ตุรกีเปลี่ยนพิพิธภัณฑ์ดังเป็นมัสยิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628121

วันที่ 11 ก.ค. 2563 เวลา 14:55 น.ตุรกีเปลี่ยนพิพิธภัณฑ์ดังเป็นมัสยิดส่อจุดประเด็นขัดแย้งทางศาสนา ตุรกีเปลี่ยนพิพิธภัณฑ์ดัง”ฮาเกียโซเฟีย” กลับเป็นไปมัสยิดอิสลาม

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ประธานาธิบดีเรจิป ทายยิป เออโดอัน แห่งตุรกี ได้ลงนามประกาศให้พิพิธภัณฑ์ฮาเกียโซเฟีย หรือ ฮายาโซฟีอา (Hagia Sophia) อันเป็นสถานที่สัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของตุรกี ในนครอิสตันบูล ให้เปลี่ยสภาพมาเป็นสถานที่ประกอบกิจทางศาสนาอิสลาม

ความคืบหน้าดังกล่าวมีขึ้นในวันเดียวกันกับที่ศาลสูงสุดพิพากษาว่า การใช้”ฮาเกียโซเฟีย” ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างอายุเกือบ 1,500 ปี เป็นสถานที่จัดแสดงหรือเป็นพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นการใช้งานที่ผิดกฎหมาย

สภาแห่งรัฐซึ่งเป็นศาลปกครองสูงของตุรกี ระบุในคำตัดสินว่า เอกสารประกอบการระงับข้อพิพาทซึ่งถูกยื่นโดยรัฐบาลตุรกี ระบุให้ตัวมัสยิดและพื้นที่ภายนอกอาหารไม่อาจถูกใช้เพื่อการอื่นได้นอกจากเพื่อการปฏิบัติศาสนกิจ และว่ามติของคณะรัฐมนตรีตุรกีเมื่อปีค.ศ. 1934 ที่ให้สิ้นสุดการใช้งานสิ่งก่อสร้างนี้ในฐานะมัสยิด และเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์นั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

การประกาศเปลี่ยนแปลงสถานะดังกล่าวได้สร้างเสียงเตือนจากนานาชาติซึ่งไม่เห็นด้วยที่จะแปรสภาพพิพิธภัณฑ์ซึ่งถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก กลับมาเป็นสถานที่ปฏิบัติกิจของชาวมุสลิม ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้ว”ฮาเกียโซเฟีย”เป็นสถานที่เคารพของทั้งผู้ที่นับถือศริสต์และอิสลาม จึงไม่ควรถูกระบุสถานะเป็นของศาสนาใดศานาหนึ่ง

โดยกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ และผู้นำศาสนจักรหลายนิกายจากหลายประเทศ ต่างแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนสถานภาพของแหล่งท่องเที่ยวอันเป็นมรดกโลกยูเนสโก ซึ่งเคยเป็นศูนย์รวมของจักรวรรดิไบแซนไทน์ที่นับถือศาสนาคริสต์ และจักรวรรดิออตโตมันที่นับถือศาสนาอิสลามในอดีต มาเป็นที่ปฏิบัติกิจทางศาสนาอิสลาม ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อขัดแย้งทางศาสนาได้

สำหรับวิหารฮาเกียโซเฟีย เดิมนั้นถูกสร้างขึ้นในฐานะโบสถ์คริสต์สมัยจักรพรรดิคอนสแตนเชียสที่ 2 แห่งจักรวรรดิโรมันแล้วเสร็จเมื่อค.ศ.360 ก่อนจะถูกต่อเติมสร้างขยายเป็นมหาวิหาร (Basilica of the Hagia Sophia) ช่วงปีค.ศ. 532 สมัยอาณาจักรไบแซนไทน์ โดยมีสถานะเป็นมหาวิหารแบบคริสต์

กระทั่งปีค.ศ.1057-1204 ถูกแปรสถานะมาเป็นมหาวิหารภายในศริตรจักร์กรีกออโทดอกซ์ ปี1204-1261 ถูกเปลี่ยนเป็นวิหารคาทรอลิก ปี1261-1453 กลับมามีสถาะเป็นกรีกออโทดอกซ์

กระทั่งอาณาจักร์ออตโตมันปกครอง วิหารแห่งนี้ถูกเปลี่ยนเป็นมัสยิดอิสลามระหว่างปี 1453-1935 ก่อนที่รัฐบาลตุรกีภายใต้การนำของ มุสทาฟา เคมัล อัลทาเติร์ก ได้เปลี่ยนสถานะของมัสยิดมาเป็นพิพิธภัณฑ์จนถึงปัจจุบัน จนล่าสุดรัฐบาลเออร์โดอันได้ประกาศเปลี่ยนกลับไปเป็นสถานที่ประกอบกิจทางศาสนาของชาวมุสลิมอีกครั้ง

ที่ผ่านมานับตั้งแต่การครองอำนาจของปธน.เออร์โดอัน ได้แสดงท่าทีอันชัดเจนในการผลักดันให้สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังแห่งนี้ เปลี่ยนเป็นศาสนาสถานของอิสลาม เช่นเดียวกับความพยายามในการผลักดันให้ศาสนาอิสลามกลายมาเป็นศาสนาหลักในการเมืองของตุรกี ซึ่งภายหลังที่ผู้นำตุรกีประกาศดังกล่าว ประชาชนจำนวนมากที่สนับสนุนเขา ต่างออกมาโห่ร้องแสดงความยินดีที่ด้านนอกวิหาร เช่นเดียวกับสมาชิกในสภาแห่งชาติตุรกี ต่างลุกขึ้นปรบมือแสดงความยินดี

อีกแล้ว! จีนพบเชื้อโคโรนาไวรัสในกุ้งแช่แข็งนำเข้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628118

วันที่ 11 ก.ค. 2563 เวลา 13:59 น.อีกแล้ว! จีนพบเชื้อโคโรนาไวรัสในกุ้งแช่แข็งนำเข้าจีนพบเชื้อโคโรนาไวรัสจากกุ้งแช่แข็งนำเข้า หลังเพิ่งพบในแซลมอนเมื่อเดือนที่แล้ว ทำให้มีการตั้งคำถามอีกครั้งว่าเชื้อโรคนี้สามารถแพร่กระจายผ่านอาหารหรืออาหารแช่แข็งหรือไม่

ปี้เค่อซิน ผู้อำนวยการสำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารส่งออกและนำเข้าซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงศุลกาการของจีนเผยว่า ทางการจีนได้ตรวจสอบหาเชื้อโคโรนาไวรัสจากอาหารแช่แข็งนำเข้า บรรจุภัณฑ์ทั้งด้านในและด้านนนอก และบริเวณใกล้เคียงจำนวน 223,000 ตัวอย่าง โดยพบเชื้อใน 6 ตัวอย่าง

ปี้ระบุว่า เชื้อโคโรนาไวรัสที่พบในตัวอย่างทั้ง 6 ตัวอย่างอยู่บริเวณบรรจุภัณฑ์ด้านนอกและภายในตู้คอนเทนเนอร์ของกุ้งขาวที่นำเข้ามาจากโรงงาน 3 แห่งในเอกวาดอร์ ส่วนในกุ้งและบรรจุภัณฑ์ด้านในไม่พบเชื้อ

เบื้องต้นทางการจีนสั่งระงับการนำเข้ากุ้งจากทั้ง 3 โรงงานและเผาสินค้าที่พบเชื้อทั้งหมด โดยหลังจากนี้จะตรวจสอบหาเชื้อโคโรนาไวรัสจากสินค้านำเข้าเข้มงวดขึ้น เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน

แม้ความเสี่ยงที่เชื้อโคโรนาไวรัสจะแพร่ระบาดจากอาหารสู่คน แต่ทางการจีนเริ่มตรวจสอบอาหารแช่แข็งนำเข้าครั้งใหญ่บริเวณท่าเรือหลังจากพบเชื้อโคโรนาไวรัสในแซลมอนนำเข้าเมื่อเดือนที่แล้ว รวมทั้งสั่งระงับการนำเข้าเนื้อสัตว์จากโรงงานที่พบคนงานติดเชื้อในหลายประเทศ อาทิ บราซิล อังกฤษ เยอรมนี

นายกเยอรมนีเหน็บทรัมป์ “คำโกหกเอาชนะโควิดไม่ได้” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628104

วันที่ 11 ก.ค. 2563 เวลา 12:04 น.นายกเยอรมนีเหน็บทรัมป์ "คำโกหกเอาชนะโควิดไม่ได้"“คุณไม่สามารถสู้กับโรคระบาดด้วยคำพูดอันหลอกลวงและการบิดเบือนข้อมูล”

นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีแห่งเยอรมนีได้ระบุในตอนหนึ่งของสุนทรพจน์กลางที่ประชุมสภาสหภาพยุโรปในฐานะที่เยอรมนีดำรงตำแหน่งประธานอียูในปีนี้ ถึงประเด็นการรับมือต่อสถานการณ์ไวรัสโควิด โดยเธอได้กล่าวว่า “ขณะที่เรากำลังเผชิญหน้าโดยตรง คุณไม่อาจต่อสู้กับโรคระบาดด้วยคำโกหกและการบิดเบือนข้อมูลไปมากกว่าที่คุณจะสามารถต่อสู้ได้ด้วยความเกลียดชังหรือการยั่วยุให้เกลียดชัง”

ผู้นำหญิงเหล็กแห่งเยอรมนียังกล่าวว่า “ในระบอบประชาธิปไตยจำเป็นต้องมีข้อเท็จจริงและความโปร่งใส … สิ่งนี้จะทำให้ยุโรปแตกต่างและเยอรมนีจะยึดมั่นเป็นหลักการสำคัญตลอดการดำรงว่าประธานผู้นำกลุ่มสหภาพยุโรป”

แม้นายกเยอรมนีจะไม่ได้ระบุถึงตัวบุคคลใดเป็นเฉพาะเจาะจง แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าหมายถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และประธานาธิบโบลโซลนารู ของบราซิล ซึ่งมีท่าทีอันไม่สนใจต่อการรับมือโควิดในประเทศ ทั้งยังมุ่งบิดเบือนและแพร่ข้อมูลอย่างผิดๆแก่ประชาชนในหลายประเด็น

พรรคลีเซียนลุงชนะเลือกตั้งสิงคโปร์ตามเคย แต่ได้เสียงในสภาน้อยสุดรอบ55ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628096

วันที่ 11 ก.ค. 2563 เวลา 10:55 น.พรรคลีเซียนลุงชนะเลือกตั้งสิงคโปร์ตามเคย แต่ได้เสียงในสภาน้อยสุดรอบ55ปีฝ่ายค้านสิงคโปร์โกยเสียงในสภาเพิ่ม ส่วนพรรครัฐบาลแม้ชนะเลือกตั้งแต่ได้ที่นั่งน้อยลง

ผลการเลือกตั้งทั่วไปของสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ซึ่งจัดการลงคะแนนไปเมื่อวานนี้ ปรากฎว่าพรรคกิจสังคม (People’s Action Party หรือ PAP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุง และเป็นพรรคที่ผูกขาดการบริหารประเทศของสิงคโปร์มานาน ยังคงได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

โดยผลคะแนนของ PAP ได้จำนวนสส.ไปทั้งสิ้น 83 เสียง จากทั้งหมด 93 เสียงในสภา ขณะที่พรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านได้คะแนนเสียง 10 เสียง เพิ่มขึ้น4เสียง จากเดิม 6 เสียง

แม้ว่าพรรค PAP จะยังคงคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเช่นเคย แต่จากคะแนนเสียงในสภาที่ได้ถือว่าน้อยที่สุดในรอบ55ปี นับตั้งแต่สิงคโปร์แยกจากมาเลเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคPAPไม่เคยได้ที่คะแนนเสียงในสภาต่ำกว่า93 เสียง เช่นเดียวกับพรรคฝ่ายค้านที่ได้ที่นั่งมากสุดเท่าที่เคยได้รับคะแนนเช่นกัน

สัดส่วนคะแนนของพรรค PAP ลดลงเหลือ 61.24% จากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้าที่ 69.9% เนื่องจากชาวสิงคโปร์ผิดหวังกับค่าครองชีพที่ระดับสูง นโยบายเปิดรับชาวต่างชาติซึ่งกระทบต่อชาวสิงคโปร์ท้องถิ่น และผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งทำให้คาดว่าสิงคโปร์จะเผชิญสภาะเศรษฐกิจถดถอยหนักสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ

อย่างไรก็ดี แม้คะแนนเสียงในสภาจะลดลง แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคที่พรรค PAP จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านร่างกฎหมาย หรือกำหนดนโยบายต่างเพื่อกอบกู้ประเทศหลังจากวิกฤตโควิด ตามดำริของนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุง โดยการเลือกตั้งนี้จะเป็นการดำรงตำแหน่งวาระสุดท้ายของนายกลี ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ตัวเต็งในพรรคคนอื่นๆในปี2022

จีนเผยพบโรคปอดปริศนาร้ายแรงกว่าโควิดในคาซักสถาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628084

วันที่ 10 ก.ค. 2563 เวลา 20:14 น.จีนเผยพบโรคปอดปริศนาร้ายแรงกว่าโควิดในคาซักสถานทางการคาซักสถานโต้ไม่ใช่โรคใหม่หรือโรคปริศนา

สำนักข่าว CNN รายงานว่า สถานทูตจีนในกรุงอัสตานาของคาซักสถาน ออกคำเตือนพลเมืองจีนในคาซักสถานให้หลีกเลี่ยงสถานที่สาธารณะที่มีคนหนาแน่น เนื่องจากทางการคาซักสถานพบโรคปอดปริศนาที่รุนแรงกว่า Covid-19 ระบาดตั้งแต่กลางเดือนที่แล้ว

สถานทูตยังระบุอีกว่า ปีนี้โรคปอดปริศนาคร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 1,772 ราย โดยในจำนวนนี้มีพลเมืองจีนรวมอยู่ด้วย และเฉพาะเดือนที่แล้วเพียงเดือนเดียวมีผู้เสียชีวิตถึง 628 ราย โดยมีพื้นที่ระบาดหนาแน่นอยู่ที่เมืองอะตรีเรา อักเตอเบ และไชม์เคนท์ ซึ่งมีผู้ป่วยรวมกันเกือบ 500 ราย และอีก 30 รายอาการหนัก

ในเวลาต่อมา อเล็กซี ซอย รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขคาซักสถานออกแถลงการณ์ว่า มีการระบาดของโรคปอดที่ยังหาสาเหตุไม่พบจริง แต่โต้ว่าโรคดังกล่าวไม่ใช่โรคใหม่หรือโรคปริศนา

“กระทรวงสาธารณสุขคาซักสถานขอชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าว (ของจีน) ไม่สอดคล้องกับความเป็นจจริง” แถลงการณ์ระบุ

แม่ญี่ปุ่นทิ้งลูก 3 ขวบไว้คนเดียว 8 วันจนหิวตาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628078

วันที่ 10 ก.ค. 2563 เวลา 19:31 น.แม่ญี่ปุ่นทิ้งลูก 3 ขวบไว้คนเดียว 8 วันจนหิวตายแม่ชาวญี่ปุ่นวัย 24 ปีทิ้งให้ลูกสาววัย 3 ขวบอยู่บ้านคนเดียว 8 วัน ส่วนตัวเองไปหาแฟนที่ต่างจังหวัด

สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานว่า ตำรวจในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่นจับกุมตัว ซากิ คาเคฮาชิ แม่วัย 24 ปีที่ปล่อยลูกสาววัย 3 ขวบให้อยู่ตามลำพังในบ้านนานถึง 8 วัน ขณะที่ตัวเองเดินทางไปหาแฟนหนุ่มที่จังหวัดคาโกชิมะ จนหนูน้อยขาดน้ำและอาหารรุนแรงจนเสียชีวิต

นอกจากนี้ ยังพบว่าหนูน้อยเคราะห์ร้ายมีผดผื่นบริเวณก้นด้วย เนื่องจากไม่ได้เปลี่ยนแพมเพิร์สเป็นเวลานาน

คาเคฮาชิเผยกับตำรวจว่า เธอไม่คิดว่าลูกสาวจะเสียชีวิต เพราะคิดว่าคงไม่เป็นไรที่จะทิ้งให้ลูกสาวอยู่เพียงลำพังในอพาร์ทเม้นต์ แต่เมื่อเธอกลับมาถึงห้องก็พบว่าลูกสาวไม่หายใจแล้ว จึงโทรเรียกรถพยาบาล ก่อนที่แพทย์จะแจ้งว่าน้องเสียชีวิต

ระหว่างสอบปากคำแม่ยังระบุว่า ลูกสาวป่วยมาหลายวันก่อนที่จะเสียชีวิต แต่เธอไม่มีเงินจึงไม่ได้พาไปโรงพยาบาล

ตำรวจยังเชื่อว่าแม่รายนี้คงปล่อยปละละเลยและทำร้ายร่างกายลูกเป็นประจำ ขณะที่เพื่อนบ้านเผยกับตำรวจว่า คาเคฮาชิมักจะออกจากบ้านไปหลายๆ วัน หรือไม่ก็กลับบ้านดึก แล้วปล่อยให้ลูกสาวอยู่คนเดียว

ขณะที่เนิร์สเซอรีเผยว่า ลูกสาวของคาเคฮาชิไม่ได้ไปที่เนิร์สเซอรีมากว่า 1 ปีแล้ว

คิมโยจองปัดจัดซัมมิตรอบสามกับสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628077

วันที่ 10 ก.ค. 2563 เวลา 18:45 น.คิมโยจองปัดจัดซัมมิตรอบสามกับสหรัฐน้องสาวผู้นำเกาหลีเหนือลั่น ไม่จัดซัมมิตกับสหรัฐอีก หลังทรัมป์บอกอยากคุยคิมก่อนเลือกตั้ง

นางสาวคิมโยจอง น้องสาวนายคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์ผ่านสำนักข่าวเคซีเอ็นเอ สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลเปียงยางว่า เกาหลีเหนือไม่มีแผนการจัดสุดยอดซัมมิตครั้งที่สามกับสหรัฐภายในปีนี้อย่างแน่นอน หลังจากที่ทั้งสองผู้นำเคยพบปะกันในซัมมิตสองครั้งที่สิงคโปร์ และที่กรุงฮานอยของเวียดนาม

“เจ้าหญิงแห่งเกาหลีเหนือ” ระบุว่า การจัดซัมมิตหารือกับสหรัฐมีแต่ทำให้รัฐบาลวอชิงตันได้รับผลประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ยอมรับว่าไม่ได้ปิดประตูทางการทูตกับสหรัฐเสียทีเดียว เว้นแต่รัฐบาลวอชิงตันจะจริงใจในการเปลี่ยนแปลงจุดยืนอย่างเด็ดขาดที่มีแต่เกาหลีเหนือ คิม โย จอง ระบุว่า รัฐบาลเปียงยางรับไม่ได้ที่สหรัฐใช้นโยบายก้าวร้าว เห็นประโยชน์ของตนเพียงฝ่ายเดียว ที่ผ่านมาสหรัฐปรับเปลี่ยนท่าทีกับเกาหลีเหนือในหลายครั้ง เดียวดีเดียวร้าย ซึ่งเปียงยางไม่มั่นใจว่าท่าทีเหล่านี้ เป็นกลยุทธของสหรัฐเอง หรือปธน.ทรัมป์เริ่มควบคุมคนของตนเองไม่ได้กันแน่

คิมโยจองยังระบุในแถลงการณ์ว่า “เราขออธิบายอย่างชัดเจนเลยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความถึงการปลดอาวุธนิวเคลียร์จะเป็นไปไม่ได้ เราเพียงแต่บอกว่าจะเป็นไปไม่ได้ในช่วงเวลานี้เท่านั้น”

เจ้าหญิงแห่งโสมเหนือยัง ฝากข้อความจากผู้เป็นพี่ชายถึงยังผู้นำสหรัฐว่า พี่ชายเธอขออวยพรให้ประธานาธิบดีทรัมป์ประสบความสำเร็จในการทำงาน ทั้งย้ำว่าแม้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับทรัมป์ แต่ก็ไม่รับประกันว่าสหรัฐจะกลับไปใช้นโยบายก้าวร้าวกับเกาหลีเหนืออีก รัฐบาลเปียงยางจึงต้องเตรียมตัวรองรับในกรณีที่หากมีการเปลี่ยนตัวผู้นำสหรัฐ

คำแถลงของคิมโยจองมีขึ้นเพียงวันเดียว ก่อนหน้าที่นายสตีเฟน มีกัม ผู้แทนฯพิเศษของสหรัฐซึ่งจะเดินทางมาหารือกับรัฐบาลโซลในประเด็นสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีช่วงสุดสัปดาห์นี้ รวมถึงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ปธน.ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ว่า หากเป็นไปได้เขาต้องการคุยหารือกับผู้นำเกาหลีเหนือภายในปีนี้ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าทรัมป์กำลังพยายามใช้ประเด็นเกาหลีเหนือมาโกยคะแนนนิยมก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

ชาวเน็ตจีนแห่คอมเม้นต์ยินดีไทยมีกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628063

วันที่ 10 ก.ค. 2563 เวลา 18:04 น.ชาวเน็ตจีนแห่คอมเม้นต์ยินดีไทยมีกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกันข่าวการผ่านร่างกฎหมาย พรบ.ชีวิตคู่ของไทยได้รับความสนใจไปทั่วโลก โดยเฉพาะในจีนที่มีการพูดถึงกันมากในเวยปั๋ว

หลังจากที่คณะรัฐมนตรีไทยเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตเพื่อเปิดทางให้คู่รักที่มีเพศกำเนิดเดียวกันจดทะเบียนใช้ชีวิตด้วยกันได้เมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา ร่างกฎหมายนี้ก็เป็นที่จับตาไปทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศจีน

ชาวโซเชียลในจีนตื่นเต้นฮือฮาและชื่นชมประเทศไทยจนแฮชแท็ก #ร่างกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกันของไทยผ่านแล้ว ติดเทรนด์ในเวยปั๋ว

ต่อไปนี้คือความคิดเห็นของชาวจีนต่อร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตของไทย

เฉ่าอูเฉียนLucas บอกว่า หวังว่าวันหนึ่งเรื่องนี้จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป ใช่ ผมรักเพศเดียวกัน

ถวนเจียเตอซวนหนิงเหมิง บอกว่า คุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจ แค่เคารพกันก็พอ ยินดีด้วย

เซวียจื่อเจียน บอกว่า ร่างกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกันของไทยผ่านเมื่อวันที่ 8 ก.ค. ดีใจจนน้ำตาไหลเลย

ชีเซินหนีเจ่าอวี้หลั่นซิงเฉินหรูเหมิง บอกว่า ความรักไม่จำกัดเพศหรอก รักก็คือรัก

ปี่ข่าชิวเตอถุ่ยปู้กั้วเจี้ยน บอกว่า เห็นด้วย การแต่งงานกับเพศเดียวกันไม่ได้กระทบกับการแต่งงานของคู่ชายหญิง แล้วถ้าเป็นเรื่องของการอุ้มบุญ ก็มีกฎหมายแยกต่างหากอยู่แล้ว  

ปาไป่วั่นอั้นโถวต้าจวินจ่งจื่อฮุย เห็นด้วยเช่นกัน โดยบอกว่าความรักไม่จำกัดว่าจะเป็นเพศไหน โลกสวยงามเพราะความหลากหลาย ความรักก็สวยงามเพราะความหลากหลาย

หว่อซื่อสือเอ้อเซิงเซี่ยวเตอเซี่ยว บอกว่า คนทุกเพศควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีการแบ่งแยก และต้องสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติ รักก็คือรัก

ม.สิงคโปร์เผยวิจัยพบ “ยาเบตาดีน” ฆ่าไวรัสโควิดได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628066

วันที่ 10 ก.ค. 2563 เวลา 16:04 น.ม.สิงคโปร์เผยวิจัยพบ "ยาเบตาดีน" ฆ่าไวรัสโควิดได้วิจัยเผย “ยาฆ่าเชื้อเบตาดีน” มีประสิทธิภาพทำลายไวรัสโควิด-19

มุนดิฟาร์มา (Mundipharma) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อเบตาดีน ได้เผยผลการทดลองจากห้องปฏิบัติการวิทยาลัยการแพทย์ Duke-NUS Medical School ของสิงคโปร์ที่ยืนยันถึงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคเบตาดีน ในการฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคโควิด-19 โดยผลจากการทดลองเผยให้เห็นฤทธิ์ของเบตาดีนในการทำลายเชื้อไวรัสSARS-CoV-2นหลอดทดลอง (in vitro) ได้มากถึง 99.99% ภายในเวลาเพียง 30 วินาที

ผลิตภัณฑ์ของเบตาดีนที่ใช้ทดสอบได้แก่ ยาฆ่าเชื้อเบตาดีน (Betadine Solution) น้ำยาล้างทำความสะอาดผิวหนัง (Skin Cleanser) น้ำยาบ้วนปาก (Gargle and Mouthwash) และสเปรย์พ่นปากและคอ (Throat Spray) ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Infectious Disease and Therapy Journal เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา

นอกจากผลการวิจัยจากสิงคโปร์แล้ว ยังมีผลการวิจัยจากห้องปฏิบัติการที่ศูนย์ Tropical Infectious Diseases Research and Education Center (TIDREC) ของมหาวิทยาลัยมาลายา ในมาเลเซีย ก็เผยให้เห็นฤทธิ์ในการทำลายเชื้อไวรัสของน้ำยาบ้วนปากเบตาดีนในหลอดทดลอง ที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ได้ถึง 99.99% ในเวลา 15 วินาที

การวิจัยนี้ได้รับการยอมรับจาก British Dental Journal (BDJ) และได้รับการตีพิมพ์เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2020 โดยวารสาร Springer Nature ในนามของ สมาคมทันตแพทย์อังกฤษ (British Dental Association)

ก่อนหน้านี้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อของเบตาดีน ซึ่งประกอบด้วยโพวิโดนไอโอดีน (PVP-I)ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในหลอดทดลองต่อไวรัสหลากหลายชนิดรวมถึงไวรัสในตระกูลโคโรนาไวรัส ซึ่งเป็นสาเหตุ โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) และโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) ซึ่งถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในโรงพยาบาล

ผลการทดลองดังกล่าว ในมุมมองของเรา หากใช้ผลิตภัณฑ์ยาฆ่าเชื้อเบตาดีนอย่างเหมาะสมร่วมกับมาตรการป้องกันเชื้อแบบอื่นๆ จะช่วยจำกัดการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อหลายชนิดรวมถึงโควิด-19 ได้อย่างดี รามาน ซิงห์ ซีอีโอของมุนดิฟาร์มา กล่าว

ผอ.WHO น้ำตาร่วง วอนโลกร่วมมือสู้โควิด หลังสหรัฐถอนตัวจากสมาชิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628053

วันที่ 10 ก.ค. 2563 เวลา 13:59 น.ผอ.WHO น้ำตาร่วง วอนโลกร่วมมือสู้โควิด หลังสหรัฐถอนตัวจากสมาชิก“ศัตรูตัวจริงไม่ใช่ไวรัส แต่เป็นการขาดความเป็นผู้นำและความเป็นปึกแผ่นของทั่วโลก “

นายแพทย์ ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ถึงกับน้ำตาคลอระหว่างการแถลงสถานการณ์โควิด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยได้เรียกร้องให้ทั่วโลกสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการต่อสู้รับมือกับโรคโควิด-19 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐได้ยื่นหนังสือต่อองค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นต้นสังกัดองค์การอนามัยโลกในการแจ้งออกจากการเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ

ผอ.อนามัยโลกกล่าวว่า “ศัตรูตัวจริงไม่ใช่ไวรัส แต่เป็นการขาดความเป็นผู้นำและความเป็นปึกแผ่นของทั่วโลก นี่ไม่ต่างจากโศกนาฎกรรม ที่เราทั่วโลกต้องร่วมเผชิญ เราสูญเสียมิตรสหาย ชีวิตประชาชนมากมาย เราไม่สามารถเอาชนะการแพร่ระบาดของโควิด-19 หากเราแบ่งแยกโลกของเรากันเอง

โควิด-19 คือบททดสอบความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของผู้นำโลก มันยากแค่ไหนที่มนุษย์จะร่วมต่อสู้กับโรคระบาดซึ่งคร่าชีวิตผู้คนอย่างไม่เลือกหน้า เราไม่อาจแยกแยะศัตรูหรือระบุตัวศัตรูที่มีร่วมกันมนุษย์ในการร่วมกันมือกันต่อสู้กับโรคระบาดที่ฆ่าผู้คนอย่างไม่เลือกหน้า หรือเราไม่สามารถแยกแยะหรือระบุศัตรูที่เรามีร่วมกัน ผมไม่เข้าใจว่าการแบ่งแยก หรือสร้างรอยร้าวระหว่างเรานั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของไวรัสอย่างไร” ตอนหนึ่งที่ผอ.อนามัยโลกกล่าว

แม้จะไม่ได้กล่าวถึงผู้นำประเทศใดเป็นเฉพาะเจาะจง แต่เชื่อว่าหมายถึงประธานาธิดีทรัมป์ ซึ่งประกาศพาสหรัฐถอนตัวจากสมาชิกอนามัยโลก

สำหรับสหรัฐ คือผู้บริจาครายใหญ่ของอนามัยโลกปีละราว 400-500 ล้านดอลลาร์ ในการรับมือต่อโรคร้ายแรงต่างๆไม่เพียงแต่โควิด-19 แต่ยังรวมถึงโรคร้ายแรงอื่นๆ เช่น วัณโรค โรคเอดส์ รวมไปถึงโปลิโอ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเตือนว่าการที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากอนามัยโลกจะเป็นอันตรายต่อความพยายามในการสกัดโรคระบาดเหล่านี้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกยังมีความคืบหน้าในการคณะทำงานอิสระในการทบทวนแนวทางรับมือโควิด-19 แล้ว โดยได้เลือกอดีตสองผู้นำประเทศอย่างนาง เฮเลน คลาร์ก อดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์และนางเอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ อดีตประธานาธิบดีไลบีเรีย นั่งเป็นประธานร่วมในคณะกรรมาธิการดังกล่าว โดยทั้งสองจะทำการคัดเลือกสมาชิกในคณะกรรมาธิการคนอื่นๆ เพื่อพิจารณาและจัดทำรายงานเสนอข้อเท็จจริงกรณีการสถานการณ์โควิดทั่วโลก ต่อที่ประชุมประจำปีรัฐมนตรีสาธารณสุขโลกจาก194ชาติในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะถึงช่วงครบรอบ1ปีที่โลกได้พบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่2019

อย่างไรก็ดี องค์การอนามัยโลกตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากท่าทีอันล่าช้าในการออกคำเตือนต่อประเทศสมาชิกในการรับมือไวรัสโควิดในหลายประเด็น อาทิ การเพิ่งยอมรับว่าเชื้อโควิดแพร่ทางอากาศได้ และการที่เพิ่งประกาศว่าจะส่งคณะสืบสวนความจริงลงพื้นที่ประเทศจีนเพื่อค้นหาต้นต่อการระบาดของไวรัส หลังจากที่ไวรัสระบาดไปทั่วโลกแล้วหลายเดือน จนผู้นำสหรัฐวิจารณ์ว่า WHO คือองค์กรที่ทำงานภายใต้อิทธิพลจีน

แฟ้มภาพ AFP