โรคข้อสะโพกเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/415947

โรคข้อสะโพกเสื่อม

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยโรคข้อสะโพกมากขึ้น โดยสถิติของโรคข้อเสื่อมข้ออักเสบเท่ากับ 3.5% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ที่มีอายุ 25 ปี พบว่า มีอัตราข้อเสื่อมเท่ากับ 4.9% ที่อายุ 45 ปี พบว่า มีอัตราข้อเสื่อมเท่ากับ 19.2% และเมื่ออายุถึง 60 ปี มีโอกาสเกิดข้อเสื่อมสูงถึง 37.4%

นพ.วัลลภ สำราญเวทย์ ผู้อำนวยการศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่ากรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดเผยว่า สาเหตุของโรคข้อสะโพกเสื่อมที่คนไทยเป็นกันมาก คือ โรคข้อสะโพกตายจากการขาดเลือด โดยโรคข้อสะโพกเสื่อมนั้นส่วนใหญ่เกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นอายุที่มากขึ้น ทำให้กระดูกผิวข้อสึกกร่อน โรครูมาตอยด์

แต่สำหรับวัยกลางคนจากสถิติพบว่ามีปัญหากระดูกสะโพกเสื่อมได้เช่นกัน สาเหตุเนื่องมาจากดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือบางคนทานยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ปริมาณมาก ส่งผลให้เลือดหนืดไหลเวียนไม่ดี ไม่สามารถเลี้ยงหัวกระดูกสะโพกซึ่งยื่นขึ้นไปด้านบนได้ เป็นสาเหตุทำให้หัวกระดูกสะโพกตายรวมถึงการได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุมาก่อน หรือกระดูกสะโพกหัก เป็นต้น

สำหรับอาการของโรคจะปวดสะโพกเรื้อรังทั้งในขณะขยับตัวและนอนหลับ รู้สึกตึงเมื่อเวลาลุกนั่งเจ็บเวลาเดินลงน้ำหนัก ขึ้นลงบันไดไม่สะดวก แนวทางการรักษาในแต่ละระยะของอาการไม่เหมือนกัน เริ่มตั้งแต่ให้ยากายภาพจนถึงการผ่าตัด โดยการผ่าตัดแบบเดิมนั้นจะทำการผ่าตัดโดยเข้าทางด้านหลังสะโพก (posterior approach)หรือเข้าทางด้านข้างสะโพก (lateral approach)ซึ่งที่ผ่านมามีอุบัติการณ์ของการผ่าตัดข้อสะโพกเทียมปีละกว่า 2.5 หมื่นราย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคนิคการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นตัวไวและลดอัตราการเกิดข้อสะโพกหลุดหลังผ่าตัด โดยใช้“เทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ (direct anterior approach total hip replacement)” ซึ่งเป็นการผ่าตัดโดยการเข้าด้านหน้า ไม่ตัดกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกเจ็บปวดน้อย แผลเล็ก เคลื่อนไหวสะดวก ภาวะแทรกซ้อนน้อย ส่งผลให้ผู้ป่วยฟื้นตัวไว ลดอัตราการเกิดข้อสะโพกหลุดหลังผ่าตัด เพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยมากขึ้น

การผ่าตัดรูปแบบนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยเทคนิคนี้จะไม่มีการตัดกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อสะโพกทำให้ข้อสะโพกเทียมหลุดน้อยกว่าวิธีเดิม หลังผ่าตัดสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ทำงาน และเล่นกีฬาได้เร็วขึ้นภายใน 4 สัปดาห์

 

พญ.ภาวิณี ฤกษ์นิมิตร เม็ดสีกับผิวขาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/415946

พญ.ภาวิณี ฤกษ์นิมิตร เม็ดสีกับผิวขาว

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

สัปดาห์นี้ พญ.ภาวิณี  ฤกษ์นิมิตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย จะมาแนะนำเกี่ยวกับการสร้างเม็ดสีในผิวหนัง ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สีผิวแต่ละคนขาวหรือคล้ำไม่เท่ากัน

คุณหมอภาวิณี บอกว่า ในยุคนี้คนแถบเอเชียทุกคนล้วนต้องการมีผิวขาวสว่างใส เพื่อช่วยเสริมบุคลิก ความงามและสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง อย่างไรก็ตามสีผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเกิดมาผิวคล้ำ ในขณะที่บางคนมีผิวขาวใส บางคนเป็นฝ้าและกระได้ง่าย ฯลฯ

ทั้งนี้ สีผิวที่เราเห็นเกิดจากเม็ดสีที่อยู่ในผิวหนัง ตัวหลักคือเม็ดสีเมลานินที่ให้สีดำ นอกจากนั้นยังมีแคโรทีนอยด์ เม็ดสีสีเหลืองและสีแดงจากฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงอีกด้วย สำหรับเมลานินเม็ดสีเป็นตัวการหลักที่ให้เกิดสีดำ ซึ่งสร้างจากเซลล์ชื่อเมลาโนไซต์ในผิวหนัง โดยกระบวนการสร้างเมลานินนั้นมีความซับซ้อนหลายขั้นตอน

เมลานินมีสองชนิด คือ ยูเมลานิน (Eumelanin) และฟีโอเมลานิน (Pheomelanin) ยูเมลานินมีสีดำเข้มในขณะที่ฟีโอเมลานินมีสีดำแดงเมลาโนไซต์จะสร้างเมลานินเก็บไว้ใน “ถุงเก็บ” เรียกว่า เมลาโนโซม จากนั้นเมลาโนไซต์จะส่งเมลาโนโซมที่สร้างเสร็จแล้ว กระจายออกไปยังเซลล์ผิวหนังโดยทั่ว ทำให้เห็นสีผิวคล้ำขึ้น  เซลล์ผิวหนังเองมีการผลัดเซลล์ออกตลอดเวลา โดยจะหลุดลอกออกเป็นขี้ไคล เมลานินในเมลาโนโซมก็เช่นกัน จะมีการย่อยสลายตัวและหลุดลอกออกไปพร้อมๆ กับเซลล์ผิวหนัง ขบวนการสร้าง ถ่ายเท และสลายตัวของเม็ดสีนี้เกิดขึ้นวนเวียนอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ทำไมสีผิวไม่เหมือนกัน ข้อเท็จจริงก็คือ ทั้งคนผิวขาวหรือผิวคล้ำล้วนมีจำนวนเซลล์เมลาโนไซต์เท่ากัน ที่ต่างกันก็คือถุงเมลาโนโซมของคนผิวคล้ำจะมีเมลานินที่เจริญเต็มที่กว่า สีเข้มกว่า มีสัดส่วนยูเมลานินมากกว่า ตัวเมลาโนโซมเองก็มีขนาดใหญ่กว่า จำนวนเยอะ และย่อยสลายยากกว่าอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ความสำคัญของสีผิวจึงอยู่ที่เม็ดสีเมลานิน มีหน้าที่ปกป้องเซลล์ผิวหนังจากอันตรายจากแสงแดด เปรียบได้กับยากันแดดที่ธรรมชาติให้ติดมากับผิวหนังมนุษย์นั่นเอง สังเกตเห็นได้ว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตร ผิวจะคล้ำกว่าประชากรที่อาศัยในภูมิภาคอื่น โดยเป็นกลไกทางธรรมชาติที่อาศัยเมลานินในการปกป้องเซลล์ผิวหนังไม่ให้เป็นมะเร็งหรือเสื่อมสภาพจากการโดนแดดจัดและร้อนแรง ซึ่งสอดคล้องกับสถิติที่พบว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคขาดเม็ดสีเมลานินแต่กำเนิด จะมีความเสี่ยงสูงมากในการเกิดมะเร็งผิวหนังนั่นเอง

 

จังก์ฟู้ด คิดก่อนกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/415364

จังก์ฟู้ด คิดก่อนกิน

โดย…วรธาร ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เคยดูคลิปของ มอร์แกน สเปอร์ล็อก หนุ่มอเมริกันที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกด้วยการกินแฮมเบอร์เกอร์ซึ่งเป็นอาหารประเภทจังก์ฟู้ด (Junk Food) ขนาดจัมโบ้ทุกวัน วันละ 3 มื้อติดต่อกันนานถึง 30 วันไหม ถ้าใครได้ดูคงจะทำให้ผู้นั้นให้ความสำคัญและใส่ใจกับการกินอาหารมากขึ้น

คลิปนี้เขาตั้งใจทำเป็นสารคดีด้วยและตั้งชื่อเรื่องว่า “Super Size Me” มีการเดินเรื่องน่าสนใจ ชวนติดตามและรอลุ้นว่าชะตากรรมตอนจบเขาจะเป็นเช่นไร ปรากฏว่าหลังจากไปตรวจเช็กสุขภาพพบว่าร่างกายของเขาถูกหลายโรคคุกคาม เช่น ความดันโลหิตสูงขึ้น ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน ตับและไตมีปัญหา หรือแม้แต่ปัญหาเซ็กซ์เสื่อม เป็นต้น

ก่อนหน้ามอร์แกนจะตัดสินใจเอาชีวิตเข้าเสี่ยงกับโรคต่างๆ เขามีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคภัยใดๆ เบียดเบียน เพราะมีการไปตรวจสุขภาพกับแพทย์ก่อนแล้ว แต่หลังจากกินแฮมเบอร์เกอร์ทุกวันและทุกมื้ออาหารติดต่อกันเป็นเวลา 30 วัน ร่างกายก็อุดมด้วยโรค ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าการกินอาหารพวกนี้มีโทษมากกว่าประโยชน์ต่อร่างกาย แต่คนก็นิยมกินเพราะสั่งแล้วรอเดี๋ยวเดียวก็ได้กิน เราจึงควรรู้จักจังก์ฟู้ดและการกินอย่างไรไม่ให้เป็นโรคอย่างที่ มอร์แกน สเปอร์ล็อก ประสบ

จังก์ฟู้ด หรือที่เรียกกันว่า อาหารขยะ เป็นส่วนย่อยของฟาสต์ฟู้ดและไม่ค่อยมีคุณค่าทางโภชนาการ ถ้ากินมากเกินไปย่อมไม่ดีต่อสุขภาพ โดยอาหารประเภทนี้ยกตัวอย่างเช่น พิซซ่า เบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอด ฮอตดอก น้ำอัดลม ลูกอม ขนมกรุบกรอบ เป็นต้น ส่วนใหญ่มีแต่คาร์โบไฮเดรต ไขมัน น้ำตาล และเกลือ ไม่ค่อยมีวิตามินและใยอาหาร

การกินจังก์ฟู้ดที่เป็นแป้ง เช่น พิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ อาจถูกปากหลายๆ คน แต่ถ้ากินคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปจะทำให้ระดับของอินซูลินสูงขึ้น และเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง จริงอยู่ที่คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนเป็นสารอาหารที่ช่วยให้พลังงานและช่วยซ่อมแซมร่างกาย แต่ถ้ากินบ่อยจะทำให้ร่างกายไม่มีพลังงานนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและทำให้รู้สึกเมื่อยล้า อ่อนแรง

ขณะที่จังก์ฟู้ดจำพวกของทอด เช่น ไก่ทอด มันฝรั่งทอด มักจะใช้น้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวทอดเพราะราคาถูก ครั้นเมื่อเรากินไขมันจำนวนมากเข้าไปก็จะไปสะสมที่ตับและทำให้ตับทำงานผิดปกติ นอกจากนี้น้ำมันที่กินเข้าไปจะตกค้างในกระเพาะและเกิดการระคายเคืองต่อเยื่อกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ชอบกินผลไม้ยิ่งทำให้ย่อยยากจนเกิดปัญหาท้องผูกและโรคกรดไหลย้อนด้วย

นอกจากนี้ จังก์ฟู้ดที่ประกอบด้วยน้ำตาลอย่างน้ำอัดลมถ้ากินมากไปร่างกายจะได้รับน้ำตาลเป็นสาเหตุของโรคอ้วนและฟันผุ ขณะที่เกลือปกติร่างกายเราต้องการเกลือเพียงเล็กน้อยประมาณ 2.5 มิลลิกรัม ใน 1 วัน แต่จังก์ฟู้ดมีปริมาณโซเดียมเยอะ ถ้ากินมากก็จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

ถึงแม้ว่าอาหารจังก์ฟู้ดไม่ค่อยมีประโยชน์ แถมยังก่อโทษกับร่างกายด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรกินบ่อยๆ อาจจะเดือนละครั้งก็พอ แต่ถ้าจะกินให้ได้คุณค่าก็ทำได้ไม่ยาก เช่น ถ้ากินพิซซ่าควรเลือกที่มีชีสน้อยๆ มีผัก พริกหวาน เห็ด สับปะรด มะเขือเทศ เพื่อช่วยเพิ่มใยอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ ไม่สั่งน้ำอัดลม แต่สั่งน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้สดแทน ถ้ากินไก่ทอดหรือพิซซ่า ควรกินสลัดผักเพื่อให้ได้รับวิตามินและใยอาหารเพิ่ม แต่ต้องเป็นน้ำสลัดไขมันต่ำและน้ำสลัดไม่มาก เป็นต้น

 

เลือกรูปแบบการออกกำลังกายให้เหมาะกับคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/415131

เลือกรูปแบบการออกกำลังกายให้เหมาะกับคุณ

การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพกายและใจ ควรออกกำลังกายในระดับที่รู้สึกค่อนข้างเหนื่อย คือหัวใจเต้นแรงขึ้น หายใจเร็วขึ้นแต่ไม่ถึงกับเหนื่อยหอบ วิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ เต้นแอโรบิก ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ซึ่งช่วยพัฒนาความแข็งแรงของหัวใจและปอด แต่ที่สำคัญต้องแน่ใจว่าตนเองมีสุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัว

การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ต้องพยายามออกกำลังกายให้มากกว่าการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพโดยทั่วไป คือ มากกว่า 150 นาที/สัปดาห์ และจะได้ผลมากยิ่งขึ้นหากออกกำลังได้มากกว่า 250 นาที/สัปดาห์ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินและอ้วนมากควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ใช้แรงกระแทกมาก เพื่อลดการบาดเจ็บของ ข้อเข่า ข้อเท้า ส่วนการออกกำลังแบบใช้แรงต้านนั้นให้ใช้เป็นตัวเสริม เพื่อช่วยเพิ่มหรือคงมวลกล้ามเนื้อของร่างกายไว้ และจำกัดอาหารร่วมด้วย

การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อคำแนะนำ เน้นการออกกำลังกายโดยใช้แรงต้าน เช่น ใช้น้ำหนักตัว ถุงทราย ขวดน้ำ หรือตุ้มน้ำหนัก หันมาเริ่มต้นออกกำลังกายด้วยการเพิ่มกิจกรรมแอ็กทีฟขยับร่างกายในกิจวัตรประจำวันก่อนควบคู่กับการบริโภคอาหารอย่างสมดุลกันให้เป็นนิสัย เพิ่มความฟิตให้ร่างกาย

 

หยุดวงจรผิวแพ้ง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/414870

หยุดวงจรผิวแพ้ง่าย

สตรีที่นิยมแต่งหน้าเป็นประจำทุกวันคุณเคยสังเกตสัญญาณความอ่อนแอของผิวหน้าบ้างหรือไม่ ผิวที่มีสุขภาพแข็งแรงบางครั้งก็อาจถูกทำร้ายให้อ่อนแอได้จากสิ่งต่างๆ อาทิ การไม่ทำความสะอาดผิวหน้าได้ลึกซึ้งพอ การสัมผัสผิวหน้ารุนแรง รังสียูวีจากแสงแดด การทำเลเซอร์ ทรีตเม้นต์ที่ใช้ความร้อน รังสีหรือสารเคมีผลัดลอกผิวที่อาจปนเปื้อนในครีมบางชนิด

ภก.ดร.พงศกรพัฒน์ อรุโณทยานันท์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาความรู้ผลิตภัณฑ์ระดับภูมิภาค ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค อะคาเดมี เผยว่า สัญญาณความอ่อนแอของผิว ส่งผลให้ผิวหนังชั้นนอกบอบบางลงและอ่อนแอง่ายปลายประสาทในชั้นผิวจึงมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น ผิวจึงแสดงอาการของผิวอ่อนแออย่างใดอย่างหนึ่งหรือร่วมกัน เช่น อาการแดง แสบร้อน ระคายเคือง คันยิบๆ แห้งตึง ลอกเป็นขุยหรือมีผดผื่น เป็นต้น หากไม่รีบดูแลให้ผิวฟื้นตัว ก็จะยิ่งถูกสิ่งกระตุ้นทำร้ายซ้ำๆ จากวงจรการสื่อสารของปลายประสาทและเซลลผ์ิวหนงั ที่เสียสมดลุ จนคุณอาจกลายเป็นคนผิวแพ้ง่ายในที่สุด

เมื่อผิวเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอ ควรรีบดูแล“พักผิว” จากวงจรทำร้ายผิว ก่อนจะลุกลามเป็นผิวแพ้ง่าย โดยอย่าหยุดทาครีม แล้วล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าเพราะผิวอ่อนแอ เนื่องจากในความเป็นจริงน้ำเปล่าไม่สามารถล้างสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางที่ตกค้างได้ และการปล่อยผิวที่บอบบางให้แห้งขาดการบำรุง จะยิ่งทำให้ผิวนั้นแย่ลงกว่าเดิม

ควรล้างหน้าอย่างเบามือด้วยเจลล้างหน้าสูตรสำหรับผิวบอบบางโดยเฉพาะ พร้อมทั้งซับหน้าอย่างเบามือ หลีกเลี่ยงโฟมล้างหน้าที่ใช้อยู่เป็นประจำสักระยะ อีกทั้งยังต้องเลี่ยงการสครับขัดผิวหน้าอีกด้วย หากมีอาการแดงแสบร้อนจากการสัมผัสแสงแดด หรือหลังการทำเลเซอร์ทรีตเมนต์ อาจประคบด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำสะอาดแช่เย็นบิดหมาด ไม่ควรใช้ผ้าเย็นที่มีน้ำหอม เพราะอาจจะยิ่งเพิ่มการระคายเคืองผิวได้

ห้ามขาดการทาครีมบำรุงเพิ่มความชุ่มชื่นเสริมเป็นเกราะปกป้องผิวทั้งเช้าและเย็น โดยเลือกสูตรสำหรับผิวบอบบางและแพ้ง่าย ปราศจากไขสบู่ (Soap-Free) น้ำหอม (Fragrance-Free)และแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจระคายผิวได้ ควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า “ไฮโปอัลเลอจีนิค (Hypoallergenic)”ซึ่งยืนยันว่าผ่านการทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ ไม่ก่อให้เกิดการแพ้ระคายเคือง

 

ฟิตกล้ามท้องอย่างไรให้ได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/414868

ฟิตกล้ามท้องอย่างไรให้ได้ผล

กล้ามท้องเป็นส่วนที่ต้องใช้เวลาในการออกกำลังนานกว่าจะเห็นผล บางคนต้องใช้เวลาร่วมปีกว่าจะมีซิกซ์แพ็กสักแผง แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับโปรแกรมการออกกำลังกายและการดูแลเรื่องอาหารการกินเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งเรามีโปรแกรมในการออกกำลังกล้ามซิกซ์แพ็กที่ได้ผลรวมที่ดีสำหรับทุกคนมาฝากกัน

ซิตอัพทุกครั้งก่อนวอร์มดาวน์

กล้ามท้องเป็นส่วนที่ขึ้นยากที่สุด เพราะมีชั้นไขมันเกาะเป็นชั้นหนากว่าส่วนอื่นของร่างกาย ลองสังเกตดูสิครับ ว่าเวลาที่คุณซิตอัพไปหลายๆ เดือน คุณจะรู้สึกได้ว่ากล้ามท้องแข็งแรงขึ้น กดไปแล้วเป็นกล้ามเนื้อแข็งตัวแต่ไม่ยักจะเห็นกล้ามท้องขึ้น นั่นก็เพราะมีชั้นไขมันที่คุณจำเป็นต้องลดอาหารประเภทแป้งและไขมันลงอีก ดังนั้นเราจึงควรซิตอัพทุกครั้งหลังออกกำลังกายในแต่ละวัน หรือทางที่ดีที่สุดซิตอัพทุกวันก็สามารถทำได้ครับซิตอัพเท่าไหร่ถึงจะเห็นผล

เป็นประเด็นถกเถียงกันตลอดว่าต้องซิตอัพจำนวนเท่าไหร่ถึงจะได้ผล ส่วนมากเราจะซิตอัพกันโดยเฉลี่ย 100-200 ครั้ง อาจจะแบ่งเป็นท่าละ 25-50 ครั้ง คือจำนวนครั้งต่อท่าเฉลี่ยต่ำสุด ทีอ่อกแลว้มกัจะเห็นผลดีแต่จำนวนมากครั้งอาจไม่ใช่คำตอบของเรื่องนี้เสมอไปนักเล่นกล้ามมักจะให้ความสำคัญกับการโฟกัสกล้ามเนื้อต้องการออกแรง ด้วยการยกน้ำหนักหรือเคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างช้าๆ เน้นออกกล้ามเนื้อในส่วนที่ต้องการ หรือบางคนเล่นน้อยครั้ง แต่เพิ่มการกอดลูกน้ำหนักให้กล้ามท้องออกแรงอย่างเต็มที่ก็ได้ผลดีเช่นกัน

อย่าออกท่าเดิมซ้ำซาก

กล้ามเนื้อหน้าท้องเมื่อเราเล่นซิตอัพใหม่ๆ คุณจะรู้สึกปวดกล้ามเนื้อหน้าท้องอย่างมากเพราะก่อนหน้านี้กล้ามท้องแทบไม่เคยออกกำลังหนักๆ มาก่อน แต่เมื่อคุณเล่นไปได้ประมาณ 2 สัปดาห์ คุณจะไม่รู้สึกว่ากล้ามเนื้อหน้าท้องได้ออกแรงหรือมีอาการปวดกล้ามเนื้อหน้าท้องเลย แม้คุณจะซิตอัพไปกว่า 400 ครั้ง นั่นก็เพราะกล้ามเนื้อได้ปรับตัวรับการออกกำลังกายในรูปแบบที่คุณฝึกเป็นประจำลองวางโปรแกรมสลับสับเปลี่ยนท่าใหม่ทุก2 สัปดาห์ เช่น ครึ่งเดือนแรกคุณออกท่านั่งซิตอัพปกติ ครึ่งเดือนหลังเปลี่ยนจากท่ายกตัวเป็นนั่งแล้วยกหัวเข่าลอยเข้ามาชิดอกให้มากที่สุด ผ่านไปอีกครึ่งเดือนเปลี่ยนไปใช้ท่าดึงโหนบาร์แล้วยกขาลอยเพื่อบริหารกล้ามท้อง คุณจะรู้สึกได้เลยว่ากล้ามท้องออกแรงมากกว่าปกติเพราะยังมีกล้ามมัดเล็กอีกหลายส่วนที่คุณยังไม่ได้บริหารนั่นเอง ลองหาท่าบริหารกล้ามท้องสัก 6 ท่า รวมทั้งเพิ่มลูกน้ำหนักในการเล่นเข้าไป จะช่วยให้การเล่นกล้ามท้องมีประสิทธิผลมากขึ้น

หมั่นวัดชั้นไขมันหน้าท้อง

รูปร่างที่ดีไม่ได้วัดกันที่น้ำหนักเพียงอย่างเดียว น้ำหนักเป็นเพียงตัวเลขภาพโดยรวมแต่รูปร่างที่ดีไม่จำเป็นต้องมีน้ำหนักที่ลดลงบรรดานายแบบนางแบบที่เล่นฟิตเนสจะไม่ได้ใส่ใจตัวเลขน้ำหนักมากเท่ากับภาพรวมรูปร่างที่ดี พวกเขาจะจริงจังกับการวัดชั้นไขมันใต้ผิวหนังเสียมากกว่า แนะนำว่านอกจากเครื่องชั่งดิจิทัลแล้วคุณควรมีเวอร์เนีย หรือไม้บรรทัดมาวัดความหนาของชั้นไขมัน ด้วยการบีบผิวหนังหน้าท้องแล้ววัดความหนาของเนื้อจดบันทึกทุกสัปดาห์เพื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ถ้าชั้นไขมันหนาไม่เกิน 1 ซม. ก็ถือว่าใช้ได้สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก แต่ถ้าต้องการให้เห็นกล้ามเนื้อสวยๆ อาจจะต้องรีดไขมันให้เหลือบางกว่านี้ครับ

 

ท่าปลาโลมา แยกขาด้านข้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/414537

ท่าปลาโลมา แยกขาด้านข้าง

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าปลาโลมา (Makarasana) แยกขาด้านข้าง (One-Leg Side Split Dolphin Pose) เป็นท่าที่มีความยากระดับกลาง ผู้ฝึกใหม่อาจจะเริ่มจากการทำท่าสุนัขก้มไปก่อนในช่วงแรก หากมีกำลังแขนมากขึ้นและกล้ามเนื้อไหล่และข้อต่อแข็งแรงแล้ว จึงจะลองฝึกท่านี้

ประโยชน์

– ทำให้แกนกลางลำตัวแข็งแรงเป็นท่า Inversion ที่ทำให้เลือดมาเลี้ยงศีรษะ ลดอาการปวดไมเกรน และโรคความดันสูง

– ฝึกให้ปอดและหัวใจทำงานดีขึ้น

– กล้ามเนื้อไหล่ หลังและแขนแข็งแรง

– ลดไขมันต้นขา ปรับสรีระขาให้สวยงามขึ้น

– บริหารข้อต่อสะโพก

– กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงขึ้น

วิธีปฏิบัติ

1 คุกเข่าในท่าแมว เข่าห่างเท่า สะโพกจิกปลายเท้าที่พื้นส้นเท้าตั้ง ขึ้น วางศอกที่พื้นระดับไหล่ มือ ประสานกันด้านหน้า

 

2 หายใจเข้า หายใจออก เหยียดขาตรง ยกสะโพกขึ้นสูง เท้าราบ ไปกับพื้น ลดศีรษะและหลังให้เป็น แนวเดียวกัน พยายามให้ศีรษะ ต่ำกว่าไหล่เล็กน้อย หายใจเข้าออก ยาวๆ ลึกๆ

 

3 หายใจเข้า ยกขาขวาขึ้นสูง ขาตรง พยายามให้สะโพกสองข้างเท่ากัน และไหล่ทั้งสองข้างเท่ากัน

 

4 หายใจออก ฉีกขาขวาออกด้านข้าง ระดับสะโพก พยายามให้ตั้งฉากกับ พื้น ค้างท่า หายใจเข้าออกลึกๆ 3-5 ลมหายใจแล้วคลายท่า ทำสลับข้าง

 

 

การบำรุงสุขภาพใบหน้าด้วยการฝังเข็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/414536

การบำรุงสุขภาพใบหน้าด้วยการฝังเข็ม

โดย…คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน

ทฤษฎีพื้นฐานของการเสริมความงามในวิถีทางแพทย์จีน1.อวัยวะจ้างทั้ง 5 กับความงามระบบของร่างกายอาศัยอวัยวะจ้างทั้ง 5 เป็นศูนย์กลาง มีเส้นลมปราณเชื่อมสัมพันธ์กับอวัยวะฝู่ภายใน สะท้อนความสมบูรณ์ของระบบการทำงานจากภายในออกสู่ภายนอก ทางทวารและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้อง เช่น

หัวใจ – สะท้อนให้ทราบถึงความปกติที่ใบหน้าเลือด และลิ้น
ปอด – สะท้อนออกมาที่เส้นผม ผิวหนัง และจมูก
ม้าม – สะท้อนออกที่ริมฝีปาก กล้ามเนื้อ และปาก
ตับ – สะท้อนออกมาที่เล็บ เอ็น และดวงตา
ไต – สะท้อนออกมาที่เส้นผม กระดูก หู

และทวารเบา

หรือจะพูดอีกลักษณะได้ว่า ภายในคือความสมบูรณ์ของอวัยวะจ้างเป็น “เปิ่น” (เป็นแก่น) โดยที่ภายนอก คือ ทางผิวหนัง จมูก ริมฝีปาก ฯลฯ เป็น “เปียว” (เป็นเปลือก) หากภายในปกติสมบูรณ์ดี ภายนอกคือ “เปียว” ย่อมสะท้อนให้เห็นปกติสมบูรณ์ดูดีด้วย จากหลักการนี้การส่งเสริมความงามแบบการแพทย์จีน จึงมุ่งเน้นไปที่ เปิ่น มากกว่า เปียว

หัวใจกับความงาม

มีความสัมพันธ์กับทางหลอดเลือดและทางเสิน1.ความสัมพันธ์กับทางหลอดเลือด : เส้นลมปราณทั้ง 12 เส้น ล้วนมีทิศทางขึ้นสู่ส่วนบนศีรษะทั้งแบบโดยตรงและโดยอ้อม ซึ่งเส้นลมปราณคือทางเดินของชี่และเลือด ฉะนั้นบริเวณใบหน้าจึงเป็นอาณาบริเวณที่สะท้อนได้ดีถึงเลือดลมที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะใบหน้าที่มีผิวค่อนข้างบาง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาว่า หัวใจในด้านหลอดเลือดสมบูรณ์ปกติหรือไม่นั้นสามารถดูได้จากใบหน้า2.ความสัมพันธ์ทางด้านเสิน : “เสิน” หมายถึง ภาวะที่ร่างกายแสดงออกมาให้ทราบว่ามีชีวิต โดยดูได้จากสีหน้า ประกายแววตา การตอบสนองการเคลื่อนไหว เป็นต้น สิ่งเหล่านี้อาจเรียกได้อีกว่า มีเสินชี่ หรือเสินมีพลัง นั่นหมายถึงคนคนหนึ่งแม้ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาสะสวย แต่ไม่มีพลังของเสินย่อมแลดูไม่มีชีวิตชีวา ไม่สดใสไม่มีสง่าราศี เช่น ในช่วงเจ็บป่วยนั้น ต่อให้เป็นคนสวยหน้าตาดี แต่จะดูออกได้ว่าไม่มีพลังของเสิน การดำรงอยู่ของเสิน จำเป็นต้องได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยเลือดของหัวใจ จึงจะสามารถทำหน้าที่ได้เป็นปกติเมื่อหัวใจมีเลือดสมบูรณ์ คนคนนั้นจะมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวดีมีปฏิกิริยาตอบสนองว่องไว หากไม่พอจักดูเซื่องซึม ไม่มีราศี นอนไม่หลับ ฝันมาก หลงลืมง่าย เป็นต้น ในทางการแพทย์แผนจีน มักจะเน้นว่าเสินกับรูปลักษณ์ภายนอกเป็นเอกภาพเดียวกัน จึงจะถือว่าเป็นความงามอันสุดยอด ด้วยเหตุนี้การบำรุงหัวใจเพื่อให้เกิดเสินที่สมบูรณ์ จึงมีความสำคัญต่อการเสริมความงามด้วย

ปอดกับความงาม

สุขภาพผิวจะดูดีที่สำคัญอยู่ที่ปอด หมายความว่าเราต้องทำความรู้จักก่อนว่า ปอดมีหน้าที่อะไรบ้าง1.ปอดมีหน้าที่กระจายเว่ยชี่ : เว่ยชี่มีแหล่งเกิดจากม้าม โดยม้ามจะแปรสภาพสารอาหารแล้วส่งลำเลียงขึ้นมาให้ปอดช่วยทำหน้าที่กระจายไปทั่วทั้งร่างกาย โดยที่เว่ยชี่จะถูกปอดผลักดันไปสู่บริเวณภายนอกคือ ผิวหนัง กล้ามเนื้อ ทำให้ผิวหนังมีหน้าที่ปกป้องปัจจัยก่อโรคได้ ช่วยให้กล้ามเนื้อมีอุณหภูมิคงที่ ช่วยควบคุมการปิดเปิดรูขุมขนเพื่อระบายเหงื่อและระบายของเสียออกจากผิวหนัง หรือจะพูดได้อีกนัยหนึ่งว่า หน้าที่ของผิวหนังส่วนมากก็คือหน้าที่ของเว่ยชี่นั่นเอง หากชี่ปอดไม่พอหรือชี่ปอดถูกขัดขวางกระจายออกย่อมส่งผลให้เว่ยชี่รือเว่ยหยางติดขัดทำให้เกิดอาการผิดปกติที่ผิวหนัง เมื่อเว่ยชี่อ่อนแอจะทำให้ผิวหนังขาดการหล่อเลี้ยง มีอุณหภูมิลดลงจะเป็นแผลจากความเย็นได้ง่าย เหงื่อออกผิดปกติ ความสามารถในการต้านทานโรคจากภายนอกผิวหนังจะลดลงทำให้เกิดลมพิษ แพ้สารต่างๆ ได้ง่ายและผิวแห้งด้วย หากเว่ยหยางกระจายไม่ออกจะเกิดเป็นความร้อนสะสมแล้วต่อมาความร้อนจะทำให้เกิดเป็นตุ่ม หนอง แผลเปื่อยได้ง่ายหรือโรคผิวหนังต่างๆ

2.ชี่ปอดมีหน้าที่ช่วยกระจายน้ำไปสู่บริเวณผิวหนัง เส้นขน ทำให้ผิวหนังเกิดความชุ่มชื้นหรือมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่สม่ำเสมอ โดยทั่วไปหากผิวหนังขาดน้ำมาหล่อเลี้ยงจะทำให้ผิวแห้ง สภาพผิวเสื่อมลงเร็วเป็นสาเหตุสำคัญที่เกิดรอยย่นตกสะเก็ด หรือแตกแห้ง จึงควรให้ความสำคัญต่อการขจัดความร้อนที่ปอดเพิ่มความชุ่มชื้นและเสริมอินเพิ่มจิน (เย่)

 

นวดใบหน้าด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/414069

นวดใบหน้าด้วยตัวเอง

โดย…ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

วัยเพิ่มขึ้น ความเครียด สารอาหารไม่ครบถ้วน ล้วนแต่มีผลให้มวลกล้ามเนื้อผิวลดน้อยลง ส่งผลให้ผิวไม่อิ่มเอิบ ขาดความยืดหยุ่น ทำให้ผิวหย่อนคล้อยในที่สุด ซึ่งตามแนวคิดของเครื่องสำอาง ซุคขุ (Suqqu) มีความเชื่อมั่นว่าผิวพรรณสวยดูเปล่งประกาย มีความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของกล้ามเนื้อกระดูกโครงหน้า รวมไปถึงการไหลเวียนของเลือด และน้ำเหลือง ซึ่งนำไปสู่การนวดหน้าแบบ Gankin คำนี้แปลว่าการบริหารกล้ามเนื้อหน้า ใช้ศาสตร์การนวดด้วยข้อนิ้วกดลงกระดูกโครงหน้า (Bone Structure) แรงกดเพิ่มการไหลเวียนของน้ำเหลือง และโลหิต (Lymph & Blood Circulation)

เครื่องสำอางชั้นดีจากญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญกับ เจ้าหน้าที่ หรือเรียกว่า SC-Suqqu Consultant ที่ผ่านการอบรมท่านวดได้อย่างเชี่ยวชาญ และมีวิธีการนวดที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครซึ่งโดยทั่วไปนอนเตียงนวด แต่ที่นี่บริการนวดหน้าในท่านั่ง โดยผู้นวดอยู่ด้านหลังเรา ซึ่งเป็นวิธีนวดที่ไปทำเองหน้ากระจกด้วยตัวเองได้ด้วย ลองมาทำกันดู

1.เริ่มจากหน้าผาก ช่วยลดเลือนริ้วรอยบริเวณหน้าผาก หว่างคิ้ว และลดความบวมบนใบหน้าได้ด้วย กำมือโดยใช้ข้อนิ้วข้อแรกกดไล่ขึ้นไป 3 จุด จากขมับ (ปลายคิ้ว) แล้วไล่กดขึ้นไปช่วงกลางหน้าผาก และไรผม

 

2.รอบดวงตา ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ขจัดของเสียรอบดวงตา ใช้นิ้วกลางกดเบาๆ รอบเปลือกตา แล้วใช้นิ้วกลางและนิ้วนางกดไล่หว่างคิ้ว วนเบาๆ ไปขมับ แล้วใช้นิ้วชี้ กลาง นาง กดไล่น้ำเหลืองลงมาถึงลำคอ ใช้ข้อนิ้วโป้งกดหว่างคิ้ว 4 จุด สันจมูกกดเข้าหากันแล้วกดยกขึ้นด้านบน กดน้ำหนักยกขึ้นตามแนวกระดูกคิ้วที่จุดเหนือตาดำและจุดสูงสุดของคิ้ว แล้วกดไล่น้ำเหลืองจากขมับ ไล่ลงมาลำคอ

3.รอบปาก ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง มุมปากดูยกขึ้น ริ้วรอยลดเลือนลง วางนิ้วโป้งไว้ใต้ค้าง แล้วปลายนิ้วชี้อยู่หว่างคิ้ว (ให้มือเป็นสามเหลี่ยม) ออกแรงกด

4.จมูก ขจัดสิ่งสกปรกล้ำลึก ใช้นิ้วกลางกดปีกจมูกขึ้นลงเป็นครึ่งวงกลม ทำ 15 ครั้ง

5.แก้ม ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณแก้ม ขากรรไกร กำมือใช้นิ้วข้อที่สองกดช่วงกรอบหน้า ไล่กำปั้นขึ้นไปช่วงฟันบน/ล่าง สบกัน ขยับกำปั้นขึ้นลงโดยให้ข้อนิ้วกดอยู่จุดเดิม แล้วเลื่อนไปทางข้างหูแล้วรีดลงช่วงลำคอ

 

6.ขากรรไกร ช่วยให้ไขมันกระจายตัวออก กรอบหน้าดูคมชัด ใช้นิ้วชี้อยู่บนคางและนิ้วกลางใต้คาง แล้วดึงจากใต้คางไปหาใบหู

7.โหนกแก้ม ใบหน้าแลดูยกกระชับขึ้น มือขวานวดแก้มซ้ายให้นิ้วโป้งอยู่ใต้คาง นิ้วชี้ข้างจมูก ค้างไว้ 3 วินาที ลากมือไปหาใบหูแล้วลูบลงไปที่คอ มือซ้ายนวดแก้มขวาเช่นเดียวกัน

8.ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหน้า ลูบไล่น้ำเหลืองได้โดยใช้ทั้งสองมือวางนิ้วโป้งไว้ใต้คาง นิ้วชี้หว่างคิ้ว ให้ฝ่ามือแนบใบหน้ามากที่สุดแล้วลูบไล่ขึ้นไปช่วงขมับ

9.ขั้นตอนสุดท้ายเป็นการลูบไล้ ใช้นิ้วมือผ่ามือนาบสัมผัสผิวหน้า ใช้นิ้วนางและนิ้วกลางลูบไปตามสันจมูก ไปหว่างคิ้ว แล้วใช้นิ้วชี้ กลาง นาง กดกลางหน้าผาก กดเบาๆ ไปขมับ ไล่ลงลำคอ มีกฎนิดเดียวถ้าใครเพิ่งไปฉีดโบทอกซ์อย่าเพิ่งลองนวดเพราะการนวดแบบนี้ต้องใช้แรงกดด้วย

 

สัญญาณเตือนความเครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/414059

สัญญาณเตือนความเครียด

โดย…พุสดี

1.ปวดศีรษะบ่อย ปวดไมเกรน เพราะความเครียดส่งผลให้สารซีโรโทนินในสมองพร่องไป การขาดซีโรโทนินจะทำให้หลอดเลือดเกิดพองขยายและหดตัวมากกว่าปกติ จึงทำให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนได้

2.ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังและนอนไม่หลับ ความเครียดเรื้อรังส่งผลให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายเกิดการตึงตัว และทำให้มีอาการปวดเมื่อยเนื้อตัว รวมไปถึงกระตุ้นวงจรการนอนหลับให้ผิดปกติได้

3.เจ็บป่วยบ่อยๆ อย่างภูมิแพ้ ซึ่งถือเป็นโรคยอดฮิตของคนเมือง เพราะความเครียดจะไปกดระบบภูมิคุ้มกันโดยผ่านฮอร์โมนชนิดหนึ่ง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันต่ำหรือบกพร่องไป จึงทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น หรือเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร เพราะปัจจัยทางจิตใจมีผลทำให้สารคัดหลั่งในกระเพาะอาหารออกมามาก