“พลิกวิกฤตศรัทธาตำรวจ ต้องกระจายอำนาจสู่ประชาชน” ผศ.พ.ต.ท. ดร. กฤษณพงค์ พูตระกูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 19:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/498097

"พลิกวิกฤตศรัทธาตำรวจ ต้องกระจายอำนาจสู่ประชาชน" ผศ.พ.ต.ท. ดร. กฤษณพงค์ พูตระกูล

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

“ปฏิรูปตำรวจ” กลายเป็นคำพูด ความตั้งใจ และความคาดหวังที่ทุกคนได้รับฟังมาอย่างต่อเนื่อง

แนวคิดต่างๆ ถูกนำเสนอผ่านสื่อ แต่ยังไม่มีเรื่องใดผ่านกระบวนการพิจารณาจากผู้มีอำนาจอย่างลึกซึ้ง จนนำไปสู่การปฏิบัติที่สามารถเปลี่ยนแปลงศรัทธาของประชาชนที่มีต่อตำรวจ ลดปัญหาอาชญากรรมและพัฒนากระบวนการยุติธรรมได้สำเร็จ

วันนี้ ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต, ที่ปรึกษาสำนักงานควบคุมยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNOCD) และอดีตอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะมาเปิดเผยหนทางสู่การปฏิรูปตำรวจ จากแนวคิดและความสำเร็จในหลากหลายประเทศทั่วโลก

“ถึงเวลาเปลี่ยนตำรวจให้เป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน และมีความเป็นมืออาชีพเเล้ว”  นายตำรวจหนุ่มหมายมั่น

กระจายอำนาจสู่ประชาชน

โดยทั่วไปแล้ว โครงสร้างการบริหารงานของตำรวจทั่วโลกมีอยู่ 3 ระบบ ได้แก่ ระบบรวมศูนย์อำนาจ กระจายอำนาจ และผสมผสาน สำหรับประเทศไทย องค์กรตำรวจมีการบริหารงานในลักษณะรวมศูนย์อำนาจ ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ที่กำหนดให้ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)

ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ เสนอว่า ถึงเวลาที่ต้องกระจายอำนาจการบริหารจากส่วนกลางสู่ระดับภูมิภาคหรือในระดับพื้นที่ เพื่อสร้างความใกล้ชิดระหว่างตำรวจและประชาชนมากขึ้น โดยอาจจัดตั้งคณะกรรมการตำรวจระดับภาคหรือระดับท้องถิ่น ซึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมการจากภาคประชาชน โมเดลดังกล่าวทำให้ประชาชนและตำรวจรับรู้ข้อจำกัดของกันและกัน จนนำไปสู่การแก้ปัญหาอาชญากรรมและเพิ่มความศรัทธาต่อเจ้าหน้าที่

“คณะกรรมการภาคประชาชน ถูกคัดเลือกมาจากหลายๆ ภาคส่วน ทั้งส่วนราชการอย่างผู้ว่าราชการจังหวัด ตัวแทนจากผู้พิพากษา ตัวแทนอัยการ นักสิทธิมนุษยชน ภาคประชาชนซึ่งมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ เช่น พ่อค้า นักธุรกิจ เกษตรกร นักวิชาการ คณะกรรมการภาคประชาชน จะทำงานควบคู่กันไปกับตำรวจกองบัญชาการภาค ร่วมกันปรึกษาหารือ หาทางออกของปัญหา ตลอดจนทำหน้าที่ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจในพื้นที่ด้วย”

การกระจายอำนาจเพื่อให้ตำรวจใกล้ชิดประชาชน จำเป็นต้องมาพร้อมกับระบบการคานอำนาจระหว่างจังหวัด ภูมิภาค และท้องถิ่น

“ไม่ต้องกลัวว่าการกระจายอำนาจจะทำให้เกิดแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพล เพราะสามารถวางกลไก ระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็งได้ คณะกรรมการระดับจังหวัด ภูมิภาค ส่วนกลาง และท้องถิ่น เต็มไปด้วยคนจากหลากหลายภาคส่วน สามารถออกแบบได้ โอกาสล็อบบี้นั้นยากมาก”

ยกระดับตำรวจ ทุกคนต้องมีส่วนร่วม

เมื่อกระจายอำนาจไปสู่ภาคประชาชนแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน  โดยประเทศพัฒนาแล้วมีตำแหน่งที่เรียกว่าผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ (Auxiliary police) คอยทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง แบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่มืออาชีพ

ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ เล่าว่า ประเทศอังกฤษเคยมีอาสาสมัครตำรวจเหมือนในประเทศไทย ก่อนจะยกเลิกในเวลาต่อมา หลังจากเห็นว่ามีส่วนหนึ่งใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง โดยพัฒนามาเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ มีการฝึกอบรม ให้ค่าตอบแทนที่ชัดเจน และมีระบบการตรวจสอบการทำหน้าที่ ขณะที่ในประเทศสิงค์โปร์ ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาทำหน้าที่ที่ตำรวจไม่ทำ เช่น ตรวจตรากระเป๋า อุปกรณ์อันตรายในงานคอนเสิร์ตหรือมหกรรมกีฬาขนาดใหญ่ และปล่อยให้ตำรวจมืออาชีพมีเวลาไปดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างการก่อการร้าย

“ต่างประเทศเขาสร้างระบบ ทำให้คนอยากเข้ามาช่วยงานตำรวจ อย่างอังกฤษ มีการกำหนดหลักเกณฑ์ เช่น สัปดาห์หนึ่งต้องทำงาน 20 ชั่วโมง แต่งตัวเหมือนตำรวจเพื่อให้คนเกิดความยำเกรงและเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ คนทั่วไปดูไม่ออก มีอำนาจใจการจับกุม ใช้ปืนไฟฟ้าเป็นอาวุธในการป้องกันและต่อสู้ อาจมีค่าตอบแทนตามสมควร

ผมลองคุยกับผู้ช่วยท่านหนึ่ง เขาบอกว่าภูมิใจที่ได้ทำงาน ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แถมยังเห็นว่างานตรงนี้ได้ส่งเสริมอาชีพหลักของตัวเองด้วย โดยเฉพาะการพัฒนาภาวะผู้นำ”

ในมุมมองของนักวิชาการด้านอาชญาวิทยา ประเทศไทยสามารถทำเรื่องแบบนั้นได้ โดยนำงบประมาณค่าจ้างผู้ช่วยมาจากภาษีท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น กทม. ผู้ช่วยตำรวจที่ผ่านระบบการคัดเลือก ฝึกอบรมและประเมินผล อาจทำหน้าที่ ตรวจตราดูแลการขับขี่รถย้อนศร บนทางเท้า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เป็นหน้าที่เล็กน้อย เพื่อให้ตำรวจมืออาชีพไปทำหน้าที่อื่น

“คนพวกนี้เข้ามาเเล้ว หากทำไม่ดีเองจะจัดการอย่างไร ขอตอบว่า เราสามารถสร้างระบบตรวจสอบการทำงานและประเมินผลได้ ที่สำคัญไม่ต้องมานั่งกังวลว่า เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะแข่งขันเติบโต เลื่อนตำแหน่งเป็นยศอะไรด้วย เพราะเขาจะเป็นแค่ตำแหน่งผู้ช่วยนี่แหละ”

 

 

ตำรวจมืออาชีพต้องมีอุปกรณ์พื้นฐานที่เพียบพร้อม

เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ในการทำงานที่ขาดแคลน ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนารวมไปถึงลดทอนความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อตำรวจ

“ตำรวจไทยแทบต้องซื้อทุกอย่างเองหมด เสื้อเกราะขอรับบริจาคจากวัดหรือมูลนิธิ  ไม่มีความพร้อมในการทำงาน ออกไปจับยาเสพติด 10 คน มีเสื้อเกราะใส่แค่ 3 ตัว คนไหนเสี่ยงมากก็ได้ใส่ ผิดกับเมืองนอก อย่างอังกฤษเคยมีตำรวจไปจับคนร้ายแล้วพลาดถูกคนร้ายใช้มีดแทง ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้นตำรวจทั้งเกาะอังกฤษใส่เสื้อเกราะหมดเลย”

ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ บอกว่า ทุกการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพรัฐในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน พูดง่ายๆ ว่า ถ้าตำรวจยังดูแลตัวเองไม่ได้ รัฐก็ไม่สามารถรักษาความปลอดภัยของประชาชนได้

อีกกุญแจสำคัญในการพัฒนาคือ การจัดเก็บข้อมูล ปัจจุบันระบบฐานข้อมูลยุติธรรมทางอาญาของตำรวจ อัยการ ศาล และหน่วยงานพัฒนาพฤตินิสัย มีลักษณะต่างจัดเก็บไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่เชื่อมโยง และไม่สามารถนำมาวิเคราะห์ใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ การยกระดับจำเป็นต้องพัฒนาระบบการใช้ข้อมูลกลางเพื่อช่วยเหลือในการวิเคราะห์และนำมาใช้ประโยชน์

ข้อมูลจากกองกำกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ปี 2556 ชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนประชากรในประเทศไทยต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมีประมาณ 305 ต่อ 1 นักวิชาการด้านอาชญาวิทยา บอกว่าไม่ใช่ปัญหา ใกล้เคียงกับประเทศอังกฤษและสิงคโปร์ แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้ตำรวจทำงานได้ดีกว่าคือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

“อังกฤษขึ้นชื่อเรื่องการใช้กล้องสอดส่องพฤติกรรมคนในพื้นที่ทั่วไปมากที่สุดในโลก โดยมีการเก็บข้อมูลพบว่า คนๆ หนึ่งตั้งแต่ออกจากบ้าน เช้ายันค่ำกระทั่งกลับเข้าบ้าน เขาจะถูกจับภาพโดยกล้องวงจรปิดเฉลี่ย 300 ภาพต่อคนต่อวัน”

 

 

เปลี่ยนระบบการคัดเลือกและฝึกอบรม

ระบบการคัดเลือกผู้สมัครเข้ารับราชการตำรวจถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพของผู้ปฏิบัติงาน

ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ เล่าว่า วิธีการคัดเลือกตำรวจของประเทศเยอรมันเน้นให้ความสำคัญเรื่องจิตวิทยา ความคิด และทัศนคติของผู้สมัครมาก

“บ้านเราสอบข้อเขียน ตรวจร่างกาย สอบสัมภาษณ์จากคณะกรรมการ 4-5 คน แต่เยอรมันมีเพิ่มเติมอีกคือการเน้นระบบคัดเลือกที่วัดเจตคติ และความคิดผู้สมัคร โดยการสอบเป็นกลุ่มผ่านโจทย์ที่ท้าทาย มีกล้องวงจรปิดคอยจับพฤติกรรมและการตัดสินใจ

ตัวอย่างเช่น โจทย์บอกว่าหากคนร้ายหลบหนีไปทางนั้น พวกคุณจะทำอย่างไร และปล่อยให้ผู้สมัครถกเถียงกัน ระหว่างถกเถียงจะถูกบันทึกวิดีโอไว้ ภาพทั้งหมดจะถูกส่งไปให้คณะกรรมการที่ประกอบไปด้วย นักจิตวิทยา ตำรวจผู้มีประสบการณ์สูง ผู้ชำนาญการในแต่ละสาขา เพื่อช่วยกันตัดสินว่า คนๆ นี้สมควรจะเข้ามาเป็นตำรวจหรือไม่”

นอกจากกระบวนการคัดเลือกแล้ว การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอของผู้รับราชการ ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ บอกว่า ตำรวจในหลายประเทศมีการฝึกอบรมทุกๆ 6 เดือนหรือ 1 ปี เพื่อประเมินผลว่า คุณยังทำหน้าที่ได้ดีในสายงานคุณหรือไม่ พัฒนาแนวคิดหรือวิธีปฏิบัติเท่าทันกับการพัฒนาของคนร้ายและอาชญากรรมในยุคปัจจุบันหรือไม่

“หากคุณเป็นตำรวจสายสืบสวน ทบทวนดูสิว่า ความเข้าใจข้อกฎหมายคุณเป็นอย่างไร เจอเคสแบบนี้สามารถไปจับเขาได้ไหม คนร้ายต่อสู้จะทำอย่างไร รวมถึงสอดแทรกเรื่องคุณธรรมจริยธรรมไปตลอดการฝึกอบรม โดยประเทศสิงคโปร์เน้นมากเรื่องการกระทำผิดของตำรวจ มีตัวอย่างบทลงโทษให้เห็นในการอบรม เพื่อให้เห็นตัวอย่างที่ไม่ถูกต้อง แต่บ้านเราตั้งแต่จบออกมาสิบปีผ่านไป ไม่เคยอบรมอีกเลย จนกระทั่งเกษียณเลยก็มี เพราะงบไม่มีหรือขาดแคลนคนทำงานจนไม่มีเวลา

“ปัจจุบันตำรวจจราจรหลายพื้นที่บอกเอง อยากให้วิทยากรมาอบรมด้านกฎหมายจราจรให้ เป็นเรื่องที่แปลกมาก เขาบอกอยากมีความรู้ เพราะเวลาไปทำงาน ถูกประชาชนถาม เถียง โต้กลับ อยากจะเถียงเรื่องกฎหมายกลับบ้าง”

ทั้งนี้ระบบงานตำรวจในประเทศพัฒนาแล้ว มีลักษณะที่แตกต่างจากระบบงานตำรวจในเมืองไทยหลากหลายประเด็น

อาจารย์กฤษณพงค์ มองว่า ระบบงานตำรวจต้องลดความเป็นทหารลงเปลี่ยนเป็นระบบงานตำรวจลักษณะเสรีนิยม ทั้งในแง่วิธีคิด การปฏิบัติตามนโยบายรัฐ ลำดับชั้นยศที่น้อยลง เพื่อลดช่องว่างระหว่างตำรวจกับประชาชน การปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดและการรักษาความสงบเรียบร้อย เช่นเดียวกันกับการให้บริการสาธารณะ ตำรวจจะต้องเปลี่ยนมุมมองในการให้บริการ โดยมองว่าประชาชนเป็นผู้รับบริการหรือลูกค้า

“ระบบงานตำรวจแบบทหารจะเน้นการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้มีอำนาจ การแสดงกำลังและมองฝ่ายตรงกันข้ามคือศัตรู ตรงกันข้ามกับระบบงานตำรวจในรูปแบบเสรีนิยมที่จะมุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติโดยยึดหลักกฎหมายและความรับผิดชอบที่ต้องมีต่อชุมชนและสังคม ตำรวจก็คือพลเมือง พลเมืองก็คือตำรวจ เป็นหุ้นส่วนกันและกันในการป้องกัน แก้ไขปัญหาอาชญากรรมและรักษาความสงบเรียบร้อยของชุมชน”

นักวิชาการหนุ่มยังแนะนำว่า ถึงเวลาที่ประเทศต้องพัฒนาระบบความโปร่งใสในการทำงาน ด้วยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมไปถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการพิจารณาคดี เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจและวางใจกันมากขึ้น รวมถึงลดการใช้ดุลยพินิจซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งเช่นหลายกรณีในปัจจุบัน

 

ประชาชนมีสิทธิบริหารและแต่งตั้งโยกย้าย

การบริหารงานบุคคลเป็นเรื่องสำคัญที่ ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ บอกว่า มีผลกระทบต่อขวัญกำลังใจในการทำหน้าที่ หากปฏิรูประบบตำรวจด้วยการกระจายอำนาจ คณะกรรมการภาคประชาชนส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจะมีส่วนร่วมต่อการเติบโตตามสายงานของตำรวจ ส่งผลให้การโยกย้ายตำแหน่ง มีความเป็นธรรม เกิดการยอมรับจากทุกฝ่ายมากขึ้น เนื่องจากถูกคานอำนาจจากทั้งรัฐบาล ภูมิภาค จังหวัด และท้องถิ่น

“ตำรวจคนไหนทำงานให้กับประชาชน แก้ปัญหาอาชญากรรมได้ดี คนนี้จะได้รับการสนันสนุนเรื่องตำแหน่ง เราต้องสร้างรูปแบบที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม โดยประชาชนมีส่วนสะท้อน ประเมินผลได้ว่า ตำรวจคนนี้ทำงานดีเหมาะสมที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง วิธีการเช่นนี้ทำให้ตำรวจแข่งขันกันด้วยการทำงาน อย่างเอฟบีไอของสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับทุกคดีไม่เฉพาะแค่ที่สื่อสนใจเหมือนบ้านเรา”

เขา เล่าเรื่องในอดีตทิ้งท้ายให้ฟังว่า เมื่อ 60 ปีก่อน ภายหลังเยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อาชีพตำรวจกลายเป็นอาชีพที่คนในประเทศเกลียดมากที่สุดพอๆ กับนักการเมือง แต่ปัจจุบันพวกเขาทำให้ตำรวจกลายเป็น 1ใน 3 อาชีพที่ประชาชนศรัทธาและอยากเป็นมากที่สุด เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้ประสบการณ์และบทเรียนในหลากหลายประเทศทั่วโลก

“อย่าให้ความผิดพลาดในอดีตส่งต่อถึงคนรุ่นถัดไป ต้องจบในเจเนอเรชั่นนี้ อย่าให้คนรุ่นหลานมาถามว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว คนรุ่นพ่อทำอะไรกัน”

หนทางปฏิรูปตำรวจไปสู่ความเป็นมืออาชีพนั้นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกคน ขอปิดท้ายด้วยประโยคสุดคลาสสิคจาก เซอร์โรเบิร์ด พีล (Sir Robert Peel) ผู้ก่อตั้งตำรวจนครบาลแห่งกรุงลอนดอนที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของตำรวจอังกฤษ

“ตำรวจคือประชาชน และประชาชนคือตำรวจ”  (the police are the public and the public are the police)

 

หมายเหตุ-ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ “การป้องกันอาชญากรรมในทศวรรษหน้ากับการพัฒนาระบบงานตำรวจ” ของ ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล สำนักพิมพ์มติชน

70 ปี “แพทย์จุฬาฯ’” สู่ศูนย์กลางสุขภาพครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2560 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/497982

70 ปี "แพทย์จุฬาฯ’" สู่ศูนย์กลางสุขภาพครบวงจร

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นสององค์กรทางการแพทย์ที่มีความสำคัญต่อประเทศมาอย่างยาวนาน เป็นทั้งสถาบันผลิตบุคลากรการแพทย์ที่มีชื่อเสียง รวมถึงเป็นแหล่งผลิตผลงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อประเทศจำนวนมาก และยังเป็นหน่วยงานที่คอยดูแลรักษาผู้ป่วยปีละหลายล้านคน

ภายใต้การบริหารของ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ผู้ที่เติบโตมาจากรั้วสถาบันคุณภาพแห่งนี้จากเมล็ดพันธุ์ ปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็นหัวเรือใหญ่ ฉายภาพอนาคตของสองสถาบันการแพทย์ที่สำคัญแห่งนี้ว่า ในปี 2560 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จะมีอายุครบรอบ 70 ปี ในวันที่ 11 มิ.ย. หลังจากก่อตั้งมาในปี 2490 เป็นคณะแพทยศาสตร์แห่งที่ 2 ของประเทศ ต่อจากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ทำประโยชน์เพื่อสังคมมาอย่างมากมาย ตั้งแต่พัฒนาระบบการเรียนการสอนเพื่อผลิตบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงบุกเบิกเรื่องการพัฒนาแพทย์ชนบทให้เข้ามาเรียนในสถาบันแห่งนี้ ตลอดจนคิดค้นงานวิจัยที่มีประโยชน์อีกมาก

“ช่วงที่ผ่านมาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ยังคงเดินตามหลักการที่เป็นสถาบันต้นแบบทางการแพทย์ที่มีคุณธรรมด้วยคุณภาพมาตรฐานระดับสากลให้เป็นไปตาม 3 เป้าหมายหลัก คือ 1.สร้างคน เน้นการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและคุณธรรมเหมาะสมกับสังคมไทย 2.สร้างนวัตกรรมงานวิจัยมาพัฒนาวงการแพทย์ ให้มีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้น และ 3.สร้างมาตรฐานด้านการรักษาพยาบาลให้เป็นเลิศ มุ่งดูแลผู้ป่วยทุกระดับของประเทศ”

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ ระบุว่า บทบาทของคณะฯ แบ่งออกเป็น 3 หลักใหญ่ คือ 1.ด้านการเรียนการสอน 2.การค้นคว้าวิจัย และ 3.การบริการทางการแพทย์ โดยการเรียนการสอนขณะนี้มองว่า ต้องทำให้ผู้เรียนมีความเชี่ยวชาญทั้งในเนื้อหาวิชาและทักษะในการสื่อสารระดับนานาชาติให้มากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมเมื่อต้องก้าวสู่เวทีนานาชาติ แต่อีกด้านก็ไม่ทิ้งขนบธรรมเนียมความเป็นไทย โดยเฉพาะเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมแก่ผู้เรียน

ส่วนการปรับปรุงรูปแบบการสอนให้ทันเทคโนโลยียุคศตวรรษที่ 21 ได้มีการนำระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น อีกอย่างที่เป็นจุดเด่นของคณะฯ คือ มีศูนย์ฝึกผ่าตัด และศูนย์แห่งนี้ยังได้คิดค้นองค์ความรู้ใหม่ซึ่งถือว่าเป็นแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชีย ที่สามารถคิดค้นทำให้อาจารย์ใหญ่มีรูปร่างสมบูรณ์เสมือนคนปกติ

ขณะที่การพัฒนางานบริการเพื่อแก้ปัญหาความหนาแน่นของผู้ป่วยที่มาใช้บริการ ขณะนี้กำลังเร่งก่อสร้างอาคารบริการทางการแพทย์หลังใหม่ขึ้นมาชื่อ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ เป็นอาคารรักษาพยาบาลที่ได้รับการจัดอันดับว่ามีขนาดใหญ่ติด 1 ใน 10 ของโลก ภายในอาคารหลังดังกล่าวเมื่อสร้างเสร็จจะช่วยแบ่งเบาปัญหางานด้านการให้บริการได้มาก เพราะสามารถรองรับผู้ป่วยในได้ถึง 1,300 เตียง จากทั้งหมด 1,400 เตียงที่มีอยู่ปัจจุบัน

สำหรับการรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ขณะนี้โรงพยาบาลจุฬาฯ มีอาคาร ส.ธ. ซึ่งอาคารหลังนี้เป็นต้นแบบศูนย์ความเชี่ยวชาญรองรับประชากรผู้สูงอายุ โดยจะตั้งแผนกค้นคว้าวิจัยแนวทางการดูแลผู้สูงอายุในหลากหลายรูปแบบ อาทิ ศูนย์ต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุที่สามารถคัดกรองหาโอกาสเสี่ยงการเกิดโรคในผู้สูงอายุ เพื่อจะได้ทราบและหาทางแนะนำป้องกัน เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคเบาหวาน

นอกจากนั้น จะมีการส่งเสริมเรื่องการดูแลผู้สูงอายุภายในครอบครัว โดยจะมีการพัฒนาหลักสูตรให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุแก่สมาชิกในครอบครัว และทางโรงพยาบาลจะคอยติดตามดูแลควบคู่กันไป เพื่อทำให้ผู้สูงอายุไม่ต้องมาโรงพยาบาลเป็นประจำ แต่สามารถดูแลตนเองได้ที่บ้าน

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาฯ มองว่า เมื่อผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ปัญหาอีกอย่างคือมักจะมีโรคอื่นตามมา โดยเฉพาะโรคมะเร็ง จึงมีแผนพัฒนาศูนย์มะเร็งขึ้นมา เบื้องต้นขณะนี้คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยโรคมะเร็งระดับโลกอย่าง MD Anderson ในการส่งแพทย์ไปฝึกอบรมและคาดว่าอนาคตโรงพยาบาลจุฬาฯ จะมีศูนย์ดูแลเฉพาะโรคมะเร็งและศูนย์ดูแลสุขภาพอื่นๆ

อีกด้าน แผนบริหารจัดการคนป่วยไม่ให้หนาแน่นจนเกินไป จะมีความร่วมมือกับโรงพยาบาลเครือข่ายเพื่อประสานรับช่วงส่งต่อหรือหมุนเวียนการดูแลผู้ป่วยที่อาการยังไม่ถึงขั้นวิกฤต เพื่อจะได้ไม่ต้องมาโรงพยาบาลจุฬาฯ หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะคิดว่าการเข้ามารักษาในโรงเรียนแพทย์ ควรเป็นผู้ป่วยที่มีอาการหนักและเป็นโรคที่ซับซ้อน ทั้งนี้หากทำได้เชื่อว่าจะทำให้การบริหารทรัพยากรที่มีอยู่เป็นไปอย่างเหมาะสมเต็มที่ในการดูแลรักษาผู้ป่วย

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ ย้ำว่า ปัจจุบันคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้วางเป้าหมายให้สอดรับกับนโยบายรัฐบาล โดยเน้น 3 แนวทาง คือ สร้างบัณฑิตที่จบออกไปให้มีพหุศักยภาพ พร้อมกับพัฒนาแพทย์ทั่วไปให้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรองรับการพัฒนาของโลก และสร้างนวัตกรรมให้ได้มาตรฐานจนเป็นที่ยอมรับเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต แต่ทั้งหมดจะต้องทำควบคู่ไปกับทำให้บุคลากรของสถาบันเป็นผู้มีคุณธรรม มีความรู้ทางภาษาที่ดีเพื่อมุ่งสู่ความเป็นนานาชาติในอนาคต เพราะเชื่อว่าด้วยพื้นที่ตั้งของจุฬาฯ น่าจะได้เปรียบต่อการเป็นศูนย์กลางสุขภาพทางการแพทย์ครบวงจรของประเทศไทยในอนาคต

สำหรับสถานการณ์ที่สังคมมองว่าอนาคตบุคลากรการแพทย์จะมีจำนวนมากถึงขั้นอาจล้นตลาดนั้น ศ.นพ.สุทธิพงศ์ ฉายภาพว่า การทำงานของบุคลากรการแพทย์ไทยในปัจจุบันทำงานหนักมาก เพราะคนหนึ่งต้องทำหลายหน้าที่ ตั้งแต่สอนหนังสือ คิดค้นงานวิจัย ทำงานบริการ

ทั้งนี้ หากเทียบกับแพทย์ในต่างประเทศ ระบบการทำงานของแพทย์จะถูกแบ่งหน้าที่แต่ละบุคคลแบบเบ็ดเสร็จ เรื่องนี้จุฬาฯ กำลังพยายามจัดการระบบให้บุคลากรทางการแพทย์ได้ทำตามความถนัดของตนเอง เพราะคิดว่าหากทำให้บุคลากรทำงานกับสิ่งที่ไม่ถนัดจะยิ่งเป็นการฝืนความรู้สึกของบุคลากร

“หมอบางคนแทบไม่ได้นอน เพราะต้องทำงานหนักมาก บางครั้งนอกจากต้องทำงานในเวลาเมื่อถูกตามให้มาผ่าตัดกลางดึก ก็ต้องออกมา เช้าก็กลับไปทำงานต่อ เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำให้เหนื่อยมาก และเกิดเป็นปัญหาขึ้นอย่างในปัจจุบัน”

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าอนาคตบุคลากรการแพทย์อาจมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมือง ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกระทรวงสาธารณสุข ต้องทำให้แพทย์อยากกระจายตัวออกไปพื้นที่ต่างจังหวัด ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้รู้สึกว่าพร้อมและมีความสุขที่จะออกไป ดังนั้นควรส่งเสริมเรื่องแพทย์ครอบครัวให้ได้รับการยอมรับจากสังคม โดยเริ่มจากทำหลักสูตรให้ดี เพราะขณะนี้ความเชื่อมั่นของประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับแพทย์เฉพาะทางมากกว่าจากนั้นควรทำให้แพทย์มีความก้าวหน้าทางอาชีพ ถึงแม้เงินจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ครอบครัวอยู่ได้ ดังนั้นเรื่องค่าตอบแทนของแพทย์ไม่ควรทำให้เหลื่อมล้ำกันมากจนเกินไป

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า จะมุ่งมั่นทำให้คณะแพทย์ จุฬาฯ เป็นต้นแบบทางการแพทย์แก่หน่วยงานอื่นเพื่อนำไปเป็นแนวปฏิบัติใช้ในยุคที่โลกต้องพัฒนา

 

สุเทพยันวางมือการเมือง เดินหน้าหนุนปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/497578

สุเทพยันวางมือการเมือง เดินหน้าหนุนปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ไม่แปลกที่อดีตผู้จัดการรัฐบาล ที่เคยสร้างประวัติศาสตร์การเมือง รวมเสียงพรรคร่วมจนผลักดัน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาแล้วหนหนึ่ง จะถูกจับตาอีกครั้ง เมื่อออกโรงเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย จังหวะเดียวกับ​ที่ 8 กปปส.กลับคืนถิ่นประชาธิปัตย์

ลุงกำนัน หรือ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เวลานี้เหลือเพียงแค่ตำแหน่ง ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน ​ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ ไล่เรียง​ตั้งแต่ประเด็นเรื่อง กปปส.กลับพรรคประชาธิปัตย์ ที่อธิบายว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะกลับไปทำหน้าที่นักการเมืองตามเดิม ไม่ใช่ความพยายามเข้าไปเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคเพราะประชาธิปัตย์มีสมาชิกเป็นล้าน คนของ กปปส. 8 คนที่เข้าไปจะทำอะไรได้

“ผมไม่กลับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้น เพื่อนๆ น้องๆ ของผมจะกลับไปพรรคประชาธิปัตย์​ก็เป็นสิทธิที่เขาจะกลับไป  ผมไม่เข้าไปกำกับ แทรกแซง วุ่นวาย ผมมีเรื่องที่ผมต้องทำ ทั้งวิทยาลัยอาชีวศึกษา ชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง บ้านพักคนชรา ทำโครงการบวชพระทุกเดือน มีงานของผมอยู่”

ก่อนจะออกตัวว่าทำอะไรตรงไปตรงมา เพราะวางมือแล้ว ไม่มีการเข้าไปแทรกแซง สั่งการ ให้คำปรึกษาอะไรภายในพรรค ทุกวันนี้ทำหน้าที่ตัวแทนมวลมหาประชาชน พูดทำอะไรในฐานะประชาชน เปิดเผยไม่ต้องปิดบังใคร รวมทั้งประกาศ สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์​ ​เป็นนายกรัฐมนตรี

“เราเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ​กล้าหาญ ไว้ใจได้ เป็นคนที่จงรักภักดี ซื่อสัตย์​สุจริต กล้าออกมารับผิดชอบบ้านเมือง มองย้อนกลับไป 2556-2557  ถ้า พล.อ.ประยุทธ์​ไม่มีความกล้าเพียงพอออกมายึดอำนาจ ไม่เอาตัวเองแบกรับภาระปกป้องรักษาประเทศ ก็สงสัยว่าสถานการณ์บ้านเมือง จะเลวร้ายกว่านี้เยอะ”​

สุเทพ อธิบายว่า เวลานี้ยังไม่เห็นว่ามีใครเหมาะสมเท่ากับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะมารับหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปต่อจากเดิมที่ทำไว้แล้ว 3 ปี ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี มีผลงานหลายอย่างที่หากเป็นรัฐบาล ซึ่งมาจากการเลือกตั้งอาจทำไม่ได้ ​

ล่าสุดกับ 4 คำถาม ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาหยั่งกระแสสังคม สุเทพ มองว่า ออกมาถูกจังหวะ และเหมาะสม ไม่ใช่เรื่องของการเตรียมการขยับโรดแมป อีกทั้งยังเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามกรอบที่กำหนด เพราะหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ กลไกต่างๆ ก็เดินหน้าทั้งเรื่องทำกฎหมายลูกที่ทั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ​และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังเร่งดำเนินการ ​​ไม่มีใครมาดึงเกม

“อย่าออกมาปั่นกระแสเลื่อนการเลือกตั้ง ​เชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะเดินตามโรดแมป ​ยกเว้นมีระเบิดกันทุกวันก็อีกเรื่อง บ้านเมืองไม่สงบจัดเลือกตั้งไม่ได้ สำหรับพวกผมถ้ายังมีการก่อเหตุกันอยู่ก็จะเรียกร้องอย่าเลือกกันเลย ผมเคยเจอในสมัยเป็นรองนายกฯ ฝ่ายมั่นคง คนออกมายิงตูมตาม เผาบ้านเผาเมือง ​ต้องอพยพไปกรมทหารราบ 11 เหตุการณ์อย่างนั้นไม่อยากให้เกิดอีก”

สุเทพ ขยายความประเด็น 4 คำถาม ของ พล .อ.ประยุทธ์ ว่า ออกมาในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทั้งประเทศตระหนักถึงภาระหน้าที่กับการแก้ปัญหาประเทศชาติ  เช่น การเลือกตั้งแล้วจะได้รัฐบาลมีธรรมาภิบาลหรือไม่ ตรงนี้เป็นหน้าที่ที่ประชาชนต้องใช้ดุลพินิจตั้งแต่วันนี้ ​ซึ่งต้องถือเอาเรื่องนี้เป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ​ต้องการให้การเมืองวันข้างหน้าเป็นการเมืองของประชาชน เพราะการเมืองที่แล้วมาไม่ใช่การเมืองของประชาชน ​เป็นการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ ดังนั้น พรรคการเมืองต้องเป็นของประชาชนก่อน ส่วน พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่ กรธ.เสนอ​แม้บางส่วนจะยังไม่ถูกใจ แต่ภาพรวมก็เป็นหนทางทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน

สำหรับ​เรื่องทุนประเดิม ​เดิมอาศัยเงินจากกลุ่มทุน การทำงานการเมืองจึงหนีไม่พ้นเพื่อประโยชน์นายทุน ดังนั้นเงินพรรคการเมืองที่ใช้ต้องมาโดยบริสุทธิ์  แต่ส่วนตัวข้องใจที่ กรธ.กำหนดเก็บเงินจากสมาชิกพรรคปีละ 100 บาท ที่น้อยเกินไป ควรจะเป็นวันละ 1 บาท หรือปีละ 365 บาท หากจ่ายน้อยไป ก็ต้องไปเอาเงินทุนจากที่อื่น นายทุนก็จะมาครอบงำพรรคอีก ​

“​สมมติเก็บเงินจากสมาชิกที่จ่ายได้ 100 ล้านบาท รัฐบาลจ่ายให้เท่ากันอีก 100 ล้านบาท พรรคการเมืองก็บริหารได้  ดังนั้นไม่ต้องเอามาจากท่ี่อื่นก็ไม่ติดหนี้บุญคุณใคร ทำงานอิสระ ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน ต้องทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนในการบริหารพรรค ไม่ใช่ให้การตัดสินใจอยู่แค่หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค 20-30 คน ​ทั้งเรื่องการเลือกกรรมการบริหาร การส่งคนลงสมัครต้องให้สมาชิกตัดสินใจ”

ทั้งนี้ เรื่องเงินเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากกำหนดให้บริจาคให้พรรคการเมืองได้คนละ 10 ล้านบาท สมมติครอบครัวมี 5 คน  บริจาคกันทั้งหมดรวม 50 ล้านบาท รวม 4 ปี 200 ล้านบาท  ก็จะทำให้ครอบครัวนี้มีอิทธิพลเหนือพรรคการเมือง ดังนั้นต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าได้เท่าไหร่ อย่างนิติบุคคลไม่ควรเกิน 5 แสนบาท และต้องนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมรายงานต่อที่ประชุมใหญ่

ส่วนเรื่องประเด็นการตั้งพรรคนอมินีนั้น ลุงกำนัน​อธิบายว่า เป็นที่มาถึงต้องกำหนดให้พรรคมีสมาชิก 1 แสนคน ต้องเสียค่าบำรุงพรรคตามกรอบ สิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญ ดังนั้น หากใครจะตั้งพรรคนอมินี 5 พรรค ก็ต้องทำให้ได้ดังนี้ คือ มีสมาชิกเป็นเจ้าของพรรค 1 แสนคน จ่ายเงินค่าสมาชิก จ่ายแทนกันไม่ได้ ไม่งั้นติดคุกถ้าทำได้อย่างนี้เขาจะตั้งกี่พรรคก็ได้

ย้อนกลับมาคำถามข้อ 3 ของ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องทำให้การเลือกตั้งมีธรรมาภิบาล คำนึงถึงอนาคตประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ หากทำไม่ได้ก็จะเหมือนที่ผ่านมา คือ การเลือกตั้งเป็นแค่พิธีกรรมเข้าสู่การยึดครองอำนาจรัฐ ซึ่งจะต้องทำไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การเลือกตั้งจึงต้องทำเมื่อเกิดความพร้อม เกิดการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ที่สำคัญ ส่วนที่ยังทำไม่เสร็จก็ทำต่อไป

ส่วนคำถามสุดท้ายข้อที่ 4  หากนักการเมืองมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ​สมควรเข้ามาสู่การเลือกตั้งหรือไม่ ​ส่วนตัวเห็นว่า​ คนทั้งประเทศต้องรับผิดชอบร่วมกัน ส่วนตัวจึงอยากให้คำถามทั้ง 4 ข้อนี้ เป็นการปลุกให้ประชาชนตื่นตัวกับภาระหน้าที่ของประชาชนเตรียมดูแลประเทศ ​

สุเทพ บอกว่า นี่เป็นจุดยืนตั้งแต่แรกเมื่อออกมาเดินขบวนว่าต้องมีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ซึ่งต้องทำให้เสร็จหากไล่ดูความคืบหน้าก็จะพบการดำเนินการที่ผ่านมา ทั้ง พ.ร.บ.กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ ซึ่งมีแนวคิดเลิก กกต.จังหวัด เปลี่ยนเป็นผู้ตรวจนั้น  เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ก็ต้องมีกลไกอื่น เช่น ศาลเลือกตั้ง ที่จะต้องไปว่ากันในรายละเอียด

“ที่สำคัญคือกฎหมายที่ออกมา​ต้องทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่มีการซื้อขายเสียง ใช้อิทธิพล เอาตำแหน่งหน้าที่เข้าไปช่วย ที่ผ่านมาผมฟ้อง กกต.​ยังติดคุกอยู่เดี๋ยวนี้ เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันทำให้ได้ตัวแทนประชาชนที่ได้รับความไว้วางใจเข้าไปทำหน้าที่แทนเขาจริงๆ ไม่ใช่ประมูลตำแหน่ง สส.หรือโกง​ทุจริต เลือกตั้งได้เข้ามา”​​

รวมไปถึงเรื่องการปฏิรูปการบริหารแผ่นดิน อย่างเรื่องผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนตัวเห็นว่าต้องทำให้เป็นหัวหน้าส่วนราชการ มีอำนาจบังคับบัญชาราชการทั้งหมดในจังหวัด ทำแผนพัฒนาจังหวัด ​สอดคล้องยุทธศาสตร์​การพัฒนาชาติ และอยู่ในระยะเวลาทำแผนเสร็จ คือ 4 ปี ​

สุเทพ อธิบายว่า หากยังไม่พร้อมที่จะเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เหมือนแต่งตั้งรัฐมนตรี และให้ยึดโยง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้ง ต้องเป็นคนที่จังหวัดยอมรับโดยให้สภาจังหวัดเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ เหมือนประธานาธิบดีแต่งตั้งรัฐมนตรี​ก็ต้องถามวุฒิสภา​

กรณีการปฏิรูปตำรวจ ที่มีแนวคิดจะให้ไปขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม ตรงนี้ไม่ใช่​การปฏิรูป แต่ต้องปรับปรุงโครงสร้าง วิธีบริหารใหม่ ให้ตำรวจเป็นตำรวจประชาชน ดูแลประชาชนได้ ที่แล้วมาตำรวจพยายามจัดองค์กรเลียนแบบกองทัพ มีแม่ทัพภาค ​รวมอำนาจไว้ส่วนกลาง ซึ่งไม่จำเป็น อีกทั้งเห็นด้วยกับการที่จะให้ตำรวจไปขึ้นกับจังหวัด เพื่อสะดวกในการดูแลประชาชน

เรื่องการปฏิรูปการศึกษา ได้ยินรัฐมนตรีว่าการตอบคำถามบอกว่า ต้องสร้างอาชีวศึกษา ให้เกิดประโยชน์ ​มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีครูอยู่แล้วตามโรงงานต่างๆ สะท้อนให้เห็นว่า รัฐมนตรีเก่ง มองเห็นปัญหา เพราะหากรออีก 5 ปีไปสร้างครู ก็จะไม่ทันการณ์ เรื่องนี้ควรจะไปเชื่อมโยงกับประชารัฐ กับปฏิรูปการศึกษา และสอนเรื่องศาสนาศีลธรรมควบคู่กันไป

สุเทพ อธิบายว่า การออกมาตั้งคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงนี้จึงถือเป็นการถูกต้อง เหมาะสมที่ทำให้เกิดการปฏิรูป ​​ปลุกให้ทุกฝ่ายต้องช่วยกันคิด รวมไปถึงถ้าประชาชนจำนวนมากคิดตรงกันว่าต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ก็ต้องหาคนที่มีความคิดเหมือนกันไปลงเลือกตั้ง มี สส.สนับสนุน ให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เดินหน้าปฏิรูปประเทศ หรือจะใช้วิธีไหนก็ต้องมาช่วยกันคิด

 

แตกหน่อสุกี้ยุคใหม่ เกาะติดทุกกระแส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2560 เวลา 19:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/497139

แตกหน่อสุกี้ยุคใหม่ เกาะติดทุกกระแส

โดย…จะเรียม สำรวจ

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าร้านสุกียากี้ยุคใหม่ที่เสิร์ฟอาหารใส่ถาดซ้อนกันเป็นคอนโดหลายชั้น มีการเตรียมน้ำซุปที่อุ่นเกือบเดือดเทใส่หม้อไฟฟ้าแวบเดียวก็เดือดพร้อมลวกเนื้อต้มผัก และมีการนำระบบไอทีมาใช้สั่งอาหารเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว ร้านที่บุกเบิกยุคใหม่ของวงการสุกี้นี้ก็คือ เอ็มเคสุกี้ ซึ่งปฏิรูปตัวเองจากหนึ่งในร้านอาหารเก่าแก่เมื่อกว่า 50 ปี ที่เป็นร้านอาหารไทยเล็กๆ ตั้งอยู่ในย่านสยามสแควร์ โดยได้ทรานส์ฟอร์มมาจนประสบความสำเร็จมีรายได้ระดับปีละหมื่นล้านบาท

จากจุดเริ่มต้นของร้านอาหารไทยที่ขายข้าวมันไก่ เนื้อตุ๋น ผัดไทย ผัดขี้เมา เนื้อย่างเกาหลี (เตาถ่าน) ยำแซบๆ ทุกชนิด และเค้ก  ในย่านสยามสแควร์เมื่อปี 2505 และต่อมาในปี 2507 ได้เริ่มขยายธุรกิจด้วยการเข้ามาเปิดให้บริการร้านอาหารไทยในศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ด้วยการใช้ชื่อร้านว่า กรีนเอ็มเค ซึ่งหลังจากเปิดให้บริการก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีจนปี 2509 มีการขยายธุรกิจออกมาในรูปแบบของร้านสุกี้ ภายใต้ชื่อสุกี้เอ็มเค ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว ด้วยการชูจุดเด่นสุกี้เป็นเมนูเด็ด ซึ่งหลังจากเปิดให้บริการร้านสุกี้เอ็มเคก็ประสบความสำเร็จ จาก 1 สาขาในวันนั้น ปัจจุบันร้านสุกี้เอ็มเคมีจำนวนสาขาเปิดให้บริการทั่วประเทศไปแล้วมากกว่า 400 สาขา

ฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจร้านอาหาร คือ การทำธุรกิจที่ตามกระแสมากกว่านำกระแส จะเห็นได้ว่าร้านอาหารในเครือทุกแบรนด์สร้างขึ้นมาตามความต้องการของผู้บริโภคและปรับให้เกาะกระแสต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังใช้กลยุทธ์ทำตลาดด้วยการขยายสาขาให้ครอบคลุมกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงร้านอาหารในเครือของบริษัทได้ง่าย โดยเฉพาะร้านสุกี้เอ็มเคที่วางราคาสินค้าไม่แพง ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ความสำเร็จของเอ็มเค กรุ๊ป

ปัจจุบัน เอ็มเค กรุ๊ป มีแบรนด์ร้านอาหารในเครือทั้งหมด 8 แบรนด์ ประกอบด้วย ร้านเอ็มเคสุกี้ ร้านเอ็มเคโกลด์ ร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ ร้านมิยาซากิ เทปปันยากิ ร้านฮาคาตะราเมน ร้านอาหารไทย ณ สยาม ร้านอาหารไทยเลอสยาม และร้านกาแฟ-เบเกอรี่ ซึ่งจะเป็นร้านอาหารไทยสไตล์ตะวันตก เลอเพอทิท คาเฟ่ ซึ่งทุกแบรนด์ที่กล่าวมามีจำนวนสาขาเปิดให้บริการรวมกันมากกว่า 600 แห่งทั่วประเทศไทย

 

 

จากความสำเร็จที่ได้รับในประเทศไทย ส่งผลให้เอ็มเค กรุ๊ป มีแผนที่จะนำร้านอาหารในเครือไปในตลาดต่างประเทศ โดยมีร้านสุกี้เอ็มเคเป็นหัวหอกหลักในการขยายตลาด ซึ่งหลังจากได้ทดลองทำตลาดในต่างประเทศ พบว่าลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นร้านสุกี้เอ็มเค ร้านยาโยอิ หรือร้านมายาซากิ โดยในส่วนของประเทศที่เข้าไปทำตลาดร้านอาหารแล้วตอนนี้ คือ ญี่ปุ่น เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ส่วนประเทศที่ฤทธิ์ให้ความสนใจอยากจะนำร้านอาหารในเครือเข้าไปเปิดให้บริการ คือ เมียนมา ลาว และมาเลเซีย

ฤทธิ์ กล่าวต่อว่า การที่บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจแบรนด์ร้านอาหารในเครืออย่างต่อเนื่อง ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรช่วยกระจายความเสี่ยง เพราะการมีร้านอาหารหลายแบรนด์ทำให้การทำธุรกิจจะไม่เหนื่อยมากเมื่อเทียบกับการทำร้านอาหารแบรนด์เดียวที่นอกจากเหนื่อยแล้วยังมีความเสี่ยง ซึ่งกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจดังกล่าวก็เหมือนกับการที่เรามีลูกหลายคน ทุกคนช่วยกันทำงาน ทำให้การทำงานต่างๆไม่เหนื่อยมากเมื่อเทียบกับคนที่มีลูกคนเดียว

แม้ว่าปัจจุบัน เอ็มเค กรุ๊ป จะมีเจเนอเรชั่นใหม่เข้ามาช่วยดูแลธุรกิจแล้ว แต่ฤทธิ์ก็ยังคงช่วยดูแลธุรกิจว่าควรจะเดินไปในทิศทางไหน ซึ่ง ฤทธิ์ บอกว่า แม้ว่าจะถึงวัยที่ต้องเกษียณ แต่ก็ยังเกษียณ 100% ไม่ได้ เพราะคนรุ่นใหม่ที่เข้ามายังต้องใช้เวลาในการทำงานและสะสมประสบการณ์อีกมาก เพื่อสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งในอนาคต

 

ฤทธิ์ และ ทานตะวัน ธีระโกเมน

 

เปิดทางเจน 3 ขยายฐานมิลเลนเนียม

หลังจากเปิดทางให้ทายาทเข้ามาสานต่อธุรกิจ ฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป ก็เปิดโอกาสให้ ทานตะวัน ธีระโกเมน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป ทายาทรุ่นที่ 3 แสดงฝีมือในการทำธุรกิจอย่างเต็มที่ ซึ่งโปรเจกต์แรกที่ทายาทรุ่นที่ 3 ได้แสดงฝีมือการเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ คือ การเปิดร้านเอ็มเค ไลฟ์ (MK Live) ที่ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ ซึ่งหลังจากเปิดให้บริการในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

จุดเด่นของร้านเอ็มเค ไลฟ์ ที่ทำให้สามารถมัดใจผู้บริโภครุ่นใหม่ได้สำเร็จ คือ การนำคำว่าไลฟ์มาเล่นกับกลยุทธ์ในการทำตลาด เริ่มจากความหมายของคำว่า Live คือความสดใหม่ ความมีชีวิตชีวา มาเป็นคอนเซ็ปต์หลักในการรังสรรค์ส่วนต่างๆ ของร้าน เช่น การออกแบบร้านที่นำรูปแบบเรือนกระจกของฟาร์มปลูกผักมาเป็นแรงบันดาลใจในการตกแต่ง เน้นวัสดุจากธรรมชาติในการนำมาตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็น ไม้ ต้นไม้ หิน รวมถึงดิสเพลย์ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ที่ผนังร้าน

นอกจากนี้ ยังนำคำว่า ไลฟ์ มาใช้การปรุงอาหารภายใต้ชื่อ Live Showcase หรือครัวเปิด ซึ่งจะมีการโชว์ให้เห็นถึงเมนูที่เชฟจะทำสดภายในร้าน ไม่ว่าจะเป็นลูกชิ้นปั้นสดหรือติ่มซำ

พร้อมกันนี้ยังมีการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม เช่น ลอปสเตอร์จากแคนาดา หอยเชลล์ยูเอส เนื้อวากิวญี่ปุ่น เพื่อพัฒนามาเป็นเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเฉพาะที่นี่ที่เดียวเท่านั้น ส่วนเมนูสุกี้ต้มแบบดั้งเดิม ได้รับการเพิ่มความถูกปากด้วย 5 น้ำซุป สตีมชาบู ต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น มีให้เลือก 3 เซต ได้แก่ หมูคุโรบุตะ เนื้อวัวออสเตรเลีย หรือเนื้อวากิวญี่ปุ่นมาให้บริการเฉพาะร้านเอ็มเค ไลฟ์

ยังไม่หมดแค่นั้น ด้านเมนูเครื่องดื่มและขนม ยังสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ของร้าน เช่นเดียวกับพนักงานภายในร้านที่ชูจุดเด่นในด้านความสดใสและใส่ใจบริการทุกขั้นตอน เติมประสบการณ์ของทุกมื้ออาหารให้สมบูรณ์แบบมากสุด

จากจุดขายดังกล่าวที่ร้านเอ็มเค ไลฟ์ นำเสนอ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเอ็มเค ไลฟ์ ประสบความสำเร็จ เพราะทุกบริการที่นำเสนอสอดรับกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพได้ดี

“รื้อระบบรัฐ หนทางพัฒนาชีวิตแรงงานไทย” ถอดบทเรียน30ปี วิไลวรรณ แซ่เตีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2560 เวลา 20:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/496903

"รื้อระบบรัฐ หนทางพัฒนาชีวิตแรงงานไทย" ถอดบทเรียน30ปี วิไลวรรณ แซ่เตีย

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

วันแรงงานของทุกปี เหล่าลูกจ้างมักเรียกร้องให้รัฐบาลยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องสวัสดิการ โครงสร้างค่าจ้างที่เหมาะสมและสอดคล้องกับค่าครองชีพ ตลอดจนระบบประกันสังคมที่เท่าเทียม โปร่งใส และเข้าถึงได้ไม่ยาก

ทว่าปีแล้วปีเล่า ข้อเสนอเหล่านี้กลับกลายเป็นคำเรียกร้องอมตะที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังเสียที

โพสต์ทูเดย์มีโอกาสพูดคุยกับ วิไลวรรณ แซ่เตีย อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) หนึ่งในผู้เรียกร้องในประเด็นสิทธิสวัสดิการของแรงงานมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี รวมทั้งเป็นอดีตเจ้าของรางวัลสันติภาพและความยุติธรรม ชี ฮัก ซุน (ครั้งที่ 17) รางวัลสำหรับผู้ที่มีบทบาทในการต่อสู้เรื่องสันติภาพและความยุติธรรมในเอเชีย

วันนี้แม้เธอจะยุติบทบาทด้านผู้นำแรงงานไปแล้ว แต่ประสบการณ์ที่พบมาตลอดชีวิตก็สะท้อนชัดถึงหลากหลายปัญหาที่แรงงานไทยต้องเผชิญ

หนทางก้าวข้าม ระบบรัฐ เต่าล้านปี

วิไลวรรณ เปิดบทสนทนาว่า ปัจจุบันผู้ใช้แรงงานมีความรู้เรื่องสิทธิและกฎหมายเพิ่มมากขึ้นกว่าอดีต มีการรวมตัวจัดตั้งสหภาพแรงงานเพื่อต่อรองหรือเรียกร้องสิทธิประโยชน์จากนายจ้างมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในทางกลับกันฝั่งนายจ้างก็มีความพยายามหลบเลี่ยงหรือหากฎระเบียบข้อบังคับมาตีกรอบลูกจ้างเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐก็รับฟังเสียงของผู้ใช้แรงงานน้อยกว่าเมื่อก่อน

“การเคลื่อนไหวของผู้ใช้แรงงานในสมัยก่อน สามารถผลักดันให้รัฐบาลออกกฎหมายสำคัญต่างๆ ได้ เช่น ประกันสังคมที่คุ้มครองตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิตหรือกฎหมายชราภาพ แต่ปัจจุบันแม้จะพยายามเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัย เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น แต่ก็ไม่เป็นผล”

วิไลวรรณ บอกต่อว่า นอกจากไม่เป็นผลแล้ว กฎหมายบางข้อยังไม่สามารถใช้ได้ในทางปฏิบัติจริง เช่น เมื่อมีการเลิกจ้าง ตามกฎหมายระบุว่า นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้ลูกจ้าง แต่ความเป็นจริงหากนายจ้างเกิดบอกว่าไม่มีเงิน ขั้นตอนการเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายก็มีความยุ่งยากหลายขั้นตอน ตั้งแต่กรอกเอกสารยื่นขอค่าชดเชย กระบวนการตรวจสอบทรัพย์และหนี้สินว่านายจ้างมีอะไรบ้าง จากนั้นต้องเข้าสู่กระบวนการประเมินทรัพย์ และพิจารณาว่าใครควรเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่เหลือ ซึ่งสุดท้ายลูกจ้างจะอยู่อันดับท้ายๆ ในการได้เงินชดเชย

ส่วนระบบประกันสังคมซึ่งเป็นกองทุนใหญ่ที่สุดของประเทศ ยังมีกฎหมายหลายมาตราที่ไม่เป็นไปตามประสงค์ของผู้ประกันตนในฐานะเจ้าของเงิน แรงงานเหล่านี้ต้องการให้เงินที่เสียไปในแต่ละเดือนย้อนกลับมาดูแลส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีกว่าที่เป็น รวมไปถึงต้องการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบระบบบริหารงบประมาณด้วย แต่ในความเป็นจริงคณะกรรมการส่วนใหญ่ในระบบนั้น มาจากภาครัฐ ทำให้การบริหารใช้จ่ายเงินยังมีความซับซ้อน ไม่ทันสมัย และยากต่อการเปิดเผย

“เงินประกันสังคมมีสูงถึงหลักล้านล้านบาท แต่ในการบริหารจัดการนั้นมีปัญหามาก เช่น กรณีเจ็บป่วยถามว่า มีกระบวนการตรวจสอบหรือไม่ คนป่วยแต่ละปีเพิ่มขึ้นหรือลดลง ค่าใช้จ่ายต่อหัวควรเพิ่มขึ้นหรือไม่ กรณีขอรับเงินทดแทนการขาดรายได้ควรจะเพิ่มมากกว่านี้ไหม  เงินสงเคราะห์บุตรปัจจุบันให้ 6 ปี ต้องขยายเพิ่มเติมหรือไม่ และกระบวนการเลือกตั้งคณะกรรมการที่อยากให้ผู้ประกันตนเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง เรื่องเหล่านี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น”

ส่วนการรักษาพยาบาลโดยใช้สิทธิประกันสังคม วิไลวรรณ เสนอว่าหาก สปส.ไม่มีประสิทธิภาพดูแลผู้ประกันตน เทียบเท่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่บริหารจัดการดูแลเรื่องบัตรทองได้ดีนั้น ก็ควรให้ สปสช. ดูแลแทนเพราะการทำงานขององค์กรเหล่านี้ควรอยู่บนหลักพื้นฐานเพื่อทำให้ผู้ประกันตนได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

อดีตประธาน คสรท. บอกว่าประกันสังคมเป็นหลักการและแนวคิดที่ดี แต่การบริหารจัดการที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ตกอยู่ใต้อำนาจของฝ่ายการเมือง ส่งผลให้การบริหารไม่โปร่งใส ไม่มีความทันสมัย และเป็นเหตุผลให้ผู้ประกันตนไม่รู้สึกมีส่วนร่วมกับเงินส่วนนี้

“เคยสอบถามว่า ปัจจุบันเงินรัฐที่ค้างอยู่ในระบบประกันสังคมเหลือเท่าไหร่ ก็ไม่ได้รับการเปิดเผย หรือแม้แต่กระทรวงแรงงานทุกวันนี้ก็ยังนำเงินไปใช้จัดงานเลี้ยงต่างๆ ที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์อยู่เลย”

วิไลวรรณ ชี้ว่า ถึงเวลาที่ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสั่งการเอาจริงเอาจัง เปลี่ยนแปลงระบบให้มีความทันสมัยและติดตามปัญหาที่เกิดขึ้น ที่สำคัญอยากให้หน่วยงานรัฐกับนายจ้างยุติระบบประนีประนอมได้แล้ว ไม่เช่นนั้นจะทำให้กลุ่มแรงงานรู้สึกเบื่อหน่ายและเอือมระอา

ขอแนะนำว่า ภาครัฐควรนำร่างข้อเสนอของภาคแรงงานที่ได้มีการพิจารณาศึกษา รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายมาใช้เปลี่ยนแปลงพัฒนาระบบบริหาร ตั้งแต่ระบบคณะกรรมการประกันสังคมให้มาจากการเลือกตั้งตรงของผู้ประกันตนเพื่อความโปร่งใส่ พร้อมกับเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนเข้ามามีอำนาจมากขึ้น เพื่อที่ระบบประกันสังคมจะได้ทันสมัยและพัฒนา ทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ยังไม่กระตือรือร้นอยากจะเปลี่ยนแปลง

วิไลวรรณ กำลังถ่ายทอดชีวิตของแรงงานไทยจากอดีต-ปัจจุบัน

แรงงานคนยังจำเป็นในยุคหุ่นยนต์

ในการปรับตัวของแรงงานไทยเพื่อเตรียมก้าวเข้าสู่การพัฒนาทางเทคโนโลยีดิจิตอลยุค 4.0  อดีตประธาน คสรท. เชื่อว่า ทุกสถานประกอบการคงไม่ได้นำเครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงานทั้งหมด เพราะอุตสาหกรรมไทยยังจำเป็นต้องใช้แรงงานคนควบคู่กับเครื่องจักร เช่น งานเสี่ยงอันตราย งานที่เกี่ยวกับสารเคมียังจำเป็นต้องใช้เครื่องจักร

อย่างไรก็ดี หากจำเป็นต้องนำเครื่องจักรเข้ามาใช้จริง หน่วยงานรัฐ นายจ้าง ลูกจ้างต้องร่วมกันออกแบบระบบให้เหมาะสมเพื่อให้คนและเครื่องจักรทำงานร่วมกันได้ และหากจำเป็นต้องนำคนออก ต้องคุยกันให้ชัดเจนเพื่อให้แรงงานได้เตรียมตัวล่วงหน้า เช่น พิจารณาจากประสบการณ์การทำงาน หรือความจำเป็นของแต่ละหน้าที่เพื่อให้เกิดการเตรียมพร้อม แต่หลักสำคัญต้องคำนึงถึงความรู้สึกดีต่อกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เพราะส่วนตัวมองว่าความรู้สึกเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนา

ปัญหาแรงงานรัฐบาลต้องจริงจัง

วิไลวรรณ มองการบริหารด้านแรงงานของรัฐบาลชุดนี้ว่ายังไม่มีความชัดเจน เพราะการที่รัฐบาลทหารเข้ามาแบบชั่วคราวจะมีลักษณะการทำงานเฉพาะตัว บางครั้งไม่สามารถจัดการให้ชัดเจนได้หมดทุกเรื่อง มีเพียงเรื่องแรงงานต่างด้าวข้ามชาติที่ชัดเจนมากในช่วงที่ผ่านมา

อดีตผู้นำแรงงาน เล่าว่า ขณะนี้ชีวิตของผู้ใช้แรงงานยังไม่มีความสุขในด้านเศรษฐกิจ เพราะความไม่แน่นอนของแต่ละโรงงานที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะปิดตัวลง ส่วนเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างแม้วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา จะปรับขึ้นค่าจ้างบางพื้นที่ในอัตรา 5 ถึง 10 บาท แต่มองว่าเป็นการปรับโครงสร้างที่ไม่มีความชัดเจน เพราะการปรับค่าจ้างต้องทำให้เท่ากันทั่วประเทศ ส่วนการปรับอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานที่เพิ่มขึ้นมา ความเป็นจริงในทางปฏิบัติหากแรงงานไม่ได้ตามที่กำหนด ก็คงไม่มีใครกล้าแจ้งกระทรวงแรงงาน เพราะอาจถูกไล่ออกได้

“รัฐบาลควรทำโครงสร้างการปรับขึ้นค่าจ้างให้เท่ากันทั่วประเทศ จากนั้นออกกฎหมายกำหนดโครงสร้างค่าจ้างเพื่อให้ชัดเจนในทางปฏิบัติ เช่น เมื่ออายุงานครบตามกำหนดควรได้รับการเพิ่มเงินหรือสวัสดิการต่างๆพร้อมกับต้องมีนโยบายควบคุมค่าครองชีพ เรื่องพวกนี้อยู่ที่กระทรวงแรงงานจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ไม่ใช่ประนีประนอมกับนายจ้างเช่นนี้ ไม่เช่นนั้นลูกจ้างเสียเปรียบไปตลอด”

ทั้งหมดนี้คือข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจาก อดีตผู้นำแรงงานและเจ้าของรางวัลสันติภาพและความยุติธรรม ชี ฮัก ซุน ที่ต้องการให้กลุ่มแรงงานไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

 

วิไลวรรณ วันนี้ยุติบทบาทด้านแรงงานและอาชีพสาวโรงงานเมืองกรุงกลับไปเปิดร้านค้าเล็กๆ ที่บ้านเกิด จ.ขอนแก่น

 

 

“ไอเอส” เกิดยาก ไทยไม่ใช่เป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/496751

"ไอเอส" เกิดยาก ไทยไม่ใช่เป้าหมาย

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

จากเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อช่วงสายวันที่ 22 พ.ค. ถูกตั้งคำถามจากสังคมว่าเป็นฝีมือกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขยายตัวมายังกรุงเทพมหานคร เพราะได้รับอิทธิพลจากกลุ่มไอเอส (Islamic State) หรือจริงแล้วทั้งหมดเป็นเพียงเกมการเมืองภายในเท่านั้น

ศราวุฒิ อารีย์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ประการแรก ถ้าดูจากสถิติทางการไม่มีคนไทยไปร่วมรบกับกลุ่มไอเอสในซีเรียและอิรักเลย ประการที่สอง แม้มีกลุ่มก่อความไม่สงบ อาทิ ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (บีอาร์เอ็น) และอีกหลายกลุ่ม ก็ไม่เคยสวามิภักดิ์เป็นพวกเดียวกับกลุ่มไอเอส ซึ่งต่างจากฟิลิปปินส์

ประเด็นตรงนี้สบายใจได้ระดับหนึ่งว่าไทยไม่มีลักษณะเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกลุ่มก่อความไม่สงบหรือประชากรมุสลิมในประเทศร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายสากล ทว่าสิ่งสำคัญเรื่องการแพร่กระจายอุดมการณ์ความคิดรุนแรงนั้น มันสามารถเข้าถึงปัจเจกบุคคลได้ทั่วถึง ซึ่งป้องกันยากทั้งในหลายประเทศ

ศราวุฒิ ฉายภาพอีกว่า การมีคนไทยบางส่วนเห็นใจไอเอส ต้องดูเหตุผลเบื้องลึกว่าการแสดงออกนั้น มันเป็นสาเหตุจากปัจจัยใด แต่เท่าที่ทราบไม่ได้ต้องการสร้างรัฐอิสลามในไทย ดังนั้นหน่วยงานความมั่นคงต้องระมัดระวัง ไม่ใช่เหมารวมว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ทางการออสเตรเรียได้ส่งข้อมูลให้กับตำรวจไทย ว่ามีคนไทยเข้าไปในซีเรียมากพอสมควร ซึ่งส่วนตัวอธิบายว่ามีคนไทยเข้าไปซีเรียจริง แต่คนกลุ่มนี้เข้าไปช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแล้วกลับมา

“สงครามซีเรียมีหลายมิติที่ต้องทำความเข้าใจ เพราะมีคนเดือดร้อนจากเหตุสงครามกลางเมือง การต่อสู้กับระบอบปกครองแบบเผด็จการ ไม่ได้เชื่อมโยงกลุ่มไอเอส แถมกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ต้องมาสู้กับกลุ่มไอเอส นอกจากรัฐบาล”

อย่างไรก็ดี เพื่อนบ้านไทย เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน และไทย ไม่มีคนเข้าร่วมกับกลุ่มไอเอส เพราะมีพื้นฐานความรู้ทางศาสนาอิสลาม อีกทั้งไทยให้อิสรเสรีภาพนับถือศาสนา พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนและกิจกรรม ตรงนี้เป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้เยาวชนถูกชักจูงจากกลุ่มไอเอสในลักษณะบิดเบือนคำสอน

“หน่วยงานข่าวกรองอังกฤษสรุปผลการศึกษาการก่อการร้ายในยุโรปน่าสนใจมาก เพราะคนที่เป็นผู้ก่อการส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด ไม่มีพื้นฐานทางด้านศาสนา มีน้อยมากที่อยู่ในครอบครัวยึดหลักการคำสอน ความคิดคนยุโรป เวลามุสลิมเคร่งครัดศาสนามากๆ มันจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง เป็นพวกสุดโต่ง แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ ยิ่งมีพื้นฐานความรู้ทางศาสนามากเท่าไหร่ มันจะเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้พวกบิดเบือนหลักการทางศาสนา หรือตีความศาสนากันแคบๆ ชักจูงไปได้ง่าย”

รองผู้อำนวยการ ศูนย์มุสลิมศึกษาฯ ยังมองอีกว่า ภูมิภาคเซาท์อีสต์เอเชีย กลุ่มไอเอสอาจสามารถชักจูงคนจำนวนน้อยเข้าร่วมได้ เพราะภูมิภาคนี้มีประชากรมุสลิม 300 กว่าล้านคน ครึ่งหนึ่งเป็นมุสลิม แต่ไปร่วมไม่เกิน 400-500 คน หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ยังไม่ได้ ด้วยเหตุผลอันนี้กลุ่มไอเอสยังไงก็ไม่สามารถตั้งฐานที่มั่นในภูมิภาคเซาท์อีสต์เอเชียได้ เว้นแต่ประชากรมุสลิมในพื้นที่ยอมรับ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มไอเอสต่อสู้โดยใช้หลักจีฮัด คือ ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบกับศัตรู มองคนอื่นว่าไม่ใช่มุสลิมสามารถฆ่าได้ไม่บาป ซึ่งหลักการนี้ขัดแย้งกับหลักคำสอนทางศาสนาชัดเจน เพียงแต่คนไม่มีพื้นฐานทางศาสนาจะไม่เข้าใจโดยเฉพาะเยาวชน เนื่องด้วยธรรมชาติการใช้ความรุนแรงมีมากอยู่แล้ว มันก็เลยไปกันใหญ่

“เรื่องนี้ต้องเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว แต่ไทยไม่มียุทธศาสตร์อะไรทั้งนั้น แต่ว่าเราให้เสรีภาพในการทำกิจกรรมทางศาสนา จึงเห็นได้ว่าเราสร้างภูมิกันในลักษณะนี้มาตั้งแต่ต้น แต่อินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นมุสลิม 100% เรื่องพวกนี้เขาไม่ได้ให้ความสนใจ อย่างไทยประชากรมุสลิมบ้านเราสิ่งสำคัญสำหรับเขา คือ การดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของตัวเอง วิธีการคือเรียนและศึกษาตั้งแต่เล็กๆ เพื่อทำให้อัตลักษณ์ตัวเองดำรงอยู่เมื่อเติบใหญ่”

สำหรับกรณีภาคใต้ เช่น เหตุการณ์ระเบิดต่างๆ ศราวุฒิ มองว่าคือเรื่องการเมือง และเอาเรื่องศาสนามาเป็นเครื่องมือบ้าง แต่ภาพรวมมุสลิมในไทย เท่าที่สัมผัส หรือกลุ่มคนไปเรียนยังประเทศตะวันออกกลางหลายหมื่นหลายพันคนนั้น ถือว่าเป็นคนมีความรู้ทางศาสนา และไม่มีแม้แต่คนเดียวไปร่วมกับกลุ่มไอเอส หรือแสดงท่าทีสนับสนุน เพราะว่าสถาบันทางด้านศาสนาต่างๆ ที่ไปเรียนไม่ให้การยอมรับกลุ่มไอเอส

“เราต้องไม่ประมาท ผมไม่แน่ใจสถานการณ์จังหวัดในชายแดนใต้ แต่คิดว่าขบวนการก่อความไม่สงบ ไม่ได้มีแค่ขบวนการเดียว อาจจะมีบางกลุ่มต้องการเจรจารัฐบาล เพื่อที่จะร่วมมือกันสร้างสังคมใหม่ขึ้นในภาคใต้ เป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์มลายูมากยิ่งขึ้น จากอดีตที่ผ่านมารัฐไม่ให้ความสำคัญหรือเลือกปฏิบัติ วันนี้คนกลุ่มนี้ยึดแนวทาง ต่อรอง พูดคุย สร้างข้อตกลงระหว่างกัน

แต่ไม่แน่ใจกลุ่มก่อความไม่สงบที่เป็นประชาชนคนรุ่นใหม่ยอมรับแนวทางนี้หรือไม่ และเยาวชนส่วนน้อยเหล่านี้ใช้ความรุนแรงเป็นลักษณะวิธีการก่อการร้ายด้วยซ้ำไป กลุ่มเหล่านี้เสี่ยง ถ้าไม่ให้ความสนใจ อนาคตข้างหน้าอาจกลายเป็นกลุ่มไม่เชื่อมั่นในโซลูชั่นที่รัฐมอบให้ แล้วหันไปยึดแนวทางวิธีการก่อการร้ายและเชื่อมโยงกับเครือข่ายข้างนอกก็เป็นไปได้”

ศราวุฒิ ย้ำว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยดำเนินการอยู่ถือว่าถูกทาง คือ ไม่ใช้ความรุนแรง รักษาความยุติธรรม รวมถึงรักษาอัตลักษณ์ และควรร่วมมือกับคนที่มาพูดคุยเจรจา เพื่อให้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการแก้ปัญหาเยาวชนคนรุ่นใหม่ และอย่ามองเพียงว่าเจรจาแล้วยังเกิดความรุนแรง ซึ่งการเจรจามีเป้าหมายสร้างสังคมร่วมกันใหม่จากสิ่งที่มันผิดพลาดในอดีต และเดินไปข้างหน้าด้วยกัน กลุ่มใช้ความรุนแรงอาจจะไม่สามารถใช้มาตรการระยะสั้นได้ แต่ทำให้กลุ่มนี้เป็นพวกชายขอบ ไม่มีบทบาท ไร้การยอมรับ ก็จะสลายไปเอง

สำหรับเหตุการณ์ระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ถ้าให้มองยุทธศาสตร์กลุ่มไอเอสไม่เกี่ยวข้อง เพราะเป้าหมาย คือ การสถาปนารัฐอิสลามขึ้น หากการที่กลุ่มไอเอสก่อเหตุในกรุงเทพฯ ไม่มีผลต่อเป้าหมาย และไทยถ้าหากเสี่ยงจากการปฏิบัติการของกลุ่มไอเอส มันจะต้องเป็นพื้นที่ผลประโยชน์ของมหาอำนาจ

“เราไม่ได้เป็นประเทศมุสลิม ดังนั้นไม่สามารถที่จะมาเปลี่ยนไทยเป็นประเทศมุสลิมได้ หากปฏิบัติการจริงและส่งผลต่อภาพลักษณ์หรือต่อบทบาทเขาในพื้นที่นี้ เขาต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการก่อเหตุกับผลประโยชน์มหาอำนาจ ไม่ใช่เลือกโรงพยาบาล แต่ถ้าโยงภาคใต้ บีอาร์เอ็น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม ส่วนจะโยงหรือไม่นั้น บางครั้งก็โยง เช่น เหตุระเบิดใต้หลายจุดทางภาคใต้ตอนบน และก็ระเบิดอีกหลายครั้ง มันมีส่วนเกี่ยวโยงกับขบวนการก่อความไม่สงบ แม้โรงพยาบาลก็เป็นไปได้ เพราะคนเหล่านี้ยึดแนวทางความรุนแรง ฉะนั้นไม่ต้องการความชอบธรรมใดๆ ทางการเมืองทั้งสิ้น เชื่อว่าส่วนใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มก่อความไม่สงบ ยึดแนวทางการเมือง คือ พูดคุยเจรจา และต้องการความช่วยเหลือจากประชาคมโลก อย่างองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) หรือแม้แต่สหประชาชาติ (ยูเอ็น)

 

“หมดเวลากลัวตำรวจ (เลว) เเล้ว” มาร์ค-ณัชพล สุพัฒนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2560 เวลา 20:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/496459

"หมดเวลากลัวตำรวจ (เลว) เเล้ว" มาร์ค-ณัชพล สุพัฒนะ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

วันที่ความรู้สึกของประชาชนห่างไกลออกไปจากความไว้วางใจที่มีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชื่อของ “มาร์ค พิทบูล” ณัชพล สุพัฒนะ กำลังโด่งดังเเละได้รับความสนใจจากประชาชนในฐานะจอมวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่รัฐตัวฉกาจ

หนุ่มใหญ่ผมยาว คิ้วเข้ม มาดเท่ นั่งอย่างสบายอารมณ์บนเก้าอี้ไม้ใน Pitbullzone ร้านกาแฟและร้านล้างรถย่านเฉลิมพระเกียรติ–ศรีนครินทร์ เขาพร้อมแล้วที่จะเปิดเผยประวัติและเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา

จากชายผู้เชี่ยวชาญเรื่องพฤติกรรมสุนัขพันธุ์ดุ สู่นักวิจารณ์ตำรวจ ผู้ออกหน้าออกตาและประกาศขอความเป็นธรรมให้กับประชาชน

แจ้งเกิดในฐานะเจ้าของพิทบูล

มาร์ค พิทบูล จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ และระดับปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจ จากประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยความชื่นชอบสุนัขและเลี้ยงไว้ตั้งแต่สมัยเรียนที่เมืองนอก เมื่อกลับมาเมืองไทยในปี ค.ศ. 2000 จึงหอบหิ้ว “อเมริกัน พิทบูล เทอร์เรีย” สุนัขพันธุ์ดุที่สุดในโลกกลับมาด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่เลี้ยงดู เจ้าตัวยังถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ เทคนิคการดูแล ตลอดจนรณรงค์ให้คนเลี้ยงสุนัขอย่างถูกต้องไม่สร้างปัญหาให้กับสังคม โดยเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของตัวเอง

“เขียนเล่าเรื่อง จนมีคนติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ เข้ามาถามปัญหาการเลี้ยงหมา ต่อมามีการนัดมิตติ้ง จัดสัมมนา กิจกรรมไปเที่ยววัดทำบุญต่างจังหวัด เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นมาร์ค พิทบูล เลยครับ”

ชื่อเสียงของมาร์ค เริ่มติดหูในวงการสุนัข นอกจากตอบคำถามและเขียนเรื่องราวผ่านเว็บไซต์แล้ว ยังได้รับโอกาสเขียนคอลัมน์ให้กับนิตยสารประเภทสัตว์เลี้ยงด้วย อย่างไรก็ดีเนื้อหาในบทความดังกล่าว กลับถูกให้น้ำหนักในประเด็นสังคมมากกว่าเรื่องราวของสุนัข

“ให้มุมมองการทำงาน การแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน รัฐบาลประกาศนโยบายแบบนี้ ส่งผลยังไงต่อประชาชน วิเคราะห์กันไป ส่วนใหญ่เขียนเรื่องในกระแส ตอนท้ายค่อยตบด้วยเรื่องหมา เลี้ยงยังไง สัปดาห์นี้มีกิจกรรมอะไร โน่นนี่นั่น”

เหตุผลที่เขาเลือกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสังคมเพราะมองว่า การเลี้ยงสุนัขจะโฟกัสอยู่เพียงแค่การดูแลและฝึกหัดไม่ได้ ชีวิตจริงคนเรามีมากกว่านั้นซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องรับรู้

“บางคนเขาก็ถาม คอลัมน์ในหนังสือหมา แต่ทำไมมีเรื่องหมานิดเดียว ผมตอบว่า คนเลี้ยงหมา รักหมา ไม่ใช่ว่าทุกลมหายใจเข้าออกต้องมีแต่หมา คนเราต้องกินข้าว ต้องใช้รถ ใช้ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา คนเลี้ยงหมาต้องสนใจเหตุการณ์ความเป็นไป เพื่อนบ้าน ความเดือนร้อนในสังคม เราต้องรู้”

มาร์ค พิทบูล โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ หลังจากมีเหตุการณ์สุนัขทำร้ายและกัดคนตาย สื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ พากันติดต่อขอสัมภาษณ์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและนักปรับพฤติกรรมสุนัข ส่งผลให้เขามีชื่อเสียงวงกว้างในวงการสุนัขโดยเฉพาะพิทบูล

“ตอนนั้นไปออกแทบทุกช่อง แรกๆ พูดแค่เรื่องพิทบูล ตอนหลังก็ไปมันทุกพันธุ์ คนมาปรึกษามากขึ้นเรื่อยๆ”

จากวิจารณ์หมาสู่การวิจารณ์ตำรวจ

จากบทบาทนักปรับพฤติกรรมสุนัข ปัจจุบันมาร์ค พิทบูลมีชื่อเสียงในฐานะนักวิจารณ์เจ้าหน้าที่รัฐและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประชาชนผู้เดือดร้อน

การแสดงความเห็นทั้งหมดในหน้าเฟซบุ๊กของเขาถูกหล่อหลอมมาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ต้องพบเจอกับตำรวจบ่อยครั้งตลอดการเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ “ผมลงจากรถไปเถียงกับตำรวจประจำ” เขาเอ่ยถึงพฤติกรรมของตัวเองด้วยรอยยิ้ม

“ตำรวจต่างประเทศเป็นมิตรกับประชาชน บ้านเราออกแนวรังแก ใช้อำนาจโดยมิชอบ ขับรถโดนเรียก โบกไถ่ตังค์ ผมชักเริ่มหงุดหงิด เริ่มเถียงมาเรื่อยๆ แต่สมัยนั้นไม่มีเฟซบุ๊กเหมือนทุกวันนี้เลยยังไม่มีคนรู้จัก”

เหตุการณ์ที่ทำให้ผู้ชายคนนี้แจ้งเกิดในด้านการเรียกร้องความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่รัฐก็คือ การเปิดประเด็นเรื่อง ป้ายทะเบียนรถแตกลายงา เขาตั้งคำถามว่า ทำไมประชาชนต้องเดือดร้อนด้วยการเดินทางไปเปลี่ยนป้ายทะเบียนถึงขนส่งทางบกด้วย ทำไม่ส่งมาให้เหมือนใบสั่งตำรวจ

“มันไม่ใช่ความผิดประชาชน ทำไมคุณส่งมาไม่ได้ มันไม่เป็นธรรม” ชายหนุ่มบอกถึงเรื่องที่ถูกแชร์ต่ออย่างกว้างขวางในอดีต

เหตุการณ์ที่สองคือการต่อสู้ กรณีปัญหาเรื่องเกียร์พังของรถฟอร์ด จนสุดท้ายสามารถเรียกร้องเงินคืนได้สำเร็จ

เหตุการณ์ที่สามเป็นคลิปอันโด่งดังไปทั่วโลกออนไลน์มีคนดูเกือบ 3 ล้านครั้งและแชร์ต่อนับแสน เป็นภาพเจ้าตัวถกเถียงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประเด็นการ “เสริมแหนบ” รถเพื่อทำให้รถยนต์สามารถบรรทุกได้มากขึ้น

อีกเหตุการณ์ที่ทำให้ชื่อของมาร์ค พิทบูลเป็นที่รู้จักเป็นจำนวนมากก็คือการประกาศระดมเงินจำนวน 1 ล้านบาทเพื่อมอบให้กับ จอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตข้าราชการครูที่ถูกตัดสินจำคุกเมื่อปีพ.ศ. 2556 หลังเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและต้องสูญเสียหลายสิ่งสำคัญในชีวิต

“ผมและทุกคนมอบเงินเพื่อสะท้อนการทำงานที่ไม่เป็นธรรมของภาครัฐและความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม” มาร์คระบุ

ทั้ง 4 เหตุการณ์เป็นประเด็นตัวอย่างที่เขาออกมาร้องเรียนและได้รับแรงสนับสนุนจำนวนมากจากสังคม ปัจจุบันมีคนติดตามในเฟซบุ๊กแฟนเพจ Pitbullzone กว่า 3.5 แสนคน แต่ละโพสต์ที่อัพเดทนั้นได้ความสนใจอย่างมากและกลายเป็นพื้นที่เรียกร้องขอความเป็นธรรมรวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากประชาชน

“รวมพลคนหัวแข็ง” ปฏิรูปตำรวจเป็นเรื่องของทุกคน

ล่าสุดมาร์ค พิทบูล จับมือกับ เกรียงไกร ไทยอ่อน เจ้าของฉายา ‘จเรโป้งเหน่ง’ ผู้ต่อสู้กับการตั้งด่านผิดกฎหมาย เเละ เกิดผล แก้วเกิด ทนายความอิสระขวัญใจโซเชียลมีเดีย ร่วมปฏิญาณต่อสู้กับความไม่ธรรมในสังคมและเรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง โดยพวกเขาเรียกการรวมตัวครั้งนี้ว่า “รวมพลคนหัวแข็ง”

ประธานชมรมมิตรภาพพิทบูล บอกว่า รวมพลคนหัวแข็งเป็นการรวมตัวของพันธมิตรมากมายหลากหลายกลุ่ม  คอยแลกเปลี่ยนข้อมูล และทำหน้าที่กดดันทางสังคมผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือว่ามีพลังค่อนข้างสูง

“สิ่งที่เราพยายามรณรงค์คือ ประชาชนต้องไม่ทำผิดกฎหมาย พยายามสอนให้พวกเขาแข็งแรง แก้ปัญหาและดูแลตัวเองได้มากขึ้น เราเอาความรู้ ประสบการณ์ที่เจอมาถ่ายทอดให้เขาฟัง เริ่มจากบอกให้เขาช่วยเหลือตัวเองก่อนโดยมีเราเป็นพี่เลี้ยง ถ้าไม่ไหวถึงเข้าไปสบทบ ตอนนี้ทุกคนเริ่มตื่นตัว เริ่มไม่กลัว ถ้าไม่ผิดเริ่มสู้ ผมถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีในสังคม”

หนุ่มใหญ่ ยืนยันว่าไม่คิดเป็นปฏิปักษ์ต่อตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ต้องการให้ตำรวจกลับมาเป็นที่พึ่งของประชาชน เปลี่ยนแปลงภาพพจน์ขององค์กรที่ตกต่ำให้กลับมาน่าศรัทธาและได้รับการยอมรับอีกครั้ง

“ทำไมผู้ใหญ่ไม่ช่วยกัน  เราพยายามกดดันภาครัฐและผู้นำให้เปลี่ยนแปลง ทุกวันนี้เราพูดเรื่องปฏิรูปแต่ยังไม่มีการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม มีแต่การออกมาตรการรังแกประชาชน  การปฏิรูปมันต้องเริ่มจากตำรวจ ประชาชนพร้อมอยู่แล้ว ทุกคนต้องการตำรวจที่ดี ให้ความเป็นธรรม ไม่รังแกกัน”

เรื่องเร่งด่วนที่มาร์คเห็นว่าเปลี่ยนแปลงได้ไม่ยาก ลดความเกลยีดชังระหว่างตำรวจและประชาชนได้ทันทีก็คือ การปรับวิธีการทำงาน การแก้ไขข้อกฎหมายที่ล้าหลัง ลดการใช้ดุลยพินิจให้น้อยลง รวมถึงอย่าพยายามนำช่องว่างของกฎหมายมาเป็นประโยชน์แก่ตัวเอง

“ความรุนแรงของบทลงโทษนั้นมีการปรับแก้มาเสมอ แต่กฎหมายบางข้อที่ใช้มาตั้งแต่อดีต กลับไม่ได้รับการแก้ไข ถามว่ายุติธรรม สอดคล้องกับการปฏิบัติจริงหรือไม่ ตัวอย่างเช่น การอนุญาตให้รถยนต์วิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 90 กม.ต่อชั่วโมง ทั้งๆ ที่รถยนต์สมรรถนะดีขึ้น ถนนดีขึ้น แต่ความเร็วกลับถูกจำกัดเหมือนเดิม กลายเป็นช่องทางหากินของตำรวจ เรื่องใกล้ตัวแบบนี้ มีผลต่อความรู้สึกระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนมาก” ชายหนุ่มระบายพร้อมกับบอกว่า

“ตั้งด่าน เดินวนรอบคัน ควานหาข้อหาให้ได้เพื่อเอาเปอร์เซนต์จากใบสั่ง มันก็ยิ่งเพิ่มความเกลียดชัง ผมเลยรณรงค์ให้ยกเลิกส่วนแบ่งค่าปรับจราจรซะเถอะ”

 

 

ไม่ใช่แค่ตำรวจเท่านั้นที่ต้องเปลี่ยนแปลง แต่ประชาชนก็ถือเป็นกุญแจสำคัญอันนำไปสู่การพลิกโฉมวงการสีกากี

เจ้าของฉายาเฮียแหนบ บอกว่า ถึงเวลาที่ประชาชนต้องไม่ยอมเพิกเฉยกับการโดนเอารัดเอาเปรียบหรือรังแก จนกลายเป็นนิสัยและวัฒนธรรมผิดๆ ที่ถูกฝังลึกในสังคม

“สมัยก่อนคนไทยชอบใช้คำว่าฟาดเคราะห์ ใช้เงินซื้อปัญหา คิดว่าไม่เป็นไร รู้ว่าตัวเองโดนรังแก ไม่ผิดก็ยอมจ่าย เพราะถ้าเป็นคดีความมันเสียเงิน เสียเวลามาก ต้องลางาน อดหลับอดนอนไปให้ปากคำ ไปพบอัยการ ศาล หมดแรง คนเลยเลือกจ่ายเงิน จบ ซื้อความสบาย แต่อีกด้านมันเท่ากับสร้างนิสัยและกลายเป็นธรรมเนียมไม่ดี ถึงเวลาที่ประชาชนต้องยอมเสียสละตัวเองแล้ว อย่าคิดว่าธุระไม่ใช่  เพราะมันเป็นการสร้างนิสัยไม่ดีให้กับตำรวจ”

มาร์ค เรียกร้องให้ประชาชนปฏิรูปตัวเอง กล้าที่สู้และฟ้องร้องต่อสังคมหากว่าตัวเองไม่ผิด รวมถึงเห็นว่าการพัฒนาความรู้และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดก็นับเป็นหน้าที่สำคัญของทุกคนที่ส่งผลดีต่อการปฏิรูปวงการตำรวจเช่นกัน

“อย่ารอให้เป็นหน้าที่ของใคร  การปฏิรูปประเทศหรือตำรวจจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จมันอยู่ที่ประชาชนเป็นสำคัญด้วย ไม่มีทางปฏิรูปประเทศสำเร็จได้ ถ้าประชาชนไม่ยอมปฏิรูปตัวเอง”

เป้าหมายและความฝันของณัชพล คือการตอบแทนคุณแผ่นดินและสังคมด้วยจิตสาธารณะเพื่อยกระดับประเทศให้แข็งแกร่งมีประชาชนและตำรวจที่ทำงานอย่างมืออาชีพ

“เราสร้างเนื่อสร้างตัวจนมีวันนี้ ใช้ทรัพยากรเยอะกว่าคนอื่น ใช้รถมากกว่า ใช้ถนนมากกว่า น้ำไฟมากกว่า เพราะอย่างนั้น เราควรต้องตอบแทน คืนกำไรสู่สังคมบ้าง วันนี้ผมมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ไม่ได้ร่ำรวยมากแต่ไม่ได้เดือดร้อน อยากให้คนร่ำรวยทั้งหลายแหล่ไม่ลืมว่าเราโตมาได้ไง ควรมีจิตสาธารณะ ตอบแทนสังคมบ้าง ประเทศเราจะดีขึ้น” ณัชพล สุพัฒนะ จบด้วยรอยยิ้ม

คลิปที่ได้รับความสนใจอย่างมากเมื่อครั้งถกเถียงเรื่องการติดตั้งเเหนบรถยนต์

 

ปัญหาใหม่แก้น้ำท่วม ไม่บูรณาการ…ต่างคนต่างสร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2560 เวลา 06:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/496360

ปัญหาใหม่แก้น้ำท่วม ไม่บูรณาการ...ต่างคนต่างสร้าง

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ทุกครั้งที่เกิดฝนตกติดต่อกันหลายวัน กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศว่าจะเกิดฝนตกหนักติดต่อกัน ข้อกังวลเรื่องน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ ก็ตามมาทันที โดยเฉพาะความกังวลว่าจะเกิดท่วมใหญ่ซ้ำรอยปี 2554

เพื่อหาคำตอบถึงการดำเนินการในมาตรการป้องกันน้ำท่วมที่สามารถคลายความกังวลลง โพสต์ทูเดย์พูดคุยกับดร.สิตางค์ พิลัยหล้า นักวิชาการจากอนุกรรมการวิศวกรรมสถานแหล่งน้ำฯ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เพื่อให้ได้คำตอบและความกระจ่างในเรื่องนี้

อาจารย์สิตางค์เริ่มสนทนาด้วยการตั้งคำถามว่า หลังเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอะไรเพื่อรับมือกับเหตุการณ์น้ำท่วมในอนาคตบ้าง  แต่จากที่ได้ติดตามเรื่องนี้พบว่าหลังเหตุน้ำท่วมงบประมาณจำนวนมากถูกอนุมัติไปในการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ส่วนใหญ่เป็นถนนที่ถูกน้ำกัดเซาะ นอกจากนี้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ต่างๆ หลายแห่ง ยังได้รับงบประมาณไปยกระดับถนนที่น้ำท่วมถึงให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมถึงอีกด้วย

อย่างไรก็ดี งบประมาณในส่วนดังกล่าวไม่ถือว่าใช้เพื่อป้องกันน้ำท่วมในอนาคต เพราะไม่ได้ช่วยให้ระบบระบายน้ำดีขึ้น

“เงินที่ท้องถิ่นบางแห่งนำไปปรับปรุงถนน นอกจากจะไม่ช่วยให้ระบายน้ำจากบางพื้นที่แล้ว ยังกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่อีกด้วย การยกพื้นถนนที่ให้สูงขึ้น หลังปี 2554 ก่อให้เกิดปัญหาในทำนองนี้ในหลายพื้นที่” อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มก.ระบุ

อาจารย์สิตางค์ กล่าวว่า กรณีเรื่องการซ่อมแซมและการยกระดับถนนในหลายเส้นทางโดยไม่ตอบโจทย์การระบายน้ำนั้น ได้รับคำอธิบายจากกรมทางหลวงว่าไม่สามารถเพิ่มงบประมาณเพื่อปรับปรุงทางระบายน้ำ ให้ถนนมีประสิทธิภาพในการระบายน้ำได้ เพราะถนนทั่วประเทศมีกว่า 6 หมื่นกิโลเมตร ต้องใช้งบประมาณสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ งบประมาณหลังอุทกภัย 2554 ที่นอกเหนือจากการซ่อมแซมถนนแล้ว การวางแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมนั้น ยังกระจายไปยังหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีงานที่ซ้อนกันอยู่

อาจารย์บอกว่า ที่เห็นชัดก็คือเรื่องของการสร้างพนังกั้นน้ำริมแม่น้ำสายหลัก ปิง วัง ยม น่าน ในจังหวัดต่างๆ ที่มีทั้งสร้างขึ้นและพังไปแล้ว จนมีการสร้างใหม่แล้ว หลายพื้นที่กลายเป็นสร้างปัญหาเชิงสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ กำแพงสองฝั่งแม่น้ำยังสร้างผลกระทบทำให้น้ำในหลายจุด ระบายออกจากพื้นที่ไม่ได้อีกด้วย การจัดการในทำนองนี้เป็นตัวอย่างของการจัดการน้ำที่กลัวอุทกภัยเมื่อปี 2554 จนลืมไปว่าน้ำท่วมเมื่อปี 2554 นั้นเกิดจากน้ำเหนือไหลบ่าลงมาตามแม่น้ำจนเกินความจุ ทำให้ไหลบ่าท่วมพื้นที่ริมแม่น้ำ จึงให้ความสำคัญกับการสร้างพนังกั้นไม่ให้ล้นจากแม่น้ำสายหลัก

นอกเหนือจากปัญหาการระบายน้ำที่ตามมาและกลายเป็นภาระที่คาดไม่ถึงแล้ว อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ยังอธิบายด้วยว่า ตัวพนังกั้นน้ำริมแม่น้ำสายหลักที่ถูกสร้างขึ้นก็กลายเป็นปัญหาเช่นกัน

“การก่อสร้างพนังเพื่อรับมือน้ำท่วมหลังปี 2554 เป็นต้นมายังคงเป็นเรื่องของแต่ละพื้นที่ ต่างคนต่างสร้าง หากสำรวจพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะพบว่าพนังกั้นน้ำยังแหว่งเป็นบางช่วง จุดที่เป็นทางระบายน้ำบางจุดก็ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาผลกระทบ”

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านน้ำท่านนี้ ระบุว่าโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมเหมือนปี 2554 นั้นเป็นไปได้ยาก เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนี้ อย่างกรมชลประทานมีประสบการณ์และสรุปบทเรียนจากอุทกภัยในปีนั้นแล้ว

“ถามว่าถ้าตอนนี้มีน้ำมาจะมีน้ำเอ่อท่วมหรือไม่ ก็ต้องตอบว่ามี แต่กรมชลประทานจะเคร่งครัดเรื่องการบริหารจัดการพร่องน้ำไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเหมือนปี 2554 แน่นอน เมื่อน้ำมาในปีนี้จึงเป็นการรับมือตามสภาพด้วยศักยภาพการป้องกันที่มีอยู่ ปัญหาน้ำจะกลายเป็นเรื่องการจัดการปัญหาเฉพาะจุดเร่งสูบออกจากพื้นที่ไปสู่แม่น้ำสายหลักที่ใช้ระบายให้เร็วที่สุด”

สิ่งที่น่ากังวลก็คือ หลังจากปี 2554 เป็นต้นมา ระบบป้องกันน้ำในพื้นที่ของเอกชนที่ต่างคนต่างสร้างนั้นไม่มีหน่วยงานรัฐเข้าไปกำกับดูแล ส่งผลให้สภาพทางกายภาพของสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก จนกล่าวได้ว่า ไม่มีหน่วยงานราชการที่มีข้อมูลพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ถูกต้องเท่าทันความเปลี่ยนแปลงในช่วง 7 ปี ที่ผ่านมามีสิ่งก่อสร้างเพิ่มขึ้นมากมายและเอกชนที่สร้างก็ต่างสร้างและถมพื้นที่เพื่อหนีปัญหาน้ำท่วม นั่นหมายความแบบจำลองสถานการณ์น้ำท่วมที่เคยใช้เพื่อคำนวณความเสียหายกันช่วงก่อนหน้านั้น จะได้ผลลัพธ์ที่ออกมาคลาดเคลื่อนอย่างแน่นอน

“กรณีดังกล่าวหมายความว่า หากมีปริมาณน้ำเท่าปี 2554 ย่อมเป็นไปได้ยาก ที่จะรู้ได้ว่าน้ำที่ท่วมจะไหลไปทางไหนตัวอย่างนี้ สรุปคือตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน ประเทศเรายังไม่เคยพร้อมเพื่อรับมือกับปัญหา จริงๆ เลย ดังนั้นการบริหารจัดการเครื่องมือและบุคลากรที่มีอยู่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด” อาจารย์สิตางค์ กล่าวทิ้งท้าย

 

กว่าถึงวันนี้ ประชารัฐเปลี่ยนชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/495816

กว่าถึงวันนี้ ประชารัฐเปลี่ยนชีวิต

โดย…ปริญญา ชูเลขา, ฐายิกา จันทร์เทพ

2 ปีกับความร่วมมือ 3 ฝ่ายระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ภายใต้รูปแบบ “บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี” บริหารจัดการในลักษณะ Social Enterprise หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นการจับมือทำงานร่วมกันเป็นภาคีตั้งเป็น “บริษัท ประชารัฐ” ขึ้นทั้งหมด 76 จังหวัดทั่วประเทศ ในช่วงแรกๆ ของการก่อตั้งภาคธุรกิจจะเป็นพระเอก เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ลงทุนแบบไม่หวังผลตอบแทน

มาวันนี้ดำเนินงานมาแล้วครบ 2 ปี “บริษัท ประชารัฐ” จึงถูกท้าทายว่าแท้จริงแล้วจะกลายเป็น นวัตกรรมใหม่ในการสร้างเศรษฐกิจฐานรากได้จริงหรือไม่ ซึ่งในการขับเคลื่อนภาคประชาสังคม

ผู้ที่เป็นแกนนำสำคัญคือ “นพ.พลเดช ปิ่นประทีป” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สะท้อนผลงานที่ผ่านมาให้ฟังว่า บริษัท ประชารัฐ คือนวัตกรรมใหม่ที่จะสร้างโอกาสและเครื่องมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานรากของประเทศได้จริง เพราะนี่คือการก่อตัวใหม่ของนวัตกรรมที่เป็นกลไกสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก เป็นกลไกที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเศรษฐกิจมหภาคกับเศรษฐกิจของชุมชน

นพ.พลเดช เป็นหนึ่งในกรรมการกลุ่ม E3 หรือคณะกรรมการเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ ด้านเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูป และการท่องเที่ยวชุมชน โดยมี ฐาปน สิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ หัวหน้าฝ่ายเอกชน

ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานฝ่ายรัฐ และมี นพ.พลเดช เป็นประธานฝ่ายภาคประชาสังคม ในการทำงานที่ผ่านมา เกิดการพูดคุย ประชุม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันจนตกผลึกออกมา บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีประเทศไทย 1+ บริษัท ประชารัฐ 76 จังหวัด

ผลสำเร็จที่เห็นผลเป็นรูปธรรมชิ้นแรก คือธุรกิจท้องถิ่นต่างๆ ตอนนี้สนใจเข้ามาร่วมกับบริษัท ประชารัฐ จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเห็นคุณค่าของการทำธุรกิจเพื่อสังคมที่ได้ทั้งกำไรและดูแลสังคมด้วย ที่สำคัญยังได้รับการยกเว้นภาษีด้วย

ที่ผ่านมา 2 ปี จำนวน 76 จังหวัด เกิดการรวมกลุ่มแล้ว 1,782 กลุ่ม สามารถเพิ่มรายได้โดยรวมคิดเป็นมูลค่า 358 ล้านบาท/เดือน โดยในจำนวนนี้มีประชาชนที่ได้รับประโยชน์ 5 หมื่นคน หรือคิดเป็น 1.3 หมื่นครัวเรือน ร่วมกันทำโครงการรวม 201 โครงการ แบ่งเป็นกลุ่มเกษตร 61 โครงการ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ 81 โครงการ และ การท่องเที่ยวชุมชน 59 โครงการ ทั้งหมดล้วนเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

จังหวัดตัวอย่างที่อยากนำเสนอถึงความสำเร็จ ล่าสุด จ.นราธิวาส ประสบความสำเร็จอย่างมาก แม้ในตอนเริ่มโครงการแรกๆ จะเกิดปัญหาความมั่นคงกับเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงทำให้เกิดการรวมตัวกันยากมากๆ ดังนั้นจึงต้องขอแรงบริษัทยักษ์ใหญ่ให้เข้ามาช่วยเหลือ จนวันนี้เกิดและแข็งแรงได้ด้วยตัวเอง

เช่น ผลไม้พื้นเมืองอันลือชื่อ “ลองกอง” ที่ อ.ระแงะ ข้าวท้องถิ่นที่ อ.ตากใบ หรือการแปรรูปผลิตภัณฑ์จักสานจากกระจูดที่ อ.ตากใบ ข้าวเกรียบปลากือโป๊ะ และผ้าบาติก เป็นต้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนให้นำไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เช่น บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ หรือเทสโก้ โลตัส สำหรับการท่องเที่ยวชุมชนที่ อ.สุคิริน หรือที่ อ.ระแงะ เป็นต้น ได้รับการสนับสนุน สร้างรายได้จำนวนมากแก่ชาวบ้านและนักธุรกิจท้องถิ่น สิ่งสำคัญหากไม่มีความร่วมมือแบบประชารัฐ คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ชาวบ้านจะสามารถนำสินค้าตัวเองไปขายในห้างสรรพสินค้าได้

“ประเด็นสำคัญที่อย่ามองข้าม เพราะผลสำเร็จไม่ได้ขึ้นกับรัฐบาล แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ไปแล้ว เรายังมีบริษัทที่จดทะเบียนที่ทำงานต่อ คือบริษัททั้งหมด 76 จังหวัด เพราะคนท้องถิ่นถือหุ้นและดำเนินการด้วยตัวเอง ภาครัฐเข้าไปหนุนเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริงๆ ถ้าปล่อยให้ภาครัฐทำคงไม่มีน้ำยาใดๆ เลย แต่ตอนนี้เกิดการก่อตัวใหม่ของความร่วมมือภาคธุรกิจกับภาคประชาสังคม”

นพ.พลเดช กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในช่วง 2 ปี มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดความยั่งยืน คือความสามารถของภาคประชาสังคม หรือบริษัท ประชารัฐ ในแต่ละจังหวัด ที่จะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาร่วมกันลงทุน รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างจังหวัด พูดง่ายๆ ว่าเป็นการทำโดยภาคธุรกิจนำ ไม่ใช่ภาคราชการนำเหมือนในอดีต เป็นการเปลี่ยนความคิดในการสร้างความเข้มแข็งชุมชนครั้งสำคัญ โดยให้ “ชุมชนลงมือทำ เอกชนขับเคลื่อน และภาครัฐสนับสนุน” เพราะทราบดีว่าภาคเอกชนมีความเป็นมืออาชีพสูงในการทำธุรกิจ การค้าการลงทุน เก่งด้านวิเคราะห์มอนิเตอร์ข้อมูลตลอดเวลา แต่ถ้าเป็นภาครัฐทำข้าราชการจะบอกแต่สิ่งดีๆ หมดเลย ไม่บอกว่าเกิดอุปสรรคหรือจุดอ่อนตรงไหนบ้างที่ควรปรับปรุงแก้ไข

นพ.พลเดช กล่าวย้ำว่า บริษัท ประชารัฐ ไม่ได้เป็นบริษัทค้าขายเอง แต่เป็น “ตัวเชื่อม” และ “ที่ปรึกษา” ให้ชาวบ้านได้ขายสินค้าให้กับตลาด หรือห้างซูเปอร์สโตร์เหล่านี้ โดยสินค้าของชาวบ้านที่มีโอกาสเข้าไปขายได้ต้องมีความเข้มแข็งพอสมควร กล่าวคือ ต้องเป็นสินค้าที่ขายได้เป็นความต้องการของตลาด มีความคิดสร้างสรรค์ โดยภาคธุรกิจเป็นฝ่ายให้คำปรึกษา เช่น ผลไม้ตามฤดูกาล บริษัท ประชารัฐ ได้ทำให้เกิดการเจรจากัน การตกลงประโยชน์ร่วมกัน ด้านการตั้งราคาขายกันด้วยความเห็นอกเห็นใจระหว่างชาวบ้านกับภาคธุรกิจ แต่ถ้าไม่มีบริษัทกลาง คือ บริษัท ประชารัฐ ชาวบ้านจะเอาของอะไรไปขายในห้างเหล่านี้ได้ ถ้าเข้าไปได้ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก

เช่น ที่ จ.เชียงใหม่ ปกติเกษตรกรขายลำไยได้กิโลกรัมละ 18 บาท แต่พอบริษัท ประชารัฐ เข้ามาเป็นตัวเชื่อมและที่ปรึกษา ไปตกลงกับห้างต่างๆ ตกลงขายกันได้ในราคา 38 บาท/กิโลกรัม นี่คือผลดีของบริษัท ประชารัฐ ทั้งยังให้คำปรึกษาดีๆ ด้วย เช่น วิธีแพ็กเกจจิ้ง การรักษาผลผลิต ระบบขนส่ง และการแบ่งปันผลกำไร ที่สำคัญรายได้เพิ่มที่เพิ่มขึ้นของภาคธุรกิจจะแบ่งส่วนหนึ่งมาสนับสนุนให้บริษัท ประชารัฐ จ้างโครงการคนรักบ้านเกิด จะได้มีรายรับมาหล่อเลี้ยง คนทำงานบริหารบริษัทให้กับภาคประชาสังคม และอีกส่วนหนึ่งมาช่วยขับเคลื่อนดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย

นพ.พลเดช กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของบริษัท ประชารัฐ คือจะเก็บข้อมูลต่างๆ ไว้หมด พร้อมกับลงพื้นที่โดยนำโครงการรักบ้านเกิดจังหวัดละคน อบรมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นพนักงานประจำจังหวัด ซึ่งการบริหารจัดการส่วนใหญ่เป็นคนจากภาคประชาสังคมกับนักธุรกิจจังหวัด ส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจเพื่อสังคม ที่ใส่ใจสังคม สนใจสิ่งแวดล้อม มีการปลูกฝัง รวมกลุ่มกันนับพันๆ คน กลายเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนบริษัท ประชารัฐ โดยการนำข้อดีของภาคธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จจากการค้าขาย แต่เป็นการค้าขายแบบไม่ใช่การแข่งขันเอาเป็นเอาตาย ขณะที่ภาคประชาสังคมจะเก่งเรื่องเครือข่าย และเรื่องธรรมาภิบาลการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อมมาประกอบการทำงานร่วมกัน

“ในอนาคต บริษัท ประชารัฐ คือนวัตกรรมใหม่ทางสังคมในการสร้างความเข้มแข็งจากด้านล่าง แต่สิ่งสำคัญรัฐบาลไหนที่เข้ามา ต้องสร้างหลักประกันว่าจะยังคงอยู่ของบริษัท ประชารัฐ เช่น สัตยาบัน หรือกำหนดในยุทธศาสตร์ชาติ หากเปลี่ยนรัฐบาลแล้วภาคธุรกิจยังคงเกิดความมั่นใจที่จะมาร่วมเป็นภาคีในการขับเคลื่อนบริษัท ประชารัฐ ต่อไป เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง”

 

‘ซุง วอน เพ็ก’ เด็กหนุ่มเจ้าไอเดีย คิดระบบแก้นํ้าเสียแบบธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/495678

‘ซุง วอน เพ็ก’ เด็กหนุ่มเจ้าไอเดีย คิดระบบแก้นํ้าเสียแบบธรรมชาติ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

เด็กหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีความใฝ่รู้สนใจ ด้านการประดิษฐ์อย่าง ซุง วอน เพ็ก (Seung Won Paek) อายุ 17 ปี นักเรียนเกรด 11 หรือเทียบเท่าระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนนานาชาติกรุงเทพ หรือ International School Bangkok : ISB

เป็นเด็กชาวเกาหลีใต้ที่ติดตามคุณพ่อซึ่งเคยทำงานอยู่ที่องค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ประจำประเทศไทย เดินทางมาเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แม้ปัจจุบันพ่อของเขาจะย้ายกลับไปเกาหลีแล้วกว่า 2 ปี แต่เด็กหนุ่มคนนี้ตัดสินใจอยู่กับแม่เพื่อศึกษาต่อมาถึงปัจจุบัน

ซุง วอน เพ็ก เป็นเด็กอายุ 17 ปีที่ไม่ธรรมดา เนื่องจากมีความสนใจด้านการคิดค้นศึกษาสิ่งประดิษฐ์มาตั้งแต่เล็ก ทำให้ปัจจุบันสามารถพัฒนาสร้างเครื่องระบบบำบัดนำเสียด้วยวิธีธรรมชาติ ดูแลธรรมชาติ และขณะนี้ได้รับการสนับสนุนจากทางครอบครัวและพาร์ตเนอร์คนไทยที่เห็นโอกาสทางความคิดของเด็กหนุ่มคนนี้ ร่วมกันเปิดบริษัทรับวางระบบบำบัดน้ำเสีย ด้วยวิธีคิดของเด็กนักเรียนตัวเล็กที่ความคิดไม่เล็กคนนี้

จุดเริ่มต้นการสร้างเครื่องระบบบำบัดน้ำเสียของเด็กชายนักประดิษฐ์รายนี้ เนื่องจากเขาพักอาศัยและเรียนอยู่ย่านถนนแจ้งวัฒนะ เป็นเรื่องปกติที่มักจะไปซื้อของที่ศูนย์การค้าย่านแจ้งวัฒนะเป็นประจำ แต่ทุกครั้งที่ไปแม่ของเขาต้องจอดรถบริเวณอาคารด้านหลัง ก็สังเกตว่าระหว่างทางเดินเข้าตัวอาคาร ต้องผ่านคลองน้ำเสียซึ่งส่งกลิ่นเหม็นรบกวนทำให้เวียนหัวทุกครั้ง

จากนั้นจึงนำปัญหาดังกล่าวมาเป็นโจทย์เริ่มต้น ลองคิดประดิษฐ์เครื่องระบบบำบัดนำเสีย เพื่อต้องการเปลี่ยนน้ำไม่ดีให้กลายเป็นน้ำดี ไม่ส่งผลมลพิษทางกลิ่นและร่างกายต่อคนและสัตว์

 

เริ่มจากศึกษาหาข้อมูลว่า หลักการน้ำที่เสียเกิดขึ้นจากอะไร และต้องทำอย่างไรเพื่อทำให้คุณภาพน้ำเสียดีขึ้น จากนั้นก็ทดลองโดยนำน้ำที่มีระบบบำบัดจากสระในหมู่บ้าน มาเปรียบเทียบกับน้ำคลองที่ไม่มีระบบบำบัดและมีกลิ่นมาทดลอง จากนั้นเมื่อทราบหลักการและมีวิธีแก้ไขก็พยายามติดต่อไปยังบริษัทรับบำบัดน้ำเสียหลายแห่งผ่านทางอีเมล เพื่อขอยืมอุปกรณ์เครื่องมือนำมาใช้ทดลอง แต่ผลที่ได้ ไม่มีบริษัทใดให้ความสนใจติดต่อกลับมา

เขาเล่าว่า บังเอิญมีอยู่วันหนึ่งระหว่างช่วงเวลาพักที่โรงเรียน ได้พบรถที่เข้ามาแก้ปัญหาระบบน้ำเสีย ซึ่งท้ายรถมีสติ๊กเกอร์ข้อความโฆษณาข้างรถระบุชื่อ หจก. ซี.ซี.ที. เวสท์วอเตอร์ ทรีตเม้นท์ จากนั้นจึงตัดสินใจติดต่อไป ไม่น่าเชื่อว่าบริษัทดังกล่าวจะเป็นแห่งเดียวที่ติดต่อกลับมา และยอมรับฟังผลงานไอเดียสิ่งประดิษฐ์ที่ทำขึ้น จากนั้นได้พบกับ คุณชูชาติ ต้นแทน เจ้าของบริษัทก็รับฟังแนวความคิด และให้คำแนะนำการปรับปรุงระบบน้ำเสียที่ตนคิดขึ้น

ซุง วอน เพ็ก อธิบายเพิ่มว่า เครื่องระบบบำบัดน้ำเสียที่คิดขึ้นมา ไม่มีการใช้สารเคมีเหมือนเครื่องทั่วไป เพราะมีจุดเด่นเน้นด้วยวิธีการบำบัดระบบธรรมชาติเป็นตัวหลัก ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้เป็นทราย กรวด ถ่านชาร์โคล และผักตบชวา ซึ่งเป็นพืชไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยบำบัดน้ำเสีย ภาพรวมระบบดังกล่าวจะเป็นวิธีบำบัดโดยแบบธรรมชาติที่ไม่พึ่งสารเคมี แต่ก็ยอมรับว่าประสิทธิภาพระบบนี้อาจไม่เทียบเท่าเครื่องที่ใช้สารเคมี

แต่หากประเมินผลระยะยาวมั่นใจว่า ไม่เป็นพิษต่อระบบนิเวศอย่างแน่นอน เพราะเทคโนโลยีระบบบำบัดน้ำเสียที่ขายในท้องตลาดส่วนใหญ่เป็นระบบที่ใช้สารเคมีไบโอเคมิคอล หรือสารคลอรีน ทำให้ผลสุดท้ายเป็นวัฏจักรที่จะกลายเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมระยะยาว และยังมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า

ขณะที่หลักการทำงานของเครื่องดังกล่าว จะดูดน้ำเสียเข้าไปภายในตัวเครื่อง จากนั้นจะปั๊มอากาศออกซิเจนลงไปในน้ำเสีย เพื่อทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตและกินของเสีย จนเกิดการตกตะกอนและได้น้ำดีขึ้นมาระดับหนึ่ง จากนั้นน้ำตอนแรกจะถูกส่งไปยังระบบกรองผ่านทราย กรวด ถ่านชาร์โคล และพลาสติกเรซิ่น ทำหน้าที่ดูดกลิ่นจับปฏิกูลและธาตุเหล็กขนาดเล็กในน้ำ และเพื่อเป็นการกรองอีกชั้นหนึ่ง

 

จากนั้นน้ำจะถูกส่งต่อไปยังบ่อที่มีผักตบชวา ซึ่งเป็นพืชน้ำที่มีคุณสมบัติช่วยบำบัดน้ำเสียในขั้นตอนสุดท้าย หลังเสร็จสิ้นกระบวนการ จะทำให้ได้น้ำคุณภาพที่ผ่านการบำบัดซึ่งดีกว่าตอนแรก สามารถนำกลับไปใช้ได้หลายอย่าง เช่น ด้านการเกษตร ซึ่งจะเป็นการดีกว่าปล่อยน้ำเสีย ที่ไม่ผ่านการบำบัดลงสู่ธรรมชาติโดยตรง

อย่างไรก็ตาม หากต้องการพัฒนาระบบบำบัดให้น้ำมีคุณภาพดีจนผลิตเป็นน้ำดื่มได้ ต้องมีกระบวนการขั้นตอนอื่นอีกมาก เช่น ใช้ระบบฆ่าเชื้อยูวีเพื่อใช้ทำลายแบคทีเรียที่อยู่ในน้ำ ระบบดังกล่าวจะต้องลงทุนสูง แต่ถึงอย่างไรคาดว่าอนาคตอยากพัฒนาต่อไปให้ถึงขั้นนั้น

ซุง วอน เพ็ก เปิดใจถึงเหตุผลที่ชื่นชอบเรื่องการประดิษฐ์ว่า ปกตินอกจากชอบเล่นกีฬากับดนตรีเป็นประจำ ก็ยังชอบศึกษาหาความรู้ใหม่เกี่ยวกับด้านการประดิษฐ์มาตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น แต่ขณะนั้นด้วยความที่เป็นเด็กไม่รู้ว่าจะต่อยอดอย่างไร จึงทำได้เพียงศึกษามาเรื่อยๆ แต่เมื่อมีโอกาสวิจัยเรื่องบำบัดน้ำและะคิดว่าตนเองรักประเทศไทยเหมือนบ้าน และอยากทำอะไรเพื่อตอบแทนประเทศ เมื่อมีโอกาสจึงลงมือทำ

“อนาคตคิดว่าอยากพัฒนาต่อยอดไปอีก เพราะมองว่าน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญต่อสิ่งแวดล้อม จึงควรต้องทำให้เป็นมิตรกับธรรมชาติ จึงอยากพัฒนาน้ำให้มีคุณภาพดีขึ้น ขณะนี้คุณแม่ก็ได้สนับสนุน โดยการร่วมลงทุนกับพาร์ตเนอร์ชาวไทยจัดตั้งบริษัทผลิตระบบบำบัดน้ำเสียขึ้นมาได้ 6 เดือน ภายใต้ชื่อบริษัท เอ็นฟินีตี้ วอเตอร์ เทคโนโลยีส์ ซึ่งเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยนำระบบการบำบัดที่คิดขึ้นมาเป็นจุดขาย และเริ่มใช้ตามพื้นที่ชนบทแล้ว ซึ่งก็ได้ผลดี จึงพร้อมที่จะดัดแปลงระบบดังกล่าวเพื่อรองรับเข้าสู่โรงงานขนาดใหญ่”

ซุง วอน เพ็ก ทิ้งท้ายถึงหลักการทำงานที่แตกต่างจากเด็กรุ่นเดียวกันและก้าวมาถึงจุดนี้ว่า เป็นคนที่มุ่งเน้นเรื่องการทำงานหนัก และพยายามทำเต็มที่ทุกอย่าง เหมือนกับการที่ตนเป็นชาวต่างชาติไม่รู้เรื่องภาษาไทย แต่พยายามติดต่อขอความช่วยเหลือจากบริษัทต่างๆ จนสำเร็จมาถึงวันนี้