ไขข้อข้องใจไวรัสกลายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641020

วันที่ 23 ธ.ค. 2563 เวลา 11:15 น.ไขข้อข้องใจไวรัสกลายพันธุ์นักวิทยาศาสตร์ตอบคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน นักวิทยาศาสตร์กำลังเร่งทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ในสหราชอาณาจักรและขอบเขตของความรุนแรง โดยรวบรวมปัญหาคาใจของใครหลายๆ คนไว้ดังนี้

ไวรัสกลายพันธุ์บ่อยแค่ไหน?

ไวรัสมีการกลายพันธุ์ได้ตลอดเวลา ซึ่งแล้วแต่ว่าไวรัสตัวใดจะกลายพันธุ์น้อยหรือมาก ยกตัวอย่างเช่น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด 2 โดสก็สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต ขณะที่วัคซีนไข้หวัดใหญ่ต้องปรับปรุงทุกปีเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดใหญ่

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) ระบุว่าไวรัสสามารถกลายพันธุ์ได้ตลอดเวลาซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่สามารถคาดเดาได้

ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดสหราชอาณาจักรมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?

เวนดี้ บาร์เคย์ หัวหน้าแผนกโรคติดเชื้อแห่งราชวิทยาลัยลอนดอน และสมาชิกกลุ่มที่ปรึกษาภัยคุกคามจากไวรัสทางเดินหายใจและโรคอุบัติใหม่ (NERVTAG) กล่าวว่าไวรัสกลายพันธุ์ในสหราชอาณาจักรที่เรียกว่า “501Y” (VUI-202012/01) มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบที่เพิ่มโอกาสในการติดเชื้อสู่ร่างกายมนุษย์ โดยจะช่วยให้เซลล์สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้นส่งผลให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้นเมื่อเทียบกับไวรัสสายพันธุ์เดิม

ไวรัสสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นที่ไหน?

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจว่าไวรัสเริ่มเกิดขึ้นที่ใด แต่มีการยืนยันเคสแรกในสหราชอาณาจักร หลายคนจึงสันนิษฐานว่าสหราชอาณาจักรเป็นศูนย์กลางของการระบาด โดยมีการพบครั้งแรกโดยการสุ่มตัวอย่างเมื่อวันที่ 20 กันยายน

มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะเริ่มจากสหราชอาณาจักรแต่อาจเป็นประเทศอื่นเช่นกัน

ทั้งนี้ มีการพบไวรัสสายพันธุ์เดียวกันที่เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และอิตาลีด้วยเช่นกัน

เพิ่มโอกาสในการติดเชื้อมากขึ้นแค่ไหน?

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันของอังกฤษกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ “อาจแพร่เชื้อได้มากกว่าเดิมถึง 70 เปอร์เซ็นต์”

ปีเตอร์ ฮอร์บี ศาสตราจารย์ด้านโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และประธาน NERVTAG เชื่อมั่นอย่างสูงว่าไวรัสสายพันธุ์นี้จะสามารถแพร่เชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ที่มีอยู่ในสหราชอาณาจักร โดยการคำนวณล่าสุด 501Y มีการติดเชื้อมากกว่าสายพันธุ์เดิม 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์

เช่นเดียวกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่าการวิเคราะห์เบื้องต้นบ่งชี้ว่าไวรัสอาจแพร่กระจายระหว่างผู้คนได้ง่ายขึ้น แต่กล่าวว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อประเมินผลกระทบต่อการรักษาและวัคซีน

ไวรัสรุนแรงกว่าเดิมไหม?

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งยุโรป (ECDC) กล่าวว่ายังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะมีความรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอายุต่ำกว่า 60 ปี ซึ่งมีโอกาสน้อยที่จะมีอาการรุนแรง

วัคซีนที่ผลิตมาแล้วจะยังใช้ได้ไหม?

นักวิทยาศาสตร์ในสหราชอาณาจักรและที่อื่นๆ กำลังทดสอบสายพันธุ์ใหม่กับวัคซีนหลายตัว ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพน้อยลงเมื่อใช้กับ ไวรัสสายพันธุ์ ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่สหราชอาณาจักรมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?

เวนดี้ บาร์เคย์ เสริมว่า มีความเป็นไปได้ว่าต้องอัพเดตวัคซีนอยู่เรื่อยๆ แต่อาจไม่ใช่ทุกปี อย่างไรก็ตามจะต้องเฝ้าระวังไวรัสนี้ต่อไป

เฟอร์กูสัน สมาชิก NERVTAG กล่าวว่าต้องระมัดระวังในการหาข้อสรุปเนื่องจากยังคงเป็นช่วงแรกๆ และยังมีความไม่แน่นอนในหลายๆ แง่มุมของไวรัสสายพันธุ์ใหม่

Photo by Lizabeth MENZIES / Centers for Disease Control and Prevention / AFP

ต่างชาติมองไทยเตรียมตอกฝาโลงท่องเที่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/640969

วันที่ 23 ธ.ค. 2563 เวลา 09:00 น.ต่างชาติมองไทยเตรียมตอกฝาโลงท่องเที่ยวบลูมเบิร์กรายงานการระบาดระลอกใหม่ในไทยอาจเป็นการตอกฝาโลงการท่องเที่ยวไทยที่กำลังจะฟื้นตัว

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. บลูมเบิร์กรายงานว่าขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องซบเซาลงในปีนี้เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสถานการณ์เริ่มดีขึ้นในระยะหลังมานี้ ชาวไทยเริ่มท่องเที่ยวในประเทศได้เกือบปกติ แต่ธุรกิจต่างๆ ก็ถูกกระหน่ำซ้ำเติมอีกครั้งในช่วงสิ้นปีเนื่องจากการระบาดระลอกใหม่

โดยมีการตรวจพบกลุ่มผู้ติดเชื้อในจังหวัดสมุทรสาครเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และแจ้งให้ปิดกั้นเขตอุตสาหกรรมเป็นเวลา 14 วัน ซึ่งรัฐบาลกำลังพิจารณาว่าต้องขยายขอบเขตไปยังพื้นที่อื่นหรือไม่

แอนโทนี ลาร์ค ประธานสมาคมโรงแรมภูเก็ตกล่าวว่า หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ และมีมาตรการล็อกดาวน์หรือจำกัดการเดินทางในประเทศอาจเป็นการ “ตอกตะปูโลงศพ” สำหรับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวหลายแห่ง

โดยลาร์คเผยว่า ก่อนที่จะเกิดโรคระบาด นักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเป็นชาวต่างชาติถึง 2 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด และทำรายได้ให้กับภูเก็ตประมาณ 90%

โดยนับตั้งแต่ปิดประเทศเมื่อปลายเดือนมีนาคม นักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเป็นนักท่องเที่ยวที่มาจากกรุงเทพฯ ถึง 99% ซึ่งช่วยฟื้นฟูการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเป็นอย่างมาก ดังนั้น หากมีมาตรการปิดกั้นการเดินทางจะเป็นการตอกฝาโลงธุรกิจจำนวนมากที่มีความหวังจากนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ว่าต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ในการประเมินว่าจะมีมาตรการที่เข้มงวดขึ้นหรือไม่

บลูมเบิร์กรายงานว่า ระยะหลังมานี้ประเทศไทยกำลังเดิมพันด้วยการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวให้พ้นจากภาวะซบเซา แม้ว่าธนาคารกลางจะคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลา 2 ปีกว่าที่เศรษฐกิจจะกลับสู่ระดับเดิมก่อนการระบาดใหญ่ โดยรายได้การท่องเที่ยวไทยในปีที่แล้วมาจากชาวต่างชาติมากกว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคน

การระบาดระลอกใหม่เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่รัฐบาลประกาศแผนผ่อนปรนข้อจำกัดบางประการสำหรับนักท่องเที่ยวจาก 56 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

รับได้ไหมถ้าเราต้องฉีดวัคซีนให้ต่างด้าวก่อน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/640973

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 23:00 น.รับได้ไหมถ้าเราต้องฉีดวัคซีนให้ต่างด้าวก่อน?เนื่องจากประเทศไทยมีชาวต่างด้าวนับล้าน จะเป็นปัญหาหรือไม่หากเราต้องแจกวัคซีนเพื่อไม่ให้พวกเขาเป็นกลุ่มเสี่ยงในบ้านเรา?

ประเทศไทยได้ตกลงซื้อวัคซีนโควิด-19 กับบริษัทแอสตราเซเนก้าเอาไว้จำนวน 26 ล้านโดส ฉีดคนละ 2 โดสครอบคลุม 13 ล้านคน โดยจะมาถึงเมืองไทยในกลางปีหน้า

ประชากรไทยมีเกือบ 70 ล้านคน จำนวนโดสที่ได้มาจึงไม่ครอบอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงต้องเลือกฉีดให้กับกลุ่มที่ได้ผลสูงสุด คือกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่มีโอกาสแพร่เชื้อสูง และฉีดให้กับบุคคลากรด้านสาธารณสุข

การที่จะระบุว่ากลุ่มไหนจะได้ฉีดก่อนนั้น อนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนในคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติเป็นผู้พิจารณา ตามกำหนดแล้วจะมีผลออกมาในเดือนธันวาคม

แต่พอถึงช่วงกลางเดือนธันวาคมสถานการณ์ในไทยก็เปลี่ยนไป เมื่อพบการระบาดในวงกว้างที่เริ่มต้นจากตลาดกลางกุ้งสมุทรสาครและผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว

แรงงานต่างด้าวได้กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงไปแล้วและคงไม่จบแค่ในช่วงเวลานี้ ความหวาดระแวงแรงงานต่างด้าวคงจะลากยาวไปจนกว่าไทยจะได้วัคซีนมา

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อวัคซีนมาถึงไทยแล้ว “เป็นไปได้ไหมที่แรงงานต่างด้าวจะถูกพิจารณาได้รับวัคซีนก่อนคนไทย?

ก่อนที่จะมาดูความเป็นไปได้ในไทย เราลองมาดูสถานการณ์ใกล้เคียงกับไทยที่เกิดขึ้นในต่างประเทศเสียก่อน

สหรัฐมีแรงงานผิดกฎหมาย 11 ล้านคนคิดเป็น 3% ของประชากรทั้งหมด ตอนนี้มีประเด็นว่าทางการสหรัฐจะฉีดวัคซีนให้แรงงานผิดกฎหมายหรือไม่ และถ้าแรงงานผิดกฎหมายไปรายงานตัวเพื่อรับวัคซีน พวกเขาจะถูกส่งตัวกลับประเทศหรือไม่เพราะนโยบายของรัฐบาลสหรัฐต่อแรงงานต่าวด้าวนั้นเข้มงวดอย่างมาก

มีผู้ชี้ว่าถ้ามีการกีดกันแรงงงานต่างด้าวก็อาจทำให้การฉีดวัคซีนคนอเมริกันต้องสูญเปล่าไปด้วย

เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐเริ่มตระหนักในปมปัญหานี้ เช่น แอนดรูว คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ส่งจดหมายไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ว่า การกระทำของรัฐบาลอาจส่งผลกระทบต่อแรงงานผิดกฎหมาย ทำให้คนเหล่านี้ไม่กล้ามารับวัคซีนเพราะการรับวัคซีนต้องแสดงบัตรประจำตัวที่ถูกต้องตามกฎหมาย

หลังจากที่คูโอโมมีจดหมายไปถึง หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐก็ตอบรับด้วยการบอกว่าผู้มารับวัคซีนไม่ต้องแสดงข้อมูลส่วนบุคคล หมายความว่าเป็นใครก็รับวัคซีนได้

แล้วโจ ไบเดน คิดเห็นว่าอย่างไรในเรื่องนี้? ไบเดนบอกไว้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมหรือก่อนชนะเลือกตั้งว่าแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายควรเข้าถึงวัคซีนและการตรวจโควิดฟรี เขาบอกว่า “ทุกๆ คนในประเทศนี้ ไม่ว่าจะมีเอกสารหรือไม่มีก็ตาม ควรเข้าถึงวัคซีนได้”

ส่วนที่รัฐแคลิฟอร์เนียตั้งกองทุน 125 ล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่เดือนเมษายนเพื่อช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่ไม่มีงานทำ เพราะในแคลิฟอร์เนียรัฐเดียวมีต่างด้าวผิดกฎหมายถึง 2 ล้านคน

เรื่องนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่ายินดีมาก อย่างที่เรารู้กันว่ารัฐบาลทรัมป์มีท่าทีไม่ปรานีต่อแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย แต่พวกเขาคงคำนวณแล้วว่าถ้ามัวแต่ไล่จับหรือหวงวัคซีน “คนที่จะซวย” ก็คือเจ้าของประเทศเอง เพราะเท่ากับปล่อยให้คนหลายล้านเข้าไม่ถึงวัคซีนเพียงเพราะพวกเขาไม่ใช่คนอเมริกัน

แน่นอนว่าในสังคมที่แตกแยกอย่างมากอย่างสังคมอเมริกัน ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นดีเห็นงามกับการช่วยเหลือต่างด้าวผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีกระแสเกลียดชิงต่างด้าวและการเหยียดผิว/เชื้อชาติรุนแรงขึ้นมาก

ก่อนที่จะมีโควิด-19 ระบาด สหรัฐมีปัญหาเรื่องไข้หวัดใหญ่ระบาดตามฤดูกาลซึ่งคร่าชีวิตผู้คนในแต่ละปีนับหมื่นคน (เช่นระหว่าวปี 2018 – 2019 มีผู้ใหญ่ตายเพราะไข้หวัดใหญ่ถึง 61,200 คนเด็ก 143 คน) รัฐบาลจึงเร่งรัดให้ประชาชนที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไปรับวัคซีน

แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่รักษาชายแดนสหรัฐไม่ยอมแจกวัคซีนฟรีให้กับแรงงานผิดกฎหมาย ท่ามกลางเสียงคัดค้านของแพทย์บางกลุ่มที่ชี้ว่าหน่วยกักกันแรงงานต่างด้าวแออัดเกินไป อาจทำให้เสี่ยงที่จะติดโรคได้ในเวลาไม่กี่วันที่แรงงานเหล่านี้ถูกกักกันตัว

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าการฉีดวัคซีนให้แรงงานต่างด้าว จะช่วยลดโอกาสในการล้มป่วยจนต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลหรือส่งหน่วยดูแลผู้ป่วยหนัก ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น

จากประสบการณ์เรื่องไข้หวัดในสหรัฐจะเห็นว่าการให้ประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเชื้อชาติไหน มีเอกสารยืนยันตัวหรือไม่ก็ตามเข้าถึงวัคซีน จะมีต้นทุนที่ถูกกว่าการปล่อยให้คนเหล่านี้ติดค้างในประเทศแล้วกลายเป็นพาหะต่อไป หรือติดเชื้อจนต้องส่งไปรักษาตัวในศูนย์พยาบาลซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า

แต่เราต้องย้ำอีกครั้งว่าการเข้าถึงวัคซีนไม่ได้หมายความว่าแรงงานต่างด้าวจะได้รับวัคซีนฟรี ในกรณีของสหรัฐเช่นกันคำกล่าวของไบเดนแค่บอกว่า “ควรเข้าถึงวัคซีนได้” ไม่ได้หมายความว่า “เข้าถึงฟรี” ส่วนคนอเมริกันเองนั้นได้รับวัคซีนฟรี แต่ “ค่าฉีดไม่ฟรี”

เหมือกับสิงคโปร์ที่กระทรวงแรงงานบอกว่าแรงงานต่างด้าวทุกคนที่ถูกกักตัวในหอพักและที่กำลังทำงานภาคสนาม จะได้รับ “ส่วนลด ” ในการฉีดวัคซีน โดยค่าฉีดวัคซีนแต่ละครั้งมีค่าใช้ 25 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาที่ลดลงแล้วจากราคาเดิมที่ระหว่าง 35 – 80 ดอลลาร์ ส่วนชาวสิงคโปร์และชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักระยะยาวในสิงคโปร์จะได้รับการฉีดฟรี

จากแนวทางของสิงคโปร์ ประเทศไทยสามารถฉีดวัคซีนให้แรงงานต่างด้าวได้โดยมีส่วนลดให้ ส่วนลดนี้อาจรับผิดชอบเองโดยแรงงานหรือนายจ้างของแรงงาน

ปัญหาก็คือแรงงานต่างด้าวที่ “อาจจะมีหลายแสนคน” (เคยมีถึง 3 ล้านคนช่วงก่อนโควิด-19) จะทำอย่างไร? จะใช้วิธีฉีดวัคซีนที่มีส่วนลดแรงงานเหล่านี้ก็อาจมีเงินไม่พอ หรืออาจจะไม่กล้าออกมาแสดงตัวเพื่อขอรับการฉีดด้วยซ้ำ

การฉีดวัคซีนฟรีให้แงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอาจทำให้เกิดการโต้เถียงในประเทศอย่างรุนแรง ระหว่างคนที่กังวลกับการระบาดจนยอมให้แรนงงานเหล่านี้ฉีดฟรี กับคนไทยที่รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบเรื่องภาษีที่จ่ายไปเป็นสวัสดิการให้แรงงานผิดกฎหมาย

ยังไม่นับประเด็นที่ยุ่งยากจากการที่คนเหล่านี้เป็นกลุ่มเสี่ยงมาก และเข้าข่ายกลุ่มที่อาจจะต้องรับวัคซีนก่อนคนไทยที่เป็นเจ้าบ้านด้วยซ้ำ

หันมาดูที่สิงคโปร์ กลุ่มแรกที่จะได้รับวัคซีนเอาไว้แล้วว่าคือ (1) บุคคลากรการแพทย์ และ (2) กลุ่มเสี่ยงที่ระบุชัดว่า เป็น คนชราและกลุ่มที่เสี่ยงจะมีโรคแทรกซ้อนร้ายแรงหากติดโควิด-19

และถึงสิงคโปร์จะมีปัญหาการติดเชื้อในกลุ่มแรงงานต่างด้าว แต่ด้วยขนาดของประเทศที่จำกัดทำให้ควบคุมการเคลื่อนไหวของแรงงานได้ง่ายกว่าไทย ซึ่งมีทั้งข่าวจริงข่าวลือเรื่องแรงงานหนีกการกักกันโรค

จะว่าไปแล้วสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยเป็นสิ่งที่คาดหวังได้ว่าต้องเกิดตราบใดที่ไทยยังใช้แรงงานต่าวด้าวจำนวนมหาศาล และในจำนวนนี้ต้องมีแรงงานหลบหนีเข้าเมืองแน่นอนและเข้ามาพร้อมกับโรคระบาด

เพียงแต่ระเบิดเวลาในไทยระเบิดช้าไปสักหน่อย เมื่อเทียบกับมาเลซียเจอการระบาดหนักในรัฐซาบาห์ซึ่งติดกับฟิลิปปินส์เมื่อเดือนตุลาคม นายกรัฐมนตรีมูฮ์ยิดดิน ยัสซินชี้ว่าตัวการคือต่างด้าวหนีเข้าเมืองจากฟิลิปปินส์นั่นเอง และเมื่อจับต่างด้าวเหล่านี้เข้าคุก ก็ไปติดเชื้อในคุก ติดผู้คุม ผู้คุมนำไปติดคนในครอบครัวอีก จนติดในชุมชน

ดังนั้นการจับแรงงานผิดกฎหมายไม่ใช่ทางออก และการจับตรวจแล้วผลักดันออกไปก็ไม่ใช่ทางออก เพราะแรงงานเหล่านี้จะกลับเข้ามาอีก เนื่องจากเมียนมาไม่มีงานและการรักษาพยาบาลไม่ดีเอาเลย

วิธีการที่ดีกว่าคือไม่จับ แต่นิรโทษกรรมชั่วคราวให้แรงงานผิดกฎหมายและนายจ้างกล้าส่งคนเหล่านี้มารับการตรวจและรับวัคซีน

ประเทศในตอนนี้สถานการณ์คล้ายๆ กับสหรัฐมากกว่าซึ่งมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในอัตราสูงมาก เราจึงน่าจะใช้วิธีเดียวกับสหรัฐคือให้พวกเขาเข้าถึงวัคซีน ส่วนค่าใช้จ่ายนั้นอาจจะให้แรงงานเหล่านี้จ่ายเองหรือไทยอาจขอความร่วมมือกับองค์กรนานาชาติในด้านการเงิน เพราะที่ผ่านมาไทยก็ใช้วิธีนี้ทำงานเชิงรุกตามแนวชายแดนเพื่อป้องกันโรคร้ายแรงอื่นๆ จากเพื่อนบ้านอยู่แล้ว

จะไม่ให้ฉีดเลยนั้นเป็นไปไม่ได้และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาทั้งหลายทั้งมวล ก็อาจจะให้คนต่างด้าวฉีดพร้อมๆ กับคนไทยไปเลย

Photo by Sai Aung Main / AFP

รู้หรือไม่เบื้องหลังวัคซีนมาจากร่างทารกถูกทำแท้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/640975

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 21:30 น.รู้หรือไม่เบื้องหลังวัคซีนมาจากร่างทารกถูกทำแท้งเปิดเส้นทางการผลิตวัคซีน กว่าจะได้มาต้องผ่านอะไรมาบ้าง

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักวาติกันโดยการอนุมัติของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสประกาศไปยังชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกว่า การใช้วัคซีน Covid-19 “เป็นที่ยอมรับได้ในทางศีลธรรม” แม้ว่าขั้นตอนการผลิตวัคซีนจะใช้เซลล์สายพันธุ์ที่ได้จากเนื้อเยื่อของทารกที่ถูกทำแท้ง หากไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า เนื่องจากนิกายโรมันคาทอลิกไม่สนับสนุนการทำแท้ง  

กรณีนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าวัคซีนที่หลายประเทศเริ่มฉีดไปแล้ว และที่คนไทยกำลังรอคอยอยู่นั้นมีเนื้อเยื่อของทารกที่ถูกทำแท้งเป็นส่วนประกอบด้วยหรือ   

ใช้มานานแล้ว  

วงการพัฒนาวัคซีนเริ่มใช้เซลล์เนื้อเยื่อของทารกที่ถูกทำแท้งในช่วงทศวรรษที่ 1960 โดยมีหลายวัคซีนที่บางคนอาจเคยฉีดไปแล้วใช้วิธีการผลิตนี้ ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนหัดเยอรมัน อีสุกอีใส ไวรัสตับอักเสบเอ งูสวัด รวมถึงใช้ในการผลิตยารักษาโรคเลือดไหลไม่หยุดและไขข้ออักเสบ

ก่อนหน้านี้นักวิจัยเคยใช้เซลล์จากสัตว์แต่ในขั้นตอนสุดท้ายกลับได้วัซีนที่ปนเปื้อนแบคทีเรียหรือไวรัสจากสัตว์ อย่างเช่นการผลิตวัคซีนโปลิโอในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ที่ใช้เซลล์จากลิง แต่ก็พบเชื้อไวรัส SV40 ในลิง โชคดีที่ไวรัสนี้ไม่เป็นอันตรายกับมนุษย์   

นอกจากนี้ เชื้อโรคบางอย่าง อาทิ ไวรัสอีสุกอีใส เจริญเติบโตได้ไม่ดีในเซลล์สัตว์ อีกทั้งเซลล์ที่ได้จากมนุษย์ยังช่วยให้นักวิจัยทดลองและพัฒนาวัคซีนได้ง่าย ค่าใช้จ่ายไม่สูง และเสถียรกว่าเซลล์จากสัตว์ นับแต่นั้นมาเซลล์จากมนุษย์จึงเป็นกุญแจสำคัญในการวิจัยวัคซีน

และสำหรับวัคซีน Covid-19 อันเดรีย แกมบอตโต นักวิทยาศาสตร์ด้านวัคซีนจากวิทยาลัยการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์กเผยว่า เซลล์สัตว์ที่เพาะเลี้ยงในห้องทดลองก็สามารถผลิตโปรตีนเช่นเดียวกับที่เซลล์จากมนุษย์ แต่โปรตีนที่ได้จากเซลล์สัตว์จะเคลือบด้วยโมเลกุลน้ำตาลที่ไม่เหมือนเซลล์มนุษย์ ซึ่งในกระบวนการผลิตวัคซีน มีความเสี่ยงที่การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันจะล้มเหลว

วัคซีน Covid-19 ส่วนใหญ่ไม่ใช้เซลล์จากมนุษย์

วัคซีนส่วนใหญ่ที่กำลังพัฒนาอยู่ในขณะนี้ไม่ได้ใช้เซลล์เนื้อเยื่อจากทารกที่ถูกทำแท้ง เช่น ไฟเซอร์ (Pfizer) และโมเดอร์นา (Moderna) โดยทั้งสองเจ้านี้ใช้เทคโนโยลี mRNA ซึ่งเป็นวิธีใหม่ในการผลิตวัคซีนสังเคราะห์ โดยใช้ดีเอ็นเอต้นแบบที่ได้จากห้องทดลอง

อย่างไรก็ดี มีวัคซีนอย่างน้อย 5 ตัวที่ใช้เซลล์จากทารกที่ถูกทำแท้งในการผลิต อาทิ แคนซิโนไบโอโลจิกส์ (CanSino Biologics), แอสตราเซเนกา, มหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์ก และอิมมินิตีไบโอ (ImmunityBio) ที่ใช้เซลล์ HEK 293 ซึ่งเป็นเซลล์สายพันธุ์ที่ได้จากไตของทารกที่ถูกทำแท้งอย่างถูกกฎหมายที่เนเธอร์แลนด์ในปี 1973

ส่วนวัคซีนของแจนเซน รีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ (Janssen Research & Development) บริษัทในเครือของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ใช้เซลล์ PER.C6 จากทารกอายุครรภ์ 18 สัปดาห์ที่ถูกทำแท้งในปี 1985

แอสตราเซเนกาแจงข่าวลือ

สำหรับแอสตราเซเนกานั้นมีแถลงการณ์ชี้แจงหลังจากมีข่าวลือเมื่อเดือน พ.ย.ว่า วัคซีนของบริษัทมีเซลล์เนื้อเยื่อปอดของทารกเพศชายที่ถูกทำแท้งในช่วงศตวรรษที่ 1960 เป็นส่วนประกอบ ว่าไม่ได้ใช้เซลล์เนื้อเยื่อปอดเป็น “ส่วนประกอบ” ตามข่าวลือแต่ใช้เซลล์เนื้อเยื่อจากไตของทารกที่ถูกทำแท้งในการ “พัฒนาวัคซีน”  

โดยหลายศตวรรษที่ผ่านมา ทั้งเซลล์ HEK 293 และ PER.C6 ถูกโคลนนิ่งและถูกทำซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้นเซลล์ที่นำมาใช้ในปัจจุบันจึงเป็นลูกหลานที่ห่างไกลจากเซลล์ดั้งเดิม ไม่ใช่เซลล์เนื้อเยื่อดั้งเดิมของทารกที่ถูกทำแท้ง

เซลล์ของทารกถูกนำมาใช้อย่างไร

เป็นเรื่องปกติที่วัคซีนจะพัฒนาในห้องทดลองโดยใช้เซลล์ที่เพาะเลี้ยงในหลอดทดลองที่ได้จากเซลล์เนื้อเยื่อดั้งเดิมของทารก เซลล์ที่เพาะเลี้ยงนี้จะทำหน้าที่เป็นโรงงานขนาดเล็กที่ทำให้เชื้อไวรัสแพร่พันธุ์ หลังจากเชื้อไวรัสขยายจำนวนแล้วเชื้อเหล่านี้จะถูกทำให้บริสุทธิ์ และเซลล์ที่เพาะเลี้ยงจะถูกแยกออกจากวัคซีน

เฮเลน เพตูซิส แฮร์ริส อธิบายกับ AAP FactCheck ว่า ไม่มีเซลล์ใดๆ หลงเหลืออยู่ในการผลิตวัคซีนขั้นสุดท้าย 

สรุปก็คือ

ไม่มีวัคซีน Covid-19 ตัวไหนที่มี “ส่วนประกอบ” ของเซลล์เนื้อเยื่อจากทารกที่ถูกทำแท้ง และแม้จะมีการใช้เซลล์สายพันธุ์ (cell line) จากทารกที่ถูกทำแท้งในการพัฒนาวัคซีนของแอสตราเซเนกากับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แต่ตัววัคซีนไม่มีส่วนประกอบของเซลล์จากทารกที่ถูกทำแท้ง

ขณะที่วัคซีน mRNA ที่พัฒนาโดยไฟเซอร์และโมเดอร์นาเป็นวัคซีนสังเคราะห์ที่ได้จากการจัดเรียงของคอมพิวเตอร์ในห้องทดลอง และไม่มีการใช้เซลล์เนื้อเยื่อของทารกที่ถูกทำแท้งในกระบวนการผลิต

วาติกันเคยไฟเขียว 

สถาบันสังฆราชเพื่อชีวิตของสำนักวาติกันเคยประกาศเมื่อปี 2005 และยืนยันอีกครั้งในปี 2017 ว่า หากไม่มีทางเลือกชาวโรมันคาทอลิกสามารถรับวัคซีนที่ผลิตโดยใช้เซลล์สายพันธุ์จากทารกที่ถูกทำแท้งได้ เนื่องจากเซลล์ที่ถูกนำมาใช้อยู่ห่างไกลจากการทำแท้งเดิมมาก และไม่ถือว่าเป็นการสนับสนุนการทำแท้ง  

แต่หลังจากมีความกังวลเกิดขึ้นอีกในยุค Covid-19 สำนักวาติกันจึงยืนยันอีกครั้ง

วันที่อังกฤษเจอวิกฤตเหลือเชื่อ ได้วัคซีนก่อนแต่เจอไวรัสกลายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/640972

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 20:00 น.วันที่อังกฤษเจอวิกฤตเหลือเชื่อ ได้วัคซีนก่อนแต่เจอไวรัสกลายพันธุ์สถานการณ์ในสหราชอาณาจักรเป็นอย่างไรบ้างหลังพบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

1. หลังจากที่พบการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในสหราชอาณาจักร ส่งผลให้หลายประเทศมีการเตือนภัยระหว่างประเทศมากขึ้น โดยขณะนี้มีมากกว่า 40 ประเทศที่กำหนดระงับการเดินทางเข้าประเทศจากสหราชอาณาจักร เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่

2. หนึ่งในนั้นคือฝรั่งเศสซึ่งระงับทั้งประชาชนและสินค้าจากสหราชอาณาจักร ส่งผลให้สินค้าจำนวนมากติดอยู่ที่ท่าเรือโดเวอร์ทางตอนใต้ของอังกฤษ ขณะที่นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน กล่าวว่ากำลังเจรจากับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศสเพื่อกลับมาร่วมมือทางการค้า โดยหวังว่าปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด

3. สหภาพยุโรป (EU) จะมีการจัดการประชุมเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันในการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่จากประเทศสมาชิกทั้งหมด 27 ประเทศ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในวันที่ 22 ธ.ค. โดยประเด็นหนึ่งในการหารือครั้งนี้คือเรียกร้องให้ผู้ที่เดินทางออกจากสหราชอาณาจักรเข้ารับการตรวจสอบหาเชื้อก่อนที่จะออกเดินทาง

4. หลายบริษัทในสหราชอาณาจักรหันไปใช้เครื่องบินบรรทุกสินค้าหรือรถไฟแทนรถบรรทุกในการขนส่งสินค้าเนื่องจากถูกปิดกั้นเส้นทางการค้ากับต่างประเทศ

5. รัฐบาลอังกฤษยกเลิกแผนผ่อนปรนข้อจำกัดในช่วงวันคริสต์มาส และกำลังมองหาวิธีเคลื่อนย้ายสินค้ากลับเข้าประเทศหลังจากที่หลายประเทศระงับการนำเข้าสินค้าจากสหราชอาณาจักร

6. เทสโก้ และเซนส์เบอรี่ส์ กลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งของสหราชอาณาจักรเตือนว่าสินค้ารวมถึงอาหารสดจะเริ่มหมดในช่วงเทศกาลคริสต์มาสหากการขนส่งสินค้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่ายังมีอาหารเพียงพอแม้ว่าเส้นทางขนส่งสินค้าไปยังยุโรปจะถูกตัดขาด โดยเน้นย้ำประชาชนไม่ต้องกังวลว่าอาหารจะหมดในช่วงก่อนถึงเทศกาลคริสต์มาส

7. อย่างไรก็ตาม ไมค์ ไรอัน หัวหน้าหน่วยฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าการกลายพันธุ์ของไวรัสเป็นเรื่องปกติของการแพร่ระบาด และสามารถ “ควบคุมได้” ซึ่งขัดแย้งกับคำพูดของแมตต์ แฮนค็อก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรที่กล่าวว่าไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

8. ขณะนี้สหราชอาณาจักรมีจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศ 2.07 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 67,616 คน

9. ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้แพร่ระบาดไปไกลกว่านี้ และในอีกไม่กี่วันจะมีการยืนยันการตรวจพบเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในอีกหลายประเทศ

Photo by Tolga Akmen / various sources / AFP

BioNTech ลั่นพร้อมผลิตวัคซีนต้านไวรัสสายพันธุ์ใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/640960

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 19:01 น.BioNTech ลั่นพร้อมผลิตวัคซีนต้านไวรัสสายพันธุ์ใหม่BioNTech เชื่อวัคซีนสามารถต้านไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้ แต่หากจำเป็นพร้อมที่จะผลิตใหม่ภายใน 6 สัปดาห์

วันที่ 22 ธ.ค. เอเอฟพีรายงานว่า อูกูร์ ซาฮิน ผู้บริหารไบโอเอ็นเทค (BioNTech) เผยว่า “มีความเป็นไปได้สูง” ที่วัคซีนต้านไวรัสโคโรนาจะสามารถยับยั้งไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่พบในสหราชอาณาจักร แต่หากมีความจำเป็นก็สามารถปรับเปลี่ยนและผลิตวัคซีนใหม่ได้ภายใน 6 สัปดาห์

ซาฮินกล่าวว่าไวรัสที่พบในสหราชอาณาจักรมีการกลายพันธุ์ 9 ครั้ง แต่ยังมั่นใจว่าวัคซีนที่พัฒนาโดยไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) จะมีประสิทธิภาพเนื่องจากประกอบด้วยกรดอะมิโนมากกว่า 1,000 ชนิด และมีเพียง 9 ตัวแปรของไวรัสที่เปลี่ยนไป หมายความว่า 99% ของโปรตีนในวัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพเช่นเดิม

นอกจากนี้ยังเผยว่ากำลังดำเนินการทดลองไวรัสสายพันธุ์ใหม่ซึ่งคาดว่าจะได้คำตอบภายใน 2 สัปดาห์

“เราเชื่อมั่นว่าวัคซีนจะสามารถยับยั้งไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้ แต่จะแน่ใจก็ต่อเมื่อการทดลองเสร็จสิ้น และเราจะเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมโดยเร็วที่สุด” ซาฮินกล่าว

ในวันเดียวกันนี้ ฮันส์ คลูจ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำภูมิภาคยุโรปเผยว่าจะจัดประชุมหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการรับมือกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในสหราชอาณาจักร โดยยังไม่ระบุวันที่แน่ชัด

โดยองค์การอนามัยโลกย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสามารถระบุได้ว่าการกลายพันธุ์ของไวรัสจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของวัคซีนหรือไม่ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาค้นคว้า

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

ไต้หวันถูกตีแตก ลบสถิติไร้ผู้ติดเชื้อนานที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/640935

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 17:30 น.ไต้หวันถูกตีแตก ลบสถิติไร้ผู้ติดเชื้อนานที่สุดในโลกไต้หวันพบผู้ติดเชื้อในประเทศรายใหม่อีกครั้งหลังทำสถิติไร้ผู้ป่วยได้กว่า 8 เดือน

วันที่ 22 ธ.ค. เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมโรคไต้หวันเผยว่ามีผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศรายใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน หลังทำสถิติเป็นประเทศที่ไม่มีผู้ติดเชื้อนานที่สุดในโลก โดยการติดเชื้อครั้งล่าสุดคือวันที่ 12 เม.ย.

โดย เฉินสือจง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไต้หวันแถลงว่าพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเขตชุมชน ซึ่งเป็นหญิงชาวไต้หวัน อายุประมาณ 30 ปี มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับนักบินรายหนึ่งจากนิวซีแลนด์ในระหว่างวันที่ 8 ถึง 12 ธ.ค. โดยนักบินคนดังกล่าวติดเชื้อไวรัสโคโรนาก่อนที่จะเดินทางมายังไต้หวัน

โดยเจ้าหน้าที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ภายหลังจากที่ดำเนินการตรวจสอบบุคคลที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับนักบินคนดังกล่าวทุกคน 

นอกจากนี้ยังมีประชาชนอีกราว 167 คนที่สัมผัสกับหญิงผู้ติดเชื้อรายใหม่ก่อนที่เธอจะเข้ารับการกักตัว

ทั้งนี้ ไต้หวันสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วประเทศไว้ที่ 770 ราย รักษาหายแล้ว 632 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตเพียง 7 รายเท่านั้น ด้วยมาตรการจำกัดการเดินทางในช่วงแรกของการแพร่ระบาด รวมทั้งมาตรการกักกันและสอบสวนโรคที่เข้มงวด

โดยมีผู้ติดเชื้อยืนยันรายแรกเมื่อวันที่ 21 ม.ค. ก่อนที่จะสั่งห้ามผู้ที่เดินทางจากอู่ฮั่นเข้ามายังไต้หวัน และนักท่องเที่ยวทุกคนที่เดินทางมาจากจีน, ฮ่องกง และมาเก๊า จะต้องเข้ารับการตรวจคัดกรอง ต่อมาในเดือนมีนาคมได้สั่งห้ามชาวต่างชาติทุกคนยกเว้นนักการทูตและผู้ที่มีวีซ่าพิเศษ

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาไต้หวันประสบความสำเร็จในการกำจัดไวรัสและสามารถเปิดเกาะได้อีกครั้งก่อนที่จะพบผู้ติดเชื้อในครั้งนี้

Photo by Sam Yeh / AFP

นักการเมืองอเมริกันโวไม่เชื่อโควิด แต่แซงคิวฉีดวัคซีนก่อนประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

นักการเมืองอเมริกันโวไม่เชื่อโควิด แต่แซงคิวฉีดวัคซีนก่อนประชาชน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 16:11 น.นักการเมืองอเมริกันโวไม่เชื่อโควิด แต่แซงคิวฉีดวัคซีนก่อนประชาชนสมาชิกพรรครีพับลิกันจำนวนหนึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหลังเข้ารับการฉีดวัคซีนเป็นกลุ่มแรกๆ ทั้งที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน สมาชิกพรรครีพับลิกันของสหรัฐจำนวนหนึ่งกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์เนื่องจากพวกเขาเป็นบุคคลกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ของไฟเซอร์ (Pfizer)

ทั้งนี้ สมาชิกบางคนอยู่นอกเหนือเกณฑ์ที่จะได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มแรกๆ เนื่องจากยังมีกลุ่มเสี่ยงอีกเป็นจำนวนมากทั่วประเทศ แต่พวกเขาลัดคิวการฉีดวัคซีนโดยกล่าวว่าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการเข้ารับการฉีดวัคซีน

ทั้งที่ก่อนหน้านี้พวกเขามีท่าทีไม่หวาดกลัวต่อโรคโควิด-19 มาโดยตลอด และยังไม่เชื่อถือในมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมและการสวมหน้ากากอนามัยซึ่งสอดคล้องกับความคิดของโดนัลด์ ทรัมป์ หัวหน้าพรรค

มาร์โก รูบิโอ วุฒิสมาชิกจากฟลอริดา โพสต์ภาพฉีดวัคซีนบนทวิตเตอร์ โดยมีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างล้นหลาม หลายคนชี้ให้เห็นว่าเขาเพิ่งเข้าร่วมการชุมนุมครั้งใหญ่ที่ผ่านมาร่วมกับทรัมป์โดยไม่สวมหน้ากากอนามัย

เช่นเดียวกับ ลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกจากเซาท์แคโรไลนาที่สนับสนุนความคิดของทรัมป์มาโดยตลอด ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์หลังจากที่โพสต์ภาพเข้ารับการฉีดวัคซีนเช่นกัน

รวมถึงรองประธานาธิบดีไมก์ เพนซ์ ก็ได้รับเสียงตอบรับใกล้เคียงกันหลังเข้ารับการฉีดวัคซีนในวอชิงตีน ดี.ซี. เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

I know I looked away from the needle And yes, I know I need a tanBut I am so confident that the #Covid19 vaccine is safe & effective that I decided to take it myself pic.twitter.com/TQbog6fu7i— Marco Rubio (@marcorubio) December 19, 2020

Thank God for nurses who help people in need and know how to use a needle. Thank God for those who produced these vaccines. If enough of us take it, we will get back to normal lives. Help is on the way. pic.twitter.com/XUWKm6H3QG— Lindsey Graham (@LindseyGrahamSC) December 19, 2020

จีนสร้างกำแพงกั้นพรมแดนเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนสร้างกำแพงกั้นพรมแดนเมียนมา  – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 14:15 น.จีนสร้างกำแพงกั้นพรมแดนเมียนมา สำนักข่าวเรดิโอฟรีเอเชีย (RFA) รายงานว่า ทางการจีนกำลังก่อสร้างรั้วเหล็กโดยมีลวดหนามติดตั้งไว้ด้านบนความยาวราว 2,000 กิโลเมตรตามแนวชายแดนจีน-เมียนมา เพื่อป้องกันไม่ไห้มีการลักลอบข้ามชายแดน

ภาพจากโซเชียลมีเดียที่ RFA นำเสนอเผยให้เห็นรั้วเหล็กที่ติดตั้งลวดหนามไว้ด้านบนความสูงราว 1.8-2.7 เมตร ติดตั้งอยู่ในเมืองหวั่นติงและเมืองรุ่ยลี่ โดยทั้งสองเมืองนี้ตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนมณฑลยูนนานของจีนและรัฐฉานของเมียนมา 

RFA ระบุว่ารั้วที่ถูกขนามนามว่า Southern Great Wall หรือกำแพงทางใต้ เริ่มก่อสร้างเมื่อต้นปีที่ผ่านมา คืบหน้าไปแล้ว 670 กิโลเมตร คาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือน ต.ค. 2022 โดยจะมีการปล่อยไฟฟ้าแรงสูง ติดตั้งกล้องวงจรปิดและเซ็นเซอร์อินฟราเรดในจุดหลักที่มักใช้เป็นเส้นทางข้ามพรมแดน   

สื่อในจีนรายงานว่ารั้วกั้นพรมแดนมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเมียนมาลักลอบข้ามพรมแดนเข้าจีนช่วง Covid-19 ระบาด แต่ผู้เชี่ยวชาญ 2 รายให้สัมภาษณ์กับ RFA ว่าทางการจีนมีจุดประสงค์อื่นด้วยนอกจากการสกัด Covid-19  

นักวิชาการด้านความสัมพันธ์จีน-เมียนมาเผยกับ RFA ว่า กำแพงอาจป้องกันไม่ให้พลเมืองจีนลักลอบข้ามไปยังเมียนมาหรือเวียดนามเพื่อทำธุรกิจ เนื่องจากบางคนข้ามไปแล้วไม่กลับจีนอีกเลย ซึ่งรัฐบาลจีนไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น

ส่วนผู้เชี่ยวชาญอีกรายหนึ่งระบุว่า กำแพงจะช่วยป้องกันไม่ให้ชาวจีนหลบหนีไปยังประเทศอาเซียน  

เมื่อเดือนที่แล้ว เว็บไซต์ The Irrawaddy ของเมียนมารายงานว่า ทหารเมียนมาและเจ้าหน้าที่ในเมืองโกกั้งในรัฐฉานพยายามคัดค้านการก่อสร้างและระบุว่ากำแพงสร้างโดยไม่ได้แจ้งทางการเมียนมาก่อน 

นอกจากนี้ เมื่อเดือน ต.ค. RFA ภาคภาษาจีนยังรายงานว่า ทางการจีนก่อสร้างกำแพงตามแนวชายแดนติดกับเวียดนาม เพื่อป้องกันไม่ให้แรงงานชาวจีนอพยพข้ามชายแดนเพื่อหางานทำในช่วงที่ Covid-19 ระบาดหนัก

โลกผวา! แอฟริกาใต้พบไวรัสอีกสายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โลกผวา! แอฟริกาใต้พบไวรัสอีกสายพันธุ์ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 13:02 น.โลกผวา! แอฟริกาใต้พบไวรัสอีกสายพันธุ์แอฟริกาใต้ยืนยันพบไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ ซึ่งเป็นคนละสายพันธุ์กับที่ระบาดในอังกฤษ

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. บลูมเบิร์กรายงาน ซเวลี ไมซ์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของแอฟริกาใต้เผยว่านักวิทยาศาสตร์พบว่ามีการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในแอฟริกาใต้

โดยทางการตั้งชื่อไวรัสสายพันธุ์นี้ว่า 501.V2 ซึ่งถูกตรวจพบในกลุ่มตัวอย่างมากขึ้นในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าสามารถแพร่ระบาดได้เร็วกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ และยังพบผู้ป่วยโควิด-19 อายุน้อยในสัดส่วนที่มากขึ้น

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะแพร่ระบาดง่ายขึ้นแต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีผลกระทบรุนแรงกว่าเดิมหรือไม่ รัฐบาลจึงย้ำเตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนก และข้อมูลดังกล่าวได้ถูกส่งต่อไปยังองค์กรอนามัยโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยนักวิจัยกำลังดำเนินการตรวจสอบว่าวัคซีนที่มีอยู่จะยังคงมีประสิทธิภาพหรือไม่ แต่ยืนยันว่าไวรัสกลายพันธุ์ดังกล่าวเป็นคนละสายพันธุ์กับที่ระบาดอยู่ในสหราชอาณาจักร

ทั้งนี้ รัฐบาลแอฟริกาประกาศว่ามีการระบาดระลอกที่ 2 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยรายวันเพิ่มขึ้น 2 เท่าในเดือนนี้ โดยข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่ามีผู้ป่วยเกือบ 900,000 คน

Photo by LUCA SOLA / AFP