เฟซบุ๊คไม่มีทางเลือก ต้องยอมอ่อนข้อให้รัฐบาลไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631456

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 16:51 น.เฟซบุ๊คไม่มีทางเลือก ต้องยอมอ่อนข้อให้รัฐบาลไทยบทวิเคราะห์สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการเผชิญหน้าระหว่างเฟซบุ๊คและรัฐบาลไทยจากกรณีเพจหมิ่นเหม่

จากกรณีที่รัฐบาลไทยขอให้เฟซบุ๊คปิดกั้นการเข้าถึงกลุ่ม “รอยัลลิสต์ มาร์เก็ตเพลส” เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกิจกรรมที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันหลักของชาติ และทางเฟซบุ๊คมีปฏิกริยาขัดขืนคำร้องขอนี้และจะดำเนินการทางกฎหมาย

โฆษกของเฟซบุ๊คบอกกับสำนักข่าว AFP ว่าถูกรัฐบาลไทย “บังคับ” ให้ลบกลุ่มออก แต่ว่า “คำขอเช่นนี้รุนแรงขัดต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแสดงออกของผู้คน”

เฟซบุ๊คบอกว่า “เราจะทำงานเพื่อปกป้องและพิทักษ์สิทธิ์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนและกำลังเตรียมที่จะท้าทายคำขอนี้ด้วยกระบวนการตามกฎหมาย”

บริษัทเฟซบุ๊คไม่ได้ให้รายละเอียดของการดำเนินการทางกฎหมาย แต่เตือนว่าท่าทีบีบคั้นของทางการไทยจะทำลายความน่าเชื่อถือด้านการลงทุนของไทย

ถึงแม้ว่าเฟซบุ๊คจะพูดอย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊คไม่ใช่องค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ดำเนินการโดยไม่หวังผลกำไร และเรื่องเงินนี่แหละที่จะทำให้เฟซบุ๊คต้องยอมทำตามรัฐบาลไทย

จากสถิติประเทศที่มีผู้ใช้งานเฟซบุ๊คมากที่สุดในโลกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2020 พบว่าไทยมีผู้ใช้เฟซบุ๊คมากที่สุดอันดับที่ 8 ของโลกถึง 50 ล้านคน

ถ้าเฟซบุ๊คจะเดินหน้าชนรัฐบาลไทยด้วยกระบวนการทางกฎหมายในไทย เฟซบุ๊คก็ต้องเตรียมใจเอาไว้แต่เนิ่นๆ ว่า มีโอกาสแพ้สูงมาก เพราะรัฐบาลไทยจะมีน้ำหนักมากกว่าในเรื่องความมั่นคง

และในเมื่อเฟซบุ๊คฟ้องรัฐบาลไทยได้ รัฐบาลไทยก็ฟ้องเฟซบุ๊คได้เหมือนกัน มีช่องโหว่มากมายที่รัฐบาลไทยตอบโต้ เช่น อาจทำแบบสหรัฐที่ฟ้องเฟซบุ๊คฐานละเมิดกฎหมายสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนจากกรณี Cambridge Analytica ซึ่งเฟซบุ๊คยอมจ่ายค่าปรับให้รัฐบาลสหรัฐ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เท่านั้นยังไม่พอ เฟซบุ๊คยังต้องจ่ายค่าปรับให้รัฐบาลอังกฤษ 500,000 ปอนด์ด้วยข้อหาเดียวกัน และยังเจอรัฐบาลออสเตรเลียฟ้องในข้อหาละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนเป็นเงินถึง 529,000 แสนล้านเหรียญสหรัฐ!

ถ้ารัฐบาลไทยใช้วิธีนี้บ้าง เฟซบุ๊คอาจจะต้องยอมถอยดีกว่าเสียเงิน

เอาเข้าจริงแล้วการที่เฟซบุ๊คอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนเพื่อขัดขืนรัฐบาลไทยดูเหมือนจะเป็นการถ่มน้ำลายรดฟ้า น้ำลายนั้นก็กลับมาตกใส่หน้าตัวเอง เพราะเฟซบุ๊คมีชนักติดหลังเรื่องละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ที่อื้อฉาวกว่านี้อีก

และมีตัวอย่างมาแล้วที่เฟซบุ๊คยอมอ่อนข้อให้ “รัฐบาลเผด็จการ” เพื่อกุมตลาดในประเทศนั้นเอาไว้ เช่น เวียดนามซึ่งมีผู้ใช้มากที่สุดอันดับ 7 ของโลกที่ 64 ล้านคน

ในกรณีของเวียดนามนั้นใช้ไม้แข็งเอามากๆ นั่นทำให้การเข้าถึงช้าลง จนอีกฝ่ายต้องยอมควบคุมเนื้อหาที่มีปัญหากับรัฐบาลเวียดนาม

ถามว่าใช้วิธีนี้แล้วพี่ใหญ่อย่างสหรัฐไม่โวยวายเอาหรือ? ตอบว่ารัฐบาลสหรัฐก็ต้องยอมให้เวียดนาม เพราะต้องการเอาเวียดนามมาเป็นพันธมิตรเพื่อเล่นงานจีน ดังนั้น เวียดนามเผด็จการแค่ไหนสหรัฐก็ทำเป็นหลับตาไม่รู้ไม่เห็น ตราบใดที่เวียดนามเป็นศัตรูกับจีนและตอบสนองกับสหรัฐในการต้านจีน

ที่เห็นชัดๆ คือกรณีเวียดนามเล่นงานเฟซบุ๊คช่วงต้นปี พอเข้ากลางปีเดือนกรกฎาคม ไมค์ พอมพีโอ แถลงว่าสหรัฐกับเวียดนามเป็นหุ้นส่วนกันบนผลประโยชน์ร่วมกัน และบอกว่าความสัมพันธืของทั้งสองประเทศ คือ “ตัวอย่างของความร่วมมือและหุ้นส่วนระหว่างประเทศ”

หมายความว่าถ้าสหรัฐยอมให้เวียดนามเล่นงานเฟซบุ๊คได้โดยแลกกับการเป็นหุ้นส่วนความมั่นคง ประเทศอื่นๆ ก็สามารถใช้วิธีการนี้ได้เช่นกัน

ในเวลานี้สหรัฐกำลังหาพวกในอาเซียนมาช่วยสู้กับจีน และไทยก็เนื้อหอมขึ้นทุกวัน สมมติว่ารัฐบาลไทยต่อรองกับรัฐบาลสหรัฐเรื่องความมั่นคงในภูมิภาค มีหรือรัฐบาลสหรัฐจะไม่ยอมคุยกับเฟซบุ๊คให้ช่วย “ดูแล” เนื้อหาที่หมิ่นเหม่กับความมั่นคงของไทย?

ดังนั้น ถ้าเฟซบุ๊คจะไปฟ้องศาลสหรัฐ ก็ต้องคำนวณดีๆ ว่าจะฟ้องรัฐบาลไทยข้อหาอะไร และต้องถามให้มั่นใจว่ารัฐบาลสหรัฐจะยอมให้เฟซบุ๊คฟ้องไทยหรือเปล่า

แน่นอนว่าเรื่องฟ้องร้องเป็นภาระหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ แต่รัฐบาลสหรัฐย่อมสามารถแทรกแซงเฟซบุ๊คโดยตรงได้เพื่อให้หยุดการกระทำเช่นนี้ ยิ่งตอนนี้เฟซบุ๊คมีผลประโยชน์ที่ต้องกอบโกยโดยพยายามล็อบบี้รัฐบาลสหรัฐเพื่อเสียบแทน TikTok

ส่วนที่เฟซบุ๊คบอกว่าท่าทีบีบคั้นของไทยจะส่งผลต่อภาพลักษณ์การลงของไทยนั้นก็ให้ดูเวียดนามเป็นตัวอย่าง หลังจากที่มีเรื่องกับเฟซบุ๊คแล้ว เวียดนามยังมีการลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาไม่หยุดและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นเสรีภาพในการแสดงความเห็นกับศักยภาพในการทำธุรกิจมันเป็นคนละเรื่องกัน

กล่าวโดยสรุปก็คือ สุดท้ายแล้วเฟซบุ๊คก็ต้องยอมรัฐบาลไทย เพราะรัฐบาลไทยมีอาวุธหลายอย่างที่จะนำมาตอบโต้ ทั้งการฟ้องร้องเฟซบุ๊คกลับเรื่องละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือพยายามใช้มาตรการทางภาษี (นายกรัฐมนตรีพล.อ. ประยุทธิ์ จันทร์โอชา เคยแย้มเรื่องนี้ไว้คราวมาเยือนบางกอกโพสต์) และยังสามารถต่อรองกับรัฐบาลสหรัฐได้อีกด้วยหากต้องการจะทำ

มันจะไม่ใช่แค่การปิดกลุ่มหมิ่นเหม่ ต่อไปอาจนำไปสู่การควบคุมเนื้อหาทุกโพสต์ที่หมิ่นเหม่ ดังนั้นต่อให้กลุ่มหมิ่นเหม่ไปเปิดกลุ่มใหม่ รัฐบาลไทยก็จะใช้ไม้แข็งบดขยี้ผ่านเฟซบุ๊คไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น

นี่คือเริ่มต้นเท่านั้น

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

นักสิทธิมนุษยชนโวยรัฐบาลไทยแบนกลุ่มเฟซบุ๊คปิดกั้นเสรีภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631430

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 14:30 น.นักสิทธิมนุษยชนโวยรัฐบาลไทยแบนกลุ่มเฟซบุ๊คปิดกั้นเสรีภาพผอ.ฮิวแมนไรท์สวอตช์โวยรัฐบาลไทยใช้กฎหมายเกินขอบเขต ละเมิดสิทธิมนุษยชนซ้ำๆ

จอห์น ซิฟตัน ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายองค์การฮิวแมนไรท์สวอตช์ประจำเอเชีย เผยว่า “รัฐบาลไทยใช้กฎหมายที่เกินขอบเขตและละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกครั้ง เพื่อบังคับให้เฟซบุ๊คจำกัดเนื้อหาที่ได้รับการปกป้องจากเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น”

คำกล่าวนี้มีขึ้นหลังจากสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เฟซบุ๊คเตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีกับรัฐบาลไทยหลังจากถูกกดดันให้บล็อกกลุ่มรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลสที่สร้างขึ้นเพื่อวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีผู้ติดตามราว 1 ล้านคน 

ด้านตัวแทนจากเฟซบุ๊คเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า “หลังจากทบทวนอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เราพบว่าเฟซบุ๊คถูกบังคับให้จำกัดเนื้อหาที่รัฐบาลไทยมองว่าฝ่าฝืนกฎหมาย” คำกล่าวนี้อ้างถึงการตัดสินใจบล็อกกลุ่ม “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” ซึ่งมีผู้ติดตามราว 1 ล้านคนไม่ให้ผู้ใช้เฟซบุ๊คในประเทศไทยเข้าถึง 

เฟซบุ๊คกล่าวว่า บริษัทถูกรัฐบาลไทยกดดันให้จำกัดเนื้อหาบางอย่างเกี่ยวกับการเมือง โดยรัฐบาลข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีกับบริษัทตัวแทนของเฟซบุ๊คในประเทศไทย เฟซบุ๊คจึงจำเป็นต้องดำเนินคดีกับรัฐบาลไทย

“คำขอเช่นนี้ถือว่ารุนแรง ฝ่าฝืนกฎหมายสิทธิมนุษยชนในระดับสากล และมีผลกระทบกับการแสดงความคิดเห็นของประชาชน เราพยายามปกป้องและต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และกำลังเตรียมดำเนินการทางกฎหมายกับคำขอนี้”

โลกวิกฤต ทะเลขั้วโลกเหนือจะไร้น้ำแข็งภายในปี 2035 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631423

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 13:15 น.โลกวิกฤต ทะเลขั้วโลกเหนือจะไร้น้ำแข็งภายในปี 2035 แบบจำลองสภาพภูมิอากาศล่าสุดคาดการณ์อาร์กติกอาจปราศจากน้ำแข็งในทะเลภายในปีพ.ศ. 2578

ทีมนักวิจัยระหว่างประเทศที่นำโดยคณะสำรวจอาร์กติกของบริเตน (BAS) ได้สร้างแบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่ทันสมัยซึ่งพัฒนาโดย Hadley Center ของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักร จนสามารถประเมินทะเลอาร์กติกอาจจะปราศจากน้ำแข็งภายในปี 2035 หรือพ.ศ. 2578 หรือในอีก 15 ปีข้างหน้า

สาเหตุมาจากผลกระทบของแสงแดดในฤดูใบไม้ผลิที่รุนแรงขึ้นจนทำให้เกิดน้ำแข็งละลายเป็นละลายจำนวบนพืดน้ำแข็ง ซึ่งทั้งแสงแดดที่รุนแรงและน้ำที่ขังในน้ำแข็งจะเร่งให้แผ่นน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น

ตามปกติแล้วน้ำแข็งที่มีสีขาวจะสะท้อนแสงอารทิตย์ได้มาก แต่เมื่อโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ผิวหน้าน้ำแข็งละลายจนเริ่มเสื่อมสภาพการสะท้อนแสงอาทิตย์ทำให้โลกร้อนขึ้น เมื่อโลกร้อนขึ้นน้ำแข็งบยิ่งละลายมากขึ้น เป็นวงจรอุบาทว์ที่ยากจะแก้ไข

ทีมวิจัยทำการประเมินโดยสร้างแบบจำลองสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงระหว่างที่โลกเคยเกิดภาวะโลกร้อนและช่วงที่โลกเกิยุคน้ำแข็ง (เรียกว่ายุค interglacial) ยุค interglacial ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อ 127,000 ปีก่อน และในตอนนี้นับตั้งแต่สิ้นสุดยุค interglacial ครั้งสุดท้ายเวลาได้ผ่านมาแล้ว 11,700 ปี 

Photo by Steven C. AMSTRUP / POLAR BEARS INTERNATIONAL / AFP

อีกแล้ว! ตำรวจมะกันรัวยิงชายผิวดำจากด้านหลังต่อหน้าลูก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631410

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 10:19 น.อีกแล้ว! ตำรวจมะกันรัวยิงชายผิวดำจากด้านหลังต่อหน้าลูกการประท้วงของชาวผิวสีในสหรัฐส่อเค้าบานปลาย เมื่อล่าสุดตำรวจยิงชาวผิวดำจากด้านหลังถึง 7 นัดซ้อน

ท่ามกลางการประท้วงเรียกร้องความเท่าเทียมของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกาที่ลุกลามไปทั่วประเทศ ได้เกิดเหตุการณ์สุดช็อกขึ้นอีกครั้ง เมื่อปรากฏคลิปวิดีโอที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงชายผิวดำจากด้านหลังหลายนัดติดต่อกัน ขณะเข้าระงับเหตุทะเลาะวิวาทในครอบครัว

คลิปวิดีโอซึ่งถ่ายโดย เรย์ฌอน ไวท์ ผู้เห็นเหตุการณ์และมียอดดูกว่า 2.4 ล้านครั้งเผยให้เห็นวินาทีเกิดเหตุเมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ 23 ตามเวลาท้องถิ่น โดย เจค็อบ เบลค ชายผิวดำกำลังเดินไปที่รถยนต์ที่จอดอยู่ริมทาง โดยมีเจ้าหน้าที่ 2 นายเดินตามหลังไป ตำรวจนายหนึ่งถือปืนเล็งไปด้านหลังของชายผิวสี

เบลคพยายามเปิดประตูเข้าไปในรถ ก่อนที่ตำรวจที่ถือปืนจะกระชากชายเสื้อของเขาและลั่นไกใส่ด้านหลังเบลคถึง 7 นัด ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้เห็นเหตุการณ์และสายตาของลูกๆ 3 คนของเบลคที่นั่งอยู่ในรถ จากนั้นตำรวจได้ช่วยชีวิตเบลคและนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้เขาอาการปลอดภัยแล้วแต่ยังต้องรักษาตัวในห้องไอซียู

หลังเกิดเหตุไม่นานประชาชนจำนวนมากได้ออกมารวมตัวกันแล้วเดินไปยังศาลาว่าการเมืองเคโนชา รัฐวิสคอนซิน จนเกิดการปะทะกับตำรวจ และผู้ประท้วงยังทุบกระจกและใช้สีเสปรย์ฉัดพ่นอาคารศาลาว่าการ รวมทั้งเผาทำลายรถยนต์ในโชว์รูมใกล้เคียงด้วยความโกรธแค้น

ต่อมาเหตุการณ์ลุกลามบายปลายจนทางการต้องประกาศเคอร์ฟิว และส่งกองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) ลงพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์

เหตุการณ์ล่าสุดนี้ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเป็นชนวนเหตุให้การประท้วงการใช้กำลังของตำรวจต่อคนผิวสีลุกลามขยายวงกว้างออกไปอีก

https://www.jsonline.com/videos/news/2020/08/24/kenosha-police-shoot-jacob-blake-wisconsin-aug-23-2020/3427794001/

เมื่อการซื้อเรือดำน้ำของไทย ได้ความขัดแย้งพ่วงมาด้วย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631390

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 20:27 น.เมื่อการซื้อเรือดำน้ำของไทย ได้ความขัดแย้งพ่วงมาด้วย  ภัยจากเรือดำน้ำจีนกำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลไทย แต่มันยังมีแง่มุมด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มากกว่านั้น

เรือดำน้ำจำเป็นหรือไม่? หากคำถามนี้ไปใช้ถามกับประเทศที่มีปัญหากรณีพิพาทเรื่องน่านน้ำ คำตอบจะชัดเจนว่า “จำเป็น” แต่ถ้านำมาถามประเทศที่ไม่มีปัญหาภัยคุกคามทางการชัดเจน คำตอบก็คือ “ไม่จำเป็น”

คำถามต่อมาก็คือประเทศไทยอยู่ในกลุ่มไหน ระหว่างประเทศที่มีภัยคุกคามเรื่องน่านน้ำหรือประเทศที่ปลอดภัยไร้กังวล?

ในการแถลงข่าวเพื่อชี้แจงกรณีจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ พล.ร.ท.เถลิงศักดิ์ ศิริสวัสดิ์ เจ้ากรมยุทธการทหารเรือกล่าวว่า “แม้มีคนกล่าวว่าจะไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ในเร็วๆ นี้ แต่ในทะเลจีนใต้ที่ใกล้ไทยนั้น มีหลายชาติประกาศความเป็นเจ้าของ มีการก่อสร้างสถานี และสนามบินเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุที่อาจทำให้เกิดการปะทะกันได้ หากเกิดการปะทะกัน นี่คือเส้นเลือดใหญ่ของไทยในการค้าและจะมีปัญหาตามมา โดยจะมีปัญหาในเวลาใกล้หรือไกลต้องรอประเมิน”

คำกล่าวนี้เท่ากับบอกว่าไทยเรามีภัยเสี่ยงเหมือนกัน นั่นคือความขัดแย้งในทะเลจีนใต้

แต่ปัญหาก็คือไทยไม่มีเอี่ยวในความขัดแย้งนั้น อ่าวไทยไกลจากจุดขัดแย้งหลายร้อยไมล์ทะเล ต่อให้เกิดการปะทะกันเรือดำน้ำก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก เพราะการค้าขายจะหยุดชะงัก เราจะต้องเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยกว่า

ย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรือคุ้มกันในช่วงสงคราม (Escort Group) ส่วนใหญ่เป็นเรือบนผิวน้ำและทำหน้าที่ปฏิบัติการต่อต้านเรือดำน้ำ (Anti-submarine warfare) และยังมีเครื่องบินรบคอยคุ้มกันด้วยในบางกรณี

จนถึงช่วงสงครามเย็นโลกของเราก็ยังใช้วิธีการคุ้มกันแบบนี้อยู่ และเสริมด้วยระบบโซนาร์เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของเรือดำน้ำ เช่น SOSUS ของสหรัฐซึ่งมีมูลค่ามหาศาลไม่มีทางที่อาเซียนทั้งกลุ่มจะมีเงินพอมาลงขันกันทำได้

แต่ระบบ SOSUS มีไว้เพื่อจัดการกับปลาตัวใหญ่ เช่น สหภาพโซเวียตและตอนนี้สหรัฐปัดฝุ่นมาใช้กับจีน และจีนเองก็เริ่มสร้างระบบแบบเดียวกันเพื่อป้องกันเรือดำน้ำของ “ศัตรู”

ถามว่าเรามีเรือดำน้ำแล้วไม่มีกำแพงโซนาร์แบบ SOSUS จะพอหรือ? หรือว่าเอาเข้าจริงแล้วเรามีแค่ระบบป้องกันแบบ SOSUS ก็พอแล้วไม่ต้องซื้อเรือดำน้ำ?

และเรือดำน้ำก็ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่ว่าเรามีเรือดำน้ำแล้วประเทศอื่นจะเกรงใจเรา ตัวอย่างก็มีให้เห็นในกรณีของเรือดำน้ำของรัสเซียที่เข้ามาในช่องแคบอังกฤษแล้วประชิดชายฝั่งอังกฤษเมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งตอนแรกไม่มีเรือของกองทัพอังกฤษหรือฝรั่งเศสเข้ามาประกบแล้วส่งออกไป

ย้อนกลับไปเดือนธันวาคม เรือดำน้ำสอดแนมของรัสเซียมาปฏิบัติการเหมือนจะกำลังซ้อมรบห่างจากชายฝั่งของสหรัฐไม่กี่ร้อยไมล์ และยังมีเรือดำน้ำและเรือสอดแนมของรัสเซียมาปฏิบัติการเฉียดไปเฉียดมาแถวๆ ชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐ

เรือดำน้ำบางลำของรัสเซียสามารถปฏิบัติการได้โดยส่งเสียงรบกวนที่เบาลงทำให้ตรวจจับได้ยากขึ้น

ลักษณะการณ์แบบนี้ยิ่งทำให้แต่ละประเทศสะสมอาวุธกันมากขึ้น หันกลับมามองที่ไทย หากจู่ๆ พื่อนบ้านเราสั่งเรือดำน้ำเข้ามาอีกเรื่อยๆ เรามิต้องสั่งต่อเรือเข้ามาเสริมอีกเรื่อยๆ หรือ?

ว่ากันตามตรง ถ้าจะคิดเรื่องปกป้องอธิปไตยของชาติในห้วงเวลาที่มีกลิ่นอายของความขัดแย้งระดับโลกเช่นนี้ เรือดำน้ำสองสามลำก็ยังไม่พอ ต้องมีระบบป้องกันเพิ่มเติมอีก แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องซื้ออาวุธเพิ่มเพราะเราไม่มีเงินพอและการรบควรเป็นทางเลือกสุดท้ายของไทย

การรักษาอธิปไตยของชาติยังมีอีกหลายวิธี เช่น การยกระดับให้ไทยเป็นประเทศเป็นกลางที่ชัดเจนหรือการผลักดันตัวเองให้เป็นผู้นำการเจรจาบางอย่างเพื่อทำสนธิสัญญาจำกัดอาวุธในภูมิภาค

ยกตัวอย่างเช่นอนุสัญญามงเทรอซ์ (Montreux Convention) ที่จำกัดการเข้าออกของเรือรบผ่านช่องแคบบอสฟอรัส อาเซียนก็อาจทำสนธิสัญญาจำกัดการเข้าออกของเรือรบในช่องแคบมะละกาในลักษณะเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้อาเซียน (และไทย) ตกเป็นเบี้ยในความขัดแย้งของมหาอำนาจ

เอาเข้าจริงมีบางคนตั้งข้อสังเกตว่าอาเซียนตกเป็นเบี้ยหมากของการชิงอำนาจระหว่างมหาอำนาจแล้ว เช่น กรณีของเมียนมาที่ได้เรือดำน้ำจากอินเดียมาก็เพราะอินเดียต้องการคานอำนาจกับจีนที่เป็นสปอนเซอร์หลักให้กับไทยและบังกลาเทศในการซื้อหาเรือดำน้ำ

ในกรณีของบังกลาเทศชัดเจนมากกว่าจีนเป็นภัยคุกคามทางน้ำต่ออินเดียและเมียนมา เพราะนอกจากจะขายเรือดำน้ำให้บังกลาเทศ 2 ลำในปี 2017 ยังช่วยบังกลาเทศต่อเรือดำน้ำของตัวเองลำแรกที่ท่าเรือค็อกซ์บาซาร์ ซึ่งประชิดกับเมียนมาและเป็นท่าเรือยุทธศาสตร์ของอ่าวเบงกอล

บังกลาเทศคือช่องโหว่ของอินเดีย เป็นจุดที่อินเดียควบคุมการเข้าออกของเรือจากจีนไม่ได้ และจีนยังต้องการพัฒนาท่าเรือค็อกซ์บาซาร์ที่บังกลาเทศ

อินเดียเดินเกมส์กดดันบังกลาเทศทำให้ต้องระงับสัมปทานให้กับจีนมาพัฒนาท่าเรือที่ค็อกซ์บาซาร์ และอินเดียยังเปิดเกมส์เร็วเข้าหาเมียนมาซึ่งเป็นอีกหมุดหมายสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้จีนเข้ามาในมหาสมุทรอินเดีย ด้วยการขายอาวุธให้เมียนมาอย่างขนานใหญ่ รวมถึงเรือดำน้ำ (มือสอง)

เมื่อเมียนมาได้เรือดำน้ำมาก็ลำบากไทยเราที่จะต้องมาคอยสอดส่องเพื่อนบ้านแถมยังต้องคอยเหลียวหลังจับตาดูว่าเราถูก “หลอกใช้” จากมหาอำนาจหรือไม่

ว่ากันตามตรงแล้ว เมียนมาและไทยต่างก็พยายามให้หลุดพ้นจากการถูกหลอกใช้และการเป็น “รัฐลูกกระจ๊อก” (client state) ของอินเดียและจีนรวมถึงสหรัฐ สิ่งที่เมียนมาทำคือการพยายามถ่วงดุลระหว่างอินเดียและจีน ในขณะที่เมียนมาซื้ออาวุธจากอินเดียมากขึ้น เมียนมาก็เปิดทางให้จีนเข้ามาพัฒนาท่าเรือเจ๊าก์ผิ่ว (Kyaukpyu) โดยเป็นทางออกทะเลสำหรับจีนเชื่อมกับท่อส่งน้ำมันและเส้นทางรถไฟจากคุนหมิงมายังอ่าวเบงกอล

ในทำนองเดียวกัน ไทยซึ่งเป็นมหามิตรของสหรัฐมาแต่ไหนแต่ไรก็พยายามถ่วงดุลกับจีนและสหรัฐในสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่อย่างมาก ท่ามกลางกระแสข่าวว่าสหรัฐต้องการใช้พื้นที่ไทยตั้งฐานทัพ แต่ไทยกลับไปดีลกับจีนเรื่องเรือดำน้ำและการซื้ออาวุธในระยะหลังไทยก็ซื้อจากจีนมากขึ้น

สาเหตุก็เพราะสหรัฐเมินไทยไปช่วงหนึ่งหลังการรัฐประหารโดย คสช. ทำให้จีนสบช่องเข้าเสียบแทน มาบัดนี้สหรัฐเพิ่งตระหนักว่าจีนเป็นภัยคุกคามที่ปล่อยไว้ไม่ได้ ไทยจึงกลับมาเนื้อหอมในสายตาสหรัฐอีก

เมื่อพิจารณาดูดีๆ แล้ว จะพบว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียนซื้อเรือดำน้ำมาใช้เพื่อรับมือกับภัยคุกคามเฉพาะหน้าเกือบทั้งสิ้น เช่น เวียดนามซึ่งใช้เรือดำน้ำจากรัสเซียชั้นกิโล (Kilo) มาถึง 6 ลำ จุดประสงค์ของเวียดนามค่อนช้างชัดเจนคือมีเรือดำน้ำไว้ปกป้องอธิปไตยจากกรณีพิพาทกับจีนทั้งหมู่เกาะพาราเซลและหมู่เกาะสแปรตลีย์

อินโดนีเซียกับมาเลเซียมีจุดประสงค์ใกล้เคียงกับเวียดนาม และสิงคโปร์ตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ระดับโลก

ขณะที่ไทยกับเมียนมาไม่ได้เป็นคู่กรณีกับใครเรื่องน่านน้ำ ถูกมองว่าซื้อเรือดำน้ำมาประดับบารมีและแม้จะซื้อมาโดยพิจารณาสเป๊กที่คุ้มค่าที่สุด แต่การซื้อเกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของการถ่วงดุลระหว่างมหาอำนาจ 

พูดตรงๆ ก็คือไทยกับเมียนมามีความจำเป็นน้อยที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่จำเป็น

ท่ามกลางกระแสต่อต้านรุนแรง (มาแต่ไหนแต่ไร) ท่ามกลางความล้มเหลวของการบริหารเศรษฐกิจและความจำเป็นเฉพาะหน้าเรื่องโรคระบาด การซื้อเรือดำน้ำกลายเป็นเรื่องจำเป็นน้อยจนถึงไม่จำเป็นขึ้นมาในทันที

หากจะถามว่าเมื่อไรถึงจะจำเป็น บางทีเราอาจจะต้องรอจนกว่าจะมีเรือดำน้ำของเพื่อนบ้านรุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำของไทยเสียก่อน ตอนนั้นกองทัพเรือและรัฐบาลคงจะมีความชอบธรรมมากพอในสายตาประชาชนที่จะสั่งซื้อเรือดำน้ำ

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

ภาพประกอบ: โมเดลเรือดำน้ำชั้น S26T ภาพโดย Apichart Jinakul/Bangkok Post

เยอรมนีทดลองแจกเงินรายได้ประจำถ้วนหน้าให้ประชาชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631358

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 18:16 น.เยอรมนีทดลองแจกเงินรายได้ประจำถ้วนหน้าให้ประชาชนเป็นอีกหนึ่งประเทศในแถบยุโรปที่ทำการทดลองแนวคิดนี้ หลังการทดลองที่ฟินแลนด์ไม่ค่อยจะได้ผลมากนัก

โครงการแจกเงินรายได้ประจำถ้วนหน้า หรือ Universal Basic Income เป็นแนวคิดที่มีอยู่ในหลายประเทศ โดยเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งที่รัฐมอบให้ประชาชน แทนที่จะตอบสนับสนุนประชาชนด้วยบริการขั้นพื้นฐานอย่างเดียว รัฐจะแจกเงินรายได้ประจำให้ประชาชนด้วยโดยมีจำนวนเงินมากพอให้ประชาชนสามารถนำไปใช้เพื่อประคับประคองชีวิตได้ หรือมากพอที่จะทำให้ประชาชนไม่ต้องตกอยู่ในความยากจน

แต่โครงการ Universal Basic Income (ซึ่งบางแห่งเรียกว่ารายได้มูลฐาน) มีความยากในการปรับใช้ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณมหาศาล ดังนั้นบางประเทศจึงต้องทำการทดลองใช้การในวงจำกัด เช่น เยอรมนีเพิ่งจะเริ่มการศึกษาเป็นเวลา 3 ปีเพื่อศึกษาว่าการแจกเงินรายได้ถ้วนหน้าจะผลต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของผู้รับอย่างไร

ผู้เข้าร่วมการทดลองจำนวน 120 คนจะได้รับเงิน 1,200 ยูโรหรือประมาณ 44,700 บาททุกเดือนเป็นเวลา 3 ปีซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เลยเส้นความยากจนของเยอรมนี (หมายถึงมากพอที่จะเลี้ยงชีพได้โดยไม่ถือเป้นคนยากจนในเยอรมนี) และนักวิจัยจะเปรียบเทียบประสบการณ์ของพวกเขากับกลุ่มอื่น ๆ 1,380 คนที่เข้าร่วมการทดลองแต่จะไม่ได้รับเงิน

เยอร์เกน ชุปป์ (Jürgen Schupp) ซึ่งเป็นผู้นำการศึกษากล่าวกับหนังสือพิมพ์ Der Spiegel ของเยอรมันว่าจะใช้สร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากการทดลองนี้เพื่อเป็นข้อมูลในการถกเถียงกันเกี่ยวกับผลดีและผลเสียของโครงการแจกเงินรายได้ถ้วนหน้า เพราะที่ผ่านมาประเด็นนี้มักเถียงกันในแง่หลักการ

ชุปป์ชี้ว่าฝ่ายคัดค้านอ้างว่าคนที่มีรายได้ขั้นพื้นฐานจะทำให้คนหยุดทำงานแล้วอยู่กับบ้านเฉยๆ ใช้ชีวิตตามสบายไม่กระตือรือร้น ส่วนผู้สนับสนุนแย้งว่าการแจกรายได้ถ้วนหน้าจะช่วยให้ผู้คนไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึน มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น มีนิสัยเอื้อเฟื้อมากขึ้น และยังช่วยสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย

นอกจากเยอรมนีแล้ว ฟินแลนด์ยังทดลองการแจกเงินรายได้ประจำถ้วนหน้าเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ตั้งแต่เดือนมกราคม 2017 ถึงธันวาคม 2018 โดยประชาชนที่ว่างงาน 2,000 คนได้รับเงิน 560 ยูโรต่อเดือนหรือประมาณ 20,800 บาท แต่นักวิจัยได้สรุปถึงแม้ว่าการแจกเงินจะช่วยให้คนว่างงานรู้สึกมีความสุขมากขึ้น แต่ไม่ชาวยทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้นจากการายงานของ BBC

AFP PHOTO / MAXIM MALINOVSKY

โจ ไบเดนจะใช้ไม้แข็งกับจีนไหมถ้าเขาชนะทรัมป์? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631299

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 16:09 น.โจ ไบเดนจะใช้ไม้แข็งกับจีนไหมถ้าเขาชนะทรัมป์?ข้อสังเกตและบทวิเคราะห์ว่าด้วยผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐที่ไม่ค่อยจะแสดงจุดยืนเรื่องการต่างประเทศมากนัก

Global Times สื่อของทางการจีนชี้ว่า ในวันที่โจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในรัฐเดลาแวร์ เขากล่าวถึงประเทศจีนเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่าดูเหมือนไบเดนจะพยายามระวังตัวไม่ให้ติดกับดักที่ประธานาธิบดีทรัมป์วางไว้ในการต่อต้านจีนเนื่องจากจีนไม่เคยเป็นต้นตอของปัญหาภายในประเทศของสหรัฐ

การเอ่ยถึงจีนเพียงแค่ครั้งเดียวของไบเดนคือการกล่าวว่าหากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี “เราจะผลิตเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ป้องกันที่ประเทศของเราต้องการและเราจะผลิตพวกมันอยู่ที่นี่ในสหรัฐ ดังนั้นเราจะได้ไม่ต้องขอความปราณีจากจีนและประเทศอื่นๆ อีกต่อไป เพื่อปกป้องประชาชนของเราเอง” จะเห็นได้ว่าไบเดนเอ่ยถึงจีนในแง่การลดการพึ่งพาด้านสาธารณสุข ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาและพรรคเดโมแครตสนใจ

จากมุมมองของสื่อทางการจีนจะเห็นว่าจีนชื่อมั่นว่าสหรัฐจะมีท่าทีต่อจีนที่อ่อนลงหากทรัมป์หลุดจากตำแหน่ง แต่ไบเดนจะไมีท่าทีต่อจีนอ่อนลงจริงหรือไม่?

นักเขียนคอลัมน์ของ Forbes วิเคราะห์ว่านโยบายของไบเดนที่มีต่อจีนจะไม่เปลี่ยนจากนโยบายของทรัมป์อย่างรุนแรง เพราะมีความเห็นพ้องกันอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้กำหนดนโยบาย (จากทุกพรรค) ในวอชิงตันว่าปัญหาที่สหรัฐเผชิญกับจีนส่วนใหญ่เป็นผลมาจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของจีน จะเห็นได้ว่าพรรคเดโมแครตเองก็ระบุว่า“ พรรคเดโมแครตจะมีความชัดเจน, เข้มแข็ง และสม่ำเสมอในการตอกย้ำความกังวลด้านเศรษฐกิจความมั่นคงและสิทธิมนุษยชนอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการดำเนินการของรัฐบาลจีน”

นอกจากนี้ ในหนังสือ“Why America Must Lead Again” ของไบเดนเขายังแสดงท่าทีที่ไม่ต่างจากทรัมป์มากนัก เช่นการที่เขาบอกว่า “ เพื่อชนะการแข่งขันในอนาคตกับจีนหรือใครก็ตาม สหรัฐต้องเพิ่มความแหลมคมในด้านนวัตกรรมและรวมพลังทางเศรษฐกิจของระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกเพื่อต่อต้านการปฏิบัติทางเศรษฐกิจที่ไม่เหมาะสมและลดความไม่เท่าเทียมกัน” ข้อความนี้สะท้อนท่าทีแข็งกร้าวต่อจีนและความพยายามผนึกกำลังพันธมิตรที่ตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามกับสหรัฐอย่างชัดเจน

ในหนังสือเล่มเดียวกัน ไบเดนยังกล่าวว่า “สหรัฐจำเป็นต้องใช้ไม้แข็งกับจีน หากจีนมีช่องทางก็จะปล้นเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐและบริษัทอเมริกัน นอกจากนี้ยังจะใช้เงินอุดหนุนเพื่อให้รัฐวิสาหกิจของตนได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรมและเป็นส่วนหนึ่งในการมีอิทธิพลเหนือเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในอนาคต”

ไบเดนชี้ว่า “วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการรับมือกับความท้าทายนั้นคือการสร้างแนวร่วมของพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐเพื่อเผชิญหน้ากับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของจีน แม้ว่าในเวลาเดียวกันนั้นเราจพยายามร่วมมือกับจีนในประเด็นที่ผลประโยชน์ของเรามาบรรจบกันก็ตาม เช่นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงด้านสุขภาพระดับโลก”

ดังนั้น แม้ไบเดนจะเอ่ยถึงจีนแค่ครั้งเดียวในวันรับการเสนอชื่อ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่แข็งกร้าวกับจีน

Photo by Win McNamee/AFP

กล้าใช้ไหม โตเกียวตั้งห้องน้ำโปร่งใสใจกลางย่านชิบูย่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631297

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 14:03 น.กล้าใช้ไหม โตเกียวตั้งห้องน้ำโปร่งใสใจกลางย่านชิบูย่าห้องน้ำแนวใหม่เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ญี่ปุ่นกำลังกำจัดห้องน้ำแบบเก่าเพื่อเตรียมรับกับการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก

กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่นดูล้ำสมัยขึ้นอย่างมากเมื่อทำการติดตั้งห้องน้ำแนวใหม่ที่ออกแบบโดยชิเงรุ บัง (Shigeru Ban) ซึ่งเป็นสถาปนิกที่ได้รับรางวัล Pritzker โดยกรุผนังด้วย “กระจกอัจฉริยะ” ที่เปลี่ยนจากความใสเป็ยความทึบได้ และปัจจุบันมีใช้กันแล้วในสำนักงานและอาคารอื่นๆ เพื่อให้อาคารสำนักงานมีความโปร่งโล่งแต่ก็สามารถเปลี่ยนเป็นผนังทึบแสงได้เมื่อต้องการความเป็นส่วนตัว

ห้องน้ำโปร่งใสแห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านชิบูย่ามีผนังสีอ่อนหลากสี เมื่อใช้งานและล็อคประตูอย่างถูกต้องแล้ว ห้องสุขากระจกสีโปร่งใสจะกลายเป็นฝ้าและทึบแสง เมื่อประตูถูกปลดล็อกกระแสไฟฟ้าจะปรับผลึกในแก้วเพื่อให้แสงผ่านเข้ามาได้มากขึ้นทำให้โปร่งใสอีกครั้ง 

แต่ปฏิกริยาของผู้พบเห็นมีหลากหลาย

“ฉันกังวลว่ามันจะโปร่งใสขึ้นมาเพราะระบบผิดพลาด” ผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่มีชื่อ Twitter @yukio เขียนไว้ในโพสต์ที่ถูกรีทวีตเป็ฌนจำนวนมาก

“ต้องใช้เวลาในการทำความคุ้นเคยกับแนวคิดนี้” Ming Cheng สถาปนิกชาวลอนดอนเขียนบนทวิตเตอร์แต่เขายกก็ยอม “ยกนิ้วให้” แนวคิดสุดล้ำ

ในเรื่องข้อกังวลของชาวโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีแก้วนั้น Serah Copperwhite พนักงานด้านเทคโนโลยีที่อยู่ในเขตทางตอนใต้ของโตเกียวให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ The New York Times ว่า  “ฉันเชื่อในวิทยาศาสตร์” และบอกว่าถึงแม้เธอจะหลีกเลี่ยงห้องน้ำสาธารณะ แต่เธอก็มีอยากจะใช้ห้องน้ำใหม่มากกว่าเพราะดูสดใสและสะอาด 

Photo by Philip FONG / AFP

คิมจองอึนอาจโคม่า น้องสาวคิมยอจองกุมอำนาจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631326

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 12:17 น.คิมจองอึนอาจโคม่า น้องสาวคิมยอจองกุมอำนาจอดีตผู้ใกล้ชิดประธานาธิบดีเกาหลีใต้วิเคราะห์สถานการณ์การโอนถ่ายอำนาจในเกาหลีเหนือ มีสัญญาณบ่งชี้ไม่ปกติ

มีรายงานว่าคิมจองอึนผู้นำเกาหลีเหนืออาจอยู่ในอาการโคม่าส่วนคิมยอจองน้องสาวของเขาจะใช้อำนาจปกครองประเทศแทนพี่ชายโดยพฤตินัยและดูแลกิจการในระดับชาติและระดับนานาชาติ

ผู้ที่เปิดเผยเรื่องนี้คือ ชางซองมิน ผู้ช่วยของอดีตประธานาธิบดีคิมแดจุงแห่งเกาหลีใต้และเคยดำรงตำแหน่งเลขานุการฝ่ายการเมืองและในฐานะหัวหน้าสำนักงานตรวจสอบกิจการของรัฐ โดยเขาโพสต์โซเชียลมีเดียว่าไม่มีผู้นำเกาหลีเหนือคนใดจะมอบอำนาจให้กับบุคคลอื่นเว้นแต่เขาจะเป็น ป่วยเกินกว่าจะปกครองหรือถูกปลดออกจากตำแหน่งโดยการทำรัฐประหาร

The Korea Herald ได้รายงานข้อมูลนี้จากชางซองมิน โดยเขาระบุว่า “ผมประเมินว่าเขา (คิมจองอึน) อยู่ในอาการโคม่า แต่ชีวิตของเขายังไม่สิ้นสุด โครงสร้างการสืบทอดยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้นคิมโยจองจึงถูกนำตัวมาแทนที่พี่ชายเอาไว้ก่อน เนื่องจากไม่สามารถปล่อยให้เกิดสุญญากาศ (ทางการเมือง) ได้เป็นเวลานาน”

ชางซองมินอ้างว่าได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวในประเทศจีนว่าคิมอยู่ในอาการ “โคม่า”

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า คิมจองอึนโอนอำนาจให้น้องสาวคุมนโยบายสหรัฐ โดยสำนักข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) เผยว่า คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือมอบอำนาจส่วนหนึ่งให้คิมยอจอง น้องสาว รับผิดชอบกิจการของรัฐและนโยบายเกี่ยวกับสหรัฐและเกาหลีใต้ และชี้ว่า “การถ่ายโอนอำนาจให้น้องสาวเป็นการย้ำว่าตอนนี้เธอคือผู้นำหมายเลขสองของประเทศในทางพฤตินัย ส่วนคิมจองอึนยังคงเป็นผู้นำสูงสุดและมีอำนาจเด็ดขาด” หน่วยข่าวกรองระบุ

Photo by STR / various sources / AFP

จีนซ้อมรบจากเหนือจรดใต้ สัปดาห์เดียว6จุดตามแนวชายฝั่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631323

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 10:18 น.จีนซ้อมรบจากเหนือจรดใต้ สัปดาห์เดียว6จุดตามแนวชายฝั่งการเผชิญหน้าระหว่างจีน, ไต้หวัน และสหรัฐกำลังกลายเป็นรูปธรรมขึ้นมาเรื่อยๆ จากการซ้อมรบของแต่ละฝ่าย

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่า ในสัปดาห์นี้จีนประกาศการซ้อมรบทางทะเลอีก 6 ครั้งในเวลาเกือบจะพร้อมๆ กัน โดยจะเน้นการซ้อมรบอีกหลายรอบในทะเลจีนใต้เนื่องจากสหรัฐที่จะมาแสดงตนในภูมิภาคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และการซ้อมรบหลายครั้งที่เกิดขึ้นยังประจวบเหมาะกับที่ไต้หวันเพิ่งทำการซ้อมรบเช่นกัน

สำนักบริหารความปลอดภัยทางทะเลของมณฑลกวางตุ้งกล่าวว่าการฝึกซ้อมครั้งล่าสุดจะจัดขึ้นนอกชายฝั่งทางใต้ของมณฑลระหว่างวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคมถึงวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม ซึ่งมณฑลกวางตุ้งมีพื้นที่ติดต่อกับทะเลจีนใต้โดยตรงและยังเป็นที่ตั้งของเมืองใหญ่ที่มีความสำคัญคือเซินเจิ้น กว่างโจว รวมถึงฮ่องกงและมาเก๊า

ก่อนหน้าสำนักบริหารความปลอดภัยทางทะเลของไห่หนานได้ประกาศการฝึกซ้อมลักษณะเดียวกันนี้ที่นอกชายฝั่งของมณฑลในเวลาเดียวกัน ซึ่งไห่หนาน หรือเกาะไหหลำมีพื้นที่ใกล้เคียงกับกวางตุ้งและอยู่ในทะเลจีนใต้และประชิดกับเวียดนามที่มีกรณีพิพาทเรื่องน่านน้ำทะเลจีนใต้กับจีน

นอกจากนี้ ยังจะมีการซ้อมรบอีกสองครั้งทางตะวันออกของประเทศ แห่งแรกคือบริเวณในทะเลเหลืองซึ่งจะเสร็จสิ้นในวันพุธที่ 26 สิงหาคม และหน่วยยามฝั่งจะฝึกซ้อมที่นอกชายฝั่งมณฑลเหอเป่ยซึ่งจะดำเนินไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน พื้นที่ทั้ง 2 แห่งมีบริเวณใกล้เคียงกับเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

ในพื้นที่ใกล้เคียงกันคือทะเลป๋อไห่ก็จะมีการฝึกซ้อมอีก 2 ครั้งด้วย โดยการซ้อมรบจุดแรกจะมีขึ้นในวันจันทร์และวันอังคารและการซ้อมรบอีกแห่งหนึ่งเป็นการซ้อมระยะยาวกินเวลาสัปดาห์จะสิ้นสุดในวันศุกร์

AFP PHOTO / STR / China OUT