พยาบาลนิวยอร์กรับวัคซีนโควิดเข็มแรกของสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

พยาบาลนิวยอร์กรับวัคซีนโควิดเข็มแรกของสหรัฐ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 11:40 น.พยาบาลนิวยอร์กรับวัคซีนโควิดเข็มแรกของสหรัฐสหรัฐเลือกพยาบาลรัฐนิวยอร์ก เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับวัคซีน ด้านทรัมป์เผยจนท.ทำเนียบขาวรอก่อน

บีบีซีรายงาน เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. แซนดรา ลินด์เซย์ พยาบาลประจำแผนกผู้ป่วยหนักที่ศูนย์การแพทย์ ลอง ไอส์แลนด์ ยิววิช รัฐนิวยอร์ก เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโคโรนา ซึ่งเป็นวัคซีนจากบริษัทไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNtech)

โดยมีการเผยแพร่ภาพสดบนทวิตเตอร์ของ แอนดรูว์ คัวโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กซึ่งเป็นรัฐศูนย์กลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาระลอกแรกในสหรัฐเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ลินด์เซย์ กล่าวว่า “ฉันรู้สึกว่าการรักษากำลังจะมาถึง” พร้อมเผยว่าการฉีดวัคซีนนี้ไม่ได้รู้สึกแตกต่างจากการฉีดวัคซีนอื่นๆ และหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาที่เจ็บปวดในประวัติศาสตร์ และต้องการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าวัคซีนมีความปลอดภัยซึ่งทุกคนต้องมีส่วนร่วม

อเล็กซ์ อาซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐกล่าวว่า “ขณะนี้มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของการระบาดที่น่ากลัว” พร้อมแนะนำให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันตนเองและคนรอบข้าง

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้อนุมัติวัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNtech) ให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา

โดยโครงการฉีดวัคซีนของสหรัฐมีเป้าหมายที่จะฉีดให้กับประชาชน 100 ล้านคนภายในเดือนเมษายน ซึ่งไฟเซอร์ได้ตกลงที่จะจัดหาวัคซีน 100 ล้านโดสให้กับสหรัฐภายในเดือนมีนาคม โดยเบื้องต้นจะมอบให้กับผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขและผู้สูงอายุ

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อสหรัฐและทั่วโลกเช่นเดียวกัน พร้อมกล่าวว่าบุคลากรที่ทำงานในทำเนียบขาวควรได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มท้ายๆ เว้นแต่จะมีความจำเป็นจริงๆ

Photo by Mark Lennihan / POOL / AFP

กัมพูชาสั่งห้ามเผาฟางข้าว-ขยะ สู้มลพิษPM2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

กัมพูชาสั่งห้ามเผาฟางข้าว-ขยะ สู้มลพิษPM2.5 – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 10:29 น.กัมพูชาสั่งห้ามเผาฟางข้าว-ขยะ สู้มลพิษPM2.5หนังสือพิมพ์ขะแมร์ ไทม์ส (Khmer Times) ของกัมพูชา รายงานว่ากัมพูชาได้ออกคำสั่งห้ามประชาชนที่อาศัยอยู่ในชนบทเผาฟางข้าวและขยะในไร่นา เพื่อลดมลพิษทางอากาศ

เนตร พักตรา (Neth Pheaktra) โฆษกกระทรวงสิ่งแวดล้อมกัมพูชาอ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจพบว่า แหล่งที่มาและกิจกรรมหลักที่ทำให้ความเข้มข้นของอนุภาคเฉื่อยเพิ่มขึ้น ได้แก่ การปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะที่ใช้น้ำมันดีเซลและเชื้อเพลิงอื่นๆ ไฟป่า การเผาทุ่งหญ้า การเผาขยะการเกษตร การถางป่า การเผาฟางข้าว การเผาขยะมูลฝอยในที่โล่งและหลุมฝังกลบ และฝุ่นจากสถานที่ก่อสร้าง

เขากล่าวว่าผลการสำรวจช่วงธันวาคม 2019 – เมษายน 2020 ซึ่งเป็นฤดูแล้ง เผยว่ากรุงพนมเปญและจังหวัดต่างๆ มีคุณภาพอากาศแย่ลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะอนุภาคเฉื่อยที่ลอยอยู่ในอากาศ (PMID และ PM2.5) ที่มีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นจนสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนด ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

พักตรากล่าวว่าเพื่อป้องกันการเกิดมลพิษทางอากาศในประเทศ กระทรวงจึงกำลังนำมาตรการ 5 ประการมาใช้ ได้แก่ การป้องกันไฟป่า การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางถนน การกำจัดฝุ่นบริเวณท้องถนน การให้ความรู้ประชาชนเพื่อไม่ให้เผาขยะ ขยะมูลฝอย หญ้า ฟางข้าวหรือวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรอื่นๆ  และการเตรียมมาตรการป้องกันไฟป่า

หนังสือพิมพ์รายงานคำพูดของพักตราว่า “เราคาดหวังให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม โดยลดการเผาขยะในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่เพาะปลูกและสัมปทานที่ดิน เพราะการเผาทั้งหมดล้วนสะสมจนกลายเป็นมลพิษทางอากาศ แม้แต่อนุภาคที่เล็กที่สุดก็ยังหมุนเวียนอยู่ในชั้นบรรยากาศและอาจส่งผลกระทบต่อการหายใจ”

“เราขอให้ประชาชนล้มเลิกการเผาฟาง แต่ให้ใช้วิธีไถกลบและฝังแทน” เขากล่าว “โดยสามารถฝังลงในบ่อหมักเพื่อแปรรูปเป็นปุ๋ยได้”

เทพ บุญเทือน (Tep Bunthoeun) ชาวบ้านคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในอำเภอพนมสะรวจ จังหวัดกำปงสปือ กล่าวว่าเขามักเผาฝางทันทีหลังจากเก็บเกี่ยวข้าว แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าควันจะส่งผลเสียต่อคุณภาพอากาศและพื้นที่การเกษตรอย่างไร จึงยุติวิธีดังกล่าวแล้ว

สดึง เชนี (Sdeung Chany) ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเมืองกงพิสัย จังหวัดกำปงสปือกล่าวว่า ทุกเช้าเธอจะทำความสะอาดบ้านและเผาขยะพลาสติกจำนวนหนึ่ง เพราะคิดว่าการเผาขยะเพียงเล็กน้อยไม่ได้ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

“ฉันรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ฉันเคยทำเมื่อได้เห็นประกาศของกระทรวงสิ่งแวดล้อม ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าการเผาฟางข้าว ไฟป่า และการเผาขยะพลาสติก ล้วนสร้างมลพิษทางอากาศเช่นเดียวกัน” เชนีกล่าว

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

ภาพประกอบ – ชาวอินเดียกำลังเผากองไม้เนื่องในพิธีกรรมทางศาสนา Photo by Sanjay KANOJIA / AFP

อินโดตะลุยอวกาศ เสนอเป็นฐานปล่อยจรวด SpaceX #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อินโดตะลุยอวกาศ เสนอเป็นฐานปล่อยจรวด SpaceX – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 09:01 น.อินโดตะลุยอวกาศ เสนอเป็นฐานปล่อยจรวด SpaceX อินโดนีเซียส่งคำเชิญ อีลอน มัสก์ สร้างฐานปล่อยจรวดในประเทศ ชี้ข้อดีใกล้เส้นศูนย์สูตร

เอเอฟพี รายงานเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. โจดี มาฮาร์ดี โฆษกกระทรวงการประสานงานกิจการทางทะเลและการลงทุนอินโดนีเซียเผยว่า อินโดนีเซียกำลังเชื้อเชิญให้ อีลอน มัสก์ ประธานบริหารเทสลามาสร้างสถานที่ปล่อยจรวดสเปซเอ็กซ์ในอินโดนีเซีย

มาฮาร์ดี ยังกล่าวว่าอินโดนีเซียมีพื้นที่หลายแห่งตั้งอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ซึ่งเหมาะกับการใช้เป็นฐานปล่อยจรวดขึ้นสู่อวกาศเพื่อให้จรวดเดินทางเข้าสู่วงโคจรได้ง่ายกว่าการปล่อยจรวดในพื้นที่อื่น รวมถึงการลดต้นทุนเชื้อเพลิงจรวดซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการปล่อยจรวดต่ำลง 

โดยกระทรวงระบุว่า “อีลอน มัสก์ ได้ตอบรับคำเชิญของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด โดยวางแผนที่จะส่งทีมของเขาไปยังอินโดนีเซียในเดือนมกราคม 2021 เพื่อสำรวจโอกาสสำหรับความร่วมมือในทุกด้าน”

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ได้ส่งคำเชิญอย่างเป็นทางการไปยังอิลอน มัสก์ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สถาบันอากาศและอวกาศแห่งชาติของอินโดนีเซีย (LAPAN) ได้ประกาศเมื่อปีที่แล้วว่ามีแผนที่จะสร้างศูนย์อวกาศแห่งแรกของอินโดนีเซียบนเกาะเบียก ซึ่งอยู่นอกชายฝั่งทางเหนือของเกาะนิวกินี โดยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรต่างประเทศ

โดยศูนย์อวกาศดังกล่าวจะพัฒนาจรวดและฐานปล่อยจรวดขึ้นสู่วงโคจรโลก ซึ่งมีกำหนดที่จะทดสอบจรวดครั้งแรกในปี 2024

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2007 อินโดนีเซียได้ทดสอบปล่อยจรวดขนาดเล็ก RX-250 ซึ่งสามารถทะยานขึ้นไปที่ระดับความสูง 53 กิโลเมตร ทั้งนี้ ระดับความสูงที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตพรมแดนอวกาศ (Karman Line) อยู่ที่ 100 กิโลเมตร

ขณะที่ประเทศไทยก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มุ่งหน้าพัฒนาด้านอวกาศเช่นเดียวกัน โดยเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเปิดเผยว่า “รัฐบาลไทยเตรียมประกาศสร้างยานอวกาศไปดวงจันทร์ ในช่วงมกราคมปีหน้า โดยจะส่งยานอวกาศโคจรรอบดวงจันทร์ในอีก 7 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นประเทศที่ 5 ในเอเชีย”

สงครามการเงิน 4.0 ไล่จีนพ้นจากตลาดทุนสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สงครามการเงิน 4.0 ไล่จีนพ้นจากตลาดทุนสหรัฐ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 21:28 น.สงครามการเงิน 4.0 ไล่จีนพ้นจากตลาดทุนสหรัฐแนวรบใหม่ของสงครามเศรษฐกิจ/สงครามการเงินกำลังเริ่มต้นขึ้น เมื่อทั้งสองฝ่ายอาจจะใช้อำนาจทางการเมืองเข้ามาแทรกแซงตลาดและการลงทุน

สงครามเศรษฐกิจ/การเงินได้เริ่มต้นขึ้นอีกยกแล้ว แนวหน้าของการรบครั้งใหม่ในเดือนธันวาคม 2020 เกิดขึ้นในตลาดหุ้นของสหรัฐ

ดัชนี Nasdaq ประกาศเมื่อวนที่ 11 ธันวาคมว่าจะถอดหุ้นของบริษัทก่อสร้างและบริษัทผู้ผลิตของจีน 4 บริษัทออกจากการจดทะเบียนในดัชนี เพื่อตอบสนองต่อคำสั่งของรัฐบาลสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้วห้ามไม่ให้นักลงทุนสหรัฐซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทที่ถูกขึ้นบัญชีดำ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2021

บริษัทที่จะถูกถอดออกจากดัชนีในวันที่ 21 ธันวาคม ได้แก่ China Communications Construction Co, China Railway Construction Corp, CRRC Corp และ Semiconductor Manufacturing International Corp ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวหาว่าบริษัทต่างๆ เหล่านี้ มีความเชื่อมโยงกับกองทัพของจีน

นอกจากดัชนี Nasdaq แล้วยังมีดัชนี S&P DJ Indices ที่ถอดถอนบริษัท จีน 21 แห่งออกจากดัชนีหรือกลุ่มหุ้นและพันธบัตรที่ใช้ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินตามคำสั่งของรัฐบาลสหรัฐเช่นกัน หนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งนี้คือ SMIC ผู้ผลิตชิปประมวลผลรายใหญ่ที่สุดของจีนและ Hikvision Digital Technology Co. ผู้ให้บริการเทคโนโลยีการเฝ้าระวังความปลอดภัย

Hikvision นั้นตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับ Huawei เพราะถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการทหาร แต่ทั้งสองบริษัทปฏิเสธเรื่องนี้

ส่วนรัฐบาลจีนก็ต้องเดือดร้อนเป็นธรรมดา ตั้งแต่ก่อนที่ดัชนีต่างๆ จะรับคำสั่งจากรัฐบาลทรัมป์ ทางกระทรวงการต่างประเทศของจีนก็มีแถลงการณ์ตอบโต้ออกมา โดยหัวชุนอิ๋ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมว่าความพยายามดังกล่าวสวนทางกับหลักการแข่งขันในตลาด และบอกว่า “สหรัฐควรหยุดใช้อำนาจแห่งชาติและแนวคิดด้านความมั่นคงของชาติในทางมิชอบเพื่อปราบปรามบริษัทต่างชาติ”

ต่อมาเมื่อวันจันทร์ที่ 14 ธันวาคมหรือข้ามมาสองวันหลังจาก Nasdaq เล่นงานบริษัทจีน หวางเหวินปินโฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนก็เรียกร้องให้สหรัฐหยุดใช้อำนาจรัฐในทางมิชอบเพื่อปราบปรามบริษัทต่างชาติ และย้ำว่าจีนจะยังคงรักษาสิทธิและผลประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฎหมายของบริษัทจีนต่อไป

ถ้อยแถลงของ หัวชุนอิ๋งกับหวางเหวินปิงโจมตีเข้าไปที่ “หัวใจของระบอบทุนนิยมอเมริกัน” คือการเปิดให้มีการแข่งขันในตลาดอย่างเสรี แต่สหรัฐกลับไม่ยอมให้จีนเข้ามาเป็นตัวเล่นในตลาดเสรีนี้โดยอ้างเรื่องความมั่นคง ซึ่งจีนมองว่า “ไม่แฟร์” และสหรัฐยังทรยศต่อหลักการพื้นฐานของประเทศตัวเองด้วย

พรรครีพับลิกันของทรัมป์มีอุดมการณ์ที่มั่นคงมากในเรื่องการการปล่อยให้ตลาดและทุนเคลื่อนไหวอย่างเสรีโดยรัฐเข้าไปแทรกแซงน้อยที่สุด แต่สหรัฐกลับเข้ามาแทรกแซงตลาด จีนจึงโจมตีในจุดนี้เพราะคิดว่ามันคงจะ “แทงใจดำ” ทรัมป์และพลพรรครีพับลิกัน

แต่ทรัมป์และรีพับลิกันหรือแม่แต่ไบเดนและเดโมแครตไม่สนใจอยู่แล้ว พวกเขายังคงยึดมั่นในหลักทุนนิยมเสรีต่อไป เพียงแต่มันต้องเล่นแบบ “แฟร์ๆ” ด้วย เพราะสหรัฐมองว่าจีนเล่นไม่แฟร์ตรงที่นำบริษัทที่เอี่ยวกับกองทัพเข้ามาหากินกับตลาดสหรัฐ

บางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าจีนกำลังคิดการใหญ่อะไรหรือไม่ หรืออาจกำลังจะทำเหมือนกับสุภาษิตหนังกำลังภายในจีนที่ว่า “ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือ ก็ไม่ได้ลูกเสือ”

ถ้ำเสือก็คือตลาดทุนสหรัฐซึ่งเป็นตลาดชั้นนำของโลกและเป็นหัวใจของระบอบทุนนิยมสหรัฐ และลูกเสือก็คือเงินทุนจากตลาดเหล่านี้

หากเป็นสมัยก่อนที่จีนไม่ได้เป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงมากนัก สหรัฐก็พอจะปล่อยให้จีนเข้ามาเล่นกับลูกเสือได้ แต่เมื่อจีนกับสหรัฐแย่งกันเป็นใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ การให้ศัตรูเข้ามายุ่มย่ามในถ้ำแถมเข้ามาเล่นกับลูกของตัวย่อมไม่ใช่เรื่องที่สมเหตุผลอีก

นั่นก็เพราะตลาดทุนและระบบเศรษฐกิจสามารถใช้เป็นอาวุธได้ เศรษฐกิจสหรัฐอาจตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงหากให้คู่กรณีเข้ามายึดกุมทุนในประเทศมากเกินไป นี่เองที่ทำให้ทุนในตลาดทุนสหรัฐมีสภาพเหมือน “ลูกเสือ” เพราะมันอาจเติบใหญ่เป็นเสือร้ายที่กลับมาขย้ำสหรัฐได้หากถูกใช้โดยฝ่ายตรงข้าม

โดยเฉพาะจีนที่ต่างจากคู่กรณีของสหรัฐรายอื่นๆ เช่น โซเวียต/รัสเซีย ตรงที่จีนเก่งกาจในเรื่องเศรษฐกิจอย่างหาตัวจับได้ยาก ส่วนโซเวียต/รัสเซียอ่อนด้อยในเรื่องนี้จนหนึ่งในสาเหตุที่โซเวียตพ่ายสงครามเย็นกับสหรัฐก็เพราะความอ่อนด้อยในเรื่องนี้

แต่สหรัฐคงกลัวแล้วว่าจีนอาจจะใช้จุดแข็งในเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาบ่อนทำลายตน

บริษัทจีนที่ถูกขึ้นบัญชีดำบางแห่งบอกแล้วว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่สหรัฐก็อ้างว่ามีหลักฐานความเกี่ยวข้องกับกองทัพปลดแอกประชาชนจีน

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่ากองทัพปลดแอกประชาชนจีน หรือ PLA ไม่ได้มีแค่กองทัพ แต่ยังมีหน่วยการลงทุนแบบบริษัทเอกชนด้วย โดยบริษัทของกองทัพมุ่ง “ทำกำไรถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” โดยตั้งเป้าว่าจะ “สามารถสร้างรายได้อย่างเพียงพอเพื่อชดเชยงบประมาณที่ได้รับมาไม่เพียงพอในการดำเนินการปฏิบัติการ” พูดสั้นๆ ก็คือกองทัพจีนทำธุรกิจเพื่อนำมาหนุนปฏิบัติการตัวเอง ดังนั้นการลงทุนใดๆ ของกองทัพจีนจึงเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บให้ตัวเอง

ถามว่าประเทศไหนก็ตามที่เป็นคู่กรณีกับจีนจะยอมลงทุนกับบริษัทที่เอี่ยวกับ PLA ได้อย่างไร ต่อให้ต้องแตกหักกับหลักการตัวเองก็จำต้องยอมทำเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่เฉพาะแค่สหรัฐเท่านั้น ตอนนี้อินเดียก็เริ่มตรวจสอบว่ามีบริษัทไหนที่เอี่ยวกับ PLA บ้างเพราะกองทัพอินเดียเพิ่งจะปะทะอย่างหนักกับ PLA ในปีนี้ ทางที่ดีควรจะตัดเส้นเลือดของประเทศศัตรูโดยเร็วที่สุด

กรณีที่อินเดียเจอจังๆ คือบริษัท Xindia Steels Ltd ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนจีน-อินเดียที่ใหญ่ที่สุดโดยบริษัทฝ่ายจีนคือ Xinxing Cathay International Group Co. Ltd. มีความเกี่ยวข้องกับกรมส่งกำลังบำรุงทั่วไป หรือ GLD ของ PLA ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลการลงทุนของกองทัพในด้านโลจิสติก แถมบริษัทนี้ยังอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมาธิการการกำกับดูแลและบริหารสินทรัพย์รัฐวิสาหกิจของรัฐบาลจีน

ปรากฎว่าบริษัทจีนรายนี้ต้องอธิบายว่าตนได้ปลีกตัวจากความเกี่ยวข้องกับ PLA แล้ว แต่อินเดียจะเชื่อหรือไม่นั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง หากเปลี่ยนจากสหรัฐหรืออินเดียมาเป็นประเทศไทยเชื่อว่าคนไทยคงรู้สึกกังวลเช่นกันกับการได้รับทราบว่าบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือกองทัพเข้ามาข้องแวะในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศเรา

หากจีนเป็นประเทศที่ไม่ใหญ่โตหรือทรงอำนาจ การที่บริษัทจีนจะเอี่ยวกับกองทัพคงจะเป็นปัญหาน้อยกว่านี้ แต่นี่จีนกำลังทะเลาะกับอินเดียถึงขั้นเกือบจะเป็นสงครามย่อยๆ และยังมีการท้าทายด้ายยุทธศาสตร์กับสหรัฐในบางพื้นที่ เช่น ทะเลจีนใต้และในทะเลจีนตะวันออก

ต่อให้บริษัทที่สหรัฐขึ้นบัญชีดำไม่ได้เอี่ยวถึงขั้นลึกซึ้งกับ PLA หรืออาจจะไม่เกี่ยวข้องเลยก็ได้ (หรืออาจะถึงขั้นป้ายสีโดยสหรัฐ) แต่เพราะสถานะของจีนอย่างที่กล่าวไปข้างต้น สหรัฐก็ไม่อาจจะไว้ใจจีนได้อยู่ดี อย่างน้อยๆ ก็ต้องหาทางสกัดไม่ให้เข้ามาข้องแวะกับตลาดทุนสหรัฐมากเกินไป อย่างหนักที่สุดคือทำแบบทรัมป์

โจ ไบเดนอาจจะยิ้มหวานเพราะเขาคิดเหมือนทรัมป์ในเรื่องต้านจีน การที่ทรัมป์ช่วยขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนกับไล่ออกจากตลาดหุ้น ช่วยให้ไบเดน “ตีสองหน้า” กับจีนได้ถนัดขึ้น

ไบเดนจะไม่เล่นงานจีนโผงผางแต่เขาจะเล่นงานจีนแน่นอน ดังนั้นการที่ทรัมป์ช่วยขึ้นบัญชีดำ ไบเดนจึงไม่ต้อง “มือเปื้อนเลือด” และยังสามารถรักษาภาพลักษณ์ผู้เป็นความหวังในการกอบกู้ความสัมพันธ์ในสายตาของชาวจีนได้ด้วย

ไบเดนก็ย่อมรู้ว่าจีนกำลังใช้ทุนนิยมให้เป็นประโยชน์ เช่นเดียวกับนักการเมืองสหรัฐหลายๆ คนคงคิดเช่นกัน แต่มีแต่ทรัมป์ที่กล้าบีบไม่ให้จีนกอบโกยจากทุนนิยม เหมือนกับต้อนให้จีนกลับไปเป็น “จีนสังคมนิยม” ที่อยู่อย่างปากกัดตีนถีบ” ต่อไป ซึ่งจีนตอบสนองด้วยการประกาศแนวทาง “ยืนด้วยำแข้งตนเอง”

อเมริกันผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองบางคนเคยเชื่อว่าหากให้จีนเข้าถึงทุนนิยม จีนจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แน่นอนว่าวิธีคิดแบบนี้ดูเหมือนจะ “ไร้เดียงสาทางการเมือง” แต่สหรัฐไม่มีทางไร้เดียงสา มันเป็นวิธีคิดที่คาดหวังเอาไว้สูงและหวังผลสูงเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าในลักษณะสงครามเย็น ซึ่งมันได้ผลกับจีนตอนที่จีนยังต้วมเตี้ยมและยากจนและตอนที่จีนเป็นพันธมิตรกับสหรัฐเพื่อต้านโซเวียต

แต่เผอิญว่าจีนไม่เป็นไปตามที่อเมริกัน (บางคน) คาดหวังไว้เพราะจีนไม่ได้ยากจนเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อนตอนที่เสนอแนวคิดนี้ ตอนนี้จีนเป็นตรงกันข้ามแบบหลังมือเป็นหน้ามือ เมื่อจีนรวยกว่าใครในโลกหล้า จีนย่อมปรารถนาสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้นั่นคือ “อำนาจ”

หากไม่มองว่าสหรัฐกลัวเรื่องยุทธศาสตร์ตัวเองจะถูกจีนแทรกแซง หรือไม่มองว่าสหรัฐมองโลกในแง่ดีเรื่องจีนว่าปล่าอยให้ลงทุนแล้วจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เรายังอาจมองได้ว่านี่คือการเดินหมากเพื่อตัดตอนจีนไม่ให้เติบใหญ่ไปกว่านี้

โปรดสังเกตว่าบริษัท ของจีนหลายแห่งที่อยู่ในรายชื่อบัญชีดำเป็นแกนหลักของโครงการ Belt and Road ของจีนข้อมูลนี้เปิดเผยโดย TS Lombard บริษัทวิจัยในสหราชอาณาจักร  

โครงการ Belt and Road เป็นโครงการชิ้นโบว์แดงสีจิ้นผิงในการสร้างเส้นทางสายไหมแห่งใหม่ ซึ่งตามเจตนารมณ์แล้วเป็นโครงการเชื่อมต่อด้านโลจิสติกและการค้าขาย แต่โครงการนี้ถูกโจมตี (โดยเฉพาะจากชาติตะวันตก) ว่าเป็นการเบิกทางให้จีนเข้าไปชี้นำประเทศอื่น โดยยัดข้อหาให้จีนเรื่องจีนก่อหนี้เพื่อที่จะเข้าครอบงำประเทศลูกหนี้

และแน่นอนว่าสหรัฐไม่ค่อยจะแฮปปี้กับโครงการนี้เพราะมันเป็นการวางยุทธศาสตร์ของจีนสหรัฐจึงเสนอโครงการคล้ายๆ กันเพื่อสวนกลับคือ “Free and Open Indo-Pacific strategy” หรือ FOIP โดยเน้นที่ “ความเคารพในอธิปไตยของประเทศอื่น” จนดูเหมือนกับต้องการจะแซะจีน ส่วนอินเดียนั้นต่อต้านโครงการของจีนเอาเลยเพราะกระทบต่อความมั่นคงของอินเดียโดยตรง

บริษัท TS Lombard ชี้ว่าบริษัทเอกชนจีนกำลังผนึกกำลังกัน (synergies) กับ PLA ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพจีนในระยะยาวโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีทางการทหาร

การผนึกกำลังกันไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเราต้องไม่ลืมว่าจีนยังเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ซึ่งถึงที่สุดแล้วทรัพย์สินทุกอย่างย่อมเป็นของรัฐและรัฐจะเรียกคืนมาเมื่อใดก้ได้ แม้ว่าในยุคสมัยนี้จีนจะมีข้อยกเว้นหลายเรื่องเพื่อสร้างสังคมลูกผสมทุนนิยม-สังคมนิยม แต่เมื่อถึงคราวคับขันจีนก็อาจจะล้วงเอาหลักการ “ทุกอย่างเป็นของรัฐ” ขึ้นมาใช้ เมื่อนั้นจีนจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น

เราจะยิ่งเห็นได้ว่าในแผนพัฒนาระยะห้าปีของจีนที่เพิ่งประกาศไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนระบุชัดถึง “ความเร่งด่วน” ในการผนึกกำลังให้เป็นหนึ่งเดียวกันของกองทัพ, ฝ่ายการเมือง, ฝ่ายทหาร, ฝ่ายพลเรือน เพื่อให้การป้องกันประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การขึ้นบัญชีดำและเตะบริษัทจีนออกจากตลาดทุนสหรัฐเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามทุนยุคใหม่ คือส่วนหนึ่งของสงครามการเงินที่แต่ละฝ่ายจะใช้พลังอำนาจทางเศรษฐกิจเพื่อโจมตีกัน

เพียงแต่ตอนนี้มันเข้าสู่อีกระดับซึ่งการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิขจไม่เพียงพอ จึงต้องขอยืมอำนาจทางการเมืองมาช่วยหนุน ซึ่งจะว่าไปแล้วมันคือการแหกกติกาของสงครามการเงินนั่นเอง แต่สหรัฐในฐานะมหาอำนาจ “หนึ่งเดียว” ไม่แคร์กติกาอยู่แล้ว

ในลำดับต่อไป เราต้องมาลุ้นกันว่าจีนจะยกระดับสงครมมทุน/สงครามเศรษฐกิจโดยใช้อำนาจทางการเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือไม่?

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by STR / AFP / China OUT

รมต.มาเลเซียเสี่ยงติดเชื้อแต่ยังประชุมสภา ทำฝ่ายค้านฮือต้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รมต.มาเลเซียเสี่ยงติดเชื้อแต่ยังประชุมสภา ทำฝ่ายค้านฮือต้าน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 20:30 น.รมต.มาเลเซียเสี่ยงติดเชื้อแต่ยังประชุมสภา ทำฝ่ายค้านฮือต้านฝ่ายค้านเดินหนีออกนอกห้องประชุมหลังรัฐมนตรีมาเลเซียซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการกักตัวโผล่เข้าประชุมสภา

เอเอฟพีรายงาน วันที่ 14 ธันวาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธาณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรบุคคล พร้อมด้วยส.ส. ฝ่ายค้าน 1 คนซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการกักตัว ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมลงมติร่างงบประมาณ โดยต้องสวมชุดคลุม, หน้ากากอนามัย, เฟซชิลด์ และถุงมือ

ส่งผลให้สมาชิกฝ่ายค้านเกิดความหวาดกลัวและไม่พอใจ พากันตะโกนประท้วงและตัดสินใจออกจากห้องประชุมโดยไม่ร่วมลงมติดังกล่าว

ซาเวียร์ ชัยกุมาร ส.ส. ฝ่ายค้านกล่าวกับเอเอฟพีว่า “วันนี้เป็นวันที่มืดมนของประชาธิปไตยในมาเลเซียเพราะไม่มีการปฏิบัติตามกฎหมาย”

อย่างไรก็ตามประธานสภายืนยันว่ามีการใช้มาตรการป้องกันดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่ รวมถึงการขนส่งสมาชิกทั้ง 3 ด้วยรถพยาบาลและจัดห้องพักพิเศษ

Photo by Handout / Teresa Kok / AFP

พื้นฐานความรู้ของคนไทยแกร่งแค่ไหนเมื่อเทียบกับชาวโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

พื้นฐานความรู้ของคนไทยแกร่งแค่ไหนเมื่อเทียบกับชาวโลก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 19:38 น.พื้นฐานความรู้ของคนไทยแกร่งแค่ไหนเมื่อเทียบกับชาวโลก สำรวจระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านความรู้ของประเทศไทยโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประกาศผลดัชนีความรู้โลกประจำปี 2020

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เปิดเผยผลการจัดอันดับดัชนีความรู้โลก (Global Knowledge Index-GKI) ประจำปี 2020 ซึ่งเป็นการจัดอันดับดัชนีความรู้จากทั้งหมด 138 ประเทศทั่วโลก โดยใช้ 199 ตัวชี้วัด

โดยในปีนี้มีค่าเฉลี่ยของดัชนีความรู้ทั่วโลกอยู่ที่ 46.7 โดยประเทศที่เป็นผู้นำด้านความรู้ของโลก 5 อันดับแรก ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ (73.6), สหรัฐอเมริกา (71.1), ฟินแลนด์ (70.8), สวีเดน (70.6) และเนเธอร์แลนด์ (69.7) 

สำหรับประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 53 ด้วยดัชนีความรู้ 48.3 ซึ่งทางผู้จัดทำชี้ว่าไทยมีผลงานที่แข็งแกร่งในแง่โครงสร้างพื้นฐานความรู้ ส่วนที่เป็นจุดแข็งของไทยคือ จำนวนผู้ลงทะเบียนใช้โทรศัพท์มือถือ, อัตราการว่างงานต่ำของผู้ที่มีความรู้สูง และมีส่วนที่ปรับปรุงให้ดีขึ้นคือการฝึกอบรมของภาคธุรกิจ และการส่งออกบริการที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ 

การจัดอันดับดังกล่าวจำแนกออกเป็น 7 ด้านโดยอิงกับระดับการศึกษาระดับต่างๆ และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งไทยมีผลงานที่ค่อนข้างน่าพอใจโดยอยู่ในกลุ่มปานกลางค่อนข้างสูง

ความรู้ด้านการศึกษาในระดับเตรียมอุดมศึกษา มีค่าเฉลี่ยระดับโลกอยู่ที่ 58.0 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 73 (59.3) 

ความรู้ด้านการศึกษาและการฝึกอบรมด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา มีค่าเฉลี่ยระดับโลกอยู่ที่ 50.8 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 101 (44.9)

ความรู้ด้านการศึกษาในระดับอุดมศึกษา มีค่าเฉลี่ยระดับโลกอยู่ที่ 40.3 ประเทศไทยอยู่ในอับดับที่ 84 (37.3) 

ความรู้ด้านการวิจัย การพัฒนา และนวัตกรรม มีค่าเฉลี่ยระดับโลกอยู่ที่ 26.0 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 48 (25.7) 

ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีค่าเฉลี่ยระดับโลกอยู่ที่ 53.8 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 53 (59.6) 

ความรู้ด้านเศรษฐกิจ มีค่าเฉลี่ยระดับโลกอยู่ที่ 42.7 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 29 (53.8)

ความรู้ด้านสภาพแวดล้อมทั่วไป มีค่าเฉลี่ยระดับโลกอยู่ที่ 59.9 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 58 (61.8) 

สิงคโปร์อนุมัติไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค เริ่มแจกประชาชนสิ้นเดือนนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สิงคโปร์อนุมัติไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค เริ่มแจกประชาชนสิ้นเดือนนี้ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 18:02 น.สิงคโปร์อนุมัติไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค เริ่มแจกประชาชนสิ้นเดือนนี้สิงคโปร์อนุมัติวัคซีนจากไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค ยืนยันมีวัคซีนเพียงพอต่อทุกคนภายในปีหน้า

บลูมเบิร์กรายงาน วันที่ 14 ธันวาคม สิงคโปร์อนุมัติวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาของไฟเซอร์ (Pfizer Inc.) และไบโอเอ็นเทค (BioNTech SE) โดยคาดว่าจะมีการจัดส่งครั้งแรกภายในสิ้นเดือนธันวาคมนี้

โดย ลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คาดว่าวัคซีนอื่นๆ รวมถึงโมเดอร์นา (Moderna Inc.) และซิโนแวค (Sinovac Biotech Ltd) จะมาถึงสิงคโปร์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พร้อมเสริมว่าวัคซีนจะมีเพียงพอต่อประชาชนทุกคนภายในไตรมาสที่ 3 ของปีหน้า โดยสิงคโปร์ได้จัดสรรงบประมาณสำหรับวัคซีนกว่า 1 พันล้านเหรียญสิงคโปร์

ลี กล่าวว่าสิงคโปร์จะเป็นประเทศแรกๆ ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค หลังจากที่ได้รับการอนุมัติในสหราชอาณาจักรและแคนาดา รวมถึงสหรัฐได้อนุมัติในกรณีฉุกเฉิน

โดยเบื้องต้นจะมอบวัคซีนให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอย่างบุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรแนวหน้า ตลอดจนผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง

ขณะเดียวกันในวันที่ 28 ธันวาคม สิงคโปร์จะผ่อนปรนข้อจำกัดในการยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยจะขยายจำนวนให้สามารถรวมกลุ่มกันได้ 8 คนจาก 5 คน

Photo by CHARLY DIAZ AZCUE / ARGENTINA’S SENATE / AFP

จะดีไหมถ้าเข้าออฟฟิศแค่ 3 วันต่อสัปดาห์? กูเกิลกำลังทำแบบนั้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จะดีไหมถ้าเข้าออฟฟิศแค่ 3 วันต่อสัปดาห์? กูเกิลกำลังทำแบบนั้น – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 16:37 น.จะดีไหมถ้าเข้าออฟฟิศแค่ 3 วันต่อสัปดาห์? กูเกิลกำลังทำแบบนั้นกูเกิลเล็งให้พนักงานทำงานในออฟฟิศ 3 วันต่อสัปดาห์หลังกลับมาทำงานได้ตามปกติ

เดอะนิวยอร์กไทมส์ รายงาน “กูเกิล” ขยายเวลาให้พนักงานทำงานที่บ้านจนถึงเดือนกันยายน 2564 เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนายังคงไม่สามารถยับยั้งได้

ช่วงคืนวันที่ 13 ธันวาคม ศุนทัร ปิจไช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอัลฟาเบต (Alphabet) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล ได้ส่งอีเมลถึงพนักงาน ระบุว่า “บริษัทกำลังทดสอบแนวทาง “สัปดาห์ทำงานแบบยืดหยุ่น” โดยคาดว่าพนักงานจะทำงานในสำนักงานอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์เมื่อสามารถกลับไปทำงานที่บริษัทได้อย่างปลอดภัย ขณะที่วันอื่นๆ สามารถทำงานได้จากที่บ้าน”

“เรากำลังทดสอบว่ารูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นจะนำไปสู่การเพิ่มผลประกอบการ ความร่วมมือ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้หรือไม่ และยังไม่ค่อยมีบริษัทใดที่เริ่มทดสอบระบบการทำงานเช่นนี้ จึงน่าสนใจที่จะทดลอง”

นอกจากนี้ กูเกิลยังมีแผนที่จะออกแบบสำนักงานใหม่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำ และเสนอทางเลือกให้กับพนักงาน เช่น การจองสถานที่ทำงานร่วมกันสำหรับคนไม่เกินสิบคน และการรักษาความปลอดภัยพื้นที่กลางแจ้งสำหรับการสังสรรค์ขนาดใหญ่ หรือการจองโต๊ะทำงานที่สำนักงานสำหรับพนักงานที่ต้องการพื้นที่ทำงานเงียบๆ นอกบ้าน

รวมทั้งมีแผนที่จะพัฒนาวิธีการใหม่ๆ เพื่อช่วยให้พนักงานลดช่องว่างระหว่างการทำงานที่สำนักงานและการทำงานจากที่บ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพนักงานที่อาจไม่ได้อาศัยอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสำหรับการทำงานระยะไกล

อย่างไรก็ตามช่วงเวลาในการทำงานแบบยืดหยุ่นยังคงไม่ชัดเจนเนื่องจากสถานการณ์ของไวรัสโคโรนาแตกต่างกันในแต่ละประเทศ และกำหนดการณ์ใหม่อาจไม่มีผลกับพนักงานบางตำแหน่ง อาทิ พนักงานที่ต้องติดต่อกับลูกค้า และพนักงานในศูนย์ข้อมูลหรือห้องปฏิบัติการ

ทั้งนี้ กูเกิลเป็นบริษัทแรกๆ ที่ให้พนักงานเริ่มทำงานจากที่บ้านตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม โดยมีการเลื่อนเวลาที่จะกลับมาทำงานที่สำนักงานหลายครั้ง จากเดิมที่คาดว่าพนักงานจะกลับเข้าทำงานตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 เป็นเดือนกรกฎาคม และตอนนี้เลื่อนไปจนถึงเดือนกันยายน

นอกจากนี้ กูเกิลได้กล่าวว่า กำลังมองหาโอกาสในการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาให้กับพนักงานในช่วงกลางถึงปลายปี 2564 หลังจากที่กลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงได้รับการฉีดวัคซีนเรียบร้อยแล้ว

AFP PHOTO/ PIERRE-PHILIPPE MARCOU

ตูนิเซีย โค่นล้มเผด็จการได้แต่การปฏิวัติของประชาชนยังไม่จบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ตูนิเซีย โค่นล้มเผด็จการได้แต่การปฏิวัติของประชาชนยังไม่จบ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 15:01 น.ตูนิเซีย โค่นล้มเผด็จการได้แต่การปฏิวัติของประชาชนยังไม่จบตูนิเซียโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการที่ปกครองมายาวนานถึง 23 ปี โดยใช้เวลาไม่ถึง 1 เดือน แต่เป้าหมายของการปฏิรูปนั้นยังคงอีกยาวไกล

แม้ว่าชาวตูนิเซียจะโค่นล้มอำนาจของผู้นำเผด็จการ “ซีน อัล อาบิดีน เบน อาลี” ไปได้ราวสิบปีแล้ว ซึ่งเป็นการโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการที่ปกครองมายาวนานถึง 23 ปี โดยใช้เวลาไม่ถึง 1 เดือน แต่เพราะตำรวจและทหารที่ยังทรงอิทธิพลอยู่ทำให้หนทางสู่เป้าหมายของการปฏิรูปยังคงอีกยาวไกล

เบน อาลี ออกจากประเทศตูนิเซียไปเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2011 โดยมีสมาชิกในครอบครัวและผู้ช่วยคนสนิทเพียงไม่กี่คนออกไปกับเขาด้วย แต่บรรดาตำรวจซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “กระดูกสันหลัง” ของการปกครองรูปแบบเผด็จการของเบน อาลียังคงอยู่

สำนักข่าว AFP รายงานว่า “อูลา เบน เนชมา” ผู้นำการสอบสวนแห่งคณะกรรมการความจริงและศักดิ์ศรีของตูนิเซีย (Truth and Dignity Commission-IVD) กล่าวว่ามีเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยเพียง 54 คนเท่านั้นที่ถูกไล่ออกในปี 2011 โดยพวกเขาไม่ได้รับการพิจารณาคดีหรือถูกลงโทษแต่อย่างใด

“ซีเฮม เบยเซดดรีน” อดีตหัวหน้า IVD กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2014 ของตูนิเซียได้กำหนดบทบาทของตำรวจใหม่ในระบอบประชาธิปไตย แต่หลังจากนั้นไม่นาน “ปีศาจในอดีตก็หวนกลับมา”

โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกร่างขึ้นเพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิภายใต้การปกครองของเบน อาลี และฮะบีบ บูรกีบะฮ์ ประธานาธิบดีคนแรกหลังประกาศเอกราชของตูนิเซีย แต่หลังจากนั้นสหภาพตำรวจได้ใช้แรงกดดันทางการเมืองเพื่อปกป้องตนเอง และในบางครั้งยังบุกเข้าไปในสำนักงานของผู้พิพากษาที่สอบสวนคดีละเมิดดังกล่าว

ยกตัวอย่างการเปิดตัวศาลพิเศษในปี 2018 เพื่อตัดสินผู้ต้องหา 1,400 คนในข้อหาฆ่าข่มขืนและทรมาน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขัดขวางกระบวนการดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่เกือบทั้งหมดที่ถูกหมายเรียกปฏิเสธที่จะปรากฏตัว

นอกจากนี้ในปีเดียวกัน IVD มีคำสั่งให้สร้างหน่วยงานเฝ้าระวังของตำรวจที่เป็นอิสระและหน่วยข่าวกรองที่สามารถตอบสนองต่อรัฐสภาได้ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้ดำเนินการสร้าง

ตุลาการถูกกดดันอย่างหนักภายใต้การปกครองของเบน อาลี โดยผู้พิพากษาที่เปิดเผยต่อสาธารณชนมากที่สุดในยุคของเขาส่วนใหญ่ถูกไล่ออก ขณะที่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ต่อผู้พิพากษาที่ทุจริต

ในรายงานฉบับสุดท้ายเมื่อปีที่แล้วของ IVD ได้เรียกร้องให้มีมาตรการเพื่อเสริมสร้างความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและศาลปกครอง และให้ความสำคัญอย่างมากในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2019

“นาบิล คาโรวี” เป็นนักธุรกิจและนักการเมืองชาวตูนิเซียถูกจำคุกเนื่องจากการรณรงค์ในข้อหาฟอกเงินและเลี่ยงภาษี ช่วงเวลาแห่งการจับกุมทำให้เกิดข้อกล่าวหาว่าใช้กระบวนการยุติธรรมในทางที่ผิด

ทั้งนี้ แม้ว่าตูนิเซียจะได้รับชัยชนะจากการเปลี่ยนแปลงมาเป็นประชาธิปไตย แต่การปฏิรูปเศรษฐกิจของตูนิเซียและการลดความเหลื่อมล้ำยังคงเป็นประเด็นใหญ่

โดยมีการถกเถียงกันมากขึ้นเกี่ยวกับ “ทุนนิยมพวกพ้อง” ที่กลุ่มบริษัทใหญ่มีอำนาจในการควบคุมความเป็นไปของตลาด

ยกตัวอย่างปัญหาที่เกิดจากการผูกขาด เช่น รถยนต์แต่ละยี่ห้อที่นำเข้ามาในประเทศตูนิเซีนสามารถนำเข้าได้โดยตัวแทนรายเดียวเท่านั้น หรือสตาร์ทอัพที่เปิดตัวระบบการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือล้มเหลวเนื่องจากมีเงินไม่ถึง 5 ล้านดีนาร์ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ มาก

อีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกว่าการล่มสลายของระบอบเผด็จการของเบน อาลี ไม่ได้ทำให้การทุจริตคอร์รัปชันหมดไปคือการที่ชาวตูนิเซียกล่าวว่าคอร์รัปชันเติบโตอย่างมากในช่วงปี 2010-2017 ส่งผลให้ประเทศตูนิเซียตกอยู่ในอันดับที่ 15 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ

ยิ่งไปกว่านั้น ปรากฏการณ์นี้และความซบเซาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาส่งผลให้ประชาชนหวนกลับไปคิดถึงการปกครองระบอบเก่า

อย่างไรก็ตาม ราดูอาน เอร์เกซ ที่ปรึกษาของ Think Tank Joussour เตือนว่าความรู้สึกโหยหาระบอบเผด็จการจะเป็นอันตายต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นประชาธิปไตย และทำให้เกิดคำถามถึงความสำเร็จทางการเมืองของประเทศ

ถอดรหัสจดหมายปริศนาของ “นักฆ่าจักรราศี” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ถอดรหัสจดหมายปริศนาของ “นักฆ่าจักรราศี” – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 13:35 น.ถอดรหัสจดหมายปริศนาของ "นักฆ่าจักรราศี"อีกหนึ่งปริศนาได้ถูกไขให้กระจ่างแล้ว แต่การตามล่าตัวนักฆ่านายนี้ยังไม่สิ้นสุดลง

Zodiac Killer หรือ “นักฆ่าจักราศี” คือฆาตกรต่อเนื่องซึ่งก่อเหตุในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1960 ในแถบพื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนียและอาจรวมถึงรวมถึงเขตรัฐเนวาดาที่อยู่ใกล้เคียงกัน จนถึงทุกวันนี้ทางการสหรัฐก็ยังไม่สามารถระบุถึงตัวตนที่แท้จริงและแรงจูงใจของนักฆ่ารายได้นี้ได้

เขาเรียกตัวเองว่า Zodiac Killer เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาคนนี้เลย มีเพียงรายชื่อของเหยื่อจำนวนหนึ่งซึ่งระบุได้ชัดๆ แค่ 5 คน และอาจมีมากถึง 37 คนที่ยังยืนยันไม่ได้ อีกหลักฐานหนึ่งคือจดหมายประกอบด้วยรหัสลับสี่ชุด ซึ่งสามในสี่ชุดนี้ยังไม่มีบุคคลได้สามารถถอดได้จนถึงปัจจุบัน

สำหรับจดหมายที่เป็นปริศนาพอ ๆ กับตัวตนของเขาเป็นที่สนใจของชาวโลกมานานหลายสิบลปี เพราะมันเขียนโดยใช้รหัสแปลกประหลาดที่ถอดได้ยาก ที่มาของมันย้อนกลับไปเมื่อ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1969 จดหมายสามฉบับถูกส่งไปยังสำนักหนังสือพิมพ์ 3 แห่ง ได้แก่ หนังสือพิมพ์วัลเลโฮไทม์เฮรัลด์, หนังสือพิมพ์ซานฟรานซิสโกครอนิเคิลส์ และหนังสือพิมพ์ซานฟรานซิสโกเอ็กแซมิเนอร์

ในแต่ละฉบับยังแนบชุดรหัสลับ 3 ชุด โดยใช้ 408 สัญลักษณ์ ที่ซึ่งฆาตกรอ้างถึงความเป็นลักษณะเฉพาะของรหัสลับที่เขาประดิษฐ์ขึ้น เขายังข่มขู่ให้สำนักหนังสือพิมพ์ทั้งสามตีพิมพ์เนื้อความจากจดหมายของเขาลงบนหน้าหนึ่งของแต่ละฉบับ มิเช่นนั้นเขาจะ “ฆาตกรรมผู้คนในเวลากลางคืนตลอดช่วงสุดสัปดาห์นั้น และฆ่าต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบหนึ่งโหล”

ต่อมา7 สิงหาคม ค.ศ. 1969 จดหมายอีกฉบับถูกส่งไปที่ ซานฟรานซิสโกเอ็กแซมิเนอร์ซึ่งเขาเริ่มต้นเรียกตัวเองว่า Zodiac (จักรราศี) ในวัดต่อมาก็มีผู้ถอดรหัสที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ได้เนื้อความมีดังนี้

“ฉันชอบฆ่าผู้คนเพราะว่ามันสุดแสนจะสนุก มันสนุกกว่าเกมล่าสัตว์ในป่าเสียอีก เพราะมนุษย์คือสัตว์ที่อันตรายที่สุดจากทั้งหมด จากการฆ่าบางสิ่งบางอย่างมันให้ประสบการณ์อันสุดแสนจะสยดสยองให้ฉัน มันดีกว่าประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงเสียอีก ช่วงที่ดีที่สุดของมันคือเมื่อฉันตาย ฉันจะไปเกิดใหม่บนสวรรค์ และทั้งหมดที่ฉันได้ฆ่าไปจะกลายมาเป็นทาสของฉัน ฉันจะไม่ให้ชื่อของฉันไป เพราะพวกคุณจะพยายามขัดขวางหรือยับยั้งการสะสมทาสสำหรับชีวิตหลังความตายของฉัน EBEORIETEMETHHPITI” (อักษรภาษาอังกฤษ 18 ตัวสุดท้ายที่ถอดได้ไม่มีผู้ใดเข้าใจถึงความหมายของมัน)

ล่าสุด มีกลุ่มคน 3 คนจากสหรัฐ, เบลเยียม และออสเตรเลียสามารถถอดรหัสจดหมายฉบับ 340 ตัวอักษรที่เรียกกันว่า “340 Cipher” ได้สำเร็จ หลังจากกาลเวลาได้ผ่านมานานถึง 51 ปีหลังจากที่มันถูกส่งมายังหนังสือพิมพ์ซานฟรานซิสโกครอนิเคิลส์ เนื้อความมีดังนี้

“ฉันหวังว่าคุณจะสนุกกับการพยายามจับฉัน ฉันไม่กลัวห้องรมแก๊สเพราะมันจะส่งฉันไปยังสวรรค์ (คำนี้เขาเขียนผิด) เร็วขึ้น เพราะตอนนี้ฉันมีทาสมากพอที่จะทำงานให้ฉัน” อย่างไรก็ตาม รหัสนี้ไม่ได้บอกถึงตัวตนของฆาตรกร

หลังจากมีการถอดรหัสได้สำเร็จ สำนักงานสืบสวนกลางของสหรัฐ หรือ F.B.I. ได้มีแถลงการณ์ว่า “ คดีนักฆ่าจักรราศียังคงมีการสอบสวนอย่างต่อเนื่องโดย F.B.I. แผนกซานฟรานซิสโกและผู้ร่วมงานด้านการบังคับใช้กฎหมายในท้องถิ่นของเรา นักฆ่าจักรราศีได้สร้างความหวาดกลัวให้กับชุมชนหลายแห่งทั่วแคลิฟอร์เนียตอนเหนือและแม้ว่าหลายทศวรรษจะผ่านไปเรายังคงแสวงหาความยุติธรรมให้กับเหยื่อของอาชญากรรมที่โหดร้ายเหล่านี้”

ตอนนี้ยังมีจดหมายอีก 2 ฉบับที่รอการถอดรหัสซึ่งหนึ่งในนั้นอาจรวมถึงชื่อและตัวตนของฆาตรกรบันลือโลกรายนี้ ดังนั้นคดีนี้จึงยังไม่คลี่คลาย เพียงแต่หนึ่งในปริศนาได้ถูกไขออกมาให้กระจ่างขึ้นเท่านั้น