภายใน 90 วัน

อย่างไรก็ตาม คิดว่าถ้าถึงช่วงเวลาที่จะเห็นได้ชัดว่าจะมีการเลือกตั้ง คสช. ควรเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองได้มีเวลาสักช่วงที่เหมาะสมให้เขาได้ดำเนินการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ไม่ใช่ 50-60 วัน อย่างนี้ทำไม่ได้

หลังการเลือกตั้งโอกาสพรรคอันดับ 1 กับอันดับ 2 จะมีโอกาสจับมือตั้งรัฐบาลหรือไม่ จุรินทร์ กล่าวว่า ตอบล่วงหน้าไม่ได้ ต่างประเทศก็มีตัวอย่างที่พรรคที่ 1 และ 2 ที่ประชาชนมอบหมายให้พรรคที่ได้ที่ 1 ไปจัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อเสียงเขาไม่พอก็ไปจับมือกับพรรคที่ 2 ที่ประชาชนมอบหมายเป็นอันดับ 2 ก็เป็นเรื่องที่เคยมีในประวัติศาสตร์

“แต่สำหรับประเทศไทยผมตอบล่วงหน้าไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาเท่าที่เคยเห็นแนวทางปฏิบัติมาก่อนหน้านี้เลือกตั้ง 3-4 ครั้งที่ผ่านมา พรรคได้ที่ 1 เป็นรัฐบาล พรรคที่ได้ที่ 2 ก็เป็นฝ่ายค้าน พรรคเล็กก็ประกอบเป็นรัฐบาล หรือที่หลงเหลือไม่ได้เป็นรัฐบาลก็เป็นฝ่ายค้าน หรือพรรคที่ 2 เป็นรัฐบาล พรรคหนึ่งก็เป็นฝ่ายค้าน”

ถามย้ำชัดๆ ว่า ประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันหรือไม่

“ตอบล่วงหน้าไม่ได้ และเท่าที่ผ่านมายังไม่เคยคิดเรื่องนี้ และมันก็สะท้อนในช่วงที่ผ่านมา คนหนึ่งเป็นรัฐบาล อีกคนหนึ่งก็เป็นฝ่ายค้าน นี่เป็นปรากฏการณ์จริงที่เกิดขึ้น แต่ถามว่าเกิดขึ้นได้ไหมก็ตอบว่าไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน และผมไม่อยู่ในฐานะจะตอบด้วย” รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าว

 

“เฮียใหญ่” แห่ง “นิ่มซี่เส็ง” ยักษ์ขนส่งแห่งภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0722150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

สัมภาษณ์พิเศษ

กรรณิกา เพชรแก้ว

“เฮียใหญ่” แห่ง “นิ่มซี่เส็ง” ยักษ์ขนส่งแห่งภาคเหนือ

ความสำเร็จนั้นอยู่ที่ผู้อื่นกล่าวถึง มิใช่ยกย่องสรรเสริญตนเอง

จะรู้จัก อุทัต สุวิทย์ศักดานนท์ มากไปกว่าชื่อ “เฮียใหญ่” ของคนเชียงใหม่ เจ้าของธุรกิจในเครือนิ่มซี่เส็ง สิงห์เหนือที่ประสบผลสำเร็จมากมายหลายอย่าง เป็นยักษ์ในวงการขนส่งที่สร้างขึ้นมาด้วยมือและได้เห็นผลสำเร็จนั้นด้วยตาตนเอง

ย่อมต้องให้ความสนใจสายตาที่สังคมมองเขาอยู่

ดร.อุทัต สุวิทย์ศักดานนท์ เป็น 1 ในเพียง 4 คนไทยเชื้อสายจีนที่ได้รับเชิญจากรัฐบาลจีนเข้าร่วมประชุมสุดยอด 100 นักธุรกิจเชื้อสายจีนจากทั่วโลก นอกจากเขาแล้วมีเพียง เจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าสัวใหญ่ค่ายช้าง, ธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าสัวซีพี และ ไกรสร จันศิริ เจ้าสัวซีเล็ค ทูน่า

“มีผมคนเดียวที่ไม่ใช่เจ้าสัว แถมบ้านนอกด้วย” เจ้าตัวบอก พร้อมยิ้มสว่าง

เขาได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับผู้ประสบผลสำเร็จในหลากหลายสาขาวิชา

นั่นยืนยันว่าคนอื่น สังคมอื่น ยอมรับในความสำเร็จของเขา

ขณะที่เจ้าตัว ยกให้เพียง 2 สิ่งที่นำพาตนเอง ครอบครัว และธุรกิจมาถึงวันนี้ได้

“ขยันและอดทน ผมมีเท่านั้นจริงๆ ทำๆๆๆ เก็บๆๆๆ ถังคุณก้นไม่รั่ว วันหนึ่งน้ำมันก็เต็ม”

เฮียใหญ่เกิดในครอบครัวคนจีน ทำงานช่วยครอบครัวตั้งแต่จำความได้ แต่เป็นตอนอายุ 17 ที่เขาต้องเปลี่ยนบทบาทจากลูกมาเป็นหัวหน้าครอบครัว “คุณพ่อเสียชีวิตตอนท่านอายุแค่ 48 ก่อนเสียชีวิตเราก็ใช้เงินในการรักษามากมาย หลังท่านเสียก็ต้องแบ่งสมบัติกันไป ผมได้ร้านที่ตลาดวโรรสกลางเมืองเชียงใหม่ แต่ก็ต้องใช้หนี้หลายหมื่น กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย”

เอกสารของธุรกิจในเครือนิ่มซี่เส็ง ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง กล่าวถึงการเริ่มต้นนั้นว่า

“นิ่มซี่เส็ง เป็นธุรกิจของตระกูลสุวิทย์ศักดานนท์ เริ่มก่อตั้งโดย 3 พี่น้องคือ อุทัต สุวิทย์ศักดานนท์ อุทาน สุวิทย์ศักดานนท์ และ อุดม สุวิทย์ศักดานนท์ เริ่มจากธุรกิจค้าผลไม้ในตลาดวโรรส ต่อมาได้รับจ้างขนส่งผลไม้และสินค้าระหว่างเชียงใหม่และภูมิภาคต่างๆ”

ต้องออกจากโรงเรียน เพื่อรับภาระหนัก เพื่อให้น้องได้เรียน แต่นั่นยังไม่ใช่จุดที่ท้าทายความอดทนที่สุดของเขา

“ไฟไหม้ตลาดวโรรสปี พ.ศ. 2511 หมดเลยทุกอย่าง สิ้นเนื้อประดาตัว บ้านช่อง สินค้าที่ใช้เงินเชื่อหามา หมดเลย ลูกก็ยังเล็ก มันไม่ใช่แค่เหลือศูนย์ มันติดลบ เพราะผมยังมีแม่ มีครอบครัว มีลูกต้องดูแล”

หลังเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ครั้งนั้น คนจึงเห็น “ตี๋ใหญ่” ปั่นสามล้อคันเดียวที่เหลืออยู่ ตระเวนรับจ้างไปทั่วเมือง รับขนส่งทุกอย่าง รับทำงานทุกอย่าง

“ได้วันละ 8 บาท เก็บ 4 บาท กิน 4 บาท ลูกผมนี่ก็กินข้าวต้มเป็นหลัก กับข้าวก็ปลาทูเป็นหลัก ล้อมวงกินกัน โอ๊ย สนุก” เขาเล่ากลั้วหัวเราะ แต่พอถามว่า มันสนุกจริงหรือ ไม่เหน็ดเหนื่อยท้อบ้างหรือ

“ก็ท้อนะ แต่ทุกคนที่บ้านต้องกินข้าวน่ะ” เขาบอกสั้นๆ แบบนี้

สิ่งหนึ่งที่เจ้าตัวไม่เคยเอ่ยถึง แต่มันซ่อนอยู่ในตัวคือ ความคิดจะไปให้ไกลกว่าที่เป็นอยู่

“ตอนนั้นเขายังขนส่งผักผลไม้จากกรุงเทพฯ มาทางรถไฟ ใช้เวลา 2 วัน สินค้าเน่าเสียมาก เราไปรับสินค้าที่สถานีรถไฟ ก็เห็นโอกาส จะซื้อรถปิกอัพมารับจ้างขนส่ง ขอซื้อเงินผ่อนเขาไม่ขาย ต้องเก็บเงิน 40,000 กว่าบาทไปซื้อรถคันแรก” หลังจากนั้น ตำนานสู้ของนิ่มซี่เส็งก็เกิดขึ้นอย่างที่เรารู้กันดี

เอกสารของธุรกิจในเครือนิ่มซี่เส็ง กล่าวถึงเหตุการณ์ช่วงนั้นว่า “ปี 2514 สามพี่น้องได้จดทะเบียน ตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้น แต่ด้วยความบกพร่องของงานเอกสารในช่วงจดทะเบียน ชื่อห้างหุ้นส่วนจึงเปลี่ยนจาก “นิ้มซี่เส็ง” ซึ่งเป็นชื่อร้านโชห่วยเดิมของเตี่ย กลายเป็น “นิ่มซี่เส็ง” แต่ทั้งสามก็ได้ใช้ชื่อนี้มาตลอด”

ดร.อุทัตใช้รถคันนั้นวิ่งรับจ้างขนผักผลไม้ระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และได้รู้ว่าต้นทุนกับราคาสินค้าที่ปลายทางต่างกันเพียงไร

“องุ่นที่กรุงเทพฯ โลละ 2.50 บาท มาส่งให้พ่อค้าที่เชียงใหม่ 5 บาท เอาละสิ สนุกละสิ”

เขาจึงไม่รับจ้างขนสินค้าเป็นหลักอีกต่อไป หากแต่เป็นผู้ค้าด้วยตนเอง ขับรถตะลุยขนส่งผักผลไม้ไม่หยุดหย่อน ไม่ยอมเสียเวลาพัก เปิดศักราชใหม่ของการขนส่ง และการค้าผักผลไม้ของเชียงใหม่เวลานั้น พ่อค้าแม่ค้าที่เหนื่อยหน่ายต่อการรอสินค้าทางรถไฟ หันมาใช้บริการของ “ตี๋ใหญ่” ที่พร้อมจะนำสินค้ามาถึงภายในเวลาไม่ถึง 10 ชั่วโมง สดกว่า ถูกกว่า

“คนอื่นเขานอนหลับ ผมยังขับรถตะลุยไปทั่ว ตี 2 สินค้าผมมาถึงแล้ว”

แรงกายที่ทุ่มลงไปสร้างผลกำไรให้น่าตื่นตาตื่นใจ ทุกคนในครอบครัวลงแรง ภายใต้หลักการที่เขายึดมั่น “ขยันและอดทน”

“ผมขนผักผลไม้มาส่งพ่อค้าแม่ค้าในเชียงใหม่ทั้งจังหวัด ไม่ว่าอำเภอไหนส่งถึงที่ น้องนุ่งลูกเมียก็เปิดร้านขายผลไม้ไป ตอนเย็นมารวมตัวกัน นับเงิน” เขายิ้ม

แล้วตำนานของนิ่มซี่เส็งก็ดำเนินไป ง่ายๆ แบบนั้น ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ทุกก้าวปูไปด้วยความอดทนและประหยัดอย่างที่เจ้าตัวยืนยัน เสริมด้วยบริบททางสังคมและการมองการณ์ไกลอย่างที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัว

ปัจจุบัน ธุรกิจในเครือนิ่มซี่เส็ง ประกอบด้วย บริษัท นิ่มซี่เส็งขนส่ง 1988 จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งเอ็กซ์เพรส จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งโลจิสติกส์ จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งรถยก จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งคลังสินค้า จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งพาเซล จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งห้องเย็น จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งมูฟวิ่ง จำกัด และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกจำนวนมาก

นิ่มซี่เส็งขนส่งเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการ มีรถบรรทุกในเครือรวมทั้งรถร่วมประมาณ 500 คัน พนักงานขนสินค้า และคนขับประมาณ 1,000 คน ขณะนิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการการเงินท้องถิ่น ด้วยสาขา 326 สาขาทั่วภาคเหนือ และลูกค้ากว่า 1 ล้านราย

ปัจจุบัน ทุกธุรกิจในเครือนิ่มซี่เส็งเนื้อหอมกรุ่นท่ามกลางกลุ่มธุรกิจในและต่างประเทศที่ต้องการร่วมทุน มูลค่าของธุรกิจทั้งหมด จากการประเมินของกลุ่มทุนที่จะเข้ามาร่วมทุน มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท

เป็น 1 หมื่นล้านบาทที่สร้างขึ้นจากมือคนปั่นสามล้อค่าตัววันละ 8 บาทเมื่อไม่กี่สิบปีก่อน

“พ่อเป็นตัวอย่างของการทำงานหนัก และพุ่งสู่จุดหมายโดยไม่ให้สิ่งใดมาบั่นทอนแรงทะยานนั้นได้” คุณชัยวัฒน์ สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายที่รับไม้ต่อในการบริหารจัดการธุรกิจลิสซิ่งซึ่งถือเป็นเส้นเลือดหลักของนิ่มซี่เส็งยุคใหม่ บอก

ดร.อุทัตใช้ตำราพ่อมาสอนลูก ลูกของเขาจึงไม่ได้ใช้ชีวิตวัยเด็กสบายเหมือนลูกคนมีเงินทั่วไป หากแต่ต้องแบกขนในสถานีขนส่งมาแต่เด็ก

“ผมบอก พวกเอ็งอย่าเป็นอาเสี่ย เอ็งต้องเป็นเถ้าแก่ เถ้าแก่ทำได้ทุกอย่าง อาเสี่ยนี่ชี้นิ้วอย่างเดียว”

ดร.อุทัตใช้ความเข้มงวด บางครั้งเข้มงวดอย่างเหลือเชื่อในการปกครองลูก แต่วันนี้มันส่งผลให้เขายิ้ม ดีใจที่ลูก “ได้ดั่งใจทุกคน”

ดร.อุทัตมีภรรยาที่อยู่ร่วมกันมาตั้งแต่ยังยากจนข้นแค้น ภรรยาที่เขาบอกว่าประเสริฐสุด เพราะมีแต่แรงเสริมให้สามีและลูก “ผมเสียผี 12.50 บาท ไม่ได้แต่ง ไม่ได้ซื้อข้าวของอะไรให้ เพราะไม่มีเงิน เขาก็ยอมมาอยู่ด้วย มาดูแลครอบครัว ดูแลแม่เรา ช่วยเหลือและอดทนสารพัด หาอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว” ภรรยาของเขาคือ คุณอุษา สุวิทย์ศักดานนท์ ที่ทุกวันนี้เป็น “แม่” เปี่ยมเมตตาของพนักงานในเครือนิ่มซี่เส็งหลายพันคน

ลูกๆ ของเขา เดินตามรอยพ่อทุกคน ลูกสาวคนแรก ดร.ปราณี สุวิทย์ศักดานนท์ จบการศึกษาจากอเมริกา ปัจจุบันบริหารธุรกิจในเครือ, คุณชวลิต สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายคนที่ 2 ดูแลธุรกิจขนส่ง, คุณชัยวัฒน์ สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายคนที่ 3 ดูแลธุรกิจลิสซิ่ง, คุณชาติชาย สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายคนเล็ก ที่เขาบอกว่านิสัยใจคอเหมือนแม่มากที่สุด ดูแลธุรกิจในกรุงเทพฯ ลูกหลานอื่นๆ ร่วมดูแลธุรกิจอีกมากมาย

ทุกวันนี้ ดร.อุทัตยังดำรงตนบนความประหยัดที่เขาถือเป็นหลักสำคัญที่สุดในชีวิต “ผมไม่ซื้อเสื้อผ้า ใส่เสื้อบริษัท ใส่เสื้อแจก บางตัวลูกซื้อให้ บางตัวคนซื้อมาฝาก ผมมีเสื้อผ้าไม่ถึง 10 ชุด รองเท้ามีไม่กี่คู่ ผมยังกินข้าวแกง ใช้เงินวันละไม่ถึงร้อย มันก็อร่อยและอิ่มได้เหมือนกัน”

รถที่เขาขับประจำเป็นรถญี่ปุ่นคันเล็ก ซึ่งสร้างภาระในการตอบคำถามว่าทำไมไม่ขับเบนซ์หรือรถยุโรปให้สมฐานะ “ก็ผมชอบของผมอย่างนี้น่ะ ขับก็ง่าย จอดก็ง่าย จะไปขับรถใหญ่ให้เหนื่อยทำไม?”

ถามเขาว่า ในชีวิตเขาซื้อข้าวของฟุ่มเฟือยบ้างหรือไม่ เขาใช้เวลาคิดนาน ก่อนจะถูมือตื่นเต้นเมื่อนึกออก

“มีสิ ผมซื้อรถคันละหกเจ็ดล้านเลยนะคุณ”

“รถสิบล้อไง ซื้อวันนี้ พรุ่งนี้มันหาเงินได้เลย” เขาหัวเราะตบท้ายสบายใจ

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

นิ่มซี่เส็ง มาจากคำว่า นิ่ม ซึ่งมาจาก แซ่ลิ้ม ที่จริงออกเสียงถูกต้องจะต้องเป็น “นิ้ม” ส่วน ซี่เส็ง คือพระอาทิตย์ขึ้น ให้ความหมายว่า มีแสงสว่างตลอดเวลา “นิ้มซี่เส็ง” เป็นชื่อร้านโชห่วยดั้งเดิมของรุ่นพ่อ แต่เมื่อสามพี่น้องไปจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้นในปี พ.ศ. 2514 ความบกพร่องของงานเอกสารทำให้ชื่อถูกเปลี่ยนจาก “นิ้มซี่เส็ง” เป็น “นิ่มซี่เส็ง” สามพี่น้องมุ่งมั่นในการค้าเกินกว่าจะสนใจกลับไปแก้ไขชื่อนั้น จนบัดนี้ 40 กว่าปีแล้ว ชื่อสะกดผิดไม่มีผลกระทบต่อความสำเร็จแม้แต่น้อย

เส้นเลือดนิ่มซี่เส็ง

บริษัท นิ่มซี่เส็งขนส่ง 1988 จำกัด

มีรถบรรทุกในเครือรวมทั้งรถร่วมประมาณ 500 คัน พนักงานขนสินค้า และคนขับกว่า 1,000 คน สำนักงานใหญ่อยู่บนที่ดินแปลงใหญ่กว่า 80 ไร่ บนถนนเชียงใหม่-ลำปาง เฉพาะมูลค่าที่ดินก็เกินกว่าพันล้านบาท ดร.อุทัตมอบให้ คุณชวลิต สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายคนโต คนที่เขาบอกว่า “สู้งานหนัก ลุย ไม่กลัวงานสกปรก” ดูแล คุณชวลิตจบการศึกษาจากต่างประเทศ ปัจจุบันเป็นหนึ่งในเสาหลักของนิ่มซี่เส็งรุ่นใหม่ ดูแลธุรกิจขนส่งซึ่งมีบริษัทลูกกว่า 10 บริษัท

บริษัท นิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง จำกัด

ดร.อุทัต บอกว่า นิ่มซี่เส็งมีกระดูกสันหลังที่แข็งแกร่งคือ ธุรกิจขนส่ง แต่มีเส้นเลือดใหญ่คือ ธุรกิจลิสซิ่ง ธุรกิจที่ทำให้นิ่มซี่เส็งเติบโตก้าวกระโดดในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา กลายเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ชิ้นใหญ่ในหลายจังหวัดภาคเหนือตอนบน นิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง ก่อตั้งเมื่อปี 2528 และเติบใหญ่ก้าวกระโดดสวนทางกับเศรษฐกิจที่ซบเซาหนักในปี พ.ศ. 2540 เพราะนโยบายการบริหารแบบมองการณ์ไกลและกล้าได้กล้าเสียของคุณชัยวัฒน์ สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายคนกลาง ที่ดร.อุทัต บอกว่า “ไม่ค่อยชอบงานหนัก แต่ชอบคิด ชอบวางแผน” ดร.อุทัตรู้ว่าเขายกภาระงานให้ลูกไม่ผิดคน ปัจจุบันนิ่มซี่เส็งลิสซิ่งเป็นสถาบันการเงินในท้องถิ่นที่มีสาขามากที่สุดในภาคเหนือตอนบน มีลูกค้ากว่า 1 ล้านบัญชี กำไรเฉลี่ยปีละ 300 ล้านบาท

“ป้าง กัมปนาท” วินมอ’ไซค์หัวใจหล่อแห่งเมืองพัทยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/429769

"ป้าง กัมปนาท" วินมอ'ไซค์หัวใจหล่อแห่งเมืองพัทยา

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

นาทีนี้คนที่ฮอตที่สุดในโลกออนไลน์ หนีไม่พ้น “ป้าง – กัมปนาท เอื้อสกุล” วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างหนุ่มวัย 26 ปี ผู้ประกาศรับ-ส่งผู้โดยสารเด็กอนุบาล คนชรา คนป่วยไปโรงพยาบาล คนพิการและคนยากไร้ เรียกกระแสชื่นชมได้อย่างถล่มทลาย พ่วงท้ายด้วยฉายา “พี่วินใจหล่อ “มาเป็นที่เรียบร้อย

เบื้องหลังน้ำใจอันงดงามของเจ้าของเสื้อกั๊กสีส้มเบอร์ 12 วินท่าเรือเก่า เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี น้อยคนจะรู้ว่า เขาเรียนจบเพียงแค่ชั้น ป.6 สูญเสียแม่ตั้งแต่อายุ 12 หอบกระเป๋าเร่ร่อนไปทำงานบนเรือประมง หารายได้ด้วยการเป็นเด็กเสิร์ฟบาร์เบียร์ พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำโรงแรม

กว่าจะลุกขึ้นสู้จนเป็นพี่วินใจหล่ออย่างวันนี้ เส้นทางชีวิตของเขานั้นไม่ง่ายเลย …

ป้างเกิดที่จังหวัดสมุทรสาคร ก่อนไประหกระเหินไปเรียนหนังสือที่จังหวัดกาญจนบุรีจนถึงชั้น ป.6 จุดเปลี่ยนของชีวิตเริ่มต้นหลังจากแม่บังเกิดเกล้าของเขาจากไปไม่มีวันกลับ

“ผมเกิดที่สมุทรสาคร แต่ไปโตที่กาญจนบุรี เรียนแค่ป.6 แม่ก็มาเสีย ชีวิตเปลี่ยนเลย ต้องกลับสมุทรสาครไปหางานทำ สมัครเป็นเด็กในเรือประมงอวนลาก แต่ทำได้ 5-6 เดือน ก็ออกมาอยู่กับเพื่อนที่พัทยา มีมอเตอร์ไซค์คันนึงเที่ยวเตร่ตามประสาวัยรุ่น กลางคืนทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่บาร์ ต่อมาก็ไปสมัครเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่โรงแรมกระทั่งอายุได้ประมาณ 20 มานั่งคิดว่า เฮ้ย ไปขับวินดีกว่า”

ป้างเลือกเป็นวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพราะเชื่อว่าอาชีพนี้เป็นนายตัวเอง ขยันก็ได้มาก ขี้เกียจก็ได้น้อย ไม่มีใครกดดันนอกจากตัวเราเอง รายได้พอเพียงกับชีวิต ถึงวันนี้ก็ปาเข้าไปเกือบ 7 ปีแล้วที่สวมเสื้อกั๊กสีส้ม

“อยากทำวันไหนก็ทำ อยากหยุดวันไหนก็หยุด เจอผู้โดยสารหลากหลายรูปแบบทั้งที่เอาเปรียบและช่วยเหลือเรา มันก็ได้ประสบการณ์ดี บางคนลงรถแล้วบอกจ่ายเงินไปแล้วนะ ผมงงเลย เถียงกันไปกันมาผมก็ยอม บางคนผมเรียกค่าโดยสารแค่ 15 บาท เขายื่นให้ 20 ไม่ต้องทอนก็มี มีอยู่ครั้งหนึ่งจำได้ว่ารับฝรั่งนักท่องเที่ยวขึ้นมา เขาเมามาก ผมพาไปส่งถึงห้องเลย แกยื่นแบงค์ดอลล่าร์ให้หลายใบ ผมตกใจบอกไม่เอาๆ เยอะไป หยิบมาแค่ใบสองใบเอง”เขาหัวเราะให้กับความซื่อของตัวเอง

ก่อนจะมาเป็นพี่วินใจหล่อ หนุ่มสกินเฮดรายนี้เคยเป็นวัยรุ่นจอมเกเร เที่ยวเตร่ ริลองยาเสพติดมาแทบทุกชนิด

“ตอนเป็นเด็ก ก็เหมือนวัยรุ่นเกเรทั่วไป เที่ยวไปเรื่อย เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด ลองมาหมดแล้วครับ จนมาทำงานเป็นวินมอเตอร์ไซค์นี่แหละ เลิกหมดเลย พอแล้ว ไม่เอา ขนาดบุหรี่ยังเลิก”

ส่วนแนวคิดที่ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจประกาศรับส่งผู้โดยสารฟรีนั้นมาจากแนวคิดสั้นๆแต่ลึกซึ้ง นั่นคือ อยากทำความดี

“คิดเองครับ อยากทำบุญ ก่อนหน้านี้ผมเคยไปเจอพระสงฆ์เดินอยู่ริมถนน เลยจอดรถ ชวนท่านขึ้นมาแล้วพาไปส่งที่ท่ารถ จากนั้นก็ทำมาตลอด เจอพระ คนแก่ รับไปส่งตลอด ไปส่งท่ารถบ้าง ท่าเรือบ้าง โรงพยาบาลบ้าง ทำเป็นประจำนานเป็นปีแล้ว มีความสุข สบายใจ จนเมื่อไม่กี่วันก่อนเกิดแรงบันดาลใจ สกรีนข้อความมันไว้ที่หลังเสื้อเลยว่ารับส่งฟรี พระ คนแก่ ผู้เจ็บป่วย เด็ก คนพิการทำเสร็จ พร้อมเบอร์โทรศัพท์ 091 406 7020 แล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊ก มีคนเอาไปแชร์เยอะ กระแสดีมาก บางคนโทรมาจองคิวล่วงหน้าเป็นเดือน ส่วนใหญ่เป็นพวกที่อยู่ในตรอกซอยลึกๆ ไม่มีรถเข้าถึง เขาก็จะโทรมา ถ้าป่วยพิการ ผมก็ไม่เอาเงินหรอก”

เหตุการณ์ที่ประทับใจที่สุดในชีวิตมอเตอร์ไซค์รับจ้างคือ วันหนึ่งผมกำลังขับรถอยู่ จู่ๆ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นข้างหน้า เราเห็นเป็นคนแรก รีบจอดรถลงไปดูพบคนเจ็บขาหัก ผมโทรหากู้ภัยทันทีและพาเขาขึ้นรถกู้ภัยไปส่งถึงโรงพยาบาล ได้ช่วยคนสำเร็จมันรู้สึกดี ทุกวันนี้เจอกันอยู่ เขาจำผมได้ ประทับใจมากครับ”

ก่อนจากกัน ป้างฝากขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ พร้อมทั้งแนะนำให้ทุกคนทำความดี ไม่ว่าจะอาชีพไหน ขอให้ซื่อสัตย์สุจริตกับตัวเอง และอย่าเอาเปรียบผู้อื่น

“อยากให้ทุกคนทำดีกันมากๆ ไม่ว่าจะทำอาชีพไหนก็ทำได้ ผมเองอยู่เมืองพัทยาก็อยากบอกให้คนที่นี่ทำดีกับทุกคน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว ไม่เอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหงรังแกเขา ขอบคุณทุกกำลังใจมากๆ ผมจะตั้งใจทำเรื่องดีๆแบบนี้ตลอดไปครับ” วินมอเตอร์ไซค์ร่างอวบพนมมือไหว้สุดสวย พร้อมรอยยิ้มหวาน

นี่คือวีรกรรมของป้าง – กัมปนาท เอื้อสกุล วินมอเตอร์ไซค์เบอร์ 12 แห่งท่าเรือเก่า พัทยา นับเป็นอีกหนึ่งหนุ่มน้ำใจงามที่หัวใจน่ายกย่องยิ่งนัก

 

 

 

“ไม่เป็นตาอยู่ ให้ตาอิน ตานา จ้วงแทง” อนุทิน ชาญวีรกูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/429570

"ไม่เป็นตาอยู่ ให้ตาอิน ตานา จ้วงแทง" อนุทิน ชาญวีรกูล

โดย…ธนพล บางยี่ขัน,ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สปอตไลต์การเมืองสาดมายัง เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะ “ตัวแปร” ที่จะชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต บ้างว่าด้วยชื่อชั้น บารมี และบุคลิกไร้ศัตรูทางการเมืองเข้าได้กับทุกฝ่าย แถมยังคุยรู้เรื่องกับ คสช. อาจมี “ส้มหล่น” เป็นตาอยู่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้ไม่ยาก

ท่ามกลางบรรยากาศเตรียมนับถอยหลังไปสู่วันออกเสียงประชามติเลือกตั้ง เสี่ยหนูเปิดห้องทำงาน ณ ตึกชิโน-ไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ เริ่มตั้งแต่ออกตัวว่าเห็นด้วยกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยบริบทของการเมืองที่เป็นเช่นนี้ เพราะหากเมืองไทยเจริญรุ่งเรืองสุดขีด มีประชาธิปไตยเต็มใบ ประชาชนได้แสดงความ
คิดเห็นเต็มที่ ก็อาจจะมีความเห็นเป็นอีกอย่างหนึ่ง

“สภาพประเทศไทยวันนี้ ผมว่าอะไรก็ตามที่ทำให้มีการเลือกตั้ง ก็ทำไปเถอะ มันต้องเอาสิทธิที่หายไปกลับคืนมา เหมือนใครติดหนี้เยอะ สมมติ 100 บาท มัวจะไปมุ่งเอามาครั้งเดียว ไม่เปิดให้ผ่อนส่ง เจรจา เราอาจเสียไปทั้ง 100 บาท คนเบี้ยวก็อาจเสียชีวิต เพราะเราจ้างคนไปตีหัว คือ แพ้ทั้งคู่”

แต่ถ้าถามว่าส่วนตัวรับได้หรือไม่ ตรงนี้ตอบไม่ได้ เพราะเป็นนักการเมือง เคารพเฉพาะมติประชาชน คือ ประชามติ ไม่ได้หมายความว่าตัวเองไม่มีจุดยืน ต่อให้มีจุดยืน แล้วสมมติประชาชนบอกว่ารับ แล้วในฐานะหัวหน้าพรรคบอก บอยคอตไม่ส่งคนเลือกตั้งได้หรือ ถ้าทำไปก็ไม่เคารพประชาชน

“ผมคิดว่าในการทำการเมืองอิงประชาชนไว้ดีที่สุด ที่คนกลัวเรื่ององค์กรอิสระจะเข้ามาเกี่ยวกับการบริหารงานรัฐบาล แต่ในเมื่อผมเข้ามาเป็นมืออาชีพ ก็ทำตามหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ และความมุ่งมั่นของตัวเอง ไม่ต้องกลัวอะไร เผลอๆ ท่านเหล่านั้นอาจจะมาชี้แนะแนวทาง ช่วยกันบริหารบ้านเมือง”

ใครเลือกผมเป็นนอมินี เตรียมผิดหวังได้เลย

หลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เอื้อประโยชน์กับพรรคขนาดกลาง อนุทินกลับมองว่าเป็นการคาดเดา ในส่วนของพรรคเราขายนโยบาย ไม่สนใจว่าเราจะได้เปรียบเสียเปรียบกับวิธีการเลือกตั้งซึ่งตราขึ้นมาใหม่ ไม่เคยให้ความสำคัญกับรูปแบบการได้มาซึ่ง สส. หรือผลพลอยได้ประโยชน์จากพรรคขนาดกลาง ถ้าไปคิดแต่ตรงนั้นจะประมาท จนลืมนึกถึงแก่นแท้พรรค ที่ต้องให้ประชาชนเชื่อถือ

ส่วนที่มองว่า ภูมิใจไทย แนบแน่นกับ คสช. จนอาจถูกวางบทบาทให้มาเป็นนอมินีนั้น หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยยืนยันว่า ตั้งแต่มี คสช.มา ยังไม่เคยได้พบปะกับ คสช.แม้ครั้งเดียว ความแนบแน่นระหว่าง คสช.กับพรรคการเมือง จะมาบอกแบบนั้นไม่ได้ เพียงแต่ว่า อันไหน คสช.ทำแล้วดี ก็ออกมาให้กำลังใจ

ทั้งนี้ ไม่ใช่อ้างประชาธิปไตยเพราะเป็นพรรคการเมือง แล้ว คสช.ทำอะไรจะผิดหมด ตรงนี้ไม่ได้กลัว แต่ต้องการให้บ้านเมืองถูกส่งกลับมาโดยเร็ว การค้านในสิ่งที่ คสช.ทำ มันสักแต่จะให้เกิดความยุ่งยาก มีเหตุให้โรดแมปถูกขยายออกไป เพราะฉะนั้นทำดีต้องสนับสนุน ไม่สนับสนุนก็ไม่ได้ เพราะผ่านมา 2 ปีแล้ว อย่าให้ไปอีก 5 ปีเลย

“ใครเลือกผมเป็นนอมินีเตรียมผิดหวังได้ ผมมีประสบการณ์ ผมรู้นอมินีเป็นยังไง เหมือนฝากปลาย่างไว้กับแมว ไม่มีทาง ผมจะไม่มีนอมินี และจะไม่ยอมเป็นนอมินีกับใคร เพราะผมเติบโตมาแบบนี้ ทั้งในภาคธุรกิจและภาคการเมือง แต่ผมไม่เคยทำอะไรให้เกิดความเสียหาย ‘ขี่เสือว่ายากขี่หนูยากกว่า’”

ถ้าเป็นนายกฯ แบบไม่สง่างาม ขอเป็นคนสนับสนุน

สำหรับที่วิเคราะห์ว่าภูมิใจไทยจะเป็นตาอยู่มานั่งเก้าอี้นายกฯ นั้น ก็เป็นการคาดคะเน ซึ่งทางทฤษฎีนี่ใช่เลย สมมติหลังการเลือกตั้งมีพรรค ที่ 1, 2, 3, 4 ซึ่งไม่มีใครได้เสียงข้างมาก แต่พรรคที่ 1 และ 2 มีที่นั่งในสภาเยอะไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ตามทฤษฎี พรรคที่ 3 และ 4 ก็น่าจะเป็นตัวแปร

“ผมคิดว่าเราต้องดูวันนั้นว่า พรรคที่ 1, 2, 3 มากี่คน สมมติได้ 251 เสียง แล้วไม่มีใครร่วมด้วย ก็อยู่ไม่ได้
พรรคที่ 1 ได้ 220 เสียง พรรคที่ 2 ได้ 150 เสียง แล้ว 150 เสียงจะไปแย่ง 220 ตั้งรัฐบาลได้หรือ ก็ไม่ได้อีก เพราะว่ามันเกินกึ่งหนึ่งมานิดเดียว

เราต้องบริหารรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยความระมัดระวัง เคารพ และพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อหาทางออกให้ประเทศ ไม่ใช่เห็นแก่ตัวเองวิ่งเข้าไป คำตอบผม ไม่ต้องพูดต่อ
เมื่อพรรค 220 เสียง ตั้งรัฐบาลไม่ได้ แล้วพรรคขนาดกลางที่มี 30, 40, 50 เสียง จะไปตั้ง จะเป็นได้กี่วัน ความเสียหาย ขัดแย้ง เกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งผมไม่เซย์ เยสหรือโน เพราะยังไม่รู้ผล พูดตามหลักสากล

ถ้าผมเป็นโดยไม่มีความสง่างาม หรืออธิบายให้ประชาชนฟังได้ว่า ทำไมเราถึงมีบทบาทแบบนี้ ผมเลือกเป็นคนคอยสนับสนุน จะเป็นผลดีที่สุดให้กับบ้านเมือง สมมติว่าหลังเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าผลการเลือกตั้งบังคับให้ทุกฝ่ายหันหน้าหาทางออก วันนี้พูดได้ว่า ไม่ได้คุยกับใคร ไม่ต้องเจรจา แฟร์ๆ ยอมรับ แฟร์เกม

สิ่งที่กำหนดว่าอนาคตบ้านเมืองเป็นอย่างไร ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ หรือรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ใช่พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามา สิ่งที่กำหนดอย่างแรก คือ ผลของการเลือกตั้ง ผลเลือกตั้งออกมา ประชาชนที่เข้าใจการเมือง จะรู้ทันทีเลยว่าอะไรจะเกิดไรขึ้น ไม่ต้องเดา”

ผมรู้ตัวเอง ขอทวงสิทธิตามสถานะ

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อคนเป็นนายรัฐมนตรี 3 ชื่อ เหมือนบีบให้ต้องไปแข่งเป็นนายกรัฐมนตรี อนุทินกล่าวว่า “แน่นอน ถ้าเกิดฟลุก ได้ 200 เสียง ถ้าสมมติผมได้ ซึ่งฝันกลางวัน ผมไม่ยอมให้ใครเป็นแน่ แต่ถ้าได้ 30-40 เสียง (หัวเราะ) ผมก็ไม่กล้าผมรู้ตัวเอง เราจะทวงสิทธิตามสถานะที่มี น้ำหนัก 50 กก.จะไปท้าต่อยกับ ไมค์ ไทสัน เหรอ”

ส่วนบางสูตรที่อยากได้นายกฯ คนกลางที่ไม่ใช่ 2 พรรค ที่เป็นขั้วขัดแย้งนั้น อนุทินมองว่า หากไปรับตำแหน่งนายกฯ แทนที่จะขัดแย้ง 2 พรรค ก็จะเป็น 3 พรรคบ้านเมืองจะได้อะไร

“ผมมาเป็นหัวหน้าพรรค ไม่หวังเป็นผู้นำประเทศหรือหวังอะไรทั้งสิ้น ถ้ามันต้องรับก็ต้องรับ แต่ทำอย่างไรรับแล้วสง่างาม เพราะฉะนั้นผมคิดทุกมิติ มิติแย่สุด คือ เป็นตาอยู่  แล้วผมก็จะถูกตาอิน ตานา จ้วงทุกวัน ผมจะไม่ได้มองไปข้างหน้า ได้แต่มองข้างหลัง และผมก็คงไม่ยอมให้ใครมาจ้วงผมฝ่ายเดียว คุณเอามีด ผมเอาปืนซัดกลับ มันไม่ใช่ตาต่อตา ฟันต่อฟัน บ้านเมืองได้อะไรผมไม่มีทางที่จะเป็นผู้ถูกกระซวกฝ่ายเดียว พื้นฐานนิสัยผมผม 1+1 เท่ากับ 2 คิดง่าย อ่านง่าย”

ผมขอเท่าทุนก็แฮปปี้แล้ว

ถามว่าในฐานะตัวแปรจะวางหลักอย่างไรว่าจะสนับสนุนพรรคที่ได้ที่ 1 หรือที่ 2 อนุทินตอบว่า ต้องดูผลการเลือกตั้ง สมมติพรรคได้ที่ 3 ที่ 4 ไม่ต้องสมมติแถวๆ นั้น (หัวเราะ) ส่วนตัวไม่ฉวยโอกาสเอาความได้เปรียบเป็นตัวแปร คนเราเมื่อกล้าปฏิเสธตำแหน่งทั้งที่มีโอกาสมาแล้ว มันต้องไม่กลัวอย่างอื่น สำหรับตัวเองเลิกคิด ไม่ใช่เพื่อพวกพ้อง แต่ต้องเป็นประชาชน

“ถ้าหวังว่าจะเป็นตัวแปร ผมคงนั่งกับคุณได้ไม่เกิน 15 นาที ผมต้องวิ่งไปนั่งหาวิธีการ หรือคนโน้นคนนี้ แต่เมื่อผมสามารถบอกตัวเองแล้วว่า อย่าเป็นตาอยู่หรือนักฉวยโอกาส อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ จากผลของการเลือกตั้ง ผมต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศไทย แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นอะไร แต่ประเทศไปได้ขึ้นมา นี่คือสิ่งที่อยากเป็นมากกว่า นายกฯ รองนายกฯ หรือประธานรัฐสภา”

ถามว่าประเมินหรือยังว่าระบบเลือกตั้งใหม่จะทำให้คะแนนของพรรคเพิ่มขึ้นแค่ไหน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า ถ้าคิดตรงนั้นเมื่อไหร่ ความประมาทผมจะเกิดโดยธรรมชาติ หรือคิดเอาที่ 2 หรือที่ 3 ก็ได้ ซึ่งคิดแบบนั้นไม่ได้ ต้องเอาที่ 1 หรือจัดเขตให้ได้มากที่สุด

“เราต้องเอาหลักการเมืองที่แท้จริงก่อน ถ้าไปเล่นรองหมด ก็หมดตัว ไม่อย่างนั้นก็เอาไปคนละหมื่นคะแนน มันไม่ได้ เพราะว่าเกิดมีการปรับรัฐธรรมนูญอีกก็พลิกตัวไม่ทัน แต่สิ่งที่ต้องมีไว้ก่อน คือ คนที่เติบโตมากับพรรค สส. ลูกพรรค จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ เปรียบเสมือนคนที่เติบโตมาด้วยกัน เพราะสร้างเรือ สร้างบ้านมาด้วยกัน ผมมีความเชื่อมั่นในคนกลุ่มนี้

…ผมขอเท่าทุนก็แฮปปี้แล้ว ไม่คิดอะไรมาก แล้วถ้าบทบาทผมในการเป็นพรรคขนาดกลาง อาจเป็นตัวแปร แล้วผมไม่ฉวยโอกาสตรงนี้ ไปเลือกทำกับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง คนที่เป็นผู้นำรัฐบาลต้องเกรงใจ ถ้าทำอะไรไม่ดี เป็นตัวแทนประชาชน ไม่ต้องไปถึงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมจะต้องให้ความเห็น พยายามทำดึงเขาให้ออกมาจากถนนนั้น เปลี่ยนเส้นทาง ทำไม่ได้ก็ถอดปลั๊ก”

นักการเมืองค้าน รธน. เพราะอยากมีอำนาจ

อนุทินประเมินว่า ที่ร่างรัฐธรรมูญฉบับนี้มีเสียงค้านจากพรรคการเมือง ก็เป็นเฉพาะระดับหัวๆ ที่ค้าน สส.ก็ยังอยากเลือกตั้ง ส่วนที่หัวออกมาค้านก็เพราะอยากเป็นนายกฯ มีอำนาจเยอะ ถึงค้าน ส่วนตัวก็มองว่าดี มีโอกาสเป็นนายกฯ ตามสูตรตาอยู่ หรือบางทีตัวเองเกิดเพี้ยน คปป.หรือสภา ก็ช่วยดึงขาหน่อย หากยุคนี้สมัยนี้ใครคิดเข้ามาหาประโยชน์จากบ้านเมือง ก็ควรไปตายแล้วเกิดใหม่ดีกว่า ในแถบประเทศแอฟริกาทุกวันนี้โทษเข้าคุกมันกระจอกแต่โทษทางสังคมกระทบไปถึงลูก เมีย ญาติ เพื่อน เจ็บมาก

…สิ่งที่ยากทางการเมือง คือ คุณทำอะไรชั่วไว้ แล้วพยายามทำให้มันเดิน มันโคตรยาก ถึงยากที่สุด ถ้าลองมีแผลในตำแหน่งนายกฯ น่าดูเช่นกัน ยกตัวอย่างเหมือนตำแหน่งของผมในบริษัท ถ้าเอาเงินบริษัทไป 100 ล้านบาท โดยไม่ต้องขออนุมัติบอร์ด แล้วไปซื้อ ปูน เหล็ก ปิกอัพ ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไปซื้อโรลส์-รอยซ์ให้ตัวเอง ผมก็อยู่ไม่ได้”

ยอมเป็นนั่งร้านให้บ้านเมืองเดินต่อได้

แม้นี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวที่จะได้เป็นนายกฯ แต่หากต้องปฏิเสธก็ไม่เสียดาย ยอมเป็นนั่งร้าน แต่ให้บ้านเมืองเดินไปได้ดีกว่า หากนายกฯ ทำตัวเพี้ยนก็ไม่ต้องรอให้องค์กรอิสระหรือใครมาตรวจสอบ เขาจะเป็นคนเตือนนายกฯ ด้วยตัวเอง หากไม่ฟังก็มีวิธีการทำให้หายเพี้ยน เช่น รัฐบาลเสนอกฎหมายมาก็ไม่เข้าไปโหวตให้ แค่นี้ก็ยุบสภาหรือให้พรรคเดิมเสนอนายกฯ ใหม่ ดีกว่าปล่อยให้ผู้นำไปสร้างความเสียหาย อย่างน้อยก็น่าจะได้คะแนนสงสารจากประชาชน หรือถ้าไม่ได้ อย่างน้อยก็ได้ทำอะไรเด็ดๆ ให้บ้านเมืองทีนึงแล้วเลิก ไปสร้างคอนโดตรงที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (หัวเราะ)

“มีคนมาบอกว่า ถ้ามาถึงตรงนี้ถ้าไม่ได้นายกฯ แสดงว่าผมวาสนาไม่ถึง ผมบอกไม่ใช่ มาถึงขนาดนี้แล้วไม่ได้เป็นนายกฯ แสดงว่าบ้านนี้ไม่มีวาสนาได้ผม ตั้งใจขนาดนี้แล้วเดือดร้อนอะไร เพราะนายกฯ อำนาจไม่เท่าประธานชิโน-ไทย ชี้ผิดเป็นถูกได้ เพราะเป็นคนให้โบนัสเงินเดือน

…ผมเดินเข้ามาตึกนี้ยังมีคนเปิดลิฟต์ให้ มีคนชื่นชมเรา เซ็นเช็คซื้อของ 600 ล้าน ปูน ทราย เสา เหมือนกับได้เอ็กเซอร์ไซส์ เราผู้รับเหมา เรายังเป็นผู้ซื้ออยู่ พวกนี้ทำให้เราไม่โลภมาก ไม่หลงใหล เพ้อเจ้อในอำนาจจอมปลอมที่เรามีอยู่ เพราะตรงนี้มันคือทุกสิ่ง บริษัทผมไม่มีหนี้ ไม่มีสิน ไม่มีอะไร ยังไงผมก็อยู่ของผมแบบนี้” อนุทิน กล่าวทิ้งท้าย

ดันถนนเชื่อมประเทศ แทนรถไฟเร็วสูง

แม้จะได้สะท้อนมุมมองต่างๆ ต่อเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ แต่แน่นอนไม่ว่าผลประชามติจะออกมาทิศทางไหน สำหรับพรรคภูมิใจไทย “อนุทิน ชาญวีรกูล” ผู้กุมบังเหียนใหญ่ เอ่ยปากชัดเจนถึงเรื่องนี้พร้อมเลือกตั้ง “ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อหนึ่งสัปดาห์”

อนุทิน ยอมรับว่า สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ถือว่า นิ่งมาก ซึ่งต้องชื่นชมทุกฝ่าย ไม่มีการแสดงออกอย่างที่เรียกว่ารุนแรง ต่างฝ่ายอยู่ในเกมตัวเอง คงไม่มีใครเชียร์อย่างเดียว ถ้าค้านก็ค้านอย่างสมเหตุสมผล อยู่ในแวดวงที่เปิดโอกาสให้แสดงความเห็นของแต่ละคน แต่ไม่มีการปลุกปั่น ปลุกระดมให้ออกมาต่อต้าน

“ผมคิดว่ารอ 2 เดือนกว่ามันจะมีจุดหักเหของการเมืองจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งทั่วไป โค้งแรก คือ ประชามติ สำหรับตัวผมเอง เคารพประชามติหากบอกเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ก็จะมีแผนรับการเห็นด้วย แต่ถ้าบอกไม่เห็นด้วย ผมก็จะต้องมีแผนการปฏิบัติทั้งผมและของพรรค จะมีร่างใหม่หรือหยิบของปีไหนมาใช้ เราไม่มีส่วนรับรู้ เราได้หมด”

ส่วนที่มีการมองรัฐธรรมนูญนี้เอื้อกับพรรคขนาดกลาง อนุทิน ย้ำชัดว่า เป็นการคาดเดา ส่วนตัวและพรรค รวมถึงคณะกรรมการบริหาร ที่ได้ให้ยุทธศาสตร์ไป ไม่สนใจว่าจะได้หรือเสียเปรียบ พรรคยังมั่นคงกับนโยบายในการเลือกตั้งเมื่อเดือน ก.พ. 2557 ที่ถูกยกเลิกไป

“ผมยังเชื่อมั่นทั้ง 4 นโยบายพรรค จะทำให้ประเทศไทยฟื้นตัวจากอาการป่วย เพื่อวางรากฐานให้ดีก่อนที่จะวิ่ง ฉะนั้น ถ้าพูดแล้วไม่เคยให้ความสำคัญกับรูปแบบการได้มาซึ่ง สส.หรือเรื่องผลพลอยได้ประโยชน์จากพรรคขนาดกลาง ถ้าผมคิดตรงนั้น จะประมาท มัวไปเน้นจนลืมนึกถึงว่าแก่นแท้พรรค ต้องให้ประชาชนเชื่อถือว่าเราสามารถทำสิ่งที่ดีต่อได้”

อนุทิน ขยายความต่อว่า ถ้ายึดตรงนั้นความประมาทจะเกิดโดยธรรมชาติ เอาที่ 2 หรือ 3 ก็ได้ ซึ่งคิดไม่ได้ ต้องเอาที่ 1 ถ้าไปเล่นรองหมดก็หมดตัว หากมีการปรับรัฐธรรมนูญอีกจะพลิกตัวไม่ทัน แต่สิ่งที่ต้องมีไว้ก่อน คือ คนที่เติบโตมากับพรรค สส. ลูกพรรค จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เปรียบเสมือนครอบครัว เพราะสร้างเรือน สร้างบ้านมาด้วยกัน

“ผมมีความเชื่อมั่นในคนกลุ่มนี้ ผมขอเท่าทุนก็แฮปปี้แล้ว ไม่คิดอะไรมาก แล้วถ้าบทบาทผมในการเป็นพรรคขนาดกลาง อาจเป็นตัวแปร แล้วผมไม่ฉวยโอกาสตรงนี้ไปทำกับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง คนเป็นผู้นำรัฐบาลต้องเกรงใจ ถ้าทำอะไรไม่ดี ผมเป็นตัวแทนประชาชนไม่ต้องถึงอภิปรายไว้วางใจ ผมจะต้องให้ความเห็น พยายามทำดึงเขาให้ออกมาจากถนนนั้น เปลี่ยนเส้นทาง ทำไม่ได้ก็ถอดปลั๊ก”

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังสะท้อนมุมมองต่อเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เนื่องมาจากบรรยากาศที่อึมครึม ไม่ใช่เพราะคนไม่มีเงินจึงไม่ลงทุน แต่เป็นเพราะคนไม่กล้าลงทุนทั้งที่มีเงิน ด้วยหวังว่าจะรอดูให้เกิดความชัดเจนในอนาคตค่อยลงทุน หรือหากทอดเวลานานออกไปอาจทำให้สามารถซื้อสินค้าได้ถูกขึ้น

อนุทิน การันตีว่า เศรษฐกิจที่แย่วันนี้ไม่ใช่เรื่องของคนหมดตัว หากวันหนึ่งเกิดความชัดเจนเศรษฐกิจก็จะดีขึ้น แต่ถึงวันที่เศรษฐกิจดีขึ้น ก็ต้องมีทั้งคนที่ได้กำไรและขาดทุน ไม่ใช่เศรษฐกิจดีแล้วทุกคนต้องขึ้นหมด หรือเศรษฐกิจแย่แล้วทุกคนจะลงหมด

ส่วนโครงการต่างๆ อย่างรถไฟความเร็วสูงที่มีแนวคิดจะทำนั้น ต้องมาดูความสามารถและความต้องการที่แท้จริง เมื่อเทียบกับถนนที่เชื่อมโยงทั้งประเทศ อันไหนจะเกิดประโยชน์มากกว่ากัน หากทำรถไฟความเร็วสูงก็ต้องกู้เงินจากต่างประเทศ นำเข้าวัสดุอุปกรณ์กว่า 80% ต่างจากสร้างถนนเชื่อมโยงใช้งบประมาณน้อยกว่าแต่สามารถสร้างงานภายในประเทศได้มากกว่า

“เทียบงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท ที่จะนำไปใช้ก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง แต่การทำถนนเชื่อมภายในประเทศ ใช้เงินแค่ 1 ล้านล้านบาท แต่เงินไม่ได้ออกข้างนอก เงินเอาไปใช้ซื้อวัสดุอุปกรณ์จากซัพพลายเออร์ในเมืองไทย ทั้ง ปูน หิน เหล็ก จะทำให้เงินจำนวนนี้หมุนอยู่ในประเทศสร้างมูลค่าไปอีกหลายรอบ”

อนุทิน ชี้แจงให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงเรื่องนี้ว่า หากจะบอกว่าคิดอะไรโลว์เทค ก็ขอเวลาสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ลุล่วงก่อน จากนั้นถึงเวลาจะมาต่อยอดทั้งรถไฟความเร็วสูงหรืออะไรไฮเทคทั้งหลาย ค่อยต่อยอดภายหลังได้ แต่ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ต้องมาดูว่าอะไรทำได้หรือไม่ ทำแล้วเหมาะสมกับเมืองไทยมากกว่า

“สรุปวันนี้ เราต้องสนับสนุนให้ผู้บริหารประเทศ ซึ่งก็คือรัฐบาลที่มีอำนาจสมบูรณ์ ให้เขาเดินไปตามโรดแมปที่วางไว้ จากนั้นเรื่องที่เหลือเราค่อยมาสานต่อ”

อนุทิน บอกว่า จนถึงขณะนี้มีคนสนใจเข้าพรรคไม่น้อย แต่เมื่อสิ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงหนักๆ สร้างความโศกเศร้าในระบบการเมืองไทย ดังนั้น ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น ใจเย็นๆ มีเวลาปีกว่าๆ การเมืองไม่ยาก นโยบายที่ดีเก็บไว้ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับประชาชน แล้วก็เข้าใจประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศอื่น ก๊อบปี้ อเมริกา ญี่ปุ่น มีแบบนี้ ต้องมี แต่ต้องหาอะไรที่เหมาะสม ถูกต้อง สอดคล้องความต้องการประเทศ

เป็นคำถามที่หลายฝ่ายอยากรู้เล่นการเมืองอย่างไรถึงไม่มีศัตรู และอยู่มาถึงวันนี้ได้กับทุกฝ่าย อนุทิน ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกว่า จะเรียกว่าเข้าได้กับทุกฝ่ายก็เหมือนไม่มีจุดยืน แต่จริงแล้วเป็นคนเข้ายาก สมมติถ้าคนโทรหาแล้วไม่อยากคุย ก็ไม่มีทางเจอ คือ มีระยะของตัวเอง

แต่คนที่ทำให้โกรธหรือเป็นศัตรูตลอดชีวิต คือ คนที่ทำร้ายครอบครัว ดูถูกบุพการี คนมาทำให้ลูกเสียใจ คนที่ทำร้ายตนอย่างแรง อย่างนี้เป็นศัตรูกันทั้งชาติ ทว่า ถ้าเป็นความขัดแย้งทางความคิด อุดมการณ์ การทำงาน หรือการตัดสินใจบนพื้นฐานที่ต่างกัน อาจมีไม่พอใจแต่เคลียร์ง่าย

“บางคนบอกผมเป็นคนกระโชกโฮกฮาก คิดไรก็พูด เพราะผมเป็นคนแบบนี้ จะเป็นแบบนี้ มนุษย์เกิดต่างกัน คนที่เป็นบุคลิกแบบนี้ แต่ถ้าในใจคิดอีกอย่างก็เป็นอย่างที่เขาพูด ผมคิดอย่างไรก็พูดเพื่อให้เห็นว่าผมคิดแบบนี้ มันอยู่ที่เจตนาบริสุทธ์ ไม่มีเจตนาฆ่าใครหรือทำร้ายใคร ผมเกลียด ผมไม่พอใจ รักคนได้ แต่ต่างคนคนละชีวิต แต่อย่ามาข้ามถนนผม ถ้าคนที่เกลียดมาข้ามอาจเจอบางอย่าง”

ส่วนจะเป็นกาวใจให้ปรองดอง อนุทิน หัวเราะก่อนตอบว่า “ถึงเวลากาวไหลเอง” ทุกอย่างมันต้องมีสถานการณ์ช่วยบังคับด้วย ส่วนตัวเชื่อว่าประเทศไม่ถึงทางตัน เพราะความขัดแย้งในบ้านเมืองเกิดจากอุดมการณ์ทางความคิด บนพื้นฐานปฏิบัติต่างกัน ดังนั้น สบายมาก

“จับสองคนมานั่ง ไม่ต้องมีกาวใจ เอานวมสองคู่มาให้ เราอาจอาเจียน เพราะเกิดกอดคอกันออกมา ผมเชื่อว่าคนไทยยังเป็นแบบนี้อยู่ เป็นความน่ารักของคนไทย ผมอาจซึมซับความคิดพ่อผมมา วันๆ ไม่สอนอะไร ส่งสุภาษิตจีน ฝรั่ง มาให้ มีอันนึงที่จำจนตายคือ มีศัตรูหนึ่งคน มากเกินไป มีเพื่อนพันคนน้อยเกินไป หรือสุภาษิตจีน อดทน อดกลั้น อย่าเอาเปรียบใคร อย่าให้ใครเอาเปรียบ คนบางคนมาคุยเพื่อเอาเปรียบผม ก็รู้ ผมยอมหรือไม่ยอม วันนี้เราอยู่สภาพนี้เรายอม ถ้าวันนึงอยู่อีกสภาพนึง เราไม่ทำแบบนั้น เราแฟร์ คนเคยเอาเปรียบเราต้องอาย แล้วคิดว่ามาเป็นศัตรูทำไมกับคนคนนี้ ผมมีแต่คนอิจฉา ไม่มีคนเกลียด”

แนบแน่น “เนทิน-อนุวิน”

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงเรื่องการเมืองหลายคนจับตาถึงความสัมพันธ์กับเนวินในเรื่องนี้ อนุทิน กล่าวด้วยน้ำเสียงชัดเจน ยังเป็น เนทิน กับ อนุวิน เพราะสนิทกันมาก แต่เนวินห่างการเมืองไปจนต้องดึงขากลับมา แต่ก็สะบัดออก คือ ค่อนข้างไปอินกับฟุตบอลเยอะเกินไป บางครั้งไปหาเพื่อคุยการเมือง แต่ก็พูดเพียง 5 นาที อีกชั่วโมงครึ่งคุยแต่เรื่องฟุตบอล ทำให้ระยะหลังไม่อยากไป คนเลยบอกว่าห่างกัน แต่ต่างคนต่างทำมาหากิน

“เขาก็ทำบริษัทรถแข่งกับฟุตบอลที่ได้ทุ่มทุนอลังการงานสร้างลงไป เอาให้คุ้มทน เขาคงรู้แล้วว่านรกมีจริงในทางธุรกิจ เปิดร้าน หาสปอนเซอร์ อีเวนต์ คนแคร์กระเป๋าตัวเอง การเมืองก็เป็นรอง เลยยังไม่มีอะไรต้องมานั่งสุมหัวกัน ก็ปล่อยให้เขาเฮฮาไปก่อน ต่างคนต่างแยกกันไป ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ”

“ผมกับเขามันลึกเกินกว่า เหมือนญาติพี่น้อง ขนาดทะเบียนบ้านผมก็อยู่ในบ้านเขา เราคบทำงานร่วมกันตั้งแต่ปี 2551 หุ้นส่วนกันมา 8 ปี ผ่านปีที่ 7 มาได้ ก็น่าจะผ่าน ค่อยไปกังวลตอนปีที่ 21 เพราะว่ามันต้องมีอะไรเข้าใจซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างสร้างประโยชน์แต่ละคนได้ ยังวินๆ ฉะนั้น ยังแน่นแฟ้นเหมือนเดิม ความแน่นแฟ้นไม่ใช่ว่าได้เจอกันทุกวัน อยู่ในศาลเจอกันทุกวัน สืบพยานทุกวัน คนนั้นโจทก์ คนนั้นจำเลย”