เคยถามตัวเองหรือไม่ว่า ทุกวันนี้กินผัก-ผลไม้ มีสารพิษที่ตกค้างในตัวคุณบ้างไหม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2559 เวลา 18:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/411582

เคยถามตัวเองหรือไม่ว่า ทุกวันนี้กินผัก-ผลไม้ มีสารพิษที่ตกค้างในตัวคุณบ้างไหม!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์/ โพสต์กราฟฟิก

ผู้บริโภคอย่างเราๆ เคยถามตัวเองหรือไม่ว่า ทุกวันนี้กินผัก-ผลไม้ อิ่มสารอาหารหรืออิ่มสารพิษกันแน่ รู้หรือไม่ว่า จากการสุ่มตรวจยาฆ่าแมลงในเลือดทั่วประเทศพบว่า 1 ใน 3 ของเกษตรกรมียาฆ่าแมลงตกค้างในระดับมีความเสี่ยงและไม่ปลอดภัย ขณะที่ผู้บริโภคกลับพบยาฆ่าแมลงตกค้างในกระแสเลือดมากกว่าเกษตรกรเสียอีก!

ข้อมูลจากเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN : Thailand Pesticide Alert Network) ระบุถึงการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของไทย ซึ่งนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปริมาณนำเข้า 75 ล้านกิโลกรัมในปี 2548 เพิ่มเป็น 172 ล้านกิโลกรัม และมีมูลค่ากว่า 2.4 หมื่นล้านบาทในปี 2556

 

172 ล้านกิโลกรัมไปอยู่ที่ไหนบ้าง จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนของสำนักควบคุมพืชและวัสดุทางการเกษตร ที่ระบุถึงการรายงานชนิดของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างในผักผลไม้กระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมทั้งในผักผลไม้เพื่อการส่งออก เป็นรายชื่อวัตถุอันตรายทางการเกษตรกว่า 400 ชนิด และเป็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่อันตรายร้ายแรง 155 ชนิด

“หนึ่งในนั้นอาจกำลังวางอยู่ในจานตรงหน้าเรา และเรากำลังจะหยิบเคี้ยวพิษภัยเข้าสู่ร่างกาย หรือแม้กระทั่งหยิบเคี้ยวมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แล้วสารพิษตกค้างจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจะไปอยู่ที่ไหนเล่า ถ้าไม่ใช่ในตัวเราท่านทุกคน”

 

ผู้พูดประโยคนี้คือ ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (ไทย-แพน) เธอเล่าว่า สิ่งที่ไทย-แพนกำลังทำคือความพยายามขับเคลื่อนการยกเลิกและการจำกัดการใช้อย่างเข้มงวดในสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีพิษร้ายแรง (ดูรายละเอียดในเว็บไซต์ www.thaipan.org) ยุทธศาสตร์หลักคือการเดินไปทั้งโครงสร้าง ไม่เฉพาะเกษตรกร แต่ทุกภาคส่วนที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วม เดินหน้าสังคมไทยที่ปลอดภัยจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

สถิติการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชสูงขึ้นเรื่อยๆ ที่น่าเป็นห่วงคือ นำเข้าแล้วใช้ไม่ถูกต้อง เช่น นำเข้าเป็นสารเคมีเพื่ออุตสาหกรรมแต่หลุดไปใช้เพื่อการเกษตร หรือนำเข้ามาเพื่อใช้กับไม้ดอกไม้ประดับ แต่หลุดไปใช้กับพืชกินใบหรือในอาหาร ทำให้มีการตกค้างในอาหารหรือในผลผลิตสูงมาก คำตอบคือการแยกเคมีเพื่อการเกษตรออกมาจาก พ.ร.บ.วัตถุอันตราย วิธีนี้จะทำให้มาตรฐานการใช้เคมีเพื่อการเกษตรสามารถควบคุมได้

 

อีกด้านหนึ่งคือผู้บริโภค ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการผลักดันความปลอดภัยทางอาหารเช่นกัน นั่นหมายถึงสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล ขณะเดียวกันคือความเข้าใจต่อข้อมูล หลายครั้งและหลายกรณีที่ความเข้าใจคลาดเคลื่อน เช่น การล้างผักที่ถูกต้อง หลายคนยังเข้าใจผิด หลายคนยังสับสน เช่น ล้างด้วยวิธีนั้นวิธีนี้แล้วจะปลอดภัย หากจริงๆ แล้วคือความรู้ว่าสารพิษอะไรต้องล้างอย่างไร และล้างด้วยอะไร

“น้ำส้มสายชู เกลือ เบกกิ้งโซดา ผงถ่าน หรือด่างทับทิม ฯลฯ ต้องรู้ว่าจะใช้อะไรล้างอะไร คาร์บาริลในแอปเปิ้ลล้างไม่ออก อะซีเฟตในผักตระกูลกะหล่ำก็ล้างไม่ออก รวมทั้งสารพิษบางชนิดที่เป็นนัน-ซิสเต็มมิกซึ่งล้างออกได้เพียงบางส่วน สารพิษตกค้างแม้ผ่านการล้างแล้ว เพราะสารพิษได้ดูดซึมเข้าไปในเนื้อของผลไม้เรียบร้อยแล้ว” ปรกชลเล่า

กรณีของพืชผักหรือผลไม้นำเข้าที่มีสารพิษตกค้าง ปรกชลระบุว่า แนวทางคือการหาทางออกร่วมกัน ยิ่งเปิดเออีซี สินค้าพืชผักการเกษตรจะไหลบ่า หากไม่มีมาตรการหรือความเข้มงวดในการกำกับใช้กฎหมายที่ดีพอ นอกจากสินค้าจะมีปัญหาแล้ว เรื่องความปลอดภัยของสารปนเปื้อน พิษและสารเคมีก็น่าเป็นห่วง

 

“ไทยยังมีระบบการคัดกรองการนำเข้าผักผลไม้ที่ย่อหย่อน เปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน เช่น เวียดนาม ที่เข้มแข็งกว่ามาก มิพักต้องกล่าวถึงมาตรฐานของสหภาพยุโรป ที่นั่นใช้ระบบ Rapid Alert System ตรวจสอบผักผลไม้นำเข้า การสุ่มตรวจถ้าเจอสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานจะรีเจกต์หรือปฏิเสธการนำเข้าทันทีที่ด่าน ข้อมูลนี้จะถึงกันหมดทั่วสหภาพฯ ภายใน 24 ชั่วโมง รวมทั้งผู้บริโภคที่สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ด้วย”

รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์และสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนให้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชหมดไปจากกระบวนการจัดการด้านอาหารคือ การจับมือกันแบบ Multi-Sectoral เชื่อมทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน

“ตัวอย่างที่เครือข่ายฯ ทำคือการขยับจากภาคเกษตรไปสู่ภาคของสุขภาพ แล้วจับมือกับการคุ้มครองผู้บริโภค ล่าสุดจับมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เชื่อมต่อกลไกให้เกิดการปฏิบัติ  สังคมต้องรับรู้และเดินหน้าไปพร้อมกัน”

 

ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ กล่าวว่า ต่างประเทศใช้สารเคมีในภาคการเกษตรสูง แต่เป็นการใช้ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวด ใช้แล้วปลอดภัย หากเทรนด์คือการค่อยๆ ลด ค่อยๆ เลิก หันมามุ่งทางเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ใช้ปุ๋ยจากชีวภาพมากขึ้น คล้ายกับประเทศไทยเหมือนกัน กระบวนการในเรื่องนี้ต้องใช้เวลาและความอดทน รวมทั้งองค์ความรู้ (Evidence Base Policy)

ตบท้ายด้วยปรกชลที่สรุปว่า หนึ่งในกุญแจสำคัญคือผู้บริโภคเอง ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การเรียกร้องกินแต่คะน้าหรือกะหล่ำปลีทุกวันเป็นเรื่องที่ต้องหยุด หาความรู้และกินผักผลไม้ตามฤดูกาลกันบ้าง ใช่! การเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ใช่จะยากจนเกินการ จากการสุ่มตรวจครั้งล่าสุด ผู้บริโภคมากกว่า 60% มีระดับยาฆ่าแมลงในเลือดอยู่ในเกณฑ์ที่มีความเสี่ยง-ไม่ปลอดภัย รู้อย่างนี้…รีบเปลี่ยนดีกว่า สนับสนุนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ แล้วอย่าลืมส่งเสียงดังๆ ให้รัฐรู้ถึงความต้องการว่า เราต้องการอาหารที่ปลอดภัย เราเป็นผู้บริโภคที่ต้องการอาหารที่ไม่ปนเปื้อน

ตระหนักรู้ว่าเราเองคือผู้กำหนด เป็นผู้บริโภคเชิงรุก แล้วลุกขึ้นมาจากพฤติกรรมเดิมๆ กันเถอะ!

 

3 อันดับสารเคมียอดนิยมในไทย

คลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) สารกำจัดแมลงที่มีการนำเข้าสูงสุด โดยในปี 2557 มีปริมาณนำเข้า 2 ล้านกิโลกรัม (ไม่รวมผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารผสม) การออกฤทธิ์ กินตาย ถูกตัวตาย ผลกระทบเกิดที่ระบบประสาท ส่งผลให้มีความผิดปกติทางอารมณ์ ซึมเศร้า ทำลายสารสื่อประสาทที่เซลล์ประสาท ส่งผลต่อพัฒนาการทางประสาทของทารก เป็นพิษต่อสมอง มีผลไปตลอดชีวิต

คลอร์ไพริฟอส มักพบตกค้างในคะน้า ถั่วฝักยาว ถั่วหวาน ถั่วลันเตา ถั่วแระ ถั่วแขก บร็อกโคลี่ กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักโขม ผักฉ่อย ผักกาดฮ่องเต้ มะเขือม่วง พริก พริกแดง พริกชี้ฟ้า พริกแห้ง ผักชี ผักชีฝรั่ง ผักแพว กะเพรา สะระแหน่ ขึ้นฉ่าย กระเทียม ข้าวโพด มันเทศ มันฝรั่ง มะนาว ส้ม แอปเปิ้ล ฝรั่ง แตงโม สตรอเบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ องุ่น ทับทิม ลิ้นจี่ สาลี่ กล้วย แก้วมังกร

พาราควอต (Paraquat) ในปี 2557 มีปริมาณนำเข้า 21 ล้านกิโลกรัม พาราควอตมีพิษสูงและไม่มียาต้านพิษ หากใช้พาราควอตในการเก็บเกี่ยว เช่น ถั่วเขียว มีโอกาสสูงที่จะพบการตกค้างในผลผลิต เป็นสารเคมีไม่ระเหยจึงแขวนลอยเป็นอนุภาคอยู่ในอากาศ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ไอ ปัญหาสายตา ท้องเสีย ระคายเคือง ปวดหัว คลื่นไส้ ถ้าสัมผัสโดยตรงจะชักนำให้เซลล์ตาย ผิวหนัง ตา ปอดเสียหาย ทำลายเซลล์ประสาท รบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ ไต ตับ หัวใจ

พาราควอตตกค้างยาวนาน โดยมีค่าครึ่งชีวิตในน้ำ 2-820 ปี (FAO, 2008) ในดิน 10-20 ปี (UNEP, 2011) ในประเทศไทยมีรายงานการตกค้างของพาราควอตในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสงคราม แม่น้ำปากพนัง และแม่น้ำจันทบุรี พบการตกค้างของพิษในสัตว์น้ำ

ไกลโฟเซต (Glyphosate) สารกำจัดวัชพืชยอดนิยม ที่ในปี 2557 ปริมาณนำเข้า 63 ล้านกิโลกรัม คิดเป็น 40% ของสารกำจัดศัตรูพืชทั้งหมด มูลค่าการนำเข้า 4,531.25 ล้านบาท แต่มูลค่าการตลาดสูงกว่า 1 หมื่นล้านบาท/ปี นิยมใช้กำจัดวัชพืช หากใช้ในภาคการเกษตรจะปนเปื้อนแหล่งน้ำ น้ำใต้ดิน และน้ำดื่ม มักพบตกค้างในถั่วเหลืองจีเอ็มไอ นมโค น้ำผึ้ง และซอสถั่วเหลือง เหนี่ยวนำเซลล์มะเร็ง จับกับโลหะหนักก่อโรคไต และเป็นพิษต่อระบบประสาท

 

When is a hip replacement necessary?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/When-is-a-hip-replacement-necessary-30278285.html

HEALTH

Diseases of the hip can cause more severe pain than osteoarthritis in other parts of the body.

This pain is usually difficult to tolerate by those inflicted with the condition because the hip is a major weight-bearing joint in the body, constantly has to work hard, and is related to the functions of movement. In some cases, the hip joint will even hurt while the patient is doing nothing or just moving the hip gently. In addition to the hip pain, patients with this condition will start to hobble and younger people are less likely to tolerate any hindrance in their walking.

In Thailand, there are two common causes of diseases of the hip: osteonecrosis (lack of blood supply to the bone), especially from the use of steroids or pain medications; and degenerative condition, which occurs in old age. Other causes include hip problems from birth and injuries causing hip dislocations or hip fractures, as well as a few other less common causes.

Hip cancer can develop in two ways, metastatic and locally invasive, both of which will cause hip pain at all times in all positions and to a more severe extent than from osteoarthritis. Patients with hip cancer may experience low-grade fever, loss of appetite, and weight loss. Patients with hip infections will also suffer from severe pain and have high-grade fever but without any loss of appetite or weight loss.

Whether or not a hip replacement is needed depends on each individual patient and condition.

It is primarily older patients who benefit from hip replacement. In contrast, hip replacement is not recommended for younger patients because they tend to be more active and the artificial hip joint will be used for an extended period of time.

This can cause the joint to wear out before the end of their lifetime, necessitating the hip joint to be replaced several times. In most cases, one hip replacement surgery is performed in patients over 65 years of age and the artificial hip is expected to last for their entire life. However, the life expectancy of the artificial hip joint varies according to how it is used.

It can last up to 25 years if it is used only for walking, whereas engaging in more activities will shorten its life expectancy. Each patient’s health conditions are also taken into consideration when deciding on hip replacement surgery.

For example, hip replacement surgery should be performed for young patients if they have an underlying life-threatening disease because the artificial hip will help improve their quality of life and reduce their suffering from severe pain, enabling them to lead a normal active life.

There are different types of artificial hip joints, cemented and uncemented prosthesis. In an uncemented hip replacement, the surface of the implant is covered in a coating that enables it to be attached to the bone.

A cemented hip replacement on the other hand uses a special type of cement to secure the implant to the bone. Although the uncemented hip replacement is expensive, it is durable, safe and requires only simple surgery.

The type of surgery used depends on the surgeon’s expertise and patient’s age and lifestyle. Moreover, there is a special technique involving a minimally invasive procedure requiring only a 4.5 cm incision.

Patients who are not very heavy will recover quickly and can walk the next day with minimal tissue damage and pain, thereby requiring less postoperative pain medication. Patients who have this procedure can also return to work faster.

DR PRAKIT TIENBOON is an Orthopaedic Spine Surgeon and director of the Revision Spine Centre at Samitivej Srinakarin Hospital. |Call (02) 378 9000.

Prenatal diagnosis

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/Prenatal-diagnosis-30277704.html

DR THEWIN DEJTHEVAPORN January 26, 2016 1:00 am

There are many reasons behind the ever-decreasing size of families and economic and social factors probably play the biggest role.

One of the results of this lower birth rate is the expectation of parents that the children they do choose to have are healthy, both physically and mentally.

With the advances in medical technologies, a doctor can now diagnose conditions affecting babies while they are still in the womb. And although many birth defects cannot be prevented, proper treatment can be planned for mother and baby.

PRENATAL DIAGNOSIS CAN BE |PERFORMED BY THE FOLLOWING METHODS:

ULTRASOUND

Ultrasound helps an obstetrician to see the baby in the womb and it has now become a widely accepted and safe tool. Ultrasound can be used at any stage of the pregnancy and is able to help detect birth defects, including abnormalities of the baby’s face and neck (such as a cleft lip), heart valve disease, abnormalities of the head and spinal cord (such as hydrocephalus and spina bifida), gastrointestinal abnormalities (such as stenosis of the oesophagus, abdominal wall defects), urinary tract abnormalities (such as renal agenesis and hydronephrosis), and structural abnormalities (such as short arms-legs, or clubfoot). Recently, a modern 4D ultrasound technology has been developed to create motion pictures of the foetus as well.

MATERNAL SERUM SCREENING TEST

Foetal proteins excreted in the mother’s blood can be measured from a blood test taken from the mother between 16-18 weeks of pregnancy. This test can detect foetal chromosome abnormalities such as Down Syndrome in the foetus of pregnant mothers younger than 35 years old. The mother’s blood can be examined for levels of Maternal Serum Alpha – Fetoprotein (MSAFP). A high level of MSAFP means that the baby has spina bifida and there is a sac affecting the spinal column. A low level of MSAFP could indicate Down Syndrome. A Triple Test is used to measure the levels of MSAFP, Human Chorionic Gonodotropin (HCG) and Estriol (E3). This test is used to screen for Down syndrome babies in the womb.

PREIMPLANTATION GENETIC DIAGNOSIS: PGD

PGD is a technique used to identify genetic defects in embryos before pregnancy. It is a process of removing a cell from an in vitro fertilisation embryo for biomolecular analysis prior to transferring screened embryos to the uterine cavity. This technique is used to diagnose chromosomal abnormalities, like Down syndrome, and genetic disorders, like thalassaemia. PGD is used for couples at risk of having a child with a genetic disease.

AMNIOCENTESIS

Amniocentesis is a medical procedure mostly used to detect chromosomal abnormalities in the foetus, like Down syndrome, and genetic disorders, like thalassaemia. The procedure involves drawing amniotic fluid through the mother’s stomach under continuous ultrasound monitoring and control. Approximately 15-20 ml of amniotic fluid is removed for laboratory testing and the results usually take about 3-4 weeks. Amniocentesis is performed when the mother is between 16-18 weeks pregnant. The common indicators for amniocentesis to be performed are:

-Mother who are 35 years or older at delivery

-A previous child with chromosomal abnormalities

-Father/mother or blood relatives with chromosomal abnormalities

-History of recurrent miscarriage

-Abnormal results of mother’s blood test

-Foetal malformations identified from ultrasound

CORDOCENTESIS

With this procedure, a needle is inserted into the umbilical cord to retrieve foetal blood through the mother’s stomach. The procedure is carried out under ultrasound monitoring and control. The blood sample is then sent to a laboratory to check for chromosomal abnormalities, like Down Syndrome, and to diagnose genetic diseases, like thalassaemia, as well as congenital infections, such as Rubella and Toxoplasma, which cause defects or even death for the foetus in the womb. Cordocentesis is performed when the mother is 18 weeks pregnant or more, and has the same diagnostic indications as amniocentesis.

Prenatal Diagnosis is an option for couples at risk of having a child with a disease and enables them to know if the foetus is affected so that treatment can be planned in advance.

DR THEWIN DEJTHEVAPORN is an OB/GYN and Maternal Foetal Medicine Specialist with Samitivej Sukhumvit Hospital’s Women’s Health Centre. |Call (02) 711 8555-6.

The fight against thalassaemia

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/The-fight-against-thalassaemia-30277163.html

HEALTH MATTERS

A genetic or inherited blood disorder that affects both men and women and can be passed from parents to children through genes, thalassaemia is a blood disorder in which the body makes an abnormal form of haemoglobin.

Approximately one per cent of the Thai population is affected by thalassaemia, and more than 30 per cent are carriers of the abnormal genes. Thalassaemia carriers are generally healthy but can pass the abnormal genes to their children, which is why it is important that any woman wanting to become pregnant undergoes screening. If you become pregnant and find out from a blood test that you have thalassaemia genes, you should seek medical advice.

Symptoms of thalassaemia include:

  • Pale appearance
  • Fatigue
  • Abdominal swelling
  • Enlarged spleen (marked splenomegaly)
  • Yellow discoloration of skin (jaundice)
  • Bone deformities in the face
  • Slow growth

The signs and symptoms the patient experience may differ depending on the type and severity of thalassaemia they have. Some show signs and symptoms of thalassaemia at birth, while others may develop signs or symptoms during the first two years of life. People with only one affected haemoglobin gene don’t experience any thalassaemia symptoms.

Thalassaemia is diagnosed through a genetic blood test and haemoglobin test. Although thalassaemia treatment is difficult and time consuming, it can be cured with a bone marrow transplant by using stem cells from the donor that match both the DNA and Human Leukocyte Antigens (HLA) of the affected individual. The most preferable donor is the patent’s sibling who has HLA matched. If there is no HLA matched sibling available, a matching unrelated donor is a viable alternative.

Without a bone marrow transplant, a child born with severe thalassaemia will face a lifetime of monthly blood transfusions. This is not without its risks, as the patient could well receive extra iron from the transfusions, which can lead to iron deposits in the liver, heart and pancreas.

The bone marrow is a blood-like tissue inside the bones. It produces new blood cells. These include red blood cells, which carry oxygen to the organs in the body; white blood cells, which help defend the body against infectious disease as part of the immune system; and platelets, which help the blood to clot. A bone marrow transplant, – today more commonly called a stem cell transplant – is a standard procedure used to treat a variety of both genetic and non-genetic blood diseases. This treatment has been used in Thailand for more than 20 years and the outcome is every bit as effective as similar treatments in Europe and America.

Advice for patients with thalassaemia:

l Eat a balanced and healthy diet with food from all five food groups

l Have a regular dental check-up every 6 months

l Avoid working too hard and playing too rough

l Do not take vitamins without medical advice

l Stay in areas that are well-ventilated so as to avoid infections

l See a doctor for treatment if you have a severe pain in your upper right abdomen, fever or jaundice

In order to avoid thalassaemia, it is important for you and your partner to have a blood test for this serious disorder. People who are carriers of a thalassaemia gene usually show no thalassaemia symptoms and we cannot know if they are carriers without a blood test. So do take time to have a screening test before having a child to avoid passing the thalassaemic gene to your offspring.

With the progress in advanced medical technology, diagnosis, effective treatment and prevention, patients can be cared for from infancy through childhood to adulthood. This progress will help thalassaemic patients to enjoy a better quality of life.

PROFESSOR EMERITUS THIP SRIPHAISAL is a Paediatric Haematologist and Oncologist at Samitivej International Children’s Hospital, |Sukhumvit Campus. Call (02) 711 8236-7.

ดูแลสุขภาพตามแนวทางชีวจิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/411195

ดูแลสุขภาพตามแนวทางชีวจิต

โดย…มัลลิกา mallikan@posttoday.com

นับเป็นเรื่องที่ดีเมื่อปัญหาสุขภาพถูกนำไปเป็นประเด็นให้ถกกันและหาวิธีดูแลรักษาให้สุขภาพดีในทุกหน่วยงาน ล่าสุด ทีลีสซิ่ง ในเครือเอ็ม บี เค กรุ๊ป ได้จัดกิจกรรม“ที ลีสซิ่ง บอดี้ แอนด์ มายด์ อัพเกรดดิ้ง”เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการปรับสมดุลร่างกาย จิตใจ และการดูแลสุขภาพตามแนวทางชีวจิต เพื่อกระตุ้นร่างกายและจิตใจให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า

นพ.ประมวล จารุตระกูลชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมตามแนวทางชีวจิต โฮมคลินิก กล่าวว่า “หากอยากมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยเราจะต้องกิน นอน ทำงาน พักผ่อน และออกกำลังกายให้สมดุลกัน นอกจากนี้การกระตุ้นGrowth Hormone ก็ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย โดยเลือกรับประทานโปรตีนในพืชจำพวกตระกูลถั่ว อาหารที่มีแคลเซียมแมกนีเซียม และฟอสฟอรัส รวมถึงผักผลไม้ที่มีวิตามินบีและซี อีกทั้งการนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ ทำสมาธิให้จิตใจสงบ ไม่เครียดหรือวิตกกังวลเกินไป และการออกกำลังกายก็ส่งผลให้ Growth Hormone ในร่างกายหลั่งออกมามากขึ้น ทำให้เรามีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ”

นพ.ประมวล กล่าวเพิ่มเติมว่า “ขณะนี้น้ำหมักผลไม้กำลังเป็นที่นิยม ซึ่งการทำน้ำหมักนั้นไม่ยาก เพียงนำผัก ผลไม้ เช่น ส้ม ทับทิม แอปเปิ้ล องุ่น มะนาว หรือดอกไม้ที่มีประโยชน์และควรเป็นดอกไม้ที่ปลูกเอง เช่น มะลิ กุหลาบ อัญชัน มาแช่ในน้ำสะอาดทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมงแล้วนำมาดื่ม สารละลายจากดอกไม้และผลไม้สดที่อยู่ในน้ำสามารถช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังเป็นยาระบายอ่อนๆ และช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นด้วย”

สุดท้ายการพักผ่อนควรนอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการนอน คือ เวลา 22.00-06.00 น. และการนอนหลับสนิทต่อเนื่อง 90 นาที จะทำให้รู้สึกสดชื่นอารมณ์ดีหลังตื่นนอนเพราะในเวลาที่เราหลับ วัฏจักรการทำงานของสมองจะใช้เวลาแต่ละรอบยาวประมาณ 90 นาที

 

โปรแกรมเบิร์น 45 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/411193

โปรแกรมเบิร์น 45 วัน

โดย…มัลลิกา mallikan@posttoday.com

ใครที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะผอมๆๆ แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ผอม จนท้อใจยอมแพ้ไม่ลดมันละน้ำหนัก อยากให้มาลองฮึดสู้กันอีกสักตั้ง ไปพร้อมกับเทรนเนอร์ชื่อดังครูเชอร์รี่-นนท์ณัฐดา อำมาตย์ นักกีฬาฟิตเนสดีกรีแชมป์โลกและอันเดอร์ อาร์เมอร์ (Under Armour) แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ ที่มาแนะนำโปรแกรมสร้างความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงตัวเองภายใน 45 วัน ซึ่งเธอใช้กับลูกศิษย์ทั้งระดับซุป’ตาร์ ไปจนถึงคุณแม่ลูกสองเห็นผลมาแล้ว

“โปรแกรมนี้เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ต้องการออกกำลังกายเพื่อการมีรูปร่างและสุขภาพที่ดีขึ้น คุณจะรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงในตัวเอง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้คุณมีกำลังใจอยากพัฒนาตัวเองไปสู่การเปลี่ยนเป็นคนใหม่อย่างชัดเจน โปรแกรมเบิร์น 45 วันนี้ อาศัย 2 เทคนิคง่ายๆ คือ คาร์ดิโอและการควบคุมอาหาร หากคุณใช้เวลาในการออกกำลังกายนานหรือเคร่งครัดกับการควบคุมอาหารมาแล้ว แต่น้ำหนักไม่ลดลงเลย คุณอาจต้องหันมาทบทวนและประเมินตัวเองว่าสิ่งที่ทำอยู่อาจไม่ถูกต้อง”

คาร์ดิโออย่างไรให้ผอม

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอวาสคิวลาร์ซิสเต็ม หรือคาร์ดิโอ หรือที่พูดติดปากกันว่า “เบิร์น” คือการออกกำลังกายที่เน้นการพัฒนาระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งสามารถช่วยลดไขมันด้วยการเพิ่มการเผาผลาญและการใช้พลังงาน โดยมีอัตราการเต้นของหัวใจเป็นตัววัดความเข้มข้นของการออกกำลังกาย การออกกำลังกายที่ได้ผลควรมีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่สำหรับคนทั่วไป ระหว่าง 60-75 เปอร์เซ็นต์ เป็นระดับที่ร่างกายสามารถดึงเอาไขมันไปใช้ได้ หากอัตราการเต้นของหัวใจต่ำเกินไปจะทำให้การเบิร์นไม่มีประสิทธิภาพ และหากมากเกินไปร่างกายจะดึงโปรตีนจากกล้ามเนื้อไปใช้

หากออกกำลังกายด้วยเทคนิคสลับช้า-เร็ว อัตราเผาผลาญที่เหมาะคือตอนสปรินต์ (วิ่งเร็ว) อยู่ที่ 85 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการคาร์ดิโอในแบบความเข้มข้นต่ำ หรือ Low Intensity Cardio ที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 60-75 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการออกกำลังกายให้ได้ผลดีที่สุดควรมีอัตราการเต้นของหัวใจที่ 60-85 เปอร์เซ็นต์ หรือชีพจร 120-170 ครั้ง/นาที เพียงออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง 30-60 นาทีขึ้นไป โดยให้หัวใจเต้นคงที่ในระดับที่กำหนดตั้งแต่นาทีที่ 2 จนถึงนาทีสุดท้าย อย่างน้อย 3 วัน/สัปดาห์ เป็นวิธีที่ได้ผลและใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอมีข้อจำกัดน้อยที่สุดและหลากหลายวิธีทั้งในร่มและกลางแจ้ง ทั้ง วิ่ง ปั่นจักรยาน โยคะ พิลาติส ว่ายน้ำ เทนนิส กระโดดเชือก และคลาสเต้นต่างๆ ให้เลือกตามความชื่นชอบ

รับประทานอย่าอด อย่าลด

70 เปอร์เซ็นต์ ของการลดน้ำหนักที่ได้ผลคือ ควบคุมอาหาร รับประทานให้เพียงพอต่อปริมาณการบริโภคอาหารต่อวัน และให้ครบ 3 มื้อ ตามอาหารหลัก 5 หมู่ โดยเน้นรับประทานโปรตีนสูงและคาร์โบไฮเดรตต่ำ โดยสามารถจำปริมาณแคลอรีพื้นฐานง่ายๆ คือ โปรตีนหรือคาร์โบไฮเดรต 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี และแอลกอฮอล์ 1 กรัม ให้พลังงาน 7 กิโลแคลอรี ควรงดของหวานและไม่รับประทานผลไม้ที่มีรสหวานมากๆ

นอกจากนี้ ครูเชอร์รี่ ย้ำว่า หากอยากผอมต้องรับประทานโปรตีนทุกมื้อ และไม่ควรอดอาหารหรือรับประทานอาหารแบบจำกัดแคลอรีให้ต่ำที่สุดเหลือเพียง 1,200 กิโลแคลอรี/วัน เพราะจะทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายต่ำยิ่งจะทำให้ผอมช้า

ไปให้ถึงเป้าหมาย

หลายตั้งเป้าลดความอ้วนและล้มเหลวมาแล้ว ครูเชอร์รี่มีเคล็ดลับให้ไปถึงเป้าหมายได้ “ให้ตั้งเป้าหมายระยะยาว เพื่อไม่ให้เครียดและไม่เบื่อ โดยระหว่างโปรแกรมหมั่นสังเกต ประเมิน ปรับเปลี่ยน การออกกำลังกายให้เหมาะกับตัวเอง แค่เพียงเพิ่มความหนักเบาของการออกกำลังกายตามอัตราการเต้นของหัวใจ แนะนำให้สังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ของตัวเองเพื่อสร้างกำลังใจให้ทำต่อไป ความเหนื่อยระหว่างหนทางสู่เป้าหมายส่วนใหญ่จะมาจากเรื่องควบคุมอาหาร ขอให้อดทนเอาชนะโปรแกรมนี้อย่างน้อยที่สุด 10 วันแรก แล้วร่างกายจะปรับตัวได้ หลังจากนั้นหากรู้สึกเครียดมากๆ อนุโลมให้สามารถให้รางวัลตัวเองอาทิตย์ละ 1 วัน ด้วยขนมสุดโปรดสัก 1 ชิ้น”

เอ้าสาวๆ มาเริ่มต้นไปให้ถึงเป้าหมายกันเถอะ!!!

 

3 ข้อต้องรู้! เลือกน้ำมันอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2559 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/410342

3 ข้อต้องรู้! เลือกน้ำมันอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

หลายคนหันมาดูแลสุขภาพ โดยทำอาหารทานเองเพื่อจะได้เลือกวัตถุดิบที่มีประโยชน์ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจมองข้ามก็คือ “น้ำมันประกอบอาหาร” ทีมงาน Posttoday จึงขอนำวิธีเลือกน้ำมันพืชให้ดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริงมาฝากกัน

กรดไขมัน…เรื่องสำคัญที่ต้องรู้
ในน้ำมันพืชทุกชนิด ประกอบด้วยกรดไขมัน 3 ตัว แต่จะมีปริมาณกรดไขมันแต่ละตัวแตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพแตกต่างกันไปด้วย
1. กรดไขมันอิ่มตัว (SFA) เป็นกรดไขมันตัวร้ายที่ไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C) พบมากในน้ำมันปาล์มและน้ำมันมะพร้าว
2. กรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิดตำแหน่งเดียว (MUFA) เป็นกรดไขมันดีที่ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลตัวที่ดี (HDL-C) และช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C) พบมากในน้ำมันมะกอกและน้ำมันรำข้าว
3. กรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิดหลายตำแหน่ง (PUFA) เป็นกรดไขมันที่ลดคอเลสเตอรอลทั้งแบบที่ดี (HDL-C) และคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C) พบมากในน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวันและน้ำมันข้าวโพด

ไขมันที่ดี…ต้องมีแถมวิตามินและสารฟังก์ชั่น
ในไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี่ และเป็นตัวช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามิน A D E K อย่างเต็มที่ แต่ถ้าเรารู้จักเลือกชนิดของไขมันแล้ว เราก็ยังจะได้รับวิตามินและสารฟังก์ชั่น ที่จะช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้เรามากยิ่งขึ้น

เปรียบเทียบปริมาณวิตามินและสารฟังก์ชั่น*

* สารฟังก์ชั่น หมายถึง สารอาหารชนิดใดๆ ที่อยู่ในรูปธรรมชาติ หรือที่ถูกแปรรูปไปเพื่อให้ประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือจากประโยชน์ที่ได้รับจากสารอาหารที่รับประทานกันในชีวิตประจำวัน

ประโยชน์ของสารฟังก์ชั่น
โพลีฟีนอล (Polyphenols) เป็นสารธรรมชาติที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และลดระดับคอเลสเตอรอล
โอรีซานอล (Oryzanol) เป็นสารธรรมชาติที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่า ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ที่ไม่ดี(LDL-C) ช่วยต้านการอักเสบ และช่วยปรับสมดุลของระบบฮอร์โมนในสตรีวัยทอง
ไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) หรือแพลนท์สเตอรอล (Plant Sterols) เป็นสารธรรมชาติที่มีคุณประโยชน์หลากหลาย ทั้งช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอก ทำลายเซลล์มะเร็ง เต้านม ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย

จุดเกิดควัน (Smoke Point) เรื่องสำคัญที่อย่ามองข้าม

เลือกน้ำมันให้มั่นใจว่าดีต่อสุขภาพจริงๆ ต้องเลือกน้ำมันที่ทนต่อความร้อนสูง คือต้องมีจุดเกิดควันสูง (High Smoke Point) จึงจะปลอดภัยจากอันตรายของควันน้ำมัน ซึ่งเกิดจากการทอดหรือผัดที่ใช้ไฟแรงๆ เพราะมีงานวิจัยในไต้หวันพบว่าการสูดควันน้ำมันเข้าไปมากๆ ส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้ เรามาดูจุดเกิดควันของน้ำมันพืชชนิดต่างๆ กันดีกว่า

* น้ำมันปาล์ม มีจุดเกิดควันปานกลาง แต่สามารถนำมาทอดได้ เพราะมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง จึงทำให้อาหารกรอบ

เพียงรู้หลักการ 3 ข้อนี้ การเลือกน้ำมันพืชที่ดีจริงๆซักขวดก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว แถมข้อมูลเหล่านี้ยังทำให้เราเสมือนหนึ่งเป็นกูรูผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำมันพืชเพื่อสุขภาพกันอีกด้วย

*อ้างอิง
http://bit.ly/1TeYt2N
http://ns2.ph.mahidol.ac.th/phklb/knowledgefiles/_106.pdf

 

ท่า Half-Square Boat Pose Twist

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 13:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/410612

ท่า Half-Square Boat Pose Twist

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าโยคะตอนนี้ ประกอบด้วยการผสมสองท่าเข้าด้วยกัน คือ ท่าครึ่งสี่เหลี่ยม (Half-Square Pose) และท่าเรือ (Boat Pose) ท่า Half-Square เน้นที่การยืดเส้นใต้สะโพกต่อต้นขา ส่วนท่าเรือ เน้นที่กล้ามเนื้อหน้าท้องและต้นขา การผสมท่าต่อด้วยการเพิ่มการบิดตัว จะช่วยให้ลำตัวด้านข้างได้ทำงานมากขึ้นด้วย

ประโยชน์

· ยืดเส้นใต้สะโพก กระเบนเหน็บ

มาจนถึงต้นขา

· กดนวดอวัยวะในช่องท้อง

· ช่วยทำให้ข้อต่อสะโพกไม่ติดขัด

· หน้าท้องแข็งแรง ต้นขาแข็งแรง

· บริหารสะบัก ข้อต่อหัวไหล่ เปิดไหล่
วิธีปฏิบัติ

1 นั่งเหยียดขาขวา หลังตรง พับขาซ้าย วางข้อเท้าซ้ายที่บริเวณหัวเข่าขวา

 

2 ตั้งชันเข่าขวาขึ้น น่องขาซ้ายจะถูกพับมาอยู่แนบลำตัว วางมือขวาประคองที่พื้นด้านหลัง หายใจเข้า เหยียดแขนซ้ายขึ้น หลังตรง

 

3 หายใจออก บิดตัวไปทางขวา มือซ้ายอ้อมหน้าเท้าซ้าย มาจับเท้าขวาด้านนอก เท้าซ้ายจะวางอยู่บนต้นแขนซ้ายพอดี

 

4 หากทำต่อได้ พับแขนซ้ายใต้เข่าขวา มือขวาอ้อมด้านหลังไปจับมือซ้าย ประสานมือกันให้แน่น

 

 

5 หายใจเข้า หายใจออก ยกขาขวาขึ้นลอยจากพื้น เหยียดขา 45 องศา ทรงตัว บิดตัวไปด้านหลัง หายใจเข้าออก 3-5 ลมหายใจแล้วคลายท่าสลับข้าง

 

‘วงล้อขนมสามสี’ กลยุทธ์ลดหวานมันเค็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 13:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/410609

‘วงล้อขนมสามสี’ กลยุทธ์ลดหวานมันเค็ม

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

โรงพยาบาลแม่ใจ อ.แม่ใจ จ.พะเยา เป็นหนึ่งในภาคีที่ร่วมขับเคลื่อน “คนไทยอ่อนหวาน” ร่วมกับเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานมาตั้งแต่ปี 2552

ในปีแรกเน้นการรณรงค์บริโภคน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา ถัดจากนั้นมีการจัดประกวดเมนูอ่อนหวาน โดยการให้แม่ครัวของแต่ละศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคิดค้นเมนูอาหารอ่อนหวานเพื่อรวบรวมเป็นต้นแบบเมนูอ่อนหวานของจังหวัด

ความสำเร็จจากการดำเนินโครงการทำให้โรงพยาบาลแม่ใจขยายผลไปยัง “พฤติกรรมการบริโภคของเด็ก” โดยพุ่งเป้าที่จะลดการบริโภคน้ำหวาน น้ำอัดลม และขนมกรุบกรอบ

ที่น่าสนใจคือ นวัตกรรมการรณรงค์ ซึ่งใช้สื่อการสอนที่เรียกว่า “วงล้อขนมสามสี”

ทพ.ธิติพันธุ์ อวนมินทร์ ทันตแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลแม่ใจ ผู้รับผิดชอบโครงการ เล่าว่า การดำเนินการระยะแรก เริ่มต้นที่การส่งผ่านความรู้เรื่องขนมปลอดภัยและไม่ปลอดภัยไปยังครูและผู้ปกครองเป็นลำดับแรก โดยให้ครูและผู้ปกครองคัดแยกขนมตามคำกลอน “ไม่หวานไม่เหนียวติดฟันไม่เค็มไม่มันเกินไป ของว่างต้องมีกากใย เพื่อให้ลูกหลานฟันดี”

“ถ้าขนมชิ้นไหนผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 นี้ ก็จะเป็นขนมยิ้มที่เด็กกินได้ แต่ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์จะเป็นขนมร้องไห้ หรือขนมอันตรายต่อสุขภาพเมื่อคักแยกแบบนี้แล้วพบว่าแทบไม่มีขนมไหนเลยผ่านเกณฑ์ขนมยิ้ม กลายเป็นว่าตะกร้าขนมร้องไห้มีเยอะมาก ไม่มีทางเลือกให้เด็กได้กินเลย” ทพ.ธิติพันธุ์ ระบุ

เมื่อเจอปัญหาว่ามีแต่ขนมร้องไห้ ก็เลยคิดว่าให้กินได้แต่อย่ากินบ่อย หรือกินแค่วันละครั้งก็พอ เราก็มาศึกษาเรื่องฉลากไฟจราจร โดยปรับเกณฑ์ตามแบบของเรา เพื่อคัดทำการคัดแยกขนมตามสัญญาณไฟจราจรคือ ขนมปลอดภัย “สีเขียว” ขนมปลอดภัยปานกลาง “สีเหลือง” และขนมอันตราย “สีแดง”

นอกจากนี้ ยังได้นำ “วงล้อขนมสามสี”ซึ่งเป็นสื่อการสอนคัดแยกขนมมาใช้ด้วย เพื่อให้เด็กรู้สึกสนุกกับการเรียนรู้และเข้าใจง่ายขึ้น เมื่อเด็กๆ เรียนรู้การคัดแยกขนมนี้แล้ว เราก็ให้เด็กๆ ไปทำการคัดแยกขนมที่มีจำหน่ายตามร้านค้ารอบรั้วโรงเรียนและชุมชนแล้วนำบรรจุภัณฑ์ตัวอย่างมาติดบนบอร์ดขนมสามสีแสดงไว้ในโรงเรียน

จากนั้นจึงขยายโครงการออกสู่ชุมชน โดยการขอความร่วมมือร้านค้าภายใน อ.แม่ใจจำนวน 46 ร้าน ในการเข้าร่วมโครงการ “ร้านค้าอ่อนหวาน” โดยแต่ละร้านมีการจัดวางขนมสีเขียวออกมาชัดเจน ร้านค้าอ่อนหวานสามารถขายได้ทุกอย่าง แต่ต้องแยกขนมหวานสีเขียวแยกออกมาเพื่อให้เข้าถึงได้ง่าย ในส่วนร้านค้าในเขต อบต.แม่สุก จำนวน 15 ร้าน นอกจากจะคัดแยกขนมจากชั้นวางแล้ว ยังมี
การติดป้ายให้ข้อมูลขนมสามสีด้วย

การดำเนินงานของโรงพยาบาลแม่ใจนับเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนการลดบริโภคน้ำตาลระหว่างหน่วยงานและชุมชนที่น่าชื่นชม

 

เตือนระวังภัยหนาว… จากพิษภัยแมลงก้นกระดก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 13:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/410607

เตือนระวังภัยหนาว… จากพิษภัยแมลงก้นกระดก

โดย…นพ.นภดล นพคุณ  นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

ในช่วงฤดูฝน ต้นฤดูหนาวในแต่ละปี แมลงก้นกระดก หรือที่เรียกว่า “ด้วงก้นกระดก” จะพบค่อนข้างมาก โดยเฉพาะตามพื้นที่ป่าเขา ตามบ้านเรือนทั่วไป เมื่อโดนแล้วจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน และมีผื่นแดงตามผิวหนัง จนมีข่าวแพร่ไปในสังคมออนไลน์ว่าเป็นแมลงอันตราย มีพิษทำให้ตาบอด เสียชีวิตได้ ความจริงแล้ว ผื่นที่เกิดจากแมลงชนิดนี้ ไม่ได้เกิดจากการที่มันกัดหรือต่อย แต่เกิดจากการที่ไปโดนแล้วบี้ทำให้สารเคมีในตัวที่ชื่อว่า Paederin ทำให้ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสไหม้มักเป็นรอยแปลกๆ ตามที่มือไปสัมผัส อาจเป็นเส้นทางทำให้คิดว่าเป็นงูสวัดหรือเริม บางครั้งพบลักษณะเฉพาะของโรคนี้ คือ Kissing Lesion คือถ้าเป็นที่ข้อพับจะเกิดผื่นที่เหมือนกันในด้านตรงข้าม ส่วนใหญ่มักโดนเวลากลางคืน แต่จะไม่เกิดอาการ มารู้ตัวก็มีผื่นแดงแล้ว จึงเกิดอาการทำให้มือที่สัมผัสไปโดนบริเวณอื่นแล้วเกิดอาการหลายตำแหน่งได้

จึงขอฝากเตือนประชาชนทั่วไปว่าให้ระมัดระวัง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นิยมเที่ยวป่าเขา หรือพักรีสอร์ท กางเต็นท์นอน ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โรคนี้มีการค้นพบในไทยหลายสิบปีแล้ว แต่มักพบบ่อยตามชานเมืองที่มีหนองน้ำ ปัจจุบันพบบ่อยขึ้นทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ และในทุกฤดูกาล ส่วนต่างประเทศมีรายงานการระบาด เช่น ไต้หวัน อินเดีย แอฟริกา แต่ยังไม่เคยมีการรายงานว่าถึงแก่ชีวิต

แมลงก้นกระดก หรือแมลงเฟรชชี่ (มักจะเจอช่วงเปิดเทอมใหม่ๆ) เป็นแมลงขนาดเล็ก ประมาณ 7-8 มม. ส่วนหัวมีสีดำ ปีกน้ำเงินเข้มขนาดเล็ก และส่วนท้องมีสีส้ม ชอบงอส่วนท้ายกระดกขึ้นลง ทำให้ได้ชื่อว่าแมลงก้นกระดก เป็นแมลงที่พบเฉพาะในเขตร้อนชื้น

อาศัยบริเวณพงหญ้าที่มีความชื้น ใกล้หนองน้ำ ชอบออกมาเล่นไฟและแสงสว่างตามบ้านเรือน ทำให้พบว่าลอดมุ้งลวดเข้ามาได้ สำหรับการป้องกันเมื่อโดนแมลงหรือปวดแสบปวดร้อน ให้ล้างด้วยน้ำสบู่และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง หรือใช้แอมโมเนียทาบริเวณที่โดนแมลงจะลดอาการแสบร้อนได้ ถ้าผื่นเป็นน้อยๆ จะหายไปเองได้ แต่ถ้ามีการติดเชื้อแทรกซ้อนต้องให้ยาปฏิชีวนะทาหรือรับประทานด้วย

การป้องกันถ้ามีแมลงมาเกาะพยายามอย่าตบ บดขยี้บนลงผิวหนัง ให้ปัดออกหรือกำจัดโดยวิธีอื่น หรือถ้าจะจับออกให้ใช้เทปกาวติดตัวแมลงออกมา แมลงชนิดนี้ชอบไฟในเวลากลางคืน ดังนั้นไม่ควรเปิดไฟแรงสูงทิ้งไว้เพราะแสงไฟจะล่อแมลงเข้ามา

จากการทดลองพบว่าแมลงจะชอบเข้ามาถ้าใช้แสงไฟนีออนหรือหลอดไฟที่มีแรงเทียนสูงกว่า 40 วัตต์ ดังนั้นประตูหน้าต่างควรบุด้วยมุ้งลวดที่มีความถี่มากๆ เพื่อให้แมลงเข้ามาไม่ได้ ถ้าไม่แน่ใจว่าโดนแมลงหรือไม่ แต่แสบๆ ร้อนๆ ให้ ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่รู้สึกแสบด้วยน้ำเปล่า หมั่นทำความสะอาดผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน มองหาตามผนังและเพดานใกล้หลอดไฟ ก่อนใส่เสื้อผ้าควรสะบัดให้แน่ใจว่าไม่มีแมลงติดอยู่ อย่าเปิดไฟนอน และควรปิดประตูหรือหน้าต่างให้ดีก่อนที่จะเข้านอน