เจาะลึกรัฐบาลไบเดน ขุนพลสีเขียวตามเช็ดวีรกรรมทรัมป์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เจาะลึกรัฐบาลไบเดน ขุนพลสีเขียวตามเช็ดวีรกรรมทรัมป์ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 15:45 น.เจาะลึกรัฐบาลไบเดน ขุนพลสีเขียวตามเช็ดวีรกรรมทรัมป์จอห์น เคอร์รี ขึ้นแท่นว่าที่ทูตพิเศษด้านสภาพภูมิอากาศคนแรกของสหรัฐ

1. โจ ไบเดน แสดงท่าทีชัดเจนตั้งแต่ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงสภาพภูมิอากาศปารีส โดยให้คำวมั่นว่าวันข้างหน้าฝ่ายบริหารไบเดนจะนำสหรัฐกลับเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าวอีกครั้ง แสดงให้เห็นว่าไบเดนให้ความสำคัญต่อสภาพภูมิอากาศเป็นอย่างมาก

2. ไบเดนแต่งตั้งให้ จอห์น เคอร์รี เป็นทูตพิเศษด้านสภาพภูมิอากาศ (Special Presidential Envoy for Climate) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่กำหนดขึ้นใหม่ภายใต้สภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยการแต่งตั้งเคอร์รีในครั้งนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของไบเดนที่ให้ความสำคัญต่อสภาพภูมิอากาศ และยังได้รับการยกย่องจากนักเคลื่อนไหวและนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจำนวนมาก

3. เคอร์รี เป็นผู้ลงนามในข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศของปารีสในนามสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2016 ในสมัยรัฐบาลบารัก โอบามา ก่อนที่ทรัมป์จะตัดสินใจถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงดังกล่าวในภายหลัง 

4. เคอร์รีมีประสบการณ์ในการทำงานด้านสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการยอมรับจากบุคคลสำคัญทั่วโลก อาทิ นิคลาส โฮเน่ ผู้ก่อตั้งสถาบันนิวไคลเมท (NewClimate Institute) กล่าวว่า “การแต่งตั้งจอห์น เคอร์รี เป็นข่าวดีสำหรับสภาพอากาศของโลก มันไม่ใช่อเมริกาต้องมาก่อน (America first) อีกต่อไป แต่เป็นโลกต้องมาก่อน (Planet first) ผมคิดว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่งนี้เพราะนโยบายด้านสภาพอากาศระหว่างประเทศต้องการการประนีประนอม และประสบการณ์ของเคอร์รีมีค่ามหาศาลสำหรับตำแหน่งนี้” รวมถึงอัล กอร์ อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐก็ได้ยอมรับว่าเคอร์รีคือตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม

5. ในปี 1994 เคอร์รีเป็นผู้นำในการต่อต้านการระดมทุนเพื่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เร็วแบบเบ็ดเสร็จ (Integral fast reactor) ก่อนที่จะหันมาสนับสนุนพลังงานทางเลือกและพลังงานนิวเคลียร์ในปี 2017 เพื่อให้สหรัฐสามารถบรรลุเป้าหมายระยะยาวที่มุ่งเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และยังเคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคนแรกและเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของสหรัฐที่ได้ไปเยือนแอนตาร์กติกาโดยใช้เวลา 2 วันเพื่อพบปะกับทีมวิจัยขั้วโลกใต้

6. เคอร์รีกล่าวว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับพันธมิตรทั้งหลายในการเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อจัดการกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจังและเร่งด่วน” แม้ว่าบทบาทและอำนาจหน้าที่ของเคอร์รียังไม่ชัดเจนแต่ภารกิจหลักของเขาคือการสร้างเสียงของสหรัฐในประชาคมโลกในการอุทิศตนเพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

7. นอกจากนี้เคอร์รียังมีประสบการณ์ในด้านอื่นๆ โดยเคยเป็นทหารในกองทัพเรือสหรัฐและร่วมปฏิบัติการในสงครามเวียดนาม ก่อนจะเรียนต่อด้านกฎหมายและดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยอัยการประจำเขต และรองผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ในเวลาต่อมา จนกระทั่งปี 1985 ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ และดำรงตำแหน่งนานถึง 6 วาระ

8. ในปี 2009 เคอร์รีได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภาก่อนจะได้รับการทาบทามจากอดีตประธานาธิบดีโอบามาให้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐคนที่ 68 ต่อจากฮิลลารี คลินตัน

Photo by Mark Makela/Getty Images/AFP

พบหลักฐานใหม่ไวรัสโคโรนาอาจไม่ได้เกิดจากจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

พบหลักฐานใหม่ไวรัสโคโรนาอาจไม่ได้เกิดจากจีน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 13:30 น.พบหลักฐานใหม่ไวรัสโคโรนาอาจไม่ได้เกิดจากจีนผลการศึกษาของสหรัฐพบสัญญาณบ่งชี้ว่าไวรัสโคโรนาเกิดขึ้นในสหรัฐก่อนที่จะมีการยืนยันการระบาดในอู่ฮั่น

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงาน สหรัฐเปิดเผยผลงานวิจัยจากอิตาลีและฝรั่งเศสที่ระบุว่าไวรัสโคโรนาอาจแพร่กระจายไปในหลายประเทศก่อนที่จะพบในประเทศจีนและถูกระบุให้เป็นโรคระบาด

นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) กล่าวเมื่อวันที่ 30 พ.ย. ว่าการทดสอบตัวอย่างเลือดในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. ปีที่แล้วพบหลักฐานของแอนติบอดีไวรัสโคโรนา หรือที่เรียกว่าซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมีการยืนยันการระบาดอย่างเป็นทางการในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. และมีการยืนยันผู้ติดเชื้อรายแรกในสหรัฐเมื่อวันที่ 19 ม.ค.

ตามรายงานของ CDC ของสหรัฐอเมริกา นักวิจัยได้ทดสอบตัวอย่างเลือด 7,389 ตัวอย่างที่เก็บรวบรวมระหว่างวันที่ 13 ธ.ค. 2019 ถึง 17 ม.ค. 2020 จากประชาชนอเมริกันพบว่า 106 ตัวอย่างตอบสนองต่อการทดสอบแอนติบอดีซาร์ส-โควี-2 โดยมี 39 ตัวอย่างที่รวบรวมระหว่างวันที่ 13 ถึง 16 ธันวาคม 2019 ซึ่งการค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าซาร์ส-โควี-2 อาจแพร่ระบาดในสหรัฐอเมริกาก่อนวันที่ 19 มกราคม 2020

นักวิทยาศาสตร์ของ CDC เขียนไว้ในการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ลงบนวารสารโรคติดเชื้อทางคลินิก (Clinical Infectious Diseases) ว่าการพบแอนติบอดีครั้งนี้สามารถบ่งชี้ได้ว่ามีผู้ติดเชื้อซาร์ส-โควี-2 ในสหรัฐอเมริกาเร็วกว่าที่ทุกคนเคยรับรู้

รวมถึงการวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในอิตาลีเมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา ระบุว่ามีการพบแอนติบอดีไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวอย่างเลือดที่นำมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2019 และในฝรั่งเศสได้พบว่ามีผู้ป่วยในโรงพยาบาลมีเชื้อไวรัสโคโรนาเชิงบวกในเดือนธันวาคม 2019

โดยตัวอย่างทั้งในอิตาลีและฝรั่งเศสเกิดขึ้นก่อนที่จะพบเชื้อไวรัสในอู่ฮั่นและเกิดการถกเถียงถึงต้นตอของไวรัสโคโรนา

เช่นเดียวกับการศึกษาในประเทศอื่นๆ ที่พบหลักฐานของไวรัสโคโรนาก่อนหน้านี้ โดยข้อมูลจากรัฐบาลจีนระบุว่าตรวจสอบย้อนหลังพบผู้ติดเชื้อรายแรกตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. 2019 หรืออาจเร็วกว่านั้น ก่อนที่จะได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการในอู่ฮั่นเมื่อปลายเดือนธันวาคม

CDC ระบุว่าองค์การอนามัยโลกและวารสารทางการแพทย์เดอะแลนซิตกำลังพยายามหาต้นตอที่แท้จริงของเชื้อไวรัสดังกล่าว โดยไมค์ ไรอันนักระบาดวิทยาและผู้อำนวยการบริหารของโครงการภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพขององค์การอนามัยโลกกล่าวว่า เปรียบเสมือนการงมเข็มในมหาสมุทร และองค์การอนามัยโลกต้องส่งนักวิทยาศาสตร์ไปยังอู่ฮั่นโดยเร็วที่สุดเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม และเพื่อให้ประชาคมระหว่างประเทศมั่นใจในคุณภาพของวิทยาศาสตร์

Photo by Alberto PIZZOLI / AFP

รวบแกนนำนักศึกษาฮ่องกงข้อหาประท้วงเลเซอร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รวบแกนนำนักศึกษาฮ่องกงข้อหาประท้วงเลเซอร์ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 12:30 น.รวบแกนนำนักศึกษาฮ่องกงข้อหาประท้วงเลเซอร์ประธานสหภาพนักศึกษาฮ่องกงถูกจับกุมตัวข้อหาพกอาวุธหลังซื้ออุปกรณ์ยิงเลเซอร์

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงาน วันที่ 2 ธ.ค. เวลาประมาณ 7.00 น. คีธ ฟง ประธานสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแบ๊บติส ฮ่องกง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 20 นายบุกเข้าจับกุมที่บ้านพักในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมและขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงครอบครองอาวุธในที่สาธารณะ โดยควบคุมตัวไปที่สถานีตำรวจชาทิน

ภายหลังสหภาพนักศึกษาออกมาแถลงการณ์ประณามการจับกุมครั้งนี้และเรียกร้องให้ปล่อยตัวฟงทันที “ตั้งแต่มีกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ทางการคอมมิวนิสต์ฮ่องกงได้ดำเนินการอย่างรุนแรงและสร้างความหวาดกลัวไปทั่วฮ่องกง”

ก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคม ประธานสหภาพนักศึกษาเคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย จับกุมตัวหลังซื้ออุปกรณ์ยิงเลเซอร์ที่ชาวฮ่องกงใช้กันอย่างแพร่หลายในการประท้วงต่อต้านรัฐบาลเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งการจับกุมในครั้งนั้นถือเป็นการจุดชนวนให้เกิดการประท้วงตามมาหลายครั้ง

ทั้งนี้ อุปกรณ์ยิงเลเซอร์ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการชุมนุมประท้วงในฮ่องกงเพื่อสร้างความสับสนให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเพื่อป้องกันการถูกถ่ายภาพ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงกำหนดให้อุปกรณ์ยิงเลเซอร์เป็นอาวุธชนิดหนึ่ง โดยอ้างว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นายต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหลังถูกผู้ชุมนุมประท้วงยิงแสงเลเซอร์

Photo by Anthony WALLACE / AFP

เดมเลอร์ สวนกระแสแจก ‘โบนัสโคโรนา’ ให้พนักงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เดมเลอร์ สวนกระแสแจก ‘โบนัสโคโรนา’ ให้พนักงาน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 11:00 น.เดมเลอร์ สวนกระแสแจก 'โบนัสโคโรนา' ให้พนักงานบริษัทเดมเลอร์จากเยอรมันแจกโบนัสพนักงานในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

รอยเตอร์สรายงาน เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. เดมเลอร์ (Daimler) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมันกล่าวว่าจะจ่าย “โบนัสโคโรนา” ให้กับพนักงานชาวเยอรมันเพื่อใช้จ่ายในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา เช่น กาารต้องสวมหน้ากากอนามัน การทำงานจากที่บ้าน หรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ

โดยมีพนักงานในเยอรมนีที่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสประมาณ 160,000 คน คนละ 1,000 ยูโร

วิลเฟรด พอร์ต หัวหน้าฝ่ายบุคคลของเดมเลอร์แถลงว่า “เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ทำให้ปี 2020 เป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาพิเศษนี้บริษัทไว้วางใจในความยืดหยุ่นและความเต็มใจของพนักงาน”

ทั้งนี้ เดมเลอร์มีผลกำไรประจำไตรมาสที่ 3 สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ โดยการประกาศผลประกอบการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ต.ค. ที่ผ่านมาเดมเลอร์มีรายรับ 40.28 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีผลกำไรต่อหุ้น 1.92 เหรียญสหรัฐ

Photo by Sarah Silbiger/Getty Images/AFP

OECD ชี้เศรษฐกิจโลกเติบโตอีกครั้งในปีหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

OECD ชี้เศรษฐกิจโลกเติบโตอีกครั้งในปีหน้า – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 09:00 น.OECD ชี้เศรษฐกิจโลกเติบโตอีกครั้งในปีหน้าองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจเผยแนวโน้มเศรษฐกิจโลกดีขึ้น

รอยเตอร์สรายงาน องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ชี้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกกำลังจะดีขึ้นเนื่องจากมีวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนารวมถึงการฟื้นตัวของประเทศจีน แม้ว่าจะยังมีการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 2 ในหลายประเทศก็ตาม

โดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจกล่าวว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโต 4.2% ในปีหน้า และผ่อนคลายลงเหลือ 3.7% ในปี 2022 หลังจากที่หดตัว 4.2% ในปีนี้

นอกจากนี้ยังคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) โดยรวมของโลกจะกลับสู่ระดับก่อนวิกฤตภายในสิ้นปี 2021 ซึ่งนำโดยการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของจีน ขณะที่ผลผลิตในหลายประเทศจะยังคงต่ำกว่าระดับก่อนวิกฤตไปจนถึงปี 2022 ประมาณ 5%

ลอเรนซ์ บูน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจกล่าวว่าอย่างไรก็ตามเรายังคงอยู่ท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาด ซึ่งหมายความว่ายังมีนโยบายที่ต้องดำเนินการอีกมาก

สำหรับเศรษฐกิจในสหรัฐคาดว่าจะเติบโต 3.2% ในปีหน้า และ 3.5% ในปี 2022 และหากมีการตกลงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัว 4% ในปีหน้า

ด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ยูโรจะหดตัว 7.5% ในปีนี้ ซึ่งถดถอยเป็น 2 เท่าเนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ครั้งที่ 2 แต่จะกลับมาเติบโต 3.6% ในปีหน้า และ 3.3% ในปี 2022

เปิดสมรภูมิไอโอระดับโลกในยุคที่ข้อมูลคืออาวุธ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เปิดสมรภูมิไอโอระดับโลกในยุคที่ข้อมูลคืออาวุธ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 22:00 น.เปิดสมรภูมิไอโอระดับโลกในยุคที่ข้อมูลคืออาวุธในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์กเฟื่องฟู “ข้อมูล” ได้กลายเป็น “อาวุธ” ชิ้นใหม่ที่รัฐบาลหลายประเทศใช้สู้รบกับฝ่ายตรงข้าม

ทวิตเตอร์สร้างกระแสขึ้นในเมืองไทยอีกครั้งด้วยการระงับบัญชี @jitarsa_school ซึ่งส่อแววว่าจะเป็นไอโอ (IO) เนื่องจากมีการโพสต์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อตอบโต้การชุมนุมประท้วงซึ่งนำโดยกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่ยืดเยื้อมาหลายเดือน หลังจากที่เคยตีแผ่ความจริงไปก่อนหน้านี้ว่ารัฐบาลไทยและกองทัพไทยเกี่ยวข้องกับบัญชีไอโอที่ถูกทวิตเตอร์ลบไป 926 บัญชี

คำว่า “ไอโอ” หรือ Information Operation  คือ ปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสาร เป็นการเผยแพร่ความคิดความเชื่อของฝั่งตัวเอง และทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม

อันที่จริงไอโอไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคนี้ แต่มีการใช้ปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารกันมาตั้งแต่ช่วงสงครามเย็นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐและสหภาพโซเวียตแย่งชิงความเป็นใหญ่กัน โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็ปล่อยข้อมูลข่าวสารออกมาสร้างความได้เปรียบให้ตัวเองและใส่ร้ายฝ่ายตรงข้าม

ก่อนหน้านี้จะใช้คำว่า Information Warfare หรือ Cyber War หรือ Net War โดยคำว่า Information Operation ปรากฏในเอกสารอย่างเป็นทางการครั้งแรกโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐเมื่อปี 2003 ซึ่งผู้อนุมัติหลักการนี้คือ โดนัลด์ รัมส์เฟลด์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐ แต่เอกสารนี้เพิ่งได้รับการเปิดเผยในเดือนมกราคม 2006 โดยมีเนื้อหาอธิบายแนวทางของกองทัพสหรัฐในการทำสงครามข้อมูล

หากพูดถึงปฏิบัติการด้านข้อมูล รัสเซียถือเป็นประเทศแรกๆ ที่ใช้ข้อมูลทั้งที่ถูกต้องและบิดเบือนโดยกองทัพ อดีตสหภาพโซเวียตใช้การโฆษณาชวนเชื่อในประเทศเพื่อสร้างความรักชาติ และใช้ปฏิบัติการด้านข้อมูลในต่างประเทศเพื่อเพาะสร้างความไม่สงบในประเทศที่เป็นคู่แค้นกันเพื่อสร้างความได้เปรียบให้ตัวเอง

ตัวอย่างเช่น ในปี 1984 สายลับเคจีบีของรัสเซียทำทีเป็นสมาชิกกลุ่มคูคลักซ์แคลน (Ku Klux Klan) ที่มีแนวคิดนิยมคนผิวขาวแบบสุดโต่ง เพื่อเผยแพร่เนื้อหาสร้างความเกลียดชังเพื่อทำให้ความขัดแย้งเรื่องเชื้อชาติที่มีอยู่แล้วแย่ลงไปอีก

ในปัจจุบันรัสเซียก็ยังใช้วิธีนี้  โดยการซื้อโฆษณาในเฟซบุ๊คเพื่อเผยแพร่เนื้อหาทั้งที่เกี่ยวกับกลุ่ม Black Lives Matter ที่ออกมาประท้วงการใช้ความรุนแรงกับคนผิวดำของตำรวจ และกลุ่ม Blue Lives Matter ที่สนับสนุนตำรวจ

ในกรณีนี้รัสเซียไม่ได้ยืนมือเข้ามาแทรกแซงเพื่อให้บรรลุนโยบายสนับสนุนรัสเซียหรือนโยบายที่โจมตีสหรัฐโดยตรง แต่เป็นการใช้ประโยชน์จากความแตกแยกที่เกิดขึ้นในสังคมสหรัฐและสร้างความไม่เชื่อมั่น หรือพูดง่ายๆ ก็คือยุยงให้คนอเมริกันแตกคอกันเอง

คณะกรรมาธิการวุฒิสภาด้านข่าวกรองพบว่าเมื่อปี 2018 หน่วยงาน Internet Research Agency ที่มีรัฐบาลรัสเซียอยู่เบื้องหลัง จ่ายเงินซื้อโฆษณาบนเฟซบุ๊ค 3,519 ครั้ง โดยโฆษณาทั้งหมดนี้เข้าถึงคนอเมริกันกว่า 11.4 ล้านคน

จีนก็มีปฏิบัติการไอโอเช่นกัน โดยในจีนมีชื่อว่า อู่เหมาตั่ง หรือ กองทัพ 0.5 หยวน ซึ่งก็คือแอคเคาต์อวตารที่ถูกจ้างด้วยเงิน 0.5 หยวนต่อโพสต์ให้โพสต์ข้อความที่เชียร์รัฐบาลจีนและพรรคคอมมิวนิสต์ และคอยตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อปี 2017 พบว่าทุกๆ ปีไอโอจีนจะโพสต์ข้อความลงในโลกโซเชียลประมาณ 448 ล้านโพสต์ โดย 52.7% พบได้ในเว็บไซต์ของรัฐ

กลยุทธ์ของรัฐบาลจีนคือ หลีกเลี่ยงการโต้เถียงกับคนที่ไม่เห็นด้วยกับพรรคคอมมิวนิสต์หรือรัฐบาล แต่เน้นเบี่ยงประเด็น

เมื่อเดือน ธ.ค. 2014 บล็อกเกอร์ที่ใช้ชื่อว่า Xiaolan นำหลักฐานออกมาแฉปฏิบัติการไอโอของรัฐบาล โดยเป็นอีเมลในปี 2013 และปี 2014 ที่ส่งเข้ามาและส่งออกจากบัญชีของหน่วยงานโฆษณาชวนเชื่อทางอินเทอร์เน็ตของจีนในเขตจางก้งของมณฑลเจียงซี

อีเมลเหล่านั้นเป็นการรายงานกิจกรรมต่างๆ ของบรรดาไอโอ รวมทั้งโพสต์ของกองทัพ 0.5 หยวนที่นำ “การบ้าน” มาส่งเพื่อทำผลงาน คล้ายๆ กับเอกสารต่างๆ ที่หลุดออกมาในโลกโซเชียลของไทยที่อ้างกันว่าเป็นของกองทัพไทย

เดือน มิ.ย.ปีนี้ ทวิตเตอร์ได้ปิดบัญชีกว่า 173,750 บัญชีที่ถูกจีนใช้ในปฏิบัติการไอโอเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของจีนระหว่างการระบาดของ Covid-19 และใช้โจมตี กัวเหวินกุ้ย นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของฮ่องกง

การทำสงครามไอโอนี้เกิดขึ้นในอีกหลายประเทศ ไม่เว้นแต่ในบราซิล ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งผู้นำประเทศเมื่อปี 2018  ฝ่ายอนุรักษนิยมที่สนับสนุนผลประโยชน์ทางธุรกิจลงขันกันทำแคมเปญปล่อยข่าวบิดเบือนในแอพพลิเคชั่น WhatsApp เพื่อโจมตีคู่แข่งทางการเมืองของโบลโซนารู

ผู้เชี่ยวชาญชาวบราซิลเชื่อว่า การทำไอโอครั้งนั้นมีส่วนทำให้ประธานาธิบดี ฌาอีร์ โบลโซนารู ของบราซิลคว้าชัยในการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับการปล่อยข้อมูลของรัสเซียช่วงการเลือกตั้งสหรัฐเมื่อปี 2016 ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ เอาชนะ ฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต

จากหลายๆ เหตุการณ์ข้างต้นนี้จะเห็นว่า การกดคีย์บอร์ดเพียงไม่กี่ครั้งก็สามารถสร้างความเสียหายได้มหาศาลไม่แพ้อาวุธสงครามร้ายแรงที่ประเทศมหาอำนาจเคยใช้สู้รบกัน

ภาพ : https://www.arcyber.army.mil/

สรุปปมขัดแย้ง เกิดอะไรขึ้นกับจีน-ออสเตรเลีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สรุปปมขัดแย้ง เกิดอะไรขึ้นกับจีน-ออสเตรเลีย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 20:28 น.สรุปปมขัดแย้ง เกิดอะไรขึ้นกับจีน-ออสเตรเลียกรณีพิพาทจีน-ออสเตรเลียเกิดขึ้นมาแรมปีท่ามกลางความกังวลของนานาประเทศ

– ชนวนเหตุเริ่มต้นขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2019 ทูตขององค์การสหประชาชาติ 22 ประเทศรวมถึงออสเตรเลียได้ลงนามในจดหมายประณามการที่จีนปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์อย่างไม่เหมาะสมรวมถึงการปฏิบัติอย่างมิชอบต่อชนกลุ่มน้อยอื่นๆ และเรียกร้องให้รัฐบาลจีนปิดค่ายปรับทัศนคติซินเจียง

– ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนกับหลายประเทศรวมถึงออสเตรเลียเริ่มแย่ลงในช่วงที่โควิด-19 ระบาด จนกระทั่งเดือนเมษายน 2020 รัฐบาลออสเตรเลียได้เรียกร้องให้มีการสอบสวนสาเหตุของการแพร่ระบาด ส่งผลให้จีนไม่พอใจ

– ในเดือนมิถุนายน 2020 ออสเตรเลียได้ออกมาคัดค้านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกงอย่างเปิดเผย และในวันที่ 9 ก.ค. นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริซันของออสเตรเลียได้ระงับสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับฮ่องกง เนื่องจากความเกรงกลัวในกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ของจีน

-วันที่ 6 ต.ค. กลุ่ม 39 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, สหรัฐอเมริกา, แอลเบเนีย, บอสเนีย, แคนาดา, เฮติ, ฮอนดูรีส, ญี่ปุ่น และประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปส่วนใหญ่ ได้แถลงที่องค์การสหประชาชาติเพื่อประณามการที่จีนปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยและลดทอนเสรีภาพของชาวฮ่องกง

– วันที่ 17 พ.ย. เจ้าหน้าที่สถานทูตจีนแถลงว่าประเทศจีนโกรธออสเตรเลียเป็นอย่างมาก พร้อมประกาศศัตรูต่อออสเตรเลีย “หากออสเตรเลียตั้งตัวเป็นศัตรูต่อจีน จีนก็จะเป็นศัตรู” นอกจากนี้ยังกล่าวว่าหากออสเตรเลียยอมถอยบรรยากาศระหว่าง 2 ประเทศก็จะดีขึ้น ซึ่งแถลงการณ์ดังกล่าวทำให้ออสเตรเลียมองว่าจีนกำลังคุกคามอย่างเปิดเผย

– วันที่ 19 พ.ย. จีนส่งสัญญาณคุกคามออสเตรเลียอีกครั้งรวมถึงประเทศในกลุ่มพันธมิตรไฟว์อายส์ (Five Eyes-FVEY) ซึ่งประกอบด้วยออสเตรเลีย, แคนาดา, นิวซีแลนด์, สหราชอาณาจกร และสหรัฐ โดยจ้าวลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่า “ไม่ว่าพวกเขาจะมีกี่ดวงตา 5 หรือ 10 ดวงตาก็ตาม ไม่ควรมีใครกล้าบ่อนทำลายอธิปไตยของจีน รวมถึงผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและการพัฒนาของจีน ระวังจะโดนจิ้มตา”

– จีนใช้การค้าเพื่อกดดันออสเตรเลีย โดยประกาศเก็บภาษีการส่งออกไวน์ของออสเตรเลียสูงถึง 200% ซึ่งมีแนวโน้มที่จะสร้างความสูญเสียอย่างมากในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังกำหนดข้อจำกัดสำหรับสินค้าเกษตรอื่นๆ และถ่านหินจากออสเตรเลียอีกด้วย

– วันที่ 30 พ.ย. จ้าวลี่เจียนเผยแพร่ภาพทหารออสเตรเลียถือมีดเปื้อนเลือดจ่อคอเด็กชายอัฟกันผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัว พร้อมระบุว่า “ตกตะลึงกับการสังหารพลเรือนชาวอัฟกานิสถานและนักโทษโดยทหารออสเตรเลีย เราขอประณามการกระทำดังกล่าว และขอเรียกร้องให้พวกเขารับผิดชอบ”

Shocked by murder of Afghan civilians & prisoners by Australian soldiers. We strongly condemn such acts, &call for holding them accountable. pic.twitter.com/GYOaucoL5D— Lijian Zhao ??? (@zlj517) November 30, 2020

– สกอตต์ มอร์ริซัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเรียกร้องให้รัฐบาลจีนขอโทษอย่างเป็นทางการในการเผยแพร่ภาพปลอมดังกล่าว

– วันที่ 1 ธ.ค. หลายประเทศได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์อันตึงเครียดระหว่างจีนและออสเตรเลีย รวมทั้งจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ก็ได้กล่าวแสดงความกังวลต่อการเผยแพร่ภาพปลอมของจ้าวลี่เจียน และรัฐบาลฝรั่งเศสยังได้กล่าวว่าทวีตดังกล่าวไม่คู่ควรกับวิธีการทางการทูต และเป็นการดูถูกทุกประเทศที่มีกองกำลังติดอาวุธในอัฟกานิสถาน

– อย่างไรก็ตามกองกำลังป้องกันออสเตรเลียระบุว่าพบ “ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ” ว่าทหารออสเตรเลีย 25 นาย เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมพลเรือนชาวอัฟกานิสถาน 39 คนรวมถึงนักโทษระหว่างปี 2009 ถึง 2013

– นอกจากนี้เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผู้สื่อข่าว 2 คนสุดท้ายที่ทำงานให้กับสื่อของออสเตรเลียในประเทศจีนได้ถูกโยกย้ายตามคำแนะนำของนักการทูต รวมถึงนักวิชาการชาวออสเตรเลีย 2 คนถูกห้ามเข้าประเทศจีน

สายสัมพันธ์อันเหลือเชื่อของลูกช้างไทยกับเจ้าหญิงไอโกะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สายสัมพันธ์อันเหลือเชื่อของลูกช้างไทยกับเจ้าหญิงไอโกะ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 19:02 น.สายสัมพันธ์อันเหลือเชื่อของลูกช้างไทยกับเจ้าหญิงไอโกะสวนสัตว์อุเอโนะเปิดให้เข้าชมลูกช้างไทยเป็นวันแรกพร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมตั้งชื่อ

วันนี้ (1 ธ.ค.) สวนสัตว์อุเอโนะ ในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวลูกช้างไทยในประชาชนเข้าชมเป็นวันแรก ซึ่งเป็นช้างเชือกแรกที่เกิดในสวนสัตว์อุเอโนะนับตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 1882 ท่ามกลางความตื่นเต้นของชาวญี่ปุ่น

นอกจากนี้ยังตรงกับวันคล้ายวันประสูติของเจ้าหญิงไอโกะ โทชิโนะมิยะ พระราชธิดาพระองค์เดียวในสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ กับสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ

แต่ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2002 ประเทศไทยได้ถวายช้าง 2 เชือกเพื่อเป็นของขวัญการเฉลิมฉลองพระประสูติกาลของเจ้าหญิงไอโกะช้างทั้ง 2 เชือกนั้นเป็นตัวผู้กับตัวเมียคือ “พลายอาทิตย์” และ “พังอุทัย” 

“พลายอาทิตย์” และ “พังอุทัย” ไม่ใช่ช้างไทยตัวเดียวในกรุงโตเกียวแต่ยังมี “ฮานาโกะ” ช้างไทยที่ถูกส่งไปยังญี่ปุ่นเมื่อ 70 ปีที่แล้วและกลายเป็นดาวเด่นของสวนสัตว์อิโนกาชิระ และเป็นที่รักของชาวญี่ปุ่นมาตลอดหลายสิบปี จนกระทั่งฮานาโกะล้มลงในปี 2015 สร้างความโศกเศร้าให้กับชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

แต่ชาวญี่ปุ่นก็ยังมี “พลายอาทิตย์” และ “พังอุทัย” อยู่เคียงคู่กัน จนกระทั่งพลายอาทิตย์ได้ล้มจากอาการป่วยไปเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความโศกเศร้าเสียใจให้แก่ประชาชนจำนวนมากอีกครั้งโดยเฉพาะชาวไทยและชาวญี่ปุ่น

แต่แล้วก็มีข่าวดีที่แสนจะเหลือเชื่อเพราะ “พังอุทัย” ที่ตั้งท้องลูกของ “พลายอาทิตย์” ก็ให้กำเนิดลูกน้อยมาแทนที่พ่อที่จากไป โดยลูกช้างเชือกดังกล่าวเกิดเมื่อวันที่ 31 ต.ค. สูงประมาณ 100 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 120 กิโลกรัม

จนในวันที่ 1 ธ.ค. นี้ทางสวนสัตว์จึงได้ฤกษ์เปิดตัวช้างน้อยเชื้อสายจากไทย ซึ่งตรงกันกับวันคล้ายวันประสูติของเจ้าหญิงไอโกะ และองค์หญิงเสด็จมาทอดพระเนตรช้างน้อยเชือกนี้ด้วยพระองค์เองด้วย 

ช้างทั้ง 3 เชือก เปรียบเสมือนตัวแทนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของไทยและญี่ปุ่น ซึ่งการกำเนิดของลูกช้างในครั้งนี้นับเป็นข่าวดีต่อทั้ง 2 ประเทศเป็นอย่างมาก

อาเคมิ คาวาซากิ ชาวญี่ปุ่นวัย 57 ปี หนึ่งในผู้เข้าชมลูกช้างในวันนี้กล่าวว่า “ฉันแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้พบกับลูกช้าง ฉันมีความสุขราวกับว่าญาติของฉันมีลูก” ซึ่งเธอได้ติดตามตั้งแต่ที่ทราบข่าวว่าพังอุทัยตั้งครรภ์

ขณะนี้สวนสัตว์กำลังเปิดให้ประชาชนร่วมโหวตชื่อให้ลูกช้างเชือกนี้โดยมีตัวเลือกเป็นชื่อไทยทั้งหมด 3 ชื่อ ได้แก่ ตะวัน, อรุณ และอัสดง โดยจะปิดโหวตในวันที่ 13 ธ.ค. และประกาศชื่อลูกช้างอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 ธ.ค.

Photo by Sem van der Wal / ANP / AFP

วันที่ 01 ธ.ค. 2563 ข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เศรษฐกิจ ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ นโยบายเศรษฐกิจ (posttoday.com)

จัดใหญ่!งานมหกรรมยานยนต์แห่งปีเริ่มแล้วค่ายรถอัดโปรโมชั่นแน่น

จัดใหญ่!งานมหกรรมยานยนต์แห่งปีเริ่มแล้วค่ายรถอัดโปรโมชั่นแน่น

งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37 เปิดฉากแล้วอย่างเป็นทางการ มีค่ายรถยนต์กว่า 31 ค่าย และมอเตอร์ไซค์กว่า 21 ค่ายนำผลิตภัณฑ์ใหม่มาเปิดตัวพร้อมพริตตี้สาวสวยพร้อมอัดโปรโมชั่นดึงลูกค้า งานจัดถึงวันที่ 13 ธันวาคมวันที่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 19:52 น. | ข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจ

กสทช ตอกเสาเข็มดิจิทัลรับเศรษฐกิจอนาคตประเทศไทย

กสทช ตอกเสาเข็มดิจิทัลรับเศรษฐกิจอนาคตประเทศไทย

กสทช. ปักฐานรากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รับเทคโนโลยี 5G สปีดอนาคตเศรษฐกิจไทยวันที่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 19:15 น. | ข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจ

เริ่มจ่ายเงินเกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง9พันล้าน

เริ่มจ่ายเงินเกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง9พันล้าน

ธ.ก.ส. เริ่มจ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง กว่า 9 พันล้านบาทวันที่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 18:41 น. | ข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจ

รัฐควัก 2.8 หมื่นล้านประกันรายได้ชาวนาเพิ่ม

รัฐควัก 2.8 หมื่นล้านประกันรายได้ชาวนาเพิ่ม

ครม.เคาะโครงการประกันรายได้ชาวนา เพิ่มอีก 2.8 หมื่นล้าน นายกฯกำชับเร่งประชาสัมพันธ์ 3 มาตรการพยุงราคาข้าวเปลือกรักษาเสถียรภาพวันที่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 17:45 น. | ข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจ

ไฟเขียวร้านค้ากองทุนหมู่บ้าน เข้าโครงคนละครึ่ง

ไฟเขียวร้านค้ากองทุนหมู่บ้าน เข้าโครงคนละครึ่ง

ครม. ปลดล็อก ให้ร้านค้ากองทุนหมู่บ้าน เข้าโครงคนละครึ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากวันที่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 16:35 น. | ข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจ

‘ดีป้า’ชี้จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย แจ้งเกิดอุตสาหกรรมดิจิทัล

‘ดีป้า’ชี้จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย แจ้งเกิดอุตสาหกรรมดิจิทัล

‘ดีป้า”ย้ำไทยต้องเร่งสร้างคนดิจิทัล 2 หมื่นคน รองรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ เชื่อหลังโควิดภาคอุตสาหกรรมปรับโหมดหันพึ่งดิจิทัล พัฒนาศักยภาพ วางเป้าหมายสู่เอสเคิร์ฟวันที่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 15:56 น. | ข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจ

ครม.เบรกโครงการรถเก่าแลกรถใหม่

ครม.เบรกโครงการรถเก่าแลกรถใหม่

ครม.ทำแท้งโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ เลื่อนไม่มีกำหนดเนื่องจากมีรายละเอียดต้องศึกษาเยอะวันที่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 15:35 น. | ข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจ

บิ๊กตู่แจกเงินชาวนาอีกเฉียดครึ่งแสนล้าน

บิ๊กตู่แจกเงินชาวนาอีกเฉียดครึ่งแสนล้าน

บิ๊กตู่ ประธานบอร์ด นบข. อนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/2564 รอบที่ 1วันที่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 10:33 น. | ข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจ

วันที่ 28-30 พ.ย. 2563 ข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เศรษฐกิจ ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ นโยบายเศรษฐกิจ (posttoday.com)

บ้านปูฯ ติดดัชนีโลกDJSIต่อเนื่องปีที่7

บ้านปูฯ ติดดัชนีโลกDJSIต่อเนื่องปีที่7

บ้านปูฯ ย้ำความสำเร็จในฐานะผู้นำด้านความยั่งยืน ในดัชนีโลก DJSI ต่อเนื่องปีที่ 7วันที่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 17:54 น. | ข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจ

ความแตกต่างมีได้...แต่อย่าบานปลายจุดไฟความแตกแยกของชาติ

ความแตกต่างมีได้…แต่อย่าบานปลายจุดไฟความแตกแยกของชาติ

คอลัมน์ เศรษฐกิจรอบทิศวันที่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 07:15 น. | คอลัมนิสต์เศรษฐกิจ-ธุรกิจ

ติวเข้มเกษตรกรมุ่งใช้เอฟทีเอส่งออกสินค้าท้องถิ่น

ติวเข้มเกษตรกรมุ่งใช้เอฟทีเอส่งออกสินค้าท้องถิ่น

‘พาณิชย์’ ลงพื้นที่ตั้งวงให้ความรู้เกษตรกรไทย ดันสินค้าเกษตรอินทรีย์-ผ้าย้อม เจาะตลาดส่งออก แนะใช้เอฟทีเอเพิ่มแต้มต่อคู่ค้า สร้างรายได้ในชุมชนวันที่ 29 พ.ย. 2563 เวลา 16:17 น. | ข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจ

กรุงศรี ออโต้ เผยปัจจัยบวก/ลบ กระทบตลาดสินเชื่อรถปี 2564

กรุงศรี ออโต้ เผยปัจจัยบวก/ลบ กระทบตลาดสินเชื่อรถปี 2564

กรุงศรี ออโต้ เห็นสัญญาณฟื้นตัวตลาดรถยนต์ หลายค่ายหันกลับเดินสายผลิต แต่ในปีหน้ายังเจอพิษโควิดทำตลาดสินเชื่อรถโต3% แตะ 5.87 แสนล้านบาท” วันที่ 28 พ.ย. 2563 เวลา 14:21 น. | ข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจ