ส่องราคายารักษาโควิด”เรมเดซิเวียร์” ขวดละ12,000 บาท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627296

วันที่ 30 มิ.ย. 2563 เวลา 17:38 น.ส่องราคายารักษาโควิด"เรมเดซิเวียร์" ขวดละ12,000 บาท“เรมเดซิเวียร์” ยามาแรงที่หลายประเทศสนใจใช้รักษาโควิด บริษัทผู้ผลิตเคาะราคามหาโหดชุดละกว่า 7 หมื่นบาท

Gilead Sciences Inc. บริษัทผู้ผลิตยาสัญชาติสหรัฐ ได้กำหนดราคาขายยาเรมเดซิเวียร์ (remdesivir) ซึ่งขณะนี้เป็นยามาแรงที่ในหลายประเทศสนใจและประกาศให้สามารถใช้ยาชนิดนี้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการรักษาได้ดีกว่ายาชนิดอื่นๆ โดยทางบริษัทผู้ผลิตได้เผยการจัดจำหน่ายยาดังกล่าวในราคาขวดละ 390 ดอลลาร์สหรัฐ (per vial) หรือ ราว 12,000 บาท โดยในหนึ่งคอสของรักษาป่วยโควิดต้องใช้ยาดังกล่าวรักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 5 วัน หรือเท่ากับยาเรมเดซิเวียร์ 1 ชุด (6ขวด) ตกราคาชุดละละ 2,340 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 72,500 บาท) ซึ่งราคานี้เป็นราคาสำหรับที่บริษัทจะจัดจำหน่ายให้รัฐบาลในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น

แต่หากเป็นผู้ป่วยโควิดในสหรัฐราคาของยาดังกล่าวจะเพิ่มเป็นตกขวดละ 520 ดอลลาร์ หรือจัดจำหน่ายเป็นชุดสำหรับ 5 วัน (6ขวด) ตกชุดละ 3,120 ดอลลาร์ หรือกว่า 96,000 บาท แต่ราคาดังกล่าวจะถูกลงหากใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่ในโครงการรักษาพยาบาลของรัฐอย่างโครงการ Medicaid ค่ายาต่อชุดจะตกที่ 2,340 ดอลลาร์ แต่หากเป็นการขายให้กับบริษัทประกันสุขภาพของเอกชนจะเป็นอีกราคานึงที่สูงขึ้นเป็นเท่าตัว

ทั้งนี้ ในระยะการรักษา 5 วัน จำเป็นต้องใช้ยาเรมเดซิเวียร์ 6 ขวด แต่ก็พบว่ามีคนไข้บางรายอาจต้องใช้ยารักษาถึง 10 วันหรือราว 11 ขวดซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเป็นหลายเท่าตัว โดยGilead จะเริ่มการจำหน่ายยาดังกล่าวตามราคาที่ประกาศไว้ภายในเดือนก.ค.นี้

สำหรับยาเรมเดซิเวียร์ เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิดชัดเจนที่สุดเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลหลายประเทศอาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ต่างไฟเขียวให้ใช้ยาชนิดดังกล่าวในการรักษาโรคโควิด-19 แล้ว

อวสานขบวนการประชาธิปไตยฮ่องกง วันที่จีนไร้ความปราณี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627280

วันที่ 30 มิ.ย. 2563 เวลา 17:19 น.อวสานขบวนการประชาธิปไตยฮ่องกง วันที่จีนไร้ความปราณีฮ่องกงกำลังจะหมดความพิเศษและจะกลายเป็นแค่เมืองหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่

ในที่สุดคณะกรรมาธิการถาวรแห่งสภาประชาชนจีนก็มีมติเป็นเอกฉันท์ ผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงและเตรียมจะประกาศใช้ในอีกไม่นานเกินรอ

ทันทีที่มี “ข่าวร้าย” จากปักกิ่ง ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงก็ยืนยันที่จะเคลื่อนไหวด้วยกาเรดินขบวนประท้วงต่อไปแม้จะเสี่ยงที่จะถูกจับ

ท่ามกลางข่าวลือว่ากฎหมายฉบับนี้อาจมีบทระวางโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต แต่ถานเย่าจง (Tam Yiu-chung) ผู้แทนฮ่องกงในฐานะสมาชิกคณะกรรมาธิการถาวรแห่งสภาประชาชนจีนยืนยันว่ามันไม่ถึงขนาดนั้น

แต่หัวเรือของขบวนการไม่สนใจว่าโทษจะหนักหรือจะเบา พวกเขาเริ่ม “มุดลงใต้ดิน” ด้วยการสลัดตัวเองจากองค์กรทางการเมืองหรือไม่ก็ประกาศวางมือจากความเคลื่อนไหวกันทีละคนสองคน

วันที่ปักกิ่งมีมติรับกฎหมายฉบับนี้ โจชัว หว่องผู้โด่งดังประกาศตัดความสัมพันธ์กับองค์การทางการเมืองต่างๆ รวมถึงพรรค Demosisto ที่เขาร่วมก่อตั้งขึ้นมา

หว่องไม่ได้บอกว่าถอนตัวจากองค์กรทางการเมืองเพราะเหตุใด บอกแต่เพียงว่าจะเคลื่อนไหวเป็นการส่วนตัว และเตือนเพื่อนๆ นักเคลื่อนไหวให้เตรียมพร้อมกับอนาคตอันมืดมนหลังจากกฎหมายนี้ผ่าน

นอกจากหว่องแล้วยังมี “สี่จตุรเทพ” แห่งขบวนการประชาธิปไตย คือ แอกเนส โจว หญิงสาวผู้นำขบวนการที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี และยังมีนาธาน หลัวและเจฟฟรีย์ อู๋ รวมแล้วตอนนี้ขบวนการประชาธิปไตยฮ่องกง “ไม่มีหัว” อย่างเป็นทางการ

แต่เรื่องนี้คงไม่เป็นปัญหาเพราะการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลตั้งแต่ปีที่แล้วก็ไม่มีหัวหน้า ไม่มีแกนนำ ไม่มีผู้ชี้ทาง เป็นความเคลื่อนไหวที่กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เติบโตเองตามธรรมชาติ สิ่งที่ทำให้ขบวนการนี้เติบโตคือความเกลียดชังรัฐบาล

ดังนั้นยิ่งรัฐบาลทำให้ประชาชนกลุ่มนี้เกลียดชัง ขบวนการต่อต้านก็จะยิ่งเติบโตไปเรื่อยๆ จึงไม่จำเป็นอีกต่อไปที่สี่จตุรเทพจะเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบอีก พวกเขาเพียงแต่ “เฟดตัวเอง” ออกจากฐานะนำ ไปเป็นส่วนหนึ่งของมวลชน

อีกสาเหตุหนึ่งที่สี่จตุรเทพต้องทำเป็นล้างมือในอ่างทองคำ (ทั้งๆ ที่ไม่ได้วางมือจริงๆ) ก็คงพราะต้องการลดความเสียหายไม่ให้ลามไปถึงคนใกล้ชิดและองค์กรหากพวกเขาคนใดคนหนึ่งถูกเล่นงานด้วยกฎหมายความมั่นคง

บางทีพวกเขาอาจกำลังคิดที่จะเคลื่อนไหวด้วยแนวทางอื่นด้วยวิธีที่เรายังคาดเดาไม่ได้

แต่มันเป็นการถอยทัพอย่างเป็นระบบเพื่อเตรียมรุกในแนวอื่นหรือไม่? หรือเป็นเพียงแค่ความกลัวที่กลบเกลื่อนด้วยท่าทีอันมั่นอกมั่นใจ?

ที่ผ่านมาทางการฮ่องกงพยายายามสกัดไม่ใช่สี่จตุรเทพออกไปนอกประเทศ เพื่อสกัดไม่ให้คนเหล่านี้ออกไป “บ่อนทำลาย” จากภายนอก หรือไม่ก็ขอสถานะผู้ลี้ภัยซึ่งจะเป็นการปล่อยเสือเข้าป่า ในเวลานี้อย่าว่าแต่ลี้ภัยหรือไม่ปราศรัยในต่างแดน แค่จะออกจากฮ่องกงไปแผ่นดินใหญ่ก็ยังยากเพราะโควิด-19 ระบาด

เป็นไปได้หรือไม่ที่สี่จตุรเทพเกิดกลัวขึ้นมาว่าตอนนี้พวกเขาจนมุมไปไหนไม่ได้ จึงต้องหลบฉากไปอยู่เงียบๆ เสียก่อนในช่วงที่กฎหมายความมั่นคงกำลังมาแรง?

เรื่องนี้มีจุดสังเกตอยู่ที่ก่อนที่สี่จตุรเทพจะประกาศล้างมือ บรรดาชาวฮ่องกงที่เคยแอคทีฟในเรื่องประชาธิปไตยต่างทะยอยกันลบโพสต์ในโลกโซเชียลที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลกันอย่างต่อเนื่อง เดาไม่ยากว่านี่เป็นการทำลายหลักฐานเพื่อไม่ให้ทางการเอาผิดได้

ไม่ใช่แค่สี่จตุรเทพคนรุ่นใหม่ แม้แต่ “แก๊งสี่คนฮ่องกง” ที่เป็นหัวหน้าขบวนการรุ่นลายคราม บางคนก็ประกาศวางมือเอาดื้อๆ ไปไม่กี่วันก่อน เช่น เฉินฟางอันเซิง (Anson Chan) นักการเมืองหญิงที่ทำงานกับรัฐบาลอาณานิคมฮ่องกงของบริเตนและรัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกงของจีน เป็นผู้เรียกร้องประชาธิปไตยมาตลอด

เฉินฟางอันเซิ่งประกาศวางมือจากเรื่องการเมืองเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน โดยบอกว่าเพราะการเสียชีวิตของบุตรสาว และเพราะให้สัญญากับลูกๆ ไว้ว่าจะใชีชีวิตอย่างสงบในช่วงบั้นปลายชีวิตวัย 80 ปี

แต่น่าคิดว่าเฉินฟางอันเซิ่งที่ยังเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตลอดจนเมื่อเร็วๆ นี้ทำไมเพิ่งจะมาวางมือเอาเมื่อ 3 – 4 วันก่อนที่กฎหมายความมั่นคงจะผ่าน?

ก่อนหน้านี้ จิมมี่ ไหล (Jimmy Lai) หนึ่งในแก๊งสี่คนฮ่องกงขอเดินทางไปเยี่ยมลูกสาวกับหลานชายที่เพิ่งเกิดในสหรัฐระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน – 19 กรกฎาคมปีนี้ทั้งๆ ที่เขาจะต้องขึ้นศาลในเดือนสิงหาคม แต่ศาลฮ่องกงไม่ให้ไปเพราะไม่เห็นว่าเป็นเหตุจำเป็น และยังเกรงว่าจะติดเชื้อไวรัส ที่สำคัญเขาอาจจะหนีไปลี้ภัยที่สหรัฐด้วย

คำถามก็คือจริงหรือที่แก๊งสี่คนฮ่องกงเหล่านี้วางมือเพราะเรื่องส่วนตัวและจะไปต่างประเทศเพราะเรื่องส่วนตัวจริงหรือ? เป็นไปได้หรือไม่ว่าที่พวกเขาทำเช่นนี้อาจเป็นเพราะรู้แล้วว่ารัฐบาลจีนไม่ปราณีอีก

แต่รัฐบาลจีนและฮ่องกง “พยายาม” จะปราณีมานานหลายปีแล้ว จนกระทั่งต่างประเทศแทรกแซงเรื่องภายในฮ่องกงมากขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐที่ขู่แล้วขู่อีกว่าจะเล่นงานจีนหากใช้ไม้แข็งกับฮ่องกง

แต่การขู่แบบนี้ไม่เป็นผลดีกับฮ่องกงเลย เท่ากับบีบให้จีนต้องลงมือจริงๆ และจีนก็ลงมือจนได้เพราะคงคิดแล้วว่าระหว่างปล่อยให้สหรัฐกับพรรคพวกกดดันตัวเองต่อไปกับเผด็จศึกอ่องกงเสียเลย ไม่ว่าเลือกทางไหนก็มีผลเสียทั้งคู่

แต่ถ้าเลือกทางหลังจะเสียน้อยกว่า เพราะอย่างน้อยก็ตัดทางไม่ให้ต่างชาติเข้ามาใช้ฮ่องกงเป็นฐานที่มั่นเล่นงานจีนได้อีก

ดังนั้นจึงมีผู้ทัดทานว่าสหรัฐไม่ควรหักด้ามพร้าด้วยเข่าเพราะไม่เป็นผลดีกับใครเลย สหรัฐก็ยังเดินหน้าเพราะคงคิดว่าที่ผ่านมาจีนทำเป็นอ่อนข้อให้มาตลอด แต่คราวนี้สหรัฐคิดผิด

ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว สหรัฐไม่ยอมให้จีนและจีนไม่ยอมให้ใครอีก ต่อให้ฮ่องกงเสียสถานพิเศษทางเศรษฐกิจจีนก็ไม่แคร์ เพราะเงินที่เข้าฮ่องกง ไม่คุ้มกับผลเสียทางการเมืองกับการปล่อยให้ “ศัตรู” ใช้ฮ่องกงเป็นฐานเจาะยางจีน

เพื่อสวัสดิภาพของตัวเอง ในอนาคตขบวนการประชาธิปไตยฮ่องกงอาจจะต้องเคลื่อนไหวด้วยการเลี่ยงประเด็นอื่นไม่ใช่ลากธงชาติจีนมาย่ำหรือเผารูปสีจิ้นผิงกันง่ายๆ อีก แต่ก็มีโอกาสที่คนเหล่านี้จะ “ดื้อ” ผลก็คือฮ่องกงอาจมีสภาพเหมือนเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989

เพราะโควิด-19 ทำให้ดุลอำนาจเปลี่ยนไป จีนใช้โอกาสที่โลกปิดและการค้าชะงักทำการปิดฮ่องกงเสียเลย หากโควิด-19 ยังลากยาวไปกว่านี้และสหรัฐบอบช้ำกว่านี้ การปราบปรามฮ่องกงด้วยวิธีการรุนแรงก็อาจเกิดขึ้นได้

ถ้ารัฐบาลสหรัฐไม่ดึงดัน ถ้านานาประเทศไม่ก้าวก่าย ถ้าขบวนการประชาธิปไตยยอมพบกันครึ่งทางกับรัฐบาล ถ้าสีจิ้นผิงและพลพรรคไม่แข็งกร้าว ฮ่องกงก็คงไม่มีวันนี้

วันที่ฮ่องกงกำลังจะกลายเป็นแค่เมืองท่าของจีนที่ไม่มีอะไรพิเศษอีกต่อไป

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Anthony WALLACE / AFP

พบไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่ในจีน ติดสู่คนได้ เสี่ยงระบาดไปทั่วโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627263

วันที่ 30 มิ.ย. 2563 เวลา 15:23 น.พบไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่ในจีน ติดสู่คนได้ เสี่ยงระบาดไปทั่วโลกนักวิจัยในจีนพบไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่ที่มีโอกาสกลายพันธุ์จนอาจติดจากคนสู่คน และระบาดไปทั่วโลกเหมือน Covid-19  

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Proceedings of the National Academy of Sciences ระบุว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ทีมนักวิจัยจีนจากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมในอังกฤษ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคจีน พบเชื้อไวรัสไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่ (G4 EA H1N1) ในประเทศจีน

ทีมวิจัยพบหลักฐานว่าโรคไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่เริ่มระบาดในกลุ่มคนงานในโรงฆ่าสัตว์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเนื้อหมูในจีน โดยจากการตรวจเลือดพบ 10.4% ของคนที่ทำงานเกี่ยวกับหมูติดเชื้อดังกล่าว และ 4.4% ของคนทั่วไปเคยสัมผัสโรค

กรณีนี้หมายความว่าไวรัสไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่มีการแพร่ระบาดจากสัตว์สู่คนแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่ามีการติดจากคนสู่คน ซึ่งเป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์กังวลมากที่สุด

นักวิทยาศาสตร์ยังระบุอีกว่า เชื้อไวรัส G4 EA H1N1 สามารถเข้าไปเติบโตในระบบหายใจของมนุษย์และยังไม่มีวัคซีนป้องกัน อีกทั้งยังมีโอกาสสูงที่จะกลายพันธุ์จนแพร่ระบาดจากคนสู่คนได้ จนกลายเป็นโรคติดต่อที่แพร่ระบาดเป็นวงกว้างไปทั่วโลก (pandemic)

เจมส์ วูด หัวหน้าแผนกสัตว์แพทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เผยว่า งานวิจัยชิ้นนี้เตือนว่ามนุษย์เสี่ยงจะเผชิญกับเชื้อโรคใหม่ๆ  และสัตว์ที่เลี้ยงในฟาร์มซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากกว่าสัตว์ป่า อาจเป็นต้นตอของโรคระบาดในอนาคต

อนามัยโลกจะส่งทีมหาต้นตอโควิดระบาดในจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627258

วันที่ 30 มิ.ย. 2563 เวลา 13:52 น.อนามัยโลกจะส่งทีมหาต้นตอโควิดระบาดในจีนWHO เพิ่งขยับ ส่งทีมหาต้นตอโควิดในจีน หลังระบาดใหญ่ทั่วโลกไปแล้วหลายเดือน

นายแพทย์ ทีโอโดรส อัดฮาโนม เกอเบรเยอซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกแถลงว่า ในช่วงสัปดาห์หน้า WHO เตรียมจะส่งทีมค้นหาความจริงถึงต้นตอการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ 2019 ไปยังจีน ซึ่งเป็นแหล่งที่พบการระบาดเป็นแห่งแรก

ผอ.อนามัยโลกกล่าวว่า “เราจะสู้กับไวรัสได้ดีขึ้น หากเรารู้ทุกๆอย่างเกี่ยวกับไวรัส รวมถึงต้นกำเนิดที่แท้จริงของไวรัส”

“เราจะส่งทีมค้นหาความจริงไปยังจีนในสัปดาห์ และเราหวังว่าจะช่วยให้นำไปสู่ความเข้าใจว่าไวรัสเริ่มต้นได้อย่างไร”

อย่างไรก็ดี ผอ.อนามัยโลก ไม่ได้เผยในรายละเอียดภารกิจของทีมค้นหาความจริงในจีน แต่คาดว่าทีมนักวิทยาศาสตร์ที่อนามัยโลกจะส่งไปจะมุ่งค้นหาความจริงว่าไวรัสแพร่จากสัตว์ในตลาดอู่ฮั่นสู่คนได้อย่างไร

ท่าทีของอนามัยโลกล่าสุดนี้ มีขึ้นหลังจากเหตุระบาดโควิด-19 ลุกลามใหญ่ไปทั่วโลกหลายเดือนแล้ว รวมถึงสถานการณ์ระบาดในจีนดีขึ้นในระดับที่ควบคุมได้แล้ว แต่อนามัยโลกเพิ่งขยับส่งทีมลงค้นหาความจริงในจีน

โจชัว หว่องไขก๊อกแกนนำพรรค หลังปักกิ่งอนุมัติกม.มั่นคงฮ่องกง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627250

วันที่ 30 มิ.ย. 2563 เวลา 12:25 น.โจชัว หว่องไขก๊อกแกนนำพรรค หลังปักกิ่งอนุมัติกม.มั่นคงฮ่องกง“โจชัว หว่อง” ลาออกจากแกนนำกลุ่มการเมือง “เดโมซิสโต” ไม่นานหลังจีนผ่านกฎมายความมั่นคงฉบับใหม่

นายโจชัว หว่อง แถลงในวันที่ 30 มิ.ย. ว่าเขาจะลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ชื่อ “เดโมซิสโต” (Demosisto) ซึ่งคำประกาศของนายหว่องมีขึ้นเพียงนานหลังจากที่สภารัฐบาลปักกิ่งอนุมัติใช้กฎหมายความมั่นคงฮ่องกงฉบับใหม่

นายหว่อง วัย 23 ปี เผยถึงเหตุผลการลาออกว่า หากเขาและกลุ่มไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีอีก ก็ให้เป็นหน้าที่ของประชาคมโลกเป็นปากเสียงให้แก่ฮ่องกงแทน และขอให้ประชาคมโลกพยายามปกป้องเศษเสี้ยวประชาธิปไตยอันเล็กน้อยที่ยังคงเหลืออยู่ในฮ่องกงต่อไปนอกจากนายหว่องแล้ว ยังมีแกนนำคนอื่นๆ ลาออกจากกลุ่มเดโมซิสโตเช่นกัน อาทิ นายนาธาน โหลว และนางสาวแอ็กเนส โจว

ก่อนหน้านี้นายหว่องเคยเผยผ่านสื่อว่า หากรัฐบาลจีนผ่านกฎหมายดังกล่าว ตนจะเป็นคนสำคัญคนแรกที่ถูกปักกิ่งหมายหัว หากนำกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ซึ่งผลักดันโดยจีนมาใช้ในฮ่องกง ท่ามกลางวิจารณ์ว่ากฎหมายฉบับนี้จะทำลายเสรีภาพอันกว้างขวางในฮ่องกง

สำหรับกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน, การโค่นล้มรัฐบาล, การก่อการร้าย และการสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าการกระทำแบบใดบ้างที่เข้าข่ายเป็นอาชญากรรมตามกฎหมายนี้และบทลงโทษจะเป็นเช่นไร ซึ่งเรื่องดังกล่าวคาดว่านางแคร์รี่ แลม ผู้ว่าเขตปกครองพิเศษฮ่องกงเตรียมจะเปิดเผยถึงรายละเอียดในไม่ช้า

แฟ้มภาพ : AFP

สหรัฐเริ่มถอดสถานะการค้าฮ่องกง แบนส่งออกสินค้าไฮเทค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627247

วันที่ 30 มิ.ย. 2563 เวลา 11:51 น.สหรัฐเริ่มถอดสถานะการค้าฮ่องกง แบนส่งออกสินค้าไฮเทคสหรัฐระงับส่งออกยุทโธปกรณ์ไฮเทคไปฮ่องกง โต้ปักกิ่งไฟเขียวใช้กม.ความมั่นคง

นายไมค์ ปอมเปโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐได้ประกาศว่ารัฐบาลวอชิงตันกำลังเริ่มกระบวนการขั้นแรกในการถอนสถานภาพพิเศษทางการค้าต่อฮ่องกง ซึ่งจะรวมถึงการระงับส่งออกสินค้าประเภทความมั่นคงอย่างยุทโธปกรณ์ด้านกลาโหม และจะดำเนินการตามข้อจำกัดเดียวกันกับที่สหรัฐใช้กับจีนแผ่นดินใหญ่ในเรื่องการถ่ายโอนเทคโนโลยีกลาโหมและเทคโนโลยีที่ใช้ได้สองทางของสหรัฐไปยังเขตปกครองพิเศษฮ่องกง โดยเทคโนโลยีดังกล่าวหมายถึงเทคโนโลยีที่นำไปใช้ได้ทั้งในทางพลเรือนและกองทัพ นอกจากการแบนส่งออกสินค้าด้านความมั่นคงแล้วสหรัฐยังเตรียมพิจารณายกเลิกการยกเว้นภาษีด่านศุกกากร การแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลนี และการท่องเที่ยวระหว่างกันกับฮ่องกงด้วย

ท่าทีของสหรัฐมีขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่ชั่งโมงก่อนหน้าที่รัฐบาลปักกิ่งจะอนุมัติใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ของฮ่องกง โดยก่อนหน้านั้นสหรัฐได้จำกัดการออกวีซ่าแก่เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีน ซึ่งจีนก็ได้ตอบโต้ด้วยการขึ้นบัญชีดำพลเมืองสหรัฐที่มีพฤติกรรมเลวร้ายต่อฮ่องกงด้วย

นายปอมเปโอกล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันไม่มีทางเลือกอื่น เนื่องจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนได้เดินหน้าริดรอนสิทธิเสรีภาพของฮ่องอย่างต่อเนื่อง สหรัฐจึงจำเป็นต้องทบทวนนโยบายของตนเองที่มีต่อฮ่องกง ด้วยการระงับสิทธิพิเศษต่างๆ ที่สหรัฐให้กับฮ่องกง ซึ่งรวมถึงโอกาสในการขอยกเว้นใบอนุญาตการส่งออกด้วย

กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่จะทำให้การแบ่งแยกฮ่องกงจากจีน ,การล้มล้างรัฐบาลฮ่องกง การก่อการร้ายใช้ความรุนแรง ถือเป็นความผิดทางอาญา เนื่องจากเป็นการก่อความไม่สงบและแทรกแซงกิจการของรัฐบาลฮ่องกง ซึ่งมุ่งเป้าต่อกลุ่มผู้ประท้วงที่สนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกงโดยตรง

อินเดียแบน59แอพฯจีน TikTok WeChat โดนด้วย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627236

วันที่ 30 มิ.ย. 2563 เวลา 10:32 น.อินเดียแบน59แอพฯจีน TikTok WeChat โดนด้วยอินเดียสั่งแบนแอพพลิเคชั่นจีน 59 รายการ อ้างความปลอดภัยไซเบอร์ ท่ามกลางความขัดแย้งพื้นที่ชายแดน

กระทรวงกิจการอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศของอินเดีย (Ministry of Electronics & IT) ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ที่ผ่านมา ถึงการประกาศแบนแอพลิเคชั่นสัญชาติจีน 59 รายการซึ่งจำนวนนี้รวมถึงแอพฯดังยอดนิยมอย่าง TikTok, WeChat, Weibo, Meitu และแอพฯในเครือข่าย QQอีกหลายแอพฯ โดยอินเดียให้เหตุผลถึงการแบนดังกล่าวว่ามีความเสี่ยงต่อการถูกจารกรรมข้อมูลทางไซเบอร์ และล้วงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานอย่างไม่ถูกต้องจากแอพฯสัญชาติจีนเหล่านี้

ทางการอินเดียระบุในแถลงการณ์ว่า ได้รับข้อร้องเรียนเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับการลักลอบนำข้อมูลของผู้ใช้งานแอพฯเหล่านี้ทั้งบนแพล็ตฟอร์ม iOS และ Android ไปใช้นอกอินเดีย

อย่างไรก็ดี ความคืบหน้าดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนอินเดียที่ไม่สู้ดีนัก หลังจากเกิดเหตุปะทะกันที่พรมแดนบนเขาหิมาลัยของทหาร จนเกิดความสูญเสียทั้งสองฝ่าย ซึ่งเรื่องดังกล่าวส่งผลให้สัปดาห์ที่แล้ว พบความเคลื่อนไหวจากกองทัพจีนในการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ รวมถึงมีการตั้งค่ายทหารประชิดพรมแดนพิพาทกับอินเดีย

https://pib.gov.in/PressReleseDetailm.aspx?PRID=1635206

ชมภาพแพนด้าแรกเกิด ตัวเล็กเท่าฝ่ามือโตขึ้นใหญ่กว่าคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627186

วันที่ 29 มิ.ย. 2563 เวลา 22:41 น.ชมภาพแพนด้าแรกเกิด ตัวเล็กเท่าฝ่ามือโตขึ้นใหญ่กว่าคนในท่ามกลางวิกฤตที่ชาวโลกกำลังเผชิญยังมีภาพที่น่ารักๆ ของสัตว์มาให้เราชื่นชมกัน

สวนสัตว์ไทเป เมืองหลวงของไต้หวันต้อนรับสมาชิกใหม่เป็นแพนด้าทารกแรกเกิดที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อซึ่งมีน้ำหนัก 186 กรัม หลังจากที่แม่ของมันต้องใช้เวลาคลอดนานถึง 5 ชั่วโมง หลังจากคลอดแล้วแพนด้าทารกยังอยู่ในตู้อบเด็กไปก่อน

“หยวนหยวน” แม่ของมันเป็นแพนด้ายักษ์ที่ไต้หวันได้รับจากจีนในปลายปี 2551 โดยให้กำเนิดลูกมา 2 ตัวแล้วที่ โดยตัวที่ 2 เกิดจากการผสมเทียมและคลอดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญเพราะการผสมเทียมพลาดมาแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ และตามปกติแพนด้ามันจะมีภาวะท้องลมหรือท้องหลอก (Phantom Pregnancy)

ภาพโดย สวนสัตว์ไทเป / AFP

ภาพโดย สวนสัตว์ไทเป / AFP
ภาพโดย สวนสัตว์ไทเป / AFP
ภาพโดย สวนสัตว์ไทเป / AFP

“ไลฟ์โค้ช” อาชีพทำเงิน 6 หลักที่เฟื่องฟูที่สุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627215

วันที่ 29 มิ.ย. 2563 เวลา 20:37 น."ไลฟ์โค้ช" อาชีพทำเงิน 6 หลักที่เฟื่องฟูที่สุดจากกรณีฌอน บูรณะหิรัญทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า “ไลฟ์โค้ชคือใคร ทำแล้วรวยไหม?”

1. คำถามสั้นๆ ที่หลายคนอาจจะอยากรู้ในช่วงเวลาที่เกิดกรณีของฌอน บูรณะหิรัญ ไลฟ์โค้ชชื่อดังที่โดนขุดคุ้ยไม่หยุดหย่อนหลังจากถูกกระหน่ำจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก โทษฐานไปชมพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณว่า “น่ารัก”

2. จากการชื่นชม “บิ๊กป้อม” นำไปสู่การกล่าวหาต่างๆ นานาต่อฌอน บูรณะหิรัญ โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใสของเงินบริจาคสู้ไฟป่าเชียงใหม่ที่ฌอนขันอาสารับหน้าที่เป็นผู้ระดมทุนจากผู้ติดตามและประชาชนทั่วไป จากนั้นยังเกิดเรื่องทวงถามเงินค่าใช้บริการไลฟ์โค้ชที่ลูกค้าบางคนรู้สึกผิดหวัง ที่ไม่ได้อะไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากการสัมมนา

3. เพื่อที่จะทำความเข้าใจกับความอู้ฟู่ของอาชีพไลฟ์โค้ช เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าคนทำอาชีพไลฟ์โค้ชไม่ได้รับประกันว่าทุกคนผ่านการโค้ชชิ่งแล้วจะรวย และการเป็นไลฟ์โค้ชดังๆ ไม่ได้แปลว่าจะต้องสร้างกรณีอื้อฉาวเสมอไป (เหมือนกรณีผู้กองเบนซ์หรือครูอ้อย) และในต่างประเทศอาชีพนี้เป็นที่นิยมกันมากในหมู่ภาคธุรกิจ

4. ไลฟ์โค้ชคืออะไร? พจนานุกรมออกซ์ฟอร์ด (Oxford Dictionary) ให้คำจำกัดความของไลฟ์โค้ชว่าคือ “บุคคลที่ทำหน้าที่แนะนำและสนับสนุนลูกค้าในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาชีพหรือความท้าทายส่วนตัว”

5. บางคนบอกว่าเราไม่จำเป็นต้องเสียเงินมากๆ ให้กับไลฟ์โค้ชเพราะคนเหล่านี้แค่ขึ้นมาพูดในเรื่องที่ใครๆ ก็รู้อยู่แล้ว บางคนอาจจะลอกคำคมจากหนังสือมาพูดซ้ำแล้วรับเงินไปง่ายๆ กัน บางคนถึงกับบอกว่าไลฟ์โค้ชที่ดีที่สุดคือ “แม่” ของเรา 

6. ปัญหาสำคัญของไลฟ์โค้ชคือใครจะมาทำอาชีพนี้ก็ได้ ไม่ต้องมีดีกรีปริญญาสูงล้ำหรือไม่ต้องขอใบอนุญาตจากใคร ดังนั้นไลฟ์โค้ชจึงต่างจาก “วิชาชีพ” อื่นๆ ที่ทำงานคล้ายๆ กันเช่น นักบำบัด, ที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตหรือนักจิตวิทยา

7. สิ่งที่ต่างจาก “ที่ปรึกษาทางใจ” ก็คือไลฟ์โค้ชจะเน้นกระตุ้นให้เกิดประสิทธิภาพผลผลิตขององค์กรหรือตัวบุคคลนั้นๆ หรือพูดง่ายๆ คือปลุกเร้าให้ขยันแล้วหาเงินให้มากขึ้น

8. เรื่องสรรพคุณนี้ Institute of Coaching อ้างว่ากว่า 70% ของบุคคลที่ผ่านการโค้ชชิ่งมีประสิทธิภาพการทำงานและความสัมพันธ์ดีขึ้น และบริษัทยักษ์ใหญ่ 86% “รู้สึกว่า” เมื่อจ้างโค้ชมาสอนพนักงานแล้ว สามารถทำรายได้มาทบค่าใช้จ่ายด้านนี้แล้วยังมีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย พูดง่ายๆ คือคุ้่มทันและยังมีกำไรกลับมา

9. ความที่โค้ชชิ่งใกล้เคียงกับงานด้านจิตวิทยา ดังนั้นสถาบันโค้ชชิ่งชั้นนำของโลก คือ Institute of Coaching จึงเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวกับจิตวิทยาโดยตรง โดยเป็นหน่วยงานหนึ่งของโรงพยาบาลแมคลีน (McLean Hospital) อันป็นโรงพยาบาลจิตเวชในสังกัดของคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

10. Institute of Coaching พยายามทำให้การโค้ชชิ่งเป็น “ศาสตร์” ที่เชื่อได้ถือและมีการออกใบรับรองให้กับผู้เข้ารับการอบรม ดังนั้นจึงสามารถแก้ปัญหาเรื่องใครก็ไม่รู้มาทำอาชีพโค้ชชิ่ง และยังทำให้อาชีพโค้ชชิ่งสามารถเรียกตัวเองว่าเป็น “วิชาชีพ” หรือ professional ได้

11. งานที่เป็น professional นั้นจะต้องเป็นอาชีพที่ผ่านการศึกษาและการฝึกฝนแบบมาตรฐานและต้องมีทักษะพิเศษ และที่สำคัญอาชีพที่เป็น professional จะต้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณอย่างเข้มงวด และมีพันธะผูกพันด้านศีลธรรม

12. หมายความว่าโค้ชจะไป “คุยฟุ้ง” หรือ “โม้” เพื่อหาเงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีความรับผิดชอบต่อลูกค้าและสังคมอย่างมากด้วย

13. หากไลฟ์โค้ชไม่มีความเป็น professional ก็เป็นได้แค่คนขายฝันที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจอะไรเลย หนักเข้าอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกสิบแปดมงกุฏเอาง่ายๆ

14. นี่คือหนึ่งในเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับไลฟ์โค้ช ไม่เฉพาะแต่คนทั่วไป แม้แต่ไลฟ์โค้ชบางคนเองก็ฉวยโอกาสใช้คำว่า “ไลฟ์โค้ช” เพื่อกอบโกยจนทำลายความน่าเชื่อถือของอาชีพนี้

15. ไลฟ์โค้ชจึงเป็นอาชีพที่เต็มไปด้วยเรื่องเข้าใจผิดมากมาย เพราะ “บางคน” มีพฤติกรรมทำให้คนอื่นเข้าใจผิดมหันต์ เช่น ไลฟ์โค้ชต้องมีจุดขายอย่างการพูดคำหยาบ ไลฟ์โค้ชจะต้องโลกสวยจนไม่ติดอยู่กับความจริง และไลฟ์โค้ชบางคนชวนนั่งสมาธิลูกเดียวแล้วชวนเชื่อว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ แบบนี้ไม่น่าจะใช่ไลฟ์โค้ชมืออาชีพ (professional life coaching)

16. รอเบิร์ท แพกเลียรินี (Robert Pagliarini) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินได้เขียนบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “มายาคติ” (หรือเรื่องเข้าใจผิด) เกี่ยวกับไลฟ์โค้ชเอาไว้และค่อนข้างได้รับความนิยมในหมู่ผู้อ่าน เช่นบทความเรื่อง “10 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับไลฟ์โค้ชมืออาชีพ“

17. แพกเลียรินีบอกว่า ไม่ใช่ไลฟ์โค้ชทุกคนที่เป็น professional และทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้ นั่นก็เพราะปัญหาใหญ่ของอาชีพนี้ก็คือใครๆ ก็มาเป็นได้ ใครๆ ก็อ้างได้ว่าตัวเองเป็น professional

18. ไลฟ์โค้ชอาจดูอบอุ่นละมุนละไมเหมือนเพื่อนหรือคนใกล้ชิด แต่แพกเลียรินีบอกว่า “โค้ชของคุณอาจจะเป็นมิตร แต่พวกเขาไม่ใช่มิตรของคุณ” เพราะหน้าที่ของโค้ชคือผลัดดันคุณไปสู่เป้าหมายแม้ว่าจะต้องใช้วิธีที่คุณอาจรู้สึกไม่สบายใจ

19. แต่มีสิ่งที่ต้องจำไว้ก็คือ แพกเลียรินีบอกว่า “โค้ชแย่ๆ หรือไม่มีประสบการณ์มักจะบอกลูกค้าให้ทำโน่นทำนี่แล้วคอยให้คำแนะนำตลอดเวลา แต่โค้ชที่ดีจะไม่ทำอย่างนั้น” เพราะลูกค้าไม่ต้องการพ่อแม่คนที่สองที่มาคอยเจ้ากี้เจ้าการ ดังนั้นโค้ชที่ดีจึงต้องรู้วิธีในการเปลี่ยนอุปนิสัยลูกค้าเพื่อผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จ แน่นอนว่าเรื่องนี้ “ไม่ใช่ถูกๆ”

20. มาที่คำถามสำคัญ “ไลฟ์โค้ชทำแล้วรวยไหม?” นิตยสาร Forbes บอกว่าอาชีพนี้คือ “หนึ่งในอาชีพทำเงิน 6 หลักที่เติบโตเร็วที่สุดอาชีพหนึ่ง” 

21. เมื่อเราพูดถึงรายได้ระดับเลข 6 หลักเราหมายถึงเงินเหรียญสหรัฐไม่ใช่เงินบาท หรือหากจะแปลงเป็นเงินบาทมันจะสูงถึงหลักล้าน และนี่ยังเป็นคำกล่าวเมื่อเกือบ 15 ปีที่แล้วอีกด้วย 

22. ในสหรัฐ การโค้ชระดับผู้บริหาร (Executive coaching) อาจทำรายได้สูงถึง 3,500 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 108,000 บาท) แต่ถามว่าคุ้มไหม? ต้องมาดูที่สถิติของ MatrixGlobal ที่สำรวจบริษัทโทรคมนาคมชั้นนำ 500 แห่งในนิตยสาร Fortune พบว่าการโค้ชระดับนี้มีผลตอบแทนจากการลงทุนถึง 529%

23. แต่โค้ชทั่วไปคิดค่าบริการราวๆ 190 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง รวมๆ แล้วปีหนึ่งมีรายได้ 62,000 เหรียญสหรัฐ ถือเป็นรายได้ที่ไม่ธรรมดา เพราะคนอเมริกันเฉลี่ยทำเงินได้ 27.16 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมงปีหนึ่งๆ ได้ 31,099 เหรียญสหรัฐต่อปี

24. ส่วนรายได้เฉลี่ยของไลฟ์โค้ชทั่วโลกจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) พบว่าอยู่ที่ 27,019 – 210,933 เหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 834,000 – 6,510,000 บาท) ส่วนตัวเลขของสหพันธ์โค้ชนานาชาติ (International Coach Federation) อยู่ที่ 51,000 เหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,575,000 บาท)

25. แค่โค้ชธรรมดาก็ถือว่าทำเงินไม่ใช่น้อยแล้ว ยังไม่นับโค้ชระดับตัวท็อป เช่น ในเมืองไทยก็เช่นคุณฌอน บูรณะหิรัญ หรือ “ครูอ้อย” ฐิตินาถ ณ พัทลุง

26. แพกเลียรินีบอกว่าด้วยเงินขนาดนี้ “ถ้าไม่มีคนโง่สุดๆ ที่ผลาญเงินเล่นไปกับการโค้ชชิ่งในแต่ละเดือน ไม่งั้นก็เป็นเพราะคนเหล่านี้ได้ผลลัพธ์ที่อย่างน้อยคุ้มการลงทุนไปกับการจ้างโค้ช”

27. ดังนั้นในทัศนะของแพกเลียรินี จึงมีคน 2 ประเภทที่ใช้บริการโค้ชชิ่งคือ 1. คนที่ “really stupid” (โง่มากๆ) กับ 2. คนที่ “getting results” (ได้ผลเรื่อยๆ) ดังนั้นลูกค้าหรือผู้ติดตามโค้ชทั้งหลายต้องถามใจตัวเองว่าเราเป็นคนประเภทไหนหลังจากผ่านการกล่อมเกลาโดยโค้ชต่างๆ ทั้งที่เป็นตัวจริงและตัวปลอมกันแล้ว

ภาพจากคลิปที่สร้างปัญหาให้ฌอน บูรณะหิรัญ จากเพจ Sean Buranahiran – ฌอน บูรณะหิรัญ

หว่องหวั่นถูกหมายหัวคนแรก ผู้นำชี้ไม่แยกประเทศก็ไม่ต้องกลัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627164

วันที่ 29 มิ.ย. 2563 เวลา 19:04 น.หว่องหวั่นถูกหมายหัวคนแรก ผู้นำชี้ไม่แยกประเทศก็ไม่ต้องกลัวผู้บริหารฮ่องกงบอกว่าถ้าไม่ล้ำเส้นก้ไม่เป็นไร แต่โจชัว หว่องเกรงว่ามันอาจจะบั่นทอนเสรีภาพอย่างมาก

โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยฮ่องกงเชื่อว่าเขาจะเป็น “เป้าหมายสำคัญ” ของกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่ทางการฮ่องกงจะนำมาปรับใช้ในสัปดาห์นี้หลังจากผลักดันโดยรัฐบาลจีน ท่ามกลางวิจารณ์ว่ากฎหมายฉบับนี้จะทำลายเสรีภาพอันกว้างขวางในฮ่องกง

กฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน, การโค่นล้มรัฐบาล, การก่อการร้าย และการสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าการกระทำแบบใดบ้างที่เข้าข่ายเป็นอาชญากรรมตามกฎหมายนี้และบทลงโทษจะเป็นเช่นไร

หว่องสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในต่างประเทศและพบปะนักการเมืองจากสหรัฐและยุโรปและที่อื่นๆ ทำให้รัฐบาลจีนไม่พอใจอยู่เสมอและกล่าวว่าเขาเป็น “ลูกมือ” ของกองกำลังต่างชาติ

“ผมอาจจะเป็นเป้าหมายสำคัญของกฎหมายใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ผมกลัวไม่ใช่โอกาสที่ผมจะติดคุก แต่เป็นความจริงที่น่าเศร้าใจที่กฎหมายใหม่จะเป็นภัยคุกคามต่ออนาคตของเมืองและไม่ใช่แค่ชีวิตส่วนตัวของผม” หว่องบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์

หว่องยังบอกต่อไปว่า นักข่าว, กลุ่มสิทธิมนุษยชน, องค์กรพัฒนาเอกชน และชาวต่างชาติอาจตกเป็นเหยื่อของกฎหมายใหม่ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลทั้งหมดสามารถถูกตั้งข้อหาปลุกระดมเพื่อโค่นล้มรัฐบาลเหมือนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน

“ผมขอให้โลกยืนเคียงข้างฮ่องกงและเรียกร้องให้จีนถอนกฎหมายที่ชั่วร้ายนี้กลับคืนไป” หว่องกล่าว

ด้านเบอร์นาร์ด ชาน ผู้อำนวยการบริหารที่ปรึกษารัฐบาลขฮ่องกงกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg Television ในวันจันทร์ว่า กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติอาจไม่จำเป็นต้องใช้ หากชาวฮ่องกงไม่ “ล้ำเส้น”

“จริงๆแล้วเป็นการเตือนผู้คนว่าอย่าล้ำเส้น คุณไม่สามารถขออิสรภาพของฮ่องกงและเราไม่ยอมให้ผู้ก่อการร้ายทำสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นในสังคม ตราบใดที่ผู้คนปฏิบัติตามกฎหมาย ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายนี้เลย” ชาน กล่าว

Photo by Anthony WALLACE / AFP