อินโดเดินหน้าสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635419

วันที่ 14 ต.ค. 2563 เวลา 11:56 น.อินโดเดินหน้าสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าบริษัทของรัฐบาลอินโดนีเซียจับมือผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามุ่งต่อยอดผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในที่สุด

รอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อวันอังคาร (13 ตุลาคม) โอเรียส เพทรัส โมดัค ผู้บริหารบริษัทอุตสาหกรรมเหมืองแร่อินโดนีเซีย (MIND ID) กล่าวว่าอินโดนีเซียในฐานะผู้ผลิตแร่นิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลกซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ต้องการสร้างอุตสาหกรรม EV แบบบูรณาการซึ่งจะรวมถึงการสร้างยานยนต์ในที่สุด

กลุ่มบริษัทของรัฐบาลอินโดนีเซีย ได้แก่ บริษัทอุตสาหกรรมเหมืองแร่อินโดนีเซีย (MIND ID), บริษัทอาเนกา ตัมบัง (ANTAM), บริษัทการไฟฟ้าเปรูซาฮาน ลิสตริก เนการา (PLN) และบริษัทน้ำมันเพอร์ตามินา จะร่วมกันจัดตั้งบริษัทเพื่อผลิตเแบตเตอรี่สำหรับขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้าที่มีชื่อว่า อินโดนีเซีย แบตเตอรี่ โฮลดิ้ง (Indonesia Battery Holding) 

ขณะนี้กำลังจัดทำแผนความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้สามารถดำเนินการใช้ประโยชน์จากนิกเกิลในการผลิตแบตเตอรี่ได้โดยเร็ว และจะสร้างอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมทุกกระบวนการ ตั้งแต่การผลิตสารแคมีและแร่ธาตุสำหรับผลิตแบตเตอรี่ใหม่ไปจนถึงการรีไซเคิลแบตเตอรี่เก่า รวมถึงจะร่วมมือกับบริษัทจากจีนและเกาหลีอีกด้วย

แอปเปิลเปิดตัว “ไอโฟน12” 4รุ่น รองรับ5G #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635406

วันที่ 14 ต.ค. 2563 เวลา 09:45 น.แอปเปิลเปิดตัว "ไอโฟน12" 4รุ่น รองรับ5G“แอปเปิล” จัดอีเวนต์ออนไลน์ เปิดตัว ไอโฟน12 ตามคาด รองรับเครือข่าย 5 G รุ่น “Pro Max” ราคาเริ่มต้นที่ 1,099 ดอลลาร์

“แอปเปิล” จัดอีเวนต์ออนไลน์เปิดตัว iPhone 12 จำนวน 4 รุ่น ตามคาด โดยทุกรุ่นรองรับระบบ 5G ซึ่งจะสามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงจากการใช้ชิปประมวลผล A14 Bionic

iPhone 12 ทั้ง 4 รุ่นที่มีการเปิดตัวในวันนี้ ได้แก่ iPhone 12 Mini ซึ่งมีหน้าจอ 5.4″ มีราคาเริ่มต้นที่ 699 ดอลลาร์, iPhone 12 ซึ่งมีหน้าจอ 6.1″ มีราคาเริ่มต้นที่ 799 ดอลลาร์, iPhone 12 Pro หน้าจอ 6.1″ มีราคาเริ่มต้นที่ 999 ดอลลาร์ และ iPhone 12 Pro Max หน้าจอ 6.7″ มีราคาเริ่มต้นที่ 1,099 ดอลลาร์

สำหรับ iPhone 12 Mini และ iPhone 12 Pro Max จะเปิดพรีออเดอร์ในวันที่ 6 พ.ย. และวางจำหน่ายในวันที่ 13 พ.ย. ส่วน iPhone 12 และ iPhone 12 Pro จะเปิดพรีออเดอร์ในวันที่ 16 ต.ค. และวางจำหน่ายในวันที่ 23 ต.ค.

อย่างไรก็ดี แอปเปิลจะไม่มีการแถมที่ชาร์จและหูฟังแต่อย่างใด เพื่อลดขยะอิเลคทรอนิคส์ และแก้ไขปัญหาโลกร้อน

นอกจากนี้ ทิม คุก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิล ยังได้เปิดตัว HomePod Mini ซึ่งเป็นลำโพงอัจฉริยะของแอปเปิล ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า และมีราคาถูกกว่า HomePod โดยมีราคาเพียง 99 ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับ HomePod ซึ่งมีราคา 299 ดอลลาร์

นอกจากนี้ HomePod Mini ยังสามารถจดจำเสียงที่แตกต่างกันของสมาชิกในครอบครัว และทำงานร่วมกับ Apple Home ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะของแอปเปิลในการเชื่อมโยงอุปกรณ์ภายในบ้าน

ตอบทุกข้อสงสัย ลาวได้อะไรจากทางรถไฟจีน-ลาว? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634502

วันที่ 14 ต.ค. 2563 เวลา 09:05 น.ตอบทุกข้อสงสัย ลาวได้อะไรจากทางรถไฟจีน-ลาว?“ทางรถไฟจีน-ลาว” หนี่งโอกาสของประเทศไร้ทางออกสู่ทะเลหรือกับดักหนี้ที่จะทำให้ต้องเป็นเบี้ยล่างจีน?

ทางรถไฟสายเวียงจันทน์-บ่อเต็น หรือ ทางรถไฟสายจีน-ลาว เป็นทางรถไฟเพื่อเชื่อมต่อระหว่างด่านบ่อหาน เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา ประเทศจีน กับประเทศลาวที่บ่อเต็น ผ่านเมืองหลวงพระบางและสิ้นสุดที่เวียงจันทน์ ซึ่งจะเป็นทางรถไฟสายแรกในประเทศลาวที่จะเชื่อมลาวมีหนทางออกสู่ทะเล

รัฐบาลลาวหวังว่าเมื่อโครงการรถไฟจีน-ลาวเสร็จสมบูรณ์จะช่วยทำให้ประเทศลาวเป็นประเทศที่ทรงพลังมากขึ้น ช่วยพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และนำความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกมาสู่ลาวได้

โดยทางรถไฟสายนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนลาวจากแผ่นดินไร้ทางออกเป็นแผ่นดินเชื่อมแผ่นดิน ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตเพื่อการส่งออกสู่ตลาดระหว่างประเทศ

หากลาวมีพรมแดนติดกับจีน ไทย เวียดนาม ตระเตรียมความพร้อมและบริการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถตักตวงผลประโยชน์จากทางรถไฟได้ดียิ่งขึ้น

ดร.สุพัน แก้วมีไซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแผนงานและการลงทุนแห่ง สปป. ลาวกล่าวว่าการส่งออกของลาวมีความสามารถทางการแข่งขันน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากต้นทุนการขนส่งอยู่ในระดับสูง ส่วนต้นทุนการผลิตเทียบเท่าสินค้าไทยที่ส่งขายในจีนแล้ว

ส่งผลให้นักเศรษฐศาสตร์ลาวพากับขบคิดว่าลาวควรจะผลิตสินค้าอะไร และจะดำเนินบทบาทตัวกลางกระจายสินค้าในภูมิภาคอย่างไรเมื่อทางรถไฟเริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการ

ลาวต้องวางแผนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะเอื้อต่อการหลั่งไหลของสินค้าและผู้มาเยือน ต้องอำนวยความสะดวกทางการค้าและบริการขนส่งให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ลาวได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับกลุ่มบริษัทเอกชนเพื่อพัฒนาโครงการการท่องเที่ยว และกระตุ้นกลุ่มผู้ประกอบการชาวจีนเข้ามาลงทุนภาคเกษตรกรรมเพื่อการส่งออก

ประชาชนลาวส่วนหนึ่งมองว่ารถไฟความเร็วสูงสายแรก อุโมงค์ที่ใหญ่และยาวที่สุดของประเทศกำลังสร้างความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศลาวและจะมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมากขึ้น

แม้จะดูเหมือนว่าทางรถไฟสายนี้จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้แก่ประเทศลาว แต่ในทางกลับกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศกล่าวว่าลาวจะต้องเผชิญกับหนี้สินที่เพิ่มขึ้นมหาศาล อีกทั้งยังต้องมีการชดเชยที่เพียงพอให้แก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง

Asia Times รายงานว่าลาวกำลังเป็นเหยื่อของกับดักหนี้สินของจีนรายล่าสุด โดยการสร้างรถไฟมิตรภาพจีน-ลาว มูลค่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐทำให้ลาวตกเป็นเหยื่อของกับดักหนี้ในยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีน

โดยลาวได้กู้ยืมเงินจำนวนมากจากจีนเพื่อลงทุนในโครงการนี้ ซึ่งค่ารถไฟราว 60% ได้รับการสนับสนุนจากเงินกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน ส่วนที่เหลืออีก 40% มาจากบริษัทที่ร่วมลงทุน ประกอบด้วยบริษัทจีนสามแห่ง ซึ่งถือหุ้น 70% ในขณะที่รัฐวิสาหกิจของลาวมีสัดส่วนที่เหลือ 30%

ทั้งนี้รัฐบาลลาวได้จัดสรรงบประมาณของประเทศจำนวน 250 ล้านเหรียญสหรัฐ และกูเพิ่มอีก 480 ล้านเหรียญสหรัฐจากประเทศจีน โดยกองทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของลาวลดลงต่ำกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐซึ่งน้อยกว่าเงินที่จะใช้ชำระหนี้ประจำปีของประเทศ

ส่งผลให้กระทรวงการคลังของลาวต้องขอให้จีนปรับโครงสร้างหนี้เพื่อเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งประเทศต่างๆ ถูกกดดันให้ทำสัมปทานและถูกริดรอนอธิปไตยหากผิดนัดชำระหนี้กับจีน

นอกจากนี้รอยเตอร์สยังรายงานว่ารัฐบาลลาวพร้อมที่จะยกระดับการควบคุมส่วนใหญ่ของโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าแห่งชาติให้แก่บริษัท ไชน่า เซาเทิร์น พาวเวอร์ กริด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกวางโจว

ทั้งนี้การที่จีนเข้าครอบครองภาคไฟฟ้าของลาวแทนการชำระหนี้ได้แสดงให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเห็นถึงความเสี่ยงจากกับดักหนี้ BRI เมื่อต้องต้านทานแรงกดดันของจีนและปกป้องเอกราชทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ

แม้ว่าประชาชนส่วนหนึ่งจะเห็นด้วยกับโครงการดังกล่าวในขณะเดียวกันก็ยังมีชาวลาวอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยโดยมีความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจและขอบเขตเศรษฐกิจที่กำลังถูกครอบงำโดยจีน

โดยมองว่าประชาชนลาวส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากรถไฟดังกล่าวซึ่งจะทำให้ลาวเสียเปรียบในขณะที่จีนอาจได้ผลประโยชน์จากโครงการนี้มากกว่า

นอกจากนี้ในการดำเนินการขุดเจาะอุโมงค์และสร้างทางรถไฟในประเทศลาวยังต้องสร้างถนนตัดผ่านป่าไม้และขุดอุโมงค์ทะลุภูเขาหลายลูกอีกด้วย ซึ่งเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหนักต่อประเทศที่ “เขียว” ที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย

หญิงแคนาดาเจอคำสาปปอมเปอี รีบส่งคืนโบราณวัตถุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635374

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 21:10 น.หญิงแคนาดาเจอคำสาปปอมเปอี รีบส่งคืนโบราณวัตถุหญิงแคนาดาคืนโบราณวัตถุปอมเปอีที่ขโมยไป 15 ปีก่อนอ้างเจออาถรรพ์

CNN รายงานเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม นิโคล หญิงชาวแคนาดาได้คืนโบราณวัตถุทั้งหมด 5 ชิ้นที่เธอขโมยไปในปี 2005 ประกอบด้วยกระเบื้องโมเสคสีขาว 2 แผ่น, โถ 2 ใบ และผนังเซรามิก 1 ชิ้น ให้แก่อุทยานโบราณคดีปอมเปอี พร้อมจดหมายระบุว่า “ตอนนั้นฉันยังเด็กและโง่เขลา ฉันเพียงอยากจะครอบครองสิ่งของทางประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถหาซื้อได้”

นอกจากนี้เธอยังเล่าว่าตั้งแต่ที่เธอกลับไปยังแคนาดาเธอป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมและต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 2 ครั้ง อีกทั้งครอบครัวของเธอยังประสบปัญหาทางการเงิน เธอคิดว่าสาเหตุทั้งหมดมาจากคำสาปจากปอมเปอี

“ฉันหยิบสิ่งของในประวัติศาสตร์ที่อยู่ในช่วงเวลาที่มีพลังงานเชิงลบมากมาย ฉันนำกระเบื้องที่อยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนเสียชีวิตอย่างน่าสยดสยอง โปรดยกโทษให้กับการกระทำที่ประมาทของฉันเมื่อหลายปีก่อน” เธอกล่าว

ทั้งนี้เหตุภูเขาไฟวิซุเวียสปะทุในปอมเปอีคร่าชีวิตคนไปกว่า 15,000 คนโดยผู้เสียชีวิตเหล่านั้นถูกฝังทั้งเป็นจากเถ้าหินภูเขาไฟ

รวมถึงก่อนหน้านี้ยังมีหญิงชาวอังกฤษส่งชิ้นส่วนกระเบื้องโมเสคที่ถูกขโมยไปตั้งแต่ปี 1970 โดยเธอเล่าว่าเธอได้รับสิ่งของเหล่านี้มาจากพ่อและแม่ของเธอ และสิ่งของเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ

โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีผู้คนนับร้อยได้คืนโบราณวัตถุ อาทิ กระเบื้องโมเสค และปูนปลาสเตอร์ ที่พวกเขาได้ขโมยไประหว่างการเยี่ยมชมเมืองปอมเปอี และมักจะแนบจดหมายขอโทษพร้อมอ้างว่าโบราณวัตถุเหล่านั้นทำให้เขาต้องพบเจอกับโชคร้าย

ไม่เพียงแต่ที่ปอมเปอีเท่านั้นแต่ยังมีโบราณสถานอีกหลายแห่งที่นักท่องเที่ยวมักอ้างว่าพวกเขาต้องเผชิญกับคำสาปหลังขโมยโบราณวัตถุไปครอบครอง รวมถึงประเทศไทยเช่นกัน

โดยในปี 2018 นักท่องเที่ยวต่างชาติส่งพัสดุคืนมายังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายในเป็นเศษอิฐและปูนรวม 3 ชิ้น พร้อมจดหมายระบุว่า ขอความกรุณานำสิ่งของส่งคืนที่วัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากผู้ที่นำไปกำลังอยู่ไม่เป็นสุข

ในปีเดียวกันอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้รับก้อนอิฐคืนจากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่นำไปจากวัดไชยวัฒนาราม พร้อมแนบจดหมายว่าเขาได้ไปเที่ยวที่วัดดังกล่าวและนำก้อนอิฐก้อนหนึ่งกลับบ้าน จากนั้นมีอาการป่วยไม่ทราบสาเหตุ รู้สึกไม่สบายใจ จึงนำก้อนอิฐมาคืนพร้อมดอกไม้ธูปเทียนเพื่อขอขมาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยวอีกจำนวนมากที่พบเจอเรื่องราวต่างๆ หลังนำโบราณวัตถุติดตัวกลับไป จนต้องส่งคืนกลับมาโดยไม่มีการเล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าวเพียงแต่บอกว่าจะไม่ขโมยของในเขตโบราณสถานอีก

แถลงทั้งน้ำตา! คิม จองอึนขอโทษที่ทำให้ผิดหวัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635390

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 20:06 น.แถลงทั้งน้ำตา! คิม จองอึนขอโทษที่ทำให้ผิดหวังคิม จองอึน แถลงขอโทษที่ไม่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเกาหลีเหนือ

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมาผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน แถลงในการสวนสนามทางทหารเพื่อฉลองครบรอบ 75 ปีการสถาปนาพรรคแรงงานที่จัตุรัสคิม อิล-ซ็อง กรุงเปียงยาง

ผู้นำเกาหลีเหนือหลั่งน้ำตาขณะกล่าวขอโทษประชาชนชาวเกาหลีเหนือที่ไม่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต และยกระดับมาตรฐานการครองชีพของพวกเขาได้ ทั้งนี้ความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือเกิดจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ, วิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา, พายุไต้ฝุ่น และน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายมหาศาล

“ชาวเกาหลีเหนือให้ความไว้วางใจผมสูงเท่าท้องฟ้า และลึกเท่ามหาสมุทร แต่ผมกลับไม่สามารถรักษาความคาดหวังของประชาชนไว้ได้” คิม จองอึนกล่าว

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความสำเร็จของประเทศในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาและเอาชนะความท้าทายอื่นๆ ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ

บังกลาเทศไฟเขียวประหารชีวิตนักโทษคดีข่มขืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635367

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 18:29 น.บังกลาเทศไฟเขียวประหารชีวิตนักโทษคดีข่มขืนบังกลาเทศจ่อใช้โทษประหารคดีข่มขืนหลังประท้วงยืดเยื้อหลายสัปดาห์

CNN รายงานว่าบังกลาเทศเตรียมออกกฎหมายให้มีการลงโทษประหารชีวิตสำหรับนักโทษคดีข่มขืนหลังเกิดการประท้วงเรื่องความรุนแรงทางเพศในประเทศมาหลายสัปดาห์

เมื่อวันจันทร์ (12 ตุลาคม) คณะรัฐมนตรีบังกลาเทศได้อนุมัติให้มีการแก้ไขบทลงโทษสูงสุดสำหรับนักโทษข่มขืนจากจำคุกตลอดชีวิตเป็นประหารชีวิต ทั้งนี้บทบัญญัติใหม่จะมีผลบังคับใช้เมื่อมีการลงนามโดยประธานาธิบดีอับดุล ฮามิด

อนิซูล ฮัค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเผยว่า กฎหมายนี้จะสามารถยับยั้งการก่ออาชญากรรมดังกล่าวและเจ้าหน้าที่จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเร่งกระบวนการพิจารณาคดีข่มขืนในศาล

ก่อนหน้านี้รัฐบาลบังกลาเทศเผชิญกับการประท้วงเรียกร้องให้มีการดำเนินการเพื่อป้องกันการใช้ความรุนแรงทางเพศหลังเกิดวิดีโอไวรัลของกลุ่มชายที่ทำร้ายและล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงทางตอนใต้ของประเทศท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนทั่วประเทศ

โดยข้อมูลจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและความช่วยเหลือทางกฎหมายของบังกลาเทศระบุว่าผู้หญิงและเด็กในบังกลาเทศอย่างน้อย 975 คนถูกข่มขืนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2020

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่หวั่นไหวกับการท้าทายที่ต่างแดน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635372

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 16:23 น.ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่หวั่นไหวกับการท้าทายที่ต่างแดนเรื่องราวหนึ่งหน้าในประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงน้ำพระทัยที่กว้างขวางของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อทรงเผชิญกับความท้าทายในต่างแดน

ในแต่ละครั้งของการเสด็จไปทรงประกอบพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ต่อไปนี้จะขานพระนามว่าในหลวงรัชกาลที่ 9) ณ ต่างประเทศไม่ใช่ทุกครั้งที่จะทรงปฏิบัติพระราชภารกิจอย่างราบรื่น บางครั้งต้องทรงเผชิญกับการท้าทายของคนบางกลุ่ม เช่น กรณีที่เกิดขึ้นระหว่างเสด็จเยือนประเทศออสเตรเลีย พ.ศ. 2505

ในบทพระราชนิพนธ์ “ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ” ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งทรงเสด็จฯ ติดตามเคียงข้างในหลวงรัชกาลที่ 9 ตอนหนึ่งทรงเล่าถึงเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ออสเตรเลียว่ามีนักศึกษาแสดงอาการไม่ต้อนรับพระองค์และแสดงกริยาที่หยาบคายต่อหน้าต่อตา คือในพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ณ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น

เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเสด็จฯ ไปพระราชทานพระราชดำรัสที่เครื่องขยายเสียงกลางเวทีก็มีเสียงโห่ปนฮาดังขึ้นมาจากกลุ่มปัญญาชนข้างนอก สมเด็จพระพันปีหลวงทรงบันทึกไว้ว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามือเย็นเฉียบ หัวใจหวิวๆ อย่างไรพิกล รู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัวจนทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะมองขึ้นดูพระพักตร์ท่านด้วยความสงสารและเห็นพระทัย ในที่สุดก็ฝืนใจมองขึ้นไปเพื่อถวายกำลังพระทัย”

แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงแก้ไขสถานการณ์นี้ด้วยพระปฏิภาณที่แหลมคม สมเด็จพระพันปีหลวงทรงบันทึกไว้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตรัสแต่เพียงว่า “ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมาก ในการต้อนรับอันอบอุ่นและสุภาพเรียบร้อยที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน” แม้จะทรงรับสั่งเพียงเท่านั้นเอง แต่ก็ทำให้เสียงรบกวนทั้งหลายเงียบลงทันที ทุกคนข้างนอกข้างในต่างนั่งฟังพระราชดำรัสเฉยท่าทางดูขบคิด

สมเด็จพระพันปีหลวงทรงบันทึกไว้ว่า “พระราชดำรัสวันนั้นดีมาก รับสั่งสดๆ โดยไม่ทรงใช้กระดาษเลย ทรงเล่าถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทยเราว่า เรามีเอกราช มีภาษาของตนเอง มีตัวหนังสือซึ่งคิดค้นขึ้นใช้เอง เราตั้งบทกฎหมายการปกครองของเราเอง ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมา 700 ปีกว่ามาแล้ว ตอนนี้ข้าพเจ้าขำแทบแย่ เพราะหลังจากรับสั่งว่า 700 ปีกว่ามาแล้ว ทรงทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก ทรงสะดุ้งนิดๆ และทรงโค้งพระองค์อย่างสุภาพ เมื่อตรัสว่า ขอโทษลืมไป ตอนนั้นยังไม่มีประเทศออสเตรเลียเลย แล้วทรงเล่าต่อไปว่า แต่ไหนแต่ไรมา คนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวาง พร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่นและฟังความเห็นของเขา เพราะเรามักใช้ปัญญาขบคิด ไตร่ตรองหาเหตุผลก่อนจึงจะตัดสินว่าสิ่งไรเป็นอย่างไร ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินอะไรตามใจชอบ โดยไม่ใช้เหตุผล…”

สมเด็จพระพันปีหลวงทรงเล่าว่าเมื่อเสร็จพิธีแล้ว ผู้ร่วมในพิธีต่างเข้ามากราบบังคมทูลสรรเสริญถึงพระราชดำรัสนั้น และสำหรับกลุ่มนักศึกษาที่มีปฏิกิริยาเหล่านั้น ต่างก็มีอากัปกิริยาเปลี่ยนไปหมด บ้างก็มีสีหน้าเฉยๆ เจื่อนๆ ดูหลบพระเนตร ไม่มีการมองดูพระองค์อย่างประหลาดอีก แต่บางพวกก็มีน้ำใจเป็นนักกีฬาพอที่จะยิ้มแย้มแจ่มใส โบกมือและปรบมือให้แด่ทั้งสองพระองค์ตลอดทาง จนถึงที่รถพระที่นั่งจอดอยู่

กรณีที่เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์นเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากความพยายามขัดขวางและะก่อกวนในหลวงรัชกาลที่ 9 หลายครั้งโดยขบวนการนักศึกษาปัญญาชนในออสเตรเลีย ก่อนหน้านี้ ทรงมีกำหนดการณ์ที่จะเสด็จเยือนมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย หรือ ANU และจะทรงรับการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

แต่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเมื่อกำหนดการณ์สื่อในออสเตรเลียรายงานข่าวว่า ANU ปฏิเสธที่จะถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยอ้างว่า “ทรงไม่มีคุณสมบัติทางวิชาการพอ” และจากการเปิดเผยเรื่องนี้ระบุว่ารัฐบาลออสเตรเลียเป็นผู้ร้องขอให้ทาง ANU ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แต่มหาวิทยาลัยปฏิเสธ

ปรากฎว่ารัฐบาลออสเตรเลียถูกตั้งกระทู้ถามในที่ประชุมรัฐสภาว่าเหตุใดจึงปล่อยให้มหาวิทยาลัย ANU ปล่อยข้อมูลอันเป็นความลับไปถึงมือสื่อมวลชนได้ หนึ่งในผู้ตั้งกระทู้ถามอย่างเผ็ดร้อนคือเฟร็ด เดลี (Fred Daly) ผู้แทนจากพรรค Labor Party

เดลีกล่าวในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรออสเตรเลียว่ามหาวิทยาลัย ANU จงใจที่จะปล่อยความลับออกมาเพื่อที่จะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ และเขากล่าวว่าการที่มหาวิทยาลัยปฏิเสธที่จะไม่ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ถือเป็นเรื่องที่แย่อยู่แล้ว แต่ที่แย่ยิ่งกว่าคือการที่รัฐบาลปล่อยให้มหาวิทยาลัยปล่อยข้อมูลที่เป็นความลับออกมา

เดลีกล่าวว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องนี้จะกระทบเจตนาที่ดีของเราในเอเชีย มันจะไม่กระทบแค่รัฐบาลชุดนี้เท่านั้น แต่จะส่งผลสะเทือนไปทั่วเอเชีย” และเขายังถามว่าทำไมมหาวิทยาลัยถึงไม่ยอมถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และถามว่าหากมหาวิทยาลัยทำแบบนี้กับองค์พระประมุขของไทย มหาวิทยาลัยก็อาจจะปฏิเสธพระราชวงศ์อังกฤษด้วย (ซึ่งเป็นพระประมุขของออสเตรเลีย)

“หากพวกเขาทำแบบนี้กับพระมหากษัตริย์ของไทย พวกเขาก็คงทำแบบนี้กับพระบรมราชวงศ์อังกฤษได้เช่นกัน” เดลีกล่าว (ดูหนังสือพิมพ์  The Canberra Times พฤ. 16 ส.ค. 1962 Page 7 M.P. Angry on “Leak To Press” Questions On Degree For King)

ในเวลาต่อโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยยืนยันว่ารัฐบาลไทยมิได้เป็นฝ่ายเรียกร้องให้ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แต่เป็นกิจการภายในของออสเตรเลียเอง และฝ่ายไทยยืนยันว่า การที่ ANU จะยืนยันไม่ถวายโดยอ้างเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยก็ถือเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญและเป็นเรื่องของ ANU เอง โดยไม่เกี่ยวอะไรกับรัฐบาลไทยทั้งสิ้่น (ดูหนังสือพิมพ์  The Canberra Times (ACT : 1926 – 1995) ศ. 17 ส.ค. 1962 Page 3 DECREE “NOT SOUGHT)

กลับมาพิจารณาที่คำกล่าวของสมาชิกสภาฯ เดลีที่กล่าวว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องนี้จะกระทบเจตนาที่ของเราในเอเชีย” เรื่องนี้มีบริบทที่จะต้องพิจารณา และจะทำให้เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาของออสเตรเลียจึงรู้สึกเสียหน้าที่ ANU ตัดสินที่จะทำเช่นนั้น

ในเวลานั้นขบวนการนักศึกษาของออสเตรเลียได้รับอิทธิพลจากแนวคิดฝ่ายซ้าย (สังคมนิยม/คอมมิวนิสต์) และแนวคิดต่อต้านการใช้กำลังทหารของชาติตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขบวนการนักศึกษาในออสเตรเลียได้รับอิทธิพลจากขบวนการนักศึกษาในสหรัฐที่ต่อต้านสงครามเวียดนามและ “จักรพรรดินิยมอเมริกัน”

โดยเฉพาะที่ ANU บรรยากาศการต่อต้านอิทธิพลอเมริกันในเอเชียรุนแรงมาก ก่อนหน้าที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเสด็จเยือนออสเตรเลีย ขบวนการนักศึกษานักวิชาการที่นั่นประณามการก่อตั้งองค์การซีโต้ (องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ที่มีเจตนาเพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ในเอเชียและออสเตรเลีย โดยมีทฤษฎีโดมิโนเป็นตัวชี้นำ กล่าวคือหากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกเป็นคอมมิวนิสต์ ออสเตรเลียก็จะตกเป็นเหยื่อด้วย

องค์การซีโต้มีไทยและออสเตรเลียเป็นหนึ่งในสมาชิกและผลักดันโดยสหรัฐ สำนักงานใหญ่ขององค์การเคยตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครและมีนายพจน์ สารสิน จากประเทศไทย ดำรงตำแหน่งเลขาธิการทั่วไป ดังนั้นประเทศไทยจึงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค เป็นพันธมิตรสำคัญของออสเตรเลีย และเป็นผู้ช่วยเหลืออเมริกาในการแทรกแซงคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค

เนื่องจากไทยมีบทบาทสำคัญเช่นนี้ ทำให้ขบวนการเอียงซ้ายใน ANU ทั้งนักศึกษาและนักวิชาการไม่พอใจและอาจเป็น “สาเหตุจริงๆ” ที่ปฏิเสธการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ เรื่องนี้มีการเอ่ยถึงในหนังสือ A National Asset: 50 Years of the Strategic and Defence Studies Centre ของออสเตรเลียเอาไว้ในหน้าที่ 40

แต่ยังมีปมเงื่อนอีกเรื่องก็คือการที่รัฐบาลออสเตรเลียเล่นงาน C. P. Fitzgerald นักวิชาการ/นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง เป็นผู้สอนที่ ANU แต่เพราะเขาเชี่ยวชาญเรื่องจีนเพราะเขาเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน การเล่นงานเขาทำให้พวกปัญญาชนไม่พอใจ และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เกิดกระแสต้านฝ่ายตรงข้ามกับฝ่ายซ้าย

บรรยากาศการประท้วงสงครามเวียดนามต่อต้านอิทธิพลอเมริกันเป็นไปอย่างร้อนแรงใน ANU ทั้งนักศึกษาและอาจารย์ ไม่เฉพาะที่นี่แต่ยังรวมถึงที่แคนเบอร์ราด้วย

แม้จะเกิดเรื่องให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มิได้ทรงถือสาหาความ กลับยังทรงยืนยันที่จะเสด็จไปเยือน ANU ตามกำหนดการณ์เดิม แสดงให้เห็นถึงความมีขันติและไม่หวั่นไหวของพระองค์

ในการเสด็จเยือน ANU ไม่เพียงเสด็จด้วยพระจริยาที่งามสง่า แต่ยังทรงปฏิบัติกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วยไมตรีจิตยิ่ง แม้นมหาวิทยาลัยจะไม่ถวายปริญญาฯ แต่กลับเป็นพระองค์เองที่ทรงพระราชทานทุนเพื่อตั้ง Asian Fellowship แก่มหาวิทยาลัย

ทรงมีพระราชดำรัสว่าสิ่งที่ทรงพระราชทานไปมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียอยู่ในภาวะอันตรายร้ายแรงและทั้งสองปรเะทศจะต้องเผชิญหน้ามันร่วมกัน

“ข้าพเจ้าหวังว่า ANU จะเจริญรุ่งเรืองและมีโครงการต่างครบสมบูรณ์ ข้าพเจ้าเห็นว่ามันจะมีประโยชน์อย่างยิ่งไม่แต่กับออสเตรเลียแต่รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และต่อโลก” (ดูหนังสือพิมพ์  The Canberra Times (ACT : 1926 – 1995) อ. 28 ส.ค. 1962 Page 1 Visit Of Thai King Marked OFFER TO ASIAN SCHOLARS BY A.N.U.)

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าบรรยากาศในช่วงสงครามคือสาเหตุที่แท้จริง “อย่างหนึ่ง” ที่ทำให้เกิดกรณีนักศึกษาออสเตรเลียแสดงกริยาไม่เหมาะสมในระหว่างการเสด็จเยือนมหาวิทยาลัยต่างๆ เพราะพวกเขามีแนวคิดฝ่ายซ้ายและต่อต้านการแทรกแซงของชาติตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แต่ชาติตะวันตกรวมถึงออสเตรเลียและแม้แแต่ไทยก็ไม่ยอมให้คอมมิวนิสต์เข้ามากลืนกินภูมิภาคนี้เช่นกัน

ภาพ Bangkok Post

จีนเรียกร้องอาเซียนขจัดมือที่สามแทรกแซงทะเลจีนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635362

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 15:09 น.จีนเรียกร้องอาเซียนขจัดมือที่สามแทรกแซงทะเลจีนใต้จีนแนะอาเซียนร่วมมือป้องกันสหรัฐแทรกแซงทะเลจีนใต้

รอยเตอร์สรายงานจากกัวลาลัมเปอร์ว่า หวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวขณะเดินทางเยือนมาเลเซียว่าประเทศจีนและสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ควรร่วมมือกันขจัดการแทรกแซงจากภายนอกในทะเลจีนใต้

ขณะที่ ฮิชามมุดดิน ฮุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียกล่าวว่าข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ควรได้รับการแก้ไขอย่างสันติผ่านการเจรจาระดับภูมิภาค

ทั้งนี้ประเทศจีนซึ่งเกิดข้อพิพาททางทะเลกับรัฐชายฝั่งอื่นๆ ในทะเลจีนใต้มานานหลายปีได้จัดการฝึกซ้อมทางทหารในพื้นที่พิพาทในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะที่สหรัฐกล่าวหาว่าจีนพยายามสร้างอาณาจักรทางทะเลในพื้นที่ดังกล่าว

โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนได้จัดการประชุมร่วมกับสมาขิกอาเซียนเพื่อเรียกร้องให้เกิดการเจรจาถึงแนวทางปฏิบัติของจีนและประเทศสมาคมอาเซียนสำหรับทะเลจีนใต้ เนื่องจากเกิดความกังวลว่าประเทศนอกภูมิภาคอย่างสหรัฐจะเข้ามาแทรกแซงกรณีดังกล่าวขณะที่สหรัฐประกาศจุดยืนในทะเลจีนใต้ชัดเจนขึ้น

เผยความลับใต้ดินที่ทำให้โตเกียวน้ำไม่ท่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635354

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 13:10 น.เผยความลับใต้ดินที่ทำให้โตเกียวน้ำไม่ท่วม‘อ่างเก็บน้ำคาซึคาเบะ’ ได้รับฉายาว่าวิหารพาร์เธนอนใต้ดินของญี่ปุ่นเพราะความใหญ่โตเหมือนวิหารกรีกโบราณและยังช่วยปกป้องโตเกียวจากน้ำท่วมใหญ่

อ่างเก็บน้ำคาซึคาเบะ เป็นอ่างเก็บน้ำใต้ดินของญี่ปุ่นซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นวิหารพาร์เธนอนญี่ปุ่น ทำหน้าที่ป้องกันโตเกียวและพื้นที่โดยรอบจากภัยพิบัติน้ำท่วม

อ่างเก็บน้ำดังกล่าวมีความลึก 72.1 เมตร สร้างขึ้นในปี 2006 ด้วยมูลค่า 230,000 ล้านเยน เชื่อมต่อกับอุโมงค์ 6.3 กิโลเมตร เสาทะยานมีน้ำหนัก 500 ตันแต่ละต้นรองรับอ่างเก็บน้ำหลัก ถังคอนกรีตเปลือยคาวมยาว 2 สนามฟุตบอล

บริเวณอ่างเก็บน้ำมีช่องทางเปลี่ยนเส้นทางน้ำส่วนเกินจากพายุและไต้ฝุ่น และสามารถปล่อยน้ำสะสมลงสู่แม่น้ำเอโดกาวะที่อยู่ใกล้เคียงในอัตราเทียบเท่าการปล่อยน้ำในสระว่ายน้ำ 25 เมตร ทุกวินาทีด้วยเครื่องยนต์จัมโบ้เจ็ท ซึ่งน้ำส่วนเกินจะไหลโดยอัตโนมัติและผู้ปฏิบัติงานจะทำการสูบน้ำออจากถังหลักเมื่อเข้าใกล้ความจุ

โนบุยูกิ อากิยามะ หัวหน้าไซต์งานกล่าวว่า “ในพื้นที่นี้ฝนกระหน่ำพายุไต้ฝุ่นและแม้กระทั่งฝนตกทุกวันอาจทำให้เกิดความเสียหายได้เนื่องจากบ้านเรือนและถนนจมอยู่ใต้น้ำ อ่างเก็บน้ำดังกล่าวจะช่วยลดจำนวนบ้านที่ได้รับผลกระทบจากความเสียหายจากน้ำในพื้นที่ใกล้เคียงได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์”

โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาฤดูฝนและพายุไต้ฝุ่นเข้าทำลายญี่ปุ่นหลายครั้ง ซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมและดินถล่มครั้งใหญ่ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 80 คน และเมื่อปีที่แล้วพายุไต้ฝุ่นคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 100 คน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาระบุว่าจำนวนพายุไต้ฝุ่นต่อปีที่คุกคามโตเกียวเพิ่มขึ้น 1.5 เท่าในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา

โตเกียวมีเมืองที่ตัดผ่านแม่น้ำมากกว่า 100 แห่ง มีอ่างเก็บน้ำใต้ดินอีก 10 แห่งและอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดิน 3 แห่ง รวมถึงโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมอื่นๆ โดยระบบป้องกันน้ำท่วมของญี่ปุ่นถือเป็นระบบระดับโลกซึ่งได้บทเรียนมาจากภัยพิบัติครั้งใหญ่หลายครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ไค โยชิมูระ ศาสตราจารย์ด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวและผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำท่วมกล่าวว่าญี่ปุ่นมีสภาพอากาศที่มีน้ำท่วมและฝนตกหนักบ่อยครั้งแต่ยิ่งไปกว่านั้นคือภาวะโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรง

ทั้งนี้อ่างเก็บน้ำคาซึคาเบะ ถูกใช้งานไปแล้ว 7 ครั้งในปีนี้ โดยในเดือนกันยายนมีการปล่อยน้ำ 2 ครั้งจากฤดูฝนที่ยาวนานผิดปกติ นอกจากนี้ะยังได้เปิดให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมในช่วงที่ไม่ได้ใช้งานเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการจัดการภัยพิบัติ

Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP
Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP
Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP
Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP
Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP
Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP

พักทดสอบวัคซีนโควิดหลังผู้เข้าร่วมป่วยไม่ทราบสาเหตุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635345

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 11:02 น.พักทดสอบวัคซีนโควิดหลังผู้เข้าร่วมป่วยไม่ทราบสาเหตุจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ระงับการทดสอบวัคซีนโควิด-19ชั่วคราวหลังพบผู้เข้าร่วมป่วยไม่ทราบสาเหตุ

CNN รายงานว่า วันที่ 12 ตุลาคม บริษัทผู้ผลิตยาจอห์นสันแอนด์จอห์นสันประกาศหยุดการทดลองวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาชั่วคราวหลังผู้เข้าร่วมการทดสอบมีอาการเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ

ตามแนวทางของบริษัทหากผู้เข้าร่วมทดสอบวัคซีนมีอาการเจ็บป่วยจะได้รับการตรวจสอบและประเมินโดยคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลและความปลอดภัย (DSMB) รวมถึงคณะแพทย์เพื่อความปลอดภัย

ส่งผลให้การทดสอบวัคซีนต้องถูกระงับชั่วคราวเพื่อให้ทีมแพทย์ได้ตรวจสอบว่าการเจ็บป่วยของผู้เข้าร่วมทดสอบที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการได้รับวัคซีนหรือไม่ อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ได้เผยว่าอาการเจ็บป่วยที่ไม่สามารถอธิบายได้คืออะไร

บริษัทเผยว่าจะมีการตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์ทั้งหมดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจว่าจะเริ่มการทดสอบวัคซีนใหม่อีกครั้งหรือไม่

โดยมาตรการของบริษัทกำหนดไว้ว่าหากการทดสอบวัคซีนถูกระงับ ผู้สนับสนุนการทดสอบจะหยุดสรรหาและจ่ายยาชั่วคราว ทั้งนี้เป็นการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับในการทดลองทางคลินิกของหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่กำกับดูแล อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา

ดร. อาชิช จา คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยบราวน์ เห็นด้วยกับการระงับการทดลองดังกล่าวพร้อมกล่าวว่า “การทดสอบวัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสันเป็นการทดสอบที่ใหญ่ที่สุดที่ผมรู้จักซึ่งมีผู้เข้าร่วมทดลอง 60,000 คน เราต้องการให้วัคซีนมีความปลอดภัยมันจึงต้องใช้เวลา ซึ่งผมมั่นใจว่าบริษัทกำลังดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบ”

ทั้งนี้จอห์นสันแอนด์จอห์นสันได้ทดสอบวัคซีนในระยะที่ 3 ซึ่งเริ่มในเดือนกันยายน เป็น 1 ใน 6 ของการทดสอบวัคซีนโคโรนาในสหรัฐ และ 1 ใน 4 ของการทดสอบวัคซีนระยะที่ 3 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางหวังว่าการทดสอบดังกล่าวจะสำเร็จเร็วกว่าวัคซีนอื่นๆ