“ชีวิตหลังกรงขัง เมื่อคนดังอยู่ในคุก ที่นี่ไม่มีอภิสิทธิ์ชน” กอบเกียรติ กสิวิวัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 18:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/514586

"ชีวิตหลังกรงขัง เมื่อคนดังอยู่ในคุก ที่นี่ไม่มีอภิสิทธิ์ชน" กอบเกียรติ กสิวิวัฒน์

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สังคมไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หากทำผิดไม่ว่าเป็นประชาชน นักการเมือง นักธุรกิจ ผู้มีชื่อเสียง หลังถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุก (ไม่นับรวมหลายคนที่หลบหนีคดีออกนอกประเทศ) ต้องถูกนำตัวเข้าไปพันธนาการอยู่เบื้องหลังกำแพงสูง ที่มองเห็นแต่ฟ้าและเรือนนอน จนกว่าถึงวันพ้นโทษ

เรือนจำ หรือ คุก จึงเปรียบเสมือนแดนสนธยาที่ไม่มีใครอยากเข้าไปสัมผัส แต่ที่ผ่านมามักได้ยินเรื่องราวภายใน จากผู้ที่เคยเข้าไปใช้ชีวิตออกมาเล่าเท่านั้น ว่าชีวิตเหมือนนกที่ถูกขัง ทำให้หลายครั้งพบว่าเมื่อผู้มีชื่อเสียงเข้าไป วันต่อไปข่าวจะออกว่า บุคคลเหล่านั้นมีอาการเครียด แต่หลังจากนั้นชีวิตบุคคลที่ถูกเรียกว่า คนคุก ไม่มีใครรับรู้ชีวิตอีกเลย

โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับ กอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผู้ทำงานแวดวงกรมคุกมานานกว่า 36 ปี และกำลังเกษียณอายุราชการ 30 ก.ย.นี้ จะมาไขข้อข้องใจ การใช้ชีวิตของนักโทษหลังกำแพงสูงว่าเป็นอย่างไร ทำไมนักโทษใหม่ต้องมีอาการเครียด บางคนยอมเสี่ยงหนีออกนอกประเทศ เพื่อไม่ต้องการติดคุก และทางแก้ปัญหาคนล้นคุกในอนาคตควรทำอย่างไร

เปิดชีวิต 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันแรกถึงวันพ้นโทษ

กรมราชทัณฑ์ เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงยุติธรรม ทำหน้าที่ดูแลเรือนจำทั้งหมด 143 แห่ง ปัจจุบันมีนักโทษในความดูแลประมาณ 2.9 แสนคน

กอบเกียรติ เล่าว่าวันแรกหลังถูกศาลตัดสินจำคุก เมื่อนักโทษถูกนำตัวเข้าเรือนจำ ทุกคนต้องทำประวัติ พิมพ์ลายนิ้วมือ ตรวจโรค รับของใช้ (เสื้อ 3 ชุด และของใช้จำเป็น) จากนั้นจะถูกส่งไปอยู่แดนแรกรับ เพื่อเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนจำแนกลักษณะ ซึ่งจะทำกิจกรรมฝึกระเบียบวินัย อบรมพัฒนาจิตใจ แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ 2 – 4 สัปดาห์ ตามโปรแกรม ก่อนแยกไปอยู่และฝึกอาชีพตามแดน โดยเกณฑ์พิจารณาดูจากความสามารถ ความประสงค์นักโทษ เช่น แดนช่างไม้ แดนช่างเชื่อม

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า เป็นเรื่องปกติเมื่อนักโทษเข้าใหม่ ต้องมีปัญหาสภาพจิตใจ เช่นเดียวกับคนที่พลัดบ้านไปเรียนต่างประเทศ แต่คนในคุกความรู้สึกอาจมากกว่านั้น เพราะไม่สามารถกลับบ้านได้ตามต้องการ รอถึงวันพ้นโทษ แต่การดูแลสภาพจิตใจนักโทษใหม่ เรือนจำจะมีนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา คอยแลดูนักโทษกรณีที่อาการหนัก แต่ถึงอย่างไรคิดว่า เมื่อเข้ามา ผู้ต้องขังทุกคนต้องใช้เวลาปรับตัวกับสภาพแวดล้อมสักระยะประมาณ 7-10 วัน ถึงจะชินสังคมใหม่

ขณะที่กิจวัตรผู้ต้องขัง ตื่น 6 โมงเช้า เพื่อลงจากเรือนนอนมาอาบน้ำ ทำกิจวัตรส่วนตัว เสร็จแล้วเข้าแถวเคารพธงชาติ กินข้าวเช้า หลังจากนั้นจะแยกไปฝึกตามแผนก พอเวลาเที่ยวก็มากินข้าว บ่ายทำกิจกรรมต่อ บ่าย 3 ก็เลิกทำงาน จากนั้นให้ไปอาบน้ำ กินข้าว เตรียมตัวขึ้นโรงนอน 5 โมงเย็น ส่วนการดูแลผู้ต้องขังในเรือนนอน แต่ละห้องขังจะมีหัวหน้าห้องคอยดูแล หากมีปัญหาอะไร จะเป่านกหวีดเรียกผู้คุม ประกอบกับดูแลด้วยกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม

คนคุกไม่มีอภิสิทธิ์ และไม่ได้ถูกแบ่งตามฐานะเศรษฐกิจ-สังคม

นักโทษคนดัง นักการเมือง ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 60-70 ปี เมื่อเข้ามาจะถูกจัดให้อยู่แดนคนชรา อาจไม่ต้องฝึกหรือทำงานหนักเหมือนวัยหนุ่ม โดยกิจกรรมหลักเพื่อทำให้ผ่อนคลาย เช่น ฝึกสมาธิ ฝึกธรรม แต่หากอยู่ช่วงวัยปกติ ยังไงก็ต้องทำเหมือนคนอื่น คือ ฝึกอาชีพความถนัด ตามความเหมาะสม

“ถามว่านักโทษมีอภิสิทธิ์ไหม อภิสิทธิ์ มันต้องพูดเป็นกรณีไป ถ้าหากคนแก่ คนป่วย ไม่ต้องทำงาน ถือว่ามีอภิสิทธิ์ไหม เราทำตามความเหมาะสม คำว่า อภิสทธิ์ยังไง เราไม่ให้ใคร”

“โฟกัสแต่ คนดัง นักการเมือง แต่มันต้องดูว่า เค้าทำผิดอะไร เค้ามีความสามารถอย่างไรที่จะทำงานได้ ซึ่งเราไม่ได้ดูตามฐานะเศรษฐกิจ สังคม”

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า รวย ดัง มีผลไหมหรือไม่ในเรือนจำนั้น ที่จริงหากเอาเงินเข้าไปได้ ก็มี ดังนั้นต้องมีมาตรการจำกัดการใช้เงิน โดยมีกฎห้ามนำเงินสดเข้าเรือนจำ จะอนุญาตให้นักโทษใช้เงินวันละไม่เกิน 300 บาท แต่ละคนมีบัญชีเงินเก็บไม่เกิน 9 พันบาท ไว้ซื้อของจำเป็น เช่น กาแฟ ขนม นม บุหรี่ สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน โดยการซื้อสินค้า นักโทษไม่มีสิทธิ์ถือเงิน แต่ใช้วิธีตัดผ่านบัญชี

กอบเกียรติ ยอมรับว่าปัญหาเรื่องผู้คุมรับเงินอาจมีบ้าง ฉะนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องมีระบบตรวจสอบ ที่ทำคู่ไปกับสร้างวัฒนธรรมในองค์กร ซึ่งเป็นเรื่องระยะยาว ไม่เช่นนั้นก็อาจมีผู้ต้องขังให้ญาตินำเงินไปจ่ายเงินข้างนอก

 

สังคมช่วยตรวจสอบ-ปลูกฝังจริยธรรม ทางแก้ปัญหาอาชญากรรม ฉ้อโกง

กอบเกียรติ มองว่าการแก้ปัญหาอาชญากรรม ฉ้อโกงในสังคม ควรเริ่มจากสถาบันสังคมที่ต้องช่วยกันแทรกแซง ตรวจสอบ แต่ถ้าหากมีการทำผิด และคนในสังคมยังมองเป็นเรื่องปกติ ยังคงมีคนไม่ทำตามกฎระเบียบอยู่ แต่ถ้าหากทำผิดแล้วจับ ก็จะไม่มีคนกล้าทำผิด

“ไม่ว่าโทษแรง ค่อย มันไม่สำคัญ แต่มันสำคัญว่า การตอบสนองกับการกระทำความผิด ช้าหรือเร็ว ฉะนั้นการแทรกแซงตรวจสอบของสังคม เป็นเรื่องสำคัญ”

การแก้ปัญหาต่างๆ ในสังคมต้องเริ่มจากการสร้างค่านิยมที่ถูกต้อง อย่ามองแค่ปลายเหตุ แต่ต้องดูต้นเหตุ ปัญหาใหญ่และสภาพสังคมโดยรวม หากยังยกย่อง ยกมือไหว้ คนกระทำความผิดที่สร้างอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจได้ ค่านิยมของสังคมจะไม่เปลี่ยนแปลง ฉะนั้นต้องเริ่มสร้างค่านิยมวัฒนธรรมการตรวจสอบ ซึ่งอาจต้องใช้เวลา

“สังคมมันต้องแซงชั่นกันเร็ว ไม่ต้องไปขู่คนอื่น เรานั่นแหละ ต้องช่วยกัน มัวคิดว่า ทำผิดยังไงก็รอด คนทำผิดเยอะแยะ ไม่เห็นถูกจับเลย ก็ยังมีปัญหาอยู่ ฉะนั้นสังคมต้องช่วยกันตรวจสอบ แซงชั่น”

กอบเกียรติ มองว่า ผู้ต้องขังในอนาคตยังไงต้องเพิ่มขึ้น หากเอาเรือนจำเป็นตัวแก้ปัญหาอย่างเดียว ซึ่งอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป ต้องปรับ เช่น คดียาเสพติดผู้ต้องหาโทษน้อย ควรพิจารณาว่า สมควรนำเข้าเรือนจำ หรือควรใช้มาตรการอื่นทดแทนการจำคุก แต่ถ้าปล่อยเป็นเช่นนี้ จำนวนนักโทษก็จะเพิ่มขึ้นทุกปี

กอบเกียรติ ปัจจุบันเหลืออายุรับราชการอีกไม่ถึงเดือน หลังจากทำงานเส้นทางเติบโตในกรมคุก มาตลอดระยะเวลา 36 ปี หลังเข้ารับราชการเมื่อปี พ.ศ. 2524 ตำแหน่งนักทัณฑวิทยา 3 ทำงานด้านวิชาการ ตลอดชีวิตการทำงานช่วงหนักสุดของชีวิต คือการกวาดล้างปัญหายาเสพติดและโทรศัพท์มือถือในเรือนจำ ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงตกต่ำที่สุดของกรม แต่สุดท้ายมุ่งมั่นร่วมมือกับบุคลากรในองค์กร แก้ไขปัญหานั้นได้สำเร็จ

กอบเกียรติ เผยว่าหลักการทำงานตลอดอายุรับราชการ ยึดว่าต้องตั้งใจ จริงจังทุกเรื่อง ทั้งงานและเพื่อน โดยนำองค์กรมาเป็นหัวใจสำคัญ “ถ้าคุณรักองค์กรจริง ต้องบริหารทุกอย่าง โดยใช้องค์กรเป็นตัวตั้ง”

ณ วันนี้ เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน กอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ จะพ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และยุติชีวิตข้าราชการที่เดินมา 36 ปี แต่วันนี้เขายังทำงานเป็นปกติ ไม่ลา ยังคงทำงานเต็มที่และคิดจะทำถึงวันสุดท้าย “ใกล้เกษียณ ก็ยังทำงานอยู่ งานยังมีทุกวัน ยังทำอยู่ จนกว่าจะหมดเวลาการทำงาน เมื่อถึงวันนั้น ก็หยุด จะให้ไปพักผ่อนช่วงใกล้เกษียณนั้น ทำไม่ได้”

 

มือประสานสิบทิศ ปลัดฯจิรชัยนำทัพปฏิรูปสื่อยุคเปลี่ยนผ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 20:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/514183

มือประสานสิบทิศ ปลัดฯจิรชัยนำทัพปฏิรูปสื่อยุคเปลี่ยนผ่าน

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ใครจะเชื่อจากหัวหน้าส่วนประชาสัมพันธ์ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มาวันนี้สามารถก้าวขึ้นเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปสื่อในยุค “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบความไว้วางใจแต่งตั้ง “จิรชัย มูลทองโร่ย” ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เป็นแม่ทัพปฏิรูปสื่อ ด้วยบุคลิกไม่ถือเนื้อถือตัวจึงเป็นมิตรกับสื่อมวลชนสามารถประสานและให้ข่าวได้ตรงประเด็นที่สื่อต้องการ

ยิ่งในช่วงที่ “บิ๊กแอ๊ว” ชื่อเล่นที่พี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลเรียกขาน เพราะเข้ามาทำงานรับเผือกร้อนทางการเมือง โดยเฉพาะกล้าแอ่นอกรับเป็นประธานสอบข้อเท็จจริงโครงการทุจริตรับจำนำข้าว “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ได้สร้างผลงานอันโดดเด่นเข้าตารัฐบาล จนชื่อเสียงกระฉ่อนเลื่องลือให้เป็น “มือสอบเผือกร้อน” รัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี หลายคนเรียกใช้บริการเพราะเห็นว่าเป็นมือประสานสิบทิศ

“บิ๊กแอ๊ว” เปิดใจให้ฟังว่า ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลยว่าจะมาทำงานเป็นประธานปฏิรูปสื่อ เพราะไม่เคยมีใครมาทาบทามมาก่อนเลย เพิ่งจะรู้ตัวเมื่อวันที่มีคำสั่งประกาศแต่งตั้ง ยังคิดอยู่ในใจเหมือนกันว่า เพราะเหตุใดจึงได้รับความไว้วางใจจากนายกรัฐมนตรี และท่านวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้โอกาสมาทำงานตรงนี้

“ผมก็ยังงงเหมือนกัน นึกอย่างไรแต่งตั้งผม แต่เท่าที่ผมทราบคงเห็นว่าผมเป็นคนอะลุ่มอล่วยประสานงานได้ดี เป็นมิตรกับสื่อ สามารถคุยได้หมดกับคนทุกระดับ มอบหมายงานอะไรมาก็ประสานงานได้หมด ซึ่งจริงๆ แล้วผมมีประสบการณ์งานสื่อและประชา สัมพันธ์มานานแล้ว เพราะเคยทำงานประสานสื่อมาตั้งแต่อยู่ สคบ. ออกเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ จึงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อเรื่อยมา”

จิรชัย กล่าวว่า ตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งได้รับมอบนโยบายสำคัญจากนายกรัฐมนตรี คือ คณะกรรมการชุดนี้ต้องไม่ใช่ไปก่อสร้างอะไรขึ้นมาใหม่ เพราะข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสื่อมีอยู่มากมายหลายมิติอยู่แล้ว โดยให้นำข้อเสนอที่มีอยู่แล้วพร้อมกับต้องยึดโยงซึ่งกันและกันตั้งแต่ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี แผนปฏิรูปประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 รวมถึงข้อเสนอแนะด้านปฏิรูปสื่อของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จากนั้นนำวิเคราะห์สังเคราะห์แล้วนำมาขยายผลต่อเพื่อกำหนดเป็นแผนงานว่าปีไหนควรจะดำเนินการอะไรอย่างไรบ้าง

สำหรับกรอบการทำงาน รองนายกรัฐมนตรีวิษณุ กำชับไว้ชัดเจนว่า ภายใน 3 เดือน ต้องได้ข้อสรุปจากข้อเสนอที่มีการศึกษากันมาอยู่แล้ว ก็ให้ทางคณะทำงานปฏิรูปสื่อจัดทำเป็นข้อเสนอ อาทิ จะแก้กฎหมาย หรือทำอะไรบ้างให้ไปคิดกันมาให้ตกผลึก แต่สิ่งสำคัญที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำ คือ ต้องไม่ไปสร้างใหม่ ขอให้นำข้อเสนอที่มีการศึกษามาแล้วไม่ว่า สปช. สปท. หรือข้อเสนอแนะจากองค์กรสื่อนำมาประมวล จากนั้นจะให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น เพราะสื่อมีมิติในการทำงานหลากหลาย อาทิ สื่อภาครัฐ สื่อที่เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือสื่อภาคเอกชน ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย มารวมอยู่ด้วย

นอกจากนี้ คณะกรรมการปฏิรูปสื่อจะมีการหารือถึงการกำกับติดตาม หรือกำหนดกรอบกติกาและจรรยาบรรณสื่อด้วยว่าควรจะเป็นอย่างไร พร้อมกับจะนำประสบการณ์จากต่างประเทศมาประกอบการหารือด้วย เช่น ในต่างประเทศบางประเทศแม้จะเป็นสื่อภาคธุรกิจที่มีโฆษณา แต่ก็มีมิติการดูแลสังคมนำเสนอต่อสาธารณะ โดยไม่มีการนำเสนอข่าวสารที่ประเด็นหยุมหยิมไม่มีสาระ หรือนำเสนอเรื่องส่วนบุคคลออกมาเผยแพร่ ถือเป็นการเคารพสิทธิส่วนบุคคล

จิรชัย กล่าวย้ำอย่างมั่นใจว่า ประเด็นสำคัญในการทำงานครั้งนี้ให้สำเร็จ คือ การนำความรู้ความสามารถจากการทำงานประสานสื่อมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เป็นหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์จนรู้จักมักคุ้นกับผู้สื่อข่าวในทุกระดับและเกือบทุกสำนัก เพราะสิ่งสำคัญในการทำงานประสานสื่อ คือ การให้ความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน

ในอดีตเมื่อครั้งประสานผู้สื่อข่าว โดยธรรมชาติของนักข่าวย่อมอยากทราบข้อมูลเชิงลึกภายในหน่วยงานภาครัฐ แต่ข้อมูลบางอย่างไม่อาจบอกได้ เพราะบางเรื่องต้องรอให้มีมติก่อน หรือบางเรื่องต้องขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่บางเรื่องที่พอจะเปิดเผยได้ก็ต้องยอมให้ข้อมูลไปบ้าง เพราะเห็นว่าเป็นพี่ๆ น้องๆ กัน ด้วยการขอความร่วมมือว่า เมื่อเรื่องใดไม่มีความชัดเจนขอให้ไม่นำเสนอข่าว แต่สามารถให้ข้อมูลบางส่วนเพื่อเป็นข่าวได้ เพราะทราบดีว่าการทำงานข่าว คือ การหาข่าว ดังนั้น จากนั้นเป็นต้นมาด้วยการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันแบบนี้ ทำให้จึงเกิดเป็นปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับสื่อมวลชน ดังนั้นจะนำประสบการณ์ตรงนี้มาใช้ทำงานในคณะกรรมการปฏิรูปสื่อ

สิ่งสำคัญในการจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปสื่อครั้งนี้ คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็น สำหรับรูปแบบการทำงานเบื้องต้นจะเปิดรับฟังความคิดเห็น 6 ภาค โดยจะเน้นเชิญกลุ่มอาชีพสื่อทุกแขนง เช่น วิทยุ ทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ อาสาสมัคร และประชาชนทั่วไป ขณะที่สื่อโซเชียลมีเดียเป็นสื่อที่มีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ นั่นคือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 โดยข้อสังเกตที่สำคัญ คือ การดูแลคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณในการนำเสนอข้อมูลต่างๆ ผ่านสังคมออนไลน์ อาทิ การโพสต์ หรือแชร์ข้อมูล ซึ่งมีความจำเป็นมากที่จะต้องตระหนัก ดังนั้น ในการเปิดรับฟังความเห็นจะต้องนำเรื่องเหล่านี้มาพูดคุยกัน

“เรื่องใดที่เคยเป็นข้อขัดแย้งกันระหว่างรัฐบาลกับสื่อ เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ หรือกฎหมายตีทะเบียนสื่อ ต้องมาแลกเปลี่ยนรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน จากนั้นค่อยมาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียร่วมกัน โดยต้องเป็นประเด็นที่สังคมรับได้ เพราะการจะทำเพื่อตอบสนองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียวในทุกๆ เรื่องที่นำเสนอคงทำไม่ได้ เพราะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของทุกๆ คน หรือทุกๆ ฝ่ายได้ทั้งหมด 100%” จิรชัย กล่าว

ยังไม่ทันเริ่มต้นทำงานได้ไปสักเท่าไร จิรชัย ยอมรับว่า โดนหลายฝ่ายปรามาสฝีมือพอสมควรว่าปฏิรูปสื่อสำเร็จยาก เพราะผมไม่ได้จบการศึกษาและไม่เคยมีประสบการณ์ด้านสื่อสารมวลชนโดยตรง ไม่มีศักยภาพพอนำการปฏิรูปสื่อครั้งนี้ได้ แต่ด้วยประสบการณ์ตรงจากการทำงานและด้วยบุคลิกอ่อนน้อมถ่อมตน เหล่านี้คือข้อดีของตนเองที่ทำให้ผู้สื่อข่าวตั้งแต่รุ่นเล็กไปจนถึงรุ่นใหญ่ล้วนรู้จักปลัด สปน.คนนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงมั่นใจว่าการประสานงานภายในคณะกรรมการปฏิรูปสื่อจะราบรื่น และประสบความสำเร็จ

“หลายคนในกรรมการผมก็รู้จักท่าน อาทิ ดร.ประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด หรือคุณแดง ผู้บริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ผมเคารพและนับถือท่านมากๆ เคยไปกราบท่านตอนผมเป็นผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ที่ สคบ. ซึ่งท่านเป็นคนมีความเมตตามากๆ หรือ ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักสื่อสารมวลชนชื่อดัง

ท่านเป็นคนเก่งมากๆ เป็นทั้งนักทฤษฎีและนักปฏิบัติด้านสื่อสารมวลชนตัวจริงที่น่านับถือ หรือ ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมก็เคยรู้จักกันมาก่อน เพราะท่านปาริชาตกับผมเป็นกรรมการ อสมท ด้วยกันมา ผมชื่นชมการทำงานของท่านมาโดยตลอดเพราะท่านเก่งทั้งงานวิชาชีพสื่อสารมวลชนและภาคปฏิบัติ

…หรือแม้แต่ สุทธิชัย หยุ่น นักสื่อสารมวลชนชื่อดัง กับ สมหมาย ปาริจฉัตต์ อดีตกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ แห่งหนังสือพิมพ์มติชน ต้องยอมรับว่าบุคคลทั้งสองนี้ในสังคมให้การยอมรับในความรู้ความสามารถ ทั้งในตัวบุคคลและองค์กรสื่อที่บุคคลเหล่านี้สังกัดอยู่ว่าเป็นสื่อที่มีคุณภาพ ส่วนกรรมการท่านอื่นๆ อาจจะไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวมากนัก แต่นับแต่วันแรกที่ผมได้รับมอบหมายให้เป็นประธานปฏิรูปสื่อ ผมได้ส่งข้อความทางโทรศัพท์ถึงกรรมการทุกคน เพื่อขอฝากเนื้อฝากตัวเหมือนกับนักเรียนคนหนึ่งที่ขอรายงานตัว เพื่อให้ท่านทุกคนเมตตากรุณาต่อผม และขอให้ร่วมมือกันทำงานปฏิรูปสื่อครั้งนี้ให้สำเร็จ”

ปลัดฯ จิรชัย ทิ้งท้ายว่า การจะรับงานอะไรมา คิดตลอดเวลาว่างานจะสำเร็จได้อย่างไร ก่อนอื่นต้องเริ่มจากที่ตัวเองก่อน นั่นคือ ขอความกรุณาให้ทุกฝ่ายหรือทุกส่วนมาร่วมกันทำงาน โดยยึดประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก สิ่งสำคัญต้องให้ความเชื่อมั่นเชื่อถือซึ่งกันและกัน นี่คือหัวใจในการทำงาน

 

“อย่าดูถูกปัญญาประชาชน..ได้เวลาบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย” มาริษ กรัณยวัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2560 เวลา 18:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/513719

"อย่าดูถูกปัญญาประชาชน..ได้เวลาบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย" มาริษ กรัณยวัฒน์

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

การผลักดันให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายในเมืองไทย ร้อนแรงขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มผู้สนับสนุนเกิดความไม่พอใจการนำเสนอข้อมูลจากนายแพทย์กลุ่มหนึ่ง ภายในงานเสวนาเรื่อง บุหรี่ไฟฟ้า…อันตรายมากกว่าที่คุณคิด

นาทีนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายห้ามนำเข้า ห้ามขายและห้ามให้บริการบุหรี่ไฟฟ้า แต่ปัจจุบันคนจำนวนไม่น้อยก็เห็นว่า E-Cigarette เป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า

“งานวิจัยทั่วโลกระบุตรงกันว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน ถึงเวลาที่เมืองไทยต้องยอมรับความจริง เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกความปลอดภัยที่มากกว่าเสียทีมาริษ กรัณยวัฒน์ ตัวแทนกลุ่มลาขาดควันยาสูบ เปิดฉากด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ท่ามกลางประเด็นถกเถียงในหลากหลายแง่มุม มาริษ ต้องการเวทีแลกเปลี่ยนคำอธิบายและข้อมูลเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องกับแนวทางโลกและสะท้อนถึงผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

บุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน

มาริษ นั่งอยู่เคียงข้างเอกสารงานวิจัยปึกใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าจากทั่วโลก ทั้งหมดระบุตรงกันว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษน้อยกว่าและปลอดภัยต่อผู้ใช้มากกว่าการสูบบุหรี่แบบธรรมดา ตัวอย่างเช่น

ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Annals of Internal Medicine โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยด้านมะเร็งและได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสหราชอาณาจักรพบว่า ผู้สูบบุหรี่ที่เปลี่ยนจากการสูบบุหรี่แบบธรรมดามาสูบบุหรี่ไฟฟ้า หรือใช้วิธีการให้นิโคตินทดแทน (NRT) อย่างน้อย 6 เดือน มีปริมาณสารพิษและสารก่อมะเร็งในร่างกายต่ำกว่าผู้สูบบุหรี่แบบธรรมดาเป็นอย่างมาก เมื่อวัดระดับสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพที่ตกค้างในร่างกายจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า พบว่ามีระดับสารเคมีตกค้างน้อยกว่าเมื่อเทียบกับงานวิจัยชิ้นก่อนๆ ที่ใช้การทดลองแบบวิธีจำลอง

ขณะที่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ปี 2017 ชี้ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีความเป็นไปได้ในการช่วยเลิกบุหรี่ โดยทำการทดลอง เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 15,500 คนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำ เป็นระยะเวลา 2 ปี พบว่า ส่วนใหญ่สามารถเลิกบุหรี่มวนได้มากกว่าคนที่ไม่เคยคิดจะทดลองใช้

มากกว่านั้นงานวิจัยอื่นๆ ที่มาริษยกอ้าง โดยเฉพาะจากประเทศอังกฤษ ทั้งจากมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร ระบบบริการสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (NHS) สถาบันวิจัยโรงมะเร็ง ยังแสดงให้เห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าบุหรี่แบบเดิม ทั้งในแง่ของอันตรายและการเสพติด รวมถึงการเลิกบุหรี่ด้วย

“งานวิจัยที่ผมอ้าง มีแหล่งที่มา เชื่อถือและตรวจสอบได้ทั้งสิ้น ผมพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานรัฐและนักวิชาการในเมืองไทย ขอเพียงเปิดพื้นที่อย่างแท้จริง” นักสูบบุหรี่ไฟฟ้ากล่าวและเห็นว่าหมดเวลาที่ภาครัฐจะนำเสนอข้อมูลแค่เพียงด้านเดียว

อย่าเอาเด็กมาเป็นโล่

สำหรับประเทศไทยบุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสินค้าต้องห้ามตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ขายหรือผู้ให้บริการมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้ฝ่าผืนเป็นผู้ผลิต ผู้สั่ง ผู้นำเข้าเพื่อการขาย จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะที่ประกาศของกระทรวงพาณิชย์ เมื่อปี 2557 ยังกำหนดให้บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าและบุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นเงิน 5 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบสินค้าเหล่านั้นรวมถึงพาหนะที่ใช้บรรทุกสินค้าเหล่านั้นด้วย

มาริษ บอกว่า ที่ผ่านมานักวิชาการและภาครัฐเมืองไทยมักชอบอ้างการแบนบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด เนื่องจากสิงคโปร์ทำการแบนในลักษณะห้ามนำเข้าและขาย ไม่ได้ห้ามใช้ ห้ามผลิตและส่งออก ขณะที่ประเทศออสเตรเลีย มีข้อกำหนดการใช้นิโคตินของแต่ละเมือง ไม่ได้ห้ามใช้ทั้งประเทศ และหากมองไปทั่วโลกจะพบว่าปัจจุบันมีเพียง 15-16 ประเทศเท่านั้นที่ยังไม่อนุมัติให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย

“การแบนบุหรี่ไฟฟ้าในอดีตมักอ้างว่า อันตรายมากกว่าบุหรี่มวน แต่พองานวิจัยทั่วโลกชี้ชัดแล้วว่า บุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่า ฝ่ายค้านกลับไปตะแบงว่าเป็นเรื่องการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน หากถูกกฎหมายจะนำไปสู่การใช้บุหรี่มวนและสารเสพติดอื่นมากขึ้น สำหรับผมเป็นการดูถูกสติปัญญาเด็ก ที่สำคัญอีกเกือบ 170 ประเทศที่บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ต่างมีเด็กและเยาวชน แต่เขาตัดสินใจยอมรับความจริง ทำให้ถูกกฎหมายและหาวิธีควบคุมการใช้งาน”

มาริษยอมรับว่า บุหรี่ไฟฟ้าอาจเป็นที่น่าสนใจสำหรับเด็กที่อยากทดลอง แต่การห้ามชนิดปิดกั้นเป็นเสมือนการยุยงให้วัยรุ่นเกิดความอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น คงเป็นเรื่องที่ดีกว่าหากเปิดโอกาสให้คนได้เลือกและเลิกหากรู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่ดี นอกจากนั้นประเทศไทยยังมีกฎหมายและองค์กรที่พร้อมดูแลการเข้าถึงของเด็กและเยาวชนอยู่แล้ว ขอเพียงทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

“มีดเล่มหนึ่งวางอยู่ คุณจะหยิบไปเข้าครัวเพื่อหั่นผัก หรือจะหยิบเข้าไปในร้านทองเพื่อปาดคอคนอื่นล่ะ” ชายหนุ่มเปรียบเทียบหลังเห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าที่ถูกกฎหมายสามารถเป็นเครื่องมือลดปัญหาได้ หากมีการควบคุมที่ดีจากรัฐ

“เมื่อเราปวดหัว พาราเซตามอล 4 เม็ดอาจทำให้เกิดอันตราย แต่ถ้าเรากิน 1 เม็ดทุก 6 ชั่วโมง มันก็เซฟและกลายเป็นประโยชน์ ไม่มีคนบ้ากินทีละ 4 เม็ด เพราะเขาได้รับความรู้และเข้าใจวิธีการใช้ ทุกอย่างอยู่ในการคอนโทรลที่ปลอดภัย”

ประเด็นที่นักวิชาการบางส่วนในไทยชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้านำไปสู่การเสพติดบุหรี่มวนแบบเดิมมากขึ้น

มาริษ ตอบเรื่องนี้ทันควันว่า “ก็ใช่สิ เป็นแบบนั้นเพราะคุณบีบให้เขาต้องใช้ทั้งสองอย่าง พกบุหรี่ไฟฟ้าออกมาข้างนอกไม่ได้ก็ต้องใช้บุหรี่ปกติ สุดท้ายเลยต้องใช้มันทั้งสองอย่าง”
โดยสรุปการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนกลายเป็นเรื่องที่มาริษเห็นว่า ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะปิดกั้นไม่ให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ที่สำคัญยังเห็นว่าราคาที่สูงกว่าบุหรี่มวนปกติ ยังส่งผลให้วัยรุ่นเข้าถึงได้ยากด้วย

“เด็กที่อยากลองจริงๆ มีเงิน 10 บาทก็หาซื้อบุหรี่ตามร้านโชว์ห่วยได้แล้ว เพราะงั้นอ้างไม่ขึ้น กฎหมายไม่จำเป็นต้องแรงหรือปิดกั้น แค่บังคับใช้อย่างจริงจัง คอนโทรลได้คือเรื่องสำคัญ”

ทั้งนี้เมื่อปี 2557 องค์การอนามัยโลก เคยระบุไว้ว่า ยอดการบริโภคบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังเปิดตัวในปี 2548 โดยแต่ละปีการบริโภคบุหรี่ไฟฟ้าสร้างรายได้ให้กับบริษัทผู้ผลิตมากถึง 2 พันล้านดอลลาร์หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตามดับเบิ้ลยูเอชโอเห็นว่า แม้บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา และสามารถช่วยให้บุคคลที่ต้องการเลิกบุหรี่ ลดการสูบบุหรี่ธรรมดาด้วยการหันมาดูดบุหรี่ไฟฟ้าก่อนเลิกขาดได้ก็ตาม แต่รายงานของกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ ระบุว่า ปี 2554-2556 หนึ่งในสี่ของเยาวชนชาวอเมริกันหลายล้านคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน ตัดสินใจสูบบุหรี่ไฟฟ้าด้วยการซื้อหาทางอินเตอร์เน็ต เพราะเห็นว่าไม่น่าจะมีอันตรายเหมือนบุหรี่ธรรมดา ขณะเดียวกัน วัยรุ่นในยุโรปที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากถึงร้อยละ 7

ได้ประโยชน์ทั้งรัฐและประชาชน

การเข้าถึงที่ง่ายขึ้นผ่านทางอินเตอร์เน็ตและข้อมูลสนับสนุนจำนวนมาก ทำให้มาริษเชื่อว่า ยอดการเติบโตของผู้ใช้งานบุหรี่ไฟฟ้าในไทยจะเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้อยู่ราว 3 แสนราย

“ถ้าไม่เดินตามโลก คุณไม่มีทางควบคุมได้อยู่แล้ว จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดก็จะเจอแต่ปัญหา ทั้งเรื่องอุปกรณ์ไม่ปลอดภัย น้ำยาด้อยคุณภาพ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ รวมถึงปัญหาสินบนคอรัปชั่นด้วย”

เขาบอกว่าปัจจุบันเนื่องจากยังไม่มีกฎหมายระบุชัดเจนถึงการครอบครองและใช้งาน เจ้าหน้าที่จึงมักอ้างเหตุผลในการจับกุมว่าเป็นเรื่องของการครอบครองสินค้าหนีภาษี อย่างไรก็ตามนักกฎหมายหลายคนยืนยันว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่สินค้าหนีภาษี เนื่องจากไม่มีฐานภาษี จึงเสียภาษีไม่ได้

ในมุมมองของมาริษ สิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับหากเปิดให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายคือ รายได้จากภาษี , อาชีพและรายได้ที่มากขึ้นของเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบและผู้ผลิตอุปกรณ์ รวมถึงลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข เนื่องจากมีผู้ป่วยจากโรคที่เกิดจากบุหรี่มวนลดลง

“ผมคิดว่ามูลค่าการตลาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเมืองไทยสูงถึง 6 พันล้านบาท ตัวเลขดูโอเวอร์นะ แต่ลองคิดดูจากจำนวนผู้ใช้ 3 แสนคน เฉลี่ยเสียเงินให้กับบุหรี่ไฟฟ้าปีละ 2 หมื่นบาทแบ่งเป็นค่าอุปกรณ์และน้ำยา 6 พันล้านนั้นเป็นไปได้

“เราเห็นแล้วว่าทุกอย่างมาในเชิงบวก อนาคตทุกฝ่ายล้วนแต่ต้องการสิ่งที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน เคยมีนักเศรษฐศาสตร์อังกฤษ ประเมินไว้ว่า ปี 2035 บุหรี่มวนแบบเดิมจะขายแทบไม่ได้”

ผู้ชายคนนี้ยืนยันว่า การเรียกร้องกลุ่มไม่ได้ทำไปในฐานะผู้ขายหรือมีผลประโยชน์กับบริษัทผู้ผลิตบุหรี่ ทั้งหมดถูกผลักดันจากข้อเท็จจริงผ่านงานวิจัยและแนวทางที่เกิดขึ้นทั่วโลก ที่สำคัญยังต้องการสู้เพื่อสิทธิของตัวเองที่จะได้รับความปลอดภัยมากขึ้น

“นอกเหนือจากคนสูบ คนใกล้ชิดก็จะปลอดภัยมากขึ้นจากควันบุหรี่มือสอง เราไม่เคยบอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าดีที่สุด ทุกคนควรหันมาใช้ เพียงแต่มันชัดเจนแล้วว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน”

เขาทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เจ็บปวดในการเดินหน้าเรียกร้องคือการถูกโกหก บิดเบือนและไม่เปิดรับข้อมูลจากอีกฝ่าย  “คนไทยไม่โง่ ข้อมูลที่ถูกที่สุดไม่จำเป็นต้องออกมาจากปากภาครัฐอีกต่อไปแล้ว”

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลและความเห็นจากกลุ่มผู้สนับสนุนให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ถูกกฎหมายในประเทศไทย

******************************

หมายเหตุ – ตัวอย่างงานวิจัย 8 ชิ้นที่มาริษยกอ้าง โดยยืนยันว่า มีแหล่งที่มาและตรวจสอบได้ทั้งสิ้น

1. “บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้สร้างควันจากการเผาไหม้ งานวิจัยจึงสรุปได้ว่ามันปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน”
– มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

http://ash.org.uk/stopping-smoking/ash-briefing-on-electronic-cigarettes-2/

2. “ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าไอจากบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายต่อคนรอบข้าง”
– สถาบันวิจัยโรงมะเร็ง

https://www.cancerresearchuk.org/sites/default/files/cruk_e-cig_qa_final.pdf

3. “บุหรี่ไฟฟ้ามีนิโคตินแต่ไม่ได้มีสารก่อมะเร็งเหมือนบุหรี่มวน”
– สถาบันวิจัยโรงมะเร็ง

http://scienceblog.cancerresearchuk.org/2017/02/06/new-study-comes-the-closest-yet-to-proving-that-e-cigarettes-arent-as-dangerous-as-smoking/

4. “บุหรี่ไฟฟ้าไม่มีทาร์และคาร์บอนมอนอกไซต์ ซึ่งเป็นสารพิษหลักที่พบในบุหรี่มวน”

– ระบบบริการสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (NHS)

www.nhs.uk/Livewell/smoking/Pages/e-cigarettes.aspx

5. “นิโคตินอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็ง”

– The International Harm Reduction Association

http://www.prnewswire.com/news-releases/special-interest-deceptions-continue-to-rampant-about-electronic-cigarettes-79487857.html

6. “มากกว่าครึ่ง (52%) ของผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเลิกบุหรี่ได้แล้ว”

– มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

http://ash.org.uk/information-and-resources/fact-sheets/use-of-electronic-cigarettes-vapourisers-among-adults-in-great-britain/

7. “ไม่มีหลักฐานชี้ถึงความเสี่ยงโดยตรงจากไอของบุหรี่ไฟฟ้า”

– กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ

http://www.nhs.uk/news/2015/08August/Pages/E-cigarettes-95-per-cent-less-harmful-than-smoking-says-report.aspx

8. “ผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้ารายงานว่ารู้สึกติดน้อยกว่าบุหรี่มวน”

-ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร

https://www.rcplondon.ac.uk/projects/outputs/nicotine-without-smoke-tobacco-harm-reduction-0

 

“ประสบการณ์ ความรู้ มิตรภาพ” เรื่องเล่าจาก “ปภาภัทร ยิ้มน้อย” เด็กไทยในเวทีลูกเสือโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 18:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/513501

"ประสบการณ์ ความรู้ มิตรภาพ" เรื่องเล่าจาก "ปภาภัทร ยิ้มน้อย" เด็กไทยในเวทีลูกเสือโลก

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ช่วงชีวิตหนึ่งของใครหลายคนต้องเคยได้สัมผัสกับการเข้าค่ายลูกเสือ เพราะเป็นกิจกรรมที่ได้ออกไปชีวิตร่วมกับเพื่อนนอกโรงเรียน เพื่อฝึกระเบียบแถว ระเบียบวินัย

แต่หากพูดถึงค่ายลูกเสือนานาชาติแล้ว หลายคนอาจไม่เคยได้ยินแม้ทุกปี จะมีเด็กไทยเข้าร่วมค้นหาประสบการณ์อันล้ำค่า

ด.ญ.ปภาภัทร ยิ้มน้อย หรือ น้องแบม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ หนึ่งในผู้แทนลูกเสือไทย ที่เดินทางไปเข้าร่วมงานชุมนุมลูกเสือนานาชาติ ครั้งล่าสุด ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา วันนี้เธอจะมาบอกเล่าพร้อมเปิดใจความรู้สึก ที่ได้เป็นตัวแทนหนึ่งในกลุ่มเด็กไทยเข้าร่วมงานลูกเสือระดับโลก

เส้นทางสู่ชุมนุมลูกเสือนานาชาติ

ปภาภัทร เล่าว่า ชุมนุมลูกเสือนานานาชาติคือ กิจกรรมที่นักเรียนลูกเสือจากทั่วโลกเดินทางมารวมตัวกัน เพื่อใช้ชีวิตและทำกิจกรรม ในระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่ออบรมเรียนรู้วิชาทักษะลูกเสือ แต่ส่วนใหญ่เน้นกิจกรรมภาคปฏิบัติแนวผจญภัย ผาดโผน กิจกรรมจิตอาสา การช่วยเหลือคน แตกต่างจากการเรียนลูกเสือของไทยที่เน้นเรื่องระเบียบวินัย เข้าแถว ซ้ายหัน ขวาหัน

สำหรับโครงการส่งตัวแทนนักเรียนไทยไปร่วมงานดังกล่าว สำนักงานลูกเสือแห่งชาติเป็นผู้ดูแลคัดเลือก โดยจะนำตัวแทนเด็ก 2 คน ของแต่ละโรงเรียนมาสอบข้อเขียนทักษะเกี่ยวกับลูกเสือ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ จากนั้นสอบปฏิบัติการใช้ชีวิตชาวค่าย เช่น การประกอบอาหาร กางเต็นท์ ความเป็นผู้นำ การอยู่กับร่วมเพื่อน โดยมีการจำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อเป็นตัวแทนประเทศ โดยปีล่าสุดมีนักเรียนไทยไปทั้งหมด 36 คน

น้องแบม เปิดใจว่า ช่วงฝึกซ่อมเพื่อเข้าคัดเลือกเป็นช่วงลำบากมาก เพราะมีเวลาเตรียมตัวเพียง 2 สัปดาห์ ก่อนถึงวันคัดตัว แต่โชคดีที่คุณครูในโรงเรียนช่วยกันเต็มที่ ตั้งแต่พาไปฝึกทักษะวิชาลูกเสือยังค่ายของกรุงเทพมหานคร กลับมาฝึกบริเวณสวนสาธารณะใกล้โรงเรียน วันหยุดก็ไปกางเต้นท์ต่างจังหวัด ส่วนการเรียนไม่ได้ทิ้ง กลับถึงบ้านก็ทบทวนวิชาเรียน ทำการบ้านให้เสร็จเรียบร้อย

ปภาภัทร บอกว่า ในช่วงเก็บตัวนั้นรู้สึกท้อจนเกือบถอนตัวอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ได้รับกำลังใจจากคนรอบข้างจึงก้าวผ่านมาได้ ขอยอมรับว่าที่ผ่านมาแทบไม่เคยทำอะไรแบบที่ฝึกมาก่อน เพราะเติบโตในกรุงเทพฯ และถูกพ่อแม่เลี้ยงดูในลักษณะลูกคุณหนู

“ฝึกตั้งแต่จุดไม้ขีด ก่อนหน้านั้น เรื่องพวกนี้ หนูทำไม่เป็นเลย เพราะเติบโตใน กทม. จะใช้ไฟแช็คเป็นหลัก”

ด.ญ.ปภาภัทร ยิ้มน้อย หรือ น้องแบม

 

ลูกเสือ ต่างชาติสอนการใช้ชีวิต ไทยเน้นระเบียบ

การเดินทางไปร่วมงานชุมนุมลูกเสือนานาชาติ ยังประเทศสหรัฐอเมริกา ไปทั้งหมด 12 วัน แบ่งเป็นเตรียมตัวช่วงวันไป-กลับ อย่างละ 2 วัน และใช้ชีวิตในค่าย 8 วัน โดยกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นการเข้าฐานเป็นหลัก อาทิ ฐานปาขวาน ยิงปืน ยิงธนู ปีนผา สเก็ตบอร์ด อบรมวิธีการปฐมพยาบาล รวมถึงพูดคุยแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแต่ละชาติ

น้องแบม เล่าว่าอุปสรรคช่วงไปเข้าร่วมชุมนุมลูกเสือโลกอันดับต้นๆ คือการเดินทางไกล เนื่องจากวันหนึ่งต้องเดินประมาณ 27 กิโลเมตร จากแคมป์พักซึ่งอยู่จุดสูงสุด ลงไปร่วมกิจกรรมตามฐานต่างๆ ซึ่งอยู่เนินเขา เมื่อร่วมกิจกรรมเสร็จต้องกลับขึ้นไปพักบนแคมป์ทุกวัน บางครั้งระหว่างเดินทางเพื่อนได้รับบาดเจ็บลื่นล้มบ้าง แต่ไม่ได้แย่มาก เพราะเพื่อนๆ พี่เลี้ยงจะคอยช่วยดูแลกันอย่างดี ซึ่งทำให้ได้รับมิตรภาพจากเพื่อนต่างชาติเพิ่มมากขึ้น

ปภาภัทร มองว่าการฝึกลูกเสือในต่างประเทศกับไทยแตกต่างกันมาก ต่างชาติเน้นกิจกรรมผจญภัยหนัก ไทยเน้นเรียนในหลักสูตร แต่สิ่งสำคัญลูกเสือต่างประเทศปลูกฝังให้ผู้เรียนรักในสิ่งที่ทำ และคนที่เป็นลูกเสือส่วนใหญ่คนในครอบครัวก็จะเป็นเช่นเดียวกัน

“ต่างประเทศเค้ามองว่า ลูกเสือ เป็นสิ่งที่ทำให้กล้าแสดงออก อดทน ช่วยเหลือตัวเองได้ นอกจากเป็นกิจกรรมสนุกสนาน แต่ไทย เน้นฝึกระเบียบวินัย มากกว่าทำกิจกรรม”

 

“ประสบการณ์ ความอดทน ความเป็นผู้นำ มิตรภาพ” สิ่งที่ได้จากลูกเสือ

ปภาภัทร มองว่า สิ่งที่ได้กลับมาจากการร่วมกิจกรรมดังกล่าวมีมากมาย อาทิ ประสบการณ์ ความรู้ใหม่ ได้ฝึกเรื่องความอดทน ระเบียบวินัย ความเป็นผู้นำ และได้มิตรภาพใหม่ๆ หลังกลับมารู้สึกได้ว่าเปลี่ยนแปลงไปมาก เป็นคนที่มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา ช่วยเหลือผู้อื่น และกล้าแสดงออกมากขึ้น เช่นเดียวกับพ่อแม่ก็รู้สึกภูมิใจที่ลูกเปลี่ยนไป จากคนไม่เคยทำอะไร ก็ลุกขึ้นมาทำงานช่วยเหลือพ่อแม่

“ด้วยรูปร่างและน้ำหนัก ที่ขัดต่อกิจกรรมอะไรหลายอย่าง เมื่อถึงจุดนั้น เราต้องลอง อย่างเช่น ปีนผา ต้องลองจนกว่าจะสำเร็จ เราได้ลองในสิ่งที่ไม่เคยลอง ทำในสิ่งที่เคยคิดว่า ทำไม่ได้”

ปภาภัทร ทิ้งท้ายว่า ลูกเสือได้อะไรมากกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่การฝึกระเบียบวินัย แต่มันคือ จิตอาสา ที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง และทุกที่ เพียงแค่เดินออกไปเก็บขยะชิ้นหนึ่ง ก็เป็นจิตอาสาแล้ว ลูกเสือเป็นเรื่องง่ายถ้าได้สัมผัสกับมันจริงซักครั้ง จะรู้ว่ามันต่างกันมาก

 

เพื่อไทยแข่งกับตัวเอง ไม่สนใจพรรคทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 08:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/512664

เพื่อไทยแข่งกับตัวเอง ไม่สนใจพรรคทหาร

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ตกที่นั่งลำบากอีกครั้งสำหรับพรรคเพื่อไทย ที่เวลานี้กำลังสะบักสะบอมจากมรสุมรุมเร้ารอบด้าน โดยเฉพาะปมล่าสุด อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลบหนีไม่มารับฟังการตัดสินคดีกรณีปล่อยปละให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวที่นำมาสู่ความเสียหาย 5 แสนล้านบาท สร้างความปั่นป่วนภายในพรรคเพื่อไทยไม่น้อย จังหวะเดียวกับที่บรรดาแกนนำหลายๆ คน ยังต้องลุ้นกับคดีที่ใกล้จะตัดสิน

ในวันที่กฎกติกาใหม่ที่ทยอยออกมา ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ว่ามีเป้าประสงค์เป็นไปเพื่อตีกรอบ ควบคุมกลุ่มอำนาจเก่า มากกว่าการหวังผลเพื่อการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง “ภูมิธรรม เวชยชัย” รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ ถึงปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นและทิศทางการเดินหน้าของพรรคต่อจากไป

ภูมิธรรม เริ่มต้นอธิบายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้เป็นสิ่งที่เกิดสืบเนื่องจากสถานการณ์การเมืองที่มีความเห็นแตกต่าง ทั้งวิธีคิด การมองปัญหา การจัดการปัญหา ซึ่งไม่ใช่เพิ่งเกิด เป็นสิ่งที่เราเข้าใจได้ หากเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิด เราก็คงจะอยู่ในสถานการณ์ที่หนัก แต่นี่เกิดมาต่อเนื่อง 10 ปี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีผลกระทบต่อตัวพรรค ผู้นำพรรค บุคลากรของพรรคดูพัฒนาการเมืองจาก 2549 มีรัฐประหาร 2 ครั้ง ยุบพรรคการเมืองของเราตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชน ตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งเป็นผลพวงของการเห็นต่าง

“ถามว่าปั่นป่วนสร้างปัญหาให้เราถึงขั้นรุนแรงไหม ก็ไม่ถึงขนาดนั้น แต่ก็มีผลกระทบที่เราปฏิเสธไม่ได้ ผู้นำ บุคลากร ได้รับผลกระทบ จากความขัดแย้งแต่ไม่ใช่ครั้งแรก เคยเกิดขึ้นมาต่อเนื่องตลอด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือแรงสนับสนุน กำลังใจจากประชาชนที่เข้าใจเราให้กำลังใจเรา ด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการเห็นประเทศ เป็นประชาธิปไตย เห็นการเติบโตของประเทศ กินดี อยู่ดี ซึ่งเป็นจุดยืนของเรา” 

ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางการเมืองของประเทศ เป็นจุดที่ต่อเนื่องกรณีความขัดแย้งและความเห็นต่างในการหาทางออก และแก้ไขปัญหาภายในประเทศ ซึ่งจะค่อยๆ คลี่คลายส่วนจะใช้เวลาสั้นหรือยาวไม่อาจพูดได้ โดยสิ่งที่เราคิดเราทำได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเป็นเรื่องหวังดีต่อประเทศชาติ บนความโอบอุ้มของประชาชนที่มีต่อเรา

ภูมิธรรม ประเมินว่า สถานการณ์เวลานี้ไม่รู้ว่าถึงจุดที่หนักสุดหรือยัง เพราะไม่ทราบว่าข้างหน้าจะต้องเผชิญกับอะไร แต่ที่ผ่านมาถือว่าหนัก ทั้งยุบพรรคในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา หลายคนถูกจำคุก ซึ่งพยายามปรับตัวตลอดเวลา อย่างน้อยทุกครั้งเกิดเหตุการณ์มักมาตรวจสอบตัวเราเอง มีจุดอ่อนข้อบกพร่องคนไม่เข้าใจเรา หรือความผิดพลาดจากการกระทำเอง

อย่างไรก็ตาม 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีพัฒนาการความขัดแย้งคลี่คลายมาโดยตลอดปัญหาต่างๆ มีความเด่นชัด สิ่งที่เกิดขึ้นเท่ากับเป็นกระบวนการเรียนรู้การเมืองของพี่น้องประชาชนด้วย ประเทศเรา มีพัฒนาการ อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต้องถูกกลั่นกรองและไม่ยอมรับ จนหมดสิ้นไปเรื่อยๆ สิ่งไหนที่่เป็นประโยชน์กับประชาชน ก็จะได้รับการยอมรับสนับสนุนส่งเสริมมากขึ้น ตรงนี้เวลาจะเป็นคำตอบ

“กฎกติกาหลายอย่างสะท้อนให้เห็นความเห็นที่แตกต่างของการมองทางออกของสังคมไทยที่แตกต่างกัน เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ถ้าทำให้แก้ปัญหาประชาชนได้ราบรื่นมีประสิทธิภาพ กติกาก็ใช้ได้ ประชาชนยอมรับ ถ้าทำให้การทำงานมีอุปสรรคไม่สะท้อนความต้องการประชาชนได้ก็ต้องแก้กฎกติกา ถามฝ่ายที่สนับสนุนเขาก็อาจบอกว่านี่คือ ทางออกที่ดีที่สุดที่จะพัฒนาประเทศไปข้างหน้า ถ้าฝ่ายที่คัดค้านก็จะบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตยไม่สามารถเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาของประชาชนได้ ไม่ใช่ทางออก สร้างอุปสรรคมากกว่า”

ส่วนระบบเลือกตั้งใหม่จะทำให้พรรคเพื่อไทยเสียเปรียบหรือไม่นั้น รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า บรรดาพรรคการเมืองส่วนรวมต้องเผชิญกับข้อจำกัด ซึ่งรายละเอียดยังต้องรอดูกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเท่าที่เห็น
เวลานี้ก็เห็นต่างหลายเรื่องทั้งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่จะต้องเดินไปแล้วจะสอดคล้องกับสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วหรือไม่ เรื่องนี้ก็เห็นเป็นสองฝั่ง ถามทางเพื่อไทยที่มีจุดยืนอยู่กับประชาชนก็เห็นว่าเราทำงานยากลำบาก

ถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบต่อขวัญกำลังใจภายในพรรคเพื่อไทยแค่ไหน ภูมิธรรม กล่าวว่า เหตุการณ์ทางการเมือง ทำให้สมาชิกพรรคเราเข้าใจกันมากขึ้น เสมือนเราอยู่ในชะตากรรมที่ถูกกระทำมาพร้อมๆ ประชาชนเห็นอกเห็นใจ ร้อยรัดให้กลมเกลียว ส่วนปัญหาความเห็นแตกต่างภายในพรรค เรื่องวิธีการทำงานก็เป็นปกติ อันนี้ทำให้เราสามารถขบคิดถกเถียงได้มากขึ้น วันนี้เรามีพัฒนาการเติบโตมามากเพียงพอ สิ่งที่เรายึดถือขณะนี้ ได้ยึดรวมหลักคิดวิธีทำงาน ร้อยรัดมาเป็นเนื้อหนึ่งเดียวกัน

ตามจุดยืน 3 ข้อ ที่ได้ประกาศในแถลงการณ์คือ จะเดินหน้าต่อ ยืนยันเคารพสิทธิเสรีภาพประชาชน สร้างประชาธิปไตย สอง ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี สามยืนยันสู้ในกติการะบอบประชาธิปไตย สันติวิธี แสวงหาความสมานฉันท์ปรองดองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว

ถามว่าการหลบหนีของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กระทบกับพรรคเพื่อไทยมากน้อยแค่ไหน ภูมิธรรม กล่าวว่า เพื่อไทยวันนี้ร้อยรัดด้วยจุดยืนอุดมการณ์ของพรรคเพื่อไทย บุคลากรของพรรค ล้มหายตายจากไป คนมีคุณค่ากับพรรคสูญสิ้นไป ล้วนแต่เป็นผลกระทบ แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำให้พรรคเสียหาย พรรคไม่ได้ยืนอยู่ได้ด้วยเพราะมีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ท่านเดียว แต่อยู่ได้ด้วยการร้อยรัดแกนนำสมาชิกโอบอุ้มที่จะยังเดินหน้าต่อไปได้

ส่วนแรงกดดันที่เกิดขึ้นจะส่งผลทำให้สมาชิกพรรคบางส่วนถอดใจย้ายพรรค หรือไปตั้งพรรคใหม่หรือไม่นั้น ภูมิธรรม กล่าวว่า ในทางการเมืองพรรคที่ถูกกระทำจะปฏิเสธไม่มีปัญหาด้านนี้เลยคงไม่ได้ แต่ว่าผลมีทั้งบวกและลบ ด้านหนึ่ง ทำให้ประชาชนเขาอยากเห็นเราทำหน้าที่เป็นความหวังของเขาอยู่ เสริมความเข้มแข็งนักการเมืองหัวใจ สำคัญอยู่ที่ประชาชน ถ้าใจประชาชนในพื้นที่ยังคาดหวังกับพรรคเรา มั่นใจในพรรคสมาชิกพรรคการเมืองของเรา
ก็ไม่น่าหนีหายไปไหน

“จากการโอบอุ้มของประชาชน ตรงนี้ไม่น่ากระทบในพื้นที่มากนัก เพราะประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนให้กำลังใจ แต่ประเด็นที่สำคัญคือจะฝ่ากติกาที่เป็นเครื่องจักรสังหารอย่างไร เป็นหน้าที่ที่คนของพรรคเพื่อไทยจะต้องช่วยกันคิดหาทางออก ด้วยเจตนารมณ์ มุ่งมั่นแก้ปัญหาประเทศ ประชาชน ด้วยความจริงใจ ตั้งใจจริง ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราผ่านพ้นอุปสรรคไปได้” 

เรื่องแกนนำที่จะมารับหน้าที่คุมเพื่อไทยลงสนามเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้น ภูมิธรรม กล่าวว่า สถานการณ์อย่างนี้ต้องมาช่วยกันทำงาน แต่ใต้ข้อจำกัดไม่สามารถมีกิจกรรมทางการเมืองได้ เมื่อวันที่เปิดให้ทำกิจกรรมได้ก็ต้องดำเนินการเลือก กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคที่จะต้องมาดูความเหมาะสมพิจารณาร่วมกันภายในพรรคว่าใครจะเชื่อมประสานสมาชิกพรรคทั้งหมดได้ และสามารถนำอุดมการณ์จุดยืนของพรรคเพื่อไทยไปสู่พี่น้องประชาชนได้มากที่สุด เวลานั้นก็จะมีคำตอบ

สำหรับแต่ละรายชื่อที่ปรากฏออกมานั้นก็มีหลายคน ทั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือคนอื่นๆ ก็มีคุณสมบัติ มีความตั้งใจกันทุกคน แต่ตอนนี้ไม่ได้มีใครที่เด่นชัด ทุกคนช่วยกันทำงาน ส่วนคุณมณฑาทิพย์ ชินวัตร พี่สาวอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ นั้น ตัดทิ้งได้เลยเพราะไม่เคยแสดงความประสงค์ หรือเข้ามายุ่งเกี่ยว ส่วนคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ที่มีข่าวก็คงต้องไปถามท่าน ซึ่งวันนี้เรื่องตัวบุคคลยังไม่ได้มีการพูดคุยกันยังมีเวลาอีกเยอะ

ถามว่าประเมินคู่แข่งในสนามเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไร ภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ได้สนใจเรื่องคู่แข่ง เราดูเรื่องความพร้อมภายในพรรคเพื่อไทย ที่ต้องการเป็นสถาบันทางการเมือง แก้ปัญหาประชาชน ภายใต้กฎกติกาจะเดินไปอย่างไร สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าเรื่องคู่แข่ง ทุกพรรคไม่ได้คิดเรื่องคู่แข่ง แต่คิดว่าจะอยู่รอดอย่างไรในกติกานี้ให้ได้มากกว่า พอถึงเวลาทุกคนก็สู้ในกติกา เราก็แข่งกับตัวเอง ไม่ได้คิดไปถึงจะมีพรรคทหาร พรรค คสช.หรือไม่ ไม่คาดเดา อาสาทำงานพิสูจน์ตัวเอง ไม่ได้คิดเรื่องมิตร ศัตรู จมปลักอยู่กับการทำลายล้าง แย่งชิงอำนาจ

ในช่วงที่แกนนำหลายคนพัวพันกับคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจะฉุดภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทุกคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องการเมือง ต่อสู้ในกระบวนการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง ประชาชนเข้าใจว่าพรรคได้พิสูจน์แล้วว่าผลงานในการทำงานยึดโยง เอาประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง

มาถึงเรื่องคดีจำนำข้าวที่เป็นนโยบายสำคัญของพรรคนั้น จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการพิพากษา ว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นปัญหาอุปสรรคเลวร้าย แต่เป็นนโยบายคิดช่วยเหลือประชาชน ส่วนมีการบกพร่องที่วิธีการทำงานบ้างหรือไม่ ก็เป็นเรื่องเฉพาะราย ต้องไปดูรายละเอียด เกือบทุกนโยบายล้วนแต่มีปัญหาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะนโยบายเพื่อไทย รัฐบาลทหารปัจจุบัน รัฐบาลประชาธิปัตย์ หรือพรรคการเมืองต่างๆ ล้วนมีข้อดี ข้อเสีย ทั้งสิ้น

“หัวใจสำคัญนโยบายจำนำข้าวเพื่อไทย ได้ใช้การซับซิไดซ์ดูแลกระดูกสันหลังของชาติ ตัวนโยบายไม่ผิดอะไรเลย สะท้อนจุดยืนคิดถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ประสบปัญหา ตัวนโยบายมันดี ไม่มีปัญหา ส่วนข้อบกพร่อง เกิดขึ้นจากมูลเหตุมากมายก็ดูตามความเป็นจริง ไม่ใช่มีปัญหา จุดใดจุดหนึ่ง จุดเล็กจุดน้อยแล้วมาบอกว่าเป็นปัญหาของทั้งระบบ”

ถามว่าเลือกตั้งครั้งหน้าเพื่อไทยจะยังชูนโยบายจำนำข้าวเหมือนเดิม ภูมิธรรม กล่าวว่า อย่าพึ่งพูดไปไกลเพราะเลือกตั้งครั้งหน้ามีข้อบังคับที่กำหนดอะไรทำได้ ไม่ได้ อะไรพูดได้ ไม่ได้ ส่วนจะแก้ปัญหาประชาชนอยู่ที่การจัดลำดับความสำคัญ เรื่องเร่งด่วน ซึ่งเรายังจะยืนยันนโยบายแก้ไขปัญหาของประชาชน และดูแลประชาชนทุกกลุ่มให้ได้ประโยชน์จากการบริหารงาน

“ต้องถามปัญหาอยู่ตรงไหน จะมาบอกว่าวันนี้เราจะทำอันนี้ อันนั้น พูดแบบนี้ตลอดไป ไม่ใช่พรรคการเมือง ไม่ใช่ความเป็นจริงพรรค การเมืองต้องอยู่กับความเป็นจริง ปัญหาที่เป็นจริง แต่เรายืนยันเจตจำนงยึดถือเรื่องนโยบายแก้ปัญหา อะไรที่เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาของประชาชนที่ต้องการแก้ปัญหา โดยมาดูกรอบกติกาเสนอได้แค่ไหน ก็ต้องทำตามกติกาที่ถูกกำหนดไว้”  

ภูมิธรรม ระบุว่า เวลานี้ขวัญและกำลังใจของสมาชิกแกนนำพรรคเพื่อไทยแต่ละคนยังดีอยู่ เมื่อมีแถลงการณ์ออกมายืนยันเดินหน้าทำงานต่อทุกคนก็สบายใจ เรียกร้องให้สมาชิกมาช่วยกันทำงาน ร่วมไม้ร่วมมือสะท้อนจุดยืนของพรรค ส่วนหลังเลือกตั้งจะกลับมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งเหมือนที่เคยเป็นมาหรือไม่คงไม่มีใครตอบได้นอกจากประชาชน

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจนถึงวันนี้ สะท้อนพัฒนาการเมืองและประชาธิปไตย สิ่งที่สำคัญ พัฒนาการเกิดขึ้นเสริมสร้างให้เกิดการเรียนรู้ของประชาชน หน้าที่ของพรรคการเมืองคือพิสูจน์ความตั้งใจการทำงาน ชี้ให้เห็นว่าเป็นทางออกเสนอทางแก้ปัญหาให้ประชาชนดีที่สุด เพื่อไทยตระหนักเจตนารมณ์เหล่านี้ โลกเปลี่ยนแปลงไป กฎกติกาสังคมไทยเปลี่ยน กฎหมาย รัฐธรรมนูญเปลี่ยน เราจำเป็นต้องเรียนรู้สภาวะรอบๆ ปัจจัยต่างๆ โดยยึดมั่นจุดยืนอุดมการณ์ กฎกติกา เดินหน้ายืนยันในเจตนารมณ์ ทำให้ประชาชนมีประสิทธิภาพต่อไป”ภูมิธรรม กล่าว

 

“ยิ่งเก็บ ยิ่งแพง” เจาะลึกโมเดล “กันดั้ม” ของเล่นที่ไม่ธรรมดา!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 18:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/512227

"ยิ่งเก็บ ยิ่งแพง" เจาะลึกโมเดล "กันดั้ม" ของเล่นที่ไม่ธรรมดา!

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

กันดั้ม Gundam หากพูดชื่อนี้เชื่อว่าหลายคนต้องรู้จัก เพราะยุคหนึ่งการ์ตูนและโมเดลพลาสติกหุ่นยนต์ เป็นที่นิยมมากในหมู่เด็กและผู้ใหญ่ในหลายประเทศรวมถึงไทย แต่ปัจจุบันกระแสความนิยมลดลงไปมาก เพราะมีการ์ตูนเกิดขึ้นมาใหม่อยู่ตลอด อย่างไรก็ดียังมีคนกลุ่มเล็กๆ ที่หลงใหลชื่อชอบโมเดลการ์ตูนหุ่นยนต์นี้อยู่

ล่าสุดกระแส กันดั้ม ถูกกล่าวถึงอีกครั้ง เมื่ออดีตนักสะสมรายหนึ่ง ค้นเจอลังใบเก่าเก็บภายในบ้าน เพื่อค้นหาของเล่นหวังนำโมเดลหุ่นยนต์ ที่เคยเป็นของสะสมรุ่นพ่อส่งต่อสู่รุ่นลูกให้ได้ชื่นชมและรู้จัก แต่เขากลับต้องตกใจเพราะ หนึ่งในนั้นคือ โมเดลรุ่นที่มีราคาสูงถึงหลักล้านเยน และหายากมากที่สุดในโลก

ความเซอร์ไพรส์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นให้โพสต์ทูเดย์เดินทางไปพูดคุยกับ พีรพงษ์ ธนกิจ หรือ ป๊อก แฟนพันธุ์แท้กันดั้ม ผู้หลงใหลการ์ตูนและโมเดลหุ่นยนต์ชนิดนี้มานานนับสิบปี เพื่อบอกเล่าเรื่องราววิวัฒนาการของกันดั้มในแต่ละยุค และอีกหลากหลายแง่มุมที่ไม่มีใครรู้ว่ากันดั้ม ไม่ใช่เพียงแค่ของเล่นของสะสมธรรมดาเท่านั้น

เนื้อเรื่องคือ จุดแข็งให้กันดั้ม ครองใจคนมาเกือบ 40 ปี

เนื้อเรื่องเดิมของกันดั้ม เป็นซีรีส์แอนิเมชั่นเกี่ยวกับหุ่นยนต์ต่อสู้ขนาดยักษ์ ถูกฉายครั้งแรกทางโทรทัศน์ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี ค.ศ. 1979 ต่อมาถูกสร้างเป็นภาพยนต์การ์ตูน จุดที่ทำให้กันดั้มได้รับความสนใจจากเด็กและผู้ใหญ่ทั่วโลก มาจากตัวการ์ตูนของเรื่อง ที่ถูกสร้างออกมาเป็นโมเดล เพื่อให้ผู้สนใจได้ใช้เวลาต่อและเก็บสะสม

พีรพงษ์ เล่าว่า กันดั้มก็คือการ์ตูนหุ่นยนต์ทั่วไป แต่ความน่าสนใจกว่าการ์ตูนหุ่นยนต์เรื่องอื่นที่ถูกสร้างมาก่อน เพราะเป็นการ์ตูนเรื่องแรก ที่ผู้เขียนบทสร้างให้หุ่นยนต์ เป็นเครื่องจักรโดยฝีมือมนุษย์ และใช้วิธีดำเนินเรื่องจากปมประเด็นปัญหาสงคราม ความขัดแยงทางศาสนา การเมือง วัฒนธรรมที่ได้รับความสนใจในโลกมาเป็นตัวดำเนินเรื่องจากอดีตถึงปัจจุบัน

ต่างจากการ์ตูนหุ่นยนต์ทั่วไป ที่มักมีพลังเหนือธรรมชาติ เน้นต่อสู้กับเหล่าร้าย ปีศาจ หรือมนุษย์ต่างด้าว สิ่งนี้จึงเป็นจุดแข็งของกันดั้มให้ได้รับความสนใจและดังไปทั่วโลก แต่ยอมรับว่า ครั้งแรกที่การ์ตูนหุ่นยนต์เรื่องนี้ออกมาปี 1979 ไม่ประสบความสำเร็จและเจ๊งไม่เป็นท่า เพราะช่วงนั้น สร้างฉีกแนวจากการ์ตูนยุคนั้นมากจนเกินไป ทำให้ปี 1979 เดิมผู้สร้างวางแผนทำทั้งหมด 52 ตอน ต้องตัดบทเหลือ 43 ตอน

แต่ถึงอย่างไรช่วงโด่งดังของกันดั้ม ก็มาช่วงทศวรรษ 80 หรือปี ค.ศ.1981 หลังสร้างเป็นภาพยนตร์ฉายในญี่ปุ่น โดยสาเหตุทำให้การ์ตูนเรื่องนี้ได้รับความสนใจ เพราะตอนนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางความคิดของคนยุค 70 กับ 80 ประกอบกับ ช่วงนั้นกันดั้มนำเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 มาเป็นตัวดำเนินเรื่อง จึงเป็นเหตุผลทำได้รับความนิยม และยิ่งโด่งดั้งมากขึ้นหลังมีการทำโมเดลตามออกมา ช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ฉายในประเทศไทย

“เหตุผลที่ทำให้กันดั้มได้รับความสนใจ เพราะการดำเนินเรื่องอยู่บนหลักความจริง ไม่มีเรื่อง ปิศาจ ต่างมิติ ปราบเหล่าร้าย ไม่มีใครดีหรือร้ายโดยสมบูรณ์ เหมือนการ์ตูนตอนนั้น แต่กัมดั้ม มีเรื่องศาสนา การเมือง วัฒนธรรม ปมประเด็นทางสังคมในโลก นี่จึงเป็นหัวใจให้การ์ตูนเรื่องนี้ ครองใจคนมาได้หลายยุค”

พีรพงษ์ ธนกิจ แฟนพันธุ์แท้กันดั้ม

 

กันดั้ม ไม่ใช้แค่ของเล่น-ของสะสม แต่มันคือศิลปะ

แฟนพันธุ์แท้กันดั้ม เล่าว่า โมเดลหุ่นยนต์จากการ์ตูนเรื่องนี้ ตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี เจ้าของลิขสิทธิ์โมเดล คือ บริษัท บันได (Bandai) สาเหตุที่ทำให้ผู้ผลิตสร้างโมเดลกันดั้มขึ้น เพราะตอนนั้นเมื่อผู้ชมได้ดูการ์ตูน สิ่งที่ตามมาคือ อยากครอบครองตัวการ์ตูนเหล่านั้น แต่อีกสิ่งที่ทำให้ของเล่นของสะสมนี้มีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น คือ ผู้เล่นต้องลงแรงประกอบ ตกแต่ง ทำสีตามจินตนาการ จึงเป็นเสน่ห์ให้กันดั้มต่างจากของเล่นของสะสมอื่น

พีรพงษ์ มองว่า ตามหลักตระกูลของเล่นของสะสม หากเก็บไว้นาน ไม่นำออกจากถุง สภาพยิ่งคงเดิม ก็ต้องมีมูลค่าเพิ่ม แต่โมเดลพลาสติกกันดั้ม เป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม เพราะของจะเพิ่มคุณค่ามากยิ่งขึ้น หากถูกนำออกมาประกอบ ตกแต่งใส่สีสันจินตนาการลงไป เพราะมันเปรียบเสมือนงานศิลปะ

“กันดั้มทุกตัว ผลิตออกมาด้วยแม่พิมพ์เดียวกัน แต่ไม่มีตัวไหน เหมือนกันซักตัวในโลก เพราะคนประกอบอาจดัดแปลง โดยวิธีการเคาะ ปะ ซ่อม ทำสีนำเทคโนโลยีต่างๆ มาสู่การทำโมเดล นี่จึงทำให้ผลงานแต่ละชิ้น ถูกสร้างขึ้นมาตามจินตนาการ กันดั้มไม่จำเป็น ต้องยึดตามความเป็นจริงมาก แต่ยึดตามจินตนาการ เพื่อให้เป็นกันดั้มของเรา”

พีรพงษ์  เปรียบว่า กันดั้มคือของเล่นของสะสม ที่ตรงข้ามกับของเล่นของสะสมชนิดอื่น คือ คุณต้องทำ คุณต้องใส่จินตนาการ ต้องลงแรง ใส่ใจและรักไปกับมัน

 

กัมดั้ม ได้อะไรมากกว่าที่คิด นอกเหนือจากการนั่งเรียน

พีรพงษ์ เล่าว่า แม้การ์ตูนเรื่องนี้จะเคยได้รับความนิยมมาก แต่บางช่วงกระแสความนิยมก็ลดลง เพราะเกิดปัญหาจากไอเดียการคิดเนื้อเรื่องผู้ผลิตตีบตัน จึงต้องพยายามเปลี่ยนแปลงหาเนื้อเรื่องใหม่ๆ รวมถึงแก้ปัญหาด้านลิขสิทธิ์ เพราะเมื่อก่อนหากต้องการครอบครองกันดั้ม ต้องซื้อในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น ซึ่งมีราคาสูง

แต่เมื่อผู้ผลิตเปลี่ยนแปลงระบบการจำหน่าย เปิดโอกาสให้ส่งผู้ค้าส่งมากขึ้น ทำให้ผู้สนใจหาซื้อได้ง่ายมากขึ้น ตามสะพานเหล็ก คลองถม ตลาดออนไลน์ ทำให้ปัจจุบันมักเห็นธุรกิจกันดั้ม อาทิ ร้านขาย โรงเรียนสอนออกแบบตกแต่ง และมีอาชีพรับจ้างทำโมเดล นี่จึงเป็นเหตุผลทำให้กระแสกันดั้มยังอยู่ได้ แม้ไม่ดังเหมือนเมื่อก่อน แต่ยังมีกลุ่มคนที่ชื่นชอบอยู่

แฟนพันธุ์แท้กันดั้ม บอกว่า ผู้ที่ชื่นชอบมีหลายแบบ ทั้งเก็บสะสมอย่างเดียว นำมาต่อเล่น ต่อเพื่อนำจำหน่ายหรือส่งประกวด  สิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์ ส่วนตัวมองว่า นี่คือของเล่นที่ให้ประโยชน์ เพราะเมื่อผู้สนใจลงมือทำ จะช่วยด้านส่งเสริมทักษะ จินตนาการ ความคิดศิลปะ

พีรพงษ์  มองว่าอนาคตการ์ตูนและโมเดลกันดั้ม ถึงอย่างไรก็ยังไม่ตาย ตราบเท่าที่มีแฟนคลับสนับสนุน และมีช่องว่างที่สามารถนำมาเปิดประเด็นความคิดใหม่ๆในการสร้างอยู่ ปัจจุบันพบว่า นักสะสมรุ่นก่อน หรือที่เรียกว่ายุคดั้งเดิม เริ่มถ่ายทอดความสนใจให้รุ่นลูก โดยเริ่มจากการชวนมานั่งดูการ์ตูนร่วมกัน เหมือนไอ้มดแดง

“กัมดั้ม ได้อะไรมากกว่าที่คิด นอกเหนือจากการนั่งเรียน เพราะหากลงมือทำมัน จะช่วยทั้งฝึกสมาธิ จินตนาการ มุมมองทางสังคม ได้พัฒนาความละเอียด ความระมัดระวัง ทำอะไรไม่รีบร้อน ฝึกวิธีคิดและทำงานเป็นระบบ”

ขณะที่มุมมองทางเศรษฐกิจ แม้ของเล่นของสะสม ถูกจัดให้อยู่สินค้าฟุ่มเฟือย แต่กันดั้ม ไม่ได้มีไว้เพียงตั้งโชว์แต่ยังเป็นช่องทางที่นำไปขายเพื่อเพิ่มมูลค่าได้

“ยิ่งเก็บ ยิ่งแพง เป็นเรื่องปกติของเล่นของสะสมทั่วไป แต่กันดั้ม ตรงกันข้าง ยิ่งผ่าน ร้อนผ่านหนาว คนเล่นกันดั้มของแท้ ต้องไม่กลัวพัง เพราะคนเล่นกันดั้ม ต้องซ่อมได้ทุกเมื่อ ไม่มีความเสียดาย ความดั้งเดิมของมัน ต้องโมดิฟายไปเรื่อยๆ”

พีรพงษ์  ทิ้งท้ายว่า บางครั้งการสะสมของเล่น หลายคนอาจมองว่าไร้สาระ แต่ถ้าหากแบ่งเวลากับมันได้ ยกเว้นเลือกเส้นทางนี้เป็นอาชีพ มันคืองานอดิเรกที่ได้ประโยชน์มาก สำหรับตนกันดั้มสอนให้รู้ว่าเป็นคนชื่นชอบเรื่องเครื่องยนต์กลไก จนเป็นสาเหตุให้เลือกเรียนสายวิศวกรรม 

กันดั้มรุ่นที่แพงและหายากที่สุดในโลก ภาพจาก : สมาชิกเว็บไซต์พันทิปชื่อ BIG TG

 

 

 

“วิชญะ เครืองาม”คนรุ่นใหม่ปฏิรูปประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 09:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/511419

"วิชญะ เครืองาม"คนรุ่นใหม่ปฏิรูปประเทศ

คีย์แมนคนสำคัญในการปฏิรูปกฎหมายให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นลูกไม้ใต้ต้น วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นั่นคือ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน “วิชญะ เครืองาม” หรือ “ดร.โอม” ซึ่งเขาเข้ามารับตำแหน่งประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และรับฟังความเห็น หนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมาย (ทปก.)

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ภารกิจในตำแหน่งดังกล่าว คือ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านเสนอแนะกฎหมาย คอยติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลกระทบจากการตรากฎหมายสำคัญๆ ให้กับรัฐบาลได้นำไปผลักดัน แก้ไข ปรับปรุง หรือยกเลิก พร้อมกับติดตามความคืบหน้าการตรากฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐทุกแห่ง

“การปรับปรุงกฎหมาย เน้นทำเรื่องปากท้อง การทำมาหากิน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตได้สะดวก โดยเฉพาะการติดต่อธุรกิจกับหน่วยงานราชการ ต้องไม่ล่าช้า หรือซ้ำซ้อน พร้อมกับเน้นการออกกฎหมายให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูป อีกภารกิจที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ งานประชาสัมพันธ์และรับฟังความเห็นตามมาตรา 77 จะเปิดกว้างให้ประชาชนได้เสนอเต็มที่ อยากจะได้กฎหมายอะไร อยากจะให้ยกเว้น หรือยกเลิกกฎหมายอะไร ขอให้เสนอ ทปก.มาได้” วิชญะ ระบุ

ทั้งนี้ ดร.โอม บอกว่า การมีกระบวนการและการวางแผนที่ดี เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปกฎหมาย ดังนั้นจึงแบ่งการทำงานออกเป็น 4 คณะอนุกรรมการ ดังนี้ 1.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจของประชาชน 2.สุรชัย ภู่ประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมาย ที่สร้างภาระแก่ประชาชนเกินความจำเป็น 3.คำนูณ สิทธิสมาน ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามกฎหมายให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ และ 4.บรรเจิด สิงคะเนติ ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาเสนอกฎหมายที่ต้องจัดทำใหม่ เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ

การทำงานทั้ง 4 คณะนั้น มีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะชุดคุณกอบศักดิ์ กำลังศึกษาและฟอร์มทีมทำงาน ภายใน 2 เดือนนี้จะมีข้อสรุปว่ากฎหมายไหนจำเป็นที่จะต้องปรับปรุง สร้างใหม่หรือยกเลิก เช่น กฎหมายการจัดตั้งบริษัท ห้าง ร้าน ต้องลดขั้นตอนให้สั้นและง่ายลง หรือกฎหมายการกู้ยืมเงิน หรือการไปทำธุรกรรม ซื้อที่ดิน การจดทะเบียนจดจำนองที่ดิน ที่ปัจจุบันระบบล่าช้ามาก เพราะการทำให้กระบวนการทางราชการกระชับสำคัญมากในการทำธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) กฎหมายไหนเป็นอุปสรรคต้องยกเลิกเพื่อให้การประกอบอาชีพของประชาชนดีขึ้น

 

สำหรับ ภารกิจ ทปก.ในการเปิดรับฟังความเห็น เป็นหนึ่งงานตามมาตรา 77 ทุกหน่วยงานของรัฐจะต้องมีการประเมินผลกระทบจากการตรากฎหมาย หรือ Regulatory Impact Assessment ที่เรียกกันว่า กระบวนการ อาร์ไอเอ เพราะการออกกฎหมายได้กำหนดไว้ว่าทุกขั้นตอนต้องมีการประเมินผลกระทบก่อนจะนำเสนอกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย ทปก.จะดูว่าหน่วยงานใดทำหรือไม่ เพราะการประเมินผลกระทบผลดีหรือผลเสียมีความจำเป็นมาก

ดังนั้น จากนี้ไปจะมีผลงานด้านกฎหมายสำคัญๆ ทยอยออกมาเรื่อยๆ อาทิ ร่าง พ.ร.บ.มาตรการติดตามทรัพย์สินของรัฐคืนจากการเอาไปโดยมิชอบ พ.ศ. … โดยเฉพาะคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำการทุจริตโดยเฉพาะทรัพย์สินที่เป็นมรดกตกทอดต้องเรียกคืนกลับคืนสู่ภาครัฐ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. … โดยในอนาคตจะมีการจัดตั้งกองทุนและมาตรการสร้างแรงจูงใจทางภาษีออกมามากมาย ร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. … และร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. …

ล่าสุดเตรียมยกร่างกฎหมายเพื่อให้สามารถนำเงินที่ค้างท่อมาใช้ประโยชน์ ที่มีอยู่จำนวนนับพันล้านบาท อาทิ เงินที่อยู่ในบัญชีธนาคาร เงินค่าเติมซิมการ์ด เงินกรมธรรม์ หรือเงินในบัตรเติมเงินแบบ Pre paid ในต่างประเทศจะมีกฎหมายออกมาให้สามารถนำเงินเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์สาธารณะได้ แต่ต้องเป็นเงินที่ไม่มีเจ้าของจริงๆ

“การปฏิรูปคราวนี้ ถ้าไม่ออกกฎหมายที่เห็นผลเป็นรูปธรรมที่สัมผัสได้ จะขาดแนวร่วมจากประชาชน ทปก.คิดเสมอว่า จะทำอย่างไรให้การปฏิรูปแล้วต้องสัมผัสได้จริงๆ คือ Reform in action ไม่ใช่ Reform in paper ไม่มีอีกแล้วปฏิรูปที่เป็นรายงานแล้วไปอยู่บนหน้ากระดาษหรือแค่รายงานนำเสนอ ดังนั้น คณะ ทปก.จึงมีความตั้งใจทั้งออกแรงผลักดันขับเคลื่อน จะต้องผลักดันกฎหมายที่ดีไปสู่ท่อ ครม.หรือสนช.ให้รวดเร็วโดยเน้นความรัดกุมและรอบคอบเป็นที่สุด”

อย่างไรก็ตาม ผลงานชิ้นโบแดงล่าสุดของ ทปก. คือ ร่างกฎหมายที่ว่าด้วยการขัดกันของผลประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวม หรือกฎหมายสี่ชั่วโคตร เพราะทปก.ผลักดันเต็มที่ ผ่านการเปิดรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง และไม่ลังเลว่าหน่วยงานใดจะต้องรับผิดชอบหลัก แต่เห็นว่าเป็นกฎหมายที่ควรขับเคลื่อนและปรับปรุง จึงทำรายงานเสนอท่านนายกรัฐมนตรี จากนั้นก็เอาเข้า ครม.ดันต่อไป ก่อนเสนอไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะ ทปก.เห็นด้วยกับหลักการ ดังนั้นวันนี้รัฐบาลจึงอนุมัติเพื่อส่งเข้า สนช.ได้ในที่สุด

“กฎหมายนี้หากเป็นในอดีต รับรองล่าช้ามาก เพราะเรื่องนี้มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ ทปก.รับเป็นเจ้าภาพ ได้เรียกทุกหน่วยงานมาคุยกันเลย เพื่อมารับฟังความคิดเห็น จากนั้น ทปก.ก็ได้ออกมาเป็นข้อสรุปเสนอแนะรัฐบาล”

ดร.โอม บอกอีกว่า เรื่องล่าสุดได้เสนอให้รัฐบาลตั้งกองทุนปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นร่างกฎหมายที่ดี เพราะได้สนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริต และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้เรื่องปราบโกง โดย ทปก.มีความเห็นด้วยในหลักการ ส่วนเรื่องที่มาของเงินจะได้รับการสนับสนุนจากไหน และหน่วยงานใดจะเป็นคนกลางในการตรวจสอบ ค่อยไปว่ากันในสภา แต่หลักการ คือ ต่อต้านการทุจริต ผ่านการสนับสนุนภาคีเครือต่อต้านการคอร์รัปชัน ที่จะได้รับงบสนับสนุนการทำงาน กองทุนนี้เป็นเหมือน “นกหวีด” คอยเป่าเสียงดังๆ หากพบนักการเมือง หรือข้าราชการที่จะทำการทุจริต ก็จะไม่ให้กล้าทำเรื่องโกงกิน ดังนั้นวันนี้ต้องก้าวข้ามการทำงานและบูรณาการทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ปราบปรามการทุจริต

“สิ่งสำคัญในการทำกฎหมาย คือ การเปิดรับฟังความเห็นทำทุกช่องทาง ตั้งแต่รับจดหมาย หรือทางออนไลน์เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ใครมีความเห็นอะไรส่งเข้ามาได้ ผมนั่งอ่านทุกความเห็น เพื่อนำเสนอต่อคณะใหญ่ ใครมีความอัดอั้นตันใจอะไร เสนอมาได้ เช่น เมื่อท่านไปติดต่อหน่วยงานราชการแล้ว พบปัญหาอุปสรรคอย่างไร เช่น เวลานาน งานซ้ำซ้อน เราจะเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมาย”

ทั้งนี้ การปฏิรูปกฎหมายในยุครัฐบาลชุดนี้กับรัฐบาลเลือกตั้ง ถ้าจะถามว่าใครทำได้ดีกว่ากันคงตอบยาก แต่หากจะเปรียบเทียบกันจากปริมาณหรือจำนวนรัฐบาลชุดนี้ออกกฎหมายได้จำนวนมากกว่า เพราะรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งไม่ได้ออกกฎหมายได้มากเท่านี้ ยิ่งในช่วงวิกฤตการเมือง จะออกกฎหมายได้ยาก และฝ่ายค้าน นักการเมือง ไม่ออกกฎหมายที่จำกัดสิทธิหรือตรวจสอบการทุจริตนักการเมือง แต่รัฐบาลชุดนี้มีอำนาจเด็ดขาด กฎหมายที่ออกมาจึงมีคุณภาพ เช่น กฎหมายสี่ชั่วโคตร ที่ผ่านมารัฐบาลเลือกตั้งออกไม่ได้สักที เพราะนักการเมือง หรือผู้บริหารระดับสูงจะถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงดึงเรื่องไว้ไม่ให้ออกกฎหมาย แต่นี่คือความตั้งใจจริงและแสดงถึงคุณภาพ

แม้ออกการกฎหมายย่อมมีข้อขัดแย้งบ้าง แต่สิ่งสำคัญ คือ ทปก.ต้องกล้าตัดสินใจไม่ใช่ทุบโต๊ะ เพราะมีหน้าที่ทำความเห็นเสนอรัฐบาล ถ้าเรื่องใดเป็นเรื่องเกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน หรืองานบางอย่างไม่สามารถบูรณาการกันได้ หรือบางข้อขัดแย้งเมื่อจะออกกฎหมายแล้วต้องไปสร้างองค์กรใหม่ แล้วองค์กรเดิมจะทำอย่างไร หรือกฎหมายบางฉบับไปแตะหลายหน่วยงาน ย่อมทำให้หลายหน่วยงานไม่พอใจ แต่ ทปก.ต้องตัดสินใจ ว่าจะเลือกแนวทางใด หากมีหลายแนวทางที่ต้องดำเนินการ จากนั้นทำความเห็นสนับสนุนเสนอรัฐบาล ขณะเดียวกันรัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำที่เข้มแข็ง จะทุบโต๊ะได้ง่ายกว่า เพราะรัฐบาลมาด้วยอำนาจพิเศษของตัวเอง และมีมาตรา 44 การตัดสินใจย่อมทำได้ดี

“ผมเชื่อว่าการปฏิรูปจะสำเร็จได้ ต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน การปฏิรูปไม่ใช่จะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือได้ภายในวันเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างและวิธีคิดของคน นี่คือการปฏิรูปที่แท้จริง”ดร.โอม กล่าวอย่างมั่นใจ

 

“ชีวิตฉันคือนักเดินทาง ทุกเรื่องคือการเรียนรู้” เปิดใจคุณแม่ “สิตางศุ์ บัวทอง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2560 เวลา 18:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/510502

"ชีวิตฉันคือนักเดินทาง ทุกเรื่องคือการเรียนรู้" เปิดใจคุณแม่ "สิตางศุ์ บัวทอง"

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สาวประเภทสองยืนเต้นพร้อมกับสะบัดผมด้วยท่าทางรุนแรง ประกอบจังหวะเพลงสนุกสนาน เป็นคลิปวิดีโอในโซเชียลมีเดียที่ถูกพูดถึงมากขณะนี้ จนโด่งดังไปไกลถึงประเทศจีน เธอถูกจัดให้เป็นเน็ตไอดอลสาวประเภทสองคนใหม่ ที่กำลังมาเเรง เธอชื่อ สิตางศุ์ บัวทอง หรือเจ้าของฉายา เน็ตไอดอลสายสะบัด

ตลอดชีวิต 55 ปี เน็ตไอดอลสาวสองประเภทสองคนนี้ผ่านชีวิตมามากมาย ตั้งแต่เป็นลูกชายคนโตครอบครัวนักธุรกิจจีนรับเหมาก่อสร้างย่านฝั่งธนบุรี บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ ทำงานรับจ้างแปลภาษา เขียนคำอุทธรณ์ ตลอดจนรับโปรโมทสินค้า ปัจจุบันเธอมีผู้ติดตามในเฟซบุ๊กมากกว่าสามหมื่นคน และแต่ละคลิปวิดีโอที่โพสต์ลงไปมีผู้ชมหลักหมื่น แสน จนถึงล้านวิว

วันนี้โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับ สิตางศุ์ ถึงเส้นทางชีวิตที่บางช่วงโรยด้วยกลีบกุหลาบ บางครั้งเจอมรสุมมากว่าระยะเวลา 55 ปี เพื่อเป็นข้อคิดให้ใครที่กำลังท้อแท้และสิ้นหวัง

“หนุ่มตี๋ หัวใจสาว” ทิ้งฝันเพื่อเดินตามความหวังครอบครัว

เน็ตไอดอลสาวประเภทสองคนนี้ เป็นชาวฝั่งธนบุรี (แถววงเวียนใหญ่) เป็นลูกคนที่ 4 จาก 10 คน แต่เป็นลูกผู้ชายคนแรกของครอบครัวนักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างชาวจีน ตั้งแต่เล็กมีหน้าที่หลักช่วยแม่ทำงานเอกสาร เพราะครอบครัวตั้งแต่รุ่นก๋ง ปลูกฝังว่า เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ทุกคนต้องมีหน้ารับผิดชอบ แต่ถึงอย่างไรภาพรวมชีวิตตอนเด็ก ถือว่าไม่เคยลำบาก

สิตางศุ์ เล่าว่าเธอเป็นคนมีจิตใจเป็นหญิงตั้งแต่จำความได้ โดยที่บ้านไม่เคยห้ามปรามอะไร เพียงแต่รู้กันว่าอย่าให้มากเกินไป เธอพยายามไม่แสดงบุคลิกตุ้งติ้งออกมา ทำให้บุคลิกตอนเล็กถูกมองเป็นเด็กผู้ชายเรียบร้อย ใส่แว่น เรียนเก่ง แม้บางครั้งแอบชอบรุ่นพี่บ้าง แต่ก็ไม่แสดงอาการออกมา

“ที่บ้านไม่ดุ เพราะแม่มีวิธีสอนลูก แบบไม่ให้ปฏิเสธได้ และไม่ใช้วิธีขู่บังคับ อย่างเช่น วันไหนจะออกไปเที่ยว แม่จะไม่บอกว่าห้ามไป แต่เรียกให้ไปนวดและบอกว่าแม่ไม่สบาย คืนนี้ไม่ไปเที่ยวได้ไหม ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งแม่เค้าก็มีวิธีอย่างนี้”

สาวประเภทสองคนนี้ เล่าช่วงชีวิตวัยเรียนขณะศึกษาอยู่โรงเรียนทวีธาภิเศก ซึ่งเป็นโรงเรียนชายล้วน ตอนนั้นเป็นที่รักของเพื่อนมาก เพราะมักสอนการบ้านเป็นประจำ และสอบได้อันดับ 1-3 อยู่ตลอด แม้ไม่ได้เป็นคนตั้งใจเรียน แต่ที่เรียนเก่งเพราะเป็นคนมีความจำดี อะไรผ่านหูผ่านตาสามารถจำได้ทันที

“ตอนเรียนทวีทา ตอนนั้นฉันเต็มที่ มิหน้ำซ้ำ ยังเป็นเหมือนหัวโจกด้วย เพราะนิสัยคล้ายทอม ใจเป็นหญิงชอบทำตัวห่าม เรียน เล่น โดดเรียน ทำมาหมด เคยใช้ไม้คมแฝกยกพวกตีกันก็เคยมาแล้ว แต่ไม่สนใจเล่นกีฬาเกือบทุกอย่าง ยกเว้นว่ายน้ำ วันเสาร์-อาทิตย์ ไม่ค่อยได้ไปไหน เพราะสมัยก่อนไม่มีที่เที่ยวมาก”

สิตางศุ์ เล่าว่าหลังจบชั้นมัธยม เข้าศึกษาต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยเหตุผลที่เลือกเรียนเพราะอยากนำความรู้ไปช่วยงานที่บ้าน และครอบครัวก็อยากให้เป็นทนายเพื่อไม่ต้องจ้างทนายความ ทั้งที่นิสัยจริงไม่ชอบนิติ หรืองานที่เคยทำมา แต่ความชอบส่วนตัวอยากเป็นดีไซน์เนอร์ หลังเรียนจบปริญญาตรี ก็ได้ช่วยงานครอบครัวเป็นหลัก หากมีเวลาว่างจะไปเที่ยวต่างจังหวัดคนเดียว ส่วนจุดหักเหทางครอบครัว หลังมีเหตุการณ์ปัญหาทางธุรกิจ ต้องย้ายบ้านมาอยู่แถวเขตหลักสี่จนถึงปัจจุบันกว่า 30 ปีแล้ว

สิตางศุ์ เปิดใจว่าจุดเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นหลังคุณแม่เสีย เพราะไม่มีลูกคนใดสานต่องานครอบครัว แต่สิ่งหนึ่งที่ลูกทุกคนได้จากแม่ คือ กระบวนการคิด การทำงาน การติดต่อสื่อสารกับลูกค้า เพราะแม่เป็นคนเก่งมีความสามารถมาก

 

“ไม่แคร์-ไม่สนเรื่องไม่ดี” ชีวิตนี้ก็เป็นสุข

เน็ตไอดอลคนนี้ เล่าว่าหลังเสียคุณแม่ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของครอบครัว แต่อีกด้านถือเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ ที่ได้เริ่มแต่งตัวเป็นผู้หญิงมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านั้น ทำได้เพียงแต่งหน้าอ่อนๆ

ขณะที่เส้นทางการทำงานหลังไม่ได้ทำกิจการครอบครัวต่อ ได้นำความรู้จากที่เรียนมารับแปลภาษา เขียนคำอุทรธณ์คดีขอลดโทษ ลูกค้ามีทั้งคนได้รับการลดโทษ รวมถึงศาลยกฟ้อง แต่เหตุที่ไม่ได้เลือกเป็นทนายความ เพราะไม่ชอบ คิดว่าเมื่อชีวิตได้ทำอะไรเต็มที่แล้ว จะไม่ขอฝืนต่อไป “ฉันทำได้ดี แต่ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่เอานะ”

สิตางศุ์ ปัจจุบันแม้ไม่ได้เป็นทนายความ แต่ยังรับงานปรึกษาเรื่องคดีความ ควบคู่กับรับโปรโมทสินค้า และตอนนี้ได้เริ่มงานในวงการบันเทิง หลังได้รับโอกาสจาก พจน์ อานนท์ ให้แสดงภาพยนต์เรื่องหลวงพี่แจ๊ส 5จี และได้เล่นมิวสิควิดีโอของ ปอยฝ้าย มาลัยพร เธอยอมรับว่า ครั้งแรกที่ได้ทำงานบันเทิงรู้สึกงงมาก แต่ยืนยันว่าจะทำตัวเหมือนเดิม เพียงแค่คิดว่าเปลี่ยนสถานที่ทำงานเท่านั้น

“ยังไงก็ไม่ลืมตัว เมื่อก่อนเราเคยเหลิงมามาก ชีวิตเต็มอิ่มแล้ว ทั้งเรื่องเที่ยว ผู้ชาย หลายเรื่องทำหมดแล้ว จนตอนนี้ย้ายไปอยู่บ้านนอกกับแฟน ใช้ชีวิตแบบสงบๆ หลายปีแล้ว เรื่องพวกนี้เราคิดว่าเป็นลิขิตปาฏิหาริย์”

สิตางศุ์ เล่าว่าหลักการใช้ชีวิตเป็นคนพยายามไม่เครียด ไม่ว่าเจอเรื่องร้ายหรือดีเพียงไหน เพราะคิดว่าหากทำได้ จะสามารถรับได้กับทุกเสียงสะท้อนที่ถาโถมเข้ามา

“บางเรื่องอาจดูไม่ดี แต่ทุกเรื่องที่ทำ ฉันเต็มใจในช่วงชีวิตนั้น ไม่มีใครหรูหราได้ทั้งหมด ไม่มีใครเจอเรื่องดีๆ ตลอด ชีวิตฉันคือนักเดินทาง ฉันคิดว่า ทุกเรื่องคือการเรียนรู้ ทำทุกเรื่องโดยไม่เสียดาย เพราะคิดว่า เราจะได้รับความรู้อีกอย่างหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญ อย่าย้อนกลับไปคิดเรื่องไม่ดี ก็แล้วกัน”

สาวประเภทสองคนนี้ เผยถึงเป้าหมายชีวิตว่า ระยะสั้นขอสนุกกับงานที่เข้ามา แต่อนาคตอยากปลูกบ้านที่ใต้ถุนเลี้ยงหมาแมว และทำนา เลี้ยงปลา ขอรับเด็กที่ถูกพ่อแม่ทิ้งมาเลี้ยง แค่นี้พอใจแล้ว ไม่ว่าโด่งดังหรือไม่

 

มีแฟนไม่ต่ำกว่า 100 คน – หนุนเพศที่สามจดทะเบียนสมรสได้ หนทางแก้ปัญหาสังคม

เรื่องราวความรักของสาวประเภทสองคนนี้ แม้เส้นทางชีวิตจะมีแฟนมาไม่ต่ำกว่า 100 คน แต่เหตุผลที่ทำให้อยู่กับแฟนคนปัจจุบันมานานกว่า 10 ปีนั้น เธอ เผยว่าไม่มีเคล็ดลับการใช้ชีวิตคู่ คิดแต่เพียงว่าเป็นตัวของตัวเอง เจอคนที่รักเราจริงเท่านั้น จึงคิดว่าเรื่องรักแท้ของเพศที่สามสามารถเกิดขึ้นได้ แต่เชื่อว่าบางครั้งความรัก เป็นพรหมลิขิตและผลบุญที่จากการปฏิบัติธรรมสวดมนต์มานานกว่า 30 ปี

สิตางศุ์ บอกว่า ขอเรียกร้องเรื่องสิทธิทางกฎหมายของเพศที่สาม เพราะขณะนี้สังคมเปิดกว้างมากแล้ว ปัจจุบันมีเพศที่สามหลายคู่อยู่ด้วยกัน เหมือนสามีภรรยาปกติ ฉะนั้นการที่รัฐธรรมนูญรับรองเรื่องสิทธิมนุษยชน ก็อยากขอเรียกร้องให้กฎหมายไทย เปิดโอกาสให้คนรักเพศเดียว ได้จดทะเบียนสมรสแบบสามีภรรยาตามปกติ เพราะหากกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ จะช่วยแก้ปัญหาสังคมได้มาก อาทิ การหลอกลวง การแก้แค้น ปัญหาอาชญากรรม

“คน 2 คนอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่นั่งอยู่ด้วยกันอย่างเดียว เค้ามีสมอง ทำมาหากิน ทรัพย์สินก็งอกเงย อันนี้แหละปัญหาทรัพย์สิน เหมือนชายหญิงที่จดทะเบียน แม้เริ่มจากความรัก แต่ถ้ามีทรัพย์สินงอกเงย เมื่อชีวิตรักจบลง ก็ต้องมีเรื่องผลประโยชน์แน่นอน”

 

“เดวิด รูฟโฟโล” นักวิทย์ดีเด่นปี’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 15:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/510131

"เดวิด รูฟโฟโล" นักวิทย์ดีเด่นปี'60

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“ถ้าเราอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เราต้องมีบัณฑิตที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ฉะนั้นการให้นักศึกษาได้ทำโจทย์วิจัย แม้เป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐาน แต่เมื่อเขาจบ เขาก็พร้อมที่จะทำงานวิจัยประเภทอื่นๆ ต่อไปได้” นี่คือแนวคิดการพัฒนาจาก ศ.พิเศษ ดร.เดวิด รูฟโฟโล อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เจ้าของรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี 2560 ผู้ริเริ่มงานวิจัยฟิสิกส์ในประเทศไทยอันดับแรกๆ เมื่อ 25 ปีก่อน

รูฟโฟโล เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกัมมันตรังสีรอบโลก ผู้พัฒนาความรู้โปรแกรมคำนวณอนุภาคพลังงานสูงที่เกิดจากพายุสุริยะ-ลมสุริยะที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการสื่อสารและการบินของโลกอีกด้วย

ชาวอเมริกันโดยกำเนิดวัย 49 ปี ได้รับสัญชาติไทยเมื่อปี 2555 หลังเรียนจบปริญญาเอก สาขาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา ในวัยเพียง 23 ปี ก็ได้เดินทางมาทำงานในประเทศไทย และพยายามมุ่งมั่น ทุ่มเท ถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชนไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ของรูฟโฟโลเกิดจาก เห็นคุณพ่อซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ทำงาน จึงอยากทำงานเหมือนคุณพ่อบ้าง ประกอบกับในวัยเด็กเป็นคนชอบดูดาว รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้คิดเรื่องนอกโลก จึงพยายามค้นคว้าหาความรู้ด้านดาราศาสตร์ และตั้งใจเรียนจนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่อายุ 13 ปี ก่อนจะจบระดับปริญญาตรีพร้อมกัน 2 ใบ ในสาขาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ขณะอายุเพียง 17 ปี

ช่วงอายุ 19 ปี รูฟโฟโล ได้เดินทางมาเมืองไทย และชื่นชอบมาก หลังจบปริญญาเอกจึงคิดว่าหากจะทำประโยชน์ตอบแทนสังคม การเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่แค่ในสหรัฐคงทำอะไรไม่ได้มาก เพราะมีนักฟิสิกส์-นักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก เมื่อส่วนตัวชอบเมืองไทยเป็นทุนเดิม จึงได้เดินทางมาทำงานในประเทศไทยเพื่อช่วยพัฒนาบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ในไทยให้มีนักวิจัยเพิ่มมากขึ้น

รูฟโฟโล ย้อนไปเมื่อ 25 ปีก่อน ว่า การทำงานวิจัยด้านฟิสิกส์ในไทยมีอุปสรรคมาก เพราะยังไม่มีอินเทอร์เน็ต จึงต้องศึกษาหาข้อมูลด้วยตนเอง ประกอบกับสังคมไทยขณะนั้นมองงานวิจัยเป็นเพียงงานอดิเรก ความสนใจด้านนี้จึงไม่มาก แต่หลังจากผลงานได้ตีพิมพ์ลงวารสาร ถือเป็นก้าวแรกการพิสูจน์ตนเองว่าสามารถทำงานในประเทศนี้ได้ และยังเป็นสะพานให้ได้ทำงานร่วมกับนักวิจัยต่างประเทศมากขึ้นด้วย

นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นกล่าวอย่างภูมิใจว่า ถึงการพัฒนาผลงานวิจัย 25 ปี อาทิ โปรแกรมคำนวณอนุภาคพายุสุริยะ-ลมสุริยะที่เดินทางมาถึงโลก ทฤษฎีเกี่ยวกับอนุภาคเคลื่อนที่ในอวกาศ และโปรแกรมจำลองทฤษฎีต่างๆ ด้วยคอมพิวเตอร์ ในขณะเดียวกันผลงานวิจัยในวงการวิชาการไทยถูกพัฒนาขึ้นมาก รวมถึงทำให้สังคมเห็นคุณค่างานทางด้านนี้

“รังสีในธรรมชาติที่มาจากนอกโลก หรือรังสีคอสมิก หากมีอนุภาคขนาดใหญ่จะส่งผลกระทบต่อระบบการสื่อสารและการเดินอากาศโดยเฉพาะเครื่องบิน แม้ปรากฏการณ์ที่เป็นผลกระทบนานๆ จะเกิดครั้ง แต่ไม่อาจปล่อยไปได้” นักฟิสิกส์
ระบุ

สำหรับความกังวลที่ว่า มนุษย์ที่อาศัยอยู่บนพื้นดินจะได้รับผลกระทบจากพลังงานเหล่านี้หรือไม่ รูฟโฟโล อธิบายว่าคงไม่ได้รับรังสีจากนอกโลกมาก เพราะโลกมีสนามแม่เหล็กและชั้นบรรยากาศคอยป้องกัน

นอกจากนี้ งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ยังมีประโยชน์ด้านสังคม อาทิ ทำให้เข้าใจเรื่องดาราศาสตร์ พายุสุริยะและลมสุริยะมากขึ้น เมื่อสังคมเกิดการใฝ่รู้ก็จะทำให้ประเทศมีผู้เชี่ยวชาญเพิ่มมากขึ้น ประโยชน์ด้านการศึกษา เมื่อผู้เรียนได้ฝึกฝนทำงานวิจัย คอยแก้โจทย์ปัญหาต่างๆ เท่ากับเป็นการฝึกกระบวนการคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหาเมื่อเจออุปสรรค ขณะที่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจเกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจสื่อสาร ดาวเทียม การเดินอากาศยานบนฟ้า เพราะงานด้านนี้หัวใจสำคัญจะทำให้ตระหนักรู้ถึงเรื่องระบบสุริยะ

ขณะเดียวกัน การศึกษาเรื่องนี้นอกจากป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับระบบสื่อสารและการเดินอากาศ ในอีกด้านยังเปรียบเสมือนงานศิลปะชนิดหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ได้ไขปริศนาอะไรบางอย่างในธรรมชาติ และเมื่อคนมีความเข้าใจพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ จะเป็นช่องทางช่วยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ

รูฟโฟโล ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยความเพิ่มผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์ จึงตั้งเป้าสอนนักเรียน นักศึกษาให้สนใจและเข้ามาทำงานด้านนี้มากขึ้น เพื่อช่วยกันพัฒนานวัตกรรมโดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

 

 

“สู้มาขนาดนี้ไม่หนีไปไหน ยังไงมีโอกาสยกสองอุทธรณ์” บุญทรง เตริยาภิรมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 07:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/510049

"สู้มาขนาดนี้ไม่หนีไปไหน ยังไงมีโอกาสยกสองอุทธรณ์" บุญทรง เตริยาภิรมย์

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

“ไม่หนีไปไหนหรอกครับ สู้มาขนาดนี้แล้ว วันที่ 25 ส.ค. นี้ไปตามที่ศาลนัดแน่นอน เรามั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง ไม่ได้ทำอะไรผิดตามที่ถูกฟ้อง และเรามั่นใจการที่ได้นำพยานหลักฐาน ไปไต่สวนให้ศาลเห็นก็ชัดเจนละเอียด  ยืนยันความบริสุทธิ์เราได้ ส่วนศาลดูแล้วจะพิจารณาวินิฉัยอย่างไรก็ คงก้าวล่วงไม่ได้

หลังไต่สวนปีกว่า ก็หวังว่าเหตุการณ์วันที่ 25 ส.ค.จะผ่านพ้นไปด้วยดี เราไม่ทราบว่าผลจะออกมาอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นบวกเป็นลบเราก็พร้อมจะยอมรับ และปฏิบัติตามกฎหมายเท่าที่มี เพราะหากผลออกมาเป็นบวก ก็ไม่รู้ว่าทางโจทก์จะอุทธรณ์หรือไม่ อยู่ที่ทาง อสส.จะพิจารณา แต่หากเป็นลบเราก็ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ”

บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์1 ใน 28 จำเลยที่ถูกอัยการสุงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ฟ้องในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัรฐ (จีทูจี) โดยมิชอบ เริ่มต้นบทสัมภาษณ์เปิดใจก่อนการนัดฟังตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันที่ 25 ส.ค.นี้

หลังจากเมื่อต้นเดือนได้ชิมลางได้ไปร่วมรับฟังคำตัดสินในคดีสลายการชุมนุม ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายกฟ้อง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ ​พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.

“ผมกับ พล.ต.ท.สุชาติ สนิทกัน เคยเรียน วปอ.ด้วยกัน ช่วงที่ท่านสมชายเป็นนายกฯ ผมเป็นเลขาฯ ส่วนตัว ตามท่านตลอด ต้องประสานกับท่านสุชาติ เลยสนิทกัน วันนั้นเจอกันก็คุยกันที่หน้าศาลหลังคำตัดสินออกมาแล้วบอกว่า ผมเตรียมกระเป๋าของใช้มาแล้ว ยังคุยกันเล่นๆ ว่า ของผมเตรียมไว้ซะหน่อยก็ดีนะ ผมก็คงต้องเตรียมเสื้อผ้า ของใช้ สบู่ ยาสีฟัน ยังไม่รู้ต้องเตรียมอะไรบ้าง”  

ถามว่า เตรียมตัวเตรียมใจกับคำตัดสินที่จะออกมาอย่างไร อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ​​เราก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจมาถึงตรงนี้แล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะเราไม่ทราบหรอกว่า ศาลท่านจะวินิจฉัยอย่างไร แต่ในใจเราลึกๆ มั่นใจว่า เราได้ต่อสู้เต็มที่แล้ว ทั้งเรื่องพยานที่เอามาสืบในศาล พยานหลักฐานที่นำไปแสดงให้ศาลเห็นว่ามีอะไรบ้างที่เราทำแล้ว ไม่ได้ทำนอกเหนือจากที่ควรจะต้องทำ ตอนนี้ขึ้นอยู่กับทางศาล จะเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น เราก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเราด้วย

“ครอบครัวก็ให้กำลังใจ เป็นห่วงแต่วันฟังคำตัดสินผมไม่ให้ครอบครัวไป บอกไม่ถูก​… คนจะเยอะเนอะ ที่นั่งในศาลค่อนข้างจำกัด เราก็คิดว่าบรรยากาศก็ไม่ใช่ว่าจะดีนักหนา เลยบอกให้อยู่บ้านดีกว่า ภรรยาเป็นห่วง แต่ก็เข้าใจสถานการณ์เรื่องการเมืองตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว เราทำการเมืองเป็น 10 ปี เขาก็เข้าใจ ทำงานการเมืองมาตลอด เขาก็ซัพพอร์ตเรามาตลอด” ​

อีกส่วนที่ต้องเตรียม ก็คือ การอุทธรณ์คดี ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้ยื่นอุทธรณ์ได้ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เป็นไปตามอัตโนมัติ ส่วนการยื่นขอประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ก็​ต้องรอฟังศาลฎีกาว่ามีระเบียบขั้นตอนปฏิบัติอย่างไร
เมื่อได้รับสิทธิอุทกรณ์ตามรัฐธรรมนูญ การประกันตัว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ทางฝ่ายกฎหมายไปประสานงานอยู่ตลอดเพื่อทราบความคืบหน้าว่าจะต้องทำอย่างไร เนื่องจากเป็นเรื่องที่ศาลไม่เคยมีระเบียบปฏิบัติ​

ถามว่า มั่นใจกับกระบวนการต่อสู้แก้ข้อกล่าวหาที่ผ่านมามากน้อยแค่ไหน บุญทรง กล่าวว่า ​ในคำแถลงปิดคดี เราได้สรุปให้ศาลเห็นกระบวนการนำพยานมาสืบ เป็นการยืนยันว่าเราไม่ได้ทำผิดตามเขาฟ้อง มีขั้นตอนระเบียบ กฎหมาย มีมติ ครม.รองรับทุกขั้นตอน ที่เราได้ดำเนินการไปในส่วนที่เป็นความรับผิดชอบ หน้าที่ อำนาจ ของรัฐมนตรี

รวมทั้งการระบายข้าวเป็นมติ ครม.เห็นชอบตามยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เกี่ยวพันไปถึงเรื่องขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ คนปฏิบัติคือกรมการต่างประเทศ ทุกขั้นตอน มีระเบียบ กฎกติการองรับทั้งหมด ใครทำอะไร ก็ทำไปตามกฎระเบียบที่รองรับเหล่านั้น ใครจะทำอะไรที่เกินอำนาจหน้าที่ไม่ได้อยู่แล้ว

“ผมเองในฐานะเป็นรองประธาน กขช.ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานอนุกรรมการ (พิจารณาระบายข้าว) ​ดำเนินการไปตามมติ ครม. เราทำตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เรามีหน้าที่ควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามนโยบาย รายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติก็เป็นเรื่องของฝ่ายปฏิบัติที่จะเข้าไปดำเนินการ เรามีหน้าที่ติดตามว่ามีอะไรผิดแผกไปจากที่มอบหมายไว้หรือไม่ ให้เขารายงาน เพราะเราไม่สามารถลงไปทำงานตรงนั้นเองได้”

ทั้งนี้ ​ไม่อยากลงรายละเอียดลึกมาก ขอให้รอไปฟังศาล​ แต่สรุปว่า ​ทุกคนทำตามหน้าที่ มีกฎหมายรองรับ ตัวเองมั่นใจในสิ่งที่ได้ดำเนินการนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาล เรามั่นใจว่าได้ชี้และแก้ประเด็นข้อกล่าวหาทุกประเด็นได้อย่างละเอียดชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ของเราในการทำหน้าที่ ไม่ได้ทำการทุจริตตามที่กล่าวหา ผลจะออกมาอย่างไรก็รับผลตรงนี้ และมีขั้นตอนตามกฎหมายอะไรให้เราทำ​ก็ทำต่อ

อีกด้านหนึ่งในส่วนคดีทางปกครองซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย 1,770 ล้านบาทนั้น ที่ผ่านมาได้ยื่นร้องขอทุเลาต่อศาลไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกศาลไม่ให้ทุเลาเพราะยังไม่มีการดำเนินการยึดอะไร หลังจากนั้นอีก 2 วันก็มายึดบัญชีหนึ่งบัญชี จึงไปยื่นขอทุเลาคำสั่งเป็นครั้งที่ 2 แต่ศาลเห็นว่าเงินน้อยก็เลยไม่มีคำสั่งให้ทุเลา หลังจากนั้นก็ตามมาอีก 8 บัญชี จึงไปยื่นขอทุเลาเป็นครั้งที่ 3 นัดไต่สวนวันที่ 18 ส.ค. ซึ่งจะต้องรอคำตัดสิน

“ตรงนี้กระทบมาก เพราะการอายัด 8 บัญชี ในนั้นมีเงินประกันตัวที่ศาลอยู่ด้วย เงินประกันนี้วันที่อ่านคำพิพากษา ไม่ว่าศาลจะอ่านออกมาว่ายกฟ้องหรือลงโทษก็แล้วแต่ เงินประกันต้องคืน ขั้นตอนศาลเป็นอย่างนั้น เพราะเราแสดงตัววันนั้นอยู่แล้ว สมมติ ศาลลงโทษ ผมก็ต้องใช้เงินอันนี้ประกันตัว แต่บังเอิญมาอายัดเงินประกัน ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง หรือจะไปหาเงินจากที่ไหนมา เงินไม่ใช่น้อยๆ ตั้ง 20 ล้าน”

บุญทรง เล่าให้ฟังว่า การอายัดเงินยังไปอายัดบัญชีของภรรยาเขาด้วย ทั้งที่ไม่ใช่ผู้ที่ให้ชำระค่าเสียหาย หรือหากจะอ้างว่าสินสมรส ก็เอาหมดไม่ได้ เพราะสินสมรสก็ครึ่งเดียว ขณะที่อสังหาริมทรัพย์อื่นๆ นั้นเขามีบัญชีอยู่แล้ว หากศาลไม่ให้ทุเลาเขาก็คงยึดอีก เพราะเรื่องนี้อ้างมาตรา 44

“ความเห็นส่วนตัวผมกับฝ่ายกฎหมาย เห็นว่าควรต้องรอผลคดีอาญาก่อน สมมติวันที่ 25 ส.ค. ศาลบอกบุญทรงไม่ผิด แล้วจะมาเรียกให้ผมชดใช้ได้ยังไง เขาควรรอเพราะเรื่องนี้อยู่ที่ศาลตั้งแต่ปี 2558 แต่เพิ่งจะมาเรียกให้ชดใช้ปี 2559 มีการออกคำสั่งเร่งกันหูดับตับไหม้ เอามาตรา 44 มาใช้ ​จะเอาให้ได้ ไม่รู้เหมือนกันทำไมไม่ฟ้อง มาอ้าง ​พ.ร.บ.ละเมิด​ออกคำสั่งได้เลย ไต่สวนก็ไม่ให้ชี้แจงอะไรเลย เอาบทสรุปจาก ​ป.ป.ช.มาเขียนเป็นคำสั่ง”

ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์มีการโยกย้ายโอนทรัพย์สินไปเป็นชื่อของคนอื่นก่อนหน้านี้เพื่อไม่ให้ถูกยึดทรัพย์นั้น บุญทรง ระบุว่า ไปดูบัญชีทรัพย์สินที่ ป.ป.ช.ได้ว่ามีอยู่เท่าไร ผมกับภรรยา 2 คน 10 กว่าล้านบาท ส่วน 20 ล้านบาท นี่กู้มาค้ำประกันในศาล ​ตอนแรกจะใช้หลักทรัพย์ ซึ่งมีแต่ชื่อภรรยา ที่แม่ยายให้มา ศาลบอกว่าต้องเป็นชื่อของตัวเอง จึงต้องไปหายืมสตางค์คนอื่น  เพราะที่ดิน บ้าน ไม่มีชื่อเรา ตั้งแต่ตอนนู้น ทำธุรกิจก็เป็นแบบกงสี พอเข้าการเมืองก็ให้พี่ให้น้อง เรามาอยู่การเมือง ออกจากกงสีมานานแล้ว

ถามว่า มีไปบนบานไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนบ้าง บุญทรง บอกว่า ไปหาพระเยอะมาก เรียนตรงๆ เราเป็นจำเลยถูกกล่าวหา เราก็เครียด ทุกคนคงเป็นเหมือนกัน เราก็จะไปวัดวา ทำบุญ ให้สบายใจ มีโอกาสหรือใครชวนก็ไป ไปสนทนาธรรมบ้าง หรือมีดูดวงบ้าง เป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง เขาพูดดีเราก็สบายใจ ​

“ศาลที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด คือ องค์คณะทั้ง 9 องค์ ​การตัดสินอยู่ที่องค์คณะ 9 ท่าน เราจะไปวัดไปวา ศาลพระภูมิ ขออะไรก็ทำเพื่อความสบายจิตใจเรา อีกอย่างไม่ได้มาทำเฉพาะช่วงนี้ เราเป็นผู้แทนฯ ​ในพื้นที่งานเราก็ไปอยู่แล้ว ไปทำบุญวัดในพื้นที่ เจ้าอาวาสรู้จักเรา ก็ให้ศีลให้พร ให้ผ่านพ้นไปได้ นอกพื้นที่ จังหวัดอื่นๆ ก็ไปหมด แต่เราทำใจนะ ไม่ทราบศาลจะตัดสินแบบไหน แต่ก็คิดว่ายังไงเรายังมีโอกาสยกสอง อุทธรณ์​”

ส่วนอนาคตทางการเมืองนั้น ขณะนี้ บุญทรง ถูกถอดถอนและตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ดังนั้น ในทางการเมืองก็คงต้องพักไปจนครบ 5 ปี ครบเมื่อไรก็ค่อยมาคิดกันอีกที อาจจะกลับหรือไม่กลับ ยังไม่ทราบ เพราะกระบวนการต่อสู้คดีเหล่านี้ยังไม่รู้สิ้นสุดตอนไหน นอกจากนี้ยังมีคดีอื่นๆ ที่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของ ป.ป.ช.หลายเรื่อง เรื่องที่เกี่ยวกับ ครม.ก็มี 7-8 เรื่อง เช่น เรื่องเงินชดเชย เรื่องงบลงทุนโครงการรถไฟเร็วสูง

คิดไหมก่อนตัดสินใจกระโดดเข้ามาเล่นการเมืองจะมีวันนี้ บุญทรง กล่าวว่า ไม่คิดเหมือนกัน ตอนนั้นปี 2543 ท่านทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคใหม่ เป็นคนเชียงใหม่ด้วยกัน จบโรงเรียนเดียวกัน เมื่อเห็นว่ามีโอกาสทำเพื่อบ้านเมืองก็เข้าไปสมัครพรรคไทยรักไทย ลงเลือกตั้งปี 2544 ตอนนั้นกระแสท่านทักษิณแรง ก็เลยชนะเลือกตั้งทิ้งห่างคู่แข่ง ถ้าจำไม่ผิด จาก 10 เขตเชียงใหม่ ไทยรักไทยได้มา 9 เขต

ถามว่า ช่วงนี้อดีตนายกฯ ทักษิณ โทรมาให้กำลังใจไหม บุญทรง บอกว่า ท่านทักษิณไม่ได้โทรมา ส่วนใหญ่จะพบกับนายกฯ สมชาย และนายกฯ ยิ่งลักษณ์

“ท่านสมชายก็บอกว่าไม่ต้องกังวลอะไร อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ผมก็ไปฟังคำตัดสินมาแล้ว (หัวเราะ) อย่าไปคิดอะไรมาก เราทำดีที่สุดแล้ว ถ้าเรามั่นใจว่าได้นำพยานหลักฐานไปต่อสู้คดีแล้วเราก็ให้สบายใจ ศาลคงจะให้ความเป็นธรรม”

คำถามสุดท้ายเข็ดไหม บุญทรง คิดเล็กน้อยก่อนตอบสั้นๆ ว่า “ก็ขยาดอยู่นะ…”