“โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน” วิธีการสังเกตุอาการ ป้องกัน และ การรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2560 เวลา 10:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/510997

“โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน” วิธีการสังเกตุอาการ ป้องกัน และ การรักษา

โดย…พริบพันดาว

หู เป็นอวัยวะสำคัญที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป เพราะเกิดปัญหาน้อย เท่าที่สังเกต ผู้คนในทุกวันนี้จะมีอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หรือหลายคนเรียกรวมๆ กันให้เข้าใจง่ายๆ ว่า อาการบ้านหมุน ซึ่งถูกพบมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ และก็ไม่มีใครจะคาดคิดว่าอาการเหล่านี้จะเกี่ยวกับเรื่องในหูโดยตรง

โดยเฉพาะคนในวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับอาการข้างต้นกันมาก เพราะมีวิถีและการใช้ชีวิตในแบบสมัยใหม่ที่ต้องเผชิญกับความเครียด การบริโภคอาหารที่ปรุงด้วยรสชาติเค็มจัด การอยู่ท่ามกลางอากาศร้อนและอบอ้าว ดื่มสุรา ชา กาแฟ และสูบบุหรี่ รวมถึงไม่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

โรคบ้านหมุนและเวียนหัวโดยส่วนมากจะสันนิษฐานว่า เกิดจาก “โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน” ซึ่งเป็นภาษาที่เรียกกันทั่วไป แต่ทางการแพทย์จะเรียกว่า “โรคแรงดันน้ำในช่องหูชั้นในผิดปกติ” หรือ โรคเมเนียร์ (Meniere’s disease) พบค่อนข้างบ่อย เป็นโรคที่พบอันดับ 2 ของสาเหตุอาการเวียนศีรษะ มักเป็นหูข้างใดข้างหนึ่งก่อน และมีประมาณ 15-20% ที่เป็นหูทั้งสองข้าง

การสันนิษฐานที่เหมารวมว่า เวลาหน้ามืดเวียนหัวและบ้านหมุนนั้น เป็นเพราะเกิดอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะอาการเหล่านี้ก็อาจจะเป็นโรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด (Benign Paroxysmal Positional Vertigo : BPPV) หรือเรียกสั้นๆ ว่า “หินปูนในหูหลุด” ก็เป็นไปได้

เพราะฉะนั้น การตรวจและวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างละเอียด จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับสองโรคที่เกี่ยวกับหูชั้นในที่เป็นบ่อเกิดของอาการบ้านหมุนทรงตัวไม่อยู่

จุดสังเกตของทั้งสองโรคนี้ พญ.ภาณินี จารุศรีพันธุ์ ฝ่ายโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้เขียนบทความบอกไว้ว่า คนส่วนมากคิดว่าอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน คลื่นไส้ อาเจียน การได้ยินลดลงเกิดจากสาเหตุของน้ำในหูไม่เท่ากัน ทั้งนี้อาการของตะกอนหินปูนในหูเคลื่อนกับน้ำในหูไม่เท่ากันจะมีอาการที่คล้ายคลึงกัน แต่จะมีข้อแตกต่างคือ อาการของน้ำในหูไม่เท่ากันจะมีอาการต่างๆ ดังที่กล่าวมานานเกิน 20 นาทีขึ้นไปถึง 2 ชั่วโมง แล้วไม่นานก็จะกลับมาปวดหัวหรือมีอาการดังกล่าวอีก โดยจะมีลักษณะเป็นๆ หายๆ ซึ่งโรคนี้มีโอกาสเป็นได้ทุกเพศและทุกวัย เพราะเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด พบมากในวัยทำงานที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป

การรักษาโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน เนื่องจากโรคนี้ไม่มีความจำเพาะของพยาธิสภาพ แพทย์จะรู้แต่เพียงว่าความดันในหูไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่จะรักษาตามอาการที่ตรวจพบ โดยจะให้ยาขับปัสสาวะเพื่อลดสภาวะอาการบวมและคั่งของน้ำในหูชั้นใน รวมทั้งยาขยายหลอดเลือด ยาลดอาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้อาเจียน ตลอดจนยากล่อมประสาทและยานอนหลับ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายและนอนหลับได้เป็นปกติ

ส่วนอาการของตะกอนหินปูนในหูเคลื่อนจะมีไม่เกิน 1 นาที เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะเป็นๆ หายๆ โดยมีพยาธิสภาพอยู่ที่หูชั้นใน โดยอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน มักสัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ ผู้ป่วยมักมีอาการเวียนศีรษะไม่นาน มักเป็นวินาทีหรือนาที หลังมีการเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ และมักจะมีตากระตุกทำให้มองไม่ชัด ขณะมีอาการหรือมองเห็นภาพซ้อน แต่ตามักจะกระตุกอยู่นานประมาณ 30 วินาที ถึง 1 นาทีเท่านั้น และอาการเวียนศีรษะดังกล่าว จะค่อยๆ หายไป แต่เมื่อผู้ป่วยเคลื่อนไหวศีรษะในท่าเดิมอีก ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการเวียนศีรษะได้อีก

ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการเวียนศีรษะได้หลายครั้ง เป็นๆ หายๆ ใน 1 วัน และอาจมีอาการวิงเวียนอยู่ได้เป็นวันหรือสัปดาห์ หลังจากนั้นจะค่อยๆ ดีขึ้น และหลังจากหายดีแล้ว ผู้ป่วยอาจกลับเป็นซ้ำได้อีก โรคนี้พบได้ในคนอายุ 30-70 ปี (พบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก) และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายในอัตราส่วน 1.5-2 : 1 และมักพบในคนสูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) โรคนี้สามารถเกิดในหูทั้งสองข้างได้ประมาณร้อยละ 15 และอาจพบร่วมกับโรคไมเกรนได้

+การรักษาโรคหินปูนในหูชั้นใน แพทย์จะให้คำแนะนำและรักษาตามอาการ เช่น ในขณะที่มีอาการให้หลีกเลี่ยงจากท่าที่กระตุ้นให้เกิดอาการส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นได้เอง โดยเฉพาะหลังจาก 1 สัปดาห์ขึ้นไป และไม่เกิน 1 เดือน อาจให้ยาช่วยบำบัดอาการในระยะแรกๆ ในกลุ่มนี้จะต้องระวังกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดอาการและมีอันตรายต่อผู้ป่วย ให้การรักษาโดยการทำกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นวิธีที่ปัจจุบันนิยมและยอมรับว่าได้ผล การทำกายภาพบำบัดเพื่อเคลื่อนตะกอนหินปูนหรือแคลเซียมออกจากอวัยวะทรงตัวในหูชั้นในที่เป็นรูปเกือกม้า เมื่อตะกอนหินปูนเคลื่อนออกมาแล้วก็จะไม่กระตุ้นให้เกิดอาการเวียนศีรษะอีก วิธีนี้กระทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคเวียนศีรษะเท่านั้น

เพราะฉะนั้น จึงพอสรุปได้ว่า หากใครที่บ้านหมุนเวียนหัวทรงตัวไม่อยู่เป็นระยะเวลา 20 นาทีขึ้นไป และอาการหูอื้อร่วมด้วย ก็จะเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ส่วนตะกอนหินปูนในหูหลุดก็จะมีอาการแค่สั้นๆ ชั่วประเดี๋ยวก็หายไป ซึ่งก็เป็นการเช็กดูตัวเองเพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคเบื้องต้นที่ตรวจสอบด้วยตัวคุณเองได้

 

ยืดอายุ ด้วยการออกกำลังกายในน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2560 เวลา 14:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/510771

ยืดอายุ ด้วยการออกกำลังกายในน้ำ

เรื่อง ภาดนุภาพ อีพีเอ

เมื่ออายุมากขึ้น การออกกำลังกายอาจจะกลายเป็นเรื่องยาก ด้วยสรีระและความแข็งแรงที่เปลี่ยนไป ทำให้ต้องคำนึงถึงปัจจัยอันจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวหลายประการ เช่น น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และข้อต่างๆ ที่ค่อยๆ เสื่อมลงทุกวัน

เมื่อออกแรงมากๆ ก็รังแต่จะก่อให้เกิดปัญหามากกว่าเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ครั้งนี้เรามีวิธีออกกำลังกายรูปแบบหนึ่งที่เหมาะกับผู้สูงวัย จาก เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ นั่นก็คือ การออกกำลังกายในน้ำ (Aqua Fitness) มาฝากคุณผู้อ่าน

เดิมทีการออกกำลังกายในน้ำรู้จักกันเฉพาะในวงการแพทย์ ซึ่งใช้สำหรับฟื้นฟูสมรรถภาพนักกีฬาหลังอาการบาดเจ็บ แต่ช่วงหลังๆ มานี้ด้วยความนิยมในการออกกำลังกายที่สูงขึ้น จึงมีการค้นพบว่า “อควา ฟิตเนส” เป็นการออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพอย่างแท้จริง จนกลายเป็นกระแสนิยม และถูกนำมาประยุกต์เข้ากับการออกกำลังกายรูปแบบต่างๆ เช่น จ๊อกกิ้งในน้ำ แอโรบิกในน้ำ การเต้นในน้ำ ฯลฯ

ด้วยความที่น้ำมีคุณสมบัติในการลอยตัว ฉะนั้นเมื่อออกกำลังกายในน้ำจึงช่วยรองรับน้ำหนักตัว และลดแรงกดที่ข้อต่างๆ ให้น้อยลงได้ ทั้งยังพยุงไม่ให้ล้มง่าย และช่วยให้การเคลื่อนไหวร่างกายทำได้ง่ายดายกว่าการออกกำลังกายบนบก จึงแทบจะไม่ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บเลย โดยคุณสมบัติของการออกกำลังกายในน้ำมี 4 ประการ คือ

1.แรงดันใต้น้ำ ทำให้เลือดดำไหลกลับสู่หัวใจได้ง่าย และส่งผลต่อระบบหายใจ ทำให้ปริมาณอากาศหลังหายใจออกค้างอยู่ในปอดน้อยลง ดังนั้นการออกกำลังกายในน้ำจึงช่วยลดความดันโลหิต ทำให้ชีพจรเต้นช้าลง ช่วยให้การสูบฉีดและการไหลเวียนโลหิตในร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2.แรงลอยตัว ช่วยพยุงให้น้ำหนักตัวลดลงเหลือเพียง 15-10% เมื่ออยู่ในน้ำลึกระดับคอ ดังนั้นในขณะที่อยู่ใต้น้ำร่างกายจึงเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ข้อต่อต่างๆ สามารถทำงานได้ดี ร่างกายมีความยืดหยุ่นสูง จึงลดแรงกระทบกระเทือนที่จะก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บต่อกระดูกและ ข้อต่อต่างๆ ในระหว่างการออกกำลังกายได้

3.ความต้านทานในน้ำ น้ำจะต้านการเคลื่อนไหวของร่างกายทุกทิศทาง ทำให้ควบคุมได้ยากกว่าอยู่บนบก แต่กลับช่วยบริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายได้อย่างทั่วถึง ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และส่งผลให้รูปร่างเพรียวสมส่วนได้ด้วย

4.อุณหภูมิของน้ำ เมื่ออยู่ในน้ำร่างกายสามารถระบายความร้อนได้ดีกว่าบนบกถึง 25 เท่า ทำให้รู้สึกสดชื่น ไม่อ่อนเพลีย จึงช่วยป้องกันอันตรายจากความร้อนอย่างอาการลมแดด หรือ Heat Stroke ได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ที่ว่ายน้ำไม่เป็น ไม่เคยว่ายน้ำมาก่อน หรือกลัวการลงน้ำ ก็สามารถออกกำลังกายในน้ำได้ เพราะทั่วไปแล้วจะเริ่มต้นที่ความลึกเพียง 1 เมตร หรือระดับเอว ก่อนจะเพิ่มความลึกขึ้นไปจนถึงระดับอกหรือไหล่ ซึ่งความลึกในแต่ละระดับจะช่วยพยุงและทอนน้ำหนักลงไปได้ 50-80% จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงวัยที่ไม่มีปัญหาสุขภาพ

นอกจากนี้ การออกกำลังกายในน้ำยังส่งผลดีต่อการคลอดลูก ผู้มีภาวะความเครียด และผู้ที่มีปัญหาหมอนรองกระดูก เพราะช่วยในการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสมรรถภาพได้ดี แม้แต่ผู้อ่อนแรงหรืออ่อนแอมากๆ อย่างคนที่เป็นอัมพฤกษ์ก็สามารถออกกำลังกายในน้ำเบาๆ ได้เช่นกัน จึงนับได้ว่าการออกกำลังกายในน้ำเป็นทางเลือกใหม่ของผู้รักสุขภาพ ที่จะช่วยนำไปสู่การมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างแท้จริง n

 

กินดี อยู่ดี แล้วนอนดีหรือยัง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2560 เวลา 14:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/510470

กินดี อยู่ดี แล้วนอนดีหรือยัง?

โดย…พุสดี ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ต่อให้เทรนด์การดูแลสุขภาพแนวใหม่จะมาช่วยแก้ปัญหาสุขภาพได้ดีแค่ไหน แต่สุดท้ายวิธีพื้นฐานที่ช่วยให้สุขภาพดีได้แบบไม่ต้องลงทุนแค่ลงมือทำ ก็ยังหนีไม่พ้นคือ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แต่คำถามคือ ทุกคืนที่คุณปิดไฟ แล้วหลับตาลง คุณกำลังปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อตื่นเช้ามารับวันใหม่อย่างสดชื่นหรือเปล่า?

เพื่อสร้างสุขลักษณะในการนอนที่เหมาะสม (Healthy Sleep Habits) ศูนย์ตรวจการนอนหลับและศูนย์ลมชักกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้แนะนำหลักการง่ายๆ ในการสร้างสภาพแวดล้อมในการนอนที่ดีมาให้ลองนำไปปรับใช้

ในช่วงกลางคืน

1.ใช้ห้องนอนเฉพาะเพื่อการนอน ไม่ควรนอนดูทีวีในห้องนอน เพราะนอกจากแสงสว่างจากทีวี จะมีส่วนยับยั้งการหลั่งของสารสื่อประสาทเมลาโตนิน ซึ่งช่วยเรื่องการนอนหลับแล้ว หากปล่อยให้เผลอหลับขณะนอนดูทีวี แสงและเสียงจากทีวีที่เปิดทิ้งไว้จะยิ่งรบกวนการนอน ทำให้ไม่สามารถนอนหลับลึกได้

2.ควรมีเวลาเข้านอนและตื่นนอนให้เหมาะสมและสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นวันทำงานหรือวันหยุด เพื่อให้ร่างกายปรับเวลาการนอนได้ตามธรรมชาติ นอกจากจะไม่ควรนอนดึกเกินไปแล้ว ก็ไม่ควรเข้านอนเร็วจนเกินไป เพราะการเข้านอนเร็วเกินไปอาจเป็นต้นเหตุของการนอนไม่หลับเพราะร่างกายรู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลานอน หรือถึงแม้ว่าจะหลับได้ อาจมีผลทำให้ตื่นกลางดึกแล้วไม่สามารถกลับไปนอนหลับต่อได้

3.ไม่ควรดื่มน้ำปริมาณมากเกินไปก่อนไปเข้านอน เพราะอาจทำให้ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ขณะเดียวกันไม่ควรกินอาหารก่อนเข้านอนเนื่องจากอาจทำให้จุกแน่นท้องจนนอนไม่หลับ

4.ในกรณีที่นอนไม่หลับจริงๆ คือ หลังปิดไฟเข้านอนไปแล้ว 20-30 นาที อย่าฝืนนอน อาจลองลุกจากเตียงนอน ย้ายไปนั่งที่อื่นที่ไม่สว่างหรือเสียงดังจนเกินไป ทำอะไรที่ไม่กระตุ้นให้ตื่นตัวซัก 15-20 นาที เมื่อเริ่มง่วงให้ลองกลับเข้ามานอนใหม่ ที่สำคัญเวลาที่รู้สึกนอนไม่หลับ พยายามหลีกเลี่ยงการดูนาฬิกา เนื่องจากจะยิ่งทำให้เกิดความกังวลจนทำให้นอนหลับยากขึ้นไปอีก

ในช่วงกลางวัน

1.ไม่ควรดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ ถ้าจะดื่มก็ไม่ควรเกินเที่ยงวัน

2.หลีกเลี่ยงเหล้า บุหรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใกล้เวลาเข้านอน

3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรใกล้เวลานอนจนเกินไป ควรให้ห่างจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 3-5 ชั่วโมง เนื่องจากอุณหภูมิในร่างกายที่สูงขึ้นจากการออกกำลังกายอาจมีผลรบกวนช่วงเริ่มนอน

4.ควรให้มีแสงแดดหรือมีแสงไฟที่สว่างพอในห้องที่ทำงานในช่วงเช้า แต่ไม่ควรให้มีปริมาณแสงสว่างมากจนเกินไปในช่วงค่ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงใกล้เวลาเข้านอน เนื่องจากอาจมีผลรบกวนการนอน การใช้ไฟสีเหลืองส้มแทนแสงสีขาวในช่วงค่ำ 3-4 ชั่วโมง ก่อนนอนก็อาจจะช่วยทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีปัญหาเรื่องนอนไม่ค่อยหลับ

สำหรับใครที่ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว ยังไม่ได้ผล อาจต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

 

เริ่มต้นจ๊อกกิ้งตอนอายุ 40 ยังไงให้ฟิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2560 เวลา 11:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/510213

เริ่มต้นจ๊อกกิ้งตอนอายุ 40 ยังไงให้ฟิต

เรื่อง สมแขกภาพ เอเอฟพี, รอยเตอร์ส

คุณจะเริ่มสูญเสียมวลกระดูกที่สะสมมาตั้งแต่เด็กเมื่อวัยย่างเข้าเลข 3 และเมื่อเข้าวัย 40 ความเสื่อมต่างๆ ก็ประดังเข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่สายที่คุณจะลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง เพื่อรักษามวลกระดูกไว้ให้นานๆ

การออกกำลังกายด้วยการวิ่งจ๊อกกิ้งช้าๆ หรือเดินเร็ว เป็นวิธีที่ง่ายแต่ไม่แพง และยังเป็นการคาร์ดิโอที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญแคลอรี่และลดน้ำหนัก นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียดได้อย่างดี

หากคุณยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี แบบฝึกหัดนี้จะช่วยให้คุณจ๊อกกิ้งอย่างสนุกมากขึ้น เตรียมปากกาและสมุด แล้วกางตารางออกกำลังกายของคุณให้พร้อม มาทำกระดูกให้แข็งแรงกันเถอะ

สัปดาห์ที่หนึ่งและสอง

หากคุณเป็นคนไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน หรือห่างหายจากการออกกำลังกายไปนานกว่า 6 เดือน ในสำหรับสัปดาห์แรกของโปรเจกต์สิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือ

ขั้นตอนที่ 1 : ทุกวันจันทร์เริ่มต้นด้วยการเดิน 10 นาที วันพุธเดินเพิ่มเวลาเป็น 15 นาทีและเพิ่มเวลาเป็น 20 นาทีในวันศุกร์

ขั้นตอนที่ 2 : ยืดกล้ามเนื้อหลังเดินทุกครั้ง ทั้งเอ็นร้อยหวาย ต้นขาด้านใน ต้นขาด้านนอก เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกายและลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ

ขั้นตอนที่ 3 : สัปดาห์ที่ 2 เริ่มต้นวันจันทร์ด้วยการเดินเป็นเวลา 25 นาที เมื่อถึงวันพุธเพิ่มเวลาเป็น 30 นาทีและ 35 นาทีในวันศุกร์

ขั้นตอนที่ 4 : ยืดกล้ามเนื้อ หลังเดินแต่ละท่าค้างไว้นาน 30 วินาที ทำ 4 เซต

สัปดาห์ที่สาม

ขั้นตอนที่ 1 : ในวันจันทร์ เริ่มต้นวอร์มอัพให้หัวใจเต้นเร็ว เพื่อเตรียมพร้อมให้ร่างกายสามารถออกกำลังกายที่หนักขึ้นได้ เริ่มต้นด้วยการเดินประมาณ 10 นาทีเป็นการวอร์มอัพ จากนั้นให้เดิน 3 นาที สลับกับเดินเร็วเป็นเวลา 30 วินาที ทำจนครบ 20 นาที

ขั้นตอนที่ 2 : เดินเร็วๆ ในวันพุธเป็นเวลา 40 นาทีแล้วยืดเหยียด

ขั้นตอนที่ 3 : วันศุกร์ให้เริ่มอุ่นเครื่องร่างกายเป็นเวลา 10 นาที การวิ่งเร็ว 30 วินาที แล้วเปลี่ยนเป็นจ๊อกกิ้งช้าๆ 1 นาที แล้วเดินต่ออีก 3 นาที ทำซ้ำจนครบเวลา 25 นาที แล้วจึงยืดเหยียด

สัปดาห์ที่สี่และสัปดาห์ต่อๆ มา

ขั้นตอนที่ 1 : วันจันทร์ของทุกสัปดาห์ให้เพิ่มเวลาออกกำลังกายอีก 5 นาที จนกว่าจะถึง 30 นาที เพิ่มความเร็วในการจ๊อกกิ้งของคุณ และเดินเมื่อคุณทำเสร็จได้ 30 นาที จากนั้นให้ยืดกล้ามเนื้อหลังจากวิ่งและเดินเสร็จอีก 3 เซต

ขั้นตอนที่ 2 : เปลี่ยนบรรยากาศการวิ่งของคุณด้วยการวิ่งในเส้นทางที่แปลกตา เช่น ลงจากลู่วิ่งไปวิ่งและเดินในสวนดูบ้าง ประมาณ 30-45 นาที

ขั้นตอนที่ 3 : เพิ่มระยะเวลาที่คุณกำลังวิ่งและลดระยะเวลาการเดิน สำหรับโปรแกรมคาร์ดิโอในวันศุกร์ จากจ๊อกกิ้ง 25 นาทีเป็น 45 นาที และเพิ่มขึ้นทุก 5 นาทีในทุกสัปดาห์

Tips : สิ่งที่คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน คือการบันทึก อัตราการเต้นของหัวใจของคุณที่จะดีขึ้นเรื่อยๆ

 

เรื่องกล้วยๆ ในการรักษาโรคกระเพาะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/509852

เรื่องกล้วยๆ ในการรักษาโรคกระเพาะ

โดย…โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

 

กล้วยน้ำว้า เป็นผลไม้พื้นบ้านที่หาได้ง่ายโดยทั่วไป และราคาไม่แพงมากนัก สรรพคุณโดยรวมๆ ช่วยในการลดน้ำหนัก เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า 10 ชนิด เช่น โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 วิตามินซี ธาตุเหล็ก ธาตุโพแทสเซียม ธาตุแมกนีเซียม โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เป็นต้น

อีกทั้งยังมีงานวิจัยที่สนับสนุนว่า กล้วยน้ำว้าสุกมีน้ำตาลจากธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส กลูโคส และ ฟรุกโตส และมีเส้นใยอาหาร ซึ่งช่วยเพิ่มพลังงานในร่างกาย จึงทำให้การรับประทานกล้วยเพียงวันละ 2 ลูก สามารถเพิ่มพลังงานในร่างกายเท่ากับการออกกำลังกาย 90 นาทีกันเลยทีเดียว

การกินกล้วยน้ำว้าจะให้พลังงานทันทีและอยู่ได้นาน ช่วยการดูดซึมสารอาหารในลำไส้ใหญ่ได้ดี รักษาสมดุลระบบทางเดินอาหารและเป็นยาระบายอย่างอ่อน รักษาอาการอักเสบของลำไส้ใหญ่ และโรคทางทวาร ช่วยรักษาโรคกระเพาะ ช่วยลดความดันเลือดสูงและหลอดเลือดแตกได้ ช่วยการทำงานของหัวใจและควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกาย ช่วยแก้ปัญหาเลือดจาง

กล้วยน้ำว้าเมื่อเทียบกับกล้วยหอมและกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้าจะให้พลังงานมากที่สุด

กล้วยน้ำว้าห่ามและสุกมีธาตุเหล็กในปริมาณสูง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินซีช่วยบำรุงกระดูก ฟัน และเหงือกให้แข็งแรง ช่วยให้ผิวพรรณดี มีเบต้าแคโรทีน ไนอาซีนและใยอาหาร ช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องขึ้น

การกินกล้วยน้ำว้าสุก จะช่วยระบายท้องและสามารถรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันในเด็กเล็กได้ ช่วยลดอาการเจ็บคอ เจ็บหน้าอกที่มีอาการไอแห้งร่วมด้วย โดยกินวันละ 4-6 ลูก แบ่งกินกี่ครั้ง ก็ได้

กินกล้วยก่อนแปรงฟันทุกวันจะทำให้ไม่มีกลิ่นปาก และผิวพรรณดี เห็นผลได้ใน 1 สัปดาห์ กล้วยน้ำว้าดิบและห่ามมีสารแทนนิน เพกตินมีฤทธิ์ฝาดสมาน รักษา อาการท้องเสียที่ไม่รุนแรงได้ โดยกินครั้งละครึ่งผล หรือ 1 ผล อาการท้องเสียจะทุเลาลง

สรรพคุณอื่นๆ ของกล้วยน้ำว้าสุก นอกจากเป็นอาหารและของหวาน ยาระบายสำหรับผู้ที่มีอุจจาระแข็ง หรือเป็นริดสีดวงทวารขั้นเริ่มแรก จนกระทั่งถ่ายเป็นเลือด ผลดิบเป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสีย บำบัดอาการแผลในกระเพาะอาหารและอาหารไม่ย่อย หัวปลีแก้โรคโลหิตจาง ลดน้ำตาลในเลือด และแก้โรคเกี่ยวกับลำไส้

ทั้งนี้ การกินกล้วยน้ำว้าสุกเป็นของว่างหลังอาหารเย็นช่วยแก้อาการนอนไม่หลับได้

 ในเพจมูลนิธิหมอชาวบ้าน ให้ข้อมูลเรื่องกล้วยน้ำว้า รักษาโรคกระเพาะโดยเฉพาะว่า กล้วยเป็นผลไม้ที่เกิดมาเพื่อดูแลท้องไส้ ไม่ว่าท้องเสีย ท้องผูก เป็นโรคกระเพาะ

ในวัฒนธรรมไทยใหญ่ เชื่อว่าการกินกล้วยน้ำว้าจะทำให้ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ และให้ความฉ่ำเย็นกับที่อยู่อาศัย ดังนั้นในการสร้างบ้านเรือน หรือการแยกครอบครัวใหม่ จะต้องมีต้นกล้วยเป็นพืชมงคลที่นำไปปลูกไว้เสมอ

การที่กล้วยเป็นยาเย็น เมื่อรู้สึกแสบร้อนในกระเพาะอาหาร ซึ่งถือเป็นการกำเริบของธาตุไฟ ให้กินกล้วยจะช่วยได้ ทั้งในแบบของการตากแห้ง ตำผงกินกับน้ำร้อน หรือคลุกกินกับน้ำผึ้ง หรือกินกล้วยสุกธรรมดาก็ได้

มีการวิจัยโดยใช้กล้วยในการรักษาโรคกระเพาะพบว่า ได้ผลน่าพอใจ เนื่องจากกล้วยไปกระตุ้นให้ผนังกระเพาะสร้างเยื่อเมือกมากขึ้น เยื่อเมือกนี้จะปิดแผลทำให้แผลหายเร็ว ผู้ที่มีปัญหาในกระเพาะจะมีอาการดีขึ้น กระเพาะแข็งแรงขึ้นโอกาสเป็นแผลก็น้อยลง แต่ไม่ไปลดกรดอันจะไปทำลายกลไกธรรมชาติของร่างกาย จนทำให้เกิดความแปรปรวนของธาตุในร่างกาย

ดังนั้น กล้วยจึงเป็นทั้งยารักษาและป้องกันโรคกระเพาะในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ กล้วยยังช่วยลดคลายเครียด จากการที่กรดอะมิโนทริปโทเฟนที่มีอยู่ในกล้วยเปลี่ยนเป็นซีโรโทนิน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้เกิดอาการผ่อนคลายอารมณ์ผ่องใส และรู้สึกมีความสุข

รู้กันดีว่าความเครียดเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะกล้วยจึงช่วยรักษาโรคกระเพาะอย่างเป็นองค์รวมเลยทีเดียว

สำหรับตำรับยาแก้โรคกระเพาะ ให้นำกล้วยดิบมาฝานเป็นแว่นบางๆ อบให้อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส หรือตากแดดอ่อนๆ จนกว่าจะแห้ง ห้ามใช้ความร้อนสูงกว่านี้เด็ดขาด เพราะสารที่มีฤทธิ์รักษาโรคกระเพาะในกล้วยจะสูญเสียหรือหมดฤทธิ์ไป จากนั้นนำมาบดเป็นผง กินครั้งละ 1 ช้อนชา ก่อนอาหารวันละ 3 เวลา หรือจะผสมกับน้ำผึ้งด้วยก็ได้

 

Parivrtta Janu Sirsasana (Revolved head to knee pose variation)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 09:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/509851

Parivrtta Janu Sirsasana (Revolved head to knee pose variation)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การฝึกอาสนะท่านั่งนั้นเรียบง่ายและเป็นท่าที่ผ่อนคลายเพราะเราสามารถค้างท่าได้นานพร้อมกับลมหายใจเข้า-ออก จะทำให้จิตใจนิ่งเข้าสู่ความสงบ ดิ่งลึกลงในท่า สำหรับท่านี้ช่วยลดอาการปวดหลัง ปวดเอว และยืดลำตัวด้านข้าง ได้ลึก

ในเวอร์ชั่นนี้ ครูได้ปรับท่าให้ง่ายขึ้นแต่ยังคงยืดลำตัวด้านข้างให้ยาวขึ้น เพราะไม่ต้องส่งมือไปจับเท้าและบิดลำตัวเหมือนท่าดั้งเดิม ซึ่งเหมาะสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์และสำหรับคนที่มีปัญหากระดูกสันหลังคด ตัว ซี (C-curve Scoliosis) ควรเน้นยืดข้างที่กระดูกคดเว้าเข้า (Stretch the concave) ให้ยาวกว่าฝั่งที่นูนออก (The convex side) เพื่อสร้างพื้นที่ข้างในให้ยาวขึ้น หรือสำหรับคนที่ไม่มีปัญหากระดูกสันหลังคด แต่ลำตัวด้านข้างแข็งมากๆ หรือรู้สึกว่าปวดเอวด้านใดด้านหนึ่งมากกว่า ให้เน้นยืดฝั่งที่เรารู้สึกว่าลำตัวด้านข้างสั้น ให้นานกว่า

วิธีปฏิบัติ

1.นั่งพับเท้าขวาเข้ามาที่จุดพีเรเนียม ยืดขาซ้ายออกด้านข้าง ตั้งส้นเท้าให้ตรงกระดกนิ้วเท้าขึ้น ชูแขนแนบหู พร้อมกับหายใจเข้าให้ลึก

2.หายใจออกลดแขนทั้ง 2 ข้าง ลงให้นิ้วมือจิ้มใบหู

3.หายใจเข้ายืดอกตัวตรงก่อน จากนั้นหายใจออกค่อยๆ เอียงลำตัว ไปหาขาซ้าย ขณะเอียงเราจะรู้สึกถึงการสร้างความยาวที่ลำตัวด้านข้างฝั่งขวา ในขณะที่ฝั่งตรงข้างฝั่งซ้ายจะสั้นกว่า ฝั่งขวาจะยาวขึ้น

4.ค่อยๆ ลงมาช้าๆ เรื่อยๆ เช็กอย่าให้เข่าข้างขวาลอยจากพื้น กดกระดูกก้นแน่นๆ ที่พื้น ยืดลำตัวด้านข้างมาเรื่อยๆ จนกระทั่งข้อศอกซ้ายติดพื้น ผ่อนคลายใบหน้าและศีรษะ ค้างท่าสักครู่ ประมาณ 2 นาที ท่าไหว ขณะค้างให้หายใจเข้า-ออกอย่างเป็นธรรมชาติ ผ่อนคลาย ดิ่งลึกลงสู่ท่า เข้าสู่ความสงบ จากนั้นค่อยๆ คลายแล้วลองฝึกสลับข้าง

 

 

อาหารและการกิน เคล็ด(ไม่)ลับที่คุณอาจ(ยัง)ไม่รู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 สิงหาคม 2560 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/509457

อาหารและการกิน เคล็ด(ไม่)ลับที่คุณอาจ(ยัง)ไม่รู้

เรื่อง บีเซลบับภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ยิ่งสูงอายุยิ่งต้องมีความรู้ในการดูแลเรื่องอาหารที่เข้มงวด ถ้ายังไม่รู้หรือยังไม่แน่ใจ ก็ต้องขวนขวายได้แล้ว เพราะอายุที่ยืนยาว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการกินและความรู้เรื่องการกินที่ถูกต้องนั่นเอง ชีวิตบั้นปลายที่สดใสแข็งแรง รวมทั้งปราศจากโรคภัย มาจากการเรียนรู้ความต้องการที่เหมาะสมกับวัยให้ถ่องแท้

ผู้สูงวัยมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย อารมณ์และสภาพจิตใจ ไม่นับการเปลี่ยนแปลงด้านสรีระที่มีผลต่อการรับประทานอาหาร ได้แก่ การย่อย การดูดซึม ทั้งหมดส่งผลต่อการกินที่ต้องเปลี่ยนด้วย

1.ผู้สูงวัยต้องการอาหารให้พลังงานน้อย

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ลดพลังงานในอาหารลง 5% ต่อทุก 10 ปี ของอายุที่เพิ่มขึ้นจนถึงอายุ 59 ปี พออายุ 60-69 ปี ให้ลดพลังงานลง 10% และเมื่ออายุ 70 ปีขึ้น ให้ลดพลังงานลง 20%

2.ผู้สูงวัยต้องการโปรตีนย่อยง่าย

ได้แก่ อาหารจำพวกปลา ไข่ นม และถั่วเมล็ดแห้ง เพราะมักมีปัญหาเรื่องฟัน และอวัยวะย่อยอาหารหย่อนสมรรถภาพ

3.ต้องการไขมันลดลง

ผู้สูงวัยต้องการปริมาณไขมันไม่เกิน 25-30% ของปริมาณพลังงานทั้งหมดต่อวัน โดยปริมาณน้ำมันพืชไม่ควรเกิน 2-3 ช้อนโต๊ะ/วัน

4.ต้องการคาร์โบไฮเดรตน้อยลง

ผู้สูงอายุควรได้รับปริมาณคาร์โบไฮเดรต 55% ของปริมาณพลังงานทั้งหมดต่อวัน โดยกินในรูปแบบของข้าว แป้ง เผือก มัน เพราะจะช่วยให้ได้รับวิตามินและแร่ธาตุเพิ่มเติมด้วย

5.ต้องการวิตามินเท่ากับวัยหนุ่มสาว

ผู้สูงอายุยังคงต้องการวิตามินเท่ากับวัยหนุ่มสาว แต่การที่กินได้แต่อาหารอ่อนๆ อาจทำให้การได้รับวิตามินไม่เพียงพอ จึงควรให้กินผักผลไม้อย่างเพียงพอในแต่ละวัน เพราะวิตามินส่วนใหญ่อยู่ในรูปผักผลไม้สด

6.ต้องการแร่ธาตุเท่าเดิม

ได้แก่ ธาตุเหล็กและแคลเซียม แต่โดยทั่วอาหารผู้สูงอายุมักมีโปรตีนต่ำ จึงมีผลทำให้ธาตุเหล็กต่ำไปด้วย ต้องเสริมกินไข่แดง ผักสด และผักผลไม้ที่มีวิตามินสูง

7.ต้องการน้ำดื่มที่เพียงพอ

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักดื่มน้ำไม่เพียงพอ ควรดูแลให้ได้รับน้ำดื่ม 6-8 แก้ว/วัน งดชากาแฟเพราะจะทำให้นอนไม่หลับ

8.ต้องการเส้นใยอาหาร

เพราะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งในลำไส้ และช่วยให้อุจจาระนุ่ม ขับถ่ายง่าย

9.ต้องการการควบคุมด้านอาหาร

ใส่ใจในการควบคุมตัวเอง ในบางรายอาจเคยชินกับการรับประทานอาหารมื้อหนัก กินเยอะและตามใจปาก ทำให้ได้รับสารอาหารเกิน โดยเฉพาะประเภทไขมันและโปรตีน

อาจใช้วิธีลดปริมาณอาหารแต่ละมื้อ แล้วเพิ่มจำนวนมื้อขึ้น เช่น จากวันละ 3 มื้อ เป็น 5 มื้อ เพื่อให้กินได้หลากหลายขึ้น หรือจัดให้กินมื้อหนักในมื้อกลางวัน หรือบ่ายแทนมื้อเย็น เพื่อช่วยให้กระเพาะได้มีเวลาทำงานนานขึ้น นอนหลับได้ดีขึ้น

10.ต้องการความรู้เรื่องโภชนาการ

หากผู้สูงอายุมีโรคหรือมีความเสี่ยง ก็ยิ่งต้องระวังเรื่องอาหารมากเป็นพิเศษ โรคที่มีผู้สูงอายุมักเป็นกันมีอยู่ 5 โรค คือ

เบาหวาน ต้องควบคุมชนิดและปริมาณคาร์โบไฮเดรต ลดอาหารที่มีน้ำตาลทุกชนิด ลดเนื้อสัตว์ติดมัน ลดอาหารที่มีไขมัน เพิ่มผักผลไม้

ความดันโลหิตสูง ต้องลดอาหารเค็ม หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป ลดอาหารไขมันสูง งดการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ระงับความเครียดกังวล

มีภาวะไขมันในเลือดสูง ก็ต้องควบคุมคอเลสเตอรอล กินอาหารกากใยสูง เลือกใช้น้ำมันพืชแทนไขมันสัตว์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

โรคหัวใจและหลอดเลือด หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง กินผักผลไม้เป็นประจำ ลดการกินเค็มและโซเดียมสูง ดูแลการขับถ่ายให้เป็นปกติ ไม่เครียด

โรคเกาต์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควบคุมสารพิวรีน ดื่มน้ำมากๆ งดแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

11.ต้องการอาหารที่ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม

เรื่องนี้ต้องอาศัยเทคนิค เช่น การดัดแปลงลักษณะอาหารให้เคี้ยวง่าย ต้องการการปรุงรสชาติที่เหมาะสมกับผู้สูงวัยแต่ละคน หรือต้องการการจัดแต่งอาหารให้มีสีสันหลากหลาย เป็นต้น

12.เคล็ด(ไม่)ลับสำหรับผู้สูงอายุ

การกินการอยู่อย่าดูเบา รายละเอียดของการรับประทานอาหารจะช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผู้สูงวัยบางคนกินง่าย บางคนกินยาก บางคนกินได้น้อย บางคนเลือกกิน จะทำอย่างไรขึ้นอยู่กับบริบท ปรับแก้ไปแล้วแต่สถานการณ์ หากต้องรักษาเป้าหมายไว้คือการได้รับสารอาหารให้ครบถ้วน กินให้เหมาะสม อะไรกินได้อะไรกินไม่ได้ ทุกคนในบ้านต้องรู้และช่วยกัน n

ขอบคุณข้อมูล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 

เติมธาตุไฟช่วยไล่หวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 สิงหาคม 2560 เวลา 11:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/509315

เติมธาตุไฟช่วยไล่หวัด

โดย…พุสดีหวัด

โรคสามัญประจำบ้านที่ใครๆ ก็เคยลิ้มรสชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเปลี่ยน ถามว่า หวัด เกิดจากอะไร

จากข้อมูลของมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ว่า หากเป็นมุมมองของการแพทย์แผนปัจจุบัน จะตอบว่า “หวัด” เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหวัด ซึ่งมีอยู่มากกว่า 200 ชนิด เมื่อเป็นแล้วร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสหวัดชนิดนั้น เพราะฉะนั้นหากป่วยเป็นหวัดอีก ก็รู้ได้เลยว่าเกิดจากเชื้อไวรัสหวัดชนิดใหม่ที่ร่างกายยังไม่เคยได้รับ

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเด็กเล็กจึงมีโอกาสเป็นไข้หวัดได้บ่อยกว่าผู้ใหญ่ เพราะไม่ค่อยมีภูมิคุ้มกันต่อหวัดที่หลากหลายชนิด ปัจจุบันหวัดยังไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะ เพียงแต่รักษาไปตามอาการเท่านั้น

หากในเชิงแพทย์แผนไทย จะตอบว่า หวัดไม่ได้เกิดจากร่างกายไปเจอเชื้อโรคเท่านั้น แต่เป็นผลจากการเสียสมดุลของธาตุในร่างกาย ดังนั้นหากป่วยเป็นหวัด แทนที่จะกินยาบรรเทาอาการ อาจเลือกกินอาหารที่มีรสร้อนๆ เพื่อปรับสมดุลเพิ่มธาตุไฟให้กับร่างกาย

1.ขิง เป็นสมุนไพรที่นิยมใช้กันทั่วโลกเพื่อแก้หวัด แก้ไอ เนื่องจากในขิงมีสารหลายชนิดที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ มีการทดลองพบว่า น้ำขิงแก่ ต้มน้ำเดือดนาน 30 นาที ทำให้เม็ดเลือดขาวชนิดแมคโครฟาส จับกินไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ดีขึ้น

2.กระเทียม สมุนไพรที่ใช้รักษาหวัดมานานนับพันปีที่อยู่คู่ครัวไทย มีการศึกษาพบว่า การกินกระเทียมสด สามารถป้องกันและลดระยะเวลาการเป็นหวัด และยังมีรายงานการศึกษาวิจัยของญี่ปุ่นใช้กระเทียมดอง เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันในหนูถีบจักร พบว่าเมื่อให้กระเทียมดองทางปากหนู 10 วัน ก่อนให้เชื้อไข้หวัดใหญ่ทางจมูก กระเทียมดองสามารถออกฤทธิ์ช่วยป้องกันหวัดได้ดีเท่ากับวัคซีน

3.หัวหอมใหญ่ คนไทยใช้หอมใหญ่ในการรักษาหวัดมานาน โดยพบว่าทั้งหอมใหญ่ และหอมเล็ก มีสารเคอร์ซิติน  ซึ่งเป็นยาขยายหลอดลม ที่มีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ มีฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกัน และช่วยขยายหลอดลม

4.กะเพรา สมุนไพรที่คนไทยและคนอินเดียนิยมใช้แก้ไอ แก้หวัด แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

5.ตะไคร้ คนจีนและคนไทยโบราณ ใช้ตะไคร้รักษาหวัด

หวัดใหญ่ แก้ไข้ แก้ปวดหัว ปวดท้อง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกันได้ดีเยี่ยม ช่วยต้านอนุมูลอิสระ แก้อักเสบ และต้านไวรัสไข้หวัด

 

เตรียมพร้อม ก่อนปั่นจักรยานทางไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2560 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/508981

เตรียมพร้อม ก่อนปั่นจักรยานทางไกล

โดย…พุสดี

ใครๆ ก็รู้ว่าการออกกำลังกายดีต่อสุขภาพ แต่สุดท้ายการออกกำลังกายอาจกลายเป็นโทษได้ หากขาดความรู้และการเตรียมร่างกายให้ฟิตพร้อม สำหรับนักปั่นน่องเหล็กที่หลงใหลการปั่นจักรยานทางไกล ก่อนขึ้นจักรยานไปประลองความแข็งแรงของน่อง อย่าลืมเตรียมพร้อมด้วย 4 เทคนิคง่ายๆ แต่ได้ผล เก็บตกจากการแข่งขันจักรยานทางไกล รายการ Ride to Khong’s Legendary

1.ซ้อมให้ฟิตก่อนปั่น

ก่อนลงสนามปั่นควรหมั่นฝึกซ้อมปั่นด้วยจักรยานคันที่จะใช้ปั่นในวันจริงเพื่อเพิ่มความคุ้นเคย โดยซ้อมปั่นให้ได้ระยะทางมากกว่าหรือเท่ากับในวันปั่นจริง อาจซ้อมปั่นขึ้นลงสะพานลาดชัน ฝึกใช้เกียร์และสับเปลี่ยนเกียร์ ซ้อมการทรงตัวบนจักรยานที่ชะลอความเร็ว

ที่สำคัญก่อนปั่นในสนามจริงควรนอนพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพราะหากนอนน้อยจะทำให้กระบวนการซ่อมแซมของร่างกายทำงานไม่เต็มที่ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย

2.กินอย่างสมดุล

สะสมแรงปั่น ควรกินอาหารก่อนการปั่นจักรยานอย่างน้อย 2 ชั่วโมง โดยเลือกอาหารที่ย่อยง่าย เน้นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ไม่ควรรับประทานอาหารแล้วไปทำกิจกรรมทันที และหากระหว่างปั่นต้องการกินอาหารเพื่อเพิ่มกำลังในการปั่น ควรเลือกอาหารที่ย่อยง่าย เช่น ลูกเกด กล้วยตาก และเครื่องดื่มเกลือแร่ เนื่องจากสามารถย่อยเป็นน้ำตาลได้เร็ว ร่างกายสามารถดึงพลังงานมาใช้ขณะปั่นได้ทันที

นอกจากนี้ เนื่องจากการปั่นจักรยานต่างกับกีฬาอื่นๆ ตรงที่มีการเคลื่อนไหวผ่านอากาศค่อนข้างไว เวลาเหงื่อออกเราอาจจะไม่รู้สึกตัวว่าร่างกายเสียน้ำไปเยอะแล้ว จึงควรพกน้ำดื่มไปด้วย สำหรับจิบระหว่างทาง โดยจิบน้ำเวลาที่เรารู้สึกปากแห้งเริ่มหิวน้ำ ถ้าไม่ได้รู้สึกกระหายน้ำมาก จิบน้ำทุกๆ 15-20 นาที ก็เป็นเกณฑ์ที่ใช้ได้ดี

3.วอร์มอัพสักนิดช่วยลดบาดเจ็บ

ควรอบอุ่นร่างกายก่อนปั่น 5-10 นาที เป็นการเตรียมการทำงานของร่างกายให้พร้อม ทั้งปอด หัวใจ ขยับแขนไปมา เพื่อเป็นการยืดกล้ามเนื้อ สามารถช่วยป้องกันการเป็นตะคริวได้

4.เช็กอุปกรณ์ พร้อมปั่นได้

อันดับแรก เครื่องแต่งกายต้องเหมาะสมกับการปั่นจักรยาน ชุดควรระบายความร้อนได้ดี หมวกกันน็อกที่สวมใส่สบาย แว่นกันแดด เพราะเวลาปั่นตอนกลางวันจะช่วยให้วิสัยทัศน์มองได้กว้าง ชัดเจนและสบายตา ลดรังสียูวี ลดอาการแสบตาและแสงแทงตาได้

จากนั้นมาเตรียมความพร้อมของจักรยาน โดยตรวจเช็กจักรยานให้พร้อมกับการปั่น เบรก ควรดูว่าเบรกแข็งไปหรืออ่อนไปหรือไม่ ตรวจเช็กลมล้อจักรยานให้เหมาะสม ซึ่งถ้าปั่นทางไกลต่างจังหวัดระยะทาง 100 กิโลเมตร ก็เติมลมในระดับช่วง 100-120 PSI

 

เตรียมตัวปั่นอย่างไรให้ถึงเส้นชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 08:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/508708

เตรียมตัวปั่นอย่างไรให้ถึงเส้นชัย

โดย…โยโมทาโร่

การปั่นจักรยานเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากนักปั่นมือใหม่ แต่จักรยานนั้นแตกต่างจากกีฬาอื่นๆ ตรงที่สามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวันของเราจริงๆ จึงทำให้เราต้องเรียนรู้เรื่องปั่นจักรยานอย่างถูกต้องและปลอดภัย ล่าสุดผู้จัดการแข่งขันปั่นจักรยาน บางกอกแบงค์ ไซเคิลเฟส 2017 (Bangkok Bank CycleFest 2017) จะจัดขึ้นในวันที่ 11-12 พ.ย. 2560 ณ สยาม คันทรี คลับ พัทยา จ.ชลบุรี ได้แนะนำเคล็ดลับการปั่นจักรยานให้ถึงเส้นชัยอย่างปลอดภัย โดยมีทีมงานและวิทยากรรับเชิญอย่าง หวานหวาน-อรุณณภา พาณิชจรูญ และณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา มาร่วมให้ความรู้ในการปั่นจักรยานดังต่อไปนี้

1.เรียนรู้ซ่อมบำรุงเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง

หากคุณใช้จักรยานจ่ายตลาด การซ่อมบำรุงด้วยตัวเองอาจมีเพียงแค่การเติมลมยางให้เต็มและหยอดน้ำมันในจุดที่ควรหล่อลื่น แต่สำหรับการปั่นจักรยานทางไกลที่มีระยะทางตั้งแต่ 10 กม.ขึ้นไป คุณควรเรียนรู้วิธีการเปลี่ยนยาง ซ่อมโซ่ และอื่นๆ อีกเล็กน้อยพอให้คุณสามารถปั่นไปต่อได้โดยติดขัดน้อยที่สุด คุณสามารถขอเรียนรู้การซ่อมบำรุงด้วยตัวเองได้ที่ร้านจำหน่ายจักรยานที่คุณซื้อ ส่วนมากแล้วพวกเขาจะเต็มใจสอนให้คุณอย่างแน่นอน

โดยอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีติดจักรยานไว้ตลอดก็คือ กระเป๋าซ่อมบำรุง ควรมียางในอย่างน้อย 1 เส้น หรือ 2 เส้นก็ได้ หากคุณคิดว่าทริปนั้นคุณอาจเจอโชคร้ายซ้ำซ้อน เราคิดว่าคงไม่เป็นเช่นนั้น ประแจและไขควงจิ๋ว ติดไปเฉพาะเบอร์ที่ต้องใช้ อุปกรณ์ตัดเปลี่ยนโซ่พกพา ที่เติมลมพกพา สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณพร้อมสำหรับการปั่นไปให้ถึงเส้นชัย แต่สิ่งที่ทางทีมงานแนะนำกับเราก็คือ การซ่อมบำรุงเหล่านี้เป็นตัวช่วยที่ทำให้เราได้ไปต่อ แต่จะหวังให้ประสิทธิภาพกลับมาดีเหมือนตอนเตรียมพร้อมใหม่ๆ นั้นคงเป็นไปได้ยาก แต่ก็ดีกว่าการเข็นจักรยานเข้าเส้นชัย

2.เซตติ้งจักรยานก่อนแข่ง

ก่อนแข่งทุกครั้งนอกจากร่างกายเราจะต้องเตรียมพร้อมแล้ว จักรยานของเราก็ควรได้รับการตั้งค่าซ่อมบำรุงใหม่ด้วยเช่นกัน ก่อนแข่งควรนำจักรยานให้ช่างชำนาญการตั้งค่า ปรับโซ่ เช็กสภาพ เปลี่ยนชิ้นส่วนที่ชำรุดสึกหรอจากการฝึกซ้อม จักรยานที่ผ่านการซ่อมบำรุงจนเต็มประสิทธิภาพจะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์ในการเข้าเส้นชัยให้สูงขึ้น อย่าพยายามคาดหวังถึงจุดซ่อมบำรุงจากทางผู้จัดการแข่งขันให้มาก

3.เรียนรู้การขี่อย่างปลอดภัย

การใช้สัญญาณมือเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในระหว่างการแข่งขันเพื่อบอกเพื่อนร่วมทีม และผู้เข้าแข่งขันคนอื่นให้ระวังว่าเรากำลังจะไปในทิศทางไหน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ระหว่างการปั่นควรมองเส้นทางข้างหน้าให้ดีเพราะอาจจะมีหลุมบ่อ กิ่งไม้หักบนเส้นทาง เราควรส่งสัญญาณมือให้นักปั่นข้างหลังได้ระวังตัว ไม่ใช่ปล่อยผ่านไป ทำให้คนอื่นๆ เกิดอันตรายได้ รวมทั้งเรียนรู้การรักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้เกิดการเฉี่ยวชนกันขึ้น

4.อย่าลืมวอร์มอัพ

การปั่นจักรยานทางไกลไม่เหมือนกับการปั่นจักรยานจ่ายตลาดที่แค่ขึ้นคร่อมก็ออกตัวได้ทันที เพราะด้วยระยะทางและเส้นทางที่ทำให้เราต้องใช้กำลังในการปั่นมากกว่าปกติ ยิ่งทำให้กล้ามเนื้อเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเพราะไม่ได้มีการวอร์มอัพยืดหยุ่นร่างกายก่อนทำการปั่น ดังนั้นควรแบ่งเวลาในการวอร์มอัพร่างกายอย่างน้อย 5-10 นาที รวมทั้งลองปั่นจักรยานเช็กสภาพการทำงานของเกียร์ ความแข็งแรง และทำการหล่อลื่นเพิ่มเติม เพราะบางครั้งในการขนจักรยานมาสนามแข่งคุณอาจจะต้องถอดล้อและนำมาประกอบใหม่ อาจจะทำให้แกนล้อที่ร้านตั้งค่ามาเปลี่ยนองศาไป เป็นต้น

หวานหวาน-อรุณณภา พาณิชจรูญ

5.บริหารพลังงานระหว่างแข่งขัน

ในระหว่างการแข่งขันพลังงานจากอาหารเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก คุณควรเตรียมอาหารที่ให้พลังงานสูงและร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ง่าย เช่น ช็อกโกแลตบาร์ หรืออาหารให้พลังงานสำเร็จรูปสำหรับนักกีฬาโดยเฉพาะ การรับประทานอาหารก่อนแข่ง ควรรับประทานก่อนประมาณ 1 ชั่วโมง ไม่ควรรับประทานมากเกินไปจนเกิดอาการแน่นท้อง หรือน้อยเกินไปจนไม่มีแรง เน้นคาร์โบไฮเดรตประมาณ 80% ซึ่งร่างกายสามารถดึงมาใช้ได้นานกว่า

มีข้อมูลรายงานจากการแข่งขัน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ว่านักแข่งที่ผ่านการแข่งขันแต่ละสเตจที่มีระยะทางเฉลี่ยที่ 160 กม.นั้นจะใช้พลังงานราวๆ 6,800 แคลอรี ในขณะที่คนทั่วไปใช้พลังงานต่อวันอยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000 แคลอรี/วัน ด้วยการใช้พลังงานในระดับนี้หากไม่มีการรับประทานอาหารให้พลังงานเพิ่มเติม เมื่อร่างกายดึงพลังงานที่เก็บไว้ก็จะเริ่มดึงไกลโคเจนในกล้ามเนื้อมาใช้ จะทำให้ประสิทธิภาพในการปั่นลดลง ซึ่งไม่ดีต่อรายการแข่งขันที่จัดขึ้นหลายวัน

6.ศึกษาสนามเส้นทางก่อนลงแข่งขัน

สนามแข่งแต่ละแห่งมีความหลากหลายในเส้นทาง คุณจะได้เตรียมแผนเก็บแรงไว้ใช้ได้ถูกช่วงถูกจังหวะ แต่ทางที่ดีที่สุดควรหาเวลามาฝึกซ้อมปั่นเบาๆ ในเส้นทางดูบ้าง เพื่อสร้างความเคยชินเรียนรู้ไปด้วยว่าช่วงไหนควรเร่งและช่วงไหนควรปั่นแบบเก็บแรง และที่สำคัญยังเป็นการเตรียมความพร้อมร่างกายและความคุ้นเคยกับสนาม

เมื่อถึงเวลาแข่งขันจริง นอกจากเราจะรู้จังหวะการปั่นแล้วยังช่วยลดความเครียดจากการไม่รู้เส้นทางข้างหน้าได้อีกด้วย

ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา