เดินเพื่อสุขภาพกระดูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 14:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/512853

เดินเพื่อสุขภาพกระดูก

 โดย ศาสตราจารย์ ดร.นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. และหัวหน้าหน่วยวิจัยด้านแคลเซียมและกระดูก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล Logo

การเดินเป็นการลงทุนต่ำแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นเพื่อให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน ดังนั้นการเดินบนพื้นราบอย่างน้อยวันละ 30-40 นาที เป็นเวลา 4-5 วัน/สัปดาห์ จึงดีต่อผู้สูงอายุที่มีความพร้อมและไม่มีข้อห้ามเรื่องการเดิน

ทั้งนี้ ยังมีข้อถกเถียงในเรื่องการเดินเพื่อสุขภาพกระดูก โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าจะป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุได้หรือไม่ในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาผลดีของการเดินต่อความแข็งแรงของกระดูกอย่างละเอียดรอบด้าน แต่ในต่างประเทศมีงานวิจัยหลายเรื่องที่ยืนยันว่า ผู้สูงอายุที่เดินเป็นประจำจะมีความหนาแน่นของกระดูกมากกว่าผู้ที่เดินน้อย

“เดินอย่างไรให้สุขภาพกระดูกดี”

การเดินก็เช่นเดียวกับการออกกำลังกาย นั่นคือ ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ผู้สูงอายุจึงควรเดินเป็นประจำจนติดนิสัยชอบเดิน มีงานวิจัยยืนยันว่าการเดินที่จะส่งผลดีต่อความหนาแน่นของกระดูก ต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน โดยเดินประมาณ 40 นาที/วัน 4 วัน/สัปดาห์ การเดินควรอยู่บนพื้นราบ ส่วนการเดินขึ้นลงบันไดนั้นร่างกายต้องมีความพร้อม เช่น ไม่มีโรคข้อเข่าเสื่อม หรือโรคหัวใจ

“ทำไมการเดินจึงดีต่อกระดูก”

ที่จริงไม่แต่เฉพาะการเดินเท่านั้น แต่การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อในขณะออกกำลังกาย เช่น การปั่นจักรยาน การวิ่ง หรือว่ายน้ำ จะสร้างแรงกระทำต่อเนื้อเยื่อและเซลล์ของกระดูก โดยเฉพาะเซลล์กระดูกชนิดออสติโอไซต์ ซึ่งเป็นตัวตรวจรับแรงที่มากระทำต่อกระดูก และส่งสัญญาณให้มีการสร้างกระดูกเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้เมื่อกล้ามเนื้อมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง เซลล์ของกล้ามเนื้อจากสร้างสารเคมีที่เรียกว่า ไมโอไคน์ เข้าไปในกระแสเลือด ซึ่งทำให้กระดูกสะสมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น

ในอนาคตจึงอาจมีการใช้การเดินและการออกกำลังกายที่มีความแรงเหมาะสมมาช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูกของผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้อีกด้วย

 

หลอดเลือดสมอง ป้องกันได้รักษาได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 17:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/512618

หลอดเลือดสมอง ป้องกันได้รักษาได้

โดย พญ.อรอุมา ชุติเนตร & สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ & คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญของโลกและของไทย โดยเฉพาะเมื่อไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากโรคนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ซึ่งเมื่อเกิดโรคแล้วผู้ป่วยอาจเสียชีวิตหรือมีความพิการอย่างถาวรที่เรียกว่า อัมพฤกษ์ อัมพาต ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และต้องมีผู้ดูแล

โรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต เกิดจาก ความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองทำให้สมองขาดเลือด หรือมีเลือดออกในสมอง ส่งผลให้สมองบางส่วนทำงานผิดปกติ

ถ้าสมองที่ผิดปกติอยู่ในตำแหน่งที่ควบคุมการทำงานของ กล้ามเนื้อแขนขาก็จะเกิดอาการอ่อนแรงครึ่งซีก ที่เรียกว่าอัมพฤกษ์ อัมพาต ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่ควบคุมการพูด การใช้ภาษาก็จะเกิดอาการพูดไม่ได้ พูดไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจภาษา หรือไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ เป็นต้น

ทั้งนี้ มีอาการที่พบได้บ่อย 3 อาการ คือ ปากเบี้ยว แขนขา อ่อนแรง หรือชาด้านใดด้านหนึ่ง พูดผิดปกติ (พูดไม่ชัด พูดไม่ออก ลิ้นแข็ง หรือพูดไม่รู้เรื่อง) หรืออาจมีอาการอื่นๆ ได้อีก เช่น กะระยะไม่ถูก เห็นภาพซ้อน มีตามัวอย่างรวดเร็ว เวียนศีรษะและปวดศีรษะอย่างรุนแรง หรือหมดสติได้ ซึ่งถ้ามีอาการผิดปกติเหล่านี้ต้องรีบ พบแพทย์ทันที

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองมี 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน กับโรคหลอดเลือดสมองแตก โดยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน ส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง เป็นการเสื่อมของหลอดเลือด ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ หรืออาจมีโรคหัวใจบางชนิดที่ทำให้มีลิ่มเลือดเกิดขึ้นในหัวใจแล้วหลุดไปอุดตันยังหลอดเลือดในสมอง

เช่น ผู้มีภาวะหัวใจเต้นไม่ตรงจังหวะชนิด Atrial Fibrillation ผู้ที่มีโรคของลิ้นหัวใจ หรือผู้ที่มีโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

อย่างไรก็ตาม ในคนอายุน้อยมีโรคอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้หลอดเลือดอุดตันได้ เช่น ภาวะหลอดเลือดตีบจากหลอดเลือดถูกกระทบกระเทือนจนมีเลือดเซาะเข้าไปในผนังของหลอดเลือด อาจเกิดขึ้นได้หลังมีอุบัติเหตุบริเวณคอ หรืออาจเกิดจากการบิดคออย่างรุนแรงจากการเล่นกีฬา การบริหารร่างกาย หรือการนวดที่ไม่ได้มาตรฐาน หลอดเลือดสมองอักเสบ หรือหลอดเลือดสมองหดตัวจากการได้รับยา หรือสารเสพติดบางชนิด เช่น ยาบ้า

ส่วนโรคหลอดเลือดสมองแตกมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆ เช่นกัน คือ เลือดออกในเนื้อสมอง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากความดันโลหิตสูง ทำให้หลอดเลือดโป่งพองขึ้นและเปราะแตกง่าย และเลือดออกในชั้น เยื่อหุ้มสมอง (เลือดออกมาในน้ำที่อยู่รอบสมอง) ซึ่งมักจะพบใน ผู้ที่มีหลอดเลือดโป่งพอง

อย่างไรก็ดี เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ โดยการดูแลรักษาปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การปรับพฤติกรรมตัวเอง ไม่สูบบุหรี่ ไม่อยู่ในที่มีควันบุหรี่ ลด หรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมน้ำหนักให้ไม่อ้วน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3-4 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละ 40 นาที และระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหาร โดยเพิ่มการรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด เค็มจัด หรือมีไขมันสูง ยิ่งถ้ามีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีระดับไขมันในเลือดสูง ก็ยิ่งควรระวัง

ถ้ามีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมองควรรีบไป โรงพยาบาลทันทีหรือรวดเร็วที่สุด เพราะการรักษาในระยะเฉียบพลันตั้งแต่เพิ่งเริ่มมีอาการอาจช่วยลดความพิการและการเสียชีวิตลงได้ หากแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน และมีอาการมาไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง แพทย์จะรีบรักษาและพิจารณาว่าผู้ป่วยอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำหรือไม่

ยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolytic Drug) เป็นยาที่จะช่วยละลายลิ่มเลือดที่อุดตันในหลอดเลือดให้หายไปได้ โดยหวังผลว่าเมื่อลิ่มเลือดละลายไปแล้ว เลือดจะกลับมาเลี้ยงสมองบางส่วนที่ยังไม่ตายได้ทันท่วงทีและทำให้สมองส่วนนั้นฟื้นตัวกลับมาทำหน้าที่ได้ตามเดิม

โดยทั่วไปผู้ป่วยที่ได้รับยาละลายลิ่มเลือดจะมีอาการที่ดีขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยา นอกจากนี้ยังมีการรักษาโดยใส่อุปกรณ์ผ่านสายสวนหลอดเลือดเข้าไปลากหรือดูดลิ่มเลือดออกมาหรือการให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดแดง

แต่วิธีต่างๆ เหล่านี้มีข้อจำกัดในการรักษา แพทย์จะเป็นผู้คัดเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสมที่จะได้รับการรักษาซึ่งทำได้เฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ บุคลากร และอุปกรณ์พร้อมเท่านั้น

แต่ถ้าวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองแตก จะต้องป้องกันไม่ให้เลือดออกเพิ่มขึ้นตั้งแต่ในระยะเฉียบพลันโดยการควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงมาก แพทย์จะให้ยาลดความดันเพื่อควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ภายในเกณฑ์ที่กำหนดอย่างรวดเร็ว และหาสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือโรคหลอดเลือดสมองแตกเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำในอนาคต

 

ยาต้านไวรัสตับอักเสบซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 17:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/512565

ยาต้านไวรัสตับอักเสบซี

โดย เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

กิน 3 เดือน มีโอกาสหาย 98%

ไวรัส คือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมาก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เมื่ออาศัยอยู่ในเซลล์สิ่งมีชีวิตชนิดอื่น เช่น มนุษย์ หรือสัตว์ จะทำให้เกิดโรคตามชนิดของไวรัสนั้นๆ สำหรับ “ไวรัสตับอักเสบ” เป็นกลุ่มของไวรัสที่ติดเชื้อเซลล์ตับ ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับตามมา กลุ่มไวรัสตับอักเสบที่มีความสำคัญทางการแพทย์ คือ ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี และอี โดยไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี นับเป็นไวรัสตับอักเสบที่มีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจาก 2 ชนิดนี้ก่อให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่การเกิดตับแข็งและมะเร็งตับได้ ในบทความนี้จะมาดูรายละเอียดของไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิด

นพ.สุนทร ชลประเสริฐสุข อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ไวรัสตับอักเสบเอ คือ ไวรัสตับอักเสบที่ติดต่อทางอาหารหรือน้ำ ที่ปนเปื้อนจากผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบเอรายอื่น อาหารที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ คือ อาหารจำพวกหอย จากการรับประทานแบบสุกๆ ดิบๆ ซึ่งยังคงมีเชื้อโรคอยู่ เมื่อรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อดังกล่าว ประมาณ 1 เดือน จะมีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย คลื่นไส้ และอาเจียน อาการดังกล่าวมักหายภายใน 2 สัปดาห์ และไม่มีผลเสียระยะยาวต่อตับ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง หรือตับแข็งจากโรคอื่น ติดเชื้อไวรัสนี้อาจอันตรายต่อชีวิตได้

การรักษา ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่จำเพาะเจาะจงต่อไวรัสตับอักเสบเอ จึงแนะนำให้ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง ระวังเรื่องการรับประทานอาหารที่มีความเสี่ยงดังกล่าว ร่วมกับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ จำนวน 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 6 เดือน จะมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อ

ไวรัสตับอักเสบบี มีรูปแบบการติดเชื้อเช่นเดียวกับการติดเชื้อเอชไอวี เช่น ทางเลือด ทางเข็ม ทางเพศสัมพันธ์ และมารดาสู่บุตร เป็นไวรัสที่เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศไทย ในอดีตยังไม่มีการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ผลของการติดเชื้อเรื้อรังในผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกัน บางรายเป็นเพียงพาหะแพร่เชื้อ บางรายตับอักเสบรุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาล บางรายอาจพัฒนาเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเพศชาย ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ดังนั้น ผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังทุกราย ควรตรวจติดตามกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินสภาวะของโรคและวางแผนการรักษา

การรักษา ปัจจุบันการรักษามี 2 วิธี คือ การฉีดยากลุ่มอินเตอร์เฟอรอน และการรับประทานยาต้านไวรัสตับอักเสบบี ประสิทธิภาพในการรักษาในปัจจุบันถือว่ายังไม่ดี เป็นเพียงการควบคุมโรคเท่านั้น ไม่สามารถทำให้หายได้ สำหรับการฉีดวัคซีนเป็นการป้องกันการติดเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถยับยั้งผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ได้

ไวรัสตับอักเสบซี มีรูปแบบการติดเชื้อทางเลือดเป็นส่วนใหญ่ มักเกิดกับผู้ที่ได้รับเลือดในอดีต นอกจากนี้ยังอาจติดเชื้อได้ทางเพศสัมพันธ์ในผู้ป่วยรักร่วมเพศชายกับชาย เมื่อมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีแล้ว จะทำให้เกิดการอักเสบของตับเรื้อรัง เป็นผลให้เกิดพังผืดในตับมากขึ้นจนเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้

การรักษาไวรัสตับอักเสบซี มีความรุดหน้ามากจนสามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยการรับประทานยาอย่างน้อย 2 ชนิด ซึ่งอาจเป็นแบบรวมในเม็ดเดียวกัน หรือแบบแยกเม็ด เพียงระยะเวลา 12 สัปดาห์ ก็สามารถ “มีโอกาสหายจากการติดเชื้อได้มากกว่า 98%” เมื่อเทียบกับการรักษาในอดีต ด้วยการฉีดยาอินเตอร์เฟอรอน ร่วมกับรับประทานยาไรบาวิรินเป็นเวลา 24-48 สัปดาห์ โอกาสหายจากโรคประมาณ 40-70% อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยยารับประทาน 2 ชนิดนี้ มีข้อจำกัดในแง่ของราคาที่ค่อนข้างสูง ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนยังไม่สามารถรักษาได้ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนในการป้องกัน จึงแนะนำเรื่องของการไม่ใช้เข็มร่วมกับผู้ป่วยอื่น เช่นเดียวกับการป้องกันติดเชื้อเอชไอวี

ไวรัสตับอักเสบดี เป็นไวรัสที่ต้องอาศัยพึ่งพาไวรัสตับอักเสบบีในการดำรงชีวิตอยู่รอดในเซลล์ตับ ผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีเท่านั้นที่จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดี รูปแบบการติดเชื้อมักมาจากทางเลือด ทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลันและสามารถหายได้เอง ยกเว้นผู้ป่วยที่มีโรคตับเรื้อรังรุนแรงอยู่แล้ว อาจจะอันตรายถึงเสียชีวิตได้

การรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษา และการป้องกันสำหรับไวรัสตับอักเสบชนิดนี้

ไวรัสตับอักเสบอี เป็นไวรัสตับอักเสบที่ระบาดในประเทศอินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน สำหรับประเทศไทยพบได้เป็นครั้งคราว มักได้รับเชื้อจากอาหารที่ปรุงไม่สุก เช่น เนื้อหมู หมูป่า หรือสัตว์ปีก นอกจากนี้ ยังสามารถติดต่อผ่านทางเลือดได้บ้าง เมื่อติดเชื้อจะมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง อ่อนเพลีย เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบชนิดอื่น โดยทั่วไปมักหายได้เอง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนอวัยวะจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอีเรื้อรัง นอกจากนี้ ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอีขณะตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคตับรุนแรง ซึ่งเป็นอันตรายต่อมารดาและทารกในครรภ์

การรักษา ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่จำเพาะเจาะจงต่อไวรัสตับอักเสบนี้ การป้องกันด้วยการรับประทานอาหารที่ปรุงสุก สดใหม่ และสะอาด จึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

ไวรัสตับอักเสบมีหลายชนิด ทุกชนิดสามารถก่อให้เกิดอาการตับอักเสบเฉียบพลันได้ เพียงแต่จะไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ยกเว้นรายที่มีโรคตับเรื้อรังอย่างอื่นร่วมด้วย ไวรัสตับอักเสบบีและซี มีความสำคัญมากทางการแพทย์ เพราะทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ การรักษาไวรัสตับอักเสบบี เป็นเพียงแค่การยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสและมักจะไม่หาย ซึ่งต่างจากไวรัสตับอักเสบซี ที่มีโอกาสรักษาให้หายได้มากถึง 98% นอกจากนี้ การดำรงชีวิตอย่างถูกสุขลักษณะ และฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบี ยังสามารถลดโอกาสติดเชื้อไวรัสตับอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

Baddha Hasta Niralamba Virabhadrasana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 16:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/512563

Baddha Hasta Niralamba Virabhadrasana

Baddha Hasta Niralamba Virabhadrasana

อาสนะท่านี้เป็นท่าที่อยู่ในกลุ่มท่ายืนทรงตัว ซึ่งหากใครฝึกเป็นท่าชุดกลุ่มท่ายืนมาก่อน พอมาถึงท่านี้อาจจะล้ากำลังขาได้ท่านี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ขา การยกขาหลังสูงส่งผลต่อสะโพก การประสานมือด้านหลังช่วยยืดหัวไหล่และแขนในเวอร์ชั่นนี้ครูเน้นให้ยกขาหลังสูงๆ ดังนั้นขาหน้าที่เรายืนทรงตัวให้เซฟหัวเข่าด้วยการงอเข่าเล็กน้อย การโน้มตัวมาด้านหน้าจะช่วยส่งขาหลังขึ้นสูงเช่นกัน เหมือนตาชั่งทอง ฝั่งหนึ่งสูง อีกฝั่งหนึ่งลงต่ำน้ำหนักที่ลงฝ่าเท้าข้างที่ยืน ให้ลง 3 จุด คือ จมูกเท้าฝั่งนิ้วโป้ง จมูกเท้าฝั่งนิ้วก้อย และกระดูกส้นเท้า ไม่เกร็งนิ้วเท้า ไม่จิกนิ้วเท้า จะสามารถค้างท่าได้นานอย่างมั่นคง
วิธีปฏิบัติ1.เริ่มต้นในท่า Lunge หายใจเข้าออก 2 รอบลมหายใจเพื่อเตรียม (รูป 1)

2.หายใจเข้าให้เก็บเท้าซ้ายเข้ามาในตำแหน่งนักรบ 1 (รูป 2)

หายใจออก ส่งมือจับสะโพก (รูป 3)

3.หายใจเข้าค่อยๆ ยืดลำตัวขึ้น (รูป 4)

4.หายใจออกค่อยๆ ยืดต้นขาหน้า จากนั้นประสานมือทั้งสองข้างที่ด้านหลัง แล้วหายใจเข้า (รูป 5)

5.หายใจออก งอขาหน้าเล็กน้อย ค่อยๆ โน้มตัวไปด้านหน้า

จากนั้นส่งขาหลังขึ้นกลางอากาศให้สูงที่สุด ดึงมือด้านหลังออกจากลำตัว โน้มลำตัวไปด้านหน้า

ลองตั้งสมาธิแล้วส่งขาหลังขึ้นอีกแล้วยืดขาข้างที่ยืนอีกนิดจนเกือบสุดตามกำลัง ทรงตัวในท่านี้สักครู่ประมาณ 3 รอบลมหายใจ ขณะค้างท่าให้หายใจเข้าออกตามธรรมชาติไม่ต้องกลั้นหายใจ

จากนั้นค่อยๆ คลายออกจากท่า แล้วลองฝึกสลับข้าง

 

Trust Food Good Truk ตลาดนัดติดล้อเพื่อคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 16:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/512557

Trust Food Good Truk ตลาดนัดติดล้อเพื่อคนรักสุขภาพ

โดย วรธาร ภาพ : Trust Food Good Truck

ตลาดนัดติดล้อเพื่อคนรักสุขภาพ

ด้วยไอเดียเก๋ไก่ อินเทรนด์ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรักสุขภาพด้านอาหารการกินของคนเมืองได้ค่อนข้างตรงจุด จึงไม่แปลกที่ Trust Food Good Truck คาราวาน…อาหารปลอดสารเคมี เริ่มเป็นที่รู้จักของคนเมืองผู้รักในสุขภาพมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งที่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าสายกรีนเหล่านี้เพิ่งรวมตัวกันได้แค่หนึ่งปีเท่านั้น

ทุกวันนี้ไปตลาดที่ต่างๆ มักจะเห็นฟู้ดทรัค (Food Truck) เกือบทุกที่แต่ Trust Food Good Truck คาราวาน…อาหารปลอดสารเคมี กล้าพูดได้เลยว่ามีความพิเศษไม่เหมือนใคร เพราะขายอาหารออร์แกนิกที่มีความปลอดภัย เนื่องจากใช้วัตถุดิบที่ปลูกและเลี้ยงด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมี และปราศจากสารปรุงแต่งสังเคราะห์ใดๆ

ปัจจุบันกลุ่มนี้มีฟู้ดทรัค 9 คัน และรถร่วมที่เป็นรถยนต์เก๋งเพิ่มอีก 6 คัน ให้บริการขายอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นออร์แกนิกหลากหลาย เช่น ร้าน Shortcut Organic ขายเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ นมสดออร์แกนิกส่งตรงจากแดรี่โฮม กาแฟไม่ใส่นมข้นหวาน ครีมเทียม และน้ำตาลฟอกขาว เพราะเป็นวัตถุสังเคราะห์ แต่ใช้น้ำตาลอ้อยไม่ฟอกสี และกาแฟใช้เมล็ดกาแฟโรบัสต้าสวนสดชื่น จ.ระนอง ซึ่งปลูกด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ร้านรถไฟ ขายผัดไทยแสนอร่อย โดยใช้เส้นผัดไทยทำจากข้าวกล้องงอก ส่วนวัตถุดิบอื่นๆ เช่น ใช้ถั่วงอกเพาะเอง กุยช่ายปลูกเอง พริกถั่วคั่วเอง

 ร้าน Yellow Hello ขายเครื่องดื่มน้ำเต้าหู้จากถั่วเหลืองอินทรีย์ตลอดจนเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ใช้น้ำเต้าหู้แทนนม ร่วมด้วยเมนูขนมกินเล่นซึ่งยังคงคอนเซ็ปต์ถั่วๆ อย่างวาฟเฟิลจากถั่วเหลืองเจปราศจากทั้งไข่ เนย และนม เป็นต้น

Trust Food Good Truck เริ่มมาได้หนึ่งปีได้คาราวานไปหลายที่ ครั้งแรกเริ่มที่สวนเพลินมาร์เก็ต สถานที่แรกในการเปิดตัวเป็นทางการ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ส่วนที่อื่นๆ เช่น ตะลักเกี๊ยะ Organic Market ตลาดสุขใจที่สวนสามพราน ตลาด อ.ต.ก. ศาลอาญา กระทรวงศึกษาธิการ บริษัท ไลอ้อน ประเทศไทย เควิลเลจ

ล่าสุดเพิ่งไปที่ไทยพีบีเอส กับงานแสงจากพ่อสู่ความยั่งยืนศาสตร์พระราชาบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง

ที่มา Trust Food Good Truck เกิดจากแนวคิดของ ยุทธนา-กรรณิกา เจริญชัย สองสามีภรรยาที่เป็นสมาชิกเครือข่ายสวนผักคนเมืองและกลุ่มคนรักสุขภาพ ที่มองหาวัตถุดิบออร์แกนิกจากแหล่งผลิตปลอดสารเคมีมารับประทานเอง ได้มองเห็นเทรนด์อาหารสุขภาพกำลังมา จึงเปิดร้าน Shortcut Organic ขายกาแฟและนมสดออร์แกนิกที่อัมรินทร์พลาซ่าอยู่หนึ่งปี ก่อนที่ต่อมากระแสรถทรัคบูมจึงเปลี่ยนไปทำรถฟู้ดทรัคขายกาแฟและนมสดออร์แกนิก ต่างจากคนอื่นที่ขายแต่ฟาสต์ฟู้ด

“เราไปขายที่ต่างๆ อยู่พักใหญ่ เช่น ตามตลาดนัดสีเขียว ก็เห็นว่าคนเมืองไม่ค่อยได้ทำอาหารกินเองแต่ก็มีความต้องการอาหารกรีน ทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากทำและส่งมอบอาหารนี้ให้กับคนผู้บริโภค จึงชักชวนผู้ประกอบการฟู้ดทรัคคันอื่นๆ ที่มีแนวคิดอุดมการณ์ตรงกัน และพร้อมที่สร้างอาหารดีๆ ให้กับผู้บริโภค

“ช่วงแรกได้ฟู้ดทรัค 10 คัน (ปัจจุบันเหลือ 9 คัน) จากนั้นจึงเขียนโครงการในรูปแบบ ‘คาราวานอาหารปลอดสารเคมี’ ชื่อภาษาอังกฤษว่า Trust Food Good Truck เพื่อขอทุนสนับสนุนจาก สสส. ในโครงการแหล่งอาหารเพื่อสุขภาพและได้รับทุนสนับสนุนมา”

กรรณิกา กล่าวว่า สำหรับการเข้าเป็นสมาชิก Trust Food Good Truck ไม่ใช่เพียงแค่บอกว่าอาหารของร้านตัวเองออร์แกนิกแล้วก็เข้าได้ ทุกคนต้องเข้าอบรมความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ก่อน ตลอดจนเคร่งครัดต่อการใช้วัตถุดิบปลอดสารเคมี และลดการใช้เครื่องปรุงรสสังเคราะห์ในการปรุงอาหารลง ด้วยกฎที่ค่อนข้างเข้มงวดเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค

 “เราไม่ได้มุ่งเน้นขายอาหารที่ดีมีคุณภาพอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการพูดคุยสนทนาเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภคถึงสิ่งที่กลุ่มพยายามช่วยกันทำ และให้ตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของอาหารที่เลือกซื้อกินกันในกองคาราวา นอกจากนี้ยังจัดคาราวานสัญจรพาผู้บริโภคไปดูแหล่งผลิตอาหารออร์แกนิกในที่ต่างๆ ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกันระหว่างร้านค้ากับผู้บริโภค และแม้คาราวานนี้จะไม่ได้มีที่จอดประจำแต่ก็มีกลุ่มลูกค้าติดตามไปอุดหนุนให้กำลังใจเสมอ”

กรรณิกา เล่าต่อว่า กลุ่มนี้ไม่ได้ใส่ใจเรื่องอาหารอย่างเดียวแต่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะทุกสิ่งที่คนกินคนใช้จะกลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม ถ้าไม่ตระหนักตรงนี้ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะกินอาหารปลอดสารเคมี ดังนั้น กลุ่มจึงสร้างความยั่งยืนด้วยการรณรงค์ให้ลูกค้านำภาชนะมาใส่เองซึ่งจะมีส่วนลดให้ ทำอย่างนีี้เท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวคุ้มค่ากับงบประมาณที่ได้มา

“เป้าหมายสำคัญของเราคือสร้างสังคมสีเขียว ทั้งผู้ผลิตผู้บริโภคได้ตระหนักถึงความสำคัญในการกินอยู่ปลอดภัยในวิถีคนเมือง ดังนั้น ทุกครั้งที่คาราวานเคลื่อนพลไปปักหลักที่ไหนก็จะต้องมาพร้อมกิจกรรมต่างๆ ทั้งเวิร์กช็อป เสวนา สาธิตทำอาหารเพื่อเผยแพร่ความรู้ให้คนได้รู้อยู่  รู้กิน  รู้ใช้ และทำให้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น นั่นคือเป้าหมายที่แท้จริงของเรา”

สำหรับใครที่ต้งอการไปซื้อของจาก Trust Food Good Truck คาราวานอาหารปลอดสารเคมี สามารถติดตามข่าวสารได้ที่เพจ Trust Food Good Truck คาราวานอาหารปลอดสารเคมี ได้เลย

 

เผยวิธีการรักษา ปัญหารอบดวงตา ที่สร้างความไม่มั่นใจ และกระทบต่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2560 เวลา 14:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/511796

เผยวิธีการรักษา ปัญหารอบดวงตา ที่สร้างความไม่มั่นใจ และกระทบต่อสุขภาพ

ปัญหารอบดวงตา เช่น ภาวะเปลือกตาตกหย่อน ถุงใต้ตา ความหมองคล้ำรอบดวงตา ริ้วรอยรอบดวงตา และร่องลึกรอบดวงตา

นอกจากมีผลกระทบต่อความสวยงามและความมั่นใจแล้ว บางปัญหายังมีผลกระทบต่อสุขภาพด้วย เช่น ภาวะเปลือกตาตกหย่อน หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา เปลือกตาอาจตกลงมาจนบังการมองเห็น ทำให้ลืมตาลำบาก รู้สึกปวดหัวคิ้ว ปวดหน้าผาก เมื่อยหนังตาบน เพราะต้องใช้กล้ามเนื้อบริเวณหัวคิ้วและหน้าผากช่วยดึงหนังตาให้มองเห็นได้ชัดเจน สายตามัวลงเนื่องจากหนังตาหย่อนลงมาบัง และบางครั้งมีภาวะเปลือกตาอักเสบเรื้อรังและทำให้เกิดขนตาม้วนทิ่มเข้าด้านในจนโดนกระจกตาทำให้ตาดำเป็นแผล ถือเป็นอาการร่วมของโรคเปลือกตาที่ร้ายแรง นอกจากนี้ ภาวะเปลือกตาตกในเด็ก อาจทำให้เกิดภาวะตาขี้เกียจได้

ทั้งนี้ ภาวะเปลือกตาตกหย่อนสามารถแยกย่อยออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาวะเปลือกตาตก เป็นภาวะที่ระดับเปลือกตาตกลงมาต่ำกว่าระดับปกติ ซึ่งเกิดได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทหรือเกิดจากความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลัง เช่น ภาวะการอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อหรืออุบัติเหตุ เนื้องอกที่บริเวณเปลือกตา กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง หรือโรคเส้นประสาทสมองเป็นอัมพาต

อีกประเภทหนึ่งคือ ภาวะเปลือกตาหย่อน เกิดขึ้นได้จากกรรมพันธุ์ เชื้อชาติ โดยเฉพาะวัยที่เพิ่มขึ้น ผิวหนังบริเวณเปลือกตามีความบอบบางมากที่สุดในร่างกาย การใช้งานดวงตาด้วยการกะพริบตาตลอดเวลา การใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา การขยี้ตาบ่อยๆ เป็นเวลานาน ประกอบกับชั้นไขมันของผิวหนังที่เปลือกตาบางลง รวมถึงการสูญเสียคอลลาเจนและอิลาสติน จึงมีผลทำให้หนังตาบนหย่อนคล้อย หางตาตก เปลือกตาดูหนาบวมตุ่ย มีรอยย่นมากขึ้น ซึ่งภาวะเปลือกตาหย่อนนี้ หากเกิดกับเปลือกตาบนจะเรียกว่า เปลือกตาบนหย่อน และหากเกิดกับเปลือกตาล่างเรียกว่า ถุงใต้ตา ซึ่งภาวะนี้มักพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

แนวทางการรักษาภาวะเปลือกตาตกหย่อน

สำหรับการรักษาภาวะเปลือกตาตกหย่อนนั้น มีแนวทางรักษา 3 วิธีด้วยกัน คือ การรักษาทางยา การผ่าตัด และการเลเซอร์ โดยจักษุแพทย์จะประเมินสภาพร่างกายและตรวจวินิจฉัยตามอาการ อายุ และภาวะแทรกซ้อนในขณะนั้นเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเปลือกตาตกหย่อนก่อน การรักษาทางยา ส่วนใหญ่จะใช้รักษาผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อเปลือกตาทำงานผิดปกติ โดยภาวะนี้มีเปลือกตาตกที่ไม่เป็นตลอดเวลา หากรักษาด้วยยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณาแก้ไขด้วยการผ่าตัด นอกจากนี้ การรักษาทางยายังใช้รักษาภาวะหนังตาตกในเด็กกรณีที่เป็นไม่มาก อาการดีขึ้นเองได้ และสามารถใช้การปิดตา การใส่แว่นเข้าช่วยด้วย

การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด เป็นวิธีการที่ใช้รักษาผู้ที่มีอาการมากจนทำให้มองเห็นไม่ชัดหรือมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น เช่น ภาวะเปลือกตาตกแต่กำเนิด เปลือกตาตกจากอุบัติเหตุหรือเนื้องอกบริเวณเปลือกตา เปลือกตาหย่อนตามอายุ เป็นต้น ซึ่งการผ่าตัดแก้ไขเปลือกตา (Blepharoplasty) เป็นการผ่าตัดที่มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก โดยแพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่เข้าที่เปลือกตาหรือฉีดยาชาผ่านชุดให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ แล้วค่อยผ่าตัดเอาผิวหนังและไขมันส่วนเกินออกก่อนเย็บปิดใหม่ให้ได้ดวงตาสองชั้นสูงเสมอกัน ซึ่งการผ่าตัดใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น สามารถกลับบ้านได้ในวันที่ผ่าตัดเลย โดยบริเวณผ่าตัดจะบวมมากในช่วง 1 สัปดาห์แรก และจะยุบลงและกลับมาใกล้เคียงกับปกติภายในเวลา 1-2 เดือนหลังจากผ่าตัด

การรักษาด้วยการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ (Fotona 4D)

วิธีการรักษาแบบสุดท้าย คือ การรักษาด้วยการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ เป็นการรักษาภาวะหนังตาหย่อนคล้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยในเรื่องถุงใต้ตา ความหมองคล้ำรอบดวงตา ริ้วรอยรอบดวงตา และร่องลึกรอบดวงตา โดยปัจจุบันโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีการรักษาด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ Fotona 4D ซึ่งเป็นการใช้แสงเลเซอร์ 2 ชนิด (Nd:YAG และ Er:YAG) ส่งพลังงานความร้อนเข้าสู่ทุกระดับชั้นของผิวบริเวณรอบดวงตา ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1.Deep Care ยกกระชับและลดปัญหาถุงใต้ตาจากด้านใน 2.Brightening ลดความหมองคล้ำที่เกิดจากเม็ดสี บริเวณถุงใต้ตาด้านนอก 3.Super Lifting กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ช่วยในเรื่องหนังตาหย่อนคล้อย และ 4.Anti-Wrinkle ผลัดเซลล์ที่เสื่อมสภาพ ทำให้ริ้วรอยรอบดวงตาจางลง

โดยเลเซอร์ Fotona 4D  มีขั้นตอนการรักษาที่ไม่ยุ่งยาก โดยหลังจากประเมินปัญหาและตรวจสภาพตาอย่างละเอียดแล้ว แพทย์จะหยอดยาชาและใส่เครื่องป้องกันดวงตา (Eye Shields) หากมีปัญหาถุงใต้ตา แพทย์จะยิงเลเซอร์ที่เยื่อบุตาด้านในก่อน แต่ถ้าไม่มีปัญหาถุงใต้ตา แพทย์จะเริ่มยิงเลเซอร์บริเวณรอบดวงตา จำนวน 3 รอบ เพื่อให้ผิวรอบดวงตาดูขาวกระจ่างใส หลังจากนั้นยิงเลเซอร์เพื่อให้ผิวบริเวณรอบดวงตามีความตึง กระชับ เป็นเวลา 3 นาที และยิงเลเซอร์เพื่อลดริ้วรอยรอบดวงตา จำนวน 2 รอบ เสร็จแล้วก็ถอดเครื่องป้องกันดวงตาออก หยอดยาฆ่าเชื้อเพื่อลดการอักเสบ และตรวจสภาพตาอีกครั้งก่อนกลับบ้าน

ด้วยประสิทธิภาพของเทคโนโลยี Fotona 4D นี้เอง จึงเหมาะสมอย่างยิ่งกับผู้ที่มีความกังวลเกี่ยวกับถุงใต้ตา ความหมองคล้ำรอบดวงตา หนังตาหย่อนคล้อย ริ้วรอยรอบดวงตา และร่องลึกรอบดวงตา แต่ไม่ต้องการใช้วิธีการผ่าตัด ฉีดฟิลเลอร์ หรือโบท็อกซ์ อีกทั้งเป็นการรักษาโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะรู้สึกอุ่นเล็กน้อยบริเวณผิวหนังขณะทำการรักษา ไม่ทำให้เกิดแผล และไม่มีแผลเป็น หลังยิงเลเซอร์สามารถกลับบ้านได้ทันที

 

ยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยโยคะ อัชทางก้า แก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2560 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/511527

ยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยโยคะ อัชทางก้า แก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรม

เรื่อง : วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ปัญหาของคนทำงานออฟฟิศที่นั่งทำงานตลอดวันคือ การเป็นออฟฟิศซินโดรม ครูนวรัตน์ ตรีประเสริฐ 1 ใน 4 ของคุณครูสอนโยคะสาย อัชทางก้า (Ashtanga) ในประเทศไทยที่ได้รับรองจากสถาบัน K Pattabhi Jois Ashtanga Yoga Institute (KPJAYI) เมืองมัยซอร์ ประเทศอินเดีย ครูสอนโยคะประจำที่ อัชทางก้า สมสถิติ (สะ-มะ-สถิ-ติ) บาย ลัลลาบายโยคะ สาธิตท่าโยคะที่ช่วยลดปัญหาออฟฟิศซินโดรม อีกทั้งยังให้เรื่องสมาธิ

ยิ่งหากเราอายุมากขึ้นการออกกำลังกายผาดโผนไม่เหมาะ เพราะสุขภาพเริ่มเสื่อม จะไปออกกำลังกายหนักๆ หรือวิ่งคงไม่เหมาะ อีกทั้งโยคะยังเหมาะกับคนทุกเทศทุกวัย ไม่มีการกระแทกไม่ส่งผลให้ร่างกายบาดเจ็บ ซึ่งโยคะศาสตร์นี้กำลังได้รับความนิยมในหมู่ผู้ชื่นชอบโยคะ

ท่า Warrior II หรือ


Virabhadrasana II

วิธีการฝึก

1.ยืนท่าภูเขา หายใจออกช้าๆ กระโดดแยกเท้าออกกว้าง 3-4 ฟุต กางแขนออกขนานกับพื้น

2.หมุนเท้าซ้ายไปทางซ้าย 90 องศา ส่วนเท้าขวาเฉียงมาทางซ้ายเล็กน้อย

3.งอเข่าซ้ายลงจนสะโพกซ้ายอยู่ในระดับเข่าซ้าย เข่าซ้ายและส้นเท้าซ้ายอยู่ในแนวเดียวกันในแนวดิ่ง ขาขวาตึง

4.เหยียดแขนทั้งสองข้าง แขนซ้ายไปทางซ้าย แขนขวาไปทางขวา แขนทั้งสองขนานกับพื้นหันหน้าไปทางซ้ายมองที่ปลายนิ้ว

5.ยืดเอว ลำตัวและแขนไปทางซ้ายให้มากที่สุด

6.ค้างไว้ 30 วินาที-1นาที คลายท่า

7.สลับข้าง ทำท่าเดิม

ประโยชน์ ทำให้กล้ามเนื้อต้นขา น่อง ข้อเท้า หลังแข็งแรง อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นอวัยวะในช่องท้อง และลดอาการปวดหลัง

ท่า Lizard Pose


หรือ Utthan Pristhasana


วิธีการฝึก

1.เริ่มต้นจากท่า The Lunge Pose โดยขาขวาอยู่หน้า ขาซ้ายอยู่หลัง เพื่อเตรียม

2.ส่งมือขวามาอยู่ด้านในขา ยกข้อมือขึ้นกดโคนนิ้วมือและปลายนิ้วมือลง เพื่อที่น้ำหนักจะได้ไม่โถมลงข้อมือ ยืดแขนและไหล่ให้สบายก่อน ขยับฝ่าเท้าขวาออกไปด้านข้าวเล็กน้อย วางเข่าซ้ายลงด้านหลังเบาๆ หายใจเข้าออกสักครู่

3.ตะแคงฝ่าเท้าขวา โดยกระจายน้ำหนัก เปิดหัวเข่าและสะโพกออกตามกำลัง ค้างท่าประมาณ 10 วินาที หายใจตามธรรมชาติ

4.หายใจออก วางท่อนแขนทั้งสองข้างลงที่พื้น หงายฝ่ามือ ค้างท่าประมาณ 20 วินาที หายใจเข้าออก

ประโยชน์ เป็นการเปิดสะโพก เพิ่มความแข็งแรงของแกนกลาง ลำตัว และเพิ่มกล้ามเนื้อแขน

 

จุดสังเกตไข้หวัดใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 20:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/511468

จุดสังเกตไข้หวัดใหญ่

โดย…ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ โรคอุบัติใหม่  สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ไข้หวัดใหญ่เกิดจากไวรัส และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคทางระบบทางเดินหายใจ ที่มีอาการตั้งแต่น้อยๆ คือไข้ มีน้ำมูกร่วมหรือไม่ก็ตาม ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและถ้ามีอาการมากจะลงไปถึงหลอดลม เกิดอาการปอดบวมและซ้ำร้ายอาจมีติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน

วิธีการป้องกันนอกจากการรักษาสุขอนามัย การแยกตัวออกห่างจากผู้อื่นเมื่อเริ่มไม่สบาย และสังเกตอาการใกล้ชิด

ลักษณะที่อาจจะบ่งถึงความผันแปรของไวรัสไข้หวัดใหญ่คือ

ประการแรก พบคนที่ติดเชื้อมากขึ้นกว่าที่เคยพบในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาในภูมิภาคเดียวกัน หรือมีจำนวนพุ่งทะยานเพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกตเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนๆ ที่ผ่านมา

ประการที่สอง ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นมากอย่างผิดสังเกต ทั้งนี้ไม่ได้ดูจากอัตราส่วนของคนที่มีอาการต่อคนที่ติดเชื้อ ซึ่งโดยทั่วไปแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ตัวเลขจริงของคนที่ติดเชื้อ เนื่องจากส่วนมากจะมีอาการน้อยและไม่ได้ทำการตรวจพิสูจน์ จึงควรพิจารณาจากสัดส่วนของคนป่วยที่มีอาการมากขึ้น ถึงขนาดต้องเข้าโรงพยาบาล

ประการที่สาม พิจารณาจากอัตราของผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลและที่พัฒนาความรุนแรงจนเป็นอาการหนักได้แก่ ปอดบวม โดยเฉพาะถึงขนาดที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เครื่องช่วยพยุงออกซิเจนในเลือด และต้องอยู่ในห้องผู้ป่วยอาการหนักไอซียู

ประการที่สี่ อาการทางระบบอื่นที่ไม่ได้อยู่ในระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ช็อก และอื่นๆ โดยเฉพาะอาการทางระบบประสาทโดยอาจมีอาการได้ตั้งแต่ชัก ไม่รู้สึกตัว จากความผิดปกติในเนื้อสมอง กลไกที่เกิดขึ้น อธิบายจากการอักเสบที่เกิดจากไวรัสกระตุ้นและการอักเสบส่งผลทำให้มีความผิดปกติของผนังหลอดเลือดสมองและเซลล์สมองเอง

นอกจากนั้นยังมีกลไกอื่น ขึ้นกับการตอบสนองที่มากเกินไปเกิดขึ้นโดยระบบใด หลังจากติดเชื้อ หรือตัวไวรัสเองยังสามารถแฝงเข้าไปในเซลล์ได้ระยะหนึ่งและจุดปะทุให้มีการอักเสบต่อเนื่องไปอีก

ประการที่ห้า ลักษณะการระบาดเกิดในช่วงเวลาปกติที่เคยเป็นประจำหรือไม่ ทั้งนี้มักจะอยู่ในช่วงครึ่งปีหลัง ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กำเนิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน ซึ่งควรจะเป็นช่วงที่สงบ ไวรัสไม่มีปัจจัยในการเอื้อให้แพร่กระจาย ในไทยเองนั้นในช่วงปี 2014 เช่น จ.นครราชสีมา มีการปะทุไข้หวัดใหญ่อย่างรุนแรงสองช่วง ทั้งครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลังโดยเกิดจากไวรัส 2009 ทั้งๆ ที่ในปี 2009 ในพื้นที่ต่างๆ ก็มีการติดเชื้อแทบทั้งหมด แต่ยังมีการติดเชื้อซ้ำที่มีอาการและอาการหนักถึง 2,406 ราย และเสียชีวิต 21 รายจากปอดบวมอักเสบอย่างรุนแรง

อีกหนึ่งรายมีอาการสมองบวมชักไม่หยุดโคม่าจนเสียชีวิต การที่เกิดจากสายพันธุ์เดียวกันน่าจะแสดงว่ามีการผันแปรของรหัสพันธุกรรมดังข้างต้น

รายงานการติดตามและสืบสวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่ฮ่องกงและมีอาการรุนแรงในช่วงปี 2017 ที่เกาะฮ่องกงเริ่มติดตามผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจากไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค. 2017 ถึงวันที่ 19 ก.ค. อย่างเข้มข้นพบว่ามีผู้ป่วยอาการรุนแรง 312 ราย

มีผู้เสียชีวิต 208 ราย ใน 297 ราย เป็นผู้ใหญ่อายุ 18 และเกิน 18 ปี มีเสียชีวิต 205 ราย โดยที่ 257 ราย เกิดจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A H3N2 และ 21 รายไข้หวัดใหญ่ H1N1 ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (pdm09) และ 11 รายจากเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B โดยที่ยังมีอีก 8 รายเป็นสายพันธุ์ A และอยู่ในระหว่างการแยกชนิดผู้ป่วย 101 ราย หรือ 34% ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่เตรียมสำหรับปี 2016/2017 ในผู้ป่วยที่เสียชีวิต 205 รายมีจำนวน 85 ราย หรือ 41.5% ที่ได้รับวัคซีน ทั้งนี้ 66 รายที่มีอาการหนักซึ่งรวม 41 รายที่เสียชีวิตเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2017

ผู้ป่วย 15 รายที่เหลือเป็นเด็กและในจำนวนนี้ 3 รายเสียชีวิต 13 รายหรือ 86.7% ไม่ได้รับวัคซีน จนกระทั่งถึงปัจจุบันในปี 2017 มีผู้ป่วยเด็ก 23 ราย (4 รายเสียชีวิต)

การเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นมากขึ้นในผู้ใหญ่ที่อายุ 18 ปี และมากกว่าในสัปดาห์ที่ 28 ของปี 2017 พบผู้ป่วย 72 รายที่มีอาการหนักและเข้ารับการรักษาในห้องผู้ป่วยไอซียู ในจำนวนนี้มี 50 รายเสียชีวิต ซึ่งสูงกว่าในสัปดาห์ที่ 27 ที่มีผู้ป่วยอาการหนัก 39 รายและเสียชีวิต 16 ราย ใน 4 วันแรกของสัปดาห์ที่ 29 คือวันที่ 16 ถึงวันที่ 19 ก.ค. มีผู้ป่วยอาการหนัก 38 ราย และ 25 รายเสียชีวิต

การติดตามสืบสวนอย่างเข้มข้นในผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 18 ในสัปดาห์ที่ 28 มีผู้ป่วยเด็ก อาการหนัก 3 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ในช่วง 4 วันแรกของสัปดาห์ที่ 29 วันที่ 16-19 ก.ค. มีผู้ป่วยหนัก 2 ราย โดยสัปดาห์ที่ 28 เด็กผู้ชายอายุ 19 เดือน เด็กผู้หญิง 2 ขวบและ 3 ขวบมีอาการทางสมองโดยที่รายที่ 2 เสียชีวิต รายแรกและรายที่ 2 เกิดจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A H3 สัปดาห์ที่ 29 มีเด็กผู้หญิงอายุ 5 ขวบ เด็กผู้ชายอายุ 9 เดือน รายแรกมีอาการช็อกและเกิดจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A H3 รายที่ 2 มีอาการสมองอักเสบและเกิดจากเชื้อเดียวกันทั้งสองรายไม่เสียชีวิต

เมื่อเทียบเคียงกับประเด็นข้อสังเกตที่ให้ไว้ดังข้างต้นอาจจะสันนิษฐานได้ว่า มีการเปลี่ยนแปลงของตัวไวรัสและทำให้จำนวนของผู้ป่วยสูงขึ้นและรวมถึงผู้ป่วยมีอาการ อาการหนักและที่เสียชีวิต รวมทั้งมีอาการทางสมองและช็อก

ในประเทศไทยเอง ไวรัส H3N2 พบว่าเริ่มเป็นตัวสำคัญอีกครั้งตั้งแต่ปี 2017 สำหรับอาการทางสมองในเดือน ก.ย. และก่อนหน้านั้นไม่นาน ในปี 2017 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พบผู้ป่วยอายุ 15 ปีและเด็กโตมีอาการทางสมอง แต่หายดี จากการติดตามอย่างใกล้ชิดต่อมายังไม่พบอาการทางสมอง ช็อกและปอดบวมรุนแรงจากไวรัสไข้หวัดใหญ่มากเกินปกติจนเกินไป (ณ วันที่ 31 ก.ค.) ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ A หรือ B ก็ตาม

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์ปี 2014 และที่เกิดในปี 2009 และ 2017 ในฮ่องกง จะไม่เกิดขึ้น อะไรที่ต้องปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดยังคงต้องทำ การเฝ้าระวังยังคงต้องเข้มข้นเช่นเดิม และแน่นอนแม้ได้รับวัคซีนแล้วยังคงเป็นได้ และมีอาการหนักได้ โดยเฉพาะในกรณีที่การพยากรณ์เชื้อไวรัสที่จะทำวัคซีนไม่ทันกับความฉลาดของไวรัสที่ปรับแต่งหน้าตาไปเรื่อยๆ

 

กลเม็ดเคล็ดลับ ‘ชะลอวัย’ ด้วยพื้นฐานการใช้ชีวิตประจำวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 08:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/511165

กลเม็ดเคล็ดลับ ‘ชะลอวัย’ ด้วยพื้นฐานการใช้ชีวิตประจำวัน

โดย…โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

 เอ่ยถึงศาสตร์แห่งการชะลอวัย หลายๆ คนคงนึกไปถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เรื่องของฮอร์โมน การทำทรีตเมนต์ รวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์อีกมากมาย

แต่ทราบกันหรือไม่ว่าศาสตร์แห่งการชะลอวัย ไม่ใช่เป็นไปเพียงเพื่อความสวยงาม แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพในองค์รวม เพื่อให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล และมีประสิทธิภาพ

รวมถึงการดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์อยู่เสมอๆ ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนสำคัญ และให้ผลในการช่วยชะลอวัยอย่างได้ผล และสามารถทำกันได้ง่ายๆ เลย

ใครที่ยังไม่อยากรีบดูแก่ก่อนวัย และอยากให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงไปอีกนานๆ ลองมาดูกันว่าพฤติกรรมอะไรที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้บ้าง ข้อมูลจากไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก บอกว่า ประการแรก เรื่องของโภชนาการ

การรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล การได้รับสารอาหารและชนิดของอาหารไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย โดยเฉพาะการทานแป้งและน้ำตาลที่มากจนเกินความต้องการของร่างกาย มีผลทำให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานบกพร่อง ทั้งในส่วนของการดูดซึมสารอาหารไปใช้งาน ทั้งเพื่อเป็นพลังงาน เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

รวมทั้งยังส่งผลให้เกิดการสะสมของสารอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย เริ่มต้นด้วยการปรับพฤติกรรมการบริโภค ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน แป้ง และน้ำตาลที่มากเกินความจำเป็น ลดการดื่มน้ำหวานและน้ำอัดลม รวมถึงเลือกทานอาหารที่มีผัก และผลไม้ในแต่ละมื้อในปริมาณที่เหมาะสม

ประการที่ 2 ลดการสัมผัส เกี่ยวข้อง หรือสะสมสารพิษและสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวัน

เพราะในทุกวันเราต่างก็ต้องสัมผัสกับมลภาวะต่างๆ รวมถึงฝุ่นและควันมากพอสมควรอยู่แล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ทั้งโดยตรงและโดยทางอ้อม ซึ่งรวมถึงการรับประทานอาหารจากกล่องโฟม โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์บางประเภทที่ทำการอุ่นผ่านไมโครเวฟ

พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ร่างกายสะสมสารพิษเอาไว้ ซึ่งสารพิษเหล่านั้นก็จะไปทำลายอวัยวะส่วนต่างๆ รวมทั้งขัดขวางการดูดซึมสารอาหารที่จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายของเราเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว

ประการที่ 3 อย่าปล่อยให้มีอาการป่วยเรื้อรัง ทั้งอาการหวัด แผลอักเสบ หรือแผลเปิดต่างๆ

เพราะว่าอาการเหล่านี้ หากปล่อยให้เป็นเรื้อรังก็จะทำให้เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายและแทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อ มีผลทำให้อวัยวะต่างๆ รวมทั้งหัวใจและสมองเสื่อมลงโดยไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นอย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และพบแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนเรื้อรัง

ประการ 4 สุดท้าย เรื่องของอารมณ์ และความเครียด

ความเครียดเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ขัดขวางการทำงานของฮอร์โมน และส่งผลทำให้ระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ การจัดการอารมณ์และความเครียด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ใครที่มีพฤติกรรมทำงานหนัก แม้จะเชื่อว่าสามารถจัดการกับความเครียดได้ แต่ความเครียดก็ยังอาจเกิดจากสภาพร่างกายที่อ่อนล้าจากการทำงานหนักต่อเนื่องได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำงานหนักต่อเนื่องอยู่เป็นประจำ ควรปรับพฤติกรรมให้ร่างกายและสมองได้พักผ่อนจากงานบ้างเพื่อลดความเครียดสะสม โดยอาจหางานอดิเรกที่ชอบ อ่านหนังสือ พักผ่อนสบายๆ กับดนตรี หรือเล่นกีฬาที่ถนัด เหล่านี้เป็นทางเลือกที่ช่วยจัดการกับอารมณ์และความเครียดได้เป็นอย่างดี

พฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นตัวกำหนดสภาพร่างกาย และการทำงานของระบบต่างๆ ย่อมมีผลต่อการเสื่อมของสภาพร่างกาย การดูแลระบบต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานได้เป็นปกติ และการรักษาให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยในการชะลอวัยได้อย่างดีที่สุด

 

Utthita Parsvakonasana (Extended Side Angle Pose Variation)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 08:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/511163

Utthita Parsvakonasana (Extended Side Angle Pose Variation)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

อาสนะท่านี้ ช่วยยืดลำตัวด้านข้าง เอว ขาหนีบ หัวไหล่ หน้าอก รวมทั้งสร้างความแข็งแรงให้ข้อเท้า หัวเข่า และขา รวมทั้งกระตุ้นอวัยวะในช่องท้อง ในเวอร์ชั่นนี้ ครูได้ปรับท่าพลิกแพลง เน้นไปที่การเปิดไหล่มากขึ้น แต่ควรระวังสำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บที่คอและไหล่ รวมทั้งคนที่มีอาการปวดไมเกรน ความดันสูง ต่ำ ให้ระวังขณะฝึกท่านี้ ซึ่งท่านี้อาจจะยากไปสำหรับผู้ฝึกใหม่ที่ยังไม่สามารถวางมือที่พื้นได้

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นในท่า Lunge จากนั้นให้วางฝ่าเท้าหลัง เท้าซ้ายขวางเต็มฝ่าเท้าหมุนออก 90 องศา หายใจเข้าออก 1 รอบลมหายใจเพื่อเตรียม

2.มือขวาวางด้านในขาขวาหากวางเต็มฝ่ามือต้องระวังไม่ส่งน้ำหนักลงที่พื้นมากเกินไปให้คุมน้ำหนักที่ส่งไปให้วางแบบพอดี หรืออีกทางเลือกไม่ต้องวางเต็มฝ่ามือเพื่อเลี่ยงการโถมน้ำหนักลงมือมากเกินไป ให้ใช้ปลายนิ้วมือวางเบาๆ หรืออาจจะกดโคนมือลงไปด้วยได้แต่ยกข้อมือไว้ ส่วนมือซ้ายวางที่สะโพก

3.หายใจเข้าชูมือซ้ายขึ้นสู่เบื้องบนผ่อนคลายต้นคอและใบหน้า หายใจเข้าออกประมาณ 2 รอบลมหายใจ

4.ส่งมือขวาลอดเข้าไปด้านในข้อเท้าหน้าวางขนานกับฝ่าเท้า ไม่โถมน้ำหนักลงมือ ต้นแขนหน้าติดกะขาด้านใน หายใจเข้าออกอีก 2 รอบลมหายใจ

5.หายใจออก ก้มหน้าลงมองพื้นส่งมือซ้ายมาล็อกกะมือขวาโดยมือขวาคว่ำมือนิ้วมือซ้ายเกี่ยวที่นิ้วมือขวา

6.หายใจเข้าอีกครั้ง เปิดลำตัวด้านข้างขึ้น ศีรษะอยู่ใต้แขน มือล่างลอยขึ้นจากพื้น ค้างท่าสักครู่ หายใจเข้าออกค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลายแล้วลองฝึกสลับข้าง