“พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” พลิกประเทศด้วยนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2559 เวลา 11:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/429019

"พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์" พลิกประเทศด้วยนวัตกรรม

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

คําว่า “นวัตกรรม” กำลังมีบทบาทและมีความสำคัญกับประเทศไทยมากขึ้นต่อจากนี้ไป เพราะเป็นทั้งทางออก และทางสำเร็จของประเทศไทยที่จะก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ภายใต้การดำเนินนโยบายของ “พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ปรับบทบาทมาเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ อีกหนึ่งหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนประเทศ

พิเชฐ กล่าวว่า ย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในช่วงปี 2557 เป็นการตัดสินใจที่ไม่ยาก เพราะหากมีอะไรให้ช่วยประเทศ ก็พร้อมจะช่วยอย่างเต็มที่ อีกทั้งประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเวลาหลายปี มีเพื่อนในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอย่างมากมาย แม้รู้ดีว่าการมารับตำแหน่งในกระทรวงเป็นงานยากพอสมควร

“การมารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องเป็นพระเอกขี่ม้าขาว แต่หมายถึงผมสามารถประสานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนได้ เชื่อมโยงประชาชน เชื่อมโยงกระทรวงต่างๆ เชื่อมโยงกับพันธมิตรในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันต่อไปได้ และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากระบบเดิมที่มีจุดอ่อน เพื่อเปลี่ยนประเทศให้ดีมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งมีเป้าหมายทำให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีขึ้นกว่าเดิมให้ได้

“ช่วง 18-19 เดือนที่ผ่านมา ผมเชื่อมโยงการทำงานกับทุกส่วนได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งการทำงานร่วมกับทุกกระทรวงได้ทั้งหมด ลดความซ้ำซ้อนของนโยบายและโครงการ สามารถต่อยอดความร่วมมือใหม่ๆ กับหน่วยงานรัฐ ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนดีขึ้น ส่งผลให้ภาคเอกชนมีความตื่นตัวที่จะเข้ามาลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ทำให้ภาคเอกชนมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนธุรกิจอย่างชัดเจน

“โครงการหลักๆ ที่ได้ขับเคลื่อนภายใต้หน่วยงานในสังกัดกระทรวง มีทั้งโครงการ Talent Mobility หรือโครงการจับคู่นักวิจัยเพื่อภาคเอกชนไทย เพื่อกระตุ้นนักวิจัยไปทำงานกับภาคเอกชน และเป็นโครงการที่ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนและนักวิจัยในระดับสูง จากที่ผ่านมานักวิจัยจะต้องทำงานในหน่วยงานรัฐเป็นหลัก มาตรการยกเว้นภาษี 300% สำหรับค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมให้เอกชนไทยลงทุนวิจัยและพัฒนา

“รวมทั้งได้เริ่มทำโครงการสตาร์ทอัพ เพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการจัดงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ 2016 ที่มีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 28 เม.ย.-1 พ.ค. 2559 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมเชิญเอกชนชื่อดังในวงการสตาร์ทอัพระดับโลก อาทิ นายเดฟ แมคเคลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง 500 สตาร์ทอัพ ที่เป็นกองทุนระดับโลก มีการเชิญผู้ร่วมลงทุน กองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล) มาในงาน

“ขณะนี้มีผู้ประกอบการสตาร์ทอัพสนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,000 ราย  เชื่อมั่นว่าจะส่งเสริมสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดโลกและสร้างความสนใจให้แก่นักลงทุนทั่วโลก ถือว่าในปีนี้เป็นปีของสตาร์ทอัพไทยอย่างแท้จริง และจะเกิดการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพไทย รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มทำสตาร์ทอัพ”

พิเชฐ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเน้นการทำงานที่ส่งเสริมการเชื่อมโยงชุมชนและประชาชน เช่น โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำในชุมชน ที่มีชุมชนต้นแบบ 600 แห่ง ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร่วมนำมาใช้เป็นหลักการพัฒนาชุมชนต่างๆ ส่งผลให้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้ความสนใจประเทศไทย และใช้ไทยเป็นต้นแบบของประเทศกำลังพัฒนาที่มีการบริหารจัดการน้ำในชุมชน

รวมทั้งยังมีการนำดาวเทียมในหน่วยงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มาช่วยการแก้ปัญหาน้ำและการเพาะปลูก ปัญหาภัยแล้ง รวมถึงปัญหาหมอกควันในประเทศไทย และทำโมเดลแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ป่าและการปลูกป่า ที่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของประชาชนในหลายด้าน

ตลอดจนทำโครงการร่วมยกระดับสินค้าวิสาหกิจชุมชน และสินค้าโอท็อป การทำโครงการกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านโครงการต่างๆ ของหน่วยงานในกระทรวงทั้งหมด อาทิ การทำโครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอป และคูปองนวัตกรรมให้แก่เอสเอ็มอี ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชน หรือประชารัฐ

พิเชฐ กล่าวว่า ตลอด 18-19 เดือน ได้ทำงานต่อเนื่องและทำงานทุกวัน บางครั้งอาจจะไม่มีวันหยุด เพื่อต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย แต่หากถามถึงปัญหาในการทำงาน อาจจะเป็นเรื่องที่จะต้องมีการบูรณาการทำงานร่วมกันกับทุกหน่วยงานประชาชน จึงต้องมีการบูรณาการด้านต่างๆ ทำให้เกิดพลังประสานและขับเคลื่อนร่วมกันต่อไป

ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา พบว่า ตัวเลขลงทุนของภาคเอกชนต่อการลงทุน อาร์แอนด์ดี ที่มีสูงขึ้น ภาคเอกชน เอสเอ็มอี ตื่นตัวในการสร้างนวัตกรรม เพราะเอกชนรู้ดีว่าการแข่งขันในปัจจุบันที่มีความรุนแรงมากขึ้น จำเป็นที่จะต้องปรับตัว และคำตอบคือ การนำนวัตกรรมไปใช้ เพื่อสร้างสินค้าที่มีความแตกต่าง

ล่าสุดตัวเลขการลงทุนวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ในช่วงที่ผ่านมา มีจำนวนเงินลงทุนรวม 6.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.48% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศ (จีดีพี) โดยแบ่งสัดส่วนในการลงทุนเป็นภาคเอกชน 54% ภาครัฐ 46% โดยการลงทุนวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน คิดเป็นจำนวนเงิน 3.4 หมื่นล้านบาท จากจำนวนผู้ประกอบการกว่า 5,500 ราย ถือว่าลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 29% เมื่อนับจากปี 2556

ยกตัวอย่าง แบรนด์ซัมซุง ที่กำลังหันมุ่งมาลงทุนในอุตสาหกรรมยา เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต และเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมและใช้งบประมาณในระดับสูง จึงอยากให้เอกชนไทยมีความตื่นตัวที่จะลงทุนมากขึ้นในปี 2559 ซึ่งภาครัฐก็มีมาตรการจำนวนมากที่ออกมา ที่ส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐด้านอาร์แอนด์ดี รวมถึงกระทรวงการคลัง ที่จะมีมาตรการทางภาษีมาดึงดูดการลงทุนด้านอาร์แอนด์ดีเพิ่มขึ้น อีกทั้งเอกชนต้องปรับมุมมองการคิดใหม่สู่นอกกรอบ ที่สำคัญอย่ารอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

รวมไปถึงการทำโครงการให้ทุนการศึกษา เพื่อคนรุ่นใหม่ในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยในแต่ละปีจะมีการให้ทุนแก่นักเรียนประมาณ 100-200 คน พร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่สนใจเข้ามาเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ หรือ สะเต็ม (STEM) เพื่อสร้างบุคลากรด้านสะเต็มให้มากที่สุด เพราะเป็นสาขาที่จะมีความสำคัญกับประเทศไทยในอนาคต

นโยบายและโครงการต่างกำลังสร้างให้ประเทศมีรูปแบบ (แพลตฟอร์ม) สำหรับการพัฒนาประเทศ ที่จะนำไปใช้ได้อย่างต่อเนื่องในทุกปี มองอนาคตของประเทศไทยต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร ประเทศไทยจะไปในทิศทางที่คู่ขนาน ทั้งเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวดี ผลักดันโดยนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงประชาชนในประเทศมีรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น และต่อเนื่องไปจนถึงภาคการเกษตร ที่สามารถนำวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นวัตกรรม ไปใช้ รวมถึงการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้กับเศรษฐกิจไทยได้เช่นเดียวกัน

“ประเทศไม่ได้มีเพียงภาคอุตสาหกรรม แต่มีภาคการเกษตร ที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเติบโตมาได้ แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศจะเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ แต่มีภาคการเกษตรที่สามารถเชื่อมโยงชุมชนต่างๆ ในประเทศ ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ในช่วงวิกฤต รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียงยังสามารถนำไปใช้กับทุกด้านของชีวิต ทั้งครอบครัว ชุมชน การเกษตร” พิเชฐ กล่าว

พิเชฐ ย้ำว่า ความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาปรับใช้กับทุกประเทศในโลกใบนี้ได้ เพราะในอีก 30-50 ปีข้างหน้า ประชากรในโลกจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงระดับกว่า 9,000 ล้านคน จากปัจจุบันมีจำนวนประชากรรวมกว่า 7,000 ล้านคน ถือเป็นเรื่องใหญ่มากที่ประชากรในโลกใบนี้จะอยู่รอดได้อย่างไร คำตอบสุดท้ายในเรื่องนี้คือ “เศรษฐกิจพอเพียง”

“ขอยกย่องว่า เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นต้นแบบของโลกในศตวรรษนี้ หรือในรอบ 100 ปี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการทำงานของผมในทุกวันนี้”

เร่งสร้างคนรุ่นใหม่

“ผมเป็นลูกคนที่เก้า และเป็นลูกคนสุดท้ายของครอบครัวดุรงคเวโรจน์” พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่าถึงชีวิตในวัยเด็ก โดยเลือกเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เพราะเป็นโรงเรียนใกล้บ้าน ก่อนที่จะไปเรียนต่อระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาไฟฟ้า ที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ต่อมาระดับปริญญาโท วิทยาการพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ Trinity University, Texas ประเทศสหรัฐ ปริญญาโท นโยบายและการจัดการสาธารณะ จาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐ และปริญญาเอก นโยบายและการจัดการสาธารณะ จาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐ เช่นเดียวกัน

“การเลือกเรียนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ความสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์จึงมีมาก แต่ความสำคัญในการบริหารจัดการโซลาร์เซลล์ก็สำคัญมากเช่นกัน ผมก็สนใจเกี่ยวกับการวางนโยบาย จึงเรียนในด้านที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จนกระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาเอก

“การเรียนต่อต่างประเทศ ผมได้รับทุนการศึกษามาตลอด แต่ไม่ใช่ทุนการศึกษาของรัฐ แต่เมื่อเรียนจบก็ตัดสินใจกลับมาประเทศไทย เพราะประเทศไทยคือบ้าน และสิ่งสำคัญอยากทำงานให้กับประเทศไทย จึงเลือกทำงานหน่วยงานภาครัฐมาตลอดชีวิตกว่า 20 ปี จนกระทั่งมารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“ดังนั้น สิ่งสำคัญอีกด้านที่ผมทำระหว่างการรับตำแหน่งรัฐมนตรีคือ การสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ สนใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ และการจูงใจให้นักเรียนทุนการศึกษาของรัฐบาล หรือนักเรียนทุนส่วนตัวที่ศึกษาต่อต่างประเทศได้กลับมาทำงานในประเทศ โดยระหว่างที่ผมเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ร่วมโรดโชว์พร้อมกับคณะรัฐบาล ผมจะมีเวลาได้พบกับนักเรียนไทยที่อยู่ในต่างประเทศเสมอ

“ล่าสุดผมได้เดินทางไปพร้อมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้เดินทางไปประเทศสหรัฐ ผมได้มีโอกาสไปพบกับนักเรียนไทยในเขตกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐ โดยมีจำนวนนักศึกษาไทยที่เข้าร่วมทั้งหมด 29 คน เป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนจากรัฐบาลไทยจำนวน 20 คน และนักศึกษาทุนส่วนตัว 9 คน ผมได้อัพเดทข้อมูลนโยบายใหม่ๆ ของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศไทย โดยเฉพาะทางด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และการพัฒนาประเทศสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (10 S Curve)

“ผมจะบอกและสร้างแรงจูงใจให้แก่ทุกคนว่า ทุกคนเป็นทรัพยากรของประเทศ เป็นความหวังของประเทศไทย จึงเชิญชวนให้ทุกคนกลับมาประเทศไทยเพื่อพัฒนาและสร้างประเทศไทย เชื่อว่าในประเทศไทยมีอะไรให้ทำอีกมากมาย หากนักเรียนทุนต้องการหรือเสนอแนะด้านใด ผมก็รับฟังและพร้อมหาทางส่งเสริม ผมเชื่อว่าทุกคนอยากกลับบ้าน อยากกลับมาทำงานในประเทศไทยอย่างแน่นอน คนรุ่นใหม่มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมาก และผมก็สอนลูกมาตลอดให้มีจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมมากที่สุด

“ผมยังได้ย้ำว่านักศึกษาไทยในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลไทย หรือเป็นนักศึกษาทุนส่วนตัว ล้วนเป็นบุคลากรที่สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอนาคตของประเทศไทยไม่ว่าจะในทิศทางใดนั้น ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยของทุกคน” พิเชฐ กล่าว

อีกสิ่งสำคัญคือกำลังคนของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีบุคลากรนักเรียนทุนจำนวน 4,500 คน ซึ่งมีจำนวนที่กลับมาทำงานในประเทศไทยแล้ว 2,700 คน ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการศึกษาต่อในต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เตรียมทำโครงการนำนักเรียนทุนทั้งหมดของกระทรวงจำนวน 2,700 คน ที่กลับมาทำงานในประเทศไทยแล้ว มาเชื่อมโยงกับภาคเอกชนไทย เพื่อจับคู่ความต้องการของภาคเอกชน และพัฒนาให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่กำลังพัฒนา 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (10 S Curve)

ขณะนี้ได้มีการสำรวจนักเรียนทุนในแต่ละสาขาว่ามีจำนวนเท่าใด เพื่อนำมาจับคู่กับภาคเอกชน และร่วมมือกันพัฒนา สร้างนวัตกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคธุรกิจและภาคเอสเอ็มอีมากที่สุด

“ประเทศไทยมีกองทัพของนักรบสะเต็มหรือนักเรียนทุนที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งสามารถส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และส่งเสริมภาคธุรกิจเอสเอ็มอีไทยได้ด้วย” พิเชฐ กล่าว

“หากถามว่า ถ้าไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว ผมจะทำงานอะไร ยังบอกไม่ได้ … แต่ขณะนี้ผมอยากทำงานในตำแหน่งให้ดีที่สุด เพื่อสร้างประเทศไทยสู่ประเทศโฉมใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นวัตกรรม เอกชนไทยเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิม ไปสู่การผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรม เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง หรือพัฒนาแล้วให้ได้

“ผมเชื่อว่าอนาคต ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน” พิเชฐ กล่าวทิ้งท้าย

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

คําว่า “นวัตกรรม” กำลังมีบทบาทและมีความสำคัญกับประเทศไทยมากขึ้นต่อจากนี้ไป เพราะเป็นทั้งทางออก และทางสำเร็จของประเทศไทยที่จะก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ภายใต้การดำเนินนโยบายของ “พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ปรับบทบาทมาเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ อีกหนึ่งหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนประเทศ

พิเชฐ กล่าวว่า ย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในช่วงปี 2557 เป็นการตัดสินใจที่ไม่ยาก เพราะหากมีอะไรให้ช่วยประเทศ ก็พร้อมจะช่วยอย่างเต็มที่ อีกทั้งประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเวลาหลายปี มีเพื่อนในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอย่างมากมาย แม้รู้ดีว่าการมารับตำแหน่งในกระทรวงเป็นงานยากพอสมควร

“การมารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องเป็นพระเอกขี่ม้าขาว แต่หมายถึงผมสามารถประสานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนได้ เชื่อมโยงประชาชน เชื่อมโยงกระทรวงต่างๆ เชื่อมโยงกับพันธมิตรในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันต่อไปได้ และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากระบบเดิมที่มีจุดอ่อน เพื่อเปลี่ยนประเทศให้ดีมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งมีเป้าหมายทำให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีขึ้นกว่าเดิมให้ได้

“ช่วง 18-19 เดือนที่ผ่านมา ผมเชื่อมโยงการทำงานกับทุกส่วนได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งการทำงานร่วมกับทุกกระทรวงได้ทั้งหมด ลดความซ้ำซ้อนของนโยบายและโครงการ สามารถต่อยอดความร่วมมือใหม่ๆ กับหน่วยงานรัฐ ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนดีขึ้น ส่งผลให้ภาคเอกชนมีความตื่นตัวที่จะเข้ามาลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ทำให้ภาคเอกชนมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนธุรกิจอย่างชัดเจน

“โครงการหลักๆ ที่ได้ขับเคลื่อนภายใต้หน่วยงานในสังกัดกระทรวง มีทั้งโครงการ Talent Mobility หรือโครงการจับคู่นักวิจัยเพื่อภาคเอกชนไทย เพื่อกระตุ้นนักวิจัยไปทำงานกับภาคเอกชน และเป็นโครงการที่ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนและนักวิจัยในระดับสูง จากที่ผ่านมานักวิจัยจะต้องทำงานในหน่วยงานรัฐเป็นหลัก มาตรการยกเว้นภาษี 300% สำหรับค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมให้เอกชนไทยลงทุนวิจัยและพัฒนา

“รวมทั้งได้เริ่มทำโครงการสตาร์ทอัพ เพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการจัดงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ 2016 ที่มีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 28 เม.ย.-1 พ.ค. 2559 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมเชิญเอกชนชื่อดังในวงการสตาร์ทอัพระดับโลก อาทิ นายเดฟ แมคเคลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง 500 สตาร์ทอัพ ที่เป็นกองทุนระดับโลก มีการเชิญผู้ร่วมลงทุน กองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล) มาในงาน

“ขณะนี้มีผู้ประกอบการสตาร์ทอัพสนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,000 ราย  เชื่อมั่นว่าจะส่งเสริมสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดโลกและสร้างความสนใจให้แก่นักลงทุนทั่วโลก ถือว่าในปีนี้เป็นปีของสตาร์ทอัพไทยอย่างแท้จริง และจะเกิดการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพไทย รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มทำสตาร์ทอัพ”

พิเชฐ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเน้นการทำงานที่ส่งเสริมการเชื่อมโยงชุมชนและประชาชน เช่น โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำในชุมชน ที่มีชุมชนต้นแบบ 600 แห่ง ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร่วมนำมาใช้เป็นหลักการพัฒนาชุมชนต่างๆ ส่งผลให้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้ความสนใจประเทศไทย และใช้ไทยเป็นต้นแบบของประเทศกำลังพัฒนาที่มีการบริหารจัดการน้ำในชุมชน

รวมทั้งยังมีการนำดาวเทียมในหน่วยงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มาช่วยการแก้ปัญหาน้ำและการเพาะปลูก ปัญหาภัยแล้ง รวมถึงปัญหาหมอกควันในประเทศไทย และทำโมเดลแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ป่าและการปลูกป่า ที่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของประชาชนในหลายด้าน

ตลอดจนทำโครงการร่วมยกระดับสินค้าวิสาหกิจชุมชน และสินค้าโอท็อป การทำโครงการกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านโครงการต่างๆ ของหน่วยงานในกระทรวงทั้งหมด อาทิ การทำโครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอป และคูปองนวัตกรรมให้แก่เอสเอ็มอี ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชน หรือประชารัฐ

พิเชฐ กล่าวว่า ตลอด 18-19 เดือน ได้ทำงานต่อเนื่องและทำงานทุกวัน บางครั้งอาจจะไม่มีวันหยุด เพื่อต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย แต่หากถามถึงปัญหาในการทำงาน อาจจะเป็นเรื่องที่จะต้องมีการบูรณาการทำงานร่วมกันกับทุกหน่วยงานประชาชน จึงต้องมีการบูรณาการด้านต่างๆ ทำให้เกิดพลังประสานและขับเคลื่อนร่วมกันต่อไป

ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา พบว่า ตัวเลขลงทุนของภาคเอกชนต่อการลงทุน อาร์แอนด์ดี ที่มีสูงขึ้น ภาคเอกชน เอสเอ็มอี ตื่นตัวในการสร้างนวัตกรรม เพราะเอกชนรู้ดีว่าการแข่งขันในปัจจุบันที่มีความรุนแรงมากขึ้น จำเป็นที่จะต้องปรับตัว และคำตอบคือ การนำนวัตกรรมไปใช้ เพื่อสร้างสินค้าที่มีความแตกต่าง

ล่าสุดตัวเลขการลงทุนวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ในช่วงที่ผ่านมา มีจำนวนเงินลงทุนรวม 6.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.48% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศ (จีดีพี) โดยแบ่งสัดส่วนในการลงทุนเป็นภาคเอกชน 54% ภาครัฐ 46% โดยการลงทุนวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน คิดเป็นจำนวนเงิน 3.4 หมื่นล้านบาท จากจำนวนผู้ประกอบการกว่า 5,500 ราย ถือว่าลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 29% เมื่อนับจากปี 2556

ยกตัวอย่าง แบรนด์ซัมซุง ที่กำลังหันมุ่งมาลงทุนในอุตสาหกรรมยา เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต และเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมและใช้งบประมาณในระดับสูง จึงอยากให้เอกชนไทยมีความตื่นตัวที่จะลงทุนมากขึ้นในปี 2559 ซึ่งภาครัฐก็มีมาตรการจำนวนมากที่ออกมา ที่ส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐด้านอาร์แอนด์ดี รวมถึงกระทรวงการคลัง ที่จะมีมาตรการทางภาษีมาดึงดูดการลงทุนด้านอาร์แอนด์ดีเพิ่มขึ้น อีกทั้งเอกชนต้องปรับมุมมองการคิดใหม่สู่นอกกรอบ ที่สำคัญอย่ารอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

รวมไปถึงการทำโครงการให้ทุนการศึกษา เพื่อคนรุ่นใหม่ในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยในแต่ละปีจะมีการให้ทุนแก่นักเรียนประมาณ 100-200 คน พร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่สนใจเข้ามาเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ หรือ สะเต็ม (STEM) เพื่อสร้างบุคลากรด้านสะเต็มให้มากที่สุด เพราะเป็นสาขาที่จะมีความสำคัญกับประเทศไทยในอนาคต

นโยบายและโครงการต่างกำลังสร้างให้ประเทศมีรูปแบบ (แพลตฟอร์ม) สำหรับการพัฒนาประเทศ ที่จะนำไปใช้ได้อย่างต่อเนื่องในทุกปี มองอนาคตของประเทศไทยต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร ประเทศไทยจะไปในทิศทางที่คู่ขนาน ทั้งเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวดี ผลักดันโดยนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงประชาชนในประเทศมีรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น และต่อเนื่องไปจนถึงภาคการเกษตร ที่สามารถนำวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นวัตกรรม ไปใช้ รวมถึงการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้กับเศรษฐกิจไทยได้เช่นเดียวกัน

“ประเทศไม่ได้มีเพียงภาคอุตสาหกรรม แต่มีภาคการเกษตร ที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเติบโตมาได้ แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศจะเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ แต่มีภาคการเกษตรที่สามารถเชื่อมโยงชุมชนต่างๆ ในประเทศ ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ในช่วงวิกฤต รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียงยังสามารถนำไปใช้กับทุกด้านของชีวิต ทั้งครอบครัว ชุมชน การเกษตร” พิเชฐ กล่าว

พิเชฐ ย้ำว่า ความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาปรับใช้กับทุกประเทศในโลกใบนี้ได้ เพราะในอีก 30-50 ปีข้างหน้า ประชากรในโลกจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงระดับกว่า 9,000 ล้านคน จากปัจจุบันมีจำนวนประชากรรวมกว่า 7,000 ล้านคน ถือเป็นเรื่องใหญ่มากที่ประชากรในโลกใบนี้จะอยู่รอดได้อย่างไร คำตอบสุดท้ายในเรื่องนี้คือ “เศรษฐกิจพอเพียง”

“ขอยกย่องว่า เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นต้นแบบของโลกในศตวรรษนี้ หรือในรอบ 100 ปี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการทำงานของผมในทุกวันนี้”

เร่งสร้างคนรุ่นใหม่

“ผมเป็นลูกคนที่เก้า และเป็นลูกคนสุดท้ายของครอบครัวดุรงคเวโรจน์” พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่าถึงชีวิตในวัยเด็ก โดยเลือกเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เพราะเป็นโรงเรียนใกล้บ้าน ก่อนที่จะไปเรียนต่อระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาไฟฟ้า ที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ต่อมาระดับปริญญาโท วิทยาการพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ Trinity University, Texas ประเทศสหรัฐ ปริญญาโท นโยบายและการจัดการสาธารณะ จาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐ และปริญญาเอก นโยบายและการจัดการสาธารณะ จาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐ เช่นเดียวกัน

“การเลือกเรียนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ความสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์จึงมีมาก แต่ความสำคัญในการบริหารจัดการโซลาร์เซลล์ก็สำคัญมากเช่นกัน ผมก็สนใจเกี่ยวกับการวางนโยบาย จึงเรียนในด้านที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จนกระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาเอก

“การเรียนต่อต่างประเทศ ผมได้รับทุนการศึกษามาตลอด แต่ไม่ใช่ทุนการศึกษาของรัฐ แต่เมื่อเรียนจบก็ตัดสินใจกลับมาประเทศไทย เพราะประเทศไทยคือบ้าน และสิ่งสำคัญอยากทำงานให้กับประเทศไทย จึงเลือกทำงานหน่วยงานภาครัฐมาตลอดชีวิตกว่า 20 ปี จนกระทั่งมารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“ดังนั้น สิ่งสำคัญอีกด้านที่ผมทำระหว่างการรับตำแหน่งรัฐมนตรีคือ การสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ สนใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ และการจูงใจให้นักเรียนทุนการศึกษาของรัฐบาล หรือนักเรียนทุนส่วนตัวที่ศึกษาต่อต่างประเทศได้กลับมาทำงานในประเทศ โดยระหว่างที่ผมเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ร่วมโรดโชว์พร้อมกับคณะรัฐบาล ผมจะมีเวลาได้พบกับนักเรียนไทยที่อยู่ในต่างประเทศเสมอ

“ล่าสุดผมได้เดินทางไปพร้อมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้เดินทางไปประเทศสหรัฐ ผมได้มีโอกาสไปพบกับนักเรียนไทยในเขตกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐ โดยมีจำนวนนักศึกษาไทยที่เข้าร่วมทั้งหมด 29 คน เป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนจากรัฐบาลไทยจำนวน 20 คน และนักศึกษาทุนส่วนตัว 9 คน ผมได้อัพเดทข้อมูลนโยบายใหม่ๆ ของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศไทย โดยเฉพาะทางด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และการพัฒนาประเทศสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (10 S Curve)

“ผมจะบอกและสร้างแรงจูงใจให้แก่ทุกคนว่า ทุกคนเป็นทรัพยากรของประเทศ เป็นความหวังของประเทศไทย จึงเชิญชวนให้ทุกคนกลับมาประเทศไทยเพื่อพัฒนาและสร้างประเทศไทย เชื่อว่าในประเทศไทยมีอะไรให้ทำอีกมากมาย หากนักเรียนทุนต้องการหรือเสนอแนะด้านใด ผมก็รับฟังและพร้อมหาทางส่งเสริม ผมเชื่อว่าทุกคนอยากกลับบ้าน อยากกลับมาทำงานในประเทศไทยอย่างแน่นอน คนรุ่นใหม่มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมาก และผมก็สอนลูกมาตลอดให้มีจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมมากที่สุด

“ผมยังได้ย้ำว่านักศึกษาไทยในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลไทย หรือเป็นนักศึกษาทุนส่วนตัว ล้วนเป็นบุคลากรที่สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอนาคตของประเทศไทยไม่ว่าจะในทิศทางใดนั้น ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยของทุกคน” พิเชฐ กล่าว

อีกสิ่งสำคัญคือกำลังคนของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีบุคลากรนักเรียนทุนจำนวน 4,500 คน ซึ่งมีจำนวนที่กลับมาทำงานในประเทศไทยแล้ว 2,700 คน ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการศึกษาต่อในต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เตรียมทำโครงการนำนักเรียนทุนทั้งหมดของกระทรวงจำนวน 2,700 คน ที่กลับมาทำงานในประเทศไทยแล้ว มาเชื่อมโยงกับภาคเอกชนไทย เพื่อจับคู่ความต้องการของภาคเอกชน และพัฒนาให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่กำลังพัฒนา 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (10 S Curve)

ขณะนี้ได้มีการสำรวจนักเรียนทุนในแต่ละสาขาว่ามีจำนวนเท่าใด เพื่อนำมาจับคู่กับภาคเอกชน และร่วมมือกันพัฒนา สร้างนวัตกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคธุรกิจและภาคเอสเอ็มอีมากที่สุด

“ประเทศไทยมีกองทัพของนักรบสะเต็มหรือนักเรียนทุนที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งสามารถส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และส่งเสริมภาคธุรกิจเอสเอ็มอีไทยได้ด้วย” พิเชฐ กล่าว

“หากถามว่า ถ้าไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว ผมจะทำงานอะไร ยังบอกไม่ได้ … แต่ขณะนี้ผมอยากทำงานในตำแหน่งให้ดีที่สุด เพื่อสร้างประเทศไทยสู่ประเทศโฉมใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นวัตกรรม เอกชนไทยเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิม ไปสู่การผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรม เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง หรือพัฒนาแล้วให้ได้

“ผมเชื่อว่าอนาคต ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน” พิเชฐ กล่าวทิ้งท้าย

 

“ไม่รักจริงก็อย่าซื้อมาเลี้ยง” หมอเเนน ณฐพรรษ แม่พระของน้องหมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2559 เวลา 19:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/428497

"ไม่รักจริงก็อย่าซื้อมาเลี้ยง" หมอเเนน ณฐพรรษ แม่พระของน้องหมา

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ…กิจจา อภิชนรจเลข

สายวันนั้นที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ แจ้งวัฒนะ คุณหมอสาวสวยวัย 28  กำลังมุ่งมั่นสนอกสนใจน้องหมาที่ป่วยเป็นโรคพยาธิเม็ดเลือดอย่างแข็งขัน

เธอปรากฎตัวในชุดเสื้อกาวน์ กางเกงสแลคสีเทา ผมสีน้ำตาลสลวยประบ่า ดวงตาแวววาว จมูกโด่งได้รูป รวมๆแล้วตรงกับนิยามคำว่า “น่ารัก”ได้ไม่ยาก และไม่แปลกที่ชื่อเสียงของเธอจะเข้าขั้นฮอตถล่มทลายในโลกโซเชียล

“มาทราบเรื่อง เพราะเพื่อนส่งภาพที่คนอื่นเขาแชร์กันมาให้ดู รู้สึกงงๆ แปลกๆเหมือนกัน (ยิ้มเขิน) เพราะปกติใช้ชีวิตธรรมดา ไม่ได้มีคนมาสนใจ มาให้ความสำคัญอะไรมากมาย”

หมอแนน ณฐพรรษ สัตวแพทย์คนดังประจำ‎โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ฉีกยิ้มด้วยความรู้สึกประหลาดใจที่ตัวเองได้รับเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังภาพการทำงานปกติอันแสนธรรมดาดันกลายเป็นหนึ่งในภาพฮอตที่สุดในโลกออนไลน์

และแน่นอน …ใครๆต่างพากันถามหาเธอกันจ้าละหวั่น

อยู่กับน้องหมา-เเมว มาตลอดชีวิต

หมอเเนน เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2530  ที่กรุงเทพมหานคร ตลอดชีวิต 28 ปีที่ผ่านมา “บ้านของเธอ” ไม่เคยขาดสัตว์เลี้ยง และไม่มีเหตุการณ์ใดที่ถือเป็นตัวจุดประกายให้เลือกเดินในเส้นทางสัตวเเพทย์ พูดง่ายๆว่า สภาพเเวดล้อมทุกอย่างรอบตัวคือเบื้องหลังที่คอยหล่อหลอมให้เธอเป็นคุณหมอมาตลอด

ไม่ได้มีประเด็นอะไรเป็นพิเศษที่จุดประกายให้คิดว่า ‘โตมาฉันต้องเป็นสัตวแพทย์นะ’ เท่าที่จำความได้ที่บ้านจะมีแมวหรือหมาวนเวียนมาหาตลอด ไม่เคยซื้อมาเลี้ยงเอง เก็บมาเลี้ยงทั้งหมด เลี้ยงเท่าที่เลี้ยงไหว ตัวสองตัว ก่อนเลี้ยงคุณพ่อคุณเเม่จะถามก่อนตลอดว่ารับผิดชอบไหวไหม ไม่ไหวอย่าเลี้ยง จนเรียนจบมัธยม ถึงเวลาต้องเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยความที่ชอบสายแพทย์อยู่แล้ว รู้สึกว่าถ้าได้ทำงานกับสัตว์ที่เราชื่นชอบเเละรัก น่าจะทำให้มีชีวิตการทำงานมีความสุขและไม่เครียด เลยเลือกเข้าคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ค่ะ”

นอกจากการเลี้ยงดูน้องหมาน้องแมวตามประสาคนรักสัตว์ทั่วไป ความเป็นสัตวแพทย์ของเธอนั้นฉายแววมาตั้งแต่วัยเด็กจากประสบการณ์ร่วมกับคุณพ่อช่วยทำคลอดให้กับเจ้าเหมียวสาวท้องแรก

“สมัยเรียนประถมเคยร่วมกับคุณพ่อช่วยแมวสาวท้องแรกทำคลอด เขายังกัดรกไม่เป็น เราเลยช่วยเอารกออก แล้วผูกสายสะดือให้ ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ทั้งแม่และลูกเเข็งเเรงปลอดภัย มันเป็นความรู้สึกที่ดีนะ ได้ช่วยแมวที่เราเลี้ยง แถมยังได้ดูแลลูกเขาตั้งแต่วินาทีเเรกที่ลืมตาดูโลก รู้สึกโอเคและมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ”น้ำเสียงของเธอบ่งบอกความภาคภูมิใจ

เป็นสัตวเเพทย์ไม่ใช่เเค่รัก เเต่ต้องเข้าใจด้วย

หลังเรียนจบจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สัตวแพทย์สาวคนนี้ได้เข้าทำงานประจำที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ซึ่งมีความรักความเข้าใจเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฎิบัติหน้าที่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

“ตอนเป็นเด็ก เราเเค่รักเเละอยากดูเเล มองเห็นชีวิตความเป็นไปของพวกเขาระดับหนึ่ง พอได้เข้ามาเรียนก็เป็นอีกความรู้สึกหนึ่ง เรียนรู้ชีวิตสัตว์เพิ่มเติมเยอะแยะมากมาย ทำให้เข้าใจลึกซึ้งกว่าเดิม ทั้งพฤติกรรม ความเป็นไปของโรค อาการดีขึ้นเป็นอาการอย่างไร แย่ลงเป็นอย่างไร ภาวะฉุกเฉินแล้วเป็นอย่างไร ต่อมาเมื่อเรียนจบได้เข้าทำงาน ได้สัมผัสของจริง ก็เข้าใจมากขึ้นไปอีก ลึกซึ้งกว่าเดิม จนสามารถคาดการณ์ประเมินทิศทางของโรคร้ายได้ บางคนถามว่าเราเสียใจไหมเมื่อพบกับความสูญเสีย มันก็มีบ้าง แต่ไม่ถึงกับฟูมฟาย เพราะเข้าใจสิ่งที่มันดำเนินไปมาตลอด

ทุกวันนี้สัตวแพทย์สาวมีความสุขเพลิดเพลินทุกครั้งที่ได้หยอกเย้ากับกับน้องหมา น้องแมว และเห็นอาการเจ็บป่วยของมันดีขึ้นกว่าวันก่อน

“เรามีความสุขเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจากการเป็นคนรักสัตว์ ทุกวันนี้การได้เล่นกับตัวนั้นทีตัวนี้ที ได้เห็นอาการป่วยของมันดีขึ้นกว่าวันก่อน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว จริงๆมันก็มีช่วงเครียดบ้าง เพราะหน้าที่และภารกิจของเรา ต้องแบกรับความคาดหวังจากเจ้าของสัตว์ แต่เราชอบนะ เพราะแง่หนึ่งความเครียดเป็นเหมือนตัวเร่งให้เราตื่นตัว ไม่ประมาทในการทำหน้าที่ ย้ำกับตัวเองเสมอว่าต้องใส่ใจสัตว์ทุกตัวที่ได้ดูแล ทุกเคสมีความยากง่ายแตกต่างกันออกไป แต่เมื่อมันกลับมาสดใสร่าเริงอีกครั้ง เรายิ้มมีความสุขเสมอ เหมือนงานที่ทำมันสำเร็จลุล่วง”

อย่าซื้อมาเลี้ยงเพื่อปล่อยมันทิ้ง

สงครามขัดเเย้งระหว่างคนรักหมาและคนเกลียดหมาเป็นประเด็นพิพาทปรากฎตามหน้าสื่ออย่างต่อเนื่อง ปฎิเสธไม่ลงว่าต้นเหตุของหมาจรจัดเกิดจากการละเลยทิ้งขว้างของเจ้าของ

หมอแนน แสดงความเห็นว่า ถ้าคิดจะเลี้ยงสัตว์ แค่รักอย่างเดียวไม่พอแต่ต้องรู้จักประเมินความพร้อมของตัวเอง วางแผนอย่างรอบคอบ มีความรับผิดชอบต่อสังคม เสมือนพันธสัญญาว่าเราจะดูแลเขาตลอดไป

“จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงหมา เลี้ยงแมว แน่นอนว่าต้องเริ่มจากความรักและมีความพร้อมที่จะเลี้ยงก่อน ถ้าไม่รัก ไม่พร้อม ก็ไม่ควรเลี้ยง เพราะเขาไม่ได้อยู่กับเราแค่เดือนหรือสองเดือน แต่อยู่กันเป็น 10 ปี บางตัว 15 ปี ก่อนเลี้ยงต้องวางแผน คำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆนานา มองระยะยาว เปรียบเสมือนกับการเลี้ยงลูก ถ้าคิดสั้นๆ ง่ายๆ เลี้ยงตามแฟชั่น มันก็เสี่ยงที่สัตว์ของเราจะกลายเป็นภาระและเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความรำคาญต่อผู้อื่น จนกลายเป็นปัญหาสังคมตามมามากมายไม่จบไม่สิ้น

สำหรับการจัดการปัญหาสุนัขจรจัดที่ก้าวร้าวในปัจจุบันนั้น สัตวแพทย์หญิงคนนี้ชี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐจะต้องจัดการอย่างจริงจังเสียที

“การจัดการปัญหาสุนัขจรจัดที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว จริงๆ มีกระบวนการอยู่แล้ว แต่การปฎิบัติต้องรวดเร็ว หากล่าช้า เพิกเฉย ก็ส่งผลให้เกิดปัญหาในชุมชน และจะยิ่งตอกย้ำความขัดแย้งระหว่างคนรักหมาและเกลียดหมาให้ทะเลาะกันต่อไปไม่จบ เหมือนอย่างที่เราพบเห็นได้บ่อยๆ ในปัจจุบัน ซึ่งไม่ดีเลยที่เราจะเเก้ปัญหาด้วยความรุนเเรง”หมอแนน ณฐพรรษ กล่าวทิ้งท้าย

ท่ามกลางกระเเสฟีเวอร์ต่อความสวยของหมอเเนนทั่วทั้งสังคมออนไลน์ เธอยืนยันว่า ไม่ได้หลงใหลใคร่ปลื้มกับกระแสดังกล่าว แต่จะขอเดินหน้าพัฒนาฝีมือสั่งสมประสบการณ์ในอาชีพสัตวแพทย์เพื่อน้องหมาน้องแมวที่รักต่อไป

 

 

 

 

เปลี่ยนประชามติร่างรธน. เป็นศึกชี้ชะตาคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2559 เวลา 07:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/428230

เปลี่ยนประชามติร่างรธน. เป็นศึกชี้ชะตาคสช.

โดย….ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ณ จุดนี้ต้องเรียกได้ว่ากระบวนการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนญกำลังเริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการ หลังจาก พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งหมายความว่านับจากนี้ไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานใหญ่ครั้งนี้จะเริ่มลำดับการทำงานเพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยมากที่สุด

แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่อาจสามารถมองข้ามไปได้ คือ การต่อสู้ในทางการเมือง ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจจะไม่ได้มีเฉพาะก่อนประชามติเท่านั้น เพราะมีแนวโน้มว่าจะลากยาวไปถึงหลังวันประชามติด้วย ไม่ว่าผลการออกเสียงจะเป็นอย่างไรก็ตาม

คำนูณ สิทธิสมาน เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ประเมินสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นผ่านการให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ไว้อย่างสนใจ โดยด้านหนึ่งมองว่าการออกมาของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาจต้องรับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ผมว่าเป็นธรรมชาติอยู่แล้วที่จะต้องมีการเคลื่อนไหวออกมาแบบนี้ แต่เป็นเรื่องที่คาดการณ์ยากว่าผลการทำประชามติจะเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่า คสช.น่าจะรับได้ในทั้งสองสถานการณ์ แน่นอนว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านได้มันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะถ้าไม่ผ่าน จะบอกว่าไม่กระทบกับ คสช.เลยก็เป็นไปไม่ได้”

“แต่ถามว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไปตามที่ คสช.ต้องการทั้งหมดหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าไม่ใช่ เพราะว่าถ้าเราดูจากข้อเสนอของ คสช.ที่เสนอมาให้ กรธ. (คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ) เมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่า กรธ.จะปรับแก้ แต่ก็ปรับแก้ไขน้อยมาก ในที่สุดก็เลยเกิดคำถามประชามติคำถามที่สองออกมา แต่ถึงแม้จะมีคำพ่วงออกมา ผมดูตัวคำถามแล้วก็ไม่น่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรนัก แม้คำถามที่สองจะผ่านความเห็นชอบจากประชาชนก็ตาม”

ส่วนผลกระทบที่ คสช.จะต้องเจอ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คำนูณ คิดว่า “ตอนนี้ คสช.หรือรัฐบาลพยายามวางตัวอยู่เหนือร่างรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญที่ คสช.ร่างขึ้นมาเอง ต้องชี้แจงให้ชัดว่าแม้แต่ คสช.ขอมาครั้งสุดท้ายก็ยังได้รับไปนิดหน่อย เพราะฉะนั้นต้องทำให้เกิดประเด็นหรือความชัดเจนขึ้นมาว่าการประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่ประชามติพอใจหรือไม่พอใจ คสช. แต่เป็นเรื่องประชามติว่าพอใจหรือไม่พอใจร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คสช.ไม่ได้เป็นผู้ร่าง และก็มีหลักฐานปรากฏชัดเป็นหนังสือของ คสช.ที่ส่งถึง กรธ.เมื่อวันที่ 13 มี.ค.”

“ถ้ามันเกิดความชัดเจนขึ้นมาว่าการประชามติเป็นการประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ. มองโดยทั่วไปก็เหมือนว่าไม่เกี่ยวกับ คสช. เพียงแต่ว่าตามธรรมดาของการเลือกตั้งขนาดใหญ่หรือการลงประชามติ ผู้คนหรือสื่อมวลชนมักจะตีความว่าผลของการประชามติเป็นการสะท้อนความรู้สึกทางการเมืองของประชาชนต่ออำนาจรัฐในขณะนั้น”

แสดงว่าฝ่ายการเมืองกำลังพยายามใช้เกมนี้เพื่อบอกว่าการประชามติเป็นการประชามติว่าพอใจหรือไม่พอใจ คสช.? คำนูณ ตอบว่า “แน่นอน มันต้องเป็นอย่างนั้น ฝ่ายการเมืองที่ต่อต้าน คสช.ก็ต้องใช้ผลของการประชามติที่จะออกมา แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ แต่หากบังเอิญสมมติมีเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญประมาณ 10 ล้านเสียง ก็จะมีการบอกว่าคน 10 ล้านเสียงไม่พอใจ คสช. ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น ดังนั้น คสช.ก็ต้องมีปฏิบัติการทางข่าวสารให้ประชาชนเข้าใจว่าแม้ว่า คสช.จะเป็นผู้แต่งตั้ง กรธ. แต่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเป็นของ กรธ.อย่างอิสระ”

ทั้งนี้ ในทัศนะของคำนูณยังเชื่อว่าแม้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติ แต่สุดท้ายการเลือกตั้ง สส.ยังสามารถเกิดขึ้นได้ในปี 2560 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.กำหนดไว้

“คำพูดที่ยิ่งใหญ่ของหัวหน้า คสช.ที่เข้ามาและพูดย้ำตลอดเวลาว่าการเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่ในปี 2560 ผมว่าเป็นคำพูดที่ยากจะเป็นอื่น ถึงร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน มันก็มีวิธีการที่สามารถจะทำได้อีก แต่เป็นวิธีการใด จะต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 อีกครั้งหนึ่ง”

“ผมเชื่อว่าหลายคนคงคาดเดาได้ว่าเป็นวิธีการที่ไม่ใช่วิธีการแบบเดิม และไม่จำเป็นต้องไปลงประชามติอีกครั้งหนึ่ง เป็นวิธีการที่อาจจะคล้ายๆ กับที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2549 คือ ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งหรือหลายฉบับมาปรับแก้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน อาจจะโดย คสช.เองหรือโดยคณะกรรมการก็สามารถทำได้ภายใต้เวลาที่กำหนด ระยะเวลายังเหลือ เพราะผลประชามติจะออกมาภายในเดือน ส.ค. จะมีเวลาอีกหนึ่งปีครึ่งในการดำเนินการ”

“ผมว่าคงหนีไม่พ้นรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญ 2540, 2550, ฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ และฉบับปัจจุบัน แต่นี่เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น แต่สุดท้ายจะเป็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่”

ขณะเดียวกัน อีกประเด็นหนึ่งที่คำนูณให้ความสนใจ คือ ทิศทางของประเทศไทยหลังจากการทำประชามติ โดยวิเคราะห์ว่าประเทศไทยจะอยู่ในระบบประชาธิปไตยระยะเปลี่ยนผ่านไปอีก 5-6 ปี แม้จะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถยอมรับได้ เพียงแต่ช่วงระยะเวลานับจากนี้ คสช.จำเป็นต้องเร่งให้เกิดการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ที่มีผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม

“โดยภาพรวมน่าจะเป็นที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะอยู่ในสภาพการณ์ที่เป็นระบอบประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่านไปอีกระยะเวลาหนึ่ง ประมาณ 5 ปี บวกอีก 1 ปีเศษ เพราะเป็นที่ชัดเจนว่าเป็นความต้องการและเป็นมุมมองที่ทาง คสช.มองไว้ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับรอลงประชามติก็เขียนชัดเจนไว้ในบทเฉพาะกาล”

“เชื่อว่าโดยภาพรวมใหญ่ ประชาชนส่วนข้างมากก็น่าจะพอรับได้กับสถานการณ์ที่เป็นอย่างนี้ เพราะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายความขัดแย้งและการต่อสู้ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าสิ่งที่จะต้องคำนึงคู่ควรกันไป คือ เมื่อได้ระยะเวลาไปแล้ว อย่าลืมว่าตั้งแต่เปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาจนถึงเวลานี้เกือบ 2 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องเร่งและต้องทำให้เกิดเป็นรูปธรรม คือ ต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง หรือปฏิรูปประเทศในเรื่องใหญ่ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่พี่น้องประชาชนจับต้องได้ สัมผัสได้ หรือก่อให้เกิดผลที่มันเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิดของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศจริงๆ”

“เป็นเรื่องท้าทายนะ กับเวลาที่ได้ไป ได้มาแล้วเกือบ 2 ปี และกำลังจะต่อไปอีก 5-6 ปี ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะต้องยอมรับว่าระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา และอีก 5-6 ปีที่กำลังจะเข้ามา เป็นระยะเวลาที่เอื้อให้รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลต่อไปสามารถที่จะทำงานได้สะดวกและเต็มที่มากกว่ารัฐบาลในระบอบการเมืองตามปกติ”

“อย่างน้อยระยะเวลา 1 ปีกว่าๆ หลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง จะต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นที่เป็นที่ประจักษ์ การเปลี่ยนแปลงในเชิงปฏิรูป ซึ่งจะว่าเป็นเวลาที่น้อยก็น้อย แต่มองอีกก็เป็นเวลาที่ไม่ใช่น้อยเลย เพราะเป็นระยะเวลาที่มีอำนาจพิเศษอยู่ในมือ โดยอย่างยิ่งมาตรา 44 อยู่ในมือจนถึงมีรัฐบาลใหม่ ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนสนับสนุน คสช.โดยตรงหรือไม่อาจสนับสนุนแต่อยากเห็นบ้านเมืองมีความสงบ ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมชัดเจน”

สำหรับการปฏิรูปเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในความหมายของคำนูณ คือ การปฏิรูปตำรวจและการกระจายอำนาจ

“ตำรวจเป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญาขั้นต้น ถ้าสามารถทำตรงนี้ให้เกิดขึ้นและไม่มีข้อกังขาใดๆ ได้ และเป็นหลักประกันของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจริงๆ ผมว่ามันจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่อื่นๆ ตามมา แต่เราจะตกลงกันให้ชัดก่อน”

“ตลอดชีวิตตั้งแต่ที่ผมโตขึ้นมา ก็มีการพูดถึงการปฏิรูปตำรวจมาโดยตลอด แต่ว่าก็ไม่เคยทำได้อย่างชนิดที่เรียกว่าเป็นสารัตถะจริงๆ คือ เมื่อถึงวันนี้อย่างน้อยที่สุดมันต้องมีแผน ผมเข้าใจว่าที่ทางรัฐบาลมองว่าไม่อยากจะไปแตะเรื่องโครงสร้างในช่วงนี้ เพราะว่าอยากให้ตำรวจทำงานให้ได้ก่อน แต่ถามว่าถ้าภายใต้ในสภาวะที่มีอำนาจพิเศษเช่นนี้ยังไม่สามารถทำได้ แล้วจะไปทำได้ตอนไหน การไม่แตะในทันทีมันอาจจะเป็นไปได้ แต่อย่างน้อยมันต้องมีแผน”

“ต้องยอมรับว่าบทเรียนของนานาอารยประเทศ ระบอบประชาธิปไตยมันจะมีความมั่นคงสถาพรได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างระบอบประชาธิปไตยในระดับประเทศระดับบนอย่างเดียว แต่จะต้องก้าวขึ้นมาจากระดับท้องถิ่น ดังนั้นเรื่องตำรวจเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและต้องมีแผนชัดเจน วันนี้ 5 ปีนี้อาจจะแตะโครงสร้างใหญ่ไม่ได้ แต่ในยุทธศาสตร์ 20 ปี มันจะต้องฉายภาพให้เห็น”

“ดังนั้นโดยรวมแล้วประเทศไทยจะอยู่ในสภาวะที่มีระบอบพิเศษและกึ่งพิเศษรวมๆ แล้วเกือบ 8 ปี เมื่อนับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 เพราะฉะนั้นในระยะเวลานี้จะต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ชนิดที่เป็นการปฏิรูปให้เกิดเป็นรูปธรรมให้ได้ และถ้ายังสร้างไม่ได้ มันก็ต้องมีแผนชัดเจนที่จะต้องเกิดขึ้นให้มองเห็นชัดเจน ไม่เช่นนั้นมันก็จะทำให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์”

ประตูนายกฯคนนอก ปิดเกือบสนิท

โฟกัสมาที่คำถามพ่วงประชามติอีกหนึ่งคำถามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำหนดว่า “เพื่อให้การปฏิรูปประเทศต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดใน บทเฉพาะกาลว่าระหว่าง 5 ปีแรกนับตั้งแต่มีรัฐสภาชุดแรก ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” คำนูณ มองว่าจะไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองมากนัก แม้ว่าคำถามนี้จะได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก็ตาม

“ประเด็นที่มาของนายกฯ เป็นประเด็นที่สำคัญมากผมก็แปลกใจเหมือนกันที่หลายฝ่ายที่ออกมาต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดโอกาสให้มีนายกฯ คนนอก ผมกลับเห็นตรงกันข้ามว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปิดทางนายกฯ คนนอก”

“คำว่านายกฯ คนนอกในที่นี้ คือ นายกฯ นอกพรรคการเมือง เพียงแต่ว่านายกฯ จะเป็นหรือไม่เป็น สส.ก็ได้ แต่โดยระบบปกติของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันเปิดโอกาสให้มีแต่นายกฯ ที่เป็นคนของพรรคการเมือง เพราะว่าที่มานายกฯ คือ ก่อนปิดรับสมัครเลือกตั้ง สส. ให้แต่ละพรรค การเมืองเสนอได้ไม่เกินพรรคละ 3 ชื่อ และพรรคที่จะเสนอชื่อให้สภาเลือกนายกฯ ได้ก็ต้องมี สส. 5% หรือ 25 คนขึ้นไป ดูจากสถิตเลือกตั้งเก่าที่มีพรรคการเมืองมี สส.เกิน 25 คนแล้ว จะทำให้มีแคนดิเดตนายกฯ ขึ้นบัญชีอยู่ประมาณ 15 คน และเมื่อมีการเปิดสภาแล้ว เสนอชื่อใครก็ได้ใน 15 คนนี้
แล้วมาแข่งขัน ตรงนี้เป็นระบบปกติ”

“โดยสถานการณ์แล้ว ไม่มีพรรคการเมืองพรรคไหนที่จะไปเสนอชื่อคนอื่นที่ไม่ใช่หัวหน้าพรรคตัวเองหรือเป็นคนใกล้ชิดพรรคของตัวเอง เพราะถ้าเสนอคนอื่นไปจะถูกโจมตีแหลกลาญว่าเป็นนอมินีให้คนอื่นหรือเปล่า นอกจากนี้ไม่มีคนนอกพรรคการเมืองคนไหน หรือคนกลางทางการเมืองคนไหนที่จะไปเซ็นยินยอมให้พรรคการเมืองใดเสนอชื่อตัวเองตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้ง เพราะยังไม่รู้ผลการเลือกตั้งและไม่รู้อนาคต และการเซ็นยินยอมดังกล่าวจะทำให้คนนั้นสูญเสียความเป็นคนนอกพรรคการเมืองและความเป็นคนกลางนั้นไปแล้ว”

“ดังนั้น โดยระบบนี้นายกฯ ที่จะได้มาจึงต้องเป็นคนในพรรคการเมืองหรือใกล้ชิดพรรคการเมือง โอกาสที่จะได้คน นอกพรรคการเมืองหรือคนกลางทางการเมืองอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เกือบเท่ากับศูนย์”

“คำถามพ่วงออกมา เพียงแต่ให้ระยะ 5 ปีแรกในการเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหนงนายกฯ เป็นการเลือกของที่ประชุมร่วมรัฐสภา คือ แค่ให้ สว.ไปร่วมโหวตด้วย แต่ สว.เสนอชื่อเองไม่ได้ โดยการเลือกนายกฯ จะต้องเลือกมาจากบัญชีของพรรคการเมืองเท่านั้น ดังนั้นการเอา สว.เข้าไปโหวตด้วย มันก็ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก มันก็กลายเป็นว่าเอา สว.ไปเลือกนายกฯ จากตัวเลือกที่มีของพรรคการเมือง”

“ตรงนี้ผมถึงบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญที่ก่อให้เกิดนายกฯ คนนอกหรอก แต่เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ปิดประตูนายกฯ คนนอกเกือบสนิท เหตุที่ยังไม่สนิท จะมีเหตุตามบทเฉพาะกาล มาตรา 272 เท่านั้นที่ให้สามารถเลือกนายกฯ นอกบัญชีของพรรคการเมืองได้ หากรัฐสภามีมติเห็นด้วย”

คำนูณ สรุปว่า ถ้าประชามติผ่านทั้งสองคำถาม ในทางปฏิบัติจะมีการประชุมร่วมรัฐสภา ก็แปลว่าคนที่ได้รับเลือกนายกฯ จะมาจากบุคคลในบัญชีพรรคการเมือง โดยรัฐสภาต้องมีมติเสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือ 375 คน จาก สส.และ สว.ทั้งหมด 750 คน ลำพัง สส.ฝ่ายเดียวคงหาเสียงขนาดนั้นได้ยาก คงต้องมีเสียง สว.ไปร่วมด้วย ถ้าได้ก็ได้ไป แต่ถ้าไม่ได้ สส. 250 คน ทำหนังสือถึงประธานรัฐสภาขอให้เปิดประชุมรัฐสภาเพื่อมีมติยกเว้นให้ไม่ต้องเลือกนายกฯ จากบัญชีพรรคการเมือง ก่อนกลับมาประชุมร่วมกันในรัฐสภาอีกครั้งเพื่อเลือกนายกฯ โดยสามารถเลือกบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมืองได้

“แต่ผมว่ามันก็คงวุ่นพอดูนะ ถ้าเกิดสถานการณ์แบบนั้นขึ้นมา การจะเกิดสถานการณ์อย่างนั้นขึ้นมาได้ หมายความว่า สว.ต้องงดออกเสียงในการเลือกนายกฯ ครั้งแรก ซึ่งมันคงเป็นประเด็นทางการเมืองตามมาพอสมควร”

สิทธิประชาชนยังกังขา ขาดกลไกแก้วิกฤต

คำนูณ สิทธิสมาน ในฐานะอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ความเห็นเกี่ยวกับภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยระบุว่ามีจุดที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และยังเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ว่าจะเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง

“ข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ คือ มาตรการการคัดคนเข้าสู่ระบบทางการเมืองมีความเข้มข้นมากขึ้น มาตรการในการดำเนินการกับผู้กระทำทุจริตก็มีความเข้มข้น แต่ประเด็นที่เป็นจุดวิพากษ์วิจารณ์น่าจะมี 2 จุด จุดแรก คือ วิธีการเขียนร่างรัฐธรรมนูญในหมวดสิทธิเสรีภาพที่ใช้วิธีการเขียนแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 อันนี้มีข้อถกเถียงในทางวิชาการมากพอสมควร”

“ในการปรับแก้ไขครั้งสุดท้าย กรธ.ก็ได้ปรับเพิ่มเติมเนื้อหาเข้าไปมาก แต่แยกเอาไว้ในหมวดหน้าที่ของรัฐ ไม่ได้อยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพทั้งหมด ซึ่งเป็นประเด็นทางวิชาการว่าแบบไหนมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป เป็นข้อถกเถียงในทางวิชาการว่าจะเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ให้ประชาชนมีสิทธิก่อนหรือจะไปบังคับรัฐเป็นตัวตั้ง ก็สุดแท้แต่มุมมอง”

“ถ้าเขียนให้ประชาชนเป็นประธาน คือ เรามีอย่างสิทธิอย่างนี้ พอเรามีสิทธิอย่างนี้ ผู้มีหน้าที่ก็ต้องจัดให้เรา ถ้าไม่จัดให้ก็เป็นสิทธิในการฟ้องร้อง แต่ถ้าไม่ได้เขียนไว้ในหมวดสิทธิเสรีภาพแต่เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดให้ แล้วรัฐไม่ได้ทำ เราไปฟ้องร้องรัฐได้หรือไม่ ก็เป็นประเด็นที่ต้องดูกันต่อไป”

“โดยหลักวิชาการก็น่าจะเขียนให้ประชาชนเป็นประธาน ที่ผ่านมาก็เป็นการเขียนที่คุ้นชินกันมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เพราะฉะนั้นเมื่อมีการปรับวิธีการเขียนใหม่ ก็ก่อให้เกิดประเด็นคำถามขึ้นมา แต่ในเมื่อท่านชี้แจงว่าไม่ต่างกันก็ต้องพิสูจน์กันไป”

อดีต กมธ.ยกร่างฯ แสดงทัศนะเพิ่มว่า อีกประเด็น คือ ประเด็นทางการเมือง ได้แก่ ระบบการเลือกตั้ง สส.และที่มาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นระบบที่ไม่เคยใช้ที่ไหนในโลกเข้ามาใช้

“ระบบเลือกตั้ง สส. การให้มี สส.เขตและบัญชีรายชื่อ แต่ให้เลือกโดยบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว คือ เลือก สส.เขต ข้อดีก็มีตามที่ กรธ.ชี้แจง ข้อด้อยก็มีหลายตามที่แต่ละฝ่ายแสดงความเห็นกันมาก ในส่วนของผมเห็นว่าข้อด้อยที่สำคัญที่สุด คือ เป็นการตัดโอกาสพรรคการเมืองขนาดเล็ก ตัดโอกาสพรรคเกิดใหม่ ไม่ให้มีตัวแทนในสภาผู้แทนราษฎรแม้แต่หนึ่งหรือสองคน คือ พรรคเล็กและพรรคเกิดใหม่ที่เคยหวังคะแนนเสียงจากคะแนนบัญชีรายชื่อและสามารถมี สส.ในสภาได้ 1-3 คน ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในระบบนี้ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นการตัดทางเลือกของประชาชนไป”

“ถ้าระบบการเลือกตั้ง สส.แบบบัตรสองใบ มันจะมีพรรคเกิดใหม่ พรรคความคิดใหม่ๆ ที่เขาอาจจะมีคะแนนความนิยมอยู่กระจายทั่วประเทศ แต่ไม่มีคะแนนนิยมเขตใดเขตหนึ่งเป็นการเฉพาะ เขาเลือกส่งเฉพาะบัญชีรายชื่อ ไม่จำเป็นต้องส่งผู้สมัคร สส.ให้ครบทุกเขต พอมีคะแนนบัญชีรายชื่อจากทั่วประเทศรวมเข้ามาสักหนึ่งแสนคะแนน เขาก็มี สส.ได้หนึ่งคน แต่พอเป็นระบบในร่างรัฐธรรมนูญก็หมดสิทธิ เพราะคะแนนบัญชีรายชื่อจะมาจากคะแนนของการเลือกตั้ง สส.ระบบเขต จะส่งเขตเดียวก็ไม่พอ ก็ต้องส่งให้มากที่สุด ผมเห็นว่าเป็นจุดที่ไม่ค่อยเห็นด้วยนัก”

“อีกประการหนึ่ง คือ เรื่องที่มาของนายกฯ ซึ่งไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริงเหมือนกันว่าระบบนี้จะก่อให้เกิดข้อดีมากกว่าข้อเสียอย่างไร ข้อเสียข้อหนึ่งที่ผมพูดมาตลอด คือ ชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอกันมาพรรคละไม่เกิน 3 รายชื่อ มันจะคาอยู่ตลอดอายุของสภาผู้แทนราษฎร และถ้ามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อย่างการเปลี่ยนตัวนายกฯ โดยที่ไม่มีการยุบสภาจะเลือกนายกฯ อย่างไร หรือจะให้ สว.เข้าไปเลือกด้วยก็แล้วแต่ มันก็ต้องเลือกแต่บัญชีของพรรคการเมืองเท่านั้น ซึ่งมันทำให้เป็นการปิดทางเลือกในการแก้ไขปัญหาในขณะนั้น”

“ถ้าเราจะเขียนว่านายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็น สส. เราก็มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดกว้างไว้ในกรณีที่มีความจำเป็น ก็ให้มีคนที่ไม่ได้เป็น สส.และมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงนั้นสามารถขึ้นมาเป็นนายกฯ ได้ ถ้าเราต้องการแสดงเจตนารมณ์เพื่อต้องการนายกฯ เป็น สส.ก่อน เราก็อาจจะใช้คะแนนเสียงที่แตกต่างกันก็ได้ เช่น ให้สภามีมติเกินกึ่งหนึ่ง หรือ ถ้าคนนั้นไม่ได้เป็น สส. ก็ให้สภามีมติ 2 ใน 3 ก็สุดแล้วแต่”

“แต่พอไปล็อกไว้ว่านายกฯ ต้องมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ได้เสนอไว้ ในที่สุดก็จะเป็นแต่คนของพรรคการเมืองเท่านั้นที่เป็นนายกฯ และจะไม่ได้คนที่มีความทันและความเหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงนั้นที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ได้มีการเลือกตั้งใหม่ ตรงนี้เป็นระบบที่ผมเห็นว่ามีปัญหา ส่วนตัวได้มีการเสนอความคิดเห็นไปแล้วตั้งแต่เปิดร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้มีการแก้ไขในจุดนี้”

สุดท้าย ในเรื่องของการสร้างความปรองดองผ่านกลไกตามร่างรัฐธรรมนูญ คำนูณ มองว่า การสร้างความปรองดองไม่ได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ แต่จะอยู่ที่นโยบายและทิศทางของรัฐบาลชุดนี้

“การปรองดองไม่น่าจะใช่เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ที่เราจะต้องดูกันต่อไปในช่วงสุดท้าย คือ ช่วงหนึ่งปีก่อนจะมีการเลือกตั้งมากกว่าว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งเท่าที่ดู คือ คิดว่าก็คงมีนโยบายในเรื่องนี้ออกมาช่วงปี 2560”

“อย่างน้อยบรรยากาศก่อนที่จะไปสู่การเลือกตั้งมันน่าจะมีความคลี่คลายในระดับหนึ่ง แต่ว่ามันจะเป็นอย่างไรก็ต้องดูกันต่อไป เพราะดูในทิศทางแล้ว รัฐบาลต้องการให้ทุกอย่างดำเนินการไปตามกฎหมาย แต่ผมเองเห็นว่าในส่วนที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายก็ควรดำเนินไป แต่ส่วนที่เกี่ยวกับประชาชน ถ้ามันมีประเด็นใดที่สามารถคลี่คลาย ในบางคดีที่ไม่ใช่คดีความมั่นคง มันก็ต้องมีการพูดกันว่าจะทำอย่างไร เพราะมันเป็นภาระแก่ทุกฝ่ายในการต่อสู้คดี และแต่ละคดีมีผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำนวนมาก สิ้นเปลืองงบประมาณในการดำเนินการทางกฎหมายและการต่อสู้คดี”

“ส่วนตัวขณะนี้ยังมองไม่เห็นว่าทิศทางของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร เพราะขนาด สนช.พยายามจะเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาก็ถูกชะลอเอาไว้ เพราะดูเหมือนว่ารัฐบาลมีทิศทางที่ต้องการทำเรื่องนี้ในปี 2560” คำนูณ ทิ้งท้าย

 

ก่อการร้ายโลกขยายพันธุ์ ตำรวจไทยต้องพร้อมรับมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2559 เวลา 06:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/427662

ก่อการร้ายโลกขยายพันธุ์ ตำรวจไทยต้องพร้อมรับมือ

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ทุกเวลา โดยเฉพาะเมื่อโลกเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างในปัจจุบัน แน่นอนว่าไม่มีพื้นที่ใดปลอดภัย 100%

ในส่วนของประเทศไทย แม้ว่าจะไม่ได้มีสถานะเป็นคู่ขัดแย้งกับขบวนการก่อการร้ายโดยตรง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าแต่ละปีมีชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยวอย่างมากหน้าหลายตา

นั่นนำมาซึ่งความเสี่ยง…

พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ (ผบก.ตท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าตำรวจสากลประจำประเทศไทย ยอมรับว่า ทุกวันนี้รูปแบบการก่อการร้ายมีการพัฒนาขึ้นไปสูงมาก และประเทศไทยมีความเสี่ยงจากการเดินทางเข้า-ออก ของชาวต่างชาติ เนื่องจากเข้า-ออกง่าย แต่ตรวจสอบเป็นรายบุคคลได้ยาก เพราะอุปกรณ์และเทคโนโลยีไม่ดีพอ

“ทุกวันนี้มีชาวต่างชาติใช้หนังสือเดินทางผิดปกติอยู่ภายในประเทศไทยราวๆ 100 คนเศษ ซึ่งเราไม่รู้เจตนาว่าเขาเข้ามาทำอะไร แต่แน่นอนว่าไม่มาดีแน่นอน” พล.ต.ต.อภิชาติ ระบุ

พล.ต.ต.อภิชาติ ให้ภาพต่อไปว่า ท่ามกลางความเจริญก้าวหน้าและการจับมือกันระหว่างประเทศเพื่อสร้างเศรษฐกิจร่วมกันในอาเซียน กลับพบว่าการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันกลับไม่รุดหน้าเลยแม้แต่น้อย ซึ่งในอนาคตการท่องเที่ยวจะสร้างเศรษฐกิจให้ดี แต่การเข้ามาของนักท่องเที่ยวก็จะเป็นปัญหาหากไม่มีมาตรการที่รัดกุมพอ

“ลองคิดดูว่าการกระทำความผิดจะง่ายขึ้นมากแค่ไหน ต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้ฐานข้อมูลอาชญากรรมมันเชื่อมโยงกัน เรายังไม่เชื่อมโยงกันแต่ก็รวมตัวกันแล้ว” หัวหน้าตำรวจสากลประจำประเทศไทย ระบุ

นายตำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศรายนี้ ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า กรณีคนเวียดนามเข้ามาไทย ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่ามีหมายจับติดตัวมาหรือไม่ ที่สำคัญคือไม่มีเวลาตรวจสอบบุคคล เต็มที่ไม่เกิน 1 นาที มันไม่ทันแน่นอน อีกอย่างประเทศเราการท่องเที่ยวทำรายได้มาก เราก็ต้อนรับมาให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็แฝงอาชญากรมาด้วย การท่องเที่ยวเลยต้องเน้นคุณภาพ และก็ต้องรับปริมาณที่มากได้เช่นกัน แต่เราลงทุนช้าไปแล้วกับการตรวจสอบ

หนึ่งในแนวทางการป้องกันคือการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนเพื่อให้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติและการก่อการร้าย เพื่อให้เป็นหูเป็นตาช่วยเจ้าหน้าที่รัฐ

“รัฐไหนจะมั่นคงปลอดภัยคนในรัฐต้องมีความรู้ ผมถามว่าคนไทยรู้หรือไม่ว่าการก่อการร้ายแท้จริงคืออะไร อาชญากรรมข้ามชาติเป็นแบบไหน เข้าอีเมลหลอกลวงก็มีสิทธิเสียหายได้ เรารู้กันดีแล้วหรือยัง” พล.ต.ต.อภิชาติ ตั้งคำถาม

อย่างไรก็ตาม นับว่าประเทศไทยก็มีการตื่นตัวมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะที่ผ่านมาบ้านเรามีเหตุรุนแรงจึงทำให้ประชาชนตื่นตัว

สำหรับการอุดช่องโหว่เบื้องต้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้อนุมัติหลักการเพื่อบูรณาการระบบตรวจหนังสือเดินทางของประเทศไทยให้เชื่อมโยงกับระบบข้อมูลของตำรวจสากล

พล.ต.ต.อภิชาติ อธิบายว่า ทันทีที่ชาวต่างชาติยื่นหนังสือเดินทางเข้าประเทศ ข้อมูลของเขาเหล่านั้น ทั้งชื่อ เลขหนังสือเดินทาง จะลิงก์ตรงไปยังฐานข้อมูลของตำรวจสากล ซึ่งจะทำให้รู้ว่าบุคคลนั้นเป็นใคร เคยก่อคดีมาหรือไม่ ซึ่งคาดว่าอีกไม่เกิน 2-3 เดือนข้างหน้า ระบบนี้ก็จะมีผลบังคับใช้แล้ว

ขณะที่ช่วงปลายปี 2560 รัฐบาลอนุมัติให้สร้างเครื่องมือตรวจสอบบุคคลแบบไบโอเมตริกส์ ที่จะตรวจชีวภาพของบุคคล ผ่านลายนิ้วมือหรือม่านตาแทนการยืนยันตัวบุคคลผ่านหนังสือเดินทางเพียงอย่างเดียว

ผบก.ตท. ให้ข้อมูลต่อไปอีกว่า ทุกวันนี้ตำรวจสากลให้ความสำคัญอยู่ 3 อย่าง 1.การป้องกันการก่อการร้าย 2.การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม 3.จะทำอย่างไรให้ความมั่นคงทางไซเบอร์มีความปลอดภัย ทั้งหมดนี้คือหัวใจของตำรวจสากลในยุคนี้ แล้วถามว่า 3 อย่างนี้เป็นหน้าที่ของใคร คำตอบก็คือเป็นงานของตำรวจทั้งหมด

“ผมห่วงสุดคือข้อ 3 ความมั่นคงทางไซเบอร์ ถามว่าเรามีทรัพยากรบุคคลที่ชำนาญด้านนี้พอหรือยัง เรามีน้อยมาก ตำรวจ 2 แสนกว่าคน จะมีกี่คนที่จบทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มันน้อยมาก แล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไร เราจะไปคัดคนที่จบด้านคอมพิวเตอร์มารับราชการเหรอ มันไม่ได้หมายความว่าทุกคนอยากเป็นตำรวจ”

ข้อเสนอจากนายตำรวจที่คลุกคลีงานต่างประเทศมานับ 10 ปี ก็คือต้องไปแสวงหาความร่วมมือกับบริษัทเอกชนที่ทำงานด้านคอมพิวเตอร์มาร่วมกันทำงานให้ได้ เพิ่มศักยภาพของตำรวจเพียงฝ่ายเดียวมันจะไม่มีทางได้ผลสัมฤทธิ์ออกมา

“ผมยังยืนยันว่าเรื่องสำคัญที่สุดคือการแสวงหาความร่วมมือในกิจการระหว่างประเทศ” พล.ต.ต.อภิชาติ ย้ำ

รัฐต้องลงทุนในเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพราะนั่นเป็นหัวใจของการป้องกันภัยก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ

 

รื้อใหญ่วัดผลงานส่วนราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2559 เวลา 07:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/427434

รื้อใหญ่วัดผลงานส่วนราชการ

โดย…ปริญญา ชูเลขา

แนวทางการประเมินผลงานส่วนราชการแบบใหม่ที่รัฐบาลต้องการนำมาแก้ปัญหาเกียร์ว่างระบบเล่นพรรคเล่นพวก หรือการซื้อขายตำแหน่ง โดยมี ชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในฐานะหน่วยงานหลักในการให้เกรด หรือประเมินผลงานหน่วยราชการทั้งหมด โดยแบ่งการให้เกรดออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับคุณภาพ A คือ ดีมาก ระดับมาตรฐาน B คือ พอใช้ และระดับปรับปรุง C คือ ตก

เป้าหมายสำคัญของแบบฟอร์มประเมินผลงานในครั้งนี้ ต้องการกระตุ้นให้ทุกหน่วยงานรัฐกระตือรือร้นในการพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงที่กำกับดูแลหน่วยงานรัฐ ต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์และเห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองจากระบบเส้นสาย เล่นพรรคเล่นพวก หรือการซื้อขายตำแหน่ง เพราะจากนี้ไปการแต่งตั้งโยกย้ายจะพิจารณาจากผลการประเมินของ ก.พ.ร.เท่านั้น

ก.พ.ร.ยก 5 ดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพ

ชูเกียรติ กล่าวว่า แม้ ก.พ.ร.ไม่ใช่เจ้าภาพหลักในการบูรณาการการทำงานระบบราชการ แต่ ก.พ.ร.เป็นเสมือนองค์กรที่คอยประสานและกำกับให้ทุกส่วนราชการปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น ดังนั้นหากหน่วยงานใดระดับการให้คะแนนไม่ดี ทาง ก.พ.ร.จะเข้าไปตรวจสอบทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดไม่เชื่อมโยงการทำงานกัน หรือมีปัญหาสิ่งใดก็จะเข้าไปให้คำแนะนำทันที

เลขาฯ ก.พ.ร. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ก.พ.ร.ถูกมองว่าไม่มีอำนาจให้คุณหรือให้โทษหน่วยงานรัฐใดๆ ได้ แต่ยืนยันว่าแม้ ก.พ.ร.จะไม่มีอำนาจดังกล่าว แต่ก็มีอำนาจที่เป็นผลข้างเคียงในตอนให้คะแนนเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในฤดูแต่งตั้งโยกย้าย เดือน เม.ย. และ ต.ค. โดยในช่วงต้นของการประเมิน ก.พ.ร.จะชี้แนะ แต่หน่วยงานใดยังนิ่งเฉยยังไม่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นในการพัฒนาระบบราชการ ยิ่งมีตัวชี้วัด 5 ดัชนีเข้ามากำกับด้วย ย่อมไม่เป็นผลดีต่อหน่วยงานรัฐที่ไม่พัฒนาหรือปรับปรุงตัวเอง นั่นคือสอบตก

ทั้งนี้ ตัวอย่างที่เห็นชัด คือการประเมินเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ทางกรมบัญชีกลางจะมีตัวชี้วัดอยู่ในมือที่จะคอยติดตามประเมินผลงานตามเป้าหมาย และเวลาที่กำหนดให้เบิกจ่ายเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ เพราะบางหน่วยงานขอตั้งงบประมาณไว้จำนวนมากเหลือเกิน แต่กลับไม่มีการใช้งบประมาณใดๆ เลย ทำให้การอัดฉีดระบบเศรษฐกิจไม่ดีเท่าทีควร ดังนั้นทาง ก.พ.ร.ก็จะนำตัวเลขเหล่านี้มาใช้ให้คะแนนสอบผ่านหรือสอบตก

ชูเกียรติ กล่าวว่า อยากยืนยันว่าดัชนีชี้วัดเหล่านี้ไม่ใช่การจับผิด แต่ต้องการวัดศักยภาพ 5 ด้านของหน่วยงานรัฐ คือ 1.ประสิทธิภาพในงานพื้นฐานของแต่ละส่วนราชการ หรืองานตามกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย 2.ประสิทธิภาพในการทำงานตามยุทธศาสตร์ เช่น การปราบปรามการค้ามนุษย์ การปราบปรามยาเสพติด โดยจะเน้นตามนโยบายรัฐบาลเป็นหลัก ดังนั้นหากงานปกติ หน่วยงานใดเกี่ยวข้องกับงานยุทธศาสตร์ชาติ ย่อมจะถูกดึงมาให้ได้รับความสำคัญในการประเมินผลเป็นอันดับแรก

แก้ปัญหาแบบเดิมๆ ไปไม่รอด

3.ประสิทธิภาพในการบูรณาการหรือประสานงาน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ภัยแล้ง การบริหารจัดการน้ำต้องมีการประสานงานและบูรณาการการป้องกันภัยแล้งเป็นอย่างไร มีกี่กระทรวง ทบวง กรมเกี่ยวข้อง ดังนั้นจะไม่มีการทำงานแบบเดิมๆ คือต่างคนต่างทำ เหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์เมื่อประกอบกันแล้วกลายเป็นพิการ เพราะกระจัดกระจายกันทำ ทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพย่อมต้องสอบตก ดังนั้นจากนี้มีภารกิจงานปกติกับภารกิจยุทธศาสตร์ จะมีความชัดเจน คือ แต่ละกระทรวงต้องทำให้ดีทั้งทำคนเดียวและทำร่วมกัน

4.ประสิทธิภาพในการผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อบริหารจัดการและบริการประชาชน เพื่อไม่ให้การทำงานย่ำอยู่กับที่ ต้องคิดสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เหมือนการทำงานในภาคเอกชนหากอยู่กับที่ก็ตายเมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล เหมือนร่างกายจะอยู่เฉยๆ ไม่ขยับเขยื้อนไม่ได้ การบริการประชาชนก็เช่นกันต้องเร็ว ไม่ใช่ 10 ปีก่อนเคยทำกันอย่างไร ตอนนี้ก็ยังทำกันอย่างนั้น

“ปัจจุบันก็ยังทำกันอยู่แบบเดิมๆ ไม่ก้าวทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป นี่คือต้นเหตุปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ดังนั้นต้องคิดนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับการบริหารบุคคล งบประมาณ และองค์กร คือ การปรับปรุงวิธีการการให้บริการประชาชน เช่น การทำหนังสือเดินทาง การต่อทะเบียนรถยนต์ ล้วนต้องมีนวัตกรรมเข้ามาให้บริการประชาชน เพราะต้องแข่งกับความรวดเร็ว”

5.ประเมินผลงานในภาพรวมขององค์กร รวมถึงนำดัชนีชี้วัดจากภายนอกนำมาวัดผลด้วย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพราะต้องยอมรับดัชนีภายนอกด้วย เพื่อนำมาเป็นกระจกสะท้อนการทำงานของตัวเอง เพื่อนำมาพัฒนาระบบบริหารราชการที่เป็นจุดอ่อน ตัวอย่างเช่น ธนาคารโลกจะใช้วิธีสุ่มสำรวจความคิดเห็น ความยากง่ายในการจัดตั้งธุรกิจ เริ่มจดทะเบียน ยากไหม การขออนุญาตก่อสร้าง ภาษี การขอสาธารณูปโภค แหล่งสินเชื่อ ส่วนราชการใดเข้ามาเกี่ยวข้องทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ ใช้เวลาหรือเอกสารหลักฐานกี่ชิ้น มีความวุ่นวายมากน้อยแค่ไหน เพราะทุกขั้นตอนคือต้นทุน
โดยจะพิจารณาว่าสิ่งที่เป็นปัญหาหรืออุปสรรคเกิดจากหน่วยงานเพื่อนำไปตรวจสอบและปรับปรุง ถือเป็นตัวชี้วัดและนำมาพิจารณาให้คะแนนด้วย

ชูเกียรติ กล่าวว่า โดยหลักแล้วการประเมินผลงานกับประเมินประสิทธิภาพตัวบุคคลย่อมต้องทำไปพร้อมๆ กัน แต่สิ่งที่เรากังวลคือ ประเมินตัวบุคคลกับการประเมินหน่วยงาน เพราะขณะนี้ได้พยายามปรับเกณฑ์การประเมินทั้งสองส่วนให้คล้ายๆ กัน เพื่อจะได้พิสูจน์การทำงานของหน่วยงานกับคนต้องไปด้วยกัน ดังนั้นดัชนีชี้วัดที่สำคัญคือ หนึ่ง สอง และสาม ต้องมี เพราะผลงานดีย่อมเกิดกับ 3 ตัวชี้วัดนี้ เพราะบางครั้งผลงานดีในบางข้อ เช่น ข้อหนึ่ง เพราะลูกน้องทำหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญส่วนราชการต้องประเมินตัวเอง เพราะแต่ละดัชนีมีตัวกำหนดชัดเจน โดยที่ ก.พ.ร.จะคอยกำกับอย่างใกล้ชิด กล่าวคือ ทางส่วนราชการประเมินตัวเองมาก่อน แต่ทาง ก.พ.ร.ก็จะประเมินซ้ำอีกครั้งว่าเป็นไปตามนั้นหรือไม่ แล้ว ก.พ.ร.จะดูว่าสิ่งที่ส่วนราชการพูดทำได้จริงหรือไม่ ในอดีตเวลาประเมินตัวเองก็พรรณนาโวหารเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อจากนี้ไปต้องมีตัวเลขหรือสถิติต้องชัดเจน พร้อมกับต้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์ด้วย

‘ปลัด-อธิบดี’ ไม่ผ่านเกณฑ์มีเสียว

เขายกตัวอย่างว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีตัวเลขและสถิติการปราบปรามอาชญากรรมหรือยาเสพติด ปราบปรามได้ตัวเลขที่เยอะและดีมากๆ ปีละเป็นพันๆ ราย แต่ขัดแย้งในทางยุทธศาสตร์ในด้านป้องปรามต้องหมดและสิ้นไป แต่เหตุใดแนวโน้มอาชญากรรมหรือยาเสพติด
ไม่ได้ลดลงเลย นี่คือสิ่งที่ต้องคุยกัน หรือปัญหาแรงงานต่างด้าวมีระบบจดทะเบียนทุกปี แต่กลับพบว่าตัวเลขแรงงานเถื่อนกลับยังมากขึ้น เป็นไปได้อย่างไร นี่คือต้องแยกให้ชัดระหว่างงานประจำกับงานยุทธศาสตร์ จึงต้องตอบโจทย์เหล่านี้ให้ได้

เลขาฯ ก.พ.ร. ยืนยันว่า ก.พ.ร.เป็นคนประเมินคนแรกว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่มีแน่นอนที่ใครจะแอบส่งผลการประเมินให้กับรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับติดตามส่วนราชการนั้นๆ ได้ง่ายๆ เพราะตัวผลงานจะเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่ แต่คงอาจจะบอกไม่ได้ว่าผู้บริหารหน่วยงานนั้นๆ จะบอกกับรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะคนให้คะแนนเป็นจริงหรือไม่ แต่หากปรากฏชัดเจนในแบบประเมินพบว่าทำงานไม่ได้เรื่อง แล้วจะปล่อยให้เป็นปลัดหรืออธิบดีคนนี้ทำงานต่อไปได้อย่างไร

ดังนั้น ในฝ่ายบริหารจะเป็นคนให้ผ่านในท้ายที่สุดว่า ดีมาก พอใช้ หรือตก ถึงอย่างไรก็ตาม 5 ดัชนีกับเกณฑ์ในการประเมินเหล่านี้คือ ภูมิคุ้มกันเป็นอย่างดีเกี่ยวกับปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม เพราะเกณฑ์ใหม่ครั้งนี้ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน จุดอ่อนจุดแข็งการทำงานเป็นอย่างไร และช่วยการแต่งตั้งโยกย้ายจะได้เห็นภาพการทำงาน ดังนั้นการฟ้องร้องต่อศาลปกครองจะได้รู้กันว่าหลักฐานการทำงานเป็นอย่างไร จะไม่มีการใช้ความรู้สึกหรือไม่ชอบหน้ากันก็จะย้ายกันได้ง่ายๆ แต่พอพบว่ามีผลงานเต็ม การโยกย้ายก็ลำบากใจ ดังนั้นทุกคนต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีผลงาน

 

บิ๊กโย่ง : อยู่ที่นี่ไม่เคยใช้อำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2559 เวลา 07:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/427059

บิ๊กโย่ง : อยู่ที่นี่ไม่เคยใช้อำนาจ

โดย…ชนิกา สุขสมจิตร

กว่า 8 เดือนแล้วกับการทำหน้าที่ รมว.พลังงาน ของ “บิ๊กโย่ง” พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ท่ามกลางประเด็นร้อนๆ ต้องผลักดันไปสู่เป้าหมาย “โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสสัมภาษณ์ พล.อ.อนันตพร ถึงการทำงานที่ผ่านมาและสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

พล.อ.อนันตพร เกริ่นนำว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงานมีหน้าที่นำนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยที่ผ่านมาได้ยึดหลัก 3 ด้าน คือ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ในการขับเคลื่อนผ่านแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว พ.ศ. 2558-2579 ประกอบไปด้วย แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) แผนอนุรักษ์พลังงาน แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง

“ความมั่นคงด้านพลังงาน คือ การมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอสำหรับประชาชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และท่องเที่ยว ส่วนความมั่งคั่ง คือ การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การดูแลราคาพลังงาน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และค่าไฟฟ้า ให้เป็นธรรมต่อผู้ใช้และผู้ผลิต ในขณะที่ความยั่งยืน หมายถึงการส่งเสริมพลังงานทดแทน และใช้พลังงานที่มีการปล่อยมลพิษในระดับเหมาะสม รวมทั้งการรักษาสมดุลระหว่างการมีไฟฟ้าใช้กับสิ่งแวดล้อม” พล.อ.อนันตพร กล่าว

พล.อ.อนันตพร บอกว่า ปัจจุบันกระทรวงพลังงานไม่ได้มีอำนาจเหมือนตอนตั้งขึ้นมาใหม่ๆ เพราะได้แยกการบริหารออกเป็น 2 ส่วน คือ ด้านการจัดวางนโยบาย กระทรวงพลังงานจะเป็นผู้ดูแล และด้านการกำกับดูแลจะมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระเข้ามารับผิดชอบ ดังนั้น กระทรวงจึงมีหน้าที่เพียงการติดตามงานของเรกูเลเตอร์ ซึ่งมีทั้งสอบถามและให้ความเห็น แต่ไม่เคยเข้าไปแทรกแซง

“การทำงานของผมไม่ได้ชี้โน่นชี้นี่อะไรได้ ต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล มีเรกูเลเตอร์ดูแล มีหลายคนชอบต่อว่า รมว.พลังงาน ใช้ดุลพินิจ ใช้อำนาจ ผมมาอยู่ที่นี่ไม่เคยใช้อำนาจ มีแต่ประชุมเสร็จก็เอามาให้ผมเซ็นประกาศ เว้นแต่บางเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยก็ให้ไปแก้แล้วนำกลับมาเสนอใหม่ ซึ่งผมมีเหตุผลที่ทักท้วงเพื่อให้เกิดความรอบคอบ แต่ถ้าเขายังยืนยันก็ต้องมาว่ากันด้วยเหตุด้วยผล มาคุยกัน” พล.อ.อนันตพร กล่าว

เมื่อถามว่าการทำงานที่ผ่านมา 8 เดือน มีความหนักใจและยังเป็นข้อกังวลอยู่ พล.อ.อนันตพร ตอบว่า มีอยู่สองเรื่อง คือ กฎหมายปิโตรเลียม และการสร้างโรงไฟฟ้าตามแผนพีดีพี โดยเฉพาะในประเด็นการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะทั้งสองเรื่องยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

“ผมชอบทำงานตามแผนที่วางไว้ ช้านิดหน่อยไม่เป็นไร เหมือนมีเคพีไอเป็นของตัวเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าความล่าช้าของนโยบายพลังงานบางครั้งก็มาจากปัจจัยภายนอก”

พล.อ.อนันตพร อธิบายว่า ในเรื่องการร่างกฎหมายปิโตรเลียมและการบริหารสัมปทานปิโตรเลียมที่หมดอายุก็ถือว่าเดินตามกรอบที่วางไว้ โดยร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ขณะนี้ใกล้จบรอเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. สาระสำคัญได้เพิ่มแนวทางการบริหารแหล่งปิโตรเลียมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) และระบบจ้างผลิต ซึ่งอยากให้ทุกฝ่ายไว้ใจการทำกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาก็คุยกันมาแล้วหลายรอบ โดยคาดว่าร่างกฎหมายจะเข้า สนช.ได้ประมาณเดือน มิ.ย.นี้

“หากทุกอย่างจบหมดแล้ว ก็สามารถประกาศเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ได้ และมั่นใจว่าจะประกาศได้ภายในปีนี้แน่นอน ส่วนจะมีผู้สนใจมากน้อยแค่ไหนนั้นก็คงต้องขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกใช้แนวทางใด และจะมีแปลงไหนให้สำรวจบ้าง”

ขณะที่ประเด็นการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งอยู่ในแผนพีดีพีนั้น พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินการ กำหนดจะสร้าง 2 แห่งแรก คือ โรงไฟฟ้ากระบี่ และโรงไฟฟ้าเทพาจ.สงขลา แม้ว่าจะยังมีกระแสการต่อต้านอยู่ แต่ก็ต้องเดินหน้าตามแผนพีดีพีที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน อยากให้มองในภาพรวมเชิงตัวเลข เพราะโรงไฟฟ้าทั่วโลกมีทั้งถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่ประเทศที่เจริญแล้วก็มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

“ถ้าถามผมว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินดีมั้ย หากเป็นสมัยก่อนไม่ดี แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนามากขึ้น ทั้งจากญี่ปุ่น หรือเยอรมัน ผมไม่ได้บอกดีหรือไม่ดี แต่ต้องเข้าใจว่า ค่าไฟฟ้าไทยเฉลี่ย 3 บาท/หน่วย ถ้าไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ไปสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซ โซลาร์เซลล์ พลังงานลม ก็ได้ แต่หลักการบริหารเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าต้องเฉลี่ยความเสี่ยงให้มีความหลากหลายของเชื้อเพลิง จริงๆ แล้วอยากให้มีโรงไฟฟ้าทุกภาคเพื่อใช้ให้เพียงพอ อย่างภาคใต้ ปัจจุบันต้องดึงไฟฟ้าภาคกลางลงไปเสริม 600-700 เมกะวัตต์ ถ้าไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ แล้วจะให้สร้างที่ไหนบอกมาเลย ไปตกลงกันทั้งภาคบอกมาเลย และที่ต้องสร้างที่กระบี่เพราะมีโรงไฟฟ้าเก่า ลงทุนไม่มาก และใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ส่วนจะถึงขั้นใช้มาตรา44 เข้าไปกำกับหรือไม่นั้น คงไม่ถึงขั้นนั้น แค่ใช้ความจริงใจ ใช้ความบริสุทธิ์ใจ การอธิบาย ถ้าคนในพื้นที่เข้าใจก็จบแล้ว” พล.อ.อนันตพร ย้ำ

ชงบรรจุหลักสูตรพื้นฐาน ‘ปฏิรูปพลังงาน’

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาการปฏิรูปพลังงานยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาการปฏิรูปพลังงานในประเด็นต่างๆ ก็มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เริ่มมาตั้งแต่เมื่อมีเรกูเลเตอร์ การแก้กฎหมายพลังงาน การปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรม และที่ผ่านมาได้มีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้เกิดความเป็นธรรมไปแล้ว ทั้งปรับอัตราภาษีสรรพสามิต ปรับอัตราเงินชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งการปรับลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ตลอดจนการเปิดเสรีนำเข้าก๊าซ ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในยุทธศาสตร์พลังงานที่กำหนดไว้

พล.อ.อนันตพร เสนอว่า การปฏิรูปพลังงานนั้นในหลักการควรเริ่มที่ภาคการศึกษา ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการต้องบรรจุอยู่ในหลักสูตรพื้นฐานการเรียนเพื่อให้มีความเข้าใจ ทั้งไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซ มีปริมาณในประเทศเท่าไหร่ จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ทราบ แต่บางครั้งโลกการส่งข้อความผ่านสื่อออนไลน์ โลกโซเชียลก็ทำให้เกิดความเชื่อที่ผิดๆ ได้ เช่น หลายครั้งมีการรายงานว่าประเทศไทยมีน้ำมันเยอะ ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริง แต่เมื่อมีการใส่ข้อมูลหลายครั้งก็ทำให้หลงเชื่อได้

ขณะที่การปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าเพื่อสร้างความมั่นคงนั้น พล.อ.อนันตพร บอกว่า แผนพีดีพีกำหนดเป้าหมายที่จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินคิดเป็นสัดส่วนเพิ่มเป็น 22% ในอีก 20 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันอยู่ที่ 18% ซึ่งถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชียที่มีสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินเฉลี่ย 70% และแม้ว่าอีก 10-15 ปีข้างหน้า ประเทศเหล่านั้นจะมีแผนลดสัดส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินลงแต่ก็ยังสูงกว่า 50% ขณะเดียวกันไทยจะลดการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติลง และเพิ่มการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน

 

ถ้าให้ระเบิดคอนผีหลง ไทยเสียดินแดน-ขายชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 เมษายน 2559 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/426948

ถ้าให้ระเบิดคอนผีหลง ไทยเสียดินแดน-ขายชาติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเทศจีนพยายามดำเนินโครงการ “ปรับปรุงร่องน้ำ” ในแม่น้ำโขงอีกครั้ง โดยเมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา สำนักข่าวซินหัวได้รายงานความคืบหน้าว่า จีนจะร่วมมือกับ 5 ประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง เพื่อพัฒนาช่องทางการจัดส่งหลักในเส้นทางแม่น้ำล้านช้าง (แม่น้ำโขง)

“เร็วๆ นี้จะมีการขุดลอกเพื่อเปิดทางให้เรือระวางน้ำหนัก 500 ตัน สามารถเดินทางในแม่น้ำโขงได้ตลอดทั้งปี” รายงานข่าวสำนักข่าวซินหัว ระบุ

วรศักดิ์ มหัทธโนบล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา อธิบายว่า ที่ผ่านมาจีนต้องการใช้แม่น้ำโขงในการคมนาคม แต่มีอุปสรรคเรื่องเกาะแก่ง เป็นเหตุให้เรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 100 ตัน แล่นได้เพียงปีละ 6 เดือน ในช่วงฤดูน้ำหลากหรือฤดูฝนเท่านั้น

หากต้องการให้เรือแล่นได้ตลอดทั้งปี คือ 12 เดือน ในทางวิชาการก็คือต้อง “ปรับปรุงร่องน้ำ” ซึ่งคำนี้ครอบคลุมการดำเนินการหลายอย่างในแม่น้ำ และเป็นข้อตกลงร่วมกันของประเทศที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ แต่ในกรณีนี้คือการ “ระเบิดเกาะแก่ง” ในแม่น้ำโขง

สำหรับโครงการปรับปรุงร่องน้ำลึกในแม่น้ำโขงแบ่งออกเป็น 3 เฟส เฟสที่ 1 จะปรับปรุงเพื่อให้เรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 100 ตันแล่นได้ตลอดทั้งปี เฟสที่ 2 คือเรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 300 ตัน และเฟสที่ 3 คือเรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 500 ตัน

“เวลาพูดถึงการปรับปรุงร่องน้ำ สิ่งที่ต้องรู้คือเมื่อปรับปรุงไปแล้วแรงไหลของน้ำจะเพิ่มขึ้นหรือจะเปลี่ยนแปลงไป ก็ต้องศึกษาว่าแรงน้ำที่มันแรงขึ้นจะส่งผลกระทบด้านอื่นๆ หรือไม่ เช่น ทำให้ตลิ่งสองข้างทางพังหรือไม่ ซึ่งในกรณีของแม่น้ำโขงมีการศึกษาแล้วว่าจะทำได้เพียงเฟส 1 เท่านั้น หากทำเฟส 2-3 จะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลิ่งจะพัง

“แต่ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่จีนปฏิรูปเศรษฐกิจ สรณะของจีนคือความโลภ ซึ่งก็เป็นไปได้ที่จีนจะเดินหน้าเฟส 2-3 ต่อ” ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนประเมินความน่าจะเป็น

อาจารย์วรศักดิ์ ให้ภาพต่อไปว่า ทุกวันนี้จีนระเบิดเกาะแก่งปรับปรุงร่องน้ำให้เรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 100 ตันไปหมดแล้ว เหลือแต่คอนผีหลง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เพียงจุดเดียวเท่านั้นที่ยังทำไม่ได้

นอกจากนี้ เกาะแก่งที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือในแม่น้ำโขงอยู่ในเมียนมา 2 จุด (ระเบิดไปแล้ว) อยู่ในไทยอีก 1 จุด (คอนผีหลง อ.เชียงแสน) และอยู่ในลาวมากที่สุดคือ 9 แห่ง ซึ่งภายหลังมีข้อตกลงระหว่างประเทศ ปรากฏว่ามี “จีน” และ “ไทย” เพียง 2 ประเทศเท่านั้น ที่กระตือรือร้นอยากให้ระเบิด เพราะจะได้ประโยชน์ทั้งคู่

“ในขณะนั้นการพัฒนาเศรษฐกิจของเมียนมา และลาวยังไม่เติบโตเท่าทุกวันนี้ แต่ที่สุดแล้วเมียนมากับลาวก็ยอมให้ระเบิด ปรากฏว่าจากเกาะแก่งทั้งหมด 12 จุด มีการระเบิดไป 11 จุด เหลือเพียง 1 จุด ที่ยังไม่ระเบิดก็คือคอนผีหลง เชียงแสน ซึ่งเป็นแผ่นหินกลางน้ำขนาดมหึมาค่อนมาทางฝั่งไทย

“ประเด็นสำคัญก็คือในการปักปันเขตแดน (ในกรณีนี้ก็คือไทย-ลาว) จะใช้ร่องน้ำลึกเป็นตัวชี้วัด หากมีการระเบิดก็จะส่งผลให้ร่องน้ำลึกเปลี่ยน ซึ่งจะกระทบต่อเขตแดน ทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนตรงแม่น้ำนั้น” วรศักดิ์ ชี้ประเด็น

ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษารายนี้ อธิบายเพิ่มเติมว่า ในสมัยทักษิณ รัฐบาลไทยเคยยินยอมให้ระเบิดเกาะแก่งบริเวณดังกล่าว แต่กระทรวงกลาโหมได้ทำเรื่องคัดค้าน โดยระบุว่า หากปล่อยให้จีนระเบิดเกาะแก่ง ร่องน้ำลึกก็จะขยับเข้ามาทางประเทศไทย ไทยก็จะเสียดินแดน นั่นทำให้ทักษิณสะดุ้งและสั่งห้ามดำเนินการ เพราะหากทำจนเกิดการเสียดินแดนไป ไม่ว่าจะเป็นที่รักของประชาชนอย่างไรก็คงจะไม่ได้รับเลือกตั้งกลับมาอีก

“คอนผีหลงนี้ใหญ่มาก ทุกวันนี้กลายเป็นอุปสรรคในการเดินเรือของจีน แล้วผมขอบคุณธรรมชาติที่สร้างมาไม่ให้เราระเบิด” วรศักดิ์ ระบุ

วรศักดิ์ กล่าวว่า หากประเทศไทยยินยอมให้จีนระเบิดคอนผีหลงจะสูญเสียดินแดนเป็นบริเวณที่ใหญ่มาก แผ่นดินไทยจะร่นเข้ามา เมื่อคอนผีหลงหายไปประเทศลาวก็จะได้แม่น้ำโขงไปมหาศาล คือคอนผีหลงมันใหญ่และยาวมาก ที่เห็นๆ กันใน อ.เชียงแสน คือจุดที่เป็นเกาะชัดๆ แต่ข้างใต้น้ำนั้นมันเป็นหินยาวอีกหลายกิโลเมตร ถ้าปรับปรุงร่องน้ำก็ต้องระเบิดทิ้งทั้งหมด

“ถามว่าลาวกับจีนรู้นัยเรื่องความมั่นคงหรือไม่ เขารู้หมด จริงๆ จีนก็รู้ว่าถ้าระเบิดคอนผีหลงแล้วก็จะเป็นอย่างนี้ แต่รัฐบาลไทยไม่พูดเอง แล้วยังทำทีว่าอยากจะระเบิดอีก คือนักการเมืองไทยคิดแต่กำไรอย่างเดียว แต่ฝ่ายความมั่นคงเขารู้กันมานานแล้ว แต่เขาก็ไม่พูด แต่พอถึงเวลาที่รัฐบาลทักษิณจะทำเขาเลยต้องคัดค้าน

“ทีนี้พอไทยบอกกับจีนไปว่าระเบิดไม่ได้ จีนเขาก็รู้อยู่ เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าเกิดลักไก่ได้มันก็ได้ประโยชน์ เกิดไทยเสียดินแดนขึ้นมา จีนก็บอกว่าไม่รู้ ช่วยไม่ได้ แล้วยอมให้ระเบิดทำไม เพราะว่ากันตามตรงเป็นจีน จีนก็คงไม่ให้ระเบิด ตราบใดความคิดรัฐประชาชาติยังไม่หมดไปจากโลกนี้ เกาะนี้จะระเบิดไม่ได้ ยกเว้นใครจะขายชาติก็อีกเรื่อง” อาจารย์จุฬาฯ ระบุ

อย่างไรก็ดี อธิบายเพิ่มเติมว่า ในสมัยทักษิณแม้เอ็นจีโอจะประท้วงเรื่องนี้ แต่รัฐบาลไม่ยอมฟัง แต่พอกระทรวงกลาโหมทักท้วงนายกฯ ทักษิณจึงยอมรับ  ฉะนั้น วรศักดิ์ เห็นว่าหากรัฐบาลปัจจุบันยอมให้ระเบิดคอนผีหลง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมโดนกระทืบ เพราะจะเท่ากับขายชาติ

ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จีนจะระเบิดเกาะแก่งเพื่อเปิดทางสำหรับเรือรบ? วรศักดิ์ มองไม่เห็นเหตุผลที่จีนจะทำเช่นนั้น เพราะจีนไม่ได้เป็นศัตรูกับเมียนมา ลาว หรือไทย ถึงแม้จีนจะมีโครงการปรับปรุงร่องน้ำให้เรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 500 ตัน แต่ก็คงไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้

“ถ้าจีนจะปรับปรุงร่องน้ำให้เรือระวางไม่เกิน 500 ตันจริง มีปัญหาแน่ เพราะกรมเจ้าท่าเคยบอกผมเองว่าให้ได้ไม่เกิน 100 ตัน แต่เรื่องนี้ผมก็เพิ่งทราบ และข่าวก็สั้นมากและยังไม่มีรายละเอียดเท่าใด จึงต้องดูก่อนว่า 500 ตันนี่อยู่บนเงื่อนไขอะไร และอยู่ตรงไหน แต่ถ้าจีนทำจริง เขาจะได้ประโยชน์จากการค้าได้อีกมหาศาล” อาจารย์วรศักดิ์ ระบุ

นอกจากเรื่องเกาะแก่งแล้ว จีนยังออกแรงผลักดันโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมเส้นทางคมนาคม ในมุมของวรศักดิ์ มองว่า แม้โดยหลักการไทยต้องการให้โครงการนี้เกิด แต่ถ้าถามถึงความจำเป็นตอนนี้คิดว่าทุกฝ่ายได้ข้อสรุปเหมือนกันว่ายังไม่จำเป็น

“สมมติสร้างรถไฟฟ้าทางคู่ ถ้าทำได้ในประเทศไทยซึ่งมีขนาดเล็ก คุณได้รถไฟทางคู่ที่มีความเร็ว 160-180 กิโลเมตร/ชั่วโมง ผมว่าคนไทยก็มีความสุขแล้ว เพราะปัจจุบันเป็นทางเดี่ยว ความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง

“กรณีนี้สำหรับจีนแล้วเขาคิดต่างกับไทยอยู่เรื่องหนึ่ง คือถ้าไทยทำเขาก็อยากให้ทางลาวทำด้วย เพราะจะได้เชื่อมต่อกัน เป็นเรื่องของการค้า เรื่องเส้นทางสายไหมของเขาแต่สำหรับไทย แม้ว่าลาวทำหรือไม่ทำ ก็ไม่มีความหมายต่อไทย ขอแค่ไทยมีทางคู่เฉพาะใช้ภายในประเทศ ผมคิดว่ามันก็คุ้มค่าแล้ว เพราะประชาชนรอคอยมาหลายสิบปีแล้ว”

วรศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ว่าจีนจะสร้างหรือญี่ปุ่นจะสร้าง เป็นเรื่องของรายละเอียด และเงื่อนไขการลงทุน แต่หากไม่ทำทางคู่ ไทยจะมีปัญหาในอนาคตในระยะยาว ส่วนกระแสที่บอกว่าก่อนหน้านี้ลาวจะสร้างแล้วไม่สร้างนั้น เล่าลือกันว่าจีนมีเงื่อนไขอันหนึ่งคือขอบริหารพื้นที่ซ้ายขวาของทางรถไฟข้างละ 5 กิโลเมตร และขอเอาครอบครัวจีนมาอยู่ 5 หมื่นครอบครัว

“เรื่องนี้ผมก็ตรวจสอบจากทางจีน จีนก็ปฏิเสธว่าไม่รู้ว่าข่าวนี้มาได้อย่างไร แต่เขาวิเคราะห์ให้ฟังว่าเป็นเพราะปัจจุบันคนลาวไม่ชอบคนจีน เพราะมันเข้ามาเยอะแล้ว พอจะสร้างทางเลือกนี้มันก็มีการเล่าลือกันไปต่างๆ นานา

“แต่ผมคิดว่าเรื่องที่น่าคิดและคิดว่าอาจจะมีมูลก็คือเรื่องสองข้างทาง ซึ่งทุกประเทศเวลาเจรจาการลงทุนในเรื่องนี้ เขาก็จะเจรจาด้วยว่าสองข้างทางนี้ใครจะเป็นคนบริหารจัดการ มันไม่ใช่เรื่องแค่การตั้งสถานีเพียงอย่างเดียว เพราะพอคุณตั้งสถานีแล้วมันก็จะเกิดชุมชนขึ้นมา ก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศจะตกลงกันอย่างไร” อาจารย์ศูนย์จีนศึกษา ระบุ

 

ก.ล.ต.หมดยุค เสือกระดาษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2559 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/426699

ก.ล.ต.หมดยุค เสือกระดาษ

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

สํานักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยุคที่มี “รพี สุจริตกุล” เป็นเลขาธิการสำนักงาน เฉียบคมเด็ดขาด เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้านอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องการออกประกาศ กติกาการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) การเสนอขายหุ้นเฉพาะเจาะจง (พีพี) และล่าสุดการออกประกาศลงโทษทั้งส่งฟ้องและเปรียบเทียบปรับผู้ที่กระทำไม่เหมาะสมออกมาอย่างต่อเนื่อง

“ศักรินทร์ ร่วมรังษี” ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. ซึ่งรับผิดชอบดูแลในเรื่องกฎหมาย เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงาน ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐบาลที่อยู่ระหว่างการทบทวนกฎหมายเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ทั้งนี้กฎหมายที่มีการทบทวนและแก้ไขนั้นเพื่อสนับสนุนแผนพัฒนาตลาดทุนด้วย

สำหรับกฎหมายที่อยู่ระหว่างดำเนินการมีหลายเรื่อง อาทิ การนำมาตรการทางแพ่งมาใช้ดูแลและทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น สอดคล้องกับประเทศต่างๆ ที่มีการนำมาตรการทางแพ่งมาใช้ในการพิจารณาคดีความผิดที่เกิดขึ้นในตลาดทุน ซึ่งขณะนี้กฎหมายดังกล่าวได้ส่งไปที่กระทรวงการคลังแล้วและรอเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเข้าสู่สภา คาดว่ากฎหมายฉบับนี้จะออกมาได้ทันใช้ในปี 2559

“มาตรการทางแพ่งเมื่อมีผลบังคับใช้จะครอบคลุมความผิดทั้งในเรื่องการปั่นหุ้น ใช้ข้อมูลภายในหาผลประโยชน์ (อินไซเดอร์) การให้ข้อมูลเท็จ และกรรมการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทำผิดต่อหน้าที่”

มาตรการทางแพ่งนั้นจะมีทั้งโทษปรับและโทษจำ คือโทษทางอาญายังมีอยู่และกำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้ที่เข้ามาหาผลประโยชน์จากตลาดทุน จะถูกเรียกคืนผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่ไม่เหมาะสม และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการทำคดี จากเดิมที่รัฐออกค่าใช้จ่ายและยังมีมาตรการห้ามเข้ามาเป็นคนในตลาดทุน เช่น เป็นกรรมการบริหารรวมถึงห้ามเข้ามาซื้อขายในตลาดทุนด้วย

“การนำมาตรการทางแพ่งมาดูแลผู้กระทำความผิดนั้น ในโทษปรับ คนทำผิดจะเจอถึง 3 เด้ง เช่น เจอโทษปรับ 2 เท่าของผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น และถูกริบผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกลับมาด้วย เช่น ได้ผลประโยชน์จากการทำผิด 100 ล้านบาท เจอโทษปรับ 2 เท่า คือ 200 ล้านบาท และเมื่อรวมกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นเท่ากับว่าผู้ทำผิดจะเจอไป 300 ล้านบาท”

ทางด้านขั้นต้นการดำเนินคดี มาตรการทางแพ่งจะผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาลงโทษทางแพ่ง ซึ่งในคณะกรรมการชุดนี้จะมีตัวแทนจากอัยการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงาน ก.ล.ต. หากคนทำผิดยอมรับผิด ก็จะมีการเปรียบเทียบปรับ การลงโทษถือว่าจบ คดีอาญาจบ แต่หากไม่ยอมรับผิดก็จะถูกกล่าวโทษและส่งให้ศาลแพ่งพิจารณาต่อไป คาดหวังอย่างมากว่าการนำมาตรการทางแพ่งมาใช้จะทำให้การดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนจะเสร็จได้รวดเร็วมากขึ้น หรือ 1-2 ปีจบคดีได้ จากอดีตที่ใช้ทางอาญาเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะใช้เวลานานมาก เพราะต้องพิสูจน์หลักฐานไม่มีข้อสงสัย

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขเกี่ยวกับฐานความผิดการกระทำไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหุ้น ในมาตรา 238, 239, 240, 241 และ 243 โดยเฉพาะในมาตรา 238 ที่หากผู้บริหาร บจ. ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ให้ข้อมูลเท็จ ให้ข้อมูลที่มีผลต่อราคาหุ้น และให้ข้อมูลประชาชนเป็นเท็จ รวมถึงนักวิเคราะห์หากมีการคาดการณ์ในอนาคต บนข้อมูลเท็จก็จะมีความผิดและจะครอบคลุมถึง
ฟรอนต์รันนิ่ง คือ รวมถึงผู้จัดการกองทุนหรือผู้บริหาร บลจ. หากมีการซื้อขายหุ้นดักหน้า หรือนำหน้าที่ไปซื้อขายหุ้นก็จะมีความผิดตามกฎหมายด้วย ความผิดจะพอๆ กับการปั่นหุ้น และเป็นโทษทางอาญา จากเดิมที่เป็นเรื่องของความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมเท่านั้น

นอกจากนั้น นอมินี คือบุคคลที่ยอมให้คนอื่นใช้ชื่อเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นและมาใช้ในการทำผิดก็จะถือว่าผิดทางอาญาด้วย และการนำข้อมูลที่ล่วงรู้ว่าจะมีการซื้อขายหุ้นรายการขนาดใหญ่ หากมีบุคคลที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลมาหาประโยชน์ เช่น บริษัทที่ปรึกษากองทุน บล. หรือคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะถือว่าผิดกฎหมาย

ศักรินทร์ กล่าวว่า กฎหมายใหม่จะเข้าไปดูแลถึงการซื้อขายที่ตั้งด้วยระบบในการตัดสินใจและมีผลกระทบต่อราคาหุ้นรุนแรง (โปรแกรมเทรด) ก็จะมีความผิดทางอาญาด้วยเพราะถือว่าสร้างความเสียหายให้กับตลาดอย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกามาแล้ว ซึ่งสหรัฐอเมริกาเองก็ใช้กฎหมายนี้แล้ว

สำหรับการแก้ไขในเรื่องบทบาทหน้าที่ของกรรมการ กรณีเมื่อถูกกล่าวโทษแล้ว จะต้องห้ามเป็นบุคคลในตลาดทุน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาและจะมีการรับฟังความคิดเห็น จากเดิมเมื่อผู้บริหาร บจ.ถูกกล่าวโทษ ถือว่ามีคุณสมบัติไม่เหมาะสม และขาดคุณสมบัติ แต่ที่ผ่านมา จะมีการแยกระหว่างผู้ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. (ไลเซนส์) เช่นกรณีบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักลงทุน หากถูกกล่าวโทษจะไม่เหมาะสมทันที แต่ในกรณีของ บจ.ยังไม่เข้มข้นเท่าและให้อยู่ในกลไกของการยอมรับกันเองคือ ผู้ถือหุ้น หรือองค์กร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อยกระดับให้เท่ากับบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตคือมีผลทันทีหากถูกสำนักงานกล่าวโทษ ก็ให้ถือว่าขาดคุณสมบัติ ด้านผู้บริหาร บจ.จะต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ตลาดหุ้นมีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศและถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญ ดังนั้นการเข้ามาเป็นผู้บริหาร บจ.จะต้องมีความรับผิดชอบที่เข้มข้นขึ้นด้วย

ตอนนี้จะเห็นการเปรียบเทียบปรับหรือการส่งฟ้องจำนวนมาก เพราะงานด้านกฎหมายและการกำกับจะขึ้นตรงกับเลขาธิการ ก.ล.ต. ดังนั้นกระบวนการต่างๆ ในเรื่องของการตัดสินใจจะรวดเร็วและเด็ดขาดมากขึ้น ประกอบกับระยะเวลาของการดำเนินการต่างๆ ที่ดำเนินการงานเสร็จสิ้นพอดี

 

“สมควร นกหงษ์” พิสูจน์แกร่งทุนท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2559 เวลา 13:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/426577

"สมควร นกหงษ์" พิสูจน์แกร่งทุนท้องถิ่น

โดย…จะเรียม สำรวจ

หากพูดถึงห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงในภาคตะวันออกหลายคนคงจะนึกถึงห้างสรรพสินค้า “แหลมทอง” แม้ว่าการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกจะมีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมีผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ทั้งจากกรุงเทพฯ และต่างชาติเข้ามาเปิดให้บริการห้างค้าปลีกทั้งในรูปแบบห้างสรรพสินค้า และศูนย์การค้า แต่ห้างสรรพสินค้าแหลมทองก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้

นั่นเพราะกลยุทธ์การตลาดที่เน้นไปที่คนท้องถิ่น ทำเพื่อคนท้องถิ่น และทำห้างให้มีความแตกต่างไปจากคู่แข่ง เพื่อให้น่าเดินน่าช็อปปิ้ง จึงทำให้ห้างสรรพสินค้าแหลมทองอยู่คู่กับคนภาคตะวันออกมาจนถึงทุกวันนี้

จากความสำเร็จของห้างสรรพสินค้าแหลมทองที่ สมควร นกหงษ์ ประธานบริหาร ในเครือแอลที กรุ๊ป เจ้าพ่อการค้าแห่งภาคตะวันออกได้รับนั้น พิสูจน์ได้จากปัจจุบันธุรกิจของสมควรไม่ได้หยุดอยู่แค่ห้างสรรพสินค้าแหลมทอง 2 สาขาที่แบ่งให้ลูกๆ ทั้งสองคนดูแลเท่านั้น คือ ปัทมาพร นกหงษ์  ดูแลห้างสรรพสินค้าแหลมทอง ระยอง ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นแพชชั่น บาย แหลมทอง ระยอง

สำหรับห้างสรรพสินค้าแหลมทองอีก 1 สาขา คือ ห้างสรรพสินค้าแหลมทองบางแสน สมควรได้มอบหมายให้ลูกชาย คือ ปราการ นกหงษ์ เป็นผู้ดูแลควบคู่ไปกับธุรกิจในเครืออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์รวมสินค้าและบริการด้านไอทีภายใต้ชื่อ ตึกคอม ธุรกิจศูนย์การค้าฮาร์เบอร์ ธุรกิจโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ภายใต้แบรนด์ บาร์โคนี ธุรกิจสำนักงานให้เช่า ฮาร์เบอร์ ออฟฟิศ และสแควร์ ออฟฟิศ ธุรกิจผู้ให้บริการเช่าสื่อป้ายโฆษณา w@bkit และธุรกิจศูนย์กลางกิจกรรมความบันเทิงของครอบครัว ฮาร์เบอร์แลนด์, ดีฟ และจัมพ์เอ็กซ์แอล เป็นต้น

สมควร เล่าว่า เหตุผลที่หันเข้ามาทำธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบต่างๆ เพราะลูกชาย คือ ปราการ นกหงษ์ ชอบและอยากมีธุรกิจค้าปลีกเป็นของตัวเอง ซึ่งถือเป็นความใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก หลังจากได้พาไปเที่ยวห้างเซ็นทรัล สีลม เมื่อตอนเด็ก ปราการ ลูกชายชอบมาก เมื่อโตมาเรียนจบเลยขอทำเลยตามใจลองทำดู ซึ่งหลังทำก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

ก่อนหน้าที่ สมควรจะก้าวเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกได้ผ่านประสบการณ์การทำงานมาหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการทำนา ขายน้ำแข็งไส ขายฝรั่งดอง หรือทำปลาหมึกส่งให้ห้างค้าปลีก ถือเป็นการต่อสู้ที่ผ่านมาทุกอุปสรรค

“ตอนผมอายุ 27 ปี ผมมีอาชีพเป็นชาวนา ซึ่งหากจะให้เล่าย้อนกลับไปถึงช่วงที่เริ่มทำธุรกิจจริงๆ ก็ตอนเริ่มทำน้ำแข็งไส ทดลองทำได้ 6 เดือน ก็ออกมาขายฝรั่งดอง อาชีพนี้ทำนานหน่อย หลังจากขายฝรั่งดองได้ 6 ปี ก็ออกมาขายปลาหมึกส่งให้กับห้าง ธุรกิจนี้ทำได้นาน 7-8 ปี เหมือนกัน พอทำมาพักใหญ่ก็เริ่มมีเงิน และหันมาซื้อที่ดินเก็บไว้ เพราะราคาที่ดินตอนนั้นไม่แพง”

เหตุผลที่ สมควรเลือกที่จะซื้อที่ดินสะสมไว้มากๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากความชอบ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะการมีที่ดินสะสมไว้จำนวนมากๆ ทำให้ร่ำรวย และสามารถต่อยอดนำไปทำธุรกิจอะไรต่างๆ ได้อีกมากมาย ซึ่งจากความชอบดังกล่าว ปัจจุบัน สมควรมีที่ดินเปล่าเพื่อรอการพัฒนาใน จ.ระยองและชลบุรีไม่ต่ำกว่า 1,000 ไร่

“ผมเริ่มซื้อที่ดินสะสมมาตั้งแต่อายุ 35 ปี ที่ดินผืนแรกที่ซื้อมา คือ ย่านศรีราชาจำนวน 38 ไร่ ที่ซื้อที่ดินได้เยอะ เพราะราคาที่ดินในสมัยนั้นราคาไม่แพง พอมีเงินก็เลยซื้อเก็บไว้เลย ซึ่งหลังจากมีที่ดินหลายแปลงสะสมไว้ในหลายพื้นที่ ผมก็เริ่มเอามาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยในรูปแบบบ้านจัดสรรภายใต้ชื่อ หมู่บ้านแหลมทอง มีจำนวนยูนิตที่ขายทั้งหมดประมาณ 100 ยูนิต ซึ่งหลังจากเปิดตัวโครงการและเปิดขายก็ได้ผลการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้ผมคิดว่าผมมีดวงเรื่องอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบที่อยู่อาศัย พอเห็นที่ดินตรงไหนสวยก็ซื้อเลย”

หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีกับโครงการหมู่บ้านแหลมทอง สมควรก็เดินหน้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยอื่นๆ ตามมาอีกหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม  เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ห้างค้าปลีก อาคารสำนักงาน ตลอดจนโรงแรม ซึ่งกระจายอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ใน จ.ระยอง ชลบุรี อุดรธานี และขอนแก่น

เมื่อถามถึงความยากง่ายระหว่างการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบที่อยู่อาศัย และห้างค้าปลีก สมควรบอกว่าทั้งสองธุรกิจไม่ค่อยมีความแตกต่างกัน เพราะไม่ว่าจะธุรกิจไหนก็ต้องทำเพื่อลูกค้า และทำให้ลูกค้ามีความสุข ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ สมควรก็มีแนวคิดที่จะนำที่ดินจำนวน 350 ไร่ ใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มาพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่ผสมผสานระหว่างโครงการที่อยู่อาศัยและห้างค้าปลีกเข้าไว้ด้วยกัน

นอกจากจะมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ แล้ว สมควรยังมีธุรกิจรถทัวร์ ภายใต้ชื่อ ศรีราชาทัวร์ วิ่งรับส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ-ศรีราชา กรุงเทพฯ-บางแสน กรุงเทพฯ(เอกมัย)-แหลมฉบัง กรุงเทพฯ(หมอชิต)-แหลมฉบัง กรุงเทพฯ(สายใต้ใหม่)-แหลมฉบัง และเส้นทางภาคใต้  เป็นต้น

“ธุรกิจรถทัวร์ตอนนี้การแข่งขันสูง เพราะมีรถตู้เข้ามาตีตลาด ทำให้เราต้องปรับตัวในบริษัท ด้วยการเพิ่มรูปแบบรถให้มีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นรถมินิบัส หรือรถตู้ ซึ่งปัจจุบัน ศรีราชาทัวร์ ของเรามีรถที่วิ่งให้บริการลูกค้าตามเส้นทางต่างๆ กว่า 100 คัน โดยในส่วนของรถทัวร์ก็ได้ปรับรูปแบบการให้บริการเพิ่มเป็นแบบเช่าในราคาไม่แพง คือ วันละประมาณ 8,000 บาท ขณะที่ผู้ประกอบการอื่นให้เช่ารถทัวร์วันละประมาณ 9,000-1 หมื่นบาท”

จากจำนวนรถทัวร์ที่มีอยู่จำนวนมาก ส่งผลให้สมควรเล็งเห็นโอกาสในธุรกิจปั๊มแก๊ส เพื่อต่อยอดธุรกิจและรองรับรถทัวร์ของตัวเอง พร้อมกับจำหน่ายให้กับลูกค้า ด้วยการโดดเข้ามาทำธุรกิจปั๊มแก๊สภายใต้ชื่อ แอลที เป็นปั๊มแก๊สขนาดใหญ่ เนื่องจากมีหัวจ่ายให้บริการทั้งหมด 20 หัวจ่าย

“การหันมาทำธุรกิจปั๊มแก๊ส เพราะเราทำธุรกิจรถทัวร์ จากที่เราต้องเสียเงินจำนวนมากให้กับคนอื่น เราเลยทำปั๊มแก๊สของตัวเองดีกว่า และเนื่องจากปั๊มของเราอยู่ใกล้กับท่อส่งแก๊ส เลยทำให้ปั๊มของเราสามารถวางท่อตรงจากแหล่งส่งถึงปั๊มได้โดยตรง ทำให้การเติมแก๊สของปั๊มเราเร็วและแรง จนมียอดขายแก๊สเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ของไทย”

ด้วยธุรกิจที่หลากหลาย ส่งผลให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมควรทำงานวันละไม่ต่ำกว่า 18 ชั่วโมง เนื่องจากมีหลายธุรกิจให้ต้องเข้าไปดูแล แม้ว่าปัจจุบันจะก้าวเข้าสู่วัย 74 ปีแล้ว และเริ่มแบ่งธุรกิจให้ลูกๆ ช่วยกันดูแล แต่เขายังคงต้องทำงานหนักเฉลี่ยวันละ 14 ชั่วโมง เพราะเป็นคนชอบทำงาน จึงทำให้ทุกวันที่ได้ทำงานเป็นวันที่มีความสุข

“ผมเป็นคนชอบทำงาน ตอนนี้ก็ยังคงทำงานเหมือนเดิม แต่ก็เริ่มให้ลูกๆ เข้ามาช่วยกันดูแลธุรกิจบ้างแล้ว ซึ่งลูกๆ เขาก็เก่ง เพราะเติบโตมากับธุรกิจ ตอนนี้พออายุมากขึ้นผมก็เริ่มหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น เช้ามาก็ไปออกกำลังกาย พอ 8 โมงก็ไปทำงาน ผมมีความสุขที่ได้ทำงาน ตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมไม่เคยป่วย เพราะผมดูแลสุขภาพ ชอบเดิน ซึ่งสถานที่ที่ผมชอบไปเดินก็สวนสุขภาพศรีราชา แม้ว่าตอนนี้ผมจะอายุเยอะ แต่ผมก็จะทำงานต่อไปเรื่อยๆ เพราะเป็นคนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ พอได้ทำงาน ได้พูด ได้คุยแล้วก็ไม่เครียด”

แม้ว่าตอนนี้จะเริ่มวางมือ แต่สมควรก็ยังเป็นเจ้าโปรเจกต์และคงต้องจับตาว่าที่ดินที่เหลืออีกกว่า 1,000 ไร่ จะถูกพัฒนาเป็นอะไรต่อไปเพื่อก้าวที่ยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งของเจ้าพ่อการค้าแห่งภาคตะวันออกคนนี้

เคล็ดลับสู้ยักษ์ค้าปลีก

จากการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกอย่างพัทยาและระยอง ส่งผลให้ผู้ประกอบการห้างค้าปลีกท้องถิ่นอย่างห้างสรรพสินค้าแหลมทอง ต้องออกมาปรับเกมรุกเพื่อรับมือกับสมรภูมิการแข่งขันที่รุนแรง เริ่มต้นด้วยการปรับภาพลักษณ์ของห้างสรรพสินค้าแหลมทองระยอง ซึ่งมีพื้นที่ค้าปลีก 1.5 ตารางเมตร ให้เป็นศูนย์การค้าที่ทันสมัย ด้วยการใช้งบ 600 ล้านบาท รีโนเวตพื้นที่ค้าปลีกใหม่ทั้งหมด พร้อมกับเปลี่ยนชื่อจากห้างสรรพสินค้าแหลมทองระยอง เป็น “แพชชั่น บาย แหลมทอง ระยอง”

นอกจากนี้ ยังได้ใช้งบลงทุนอีก 2,000 ล้านบาท สร้างโรงแรมขนาดใหญ่บริเวณด้านหน้าศูนย์แพชชั่น บาย แหลมทอง ระยอง สูง 32 ชั้น จำนวน 288 ห้อง เพื่อสร้างความครบวงจรให้กับธุรกิจค้าปลีก ซึ่งในส่วนของโรงแรมดังกล่าวได้มีการว่าจ้างเชนอินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป เข้ามาบริหารโรงแรม

สาเหตุที่ทำให้ สมควร นกหงษ์ ต้องปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ของห้างสรรพสินค้าแหลมทองระยอง เนื่องจากการแข่งขันเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น ภายหลังจากยักษ์ค้าปลีกรายใหญ่อย่างบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา หรือซีพีเอ็น เข้ามาเปิดให้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ระยอง และผู้ที่ต้องมารับหน้าที่สานต่อธุรกิจห้างสรรพสินค้าแหลมทองระยองและธุรกิจโรงแรม ซึ่งจะเปิดให้บริการในปลายปีนี้ คือ ปัทมาพร นกหงษ์ บุตรสาว

อีกหนึ่งพื้นที่ค้าปลีกที่ทำให้สมควรต้องออกมาปรับเกมรุกธุรกิจค้าปลีกท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง คือ พัทยา ด้วยการเปิดตัว “ฮาร์เบอร์ พัทยา” ศูนย์การค้ามหาสนุกที่มาพร้อมฮาร์เบอร์ แลนด์ สวนสนุกในร่มใหญ่ที่สุดในเอเชีย ชูจุดเด่นของการเป็นช็อปปิ้งมอลล์สำหรับครอบครัว ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อให้กลุ่มครอบครัวเข้ามาเดินช็อปปิ้งและใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกัน

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ได้นำแบรนด์ฮาร์เบอร์เข้าไปแทนที่ห้างสรรพสินค้าแหลมทอง แหลมฉบัง เมื่อปี 2552 เพื่อให้ภาพของห้างสรรพสินค้าแหลมทองมีความทันสมัยตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ซึ่งผู้ที่เข้ามารับหน้าที่บริหารศูนย์การค้าฮาร์เบอร์ ต่อจากสมควร คือ ปราการ นกหงษ์ บุตรชาย

การออกมาปรับแผนการทำธุรกิจค้าปลีก ด้วยการสร้างความแตกต่างในด้านของบริการและสินค้า โดยเฉพาะในพื้นที่พัทยา เพราะสมควรมองว่า การแข่งขันของห้างค้าปลีกในพัทยามีความรุนแรง เนื่องจากมีศูนย์การค้าขนาดเข้ามาเปิดให้บริการจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา บีช ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เซ็นเตอร์ ศูนย์การค้าฮาร์เบอร์มอลล์ ศูนย์การค้าไมค์ช็อปปิ้ง มอลล์ พัทยา ห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ห้างเทสโก้ โลตัส  หรือห้างแม็คโคร

นอกจากนี้ ในอนาคตอันใกล้ยังจะมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่เข้ามาเปิดให้บริการเพิ่มอีก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ของบริษัท สยาม รีเทล ดีเวลล็อปเม้นท์ ในเครือแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือศูนย์ค้าปลีกขนาดใหญ่ในเครือบริษัทของ เจริญ สิริวัฒนภักดี

แม้ว่าการแข่งขันจะรุนแรง แต่ธุรกิจค้าปลีกของสมควรในแต่ละแห่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ในเครือบริษัท ซึ่งจากความสำเร็จที่ได้รับดังกล่าว ส่งผลให้สมควรได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาบริหารธุรกิจจาก American Coastline University สหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จดีเด่นในด้านการบริหารธุรกิจจนเป็นที่ยอมรับของวงการนักบริหารทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะได้มีการบุกเบิกกิจการของของตัวเองตั้งแต่กิจการเล็กๆ จนกระทั่งสามารถขยายกิจการบริษัทในเครือออกไปถึง 7 บริษัท มีพนักงานในความรับผิดชอบกว่า 3,000 คน มีเงินลงทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานหลายพันล้านบาท

จากความสำเร็จดังกล่าว จึงนับได้ว่า สมควร  นกหงษ์ เป็นผู้ที่มีความสามารถในด้านการจัดการธุรกิจในกลุ่มบริษัททั้ง 7 แห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปัจจุบันก็ยังคงมีการขยายกิจการออกไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ดิน หมู่บ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้า โรงแรม คอนโดเทล รถโดยสารประจำทางปรับอากาศ หรือศูนย์การค้าต่างๆ

ด้วยความสำเร็จและความสามารถที่มี ยังทำให้สมควรได้รับการยกย่องให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาจังหวัด นายกสโมสรไลอ้อนศรีราชา ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดชลบุรี และตำแหน่งอื่นๆ อีกมากมาย

นอกเหนือจากการบริหารบริษัทในเครือและตำแหน่งสำคัญต่างๆ ภายใน จ.ชลบุรี สมควรยังได้อุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ด้วยการเข้าไปช่วยเหลืองานของสมาคม กิจการการกุศล สถาบันการศึกษาหลายแห่งในรูปแบบต่างๆ  รวมทั้งการบริจาคเงินเพื่อการกุศล

 

การเมืองระบอบ “ไฮบริด” ร่างรธน.ถอยหลังกลับสู่2534

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 07:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/425943

การเมืองระบอบ "ไฮบริด" ร่างรธน.ถอยหลังกลับสู่2534

โดย…เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พร้อมด้วยคำถามพ่วงจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ให้ สว.โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี อยู่ระหว่างขั้นตอนการนำไปทำประชามติ ซึ่งเบื้องต้นกำหนดในวันที่ 7 ส.ค.นี้

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากผ่านประชามติจะนำพาประเทศไทยไปสู่การเมืองแบบไหน อย่างไร โพสต์ทูเดย์ได้สัมภาษณ์พิเศษ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์และรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีมุมมองน่าสนใจดังนี้

อาจารย์ปริญญา มองว่า ร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายเพื่อลงประชามติ ที่ออกมาเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2559 ที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงไปจากร่างเบื้องต้นเมื่อวันที่ 29 ม.ค.อยู่บ้าง ที่ดูจะดีขึ้นคือสิทธิเสรีภาพบางอย่าง เช่น สิทธิผู้บริโภคและสิทธิชุมชนที่หายไป ได้กลับมาใหม่แล้วในหมวดสิทธิและเสรีภาพ แต่เรื่องหลักประกันสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ได้วางหลักไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการกำหนดให้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายใช้บังคับโดยตรง และการกำหนดให้กฎหมายที่จะจำกัดสิทธิเสรีภาพจะต้องไม่กระทบสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพ เป็นต้น ยังคงไม่กลับคืนมา

ในขณะที่ระบบเลือกตั้งยังเหมือนเดิม เรื่องสมาชิกวุฒิสภาที่มี 200 คนที่มาจากการเลือกกันเอง ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเลือกกันอย่างไร และการให้ คสช.ยังมีอำนาจตามมาตรา 44 ไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลังเลือกตั้ง ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากร่างแรก แต่ส่วนที่แย่กว่าเดิมคือ บทเฉพาะกาล ที่มีการแก้ไขให้ คสช.เป็นผู้เลือก สว.ชุดแรกที่จะมีวาระ 5 ปี

“โดยสรุปในภาพรวมต้องพูดเหมือนเดิมว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถอยหลังกลับไปก่อนหน้าปี 2540 คือกลับไปหารัฐธรรมนูญ 2534 ฉบับที่อาจารย์มีชัยเป็นผู้ร่างเช่นเดียวกัน เพียงแค่ทำให้ทันสมัยขึ้นเท่านั้นเอง”

อาจารย์ปริญญา ชี้ให้เห็นปัญหาของ สว.ในบทเฉพาะกาลอันใหม่ว่า วุฒิสภาจะประกอบด้วย สว.250 คน โดย 50 คน มาจากการเลือกกันเอง ตามบทถาวรที่ให้มี สว.200 คน แต่จะไม่ได้เป็น สว.ทั้ง 200 คน เพราะบทเฉพาะกาลกำหนดให้ คสช.เลือกให้เหลือ 50 คน อีก 6 คน เป็นโดยตำแหน่ง คือ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.สูงสุด ผบ.ทหารบก ผบ.ทหารอากาศ ผบ.ทหารเรือ และ ผบ.ตำรวจ เหลืออีก 194 คน มาจากคณะกรรมการสรรหาที่ คสช.แต่งตั้งขึ้น สรรหามา 400 คน ให้ คสช.เลือกให้เหลือ 194 คน

“สรุปคือวุฒิสภาชุดแรก 250 คน จะเป็นวุฒิสภาที่มาจาก คสช. ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการยึดอำนาจในอดีต ที่รัฐธรรมนูญจะให้ผู้ยึดอำนาจเป็นผู้แต่งตั้ง สว. จะมีก็แต่รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ไม่มีอะไรแบบนี้ นอกนั้นในอดีตทุกครั้งผู้ยึดอำนาจจะสืบทอดอำนาจด้วย สว.ทั้งสิ้น เพียงแต่ครั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัยเขียนให้ซับซ้อนขึ้น มีการเลือกกันเอง มีการสรรหา แต่สุดท้ายคนเลือก คือ คสช.”

อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือตามบทเฉพาะกาลนั้น สว.ที่ คสช.เลือก นอกจากจะมีอำนาจเหมือน สว.ในบทถาวรแล้ว ยังมีอำนาจ ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทำการและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติที่ คสช.ทำไว้ด้วย โดยกำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่มาหลังการเลือกตั้งต้องแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาทุกๆ 3 เดือน อันนี้ก็จะเห็นกลไกที่ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องมาอยู่ในการควบคุมของ สว.ที่มาจาก คสช.

“แต่ที่จะยุ่งจริงๆ คือคำถามพวงจาก สปท. และ สนช. ที่จะให้ สว.ที่มาจาก คสช.เลือก มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ สส.ด้วย ถึงแม้ว่าคำถามพ่วงจะไม่ถึงกับให้ สว.มีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่ทำให้เท่ากับว่า คสช.จะมีอำนาจในการกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะ สว.มี 250 คน สส.มี 500 คน รวมเป็น 750 คน จะเลือกนายกฯ ต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง กึ่งหนึ่งคือ 375 คน มากกว่ากึ่งหนึ่งก็คือ 376 คน ตอนนี้มีแล้ว 250 คน เท่ากับต้องการ สส.อีก 126 คนเท่านั้น”

ปริญญา วิเคราะห์ว่า คสช.เองคงอยากให้ สว.ที่ คสช.ตั้งมีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วย แต่เข้าใจว่าคงจะมากเกินไป เพราะทีแรกก็ขอจาก กรธ. แต่เมื่ออาจารย์มีชัยไม่ให้ ก็เลยไปให้ สปท. และ สนช. ไปทำให้เป็นคำถามพ่วง ซึ่งการให้ สว. เลือกนายกฯ ได้ก็มากพออยู่แล้ว ถ้าขนาดปลดนายกฯ ได้ด้วยจะมากเกินไป ก็เลยเอาแค่นี้ แต่ก็นับว่ามากแล้ว คือต้องเข้าใจว่าภายใต้ระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมจะไม่มีพรรคไหนได้ สส.เกินครึ่งเลย การตั้งรัฐบาลจึงจะอยู่ในมือของพรรคใหญ่สุดคือพรรค สว.ที่มี 250 คนของ คสช.

“ที่ผมห่วงคือ ที่ผ่านๆ มาอำนาจแบบมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น จะหมดไปเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญถาวร แต่บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ คสช.มีอำนาจตามมาตรา 44 ไปจนถึงตอนที่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นั่นหมายความว่าเราจะมีการเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งภายใต้มาตรา 44 อีก”

ขณะเดียวกัน ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งมีบทเฉพาะกาลให้ คสช.เลือกสมาชิกวุฒิสภา 250 คน และคำถามพ่วงที่จะให้สมาชิกวุฒิสภาผู้เลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ สส.ผ่านประชามติ ระยะเวลา 5 ปีแรกหลังการเลือกตั้ง การเมืองไทย จะไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแบบที่เราเคยมีมา แต่จะเป็นระบอบไฮบริด คือถึงแม้จะมี สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่จะมี สว.ที่เลือกนายกรัฐมนตรีได้และมีอำนาจในการติดตามเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ที่มาจาก คสช.เลือก มาควบคุมการเมืองที่มาจากการเลือกของประชาชนได้

ขอ 5 ปี “เปลี่ยนผ่าน” นานไป

“ปริญญา” กล่าวว่า  คนที่จะปฏิรูปประเทศไทยให้สำเร็จได้ ไม่ใช่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และไม่ใช่ คสช.ด้วย แต่คือคนไทยทุกคน ประชาธิปไตยไม่ใช่การปกครองโดยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่คือการปกครองตนเองของประชาชนเจ้าของประเทศ การเลือกตั้งจึงเป็นแค่ส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยเท่านั้น

“ผมถามว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่เข้ามาทำงานไป 1 ปีกว่า ปฏิรูปอะไรสำเร็จบ้าง (ชูหนังสือขึ้น) ได้หนังสือมาเล่มหนึ่งครับ แผนการปฏิรูปประเทศ แล้วตอนนี้เรามีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หน้าที่คืออะไร หน้าที่คือมาขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปประเทศนี้ไงครับ ถามต่อว่า แล้ว สปท. จะขับเคลื่อนการปฏิรูปสำเร็จหรือไม่ ผมว่าสิ่งที่เราจะได้จาก สปท.อาจจะเป็นแค่หนังสืออีกเล่มครับ คือ วิธีการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คือเราเอาแต่บอกคนอื่น อย่าลืมว่าคนที่จะเปลี่ยนประเทศไทยคือคนไทย ที่เราทำอยู่นี้คือแต่งตั้งคนมาประชุมกันแล้วก็ปฏิรูปประเทศด้วยการบอกคนอื่นให้ทำ”

อย่างไรก็ตาม กว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นคงเป็นปี 2561 เพราะถ้าดูระยะเวลาในบทเฉพาะกาล จะเริ่มนับเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว โดยวันลงประชามติ คือ 7 ส.ค. 2559 หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แล้วคำถามพ่วงผ่านประชามติด้วย ก็ต้องมีการแก้บทเฉพาะกาลใส่อำนาจ สว. ที่เลือกนายกรัฐมนตรีได้เข้าไป แล้วก็ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบอีก ใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งจะประกาศใช้อย่างเร็วก็จะอยู่ช่วงกลางเดือน ก.ย.

นอกจากนี้ ตามมาตรา 267 บัญญัติว่าหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ให้ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน ก็บวกไป 8 เดือน จะเสร็จเดือน พ.ค. 2560 แล้ว สนช.ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน บวกอีก 2 เดือน ก็เป็นเดือน ก.ค. 2560 จากนั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาอีก ถ้าไม่เห็นด้วยต้องแจ้งภายใน 10 วัน แล้วก็ต้องมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญแต่ละฝ่ายขึ้นมาพิจารณาอีก 15 วัน โดยนับตั้งแต่วันแต่งตั้ง ขั้นตอนแต่งตั้งไม่รู้จะนานแค่ไหน

ทั้งนี้ สมมติทำเร็วหน่อยก็อีกหนึ่งเดือน ก็กว่าจะเสร็จก็เดือน ส.ค. 2560 แล้วมาตรา 268 ให้เลือกตั้งภายใน 150 วัน หลังจากที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ประกาศใช้ก็บวกไปอีก 5 เดือน เป็นเดือน ม.ค. 2561 เลยปี 2560 ไปแล้วครับ สรุปว่ากรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เลือกตั้งยืดไปถึงเดือน ม.ค. 2561 และตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กกต.มีเวลาเพิ่มจาก 30 วัน เป็น 60 วัน ในการประกาศผลการเลือกตั้ง กว่าจะประชุมสภานัดแรกได้ก็จะไปถึงเดือน มี.ค. 2561 กว่าจะเลือกนายกรัฐมนตรีและมีคณะรัฐมนตรี ก็ปาเข้าไปเดือน เม.ย.หรือ พ.ค. 2561

“คสช.ยึดอำนาจเดือน พ.ค. 2557 ก็ 4 ปีพอดี เท่ากับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง วาระหนึ่งเลยครับ แล้วยังต่อช่วงเปลี่ยนผ่าน ไปอีก 5 ปี รวมเป็น 9 ปี ผมถามว่า มันนานเกินไป หรือเปล่า”

ปริญญา กล่าวว่า โจทย์ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตั้งขึ้นน่าจะคลาดเคลื่อน คือ กรธ. และ คสช.ไปตั้งโจทย์ว่า ประชาธิปไตยเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่ แล้วเขาก็ตอบว่า สงสัยประชาธิปไตยไม่เหมาะสม เพราะเลือกตั้งไปก็มีปัญหาอีก รัฐธรรมนูญจึงร่างออกมาไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย แล้วยังขอระยะเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปี และก็ยังมีคำถามพ่วงให้ สว.เลือกนายกรัฐมนตรีอีก คือเป็นการตั้งโจทย์ที่ผิด

ทั้งนี้ โจทย์ที่ถูกต้องคือ ทำอย่างไรประชาธิปไตยจึงจะประสบความสำเร็จในไทย ไม่ใช่ตั้งโจทย์ว่าประชาธิปไตยเหมาะหรือไม่เหมาะกับประเทศไทยแบบนี้

คำถามพ่วงประชามติต้องแฟร์

ปริญญาชี้ว่าประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่ใช่เนื้อหาในรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่จะเป็นตัวชี้วัดให้ประชาชนตัดสินใจ “ประชาชนจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้พิจารณาแต่เนื้อหาอย่างเดียว ประชาชนอาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่ง คือ กลุ่มที่เชื่อมั่นในการทำงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลุ่มนี้ยังไงก็รับ กลุ่มที่สอง คือ ฝ่ายตรงข้ามกลุ่มนี้ยังไงก็ไม่รับ และกลุ่มที่สาม คือ คนกลางๆ ที่มีส่วนหนึ่งชุมนุมกับข้างหนึ่งข้างใดทั้งสองข้างมาแล้วแต่ไม่สุดโต่ง กลุ่มนี้ผมเชื่อว่าเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด เขารอฟังว่าเนื้อหาข้างในว่าเป็นอย่างไร มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอย่างไรบ้าง มีข้อดีบ้างไหม และก็จะรอฟังว่าถ้าไม่ผ่านประชามติจะเกิดอะไรขึ้น เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วมันแย่กว่าก็อาจจะรับก็ได้ คนกลุ่มนี้ก็จะรอฟัง ซึ่งตอนนี้เรายังไม่ทราบว่า คสช.จะเอาอย่างไร เพราะไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะเป็นอย่างไร คำถามพ่วงที่ให้ สว.เลือกนายกรัฐมนตรีได้ก็จะมีผลมากต่อการตัดสินใจ คือคนที่ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะรับดีไหม อาจจะไม่ชอบนักที่ร่างรัฐธรรมนูญให้มี สว.ที่ คสช. ตั้งที่จะอยู่ไป 5 ปี แต่ก็ลังเลใจว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็ไม่รู้จะเลือกตั้งเมื่อไหร่ พอเจอคำถามพ่วงนี้ก็อาจจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญไปเลย”

ปริญญามีความเห็นว่า “คำถามพ่วงที่เป็นธรรมที่สุดสำหรับประชาชน คือ คำถามพ่วงว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ประชาชนต้องการแบบไหน ระหว่างร่างใหม่อีกครั้ง หรือหยิบเอาฉบับเก่าที่ยกเลิกไปคือฉบับ 2550 มาปรับปรุงแก้ไข คือที่ให้เอาฉบับ 2550 เพราะว่าหลักการสากลของการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญทั่วโลกคือ ถ้าประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แปลว่าให้ใช้ฉบับเดิม ดังนั้นนี่คือคำถามพ่วงที่น่าถามมากกว่า และจะทำให้ คสช.ไม่ต้องเผชิญวิกฤตถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านขึ้นมา คสช. ก็แค่ทำไปตามที่ประชาชนลงมติ แรงกดดันทางการเมืองก็จะไม่มี คสช. ก็จะมีทางไปต่อแบบไม่เกิดวิกฤตเลย แต่อันนี้ คสช.ก็ไม่เอาหรอกครับ เพราะเขาเห็นว่าจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เอาละถ้าอย่างนั้นอย่างน้อย คสช.ก็ต้องให้ประชาชนรู้ก่อนว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะเป็นอย่างไร ถ้า คสช.ไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในเรื่องนี้ โดยคิดว่าปล่อยให้ดำมืดไปแบบนี้จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีโอกาสผ่านมากกว่า แล้วถ้าเกิดไม่ผ่านขึ้นมาค่อยมาแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวว่าจะเอายังไงต่อ อันนี้อันตรายมากครับ เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ในทางการเมืองไม่ใช่แค่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แต่จะหมายความว่า คสช.ไม่ผ่านด้วยครับ แรงกดดันทุกอย่างจะพุ่งไปที่ คสช. จะเกิดเสียงเรียกร้องทันทีว่าให้คืนอำนาจเลย หรือ คสช.ต้องลาออกอะไรแบบนี้”

นอกจากนี้ ปริญญายังเห็นว่าบทเฉพาะกาลพร้อมด้วยคำถามพ่วงแบบนี้ จะทำให้ คสช.กลายเป็นคู่ขัดแย้งกับคนที่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ “เพราะ คสช.ได้กลายเป็นผู้มีส่วนได้เสียไปแล้ว เนื่องจากจะได้ประโยชน์จากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงนี้ อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจด้วยว่าความชอบธรรมของ คสช. ที่จะตั้ง สว.ที่เลือกนายกฯ ได้ และมีระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแบบนี้ มาจากการที่ฝ่ายนักการเมืองไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าถ้าเลือกตั้งแล้วปัญหาอย่างที่เคยเกิดจะไม่กลับมาอีก คือถ้านักการเมืองของเราสามารถใช้สภาแก้ปัญหากันได้ เราคงไม่มาถึงจุดนี้ รัฐธรรมนูญดีไม่ดีนี่มันก็เรื่องหนึ่ง ส่วนคนก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องทำไปควบคู่กันนะครับ ถ้าทำให้คนมั่นใจมากขึ้นว่าจะไม่ทำกันอย่างที่ผ่านๆ มาอีก ความชอบธรรมของ คสช.ที่ต้องมี สว.มาคุมในระยะเปลี่ยนผ่านมันก็ย่อมน้อยลงไป ความจริงคำถามพ่วงที่น่าถามคือ จะตัดบทเฉพาะกาลที่ให้ คสช.เลือก สว.หรือไม่ ถ้าก่อนถึงวันลงประชามติ ฝ่ายการเมืองทำให้คนมั่นใจได้มากขึ้น ก็ตัดอำนาจ คสช.ไป แต่คำถามที่จะทำให้อำนาจน้อยลงเขาไม่ถามหรอกครับ เขาจะถามแต่ที่จะทำให้อำนาจเขามากขึ้น”

คำถามพ่วงนี้ ทำให้ความร้อนแรงของฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจะมีมากขึ้น “แต่อย่างน้อยก็มีการลงประชามติ ก็ให้จบที่หีบบัตรประชามติครับ ประเด็นสำคัญคือ กรธ.มีโอกาสได้ชี้แจง ก็ต้องให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นตามสมควรด้วย” ปริญญา กล่าวต่อว่า “สิ่งที่เราต้องช่วยกันคือทำอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบปี 2535 คือกลับสู่ประชาธิปไตยโดยไม่เกิดเหตุรุนแรงนองเลือดอีก และเมื่อกลับสู่ประชาธิปไตย ทำอย่างไรประชาธิปไตยจะไม่ล้มเหลวอีก เป็นไปได้หรือไม่ที่นักการเมืองหากไม่เห็นด้วยกับร่างนี้ก็ไม่ควรจะพูดแค่ว่าไม่เห็นด้วย พรรคใหญ่ที่ทะเลาะกันไม่จำเป็นต้องมาเห็นด้วยกัน แต่ให้บอกประชาชนว่านับจากนี้ไปพวกเราจะไม่ทำแบบเดิม เกิดปัญหาอะไรต้องจบในสภา พรรคเพื่อไทยต้องไม่พวกมากลากไป ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ต้องเข้าใจหากพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งอีก เสียงข้างน้อยไม่ได้มีเอาไว้ยกมือแพ้ แต่มีไว้เจรจาต่อรอง พรรคการเมืองทำสัญญาประชาคมกับประชาชนได้หรือไม่ ที่จะไม่กลับไปทำแบบเดิมอีก ส่วนการชุมนุมทั้งสองข้างไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน หากจะชุมนุมก็ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายไม่เลยเถิดเหมือนที่ผ่านมา”

ระบบเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” ทำพรรคการเมืองเสียงแตก

ระบบเลือกตั้งของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เรียกว่าระบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” คืออะไร อาจารย์ปริญญา สรุปว่า ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ สส. ยังมี 2 แบบ คือ สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยมี สส.แบบแบ่งเขตจำนวน 350 คน ที่ใช้ระบบเสียงข้างมากธรรมดาเขตละคนเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ที่แก้ไขเพิ่มเติมในปี 2554 และ สส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 150 คน

“แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจะไม่มีอีกต่อไป จะเหลือแค่การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างเดียวเท่านั้น แล้วใช้คะแนนแบบแบ่งเขตมาคิดสัดส่วน โดยคิดจากจำนวน สส.ทั้งสภา ซึ่งมี 500 คน พรรคแต่ละพรรคได้คะแนนแบบแบ่งเขตทั้งประเทศกี่เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้จำนวน สส.ไปเท่านั้นเปอร์เซ็นต์ จากนั้นก็ดูว่าพรรคแต่ละพรรคได้ สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งไปแล้วกี่คน ขาดอยู่เท่าใด ก็จะเอาผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อมาเติมจนครบจำนวน เช่น พรรค ก. ได้คะแนนแบบแบ่งเขต 10 เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้ สส. 10 เปอร์เซ็นต์ของ สส. ทั้งหมดที่มี 500 คน ซึ่งเท่ากับ 100 คน สมมติว่าผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตของพรรค ก. ชนะการเลือกตั้งไปแล้ว 60 คน พรรค ก.ก็จะได้ สส.แบบบัญชีรายชื่อ เท่ากับ 100 ลบ 60 ผลคือ 40 คน โดยผู้ที่จะได้เป็น สส.ของพรรค ก. ก็คือผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อตั้งแต่อันดับ 1 ถึงอันดับ 40”

ฟังดูจะคล้ายกับระบบ “สัดส่วนผสม” ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ตกไปแล้ว “คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันตรงที่ระบบสัดส่วนผสมของอาจารย์บวรศักดิ์ ประชาชนมี 2 คะแนนเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 แล้วใช้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อมาคิดสัดส่วนจำนวน สส. ทั้งสภาที่แต่ละพรรคจะได้รับ แต่ระบบจัดสรรปันส่วนผสมของอาจารย์มีชัย ประชาชนจะเหลือแค่คะแนนเดียว คือจะเลือก สส.แบบแบ่งเขตอย่างเดียว โดยให้เหตุผลว่าประชาชนจะเลือกง่ายขึ้น แต่ผมไม่คิดว่ามันเป็นเหตุผลที่แท้จริง แล้วเหตุผลแท้จริงคืออะไร เราก็ต้องมาดูว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้จะนำไปสู่ผลเลือกตั้งแบบไหน”

ปริญญา กล่าวต่อว่า “ถ้าดูผลการเลือกตั้งย้อนหลังจะพบว่าทุกครั้งพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดสองพรรคคือ พรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทย จะได้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อจะมากกว่าแบ่งเขตเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จะมีผู้สมัครของพรรคขนาดกลางและเล็กที่มีความนิยมในพื้นที่มาแบ่งคะแนนไป ขณะที่การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ คือการแข่งขันกันเรื่องความนิยมในระดับประเทศ ทำให้คะแนนไปอยู่กับพรรคใหญ่ที่สุดสองพรรคมากกว่าแบบแบ่งเขต ทำให้พรรคใหญ่ที่สุดสองพรรคมีคะแนนแบบแบ่งเขตน้อยกว่าคะแนนแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นกับทุกประเทศที่ใช้ระบบเลือกตั้งสองระบบผสมกันแบบนี้

แล้วผลลัพธ์คืออะไร ปริญญา ฟันธงว่า “การเอาคะแนนแบ่งเขตมาคิดสัดส่วน ผลลัพธ์คือพรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.น้อยลง ส่วนพรรคขนาดกลางจะได้ สส.มากขึ้น นี่คือผลลัพธ์ที่จะได้จากระบบเลือกตั้งนี้เป็นไปได้ว่า กรธ.อาจจะคิดว่าพรรคใหญ่ทะเลาะกันมาก ถ้าพรรคขนาดกลางมี สส.มากขึ้นก็จะเกิดการเมืองแบบปรองดองมากขึ้น นี่เป็นเหตุผลเดียวที่เราพอจะเข้าใจว่าทำไม กรธ.ถึงเลือกระบบเลือกตั้งแบบนี้ นี่มองโลกในแง่ดีนะครับ”

ปริญญา อธิบายว่า การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตคือ “ระบบเสียงข้างมาก” ที่ผู้ชนะการเลือกตั้งคือผู้ที่ได้คะแนนเสียงข้างมาก ส่วนการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อคือ “ระบบสัดส่วน” ที่พรรคการเมืองจะได้ สส.ตามสัดส่วนคะแนนที่ได้จากประชาชน การเอาระบบเลือกตั้งทั้งสองระบบมาผสมกันแบบรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 นั้น เป็นการผสมกันแบบ “คู่ขนาน” คือสองระบบเลือกแยกกันเด็ดขาด เลือกตั้งแบบแบ่งเขตก็เลือกไป เลือกตั้งแบบสัดส่วนก็เลือกไป โดยคิดสัดส่วนจากแค่จำนวน สส.สัดส่วน แล้วก็เอาผลมารวมกันเป็นจำนวน สส.ของแต่ละพรรค “ปัญหาคือระบบเสียงข้างมากที่เราใช้ในการเลือก สส. ส่วนใหญ่นั้นเป็นระบบเสียงข้างมากธรรมดาเขตละคน ที่ผู้ชนะการเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องได้คะแนนเกินครึ่ง ผลคือพรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.มากกว่าคะแนนที่ได้จริงๆ จากประชาชน โดยการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อก็เพียงแต่แปะเพิ่มเข้ามา เพราะเราผสมแบบคู่ขนาน ผลคือเราจึงได้รัฐบาลที่เข้มแข็งเกินจริง เพราะได้ สส.มากกว่าความเป็นจริง ส่วนฝ่ายค้านก็จะอ่อนแอกว่าความเป็นจริง เพราะได้ สส.น้อยกว่าความเป็นจริง ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลในสภามีปัญหา”

ส่วนการผสมอีกแบบคือ “ระบบสัดส่วนผสม” คือใช้คะแนนสัดส่วน ซึ่งเป็นคะแนนที่เลือกพรรคหรือคะแนนนิยมของพรรคมากำหนดจำนวน สส.ทั้งสภาของแต่ละพรรค แล้วก็ดูว่าได้ สส.แบบแบ่งเขตมาแล้วกี่คน ขาดอยู่เท่าใดก็เอาผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อมาเติมให้จนครบจำนวน “นี่คือระบบเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญบวรศักดิ์ ซึ่งมีข้อดีคือทุกพรรคการเมืองจะได้จำนวน สส.ตามคะแนนนิยมจริงๆ ของพรรค ส่วนระบบเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญมีชัย ในเมื่อไม่มีการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่เป็นการเลือกพรรค แล้วเอาคะแนนแบบแบ่งเขต ซึ่งเป็นการเลือกตัวบุคคลเป็นหลักมาคิดจำนวน สส. ทำให้พรรคใหญ่จะไม่ได้ สส.ตามความนิยมที่แท้จริง เพราะจะถูกตัดคะแนนจากผู้สมัครแบบแบ่งเขตของพรรคกลาง พรรคเล็ก พรรคใหญ่ที่สุดจึงได้ สส.น้อยกว่าความเป็นจริง ขณะที่ระบบเลือกตั้งเดิมของรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 พรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.มากกว่าความเป็นจริง ดังนั้นระบบเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญของอาจารย์บวรศักดิ์ที่ทุกพรรคได้ สส.ตรงตามความเป็นจริงคือ ระบบตรงกลางที่ทุกพรรคจะได้ สส.ตรงตามความเป็นจริง หรือตรงตามความนิยมของประชาชนที่มีต่อพรรค จึงดีที่สุดในความเห็นของผม เพราะเป็นธรรมที่สุด และทำให้เราได้สภาที่สะท้อนความเป็นจริงจากประชาชนจริงๆ”

พรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.น้อยลง พรรคขนาดกลางจะได้ สส.มากขึ้น แล้วพรรคขนาดเล็กล่ะ ปริญญา ตอบว่า “พรรคขนาดเล็กจากเดิมสมัครมาบัญชีเดียว แล้วสามารถรับคะแนนแบบบัญชีรายชื่อได้ทุกหน่วยเลือกตั้ง จะทำอย่างนั้นต่อไปไม่ได้อีกแล้ว หากต้องการคะแนนมาแปรเป็นที่นั่ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคขนาดเล็กต้องส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตทุกเขต หรือให้มากเขตที่สุด พรรคขนาดเล็กจึงเสียเปรียบมาก นอกจากนี้ระบบเลือกตั้งแบบนี้ยังมีข้อเสียใหญ่มากคือ ปกติคนสมัครรับเลือกตั้งต้องหวังชนะ จะชนะหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ระบบเลือกตั้งแบบนี้จะเกิดการลงสมัครแบบไม่หวังชนะ แต่พรรคจำเป็นต้องส่ง เพื่อหวังคะแนนมาคิดเป็น สส.แบบบัญชีรายชื่อ แล้วระบบเลือกตั้งแบบนี้เราจะบอกว่าเป็นระบบเลือกตั้งที่ดีได้อย่างไร”

แล้วประชาชนจะชอบระบบเลือกตั้งแบบมีชัยนี้ไหม ปริญญา ชี้ว่า “เดิมประชาชนเลือกต่างกันได้ คือเลือกผู้สมัครแบ่งเขตพรรคหนึ่งกับเลือกพรรคอีกพรรคหนึ่ง เพราะเลือกตั้งมี 2 แบบ บัตรเลือกตั้งมี 2 ใบ แต่ระบบอาจารย์มีชัย หากประชาชนชอบผู้สมัครแบบแบ่งเขตของพรรคหนึ่ง แต่ชอบนโยบายหรือว่าที่นายกฯ ของอีกพรรค ประชาชนจะไม่สามารถเลือกแยกกันได้อีกต่อไป เพราะการเลือกตั้งเหลือแค่การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตอย่างเดียว สิทธิของประชาชนที่เคยมีมันหายไป ที่ กรธ.ให้เหตุผลว่าเพื่อให้ประชาชนเลือกง่ายขึ้น ผมเห็นต่าง เพราะว่าประชาชนเลือกโดยมีการเลือกตั้งสองแบบมา 4 ครั้งแล้ว ตั้งแต่การเลือกตั้งวันี่ 6 ม.ค. 2546, 6 ก.พ. 2548, 23 ธ.ค. 2550 และ 3 ก.ค. 2554 ประชาชนเข้าใจไปแล้วว่าเลือกตั้งสองแบบเลือกอย่างไร การตัดให้เหลือเลือกตั้งแบบเดียวและบัตรเลือกตั้งใบเดียวนี่แหละประชาชนจะไม่เข้าใจว่า สส.แบบบัญชีรายชื่อจะมายังไง”

“ระบบเลือกตั้งของอาจารย์มีชัย จะทำให้พรรคการเมืองเสียงแตก ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ชอบอยู่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะไม่ว่าอะไรในเรื่องระบบเลือกตั้ง เพราะลองเอาข้อมูลเดิมมาใส่ในระบบการเลือกตั้งมีชัย ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ที่นั่งเท่าเดิม ไม่ได้หรือเสียประโยชน์ ส่วนพรรคขนาดเล็กไม่ชอบแน่นอนเพราะต้องส่งผู้สมัครทุกเขตหรือส่งมากที่สุด จึงได้ที่นั่งแบบบัญชีรายชื่อ ส่วนพรรคขนาดกลางที่จะได้ สส.มากขี้น ก็จะชอบระบบเลือกตั้งนี้ และดังนั้นระบบเลือกตั้งจะเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พรรคการเมืองเสียงแตกในการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย”