อย่าหวังเห็นบราซิลเปลี่ยนนโยบายรับมือโควิด แม้ผู้นำติดเชื้อแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627921

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 16:27 น.อย่าหวังเห็นบราซิลเปลี่ยนนโยบายรับมือโควิด แม้ผู้นำติดเชื้อแล้วผู้นำบราซิลเผยหลังผลโควิดเป็นบวกว่า “ไม่มีเหตุผลที่ต้องกลัว ชีวิตต้องดำเนินต่อไป”

ช่วงแรกที่โควิดระบาดผู้นำบราซิลบอก “ก็แค่หวัดธรรมดา” หลังโควิดคร่าชีวิตคนบราซิลนับหมื่อนผู้นำบอก “แล้วไง แล้วจะให้ผมทำยังไง” กระทั่งตัวเองติดโควิด “เพราะผมโหมงานหนัก เลยป่วย ผมยังสบายดี” นี่เป็นเพียงบางส่วนของทัศนะที่มาจาก ฌาอีร์ โบลโซนารู (Jair Bolsonaro) ประธานาธิบดีบราซิล ซึ่งได้กลายเป็นผู้นำโลกคนสำคัญรายล่าสุดที่ป่วยติดเชื้อโควิด-19 

ในระหว่างการแถลงต่อสื่อ ผู้นำบราซิลซึ่งสวมหน้ากากอนามัยเผยว่า เขามีผลตรวจเชื้อโควิดเป็นบวก ก่อนจะดึงหน้ากากอนามัยลงมาเพื่อโชว์สื่อมวลชนว่าตนเองยังคงดูดี แม้จะเริ่มมีอาการป่วย “เล็กน้อย” ด้วยไข้สูง และเริ่มมีอาการไอตั้งแต่ช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ตอนนี้อาการโดยรวมดีขึ้นแล้ว

การตรวจเชื้อครั้งนี้นับเป็นครั้งที่4แล้ว หลังจากที่มีบุคคลใกล้ชิดหลายคนในทำเนียบประธานาธิบดีทยอยป่วยติดเชื้อตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา

โบลโซนารูซึ่งได้ฉายาว่า “ทรัมป์แห่งอเมริกาใต้” เคยสร้างเสียงวิจารณ์ในหลายครั้ง จากการที่เขากล่าวถึงสถานการณ์โควิดในประเทศ ช่วงแรกๆที่บราซิลพบการระบาดของโควิดว่า “หากผมติดเชื้อโควิด ผมไม่มีอะไรต้องกังวล ผมจะไม่รู้สึกอะไรเลย มันก็แค่ไข้หวัดธรรมดา ไม่มีอะไรต้องกลัว”

แต่หลังจากโควิดคร่าชีวิตคนบราซิลถึงหลักหมื่นคนก็บอกว่า “แล้วจะให้ผมทำยังไง ผมก็เสียใจนะ แต่ผมไม่ใช่พระผู้ไถ่ช่วยให้รอด” กระทั่งล่าสุดที่ติดเชื้อก็บอกว่า “เพราะผมทำงานหนัก เลยติดเชื้อ แต่ดูสิ … ผมยังสบายดี ขอบคุณพระเจ้าและขอบคุณทุกคนที่สวดภาวนาให้ผม .. ส่วนพวกที่วิจารณ์ผม ไม่เป็นไร วิจารณ์ต่อไปตราบเท่าที่พวกคุณต้องการ”

ที่ผ่านมา นายโบลโซลนารู มีจุดยืนดูแคลนเชื้อโควิดมาโดยตลอด ทั้งพยายามสื่อสารกับชาวบราซิลว่าเชื้อโควิดไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด โดยเขาปฏิเสธการสวมหน้ากากในที่สาธารณะ ไม่รักษาระยะห่างทางสังคม ทั้งยังสนับสนุนกลุ่มต่อต้านล็อกดาวน์เมืองในแต่ละท้องถิ่น

แม้ผู้นำบราซิลจะมีท่าทีอันเพิกเฉยต่อสถานการณ์โควิดมาโดยตลอด กระทั่งผลการตรวจเชื้อครั้งที่4เป็นบวก คงเป็นการยากที่ปธน.บราซิลจะเปลี่ยนนโยบายการรับมือสถานการณ์โควิดในประเทศ สังเกตได้จากคำพูดในระหว่างแถลงต่อสื่อเมื่อวานนี้ว่า “ไม่มีเหตุผลที่ต้องกลัวโควิด ชีวิตต้องดำเนินต่อไป” ซึ่งตอกย้ำจุดยืนเดิมของผู้นำบราซิลไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ รัฐมนตรี10คนจากครม.โบลโซลนารูทั้งหมด23คน ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร โดยเฉพาะคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการรับมือโควิดโดยตรงอย่างรัฐมนตรีสาธารณสุข ที่โบลโซลนารูแต่งตั้งนายพล Eduardo Pazuello ผู้ไม่เคยผ่านงานด้านสาธารณสุขมาก่อน นั่งหัวโต๊ะรับมือโควิดในประเทศ หลังรัฐมนตรีสาธารณสุขของบราซิลสละเก้าอี้ไปแล้วถึง 2 รายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน เนื่องจากมีความคิดเห็นไม่ตรงกับผู้นำ

แม้ว่ายอดติดเชื้อโควิดสะสมในบราซิลจะเกินกว่า 1.65 ล้านคน เสียชีวิตไปแล้วไม่น้อยกว่า 65,000 ราย แต่นักระบาดวิทยาและผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ยอดผู้ติดเชื้อในบราซิลอาจสูงกว่าปัจจุบัน 12 ถึง 16 เท่า หากรัฐบาลกลางบราซิเลียไม่ยอมเปลี่ยนมาตรการรับมือ

กาฬโรคฆ่าชาวโลกนับสิบล้าน แต่ไทยตายแค่หลักสิบเพราะอะไร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627904

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 14:33 น.กาฬโรคฆ่าชาวโลกนับสิบล้าน แต่ไทยตายแค่หลักสิบเพราะอะไร?ความมีประสิทธิภาพของรัฐบาลสยามได้รับการยอมรับจากนักวิชาการด้านการแพทย์ในยุคนั้น

ประเทศไทยเคยถูกกาฬโรคเล่นงานมาแล้วเมื่อปี 1904 (พ.ศ. 2447) เป็นส่วนของการระบาดระลอกที่ 3 ที่เริ่มจากมณฑลยูนนานในประเทศจีนแล้วลามไปประเทศต่างๆ ทั่วโลกในอินเดียมีผู้เสียชีวิตมากที่สุด

ในรายงานงานเรื่อง Siam: Report from Bangkok. History of Plague Outbreak (สยาม: รายงานจากรุงเทพ ประวัติศาสตร์การระบาดของกาฬโรค) ระบุว่ากรุงเทพฯ พบการระบาดเพียงเล็กน้อย แต่มีรายงานการพบผู้ป่วยปริศนาที่ทำให้คนกรุงเทพฯ ต้องตื่นตัวเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 1904 (พ.ศ. 2447) ตรงกับรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในวันนั้นมีรายงานพบคนตายในแถบที่อยู่ของคนอินเดียในอาณัติของอังกฤษผู้เสียชีวิตมีอาการไข้สูงแล้วเสียชีวิตในเวลาเพียง 36 ชั่วโมงหลังจากนั้นแต่ไม่พบอาการอักเสบเป็นตุ่มใหญ่ที่ขาหนีบซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของกาฬโรค

แต่เมื่อเจ้าหน้าสืบไปเรื่อยๆ พบว่ามีคนไทยคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ ย่านของคนอินเดียตายลักษณะเดียวกันและพบไข่ดันขาหนีบนูนขึ้นมา และยังพบหนูตายผิดปกติเป็นจำนวนมากในช่วง 1 – 2 สัปดาห์

เจ้าหน้าที่จำทำการกักกันที่ติดเชื้อมีการรื้อบ้านเรือนที่สกปรกโสโครกแล้วไปเผาทิ้ง บ้านไหนที่พบผู้เสียชีวิตต้องสงสัยจะถูกรื้อแล้วเผาทิ้งทันทีรวมถึงสิ่งของในบ้านด้วย แต่ทางการสยามจ่ายค่าชดเชยให้และจัดหาที่อยู่ชั่วคราวให้

นอกจากนี้ยัง ให้รางวัลผู้ที่จับหนูมาส่งที่สถานีตำรวจไม่ว่าจะเป็นจับเป็นหรือตาย ปรากฏว่าในช่วงเวลา 2 เดือนมีหนูถูกทำลายไป 150,000 ตัว

ในระยะกักกันโรคที่กรุงเทพฯ ปีนั้นมีคนเสียชีวิตในเขตกักกัน 11 ราย แต่ก่อนที่จะมีการกักกันโรค มีผู้หญิงชาวไทยคนหนึ่งอยู่กับผู้เสียชีวิคนหนึ่งแล้วเกิดกลัวขึ้นมาจึงหนีไปฝั่งธนบุรี จากนั้นก็ล้มป่วยแล้วเสียชีวิต กว่าเจ้าหน้าที่จะทราบหญิงคนนี้ก็เสียชีวิตไปแล้ว เจ้าหน้าที่จึงต้องตามตัวคนที่ติดต่อกับหญิงคนนี้มากักตัวไว้ทั้งหมดแล้วทำการฆ่าเชื้อบ้าน

10 วันหลังจากพบเคสผู้ติดเชื้อคนสุดท้าย ทางการสยามก็รื้อเขตกักกันออก แต่ในวันต่อมานั้นเองก็เกิด “ระลอกสอง” ขึ้นในทันที โดยพบผู้เสียชีวิตในที่กักกันที่เพิ่งรื้อไปนั่นเองโดยผู้ติดเชื้อเป็นชายหนุ่มชาวไทยอายุ 21 ปีที่อาศัยในเขตชาวอินเดีย

แต่ทางการไม่ได้กักกันต่อและไม่พบผู้ติดเชื้อในระยะ 21 วันต่อมาแต่แล้วก็พบอีกหลังจากนั้นในพื้นที่เดิมเมื่อวันที่ 22 มกราคม 1905 (พ.ศ. 2448) และพบอีกในวันที่ 11 และ 17 กุมภาพันธ์ 1905 ในพื้นที่ใกล้เคียงกับย่านชาวอินเดีย กรณีเหล่านี้พบหลังจากมีการตายอย่างผิดปกติของหนูในพื้นที่

แต่โดยสรุปแล้วกาฬโรคในประเทศสยามก็จบลงแบบไม่มีการตายหมู่มีการติดเชื้อ 29 รายเสียชีวิต 23 รายอัตราการเสียชีวิต 79% และเกิดช่วงเดียวกับกาฬโรคระบาดในเอเชียตะวันออก แต่ไม่พบว่ากาฬโรคเข้ากรุงเทพฯ โดยเส้นทางใด

รายงานชิ้นนี้ประเมินความสำเร็จของการควบคุมกาฬโรคในสยามไว้ว่า รัฐบาลสยามรับมือได้ดี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักว่าจะต้องใช้มาตรการที่ฉับไว จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ข้าราชการที่รับผิดชอบด้านสาธารณสุข มีอำนาจเต็มที่และให้กรมตำรวจขึ้นตรงกับข้าราชการหน่วยงานนี้

แต่ประชาชนชาวสยามโดยทั่วไปตื่นกลัวจนกลายเป็นความตื่นตระหนก มีการปล่อยข่าวลือไปทั่วพระนครว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุข (เช่น กรมพยาบาล) ลักพาตัวผู้หญิงและเด็กไปที่โรงพยาบาลโรคระบาดจากนั้นเอาน้ำแข็งวางไว้บนหน้าอกจนกว่าจะตาย จากนั้นผ่าอกของศพแล้วเอาดีออกมาทำตัวยาพิษเพื่อเอาไว้ใช้ฆ่าคน

ข่าวลือพวกนี้ทำให้ชีวิตของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตกอยู่ในความเสี่ยงเพราะถูกขู่ทำร้ายจนต้องมีการจัดตำรวจไว้คอยดูแลความปลอดภัย

ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการชี้แจงให้พสกนิกรชาวสยามได้เข้าใจเรื่องกาฬโรคและกระบวนการป้องกันโรค ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจยิ่ง เพราะนอกจากประชาชนจะเข้าใจมากขึ้นแล้วยังมีการลงโทษผู้ปล่อยข่าวลือ ทำให้เรื่องตื่นตระหนกซาไปในเวลา 2 สัปดาห์

เราจะเห็นว่าความสำเร็จของการควบคุมกาฬโรคไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตอบรับสถานการณ์ที่ฉับไวของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและรัฐบาลสยาม มีการกักกันโรคที่เข้มงวด มีการติดตามตัวผู้ที่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ และมีการแก้ไข Fake News เพื่อลดความตื่นตระหนกและสิ่งที่จะบั่นทอนการทำงานของเจ้าหน้าที่

บทเรียนเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว และยังคล้ายกับปัจจุบันอย่างน่าแปลกใจ แสดงถึงความทันสมัยของรัฐบาลสยามต่อการรับมือกับโรคระบาดระดับโลก และความสำเร็จนี้ยังสะท้อนมาถึงระดับความสำเร็จของไทยในการระบาดของโควิด-19 ด้วย

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Fake News ยัวคงเป็นภัยคุกคามของการควบคุมโรคระบาดตั้งแต่อดีตขจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่างการจัดการ Fake News เมื่อร้อยปีก่อนในประเทศสยาม เพื่อหยุดยั้งความตื่นตระหนกของประชาชนและมีผลทำให้การสกัดกาฬโรคประสบความสำเร็จในที่สุด

ประกาศห้ามคนตื่นเรื่องแพทย์ตรวจป้องกันกาฬโรค

(ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ร.ศ 123)

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศรวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล ขอประกาศให้มหาชนทราบว่า

ในการที่เกิดมีไข้กาฬโรคขึ้นที่ตำบลตึกแดง ทรงมีพระราชดำริห์ว่า ไข้ชนิดนี้เป็นโรคอย่างร้ายเรง ตายรวดเร็วมากกว่ารักษาหาย และทั้งเป็นโรคที่ติดต่อกันง่ายด้วย แม้บ้านเรือนใดมีคนเป็นไข้กาฬโรคขึ้นแล้ว ครอบครัวคนในบ้านเรือนนั้นที่ยอมจะเป็นติดต่อกันไปมีอันตรายถึงแก่ชีวิตมากขึ้น และไข้นั้นอาจแพร่หลายถึงคนที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงต่อๆ กันไปอีกด้วย

โดยทรงพระมหากรุณาแก่อาณาประชาราษฎร เพื่อจะให้พ้นกาลมรณภัยจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แพทย์สุขาภิบาลพร้อมด้วยเจ้าพนักงานกองตระเวน ตรวจตราคนป่วยเป็นไข้กาฬโรคนี้มีขึ้นที่ใดแห่งตำบลใด ก็ให้รีบรับไปช่วยรักษาพยาบาล เพื่อจะไม่ให้ไข้นั้นติดลุกลามเป็นอันตรายทั้งครอบครัวและแพร่หลายถึงเพื่อนบ้านใกล้เคียงต่อ ๆ กันไป

แต่ราษฎรบางคนบางหมู่ไม่ทราบความประสงค์และความช่วยป้องกันโรคแพร่หลาย ซึ่งเจ้าพนักงานแพทย์ตรวจตราจัดการนั้น พากันบอกกล่าวหรือเล่ากันต่อๆ ไปว่าหมอฝรั่งตรวจจะจับตัวคนอ้วนหรือคนผอมเกินไปโดยไม่ป่วยไข้เลย ว่าเป็นคนป่วย หรือจับเอาตัวคนป่วยไปโรงพยาบาลเอาน้ำแข็งทับหรือเอายาทาเสียให้ตายหรืออันใดอื่นๆ อันไม่เข้าทางรักษาพยาบาลเลย จนพากันกันตื่นตกใจทั่วทั้งพระนครนั้น เป็นความหาจริงตามค่ากล่าวหรือคำเล่าลือกันผิดๆ นั้นไม่

ความจริงที่เจ้าพนักงานแพทย์ตรวจตราจัดการป้องกันกาฬโรคมีอยู่ในกระแสร์พระบรมราชโองการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศจัดการป้องกันกาฬโรค ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก 123 นั้นแล้ว

อย่าให้ราษฎรพากันตื่นตกใจเชื่อถือถ้อยคำเล่าลือหรือบอกเล่ากันผิดๆ นั้นเลย ให้พร้อมกันปฏิบัติตามกระแสร์พระบรมราชโองการซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานจัดการช่วยพยาบาลไข้กาฬโรค มีข้อความบรรยายไว้ในประกาศนั้นโดยพิสดารอยู่แล้ว

ประกาศ ณ วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก 123

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

 ภาพ “หมัด” จากหนังสือ Micrographia เมื่อปี 1665 (public domain)

ผู้นำติดดิน ประธานาธิบดีเม็กซิโก นั่งบินพาณิชย์หารือทรัมป์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627895

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 12:29 น.ผู้นำติดดิน ประธานาธิบดีเม็กซิโก นั่งบินพาณิชย์หารือทรัมป์แม้การโดยสารสายการบินพาณิชย์ช่วงโควิดจะยุ่งยาก แต่ผู้นำเม็กซิโกก็ไม่ขอนั่งเครื่องประจำตำแหน่ง

สื่อต่างประเทศได้เปิดเผยภาพถ่ายของ ประธานาธิบดีอันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ผู้นำเม็กซิโก ขณะเดินทางด้วยสายการบินพาณิชย์ออกจากกรุงเม็กซิโกซิตี้ ไปยังกรุงวอชิงตันดี.ซี.ของสหรัฐ เพื่อร่วมหารือแบบทวิภาคีกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางเพื่อหารือร่วมกับผู้นำสหรัฐเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ปธน.โอบราดอร์ เข้ารับตำแหน่งเมื่อปีเมื่อเดือนธันวาคมปี 2018

แม้ว่าการเดินทางไปยังสหรัฐครั้งนี้จะมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด ซึ่งส่งผลให้การโดยสารเครื่องบินพาณิยช์เต็มไปด้วยขั้นตอนยุ่งยากมากมายกว่าช่วงปกติ แต่ปธน.หัวซ้ายของเม็กซิโกปฏิเสธที่จะโดยสารเครื่องบินประจำตำแหน่ง

ทั้งยังนั่งในห้องโดยสารชั้นประหยัดบนเครื่องบินเช่นเดียวกับผู้โดยสารคนอื่นๆโดยมีทีมอารักขาติดตามเพียงไม่กี่คน ทั้งยังสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อตามข้อกำหนดของสายการบิน

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปธน.โอบราดอร์จะโดยสารสายการบินพาณิชย์หลังจากรับตำแหน่งผู้นำประเทศ โดยครั้งหนึ่งเขาเคยเผยกับสื่อว่าสะดวกที่เดินทางแบบนี้ แต่ด้วยสถานการณ์โควิด ผู้นำเม็กซิโกได้รับคำแนะนำจากกระทรวงต่างประเทศว่าควรโดยสารเครื่องบินประจำตำแหน่งเพื่อความสะดวกในการเดินทาง เนื่องจากการเดินทางไปยังกรุงวอชิงตันดี.ซี.จะต้องทำการต่อเครื่องบิน เพราะไม่มีเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเม็กซิโกซิตี้ไปยังวอชิงตันดี.ซี. แต่ผู้นำเม็กซิโกก็ยืนกรานโดยสารสายการบินพาณิชย์ โดยยืนยันว่าสามารถเดินทางไปถึงกรุงวอชิงตันได้ทันกำหนดก่อนการหารือกับปธน.ทรัมป์อย่างแน่นอน แม้จะต้องผ่านด่านศุลกากร ด่านตรวจคนเข้าเมือง และด่านคัดกรองโรคก็ตาม แต่การถือพาสปอร์ตนักการทูตอาจช่วยให้สะดวกมากขึ้น

หลังการเข้ารับตำแหน่งเมื่อปลายปี 2018 ปธน.โอบราดอร์ได้สร้างความฮือฮาด้วยการสั่งประกาศขายเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดีลำใหม่รุ่น โบอิ้ง787ดรีมไลเนอร์ ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนหน้าซื้อมาในราคา 218.7 ล้านดอลลาร์ 

Andres Manuel Lopez Obrador

เมื่อสายเลือดไทยจะได้เป็นรองผู้นำสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.posttoday.com/world/627857

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 11:40 น.เมื่อสายเลือดไทยจะได้เป็นรองผู้นำสหรัฐสื่อยักษ์ใหญ่ในสหรัฐยก ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ เป็นตัวเต็งผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต

ในขณะที่ โจ ไบเดน ผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐจากพรรคเดโมแครต กำลังเฟ้นหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีเคียงคู่กับตัวเอง ชื่อของ ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ (Ladda Tammy Duckworth) วุฒิสมาชิกชาวอเมริกันเชื้อสายไทยจากรัฐอิลลินอยส์ก็ได้รับความสนใจจากสื่อใหญ่ๆ ในสหรัฐในฐานะที่เป็นตัวเต็งในครั้งนี้

หนังสือพิมพ์ The New York Times ระบุว่า คนวงใน 2 คนที่ทราบกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครรองประธานาธิบดีเผยว่าการสัมภาษณ์ ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ สร้างความประทับใจให้กับทีมคัดเลือกมาก และทางทีมยังขอให้เธอส่งเอกสารประวัติส่วนตัวเพื่อพิจารณาในขั้นตอนต่อไปด้วย

The New York Times ยังวิเคราะห์อีกว่า ดักเวิร์ธมีความเป็นซ้ายกลางซึ่งเป็นจุดร่วมระหว่างเธอกับไบเดน และอาจช่วยดึงคะแนนเสียงจากฐานเสียงสายกลางได้ดีเมื่อเทียบกับตัวเลือกอื่น อาทิ คามาลา แฮร์ริส อดีตอัยการสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนียเชื้อสายจาเมกา ที่พยายามจะโจมตีทรัมป์ แต่กลับไม่ได้รับความนิยมจากกลุ่มชาวแอฟริกัน-อเมริกัน หรืออลิซาเบธ วอร์เรน ที่อายุ 71 ปีแล้ว ขณะที่ดักเวิร์ธอายุ 52 ปี

แต่ไม่ว่าไบเดนจะเลือกใคร คนคนนั้นจะต้องวางตำแหน่งตัวเองเป็นว่าที่ประธานาธิบดี เพราะด้วยวัยแล้วไบเดนอาจดำรงตำแหน่งได้เพียงสมัยเดียว ซึ่งภาพลักษณ์การเป็นผู้นำเข้มแข็งและไม่มีประวัติด่างพร้อยจะต้องเด่นชัด  และดักเวิร์ธก็แสดงจุดเด่นเหล่านี้ได้ถูกจังหวะเวลา และอาจทำให้เธอขยับเข้าใกล้ทำเนียบขาวไปอีกขั้น

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดักเวิร์ธกล่าวโจมตีว่าทรัมป์เพิกเฉยต่อเรื่องที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐมีรายงานออกมาว่าทางการรัสเซียจ่ายเงินค่าหัวให้นักรบตาลิบันที่ปลิดชีพทหารสหรัฐ และยังเรียกร้องให้วุฒิสภาสอบสวนเรื่องนี้

โจชัว ซิตเซอร์ มองว่าท่าทีดังกล่าวของดักเวิร์ธช่วยสร้างผลงานสร้างชื่อเสียงให้เธอไม่น้อย

นอกจากนี้ ดักเวิร์ธยังโดดเด่นในเรื่องการนำนโยบายมาปฏิบัติ สมัยที่เธอดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการฝ่ายกิจการทหารผ่านศึก เธอต้องประสานงานกับกระทรวงการเคหะและพัฒนาเมืองเพื่อต่อสู้เพื่อทหารผ่านศึกไร้บ้าน ส่วนในสภาเธอได้ผลักดันกฎหมายที่สร้างโอกาสให้ทหารผ่านศึกได้เป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง

แม้ประเด็นเหล่านี้จะไม่ใช่นโยบายหลัก แต่ดักเวิร์ธก็ได้โชว์ทักษะในการนำประสบการส่วนตัวของตัวเองมาเปลี่ยนแปลงเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ศูนย์เพื่อการออกกฎหมายที่มีประสิทธิภาพยกย่องให้เธอเป็นวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตหน้าใหม่ที่ทำงานมีประสิทธิภาพที่สุด

อย่างไรก็ดี ดักเวิร์ธก็มีจุดอ่อนด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการขาดผลงานด้านเศรษฐกิจหรือนโยบายเกี่ยวกับตำรวจ ที่จะใช้เป็นประเด็นในการหาเสียง ไม่ได้มาจาก battleground state หรือรัฐที่มีคะแนนเสียงแกว่งไปแกว่งมา ไม่สามารถฟันธงได้ว่าพรรคเดโมแครตหรือลีพับลิกันจะชนะ ผิดกับผู้สมัครรองประธานาธิบดีส่วนใหญ่ที่มักจะมาจาก battleground state

ทว่า The New York Times มองว่า โดยทั่วไปแล้วตัวแทนชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีมักจะพยายามเฟ้นหารองประธานาธิบดีที่จะมาช่วยทั้งส่งเสริมและเน้นย้ำจุดยืนทางการเมืองของตัวเอง และดักเวิร์ธก็เหมาะสม

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดการประท้วงเรียกร้องสิทธิ์และความเท่าเทียมให้กับคนผิวดำลุกลามไปทั่วสหรัฐ ทำให้สมาชิกพรรคเดโมแครตระดับแกนนำหลายคนพยายามกดดันให้ไบเดนเลือกผู้หญิงเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันมาเป็นผู้สมัครรองประธานาธิบดี เพื่อดึงคะแนนจากคนผิวดำ

ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งโดยสำนักข่าว The New York Times และวิทยาลัยศิลปะ Siena College พบว่า 4 ใน 5 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งซึ่งมีคนผิวดำ 75% และกว่า 80% เป็นคนผิวขาวและชาวฮิสแปนิก มองว่าไม่ควรนำเชื้อสายมาเป็นปัจจัยในการเลือกผู้สมัครรองประธานาธิบดี

สำหรับใน 6 รัฐ battleground state สำคัญ อาทิ โคโลราโด ฟลอริดา ไอโอวา วิสคอนซิน การไม่ยึดติดกับสีผิวของผู้สมัครยิ่งเข้มข้น โดย 90% มองว่าไบเดนไม่ควรนำเรื่องเชื้อชาติมาพิจารณาเลือกผู้สมัครรองประธานาธิบดี

ดูเหมือนว่าปัจจัยต่างๆ จะเข้าทางดักเวิร์ธไปเสียหมด ซึ่งหากเธอได้รับเลือกก็จะเป็นนักการเมืองอเมริกัน-ไทย และผู้หญิงผิวสีคนแรกที่ได้นั่งตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐ

และน่าจะมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ทางทหารตามที่เธอบอกในแถลงการณ์หลังหารือกับ พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ว่า “เราควรร่วมมือกันมากขึ้นเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ทรัมป์ยื่นหนังสือ ตัดขาดอนามัยโลกอย่างเป็นทางการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627878

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 10:20 น.ทรัมป์ยื่นหนังสือ ตัดขาดอนามัยโลกอย่างเป็นทางการรัฐบาลสหรัฐร่อนจดหมายถึงยูเอ็น แจงถอนตัวสมาชิกWHO มีผลใน1ปีนับจากนี้

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกแถลงการณ์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในจดหมายถึงนายอันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ถึงการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยจะให้มีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 ก.ค. 2021 หรือภายใน1ปีนับจากนี้

ข้อความในจดหมายที่สหรัฐยื่นต่อเลขาฯยูเอ็นเป็นเพียงประโยคสั้นว่า “The United States’ notice of withdrawal, effective July 6, 2021, has been submitted to the U.N. secretary-general, who is the depository for the WHO,”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เป็นไปตามดำริของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งระบุไว้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่าอนามัยโลกคือองค์กรที่ทำงานภายใต้อิทธิพลจีน ไร้ประสิทธิภาพ และล่าช้าในการออกคำเตือนเรื่องการระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่เนิ่นๆ

ผู้นำสหรัฐระบุว่า การตัดสินใจนี้เป็นไปอย่างถี่ถ้วนแล้ว ว่าWHOคือองค์กรไร้ความน่าเชื่อถือ แต่อย่างไรก็ดี เขาหวังว่าในอนาคตอนามัยโลกจะปรับปรุงตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลวอชิงตันก็พร้อมผลักดันให้WHOมีการปฏิรูปตนเอง

ด้านองค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของWHO ยืนยันถึงการได้รับหนังสือดังกล่าวจากรัฐบาลทรัมป์แล้ว โดยเตรียมจะนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการสิ้นสภาพตามขั้นตอน ซึ่งสิ่งที่WHOจะสูญเสียหากสหรัฐออกจากการเป็นสมาชิกคือ เงินบริจาคก้อนใหญ่ที่สหรัฐมอบอุดหนุนให้WHOในแต่ละปีไม่น้อยกว่า 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ระยะหลังสหรัฐยังคงค้างชำระค่าสมาชิกอยู่ที่ราว 200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งตามกฎการถอนตัวนั้นสหรัฐจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมค้างชำระทั้งหมดเสียก่อน ซึ่งยังคงไม่ชัดเจนว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะทำตามเงื่อนไขหรือไม่

อีกทั้งกว่าจะถึงกำหนดการออกจากสมาชิกอย่างเป็นทางการ ก็ผ่านช่วงเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐแล้ว ดังนั้นรัฐบาลชุดใหม่อาจจุดยืนต่ออนามัยโลกที่เปลี่ยนไปเช่นกัน

แนวโน้มโควิดระบาดรุนแรงขึ้นทั่วโลก! WHOเตือนยอดตายอาจพุ่งอีกครั้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627874

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 09:06 น.แนวโน้มโควิดระบาดรุนแรงขึ้นทั่วโลก! WHOเตือนยอดตายอาจพุ่งอีกครั้งองค์การอนามัยโลกชี้สัญญาณการระบาดของโควิด-19 รุนแรงขึ้นทั่วโลก อาจส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นอีกครั้ง

นายแพทย์ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายโครงการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากโรคติดเชื้อโควิด-19 อาจพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่การแพร่ระบาดส่งสัญญาณรุนแรงขึ้นทั่วโลก โดยมีการรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ทั่วโลกหลายพันรายในแต่ละวัน ขณะที่ WHO มีความกังวลต่อการระบาดในลาตินอเมริกา รวมทั้งภูมิภาคอเมริกาเหนือ แต่ไม่รวมแคนาดา

ด้าน นายแพทย์ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO กล่าวว่า แม้จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากโควิด-19 ได้ชะลอตัวลง แต่สิ่งนี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าโลกได้ประสบความสำเร็จในการจัดการกับไวรัส

“การชะลอตัวของผู้เสียชีวิตทั่วโลกเกิดจากการที่บางประเทศสามารถทำการควบคุมไวรัส แต่จำนวนผู้เสียชีวิตกำลังเพิ่มขึ้นในอีกหลายประเทศ” นายแพทย์ทีโดรสกล่าว

ผู้นำบราซิลติดโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627861

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 22:30 น.ผู้นำบราซิลติดโควิด-19ไม่รอด! ผลตรวจยืนยัน “ฌาอีร์ โบลโซนารู” ประธานาธิบดีบราซิล ติดโควิด-19

ประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารู (Jair Bolsonaro) ผู้นำบราซิลวัย 65 ปี เปิดเผยต่อสื่อในวันอังคารตามเวลาท้องถิ่นว่า มีผลตรวจเชื้อโคโรนาไวรัส2019 หรือ โควิด-19 เป็นบวก หลังจากที่ตนเริ่มรู้สึกไม่สบายตั้งแต่ช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ยืนยันว่าอาการโดยรวมขณะนี้ยังคงดี และยังมีสภาพปอดสมบูรณ์

ประธานาธิบดีโบลโซนารู กล่าวในตอนหนึงขณะเผยการติดเชื้อต่อสื่อมวลชนที่ด้านนอกทำเนียบรัฐบาลในกรุงบราซิลเลีย พร้อมถอดหน้ากากอนามัยออกขณะแถลงข่าวในระยะห่างจากนักข่าวเพียงไม่กี่เมตรว่า “ดูผมสิ … ผมยังสบายดี ขอบคุณพระเจ้าและขอบคุณทุกคนที่สวดภาวนาให้ผม .. ส่วนพวกที่วิจารณ์ผม ไม่เป็นไร วิจารณ์ต่อไปตราบเท่าที่พวกคุณต้องการ”

ผู้นำขวาจัดแห่งบราซิล ได้ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์โดยตลอด ถึงความละเลยและมองข้ามการรับมือต่อสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิดในประเทศ ประโยคเด็ดที่ผู้นำบราซิลเคยกล่าวคือการเปรียบเทียบเชื้อโควิด-19 ไม่ต่างอะไรกับโรคหวัดทั่วไป

ผ่านมาตัวผู้นำบราซิลไม่มีการรักษาระยะห่างทางสังคม ปฏิเสธการสวมหน้ากาก เดินสายพบปะปราศรัยต่อกลุ่มผู้สนับสนุน ทั้งยังมีจุดยืนสนับสนุนชาวบราซิลจำนวนหนึ่งที่ออกมาเดินขบวนต่อต้านมาตรการล็อกดาวน์เมืองของหน่วยงานท้องถิ่นในแต่ละมลรัฐ

ก่อนหน้าการเผยติดเชื้อเพียงไม่กี่ชั่วโมง สื่อท้องถิ่นในบราซิลได้รายงานว่า ปธน.โบลโซนารู เริ่มมีอาการไข้สูง38องศา เริ่มมีอาการไอ ซึ่งเป็นอาการโดยทั่วไปของการติดเชื้อโควิด โดยผู้นำบราซิลยังได้รับประทานยาคลอโรควิน หรือ “ไฮดรอกซีคลอโรควิน” ซึ่งเป็นยาต้านมาลาเรีย และยาแอซิโทรไมซิน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะ ที่บางฝ่ายเชื่อว่าสามารถป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อโควิดได้แม้จะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับก็ตาม

อย่างไรก็ดี ยังไม่ชัดเจนว่าผู้นำบราซิลติดเชื้อโควิดจากที่ใด เนื่องจากช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาได้ไปร่วมงานหลายงาน แต่อาการป่วยของโบลโซนารูมีขึ้นตามมาเพียง 3 วันหลังจากที่ได้พบปะกับนายทอดด์ แชปแมน เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำบราซิลเนื่องในงานฉลองวันชาติสหรัฐ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยทั้งปธน.โบลโซลนารู พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี 5 คนและทูตแชปแมนมีภาพถ่ายที่ยืนยันถึงการสัมผัสใกล้ชิดโดยไม่มีการสวมหน้ากากป้องกันเชื้อ ทั้งยังร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วยกัน

นับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้นำบราซิลได้เข้ารับการตรวจเชื้อโควิดในหลายครั้ง หลังจากที่พบบุคคลในคณะทำงานใกล้ชิดทยอยติดเชื้อโควิดไปแล้วหลายราย แต่ผู้นำบราซิลก็มีผลตรวจการติดเชื้อเป็นลบมาโดยตลอด ซึ่งแม้ตนจะมีความเสี่ยงติดเชื้อเพียงใด แต่ปธน.บราซิลก็ยังคงเพิกเฉยต่อการเว้นระยะห่างและไม่แย่แสต่อการใส่หน้ากากเช่นเดิม

ปัจจุบันบราซิลมีผู้ป่วยโควิดสะสมมากสุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐที่กว่า 1.65 ล้านคน เสียชีวิตถึงกว่า 65,000 คน รักษาหายแล้วราว 979,000 ราย

ย้อนรอยการทดลองสุดโหดกับลิงที่เขย่าขวัญชาวโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627856

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 20:15 น.ย้อนรอยการทดลองสุดโหดกับลิงที่เขย่าขวัญชาวโลกภาพที่เห็นคือหนึ่งในลิงแห่งซิลเวอร์สปริงส์ที่ชื่อโดมิเตียน ในหนึ่งในรูปซึ่งองค์กร PETA เผยแพร่สู่หนังสือพิมพ์

กรณีการทารุณลิงที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์คือ กรณีลิงแห่งซิลเวอร์สปริงส์ (Silver Spring monkeys) คือ ลิงแม็กแคก 17 ตัวจากประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งถูกเก็บไว้ ณ สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ที่เมืองซิลเวอร์สปริงส์ ในรัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐ ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 ถึง พ.ศ. 2534 เพื่อใช้ทดลองทางวิทยาศาสตร์ แต่ภาพที่หลุดออกมาทำให้ชาวโลกต้องสยดสยองและเกิดการถกเถียงเรื่องการทารุณกรรมสัตว์และความจำเป็นที่จะต้องใช้สัตว์เพื่อทดลองด้านวิทยาศาสตร์

ลิงเหล่านี้ถูกจับมาโดยนักจิตวิทยาชื่อว่า เอ็ดเวิร์ด ทับ (Edward Taub) เพื่อใช้เป็นสัตว์ทดลอง เอ็ดเวิร์ด ทับได้ตัดปมประสาทรากหลัง ซึ่งเป็นตัวส่งความรู้สึกต่อการสัมผัสจากแขนหรือขาไปยังสมองของของลิงเหล่านั้น จากนั้นจึงใช้อุปกรณ์พยุงแขนเพื่อยึดแขนที่ใช้การได้ หรือแขนที่ถูกทำให้ไร้ความรู้สึกเพื่อฝึกให้พวกมันใช้แขนซึ่งไม่มีความรู้สึก

เอ็ดเวิร์ด ทับ ได้ทำการทดลองการตัดเส้นประสาทรับความรู้สึกกับลิงแสม (Macaca fascicularis) เพศผู้จำนวน 16 ตัว และลิงวอก (Macaca mulatta) เพศเมียหนึ่งตัว แต่ละตัวมีความสูงประมาณ 35 ซม โดยทุกตัวเกิดในธรรมชาติ ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ลิงแต่ละตัวถูกขังเดี่ยวในกรงเหล็กขนาด 45 x 45 ซม โดยปราศจากที่นอน ชามอาหาร หรือสิ่งกระตุ้นอื่นๆ ในสภาพแวดล้อม พวกมันอยู่ในห้องขนาด 1.4 ตารางเมตร

สาเหตุที่เอ็ดเวิร์ด ทับทำการทดลองลักษณะนี้ก็เพราะเขาสงสัยว่าที่ลิงไม่ใช้แขนหรือขาที่ไร้ความรู้สึกนั้น เป็นเพียงเพราะพวกมันยังสามารถใช้แขนที่ยังใช้การได้หรือเปล่า เขาจึงทำการทดลองเพื่อไขข้อข้องใจนี้ด้วยการตัดเส้นประสาทของแขนข้างหนึ่งและมัดแขนอีกข้างไว้ด้วยผ้าคล้องแขน และพบว่าลิงใช้แขนที่ไร้ความรู้สึกเพื่อกินอาหารและขยับตัวไปรอบๆ 

ต่อมาทับยังไม่หยุดสงสัย เขาเกิดความคิดขึ้นมาอีกว่าบางทีการที่ลิงไม่ยอมใช้แขนที่ไร้ความรู้สึกอาจเป็นเพราะว่ามันยังสามารถใช้แขนอีกข้างได้ ดังนั้นเขาจึงจัดการทำให้แขนทั้งสองข้างของลิงไม่มีความรู้สึก เพื่อบังคับให้พวกมันใช้แขนที่ไม่มีความรู้สึกนั้น ผลที่ได้คือคำตอบที่เขาสงสัย 

เรื่องนี้ถูกเปิดโปงโดยอเล็กซ์ ปาเชโก นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์และได้แฝงตัวเข้าไปในสถาบันเพื่อสืบเรื่องนี้ เขาพบว่าพวกลิงต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่โสโครก และที่น่าสยดสยองก็คือ มีลิง 12 ตัวถูกตัดเส้นประสาทสัมผัส พวกมันมีอาการทางประสาท และมักโจมตีแขนหรือขาที่ถูกตัดเส้นประสาทราวกับว่ามันเป็นวัตถุแปลกปลอม

ปาเชโก นำรูปไปเผยแพร่ต่อกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิสัตว์และต่อมาเริ่มเชิญชวนสัตวแพทย์และนักวิทยาศาสตร์เข้ามาดูห้องทดลองเพื่อเป็นพยาน แล้วรายงานสถานการณ์ต่อตำรวจ จนนำไปสู่การบุกค้นห้องทดลองในวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2524 ในความผิดตามกฎหมายป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ของรัฐแมรี่แลนด์ 

ภาพจาก PETA

WHO ยันกาฬโรคในจีนยังไม่น่ากังวล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627840

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 17:23 น.WHO ยันกาฬโรคในจีนยังไม่น่ากังวลอนามัยโลกยังไม่พบสัญญาณอันตรายกาฬโรคระบาดในจีน ยันจับตาใกล้ชิด มั่นใจจีนเอาอยู่

โฆษกองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานว่า จีนพบการแพร่ระบาดของกาฬโรค (Black Death) หรือ “โรคห่า” ในพื้นที่มลฑลมองโกเลียใน โดยระบุว่า ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณอันตรายของการระบาดดังกล่าว

อนามัยโลกเผยว่า ทางการจีนได้มีมาตรการรับมือจัดการอย่างดีด้วยการยกระดับคำเตือนในพื้นที่ทันทีเมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังพบผู้ป่วยกาฬโรคเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล โดยอนามัยยืนยันว่า กำลังจับตาสถานการณ์กาฬโรคในจีนอย่างใกล้ชิดร่วมกับ”พันธมิตร”ที่เป็นหน่วยงานทางการท้องถิ่นจีน โดยในตอนนี้ยังไม่พบสัญญาณอันตรายของการระบาดแต่อย่างใด แต่จะยังคงจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป

สำหรับกาฬโรค หรือที่คนไทยรู้จักว่า โรคห่า เป็นโรคระบาดยุคโบราณที่เคยระบาดไปทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรปช่วงยุคกลาง เป็นโรคที่มีอัตราการติดเชื้อและเป็นอันตรายต่อชีวิตสูง แม้ว่าการพบผู้ป่วยกาฬโรคในจีนจะไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากมีการพบผู้ป่วยอยู่เนืองๆ แต่พบไม่บ่อยนัก

กยังไม่พบสัญญาณอันตรายเหตุกาฬโรคในจีน ยันจับตาใกล้ชิด มั่นใจจีนเอาอยู่

กาฬโรคที่จีนจะระบาดไปทั่วโลกหรือไม่? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627838

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 17:13 น.กาฬโรคที่จีนจะระบาดไปทั่วโลกหรือไม่?ตอบความสงสัยของหลายๆ คนหลังจากที่จีนพบโรคระบาดอีกประเภททั้งๆ ที่โควิด-19 ยังไม่ซาลงไป

1. ขณะที่โควิด-19 ยังคงระบาดหนักไปทั่วโลก ชาวโลกเกิดความหวาดวิตกขึ้นมาอีกครั้งเมื่อมีรายงานการพบกาฬโรคชนิดกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง(Bubonic plague) ระบาดที่เขตมองโกเลียใน ทางตอนเหนือของประเทศจีน

2. หากใครติดตามข่าวสารเรื่องการระบาดของโรคต่างๆ อยู่เป็นประจำคงจะทราบว่าการพบกาฬโรค “เป็นเรื่องธรรมดา” ของโลกเรา แม้ว่าไทยจะไม่พบกาฬโรคมาหลายสิบปี แต่ไม่ได้หมายความว่ามันสาบสูญไปแล้ว เพราะนอกประเทศไทยยังพบกันอยู่เนืองๆ

3. เช่น ที่สหรัฐพบการระบาดเมื่อปี 1995 ในพื้นที่หลายรัฐ คาดว่าตัวการมาจากหนู หลังจากนั้นก็มีรายงานมาตลอดล่าสุดก็เมื่อปี 2018 พบผู้ติดเชื้อในรัฐไอดาโฮ

4. ส่วนในจีนพบผู้เสียชีวิต 2 รายเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2019 ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2019 พบผู้ป่วยอีก 2 คน และในเดือนกรกฎาคม 2020 พบผู้ป่วยอีก 1 คน ทั้งหมดอยู่ในเขตมองโกเลียใน

5. สาเหตุของการติดเชื้อครั้งแรกที่มองโกเลียในเมื่อปี 2019 มาจากการล่าตัว “มาร์มอต” (marmots) สัตว์ฟันแทะประเเภทกระรอกที่อาศยัในทุ่งหญ้ามองโกเลีย และในปีนี้ก็เช่นกันมีรายงานผู้ติดเชื้อจากการกินมาร์มอตด้วย

6. ทั้งหนูและมาร์มอตไม่ใช่ตัวการ แต่ “ตัวหมัด” ที่อาศัยในสัตว์ประเภทฟันแทะพวกนี้ (ด้วยเหตุนี้จึงเรียกหมัดสายพันธุ์ Xenopsylla cheopis ว่าหมัดหนู) เชื้อกาฬโรคที่อยู่ในหมัดไม่เป็นอันตรายต่อหมัด แต่จะเป็นอันตรายต่อหนู เมื่อคนอยู่ใกล้หนูหมัดก็จะกระโดดข้ามมากัดคน และถ้าเชื้อถ่ายทอดสู่คนเข้ามันจะเป็นตัวอันตรายถึงแก่ชีวิต

7. กับคำถามที่ว่ามันจะระบาดในวงกว้างหรือไม่? ก่อนอื่นต้องมาย้อนอดีตก่อนก่อนเพื่อทำความเข้าใจว่ากาฬโรคเป็นโรคระบาดที่ร้ายแรงแค่ไหน

8. กาฬโรคเคยสร้างความวินาศให้กับมนุษยชาติมาแล้วหลายครั้ง แต่การระบาดระดับอภิมหาวินาศมีอยู่ 3 ครั้งแต่ละครั้งเป็นการระบาดหลายเป็นระลอก คือ การระบาดระหว่างปีค.ศ. 541 – 750 ในอียิปต์ แถบเมดิเตอเรเนียน แล้วภาคตะวันตกเฉียงใต้ของยุโรป ต่อมาคือการระบาดใหญ่ครั้งที่สอง ระหว่างค.ศ. 1331- 1855 ลุกลามจากเอเชียกลางมายังยุโรป และครั้งล่าสุดคือค.ศ. 1855 – 1960 เป็นการระบาดทั่วโลกแต่ที่หนักสุดคืออินเดียและภาคตะวันตกของสหรัฐ

9. ตัวเลขผู้เสียชีวิตในการระบาดเหล่านี้มีเป็นหลักสิบล้านคน เช่น ระลอกแรกที่เรียกว่าการระบาดยุคจักรพรรดิจัสติเนียนเมื่อปี 588 มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกถึง 100 ล้านคน และทำให้จักรวรรดิไบแซนไทน์อ่อนแอลงจนยุโรปเข้าสู่ยุคมืด

10. ตามด้วยการระบาดในยุคกลางที่เริ่มเมื่อปี 1331 ที่เรียกว่า Black Death ทำให้ประชากรโลกลดลงจาก 450 ล้านคนเหลือแค่ 350 – 375 ล้านคน ทำให้จีนเหลือประชากรแค่ครึ่งเดียว และยุโรปเหลือประชากรแค่ 1 ใน 3 และมันส่งผลสะเทือนจนทำให้ยุโรปเกิดการเปลี่ยนแปลงของระบอบการเมืองและวัฒนธรรม นั่นคือพ้นจากยุคกลางเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา

11. และการระบาดใหญ่ระลอกล่าสุดที่เริ่มเมื่อปี 1855 เฉพาะในอินเดียและจีนมีคนตายไป 12 ล้านคน การระบาดครั้งนี้ยังลุกลามมายังประเทศไทยด้วยในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รชกาลที่ 5 

12. จะเห็นได้ว่าการระบาดใหญ่ไม่ได้ทำให้คนตายเหมือนใบไม้ร่วงเท่านั้น แต่ยังส่งผลสะเทือนต่อวิถีชีวิตของคนที่รอดชีวิตด้วย มันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงการเมืองและเศรษฐกิจอย่างรุนแรงหลังจากนั้น

13. หลังจากเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 กาฬโรคดูเหมือนจะสงบไป แต่มันไม่ได้หายไปไหน และมีรายงานจากองค์การอนามัยโลกว่าระหว่างปี 1987 – 2001 มีผู้ติดเชื้่อกาฬโรคถึง 36,876 ราย เสียชีวิตไป 2,847 ราย

14. แต่เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 (หรือในยุคนี้) แล้วมีคนตายลดลงมาเหลือแค่ 200 คนในแต่ละปี แต่ยังพบเป็นประจำใน 26 ประเทศทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือจีน สหรัฐ อินเดีย และบราซิล

15. ว่ากันตามตรงแล้วในศตวรรษที่ 20 – 21 สหรัฐมีรายงานพบการติดเชื้อและการเสียชีวิตจากกาฬโรคมากกว่าจีนเสียอีก

16. แม้ว่าโลกของเราจะไร้พรมแดนมากขึ้นเรื่อยๆ (อย่างน้อยก็ในช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด) แต่ไม่ใช่ว่ากาฬโรคจะระบาดง่ายกว่าเดิม เพราะหลังจากผ่านการล้มตายมาหลายร้อยปี มนุษย์ก็รู้วิธีป้องกันกาฬโรคอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น มีการใช้แอนติไบโอติกกับผู้ที่อาจจะติดเชื้อเพื่อป้องกันการระบาดในวงกว้าง

17. อีกสาเหตุคือเชื้อกาฬโรค (Y. pestis) อยู่รอดในแสงอาทิตย์ได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมง และกาฬโรค 3 ประเภทนั้นมี 2 ประเภทที่ไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คน ยกเว้นโรคกาฬโรคปอดบวมที่ติดต่อจากละอองสารคัดหลั่งจากการไอได้ แต่หากรักษาทันก็รอดได้ เช่นเดียวกับกาฬโรคชนิดอื่นๆ ที่รักษาได้หมดแล้ว

18. นอกจากนี้ ยังมีการกำจัดพาหะของโรคจนเหลือจำกัดวงเฉพาะสัตว์ฟันแทะในป่า เช่น มาร์มอต ในมองโกเลียหรือพวกหนูและกระรอกป่าในแถบตะวันตกของสหรัฐแบละแอฟริกา ยกเว้นว่าเราจะไปแตะต้องสัตว์ที่พาหะโรคนี้เท่านั้นเราจึงจะติดเชื้อ ดังนั้นถ้าเราไม่ล่าสัตว์ฟันแทะในป่า โอกาสติดเชื้อก็จะต่ำมาก

19. ในยุคนี้ ชาวมองโกลในเขตมองโกเลียในของจีนและในประเทศมองโกเลียยังคงล่าตัวมาร์มอตที่เป็นพาหะของกาฬโรค เพราะมาร์มอตถือเป็นอาหารอันโอชะของชาวมองโกเลีย ดังนั้นไม่แน่ว่าในอนาคตทางการจีนอาจสั่งห้ามกินสัตว์ฟันแทะพวกนี้

20. ข้ามไปที่สหรัฐ สัตว์ฟันแทะที่เป็นพาหะคือ แพรรีด็อก (Prairie dogs) หรือหมาทุ่งแพรรี ซึ่งที่จริงมันไม่ใช่หมาแต่อยู่ในวงศ์กระรอกเหมือนตัวมาร์มอต พบมากในแถบตะวันตกของสหรัฐ ดังนั้นผู้ติดเชื้อกาฬโรคในสหรัฐจึงกระจุกแค่แถบนี้ และมีไม่มากเพราะคนอเมริกันไม่ได้กินแพรรีด็อก มีแต่โอกาสที่จะไปแตะตัวมันหรือหมัดจากแพรรีด็อกไปติดที่หมากับแมวบ้านแล้วนำไปติดคนต่อ

21. ข้อมูลนี้เป็นการตอบคำถามว่าทำไมกาฬโรคที่พบในจีนระหว่างปี 2019 – 2020 จึงจะไม่ระบาดในวงกว้างเหมือนโรคล่าสุดจากจีนคือโควิด-19 เช่นเดียวกับกาฬโรคที่พบในสหรัฐที่ระบาดที่นั่นแบบข้ามศตวรรษแต่ก็ยังอยู่ที่นั่นเหมือนเดิมไม่ได้กระจายไปไหน

22. เบื้องต้น โฆษกขององค์การอนามัยโลกยังกล่าวว่าการระบาดของกาฬโรคจีนไม่ใช่ความเสี่ยงระดับสูง และจีนก็รับมือได้ดี อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกจะต้องทำงานให้ “หนักกว่านี้” เพราะความน่าเชื่อถือถูกบั่นทอนลงไปมากในช่วงการระบาดของโควิด-18

23. อย่างที่เกริ่นไปว่าการระบาดใหญ่ของกาฬโรคในอดีตยังส่งผลสะเทือนต่อวิถีชีวิตของคนที่รอดชีวิตด้วย มันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงการเมืองและเศรษฐกิจอย่างรุนแรงหลังจากนั้น แต่ในศตวรรษนี้กาฬโรคแทบไม่มีโอกาสกระจายตัวได้กว้างขนาดนั้น

24. ทุกวันนี้สิ่งที่เข้ามาแทนกาฬโรคคือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โควิด-19 ที่ไม่ต้องมีพาหะเป็นสัตว์ ติดกันง่ายกว่า และยังเดินทางข้ามโลกในเวลาอันรวดเร็วกว่ากาฬโรคหลายเท่าตัว

25. โควิด-19 กำลังจะเปลี่ยนการเมืองและเศรษฐกิจโลกในแบบเดียวกับที่กาฬโรคเคยทำมาแล้วในช่วง 1,500 ปีที่ผ่านมา

ภาพประกอบ – แพทย์กำลังรักษาผู้ป่วยกาฬโรคในเมืองการาจีช่วงที่เกิดการระบาดระลอกที่ 3 ในประเทศบริติชราช (อินเดียและปากีสถานยุคอาณานิคม) เมื่อปี 1897 ภาพจาก Wellcome Collection. Attribution 4.0 International (CC BY 4.0)