“ทิเบต” หมากตัวต่อไปที่สหรัฐจะใช้ขยี้จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636044

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 20:09 น."ทิเบต" หมากตัวต่อไปที่สหรัฐจะใช้ขยี้จีนหลังจากเปิดประเด็นเล่นงานจีนเรื่องซินเจียงกับฮ่องกงแล้ว จุดอ่อนต่อไปที่จะโดนเล่นงานคือทิเบต

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาจีนถูกโจมตีอย่างหนักจากชาติตะวันตกและพันธมิตรในประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง คือข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง (กรณีค่ายกักกันชาวอุยเกอร์) และปัญหาในฮ่องกง

ปัญหาฮ่องกงดูเหมือนจะจบลงแล้วเมื่อจีนใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเพื่อสยบขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย-อธิปไตย สามารถปิดช่องไม่ให้ “กองกำลังจากภายนอก” เข้ามาแทรกแซงได้เกือบจะชะงัดแล้ว แม้จะต้องแลกกับการตอบโต้ของสหรัฐและเสียงติติงจากพันธมิตรของสหรัฐ

ส่วนซินเจียง แม้จะมีการเปิดเผยข้อมูลอยู่เนืองๆ เรื่องค่ายกักกันและมาตรการต่างๆ ที่จีน “อาจจะ” ใช้ควบคุมชนกลุ่มน้อยอุยเกอร์ แต่จนแล้วจนรอดจีนไม่ได้เดือนร้อนแล้ว ออกจาะนิ่งกว่าประเด็นฮ่องกงเสียอีก อาจเป็นเพราะซินเจียงอยู่ในมุมอับและเข้าถึงได้ยาก ทำให้ไม่ต้องกังวลจะมีมือที่สามเข้าไปก่อกวน

เว้นแต่แคนาดาที่ไม่ยอมรามือ จัสติน ทรูโดยังติหนิจีนเรื่องซินเจียงกับฮ่องกงต่อไปและจะไม่อดทนกับการทูตที่บีบบังคับของจีน แต่ท่าทีแข็งกร้าวของทรูโดย่อมมีเหตุและเหตุก็คือทูตจีนประจำแคนาดา คือ ฉงเผยอู่ เตือนไม่ให้แคนาดารับผู้ลี้ภัยจากฮ่องกง เพราะคนเหล่านี้เป็น “อาชญากรที่รุนแรง”

ฉงเผยอู่มีท่าทีแข็งกร้าวทางการทูตก่อน ทรูโดจึงค่อยสนองด้วยท่าทีรุนแรง นับว่าเข้าทำนองตาต่อตาฟันตาฟันกันดีแล้ว

แม้แคนาดาจะยังไม่รามือ แต่มันเป็นปฏิกิริยาเฉพาะกิจเพราะต้องการตอบโต้ทูตจีน ในระยะยาวแล้วดูเหมือนว่าสหรัฐ (และพันธมิตร) จะออกหมัดแย็บจีนให้เมาหมัดเรืองซินเจียงไม่ได้อีก เพราะจีนตั้งการ์ดได้มั่นคงหรือพูดง่ายๆ คือ “ด้านหมัด” แล้ว

เราจะเห็นว่าคู่กรณีของจีนพยายามบ่อนทำลายจีนด้วยการใช้จุดอ่อนในประเทศจีนเอง และเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจที่จีนเองก็มักทำตัวให้โลกภายนอกโจมตีอยู่เสมอ เช่น ล่าสุด คือกรณีที่มีข่าวว่าทางการจีนลดชั้นเรียนที่ใช้ภาษามองโกลในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ทำให้โลกตะวันตกและมองโกเลียตำหนิจีนอย่างหนักว่ากดขี่ชนกลุ่มน้อยมองโกล

มองโกเลียนั้นเดือดร้อนเพราะชนกลุ่มน้อยในเขตมองโกเลียในก็คือชาวมองโกลซึ่งเป็นสายเลือดเดียวกับพวกเขา แต่การทำให้มองโกเลียเป็นเดือดเป็นแค้นยังเป็นผลเสียกับจีนที่พยายาม “ซื้อใจ” มองโกเลียให้เป็นมิตร จากเดิมที่มองโกเลียเป็น “มหามิตร” ของสหรัฐมาโดยตลอด

ประเทศมองโกเลียนั้นของเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีนสมัยราชวงศ์ชิง มีชื่อทางการว่า “มองโกเลียนอก” (ไว่เมิ๋งกู่) อีกส่วนคือมองโกเลียใน (เน่ยเมิ๋งกู่) เมื่อราชวงศ์ชิงล่มสลาย มองโกเลียนอกก็ประกาศเอกราช และสาธารณรัฐจีนพยายามยึดคืนมา แต่พวกโซเชียตรัสเซียเข้าช่วยเหลือพวกคอมมิวนิสต์มองโกลจนสามารถขับไล่จีนออกไป และทำให้มองโกเลียเป็นเอกราชได้

มองโกเลียเป็น “รัฐบริวาร” ของสหภาพโซเวียตนับแต่นั้นจนถึงปี 1991 หลังจากนั้นมองโกเลียก็ยังระแวงจีนและคบหาสหรัฐมากกว่า ในช่วงไม่กี่ปีนี้เองที่จีนพยายามที่แยกมองโกเลียจากสหรัฐ ซึ่งเราคงมองได้ไม่ยากว่าเป็นการลดภัยคุกคามจากมือที่สามต่อจีนนั่นเอง

เมื่อซินเจียงใช้ไม่ได้ มองโกเลียในก็ไม่สะดุ้ง ฮ่องกงก็กลายเป็นหมากที่ไล่ไม่จนมุม จะมีไม้ไหนอีกบ้างที่สหรัฐจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือบ่อนทำลายจีน?

คำตอบก็คือ “ทิเบต”

ในทัศนะของโลกตะวันตกและพันธมิตร แม้ว่าจีนจะครอบครองทิเบตและยอมรับการครอบครองนี้ในทางนิตินัย แต่ในทางพฤตินัยพวกเขายังปฏิบัติกับทิเบตแบบพิเศษโดยให้การตอบรับหรือสนับสนุนรัฐบาลพลัดถิ่นทิเบต หรือในบางกรณีถึงขั้นให้ความช่วยเหลือขบวนการเรียกร้องเอกราชทิเบต

เช่นเดียวกับมองโกเลียนอก (ประเทศมองโกเลีย) ในสมัยราชวงศ์ชิงทิเบตเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีนมีสถานะเป็นประเทศราช (ภาษาจีนเรียกว่าฟานปู้) ถ้าเทียบกับการปกครองโบราณของไทย ฟานปู้มีลักษณะคล้ายเมืองนครศรีธรรมราช ที่มีเจ้าประเทศราชปกครองกึ่งๆ จะเป็นอิสระแต่ต้องขึ้นกับส่วนกลางที่กรุงเทพด้วย

เขตปกครองแบบฟานปู้ประกอบด้วยมองโกลเลีย (แบ่งเป็น 8 เขต รวมถึงมองโกเลียนอก) ชิงไห่ (แบ่งเป็น 3 เขต) ทิเบตหรือซีจั้ง (แบ่งเป็น 6 เขต) ซินเจียง (แบ่งเป็น 2 ภาครวม 13 เขต) และเฮยหลงเจียง (แบ่งเป็น 2 เขต) เขตเหล่านี้มีอำนาจปกครองตนเองระดับหนึ่ง แต่ต้องขึ้นกับกรมการปกครองประเทศราช (หลี่ฟานหยวน)

หลังจากราชวงศ์ชิงสิ้นสุดลง ประเทศราชเหล่านี้พยายามแยกตัวเป็นเอกราช ในจำนวนนี้คือซินเจียง มองโกเลียนอก และทิเบต แต่ที่ทำสำเร็จมีแค่มองโกเลียนอกเท่านั้น

ปัจจุบันทิเบตกับซินเจียงยังคงมีขบวนการเอกราชอยู่ซึ่งเป็นการสืบทอดมาจากยุคเอกราชช่วงสั้นๆ หลังสิ้นสุดราชวงศ์ชิงนั้นเอง

ประเด็นเรื่องเอกราชทิเบตเป็นจุดอ่อนที่ชาติตะวันตกเล่นงานจีนมาตลอด อาจจะเป็นประเด็นที่มีอายุนานกว่าซินเจียงด้วยซ้ำ (โลกตะวันตกเพิ่งจะหันมาใช้ซินเจียงเป็นประเด็นโจมตีเมือเร็วๆ นี้) แต่จีนไม่เคยยอมรับว่าทิเบตเป็นเอกราชเลย แม้แต่ในช่วงสิ้นสุดราชวงศ์ชิงมาเป็นสาธารณรัฐจีนและมีการยุบกรมการปกครองประเทศราช รัฐบาลจีนสาธารณรัฐก็ตั้ง “คณะกรรมาธิการกิจการมองโกลเลียและทิเบต” ขึ้นมาแทน

เมื่อรัฐบาลจีนสาธารณรัฐถูกโค่นล้มโดยสาธารณรัฐประชาชน “จีนแดง” ก็ตั้ง “คณะกรรมาธิการแห่งรัฐว่าด้วยการกิจชนกลุ่มน้อย” ขึ้นมาแทน

ส่วนรัฐบาลสาธารณรัฐย้ายไปปักหลักที่ไต้หวันและยังคงรักษาคณะกรรมาธิการกิจการมองโกลเลียและทิเบตเอาไว้ พร้อมกับแผนที่ของจีนที่รวมเอามองโกเลียทั้งประเทศ ทิเบต และซินเจียงเอาไว้ จนกระทั่งปี 2017 รัฐบาลไทเปหรือไต้หวันจึงยุบคณะกรรมาธิการกิจการมองโกลเลียและทิเบตไป พร้อมยุติการอ้างสิทธ์เหนือมองโกเลีย

ที่ยกประวัติศาสตร์การปกครองทิเบตขึ้นมาก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าประเด็นเรื่องเอกราชของทิเบตมีแง่มุมที่ซับซ้อนและ “จีนมองคนละมุมกับสหรัฐ” จีน (ซึ่งรวมไต้หวันด้วย) มองว่าทิเบตไม่เคยเป็นเอกราช แต่สหรัฐยืนยันทิเบตเป็นประเทศเอกราชที่จีนไปรุกรานและผนวกมาเป็นดินแดนตน

สหรัฐได้ประโยชน์มากกว่าหากยืนยันว่าทิเบตไม่ใช่ส่วนหนึ่งของจีน หลังจากที่จีนคอมมิวนิสต์ผนวกทิเบต (หรือเข้ามาทวงคืน) แล้ว รัฐบาลสหรัฐโดย CIA ก็ให้ความช่วยเหลือขบวนการกองโจรเอกราชทิเบตทั้งการฝึกรบและอาวุธเพื่อปฏิบัติการตามแนวชายแดนจีน-อินเดีย

แต่ในที่สุดสหรัฐก็วางมือเรื่องทิเบตไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหลังจากที่ฟื้นคืนสัมพันธกับจีนแผ่นดินใหญ่ รัฐบาลสหรัฐก็ไม่สนับสนุนทิเบตอย่างโจ่งแจ้งอีก และกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า “สหรัฐรับรองให้เขตปกครองตนเองทิเบต ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า “ทิเบต” เป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน นโยบายอันยาวนานนี้สอดคล้องกับมุมมองของประชาคมระหว่างประเทศ นอกจากนี้ดาไลลามะได้ปฏิเสธอย่างชัดแจ้งถึงความตั้งใจที่จะแสวงหาอำนาจอธิปไตยหรือเอกราชของทิเบตและระบุว่าเป้าหมายของท่านคือการปกครองตนเองของชาวทิเบตในจีน”

แต่สภาคองเกรสไม่ได้เห็นด้วยกับรัฐบาลสหรัฐไปทุกเรื่อง ดังนั้น สภาจึงผ่านกฎหมายที่ชื่อ Tibetan Policy Act (ปี 2002) เพื่อจี้ให้รัฐบาลกระตุ้นให้จีนเจรจากับดาไลลามะ อย่างไรก็ตามกฎหมายนี้ระบุให้แต่งตั้งผู้แทนประสานงานระหว่างสหรัฐ-จีน-ทิเบต เพื่อดูแลประเด็นสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการนับถือศาสนาของชาวทิเบต

จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีรัฐบาลพลัดถิ่นของทิเบต คือ ลอบซัง ซังเก (Lobsang Sangay) ได้ทวีตภาพของเขากับรอเบิร์ท เดสโตร (Robert Destro) ผู้ประสานงานประเด็นทิเบต (Coordinator for Tibetan Issues หรือ CTA) ของรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งตำแหน่งนี้ว่างมาตั้งแต่ปี 2017 แต่เพิ่งมาแต่งตั้งอีกครั้งเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมปีนี้

ทำไมจู่ๆ สหรัฐมาสนใจทิเบตเอาตอนนี้

ไมค์ ปอมปีโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐผู้แต่งตั้งเดสโตรกล่าวว่า “สหรัฐยังคงกังวลกับการปราบปรามชุมชนทิเบตของสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งรวมถึงการขาดอำนาจปกครองตนเองอย่างจริงจัง สถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่เลวร้ายลงในพื้นที่ทิเบตและการจำกัดเสรีภาพทางศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีของชาวทิเบตในจีน ”

จีนดูเหมือนจะได้กลิ่นตุๆ จ้าวลี่เจียนโฆษกของกระทรวงการต่างประเทศจีนจึงแถลงว่า CTA เป็น “องค์กรแบ่งแยกดินแดนทางการเมือง”

จะว่าไปแล้วการที่สหรัฐหยุดรามือกับจีนเรื่องทิเบตเพราะมีข้อตกลงพ่วงมากับการยอมรับให้จีนเข้ามาเป็นสมาชิกในตลาดโลกตามกฎหมาย U.S.–China Relations Act of 2000 ซึ่งเปิดทางให้จีนเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกได้ โดยที่จีนต้องรับประกันว่าจะ “ธำรงรักษาศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่นของทิเบต”

ดังนั้นสหรัฐสามารถคว่ำข้อตกลงกับจีนได้โดยอ้างว่าจีนกดขี่ชาวทิเบต ซึ่งหมายความว่าสหรัฐกำลังจะใช้ข้ออ้างเรื่องทิเบตเปิดฉากสงครามการค้ากับจีนอีกครั้ง หรืออย่างน้อยที่สุดคือสหรัฐอาจจะหันมาสนับสนุนรัฐบาลพลัดถิ่นทิเบตโดยไม่หลบๆ ซ่อนๆ อีก

เรื่องนี้จะมีนัยสำคัญต่อการเมืองโลกอย่างมาก เพราะการสนับสนุนเอกราชทิเบตจะมีผลสอดคล้องไปถึงการที่สหรัฐกำลังฟอร์มพันธมิตรต้านจีนในแถบมหาสมุทรอินเดีย โดยอินเดียคือผู้โอบอุ้มรัฐบาลพลัดถิ่นทิเบตและกำลังมีปัญหาด้านพรมแดนกับจีน

คำถามก็คือชาวทิเบตถูกกดขี่ด้านสิทธิมนุษยชนหรือเสรีภาพด้านศาสนาหรือไม่? คำถามนี้ยากจะตอบให้ชัด เพราะปัญหาสิทธิมนุษยชนในทิเบตมีข่าวออกมาเนืองๆ แต่ระยะหลังเริ่มเงียบไป และขณะเดียวกันก็มีภาพที่ออกมาให้เห็นเช่นกันว่าชาวทิเบต “อยู่ดีกินดี มีเสรีภาพศาสนา (ในระดับหนึ่ง)” ภายใต้การบริหารของรัฐบาลจีน

เมื่อย้อนกลับไปช่วงที่จีนคอมมิวนิสต์เข้ามาปกครองทิเบต สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ขบวนการกองโจรเอกราชทิเบตที่สนับสนุนโดย CIA ปฏิบัติการไม่สำเร็จก็เพราะเมื่อมีการส่งคนทิเบตจากอินเดียเข้าไปปฏิบัติในทิเบตอีกครั้ง กลับถูกคนในทิเบตส่งตัวให้ทางการจีนเสียอย่างนั้น แทนที่จะร่วมมือกันต่อสู้เพื่อเอกราช

เราปฏิเสธไม่ได้ว่า วัดวาอาราม พระสงฆ์และผู้คนจำนวนมากถูกทำลายและจับกุมหรือสังหารไปมากมายโดยรัฐบาลจีนในยุคก่อนๆ แต่สถานการณ์แบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในยุคนี้ ตรงกันข้าม ในทิเบตมีการสร้างและบูรณะวัดวาอารามอย่างขนานใหญ่ แต่เป็นไปตามการควบคุมของรัฐบาลจีนอย่างเข้มงวดเช่นกัน

เราต้องมาจับกันต่อไปว่ารัฐบาลสหรัฐจะใช้ข้ออ้างไหนในการเล่นงานจีนผ่านทิเบต

AFP PHOTO / BEN STANSALL

รมว.กลาโหมสหรัฐเร่งสร้างพันธมิตรตอบโต้จีน-รัสเซีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636134

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 19:15 น.รมว.กลาโหมสหรัฐเร่งสร้างพันธมิตรตอบโต้จีน-รัสเซียเพนตากอนตั้งกลุ่มความร่วมมือใหม่เพื่อเสริมสร้างและขยายพันธมิตรสหรัฐเพื่อตอบโต้จีนและรัสเซีย

มาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยว่า กระทรวงกลาโหมได้ก่อตั้งกลุ่มแนวทางเพื่อการพัฒนาเพื่อพันธมิตรและหุ้นส่วน (GDAP) เพื่อติดตามดูแลและบริหารจัดการความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรที่มีแนวทางประชาธิปไตยเดียวกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสวงหาความร่วมมือทางการทหารและเป็นช่องทางในการขายอาวุธของสหรัฐ

“เครือข่ายพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐทำให้เราได้ประโยชน์ชนิดที่คู่แข่งของเราไม่สามารถเทียบได้” เอสเปอร์กล่าว โดยระบุต่อว่า “จีนและรัสเซียน่าจะมีพันธมิตรรวมกันไม่ถึง 10 ประเทศ”

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐยังเผยอีกว่า ส่วนสำคัญของความพยายามก่อตั้งกลุ่มนี้คือการขยายการขายอาวุธของสหรัฐ ซึ่งเป็นทั้งการช่วยให้กองทัพของพันธมิตรสหรัฐมีศักยภาพเพิ่มขึ้น และส่งเสริมอุตสาหกรรมกองทัพสหรัฐให้แซงหน้าคู่แข่งอย่างรัสเซียและจีน

“เราต้องแข่งขันกับจีนและรัสเซียซึ่งรัฐวิสาหกิจของทั้งสองประเทศสามารถเร่งการส่งออกสินค้าทางทหารด้วยวิธีที่สหรัฐทำไม่ได้ และจะไม่ทำในหลายๆ กรณี” เอสเปอร์กล่าว

นอกจากนี้ ยังระบุอีกว่า กระทรวงกลาโหมพยายามผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกระบบอาวุธสำคัญและเร่งกระบวนการพิจารณาอนุมัติ และจะใช้ GDAP เพื่อสร้างโอกาสในการขายอาวุธและปกป้องตลาดของสหรัฐ โดยยกตัวอย่างการผ่อนปรนการขายโดรนทำสงครามให้ไต้หวันและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ม็อบไร้แกนนำ จุดแข็งหรือจุดอ่อน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636094

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 18:30 น.ม็อบไร้แกนนำ จุดแข็งหรือจุดอ่อน?การประท้วงแบบไม่มีแกนนำแม้จะสร้างความปวดหัวให้ตำรวจได้ แต่ถ้าไม่คุมให้ดี นานวันเข้าผู้ประท้วงอาจปวดหัวเองก็ได้

การชุมนุมของนักเรียนนักศึกษาและประชาชนที่เรียกตัวเองว่า “ราษฎร” ในรูปแบบที่ไม่มีแกนนำกลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของการชุมนุมประท้วงในประเทศไทย

การกระจายอำนาจจาก “แกนนำเพียงคนเดียว” เหมือนการประท้วงในยุคเก่าๆ มาสู่แท็กติก “ทุกคนคือแกนนำ” ตามแบบของการประท้วงในฮ่องกง ทำให้การชุมนุมในไทยยังดำเนินต่อมาได้จนถึงวันนี้โดยไม่ระส่ำระสาย แม้ว่าบรรดาแกนนำคนสำคัญจะถูกจับไปแล้ว

แต่นอกจากความคล่องตัว ทำให้เจ้าหน้าที่ไล่ตามไม่ทันแล้ว การไม่มีตัวผู้นำที่ชัดเจนอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่คาดไม่ถึง อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับม็อบนักศึกษาฮ่องกงที่เป็นต้นแบบการชุมนุมแบบไร้แกนนำให้นักศึกษาไทย

เมื่อการประท้วงลากยาว ข้อเรียกร้องของนักศึกษาไม่ได้รับการเหลียวแล ความตึงเครียดจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้น การชุมนุมโดยสงบในฮ่องกงจึงกลายร่างเป็นการชุมนุมโดยใช้ความุรนแรง จนนำมาสู่เหตุการณ์ที่กลุ่มผู้ประท้วงบางรายกรูกันเข้าไปจับตัวชายชาวจีนแผ่นดินใหญ่ 2 คนมัดไว้ในสนามบิน เพราะสงสัยว่าเป็นตำรวจปลอมตัวเข้ามาปะปนกับนักศึกษา รวมทั้งมีการปิดทางและตะโกนใส่นักท่องเที่ยวที่ใช้บริการสนามบิน จนวันต่อมานักศึกษาที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงนี้ต้องออกมาถือป้ายขอโทษ

นอกจากนี้ เมื่อไม่มีผู้นำหลัก การตัดสินใจต่างๆ อาจไม่เด็ดขาด จนเกิดความเห็นต่างที่อาจทำลายนโยบายไม่ใช้ความรุนแรง อาทิ การประท้วงเสื้อกั๊กเหลืองในฝรั่งเศสที่แตกแยกเป็น 2 ฝั่งระหว่างฝั่งที่ต้องการรวมตัวกันอย่างสงบกับฝั่งที่ใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการทำลายข้าวของและจุดไฟเผายานพาหนะ 

คาร์น รอสส์ ผู้อำนวยการบริหารองค์กรที่ปรึกษาทางการทูต Independent Diplomat กล่าวว่า “ในการชุมนุมโดยไม่มีผู้นำ แน่นอนว่ามีความเสี่ยงที่คนส่วนน้อยจะใช้กลยุทธ์ที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย”

การชุมนุมที่ไม่มีแกนนำทำให้ไม่มีใครคอยกำหนดมาตรฐานว่าความรุนแรงแค่ไหนที่พอจะยอมรับได้ อย่างเช่นการประท้วงในฮ่องกงที่การวางเพลิง การทำลายข้าวของ หรือการใช้กำลังโต้กลับตำรวจกลายเป็นเรื่องปกติของม็อบ

การชุมนุมของนักเรียนนักศึกษาฮ่องกงครั้งล่าสุดค่อยๆ ยกระดับความรุนแรงขึ้น มีการเผาสถานีรถไฟใต้ดิน ทุบทำลายร้านที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม และเกิดการปะทะกับตำรวจโดยมีเจ้าหน้าที่ถูกผู้ประท้วงยิงธนูเข้าที่หน้าแข้ง จนตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทย กระสุนยาง รวมทั้งรถฉีดน้ำแรงดันสูงและใช้กระสุนจริงหยุดผู้ประท้วงหัวรุนแรง

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในการประท้วงของฮ่องกง เปิดทางให้ทางการจีนแผ่นดินใหญ่ใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตีดิสเครดิตการประท้วง

การใช้ความรุนแรงนี้ นอกจากจะทำให้ผู้ประท้วงต้องปะทะกับเจ้าหน้าที่เป็นรายวันแล้ว ยังสูญเสียแรงสนับสนุนจากชาวฮ่องกงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของกิจการร้านค้าที่ได้รับผลกระทบจากม็อบทั้งร้านค้าเสียหายและเสียรายได้จากนักท่องเที่ยว อีกทั้งบรรดานักธุรกิจยังตบเท้าออกมาเรียกร้องให้ทางการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดจัดการกับผู้ประท้วงด้วย ทั้งที่คนกลุ่มนี้จะเงียบมาตลอด

เคลย์บอร์น คาร์สัน นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน เผยว่าองค์ประกอบสำคัญของการประท้วงอย่างสันติและมีประสิทธิภาพคือ ผู้นำ “หากไม่มีผู้นำก็จะไม่สามารถควบคุมสารที่ต้องการสื่อ…ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนคนเดียว อาจจะมีหลายคนก็ได้ แต่ต้องมีคนที่สามารถสั่งได้ว่า ‘เราต้องการสิ่งนี้’ และต้องสื่อสารได้อย่างชัดเจน

การชุมนุมแบบไม่มีผู้นำยังมีความท้าทายอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือ มักจะมีความไม่คงเส้นคงวา หากนัดรวมตัวกันไม่สม่ำเสมอพอหรือไม่ประสบความสำเร็จ กระแสการประท้วงซึ่งใช้ในการดึงดูด ชักจูง กระตุ้นให้มีคนออกมาร่วมประท้วงจะค่อยๆ แผ่วลงไป

นอกจากนี้ การไม่มีผู้นำยังเสี่ยงจะถูกบุคคลภายนอกที่ไม่หวังดีแทรกแซงเพื่อสร้างความรุนแรง เนื่องจากใครๆ ก็สามารถอ้างว่าตัวเองอยู่ฝ่ายเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกับการประท้วง

ดังนั้นหากเกิดความรุนแรงจากในม็อบนักเรียนนักศึกษาราษฎร รัฐบาลอาจใช้จุดนี้เป็นข้ออ้างในการใช้มาตรการรุนแรงปราบปรามการชุมนุม ผลสุดท้ายคงพบจุดจบไม่ต่างจากการประท้วงในฮ่องกง

ฮ่องกงจัดชุมนุมคู่ขนานต่อเนื่อง นักการเมืองร่วมด้วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636124

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 17:52 น.ฮ่องกงจัดชุมนุมคู่ขนานต่อเนื่อง นักการเมืองร่วมด้วยนักการเมืองฮ่องกงร่วมชุมนุมสนับสนุนประชาธิปไตยไทยก่อนถูกปรับฐานละเมิดมาตรการป้องกันโควิด

สำนักข่าวฮ่องกง HKFP แพร่ภาพสดบรรยากาศการชุมนุมบริเวณสถานกงสุลไทยในฮ่องกงในช่วงเช้าวันที่ 21 ตุลาคม โดยระบุว่าการชุมนุมดังกล่าวเพื่อกดดันให้รัฐบาลไทยดำเนินการต่อข้อเรียกร้องของประชาชนที่สนับสนุนประชาธิปไตย

โดยมีสมาชิกสภาท้องถิ่นกว่า 30 คนรวมถึงเดนนิส เฉิง รองประธานสภาเขตไควซิง และเฮนรี่ หว่อง สมาชิกสภาเขตหยวนหลงเข้าร่วมชุมนุมด้วย พร้อมกล่าวว่าชาวฮ่องกงจะยืนหยัดเคียงข้างประเทศไทย

ก่อนเริ่มการชุมนุมเจ้าหน้าที่ตำรวจเตือนว่าพวกเขาละเมิดมาตรการป้องกันโควิด-19ที่มีคำสั่งห้ามชุมนุมรวมกลุ่ม รวมถึงหยุดผู้ประท้วงไม่ให้กล่าวคำขวัญสนับสนุนประชาธิปไตยนอกสถานกงสุลและขู่ว่าจะลงโทษทางสังคม อย่างไรก็ตามการชุมนุมยังสามารถดำเนินต่อไปขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด

ซัม เช็ง สมาชิกสภาเขตถุนเหมินทวีตว่า “เช้าวันนี้พวกเราสมาชิกสภาเขตหลายสิบคนเข้าร่วมการชุมนุมเพื่อแสดงการสนับสนุนเสรีภาพในประเทศไทย การประท้วงอย่างสันติยังคงถูกแทรกแซงโดยไม่มีเหตุผลผู้ประท้วงทั้งหมดถูกปรับข้อหาละเมิดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค #MilkTeaAliance #fightforthailand”

ตำรวจไนจีเรียกราดยิงผู้ประท้วงดับกว่า 10 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636120

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 17:30 น.ตำรวจไนจีเรียกราดยิงผู้ประท้วงดับกว่า 10 รายเจ้าหน้าที่เปิดฉากยิงผู้ประท้วงดับหลายรายขณะชุมนุมที่เมืองลากอส

วันนี้ (21 ตุลาคม) เอเอฟพีรายงานเจ้าหน้าหน้าที่ไนจีเรียเปิดฉากยิงใส่ผู้ประท้วงหลาย 1,000 คนเพื่อสลายการชุมนุมส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 12 คนและอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บจากการกราดยิง

ซานโว โอลู ผู้ว่าเมืองลากอสเผยแพร่ภาพขณะเข้าเยี่ยมประชาชนในโรงพยาบาลพร้อมทวีตว่า “นี่เป็นค่ำคืนที่ทุกข์ทนที่สุดในชีวิตของพวกเรา กองกำลังที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราได้สร้างประวัติศาสตร์ที่เลวร้าย” พร้อมกล่าวว่าเขาจะทำงานร่วมกับรัฐบาลกลางเพื่อไปถึงต้นตอของปัญหานี้

ด้านแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวว่าประชาชนหลายคนถูกสังหารโดยเจ้าหน้าที่และทางองค์กรกำลังดำเนินการตรวจสอบจำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่นอนอีกครั้ง

ขณะที่กองทัพไนจีเรียไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพียงแต่ปฏิเสธว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวปลอม

ทั้งนี้ การชุมนุมยืดเยื้อมาเป็นเวลา 2 สัปดาห์เพื่อต่อต้านการใช้ความรุนแรงและเรียกร้องให้ยกเลิกหน่วยปราบโจรกรรมพิเศษ (Sars) โดยมีการประกาศเคอร์ฟิวอย่างไม่มีกำหนดตั้งแต่บ่ายวันที่ 20 ตุลาคม

Photo by Kola Sulaimon / AFP
Photo by Kola Sulaimon / AFP
Photo by Kola Sulaimon / AFP
Photo by Kola Sulaimon / AFP
via Reuters
via Reuters

เตือนอีก 5 ปีหุ่นยนต์จะแทนที่แรงงานมนุษย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636115

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 16:11 น.เตือนอีก 5 ปีหุ่นยนต์จะแทนที่แรงงานมนุษย์สภาเศรษฐกิจโลกเผยครึ่งหนึ่งของตำแหน่งงานจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรภายในปี 2025 ตอกย้ำปัญหาความไม่เท่าเทียมยิ่งขึ้น  

รายงานของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ประจำปี 2020 ระบุว่า ปัจจุบันเครื่องจักรถูกนำมาใช้ราว 1 ใน 3 ของงานทั่วโลก ส่วนที่เหลือเป็นของมนุษย์ แต่กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

การเพิ่มขึ้นของเครื่องจักรและหุ่นยนต์จะสามารถสร้างงานเพิ่มขึ้น 97 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2025 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็จะทำให้ตำแหน่งงานที่มีอยู่ในปัจจุบันหายไปถึง 85 ล้านตำแหน่ง

ตำแหน่งงานที่ต้องใช้ทักษะความสามารถของมนุษย์ อาทิ การให้คำปรึกษา การตัดสินใจ การใช้เหตุผล การสื่อสาร และการมีปฏิสัมพันธ์ รวมทั้งกลุ่มงานในอุตสาหกรรมสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ วิศวกร บิ๊กดาตา และคลาวด์คอมพิวติงจะเป็นที่ต้องการสูงมากของตลาดแรงงานในอนาคต

ขณะที่งานประจำหรืองานที่ต้องใช้แรงงานจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี ส่งผลให้แรงงานรายได้น้อยและแรงงานทักษะต่ำได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มากที่สุด ดังนั้นแรงงานนับล้านๆ คนต้องยกระดับทักษะการทำงานเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้

การศึกษาวิจัยบริษัทใหญ่ๆ ระดับโลก 300 แห่งซึ่งจ้างแรงงานรวมกันราว 8 ล้านคนทั่วโลกของ WEF พบว่า นายจ้าง 50% มีแผนจะนำเครื่องจักรและหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในบริษัทเร็วขึ้น ขณะที่ 43% มีแนวโน้มจะปลดพนักงานแล้วนำเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่

WEF ยังเผยอีกว่า การแพร่ระบาดของ Covid-19 เป็นตัวเร่งให้บรรดาบริษัทต่างๆ นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เร็วขึ้น เนื่องจากต้องการตัดลดต้นทุนและนำวิธีการทำงานแบบใหม่มาใช้ หมายความว่าแรงงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับการคุกคาม 2 ทาง คือการนำเครื่องจักรและหุ่นยนต์เข้ามาใช้เร็วขึ้นและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอันเนื่องมาจาก Covid-19

“สิ่งเหล่านี้ทำให้ความไม่เท่าเทียมกันในตลาดแรงงานหยั่งลึกขึ้น ทั้งยังทำให้การจ้างงานเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2007-2008 เสียเปล่า” ซาเดีย ซาฮิดิ กรรมการผู้จัดการ WEF เผย

นาซาเผยภาพลงจอดเก็บตัวอย่างดาวเคราะห์น้อยเบนนู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636102

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 15:00 น.นาซาเผยภาพลงจอดเก็บตัวอย่างดาวเคราะห์น้อยเบนนูยานอวกาศโอซิริส-เร็กซ์ ลงจอดพร้อมเก็บตัวอย่างหินบนพื้นผิวดาวเคราะห์น้อยเบนนู

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ นาซา เปิดเผยว่ายานอวกาศ “โอซิริส-เร็กซ์” หรือ OSIRIS-REx ลงจอดลงบนดาวเคราะห์น้อยเบนนูและเก็บตัวอย่างหินบนพื้นผิวดาวมาได้สำเร็จ หลังโคจรรอบดาวดังกล่าวมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี

โอซิริส-เร็กซ์ มีชื่อเต็มว่า Origins, Spectral Interpretation, Resource Identification, Security-Regolith Explorer ซึ่งเปิดตัวในเดือนกันยายน 2559

ยานอวกาศโอซิริส-เร็กซ์ลงจอดบนดาวเคราะห์น้อยเบนนูซึ่งอยู่ห่างจากโลกกว่า 300 ล้านกิโลเมตร และเป็นดาวเคราะห์น้อย “กองเศษหิน” เนื่องจากเป็นการรวมกลุ่มกันของก้อนหินที่ยึดเข้าไว้ด้วยกันโดยแรงโน้มถ่วงไม่ใช่วัตถุชิ้นเดียว

ยานลงจอดบนจุดที่เรียกว่า “ไนติงเกล” พร้อมเก็บหินตัวอย่างน้ำหนักประมาณ 60 กรัมถึง 1 กิโลกรัมด้วยแขนกลที่เรียกว่า “แท็กแซม” หรือ Touch-and-Go Sample Acquisition Mechanism-Tag-Sam และกลับออกไปได้อย่างปลอดภัย โดยใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง ทั้งนี้ หน่วยงานจะยืนยันในภายหลังว่าการเก็บหินตัวอย่างมานั้นสำเร็จหรือไม่

ไมเคิล มอโร รองผู้จัดการโครงการโอซิริส-เร็กซ์ กล่าวว่า เขาไม่สามารถบรรยายได้เลยว่ารู้สึกตื่นเต้นแค่ไหนเมื่อได้รับคำยืนยันว่ายานอวกาศแตะลงบนพื้นผิวดาวและเก็บหินตัวอย่างมาได้สำเร็จ และภายในวันที่ 30 ต.ค. นาซาจะยืนยันว่าได้เก็บตัวอย่างพื้นผิวบนดาวมาเพียงพอหรือไม่ หรืออาจจำเป็นต้องเก็บตัวอย่างอีกครั้งในเดือนมกราคม

นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่าดาวเคราะห์น้อยเบนนูอาจเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์น้อยที่สามารถพุ่งชนโลกได้ในอนาคต

เกินคาด! คาเธ่ย์แปซิฟิคจ่อปลดกว่า 8 พันตำแหน่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636085

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 14:00 น.เกินคาด! คาเธ่ย์แปซิฟิคจ่อปลดกว่า 8 พันตำแหน่งสายการบินประจำชาติฮ่องกงเตรียมปลดพนักงาน 8,500 ตำแหน่ง พร้อมปิดกิจการสายการบินในเครือ

คาเธ่ย์แปซิฟิค สายการบินประจำชาติฮ่องกง แถลงการณ์ในวันที่ 21 ตุลาคมว่าจะมีการปลดพนักงาน 8,500 ตำแหน่ง และยุติกิจการ คาเธ่ย์ ดรากอน ซึ่งเป็นสายการบินในเครือเพื่อปรับโครงสร้างหลังได้รับแรงกดดันจากวิกฤตโรคระบาดโควิด-19

คาเธ่ย์เผยในแถลงการณ์ว่า ตำแหน่งงานของคาเธ่ย์ถูกปรับลดเหลือเพียง 24% โดยมีตำแหน่งงานประมาณ 5,300 ตำแหน่งในฮ่องกง ซึ่งแผนการปรับโครงสร้างดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการของสายการบินเรียบร้อยแล้ว โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 280 ล้านเหรียญสหรัฐ

“เราได้ศึกษาสถานการณ์ต่างๆ และนำแนวทางมาปรับใช้เพื่อรักษาตำแหน่งงานให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตามมันค่อนข้างชัดเจนว่าการฟื้นตัวของสายการบินเป็นไปอย่างช้าๆ” ออกัสตัส ถัง ประธานกรรมการบริหารสายการบินคาเธ่ย์กล่าว

ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวมีการปรับลดพนักงานมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก โดยรายงานของเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์เมื่อวานนี้ระบุว่าคาเธ่ย์จะลดพนักงาน 6,000 ตำแหน่งเท่านั้น

ญี่ปุ่นเดินสายจับมืออินโดล้อมจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636079

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 12:40 น.ญี่ปุ่นเดินสายจับมืออินโดล้อมจีนญี่ปุ่นเร่งกระชับความสัมพันธ์อาเซียนต่อต้านอิทธิพลจีนที่เพิ่มขึ้น

สำนักข่าวเกียวโดรายงานเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมว่า นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซุงะ เข้าพบประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ขณะเยือนประเทศอินโดนีเซีย พร้อมตกลงที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงรวมถึงหารือเกี่ยวกับการเดินทางและการติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศ

ซุงะกล่าวว่าญี่ปุ่นและประเทศประชาคมอาเซียนต่างเป็นพันธมิตรที่ตระหนักถึงหลักนิติธรรมและการเปิดกว้างในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก พร้อมย้ำว่าการแสดงออกของจีนในทะเลจีนใต้ถือเป็นการขัดต่อหลักนิติธรรม

ด้านอินโดนีเซียเรียกร้องให้ญี่ปุ่นช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาคมระหว่างประเทศโดยอ้างถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนที่เพิ่มสูงขึ้น

“ความร่วมมือระหว่างพหุภาคีกำลังถูกคุกคามจากการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจและเรากำลังขอความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นในการทำให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติ” วิโดโดกล่าว

ญี่ปุ่นและอินโดนีเซียเห็นพ้องที่จะดำเนินการจัดการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศในอนาคตเพื่อยกระดับความร่วมมือรวมถึงข้อตกลงที่ญี่ปุ่นจะสามารถส่งมอบเทคโนโลยีทางทหารให้แก่อินโดนีเซีย

นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 50,000 ล้านเยนแก่อินโดนีเซียเพื่อรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

ทั้งนี้ ซุงะเยือนต่างประเทศเป็นครั้งที่สองหลังจากเยือนประเทศเวียดนามไปเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม เนื่องจากญี่ปุ่นกำลังต้องการเสริมสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อต่อต้านอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีน

อันตราย! นักวิทย์คาดประชาชนหลายสิบล้านต่อต้านวัคซีนโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636040

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 10:00 น.อันตราย! นักวิทย์คาดประชาชนหลายสิบล้านต่อต้านวัคซีนโควิดนักวิทยาศาสตร์และทีมแพทย์เร่งสร้างความเข้าใจหลังพบประชาชนจำนวนมากเลี่ยงวัคซีนโควิด-19

เอเอฟพี รายงานว่านักวิทยาศาสตร์กำลังเรียกร้องให้มีการดำเนินการสร้างความไว้วางใจในการฉีดวัคซีนโควิดต้าน-19ให้แก่ประชาชนอย่างเร่งด่วน เนื่องจากผลการวิจัยระบุว่าประชาชนจำนวนมากในบางประเทศไม่เต็มใจที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 โดยความลังเลใจในการฉีดวัคซีนของประชาชนมีเพิ่มมากขึ้นจากการได้รับข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงและการไม่ยอมรับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

การศึกษาโดยนักวิจัยชาวสหรัฐ, สเปน และสหราชอาณาจักร ทำการสำรวจประชาชน 13,400 คนใน 19 ประเทศซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควิด-19 พบว่าประชาชน 72% กล่าวว่าจะเข้ารับการฉีดวัคซีน ขณะที่ประชาชน 14% ปฏิเสธการเข้ารับการฉีดวัคซีน และอีก 14% ยังไม่แน่ใจ โดยนักวิจัยคาดการณ์ว่าอาจมีประชากรทั่วโลกหลายสิบล้านคนที่หลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีน

ไฮดี้ ลาร์สัน กล่าวว่าจำเป็นสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและความไว้วางใจในการฉีดวัคซีนต่อสาธารณชนอย่างเร่งด่วน ซึ่งนักวิจัยพบว่าประชาชนที่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาลน้อยจะมีโอกาสยอมรับวัคซีนน้อยเช่นกัน

เช่นเดียวกับ เจฟฟรี่ย์ ลาซารัส จากสถาบันสุขภาพบาร์เซโลนา ที่เผยว่าปัญหาความลังเลใจในการเข้ารับวัคซีนเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับการขาดความไว้วางใจต่อรัฐบาล

โดยอัตราการยอมรับวัคซีนแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศโดยกลุ่มตัวอย่างจากประเทศจีนมีการตอบรับเชิงบวกมากที่สุดและรัสเซียน้อยที่สุด

งานวิจัยที่เผยแพร่ในการประชุมสหภาพโลกเกี่ยวกับสุขภาพปอดก่อนหน้านี้พบว่ากลุ่มคนที่มีรายได้มากกว่า 32 เหรียญสหรัฐต่อวันมีการยอมรับวัคซีนมากที่สุด และพบว่าผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะรับวัคซีนมากกว่าผู้ที่อายุต่ำกว่า 22 ปี

นอกจากนี้เมื่อต้นเดือนมีการศึกษาพบว่าประชาชนถึงหนึ่งในสามของบางประเทศอาจเชื่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้องของไวรัสโคโรนาและเปิดรับการฉีดวัคซีนน้อยลง โดยผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับโควิด-19รายใหญ่ที่สุดของโลกเนื่องจากส่งเสริมสิ่งที่เรียกว่า “การรักษาแบบมหัศจรรย์”

ขณะเดียวกันการพัฒนาที่รวดเร็วเกินไปในบางประเทศก็ส่งผลให้เกิดความกังวลและความไม่ไว้วางใจต่อวัคซีนเช่นรัสเซียประกาศในเดือนสิงหาคมว่าจะเริ่มเปิดตัววัคซีนก่อนที่จะมีการทดลองในขั้นที่ 3 ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ทั้งนี้ จะมีการเผยแพร่ชุดวิดีโอบนโซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจในการฉีดวัคซีนให้แก่สาธารณชน โดยนักวิจัยและแพทย์ในสหรัฐ, สหราชอาณาจักร, อเมริกาใต้, อินเดีย และบราซิลจะโพสต์ลงบนแอพพลิเคชั่นติ๊กต็อก, ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรมโดยใช้แฮชแท็ก #TeamHalo

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP