งูเห่ายั้วเยี้ย เลื้อยหนี “พี่โทนี่” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/470041

งูเห่ายั้วเยี้ย เลื้อยหนี “พี่โทนี่”

11 มิถุนายน 2564 – 11:46 น.

ใกล้ฤดูเลือกตั้ง งูเห่าหารังใหม่ สิ้นมนต์แล้วหรือ “พี่โทนี่” คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
กลายเป็นเรื่องปกติของสภาฯ ชุดนี้ ยามที่มีร่างกฎหมายสำคัญๆ ของรัฐบาลเข้าสู่สภาฯ ถึงตอนโหวตลงมติ ก็จะพบว่า จำนวนเสียง ส.ส.ฝ่ายค้าน ขาดหายไปทุกครั้ง 

ล่าสุด ผลการลงมติ ที่สภาผู้เเทนราษฎรได้อนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ไปด้วยคะเเนน เห็นด้วย 270 ราย ไม่เห็นด้วย 196 ราย งดออกเสียง 1 ราย ไม่ลงคะแนนเสียง 2 จากจำนวน ส.ส.ผู้ร่วมลงมติทั้งสิ้น 469 คน 
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  กลิ่นยุบสภา “พลังป้อม” ชิงดำ “โทนี่”
    

งูเห่ายั้วเยี้ย เลื้อยหนี "พี่โทนี่"

จักรพรรดิ ไชยสาส์น

เมื่อสำนักข่าวต่างๆ ตรวจสอบรายชื่อ ส.ส.ฝ่ายค้าน ปรากฏว่า 4 ส.ส.หน้าเก่า ค่ายสีส้มลงมติเห็นด้วย แต่ที่มีเสียงโหวกเหวกโวยวายจากกองเชียร์เสื้อแดงคือ ส.ส.เพื่อไทย 7 คน หายไปจากที่ประชุมสภา    

งานนี้ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ต้องออกมาชี้แจงสื่อทันควัน โดยระบุว่า สมบัติ ศรีสุรินทร์ ส.ส.สุรินทร์ ลาตรวจสุขภาพ มีใบแพทย์นัดชัดเจน และ สมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี ลาไปงานศพอาที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กๆ    

ส่วนที่เหลืออย่าง ไตรรงค์ ติธรรม ส.ส.บึงกาฬ ,ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ ,อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ส.ส.มุกดาหาร และพรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี กำลังดำเนินการโทรประสานขอทราบเหตุผล     

งานนี้ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ต้องออกมาชี้แจงสื่อทันควัน โดยระบุว่า สมบัติ ศรีสุรินทร์ ส.ส.สุรินทร์ ลาตรวจสุขภาพ มีใบแพทย์นัดชัดเจน และ สมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี ลาไปงานศพอาที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กๆ    

“เสี่ยประเสริฐ” บอกว่า หาก ส.ส.คนใดไม่มีเหตุผลเพียงพอที่สามารถพิสูจน์ได้ พรรคมีมาตรการอย่างเด็ดขาดแน่นอน

งูเห่ายั้วเยี้ย เลื้อยหนี "พี่โทนี่"

ไตรรงค์ ติธรรม

++
เจาะเรียงตัว
++
ในจำนวน ส.ส.เพื่อไทย 7 คน ที่ขาดประชุมดังกล่าว ตัดสมบัติ ศรีสุรินทร์ และสมคิด เชื้อคง ออกไป ก็เหลือ 5 คน ที่น่าวิเคราะห์เจาะลึก    

“จักรพรรดิ์ ไชยสาส์น” ส.ส.อุดรธานี เขต 6 ลูกชายคนที่ 2 ของ “อีดี้จวบ” ประจวบ ไชยสาส์น และเป็นพี่ชายของ ต่อพงษ์ ไชยสาส์น อดีต ส.ส.อุดรฯ และอดีต รมช.สาธารณสุข รัฐบาลยิ่งลักษณ์    

อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์

“ไตรรงค์ ติธรรม” ส.ส.บึงกาฬ เขต 2 เป็นผู้แทนฯ 3 สมัย คนสนิทของ พินิจ จารุสมบัติ อดีต ส.ส.หนองคาย เคยลงสมัคร ส.ส.หนองคาย (ช่วงที่ยังไม่แยกเป็น จ.บึงกาฬ) แต่สอบตก    

งูเห่ายั้วเยี้ย เลื้อยหนี "พี่โทนี่"

เส้นทางการเมืองของไตรรงค์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง อ.เซกา น่าขีดเส้นใต้ เนื่องจากท้องถิ่นบึงกาฬ ได้ขั้วอำนาจใหม่คือ แว่นฟ้า ทองศรี นายก อบจ.บึงกาฬ ภรรยาของทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย    

“อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์” ส.ส.มุกดาหาร เขต 1 อดีตนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร ปี 2550 ลาออกมาลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก พรรคมัชฌิมาธิปไตย และปี 2554 ลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทย ได้รับการเลือกตั้ง    

หากมองตามสภาพแวดล้อมทางการเมือง ส.ส.อนุรักษ์ ไม่น่าจะย้ายพรรค เพราะสนามเลือกตั้งมุกดาหาร กระแสทักษิณยังแรง ฐานเสื้อแดงยังแน่น    

“ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” ส.ส.อุตรดิตถ์ ส.ส.หนวดงามรายนี้ ยอมรับว่า ได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่ในพรรคฝั่งรัฐบาลให้ย้ายพรรคจริง แต่ไม่รับข้อเสนอ เพราะเลือกฝั่งประชาธิปไตย

นิทานเซราะกราว “ราชสีห์” กับ “หนู” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469939

นิทานเซราะกราว “ราชสีห์” กับ “หนู”

10 มิถุนายน 2564 – 15:35 น.

นิทานอีสานใต้ “หนูช่วยราชสีห์” เกมลับลวงล่อของใคร เรื่องนี้ต้องขยาย คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
พักนี้ ผู้ติดตามข่าวสารการเมือง อาจต้องไปหานิทานอีสปมาอ่าน เพราะรัฐมนตรีบางคนพยายามนำนิทานเรื่องราชสีห์กับหนู มาเปรียบเปรยกับความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาล

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… สะพัด “นายกฯ” จ่อปรับ “อนุทิน” พ้น รมว.สธ.

นิทานเซราะกราว "ราชสีห์" กับ "หนู"

คนชอบเล่านิทานอีสป

ในนิทานที่เล่ากันมา ราชสีห์ถูกหนูรบกวน เลยตะปบเจ้าหนู หวังจะฆ่าหนูให้ตายแต่หนูวอนขอชีวิต ราชสีห์เลยปล่อยไป วันถัดมา ราชสีห์ติดบ่วงของนายพราน หนูก็มาช่วยกัดแทะเชือกจนขาด สุดราชสีห์ก็เป็นอิสระ    

บังเอิญหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีชื่อเล่นว่า “หนู” นิทานอีสปเรื่องนี้ จึงถูกนำมาโยงเข้ากับเรื่องการเมืองบ่อยครั้ง    

หลังศึกอภิปรายงบประมาณ 2565 อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์สื่อว่า “พรรคภูมิใจไทยไม่ได้อภิปรายอย่างราชสีห์แล้วโหวตอย่างหนู เพราะหนูนี่แหละที่ช่วยราชสีห์ ในนิทานอีสปไม่เคยบอกว่าราชสีห์ช่วยหนู มีแต่หนูที่ช่วยราชสีห์ และการโหวตร่างพ.ร.บ.งบฯปี 2565 ก็เรียบร้อยดี เพราะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งการอภิปรายเป็นการเสนอความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง ถือว่าแฟร์ดี”     

หากเปรียบเวทีสภาเป็นเวทีมวย ปรากฏว่า นักมวย ค่ายศิษย์เนวิน เจอกองเชียร์โห่กันเกรียวกราว เพราะชกไม่สมศักดิ์ศรี    

เนื่องจากระหว่างศึกงบประมาณฯ ส.ส.ค่ายภูมิใจไทย โชว์ลีลา “ฝ่ายค้านในรัฐบาล” เรียกคะแนนนิยมจากฝั่งประชาธิปไตย แต่ก่อนโหวตลงมติรับ-ไม่รับ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ กลับออกลีลาพลิ้ว ทำเอาหัวหน้าพรรคก้าวไกลฉุน จึงอภิปรายเหน็บแนมว่า “อภิปรายอย่างราชสีห์ โหวตอย่างหนู”

คำพูดของอนุทินที่ว่า “หนูนี่แหละที่ช่วยราชสีห์” ฟังดูแล้วเหมือนทวงบุญคุณใครสักคน?

++
ไม่แตกแถว
++
กลยุทธ์ในสภา “อนุทิน” มักอ้างว่า ส.ส.ภูมิใจไทย ที่วิพากษ์วิจารณ์นายกฯ ประยุทธ์ “รวบอำนาจ” หรือ “ริบอำนาจ” เป็นเรื่องการแสดงความเห็น ในฐานะผู้แทนประชาชน    

เมื่อมีการวิเคราะห์บทบาทของภูมิใจไทย เหมือนตีกรรเชียงถอยหนีจากเรือเหล็ก ฝั่งบุรีรัมย์ก็อรรถาธิบายว่า “จากการโหวตของพรรคภูมิใจไทย ที่เทใจผ่านงบปี 2565 แบบไม่มีแตกแถว” สะท้อนคำพูดที่ว่า หนูจะช่วยราชสีห์    

“ขณะเดียวกันก็ปรากฏภาพความซี้ย่ำปึ้กระหว่างเสี่ยหนูกับบิ๊กตู่ ทั้งในสภา และนอกสภา เรียกว่าบรรยากาศ 2 พรรคกำลังชื่นมื่น ร่วมทุกข์ ร่วมสุข..”    

จากถ้อยแถลงจากฝั่งบุรีรัมย์ข้างต้น ก็มีคำถามตามมาว่า “ซี้ย่ำปึ้ก” จริงหรือ? ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงให้สัมภาษณ์ทำนอง “เสียความรู้สึก” กับ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล    

การอภิปราย พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้าน ลูกชาย “เฮียตือ อ่างทอง” กรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.ภูมิใจไทย ก็กระซวกนายกฯ ประยุทธ์อีกตามเคย “การกู้เงินในนาทีนี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ต้องกู้หน้านายกฯ และรัฐบาล และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องกู้ความเชื่อมั่น ถ้ากู้ความเชื่อมั่นกลับมาไม่ได้ ต่อให้กู้เงินอีกเท่าไรก็แก้ปัญหาไม่ได้”

นิทานเซราะกราว "ราชสีห์" กับ "หนู"

ฝ่ายค้านในฝ่ายรัฐบาล

++
อาการหลงหนู
++
เมื่องาน “มหกรรมกัญชา กัญชง 360 องศา เพื่อประชาชน” ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ “อนุทิน” ได้กล่าวถึงเพลง “หนูกัญชา” ซึ่งแต่งโดย แอ๊ด คาราบาว โดยยกเนื้อเพลงท่อนหนึ่งว่า “ฉันเคยอ่านนิทานอีสป ที่ในตอนจบ หนูช่วยราชสีห์”     

แอ๊ด คาราบาว ได้ยกย่องอนุทินเปรียบเสมือนหนู และประชาชนทุกคนเปรียบเสมือนราชสีห์ที่ยิ่งใหญ่ ในวันนี้ที่ราชสีห์ช่วยหนูให้เข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนฯ ดังนั้น หนูเองก็จะต้องช่วยเหลือราชสีห์กลับคืน ในการทำให้ราชสีห์ลืมตาอ้าปาก    

ย้อนไปช่วงก่อนจัดตั้งรัฐบาล ระหว่างขั้วพลังประชารัฐ กับขั้วเพื่อไทย กำลังแข่งกันฟอร์มรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย ก็วางตัวเป็น “ทางเลือกที่สาม” ไม่เข้าข้างไหน    

อนุทินแอบไปคุยกับนักข่าวบางกลุ่มว่า ตนและพรรคภูมิใจไทย เปรียบเสมือนหนู จะช่วยราชสีห์ ปลดล็อกตั้งรัฐบาลได้ ไม่ว่าราชสีห์ฝั่งพลังประชารัฐ หรือเพื่อไทย    

จะว่าแล้ว อนุทินก็เล่นลับลวงพรางเอาใจกองเชียร์ ทั้งที่ “ผู้มีบารมีเหนือพรรค” ได้ทำข้อตกลงกับ “บ้านป่ารอยต่อ” ไว้ล่วงหน้าแล้ว

“ก้าวไกล” ใกล้จบ นักเลือกตั้งดับฝัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469899

“ก้าวไกล” ใกล้จบ นักเลือกตั้งดับฝัน 

10 มิถุนายน 2564 – 11:26 น.

ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร นักเลือกตั้งต่างขั้วรวมหัว “รื้อระบบเลือกตั้ง” ดับฝันพรรคก้าวไกล คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ขณะที่พรรคก้าวไกล ชวนประชาชนร่วมลงชื่อ “รื้อระบอบประยุทธ์” ฟากฝ่ายนักเลือกตั้งก็เตรียม “รื้อระบบเลือกตั้ง” ทั้งพรรคพลังประชารัฐ, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เห็นพ้องต้องกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นระบบเลือกตั้ง เปลี่ยนจากจัดสรรปันส่วนผสม กลับไปใช้ “บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… พปชร.ชูธงเลือกตั้งบัตร 2 ใบ” แก้สมการการเมือง-ลดต่อรอง”-ภท. เสียเปรียบ  

"ก้าวไกล" ใกล้จบ นักเลือกตั้งดับฝัน 

จากอนาคตใหม่ สู้ก้าวไกล เลือกตั้งครั้งหน้าไม่ง่าย

เช้าวันที่ 10 มิ.ย.2564 ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ 3 พรรคคือ ประชาธิปัตย์, ภูมิใจไทย และชาติไทยพัฒนา เตรียมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา 6 ฉบับ     

ที่น่าสนใจคือ ประเด็นระบบเลือกตั้ง ที่จะเปลี่ยนจาก “บัตรใบเดียว” จัดสรรปันส่วนผสม เป็น “บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ” แบ่งเป็น ส.ส.เขต 400 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540    

สอดคล้องกับไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ที่บอกว่า พรรคเสนอให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพื่อลดความขัดแย้ง หลังมีการโจมตีว่าพรรคพลังประชารัฐได้ประโยชน์จากบัตรเลือกตั้งใบเดียว  แต่พรรคต้องการให้ประเทศและกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าไปได้    

การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นบัตร 2 ใบนั้น พรรคเพื่อไทย ได้จุดพลุเรื่องนี้มาแต่ปีที่แล้ว ซึ่งเวลานั้น ส.ส.ฝั่งรัฐบาลยังไม่เห็นด้วย ผ่านมาถึงปีนี้ พรรคร่วมรัฐบาลต่างเห็นดีให้กลับไปใช้ระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบ    

เรื่องนี้มีคำตอบ เนื่องจากบรรดาเผ่าพันธุ์ “นักเลือกตั้ง” เห็นพ้องต้องกันว่า พรรคการเมืองที่ได้ผลประโยชน์จาก “บัตรใบเดียว” เต็มเม็ดเต็มหน่วยคือ พรรคอนาคตใหม่หรือพรรคก้าวไกล  

"ก้าวไกล" ใกล้จบ นักเลือกตั้งดับฝัน 

จากอนาคตใหม่ สู้ก้าวไกล เลือกตั้งครั้งหน้าไม่ง่าย

++
ดับฝันคู่แข่ง
++
อย่างที่เห็นกันอยู่ในเวลานี้ กลุ่มแคร์ พยายามปลุกผี “พี่โทนี่” ผ่านเวทีคลับเฮาส์ เพื่อดึงความสนใจจากคนรุ่นใหม่ เพราะรู้ดีว่า ในสนามเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคก้าวไกลจะเป็นก้างขวางคอของพรรคเพื่อไทย    

พูดกันตรง ๆ ฐานเสียงของเพื่อไทยกับก้าวไกล ก็คือ ผู้รักประชาธิปไตย ไม่เอาเผด็จการ หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ใช้กติกาเลือกตั้งแบบเดิม พรรคเพื่อไทย ย่อมเสียเปรียบพรรคก้าวไกล    

ปลายปีที่แล้ว พรรคเพื่อไทย ชงแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสนอยกเลิกอำนาจวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 โดยพรรคเสนอเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีนอกจากเลือกจากบัญชีของพรรคการเมืองแล้ว สามารถเลือกจาก ส.ส.ได้ด้วย     

รวมถึงการแก้ไขระบบเลือกตั้ง โดยแก้ไขระบบเลือกตั้งให้เป็นไปตามแนวทางของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 คือใช้บัตร 2 ใบ (เลือกคนและเลือกพรรค)    

อิทธิฤทธิ์สูตรจัดสรรปันส่วนผสม หรือกติกาเลือกตั้งสูตรพิสดาร ทำให้ไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แม้แต่คนเดียว    

ย้อนไปดู ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 โดยกติกาใหม่ ระบบจัดสรรปันส่วนผสม ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว พรรคเพื่อไทย ได้ป็อบปูลาร์โหวต 7,920,630 เสียง ส.ส.เขต 136 คน แต่ไม่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว    

ส่วนพรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล) ได้ 6,265,950 เสียง ส.ส.เขต 30 คนและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 50 คน    

จากผลคะแนนป็อบปูลาร์โหวต พรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล) ตัวเลขใกล้เคียงกันมาก พรรคหนึ่งไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่อีกพรรคหนึ่งได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 50 คน    

ต้องยอมรับว่า สมัยที่ใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ระบบเลือกใช้บัตร 2 ใบ (เลือกคนและเลือกพรรค) ผลการเลือกตั้ง 6 ม.ค.2544 พรรคไทยรักไทย ได้ ส.ส.เขต 200 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 48 คน รวม 248 คน     

เลือกตั้ง 6 ก.พ.2548 พรรคไทยรักไทย ได้ ส.ส.เขต 310 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 67 คน รวม 377 คน เป็นรัฐบาลพรรคเดียว    

ฉะนั้น พรรคเพื่อไทยจึงดันเต็มที่ เพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นระบบเลือกตั้ง และเป็นความบังเอิญที่พรรคร่วมรัฐบาล ก็เห็นดีเห็นงามด้วย    

นักเลือกตั้งเก๋าเกมจากทุกพรรค ต่างมีศัตรูร่วมคือ พลพรรคสีส้ม ที่มี พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นหัวแถว และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รับบทกองเชียร์ขอบสนาม

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติ “เจี๊ยบ อมรัตน์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469841

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติ “เจี๊ยบ อมรัตน์”

9 มิถุนายน 2564 – 21:02 น.

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติ “เจี๊ยบ อมรัตน์” สาวใจใหญ่ ชื่อเป็นอุปสรรค เลขประจำตัวตกดาวเสาร์ทุกข์โทษ ความวินาส และสูญเสีย อีกทั้งตกรอบอายุเข้าเคราะห์ มีเรื่องให้ได้รับความเดือดร้อน ก่อปัญหาให้เกิดความขัดแย้ง

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติ ลูกสาวอดีตกำนันดังนครปฐม เจี๊ยบ นางอมรัตน์ ส.ส.ชอบล่อเป้าแห่งพรรคก้าวไกล ผ่าดวงวิเคระห์เจาะลึกดวงชะตา ที่เป็นคนพูดตรงขวานผ่าซากระรานไม่ยอมคน มีความคิดของตนเองเป็นใหญ่ ดื้อรั้นอยากรู้อยากเห็น ใช้ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง มีเจ้าทุกข์ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นสาวใจใหญ่ ชื่อเป็นอุปสรรค เลขประจำตัวตกดาวเสาร์ทุกข์โทษ ความวินาส และสูญเสีย อีกทั้งตกรอบอายุเข้าเคราะห์ มีเรื่องให้ได้รับความเดือดร้อน ก่อปัญหาให้เกิดความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้งให้เกิดขึ้น 

"ซินแสเข่ง" ผ่าดวงวิกฤติ  "เจี๊ยบ อมรัตน์"

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ลาแล้ว ‘เจี๊ยบ นครปฐม’ สมัยสุดท้าย
 

“ซินแสเข่ง”อาจารย์ชนม์ทรรศน์  ฤทัยผ่อง  ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย วิเคราะห์เจาะลึกผ่าดวงวิกฤติ นางอมรัตน์ ช่วงจังหวะคุณพ่อเสีย แต่ไม่วายทิ้งท้ายกับเฟสบุ๊คส่วนตัวด้วยวาทะ “จะไม่ว่างอีกหลายวัน ฝากใครก็ได้ด่าแทนไปก่อน # นายกเฮงซวย ”  ว่าถึงเวลาที่ต้องทำใจให้นิ่ง เพราะเป็นช่วงไว้ทุกข์บุพการี แต่นางก็ไม่วาย ทิ้งท้ายให้ฮือฮา ทั้งที่อยู่ในช่วงไว้ทุกข์ให้กับคุณพ่อที่จากไป เพราะรอบอายุเข้าเคราะห์ จึงกลายเป็นคนมีเรื่องให้หงุดหงิดไม่สบายใจ กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เพราะความเป็นคนดื้อรั้น ใช้ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง ซึ่งความจริงแล้ว นางเป็นคนที่รักสวยรักงาม แต่เพราะความเป็นคนที่ถือว่าตนเองเป็นคนเก่ง เป็นคนเลือกเส้นทางชีวิตเอง ว่าจะไปทางไหนไม่อยู่ในกรอบการเมือง เพราะเอาความคิดของตนเป็นใหญ่ จึงเลือกทางเดินผิด ถ้าเลือกเส้นทางตนเองให้ถูกมีแนวคิด เป็นของตนเอง เชื่อได้ว่ามีโอกาศก้าวไปสู่การเมืองที่สดใส อีกทั้งเลขประจำตัว  4 7 5 ตกดาวเสาร์ หมายถึงทุกข์โทษ ยืดเยื้อความวินาส การสูญเสีย หวาดระแวง อิจฉาทรุดโทรมและล้มละลาย

“ซินแสเข่ง” สรุปถึงเส้นทางการเมืองของเจี๊ยบ นางอมรัตน์ เมื่อบุพการีจากไปใครจะมาเป็นแบคให้ อนาคตทางการเมืองต่อไปมีโอกาศเสื่อมถอยนับแต่นี้เป็นต้นไปไม่มีใครเกรงใจใคร  ถึงยามที่ต้องต่อสู้ด้วยตนเอง อดีตและอนาคตต่างกัน อุปสรรคจะเกิดขึ้นให้พิสูจน์ได้ แต่เชื่อว่าถ้ามีโอกาศพลิกชีวิตของตนเอง แล้วจะรู้ว่าอนาคตไม่น่าไว้ใจใคร เลือกทางเดินผิด คิดจนตัวตาย เลือกทางเดินล่ม คิดจนล่มสลาย เลือกทางเดินทำลาย คิดจนชีวาวาย ไม่อยากสาย ต้องรู้โชคชะตา

พลิกปูม “บิ๊กติ๊ก พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา” ยามเจอมรสุมชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469840

พลิกปูม “บิ๊กติ๊ก พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา”ยามเจอมรสุมชีวิต

9 มิถุนายน 2564 – 20:27 น.

พลิกปูม”บิ๊กติ๊ก พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา”ยามเจอมรสุมชีวิตที่ผ่านมาหลายครั้งที่เจอแต่ฝ่าไปได้ ครั้งนี้หนักหนาจะจบลงอย่างไร

เจอมรสุมครั้งใหญ่เข้ากับชีวิตเสียแล้วเมื่อ ป.ป.ช.ชี้ว่า“บิ๊กติ๊ก พล.อ. ปรีชา จันทร์โอชา”จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ

พล.อ.ปรีชา เกิดวันที่ 8 กรกฎาคมพ.ศ.2499 ปัจจุบันอายุ 65 ปีเป็นบุตรของ พ.อ.ประพัฒน์ กับนางเข็มเพชร จันทร์โอชา มีชื่อเล่นว่า“ติ๊ก”แต่สื่อมวลชนนิยมเรียกว่า“บิ๊กติ๊ก”

เป็นน้องชายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

สมรสกับนางผ่องพรรณ มีบุตรชายคือ ว่าที่ร้อยตรีปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา นายทหารสังกัดกองทัพภาคที่ 3

โรงเรียนเตรียมทหารเคยได้มอบรางวัลเกียรติยศจักรดาวให้ พล.อ. ปรีชา ในปี 2559 

และองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกได้มอบเหรียญเกียรติคุณชั้นที่1ให้แก่ พล.อ. ปรีชาในปี 2560

ลำดับสาแหรกของ พล.อ. ปรีชา

การศึกษา

บิ๊กติ๊ก พล.อ.ปรีชา สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนวัดนวลนรดิศ โรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 15 และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 26

ในปี 2557ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)และเป็นที่มาของคดีนี้เมื่อเขาต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯต่อ ป.ป.ช.ในตำแหน่งสนช.

เป็น สนช.ที่ขาดประชุมมากถึง 394 วันจาก 400 วัน

นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น(คปต.)ได้เคยออกมาเปิดเผยและตั้งคำถามว่าพล.อ.ปรีชา ในฐานะสมาชิกสนช.ขาดการประชุมเป็นประจำ

พร้อมระบุว่าตำแหน่ง สนช.ถือเป็นตำแหน่งข้าราชการทางการเมือง เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐต้องจ่ายเงินเดือน เบี้ยประชุม รวมถึงผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆอีกมากมาย

มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดบ้างที่สามารถลางานได้มากถึง 394 วันจากจำนวนวันทำงานทั้งหมด 400 วันโดยไม่ถูกไล่ออกจากราชการก็คงมีแต่พล.อ.ปรีชา น้องชายนายกฯประยุทธ์ คนนี้คนเดียวเท่านั้น

ถ้าอ้างว่าติดราชการงานอื่นจนไม่มีเวลามาทำงานก็ควรมาลาออกไป กระทรวงการคลังจะได้ไม่ต้องเสียหายไม่ต้องเสียงบประมาณแผ่นดินอันเป็นเงินภาษีอากรของประชาชนมาจ่ายเป็นเงินเดือนแสนสองหมื่นบาท

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้คณะอนุกรรมการจริยธรรมของ สนช.ได้สรุปผลสอบออกมาว่าไม่เข้าข่ายผิดจริยธรรมเนื่องจากการลาประชุมเป็นไปตามข้อบังคับและมีภารกิจของหน่วยงานที่ตนเองเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงไม่สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้จึงมีความจำเป็นต้องลาประชุม

เดือนพฤษภาคม 2562 พล.อ.ปรีชา ลาออกจากตำแหน่งสนช.เพื่อไปสมัครเป็น ส.ว.  

ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญของเส้นทางทหารอาชีพนั่ง“ปลัดกระทรวงกลาโหม”

วันที่28 สิงหาคม2558 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้พล.อ.ปรีชาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมแทน พล.อ. ศิริชัย ดิษฐกุล ที่เกษียณอายุราชการโดยดำรงตำแหน่งในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2558

ในขณะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมพล.อ.ปรีชา ได้มีคำสั่งบรรจุแต่งตั้งบุตรชายของตนเองเข้ารับราชการทหาร โดยเป็นการแต่งตั้งนายปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา บุตรชายคนรองที่จบสาขานิเทศศาสตร์ เข้ารับราชการทหารในตำแหน่งรักษาราชการนายทหารปฏิบัติการกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 3 และติดยศเป็นว่าที่ร้อยตรี

อีกทั้งพล.อ.ปรีชาในฐานะปลัดกระทรวงกลาโหมยังเป็นผู้ลงนามในคำสั่งเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2559 ท่ามกลางข้อกังขาจากหลายฝ่ายว่ากรณีดังกล่าวมีการเปิดรับสมัครเข้ารับราชการทหารอย่างเป็นทางการและผ่านขั้นตอนต่างๆเช่น การสอบคัดเลือก,การสอบสัมภาษณ์เข้ามาหรือไม่และมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของการดำเนินการดังกล่าว

“คงเพราะเรานามสกุลจันทร์โอชา เลยโดนเพ่งเล็งทั้งๆที่ลูกนายทหารชั้นผู้ใหญ่ก็มีเข้ามาเป็นนายทหารกันจำนวนมากเมื่อมีตำแหน่งว่าง แต่ก็ไม่อยากคิดว่าเป็นเรื่องการเมือง”พล.อ.ปรีชา ตัดพ้อผ่านสื่อในครั้งนั้นและยืนยันว่าลูกชายมีคุณสมบัติครบถ้วนถูกต้อง หากจะผิดหรือจะโดนโจมตีก็คงเป็นเพราะใช้นามสกุลจันทร์โอชา

กระทั่งกลางเดือนสิงหาคม2560 พล.อ.ปรีชาได้ออกมาเปิดเผยว่าลูกชายคนเล็กได้ลาออกจากราชการทหารแล้วเนื่องจากอยากไปศึกษาต่อด้านสาขานิเทศศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษและถูกหลายฝ่ายจับตามองจนทำให้รู้สึกกดดันเนื่องจากเป็นหลานชายของนายกรัฐมนตรี

ปม“ฝายแม่ผ่องพรรณ”

พอเข้าเดือนกันยายน 2559 ถือเป็นอีกครั้งที่ชื่อของ“บิ๊กติ๊ก”ถูกสังคมตรวจสอบอีกครั้งภายหลังจากกรณีที่มีการนำชื่อนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภรรยาไปตั้งเป็นชื่อฝายใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีการมองว่าเป็นการใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตนซึ่งนางผ่องพรรณได้ออกมาชี้แจงว่าฝายที่จัดทำขึ้นนั้นเป็นความตั้งใจเพื่อให้ชาวบ้านไว้ใช้ประโยชน์ส่วนการตั้งชื่อฝายเป็นเรื่องที่ชาวบ้านตั้งให้

กรณีบริษัทบุตรชายคนโต

นอกจากนี้ยังมีกรณีที่พบว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดคอนเทมโพรารี คอนสตัครชั่น ซึ่งมีนายปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชายคนโต พล.อ.ปรีชา เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นคู่สัญญารับเหมาก่อสร้างหน่วยงานในกองทัพภาคที่ 3 หลายโครงการนอกจากนี้ยังถูกตั้งคำถามเรื่องที่บริษัทดังกล่าวมีที่ตั้งอยู่ในบ้านพักข้าราชการ

ซึ่งเรื่องนี้พล.อ.ปรีชา บอกว่าอยากให้สื่อมวลชนไปดูข้อเท็จจริงว่าบุตรชายของตนได้ทำตามขั้นตอนถูกต้องหรือไม่ในฐานะที่ตนเป็นทหารเก่าเขาจะทำอะไรก็แล้วแต่ต้องยึดความถูกต้องและเป็นไปตามระเบียบตามที่หน่วยงานต่างๆกำหนดไว้ไม่ได้ไปวิ่งเต้นหรือใช้เส้นสายหรือการไปประมูลใช้ชื่อของตนหรือของคนอื่น

ล่าสุดก็จะเจอเข้ากับอุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิตเข้าแล้วกับข้อกล่าวหายื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จจะจบลงอย่างไรต้องติดตามชม 

เราจะคิดและจะเรียนแบบไหนดี “ตรีนุช” ตั้งคำถามผอ.เขตทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469806

เราจะคิดและจะเรียนแบบไหนดี “ตรีนุช” ตั้งคำถามผอ.เขตทั่วประเทศ

9 มิถุนายน 2564 – 18:20 น.

ไม่บ่อยนักที่ผู้บริหารระดับรัฐมนตรีสื่อสารกับฝ่ายปฏิบัติ ในรูปแบบนี้ ..เราจะคิดและจะเรียนแบบไหนดี “ตรีนุช” ตั้งคำถามผอ.เขตทั่วประเทศ หลังยืนยัน14มิ.ย.นี้ไม่เลื่อนเปิดเทอมแน่นอน

“เราจะคิดและจะเรียนแบบไหนดี”

คำถามจาก นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในที่ประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ (ผอ.สพท.) เมื่อวันพุธที่ 9 กรกฎาคม 2564

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : หลอกครูและคนทั้งประเทศ ‘เลื่อนการเปิดเทอมทิพย์’ อีกแล้ว

ขณะที่เหลือเวลาอีก 5 วัน โรงเรียนทั่วประเทศจะเปิดเทอมเพื่อทำการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จากที่มีการเลื่อนมาแล้ว 2 ครั้ง ถ้าคุณต้องตอบคำถามนี้ คุณจะตอบอย่างไร

เบื้องต้น ไม่ทราบว่า เป็นการถามนำ หรือถามให้คิด แต่เมื่อได้ยินคำถามแล้วทำให้รู้สึกหมดหวังกับอนาคตของการศึกษาไทยและลูกหลานของคนไทยทุกคน ที่ฝากไว้ในมือของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ไว้วางให้ “ตรีนุช เทียนทอง” มาเป็นผู้นำปฏิรูปการศึกษาไทย

ในระหว่างการประชุม ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยอมรับว่า การจัดการเรียนการสอน ทั้ง 5 รูปแบบ (On Site, On Air, Online, On Hand, On Demand) จับต้องไม่ได้ ไม่มีคุณภาพ

ตรีนุช ยังโยนคำถามกลับไปที่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาและผู้อำนวยการโรงเรียนทั่วประเทศว่าถึงเวลาที่ “ต้องถอดบทเรียน” จากการจัดการเรียนการสอนปีที่ผ่านมา เพื่อนำมาสรุปเป็นบทเรียนของ สพฐ. และเน้นย้ำ โรงเรียนแต่ละแห่ง ต้องไม่ทำเหมือนเขตพื้นที่การศึกษา 

โรงเรียนต้องมีรูปแบบการจัดการเรียนตามความแตกต่าง ของนักเรียน โรงเรียน ต้องศึกษาว่า ค้นพบอะไร ทำอย่างไร ทุกโรงเรียนจึงมีความหลากหลาย ตามบริบท ของพื้นที่นั้นๆ เมื่อเขตนำของโรงเรียนมาสกัด ก็จะได้ภาพรวมของเขตพื้นที่

“ยืนยันว่าวันที่  14 มิถุนายน 2564 ต้องเปิดเรียน แต่ทุกโรงเรียนต้องมีแผนมารองรับ การเรียนแบบ On Site หรือแบบใดๆ ห้ามมีการหยุดการเรียน โควิดจะอยู่หรือไปเด็กไทยต้องได้เรียนหนังสือ “ ตรีนุช กล่าวด้วยสีหน้าเชื่อมั่น

ถ้าสังเกตและตั้งใจฟัง ตลอดเวลาของการประชุมทางไกล ของผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ นำโดย ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พูดคำว่า “จะพยายาม” และคำว่า “จะทำ” เป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาส่วนใหญ่ มองว่าเป็นการแสดงออกถึงความวิตกกังวลและไม่มั่นใจ เป็นอย่างมากในการบริหารการจัดการศึกษาของไทย

เราจะคิดและจะเรียนแบบไหนดี "ตรีนุช" ตั้งคำถามผอ.เขตทั่วประเทศ

อีกประเด็นคำถามที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากัน เรื่อง ของเวลาเรียน และการเรียนชดเชย รวมทั้งรูปแบบการสอนชดเชย ที่ทุกคนต่างสงสัย โดยเฉพาะฝ่ายปฏิบัติ ไล่เรียงมาตั้งแต่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูและพ่อแม่ผู้ปกครอง รวมถึงนักเรียน

เวทีประชุมทางไกลครั้งนี้  ผู้บริหารระดับสูงของศธ. อย่าง “นายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ” รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( รองเลขาธิการ กพฐ.) รับผิดชอบดูแลสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ได้กล่าวย้ำถึงกรณีการนับเวลาเรียน และการสอนชดเชย ว่า การนับเวลาเรียนนับเฉพาะการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ On Site เท่านั้น

และการสอนชดเชยสามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ 1. เพิ่มจำนวนเวลาเรียนในแต่ละวันให้ครบตามโครงสร้างเวลาเรียนที่กำหนด 2. เพิ่มการเรียนในวันหยุดให้ครบตามโครงสร้างเวลาเรียนที่กำหนด หรือทั้ง 2 รูปแบบผสมผสานกันจนกว่าจะครบตามโครงสร้างเวลาเรียนที่กำหนด ( 200 วันต่อปี)

สรุปว่าในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ (ผอ.สพท.) ของตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ไม่รู้จะเรียนแบบไหน ไม่รู้จะคิดอะไร แต่ก็ยังยึดมั่นในหลักการ หลักเกณฑ์ และโครงสร้าง ไม่มีการปรับ ไม่มีการเปลี่ยน ไม่ได้สั่งอะไร ไม่ได้บอกอะไร ขอให้เป็นดุลพินิจของสถานศึกษา

รับรู้กันแบบนี้แล้ว ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา-ผอ.รร.-ครู-พ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน แต่ท่านละมีคำตอบ สำหรับคำถามจาก”ตรีนุช” แล้วหรือยัง 

กลิ่นยุบสภา “พลังป้อม” ชิงดำ “โทนี่” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469770

กลิ่นยุบสภา “พลังป้อม” ชิงดำ “โทนี่”

9 มิถุนายน 2564 – 13:19 น.

พลังประชารัฐจัดทัพเลือกตั้ง ชน “เพื่อไทย” ที่อีสาน แถม “ก้าวไกล-ไทยสร้างไทย” แย่งคะแนน “พี่โทนี่”  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ยุบสภา อาจมาเร็วกว่าที่คาด เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด พ่นพิษเศรษฐกิจเจ๊ง ทำเอารัฐบาลประยุทธ์ ออกอาการเครื่องรวน พรรคร่วมรัฐบาลเริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์ 

“ผมได้ย้ำว่าในอีก 1 ปีนี้ จะต้องมีผลสำเร็จที่จับต้องเป็นรูปธรรมได้ว่าเรามีการแก้ไขปัญหาอะไรไปแล้วบ้าง และอีก 1 ปี ข้างหน้าจะทำอะไร เตรียมแผนเอาไว้”     

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ยุบสภาคือความเสี่ยงของทุกฝ่าย

กลิ่นยุบสภา "พลังป้อม" ชิงดำ "โทนี่"

บิ๊กป้อม ไม่กลัวโทนี่    

ถ้อยแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2564 กลายเป็นพาดหัวข่าวใหญ่ในหน้า นสพ. “จับสัญญาณยุบสภา” หรือ “ได้กลิ่นยุบสภา” หรือ “มีเวลา 1 ปี”    

ในตำนานการเมืองไทย “ยุบสภา” เป็นท่าไม้ตายของนายกรัฐมนตรีมาทุกยุคทุกสมัย ผ่าทางตันกรณีพรรคร่วมรัฐบาล มีความขัดแย้ง ถึงขั้นแตกหัก    

หากมีการยุบสภา ในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ภายใต้รัฐบาลรักษาการ พล.อ.ประยุทธ์ และบรรดารัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ ยังจะได้คุมถุงเงิน ทั้งงบฯกลาง 571,047 ล้านบาท และยอดเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็น 89,000 ล้านบาท รวมงบฯกลาโหมอีก 203,281 ล้านบาท    

ส่วนกระทรวงมหาดไทย โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยังได้คุมกลไกเลือกตั้ง และกุมวงเงินในงบประมาณ 316,527 ล้านบาท เงินนอกงบประมาณอีก 42 ล้านบาท    

สาเหตุที่พรรคภูมิใจไทย ไม่พอใจอย่างแรง ก็มาจากยอดเงินในบัญชีงบประมาณกระทรวงกระทรวงสาธารณสุข ที่หัวหน้าพรรคกำกับอยู่ ถูกขยับไปกองรวมที่ “งบฯกลาง-ฉุกเฉิน” เพื่อการกำจัดโรคระบาดของศูนย์บริหารโควิด (ศบค.)    

มิหนำซ้ำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผนึกกำลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย ยังรวบอำนาจบริหาร “เงิน-วัคซีน” และองคาพยพของการแก้ปัญหาโควิดทั้งประเทศ    

กลิ่นยุบสภา "พลังป้อม" ชิงดำ "โทนี่"

พี่โทนี่ ยังเชื่อมนต์รักประชานิยม

อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รู้ดีว่า ถูกยึดอำนาจ แต่ก็กล้ำกลืนฝืนทน รอเวลาแยกทางกันเดิน 

++
จัดทัพสู้เพื่อไทย
++
ที่น่าจับตา การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2564 ของพรรคพลังประชารัฐ ในวันที่ 20 มิ.ย.2564 ที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งการเลือกสถานที่ประชุมนั้น ส่อนัยยะทางการเมืองชัดเจน    

ขอนแก่นเป็นศูนย์กลางความเจริญของภาคอีสาน และพรรคมี ส.ส.เขต 2 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ       

การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พลังประชารัฐ ได้ ส.ส.เขตในภาคอีสานต่ำกว่าเป้าหมาย แต่แกนนำพรรคเชื่อว่า 2 ปีที่รัฐบาลประยุทธ์ ได้ดำเนินโครงการประชานิยมหลายรูปแบบ ทำให้คนอีสานจำนวนไม่น้อย หันมานิยมชมชอบพรรคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบัตรประชารัฐ, คนละครึ่ง และเราชนะ 

คู่แข่งสำคัญของพลังประชารัฐคือ พรรคเพื่อไทย ในฐานะแชมป์ผูกขาดหลายสมัย เนื่องจากคนอีสานส่วนใหญ่ ยังรักและศรัทธา “พี่โทนี่” ทักษิณ ชินวัตร     

ดอกผลนโยบายประชานิยม ตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย ยังเป็นจุดแข็งของพรรคเพื่อไทย ทำให้พรรคอื่นเบียดแทรกได้ยาก โดยเฉพาะสมรภูมิเลือกตั้งอีสานเหนือ และอีสานตอนกลาง    

อย่างไรก็ตาม หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยจะเจอศึกหนัก เพราะมีคู่ต่อสู้ที่จะแย่งชิงฐานเสียงเดียวกันอย่างน้อย 2 พรรค
1.อิทธิพลพรรคก้าวไกลขยายตัว แม้พรรคอนาคตใหม่ จะได้ ส.ส.เขต 1 คนในภาคอีสาน แต่พรรคสีส้มก็โกยแต้มไปได้เยอะในการเลือกตั้งปี 2562 ส่งผลให้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ภาคอีสานมากถึง 5 คน    

หากไปคลี่คะแนนการเลือกตั้งนายก อบจ.ในอีสาน พบว่า คะแนนของผู้สมัครนายก อบจ.ของคณะก้าวหน้า ยังได้เท่าเดิม แม้จะไม่ชนะเลือกตั้งท้องถิ่น แต่คะแนนนิยมก็ไม่ได้หดหายไป    

2.การเกิดใหม่ของพรรคไทยสร้างไทย ภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่มีเป้าหมายอยู่ที่ภาคอีสานเช่นกัน    

เนื่องจากอีสานโพลล์ในห้วง 2-3 ปีมานี้ ได้สำรวจพบว่า “คุณหญิงสุดารัตน์” เป็นผู้ที่คนอีสานอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี และช่วงการหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ. คุณหญิงหน่อย ได้ลงพื้นที่ไปช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครนายก อบจ. ประมาณ 5-6 จังหวัด ปรากฏว่า มีเสียงตอบรับจากชาวอีสานเป็นอย่างดี    

อีกอย่างหนึ่ง การแยกตัวออกไปจากเพื่อไทยของคุณหญิงหน่อยแตกต่างจากเนวิน ชิดชอบ เพราะสมัยโน้น เนวินเล่นเกมแตกหัก “นายใหญ่” ตรงข้ามกับคุณหญิงหน่อยที่ยังเคารพรักคนแดนไกล แต่ทนอยู่ในพรรคเดิมไม่ได้    

ดังนั้น คนอีสานมองว่า พรรคไทยสร้างไทยไม่ได้เป็นศัตรูกับพรรคเพื่อไทย ต่างจากพรรคภูมิใจไทย ที่ยังถูกมองเป็นลบมากกว่าบวก    

แกนนำพลังประชารัฐ เชื่อว่า เพื่อไทยไม่อาจสร้างกระแสแบบ “ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์” ได้เหมือนปี 2554 เพราะมี 2 ปัจจัยข้างต้น เป็นด่านสกัดแผนการปั้นดาวดวงใหม่ของทักษิณ หรือพี่โทนี่

วิบาก “เจ๊เปี๊ยะ” สะท้านบุรีรัมย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469749

วิบาก “เจ๊เปี๊ยะ” สะท้านบุรีรัมย์

9 มิถุนายน 2564 – 11:10 น.

ชนะศึกท้องถิ่นพัทลุง ปชป.ฮึกเหิม แม่ทัพใหญ่สายตรง “ชิดชอบ” ติดบ่วงคดีใหม่ ปชป.ก็ฝันหวาน คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
คดีเสียบบัตรเอื้ออาทร ได้บทสรุปจาก ป.ป.ช. มี 3 ส.ส.ภูมิใจไทย และ 1 ส.ส.พลังประชารัฐถูกกล่าวหาว่า มีพฤติการณ์เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน โดยคดีอาญา ป.ป.ช.จะส่งให้อัยการเพื่อส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และความผิดจริยธรรมร้ายแรง ป.ป.ช.จะส่งให้ศาลฎีกาโดยตรงเลย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… ป.ป.ช.ฟัน 4 ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน ภท. 3 ราย – พปชร. 1 ราย

วิบาก "เจ๊เปี๊ยะ" สะท้านบุรีรัมย์

นาที-พิพัฒน์ รัชกิจประการ    

บอกกันตรงๆ พรรคภูมิใจไทยสะเทือนเลื่อนลั่นทั่วภาคใต้ เนื่องจาก นาที รัชกิจประการ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อมกับ ส.ส.พัทลุง คือ ฉลอง เทอดวีระพงศ์ และ ภูมิศิษฐ์ คงมี เป็นกำลังหลักในการศึกเลือกตั้งหนที่แล้ว     

ใครก็รู้ว่า “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ เป็นแม่ทัพใหญ่ของค่ายบุรีรัมย์ และสร้างผลงานอันลือลั่น “ล้มช้าง-ล้มเสาไฟฟ้า” ที่สนามพัทลุง    

หลังเลือกตั้ง เจ๊เปี๊ยะเกือบได้เป็นรัฐมนตรี แต่เจอกรรมเก่าเรื่องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน เลยต้องเปลี่ยนตัวให้สามี “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬาแทน กรณีแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ส่งผลให้เจ๊เปี๊ยะ หลุดจากตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เมื่อกลางปีที่แล้ว    

อย่างไรก็ตาม ต้นปี 2564 ครม.มีมติแต่งตั้ง นาที รัชกิจประการ เป็นประธานคณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล) และล่าสุด ภูมิใจไทยเพิ่งส่ง “นาที” ไปนั่งเก้าอี้รองประธานกรรมาธิการ (กมธ.) คนที่ 4 พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565     

มีข้อน่าสังเกตว่า การแต่งตั้งเจ๊เปี๊ยะ เป็นประธานที่ปรึกษารองนายกฯ มีขึ้นหลังความปราชัยในสนามเลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง ของทีมงานภูมิใจไทยเมืองลุง

วิบาก "เจ๊เปี๊ยะ" สะท้านบุรีรัมย์

ไม่มีตำแหน่ง ส.ส. แต่มีหัวโขนประธานที่ปรึกษารองนายกฯ

++
พัทลุงโมเดล
++
ผลการเลือกตั้งปี 2562 พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส.เขต 8 คนจากภาคใต้ ประกอบด้วย ภูมิศิษฏ์ คงมี ส.ส.พัทลุง เขต 1, ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง เขต 2, สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่, คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ส.ส.ระนอง, ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา เขต 7, พิบูลย์ รัชกิจประการ ส.ส.สตูล เขต 1, วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ ส.ส.สตูล, อับดุลอาซิม อาบู ส.ส.ปัตตานี เขต 2    

ด้วยเหตุนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีสาธารณสุข จึงให้ความสำคัญกับเจ๊เปี๊ยะ จัดกิจกรรม “ภูมิใจไทยสัญจร” ครั้งที่ 1 ได้นำ 7 รัฐมนตรี 51 ส.ส. ลงพื้นที่เมืองพัทลุง เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2562    

เป็นที่รู้กันทั่วเมืองพัทลุงว่า จบศึกผู้แทนฯ เป้าหมายต่อไปของเจ๊เปี๊ยะ คือการส่งคนเข้าไปนั่งเก้าอี้นายก อบจ. และสภา อบจ. ฉะนั้น ภูมิใจไทยสัญจรก็เป็นอีเวนท์หาเสียงทางอ้อม สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่น    

ปลายปีที่แล้ว ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง สร้างความเจ็บช้ำให้เจ๊เปี๊ยะอย่างมาก เมื่อวิสุทธิ์ ธรรมเพชร กลุ่มพลังพัทลุง เอาชนะภุชงค์ วรศรี กลุ่มภูมิใจพัทลุง ด้วยคะแนนทิ้งห่างกัน 4 หมื่นคะแนน    

เบื้องหลังชัยชนะของตระกูล “ธรรมเพชร” ก็คือการรวมพลังของค่าย ปชป.พัทลุง สางแค้นเก่า หลังพ่ายภูมิใจไทยในสนามเลือกตั้ง ส.ส. 

++
สายตรงบุรีรัมย์
++
ว่ากันว่า กรณีเสียบบัตรแทนกันที่เกิดขึ้นในสภาฯ ทำเอา “นายใหญ่บุรีรัมย์” หัวเสียมาก คาดไม่ถึงว่า ลูกน้องจะมาตายน้ำตื้นด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นี้    

บังเอิญว่า ตระกูล “ชิดชอบ” กับ “รัชกิจประการ” นั้น มีความสนิทแนบแน่นกันมานาน รู้ตารู้ใจกันดี โกเกี๊ยะ-พิพัฒน์ รัชกิจประการ ช่วยงานการเมืองของเนวิน ชิดชอบ มาตั้งแต่ปี 2548    

ปี 2551 เนวิน เป็นแม่ทัพพรรคพลังประชาชน และตั้ง “กลุ่มเพื่อนเนวิน” โกเกี๊ยะก็เข้าสังกัดนี้ พร้อมส่งเจ๊เปี๊ยะไปเป็นเลขานุการประธานรัฐสภา (ชัย ชิดชอบ)    

แม้คดีเสียบบัตรแทนกัน ยังมีเวลาต่อสู้กันในชั้นศาล แต่ก็เหมืองบ่วงบาศก์มัด “ทีมเจ๊เปี๊ยะ” ขยับตัวได้ไม่ง่ายเหมือนเก่า    

ชัยชนะของตระกูล “ธรรมเพชร” ก็คือชัยชนะของ ปชป.ภาคใต้ ที่หมายทวงคืนเก้าอี้ ส.ส.ที่ถูกค่ายเจ๊เปี๊ยะแย่งชิงไปเมื่อปี 2562

‘กรุงเทพมหานคร’ ติดอันดับ 3 เมืองที่ผู้คนทำงานหนักที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469704

‘กรุงเทพมหานคร’ ติดอันดับ 3 เมืองที่ผู้คนทำงานหนักที่สุดในโลก

8 มิถุนายน 2564 – 19:55 น.

ผลสำรวจชี้ “กรุงเทพมหานคร” ติดอันดับ 3 เมืองที่ผู้คนเมืองทำงานหนัก และขาดสมดุลในการใช้ชีวิตมากที่สุดในโลก ขณะที่องค์การอนามัยโลก ชี้การทำงานล่วงเวลานำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยมีตัวเลขผู้เสียชีวิต 7 หมื่นรายต่อปี

เมื่อไม่นานมานี้ มีผลสำรวจของ Kisi บริษัทเทคโนโลยีให้คำปรึกษาด้านการทำงาน ที่ได้ทำผลสำรวจทั่วโลกในหัวข้อ “Cities with the Best Work-Life Balance 2021” เพื่อค้นหาว่าเมืองไหนในโลกที่มีการทำงานที่สมดุลที่สุดแห่งปี 2021 และอีกหัวข้อคือ ” Cities with the Overworked 2021” หรือเมืองที่มีประชากรที่มีชั่วโมงการ “ทำงาน” ที่ยาวนาน และชีวิตไลฟ์สไตล์ขาดความสมดุลมากที่สุด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“หอสมุดเมืองกรุงเทพฯ” จุดเปลี่ยนเพื่อ “มหานครแห่งการอ่าน”

โดยผลสำรวจเมืองที่มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน และชีวิตคนในเมืองขาดความสมดุลมากที่สุดในโลก พบว่า กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยติดอันดับ 3 ของผลสำรวจชุดนี้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกของวัยทำงานชาวกรุง

เช็ค 5 อันดับ “เมืองที่มีชั่วโมงทำงานยาวนานที่สุดในโลก”

สำหรับ 5 อันดับเมืองที่เมืองที่มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานและชีวิตคนในเมือง ขาดความสมดุลมากที่สุดในโลก มีดังนี้

อันดับ1 ฮ่องกง : ประเทศจีน

อันดับ2 สิงคโปร์ : ประเทศสิงโปร์

อันดับ3 กรุงเทพมหานคร : ประเทศไทย

อันดับ4 บัวโนสไอเรส :ประเทศอาร์เจนตินา

อันดับ5 โซล : ประเทศเกาหลีใต้

เช็ค 5 อันดับ “เมืองที่มี Work-Life Balance ที่สุดในโลก”

กลับมาที่ การจัดอันดับของ Kisi บริษัทเทคโนโลยีให้คำปรึกษาด้านการทำงาน ยังได้มีการจัดอันดับ 5 อันดับแรกเมืองที่มีการทำงานสมดุลดีที่สุดในโลก ซึ่งเมืองจากประเทศสแกนดิเนเวีย ติดเข้ามาถึง 4 เมือง ได้แก่

อันดับ1 เฮลซิงกิ :ประเทศฟินแลนด์

อันดับ2 ออสโล :ประเทศนอร์เวย์

อันดับ3 ซูริค :ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

อันดับ4 สตอกโฮล์ม : ประเทศสวีเดน

อันดับ5 โคเปนเฮเก้น : ประเทศเดนมาร์ก

โดยมี เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมืองเดียวที่ไม่ได้อยู่ในสแกนดิเนเวีย แต่เข้ามาติดอันดับเมืองแห่งความสมดุลของการทำงานได้ปัจจัยที่นำมาจัดอันดับ พิจารณาที่อะไร

Kisi บริษัทเทคโนโลยีให้คำปรึกษาด้านการทำงาน ใช้หลากหลายปัจจัยมาวิเคราะห์ในการมาจัดอันดับ ซึ่งรวมๆ แล้ว มี 18 ปัจจัยในการรวมดัชนี เช่น ตั้งแต่ชั่วโมงการทำงาน จำนวนวันลาขั้นต่ำ สิทธิในการลาคลอดหรือเลี้ยงดูลูก รวมไปถึงปัจจัยสนับสนุนด้านอื่นๆ ในแต่ละเมือง เช่น การเข้าถึงระบบสาธารณสุขในเมือง ผลกระทบและการเยียวยาในยุคโควิด-19 ความปลอดภัยในเมือง คุณภาพของอากาศในเมือง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุดในการวิเคราะห์ว่าทำงานหนักมากเกินไปหรือไม่นั้น ต้องดูที่ “ช่วงระยะเวลาในการทำงาน” โดยงานวิจัยนี้วางมาตรฐานของการทำงานเอาไว้ว่า หากใครที่ทำงานตั้งแต่ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไปจะถือว่าเป็นคนที่ทำงานหนัก (Overworked)

คิดง่ายๆ คือ การทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ เฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งหากคำนวณออกมาแล้วพบว่าคนกรุงเทพมหานคร ทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ทำงานที่สมดุล ต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมง/สัปดาห์

งานวิจัยชิ้นนี้อ้างอิงข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือ International Labour Organization (ILO : ไอแอลโอ) ที่ระบุว่า การทำงานที่สมดุลคือการทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง หรือคิดเป็นการทำงานวันละ 8 ชั่วโมง และทำงานเพียง 5 วันต่อสัปดาห์ ดังนั้น หากทำงานด้วยชั่วโมงการทำงานที่น้อยกว่านี้ ก็หมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้การทำงานที่ยาวนานเกินกว่าที่ร่างกายและจิตใจจะรับไหว ยังส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ทำให้พยายามลดความเครียดลง แต่กลับเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายต่อสุขภาพทั้งสิ้น เช่น การสูบบุหรี่, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ , ขาดการออกกำลังกาย และการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ

ผลสำรวจสอดคล้องกับข้อมูลของ WHO

องค์การอนามัยโลก (WHO) เพิ่งจะเปิดเผยข้อมูลว่า การทำงานล่วงเวลา ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาวและเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้ผู้คนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และนำไปสู่พฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพ และทำให้ชีวิตไร้สมดุล

คนที่ทำงาน 55 ชั่วโมงขึ้นไปในแต่ละสัปดาห์ มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้นประมาณร้อยละ 35 และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจสูงขึ้น 17% เมื่อเทียบกับคนที่ทำงานสัปดาห์ละ 35 – 40 ชั่วโมง

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุไว้ในการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Environment International ที่เผยแพร่เมื่อช่วงเดือน พ.ค. 2021 ซึ่งชั่วโมงการทำงานที่มากเกินไป เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตกว่า 70,000 รายต่อปี แม้ว่าการทำงานจะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง แต่การทำงานล่วงเวลาได้นำไปสู่อัตราการเกิดโรคร้ายมากขึ้น เช่น หัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดสมอง

ดร.เทดรอส อาดานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ และภาคธุรกิจหาวิธีปกป้องสุขภาพของคนทำงานให้มากขึ้น

อีกทั้งในการศึกษานี้ ยังมีคำแนะให้นายจ้างมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการกำหนดเวลาและตกลงกับพนักงานเกี่ยวกับจำนวนชั่วโมงการทำงานสูงสุด เพื่อไม่ให้พนักงานต้องทำงานมากกว่า 55 ชั่วโมงในหนึ่งสัปดาห์

ที่มา :springnews

ชิงเมืองหลวง “ชัชชาติ – แป๊ะ” ลื่น “เปลือกส้ม” ล้มตึง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469667

ชิงเมืองหลวง “ชัชชาติ-แป๊ะ” ลื่น “เปลือกส้ม” ล้มตึง

8 มิถุนายน 2564 – 15:27 น.

โหมโรงสู่ทำเนียบเสาชิงช้า “ชัชชาติ” นำ “แป๊ะ” แต่ประมาท “ค่ายสีส้ม” ไม่ได้

++
แปรวิกฤตเป็นโอกาส คำนี้ใช้ได้เลยกับพรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองท้องถิ่น ที่ออกไปช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตโควิด  

ดังนั้น คนเมืองหลวงจึงได้เห็น “จิตอาสา” เฉพาะกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อนชัชชาติ, กลุ่มจักรทิพย์คนทำงาน และกลุ่มเปลือกส้ม 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… 
ชิงผู้ว่าฯ กทม.ด่านหิน “บิ๊กแป๊ะ”
“ชัชชาติ” ปฏิเสธข่าวลือถอนตัวชิงผู้ว่าฯกทม.  

ชิงเมืองหลวง "ชัชชาติ-แป๊ะ" ลื่น "เปลือกส้ม" ล้มตึง

บิ๊กแป๊ะ ยังเดินต่อ

อย่างที่ทราบกัน เซียนการเมืองต่างวิเคราะห์ว่า ภายในปีนี้จะมีการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ฉะนั้น “นิด้าโพล” ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จึงทำการสำรวจของประชาชน เรื่อง “อยากได้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม.” มาแล้ว 2 ครั้ง    

ล่าสุด มีการแถลงนิด้าโพลครั้งที่ 3 เรื่องอยากได้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ปรากฏว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ร้อยละ 23.84 และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ร้อยละ 12.57    

ชัชชาติออกสตาร์ทเปิดตัวชิงผู้ว่าฯ กทม. ตั้งแต่ปี 2562 ส่วน “บิ๊กแป๊ะ” จักรทิพย์ เพิ่งออกเดินหาเสียงเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง    

ที่สำคัญ จากการสำรวจของนิด้าโพล ยังพบคนกรุงเทพฯ ร้อยละ 30.62 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ ตัวเลขนี้สำคัญมาก แสดงว่า โอกาสยังเปิดกว้างสำหรับผู้สมัครรายอื่นๆ 

ชิงเมืองหลวง "ชัชชาติ-แป๊ะ" ลื่น "เปลือกส้ม" ล้มตึง

เพื่อนชัชชาติ

++
ไม่ง่ายเกมนี้
++
ดังที่รู้กัน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไม่ลงสนามในนามพรรคเพื่อไทย และใช้ชื่อ “เพื่อนชัชชาติ” เป็นการขับเคลื่อนสะสมคะแนนนิยม ซึ่งพฤติกรรมการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ของคนกรุง ก็เคยเลือกผู้สมัครอิสระแบบ “มหาจำลอง” หรือ “ดร.โจ” มาแล้ว     

คู่ขนานไปกับชัชชาติ คือพรรคเพื่อไทย ที่ตั้งคณะกรรมการประสานพื้นที่เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ แบ่งเป็น 6 โซน ช่วงโควิดระบาด พ่วงด้วยการเปิดตัว “ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.”    

ว่ากันว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เพื่อเปิดทางให้ชัชชาติ ตามความเห็นชอบของคนแดนไกล    

ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. ยังเดินหน้าหาเสียงเตรียมตัวลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยไม่สังกัดพรรค โดยมี “จักรทิพย์คนทำงาน” เป็นจิตอาสาช่วยเหลือและเยียวยาผู้รับผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด    

แม้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ บอกว่า จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ไม่สังกัดพรรค แต่การปรากฏตัวของ หิมาลัย ผิวพรรณ ที่เดินข้างกาย “บิ๊กแป๊ะ” หลายคนก็นึกถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค พปชร.     

สนามเลือกตั้งเมืองหลวง ไม่ว่าระดับชาติหรือท้องถิ่น ชี้ขาดที่ “กระแส” ต่อให้มีทีมงานแข็ง และมีอำนาจแฝงหนุน หากกระแสคนเมืองไม่ตอบรับ ก็มีโอกาสพ่ายแพ้สูง    

หากมองกระแสในนาทีนี้ ชัชชาติยังเหนือกว่าจักรทิพย์ ก็ต้องรอดูโฉมหน้าผู้ท้าชิงจากพรรคอื่น จะมีคนดี-เด่น-ดัง มาลงสนามหรือไม่? 

ชิงเมืองหลวง "ชัชชาติ-แป๊ะ" ลื่น "เปลือกส้ม" ล้มตึง

กลุ่มเปลือกส้ม

++
เกมลับลวงพราง
++
ต้นเดือน พ.ค.2564 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมกับ ส.ส.กทม.  ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน แถวบางคอแหลมและยานนาวา ซึ่งวันนั้น มีการเปิดตัว “กลุ่มเปลือกส้ม” จิตอาสาที่ทำงานสนับสนุนพรรคก้าวไกล    

สุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ เป็นหัวหน้ากลุ่มเปลือกส้ม โดยการเลือกตั้งปี 2562 สุภกร เป็นหัวหน้าคณะทำงานกรุงเทพฯ ของพรรคอนาคตใหม่    

ก่อนหน้าจะเล่นการเมือง สุภกร เคยดำรงตำแหน่ง Senior Sales Executive บริษัท ทีเอส วีฮิเคิล เทค จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์    

ไม่น่าแปลกที่มูลนิธิไทยซัมมิท จะโดดมาช่วยกลุ่มเปลือกส้ม ทำการช่วยเหลือชาวบ้านในยามที่โควิดระบาด    

ตอนนี้ พรรคก้าวไกลยังไม่เปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ก็จัดทีมผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคลงพื้นที่อย่างคึกคัก หากพรรคก้าวไกล เปิดตัวคนรุ่นใหม่ และมีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจ ก็เชื่อว่า จะแย่งแต้มจาก 30% ได้ไม่ยาก    

ข่าวลือเรื่องชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ เบอร์ 2 ของไทยซัมมิท ก็ยังล่องลอยอยู่ในกลุ่มเอฟซีก้าวหน้า และก้าวไกล ไม่ได้หายไป