มะเร็งปากมดลูก รู้ทัน ป้องกันได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/414057

มะเร็งปากมดลูก รู้ทัน ป้องกันได้

โดย…พุสดี

มะเร็งปากมดลูกเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของหญิงไทยเป็นอันดับสอง รองลงมาจากมะเร็งเต้านม ทุกๆ 2 นาที จะมีผู้หญิงเสียชีวิต 1 คน พบมากในช่วงอายุ 35-50 ปี ในงาน One Gift for One Life นพ.วิสิทธิ์ สุภัครพงษ์กุล นายกสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย อธิบายถึงสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูกว่า จากงานวิจัยพบว่าเกิดจากเชื้อเอชพีวี ซึ่งสามารถพบได้ในที่อับชื้น เช่น ด้ามกดชักโครก ที่รองนั่ง ก๊อกน้ำ แต่สาเหตุหลักของการติดเชื้อคือ การมีเพศสัมพันธ์

ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งเสริมให้เป็นมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย มีการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรหลายครั้ง มีประวัติการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานานๆ การสูบบุหรี่หรืออยู่ในบริเวณที่มีควันบุหรี่ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และสตรีที่ไม่เคยได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมาก่อน

ในระยะเริ่มแรกจะไม่แสดงอาการใดๆ แต่หากเป็นมากแล้ว จะสังเกตอาการหรือสัญญาณเตือนภัยของมะเร็งปากมดลูกได้จากการตกเลือดทางช่องคลอด โดยเลือดที่ออกจะมีลักษณะเป็นเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างมีรอบประจำเดือน เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ มีน้ำออกปนเลือด ตกขาวปนเลือด และเลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน เมื่อมะเร็งลุกลามมากขึ้นจะมีอาการขาบวม ปวดหลังรุนแรง ปวดก้นกบและต้นขา ปัสสาวะเป็นเลือด และถ่ายอุจจาระเป็นเลือด

“มะเร็งปากมดลูกสามารถรักษาและป้องกันได้ เพียงดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุกๆ 2-3 ปี รวมถึงการฉีดวัคซีนเอชพีวี เพื่อป้องกันต้นเหตุ พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงหรือลดความเสี่ยงที่จะสัมผัสกับเชื้อเอชพีวี”

 

อัพเกรดสุขภาพให้เฟรชตลอดปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/414056

อัพเกรดสุขภาพให้เฟรชตลอดปี

เทรนด์การรับประทานอาหารคลีนและการออกกำลังกาย นพ.ประมวล จารุตระกูลชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมตามแนวทางชีวจิต โฮมคลินิก แนะนำเทคนิคในการเสริมสร้างสุขภาพง่ายๆ ดังนี้

1.กินอย่างไรได้อย่างนั้น

อาหารรสหวานจัด มัน และเค็มจัด เป็นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะรสหวานส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนมารับประทานข้าวกล้องแทนข้าวหรือแป้งขัดขาว งดเนื้อสัตว์ย่อยยาก โดยเลือกรับประทานโปรตีนที่ได้จากเนื้อปลาหรือพืชตระกูลถั่วแทน ฯลฯ

2.แค่นอนหลับ 90 นาที ชีวิตก็เฟรชได้

ควรนอนหลับให้สนิทโดยไม่ตื่นอย่างน้อย 90 นาที เพราะในเวลาที่เราหลับ วัฏจักรการทำงานของสมองจะใช้เวลาแต่ละรอบยาวประมาณ 90 นาที ทำให้รู้สึกรีเฟรช อารมณ์ดี

3.อย่าทำงานหักโหม

ไม่ควรทำงานหักโหมและเครียดจนเกินไป สำหรับผู้ที่ทำงานออฟฟิศควรจัดท่านั่งให้เหมาะสม และลุกเปลี่ยนท่าทางอย่างน้อย 5-10 นาที เพื่อป้องกันอาการปวดตามร่างกาย นอกจากนี้ควรพักสายตาทุกๆ 1-2 ชั่วโมง

4.พักผ่อนให้เพียงพอ

ควรนอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการนอนคือ เวลา 22.00-06.00 น. นอกจากนี้การทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ชื่นชอบจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายยิ่งขึ้น

5.ออกกำลังกายวันละนิด

ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที 3-4 ครั้ง/สัปดาห์ โดยวิธีการง่ายๆ อย่างเช่น การเดินเร็ว 5 นาที สลับกับการเดินช้า 5 นาที ระยะเวลาครึ่งชั่วโมง

 

ขอประกาศอีกที ปีนี้ฉันจะผอม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/413892

ขอประกาศอีกที ปีนี้ฉันจะผอม!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

เป้าหมายช่วยให้เรารู้ว่า จะใช้ชีวิตอย่างไร “ปีนี้ฉันจะผอม” สำหรับสาวๆ ทุกคน เชื่อว่า นี่คือหนึ่งใน GPS นำทางของ (ทุก) ปีนี้ (อะแฮ่ม ไม่อยากพูดถึงหลายๆ ปีที่ผ่านมา)

ปีนี้ฉันจะผอม…ก็แล้วอะไรหนอที่ทำให้ฉันไม่ผอม อะไรหนอที่กั้นขวางทางฉันไว้ไม่ให้ไปถึงเป้าหมาย ในเมื่อฉันรู้ทุกอย่างซึ้งทุกอย่าง กินยังไงออกกำลังกายยังไงรู้หมดแต่ทำไม่ได้ ทำไมถึงทำไม่ได้…หนึ่งในคำตอบอาจคือกลไกทางจิตที่สาวอ้วนมองข้าม

พญ.กมลชนก เหล่าชัยศรี จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ เล่าให้ฟังว่า เป็นไปได้ที่ความอ้วนเกิดขึ้นจากภาวะจิตใจ รู้ว่าจะต้องกินยังไง รู้ว่าจะต้องทำยังไง แต่กินไม่ได้และทำไม่ได้เพราะจิตใจไม่มีวินัย ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ (ในทุกเรื่อง) คนอ้วนหลายคนหากศึกษาประวัติ จะพบว่า มีนิสัยควบคุมตัวเองไม่ได้ตั้งแต่เด็ก มีปัญหาเรื่องการเลี้ยงดู รวมทั้งภาวะความเจ็บป่วยทางจิต

 

“คนเรามีธรรมชาติที่หิว และเป็นธรรมชาติของคนที่จะเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีงานวิจัยที่ระบุว่า ถ้าปล่อยเด็กให้กินตามสบาย มีอาหารที่ดีกับอาหารที่ไม่ดีให้เด็กเลือกกินด้วยตัวเอง และเด็กได้เลือกโดยไม่อยู่ภายใต้ภาวะกดดันใดใด ธรรมชาติของร่างกายจะสั่งสมองให้เลือกหยิบอาหารที่ดีมากิน และจะหยุดเมื่ออิ่ม นี่คือธรรมชาติที่แท้จริงในการกินของมนุษย์” พญ.กมลชนก เล่า

ถ้าธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างนั้น ก็แล้วอะไรที่ทำให้มนุษย์ผิดไปจากธรรมชาติดั้งเดิม มนุษย์โลกกลายเป็นคนอ้วนถึงอ้วนมาก…เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร (อุ๊ปส์) ทำไมคนถึงอ้วน ตอบได้ว่า เพราะ 1.สิ่งแวดล้อม (รวมการเลี้ยงดู) 2.กรรมพันธุ์ และ 3.จิตใจ ความอ้วนเกิดจากกรรมพันธุ์ได้ ขณะเดียวกันก็เกิดจากสิ่งแวดล้อม รวมถึงจิตใจได้เช่นกัน

การเลี้ยงดูในวัยเด็กมีส่วนหล่อหลอมให้คนคนหนึ่งอ้วนหรือผอมเมื่อเติบโตขึ้น พ่อแม่กินอย่างไร ลูกกินอย่างนั้น อีกการเลี้ยงดูที่เข้มงวดหรือปล่อยปละละเลยในเรื่องการกิน ที่ส่งผลต่อวินัยรวมทั้งทรรศนคติ กลายเป็นกลไกทางจิตและกรอบความคิดเรื่องการกินทั้งชีวิตของคนคนนั้น

 

อะไรคือการเลี้ยงดูที่ส่งผลต่อทัศนคติเรื่องอาหาร พญ.กมลชนก กล่าวอีกว่า ในบางครั้งก็เป็นทัศนคติของพ่อแม่เอง รวมทั้ง “วิธี” ที่พ่อแม่ใช้ควบคุมลูกบนโต๊ะอาหาร ที่ส่งผลต่อเนื่องถึงการคิดและการตัดสินใจในการกินและการควบคุมตัวเองเมื่อโตขึ้น เรื่องนี้อธิบายให้เห็นภาพถึงสงครามบนโต๊ะอาหารใน 4 รูปแบบ ดังนี้

1.พ่อแม่ที่เข้าใจ และกำกับเรื่องอาหาร หมายถึง พ่อแม่ที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการกิน และใช้วิธีกำกับอย่างเข้มงวดบนโต๊ะอาหาร

2.พ่อแม่ที่ไม่เข้าใจ แต่กำกับเรื่องอาหาร หมายถึง พ่อแม่ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องโภชนาการ แต่กำกับการกินของลูกอย่างเคร่งครัด ห้ามเด็ดขาด เช่น ถ้าไม่กินผักจานนี้ให้หมด ก็ห้ามลุกออกไปจากโต๊ะนี้!

3.พ่อแม่ที่เข้าใจ และไม่กำกับเรื่องอาหาร หมายถึง พ่อแม่ที่มีความรู้ความเข้าใจดีพอ แต่เลือกที่จะเลี้ยงลูกอย่างตามใจในเรื่องอาหาร ลูกอยากกินอะไรกินได้ทุกอย่าง รักลูกและต้องการ “เสิร์ฟ” ให้เพียงพอในสิ่งที่ดีที่สุด

 

4.พ่อแม่ที่ไม่เข้าใจ และไม่กำกับเรื่องอาหาร หมายถึง พ่อแม่ในแบบที่หยวนๆ กินได้ทุกอย่างบนโต๊ะอาหาร เวลากินคือเวลาแห่งความสุข เต็มที่…จัดมา ให้อาหารแต่ไม่ให้ขอบเขต (ในการกิน)

“พ่อแม่ช่างกำกับแต่ขาดความเข้าใจ เป็นปัญหาที่สุด กำกับเกิน บังคับเยอะ ปัญหาก็เยอะ เด็กกินอิ่มแล้วแต่ลุกไปจากโต๊ะไม่ได้ ต้องกินต่อให้หมดเพราะพ่อแม่บังคับ กลายเป็นประสบการณ์เอาชนะกันบนโต๊ะอาหาร เด็กจะเรียนรู้ว่าต้องกินอย่างไรเพื่อให้พ่อแม่มีความสุข ซึ่งบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องถูกต้องเสมอไป โดยเฉพาะถ้าพ่อแม่ไม่มีความรู้ หรือในบางคนก็กินเพื่อเอาชนะ กลายเป็นประสบการณ์บนโต๊ะอาหารที่บิดเบี้ยวจากวัยเด็ก” พญ.กมลชนก กล่าว

หลายครอบครัวยังใช้เรื่อง “กิน” มากำหนดเด็ก ครอบเด็ก หรือใช้ในการกำหนดสิทธิของเด็กว่าจะได้หรือไม่ได้อะไร เราคงเคยได้ยินคุ้นๆ หูกันมาบ้าง เช่น “กินให้หมดเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นลูกจะไม่ได้ของเล่น” วิธีแบบนี้ไม่ควรใช้เลย เพราะอาหารควรเป็น “อาหาร” นั่นหมายถึงสิ่งที่ดีต่อร่างกาย ไม่ใช่ “รางวัล” หรือ “เงื่อนไข” คนหลายคนกินเพื่อปลอบใจตัวเอง กินเมื่อเครียด กินเพื่อแก้แค้น ฯลฯ ทั้งหมดมาจากทัศนคติและการปลูกฝังในครอบครัว

 

กินให้เป็นเวลา กินให้พร้อมกัน หมดเวลากินก็หยุดกิน ในเมืองไทยพ่อแม่ไม่ค่อยกินข้าวพร้อมลูก ควรนั่งกินให้พร้อมกัน เมื่อหิวให้กิน เมื่ออิ่มให้หยุด ระหว่างกินไม่ดูทีวี ไม่ทำกิจกรรมอื่น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งานวิจัยรายงานผลตรงกันว่า เด็กในกลุ่มนี้เมื่อเติบโตขึ้นจะไม่อ้วน

นอกจากนี้ คือไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่ นอกจากกินข้าวไม่พร้อมกัน ก็ยังไม่ออกกำลังกาย เลี้ยงลูกหน้าจอโทรทัศน์ อาหารที่ดีคืออาหารที่ทำกินสดๆ ใหม่ๆ ไม่ผ่านกระบวนการมาก แต่หลายครอบครัวไม่มีโอกาสหรือเวลาที่จะทำอาหารแบบสดใหม่ทุกครั้ง ต้องกินอาหารแช่แข็ง หรืออาหารขยะ เป็นไลฟ์สไตล์ที่ต้องเปลี่ยนด่วน เพราะไม่อำนวยให้เด็ก (หรือผู้ใหญ่) ผอมได้

“ในที่สุดก็อยู่ที่เรา ถ้าเราตั้งใจจะมีวิถีชีวิตที่ดี มีสุขภาพที่ดี จะผอมได้เอง ต้องเข้าใจว่าเราจะมีน้ำหนักที่ส่งผลต่อสุขภาพที่ดีได้ ต้องปรับทั้งวิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์และกรอบความคิด”

พญ.กมลชนก แนะให้มองว่า การกินไม่ใช่ประสบการณ์ทางรสชาติแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นประสบการณ์ทางจิตใจด้วย ความสุขทางใจคือการกินอาหารที่ดี ทำให้รู้สึกอิ่มและไม่หิว จึงไม่ต้องเติมเข้าไปตลอดเวลา แล้วก็จะไม่อ้วนไปเอง นั่นหมายถึงการที่เราต้องเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพเท่านั้น เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารเพียงพอ ก็จะหยุดหิวและไม่เรียกร้องอาหารแบบไม่รู้จบสิ้นไปเอง

 

เลิกคิดเรื่องน้ำหนัก ชีวิตนี้อายุจะยืนยาวหรือไม่ ไม่รู้และไม่สำคัญ สำคัญที่การดำรงอยู่ด้วยคุณภาพที่ดี ร่างกายของเรามีเพียงร่างกายเดียว ดูแลให้ดีที่สุด ดูแลร่างกายอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูแลจิตใจด้วย คิดให้ขาดว่าเราขาดอะไร

“คนอ้วนหลายคนมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ ชีวิตว่างเปล่า ไร้ความสัมพันธ์ที่มีความหมาย บางคนมีแต่น้อย การที่ไม่มีใครในชีวิตคือช่องโหว่และช่องว่างในชีวิต ที่หลายคนพยายามจะเติมให้เต็มด้วยอาหาร สมองหรือหัวใจมันเติมไม่ได้ด้วยการยัดอาหารลงไป แก้ไขด้วยการออกไปสร้างความสัมพันธ์กับผู้คน คุยกันเพื่อเติมใจให้เต็ม ไม่ใช่กินๆๆๆๆ แต่อาหาร”

ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพของสหรัฐ ผู้เขียน “กินอย่างไร ไม่อ้วน ไม่มีโรค” เล่าว่า ปัญหาการลดน้ำหนักไม่ได้เป็นเพราะความไม่เข้าใจกลไกการทำงานของร่างกาย เวลาที่น้ำหนักลดลงปริมาณหนึ่ง ระบบการเผาผลาญจะต่ำลง ในช่วงนี้ต้องเน้นการออกกำลังกาย

 

“การออกกำลังจะสำคัญในช่วงนี้ เพราะจะช่วยระบบการเผาผลาญที่ต่ำลงไปให้เพิ่มขึ้น ร่างกายจะใช้เวลาปรับตัว ในบางคนอาจนานถึง 6 เดือน ก็จะเป็น 6 เดือน ที่ต้องคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่น้ำหนักจะไม่เด้งกลับหรือโยโย่”

การปรับพฤติกรรมการกินต้องใช้เวลา ต้องอดทน และต้องมีความเข้าใจถึงเฟสหรือระยะในการลงของน้ำหนัก ช่วง 6 เดือนแรกจะเป็นการไปให้ถึงเป้าหมาย 7-10% ของน้ำหนักเริ่มต้น โดย 3 เดือนแรกจะเป็นช่วงที่น้ำหนักตัวลงได้เร็ว จากนั้นจะเริ่มช้าและนิ่ง เดือนที่ 4 เป็นต้นไปจึงต้องเน้นที่การออกกำลังกาย ถือเป็นโกลด์พีเรียดที่ต้องเคร่งครัดและลดให้ได้มากที่สุด ช่วง 6 เดือนไปแล้วถือเป็นเฟสที่ 2 ของการออกกำลัง เมนเทนน้ำหนักตัวไม่ให้เด้งกลับ

“จัดระบบตัวเอง ดูแลน้ำหนักตัวเอง และเรียนรู้ทำความเข้าใจกับร่างกายของตัวเอง เช่น ปัจจัยที่ทำให้เราอ้วน ความเครียดในบางครั้งก็ทำให้กินมากกว่าปกติ สังเกตตัวเองและควบคุมให้ได้ รักษาอัตราการออกกำลังต่อเนื่อง น้ำหนักตัวจะลงไปเรื่อยๆ”

 

นอกจากนี้ คือ พฤติกรรมนอนดึก มีข้อมูลใหม่ๆ รายงานว่า คนนอนดึกมีความเสี่ยงอ้วน เพราะกินตอนกลางคืนและระบบอัตราเผาผลาญเฉื่อย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่เพื่อสุขภาพที่ดี และทำให้เป็นนิสัย พฤติกรรมบางอย่างปรับได้ เช่น การชอบกินขนมหวาน ยังกินขนมหวานได้ แต่กินแค่ 1-2 คำ ก็เพียงพอ เพราะความสุขสูงสุดจากการกินอยู่ที่คำแรกและคำที่สอง เป็นต้น

“ลูกอ้วน เมื่อหันไปดูพ่อแม่ก็อ้วนเหมือนกัน พฤติกรรมการกินของเด็ก ซึมซับมาจากครอบครัว คนอ้วนหลายคนมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสมจากการเลี้ยงดู”

เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ You are What You Eat อีกต่อไป แต่เป็น You are What You Shop ที่กลายเป็นเทรนด์ในต่างประเทศ เมื่อช็อปหรือซื้อของกินเข้าบ้าน เลือกซื้อสิ่งที่ดีต่อสุขภาพตั้งแต่ต้น ก็จะได้กินแต่สิ่งดีๆ เลิกซื้อขนมกรอบไร้ประโยชน์หรือน้ำอัดลม แต่เลือกซื้อผักผลไม้ติดบ้าน เป็นทางเลือกที่ (ต้อง) เลือกเมื่อหิวขึ้นมา

ตบท้ายด้วย พญ.กมลชนก อีกรอบว่า ความอ้วนเป็นเพียงมิติหนึ่งในชีวิต สำคัญกว่านั้นคือมาตรฐานน้ำหนักที่เหมาะสม การตั้งเป้าหมายน้ำหนักที่เหมาะสมกับตัวเองน่าจะดีกว่าจะผอมหรืออ้วน ยิ่งไปกว่านั้น คือ การดูแลตัวเองให้มีความสุขทางจิตใจ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า ความสุขของคนไม่ใช่ความเด่นดังและความร่ำรวย แต่คนที่มีความสุขที่สุด คือ คนที่มีสุขภาพดี เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าลดน้ำหนักแล้วจะรูปร่างดีสวยหล่อหรือมีความสุขขึ้นทันที ใจที่ไม่อิ่มทำให้ร่างกายไม่อิ่ม ยิ่งหิวก็ยิ่งกินและยิ่งอ้วน นี่อาจคือคำตอบที่สาวๆ ทั้งหลายค้นหาอยู่

ปีนี้ฉันจะผอม! ถ้าคุณพยายามแล้วแต่ยังไปไม่ถึงไหน อาจต้องหันมาทบทวนและประเมินใหม่ถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจ เชื่อว่า GPS สู่เป้าหมายการมีสุขภาพดี จะทำงานได้ดีขึ้น

 

ท่ากบนอนคว่ำขาเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/413265

ท่ากบนอนคว่ำขาเดียว

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่ากบนอนคว่ำขาเดียว เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสะบักจม ปวดไหล่ เนื่องจากการทำงานคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน เป็นท่าที่ใช้ขามาช่วยกดสะบักไหล่ เพื่อบริหารข้อต่อหัวไหล่ รวมทั้งช่วยบริหารข้อต่อสะโพก ต้นขาและเข่าด้วย

วิธีปฏิบัติ

1.นอนคว่ำ ตั้งศอกซ้าย โดยที่มือวางนอกเสื่อระดับอก ปลายนิ้วหันออกไปด้านข้าง แขนขวาคว่ำมืองอศอกตั้งฉากวางราบกับพื้น ศอกวางห่างออกจากลำตัวเพียงเล็กน้อย

 

2.หายใจเข้า หายใจออก งอเข่าขวามาชิดศอกขวา พยายามกดสะโพกลง หายใจเข้าออก

3.หายใจเข้

า หายใจออก ยกเข่าขวาขึ้นมาทับศอกขวา เลื่อนขึ้นมาให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ สะโพกไม่ลอย หายใจเข้าออกลึกๆ 3-5 ลมหายใจแล้วคลายท่า ทำสลับข้าง

 

ชุดท่า : ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลด DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะราย 6 เดือนขึ้นไป 500 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

รามาฯ ลุยผลิต ‘พยาบาลขั้นสูง’ รับมือสังคมสูงอายุสมบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 13:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/413263

รามาฯ ลุยผลิต ‘พยาบาลขั้นสูง’ รับมือสังคมสูงอายุสมบูรณ์

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

ภายในระยะเวลาอีกเพียง 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society) โดยสมบูรณ์

แน่นอนว่างบประมาณค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาสุขภาพจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และข้อกังวลดังกล่าวมักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นอภิปรายในวงวิชาการเรื่องระบบสุขภาพ

ขัอเท็จจริงที่เกิดขึ้นและต้องยอมรับนั่นก็คือ ความพร้อมในการรับมือสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าใดนัก การสร้างหลักประกันด้านสุขภาพ การรักษาพยาบาล การยกระดับ และการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และการพยาบาล ยังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ

โครงการ  “Preparing for the Ageing Society” หรือโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีกับการผลิตพยาบาลเพื่อตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุจึงเกิดขึ้น และจะเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือกับปัญหาในอนาคตอันใกล้นี้

ผศ.ดร.เรณู พุกบุญมี ผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในผู้นำการเปลี่ยนแปลงคนสำคัญในแวดวงวิชาชีพพยาบาล ฉายภาพการผลิต “พยาบาลวิชาชีพ” (APN : Advanced Practice Nurse) พยาบาลเชี่ยวชาญเฉพาะทางควบคู่ไปกับการผลิตพยาบาลทั่วไป

ผศ.ดร.เรณู กล่าวว่า พยาบาลถือเป็นกระดูกสันหลังของระบบสุขภาพของทุกประเทศทั่วโลก เราในฐานะโรงเรียนพยาบาลจึงมุ่งมั่นที่ไม่ได้แต่เพียงผลิตพยาบาลเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับประเด็นในด้านสุขภาพของประเทศ โดยพยายามมองไปข้างหน้าถึงประเด็นท้าทายระบบสุขภาพ และกำหนดทิศทางของโรงเรียนเพื่อเตรียมรองรับอนาคต

ประเด็นด้านสุขภาพที่ใหญ่มากในปัจจุบัน คือการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรทั้งหมด 64.5 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้น จำนวน 9.4 ล้านคน หรือคิดเป็น 14.5% ของประชากรทั้งหมด และในแต่ละปีจะมีคนสูงอายุเพิ่มขึ้นถึงปีละ 5 แสนคน

ผศ.ดร.เรณู อธิบายว่า ในปี 2568 ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” มีผู้สูงอายุ 14.4 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นเกิน 20% ของประชากรทั้งหมดหรือในทุก 5 คน ของประชากรจะมีผู้สูงอายุ 1 คน ขณะที่สหประชาชาติ คาดการณ์ว่าสัดส่วนผู้สูงอายุของไทยมากกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน และไทยก้าวเข้าสู่สังคมคนแก่เร็วกว่าประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนประมาณ 20 ปี

“คาดการณ์กันว่าเมื่อถึงปี 2562 ภาระทางการคลังจะเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วน 7.4-7.8 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี” ผศ.ดร.เรณู ระบุ

ประเด็นความท้าทายของระบบสุขภาพในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คือการสร้างหลักประกันสุขภาพและการรักษาพยาบาล โดยความท้าทายของเรา คือ 1.ต้องการคนดูแล เพราะผู้ดูแลน้อยลง ทั้งพยาบาลที่ดูแลผู้สูงอายุที่ไม่เป็นโรคกับการดูแลผู้สูงอายุที่เจ็บป่วย 2.โรงพยาบาลไม่พอรับผู้สูงอายุในอนาคต

ปัจจุบันสภาการพยาบาลซึ่งเป็นสภาวิชาชีพพยายามผลักดันการผลิตพยาบาลเพิ่ม ขณะเดียวกันก็พยายามผลักดันเพื่อให้มีทางออกใหม่ๆ อย่างเช่นการเพิ่มจำนวน ผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง หรือที่เรียกว่า APN (Advance Practice Nurse) โดย APN ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จะช่วยลดภาระแพทย์และลดภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐ

ผู้เชี่ยวชาญพยาบาลขั้นสูง หรือ APN เป็นพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและรู้ลึกในแต่ละสาขากว่าพยาบาลทั่วไป ซึ่งมาจากการฝึกปฏิบัติทางคลินิกมายาวนาน พยาบาลกลุ่มนี้จึงมีทักษะที่สามารถดูแลผู้ป่วยที่ซับซ้อนขึ้นได้ ลดภาระของแพทย์ได้ และช่วยทำให้อัตราการอยู่โรงพยาบาลของผู้ป่วยลดลง ซึ่งส่งผลให้สามารถลดค่าใช้จ่ายภาครัฐและในบางกรณีทำให้ผลการรักษาดีขึ้นกว่าการดูแลรักษาโดยแพทย์ในโรงพยาบาลอีกด้วย

 

นพ.พนธกร พานิชกุล แนะวิธีผ่าสะโพกแนวใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 13:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/413262

นพ.พนธกร พานิชกุล แนะวิธีผ่าสะโพกแนวใหม่

ฉบับนี้ นพ.พนธกร พานิชกุล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่ากรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ เล่าให้ฟังเกี่ยวกับเทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ (Direct anterior approach total hip replacement) ซึ่งเป็นการผ่าตัดรูปแบบใหม่โดยผ่าตัดจากด้านหน้าข้อสะโพก เข้าระหว่างกล้ามเนื้อTensor fascia lata และ Sartorius โดยไม่มีการตัดกล้ามเนื้อใดๆ ขณะผ่าตัด

สำหรับรูปแบบการผ่าตัดนั้นผู้ป่วยจะนอนหงายขณะผ่าตัด ทำให้กายวิภาคไม่ผิดท่ามากนัก การใส่ข้อสะโพกเทียมทำได้ตรงจุด และสามารถประเมินความยาวของขาได้แม่นยำขึ้น มากกว่าการผ่าตัดแบบเดิม รวมถึงสามารถเอกซเรย์ขณะผ่าตัด เพื่อช่วยเพิ่มความแม่นยำในการใส่ข้อสะโพกเทียมและประเมินความสั้นยาวของสะโพก โดยขนาดของบาดแผลผ่าตัดนั้นจะมีความยาวประมาณ 3-4 นิ้ว ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าการผ่าตัดแบบเดิมที่ประมาณ 6 นิ้ว โดยสามารถซ่อนแผลใต้รอยขอบบิกินี่ หากผู้ป่วยต้องการอีกด้วย

นพ.พนธกร บอกว่า การผ่าตัดรูปแบบนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยเทคนิคนี้จะไม่มีการตัดกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อสะโพก ทำให้ข้อสะโพกเทียมหลุดน้อยกว่าวิธีเดิม เนื่องจากไม่มีการตัดกล้ามเนื้อที่เป็นตัวช่วยเพิ่มความมั่นคงของข้อสะโพกเทียม สามารถผ่าพร้อมกัน 2 ข้างได้ในคราวเดียว อัตราการสูญเสียเลือดน้อยกว่า 550 cc/2 ข้าง เนื้อเยื่อเสียหายน้อย อัตราการเกิดข้อสะโพกหลุดหลังผ่าตัดลดลง เพิ่มความแม่นยำในการควบคุมความยาวของขา

อีกทั้งยังใช้เวลาในการผ่าตัดน้อย ทำให้การฟื้นตัวของคนไข้เร็วกว่าปกติ ลดอาการเจ็บหลังผ่าตัด สามารถเดินได้โดยไม่มีการกะเผลกเอียงของลำตัว (limping) หลังผ่าตัดสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ทำงาน และเล่นกีฬาได้เร็วขึ้นภายใน 4 สัปดาห์

“ที่ผ่านมาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกโดยวิธีดั้งเดิมนั้น ก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดวิธีใหม่ที่ผ่าตัดตรงสู่ข้อสะโพกด้านหน้าโดยที่ไม่ต้องตัดกล้ามเนื้อนี้ เป็นอีกทางเลือกใหม่ที่ช่วยตอบโจทย์ซึ่งเป็นผลดีในผู้ป่วยคือ เจ็บปวดน้อย ฟื้นตัวไว เคลื่อนไหวสะดวก ภาวะแทรกซ้อนน้อย” นพ.พนธกร ระบุ

 

ท่าฟิตแอนด์เฟิร์ม จาก Physique 57

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2559 เวลา 11:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/412541

ท่าฟิตแอนด์เฟิร์ม จาก Physique 57

โดย…Physique 57

สำหรับหนุ่มสาวผู้รักการออกกำลังกายก็คงจะรู้จัก ฟิซีค 57 (Physique 57) ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้สตูดิโอการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ล่าสุดจากนิวยอร์กที่เพิ่งมาเปิดในกรุงเทพฯ

ฟิซีค 57 สอนการออกกำลังกายแบบ “บาร์-เม็ทธอด (Barre-Method)” หรือ “บาร์ เวิร์กเอาต์ (Barre Workout)” ที่มีแรงบันดาลใจมาจากเทคนิคการใช้กล้ามเนื้อของนักเต้นบัลเลต์ ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เป็นการสอนให้ทุกคนใช้ร่างกายของเราเป็นบอดี้เวต แมชชีน เน้นการออกกำลังโดยใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายภายในระยะเวลาอันแสนสั้น แต่ทว่าคุ้มค่าเพียง 57 นาที

นอกจากการออกกำลังกายที่สตูดิโอของฟิซีค 57 แล้ว ทุกคนสามารถฝึกการออกกำลังกายแบบนี้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน เพียงแค่มีอุปกรณ์เสริมใกล้มืออย่างราวจับ โต๊ะ เก้าอี้ ลูกบอล หรือลูกโป่ง นี่คือ 5 ท่าพื้นฐานของฟิซีค 57 แบบสเต็ปบายสเต็ปให้มาลองทำตามกันดู

Wide Second Position

 

1.Wide Second Position

ท่านี้เน้นการออกกำลังที่กล้ามเนื้อช่วงต้นขา โดยใช้กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวไปข้างหลัง น่อง และกล้ามเนื้อช่วงเอวด้านข้างลำตัว

1.1 กางขาให้กว้างออก ถือลูกบอลด้วยมือทั้งสอง หันปลายเท้าออกด้านข้างเล็กน้อย

1.2 ยืดลำตัวตรง ย่อเข่าทั้งสองข้างลงให้สะโพกอยู่ระดับเดียวกับหัวเข่า

1.3 ใช้ฝ่ามือทั้งสองบีบลูกบอลในระดับหน้าอก กางข้อศอกออกให้หันออกด้านข้าง ไม่เกร็งหัวไหล่

1.4 ย่อเข่าทั้งสองให้ต่ำลง ให้สะโพกอยู่แนวเดียวกับหัวเข่า ดึงสะดือเข้าหากระดูกสันหลัง ระวังอย่าให้หลังแอ่น และเริ่มย่อขึ้นลงให้เป็นจังหวะที่ต่อเนื่องกัน ควรโฟกัสให้สะโพกอยู่ระดับเดียวกับหัวเข่าตลอดเวลา

Curtsy

2.Curtsy

ท่านี้เน้นกล้ามเนื้อต้นขา ด้านใน ด้านนอก และกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว

2.1 วางแขนให้แยกออกจากกัน ให้ความกว้างอยู่ในระดับเดียวกับหัวไหล่ แยกปลายเท้าทั้งสองออกจากกันเป็นรูปตัววี วางส้นเท้าชิดกัน ให้หัวแม่เท้าห่างกัน 2-3 นิ้ว

2.2 เกาะราวจับ ขอบโต๊ะหรือเก้าอี้ โน้มหน้าอกไปข้างหน้า ทำมุม 45 องศา

2.3 ย่อเข่าทั้งสองข้างและก้าวเท้าขวาไปด้านหลังให้เฉียงไปทางไหล่ซ้าย

2.4 ย่อเข่าทั้งสองให้ต่ำลงอีกเล็กน้อย เข่าขวาควรอยู่สูงจากพื้นสัก 2-3 นิ้ว พยายามวางเท้าขวาไปด้านหลังให้ไกลเท่าที่จะทำได้ หันปลายเท้าทั้งสองข้างเฉียงออกเล็กน้อย และวางเท้าซ้ายราบกับพื้น

2.5 ย่อเข่าขึ้น-ลงให้มีระยะสูงต่ำ 2-3 นิ้ว ควบคุมการเคลื่อนไหวให้เป็นจังหวะ ต้องโน้มหน้าอกไปข้างหน้าตลอดการเคลื่อนไหว

2.6 เมื่อทำตามข้อ 1-5 ครบแล้ว ให้เปลี่ยนมาทำซ้ำขาอีกข้างให้ครบสเต็ป

Pretzel

3.Pretzel

ท่านี้เน้นการออกกำลังที่กล้ามเนื้อช่วงสะโพก กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวไปข้างหลัง กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง และกล้ามเนื้อช่วงเอวด้านข้างลำตัว

3.1 นั่งลงบนพื้น วางขาซ้ายไว้ด้านหน้าให้เข่าซ้ายงอทำมุม 45 องศา

3.2 วางขาขวาไว้ด้านหลังและงอเข่าขวาทำมุม 90 องศา หันหน้าอกไปทางซ้ายเล็กน้อย โน้มตัวไปข้างหน้า และวางมือทั้งสองข้างลงที่พื้นด้านหน้าเข่าซ้าย

3.3 ดึงสะดือเข้าหากระดูกสันหลังและยกขาขวาขึ้นจากพื้น พอยต์ปลายเท้าขวาและยกให้สูงขึ้นกว่าหัวเข่า

3.4 ยกขาขวาค้างไว้ จากนั้นยกขึ้น-ลงเป็นจังหวะช้าๆ โฟกัสเพื่อใช้กล้ามเนื้อสะโพกด้านข้างเป็นตัวผลักดัน และอย่าลืมพอยต์เท้าตลอดเวลา

3.5 เมื่อทำตามข้อ 1-5 ครบแล้ว ให้เปลี่ยนมาทำซ้ำขาอีกข้างให้ครบสเต็ป

เคล็ดลับของ Physique 57 : อย่ากลัวถ้ารู้สึกไม่สบายที่กล้ามเนื้อสะโพกด้านข้าง ถ้าคุณรู้สึกปวดๆ เกร็ง นั่นหมายความว่า คุณทำท่านี้ได้ถูกต้องแล้ว

Standing Pushup

 

4.Standing Pushup

ท่านี้เน้นการออกกำลังที่กล้ามเนื้อสะโพกด้านข้างและกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง

4.1 หันหน้าเข้าหาราวจับ หรือขอบโต๊ะ เก้าอี้ในบ้าน ยืนห่างจากราวจับ 1 ช่วงแขน วางมือลงจับราวให้กว้างเท่าช่วงไหล่ งอข้อศอก เล็กน้อย

4.2 โน้มหน้าอกไปด้านหน้าและย่อเข่าทั้งสองข้างลงเล็กน้อย

4.3 ยกส้นเท้าขวาขึ้นมาที่สะโพกด้านขวาและพอยต์เท้า

4.4 ดึงขาขวาไปด้านหลัง หัวเข่าจะชี้ลงพื้น ดันก้นกบมาด้านหน้าเล็กน้อย และเกร็งหน้าท้อง ดึงสะดือเข้าหากระดูกสันหลัง

4.5 งอเข่า ดันส้นเท้ามาหาสะโพก และเหยียดขาขวาออกไปด้านหลัง 2-3 นิ้ว พอยต์ปลายเท้า เริ่มดันขาขวาไปด้านหลัง เคลื่อนไหวช้าๆ พยายามเกร็งหน้าท้องเข้าไป และเหยียดกระดูกสันหลังให้ตรง

4.6 เมื่อทำตามข้อ 1-5 ครบแล้วให้เปลี่ยนมาทำซ้ำขาอีกข้างให้ครบสเต็ป

เมื่อทำได้ครบทั้ง 4 ท่าแล้ว อย่าพลาดมาเข้าคลาสกับเพื่อนๆ เพื่อเรียนรู้เทคนิคเพิ่มเติม มาฟิตแอนด์เฟิร์มได้ที่ ฟิซีค 57 ชุมชนใหม่ของผู้รักสุขภาพและปรารถนาที่จะมีรูปร่างเพอร์เฟกต์

 

มหัศจรรย์แห่ง ‘ถั่วเมล็ดแห้ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/412013

มหัศจรรย์แห่ง ‘ถั่วเมล็ดแห้ง’

โดย…วีณา ยศวังใจ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ

มนุษย์รู้จักเพาะปลูกถั่วเพื่อบริโภคมานานหลายพันปีตั้งแต่สมัยยุคหิน ถั่วสอดแทรกอยู่ในวัฒนธรรมทางอาหารของหลายชนชาติ ถั่วยังเป็นอาหารสุขภาพที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน และถั่วจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต

ถั่วที่เราบริโภคกันโดยทั่วไป แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ถั่วฝักเมล็ดไม่กลม (Bean) รับประทานได้ทั้งฝัก หรือรับประทานเฉพาะเมล็ด ถั่วฝักเมล็ดกลม (Pea) รับประทานฝักสดที่ยังไม่แก่เต็มที่ และสุดท้าย ถั่วเมล็ดแบน (Lentil) ลักษณะเมล็ดแบนคล้ายนัยน์ตาคน มีหลายสี

ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ

 

ถั่วทั้ง 3 กลุ่มนี้ยังสามารถแบ่งได้อีกเป็น 2 ชนิด คือ ถั่วน้ำมัน (Oilseed legume) มีโปรตีนและไขมันสูง สะสมพลังงานในรูปของไขมัน เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง อีกชนิดหนึ่งคือ ถั่วพัลส์ (Pulse) มีโปรตีนสูงแต่ไขมันต่ำ สะสมพลังงานในรูปของคาร์โบไฮเดรต ในเมล็ดจึงมีแป้งสูง และเก็บเกี่ยวในรูปของถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเขียว ถั่วขาว ถั่วแดง ถั่วแดงหลวง ถั่วลูกไก่ และถั่วเลนทิล

‘ถั่วเมล็ดแห้ง’ แหล่งโปรตีนและใยอาหาร

องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรโลกในปี พ.ศ. 2552 ร้อยละ 63 เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อ หรือกลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable Diseases) ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคไต โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นทุกวัน โดยในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 80 เป็นประชากรในประเทศกำลังพัฒนา มีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม เช่น บริโภคอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด หรือมีไขมันมากเกินไป

ตารางแสดงปริมาณใยอาหารในถั่วเมล็ดแห้งเปรียบเทียบกับรำข้าวอบแห้ง เส้นสปาเกตตี และขนมปัง

 

การบริโภคถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำสามารถช่วยป้องกันการเจ็บป่วยจากโรคกลุ่ม NCDs ได้ เพราะในถั่วเมล็ดแห้งมีโปรตีนสูงกว่าธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าว ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ และข้าวสาลี ถึง 2 เท่า แต่มีปริมาณไขมันและดัชนีน้ำตาลต่ำมากเมื่อเทียบกับโปรตีนจากเนื้อสัตว์

ในเมล็ดของถั่วเมล็ดแห้งยังมีใยอาหารสูงทั้งชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ซึ่งใยอาหารชนิดละลายน้ำจะช่วยขัดขวางการดูดซึมไขมันและน้ำตาล จึงช่วยลดคอเลสเตอรอลและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ส่วนใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำจะช่วยลดเวลาการสะสมของกากอาหารในลำไส้ใหญ่และขับถ่ายสะดวกขึ้น

เมล็ดถั่วพัลส์ต่างๆ ที่จำหน่ายใน ท้องตลาดเอธิโอเปีย

 

นอกจากนี้ ในถั่วเมล็ดแห้งยังเป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายอีกหลายชนิด เช่น วิตามินบี ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม แมกนีเซียม และสังกะสี นักโภชนาการจึงกำหนดให้ถั่วเมล็ดแห้งรวมอยู่ในข้อแนะนำในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี ในขณะที่โครงการอาหารโลก (World Food Programme) ได้บรรจุถั่วเมล็ดแห้งให้เป็นส่วนหนึ่งในถุงยังชีพหรือกระเช้าอาหาร (Food Basket) สำหรับผู้ประสบภัยหรือผู้ลี้ภัยในสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

ถั่วสร้างความมั่นคงทางอาหาร

ไม่เพียงเป็นพืชอาหารที่มีความสำคัญต่อประชากรโลกในแง่ของโภชนาการเท่านั้น ถั่วเมล็ดแห้งยังเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาชนบทและมีบทบาทต่อความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์อีกด้วย

ยูเอ็นประกาศให้ปี 2016 เป็นปีสากลแห่งถั่วพัลส์

 

ผลผลิตถั่วเมล็ดแห้งร้อยละ 70 มาจากประเทศกำลังพัฒนา และส่วนใหญ่ปลูกโดยเกษตรกรรายย่อย โดยมีอินเดียเป็นประเทศที่ผลิตถั่วเมล็ดแห้งมากที่สุดในโลก คิดเป็น 1 ใน 4 ส่วนของผลผลิตรวมทั้งหมด

ถั่วเมล็ดแห้งที่ผลิตได้ทั่วโลกมากกว่าร้อยละ 60 ใช้เพื่อการบริโภคของมนุษย์ เป็นการบริโภคในประเทศกำลังพัฒนามากถึง 3 ใน 4 ส่วน และมีแนวโน้มการบริโภคสูงขึ้นในประเทศที่มีรายได้น้อย เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนราคาถูกที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น

ถั่วเมล็ดแห้งเป็นแหล่งโภชนาการที่สำคัญของประชาชนในท้องถิ่น

 

ยิ่งไปกว่านั้น ถั่วพัลส์ยังช่วยบรรเทาความหิวโหยและภาวะขาดแคลนอาหารของประชากรในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในแอฟริกาที่ประสบปัญหาดินเสื่อมโทรมอย่างรุนแรงจนไม่สามารถเพาะปลูกได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับการปลูกถั่วเมล็ดแห้งที่ปลูกได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับปรุงดิน ไม่ต้องใส่ปุ๋ยและไม่ต้องให้น้ำมากเหมือนถั่วเหลืองและถั่วลิสง

เมื่อปลูกถั่วพัลส์เป็นพืชหมุน เวียนสลับกับพืชผลอื่นๆ จะยิ่งช่วยฟื้นฟูสภาพดิน ช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนในดิน และภายหลังการเก็บเกี่ยวเมล็ดถั่ว สามารถไถกลบซากต้นถั่วเพื่อให้เป็นปุ๋ยพืชสดหล่อเลี้ยงจุลินทรีย์ในดิน ทำให้ดินดีขึ้นและปลูกพืชอื่นได้ผลผลิตมากขึ้น

กระเช้าอาหารของโครงการอาหาร โลกมีถั่วเมล็ดแห้งรวมอยู่ด้วย

 

นอกจากนี้ การผลิตถั่วพัลส์ 1 กิโลกรัม ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.5 กิโลกรัม ในขณะที่การผลิตเนื้อวัว 1 กิโลกรัม จะมีก๊าซเรือนกระจกออกมาสู่บรรยากาศสูงถึง 9.5 กิโลกรัม

ประโยชน์ของถั่วพัลส์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในจานอาหารเท่านั้น องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จึงประกาศให้ปี ค.ศ. 2016 เป็นปีสากลแห่งถั่วพัลส์ (International Year of Pulses 2016) เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของถั่วเมล็ดแห้งที่เป็นแหล่งของสารอาหาร เป็นพื้นฐานทางโภชนาการและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรโลกอย่างยั่งยืน

ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ

 

ท่าธนูสลับขาตะแคงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:13 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/411904

ท่าธนูสลับขาตะแคงตัว

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าธนู (Bow Pose) มี Variation หรือการแตกท่าไปได้หลากหลาย อาจจะไขว้ขาหรือแขนได้หลายแบบ ชุดนี้เป็นอีกหนึ่งการแตกท่าของท่าธนู โดยขาด้านหนึ่งจะอยู่ด้านหลัง อีกขาหนึ่งจะอยู่ด้านหน้าคล้ายท่าปัทมา (ดอกบัว) และพลิกตะแคงตัวไปด้านข้าง

ประโยชน์

· กดนวดกระดูกสันหลัง

· ยืดแขน สะบักไหล่ ช่วยเปิดข้อต่อหัวไหล่ ป้องกันไม่ให้เกิดหินปูนเกาะข้อต่อหัวไหล่

· บริหารข้อต่อสะโพก ช่วยทำให้ข้อต่อสะโพกไม่ติดขัด

· บริหารกล้ามเนื้อต้นขาและสะโพก

· บริหารข้อเข่า และข้อเท้า

วิธีปฏิบัติ

1.นอนคว่ำ พับขาขวามาชิดสะโพก มือซ้ายจับที่เท้าขวา มือขวาวางตั้งศอกระดับอก

 

2.หายใจเข้า หายใจออก ยืดขาขวาขึ้นสูง มือดึงขาขึ้นไปจนสุด หายใจเข้าออกสักครู่

 

3.ตะแคงตัวไปด้านซ้าย พับขาซ้ายมาไว้ที่หน้าขาขวา ยกมือขวาไปจับหลังเท้าซ้าย

 

4.หายใจเข้า หายใจออก พลิกตะแคงตัวไปจนเท้าขวาวางที่พื้น ไหล่ซ้ายจะถูกกดลงที่พื้น

 

5.หายใจเข้า หายใจออก พลิกหลังลงที่พื้น นอนหงาย ขณะที่มือยังจับเท้าทั้งสอง มือซ้ายดึงขาขวามาใกล้สะโพก หายใจเข้าออก 2-3 ลมหายใจ แล้วคลายท่าทำสลับข้าง

 

นักประชุมมือทองกับโรค NCDs

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/411903

นักประชุมมือทองกับโรค NCDs

โดย…คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน

โรคกลุ่ม NCDs คือโรคที่เกิดจากนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งโรคกลุ่มนี้จะค่อยๆ สะสมอาการทีละน้อย

เมื่อมีอาการของโรคแล้วจะเกิดการเรื้อรังของโรคตามมาด้วย ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันเวลา จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยและคนรอบข้างและพบว่าผู้ป่วยจำนวนมากเสียชีวิตด้วยโรคกลุ่มนี้ โรคกลุ่ม NCDs เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง โรคไขมันในเลือดสูง โรคมะเร็ง โรคตับแข็ง และโรคสมองเสื่อม เป็นต้น ซึ่งเป็นสาเหตุการตายของคนไทยมากถึง 70%

นักประชุมทั้งหลายมีความเสี่ยงในการป่วยด้วยโรคกลุ่ม NCDs นี้เพราะต้องใช้ความคิดตลอดเวลา ต้องนั่งทั้งวันได้ขยับร่างกายน้อยมาก ซึ่งทำให้เลือดหมุนเวียนไม่ดี และอาหารว่างระหว่างประชุมที่ใช้ส่วนใหญ่ คือ ชา กาแฟเบเกอรี่หวานมันอุดมด้วยไขมัน น้ำตาล แคลอรีสูง กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็จะเริ่มมีอาการแขนขาอ่อนแรง เกิดภาวะเส้นเลือดตีบ หรือน้ำตาลในเลือดสูง เราลองเปลี่ยนอาหารว่างระหว่างประชุมมาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพแบบมีไอเดียกันดีไหม

ชาวจีนโบราณกล่าว “เหริ๋นอี่ซือเหว่ยเทียน” (&>0154;&>0197;&&9135;&>0026;&>2825;) เน้นว่าอาหารคือสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต คนทุกคนต้องกิน แต่จะกินอย่างไรให้เป็นประโยชน์ กินแล้วไม่เกิดโทษกับร่างกาย ดังนั้นอาหารว่างระหว่างเบรกครั้งหน้าอาจเปลี่ยนมาเป็น เครื่องดื่มสมุนไพรเสิร์ฟร้อน ได้แก่ น้ำตะไคร้ น้ำขิงแก่ บรรเทาอาการท้องอืด น้ำมะพร้าว ช่วยขับสารพิษ ชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ น้ำสำรองอุ่นๆ สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย ขนมไทยแคลอรีต่ำหวานน้อย เช่น ตะโก้เผือก ขนมเปียกปูน วุ้นมะพร้าว น้ำรากบัว ปรับสภาพร่างกายไม่ให้ร้อนเกิน เหมาะสำหรับวันที่การประชุมเคร่งเครียด น้ำเก๊กฮวยผสมเก๋ากี้ บำรุงสายตาน้ำใบบัวบก ถั่วเขียวน้ำขิง สำหรับคนธาตุร้อน ถั่วแดงน้ำขิง บำรุงไต เมี่ยงคำหลากรสได้ประโยชน์จากสมุนไพรและไม่ทำให้อ้วน ข้าวเกรียบปากหม้อสีสวย บัวลอยน้ำขิงแปะก๊วย แป้งบัวลอยที่ผสมกับสีธรรมชาติหวานๆ จากใบเตย ฟักทอง และอัญชัน ทำให้เราได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น งาดำและแปะก๊วย ช่วยให้เลือดหมุนเวียนดี หรือใช้ผลไม้สดตามฤดูกาลปลอดสารหรือยาเร่ง ประชุมเสร็จได้ทั้งงานได้ทั้งสุขภาพกลับบ้าน

การรักษาโรคกลุ่ม NCDs จำเป็นต้องรักษาตามอาการของโรคที่เกิดขึ้น และควรได้รับการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทาง แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหล่านี้ ซึ่งง่ายกว่าการรักษามาก โดยการลด ละ เลิก พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ที่กล่าวมา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้อาจจทำได้ยากในตอนต้น แต่ถ้าทำอย่างต่อเนื่องจะส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว ลองเปลี่ยนตัวเองมาเป็นนักประชุมยุคใหม่ที่ใส่ใจในสุขภาพกันดีกว่า