บอกลาผิวแห้งเสีย ฟื้นฟูผิวสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/409849

บอกลาผิวแห้งเสีย ฟื้นฟูผิวสุขภาพ

ด้วยไลฟ์สไตล์ สภาวะแวดล้อมที่หลากหลาย รวมทั้งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ล้วนแต่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สุขภาพผิวสูญเสียความชุ่มชื่นและแห้งเร็วยิ่งขึ้นโดยที่สาวๆ อาจไม่รู้ตัว ผลิตภัณฑ์บำรุงผิววาสลีน จึงสร้างสรรค์แคมเปญ “ส่งต่อสัมผัสจากผิวสู่ใจ” เพื่อกระตุ้นให้สาวๆ ได้รู้จักผิวและให้ความสำคัญของการดูแลผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื่น

พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล แพทย์วุฒิบัตรเวชศาสตร์ชะลอวัย (สหรัฐ) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง กล่าวว่า สาวๆ หลายคนอาจเข้าใจว่าผิวของเราสูญเสียความชุ่มชื่นเมื่อผิวต้องเจอกับสภาพอากาศที่แห้งและเย็นในช่วงปลายปีเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ผิวสูญเสียความชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่ตอนก้าวเท้าออกจากบ้านไปเจอแสงแดด หรือ ต้องนั่งทำงานในห้องแอร์ ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่ทำให้ผิวของเราสูญเสียน้ำได้เร็วกว่าปกติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื่นจนเกิดการลอก คัน หรือเป็นขุยตามมา หากขาดการดูแลและบำรุงผิวอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสาวๆ ที่อยากดูแลผิวให้มีสุขภาพดี พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล มีเคล็ดลับในการดูแลผิวให้สุขภาพดีแบบง่ายๆ ดังนี้

1.อย่าอาบน้ำร้อนจัดเกินไป เพราะยิ่งน้ำร้อนมาก ผิวเราก็จะยิ่งแห้งมากตามไปด้วย

2.ทาโลชั่นสูตรสำหรับผิวแห้งทันทีหลังอาบน้ำ อย่าปล่อยให้ผิวแห้งนานๆ หรือจนรู้สึกแห้งคันแล้วจึงทาโลชั่น เพราะโลชั่นจะสามารถซึมซาบเข้าบำรุงผิวได้ดีที่สุด ในขณะที่ผิวยังชุ่มชื่นหลังอาบน้ำ

3.ถึงแสงแดดจะไม่รุนแรงและทำให้รู้สึกร้อนเหมือนในช่วงหน้าร้อน แต่ในช่วงหน้าหนาว สาวๆ ก็อย่าชะล่าใจเป็นอันขาด เพราะรังสียูวีและอินฟาเรดนั้นยังคงสะท้อนและทำร้ายผิวของเราอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสะท้อนของรังสียูวีซึ่งสามารถตกสะท้อนพื้นหิมะขึ้นมาทำร้ายผิวเราแบบทวีคูณ ดังนั้นสาวๆ จึงควรทาครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารกันแดดเป็นประจำทุกวัน

 

10 วิธีป้องกัน ตัวเองจากสมองเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/409846

10 วิธีป้องกัน ตัวเองจากสมองเสื่อม

1.ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ เช่น วัดความดันโลหิต ตรวจหาโรคเบาหวานและไขมันในเลือด ถ้าพบว่าเป็นโรค ควรรักษาและดูแลตัวเอง โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง ต้องตรวจความดันเลือดสม่ำเสมอตามแพทย์นัด ปฏิบัติตนตามแพทย์สั่ง เพราะอาจนำไปสู่โรคสมองเสื่อมได้

2.งดบุหรี่และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

3.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองเช่น ปลาทะเล ผัก ผลไม้

4.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

5.ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน

6.ระวังเรื่องการใช้ยา ไม่ควรกินยาเองโดยไม่รู้วิธีใช้อย่างถูกต้อง ควรให้แพทย์เป็นผู้สั่งยาทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการใช้ยานอนหลับหรือยากล่อมประสาทเป็นประจำ

7.ระวังอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนต่อศีรษะผู้สูงอายุที่เดินลำบากควรมีคนดูแลเวลาเข้าห้องน้ำ

8.มีกิจกรรมผ่อนคลายความตึงเครียด เช่น อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ ฟังเพลง หรือเล่นเกมต่างๆ ฝึกสมอง

9.เข้าร่วมกิจกรรมสังคม พบปะเพื่อนฝูงทำกิจกรรมที่ชอบ

10.หากสังเกตว่าตนเองเริ่มมีอาการหลงลืมผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์

 

ดวงตาแพ้แสง…ระวังนะ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 10:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/409845

ดวงตาแพ้แสง...ระวังนะ!

ภาวะดวงตาแพ้แสงเป็นอาการผิดปกติของดวงตา จะมีอาการแสบตา เคืองตา ปวดตา เวลามองแสงที่มีความสว่างในขนาดที่คนปกติไม่รู้สึกอะไร หรือน้ำตาไหลเมื่อมีลมปะทะดวงตา แม้อาการไม่รุนแรงมาก แต่ก็สร้างความรำคาญและหงุดหงิดให้ในชีวิตประจำวัน

สาเหตุเกิดจากตาแห้ง พบมากในผู้สูงวัย หรือผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไป ผู้ทำงานหน้าจอเป็นเวลานาน แสงและรังสีจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือมีส่วนในการทำร้ายดวงตาสะสม กว่าจะรู้ตัวดวงตาก็มีปัญหาเสียแล้ว ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง หรือปัจจัยอื่น เช่น ควันบุหรี่ อากาศร้อน อากาศแห้ง เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุก็หลีกเลี่ยงเสียเช่น หลีกเลี่ยงการออกแดด สวมแว่นกันแดด คนที่จ้องจอคอมพ์นานๆ ให้พักสายตาบ่อยๆ หลับตา มองไปข้างหน้าไกลๆ

 

15 คำถามเรื่องเซ็กส์คาใจแบบไร้สาระ ที่ไม่เคยมีใครตอบคุณได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2558 เวลา 15:17 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/sex/403916

15 คำถามเรื่องเซ็กส์คาใจแบบไร้สาระ ที่ไม่เคยมีใครตอบคุณได้

เรารวบรวมมาให้ครบทุกท็อปปิคเรื่องเซ็กส์ๆ เมคเลิฟ สุดแซ่บ งานนี้ไม่ต้องพึ่งกูเกิล มาปูเสื่อรอเก็บข้อมูลจากนักเพศวิทยาตัวแม่กันดีกว่า รวบรวมคำถามเรื่องเซ็กส์แบบไม่เคยมีใครถามจริงจัง แต่เราเชื่อว่าสาวๆ ทุกคนอยากรู้แบบจริงจังอ่ะ

1. ทำไมตื่นเช้ามาแล้วผู้ชายต้องนกเขาขัน?

นี่มันคือนาฬิกาปลุกส่วนตัวของคุณผู้ชายหรืออย่างไร ลืมตาปุ๊บน้องชายยืนตรงเคารพธงชาติปั๊บ แต่ดร.คริสโตเฟอร์ ฟอกซ์ ประธานของ Society of Australian Sexologists อธิบายว่ามันไม่เกี่ยวกับเรื่องอย่างว่าหรอก “บางครั้งเค้าเรียกกันว่า “การแข็งตัวจากปัสสาวะ” ครับ เกิดจากกระเพาะปัสสาวะเต็มแล้วทำให้เส้นประสาทของกระดูกกระเบนเหน็บทำงาน มันเป็นเส้นประสาทที่ทำให้เกิดการแข็งตัวแบบที่เกิดขึ้นเองโดยไม่เกี่ยวกับความต้องการทางเพศ” โดยปกติเจ้ามังกรของเขาจะคึกคักขึ้นมา 3-5 ครั้งระหว่างนอนหลับ ครั้งละประมาณ 25-30 นาที ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมน (เทสทอสเทอโรนและนอร์เอพิเนฟริน) ระหว่างการหลับช่วงหลับฝัน (REM) ไม่เกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์เลย เคลียร์นะ

2. ทำไมในหนังโป๊ต้องมีช่างประปาตลอด?

ในความเป็นจริงถ้าท่อแตกล่ะน้ำท่วมบ้านแน่ แต่ในหนังอีโรติกมันหมายความว่าเราจะได้ช่างสุดฮ็อตมาให้แทะโลมถึงบ้าน ดร.นิกกี้ โกล์ดสตีน (drnikki.com.au) นักเพศวิทยาบอกว่า “มันเกี่ยวกับแฟนตาซีล้วน ๆ ค่ะเพราะแทบเกิดขึ้นไม่ได้เลยในชีวิตจริง ช่างประปาควรมาซ่อมท่อ ไม่ใช่มีเซ็กซ์กับคุณ เด็กส่งพิซซ่าก็เหมือนกัน การมีเซ็กซ์กับหนุ่มที่เจอกันที่บาร์มันน่าเบื่อกว่าการมีเซ็กซ์กับคนที่เราไม่ควรมีเซ็กซ์ด้วย แฟนตาซีมันเริ่มมาจากตรงนี้ล่ะค่ะ เพราะในชีวิตจริงมันเป็นไปไม่ได้ไงคะ เลยเอามาใส่ไว้ในหนังแทน”

3. ทำไมหนุ่ม ๆ ถึงใฝ่ฝันอยากเสร็จกิจบนหน้าเรานัก?

มันอะไรนักหนากับแฟนตาซีนี้ หนังโป๊ทุกเรื่องต้องมี ขอร้องเถอะช่วยเก็บเอาเจ้าหนูให้เข้าที่เข้าทางจะดีกว่านะ ดร.ฟอกซ์บอกว่ามันเป็นเรื่องของการแสดงอำนาจ “การหลั่งตอนเสร็จกิจเป็นพลังชีวิตครับ แต่มันก็ถูกมองว่าเป็นของต้องห้ามด้วย พอเอาสองอย่างนี้มาบวกกัน มันเลยเป็นการแสดงถึงอำนาจที่เหนือกว่าของผู้ชาย”

4. ทำไมเราถึงกลัวการใช้เจลหล่อลื่นกันจัง?

แจ๊คเกอลีน เฮลเยอร์ นักเพศวิทยาและผู้ก่อตั้ง LoveLife ที่ติวเกี่ยวกับเซ็กซ์บอกว่าเจอผู้หญิงหลายคนเลยที่เป็นแบบนี้ “บางคนบอกว่ามันไม่เป็นธรรมชาติ มันก็ถูกนะคะแต่ยาสีฟันกับโลชั่นก็ไม่ใช่ของจากธรรมชาติเหมือนกัน การที่เราเคร่งครัดไม่ยอมใช้เจลหล่อลื่นมาจากความคิดที่ว่าเซ็กซ์ควรจะเป็นเรื่องธรรมชาติและเกิดขึ้นทันที แต่สารหล่อลื่นตามธรรมชาติของผู้หญิงก็มา ๆ ไป ๆ นะคะ ถ้าคุณเหนื่อยก็จะมีสารหล่อลื่นออกมาน้อย บางช่วงของเดือนยิ่งแทบจะหายไปเลย หรือเวลาที่คุณมีเซ็กซ์นาน ๆ ถึงจะอินแค่ไหนก็แห้งผากได้” พูดง่าย ๆ ก็คือช่องคลอดเราไม่ใช่ขวดปั๊มสารหล่อลื่นอัตโนมัติ ก็เลยต้องใช้ตัวช่วยกันบ้าง

5. ทำไมเวลาคิดว่าพ่อแม่เรามีเซ็กซ์กันแล้วต้องร้องยี้ขนลุกแทบทนไม่ได้ทุกที?

ตัวเราเองยังแอบหวังว่าจะมีเซ็กซ์จนกว่าจะเหี่ยวตายกันไปข้างนึงเลย แต่แค่คิดว่าพ่อแม่เรามีเซ็กซ์กันก็ขนลุกขนพองแล้ว ดร.วิเวียน คาส อาจารย์นักเพศวิทยาจาก Curtin University และผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Elusive Orgasm (brightfire.com.au) อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า “เซ็กซ์เผยให้เห็นถึงอารมณ์ สุ้มเสียงและความชอบที่แสดงให้เห็นถึงตัวตนของเรา เรารู้สึกขยะแขยงเวลาที่คิดถึงเซ็กซ์ของพ่อกับแม่เพราะมันขัดแย้งกับภาพที่เราอยากให้พวกเขาเป็น” ดร.คาสบอกว่านี่เป็นทัศนคติแบบตะวันตกมาก ๆ “ในหลายวันธรรม เด็ก ๆ จะนอนอยู่ในห้องเดียวกันกับพ่อแม่ การได้ยินเสียงหรือเห็นพ่อแม่มีเซ็กซ์กันถือเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ”

6. เออ อยากรู้ว่าตอนเราฝันถึงเซ็กซ์ มือเราลูบไล้ตัวเองมั้ย?

ในใจนี่เตลิดไปไหนแล้วไม่รู้ แต่มือล่ะ ซุกซนรึเปล่า? เดสิเร่ สเปียริ่งส์ ผู้อำนวยการของ Sexual Health Australia (sexualhealthaustralia.com.au) บอกว่าโดยปกติแล้วเราจะไม่ลูบไล้ตัวเองหรอก การช่วยตัวเองระหว่างหลับอาจเกิดขึ้นได้ แต่นั่นเรียกว่า sexomnia ซึ่งเป็นการละเมออย่างหนึ่งที่ครอบคลุมตั้งแต่การลูบจับตัวเองไปจนถึงมีเซ็กซ์ระหว่างหลับ สเปียริ่งส์เสริมอีกว่า “เรามีออกัสซั่มจากความฝันเรื่องเซ็กซ์ได้แม้จะไม่ต้องสัมผัสตัวเองเลยก็ตาม สำหรับผู้ชาย มันก็คือฝันเปียกค่ะ กับผู้หญิงก็เกิดขึ้นได้เหมือนกัน”

7. ทำไมบางคนถึงร้องตะโกนโหยหวนออกมาระหว่างมีเซ็กซ์?

บางครั้งเราก็สงสัยนะว่าเซ็กซ์เปลี่ยนนิสัยได้ใช่มั้ย มันทำให้ผู้ชายแสนดีสุดสวีทคนนั้นกลายเป็นดาราหนังเอ๊กซ์ได้ในพริบตา เรื่องนี้อธิบายได้ว่าความจี๊ดในร่างกายที่เขารู้สึกตอนออกัสซั่มมันเกิดขึ้นในสมองด้วย สเปียริ่งส์อธิบายว่า “เปลือกสมองส่วนหน้ามีหน้าที่เกี่ยวกับการคิดที่เป็นเหตุเป็นผลและคาดการณ์ผลที่กำลังจะเกิดขึ้น ระหว่างออกัสซั่ม สมองเราจะเหมือนคนที่กำลังเสพเฮโรอีนอยู่ เราจะไม่เป็นตัวของตัวเอง เมื่อระยะนั้นผ่านไป สมองก็จะกลับมาทำงานอีกครั้ง บางคนอาจรู้สึกเสียใจว่าไม่น่าพูดอะไรออกไปโดยไม่ทันคิดระหว่างมีเซ็กซ์เลย”

8. ถ้าผู้ชายกินสับปะรดเข้าไปแล้วน้ำของเขาจะรสชาติเปลี่ยนมั้ย?

เรื่องนี้วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ฟันธง (ยังไม่มีใครกล้าทดลองชิมอ่ะ พูดเลย) แต่มีหลักฐานที่บอกว่ามันจะทำให้รสชาติน้ำของผู้ชายหวานขึ้น ดร.โกลด์สตีนบอกว่า “สุขภาพร่างกายส่งผลต่อน้ำอสุจิของผู้ชายโดยตรงค่ะ ถ้าเขาดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ มันจะทำให้น้ำอสุจิของเขามีรสชาติแปลกไป”

9. “pansexual” หมายถึงอะไร?

สเปียริ่งส์อธิบายว่า “pansexual หรือ omnisexuality หมายถึงการชอบคนคนนึงโดยที่ไม่สนว่าคนนั้นเป็นเพศอะไร เขาจะเปิดกว้างรับคนได้จากทุกเพศ และก็ไม่จำกัดตัวเองด้วยว่าเป็นเพศไหน ซึ่งจะต่างจากไบเซ็กชวลที่จะเลือกชอบผู้ชายหรือผู้หญิง เพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น”

10. มีผลข้างเคียงของการใช้ไวเบรเตอร์มั้ย?

ข้อเสียอย่างเดียวอยู่ที่สารที่ใช้ผลิตไวเบรเตอร์เครื่องนั้น ดร.โกลด์สตีนบอกว่า “บางเครื่องใช้พาทาเลตซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้เพิ่มความอ่อนตัวในผลิตภัณฑ์ มันเป็นสารก่อมะเร็งและถูกห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเด็กและของเล่น แต่เนื่องจากเซ็กซ์ทอยไม่ได้อยู่ในขอบข่ายนี้ ก็เลยยังมีการใช้อยู่” เวลาเลือกซื้อก็ให้ดูที่เขียนว่าไม่มีพาทาเลตก็แล้วกัน

11. เราชอบผู้ชายนะ แต่ทำไมชอบฝันว่ามีเซ็กซ์กับผู้หญิงล่ะ?

ดร.คาสบอกว่ามันไม่เกี่ยวกับว่าเราชอบเพศไหนหรอก แต่เป็นเรื่องของทัศนคติที่เปิดกว้างในเรื่องเซ็กซ์ของผู้หญิงมากกว่า “มีการวิจัยที่แสดงว่าผู้ชายกับผู้หญิงมีปฏิกิริยาต่างกันเวลาดูสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับเซ็กซ์ ผู้หญิงนั้นจะอยากรู้อยากเห็นมากกว่าและไม่ตัดสินใคร เราเลยถูกปลุกเร้าได้ด้วยหลายสิ่ง เช่นมีอารมณ์จากการเห็นผู้หญิงสองคนหรือผู้ชายกับผู้หญิงมีเซ็กซ์กัน แต่ไม่ได้อยากเข้าไปมีส่วนร่วมในเซ็กซ์นั้นด้วย” ดร.คาสบอก แล้วเพิ่มเติมว่า “การกระตุ้นอารมณ์ของผู้ชายจะเกิดจากคน/สิ่งของ/สถานการณ์ที่ทำให้เขาเกิดอารมณ์เท่านั้นเอง ผู้ชายที่เป็นชายแท้จะไม่เคยมีแฟนตาซีเกี่ยวกับผู้ชายสองคนมีเซ็กซ์กัน แต่การคิดถึงผู้หญิงสองคนมีเซ็กซ์กันเป็นเรื่องธรรมดาโดยที่มีเขาอยู่ตรงนั้นในกิจกรรมนั้นด้วย”

12. ตอนมีเซ็กซ์ทำไมชอบตดปู้ดทุกที?

มันเป็นเพราะช่องคลอดอยู่ในแนวเดียวกับทวารหนักและลำไส้ ระหว่างมีเซ็กซ์ แรงกดอาจทำให้เกิดการปล่อยลมได้ วาเนสซ่า ทอมป์สัน นักวิจัยด้านเซ็กซ์จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ (nswsexologyservices.com.au) บอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ

13. ทำไมบางวันน้ำของผู้ชายถึงข้นกว่าวันอื่นๆ

เนื้อของน้ำอสุจิของผู้ชายเป็นตัวบอกว่าเขาหลั่งน้ำอสุจิครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ถ้าเขาเพิ่งมีกิจกรรมไปเมื่อไม่นานมานี้ น้ำของเขาก็จะใส แต่ดร.ฟอกซ์บอกว่ามันไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้เลยว่าเขามีอารมณ์มากเท่าไหร่หรือสมบูรณ์แค่ไหน ปริมาณที่ออกมาอาจมีตั้งแต่ 1.5 มล.จนถึง 6 มล. หรือ 1/3 ของช้อนชาไปถึง 1 ช้อนชานิด ๆ

14. ทำไมบางครั้งคลิตอริสก็ไร้ความรู้สึก?

เมื่อกี๊ยังเสียวซ่านอยู่ แล้วอยู่ดี ๆ ก็ไม่รู้สึกอะไรเลยซะงั้น ดร.คาสเลยอธิบายให้ฟังว่า “ต่อมคลิตอริสมีหมวกที่ปกป้องปลายประสาท 6,000-8,000 เส้นจากอันตราย เพื่อให้เราสุขสมมากขึ้น หมวกนี้จะหดตัวลงเมื่อถูกปลุกเร้า แต่ประสาทจะเซ็นซิทีฟมาก ถ้ามันถูกกดหรือสัมผัสเป็นเวลานานมันจะตอบโต้โดยการชา คุณแก้ได้โดยการเปลี่ยนไปสัมผัสส่วนอื่นของร่างกายจนกว่าอาหารชาจะหายไป”

15. ทำไมความเจ็บปวดถึงทำให้รู้สึกดี?

เพราะความเจ็บปวดกับความสุขเกิดมาจากตัวรับความรู้สึกตัวเดียวกัน ความแตกต่างมันอยู่ที่เหตุการณ์แวดล้อม เฮลเยอร์บอกว่า “ถ้ามีคนตบก้นคุณแรง ๆ คุณก็จะเจ็บ แต่ถ้าคุณอยู่กับแฟน กำลังจูบและลูบไล้กัน แล้วเขาตบคุณที่ตรงจุดเดียวกัน สำหรับผู้หญิงหลายคนจะเทิร์นออนมากค่ะ เพราะเธอไว้ใจผู้ชายที่อยู่กับเธอด้วย”

ขอบคุณ : CLEO Thailand

 

7 คำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการดูแลตัวเองในปีใหม่นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/409843

7 คำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการดูแลตัวเองในปีใหม่นี้

หนึ่งปีผ่านไปหมุนไวอย่างรวดเร็ว เพื่ออยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลง มนุษย์ต้องแข็งแรง กินอาหาร ออกกำลังกายและเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสุขภาพ 7 คำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการดูแลตัวเองในปีใหม่นี้

1.ปรับพฤติกรรมที่ทำร้ายสุขภาพ

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแย่ๆ ที่เป็นโทษต่อสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ดูแลตัวเองและรักษาโรคที่จะนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ คือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือด ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนมาก

2.ลาก่อน หวาน มัน เค็ม

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีการใส่น้ำตาลขัดสี น้ำตาลทรายน้ำเชื่อมที่มีน้ำตาลฟรักโทส ขนมเค้ก คุกกี้ ลูกอม ขนมอบทุกชนิด เพราะน้ำตาลพวกนี้ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งปรี๊ด ส่วนอาหารมันเค็ม ตัวการของโรคความดันโลหิตสูงลดให้น้อยที่สุด

3.ดื่มน้ำมากๆ

ร่างกายของคนต้องการน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว (2 ลิตร) หากต้องการเติมความสดชื่นระหว่างวัน จิบน้ำเปล่าหรือดื่มน้ำผักผลไม้คั้นสดไม่เติมน้ำตาล

4.ผักใบเขียวขาดไม่ได้

ควรรับประทานผักใบเขียวให้ได้ทุกมื้อ ผักใบเขียวบ้านเรามีหลากหลาย สมควรรับประทานให้หลากหลายและเพียงพอ คิดค้นเมนูที่สามารถกินได้กับผักสดหรือเมนูผักต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ช่วยให้ไม่เบื่อแถมได้รับประทานผักอร่อยๆ ทุกมื้อด้วย

5.ออกกำลังกายกันนะ!

ออกไปเดินหรือแอโรบิกด้วยวิธีใดๆ สำหรับหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ ก่อนหรือหลังเวลาทำงานอาจใช้ช่วงเวลานี้ เดินหรือจ๊อกกิ้งสัก 30 นาที จำไว้ว่าทุกกิจกรรมนำสู่การออกกำลังกายได้เสมอ ชวนพ่อแม่ญาติพี่น้องหรือเพื่อนร่วมงานไปออกกำลังกายด้วยกัน แม้แต่การพาสุนัขไปเดินก็ออกกำลังกายได้

6.พักผ่อนให้เพียงพอ

นอนแต่หัวค่ำและนอนให้ได้อย่างน้อย 8 ชั่วโมง/วัน ช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ดวงตาไม่ลึกโหล การนอนที่เพียงพอจะช่วยให้คุณไม่หิวอาหารนอกมื้อเวลาอีกต่างหาก

7.ประกาศให้โลกรู้

การโพสต์เจตนารมณ์อันแน่วแน่บนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก จะช่วยให้คุณรักษาความแน่วแน่และเป็นแรงบันดาลใจที่ดีตลอดระยะทางของการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และรางวัลที่จะได้รับก็คือสุขภาพที่ดีนั่นเอง

 

ท่า ยืดเส้นใต้สะโพก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 11:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/409191

ท่า ยืดเส้นใต้สะโพก

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าโยคะที่ช่วยยืดเส้นใต้สะโพกมีหลายท่า ท่านี้ก็เป็นอีกท่าที่ทำได้ง่าย ฝึกได้ทุกเพศทุกวัย เมื่อได้ฝึกบ่อยๆ จะช่วยให้เส้นที่ใต้สะโพกยืดหยุ่น คลายความตึงปวด สามารถทำท่าอื่นๆ ที่เป็นท่ายากๆ ได้ง่ายขึ้น

ประโยชน์

· ยืดเส้นใต้สะโพก กระเบนเหน็บมาจนถึงต้นขา

· กดนวดอวัยวะในช่องท้อง

· ช่วยทำให้ข้อต่อสะโพกไม่ติดขัดข้อต่อหัวเข่าแข็งแรง

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งเหยียดขาขวา หลังตรง พับขาซ้าย วางข้อเท้าซ้ายที่บริเวณหัวเข่าขวา

 

2 ตั้งชันเข่าขวาขึ้น น่องขาซ้ายจะถูกพับมาอยู่แนบลำตัว มือประสานที่หน้าน่องขวาหายใจเข้า

 

3 หายใจออก ก้มยืดลำตัวไปด้านหน้า ศีรษะจรดเข่าขวา มือดึงตัวให้ขาซ้ายมาแนบลำตัวมากขึ้นหายใจเข้าออก ค้างท่า 5-10 ลมหายใจ คลายท่าทำสลับข้าง

 

ข้อดี ของการเป็นลมพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 11:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/409189

ข้อดี ของการเป็นลมพิษ

โดย…แพทย์จีนโจว จิ้ง เหวิน แผนกอายุรกรรม คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน

“เป็นลมพิษทุกวันเลยค่ะ ต้องกินยาแก้แพ้ตลอด” “ลมพิษชอบขึ้นตอนดึกๆ ค่ะ นอนไม่ได้เลย” “หลังออกกำลังกายชอบคันตามตัว ตามขอบกางเกง น่ารำคาญมาก”

ลมพิษเป็นโรคหนึ่งในกลุ่มของภูมิแพ้ ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาของร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้ที่สัมผัสโดนตัว โดยคนส่วนใหญ่จะเกิดปฏิกิริยาเช่นนี้น้อยมาก แต่สำหรับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ ร่างกายจะแสดงอาการออกมาอย่างรุนแรง เปรียบเทียบง่ายๆ ว่าภูมิคุ้มกันคือบอดี้การ์ดที่คอยอารักขาตัวเรา เมื่อพบว่ามีสิ่งผิดปกติก็จะรีบกำจัดออกไป แต่คนที่เป็นโรคภูมิแพ้เปรียบเหมือนมีบอดี้การ์ดขี้ระแวง แค่เห็นแมวเดินแกว่งหางอยู่ไกลๆ ก็คิดไปว่าแมวตัวนี้จะเข้ามาทำอันตราย ต้องรีบไล่แมวออกไปให้ห่างที่สุด ตัวอย่างเช่น เกสรดอกไม้ คนทั่วไปเมื่อสัมผัสแล้ว ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะรับรู้ว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ก่ออันตรายใดๆ ร่างกายอาจมีการต่อต้านแค่จามเบาๆ 1-2 ทีแต่สำหรับคนที่แพ้เกสรดอกไม้ พอได้กลิ่นปั๊บ ภูมิคุ้มกันจะคิดว่าเป็นสิ่งที่มีอันตราย ต้องรีบกำจัดออกไปให้เร็วที่สุด โดยการจามจนน้ำหูน้ำตาไหล คัดแน่นจมูกจนหายใจไม่ออกหรือเกิดผื่นคันตามผิวหนัง เป็นต้น

โรคภูมิแพ้นี้โดยปกติแพทย์ส่วนใหญ่จะแนะนำผู้ป่วยให้หลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ โดยใช้วิธีทดสอบให้รู้แน่ชัดไปเลยว่าแพ้อะไร เช่น การทำ Patch Test หรือ Prick Test หรือ Radioallergosorbent Test (RAST) แล้วให้พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้นั้น เช่น ถ้าคุณแพ้อาหารทะเลก็ให้เลิกกินอาหารทะเล แพ้เครื่องเงินก็ให้โยนเครื่องเงินทิ้ง แพ้ขนแมวก็แนะนำให้เอาแมวไปให้คนอื่นเลี้ยง สำหรับเรื่องง่ายๆ แค่นี้คงพอทำได้ แต่ถ้าหากว่าภรรยาเกิดแพ้น้ำอสุจิสามีล่ะ ฟังดูแล้วน่าตกใจแต่อย่าคิดว่าไม่มีจริงนะ มีผู้หญิงทั่วโลกต้องทรมานด้วยโรคนี้แล้วมากกว่า 4 หมื่นคน ซึ่งตัวคุณหมอก็คงไม่สามารถออกใบสั่งยาว่า “แนะนำให้เปลี่ยนสามีใหม่” ได้ แล้วทีนี้จะทำยังไงดี?

ในทางการแพทย์จีนมีบันทึกเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้มาเป็นพันปีแล้ว โดยบันทึกว่า ชี (&>8422;) คือยางไม้ชนิดหนึ่ง คนที่ไม่แพ้ยางนี้วันทั้งวันจะยืนเคี่ยวยางอยู่หน้าเตาไฟได้โดยไม่เป็นอะไรเลย แต่คนที่แพ้ยางชนิดนี้แค่ได้กลิ่นก็เกิดผื่นแดงขึ้นทั่วตัว แสดงให้เห็นว่าแม้ของสิ่งเดียวกันบางคนแพ้บางคนอาจไม่แพ้ ดังนั้นวิธีการรักษาของแพทย์แผนจีนจึงให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลของร่างกายเป็นหลัก เมื่อร่างกายมีความสมดุล สุขภาพจะแข็งแรงขึ้น อาการภูมิแพ้ต่างๆ จะค่อยๆ ทุเลาไปเอง

ความจริงการจาม การไอ น้ำมูกไหล ขี้ตาเยอะ มีผื่นแดงขึ้นตามผิวหนังหรืออาการท้องเสีย ถ้าเรามองในแง่ดี
ก็คือเป็นกลไกการขับพิษหรือสิ่งแปลกปลอมอย่างหนึ่ง
ของร่างกาย เช่น ตอนนี้ร่างกายเรามีพิษเยอะแล้วนะ
จะต้องขับออกมาในทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นเมื่อเกิดความ
ผิดปกติขึ้นกับร่างกาย เราจึงควรย้อนกลับมาดูว่าทำไม
ตัวเราจึงมักมีอาการแบบนี้บ่อยๆ  พฤติกรรมการกินการอยู่
ของเรามีความผิดปกติหรือไม่ ทำไมเราจึงรู้สึกว่าร่างกาย
ไม่ค่อยแข็งแรง หรือมองอีกแง่หนึ่งของการเป็นโรคภูมิแพ้
คือ ตัวเราเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้รับจดหมายเตือนจากร่างกาย
ที่บอกว่าตอนนี้สมดุลในร่างกายผิดเพี้ยน ดังนั้นเราจึงควรฉวยโอกาสนี้ในการหันมาใส่ใจสุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ กินอยู่ให้สอดคล้องตามวิถีธรรมชาติกันดีกว่า บางทีบอดี้การ์ดของเราคนนี้อาจจะเลิกเป็นคนขี้ระแวงก็ได้นะ

 

กิน นอน ออกกำลังกาย พักผ่อนให้สมดุล เทคนิคเพื่อการดูแลสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2559 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/408520

กิน นอน ออกกำลังกาย พักผ่อนให้สมดุล เทคนิคเพื่อการดูแลสุขภาพ

โดย…อณุสรา ทองอุไร

นพ.ประมวล จารุตระกูลชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมตามแนวทางชีวจิต กล่าวว่า “หากอยากมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย จะต้องกิน นอน ทำงาน พักผ่อน และออกกำลังกายให้สมดุลกัน โดยมีเทคนิคในการเสริมสร้างสุขภาพง่ายๆ ดังนี้

1.กินอย่างไรได้อย่างนั้น

อาหารรสหวานจัด มัน และเค็มจัด เป็นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะรสหวานส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนมารับประทานข้าวกล้องแทนข้าวหรือแป้งขัดขาว งดเนื้อสัตว์ย่อยยาก โดยเลือกรับประทานโปรตีนที่ได้จากเนื้อปลาหรือพืชตระกูลถั่วแทน

2.แค่นอนหลับ 90 นาที ชีวิตก็เฟรชได้

ควรนอนหลับให้สนิทโดยไม่ตื่นอย่างน้อย 90 นาที เพราะในเวลาที่เราหลับ วัฏจักรการทำงานของสมองจะใช้เวลาแต่ละรอบยาวประมาณ 90 นาที ทำให้รู้สึกรีเฟรช อารมณ์ดี หลังจากตื่นนอน

3.อย่าทำงานหักโหม

ไม่ควรทำงานหักโหมและเครียดจนเกินไป สำหรับผู้ที่ทำงานออฟฟิศควรจัดท่านั่งให้เหมาะสม และลุกเปลี่ยนท่าทางอย่างน้อย 5-10 นาที เพื่อป้องกันอาการปวดตามร่างกาย นอกจากนี้ควรพักสายตาทุกๆ 1-2 ชั่วโมง

4.พักผ่อนให้เพียงพอ

ควรนอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชม. โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการนอน คือ เวลา 22.00-06.00 น. นอกจากนี้การทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ชื่นชอบจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายยิ่งขึ้น เช่น ไปท่องเที่ยว อ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูหนัง ทำสปา ฯลฯ

5.ออกกำลังกายวันละนิด

ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที 3-4 ครั้ง/สัปดาห์ โดยวิธีการง่ายๆ อย่างเช่น การเดินเร็ว 5 นาที สลับกับการเดินช้า 5 นาที ระยะเวลาครึ่งชั่วโมง

นอกจากนี้ การกระตุ้น Growth Hormone ก็ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และชะลอความอ่อนเยาว์ได้ด้วย โดยเลือกรับประทานโปรตีนในพืชจำพวกตระกูลถั่ว อาหารที่มีแคลเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส รวมถึงผัก-ผลไม้ที่มีวิตามินบีและซี  อีกทั้งการนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ ทำสมาธิให้จิตใจสงบ ไม่เครียดหรือวิตกกังวลเกินไป และการออกกำลังกายก็ส่งผลให้ Growth Hormone ในร่างกายหลั่งออกมามากขึ้น ทำให้เรามีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ

ปีใหม่นี้คนที่อยากอัพเกรดร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง สดชื่น ก็อย่าลืมนำเทคนิคการดูแลสุขภาพดีๆ ไปปรับใช้กับตนเอง

 

ท่า Square Hip โดยใช้ Yoga Block (ตอนที่ 4/4)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2559 เวลา 11:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/407932

ท่า Square Hip โดยใช้ Yoga Block (ตอนที่ 4/4)

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

Yoga Block เป็นอุปกรณ์เสริมที่ช่วยให้ทำท่าต่างๆ ได้โดยไม่บาดเจ็บ หรือฝืนร่างกายจนเกินไป โดยใช้รองส่วนต่างๆ หรือต่อแขนขาในท่าที่จับไม่ถึงหรือร่างกายไม่ยืดหยุ่นพอ

ท่า Square Hip หรือท่าสี่เหลี่ยมเพื่อเปิดสะโพก ท่านี้จะใช้ Yoga Block รองที่ข้อเท้า เพื่อทำให้สะโพกถูกยืดตึงมากขึ้นกว่าการวางข้อเท้าที่ต้นขาปกติ

ท่านี้สามารถฝึกแบบ Yin Yoga ได้ โดยให้ค้างท่าไว้ 3-5 นาที เพื่อยืดคลายเส้นและสร้างเสริมสมาธิโดยจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจขณะค้างท่า ขณะที่กล้ามเนื้อค่อยๆ ยืด

(หมายเหตุ : ชุดนี้เป็นตอนสุดท้าย ต่อเนื่องจากทั้งหมด 4 ตอน)

ประโยชน์

·ยืดกระดูกสันหลัง กระเบนเหน็บ

·กดนวดอวัยวะในช่องท้อง

·เปิดสะโพก ยืดเส้นใต้สะโพก ต้นขาและใต้ขา

·บริหารข้อต่อสะโพกและหัวเข่า

วิธีปฏิบัติ

1. สามารถทำต่อท่าจากครั้งก่อนหรือเริ่มจากท่านั่งเหยียดขาทั้งสองไปด้านหน้า หลังตรง วาง Blockที่ข้างเข่าขวาด้านนอก (ตั้ง Blockแนวตามรูป หากไม่มี Block ให้ใช้หมอนแข็งที่ขนาดพอเหมาะตั้งรองแทนได้)พับขาซ้าย วางข้อเท้าซ้ายไว้บน Blockปลายเท้าขวาตั้ง วางมือที่เข่าซ้ายและเท้าซ้าย ยืดหลังตรง

 

2. พับขาขวามาซ้อนใต้ขาซ้ายน่องขาทั้งสองข้างจะขนานกับด้านหน้าลำตัว

 

3. วางประสานมือทั้งสองหน้าขา

 

4. หายใจเข้า ลดศอกลงวางที่พื้น

 

5. ขณะหายใจออก ยืดตัวก้มลงไปจนศีรษะวางที่มือหากทำได้หายใจเข้าออกยาวๆ 3-5 ลมหายใจหรือค้างท่า หายใจเข้าออก3-5 นาที

 

แนะคิดบวกสร้างสุข รับปีใหม่ 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2559 เวลา 11:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/407930

แนะคิดบวกสร้างสุข รับปีใหม่ 2559

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2559 นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้เชิญชวนคนไทยให้ร่วมเฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนานด้วยสติ โดยกล่าวว่า เมื่อมีสติก็ย่อมทำให้เราอยู่กับปัจจุบัน จดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่เผลอ มีความรอบคอบ และยั้งคิดมากขึ้น นอกจากนี้หากฝึกสติเป็นประจำสม่ำเสมอ ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถช่วยป้องกัน บรรเทาอาการเจ็บป่วยได้อย่างหลากหลาย เช่น ความวิตกกังวล อาการซึมเศร้า พฤติกรรมเสพติด โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ มะเร็ง โรคอ้วน เป็นต้น

ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะนำสติเข้ามาใช้สร้างสุขในการดำเนินชีวิตให้มากขึ้น และหนึ่งในวิธีฝึกการมีสติที่ได้ผลที่สามารถทำได้ คือ การทำสมาธิ ที่หมายถึง ความมีสติต่อเนื่องอยู่กับการปฏิบัติ จดจ่ออยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างตั้งใจ เป็นการหยุดความคิดแล้วจัดการความคิดที่เข้ามาแทรกด้วยการรับรู้ลมหายใจของตนเอง ซึ่งควรฝึกเป็นประจำทุกวัน วันละ 5 นาที ช่วงเวลาใดก็ได้ที่สะดวก แต่ถ้าเป็นไปได้ควรเป็นช่วงเวลาเช้าหลังตื่นนอน เพราะร่างกายจะสดชื่นและยังไม่มีเรื่องให้ต้องคิดกังวลมากนัก

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเสริมว่า ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ และหลายคนก็ได้ใช้โอกาสวันปีใหม่เป็นวันเริ่มต้นในการสร้างความสุขให้กับตนเอง และการคิดบวกก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ช่วยสร้างสุขให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งทำได้โดย 1.มองตัวเราเองอย่างที่เราเป็น มีความสุขกับตัวเราเอง เพราะความทุกข์ส่วนใหญ่มาจากการที่เรามองตัวเองต่างไปจากที่เราเป็นอยู่ ไม่สนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า สนใจกับสิ่งที่อยู่ไกล เรื่องที่ยังมาไม่ถึง ดังนั้นอย่าสร้างเงื่อนไขชีวิตให้กับตัวเอง อย่ารอสิ่งต่างๆ แล้วถึงจะมีความสุข เพราะหลายครั้งเราจะรู้สึกผิดกับเงื่อนไขที่เราคิด และทำให้ไม่มีความสุข 2.มองในสิ่งที่เป็นโอกาสสำหรับตัวเอง มองในสิ่งที่เหลืออยู่ ทั้งในตัวเราเองและสิ่งที่อยู่รอบข้าง เรามีคนที่รักเรา เรามีคนที่อยู่รอบข้างเรา ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้เรามีความสุขได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องไปแสวงหา และ 3.เปิดใจยอมรับ เรียนรู้บทเรียนชีวิตที่ผ่านมา อย่าฝังตัวเองไปกับสิ่งที่ล้มเหลวหรือสิ่งที่ผิดพลาด จนทำให้เรากลับมาคิดบวกไม่ได้ ความสุขก็จะเดินต่อไปไม่ได้

สำหรับวิธีฝึกคิดบวกแบบง่ายๆ ในทางจิตวิทยา เรียกว่า การพูดกับตัวเอง เช่น พูดกับตัวเองในตอนเช้า พูดในสิ่งที่เป็นบวกกับตัวเราเอง วันนี้ฉันจะทำสิ่งนี้ และทำให้สำเร็จ พูดสิ่งที่เรามีความตั้งใจ หรือจะเขียนบันทึกเรื่องราวดีๆ หรือบางคนชอบเขียนบนกระดาษสั้นๆ แปะไว้ที่ตู้เย็นแล้วเขียนว่า ฉันจะทำ หรือฉันจะคิด หรือฉันจะเลิกอะไรบางอย่าง ที่เราเรียนรู้จากบทเรียนในปีที่ผ่านมาก็ได้ ซึ่งต้องฝึกอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ทั้งนี้เมื่อมีความคิดที่เป็นบวก หน้าตา แววตา ก็จะมีความสุข โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว คนที่พบเห็นก็อยากเข้ามาหา พูดคุยด้วย เพราะเป็นคนที่มีพลังบางอย่างที่อยู่ในตัวเอง เรื่องดีๆ ก็จะเข้ามาเอง