บรูว์สกี้ นั่งชิลชมวิวบนรูฟท็อปบาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 12:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469602

บรูว์สกี้ นั่งชิลชมวิวบนรูฟท็อปบาร์

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ลมหนาวกำลังพัดมาเยือน อากาศสดชื่น ท้องฟ้าแจ่มใสแบบนี้ หลังเลิกงานถ้าแวะไปหาร้านแฮงเอาต์สักแห่งที่บรรยากาศชิลๆ นั่งกินลมชมวิวโดยไม่ต้องรีบร้อน ก็ดูจะเป็นความคิดที่ดีไม่ใช่น้อย

สถานที่ที่เราตัดสินใจไปปักหมุด ก็คือ บรูว์สกี้ (Brewski) คราฟต์เบียร์บาร์แห่งใหม่ล่าสุดใจกลางกรุง ซึ่งอยู่บนชั้น 30 ของโรงแรมเรดิสันบลู พลาซ่า กรุงเทพฯ ที่ถือว่าเป็นคราฟต์เบียร์บาร์บนชั้นดาดฟ้าที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ ขณะนี้

เมื่อขึ้นมาถึงดาดฟ้าโซนที่เป็นรูฟท็อปบาร์ จะพบกับการตกแต่งสไตล์อินดัสเทรียลออกแนวเท่ๆ โดยเน้นสีเอิร์ทโทนอย่าง ดำ น้ำตาล และเบจ ใช้วัสดุประเภทเหล็กและไม้เป็นหลัก มีโต๊ะ เก้าอี้ และโซฟาสไตล์เรียบง่าย ลุกนั่งสบาย บรรยากาศดี๊ดี เหมาะกับการแฮงเอาต์เป็นที่สุด แล้วช่วงกลางคืนยังมีซิตี้วิวสวยๆ ที่มองจากมุมสูงบนยอดตึกให้ชมแบบเพลินๆ อีกด้วย

ที่นี่มีคราฟต์เบียร์จากทั่วโลกกว่า 100 ชนิด ไว้คอยเสิร์ฟ อาทิ เบียร์ดำ เบียร์ลาเกอร์ รวมทั้งเสิร์ฟแบบเบียร์ไฟท์ (เสิร์ฟเป็นแก้วเล็กๆ ให้ลองหลายชนิด) เบียร์เอล และอื่นๆ ให้คอเบียร์ได้เลือกกันตามอัธยาศัย

ด้านเมนูอาหาร เน้นอาหารว่าง ซึ่งมีคอนเซ็ปต์เป็นสตรีทฟู้ดและอาหารจานหลักสไตล์อเมริกัน โดยเชฟจะครีเอทเมนูมาในรูปลักษณ์เก๋ๆ หรือใส่ภาชนะที่แปลกตาตอนนำมาเสิร์ฟ เรียกว่าทุกเมนูสามารถ
จับคู่ได้เหมาะเจาะกับเบียร์พอดิบพอดี แถมรสชาติอาหารยังอร่อยดีไม่แพ้หน้าตาของเมนูเลยล่ะ

อย่างเมนู “ไส้กรอกอีสาน” ตัวไส้กรอกรสชาติไม่เปรี้ยวและไม่เผ็ดจนเกินไปนัก อร่อยกำลังดีเสิร์ฟมาในภาชนะคล้ายเบ้าขนมครก เป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่คนไทยกินได้ ชาวต่างชาติกินดี

ตามด้วย “เทมปุระผัก” ผักรวมชุบแป้งทอดสไตล์ญี่ปุ่นที่เสิร์ฟมาพร้อมน้ำจิ้มเทมปุระถ้วยใสๆ เป็นอีกหนึ่งเมนูที่กินเพลิน

“บรูว์สกี้ เบอร์เกอร์” เบอร์เกอร์หน้าตาดี ด้านในเป็นเนื้อวางุหมักด้วยเบียร์จนได้ความนุ่ม ไล่เลเยอร์ด้วยชีส เบคอน และผักสด ราดด้วยซอสสูตรเฉพาะ รสชาติอร่อยชวนให้ติดใจ เสิร์ฟคู่กับเฟรนช์ฟรายส์
กินแล้วเข้ากัน

มาที่ “ดับเบิลด็อก” เมนูนี้เป็นฮอตด็อกที่ประกอบด้วยขนมปัง ไส้กรอกไก่แฟรงก์เฟิร์ต และไส้กรอกกะเพรา ความพิเศษอยู่ที่ขนมปังและไส้กรอกที่เสิร์ฟมานั้นมีความยาวเกือบ 1 ฟุต โดยเสิร์ฟมาในถาดไม้ยาวๆ รูปทรงคล้ายเรือ กินคู่กับซอสบาร์บีคิวหรือซอสพริกก็อร่อยทั้งคู่ เป็นเมนูโฮมเมดที่ต้องลอง

“ไก่ย่าง” เนื้อนุ่มสุกกำลังดี กับข้าวเหนียวร้อนๆ และน้ำจิ้มแจ่ว เสิร์ฟมาในปิ่นโตเถาเล็กสีแดง โดยแยกเป็นไก่ย่าง 1 ชั้น ข้าวเหนียว 1 ชั้น และน้ำจิ้มแจ่ว 1 ชั้น ให้คะแนนความคิดสร้างสรรค์ไปแบบเต็มๆ เลย

ปิดท้ายด้วยของหวาน “เบียรามิสุ” หรือทีรามิสุที่ผสมเบียร์ลงไปในเนื้อขนม เสิร์ฟมาในแก้วเบียร์ทรงสูงไล่เลเยอร์เป็นชั้นๆ รสชาติขนมออกเปรี้ยวนิดๆ หวานหน่อยๆ เหมาะเป็นเมนูปิดท้ายมื้อ

 

นอกจากนี้ ยังมีเมนูอื่นๆ เช่น ไก่สะเต๊ะ เกี๊ยวซ่าไส้ผัก ลาบหมูทอด ยำทาโร่ทอด ยำถั่วพูกุ้งสด ยำวุ้นเส้น ยำไข่เจียว เฟรนช์ฟรายส์ ฟิชแอนด์ชิปส์ สไปซี่วิงก์ ริบพอร์ค และอื่นๆ ให้เลือกอีกหลายเมนู (ราคาอาหารเริ่มที่ 100-490 บาท)

บรูว์สกี้ คราฟต์ เบียร์ บาร์ ชั้น 30 โรงแรมเรดิสันบลู พลาซ่า กรุงเทพฯ (ปากซอยสุขุมวิท 27) เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-01.00 น. โทร. 02-302-3333 เฟซบุ๊ก venuesbangkok หรือ www.venuesbkk.com

 

โฉมใหม่ ศิวิไลซ์คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 12:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469601

โฉมใหม่ ศิวิไลซ์คาเฟ่

โดย…คาเอรุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เปิดตัวโฉมใหม่ของ ศิวิไลซ์ คาเฟ่ (Siwilai Cafe) ที่ปรับลุคและเมนูล่าสุดภายใต้แบรนด์ศิวิไลซ์ (Siwilai) จุดหมายปลายทางสำหรับผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและอาหารอร่อย โดยยึดคอนเซ็ปต์พื้นฐานของความรักในอาหารที่มีรสชาติดี และเครื่องดื่มที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

ศิวิไลซ์ คาเฟ่ เสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง สถานที่โล่ง โปร่ง บนชั้น 5 ของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ตกแต่งแบบเรียบง่ายแต่อบอุ่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ ผนังกระจกบานใหญ่ที่ปล่อยให้แสงธรรมชาติสาดส่องเข้ามา และประตูเปิดไปสู่ระเบียงที่เปิดโอกาสให้เห็นวิวสวนสวย และสถาปัตยกรรมที่งดงามของสถานทูตอังกฤษ

หลังเหน็ดเหนื่อยจากการเดินช็อปปิ้งที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี หรือหลังจากอัพเดทเทรนด์แฟชั่นใหม่ล่าสุดที่ร้านศิวิไลซ์ ก็มานั่งดื่มด่ำเพลิดเพลินไปกับอาหารและเครื่องดื่มที่ปรุงขึ้นมาด้วยใจรัก

เมนูใหม่ล่าสุด เป็นฝีมือการรังสรรค์ของ Executive Chef ชาวนิวซีแลนด์ แบลร์ เมทีสัน ที่ออกแบบเมนูสุดพิเศษแนวโฮมมี่ บนปรัชญาของการปรุงอาหารด้วยความจริงใจ และการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นที่สดใหม่ ด้วยเมนูไข่หลากเมนู จากหลายชาติ สมูทตี้โบลว์ สลัดสุดสดชื่น และขนมปังรสชาติเยี่ยม

 

จานเด่นๆ ของที่นี่ ได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติที่หลากหลายจากทั่วโลก เมนูจานไข่ อย่างสไตล์ตะวันออกกลาง Shakshuka (ไข่อบ เสิร์ฟพร้อมกับ Tomato Sugo, เฟต้าชีส, ยี่หร่า และขนมปังซาวร์โด) Eggs Cilbir (Poached Eggs เสิร์ฟพร้อมกับโยเกิร์ตรสกระเทียม, ใบดิล, เนยรสพริก และขนมปังซาวร์โด) และยังมีเมนูไข่สุดคลาสสิกอย่าง Eggs Benedict และ Eggs Royale ที่มาพร้อมกับลูกเล่นในแบบศิวิไลซ์

เมนูเพื่อสุขภาพเขาก็เน้น ไม่ว่าจะเป็นสมูทตี้โบลว์ Berry Power (โยเกิร์ต, โกจิเบอร์รี่, แก้วมังกร, มะพร้าว และเมล็ดฟักทอง) Green Machine (โยเกิร์ตสาหร่ายสไปรูลิน่า, กีวี่, แอปเปิ้ล, มะนาว, น้ำผึ้ง และเมล็ดเชีย) หรือหากต้องการอาหารจานเบาๆ อย่างซุปและสลัด ก็มีเมนูเด่นๆ อย่าง Slow Roasted Tomato Soup, Eastern European-style Goulash และ Cured Salmon and Crispy Potato Salad

 

หนักท้องขึ้นหน่อยกับขนมปังอย่าง Grilled Brioche (ตับไก่, แยมหัวหอม, เบคอน, เห็ด และผักโขม) Croque Monsieur (แฮม, ชีสกรุยแยร์ และ Dijon mustard) และยังมี The Gnudi และ The Meatball Fettuccine ที่เป็นพาสต้าที่ปรุงสุกมาอย่างพอดิบพอดี มาพร้อมกับซอสที่อุ่นได้ที่ โรยหน้าด้วยชีสพาร์มีซาน

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเนื้อสัตว์ ก็จะมีเมนูเด็ดอย่าง Roast Duck Breast (เป็ดอบแสนอร่อยเสิร์ฟพร้อมกับลูกฟิกซ์, องุ่น, วอลนัต, ใบบัวบก และทับทิม) และ Chicken Schnitzel (ไก่สุดนุ่ม เสิร์ฟมาด้วยซาวร์เคราท์, แองโชวี่, เคเปอร์ และซาวร์ครีม)

 

ในส่วนของขนมหวาน มีให้เลือกทั้งช็อกโกแลตมูส เสิร์ฟพร้อมกับ Hokey Pokey Shards ที่พลาดไม่ได้ก็ ทาร์ตมะนาวและวาฟเฟิลส์ ที่เสิร์ฟเคียงกับเบอร์รี่เชื่อม และชีสรีคอตต้าโฮมเมด

มาถึงเมนูเครื่องดื่มของศิวิไลซ์ คาเฟ่ สร้างสรรค์ขึ้นโดยทีมชูการ์ เรย์ (Sugar Ray) โดยมีการแทรกกลิ่นอายความเป็นไทยอย่างกลิ่นของลิ้นจี่ ใบเตย และตะไคร้ ลงไปในเมนูเครื่องดื่มสุดซาบซ่าส์อย่าง Soda Pop และเครื่องดื่มผลไม้ที่ออกแบบมาเพื่อที่นี่โดยเฉพาะ อย่าง Lychee Soda Pop ที่มีส่วนผสมของลิ้นจี่ ขิง มะนาว และโซดา และ Tropical Crush เครื่องดื่มสูตรพิเศษ ที่มีกลิ่นอายของเมืองร้อน ด้วยส่วนผสมจากน้ำสับปะรด มะม่วง และใบโหระพา

ยามบ่ายๆ ใครอยากมานั่งจิบกาแฟชิลๆ เมนูกาแฟของศิวิไลซ์ คาเฟ่ มีความพิเศษเฉพาะตัว ด้วยเมล็ดกาแฟของไทยที่ถูกคัดสรรมาเป็นพิเศษจากไร่กาแฟในภาคเหนือ หากใครเบื่อเมนูกาแฟเดิมๆ ลองเมนูเด็ดอย่าง Bubbly Black กาแฟเย็นสุดสดชื่นเปลี่ยนบรรยากาศดูบ้าง

ค็อกเทลที่นี่ออกแบบขึ้นเพื่อชูรสและกลิ่นของส่วนประกอบที่หาได้ในท้องถิ่น ทั้งผลไม้ไทยๆ ตามฤดูกาล ที่จะถูกนำมาใช้ในเมนูค็อกเทลที่หลากหลาย อย่างเมนู Thaipirisima (Chalong Bay Rum, น้ำเชื่อมกลิ่นใบเตย และเสาวรส) หรือ Mai Tai (Appleton White Rum, น้ำเสาวรส, น้ำส้ม, มะนาว และน้ำตาลทรายแดง)

 

ศิวิไลซ์ คาเฟ่ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-20.00 น.

ที่ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โทร. 02-160-5836

เฟซบุ๊ก : siwilaistore

 

กิน อาหารญี่ปุ่นสไตล์บุฟเฟ่ต์พรีเมียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469600

กิน อาหารญี่ปุ่นสไตล์บุฟเฟ่ต์พรีเมียม

โดย…อชัถยา ชื่นนิรันดร์

กิน (KIN Japanese Buffet & Ramen) ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์บุฟเฟ่ต์พรีเมียม บริหารโดยกลุ่ม กิน (KIN Group) ซึ่งคร่ำหวอดในธุรกิจด้านอาหารญี่ปุ่นมานานกว่า 10 ปี ที่มุ่งทำธุรกิจด้านอาหารญี่ปุ่น ด้วยความชื่นชอบในรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการซึ่งเป็นสิ่งที่อาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทางร้านจึงมุ่งเน้นให้ลูกค้าได้รับประทานอาหารที่สด ใหม่ สะอาด พร้อมคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานในทุกเมนู

วัลภา วงศาโรจน์ ผู้จัดการทั่วไป กล่าวว่า KIN Japanese Buffet & Ramen มีเมนูหลากหลายให้เลือกรับประทาน ทั้งเมนูบุฟเฟ่ต์และแบบอะลาคาร์ต โดยบุฟเฟ่ต์ นอกจากจะมีซูชิ ซาชิมิ ที่วัตถุดิบเป็นของสดนำเข้าจากญี่ปุ่น และข้าวปั้นหน้าต่างๆ แล้ว ยังมีเมนูออร์เดิร์ฟของทอด อาหารเสียบไม้ ปิ้งย่าง สลัดผักไฮโดรโปนิกส์ โอโคโนมิยากิ ฯลฯ

เมนูจานหลัก เช่น สเต๊กเนื้อวางุจากญี่ปุ่น ไก่ หมู ปลา ส่วนเมนูจานข้าว เช่น ข้าวหน้าหมูทงคัตสึ ข้าวหน้าเนื้อ ข้าวแกงกะหรี่ และราเมน รวมถึงอีกสารพัดเมนู ที่มีให้เลือกอิ่มอร่อยมากกว่า 50 เมนู ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกสั่งอาหารเพิ่มเติมแบบอะลาคาร์ต เพื่อให้เชฟ รัฐธีร์ ศิริกิ่งสุวรรณ์ ปรุงสดๆ ได้ตามความต้องการอีกด้วย พร้อมปิดท้ายความอร่อยกับเมนูของหวาน ไอศกรีม ผลไม้ เครื่องดื่ม ที่สามารถเติมได้ไม่อั้น ในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 599-799 บาท

เมนูแนะนำห้ามพลาด ได้แก่ ราเมนหม้อไฟ ต้นตำรับความอร่อยจากญี่ปุ่น Kazan Ramen ที่มาพร้อม Topping ครบเครื่อง กับน้ำซุปรสชาติเข้มข้น เสิร์ฟในชามหินขนาดใหญ่ รับรองความฟินแบบจัดเต็ม ตอกย้ำความอร่อยสุดคุ้ม

 

โปรโมชั่นพิเศษ ช่วงฉลองเปิดสาขาใหม่ เฉพาะสาขาศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต รับส่วนลด 15% เมื่อสั่งบุฟเฟ่ต์ราคา 599 บาท และรับส่วนลด 20% เมื่อสั่งบุฟเฟ่ต์ ราคา 799 บาท

“เราเปิดธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น เป็นเวลา 15 ปี รวม 32 สาขา ทั้งสาขาจังซีลอน ป่าตอง โดยในภูเก็ต มี 3 สาขา เปิดสาขาแรก ที่คิง เพาเวอร์ ภูเก็ต คอมเพล็กซ์ สาขาที่ 2 ที่อาคารผู้โดยสารต่างประเทศ ท่าอากาศยานภูเก็ต และสาขาที่ 3 ที่ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต”

 

จุดเด่นของทางร้านจะผสานไทยญี่ปุ่นด้วยกัน ดูได้จากเมนูอาหาร เช่น ลาบแซลมอนแซลมอนจี๊ดจ๊าด เป็นต้น ส่วน ราเมน ผลิตเส้นเอง เป็นเส้นสดทุกอย่าง คุณภาพเหมือนกันทุกสาขา

การกินบุฟเฟ่ต์จำกัดเวลา ที่ 1 ชั่วโมง 45 นาที ในราคา 599 บาท (เมนูปลาดิบ สเต๊ก) และราคา 799 บาท (เมนูซีฟู้ด กุ้งเผาราเมน หม้อไฟ) ในช่วงโปรโมชั่น พิเศษราคา 599 ลด 15% ราคา 799 ลด 20% จนถึง 28 ธ.ค.นี้

ร้าน KIN Japanese Buffet & Ramen ชั้น G โซน Sino Phuket ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.00-21.00 น. โทร. 076-604-055

 

ป้านิ่ม ไส้อั่วย่าง @แม่กำปอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469623

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

แม่กำปอง ฮิตติดลมบนกันไปแล้วสำหรับนักเดินทาง นักท่องเที่ยวที่ชอบธรรมชาติ ชอบชมวิถี เรียบๆ แบบพื้นถิ่น

แม่กำปองในวันนี้ต่างจากอดีตที่หลายคนเคยพบ เพราะความเจริญรุกคืบเข้าไป จากความนิยม ปากต่อปากของผู้คนที่ได้ไปสัมผัสมา

แม่กำปอง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่   เป็นหมู่บ้านตั้งอยู่บนไหล่เขาที่มีความสูงเกิน 1,000 เมตร มีน้ำตกแม่กำปองเป็นแหล่งต้นน้ำ  ไหลจากหมู่บ้านลงสู่พื้นราบ ทำให้อากาศเย็นชุ่มฉ่ำเกือบทั้งปี

อาชีพของชาวบ้านคือการเก็บใบเมี่ยง หมดหน้าเมี่ยงก็เก็บกาแฟ การรวมกลุ่มของชาวบ้าน ทำให้แม่กำปองถือว่าเป็นหมู่บ้านและชุมชนที่มีความเข้มแข็ง

ความเจริญ ความนิยมที่เกิดขึ้น ทำให้ทุนนอกถิ่นกำลังรุกคืบเข้าไป ชาวบ้านดั้งเดิมบางส่วนขายที่ทาง ขณะที่บางส่วนที่อนุรักษ์แม่กำปอง ก็มีแนวคิดเพื่อรักษ์แม่กำปองให้เป็นแบบเดิม ให้นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนได้พบกับความสงบสุข ความสบายใจ และยังเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับชุมชนและหมู่บ้านต่างพื้นที่ได้เข้ามาเรียนรู้และศึกษา

 

ครั้งแรกเมื่อเราเดินทางไปถึงในเวลาเที่ยง ท้องเริ่มทำงาน สิ่งแรกที่คิดถึงคือมื้อแรกของเราที่ แม่กำปองจะรับประทานอะไรกัน เมื่อเสร็จสรรพจากการเก็บสัมภาระโฮมสเตย์ ถามเจ้าของบ้านว่ามีอะไร ร้านไหนบ้างที่จะฝากท้องมื้อเที่ยง และตกลงกันว่ามื้อเย็นจะกลับมาช่วย พี่ดาเรจ เจ้าของบ้านที่เราจะต้องค้างแรมด้วยทำกับข้าว คำตอบที่ได้รับคือ ร้านป้านิ่ม ไส้อั่วและเราก็หาร้านอาหารเหนือหลากเมนู

ร้านป้านิ่มอยู่ในช่วงกลางหมู่บ้านบนภูสูง เมื่อรถไต่ขึ้นไปจะเห็นควันพวยพุ่งแบบเอื่อยๆ ใช่ร้านป้านิ่ม ป้ายชัดเจน ไส้อั่วถูกวางบนเตาย่างเป็นขดๆ กลมๆ ด้วยความหิว บอกเลยน้ำลายไหล

ไส้อั่วป้านิ่มยังคงรสชาติดั้งเดิม เข้มด้วยสมุนไพรและพิเศษ ป้าจะใช้วิธีแบบคนเหนือโบราณคือย่าง ไม่ทอดหรืออบแบบร้านในเมืองใหญ่ ไส้อั่ว 2 ขีด ป้าหั่นใส่จาน ด้วยความอร่อยไม่พอ สั่งเพิ่มอีก 2 ขีด เบ็ดเสร็จเรารับประทานไป 4 ขีด ในราคารวม 120 บาท เพราะป้าขายกิโลกรัมละ 300 บาท

ร้านป้านิ่มเป็นที่นิยมของคนมาเที่ยวและชาวบ้านด้วยกันเอง ที่จะขี่มอเตอร์ไซค์มาซื้อกลับไปรับประทานที่บ้าน ด้วยนิสัยช่างสงสัย อดถามต่อไปไม่ได้ พี่คะ ไส้อั่วนี่คือเมนูที่ขายดีที่สุดใช่ไหม คำตอบที่ได้รับคือ ใช่ แต่ละวันจะขายได้ 20-30 กิโลกรัม ถ้าวันช่วงเทศกาลท่องเที่ยวหรือวันหยุดมีคนมาเที่ยวเยอะจะขายได้ดีกว่านี้

 

นอกจากไส้อั่วแล้วป้านิ่มยังมีอาหารเมือง ทั้งลาบคั่ว แกงอ่อม น้ำพริกอ่องให้ได้เลือกชิม ตัดสินใจสั่งลาบคั่วอีก 1 เมนู เพราะด้วยความชอบ ลาบคั่วแบบทางเหนือจะหอมมะแขว่น สมุนไพรพื้นถิ่น แต่ที่นี่กลับแตกต่างไป เพราะลาบคั่วที่นี่ใส่เครื่องเทศคือยี่หร่า ซึ่งแปลกไปอีกแบบ แต่ชอบแบบดั้งเดิมเหนือแท้มากกว่า และยังมีข้าวเหนียว ไก่ทอด หมูทอด และส้มตำ ที่ไว้บริการลูกค้ามาชิม

ส้มตำร้านป้าถือว่ารสเด็ด หากเห็นลีลาน้องสาวคนตำ ร่างท้วมหน่อย ตำด้วยความเนิบๆ ช้าๆ ตำแบบใจเย็นๆ ถ้าหิวอาจหงุดหงิดนิดหน่อย แต่เมื่อส้มตำเข้าไปในปาก บอกเลยหายหงุดหงิด เพราะน้องตำอร่อยมาก

ป้านิ่ม ด้านหลังเป็นริมธารน้ำที่ไหลลงมาจากน้ำตก รับประทานไป ชมสายน้ำ รับความเย็น ข้าวเหนียวนุ่มๆ อุ่นในมือ คู่กับไส้อั่วหอมกรุ่นเครื่องเทศ

เที่ยงนั้น @แม่กำปอง อิ่มแท้ อิ่มนานทีเดียว

 

เมนูสุดพิเศษ จากเชฟมิชลินสตาร์ เฮงค์ ซาเวลเบิร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 17:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469519

โดย…คาเอรุ  kaeru.the.frog63@gmail.com

ห้องอาหารซาเวลเบิร์ก ห้องอาหารฝรั่งเศสโดยเชฟมิชลินสตาร์ ขอเชิญคุณๆ มาลิ้มรสความอร่อยของคอร์สเมนูมื้อกลางวันและมื้อค่ำสุดพิเศษสำหรับเทศกาลวันหยุดปีนี้ รังสรรค์โดย “เชฟเฮงค์ ซาเวลเบิร์ก” เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ดีๆ ให้กับช่วงเวลาพิเศษ

คุณจะได้ลิ้มลองอาหารคุณภาพเยี่ยมที่ได้รับการตกแต่งมาอย่างสวยงาม และพิถีพิถันแบบร่วมสมัย ในบรรยากาศสบายๆ แต่หรูหรามีระดับ

เริ่มต้นด้วยเมนู Lukewarm sliced lobster & tartar with créme of green peas and cucumber sweet & sour; Tartar of grilled scallop with organic tomato, cucumber, pineapple and gazpacho ice cream และ Lukewarm oyster with saffron foam, spinach and caviar

 

ตามด้วยอาหารจานหลักอย่าง Fillet of doe with creamy hazelnut puree, roasted hazelnut, red cabbage,Brussels sprouts, cranberry jelly , salsify and sauce aux épices

สำหรับซิกเนเจอร์เมนูที่นักชิมยกนิ้วให้ เชฟนำเสนอเป็น Grilled North Sea turbot with broccoli, romanesco, balsamic gel, old Dutch cheese, pistachio and lemon vinaigrette จานซิกเนเจอร์ของเชฟเฮงค์

ก่อนทุกมื้ออาหารเราจะเสิร์ฟเมนูเรียกน้ำย่อยแสนอร่อย ปิดท้ายด้วยชีสและขนมหวาน ที่จะทำให้มื้อกลางวันหรือมื้อค่ำของคุณที่ห้องอาหารซาเวลเบิร์ก กลายเป็นช่วงเวลาที่แสนประทับใจส่งท้ายปี

 

วันคริสต์มาสอีฟ และวันคริสต์มาส มื้อกลางวันและมื้อค่ำ (วันที่ 24-25 ธ.ค. 2559) เมนู 6 คอร์ส ราคา 5,000 บาท++ เมนู 8 คอร์ส ราคา 6,000 บาท++

วันส่งท้ายปี และวันปีใหม่ มื้อค่ำ (วันที่ 31 ธ.ค. 2559-1 ม.ค. 2560) เมนู 6 คอร์ส ราคา 5,000 บาท++ เมนู 8 คอร์ส ราคา 6,000 บาท++

นอกจากนี้ ทางห้องอาหารยังพร้อมต้อนรับท่านที่สนใจสั่งเมนูอะลาคาร์ต สำหรับมื้อกลางวันและมื้อค่ำในวันที่26 ธ.ค.ด้วย โดยทางร้านจะปิดทำการเฉพาะมื้อกลางวันของวันที่ 1 ม.ค. 2560 เท่านั้น

ร้านอาหารซาเวลเบิร์ก อยู่ที่บริเวณด้านหน้าโรงแรมโอเรียนทอล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ถนนวิทยุ สำรองที่นั่งหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-252-8001

 

ผสานวัฒนธรรม ออสเตรเลียโมเดิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 16:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469517

ผสานวัฒนธรรม ออสเตรเลียโมเดิร์น

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เพิ่งจะรู้กันก็วันนี้ว่าแท้จริงแล้วประเทศออสเตรเลียนั้นไม่มีอาหารประจำชาติ จากถ้อยคำของ ดัลลัส คัดดี้ เชฟใหญ่ชาวออสเตรเลียแห่งร้านฟรี เบิร์ด (Free Bird)

“ออสเตรเลียไม่มีอาหารประจำชาติครับ แต่จะอยู่ที่เทคนิคและวิธีการปรุงที่เป็นของตัวเอง ผสานกับวัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ลงไป เมนูของชาวออสเตรเลียจึงมีหลากหลายและมีเอกลักษณ์”

จะว่าไปแล้วส่วนใหญ่อาหารออสเตรเลียนั้น จะได้อิทธิพลมาจากยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะอังกฤษที่มีเมนูคล้ายกันหลายอย่าง เพราะคนอังกฤษมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ เมนูที่หากินได้ไม่อยากก็คือ ฟิช แอนด์ ชิป สไตล์อังกฤษ ซึ่งวิธีการทำเขาจะนวดแป้งที่ใส่เบียร์ลงไปด้วย (Beer Batter) ซึ่งเชื่อว่าคาร์โบรไฮเดรตจากเบียร์จะช่วยทำให้แป้งเบา กรอบ และอร่อยมากยิ่งขึ้น

 

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสวัฒนธรรม การกินของชาวออสเตรเลียนอย่างแท้จริง สามารถลองชิมอาหารพื้นเมืองออสเตรเลียขนานแท้ ได้แก่ Shepherd Pie หรือจะเป็นอาหารจานโปรดของชาวออสซี่ เช่น Vegemite ถ้าเอ่ยถึงของหวานก็จะเป็น Lamington หรือ Lemmington ขนมหวานออสเตรเลียนที่ใครได้ลองเป็นต้องติดใจไปทุกราย ซึ่งนิยมดื่มกับน้ำชา หรือกาแฟยามบ่าย ทั้งหมดนี้สามารถลิ้มลองได้จากร้านอาหารของโรงแรมในออสเตรเลียที่เราไปพักได้เลย

“อีกอย่างใครๆ ก็ทราบว่าเนื้อที่ออสเตรเลียนั้นอร่อย เมนู Beef Pie จึงเหมือนเป็นของหากินง่ายของคนที่นี่  ถ้าบอกว่า Beef Pie คนที่นึกถึงพายที่เป็นขนมหวานคงจะงง ทั้งที่จริงแล้วจะเป็นเนื้อที่ผสมกับอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้รูปร่างคล้ายขนม แต่รสชาติกลมกล่อมอยู่นะครับ”

 

สำหรับอาหารของร้านฟรี เบิร์ด จะเสิร์ฟเมนูในสไตล์โมเดิร์นออสเตรเลีย โดยการผสมผสานความหลากหลายของวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน จึงทำให้เมนูของที่นี่ได้รับอิทธิพลจากทั้งแถบยุโรปและเอเชีย โดยตัวเชฟเองนั้นได้ผ่านประสบการณ์จากการเปิดร้านอาหารในออสเตรเลียและสิงคโปร์ มาเป็นผู้ครีเอทและดูแลเมนูทั้งหมด ซึ่งหัวใจหลักของอาหารที่นี่ก็คือรสชาติต้องดี ในอุณหภูมิที่เหมาะสม และรสสัมผัสที่หลากหลาย ในราคาที่เข้าถึงได้

“อาหารทุกจานจะเป็นอาหารสไตล์ยุโรปผสมผสมผสานกับวัตถุดิบพื้นถิ่นสดใหม่ของชาวเอเชีย ผมได้แรงบันดาลใจมาจากการเดินทาง อาหารหลายอย่างจะถูกประยุกต์ขึ้นใหม่ โดยคำนึงถึงรสชาติต้องดี อุณหภูมิต้องเหมาะสม และรสสัมผัสที่หลากหลาย ทำให้คนรับประทานจะรู้สึกตื่นเต้น และสนุกสนานกับอาหารแต่ละจาน คิดดูสิครับจากพืชผักสวนครัวในเมืองไทย ผมแค่เห็นก็รู้สึกตื่นเต้น และสนุกกับการปรุงแล้วครับ ยิ่งเวลาเห็นคนไทยเข้ามาที่ร้านรู้สึกตื่นเต้นไปกับอาหารแต่ละจาน ยิ่งเมื่อได้ลิ้มรสจะรู้สึกคุ้นเคยหน้าเขาก็จะมีความสุข ผมก็จะมีความสุขไปด้วย”

 

เชฟดัลลัสบอกเล่าถึงเมนูที่เขารังสรรค์อย่างออกรสออกชาติ ซึ่งเมนูแต่ละจานจะดูแปลกใหม่ ด้วยการเอาเทคนิคการปรุง รวมกับการครีเอททำให้อาหารจานนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาทันตา กลับกลายเป็นอาหารจานโมเดิร์นทว่าให้รสชาติที่คุ้นลิ้นจากวัตถุดิบที่คุ้นเคย เช่น ใบบัวบก สาหร่ายพวงองุ่น ที่เชฟแปลงร่างและผสมผสานกันได้อย่างลงตัวทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นเมนูที่แปลกตา แต่ให้รสชาติที่คุ้นเคย ซึ่งแต่ละเมนูการจับคู่ในเรื่องวัตถุดิบเชฟต้องอาศัยความพิถีพิถันในการเลือก กว่าจะกลายเป็นเมนูที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่สำคัญเชฟยังบอกอีกว่าเหตุผลที่เลือกวัตถุดิบอย่างพืชผักสวนครัวในบ้านเรานั้น ก็เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในบ้านเรา และเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียง อีกประการคือจะได้ความสด มีคุณภาพ มีประโยชน์ และเป็นรสชาติที่คุ้นเคยอีกด้วย

เริ่มต้นด้วยเมนูแรก Organic Sea Urchin With Flaxseed Cracker Parmesan and Sea Grapes เชฟได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารญี่ปุ่น คือไข่หอยเม่นทะเลเสิร์ฟพร้อมแครกเกอร์เมล็ดแฟลกซ์ เป็นการนำความนุ่มหยุ่นของเนื้อหอยเม่นมารับประทานร่วมกับความกรอบของแครกเกอร์ สอดแทรกด้วยความเข้มขของชีสและความเย็นของสาร่ายพวงองุ่น ให้ทุกคำที่เคี้ยวปนความซุกซนและน่าค้นหา

ต่อด้วย Shaved Squid With Oyter Cream Cucumber and Seaweed Butterปลาหมึกเสิร์ฟในออสเตอร์ครีม เนยซีวีด และแตงกวา เมนูเด็ดที่ผสมผสานรสชาติความหวานตามธรรมชาติของปลาหมึกเข้ากับรสชาติเค็มของเนยซีวิคอย่างลงตัว เพิ่มความหอมกลมกล่อมด้วยความสดกรอบของแตงกวา

ใครที่มองหาเมนูปลาของแนะนำ Ocean trout 600g with wakame butter,mussel escabeche and Avruga caviar เนื้อปลาโอเชียนเทราต์ย่างเนยวากาเมะหอมๆ ท็อปด้วยคาเวียร์ และผักใบบัวบกของไทย

เรียกความสดชื่นกันอีกสักหน่อยกับ Fresh ricotta cavatelli with roasted and raw beetroot, marjoram and whey พาสต้าโฮมเมดที่ทางร้านทำเอง เป็นพาสต้าที่ยัดไส้ด้วยชีสรีคอตต้า
คาวาเทลลี่รสชาติเข้มข้น นำหมูสันหลังไปทอดแล้วคลุกกับน้ำซุปที่ต้มพาสต้า เสิร์ฟพร้อมกับใบมินต์ ถั่วลันเตา และตัดด้วยความเปรี้ยวของบีทรูทเรียกความสดชื่นดีขึ้นไม่น้อย

 

ตบท้ายด้วยของหวาน Sneaker เมนูที่ได้แรงบันดาลใจมาจากพีอาร์สาวฝากซื้อรองเท้า Sneaker เมื่อคราวที่เดินทางกลับไปออสเตรเลีย แต่เข้าใจว่าฝากซื้อช็อกโกแลตในชื่อเดียวกันมา ก็เลยเป็นที่มาของเมนูนี้ เริ่มต้นจากพีนัตบัตเตอร์ ไข่แดง น้ำตาลทรายขาวนำไปเคี่ยว แล้วนำช็อกโกแลต ผงโกโก้ เนย แป้ง น้ำตาลไอซิ่ง ราดด้วยคาราเมลให้กลิ่นหอม ท็อปด้านบนด้วย
ช็อกโกแลตทัมโบ้

ร้านฟรี เบิร์ด ซอยสุขุมวิท 47 เปิดบริการทุกวัน วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 17.30-24.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-24.00 น. โทร. 02-662-4936 เว็บไซต์ www.freebirdbkk.com facebook.com/freebirdbkk

 

ข้าวมันไก่นายธง อร่อยจริงขอบอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 16:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469515

ข้าวมันไก่นายธง อร่อยจริงขอบอก

โดย…แมงโก้หวาน

ถนนสาธุประดิษฐ์ มีร้านข้าวมันไก่อร่อยๆ อยู่ประมาณ 4-5 ร้าน ซึ่งเป็นร้านข้าวมันไก่ที่ลูกค้านิยมไปใช้บริการค่อนข้างแน่น มีอยู่ใกล้ๆ ธนาคารกสิกรไทย สาขาท่าน้ำสาธุประดิษฐ์ 2 ร้าน และอยู่ซอยตรงข้ามสาธุประดิษฐ์ 28 ก็ถือว่ารสชาติดีใช้ได้

ทว่า ร้านที่ยกให้เป็นสุดยอดข้าวมันไก่ที่อร่อยสุดในย่านนี้ก็ต้อง “ร้านนายธง” ที่มี มนต์ชัย หทัยสราญ เป็นเจ้าของร้าน ตั้งอยู่ในซอยสาธุประดิษฐ์ 58 เข้าไปประมาณ 50 เมตร จะเห็นร้านอยู่ทางขวามือ

 

เหตุผลที่ยกเป็นสุดยอดข้าวมันไก่รสเด็ดที่สุด เนื่องจากเจ้าของร้านได้รวมเอาความอร่อยของข้าวมันไก่ในสูตรต่างๆ มาไว้ด้วยกัน อย่างข้าวมันก็ต้องหอมนุ่ม เนื้อไก่นุ่มแน่นอร่อย น้ำจิ้มรสเด็ด และน้ำซุปหอมกลมกล่อมชุ่มคอ บอกได้เลยว่าแค่คำแรกที่สัมผัสลิ้นก็รู้สึกได้ว่ามันช่างคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

เนื้อไก่ทางร้านเลือกใช้ไก่คัดอย่างดีจากฟาร์มเจ้าประจำ ส่งกันสดๆ วันต่อวัน นำมาล้างทำความสะอาดแล้วต้มกับน้ำเปล่า ต้มจนสุกนุ่มก็จะได้เนื้อไก่นุ่มๆ ที่พร้อมนำมาสับเป็นชิ้นๆ รอเสิร์ฟ ส่วนน้ำซุปที่ใช้ต้มไก่ก็มีความหอมหวาน นำมาใช้หุงข้าวมันและทำน้ำซุปต่อ โดยมาตุ๋นกับมะนาวดอง และปรุงรสให้กลมกล่อม หอม อร่อย และไม่ขม

 

ข้าวมันเลือกใช้ข้าวหอมมะลิเก่ามาหุงด้วยวิธีโบราณ คือใช้ข้าวสารลงไปหุงในน้ำซุปไก่ ใส่กระเทียมเจียวใหม่ๆ หอมๆ พายกวนในหม้อไปเรื่อยๆ จนข้าวสุกดี จะได้ข้าวมันที่เป็นเม็ดสวย หอมกลิ่นกระเทียม รสชาติออกเค็มๆ มันๆ ขณะที่น้ำจิ้มทำเป็นสามรส เปรี้ยว เค็ม หวาน โดยมีส่วนผสมของพริก ขิง เต้าเจี้ยว ราคาธรรมดาจานละ 40 บาท พิเศษ 50 บาท จานเดียวก็อิ่มแล้ว นอกจากข้าวมันไก่แล้วยังมีกวยจั๊บ เกาเหลา หมูกรอบขายด้วย อร่อยเช่นกัน

ร้านนายธงเปิดทุกวัน เวลา 07.00-14.30 น. (หยุดวันจันทร์สัปดาห์ที่ 2 และ 4 ของเดือน) โทร. 02-682-4253 หรือ เฟซบุ๊กข้าวมันไก่นายธง

 

ขนมไทยหัวใจ minimal ขนมเปียกปูนกาบมะพร้าวกะทิสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469394

ขนมไทยหัวใจ minimal ขนมเปียกปูนกาบมะพร้าวกะทิสด

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studi

คนไทยในสมัยก่อนมีวิถีชีวิตที่เรียกได้ว่า Slow Life ชนิดที่ว่าเหล่าฮิปสเตอร์ในยุคปี 2016 ที่คิดว่าตัวเองเท่ ควรหันหลังกลับไปลองสังเกตการใช้ชีวิตของคนโบราณแล้วจะรู้ว่าเราชาวไทยมีความสุนทรีย์ในการใช้ชีวิตผสานไปกับธรรมชาติได้อย่างลงตัวเป็นที่สุด ตั้งแต่บ้านเรือนไปจนถึงอาหาร ขนม

ยกตัวอย่างเช่น ขนมไทยโบราณของเราในฉบับนี้ “ขนมเปียกปูน” ขนมไทยเพียงชนิดเดียวที่มีสีสันเป็นเอกลักษณ์เป็นสีดำขลับ เกิดขึ้นจากความช่างสังเกตของคนโบราณ เริ่มต้นตั้งแต่หาส่วนผสมที่ทำให้ขนมมีสีดำ ทุกบ้านที่ปลูกมะพร้าวเอาไว้ใช้คั้นกะทิ จะมีกาบมะพร้าวแห้งที่มีเหลืออยู่ทั่วไปในสวน กาบมะพร้าวนี่แหละนำมาเผาไฟใช้เป็นน้ำด่างอ่อนๆ ในการทำความสะอาดร่างกายไปจนถึงใช้ในครัวเรือนทำความสะอาดล้างจาน กาบมะพร้าวเผาป่นยังให้สีดำอันมีเสน่ห์ของขนมเปียกปูนอีกด้วย

กาบมะพร้าวเผาไฟ ทำเองได้ไม่ยากเย็นเลย ไปที่ร้านขายกะทิที่ตลาด แล้วขอแบ่งกาบมะพร้าวที่ฉีกจากลูกมะพร้าวกะทิ เลือกชามสเตนเลสหรือกระเบื้องเซรามิกเนื้อหนาๆ วางกาบมะพร้าวลงไปแล้วจุดไฟเผาให้กาบมะพร้าวค่อยๆ ไหม้ หรือจะถนัดคีบกาบมะพร้าวค่อยๆ ผิงไฟเตาแก๊สไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นสีดำสนิท นำมาปั่นกับน้ำแล้วกรองด้วยผ้าขาวบางซ้อนกันหลายๆ ชั้น เพื่อกำจัดเอาเสี้ยนต่างๆ ออกไป จะได้น้ำกาบมะพร้าวสีดำสวย

ที่มาของชื่อขนมยังมีอีกส่วนผสมหนึ่งอันเป็นที่มาของชื่อขนมเปียกปูน นั่นคือ ปูนแดง ที่นำมาละลายน้ำทิ้งไว้ให้ตกตะกอน เอาแต่ส่วนน้ำปูนใสๆ ด้านบนมาใช้ สมัยนี้ไม่ได้ยากอะไร ไปร้านขายของแห้งในตลาดก็ซื้อปูนแดงในถุงพลาสติกมาใช้ได้เลย แต่สมัยก่อน เขาหาปูนแดงมาจากภูมิปัญญาอย่างแท้จริง เริ่มจากการเผาเปลือกหอย นิยมเป็นหอยแครง เพราะสีขาวและมีสารตั้งต้นแคลเซียมคาร์บอเนตเยอะกว่าเปลือกหอยชนิดอื่นๆ เมื่อเผาจนปูนสุกแล้ว จะกลายเป็นแคลเซียมออกไซด์ เอาเปลือกหอยที่เผาแล้วมาล้างทำความสะอาดอีกครั้ง แล้วตำกับผงขมิ้น ที่มาของสุภาษิตที่ว่า ขมิ้นกับปูนนั้น ก็มาจากขั้นตอนนี้นี่แหละ ที่ปูนขาวๆ กับขมิ้นเหลืองๆ จะแสดงปฏิกิริยากันทันที จนกลายเป็นสีปูนแดงที่โดดเด่นในโทนสีไทยของเรา และทันทีที่เติมน้ำลงไปในโอ่งมังกรขนาดเล็กที่มีขมิ้นกับปูนอยู่ น้ำจะกลายเป็นแคลเซียมไฮดรอกไซด์ หรือน้ำด่าง ที่กลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำขนมและอาหารหลากหลายชนิด

ขนมไทยหัวใจ minimal ขนมเปียกปูนกาบมะพร้าวกะทิสด

น้ำปูนใสในขนมเปียกปูนเป็นส่วนผสมที่สำคัญที่จะช่วยให้แป้งที่กวนจนสุกแล้วนั้น จับตัวกันแน่นขึ้นเมื่อเย็นตัวลง ไม่เพียงแต่ส่งผลกับแป้งที่กวนแล้วเท่านั้น ยังช่วยเสริมโครงสร้างของพวกพืช เช่น กล้วย มัน ฟักทอง ที่เรานำมาทำขนมอีกด้วย ให้เส้นใยของพืชยึดเกาะกันแน่น ทำขนมแล้วไม่เละง่าย เพราะด่างอ่อนๆ จะช่วยให้เกิดแรงตึงผิวขึ้น ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหม ว่าภูมิปัญญาบ้านๆมาจากวิทยาศาสตร์เคมีดีๆ นี่เอง

ขนมเปียกปูนที่อร่อยในสมัยก่อนจะแตกต่างจากในปัจจุบัน ขนมเปียกปูนโบร่ำโบราณเลยนั้นจะมีเนื้อแน่นๆ สักหน่อย เพราะมักทำจากแป้งข้าวเจ้าล้วนๆ แต่ขนมเปียกปูนในปัจจุบัน นอกจากจะหวานน้อยๆ แล้วนั้น ยังมีลักษณะนุ่มหยุ่น จากส่วนผสมแป้งมัน แป้งท้าวยายม่อม ที่นิยมเติมลงไปผสม เพื่อให้ได้ขนมเปียกปูนที่เงาสวยกว่าแบบโบราณ ใครชอบแบบไหนค่อยๆ ปรับแป้งได้จากคุณสมบัติตามที่บอก จนกว่าจะเจอสูตรที่ชอบ

สูตรนี้เป็นสูตรง่ายๆ ที่ทำได้ไม่ยากที่บ้านและไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์อื่นใดเพิ่มเติม อาศัยหม้อเพียงใบเดียวและพายไม้จับถนัดมือสักด้าม นวดแป้งกับน้ำสักนิดเพื่อให้แป้งทั้งสามชนิดอิ่มน้ำและไม่เป็นเม็ดๆ เวลาเติมน้ำตาลลงไป เมื่อนวดแป้งจนได้ที่แล้ว จึงค่อยๆ บี้แป้งกับน้ำตาลโตนดเสียก่อนจนเนียน จึงเติมน้ำกะทิและน้ำตาลพร้อมกับน้ำส่วนที่เหลือลงไป

ขนมเปียกปูนสูตรนี้ผู้เขียนลองแล้ว สามารถเสิร์ฟได้ 2 รูปแบบ แบบแรกกวนพอให้ขนมสุก โดยกวนประมาณ 15 นาที จะได้ขนมเปียกปูนอ่อน ที่เหมาะสำหรับตักใส่ถ้วย แล้วราดน้ำกะทิข้นๆ โรยน้ำตาลและงาคั่วกินกับมะพร้าวอ่อนขูด แถมด้วยถั่วทองคั่ว หรืออีกวิธี คือ ขยันกวนไปเรื่อยๆ ที่ไฟอ่อนๆ จากขนมสีเทาเข้มๆ จะค่อยดำขลับเป็นมันเงาขึ้น ขนมจะค่อยๆ ข้นหนืดขึ้นจนเกาะตัวกันหลวมๆ พอจะคงรูปร่างได้เวลาบีบเป็นดอก อาจต้องอาศัยความอดทนในการกวนไปถึง 30-40 นาที แต่จะไม่ผิดหวังกับเนื้อสัมผัสที่นุ่มอร่อยและความหอมของขนมเปียกปูน

สูตรนี้อร่อยที่สุดหลังจากทำใหม่ๆ สัก 2-3 ชั่วโมง ทิ้งให้เย็นตัวลงแล้วรับประทานคู่กับมะพร้าวทึนทึกน้ำหอมที่อ่อนๆ ขูดเป็นเส้นทั้งนุ่มและหอม เชื่อว่าขนมไทยไม่ยากจนเกินไป หากรู้หลักในการทำง่ายๆ แถมยังได้สูดกลิ่นความ “ชิลล์” ของคนโบราณ ที่ค่อยๆ คิด สังเกตจากสิ่งรอบๆ ตัวจนกลายเป็นขนมไทยที่อร่อยและเต็มไปด้วยภูมิปัญญาอีกด้วย

ขนมไทยหัวใจ minimal ขนมเปียกปูนกาบมะพร้าวกะทิสด

ขนมเปียกปูนสีนิล

ส่วนผสม

แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม

แป้งมัน 20 กรัม

แป้งท้าวยายม่อม 20 กรัม

เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

น้ำปูนใส 250 กรัม

น้ำปั่นกับกาบมะพร้าวแล้วกรอง 500 กรัม

กาบมะพร้าวเผา 20 กรัม (อาจเพิ่มอีกอ่ะ เดาเอาอาจจะน้อยไป กะว่าสัก 2 ช้อนโต๊ะ)

น้ำกะทิ 250 กรัม

น้ำตาลโตนด 160 กรัม

น้ำตาลทราย 75 กรัม

น้ำกะทิสำหรับเปียกปูนอ่อน

กะทิ 2 ถ้วย

แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนชา

เกลือทะเล 1/2 ช้อนชา

น้ำตาลทราย+งาขาวคั่วสำหรับโรย

ถั่วทองคั่ว

วิธีทำ

ผสมแป้งทั้ง 3 ชนิดเข้าด้วยกัน เติมเกลือป่นลงไป

เติมน้ำปูนใสลงไปนวดแป้งจนพอจับกัน นวดให้นุ่มเนียนประมาณ 5-8 นาที

เติมน้ำตาลปี๊บลงบี้กับแป้งให้เนียนละลายหมด

ละลายน้ำตาลทรายกับน้ำกะทิและน้ำปูนใสที่เหลือทั้งหมด เติมลงในแป้งที่นวดไว้ทีละน้อย

เติมน้ำกาบมะพร้าวลงไป กรองส่วนผสมทั้งหมดผ่านผ้าขาวบาง เทลงในหม้อขนาดพอเหมาะ

กวนไฟแรงไปในทางเดียวกันจนส่วนผสมเดือด แล้วจึงกวนต่อที่ไฟอ่อนประมาณ 15 นาที จะได้ขนมเปียกปูนอ่อน ตักใส่ถ้วยรับประทานกับน้ำกะทิ โรยน้ำตาลทรายและงาขาวคั่ว หรือจะเป็นถั่วทองก็อร่อย (สำหรับกะทิราดเปียกปูนอ่อน : ละลายแป้งและเกลือในกะทิ ตั้งไฟเบาๆ จนเดือด ยกลงใช้สำหรับราดขนมเปียกปูนอ่อน)

สำหรับขนมเปียกปูน ให้กวนต่อไปที่ไฟอ่อนๆ อีก 20 นาที (โดยกะเวลาทั้งหมดในการกวนที่ไฟอ่อนคือ ประมาณ 30 นาที) จะได้เนื้อขนมที่ข้นและคงตัวมากขึ้น หากต้องการบีบเป็นรูปร่าง ให้ตักขนมใส่ถุงบีบที่ทนความร้อนและสวมถุงมือกันร้อน บีบส่วนผสมลงในถาดที่มีความเรียบ เมื่อขนมเย็นตัวลงแล้วจะไม่ติดถาด หรืออาจจะบีบขนมลงบนถาดขึงพลาสติก ทาน้ำมันบางๆ ไว้ก็ได้ เมื่อขนมเปียกปูนเย็นตัวลงแล้ว จะคงตัวไม่ติดมือนักหากกวนได้ที่ตามเวลาที่ประมาณการไว้ รับประทานให้หมดภายใน 2 วันจะอร่อยที่สุด

กินเค็มเสี่ยงชีวิตสั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468993

กินเค็มเสี่ยงชีวิตสั้น

โดย…โยโมทาโร่

ในร้านก๋วยเตี๋ยวผมเคยเห็นคนที่ชอบเหยาะน้ำปลาใส่เป็นช้อนๆ ใส่พริก ในน้ำส้มสายชู และน้ำตาลแบบจัดเต็ม ก็อดสะท้อนใจไม่ได้ว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นอันตรายต่อสุขภาพไม่ต่างจากการสูบบุหรี่เลยแม้แต้น้อย เพราะร่างกายของเราต้องการเกลือแค่วันละปลายช้อนชาเท่านั้น แต่ในอาหารที่เรารับประทานแทบทุกมื้อเราได้รับเกลือเกินกว่าที่ร่างกายต้องการถึง 10 เท่า

หากเราได้รับเกลือในร่างกายมากเกินความต้องการก็จะนำพาโรคต่างๆ มาให้มากมาย ทั้งโรคไต โรคความดันโลหิตสูง โรคอัมพฤกษ์ โรคหัวใจ และอาการผื่นแดงคันตามร่างกายที่บางครั้งเกิดขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ

เกลือหรืออีกชื่อคือโซเดียม มีอยู่ในอาหารหลายประเภท ทั้งที่เรารับรู้ได้ถึงความเค็มและไม่เค็ม เช่น นม มายองเนส หรือแม้กระทั่งนมผงสำเร็จรูปของเด็กทารกก็มีเกลือประมาณ 25 มิลลิกรัม/นม 10 ออนซ์ ในขณะที่นมแม่มีเพียง 7 มิลลิกรัมเท่านั้น

หากรับประทานเกลือมากไป โดยไม่ได้รับประทานน้ำในปริมาณที่มากพอ จะทำให้การทำงานของหัวใจ และอวัยวะต่างๆ ผิดปกติ โดยเฉพาะไต ซึ่งเป็นอวัยวะที่ช่วยในการปรับระดับโซเดียมในร่างกาย แต่ถ้าไตรับโซเดียมมากเกินไป จนทำให้ไม่สามารถขับโซเดียมได้ในปริมาณที่เหมาะสมได้ น้ำในร่างกายก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจตามมาติดๆ

การลดความเค็มในอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้อายุยืนยาว ควรปรับการใส่เกลือ ใส่น้ำปลาในอาหารลง แรกๆ อาจจะรับประทานไม่ค่อยได้ แต่สักพักคุณจะรู้สึกได้เองว่า อาหารที่คิดว่าจืดแท้จริงแล้วมันก็อร่อยดีเหมือนกัน

 

ข้าวหมูแดงเฮียต๊ะ บ้านโป่งราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468495

ข้าวหมูแดงเฮียต๊ะ บ้านโป่งราชบุรี

โดย…สิทธิปูทะเลย์

ความหิวทำให้เราพบกัน หุ..หุ.. ไม่ใช่พบเนื้อคู่หรอกค่ะ แต่ได้พบร้านข้าวหมูแดงแสนอร่อยเข้าน่ะเจ้าค่ะ เพื่อนๆ อิฉันทราบดีว่าโดยส่วนตัวอิฉันไม่ค่อยถูกกับของหวาน อาหารรสหวาน ขนมหวานทั้งนั้น แล้วทำไมดันไปกินข้าวหมูแดงที่มักจะมีน้ำราดข้าวที่หวานประหนึ่งน้ำเชื่อมเกือบทุกร้าน … ก็บอกแล้ว เพราะความหิวทำให้พบกัน ณ ขณะนั้นอยู่ภาวะจำใจรับประทาน

เหตุเกิดที่ตลาด อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เพราะหลังจากเดินทางกลับจากการลงพื้นที่ทำงาน คณะกะจะหาอะไรทานเป็นอาหารมื้อเที่ยง สอดส่ายสายตาหาร้านเหมาะๆ มาตั้งแต่ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ก็ไม่ถูกใจ จนหิวตาลายที่บ้านโป่ง ลองวกรถเข้าไปดู คิดกันว่าถ้าเจอร้านไหนดูท่าพอไหว ก็จะทานร้านนั้น ดันเจอร้านข้าวหมูแดงที่อิฉันไม่ค่อยจะโปรดเลย แต่เห็นแก่พรรคพวกที่มาด้วยกันดูท่าจะหิวกันน่าดู เลยตัดสินใจทานข้าวหมูแดง

 

ครั้งเห็นร้านตอนแรก ก็ยังพอชอบใจนิดๆ ว่า ดูบ้านๆ ดี หมูแดง หมูกรอบหน้าตาดี ที่สำคัญ พี่คนขายอารมณ์แสนดี สับหมูไป ตักข้าวไป ร้องเพลงธรรมะสอนคนซื้อไป แถมในร้านยังมีคำสอนดีๆ ติดไว้ให้อ่านขณะนั่งรออีกด้วย กวาดสายตาไปเรื่อยๆ ดูท่าร้านนี้จะดังพอดู เพราะมีคนมารอซื้อกันแน่นหน้าร้าน

ข้าวหมูแดงมาแล้วจานแรก บอกเลยหน้าตาดี พอชิมคำแรก ขอบอกดังๆ ว่า อร่อยวุ้ย เพราะน้ำหมูแดงไม่หวานอย่างที่คิด ออกเค็มหน่อย หวานนิด และหอมน้ำซุป แถมหมูแดงก็นุ่ม ไม่แข็งกระด้างหรือเหนียว แห้งเหมือนบางร้าน และหมูกรอบเลิศมาก หนังกรอบ เนื้อสามชั้นเห็นครบสามชั้น ไม่มีเนื้อขาวหนาติดหนังเห็นแล้วไม่กล้ากินมากวนใจในจาน เลยต้องไปด้อมๆ มองๆ ที่ตู้หมูกรอบที่แขวนเรียกแขก สั่งมาทานเล่นๆ 1 จาน จิ้มซีอิ๊วหวานใส่พริกชี้ฟ้าน้ำส้ม อร่อยจ้า

 

นอกจากนั้นที่ร้านยังมีข้าวหน้าไก่ด้วย สำหรับคนที่ไม่ชอบทานหมูไว้ให้สั่ง วันนั้นไม่ได้ลองเลยไม่ขอเขียนถึง

ระหว่างทาน เสียงสับหมู เสียงร้องเพลง เสียงตะโกนสั่งข้ามโต๊ะ อย่าได้ตกใจ เพราะเฮียเจ้าของร้าน หรือเฮียต๊ะ หรือ บุญเอื้อ คงกระพันธ์  เขาทำเป็นปกติ จนคนบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีรู้ดีและกลายเป็นจุดขายแข่งกับรสชาติข้าวหมูแดงกันเลยทีเดียว

ร้านข้าวหมูแดงลุงต๊ะ ตั้งอยู่บนถนนแสงชูโต ตลาดบ้านโป่ง ใกล้กับหอนาฬิกา ธนาคารออมสินสาขาบ้านโป่ง สถานีตำรวจและท่ารถ บขส. ถ้าไปไม่ถูก ถามทางใครๆ ให้บอกว่าไปร้านหมูแดงข้างสถานีตำรวจ ข้างธนาคารออมสิน คนบ้านโป่งจะบอกทางถูกทุกคน ร้านนี้ขายมากว่า 20 ปี เปิดเวลา 07.00-14.00 น. สอบถามโทร 032 -34 1-803