เรือนเวลาของหนุ่มนักผจญภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/398995?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เรือนเวลาของหนุ่มนักผจญภัย

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 – 21:00 น.
เซดริก โอดูแบร์,ก้องกิดากร ขันมณี,อังคณา เซร่า,ประชา เหตระกูล,เวียร์ ศุกลวัฒน์,วรเกียรติ อานันทนะสุวงศ์,มลกอกฤษต กฤดากร,มงต์บลองค์,มงต์บลองค์ คมชัดลึก
เปิดอ่าน 68 ครั้ง

“โรงงานมิเนอร์วา”คือแรงบันดาลใจในคอลเลกชั่นล่าสุด

“มงต์บลองค์” (Montblanc) แบรนด์ไฮเอนด์ที่มีเสน่ห์และส่วนผสมของความหรูหรา เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ของงานหัตถศิลป์ที่สืบทอดต่อกันมานานกว่า 110 ปี นำโดย เซดริก โอดูแบร์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย มงต์บลองค์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดงานเปิดตัว “มงต์บลองค์ 1858 จีโอสเฟียร์” นาฬิกาสไตล์สปอร์ตดีไซน์วินเทจที่ชื่อคอลเลกชั่น 1858 เป็นการให้เกียรติแก่โรงงานมิเนอร์วา ที่เป็นตำนานจากยุค 30 ซึ่งถูกนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์เรือนเวลาสุดหรูคอลเลกชั่นล่าสุด เหมาะสำหรับนักเดินทางที่รักการสำรวจและผจญภัย โดยมี “เวียร์” ศุกลวัฒน์ คณารศ ซูเปอร์สตาร์ชั้นนำของเมืองไทย เป็นตัวแทนหนุ่มนักผจญภัยที่ชื่นชอบความงดงามของธรรมชาติ ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อวันก่อน

 เซดริก โอดูแบร์

 เซดริก โอดูแบร์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย มงต์บลองค์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า บางครั้งเราก็ติดอยู่ในจังหวะของชีวิตที่ตึงเครียดได้ง่ายๆ โดยลืมไปว่าวิธีปรับตัวใหม่และหาจุดโฟกัสให้เจอที่ง่ายที่สุดคือการสัมผัสความงามของธรรมชาติ การออกไปสำรวจโลกภายนอกรูปแบบไหนก็ตามคือแหล่งสร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ อันนำไปสู่การสร้างสรรค์ความสุขและความเข้มแข็งภายในจิตใจที่ยิ่งใหญ่ขึ้น มงต์บลองค์เชื่อในความสำคัญของการเชื่อมต่อผ่านธรรมชาติ และภายใต้จิตวิญญาณของการสำรวจ มงต์บลองค์จึงได้แรงบันดาลใจในการนำนาฬิกาโครโนกราฟสำหรับทหารอันเก่าแก่ซึ่งโรงงานมิเนอร์วาผลิตขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1930 มาตีความและสร้างสรรค์เป็นผลงานใหม่ในคอลเลกชั่นมงต์บลองค์ 1858 เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อมรดกอันยิ่งใหญ่ของโรงงานมิเนอร์วาซึ่งมีประวัติศาสตร์มายาวนาน และมงต์บลองค์ได้เข้าถือหุ้นเมื่อปี 2006

ก้องกิดากร ขันมณี-อังคณา เซร่า-วรเกียรติ อานันทนะสุวงศ์

“คอลเลกชั่นมงต์บลองค์ 1858 ในปี 2019 นี้ประดิษฐ์ขึ้นโดยช่างฝีมือผู้ชำนาญการด้านนาฬิกาของมงต์บลองค์ที่เมืองวิลเลอเรต์ สวิตเซอร์แลนด์ โดยได้นำนวัตกรรมลูกเล่นอัจฉริยะในการแสดงเวลาเวิลด์ไทม์ 24 โซนเวลาผ่านหน้าปัดย่อยแบบลูกโลกผ่าครึ่ง เพื่อแสดงเวลาในแต่ละไทม์โซนตามเวลาจริงของผู้สวมใส่กลับมาอีกครั้ง ปรับลุคเอาใจนักอนุรักษ์ ด้วยการจับคู่ใหม่ของเคสสีกากีสีเขียวจับคู่กับตัวเรือนบรอนซ์ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม และฟังก์ชั่นอื่นๆ อีกมากมายที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทาง” เซดริก เผย

ก้องการย์ อุมาลี

ประชา เหตระกูล เยี่ยมชมช็อปมงต์บลองค์

“เวียร์” ศุกลวัฒน์

งานนี้จึงเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดตัวแคมเปญใหม่ นำโดยซูเปอร์สตาร์ชั้นนำของเมืองไทย ตัวแทนของหนุ่มนักผจญภัยที่ชื่นชอบความงดงามของธรรมชาติอย่าง “เวียร์” ศุกลวัฒน์ ซึ่งนับว่าเป็นครั้งที่สองแล้วที่นักแสดงหนุ่มได้ร่วมแคมเปญกับทางแบรนด์ พร้อมเหล่าบรรดาเซเลบริตี้ผู้หลงรักคาแรกเตอร์ของเรือนเวลาดีไซน์วินเทจ อาทิ “คุณหลาน” ม.ล.กอกฤษต กฤดากร, ก้องกิดากร ขันมณี, วรเกียรติ อานันทนะสุวงศ์, อังคณา เซร่า, ก้องการย์ อุมาลี ฯลฯ ให้เกียรติมาร่วมงาน

คอนเสิร์ตเพลงพระนิพนธ์ในเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/398987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

คอนเสิร์ตเพลงพระนิพนธ์ในเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 – 13:37 น.
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี,เพลงพระนิพนธ์ในเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ,วันชัย ญาณอุบล,นวลพรรณ ลำซ่ำ
เปิดอ่าน 113 ครั้ง

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562

เป็นที่ทราบดีว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีและสนพระทัยในดนตรีไทยและดนตรีคลาสสิกมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยปัจจุบันทรงเป็นองค์อุปถัมภ์มูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า และวงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า (Royal Bangkok Symphony Orchestra) หรือ RBSO ทั้งยังทรงพระนิพนธ์เพลงให้วงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า ถวายงานในแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา

จอห์น ฟลอร์-ประวิช สุขุม-ดร.ฮาราลด์ ลิงค์-ม.ล.รดีเทพ เทวกุล

และเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 มูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้รับพระราชทานพระอนุญาตให้เชิญบทเพลงพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ 4 บทเพลง จัดแสดงดนตรี “Four Royal Orchestral Suites for His Majesty King Rama X” เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในการนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทอดพระเนตรการแสดงในวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562 ณ โรงละครแห่งชาติ

 ดร.ฮาราลด์ ลิงค์

 ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า และประธาน บี.กริม. เปิดเผยถึงความพิเศษของคอนเสิร์ตในครั้งนี้ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงพระนิพนธ์บทเพลง 4 บท และทรงอำนวยการแสดงทั้งหมด โดยทรงดูแลตั้งแต่การออกแบบฉาก เวที แสง เสียง และทรงออกแบบเครื่องแต่งกายนักดนตรี ภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI และ S’Homme นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังได้ร่วมมือกับวงออร์เคสตร้า เวียนนา ฟิลฮาร์โมนิก ประเทศออสเตรีย ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลก โดยได้เชิญนักดนตรีชั้นนำจากวงมา 3 คน ได้แก่ ลาดิสลาฟ พาปป์ (นักฮาร์ป), โรเบิร์ต เนกี (นักเชลโล) และ แดเนียล ฟรอชเชาเออร์ (ผู้ควบคุมวงรับเชิญและนักไวโอลิน) มาร่วมแสดงกับวง RBSO เป็นครั้งแรกด้วย

คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์-อัจฉรา เตชะไพบูลย์

วันชัย ญาณอุบล

  วันชัย ญาณอุบล กรรมการและผู้ช่วยเลขาณุการมูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า เปิดเผยถึงการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้ ประกอบด้วย 4 บทเพลงพระนิพนธ์ ซึ่งเป็นบทเพลงที่ใช้ในการแสดงแฟชั่นโชว์แบรนด์ SIRIVANNAVARI ตั้งแต่ปี 2559 ถึงปี 2562 นอกจากนี้ยังทรงออกแบบเครื่องดนตรีขึ้นใหม่มีชื่อว่า รีฟอร์ม (Reform) เป็นเครื่องดนตรีที่ให้เสียงแบบเพอร์คัสชั่น โดยการแสดงในภาคแรก 2 บทเพลงได้แก่ Adobe of Metamorphosis และ The Story About “Horse, Helen, Henry” ใช้เวลาประมาณ 35 นาที และในภาคสอง ได้แก่ Lost in Mystical Garden และบทเพลง Serenity ซึ่งเป็นบทเพลงที่มีคอรัสร่วมด้วย 80-100 คน โดยมีนักร้องเสียงโซปราโน่ คือ รัดเกล้า อามระดิษ มาร่วมขับร้อง พร้อมทั้งมี เบส บาริโทน โดย กิตตินันท์ ชินสำราญ มาร้องในพาร์ท โซโล่”

นวลพรรณ ล่ำซำ

นวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการ มูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า กล่าวถึงพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ว่า ทรงพระปรีชาด้านการนำแรงบันดาลพระทัยจากสถานที่ที่เสด็จไปเยือน การทรงม้าอันเป็นพระจริยวัตรที่พระองค์โปรด ทรงนำมาถ่ายทอดออกเป็นสุนทรียศาสตร์หลากหลายแขนงทั้งด้านดนตรี ซึ่งคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญยิ่งที่ผู้คนจะมีโอกาสชื่นชมพระอัจฉริยภาพด้านดนตรี

ร่วมดื่มด่ำไปกับบทเพลงพระนิพนธ์และชื่นชมในพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในคอนเสิร์ต “Four Royal Orchestral Suites for His Majesty King Rama X”  ระหว่างวันที่ 21-22 พฤศจิกายนนี้ ณ โรงละครแห่งชาติ กรุงเทพฯ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมในรอบวันที่ 22 พฤศจิกายน เวลา 20.00 น. บัตรราคา 500 บาททุกที่นั่ง ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.0-2255-6617-8 หรือจองบัตรได้ที่ http://www.thaiticketmajor.com หรือชมผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ทางเพจ Royal Bangkok Symphony Orchestra

จาก “ลอนดอน” เผยโฉมใหม่ครั้งแรกในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/398761?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

จาก “ลอนดอน” เผยโฉมใหม่ครั้งแรกในไทย

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 – 11:49 น.
DAKS,บุญเกียรติ โชควัฒนา,แดกซ์ แฟลกชิพ สโตร์,อาเล็ก ธีรเดช,ปราง กัญญ์ณรัณ,อธิวัฒน์ ตู้จินดา,ศรัณ ชัยปาณี,ดิฐวัฒน์ อิสสระ,อาเล็ก ธีรเดช คมชัดลึก
เปิดอ่าน 0 ครั้ง

ภายใต้คอนเซ็ปต์ “125 ปี แอนนิเวอร์ซารี่ ชิค คอลเลกชั่น”

ให้หนุ่มสาวชาวไทยได้ร่วมอัพเดทแฟชั่นสไตล์เมืองผู้ดี บุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้แทนจำหน่าย DAKS (แด๊กซ์) ประเทศไทย แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ลำลองจากอังกฤษ จัดงานฉลองเปิดตัว แดกซ์ แฟลกชิพ สโตร์ ครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยคอนเซปต์ใหม่ที่ไม่เหมือนใคร แต่ยังคงไว้ซึ่งไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย นำเสนอคอลเลกชั่นพิเศษ “125 ปี แอนนิเวอร์ซารี่ ชิค คอลเลกชั่น” ส่งตรงจากลอนดอน

อาคิระ ซาวาอิ-บุญเกียรติ โชควัฒนา

โดยมี “อาเล็ก” ธีรเดช เมธาวรายุทธ และ “ปราง” กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล ร่วมเดินแบบเผยโฉมคอลเลกชั่น พร้อมด้วยนิทรรศการสุดเอ็กซ์คลูซีฟในวาระครบรอบ 125 ปี และไลฟ์เพ้นท์ติ้งโชว์จากศิลปินระดับโลก ทาเคชิ ซาโต (Takeshi Sato) โดยมีเซเลบริตี้ชื่อดังและดาราร่วมงาน อาทิ เจย์ สเปนเซอร์, “ปลาทู” ดิฐวัฒน์ อิสสระ, “คุณชายน้อง” ม.ร.ว.จุลรังษี ยุคล, “หมู” จุฬาลักษณ์ ปิยะสมบัติกุล, ศรัณย์ ชัยปาณี, ณภศศิ สุรวรรณ, ธณัทร์ษริน สุสมาวัตนะกุล และ พรพรรณ รัตนหิรัญญา ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันก่อน

ทาเคชิ ชาโต

ม.ร.ว.จุลรังษี ยุคล

ภายในงานพบกับนิทรรศการฉลองครบรอบ 125 ปีของแบรนด์ เล่าเรื่องราวแห่งตำนานแบรนด์เสื้อผ้าสุดคลาสสิกจากเมืองผู้ดีอังกฤษที่ถือกำเนิดในกรุงลอนดอนตั้งแต่ปี 1894 บนถนนแฟชั่นอันโด่งดังอย่างถนนมิดเดิลเซ็กส์ ด้วยการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งและการสรรค์สร้างนวัตกรรมด้านเสื้อผ้าแฟชั่นอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงเรื่องราวความสัมพันธ์อันดีที่มีมาช้านานกับราชวงศ์อังกฤษ พร้อมทั้งยังได้สัมผัสกับความน่ารักสดใสของ “I am Charles” DAKS Teddy Bear ตุ๊กตาหมีแฮนด์เมด 100 เปอร์เซ็นต์ ขนาดสูงกว่า 1.5 เมตร ส่งตรงจากอังกฤษ

ณภศศิ สุรวรรณ-พรพรรณ รัตนหิรัญญา

 “อาเล็ก” ธีรเดช“ปราง” กัญญ์ณรัณ

 “อาเล็ก” ธีรเดช กล่าวว่า แด๊กซ์เป็นแบรนด์ที่เห็นอยู่ในห้างตั้งแต่สมัยเด็กๆ แด๊กซ์ อยู่กับไทยมา 22 ปีแล้ว เป็นแบรนด์ที่ชอบตั้งแต่สมัยอยู่มัธยม ซึ่งตอนนั้นซื้อได้แค่ตุ๊กตา วันนี้ถือเป็นเกียรติและดีใจมากที่ได้มีโอกาสใส่เสื้อผ้าลายพิเศษของแด๊กซ์ อย่างลายตาราง ชอบมากเพราะใส่ง่าย สามารถใส่ได้ทุกโอกาส แม้ในวันสบายๆ หรือจะใส่ออกงานก็ได้

เช่นเดียวกับดาราสาว สุดฮอตอย่าง “ปราง” กัญญ์ณรัณ กล่าวว่า ดีใจและประทับใจมาก วันนี้ครบรอบ 125 ปีของแด๊กซ์ เป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเอง ลายเฮ้าส์เช็กของเขาสวยมาก ไม่น่าเชื่อว่ามีมานานถึง 125 ปีแล้ว ลายนี้ยังอยู่ได้ และถูกพัฒนาดีไซน์มาเรื่อยๆ โดยส่วนตัวรู้สึกว่าเจ๋งมากๆ

ศรัณ ชัยปาณี-จุฬาลักษณ์ ปิยะสมบัติกุล-ดิฐวัฒน์ อิสสระ

เซเลบริตี้หนุ่ม “ปลาทู” ดิฐวัฒน์ ล่าวว่า ประทับใจมากที่แด๊กซ์มีมา 125 ปีแล้ว ถือว่าเป็นแบรนด์ในประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่มากและยังอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน แด๊กซ์ทำเสื้อผ้าออกมาได้เก๋และทันสมัย ลายเฮ้าส์เช็กเท่มาก สมัยนี้ลายเยอะๆ กำลังมาแรง ลายชนลายทำให้สไตล์ดูชัดมากขึ้น มีความเท่ในตัว

อธิวัฒน์ ตู้จินดา

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ

ให้มากกว่า”หมอน-เครื่องนอน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/398634?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ให้มากกว่า”หมอน-เครื่องนอน”

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 15:34 น.
มิสเตอร์บิ๊ก,MRBIG,ชวกิจ เก้าเอี้ยน,มาย เบสต์ ฟิต สลีป,กาละแมร์ พัชรศรี,เจนนิเฟอร์ คิ้ม,นิหน่า สุฐิตา-แบงค์ พชร ปัญญายงค์,ปิ๊ง อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม,เอ๋ นนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง,เจนนิเฟอร์ คิ้ม คมชัดลึก
เปิดอ่าน 98 ครั้ง

คนดังร่วมสัมผัสประสบการณ์นอนให้เหมาะกับสรีระ

การนอนนับเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของชีวิตมนุษย์ และการนอนที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญมากกับคุณภาพชีวิตของคนเรา นอกจากจะต้องนอนหลับให้สนิทหรือหลับให้ลึกแล้ว ท่านอนก็ยังเป็นเรื่องสำคัญเพราะท่านอนที่ไม่ถูกต้องย่อมส่งผลร้ายต่อสรีระร่างกาย

ชวกิจ เก้าเอี้ยน ทดสอบสรีระให้ลูกค้า

ดังนั้น เพื่อให้คนไทยนอนหลับได้อย่างถูกต้อง ชวกิจ เก้าเอี้ยน นักกายภาพบำบัด ผู้มีประสบการณ์ทำกายภาพบำบัดให้ผู้ป่วยในห้องไอซียู ในโรงพยาบาลชั้นนำ อีกทั้งยังเป็นเจ้าของแบรนด์ มิสเตอร์บิ๊ก (MR.BIG) พร้อมด้วย จันทิรา ศรีแก้ว ผู้จัดการทั่วไป จัดงานเปิดตัวหมอนและเครื่องนอน แบรนด์ มิสเตอร์บิ๊ก (MR.BIG) ภายใต้คอนเซปต์ “มาย เบสต์ ฟิต สลีป : ฟิตปุ๊บหลับปั๊บ” อย่างเป็นทางการ โดยมีเซเลบริตี้จากวงการต่างๆ อาทิ “กาละแมร์” พัชรศรี เบญจมาศ, เจนนิเฟอร์ คิ้ม, “นิหน่า” สุฐิตา-“แบงค์” พชร ปัญญายงค์, “ปิ๊ง” อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม, “เอ๋” นนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง ฯลฯ ร่วมแบ่งปันความประทับใจ และ จตุพล เกียรติระบิล รองกรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการและสนับสนุนธุรกิจค้าปลีก สยามพิวรรธน์รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด, ปวีณา คชเสนี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารสินค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ ร่วมแสดงความยินดี เมื่อวันก่อน

ชวกิจ เก้าเอี้ยน-นนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง-ปวีณา คชเสนี

ภายในงานซึ่งเนรมิตบรรยากาศให้เหมือนกำลังอยู่ในห้องนอนชวนฝันหวาน ชวกิจ เก้าเอี้ยน เผยว่าได้ศึกษาเรื่องสรีระกับการนอนมากว่า 10 ปี พบว่าการนอนให้เหมาะกับสรีระเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะหากคนเรานอนผิดท่าหรืออยู่ในท่านอนที่ไม่เหมาะสมเป็นประจำจะทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรังต่างๆ ตามมา อาทิ อาการปวดคอจากการหนุนหมอนสูงเกินไปเป็นเวลานานๆ อาการปวดไหล่ ชามือจากการนอนตะแคงทับไหล่ และหนุนหมอนผิดวิธี อาการปวดหลังจากการนอนบนที่นอนนุ่มหรือแข็งเกินไป เป็นต้น

“การเลือกหมอนที่ดี คือการเลือกหมอนให้เข้ากับสัดส่วนสรีระและพฤติกรรมการนอนของเรา เช่น ความกว้างของช่วงไหล่ ความยาวคอ น้ำหนักตัว น้ำหนักศีรษะ แนวคิดนี้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้น ที่ มิสเตอร์บิ๊ก (MR.BIG) นำสัดส่วนสรีระต่างๆ มาสร้างเป็นแอพพลิเคชั่นช่วยเลือกหมอนชื่อ MR.BIG BestFit เพื่อให้การเลือกหมอนเป็นเรื่องง่าย โดยใช้เพียง น้ำหนัก ส่วนสูง และท่านอน ก็เลือกหมอนที่เหมาะกับสรีระได้” ชวกิจ กล่าว

เจนนิเฟอร์ คิ้ม ทดลองเครื่องนอนตามสรีระ

 เจนนิเฟอร์ คิ้ม กล่าวว่า ตอนที่ได้รู้จักมิสเตอร์บิ๊กครั้งแรกรู้สึกประทับใจมาก เพราะได้รับคำแนะนำเป็นอย่างดี รู้สึกไม่เหมือนกับการมาซื้อหมอนแต่รู้สึกเหมือนกับการมาพบนักกายภาพบำบัดที่มาช่วยแก้ปัญหาอาการปวดตามร่างกาย ที่บางครั้งเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีสาเหตุมาจากการนอนที่ผิดท่าหรือเลือกหมอนหรือเครื่องนอนที่ไม่เหมาะสม ทำให้เวลาเลือกซื้อหมอนหรือเครื่องนอนของมิสเตอร์บิ๊ก รู้สึกอุ่นใจและมั่นใจว่าเราจะได้สินค้าที่เหมาะสมกับสรีระของเรา และช่วยให้สุขภาพการนอนดีขึ้นได้จริงๆ

สุฐิตา-พชร ปัญญายงค์

“นิหน่า” สุฐิตา ปัญญายงค์ กล่าวว่า โดยปกติเวลาจะทำอะไรจะเป็นคนที่หาข้อมูล เยอะมาก ยิ่งมีครอบครัวมีลูกที่ต้องดูแลก็ยิ่งต้องมีความรู้ต่างๆ เพื่อดูแลครอบครัวเราให้ดี ครั้งหนึ่งเคยอยากซื้อหมอนเลยนั่งหาข้อมูลหมอนแบรนด์ต่างๆ จนเจอมิสเตอร์บิ๊ก รู้สึกว่าเขาให้ข้อมูลเยอะดี เป็นข้อมูลที่ไม่เคยรู้มาก่อน เช่น การเลือกหมอนที่ดีคือการเลือกหมอนจากสรีระร่างกายของเรา นั่นคือ น้ำหนัก ส่วนสูง และท่านอน ตั้งแต่เจอ มิสเตอร์บิ๊ก ทำให้มีความรู้การนอนเยอะขึ้นมาก

อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม

“ปิ๊ง” อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม กล่าวว่า อาชีพผู้กำกับเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การนอนจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก และถ้าจะนอนให้ดีก็ต้องเป็นการนอนที่สบายและหลับได้ลึกและยาวนาน การที่มีเครื่องนอนที่จะช่วยให้การนอนมีคุณภาพที่ดีนั้นดีกับสุขภาพและการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ

คีย์เวิร์ดของ “มุกดา นรินทร์รักษ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/398460?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

คีย์เวิร์ดของ “มุกดา นรินทร์รักษ์”

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 00:05 น.
มุกดา นรินทร์รักษ์,คีย์เวิร์ดของ มุกดา นรินทร์รักษ์,บ้านในหมง,มุกดา คมคิดเจนเอ็กซ์
เปิดอ่าน 1,099 ครั้ง

อยากรู้จักความสำเร็จต้องไม่ท้อ

คุณทำอะไรบ้างตอนอายุ 16 ปี ถัดมาในช่วงอายุ 19 ปีล่ะ คุณมีเป้าหมายและมุมมองความคิดอะไรบ้างในชีวิต แต่สำหรับนางเอกสาวหน้าใสยิ้มสวยตาคม “มุกดา นรินทร์รักษ์” กับซีรีส์ดัง สุภาพบุรุษจอมโจร เรื่อง “มธุรสโลกันตร์” ซึ่งเพิ่งลาจอไปด้วยเรตติ้งสวยงาม มีเรื่องราวให้น่าติดตามไม่แพ้ผลงานละคร

  นอกจากงานแสดงแล้ว “มุกดา” ยังมีธุรกิจโฮมสเตย์ซึ่งทำกับครอบครัว “บ้านในหมง” ที่ จ.ระนอง ซึ่งเวลานี้เป็นอีกหนึ่งสถานที่สุดฮิตของจังหวัด การได้ทำสิ่งนี้ส่งผลให้เธอมีไอเดียในการต่อยอดทำธุรกิจ และอยากแชร์ประสบการณ์ให้ฟังกัน
 “มุกดา นรินทร์รักษ์” เล่าให้ฟังว่า ประตูสู่วงการบันเทิงของเธอ เริ่มต้นที่การประกวดมิสทีนไทยแลนด์ 2011 ด้วยแรงผลักดันของพี่ชาย ที่อยากให้น้องสาวได้ทำกิจกรรมในช่วงปิดเทอม เพราะรู้ดีว่าน้องเป็นเด็กแนวกิจกรรม ซึ่งที่ผ่านมาในช่วงปิดเทอมคุณแม่มักจะพาไปเรียนแนวสร้างสรรรค์ อย่าง เรียนร้องเพลง เรียนเต้น ฯลฯ แต่ไม่เคยคิดหรือฝันว่าจะมาเข้าวงการบันเทิง จำได้ตอนนั้นอายุเพิ่งครบ 15 ปีได้เพียงวันเดียว พอได้บัตรประชาชนก็มายื่นใบสมัครเลย
“พอเข้าประกวดก็ได้ตำแหน่งที่ 1 มิสทีนไทยแลนด์ 2011 เป็นช่วง 15 หยกๆ 16 หย่อนๆ จากการประกวดครั้งนี้ ทำให้เรามีโอกาสทำงานโมเดล เดินแบบ และไปถ่ายแบบที่ประเทศญี่ปุ่นนานถึง 3 ปี อารมณ์คือเป็นนางแบบแลกเปลี่ยน เหมือนนางแบบต่างชาติที่ต้องไปลุยงานต่างประเทศ ไปแคสงานที่นั่น เราใช้ชีวิตนางแบบ 3 ปี ปีแรกไปๆ กลับๆ อีก 2 ปีอยู่เต็ม สอนเราเยอะเรื่องการใช้ชีวิต การจัดเวลา เราได้อยู่กับตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนที่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้รู้ว่าเราต้องทำอะไรบ้าง ก็เหนื่อย เพราะเราต้องอยู่คนเดียว พ่อแม่ ไม่มีใครซัพพอร์ตซื้อของให้ จัดแจงเวลา อยู่ไทยสบาย อยู่นี่มีคนรู้จัก อยู่ญี่ปุ่นเราเหมือนศูนย์ ต้องปรับตัว ต้องทำทุกอย่างให้เป็น ในระหว่างนั้นก็มีงานถ่ายแบบ งานโฆษณาในประเทศไทยบ้าง และพออายุ 19 ปี ถึงได้เริ่มงานแสดงโดยเซ็นสัญญากับทางช่อง 7HD ละครเรื่องแรกคือ ขมิ้นกับปูน จากนั้นก็อยู่ยาวมาจนถึงวันที่เข้าปีที่ 4” นางเอกตาคม เผยถึงเส้นทางแห่งดวงดาวให้ฟัง

 จากเด็กสาววัยใสใช้ชีวิตสนุกสนานกับเพื่อนๆ ในรั้วโรงเรียน เมื่อเข้าสู่เส้นทางบันเทิงอย่างเต็มตัว “มุกดา นรินทร์รักษ์” เล่าว่า ต้องปรับตัวบ้างโดยเฉพาะในเรื่องโซเชียล จะบอกว่าไม่รู้สึกอัดอัดเลยคงพูดได้ไม่เต็มปาก แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร
“เพราะเราถือว่าเป็นคนหนึ่งที่มีเยาวชนก็ติดตาม แล้วยิ่งเราอยู่กับช่อง 7HD ฐานเราก็เป็นวัยรุ่นที่เด็กด้วย ถ้าเราทำอะไรที่หวือหวาภาพลักษณ์ไม่ดี คนที่ติดตามเราอยู่ก็จะมาทำตามเรา เราก็มีจุดที่ต้องรู้ตัวว่าเราทำได้แค่ไหน แต่ถามว่าถึงขนาดที่เราจะเปลี่ยนแปลงไปเลยมั้ย ไม่ใช่ค่ะ ทุกวันนี้เพื่อนจะถามบ่อยๆ ว่าอึดอัดมั้ยเวลามีคนมอง เวลากินข้าว ไปไหน ทำอะไร เขาก็ถามว่าเห็นคนมองแบบนี้ไม่อึดอัดเหรอ แต่เราไม่ เราชินแล้ว แต่ด้วยความที่มุกไม่ได้คิดว่าตัวเองอยู่ในจุดไหน ก็ชีวิตไปเรื่อยๆ เหมือนทุกๆ วัน ก็ไม่ได้มีอะไร” นักแสดงวัยใสให้มุมมอง

ด้วยวัยซึ่งยังอยู่ในช่วงการศึกษาเล่าเรียน แต่ก็ต้องรับผิดชอบงานในวงการบันเทิงควบคู่ไปด้วย และทั้งสองอย่างล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าตัวรักทั้งคู่ เพราะการเรียนก็ไม่อยากทิ้ง โอกาสก็ไม่อยากปล่อยไป ตรงนี้ “นางเอกสาว” มีวิธีบาลานซ์ชีวิตตัวเอง ด้วยการยึดตารางเรียนเป็นหลักแล้วขอให้ผู้ใหญ่ในกองถ่ายช่วยซัพพอร์ต ซึ่งก็เป็นไปด้วยดีแม้จะเหนื่อยมากหน่อยก็พอสู้ไหว ซึ่งตอนนี้กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คณะพีอาร์นิเทศ ปี 4 ถือว่าอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เหลืออีกแค่ 4 ตัวก็จบแล้ว ก็กัดฟันเลย ถ้าจบก็ได้ฝึกงาน แล้วรับปริญญา เราพยายามที่จะให้ละครก็ไปได้ เรียนเราก็ไปได้ เราไม่อยากทิ้ง ขอกัดฟัน ไม่ว่าอะไรมา เราขอเรื่องเรียนมาก่อน

 และแม้ว่าการเรียนจะหนักหน่วง งานในวงการบันเทิงก็มีทยอยเข้ามาไม่ขาดสาย แต่ “สาวน้อยจากแดนปักษ์ใต้” ก็ยังมีพลังเหลือๆ ไปช่วยครอบครัวทำธุรกิจโฮมสเตย์ที่จังหวัดระนองบ้านเกิด ชื่อว่า “บ้านในหมง”
“เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบ ให้พี่ชายกับแม่ เพราะทั้งสองคนเป็นหลักเริ่มทำมาสัก 2 ปีกว่า โดยตอนแรกเป็นบ้านที่เรานอนเล่นกัน เป็นบ้านในสวน ทำปิ้งย่างอันเป็นกิจกรรรมของครอบครัวเดือนละครั้ง พอดีมีฝรั่งมาขอเช่า เราก็ให้เช่าไป พอมีมาเรื่อยๆ พี่่ชายจึงเกิดไอเดียชวนสมาชิกในครอบครัวทำเพิ่ม ตอนนั้นยอมรับว่าไม่มั่นใจ กลัวขาดทุน เพราะต้องลงทุนด้วยเงินก้อนโต ประกอบกับจังหวัดระนองในขณะนั้นเป็นเมืองค่อนข้างเงียบ จึงเสนอไปว่าค่อยๆ ทำ เน้นความยั่งยืน มั่นคง โดยเริ่มทีละหลังเพื่อความเสี่ยงน้อยกว่า ไม่ต้องมาเครียดกับการทำธุรกิจด้วย ทั้งนี้จะเรียกว่าโชคช่วยหรือโชคดีก็ได้ เพราะช่วงที่เราเริ่มเปิดรีสอร์ท ก็เป็นช่วงที่ประเทศพม่าเปิดเกาะ พาเอานักท่องเที่ยวหลั่งไหลไปกันเยอะ รีสอร์ทของเราพลอยได้เสียงตอบรับค่อนข้างดี เหมือนทุกอย่างลงตัวไปหมด บวกเสียงเชียร์จากพี่ๆ และเพื่อนๆ นักแสดงที่ไปพัก เป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ให้เราอีกทาง ตอนนี้นอกจากให้บริการที่พักแล้ว ยังเปิดเป็นคาเฟ่เพิ่มขึ้นอีกด้วย” มุกดาเล่าให้ฟังถึงธุรกิจเล็กๆ ที่ทำร่วมกับครอบครัว โดยตัวเองนอกจากช่วยออกแบบที่พักแล้ว ก็ทำหน้าที่โปรโมทเป็นหลัก ส่วนเรื่องการบริหารจัดการก็ช่วยๆ กันดูแล เพราะเป็นธุรกิจของครอบครัว

 ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบฉันใด ชีวิตของนางเอกสาวน้องใหม่ของช่อง 7 HD ก็เช่นกัน “มุกดา” เล่าว่าเพราะจังหวัดระนองเป็นเมือง ฝน 8 แดด 4 จึงเป็นเรื่องปกติที่ฝนจะตกเกือบทุกวัน บางครั้งไม่ใช่น้ำฝนแต่มีน้ำป่ามาด้วย 
“เมื่อน้ำป่าพัดมาก็พาเอาหินเอาต้นไม้ที่เราปลูกไว้ไปด้วยหมด นั่นหมายถึงทุนที่เราลงไปหายไปด้วยก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่ ถามว่าเครียดหรือไม่ เจ้าตัวบอกว่า(พยายาม)ไม่เครียดกับมัน แต่ใช้ให้เป็นประสบการณ์สำหรับครั้งต่อไป ว่าถ้าน้ำมาประมาณนี้เราต้องตั้งรับและจัดการอย่างไร เพื่อให้เราอยู่ด้วยกันกับธรรมชาติได้อย่างมีความสุข ซึ่งนอกเหนือจากเรื่องธรรมชาติที่เราต้องเรียนรู้แล้ว ธุรกิจรีสอร์ทยังสอนเรื่องการบริหารคนกับส่วนรวมมันมีปัญหาได้ตลอดเวลา ทำให้เราโตขึ้นระดับหนึ่ง ทำให้เรารับมือ แก้ปัญหาได้มากสุดๆ ไปเลย” นักแสดงสาวเล่าด้วยรอยยิ้มสดใส
 ในฐานะที่เป็นทั้งนักศึกษา นักแสดง ควบด้วย นักธุรกิจ(รุ่นใหม่) “มุกดา” ย้ำว่าทุกบทบาทล้วนต้องเริ่มนับจากศูนย์ แต่ไม่ว่าจะในฐานะใดก็สามารถประสบความสำเร็จได้เพียงแค่ไม่ท้อและไม่ปล่อยโอกาสให้ผ่านไป
“ก่อนอื่นถามใจตัวเองก่อนว่าเรารักสิ่งที่เราทำหรือเปล่า รักจริงไหม เพราะพอเริ่มทำแล้วมันคือนับหนึ่ง ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะเปรี้ยงปร้าง อยู่ดีๆ มีคนมาซื้อ ชอบมาบอกว่าผลิตภัณฑ์เราดี เราต้องสร้างชื่อเสียงด้วยตัวเอง ซึ่งกว่าเราจะได้มา มันยากมาก มันเหนื่อย หลายคนอาจท้อตั้งแต่แรก ส่วนใหญ่ทุกคนที่พังหรือไม่สู้กับตัวเองต่อ เพราะรู้สึกไปไม่รอด ถ้าอยากให้มันอยู่ได้ ต้องสู้กับมันไปเรื่อยๆ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ถ้าเราตั้งใจจริง รักในสิ่งที่ทำจริงๆ เราจะหาทุกวิถีทางหาทุกโอกาสเพื่อให้มันไปได้” นักแสดงสาวแบ่งปันประสบการณ์ พร้อมกับบอกเป้าหมายของตัวเองว่า ยังคงทำงานในวงการบันเทิงและทำธุรกิจไปด้วย รอเรียนจบ ก็จะได้เต็มที่มากขึ้น
 สำหรับใครที่อยากชมโฉมธุรกิจโฮมสเตย์ “บ้านในหมง” ที่ มุกดา ภูมิใจเสนอ แวะเข้าไปดูได้ที่แฟนเพจ http://www.facebook.com/bannaimong หรือ อินสตาแกรม bannaimong

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ

‘ยิ่งยง-ดาว’ โปรโมทซีรีส์ หวังคนเข้าถึง’กองทุนยุติธรรม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/397883?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

‘ยิ่งยง-ดาว’ โปรโมทซีรีส์ หวังคนเข้าถึง’กองทุนยุติธรรม’

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 00:05 น.
ยิ่งยง ยอดบัวงาม,ฮาย อาภาพร,ดาว มยุรี,ซีรีส์ซิทคอม กองทุนยุติธรรมช่วยเหลือประชาชน,มยุรี จำจรัส,สำนักงานกองทุนยุติธรรม,ไวรัล,ไวรัลวีดีโอ
เปิดอ่าน 129 ครั้ง

ซีรีส์ซิทคอม กองทุนยุติธรรมช่วยเหลือประชาชน เพื่อการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม

ยังไม่หยุดนิ่ง...สำนักงานกองทุนยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม หลังจัดทำ ซีรีส์ซิทคอม กองทุนยุติธรรมช่วยเหลือประชาชน เพื่อประชาสัมพันธ์กองทุนยุติธรรม ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม ล่าสุดดึง 3 ดาราดัง ยิ่งยง ยอดบัวงาม, “ฮาย” อาภาพร นครสวรรค์, ดาว มยุรี มาร่วมทำไวรัล (Viral Video) เพื่อหวังกระตุ้นให้ประชาชนเข้าถึงกองทุนยุติธรรมได้มากยิ่งขึ้น

 

นำเสนอเรื่องราวที่ประชาชนควรรู้

    มยุรี จำจรัส ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนยุติธรรม กล่าวว่า สำนักงานกองทุนยุติธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้จัดทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์กองทุนยุติธรรม ผ่านช่องทางดิจิทัล โดยจัดทำซีรีส์ซิทคอม กองทุนยุติธรรมช่วยเหลือประชาชน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์กองทุนยุติธรรมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อให้การรับรู้ข่าวสารภารกิจของกองทุนยุติธรรม เป็นไปอย่างกว้างขวางและทั่วถึง โดยมีช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายและรวดเร็ว เพื่อประโยชน์แก่ประชาชน สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม 2558

การผลิตซีรีส์ซิทคอมชุดนี้ เป็นการสื่อสารภาพลักษณ์ภารกิจของกองทุนยุติธรรม โดยมีแนวคิดเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ยากจนทุกพื้นที่ทุกตารางนิ้วของประเทศไทย เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน ภายใต้พันธกิจ “กองทุนยุติธรรมให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ยากไร้ เดือดร้อน ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพื่อให้เข้าถึงความยุติธรรม ตามกฎหมาย และพัฒนาสู่มาตรฐานสากล” นั่นเอง

ยิ่งยง ยอดบัวงาม

ดาว มยุรี

โดยบริษัท เก่งจัง ครีเอชั่น เฮ้าส์ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการสร้าง และได้ทีมนักแสดงมากฝีมือนำโดย ยิ่งยง ยอดบัวงาม, “ฮาย” อาภาพร นครสวรรค์, ดาว มยุรี ฯลฯ มาให้ความรู้เรื่องกฎหมาย ออกอากาศทางช่อง 9 เอ็มคอตเอชดี ทุกวันศุกร์ เวลา 08.56-09.01 น. จำนวน 20 ตอน ความยาวตอนละ 5 นาที ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2562 เป็นต้นมา ภายใต้แนวคิด การลดความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม ที่สื่อถึงจุดเด่นของการช่วยเหลือประชาชน เน้นการนำเสนอเรื่องราวที่สร้างสถานการณ์จำลองมาให้ประชาชน สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม และการนำเสนอเรื่องราวด้วยภาพเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ประชาชนรับรู้เรื่องของกฎหมายได้อย่างง่ายๆ

“ฮาย” อาภาพร

หลังจากได้ออกอากาศพบว่าได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี แต่ทางกองทุนยุติธรรมยังอยากให้ประชาชนที่ยากจนทุกพื้นที่ทุกตารางนิ้วของประเทศไทยได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน จึงได้จัดทำไวรัลวิดีโอขึ้นมา โดยใช้นักแสดงนำชุดเดิมมาช่วยเล่าเรื่อง

สามารถติดตามชมซีรีส์ซิทคอม กองทุนยุติธรรมช่วยเหลือประชาชน ได้แล้ววันนี้ที่ https://youtu.be/mgz6iQt14sQ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สำนักงานกองทุนยุติธรรม โทร.0-2502-6760, 0-2502-6742 (ฝ่ายบริหารทั่วไป) 

ยอร์ช-ย้ง-โบนัส ชวนเที่ยวงานกาชาดรักษ์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/397700?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ยอร์ช-ย้ง-โบนัส ชวนเที่ยวงานกาชาดรักษ์โลก

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 – 17:15 น.
งานกาดชาด 2562,สวนลุมพินี,แผน วรรณเมธี,ยอร์ชยงศิลป์,ย้งธรากร-,โบนัสบุณฑริกา,บริสุทธิ์ บูรณะสัมฤทธิ,งานกาชาดรักษ์โลก,ขยะ,สิ่งแวดล้อม,ช็อปได้บุญ
เปิดอ่าน 63 ครั้ง

งานกาชาดประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “เย็นศิระเพราะพระบริบาล เกิดสายธารการให้ที่งดงาม”

เวียนมาให้เหล่าขาช็อปใจบุญได้สนุกสนานอีกแล้วสำหรับงานกาชาด แผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย ประธานกรรมการอำนวยการจัดงานกาชาด พร้อมด้วย จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย กรรมการและเลขานุการอำนวยการ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะประธานแผนกประชาสัมพันธ์

แผน วรรณเมธี   

     จัดงานแถลงข่าว “งานกาชาดประจำปี 2562” ภายใต้แนวคิด “เย็นศิระเพราะพระบริบาล เกิดสายธารการให้ที่งดงาม” โดยมีผู้แทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี รวมไปถึง บริสุทธิ์ บูรณะสัมฤทธิ ที่ปรึกษางานประชาสัมพันธ์ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 พร้อมเหล่านักแสดงจากละคร “หลวงตามหาชน” และ “ลิขิตรักข้ามดวงดาว” อาทิ “โบนัส” บุณฑริกา สิงห์เนตร, “ยอร์ช” ยงศิลป์ วงศ์พนิตนนท์ และ “ย้ง” ธรากร สุขสมเลิศ ร่วมงาน ที่ศาลาภิรมย์ภักดี สวนลุมพินี เมื่อวันก่อน

บริสุทธิ์ บูรณะสัมฤทธิ (กลาง) เชิญชวนใช้ถุงผ้า

 “ยอร์ช” ยงศิลป์

     ภายในงานแถลงข่าวได้จำลองบรรยากาศงานกาชาดเป็นการเรียกน้ำย่อย อาทิ เหล่าขวัญใจงานกาชาด กุลบุตร กุลธิดากาชาด ประจำปี 2561, ร้านอาหารสุดอร่อยที่พลาดไม่ได้, โซนศาสตร์ดูดวง และตัวอย่างการคัดแยกขยะในงานกาชาด ซึ่งงานกาชาดปี 62 ได้ขอความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน ร้านค้า ประชาชนให้ งดใช้โฟม ลดพลาสติก พกถุงผ้า หิ้วกระบอกน้ำ นั่งรถสาธารณะมาเที่ยวงานกาชาด เพื่อทำให้งานกาชาดเป็นโมเดลต้นแบบของงานมหกรรมรื่นเริงการกุศล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็น “เรด ครอส กรีน แฟร์” งานแรกของประเทศไทย บอกเลยว่าเป็นมหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ทุกคนไม่ควรพลาดเด็ดขาด เพราะได้ทั้งเที่ยวสนุก สุขใจ ได้กุศลไปเต็มๆ ตลอด 10 วัน 10 คืน

 กุลบุตร กุลธิดากาชาด

 

“ย้ง”ธรากร-“โบนัส”บุณฑริกา- “ยอร์ช” ยงศิลป์ ชวนเที่ยวแบบลดขยะ

     ดาราหนุ่ม “ย้ง” ธรากร เผยว่า ชอบเที่ยวงานกาชาดเกือบทุกปี สำหรับ่ปีนี้ชอบที่มีการพัฒนาอย่างที่บอกคือจะมีการใช้แอพพลิเคชั่น เพราะเชื่อว่าเป็นปัญหาของทุกคน จะได้ไม่หลงทาง หาร้านเจอ เดินไปได้ง่าย มีปัญหาอะไรก็สามารถขอความช่วยเหลือได้ และก็มีโปรโมชั่นได้คะแนนสะสมด้วย เจ๋งมากๆ และที่สำคัญคือเรียกว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รณรงค์ให้นำถุงผ้ามาใช้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะทุกปีจะมีปัญหาเรื่องขยะ เวลางานจบไปแล้วขยะจะเยอะมาก เชื่อว่าปีนี้จะดีขึ้น มีกิจกรรมสนุกๆ แน่นเหมือนเดิม ทุกปีนอกจากมากินอาหารอร่อย มาดูโชว์สวยๆ และก็ยังมีศิลปินดาราสลับสับเปลี่ยนมาให้ความบันเทิงในแต่ละวันด้วย ดังสโลแกนที่ว่า เที่ยวสนุก สุขใจ ได้กุศล

       ทั้งนี้งานกาชาดประจำปี 2562 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-24 พฤศจิกายนนี้ 10 วัน 10 คืน ตั้งแต่เวลา 10.30-22.00 น. ที่สวนลุมพินี กรุงเทพฯ

“หมาก” ปริญ นำทีมอาสารักษ์เต่าทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/397482?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“หมาก” ปริญ นำทีมอาสารักษ์เต่าทะเล

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 – 16:45 น.
เต่าทะเล,หมาก ปริญ,วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล,ซิตี้เซ็น-กี๊ฟ เดอะ เบ็ทเทอร์ ไลฟ์,เกาะมันใน จระยอง,นาฬิกา,สุเทพ เจือละออง,CITIZEN,ทะเลไทย,ศรินญา มหาดำรงค์กุล,ปลูกปะการัง,หญ้าทะเล
เปิดอ่าน 129 ครั้ง

โครงการ “ซิตี้เซ็น-กี๊ฟ เดอะ เบ็ทเทอร์ ไลฟ์” ช่วยเหลือเต่าทะเลที่พิการและได้รับบาดเจ็บ

ปี 2518 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎร ณ เกาะมันใน จ.ระยอง พบว่าราษฎรล่าและกินเต่าทะเลเป็นจำนวนมาก ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลจึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ณ เกาะมันใน พร้อมพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2522

วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล – “หมาก” ปริญ

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ บริษัท ศรีทองพาณิชย์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนาฬิกาซิตี้เซ็นอย่างเป็นทางการในประเทศไทย  จึงจัดโครงการ “ซิตี้เซ็น-กี๊ฟ เดอะ เบ็ทเทอร์ ไลฟ์” โดยร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทย ฝั่งตะวันออก และศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิการุ่นพิเศษที่มีเพียง 999 เรือนในไทย สมทบทุนโครงการช่วยเหลือเต่าทะเลที่พิการและได้รับบาดเจ็บ และล่าสุดต่อยอดโครงการในชื่อ “ซิตี้เซ็น-กี๊ฟ เดอะ เบ็ทเทอร์ ไลฟ์ #ไปกับหมากไปกับ CITIZEN” ชวนพระเอกสุดฮอต “หมาก” ปริญ สุภารัตน์ แบรนด์แอมบาสเดอร์ซิตี้เซ็น พร้อมด้วยเหล่าคนรักษ์ทะเลไทยกลุ่มใหญ่ไปทำกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่เกาะมันใน จ.ระยอง เมื่อวันก่อน

“หมาก” ปริญ และศรินญา มหาดำรงค์กุล ร่วมปลูกหญ้าทะเล

 วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีทองพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า กว่า 30 ปีที่บริษัทให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยเฉพาะการอนุรักษ์ทรัพยกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับปรัชญาแนวคิดของซิตี้เซ็นที่ว่า “เบ็ทเทอร์ สตาร์ท นาว” ซึ่งกิจกรรมล่าสุดนี้จะนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกาซิตี้เซ็น รุ่น FUGU PROMASTER Limited Edition นาฬิกาดำน้ำรุ่นที่ 3 ในตระกูลของโปรมาสเตอร์ สนับสนุนการช่วยเหลือเต่าทะเลที่ได้รับบาดเจ็บและพิการให้กลับมาสมบูรณ์แข็งแรงใช้ชีวิตเป็นปกติได้อีกครั้ง

ร่วมปลูกปะการัง

       โดยกิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวิร์กช็อปทำถุงผ้ารักษ์โลก ต่อด้วยขึ้นเรือออกเดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัย และพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งตะวันออก เพื่อร่วมกิจกรรมปลูกหญ้าทะเลอาหารสำคัญของเต่าทะเลและพยูน รวมทั้งปลูกปะการัง ส่วนไฮไลท์คือการปล่อยเต่าทะเลที่ทางศูนย์ได้รักษาอาการบาดเจ็บจนหายดีแล้วกลับคืนสู่ท้องทะเลที่เกาะมันใน ซึ่งถือเป็นเกาะแห่งการเรียนรู้และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลฝั่งตะวันออก

     

ลูกเต่าทะเลที่รอวันปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

     ผอ.สุเทพ เจือละออง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งตะวันออก เปิดเผยว่า ช่วงนี้มีเต่าทะเลที่รับบาดเจ็บและตายจากขยะมากถึง 30 เคสต่อเดือน หากตัวไหนติดเชื้อรุนแรงก็ต้องแยกสถานที่พักฟื้น ซึ่ง 90 เปอร์เซ็นต์ของเต่าเกยที่ตื้นจะไม่ตาย เพราะทางศูนย์มีเครือข่ายชาวประมงคอยแจ้งเหตุ และให้การช่วยเหลือหน้างานก่อนที่จะถึงทีมแพทย์ ตอนนี้มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อให้มือถือสามารถสแกนหน้าเต่าได้ ดูว่าเต่าแต่ละตัวมีประวัติการรักษาที่ไหน รวมถึงมีแผนที่จะทำโครงการดูแลเต่าที่พิการที่ไม่สามารถกลับคืนสู่ธรรมชาติได้ให้อยู่ที่เกาะ และเริ่มทำโครงการปลูกหญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหารของเต่าตนุเอาไว้ ให้เต่าได้พักฟื้น ถ้าสภาพร่างกายเต่าตัวไหนไหวก็จะนำไปปล่อยคืนทะเล ตัวไหนไม่ไหวก็ต้องดูแลไปตลอด

แข็งแรงแล้วพร้อมกลับบ้าน

     ในอนาคตจึงอยากให้มีกองทุนหรือให้มีหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือเต่าเหล่านี้ เพราะเต่าทะเลแต่ละตัวที่ป่วยต้องใช้งบดูแลปีละเกือบล้านบาทต่อตัว ศูนย์ได้งบแค่สามแสนบาทเท่านั้น ในส่วนของโครงการวิจัยทำขาเทียม ทีมงานจากหลายส่วนต้องร่วมทำงานดูข้อกระดูกที่เหลืออยู่ ต้องมีนักวิเคราะห์วัสดุเข้ามาช่วยทำให้ขาเทียมเปรียบเสมือนร่างกายของเต่าได้อย่างถาวร เพราะเต่าจะต้องใช้ขาหน้าในการว่ายน้ำ ถ้าใส่ขาเทียมก็ต้องศึกษาอีกหล ายส่วนให้ขาเทียมว่ายได้ดีไม่ขัดวิถีการว่ายของเต่า ต้องมีนักชีววิทยา ทีมแพทย์ช่วยเหลือ เป้าหมายสูงสุดของศูนย์คือต้องการให้เต่าทะเลมีชีวิตต่ออย่างยั่งยืนในท้องทะเล และถ้าป่วยก็ต้องมีทีมแพทย์มีเครื่องมือที่ช่วยเหลือได้อย่างพอเพียง

“หมาก” ปริญ อาสาทำดี

เอ้า! กลับบ้านไปเลยนะ

     ด้าน “หมาก” ปริญ ซุปตาร์หนุ่มที่รักธรรมชาติเป็นชีวิตจิตใจ เผยความรู้สึกว่าภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง อยากรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องมีจิตสำนึกรักหวงแหน พร้อมร่วมมืออนุรักษ์อย่างสุดความสามารถ ต้องร่วมมือกันทำตั้งแต่วันนี้เพื่อให้ทะเลไทยยังคงความอุดมสมบูรณ์ต่อไปถึงคนรุ่นหลัง

รวมพลังเหล่าคนรักษ์เต่าและทะเลไทย

   “ขยะถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เต่าทะเลพิการและตาย เนื่องจากต้องสูญเสียขาหน้าและขาหลังจากการถูกขยะทะเลพันรัดขาเอาไว้จนว่ายน้ำไม่ได้ ทุกวันนี้ยังมีขยะพัดเข้าเกาะทุกวัน แต่ละเดือนมีเต่าทะเลบาดเจ็บและจบชีวิตหลายสิบตัว เมื่อใดที่ระบบนิเวศและทรัพยากรในท้องทะเลถูกทำลาย สุดท้ายปัญหาเหล่านี้จะย้อนกลับมาคุกคามทุกชีวิตรวมถึงพวกเราทุกคนด้วยเช่นกัน อยากให้พวกเรามีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มต้นง่ายๆ ที่ตัวเราเองก่อน อย่างเวลาผมไปเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติที่ไหนก็จะตั้งกฎกับตัวเองว่าจะต้องเก็บขยะให้ได้ไม่ต่ำกว่า 3 ชิ้น ซึ่งทุกครั้งก็จะทำแบบนี้ ถ้าทำได้ก็ถือว่าเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติด้วยเช่นกัน” พระเอกหนุ่มฝากทิ้งท้าย

มองกฎหมายแบบ “มาร์ค” อภิวิชญ์ พระเอกอนาคตผู้พิพากษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/397069?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

มองกฎหมายแบบ “มาร์ค” อภิวิชญ์ พระเอกอนาคตผู้พิพากษา

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 – 13:10 น.
มาร์ค อภิวิชญ์ จักษ์ตรีมงคล,พระเอกอนาคตผู้พิพากษา,กฎหมาย,เล่ห์รัญจวน,เพลิงริษยา,เนติบัณฑิต,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,วงการบันเทิง,ศาล,คดี,ทนายความ,ดารา,นักแสดง
เปิดอ่าน 1,135 ครั้ง

พระเอกหนุ่มดาวรุ่ง วางเป้าหมายไว้อย่างเป็นลำดับขั้น เพื่อเดินไปให้สุดแล้วหยุดที่ “บัลลังก์ผู้พิพากษา”

“ผมชอบความถูกต้อง ความยุติธรรม” มุมมองสะท้อนคมคิดของ “มาร์ค” อภิวิชญ์ จักษ์ตรีมงคล พระเอกหนุ่มดาวรุ่ง เมื่อถูกถามถึงปมเหตุแห่งความสนใจเรื่องกฎหมาย อีกหนึ่งเส้นทางชีวิตนอกเหนือจากบทบาทบนถนนสายบันเทิงที่เขากำลังโลดแล่นจนเป็นที่รู้จักมากขึ้นทุกวัน ถึงกับวางเป้าหมายไว้อย่างเป็นลำดับขั้น เพื่อเดินไปให้สุดแล้วหยุดที่ “บัลลังก์ผู้พิพากษา”

 

       “มาร์ค” อภิวิชญ์ หนุ่มหล่อขาวใสสไตล์เกาหลี วัย 24 ปี ที่แฟนคลับคุ้นหน้าคุ้นตาจากบท “เจตต์” ตัวละครที่เติบโตในสลัมจากเรื่อง “เพลิงริษยา” หรือบทคุณชาย “ระพี” ในละครแนวย้อนยุค “เล่ห์รัญจวน” ที่กำลังเข้มข้นทางช่อง 8 และอีกหลายบทบาท เริ่มต้นเข้าวงการจากการถูกชักชวนของแมวมองตั้งแต่เป็นเฟรชชี่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะแจ้งเกิดจากซีรีส์ “ลุ้นรักข้ามรั้ว” ทั้งรูปร่าง หน้าตา บวกฝีไม้ลายมือการตีบทส่งให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกตัวท็อปของช่องได้ไม่ยาก ขณะที่ความตั้งใจในสายอาชีพด้านกฎหมายก็ยังทำได้ดีตีคู่กันเรื่อยมา

     “ตอนมัธยมปลายได้เรียนวิชากฎหมายเบื้องต้นรู้สึกสนใจ ได้เห็นความยุติธรรม คนผิดต้องได้รับโทษ นั่นเป็นแรงบันดาลใจให้อยากรักษาความยุติธรรมในสังคม พอเข้าเรียนที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเป็นช่วงเข้าวงการใหม่ๆ ด้วยก็เริ่มสนุก แต่ต้องแบ่งเวลาเรียนและทำงานให้ลงตัว โชคดีที่การเรียนการสอนที่คณะไม่มีการเช็กชื่อ เน้นการอ่านหนังสือเอง อ่านให้เข้าใจแล้วค่อยท่องจำ แต่ถ้าเป็นวิชาสำคัญมากๆ จะใช้วิธีฝากเพื่อนๆ ช่วยบันทึกการบรรยายของอาจารย์มาเปิดฟังและอ่านหนังสือตาม” นักแสดงดาวรุ่ง เผยเคล็ดไม่ลับการจัดสรรเวลา

เลือกเรียนกฎหมายธุรกิจหวังต่อยอดในอนาคต

     “ตอนปี 3 เขาให้เลือกสายที่ชอบ ผมเลือกเรียนกฎหมายธุรกิจ จากที่มี 4 สาขาคือ กฎหมายแพ่ง-อาญา, กฎหมายธุรกิจ, กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายมหาชน พอดีว่าบ้านเราทำธุรกิจ แล้วส่วนตัวก็มุ่งหวังว่าจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองบ้างก็เลยเลือกเรียนมาทางนี้ อย่างกฎหมายแพ่ง-อาญา เราเรียนพื้นฐานมาบ้างถ้าอยากรู้ลึกคิดว่าน่าจะอ่านหนังสือเองได้ ส่วนกฎหมายมหาชนและระหว่างประเทศคงไม่ใช่ทางของเรา อ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ พอไปดูกฎหมายที่เรียนแต่ละตัวอย่างกฎหมายธนาคาร กฎหมายหลักทรัพย์ หรือเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวกับกฎหมายจะชอบมาก  เขาจะสอนกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจที่เป็นธุรกิจเฉพาะ”

จริงจังจนคว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 

      “เข้าไปเรียนเทอมแรกได้เกรดเฉลี่ย 3.55 หรือเกียรตินิยมอันดับ 2 คืออันดับ 1 ต้องได้ 3.60 อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว เลยลองสังเกตเพื่อนหลายๆ คนว่าทำไมเขาถึงสามารถสอบได้เกือบคะแนนเต็ม หาจังหวะเข้าไปอ่านหนังสือกับเขาบ้าง ทำให้เปลี่ยนความคิด จากเมื่อก่อนอ่านหนังสือแค่จุดสำคัญๆ แต่พอไปอ่านกับอีกกลุ่มหนึ่งเห็นเลย โห…ตรงนี้อีกนิดเผื่อออกสอบ กลายเป็นว่าทุกอย่างสำคัญหมด พอเราทำเหมือนเพื่อนที่เก่งๆ ก็ทำให้รู้ทั้งหมด รู้เป็นระบบ แล้วสามารถเชื่อมโยงกันได้หมด ก็ถึงบางอ้อว่านี่แหละคือวิธีการเรียนที่ถูกต้อง คือต้องเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดจริงๆ ถึงจะสามารถทำข้อสอบได้ สุดท้ายจบที่ 3.63 ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 ดีใจมาก”

เนติบัณฑิตปูทางสู่อัยการ

     จบป.ตรี แล้ว “หนุ่มมาร์ค” ก็สามารถคว้า “เนติบัณฑิต” ได้ภายในหนึ่งปีครึ่งจากหลักสูตรปกติ 2 ปี เจ้าตัวบอกว่า เนติบัณฑิตคือหนึ่งในคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าไปเป็นอัยการและผู้พิพากษา ด้วยคณะกรรมการตุลาการยุติธรรม (ก.ต.) มองว่าแต่ละมหาวิทยลัยที่เปิดสอนนิติศาสตร์ 4 ปี ความเข้มข้นอาจไม่เท่ากัน จึงต้องมีการจับมาเขย่าใหม่โดยเรียนทั้งหมด 4 วิชาหลัก ได้แก่ กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

      “ระหว่างนั้นมีงานละครกับทางช่อง 8 พอดี ก็มองว่าเล่นละครไปด้วยกับสอบเนติบัณฑิตไปด้วยไม่กระทบกันมาก  ท่องบทละครกับท่องกฎหมายไม่ตีกันแน่นอน จะพยายามคุมคิวตัวเองก่อนสอบ 2 อาทิตย์จะไม่รับงานใดๆ จะท่องตำราสอบเท่านั้น โอ๊ย…ดูเหมือนชิล เครียดสิครับ ! เครียดสุดตอนสอบเนฯ วิชาแรกเทอมแรก เหมือนเราไม่เคยรู้จักอาจารย์มาก่อน จับจุดออกข้อสอบไม่ค่อยถูก แต่ก็ผ่านไปด้วยดี จบเนฯ แล้วอยากไปทำงานกฎหมายสามารถไปทำได้เลย แต่ถ้าอยากเข้าไปว่าความในศาลหรือทนายความก็ต้องมีใบอนุญาตว่าความ ก็ต้องไปสอบ “ตั๋วทนาย” ซึ่งผมสอบไว้ตั้งแต่เรียนอยู่จุฬาฯ ปี 3 มีโอกาสไปสมัครฝึกงานกับบริษัทกฎหมาย “ลอว์ เฟิร์ม” (LAW FIRM) 2 เดือน ที่สามารถสอบตั๋วทนายได้ตั้งแต่เรียนยังไม่จบก็เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขของสภาทนายความที่ระบุไว้มี 5 สถาบัน จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ สุโขทัยฯ เชียงใหม่ และรามฯ ที่สามารถเอาอนุปริญญาไปสอบได้เลย”

ทนายความป้ายแดงกับประสบการณ์ว่าความให้คุณพ่อ

     ตอนเรียนจบใหม่ๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่บ้านซึ่งทำธุรกิจสถานบันเทิง “ไอดีโฟร์ผับ” มีปัญหาขึ้นโรงขึ้นศาล “มาร์ค” จึงขออาสาคุณพ่อ อภิชัย จักษ์ตรีมงคล หรือ “เฮียตี๋เล็ก” แห่งธนบุรีคาเฟ่ ช่วยดูเรื่องกฎหมาย โดยจ้างทนายความแล้วตัวเองเป็นที่ปรึกษาให้ และสุดท้ายได้ลองวิชาด้วยการขึ้นศาลว่าความครั้งแรกในชีวิต

      “เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากๆ เป็นคดีอาญาด้วย คือที่บ้านทำธุรกิจสถานบันเทิง มีตำรวจตั้งหน่วยเข้าไปตรวจ แล้วพบลูกค้ามีสารเสพติดในปัสสาวะ ตำรวจเลยตั้งข้อหาว่าเราปล่อยปละละเลยให้มีการเสพสารเสพติดในร้าน เราก็ต้องสู้ คือคนที่เสพไปเสพมาจากไหนก็ไม่รู้แล้วเข้ามาเที่ยวในร้าน ทั้งที่จริงเจอสารเสพติดปริมาณน้อยมากที่ลูกค้าแอบเอาเข้ามา เราก็สู้ด้วยความที่เรารู้ข้อมูล ต้องขึ้นว่าความสองคน ทนายความที่จ้างมาเขาให้เราถามเอง ซักเอง เป็นคดีแรกที่ได้ประสบการณ์สูงมาก บางทีก็ถามคำถามที่ทำให้เราเสียเปรียบบ้างก็มี จริงๆ แล้วทนายเก่งแค่ไหนก็ไม่เท่าคนที่รู้ข้อมูลทั้งหมด ตอนนี้เราแพ้คดีที่ศาลชั้นต้น เราก็ต้องอุทธรณ์ จะตัดสินอีกทีเดือนธันวาคมปีนี้”

มุมมองกฎหมายไทยในฐานะนักกฎหมายรุ่นใหม่

      “ผมเห็นความสวยงามอยู่ที่ศาล พูดภาษาชาวบ้านคือเป็นกลางโคตรๆ ไม่ว่าจะคดีที่ผมทำหรือคดีอื่นๆ ที่เป็นข่าวดัง บางทีหลายคนไม่เข้าใจแล้วจะชอบตำหนิศาล เวลาตัดสินคดีต่างๆ ศาลจะรับรู้ข้อมูลผ่านคู่ความ จะไม่สนใจข่าวที่เราอ่านตามเฟซบุ๊ก จากทีวี ให้เขาสู้กันด้วยสองฝ่าย นี่แหละคือข้อเท็จจริงที่ศาลควรฟังที่สุด ทำให้ศาลน่าเคารพ น่าเกรงขาม ส่วนในมุมมืดบางคดีทนายหรืออัยการห่วงเรื่องแพ้ชนะเป็นสำคัญ มากกว่าความยุติธรรมตามกฎหมายที่เรียนมา อันนี้เป็นมุมที่ทำให้ผมอยากเข้าไปเป็นผู้พิพากษา อยากเข้าไปดูในจุดนี้แล้วช่วยตัดสินให้ถูกหลักตามกฎหมาย ไม่ใช่ว่าแพ้ไม่ได้ กลัวประวัติการว่าความเสีย แบบนี้มันมุมมืดมากๆ”

ประชาชนต้องรู้เท่าทันกระบวนการยุติธรรม

      “ตัดสินร้อยคดีก็มีหลุดบ้างล่ะ เป็นเรื่องปกติ สิ่งที่ผมอยากให้เปลี่ยนแปลงไม่ใช่ที่ตัวระบบ เพราะมันดีระดับหนึ่งแล้ว ปัญหาใหญ่อยู่ที่การให้ความรู้แก่คนในสังคมมากกว่า เพราะหลายๆ ครั้งที่อ่านข่าวแล้วเห็นคนด่าศาล ด่าตำรวจ ด่าอัยการ อย่างคดีเสือดำผมเห็นด่าอัยการเป็นหลัก ต้องให้ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้คนให้เข้าใจข้อมูลที่ถูกต้อง หรืออย่างล่าสุดเรื่องกฎหมายค้ำประกัน กรณีข่าวดังที่ดาราหนุ่มไปค้ำประกันแล้วเป็นหนี้จนหาทางออกไม่ได้ ก็มีคนมาบอกว่าคนกู้หนีไปแล้วทำไมไม่ไปเรียกร้องกับเขา มาเอาผิดคนค้ำทำไม ต้องมีการให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนว่ากฎหมายจริงๆ คืออะไร”

สถานีต่อไป “ผู้พิพากษา”

     หนุ่มอนาคตไกล บอกว่า จะสอบผู้พิพากษาได้ต้องมีอายุ 25 ปีขึ้นไป แล้วก็ต้องเป็นทนายความ 2 ปี ว่าความอย่างน้อย 20 คดี ถือว่าเยอะมาก ตัวเองจะใช้วิธีเป็นทนายความอาสา เช่น ผู้ที่ร้องขอตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้เสียชีวิต หรือคดีลูกหนี้บัตรเครดิตที่เบี้ยวหนี้แล้วโดนธนาคารฟ้อง เก็บชั่วโมงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบ

    “ตอนนี้ถือว่าเป็นทนายความเต็มตัวแล้วแต่ถ้าถามถึงจิตใจที่จะเป็นทนายถือว่ายัง เพราะยังไม่กล้าว่าความด้วยตัวเอง ต้องพัฒนาประสบการณ์บ่อยๆ ส่วนเรื่องสอบผู้พิพากษาตอนนี้มีเวลาปีเศษก็รับงานในวงการบันเทิงพร้อมอ่านหนังสือเตรียมไปด้วย ถ้าสอบผ่านก็ถึงเวลาอำลาวงการบันเทิง เพราะผู้พิพากษาต้องมีความสันโดษ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด”

     ทั้งนี้ หนุ่มหล่อแถมเรียนเก่ง ฝากถึงน้องๆ ที่กำลังสนใจเรียนวิชากฎหมายว่า ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด เป็นวิชาที่สนุกถ้าเข้าใจ และถ้าได้เข้ามาเรียนปีแรกอาจจะดูน่าเบื่อเพราะเป็นวิชาพื้นฐาน ซึ่งต้องทนกับความน่าเบื่อให้ได้เพื่อรอเจอสิ่งที่สนุก พอแม่นพื้นฐานแล้วไปเรียนเนื้อหาที่เข้มข้นขึ้น เชื่อมโยงเนื้อหาได้ก็จะสนุกไปกับมัน เพราะมีความท้าทายอยู่ตลอดเวลา

++++++++++++++

เรื่อง/ชาญยุทธ ปะวะขัง

สัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเก๋สัญชาติอิตาลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/396573?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

สัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเก๋สัญชาติอิตาลี

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 02:00 น.
สเมก SMEG,เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว,อิตาลี,ธนัชพร สวนศิลป์พงศ์,นภัสวรรณ สุขวุฒิไชย,สเมก ดรีม ไพรซ์ 2019,ถิงถิง ธัญรดี ธรรมมณีวงศ์,บูบี วารีนิธิ กันท์ไพบูลย์,ต้น บดินทร์ พลางกูร,ผ้าป่าน สิริมา ไชยปรีชาวิทย์
เปิดอ่าน 239 ครั้ง

เปิดโชว์รูมยิ่งใหญ่จัดแสดงผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวจากอิตาลี

 

เมื่อความสุขจากทุกมื้ออาหารภายในบ้าน เกิดจากความใส่ใจในทุกรายละเอียด “สเมก” (SMEG) แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวชั้นนำจากประเทศอิตาลี นำโดย ธนัชพร สวนศิลป์พงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เพ็น เค อินเตอร์เทรดดิ้ง ร่วมกับ นภัสวรรณ สุขวุฒิไชย ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เพ็น เค อินเตอร์เทรดดิ้ง จัดแคมเปญ “สเมก ดรีม ไพรซ์ 2019” 

     

ธนัชพร สวนศิลป์พงศ์

รติรส ภู่วิภาดาวรรธน์-พิมพ์เลิศ ใบหยก

       เปิดโชว์รูมสุดยิ่งใหญ่จัดแสดงผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว นำเสนอไอเท็มมากมายในราคาสุดพิเศษเอาใจคนรักการทำอาหาร โดยมีเซเลบริตี้ผู้หลงใหลในงานศิลปะและรักการทำอาหาร อาทิ “ถิงถิง” ธัญรดี ธรรมมณีวงศ์, “บูบี” วารีนิธิ กันท์ไพบูลย์, “บุ๊ค” พิมพ์เลิศ ใบหยก, “ฝน” รติรส ภู่วิภาดาวรรธน์, “ต้น” บดินทร์ พลางกูร ฯลฯ ร่วมงาน ที่สเมก ไอคอนิค สเปซ วันก่อน

      ธนัชพร สวนศิลป์พงศ์ กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวจากสเมกได้รับการยอมรับด้านการออกแบบที่สวยงามและมีฟังก์ชั่นที่ตอบสนองต่อการใช้งานอย่างครบครันเสมอมา ตามหลักในการคิดค้นและออกแบบผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ คือ เทคโนโลจี วิธ สไตล์ ที่เป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบสินค้าต่างๆ เพื่อให้สเมกไม่ใช่แค่เครื่องครัวแต่ต้องเป็นไอคอนของเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว

     

ธัญรดี ธรรมมณีวงศ์

วารีนิธิ กันท์ไพบูลย์

    ซึ่งในปีนี้สเมกพร้อมเติมเต็มความสมบูรณ์ของชีวิตที่มีสไตล์ในทุกความหรูหรา จัดแคมเปญ “สเมก ดรีม ไพรซ์ 2019” เปิดโชว์รูมจัดแสดงผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว นำเสนอไอเท็มมากมายในราคาสุดพิเศษให้ได้เป็นเจ้าของ เพื่อตอบสนองและสร้างความประทับใจต่อทุกๆ การใช้งานของผู้ใช้บริการ

บดินทร์ พลางกูร

สิริมา ไชยปรีชาวิทย์

       งานนี้สาวสวยอย่าง “ผ้าป่าน” สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ พิธีกรรายการสตรอเบอร์รี่ชีสเค้กรุ่นแรก กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า โดยปกติถ้าหากมีเวลาว่างจะชอบเข้าครัวทำขนมเองอยู่บ่อยๆ ขนมส่วนใหญ่ที่ทำก็จะเน้นไปที่คุกกี้ หรือน้ำผลไม้ อย่างเวลาเลือกอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าจะชอบเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก น่ารักๆ เน้นไปที่มีสีสันสดใส ซึ่งเป็นความชอบส่วนตัวที่สามารถเข้ากับการตกแต่งบ้านได้ด้วย