บราซิลขุดหลุมศพรอ หลังยอดโควิดพุ่ง2ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628575

วันที่ 17 ก.ค. 2563 เวลา 10:52 น.

บราซิลขุดหลุมศพรอ หลังยอดโควิดพุ่ง2ล้าน

ยอดผู้ป่วยโควิดในบราซิลแตะ2ล้าน หรือหมายถึงประชาชนทุกๆ1ใน100คนคือผู้ป่วยโควิด

ทางการบราซิลยืนยันว่า สถานการณ์ไวรัสโควิดระบาดในประเทศมียอดตัวเลขติดเชื้อสะสมมากกว่า 2 ล้านราย มากเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐ ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตสะสมมีมากกว่า76,688 คนแล้ว

เฉลี่ยแล้วบราซิลมียอดผู้ป่วยโควิดรายใหม่ต่อวันที่ระหว่าง 20,000 – 40,000 คน หรือคิดประชากรทุก1ใน100คนจะเป็นผู้ป่วยโควิด

ช่วงสี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้บราซิลมียอดป่วยโควิดสะสมใกล้แตะ1ล้านราย แต่ด้วยสถานการณ์ที่เชื้อแพร่ระบาดไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็วทำให้เพียงเดือนเดียวยอดป่วยเพิ่มถึง 2 ล้านราย

ด้านกระทรวงสาธารณสุขบราซิลกล่าวว่าในยอดผู้ติดเชื้อทั้งหมดกว่า 60% หรือราว 1.37 ล้านรายรักษาหายแล้ว แต่ถึงกระนั้นความโกรธเคืองของสาธารณชนยังคงทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากท่าทีอันไม่เพิกเฉยของรัฐบาลกลางบราซิลเลีย

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ทางการเตือนว่าโลงบรรจุศพที่เตรียมรองรับผู้เสียชีวิตไว้นั้นอาจไม่พอ โดยเฉพาะในรัฐอเมซอนซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลของบราซิล ท้องถิ่นต้องขุดหลุมศพจำนวนมากรอเตรียมไว้เพื่อรองรับผู้เสียชีวิตที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

ภาพ : Reuters

ทำไมสีจิ้นผิงต้องต่อสายตรงคุยนายกประยุทธ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628551

วันที่ 16 ก.ค. 2563 เวลา 21:48 น.ทำไมสีจิ้นผิงต้องต่อสายตรงคุยนายกประยุทธ์เมื่อสหรัฐและจีนแข่งกันขยายอิทธิพลในทะเลจีนใต้ชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร ประเทศที่เนื้อหอมที่สุดตอนนี้คงหนีไม่พ้นอาเซียน โดยเฉพาะไทยและสิงคโปร์

เมื่อวันอังคาร (14 ก.ค.) ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนได้หารือทางโทรศัพท์กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยเนื้อหาการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การรับมือ Covid-19 นโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การร่วมลงทุนและรับซื้อสินค้าเกษตรของไทย

และในวันเดียวกัน สีจิ้นผิงยักยกหูถึงนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงของสิงคโปร์ โดยระบุว่าจีนพร้อมจะร่วมมือกับสิงคโปร์เพื่อขจัดความวุ่นวายและร่วมกันปกป้องสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การหารือกับผู้นำของไทยและสิงคโปร์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ระหว่างสหรัฐและจีนตึงเครียดถึงขีดสุด ต่างฝ่ายต่างเดินหน้าชนกันเต็มที่ เพราะถ้าเสียอิทธิพลในทะเลจีนใต้ไป ความเป็นมหาอำนาจในย่านนี้จะสั่นคลอนทันที

จีนจึงต้องรีบแสดงความเป็นมิตรไมตรีเพื่อเอาใจทั้งไทยและสิงคโปร์ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะท่าเรือที่จีนใช้ในการขนส่งสินค้าไปยังภูมิภาคอื่นของโลก

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่า ข้อความที่สีจิ้นผิงส่งไปที่ลีเซียนลุงยังเป็นการเตือนสิงคโปร์แบบอ้อมๆ ว่า อย่าได้ยืนอยู่ข้างสหรัฐเด็ดขาด อาทิ ดีแลน โลห์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านนานาชาติศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยางของสิงคโปร์

โลห์มองว่า เป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้คนจะคาดเดาว่าจีนมีจุดประสงค์อื่นนอกเหนือไปจากการแสดงความยินดีที่ลีเซียนลุงชนะการเลือกตั้ง เพราะช่วงนี้ความสัมพันธ์ของสหรัฐกับจีนทวีความตึงเครียดขึ้นจากทั้ง Covid-19 และปัญหาทะเลจีนใต้

ด้าน ดรูว์ ธอมป์สัน อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐที่รับผิดชอบด้านการจัดการความสัมพันธ์ทวิภาคีกับจีนมองว่า จีนกำลังขู่ว่าหากสิงคโปร์ไม่สนับสนุนจีน จีนสามารถใช้กำลังภายในสร้างความลำบากให้สิงคโปร์อย่างที่เคยทำได้

ธอมป์สันย้อนไปที่เหตุการณ์ปี 2016 ที่ทางการจีนยึดรถหุ้มเกราะ 9 คันของสิงคโปร์ในฮ่องกงหลังซ้อมรบในไต้หวันตามปกติ ซึ่งนำมาสู่การตั้งข้อสังเกตว่าจีนส่งสัญญาณเตือนสิงคโปร์เรื่องความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไต้หวัน

ขณะที่ Global Times ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนอ้างคำพูดของเฉินเซี่ยงเหมี่ยว จากสถาบันทะเลจีนใต้ศึกษาแห่งชาติที่ระบุว่า การต่อสายถึงลีเซียนลุงและ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นสองผู้นำของประเทศที่สำคัญที่สุดในอาเซียน เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนไปยังสหรัฐว่าความสัมพันธ์ของจีนกับทั้งสองประเทศนี้ไม่ได้เปราะบางอย่างที่สหรัฐคาด

ย้อนกลับมาที่ไทย ต้องไม่ลืมว่าก่อนที่สีจิ้นผิงจะคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พล.อ.เจมส์ แมคคอนเวล (Gen. James C. McConville) ผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐเพิ่งจะเดินทางมาเยือนไทยเพื่อหารือกับหุ้นส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการจัดตั้งฐานทัพในภูมิภาคนี้

นอกจากนี้ เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบกยังเดินทางไปสหรัฐที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตามคำเชิญของ พล.อ.แมคคอนเวล ในช่วงที่ไทยกับสหรัฐกำลังซ้อมรบร่วมกัน

เพียงเท่านี้ก็แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของไทยกับกองทัพสหรัฐเหนียวแน่นเพียงใด จีนจึงนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้มิฉะนั้นอาจเพลี่ยงพล้ำให้สหรัฐ

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าสหรัฐกับจีนจะกดดันให้ไทยกับสิงคโปร์ และประเทศอาเซียนอื่นๆ เลือกข้างอย่างไร แต่ละประเทศคงจะไม่แสดงท่าทีออกมาชัดเจนว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เพราะหลายประเทศยังต้องการพึ่งพาการค้าขายกับจีน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่พังเพราะ Covid-19 และต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐด้วยเช่นกัน

สำหรับไทยที่ต้องพึ่งพาทั้งสองประเทศ ควรใช้สหรัฐกดดันจีน ใช้จีนกดดันสหรัฐ โดยไม่เลือกข้างอย่างชัดเจน

เพราะถ้าเลือกข้างผิดไทยเสียหายย่อยยับแน่

โบลิเวียให้โสเภณีกลับมาทำงาน แต่ต้องมีแผ่นพลาสติกกั้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628542

วันที่ 16 ก.ค. 2563 เวลา 18:10 น.โบลิเวียให้โสเภณีกลับมาทำงาน แต่ต้องมีแผ่นพลาสติกกั้นโบลิเวียอนุญาตเปิดซ่องแบบนิวนอร์มอล ให้หญิงบริการสวมชุดคลุมพลาสติก-เฟซชิลด์ขณะทำงาน

รอยเตอร์รายงาน ทางการโบลิเวียได้อนุญาตให้หญิงบริการในกรุงลาปาซ เมืองหลวงกลับมาให้บริการลูกค้าได้อีกครั้งในแบบนิวนอร์มอล ท่ามกลางวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ด้วยอุปกรณ์ป้องกันเชื้อหลายชนิดทั้งขวดน้ำยาฆ่าเชื้อ ถึงมือ และชุดคลุมพลาสติกแบบใสที่มีชื่อเรียกเท่ๆว่า “ชุดป้องกันความปลอดภัยทางชีวภาพ”

มาตรการเหล่านี้เป็นไปตามระเบียบคู่มือเพื่อปกป้องหญิงขายบริการจากเชื้อโควิด โดยองค์การแรงงานผู้ให้บริการยามค่ำคืนแห่งโบลิเวีย ซึ่งทางกลุ่มฯยังเป็นผู้ผลักดันให้ทางการผ่อนคลายมาตรการเพื่อให้ภาคธุรกิจสถานบริการกลับมาให้บริการได้อีกครั้ง แม้จะจำกัดเวลาเฉพาะช่วงกลางวัน เนื่องจากโบลิเวียยังคงใช้มาตรการเคอร์ฟิวในตอนกลางคืน 

หนึ่งในหญิงบริการเผยกับรอยเตอร์ว่า มาตรการล็อกดาวน์ของรัฐตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาส่งผลต่อชีวิตของพวกเธอ บางคนถึงกับไม่มีเงินส่งตัวเองเรียน ซึ่งมาตการเหล่านี้นอกจากเธอจะสวมเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายตามปกติแล้ว ในระหว่างรอลูกค้ายังต้องสวมชุดพลาสติกและอุปกรณ์เหล่านี้ตามข้อกำหนดในคู่มือด้วย เธอกล่าวว่า ตนเองรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัยมากขึ้นที่ก่อนจะเริ่มงาน ขณะที่ลูกค้าก็เคารพในเรื่องความปลอดภัยซึ่งไม่เพียงแต่ตัวผู้ให้บริการเองยังรวมถึงตัวลูกค้าเองด้วย

สำหรับโบลิเวียมียอดติดเชื้อสะสมที่ 48,187 เสียชีวิตรวม 1,807 ราย

ภาพ: Reuters

โควิดโอกลาโฮมาหนัก ผู้ว่าการรัฐติดเชื้อ ยอดป่วยในพื้นที่เพิ่มหลังทรัมป์จัดหาเสียง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628538

วันที่ 16 ก.ค. 2563 เวลา 17:21 น.โควิดโอกลาโฮมาหนัก ผู้ว่าการรัฐติดเชื้อ ยอดป่วยในพื้นที่เพิ่มหลังทรัมป์จัดหาเสียงอเมริกันติดโควิดเพิ่มกว่า 7 หมื่น ไม่เว้นแม้แต่ผู้ว่ารัฐโอกลาโฮมา นับเป็นผู้ว่ามลรัฐในสหรัฐคนแรกที่ป่วยโควิด

สถานการณ์โควิด-19 ในสหรัฐยังคงน่ากังวลจากการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยรอบ24ชั่วโมงของวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมาสหรัฐมีผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่เพิ่มถึง 71,750 ราย ส่งผลให้ยอดสะสมรวม 3,617,474 ราย รักษาหายแล้ว 1,646,675 คน ทั้งประเทศเสียชีวิตสะสม 140,160 เพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า 1,001 ราย

ขณะเดียวกันมีรายงานด้วยว่านายเควิน สติตต์ ผู้ว่าการรัฐโอกลาโฮมา สังกัดพรรครีพับลิกกัน ได้ออกมาเผยผ่านสื่อว่าตนมีผลตรวจเชื้อโควิด-19 เป็นบวก นับเป็นผู้ว่าการมลรัฐคนแรกของสหรัฐที่ติดเชื้อโควิด

“ผมเข้าทดสอบโรคโควิด-19 เมื่อวานนี้ และผลลัพธ์ออกมาเป็นบวก .. แต่ผมยังรู้สึกสบายดี แม้มีอาการปวดร่างกายเล็กน้อยเมื่อวานนี้” นายสติตต์กล่าว สำหรับผู้ว่าการรัฐสังกัดรีพับลิกกันรายนี้กล่าวว่าตนได้ตัวเองออกห่างจากสมาชิกครอบครัวคนอื่น และทำงานจากที่บ้านเพียงลำพัง

เควิน สติตต์ ผู้ว่าการรัฐโอกลาโฮมา

อย่างไรก็ดี สื่อท้องถิ่นรายงานว่าเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายสติตต์เป็นผู้นำการประชุมคณะกรรมาธิการสำนักงานที่ดิน โดยระหว่างประชุมเขาปล่อยให้หน้ากากอนามัยตกอยู่บริเวณคอแทนที่จะปิดปาก รวมถึงในระหว่างการตอบคำถามของผู้สื่อข่าวหลังเสร็จสิ้นการประชุม

แม้ตนจะติดเชื้อ แต่สติตต์เผยว่าไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั่วทั้งรัฐอีกครั้ง โดยกล่าวว่า “การย้อนกลับไปและขังตัวเองในบ้านไม่อาจทำให้ไวรัสหายไปได้” สำหรับรัฐโอกลาโฮมา มีรายงานผู้ติดเชื้อเพิ่มภายหลังที่ประธานาธิบดีทรัมป์ จัดกิจกรรมปราศรัยหาดเสียงที่เมืองทัลซาเมืองวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งนายสติตต์ก็เข้าร่วมด้วย โดยสำนักการสาธารณสุขในพื้นที่เผยเมื่อวันที่ 8 ก.ค.หลังจากที่รัฐโอกลาโฮมาจัดงานใหญ่ไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีผู้ป่วยในทัลซาเพิ่มขึ้นถึงเกือบ500ราย

สำหรับรัฐโอกลาโฮมามีรายงานผู้ป่วยรวมจำนวน 22,813เพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า 1,075 เสียชีวิตรวม 432 ราย

บังกลาเทศจับเจ้าของโรงพยาบาล ปลอมผลตรวจโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628523

วันที่ 16 ก.ค. 2563 เวลา 15:00 น.บังกลาเทศจับเจ้าของโรงพยาบาล ปลอมผลตรวจโควิดตร.บังกลาเทศจับเจ้าของโรงพยาบาล ออกผลรับรองโควิดปลอมนับพันให้ผู้ที่จะไปต่างประเทศ

เอเอฟพีรายงานว่า ตำรวจบังกลาเทศได้จับกุมนาย Mohammad Shahed เจ้าของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในข้อกล่าวหาออกผลทดสอบโควิด-19 ปลอมนับพันคนให้กับผู้ต้องการเอกสารรับรองเพื่อเดินทางไปต่างประเทศ

การจับกุมนี้มีขึ้นหลังตำรวจใช้เวลาในการสอบสวนนาน 9 วัน กระทั่งสามารถจับกุมนาย Shahed วัย 42 ปีได้ขณะที่เขาสวมผ้าคลุมผมเพื่อพยายามปลอมตัวเป็นผู้หญิงที่ริมฝั่งแม่น้ำเพื่อหลบหนีไปยังอินเดีย

พันเอก Ashique Billah โฆษกหน่วยเคลื่อนที่เร็วของบังกลาเทศกล่าวว่า “เขาถูกจับกุมจากฝั่งแม่น้ำใกล้ชายแดนอินเดียในสภาพที่สวมผ้าคลุมบูร์กาเพื่อปลอมเป็นผู้หญิง .. โรงพยาบาลของเขาได้ทำการตรวจเชื้อโควิดในผู้ป่วยไป 10,500 ครั้ง ซึ่งจำนวนนี้มีเพียง 4,200 รายผลตรวจถูกต้อง ส่วนที่เหลือกว่า 6,300 รายนั้นเป็นการตรวจปลอม โดยถูกระบุว่ามีผลตรวจเชื้อเป็นลบ ทั้งๆที่ไม่ได้เข้ารับการทดสอบเชื้อจริง

สำหรับนาย Shahid เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาอีก12คนที่ตำรวจบังกลาเทศจับกุมในคดีดังกล่าว ซึ่งนอกจากคดีการปลอมผลตรวจโควิดแล้ว นายShahed กับพวกซึ่งรวมถึงภรรยาของเขาและแพทย์คนอื่นๆ ยังถูกต้องข้อหาในความผิดเรียกเก็บเงินค่าใบรับรองโควิดและค่ารักษาโควิด ทั้งๆที่โรงพยาบาลของเขามีสัญญากับรัฐว่าจะรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19แก่ผู้ป่วยฟรี

ช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้ อิตาลีได้สั่งระงับเที่ยวบินที่เดินทางมาจากบังกลาเทศทุกไฟล์ท หลังจากพบว่าผู้โดยสารหลายรายมีผลตรวจเชื้อเป็นบวก แต่กลับถือเอกสารรับรองตรวจเชื้อที่ออกโดยโรงพยาบาลในบังกลาเทศยืนยันผลเป็นลบ

การจับกุมนี้อาจส่งผลร้ายแรงต่อแรงงานข้ามชาติชาวบังกลาเทศหลายรายที่ต้องการเดินทางไปทำงานยังต่างแดน เพราะแรงงานเหล่านี้จะส่งเงินกลับเข้าประเทศซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับบังกลาเทศมีผู้ติดเชื้อโควิดสะสมที่ 193,000 ราย เสียชีวิตสะสม 2,457 คน

(Photo by – / AFP)

เศรษฐกิจจีนฟื้นจากโควิด จีดีพีขยายตัว 3.2% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628501

วันที่ 16 ก.ค. 2563 เวลา 12:29 น.เศรษฐกิจจีนฟื้นจากโควิด จีดีพีขยายตัว 3.2%สัญญาณบวกเศรษฐกิจจีนฟื้นหลังโควิด จีดีพีไตรมาสสองกลับมาบวก3.2%

จากการเปิดเผยของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ได้เผยตัวเลขเศรษฐกิจจีนในไตรมาสสองของปี2020 หรือระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน พบว่ากลับมาขยายตัวที่ 3.2% ซึ่งนับว่าเป็นการฟื้นตัวหลังเผชิญกับวิกฤตไวรัสโควิดอย่างดีเกินคาด จากช่วงไตรมาสแรกของปีที่เผชิญภาวะหดตัวหนักสุดเป็นประวัติการณ์เนื่องจากผลกระทบจากไวรัสโคโรนาระบาด

คาดว่าเหตุที่เศรษฐีกิจช่วงไตรมาสแรกประสบภาวะหดตัวหนักสุดเป็นผลสืบเนื่องจากมาตรากรล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดทั่วประเทศ เพื่อรับมือต่อการระบาดของโควิดซึ่งทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก โดยไตรมาสแรกจีดีพีจีนติดลบหนักสุดถึง 6.8% ซึ่งถือเป็นการหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่จีนเริ่มบันทึกสถิติจีดีพีรายไตรมาสในปี 1992

อย่างไรก็ดี แม้จีดีพีจีนจะกลับมาเป็นบวก แต่ยอดค้าปลีก (retail sales) ซึ่งเป็นตัววัดความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังคงหดตัวรวมที่11.4 ขณะที่อัตราการว่างงานในเขตเมืองลดลงจาก 5.9% ในเดือน พ.ค. เหลือ 5.7% ในเดือน มิ.ย.

ในปีนี้เป็นครั้งแรกที่จีนประกาศไม่ตั้งเป้าการเติบโตของจีดีพีประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ไวรัสที่กระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว แต่มุ่งเพิ่มการใช้จ่ายในภาครัฐและการปล่อยกู้เอกชนรายย่อยเพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ Bo Zhuang หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนที่ TS Lombard เชื่อว่าจีนจะเป็นมหาอำนาจชาติแรกที่เศรษฐกิจกลับมาฟื้นภายในปีนี้ เพราะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19เป็นชาติแรก และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นชาติแรกๆเช่นกัน จึงทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็ว โดยคาดว่าจีพีดีของจีนในอีกสองไตรมาสหน้าจะยังคงเติบโต และประเมินว่าภายในสิ้นปี2020นี้ จีพีดีจีนอาจรีบาวด์กลับมาได้ถึง5% ซึ่งเกือบเทียบเท่ากับจีพีดีของจีนรวมในปี2019ซึ่งอยู่ที่6.1%

ทวิตเตอร์ถูกแฮกครั้งใหญ่บัญชีเศรษฐี-นักการเมืองดัง ทวีตหลอกคนบริจาคบิตคอยน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628489

วันที่ 16 ก.ค. 2563 เวลา 10:46 น.ทวิตเตอร์ถูกแฮกครั้งใหญ่บัญชีเศรษฐี-นักการเมืองดัง ทวีตหลอกคนบริจาคบิตคอยน์บัญชีทวิตเตอร์คนดังสหรัฐหลายรายทั้งอดีตปธน.โอบามา, บิล เกตส์ และอีลอน มัสก์ ถูกแฮกเกอร์เจาะข้อมูลหลอกเรี่ยรายเงินคนติดตาม

บัญชีทวิตเตอร์ของบุคคลดังในสหรัฐหลายรายอาทิ บิล เกตส์, เจฟฟ์ เบโซส, อีลอน มัสก์ อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา นายโจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ และคานเย เวสต์ แรปเปอร์ดัง หรือแม้แต่บัญชีทางการของบริษัทApple และ Uber ก็ต่างได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งบัญชีเหล่านี้เป็นบัญชีของกลุ่มคนดังที่มีผู้ติดตามหลายล้านราย ถูกแฮกเกอร์มือดีเจาะเข้าระบบ พร้อมเขียนทวีตข้อความหลอกให้คนบริจาคเงินสกุลดิจิตอลในรูปแบบบิตคอยน์

ตัวอย่างข้อความที่แฮกเกอร์ใช้ระบุหลอกให้ผู้ติดตามคนดังโอนบิตคอยน์ระบุว่า

ด้านทวิตเตอร์ระบุว่า แถลงระบุว่าบัญชีผู้ใช้งานจำนวนมากพบความปั่นป่วนได้รับผลกระทบใช้งานไม่ได้สักระยะ แต่อย่างไรก็ตาม ทีมงานได้เร่งแก้ไขสถานการณ์จนกลับสู่ภาวะปกติพร้อมลบข้อความดังกล่าวทิ้ง บัญชีส่วนใหญ่กลับมาใช้งานได้แล้ว ขณะที่บางส่วนยังคงถูกจำกัดการใช้งานเพื่อตรวจสอบอีกระยะหนึ่ง ขณะเดียวกันทวิตเตอร์ระบุว่า กำลังสอบสวนเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ดี ทวิตเตอร์ไม่ได้เผยว่ามีความเสียหายเกิดขึ้น และไม่ได้เผยว่ามีบัญชีของคนดังกี่รายที่ได้รับผลกระทบ

จีนกับสหรัฐถูกบีบให้ต้องสู้กัน เพราะโลกมีมหาอำนาจได้แค่หนึ่งเดียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628449

วันที่ 15 ก.ค. 2563 เวลา 22:30 น.จีนกับสหรัฐถูกบีบให้ต้องสู้กัน เพราะโลกมีมหาอำนาจได้แค่หนึ่งเดียว เมื่อสองมหาอำนาจอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ในเวลานี้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่าอเมริกันกับจีนต้องชนกันแน่ๆ แค่รอเวลาเท่านั้นว่าการปะทะกันจะเกิดขึ้น เมื่อไร? และที่ไหน?

ถึงแม้ว่าเราจะมองการแย่งชิงความเป็นหนึ่งระหว่างสหรัฐกับจีนว่าเหมือนสงครามเย็นครั้งใหญ่ แต่เงื่อนไขมันต่างจากสงครามเย็นระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียตอย่างมาก ในเวลานั้นทั้ง 52 ประเทศมีรัฐบริหารที่คอยเป็นกันชน เมื่อสองยักษ์ถูกบีบให้ต้องปะทะกันก็มักจะถ่ายแรงมาที่ประเทศบริวารกลายเป็นสงครามตัวแทน (Proxy war) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามโลก

การปะทะกันของสองมหาอำนาจจึงไม่จำเป็นต้องการเป็นรบกันเอง

แต่ตอนนี้สหรัฐไม่มีรัฐบริวารและจีนก็ไม่มี ทั้ง 2 ฝ่ายมีแต่พันธมิตรที่เหนียวแน่นไม่กี่กลุ่มที่ไม่ยอมเป็นเบี้ยหมากหรือสนามรบตัวแทน ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดกรณี “ช้างชนช้าง” มีสูงมาก

มันเป็นธรรมชาติของการเมืองโลกที่ไม่เหนือความคาดเดา เพราะโลกของเราแม้จะใหญ่แค่ไหน แต่ไม่เคยมีพื้นที่พอให้เสือสองตัวอยู่ร่วมถ้ำเดียว หรือหมาป่าจะมีจ่าฝูงสองตัวไม่ได้

แกรฮ์ม ที. แอลลิสัน (Graham T. Allison) นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเป็นผู้เสนอ ทฤษฎีกับดักของทูคิวดีเดส (Thucydides’ trap) เพื่อเตือนเราว่าเมื่อมหาอำนาจใหม่เกิดขึ้น มหาอำนาจเดิมจะ รู้สึกร้อนเนื้อร้อนตัวจนอยู่เฉยไม่ได้ ทั้งสองจะถูกสถานการณ์บีบให้ต้องรบกันในที่สุด

แนวคิดนี้มาจากงานเขียนของนักประวัติศาสตร์กรีกโบราณ ชื่อว่า ทูคิวดีเดส (Thucydides อังกฤษออกเสียงว่า ทิวซีดีดีส) เขาบันทึกการสงครามระหว่างนครรัฐกรีกโบราณในหนังสือประวัติศาสตร์สงครามคาบสมุทรเพโลพอนเนเซียน (History of the Peloponnesian War)

หัวใจของประวัติศาสตร์ตอนนี้ คือการผงาดขึ้นมามีอำนาจของนครรัฐเอเธนส์จนกระทั่งบีบให้มหาอำนาจอีกแห่งคือนครรัฐสปาร์ตาไม่อาจนิ่งเฉยได้ ในที่สุดทั้ง 2 ฝ่ายก็ต้องเผชิญหน้ากันและนำไปสู่สงครามครั้งใหญ่ ทั้งๆ ที่เอเธนส์และสปาร์ตาต่างคนต่างอยู่ก็ได้ แต่เพราะภาวะบีบบังคับทางการเมือง ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเริ่มสงครามเพื่อชิงความเป็นหนึ่ง เข้าทำนองว่า เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้

ธูคูดีเดส กล่าวไว้ว่า “เป็นเพราะการผงาดขึ้นมาอำนาจของเอเธนส์และเพราะความกลัวของฝ่ายสปาร์ตาเองทำให้สงครามไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” ถ้อยความนี้กลายเป็นหลักพิจารณาความเสี่ยงของสงครามระหว่าง 2 มหาอำนาจ เรียกว่ากับดักของทูคิวดีเดส

ทูคิวดีเดสบันทึกว่าก่อนที่สปาตาร์จะรบกับเอเธนส์มีนักการทูตนักวาทะศิลป์โน้มน้าวให้สปารร์ตารบเหมือนกัน แต่ที่สปาร์ตารบไม่ใช่เพราะถูกกล่อม แต่เพราะความกลัว เพราะในเวลานั้นใครๆ ก็หันไปคบกับเอเธนส์กันหมด ทิ้งให้มหาอำนาจเดิมอยู่หัวเดียวกระเทียมลีบ

สถานการณ์แบบนี้คล้ายกับสหรัฐในช่วงทศวรรษที่ 2010s ที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวตัวเองจากพันธมิตรเดิม และทอดทิ้งอาเซียน และไม่สนใจแอฟริกา ขณะที่จีนใช้นโบายผูกมิตรกับแอฟริกา เข้าหาอาเซียน และซื้อใจยุโรปที่บางประเทศที่มีปัญหาเรื่องการเงิน

แต่สหรัฐโชคดีตรงที่ประเทศอื่นๆ ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะคบจีนเป็นเพื่อนได้โดยไม่มีปัญหากระทบกระทั่ง เพราะเพื่อนที่ใกล้ที่สุดของจีนคืออาเซียนจีนยังหาเรื่องทะเลาะได้จากกรณีพิพาทน่านน้ำทะเลจีนใต้ ดังนั้นการผงาดของจีนจึงไม่สมบูรณ์แบบ และสหรัฐก็ไม่ได้ขยับอะไรมาก

มื่อผู้นำจีนกับสหรัฐพบกันทั้งในสมัยที่สีจิ้นผิงพบกับบารัก โอบามาและเมื่อพบกับโดนัลด์ ทรัมป์ก็ยังแสดงท่าทีเป็นมิตรไมตรีให้ชาวโลกเชื่อว่าการผงาดของจีนไม่เป็นภัย (ต่อสหรัฐ) และ “เสือสองตัวอยู่ร่วมถ้ำเดียวกันได้”

ดังนั้นโลกจึงอยู่ในภาวะสุญญากาศแห่งอำนาจมาระยะหนึ่ง และมันชัดจนถึงขนาดที่นักรัฐศาสตร์หลายคนไม่เชื่อทฤษฎีกับดักของทูคิวดีเดส หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้บางคนไม่เชื่อก็เพราะตราบใดที่อเมริกันรู้สึกว่าจีนไม่ใช่ภัยคุกคามและเห็นว่าการผงาดของจีนไม่ใช่การเขี่ยสหรัฐให้ตกขอบ ตราบนั้นก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลุยกับจีน

มีการศึกษาโดยปีเตอร์ กริส (Peter Gries) แห่งมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์กับ จิงอี้หมิง (Yiming Jing) แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน โดยให้ชาวอเมริกันชมคลิปข่าวของ CNN เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์จีนสหรัฐ คลิปหนึ่งบรรยายโดยให้ภาพว่าจีนจะครอบงำสหรัฐและอีกคลิปบรรยายว่าการผงาดของจีนเป็นคุณกับสหรัฐ ปรากฎว่าชาวอเมริกันมีปฏิกริยาต่อต้านจีนหากสื่อให้ภาพจีนว่าเป็นคู่แข่ง

ดังนั้นการนำเสนอของสื่อจึงมีพลังมากในการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนอเมริกัน และในช่วงที่เกิดสุญญากาศอำนาจดูเหมือนว่าสื่อจะไม่ให้ภาพจีนน่ากลัวมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะผู้นำสหรัฐคนก่อนๆ เห็นว่าการผงาดของจีนเป็นคุณประโยชน์ต่อสหรัฐในบางเรื่อง

แต่เป็นเรื่องยอกย้อนตรงที่ เงื่อนไขการเผชิญหน้าในอนาคตก็คือเงื่อนไขในอดีตที่ทำให้ทั้งสองยักษ์ไม่กล้าเผชิญหน้าในยุคสุญญากาศอำนาจนั่นเอง เพียงแต่มีคนช่วยพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเท่านั้น

กล่าวคือแกรฮ์ม ที. แอลลิสันเจ้าของทฤษฎีกับดักของทูคิวดีเดสบอกว่า สาเหตุที่สองยักษ์จะไม่รบกันก็เพราะทั้งสองประเทศจะวุ่นวายกับกิจการภายในของตัวเอง จีนจะวุ่นวายกับการรักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อให้ประชาชนไม่ท้าทายรัฐบาล ส่วนสหรัฐมีปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซาและประชาชนไม่เชื่อใจรัฐบาล

หลายปีที่โลกอยู่ในภาวะสุญญากาศอำนาจ จนกระทั่งโดนัลด์ ทรัมป์ตัดสินใจที่เปลี่ยนวิธีคิดของคนอเมริกันจากที่รู้สึกชิลๆ กับจีน ให้รู้สึกว่าจีนเป็นภัยคุกคามขึ้นมาในช่วงที่เขาต้องทำตามคำมั่นสัญญากับผู้ที่เลือกเขาเข้ามา

เพื่อที่จะกระตุ้นการจ้างงานและเศรษฐกิจที่ซบเซา ทรัมป์เริ่มสงครามการค้ากับจีน โดยสร้างภาพให้จีนเป็นตัวการทำลายการจ้างงานและทำลายอุตสาหกรรมสหรัฐ

เมื่อสงครามการค้าเกิดขึ้นมาแล้ว นักวิชาการบางกลุ่มก็ยังปักใจเชื่อว่าสหรัฐกับจีนจะไม่ “รบ” กันแน่นอน จนกระทั่งผ่านมาถึงปีนี้เงื่อนไขปัจจัยชัดขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่าสหรัฐไม่ยอมอ่อนข้อและจีนก็ไม่ยอมเกรงใจอีก

ถามว่าถ้าไม่มีโดนัลด์ ทรัมป์จะมีประธานาธิบดีสหรัฐคนอื่นไหมที่จะท้าทายจีนอย่างแข็งกร้าวแบบนี้?

คำตอบก็คือ สหรัฐยังมีทางเลือกอื่นอีกที่ไม่จำเป็นจะต้องเผชิญหน้ากับจีนโดยอ้างว่าจีนตักตวงผลประโยชน์ ตัวอย่างเช่น โจ ไบเดน ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐที่ประกาศว่าถ้าเขาชนะทรัมป์ เขาจะทุ่มงบประมาณ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาโลกร้อน

แผนการของไบเดนคือสิ่งที่เรียกว่า Green New Deal เป็นสิ่งที่สมาชิกเดโมแครตผลักดันในช่วง 2 ปีมานี้ โดยใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการจ้างงาน ในขณะเดียวกันจะไม่เน้นที่อุตสาหกรรมหนักที่ทำลายโลก แต่จะผลักดันการปฏิวัติสีเขียวเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะปัญหาเศรษฐกิจและโลกร้อนเป็นเรื่องใหญ่พอๆ กัน

เราจะเห็นว่าไบเดนและพรรคเดโมแครตมองไกลไปกว่าจีน หาก Green New Deal ผลักดันสำคัญสหรัฐจะไม่ต้องเปลืองตัว “รบ” กับจีนไปอีกสักระยะปีเพราะจะวุ่นอยู่กับการปฏิรูปในประเทศ

ดังนั้นหนทางที่จะหลีกเลี่ยงกับดักของธูคูดีเดสในกรณีของสหรัฐก็คือทรัมป์ต้องแพ้เลือกตั้ง และไบเดนผลักดัน Green New Deal ได้สำเร็จ

ส่วนจีนจะต้องผ่อนคลายท่าทีกับอาเซียนเรื่องทะเลจีนใต้เพื่อปิดทางไม่ให้สหรัฐหาข้ออ้างเข้ามาใช้พื้นที่นี้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง จีนจะต้องทำให้ประชาคมโลกมั่นใจว่าจะไม่แทรกแซงอิสระภาพของชาวฮ่องกง อันเป็นเหตุให้นานาประเทศหาเรื่องจีนอยู่ในขณะนี้ และบริษัทต่างๆ ของจีนต้องปฏิบัติตามข้อเรียกร้องต่างๆ นานาของโลกตะวันตกเพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตร

แต่ความคาดหวังจากจีนเหล่านี้เรียกได้ว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

เหมือนกับที่แกรฮ์ม ที. แอลลิสัน บอกว่า “Hope is not a strategy” การมานั่งหวังลมๆ แล้งๆ ให้จีนเปลี่ยนแปลงตัวเอง จะใช้เป็นยุทธศาสตร์ไม่ได้หรอก สหรัฐถูกบีบ (จากตัวอง) ให้ต้องทำแบบเดียวกับที่เคยทำกับสหภาพโซเวียตมาก่อน นั่นคือ “ชนลูกเดียว”

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photos by Dan Kitwood and Nicholas Kamm / AFP

ประชากรไทยจะลดลงครึ่งหนึ่งในอีก80ปีข้างหน้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628455

วันที่ 15 ก.ค. 2563 เวลา 20:35 น.ประชากรไทยจะลดลงครึ่งหนึ่งในอีก80ปีข้างหน้าพลเมืองโลกจะไม่สูงถึงหลักหมื่นล้าน แต่ประชากรสูงวัยจะมีจำนวนมาก

นักประชากรศาสตร์ของสหประชาชาติได้คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วว่าประชากรโลกอาจหยุดการเติบโตในปี 2100 เนื่องจากอัตราการเกิดของประชากรลดลง โดยคาดว่าจะมีประชากรโลกมากถึง 10,900 ล้านคนภายในสิ้นศตวรรษเมื่อเทียบกับ 7,800 ล้านคนในตอนนี้

แต่การศึกษาที่ตีพิมพ์เมื่อวันอังคารในวารสารการแพทย์ The Lancet ได้พลิกการคาดการณ์ดังกล่าว โดยยืนยันว่าประชากรโลกอาจจะมากที่สุดที่ 9,700 ล้านคนในปี 2064 และจะลดลงสู่ระดับ 8,800 ล้านคนในปี 2100 เพราะผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญ

นอกจากนี้การศึกษาสรุปว่าผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนประชากรกลุ่มใหญ่กว่าที่คาดการณ์ไว้ในการคาดการณ์ของสหประชาชาติ และประชากรอย่างน้อย 23 ประเทศ รวมถึงไทย, ญี่ปุ่น, อิตาลี และสเปนอาจหดตัวลงมากกว่า 50%

การศึกษายังคาดการณ์ว่าการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของประชากรวัยทำงานของจีนและอินเดียซึ่งเป็นสองประเทศที่มีประชากรมากที่สุด จะส่งผลให้อำนาจทางเศรษฐกิจทั่วโลกต้องลดลง

Photo by Romeo GACAD / AFP

“โตเกียว” ประกาศเตือนโควิดระบาดระดับสูงสุด ยอดป่วยพุ่งเกิน100ติดต่อกัน7วันแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628453

วันที่ 15 ก.ค. 2563 เวลา 19:30 น."โตเกียว" ประกาศเตือนโควิดระบาดระดับสูงสุด ยอดป่วยพุ่งเกิน100ติดต่อกัน7วันแล้วผู้ว่าฯกรุงโตเกียวประกาศยกระดับเตือนภัยการแพร่ระบาดโควิดขั้นสูงสุด หลังจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยอดพุ่งเกิน100ติดต่อกันวันที่ 7

เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 63 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นางยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียว ประกาศยกระดับการเตือนภัยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สู่ระดับสูงสุดในวันนี้ ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่รัฐบาลประกาศยกเลิกภาวะฉุกเฉินในเดือนพ.ค.63

ทั้งนี้ นางโคอิเกะยกระดับการเตือนภัยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สู่ระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ซึ่งหมายความว่า “ไวรัสกำลังแพร่ระบาดออกไป”

การประกาศยกระดับการเตือนภัยดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่มีการเปิดเผยว่า กรุงโตเกียวพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่จำนวน 165 รายในวันนี้ โดยจำนวนผู้ติดเชื้อสูงกว่า 100 รายติดต่อกันเป็นวันที่ 7

ก่อนหน้านี้ กรุงโตเกียวพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 206 รายเมื่อวันจันทร์ ทำสถิติพบผู้ติดเชื้อใหม่รายวันเกิน 200 รายติดต่อกันเป็นวันที่ 4 ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการแพร่ระบาดรอบสอง

นางโคอิเกะเรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นออกนอกกรุงโตเกียว และเลี่ยงการเข้าสถานบันเทิงและร้านอาหารที่ไม่มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19