รู้หรือไม่ “กล้วยน้ำว้า” รักษาสารพัดโรค ไม่ว่าจะกินสุก – ดิบ ให้ประโยชน์ต่างกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471109

รู้หรือไม่ “กล้วยน้ำว้า” รักษาสารพัดโรค ไม่ว่าจะกินสุก – ดิบ ให้ประโยชน์ต่างกัน

19 มิถุนายน 2564 – 21:30 น.

รู้หรือไม่ “กล้วยน้ำว้า” รักษาสารพัดโรค ไม่ว่าจะกินสุก – ดิบ ให้ประโยชน์ต่างกัน

“กล้วยน้ำว้า” ผลไม้ที่คนไทยรู้จัก คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะสามารถหาซื้อง่าย รสชาติอร่อย แถมยังมีสารอาหารครบถ้วน ทั้งคาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ เหล็ก วิตามินครบ ทั้งวิตามินเอ บี อี ซี แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย คลายเครียด สรรพคุณสารพัดประโยชน์แบบนี้  “กล้วยน้ำว้า” ถึงได้เป็นอาหารสำหรับทุกเพศทุกวัย 

 รู้หรือไม่ "กล้วยน้ำว้า" รักษาสารพัดโรค ไม่ว่าจะกินสุก - ดิบ ให้ประโยชน์ต่างกัน

เราจะมาความรู้จัก “กล้วยน้ำว้า” ให้มากขึ้นว่าสรรพคุณที่ว่ามามากมายนั้นแท้จริงแล้วถ้ากินกล้วย จะช่วยอะไรได้บ้าง เริ่มจากคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้  ไม่ว่าจะท้องเสีย ท้องผูก ตามตำราหมอยาไทย เชื่อว่า “กล้วยน้ำว้า” เป็นยาเย็น ดังนั้นเมื่อรู้สึกแสบร้อนในกระเพาะอาหาร ให้กิน“กล้วยน้ำว้า”จะช่วยได้  จะกินทั้งในแบบของ“กล้วยน้ำว้า”ดิบตากแห้ง แล้วตำเป็นผงละลายกับน้ร้อนดื่ม  หรือ กินกล้วยสุกกับน้ำผึ้ง หรือจะกินกล้วยสุกแบบธรรมดาก็ได้ 

 รู้หรือไม่ "กล้วยน้ำว้า" รักษาสารพัดโรค ไม่ว่าจะกินสุก - ดิบ ให้ประโยชน์ต่างกัน

มีการวิจัย ในการใช้กล้วยรักษาโรคกระเพาะ พบว่า ได้ผลน่าพอใจ เนื่องจากกล้วยไปกระตุ้นให้ผนังกระเพาะสร้างเยื่อเมือกมากขึ้น เยื่อเมือกนี้จะปิดแผลทำให้แผลหายเร็ว ผู้ที่มีปัญหาแผลในกระเพาะจะมีอาการดีขึ้น กระเพาะแข็งแรงขึ้น โอกาสเป็นแผลก็น้อยลง แต่ไม่ไปลดกรดอันจะไปทำลายกลไกธรรมชาติของร่างกาย จนทำให้เกิดความแปรปรวนของธาตุในร่างกาย ดังนั้น กล้วยน้ำว้า จึงเป็นทั้งยารักษาและป้องกันโรคกระเพาะในเวลาเดียวกัน

 รู้หรือไม่ "กล้วยน้ำว้า" รักษาสารพัดโรค ไม่ว่าจะกินสุก - ดิบ ให้ประโยชน์ต่างกัน

“กล้วยน้ำว้า” ยังช่วยคลายเครียด เนื่องจากการที่ กรดอะมิโนทริปโทเฟนที่มีอยู่ในกล้วย ช่วยในการผลิตสาร ซีโรโทนิน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้เกิดอาการผ่อนคลาย รู้สึกมีความสุข 

สำหรับผู้ที่มีอาการของโรคกระเพาะ  ให้นำ กล้วยน้ำว้าดิบ ฝานเป็นแว่นบางๆ อบ หรือ ตากให้แห้ง จากนั้นนำมาบดเป็นผง รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา ก่อนอาหารวันละ 3 เวลา หรือจะผสมกับน้ำผึ้งด้วยก็ได้ เนื่องจากในกล้วยน้ำว้าดิบ มีสารฝาดสมานที่เรียกว่า แทนนิน ซึ่งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย  กล้วยน้ำว้าที่เพิ่งเริ่มสุกเปลือกยังมีสีเขียวอยู่ เป็นทั้งยาและอาหารที่ดีมากสำหรับคนท้องเสีย นอกจากแก้ท้องเสียแล้ว ยังช่วย เพิ่มกากใยในลำไส้อีกด้วย และในกล้วยน้ำว้ายังมีธาตุโพแทสเซียมสูงมาก ดังนั้น การใช้กล้วยแก้ท้องเสียเท่ากับให้ธาตุโพแทสเซียมชดเชยกับที่สูญเสียไปเวลามีอาการท้องร่วง

 รู้หรือไม่ "กล้วยน้ำว้า" รักษาสารพัดโรค ไม่ว่าจะกินสุก - ดิบ ให้ประโยชน์ต่างกัน
 รู้หรือไม่ "กล้วยน้ำว้า" รักษาสารพัดโรค ไม่ว่าจะกินสุก - ดิบ ให้ประโยชน์ต่างกัน

จากสรรพคุณทางยา ของกล้วยน้ำว้าดิบแล้ว มากันที่ กล้วยสุก  กันบ้าง กล้วยน้ำว้า ที่สุกงอมมีฤทธิ์ช่วยระบาย เนื่องจากมีสารเพคตินอยู่เป็นจำนวนมาก จึงช่วยเพิ่มกากให้กับลำไส้ แต่เนื่องจากกล้วยสุกมีฤทธิ์ระบายไม่มากนัก หากต้องการกินกล้วยเพื่อช่วยในเรื่องของการขับถาย จึงต้องรับประทานเป็นประจำ วันละ 5-6 ลูก ติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน จึงจะเห็นผล และนอกจากนี้แล้ว เคล็ดลับที่อยากจะบอกใครมีปัญหาเรื่องกลิ่นปาก ให้กินกล้วยน้ำว้า 1 ผล ก่อนแปรงฟัน ในช่วงเช้า ช่วยลดกลิ่นปากลงได้  

 รู้หรือไม่ "กล้วยน้ำว้า" รักษาสารพัดโรค ไม่ว่าจะกินสุก - ดิบ ให้ประโยชน์ต่างกัน
 รู้หรือไม่ "กล้วยน้ำว้า" รักษาสารพัดโรค ไม่ว่าจะกินสุก - ดิบ ให้ประโยชน์ต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ถึงการกินกล้วยจะมีประโยชน์มากมาย แต่การบริโภคในปริมาณมากก็ส่งผลเสียกับร่างกายได้เช่นกัน ดังนั้นจึงต้องระวัง การกินกล้วยน้ำว้า ในปริมาณมาก โดยเฉพาะกล้วยห่าม อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้องได้ 

ขอบคุณที่มา : https://www.technologychaoban.com/

หนังสือบันทึกของแผ่นดิน เล่มที่ 6 สมุนไพรท้องไส้ในวิถีอาเซียน โดย เภสัชกรหญิง ดร. สุภาภรณ์ ปิติพร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

ไขปัญหา “ดื่มน้ำเยอะ” ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรบ้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471090

ไขปัญหา”ดื่มน้ำเยอะ”ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

19 มิถุนายน 2564 – 20:00 น.

หลายคนที่ยังเข้าใจผิดอยู่เกี่ยวกับเรื่องการดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายสุขภาพดีนั้น ต้องอ่านทางนี้ เพราะทราบหรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วการดื่มน้ำในปริมาณที่เยอะเกินควรส่งผลต่อร่างกายอย่างมาก

การดูแลสุขภาพอย่างหนึ่ง เรามักจะได้ยินบ่อยมาก ดื่มน้ำเยอะ ๆ สิ ผิวจะได้ดี ผิวจะได้สวยช่วยเรื่องต่าง ๆ มากมาย ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า น้ำนั้นสำคัญต่อร่างกายของเราจริง ๆ หากลองสังเกตดูนั้น ช่วงไหนที่เราดื่มน้ำน้อย หน้าตาก็ไม่ค่อยสดใส ปากแห้ง เป็นแผลร้อนใน เจ็บคอ รูปร่างเริ่มเปลี่ยนแปลงไป แต่เมื่อไหร่ที่ดื่มน้ำน้อยก็จะสังเกตได้ทันทีเช่นกันว่าร่างกายของเราจะสื่อสารว่าต้องการน้ำทันที 

คราวนี้สงสัยมั้ยว่าที่ใครต่อใครบอกว่าดื่มน้ำเยอะ ๆ ต้องดื่มอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือปริมาณเท่านี้ เท่านั้นถึงจะดี แต่ทราบไหมว่าถ้าดื่มมากไป ก็ไม่ได้ส่งผลดีเสมอ ฉะนั้นหากเราดื่มน้ำ ในปริมาณที่พอดีกับร่างกายต้องการความเปล่งปลั่งสดชื่นก็จะแสดงมาให้เห็นชัด

วันนี้เราจึงขอนำข้อมูลที่พอดีในการดื่มนำ้บอกนั่นคือการดื่มน้ำตามช่วงเวลาหล่อเลี้ยงไปตลอดทั้งวันไปตลอดตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอก

ไขปัญหา"ดื่มน้ำเยอะ"ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

ช่วง 7.00 น. ให้ดื่มน้ำในปริมาณ 1 แก้ว นั่นเพราะช่วงเวลานี้ เลือดนั้นจะมีความเข้มข้นสูงและขาดน้ำมาทั้งคืน และเพื่อช่วยกระตุ้นการขับถ่ายช่วงเช้า 
ช่วง 8.00 น. ให้ดื่มน้ำในปริมาณ 1 แก้ว ให้ดื่มน้ำก่อนรับประทานมื้อเช้าของตัวเอง แต่ไม่ควรดื่มก่อนอาหารในเวลากระชั้นชิด เพราะทำให้น้ำย่อยเจือจาง และทำให้ย่อยอาหารไม่ดี 
ช่วง 9.00 – 11.00 น. ให้ดื่มน้ำในปริมาณ 2 แก้ว ช่วงนี้ต้องดื่มเยอะ เพราะร่างกายมีของเสีย จึงต้องดื่มไปช่วยกระตุ้นการขับถ่าย 

ช่วง 12.00 น. ให้ประมาณ 1/2 แก้ว ซึ่งให้ดื่มก่อนรับประทานมื้อเที่ยง เช่นเคยอย่างให้เวลากระชั้นชิดเกินไป 
ช่วง 13.00 – 16.00 น. ให้ดื่มน้ำในปริมาณ 2 แก้ว ช่วงนี้ให้ดื่มน้ำแบบการจิบ ไปเรื่อย ๆ เพื่อหล่อเลี้ยงความชุ่มชื่นให้กับผิว
ช่วง 17.00 – 19.00 น. ให้ประมาณ 1/2 แก้ว ดื่มก่อนรับประทานมื้อเย็น

ช่วง 19.00 –  21.00 น. ให้ดื่มน้ำในปริมาณ 2 แก้ว  ช่วงนี้ให้ดื่มน้ำแบบการจิบ ไปเรื่อย ๆ เพื่อหล่อเลี้ยงความชุ่มชื่นให้กับผิว
ช่วงก่อนนอน ให้ดื่มน้ำในปริมาณ 1 แก้ว เพื่อช่วยละล้างสิ่งที่ตกค้างในลำไส้ แต่ไม่ควรดื่มใกล้เวลานอน เพราะจะทำให้ปวดปัสสาวะ ระหว่างพักผ่อนกลางคืน 

ทั้งนี้ช่วงเวลาดังกล่าวนั้นสามารถปรับให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของแต่ละคนได้

ไขปัญหา"ดื่มน้ำเยอะ"ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

นอกจากเรื่องของไทม์ไลน์ที่ดีในการดื่มน้ำตามช่วงที่แนะนำไปก่อนหน้านี้แล้ว คำถามหนึ่งที่ถูกให้ความรู้กันบ่อย ๆ คือ “ดื่มน้ำเยอะไป อันตรายหรือไม่ และช่วยลดความอ้วนได้ด้วยจริงหรือ” โดยข้อมูลที่เปิดเผยบอกว่า ” ดื่มน้ำเยอะ อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ เพราะจะทำให้ใตทำงานหนัก ทำให้เซลล์บวมน้ำ อาการต่อมาคือหัวศีรษะ คลื้นไส้ อาเจียน ฉะนั้นปริมาณน้ำที่ดื่ม 8 แก้ว ต่อวันคือพอดีที่สุดแล้ว

ส่วนการดื่มน้ำนั้นสามารถช่วยลดความอ้วนได้จริง เพราะการดื่มน้ำเยอะอย่างวันละ 8 แก้ว จะช่วยลดปริมาณไขมันในร่างกายของเราให้ลงได้ และถ้าดื่มก่อนมื้ออาหาร 1 ชั่วโมงจะช่วยลดความยากอาหารลงได้ด้วย และช่วยให้ระบบการย่อยอาหารนั้นทำงานดียิ่งขึ้นและได้ประสิทธิภาพเต็มที่ แถมช่วยเรื่องป้องกันกรดไหลย้อนได้ด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องออกกำลัง และรับประทานอาหารที่ดี ควบคู่ไปด้วยถึงจะเห็นผลจริง “

ไขปัญหา"ดื่มน้ำเยอะ"ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

สิ่งที่ “ทำลายสุขภาพเส้นผม” โดยที่เราไม่รู้ตัว ห้ามทำไม่งั้นผมพังแน่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471076

สิ่งที่ “ทำลายสุขภาพเส้นผม” โดยที่เราไม่รู้ตัว ห้ามทำไม่งั้นผมพังแน่

19 มิถุนายน 2564 – 14:55 น.

ใครที่รักและชอบดูแลสุขภาพผมต้องอ่าน เพราะสิ่งเหล่านี้ที่ทำเป็นประจำที่แท้อาจจะเป็น “ทำลายสุขภาพเส้นผม” โดยที่เราไม่รู้ตัว ทำให้เส้นผมเกิดความอ่อนแอ แห้งเสีย ชี้ฟูและไม่เงางาม

การทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำเป็นประจำ เพื่อกำจัดคราบไขมัน ฝุ่นละออง และสิ่งสกปรก รวมถึงคราบสารเคมีจากผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม สำหรับคนที่หนังศีรษะมัน ควรสระผมทุกวัน หรือวันเว้นวัน และคนที่หนังศีรษะแห้งก็สามารถทิ้งระยะห่างในการสระผมห่างได้เช่นทุก 2-3 วัน อาจจะทำให้เกิดอาการหนังศีรษะแห้งลอกเป็นขุย เส้นผมเปราะบางเกิดความอ่อนแอ ขาดความเงางาม หลุดร่วงง่าย แต่สิ่งเหล่านี้ที่เราทำเป็นประจำบางสิ่งอาจจะ “ทำลายสุขภาพเส้น” ผมโดยที่เราไม่รู้ตัวก็เป็นได้ 

 สิ่งที่ "ทำลายสุขภาพเส้นผม" โดยที่เราไม่รู้ตัว ห้ามทำไม่งั้นผมพังแน่

“สิ่งที่ทำลายสุขภาพเส้นผม” โดยที่เราไม่รู้ตัว ทำให้เส้นผมเกิดความอ่อนแอ แห้งเสีย ชี้ฟูและไม่เงางาม ได้แก่ การใช้แชมพูสระผมที่มีค่าความเป็นด่างสูง ทำให้เกล็ดผมบวม และง่ายต่อการถูกทำลาย รวมถึงการใช้น้ำที่ร้อนเกินไปสระผม ทำให้เส้นผมสูญเสียความชุ่มชื้น เนื่องจากน้ำร้อนจะไปชะล้างน้ำมันที่หล่อเลี้ยงเส้นผมออกไป ทำให้ผมแห้งเสีย

 สิ่งที่ "ทำลายสุขภาพเส้นผม" โดยที่เราไม่รู้ตัว ห้ามทำไม่งั้นผมพังแน่

การใช้ไดร์ร้อนเป่าผม เครื่องหนีบผม หรือเครื่องม้วนผม เป็นการทำลายเกล็ดผม ทำให้เส้นผมแห้งเสีย และชี้ฟูการดัดหรือยืดผมทำให้ผมเสีย เนื่องจากสารเคมีในน้ำยาดัดหรือยืดผมทำให้เส้นผมเกิดการเปลี่ยนรูปร่าง และเปราะบางขึ้น ส่วนการกัดสีหรือทำสี ทำให้รากผมอ่อนแอ หลุดร่วงง่าย บางรายอาจมีอาการแพ้ เกิดผื่นคันที่หนังศีรษะ รวมถึงเกิดอาการผมร่วงได้ เนื่องจากในน้ำยาทำสีผมมีส่วนประกอบของสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดและด่าง

 สิ่งที่ "ทำลายสุขภาพเส้นผม" โดยที่เราไม่รู้ตัว ห้ามทำไม่งั้นผมพังแน่

การอยู่ในสภาพอากาศที่แห้งเป็นเวลานาน ทำให้เส้นผมแห้งกระด้าง เกิดไฟฟ้าสถิต ผมชี้ฟู และจัดทรงยากส่วนความร้อนจากแสงแดดและรังสี UV ก็ทำให้เส้นผมเปราะ ขาดง่าย แห้งกร้าน เนื่องจากโปรตีนเคราตินที่ทำหน้าที่ปกป้องเส้นผมถูกทำลาย

 สิ่งที่ "ทำลายสุขภาพเส้นผม" โดยที่เราไม่รู้ตัว ห้ามทำไม่งั้นผมพังแน่

ความเครียดทำให้ผมแห้งเสีย ขาดน้ำหนัก ในบางรายอาจมีอาการผมร่วงได้ เนื่องจากความเครียดส่งผลต่อฮอร์โมน และระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติ ทำให้สารอาหารที่ไปช่วยบำรุงเส้นผมไม่เพียงพอ การถอนเส้นผมอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ทำให้ผมไม่งอกขึ้นมาใหม่ ส่วนการแกะเกาหนังศีรษะอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดผื่นคันเรื้อรัง ผมหักขาดเป็นหย่อมๆ

 สิ่งที่ "ทำลายสุขภาพเส้นผม" โดยที่เราไม่รู้ตัว ห้ามทำไม่งั้นผมพังแน่

การมีผมสวยสุขภาพดีย่อมเป็นที่ดึงดูด และส่งผลดีต่อบุคลิกภาพ ทำให้เกิดความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งวิธีการง่ายๆ เริ่มจากลดการใช้สารเคมีในการทำสี ดัด ย้อมให้น้อยที่สุด, หลีกเลี่ยงการเป่าผมด้วยความร้อนจัด หลีกเลี่ยงการหนีบผม หรือไดร์ยืดผมตอนที่เส้นผมยังเปียกอยู่ เพราะจะทำให้เส้นผมขาดหักได้ง่าย, การหวีผม ควรใช้แปรงที่มีตุ่มหรือหวีซี่ใหญ่ โดยไม่ทำให้เกิดเส้นผมขาดจากการเกี่ยวของหวีหรือแปลงได้

 สิ่งที่ "ทำลายสุขภาพเส้นผม" โดยที่เราไม่รู้ตัว ห้ามทำไม่งั้นผมพังแน่

ควรใช้น้ำอุ่นในการสระผม โดยให้ปลายนิ้วนวดคลึงหนังศีรษะ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และไม่ควรเกาหนังศีรษะอย่างรุนแรงขณะสระผม นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินเอ, วิตามินบี, สังกะสี (Zinc) และเหล็ก (Iron) อาทิ เนื้อปลา หอยนางรม ไข่ นมหรือผลิตภัณฑ์จากนม ถั่วและธัญพืชชนิดต่างๆ ผักใบสีเขียวเข้ม ส้ม และแครอท ฯลฯ ก็ช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรงและมีสุขภาพดีได้อีกด้วย

 สิ่งที่ "ทำลายสุขภาพเส้นผม" โดยที่เราไม่รู้ตัว ห้ามทำไม่งั้นผมพังแน่

ปวดตรงนี้ ป่วยตรงไหน เช็ก 9 ตำแหน่ง “ปวดท้อง” บ่งบอกเสี่ยงโรคใดบ้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471083

ปวดตรงนี้ ป่วยตรงไหน เช็ก 9 ตำแหน่ง “ปวดท้อง” บ่งบอกเสี่ยงโรคใดบ้าง

19 มิถุนายน 2564 – 14:32 น.

อาการ “ปวดท้อง” จุดเดิมบ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณที่บอกได้ว่ามีความผิดปกติบางอย่างของอวัยวะในช่องท้อง เช็ก 9 ตำแหน่งบ่งบอกเสี่ยงโรคใดบ้าง

“อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” เรื่องของสุขภาพต้องมาก่อน หลายคนคงเคย ปวดท้อง แต่รู้หรือไม่ว่าสาเหตุคืออะไร อาการปวดท้องจุดเดิมบ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณที่บอกได้ว่ามีความผิดปกติบางอย่างของอวัยวะในช่องท้อง วันนี้ เราจะได้ทราบเบื้องต้นว่า เราเสี่ยงโรคใดบ้างกับ 9 ตำแหน่งปวดท้อง

1. ปวดใต้ลิ้นปี่ : กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ตับ

มักมีอาการปวดเวลาหิว หรือ อิ่ม อาจเป็นโรคกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ ปวดรุนแรง และคลื่นไส้อาเจียน อาจเป็นโรคตับอ่อนอักเสบ

2. ปวดชายโครงซ้าย : ม้าม ตับอ่อน

อาการปวดบริเวณนี้ อาจเป็นเพราะม้ามแตก กรวยไตซ้ายอักเสบ หรือนิ่วในไตซ้าย

3. ปวดชายโครงขวา : ตับ ถุงน้ำดี

หากมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง อาจเป็นโรคตับอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี

4. ปวดรอบสะดือ : ลำไส้เล็ก

ปวดแบบมีลมในท้อง เป็นอาการท้องเดิน แต่หากปวดรุนแรงทนไม่ได้ อาจเป็นอาการลำไส้อักเสบ หรือไส้ติ่งอักเสบ

5. ปวดปั้นเอวขวา : ท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ ปวดเอวด้านหลัง 

รวมถึงมีอาการร่วม คือ รู้สึกแสบเวลาปัสสาวะ มีไข้ หากเคาะเบาๆ ตรงส่วนเอวด้านหลังก็ทำให้เจ็บมากได้

6. ปวดปั้นเอวซ้าย : ท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ ปวดเอวด้านหลัง 

รวมถึงมีอาการร่วม คือ รู้สึกแสบเวลาปัสสาวะ มีไข้ หากเคาะเบาๆ ตรงส่วนเอวด้านหลังก็ทำให้เจ็บมากได้

7. ปวดเหนือหัวหน่าว : กระเพาะปัสสาวะ มดลูก

ปวดเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะกะปริบกะปรอย อาจเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

ปวดเกร็งช่วงมีรอบเดือน ปวดเรื้อรัง หรือคลำพบก้อน ควรพบแพทย์เฉพาะทาง อาจเป็นอาการของมดลูกอักเสบ หรือเนื้องอกมดลูก

8. ปวดท้องน้อยซ้าย : ท่อไต ปีกมดลูกด้านซ้าย

ปวดเกร็ง และร้าวมาที่ต้นขา อาจเป็นนิ่วในท่อไต หรืออาการปวดมีไข้ร่วมด้วย หนาวสั่น มีตกขาว อาจเป็นปีกมดลูกอักเสบ

9. ปวดท้องน้อยขวา : ไส้ติ่ง ท่อไต ปีกมดลูกด้านขวา

หากปวดเกร็งเป็นระยะๆ แล้วร้าวมาที่ต้นขา หมายถึง กรวยไตมีความผิดปกติ ปวดเสียดๆ กดแล้วเจ็บ อาจเป็นไส้ติ่งอักเสบ หรืออาการปวดมีไข้ร่วมด้วย อาจเป็นปีกมดลูกอักเสบ หรือหากคลำแล้วเจอก้อนเนื้อ เบื้องต้น อาจเป็นก้อนไส้ติ่งหรือรังไข่ผิดปกติ

ดังนั้น ต้องหมั่นสังเกตตำแหน่งที่มักปวดท้อง และหากบ่อยครั้ง ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัย เพราะอาจจะเป็นโรคที่อันตรายมากกว่าที่คิด

9 ตำแหน่งปวดท้อง, ปวดท้อง, ป่วย, ปวด, โรค

ข้อมูล : โรงพยาบาลศิครินทร์

6 “ไม้ด่าง” ซื้อง่าย ขายคล่องสำหรับมือใหม่หัดปลูก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471070

6 “ไม้ด่าง” ซื้อง่าย ขายคล่องสำหรับมือใหม่หัดปลูก

19 มิถุนายน 2564 – 12:43 น.

สำหรับมือใหม่ที่อยากลองปลูกลองเล่น “ไม้ด่าง” ดู ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี จะเริ่มจากต้นไหน วันนี้เราขอนำเสนอ “ไม้ด่าง” 6 ชนิดมาให้เลือกปลูกด้วยราคาที่ไม่แพงอย่างที่คิด ซึ่งแต่ละต้นที่แนะนำนั้นมีราคาถูกจริง ๆ

1  Syngonium pink spot (ออมชมพูด่าง)  

มีสีชมพูอ่อนใบมีความด่างเป็นประสีชมพูเข้ม อยู่ในตระกูล ซิงโกเนียม (Syngonium) ซิงโกเนียม แท้จริงแล้ว อยู่ในวงศ์ของ “Araceae” หรือพืชตระกูลบอน (ถึงแม้รูปร่างอาจจะไม่ค่อยเหมือนกันมากนักก็ตาม) โดยมีลักษณะที่หลากหลายมากกว่า 35 รูปแบบ ทั้งรูปแบบใบที่คล้ายหัวลูกศรสามารถขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ หรือหากใจเย็นสักหน่อย ซิงโกเนียมสามารถเลื้อยไปตามดิน หรือขึ้นหลักเป็นพุ่มสวยงามพร้อมรากอากาศได้อีกด้วย และถึงแม้ว่าจะเป็นไม้ที่เพาะชำได้ไม่ยากเย็นมากนัก แต่ด้วยลวดลายและสีสันที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์ในแต่ละสายพันธุ์ ก็ทำให้มีกลุ่มแฟนคลับที่เหนียวแน่นและแน่นอนว่าราคาในบางสายพันธุ์ก็ทะยานสูงขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดเป็นเงาตามตัวจึงทำให้ซิงโกเนียมพันธุ์พิเศษนี้เป็นที่จับตาของเหล่านักสะสมมือใหม่ สามารถจับต้องได้กับราคาหลักร้อย

6 "ไม้ด่าง" ซื้อง่าย ขายคล่องสำหรับมือใหม่หัดปลูก

2 เงินไหลมาด่างขาว (Syngonium podophyllum Variegeted) 

อยู่ในตระกูล “ซิงโกเนียม (Syngonium) เช่นกัน ใบสีเขียวมีลักษณะด่างสีขาว และเป็นที่นิยมของนักสะสมมือใหม่ ขาดตลาดเป็นบางช่วง และใบที่มีความด่างสวยค่อนข้างหาได้ไม่ยากนัก เป็นชนิดไม้มงคลฟอกอากาศ  เป็นไม้เลื้อยลำต้นอวบน้ำสีเขียวอมเทาเลื้อยพันด้วยรากพิเศษที่ออกมาตามลำต้นใบเดี่ยวโคนใบเป็นรูปหัวลูกศรปลายใบเรียวแหลมใบสีเขียวหรือด่างขาว เลี้ยงง่าย ในร่มรำไร อากาศถ่ายเท ไม่ชอบน้ำแฉะ

6 "ไม้ด่าง" ซื้อง่าย ขายคล่องสำหรับมือใหม่หัดปลูก

3  Marble Queen พลูด่างราชินีหินอ่อน ตระกูล ARACEAE เป็นไม้มงคล ลำต้นอ่อนอวบน้ำมีสีเขียวและมีรากยึดเกาะออกตามต้น ใบแตกออกตามข้อต้นลักษณะคล้ายใบพลูใบมนป้อมปลายใบแหลมโคนใบบนเว้าเล็กน้อยลักษณะคล้ายรูปหัวใจขนาดใบกว้างประมาณ 46 เซนติเมตรยาวประมาณ 58 เซนติเมตรผิวใบเรียบสีเขียวและมีลายประสีขาวหรือเป็นแถบสีขาวนวลคล้ายกับลายหินอ่อน แสง ต้องการแสงแดดรำไร หรือในร่ม ชอบน้ำมาก เป็นไม้พื้น ๆ เชื่อว่ามีปลูกเกือบทุกบ้าน หาง่าย ราคาหลัก 10 – 100 เหมาะสำหรับมือใหม่และงบน้อย

6 "ไม้ด่าง" ซื้อง่าย ขายคล่องสำหรับมือใหม่หัดปลูก

4 Epipremnum Pinnatum Variegated อิพิพรีนั่ม ด่างขาว หรือพลูฉีก แต่ไม่ได้อยู่ในตระกูลพลู เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ Araceae วงศ์เดียวกับมอนสเตล่า เป็นไม้เลื้อย ที่โตเต็มวัยใบจะฉีก เลี้ยงง่าย ยิ่งโตยิ่งสวย

6 "ไม้ด่าง" ซื้อง่าย ขายคล่องสำหรับมือใหม่หัดปลูก

5 ต้นพลูงาช้าง Epipremnum aureum พลูอินเดีย หรือพลูอินโด มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศอินเดีย เป็นไม้มงคล สามารถฟอกอากาศและช่วยลดคาร์บอนมอนอกไซด์ได้ อยู่ในวงศ์ ARACEAE  เป็นไม้อิงอาศัย ลำต้นสีเขียวอ่อน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจถึงรูปไข่กว้าง ปลายเรียวแหลม โคนมนหรือรูปหัวใจ ขอบเรียบ แผ่นใบบิดเล็กน้อย สีเขียวมีลายด่างสีขาว ฟอกอากาศกับดูซับกลิ่นได้ดีอีกด้วยนยิ่งเลี้ยงน้องในห้องแอร์ใบก็จะยิ่งเงาสวย ดินร่วน ต้องการน้ำปานกลาง ชอบร่มรำไร – แดดปานกลาง

6 "ไม้ด่าง" ซื้อง่าย ขายคล่องสำหรับมือใหม่หัดปลูก

6 Manjula pothos พลูแอปเปิ้ล  ต้นไม้ฟอกอากาศอีกต้นหนึ่งที่แนะนำ  เป็นต้นไม้อิงอาศัย ลำต้นสีเขียวอ่อน ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจถึงรูปไข่กว้าง ปลายเรียวแหลม โคนมนหรือรูปหัวใจ ขอบเรียบ แผ่นใบบิดเล็กน้อย สีเขียวมีลายด่างสีขาว ไม้ประดับ ที่กำลัง นิยมมาก ๆ ของคนรักพลู พลูแอปเปิ้ลเป็นไม้ตระกูลเดียวกับพลูด่าง นิยมปลูกประดับตกแต่ง ปลูกในบ้านและในห้องนอนได้ดี พลูแอปเปิ้ลมีใบรูปหัวใจ สีเขียวขาว ด่างๆ น่ารัก น่าเลี้ยง ปลูกได้ในน้ำและในดิน เลมองเผิน ๆ แอบคล้ายพลูด่างราชินีหินอ่อน แต่พลูแอปเปิ้ลจะมีใบกลมกว่าดูแล้วคล้ายผลแอปเปิ้ล

6 "ไม้ด่าง" ซื้อง่าย ขายคล่องสำหรับมือใหม่หัดปลูก

หมายเหตุ : ตระกูล Syngonium เมื่อเลี้ยงไปเรื่อย ๆ ใบสามารถกลายร่างได้ โดยใบจะแตกเป็นแฉกได้ลายแฉกตามการเจริญเติบโต

“โคมไฟล้านนา” สวยต้องมนต์สะกด กับประเพณียี่เป็ง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471061

“โคมไฟล้านนา” สวยต้องมนต์สะกด กับประเพณียี่เป็ง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11

19 มิถุนายน 2564 – 11:16 น.

“โคมไฟล้านนา” กับประเพณียี่เป็ง สิ่งกันที่ขาดไม่ได้ ในงานขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11

หลายๆ คนที่ชื่นชอบ“โคมไฟ” หลากหลายสีสันอันฉูดฉาด เพื่อนำมาประดับ หรือตกแต่งอาคารบ้านเรือน ให้เกิดความสวยงาม โดยเฉพาะในช่วงพลบค่ำ ยามดึก แสงไฟระยิบระยับ ที่ถูกสังสรรค์ไว้ จะส่องประกายเข้าสู่สายตา ดั่งมนต์สะกด  

"โคมไฟล้านนา" สวยต้องมนต์สะกด กับประเพณียี่เป็ง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11

 วันนี้ จะมาขอแนะนำ “โคมไฟล้านนา” ซึ่งก็แน่นอนละครับ..คำว่า “ล้านนา” จะเป็นที่ไหนอื่นใดไม่ได้ นอกเสียจากพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งมีประเพณีและวัฒนธรรม อันอ่อนช้อย และงดงามยิ่งนัก

"โคมไฟล้านนา" สวยต้องมนต์สะกด กับประเพณียี่เป็ง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11

เข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน “โคมไฟล้านนา” มักถูกนำมาประดับ ตกแต่งอาคารบ้านเรือน เพื่อความสวยงาม และสร้างความเป็นศิริมงคลให้กับเจ้าของบ้าน เพราะสำหรับชาวล้านนา เชื่อกันว่า การจุดโคมไฟ จะนำความเจริญ และความสุขมาให้กับคนในครอบครัว และหากเกิดมาในภพหน้า ก็จะมีความฉลาดเฉลียว

สำหรับ “โคมไฟล้านนา” ของชาวเหนือ ส่วนใหญ่มักจะผลิตด้วยฝีมือของชาวบ้านล้วนๆ โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติ นำมาประกอบกัน ซึ่งจะมีการขึ้นรูปด้วยใม้ไผ่ ที่ถูกบรรจงเหล่ามาอย่างพิถีพิถัน และเมื่อได้รูปทรงที่ต้องการแล้ว ก็จะนำกระดาษสีที่เตรียมไว้ นำมาประกอบเข้าด้วยกัน พร้อมกับตกต่างด้วยเกล็ดเล็กเกล็ดน้อย ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์ หรือตราต่างๆ ด้วยสีสันที่ตกลงตัว  

กระทั่งขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ก็จะถึงวันออกพรรษา หรือวันสิ้นสุดการจำพรรษา และช่วงนี้เอง คนทั่วไปมักเรียกกันว่า “ปลายฝนต้นหนาว” เพราะถือว่าเป็นสัญญาณของเทศกาล “ยี่เป็ง”

ฉะนั้น “โคมไฟล้านนา” และประเพณียี่เป็ง ถือเป็นสิ่งคู่กันที่ขาดไม่ได้ เพราะในอดีตชาวล้านนา มักจะใช้ตะเกียงจุดไฟ เพื่อใช้เป็นแสงสว่างในการจัดพิธี หรือจัดงานในช่วงกลางคืน แต่ตะเกียงค่อนข้างมีราคา และต้องใช้น้ำมันที่มีราคาแพง ดังนั้น จึงได้มีแนวคิดนำโคมไฟมาใช้ในพิธีกรรมต่างๆ แทน

กระทั่งในปัจจุบัน “โคมไฟ” จึงได้ถูกนำไปใช้ ตกแต่งตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ โบราณสถาน บ้านพัก หรือโรงแรม ก็เพื่อความสวยงาม จนกระทั่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วประเทศ  

ทำความรู้จัก “น้ำผึ้งเดือนห้า” 1 ปี มีครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471052

ทำความรู้จัก”น้ำผึ้งเดือนห้า” 1 ปี มีครั้ง

19 มิถุนายน 2564 – 10:11 น.

น้ำผึ้งถูกจัดให้เป็นอาหารธรรมชาติมีสรรพคุณทางยา ชนิดของน้ำผึ้ง ในปัจจุบันนี้ มีด้วยกัน 5 ชนิด รวมถึง ” น้ำผึ้งเดือนห้า” ที่ได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าสูงที่สุด

 น้ำผึ้งเป็นอาหารธรรมชาติ เกิดจากน้ำหวานเกสรดอกไม้ที่ผึ้งบินไปตอมแล้วใช้กระบวนการตามธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงมาเป็นน้ำผึ้ง รวมถึงสภาวะแวดล้อมของพืชชนิดนั้น ๆ  น้ำผึ้งที่ได้จากผึ้งป่า หรือผึ้งที่เลี้ยงในป่าแบบปล่อยธรรมชาติ จึงมีความสมบูรณ์และมีแร่ธาตุอาหารที่แตกต่างจากน้ำผึ้งเลี้ยงในฟาร์มผึ้ง   และจะมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับ “น้ำผึ้งเดือนห้า”    

ความหมายของ “น้ำผึ้งเดือนห้า” คือเป็นเดือนที่อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ พืชพันธุ์ในป่ากำลังงอกงาม   ทำให้ผึ้งสามารถเก็บน้ำหวานและเกสรดอกไม้ได้หลากหลายพันธุ์  อากาศเดือนห้ามีความชื้นน้อย  น้ำผึ้งที่ได้ในเดือนห้าจึงมีความเข้มข้นสูง เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ   ประโยชน์ของน้ำผึ้ง “น้ำผึ้งเดือนห้า”   จึงครอบคลุมไปถึง ช่วยปรับสมดุลร่างกาย เช่นเดียวกับสารอาหารที่พบในผักใบเขียว เพราะในน้ำผึ้งมีแร่ธาตุต่างๆ เช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม เกลือแร่ กรดอะมิโนจำเป็น รวมถึงสารเอนติออกซิเดนท์ และ วิตามิน บี ซี แร่ธาตุ 

สิ่งเหล่านี้  มีความจำเป็นต่อร่างกายที่จะเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บำรุงโลหิต มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ น้ำผึ้ง”จัดเป็นตัวยาสมุนไพรที่สำคัญ หนึ่งในยาอายุวัฒนะ เพราะคุณค่าอันมีประโยชน์อย่างมากมายที่ทำให้ร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง อายุยืนยาว   ด้วยคุณสมบัติมีรสหวานฝาด  จึงนิยมใช้น้ำผึ้ง รวมทั้ง”น้ำผึ้งเดือนห้า“แต่งรสยาบางชนิด เช่น ยาแก้ไข้ที่มีรสขม การนำน้ำผึ้งมาผสมกับยาผงให้เหนียว เพื่อปั้นเป็นลูกกลอน    เป็นต้น 

12  คุณสมบัติอันมาจากน้ำผึ้ง และ ” น้ำผึ้งเดือนห้า” ซึ่งประกอบด้วย    1. ลดการอักเสบ หากมีบาดแผลหรือแผลถลอก ช่วยฆ่าเชื้อ ป้องกันการติดเชื้อและทำให้แผลหายเร็ว 2. รักษาโรคผิวหนังจากเชื้อรา  3. ต้านข้ออักเสบ 4. แก้อาการท้องผูก ช่วยลดอาการท้องผูกได้ 5. แก้นอนไม่หลับ น้ำผึ้งเป็นยาระงับประสาทอ่อน ๆ 6. บำรุงเลือด ดื่มเป็นยาบำรุงเลือด  7. บรรเทาอาการไอ ช่วยบรรเทาการไอเรื้อรัง 8. บำบัดเบาหวาน 9. ลดความดันโลหิตสูง  10. ช่วยปรับสมดุลร่างกายและควบคุมน้ำหนัก  11. สำหรับผิวหน้า ผู้ที่มีปัญหาสิวเสี้ยนหรือต้องการบำรุงผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ ให้ผิวหน้าคุณชุ่มชื่นและนุ่มนวลขึ้น  และ 12. เพื่อผมเงางาม ผมจะนิ่มและเงางามตามธรรมชาติ   

การทดสอบน้ำผึ้ง ว่าเป็นของแท้  จะมีความข้นและหนืดพอสมควรซึ่งแสดงว่าน้ำผึ้งมีน้ำน้อย  ,  มีสีตามธรรมชาติ ตั้งแต่สีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาล ใส ไม่ขุ่นทึบ ,มีกลิ่นหอมของน้ำผึ้งตามชนิดของดอกไม้นั้น ๆ เช่น น้ำผึ้งจากดอกลำไย น้ำผึ้งจากดอกลิ้นจี่ ,  ปราศจากกาก ไขผึ้ง หรือเศษตัวผึ้งปะปน รวมทั้งวัสดุแขวนลอยต่าง ๆ  ,ไม่มีกลิ่นบูดเปรี้ยว ไม่มีฟอง , ไม่มีการใส่สารปรุงแต่งสี กลิ่น รสใด ๆ ลงในน้ำผึ้ง , การหยดน้ำผึ้งใส่กระดาษไข ถ้าเป็นของแท้จะไม่ซึม ,  หากทดสอบโดยหยดน้ำผึ้งลงในแก้วน้ำชา สังเกตการละลายถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้เมื่อคนให้เข้ากันจะไม่ละลายในทันที

ทำความรู้จัก"น้ำผึ้งเดือนห้า" 1 ปี มีครั้ง
ทำความรู้จัก"น้ำผึ้งเดือนห้า" 1 ปี มีครั้ง

“น้ำผึ้งเดือน 5” เป็นน้ำผึ้งที่หายากที่สุดใน 1 ปี มีเพียง 1 ครั้งเท่านั้น มีระยะเวลาเก็บเกี่ยวในช่วง ปลายเดือนเมษายนถึงปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งตามความเชือโบราณแล้ว น้ำผึ้งเดือน 5 เป็นน้ำผึ้งที่มีคุณภาพดีที่สุด มีคุณประโยชน์ และสรรพคุณทางยาสูงที่สุด เนื่องเป็นช่วงอากาศที่แล้ง ประกอบกับเป็นฤดูใบไม้ผลิ ทำให้มีเกสรดอกไม้ป่าหลากหลายชนิดในน้ำผึ้ง น้ำผึ้งที่เก็บในช่วงนี้จะมีความชื้นน้อย จึงทำให้น้ำผึ้งมีความเข้มข้นสูง และเก็บได้น้อย อาจเก็บน้ำผึ้งได้เพียงเพียง 1-5 ขวด ต่อ 1 รวงเท่านั้น

ชนิดของน้ำผึ้ง

น้ำผึ้งเดือนห้า  :  คือน้ำผึ้งที่หายากที่สุดใน 1 ปี มีเพียง 1 ครั้งเท่านั้น  น้ำผึ้งเดือนห้าเป็นน้ำผึ้งที่มีราคาสูงที่สุด ราคาอยู่ที่ 1,000-1,500 บาท / ขวด  ขึ้นอยู่ที่ชนิดของน้ำผึ้งและความแล้งของฤดูในปีนั้นๆ

น้ำผึ้งชันโรง : คือน้ำผึ้งที่ได้จากผึ้งจิ๋วตามวิถีแห่งธรรมชาติที่มีพฤติกรรมเก็บน้ำหวานจากดอกไม้และละอองเกสร (เรณู) มาใช้เป็นอาหารคล้ายผึ้ง แต่ชันโรงไม่มีเหล็กใน  มีชื่อเรียกแตกต่าง กันไปตามภูมิภาค เช่น ทางภาคเหนือเรียกชันโรงที่มีขนาดเล็กว่า แมลงขี้ตึง หรือ ตัวขี้ตังนีแต่ถ้าเป็นชันโรงที่มีขนาดใหญ่จะเรียกว่า ขี้ย้า  น้ำผึ้งชันโรง มีความเข้มข้นสูง หนึ่งรังจะได้น้ำผึ้งมาเพียง 1-2 ขวด จึงทำให้น้ำผึ้งชันโรงมีราคาค่อนข้างสูงอยู่ที่ขวดละ 1,200-1,500 บาท

น้ำผึ้งจากรังผึ้งหลวง :  คือน้ำผึ้งที่ได้จากรังผึ้งขนาดใหญ่เพียงรังเดียวที่ทำรังบนต้นไม้ และ สะสมน้ำผึ้งจากเกสรดอกไม้ป่านานาชนิด ทำให้น้ำผึ้งจากรังผึ้งหลวงมีความเข้มข้นสูง ราคาอยู่ที่ขวดละ 800-900 บาท ขึ้นอยู่กับฤดูกาล

น้ำผึ้งจากรังผึ้งโพลง  : น้ำผึ้งที่ได้จากผึ้งที่ทำรังในโพลงดิน หรือ ต้นไม้ที่มีลักษณะเป็นโพรง หรือ จอมปลวกร้าง ตามวิถีธรรมชาติ 

 น้ำผึ้งจากฟาร์มผึ้งเลี้ยง :  น้ำผึ้งที่ได้จากการเลี้ยงผึ้งในฟาร์ม น้ำผึ้งชนิดนี้ความเข้มข้นจะต่ำที่สุดเนื่องจากผึ้งเลี้ยงในฟาร์มจะได้น้ำหวานจากเกสรดอกไม้ชนิดเดียวขึ้นอยู่ที่ฟาร์มเลี้ยงผึ้งนั้นจะปลูกต้นไม้ชนิดไหนไว้ เช่น ลำไย เป็นต้น ราคาอยู่ที่ขวดละ 200-300 บาท

ทำความรู้จัก"น้ำผึ้งเดือนห้า" 1 ปี มีครั้ง
ทำความรู้จัก"น้ำผึ้งเดือนห้า" 1 ปี มีครั้ง
ทำความรู้จัก"น้ำผึ้งเดือนห้า" 1 ปี มีครั้ง

ส่องกระแส “คั่นกู The Movie” ในญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470995

ส่องกระแส “คั่นกู The Movie” ในญี่ปุ่น

19 มิถุนายน 2564 – 08:30 น.

ต่อสายตรงกับแฟนคลับในญี่ปุ่น จับกระแส “คั่นกู The Movie” จากซีรีส์สู่ภาพยนตร์มาแรง ที่โกอินเตอร์ไปฉายในแดนปลาดิบก่อนเมืองไทย

ซีรีส์ “คั่นกู” ทำให้เกิดกระแสมากมาย นับตั้งแต่เริ่มออกอากาศ เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ซีรีส์วายไทยเรื่องนี้มีชื่อเต็มๆ ว่า “เพราะเราคู่กัน 2gether The Series” และมีภาคพิเศษ 5 ตอน ในชื่อ “ยังคั่นกู” หรือ “เพราะเรายังคู่กัน Still 2gether The Series”

ส่องกระแส "คั่นกู The Movie" ในญี่ปุ่น

(ภาพ GMMTV)

แจ้งเกิด “ไบร์ทวิน” 2 นักแสดงวัยรุ่น “ไบร์ท วชิรวิชญ์ ชีวอารี” กับ “วิน เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร” จากบท สารวัตร-ไทน์ ที่กลายเป็นขวัญใจคนทุกเพศทุกวัยในเวลาอันรวดเร็ว

เวลาผ่านไปข้ามปี มาถึง พ.ศ. 2564 ใช่ว่า กระแสของ “คั่นกู” จะลดน้อยถอยลง… แต่กลับกว้างขวาง โกอินเตอร์ไปหลายประเทศ เจาะตลาดจนเกิดเป็นกระแสชื่นชอบ Thai Culture แบบไม่เคยมีมาก่อน

เช่นที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2564 “คู่กัน The Movie” ภาพยนตร์ค่าย GMMTV ที่นำซีรีส์ “คั่นกู” และ “ยังคั่นกู” มาร้อยเรียงใหม่ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ให้เป็นภาคจบที่สมบูรณ์แบบของสารวัตร-ไทน์ ได้เข้าโรงฉายที่ประเทศญี่ปุ่นครั้งแรกของโลก

ส่องกระแส "คั่นกู The Movie" ในญี่ปุ่น

(ภาพจาก GMMTV : บรรยากาศหนังฉายวันแรก)

ส่องกระแส "คั่นกู The Movie" ในญี่ปุ่น

ถ้าไม่เกิดสถานการณ์โควิด รอบ 3 เมื่อเดือนเมษายน 2564 แฟนคลับชาวไทย ก็จะได้ชม “คั่นกู The Movie” เป็นประเทศแรก ในวันที่  20 เมษายน  ที่จะมีรอบสื่อมวลชน และรอบปฐมทัศน์ในวันที่ 22 เมษายน แต่เพราะสถานการณ์ที่ไม่ควรรวมตัว ทำให้โปรแกรมเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดก่อน

คมชัดลึกออนไลน์ได้สัมภาษณ์ทางไกล “ยูริ” สาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น วัย 25 ปี เจ้าของพอดแคสต์ (Podcast WELCOME Thai-numa) ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของคอนเทนต์บันเทิงไทยในภาษาญี่ปุ่นได้อย่างมีอรรถรส

ส่องกระแส "คั่นกู The Movie" ในญี่ปุ่น

(โปสเตอร์หนังติดอยู่ข้างๆกับก็อตซิลล่า ที่ตึกTOHO Cinemas Shinjuku)

ยูริ เล่าถึงกระแสของ“คั่นกู The Movie” ที่ฉายที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกว่า “คั่นกู The Movie” ได้ฉายในโตเกียวถึง 3 โรง และมีโรงฉายในประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด 48 โรง (อัปเดตข้อมูลใน วันที่ 16 มิถุนายน 2564) โดยโรงหนังที่ฉาย “คั่นกู The Movie” ในเมืองชินจูกุ ได้รับความนิยมมาก และกดจองบัตรยากมาก

“โรงหนังที่ฉายเรื่องฮิตแบบ Blockbuster ที่ญี่ปุ่นจะอยู่ที่ประมาณ 300 โรง แล้วหนังไทยทุกเรื่องที่เคยเข้าโรงญี่ปุ่นยังไม่เคยมีเรื่องไหนที่ฉายพร้อมหรือก่อนไทยมาก่อน ถือว่าประสบความสำเร็จจริงๆ”

แน่นอนว่าแฟนคลับที่เมืองไทยอาจเศร้าใจที่ยังไม่ได้ดู แต่ในวันแรกที่ “คั่นกู The Movie” เข้าฉาย แล้วได้เห็นแฟนคลับที่ญี่ปุ่นโชว์ตั๋วหนังโพสต์ลงโซเชียล ภาพคนยืนเข้าแถวยาวเพื่อรอชมภาพยนตร์ ก็สะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า หนังเรื่องนี้เกิดเป็นกระแสในต่างแดนได้จริงๆ

ส่องกระแส "คั่นกู The Movie" ในญี่ปุ่น

(จุดขายสินค้าที่ระลึก)

นอกจากนี้ สินค้าที่ระลึกในหนังหลายประเภทก็ Sold out (ขายหมด) ตั้งแต่ก่อนเที่ยงในวันแรกที่เปิดโรงฉาย ผ่านไป 2 สัปดาห์ของการฉายที่ประเทศญี่ปุ่น หนังยังกระแสแรงต่อเนื่อง คั่นกู ครองอันดับ 1 mini-theater (arthouse theater)

ส่องกระแส "คั่นกู The Movie" ในญี่ปุ่น

ยูริ เล่าด้วยว่า ส่วนตัวแล้วได้ดูหนังแล้ว 6 รอบ และก็จะไปดูอีก (คาดว่าในญี่ปุ่นจะฉายตลอดเดือนมิถุนายน) แต่ก็มีแฟนคลับอีกหลายคนที่ไปดูหนังเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก บางคน 10 รอบ บางคน 20 รอบแล้ว

ในมุมมองของยูริ “คั่นกู” ถูกใจคนญี่ปุ่น เป็นเพราะมูดแอนด์โทนของซีรีส์และหนัง เหมือนตำนานการ์ตูนของสาววาย (ญี่ปุ่นได้ชื่อว่า เป็นต้นกำเนิดสายวาย)

สิ่งที่น่าแปลก คือ “คั่นกู” สวนทางกับคอนเทนต์วายเรื่องอื่นๆ เพราะเป็นซีรีส์ที่ไม่มีฉาก NC (No Children) หรือฉากที่มีความสัมพันธ์ทางเพศมากเกินเรตที่จัดไว้ เลยทำให้สามารถ “เปิดใจ” คนที่ไม่ใช่สายวาย ไม่เคยดูซีรีส์ที่มี “พระเอก-นายเอก” มาก่อน หันมาดูและถูกอกถูกใจไปตามๆ กัน

อย่างไรก็ตามตลอดเวลาที่ได้พูดคุยกัน ยูริไม่หลุดสปอยด์หนังเลย …เหมือนกับว่าตอนนี้ สารวัตร-ไทน์ ยังคงฮันนีมูนกันอยู่ที่ญี่ปุ่นเท่านั้น

[เหตุผลที่ไม่หลุดสปอยล์มาเลย]

ยูริ บอกว่า บริษัท Asmik Ace ที่เป็นบริษัท distribution หนัง จะมีคำเตือนก่อนฉายทุกรอบว่า หนังเรื่องนี้ได้ฉายในประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก เพราะด้วยสถานการณ์ที่ประเทศไทยปัจจุบัน จึงขอความร่วมมือไม่สปอยล์ดีเทลต่างๆ เวลาลงโซเชียล หลังจากได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้

ซึ่งแฟนคลับในญี่ปุ่นทุกคนเข้าใจดีและให้ความร่วมมือเต็มที่ แต่ถามว่า มีสปอยล์จากคนที่ดูแล้วไหม จริงๆ แล้วก็มี แต่จะไปสปอยล์ในแอคเคาท์ทวิตเตอร์ที่ล็อกไว้เฉพาะคนติดตามเท่านั้น จึงจะทำให้เนื้อหาในหนังไม่หลุดสปอยด์ออกมาเลย

ส่องกระแส "คั่นกู The Movie" ในญี่ปุ่น

แฟนคลับญี่ปุ่นยังได้สัมผัสบรรยากาศของคั่นกูใกล้ชิด ผ่านการเข้าชม นิทรรศการ “GMMTV EXHIBITION in JAPAN” ของ GMMTV ที่รวมนักแสดง จากซีรีส์ดัง 4 คู่ของค่าย คือ คริส-สิง, เต-นิว, ออฟ-กัน และไบร์ท-วิน

ซึ่งในส่วนของไบร์ทวิน มีการนำเสื้อผ้า ของที่ใช้ในเรื่องมาจัดแสดง ซึ่งนิทรรศการยังเดินทางไปตามจังหวัดต่างๆ ในญี่ปุ่น ทำให้คนที่ได้ดูหนังแล้ว สามารถไปดูของที่ใช้ในซีรีส์เรื่องนี้จริงๆได้ด้วย ยิ่งสนับสนุนให้โมเมนต์ในหนังอบอวลขึ้นอีก

ยูริ ปิดท้ายว่า ตอนนี้ซีรีส์ไทยรวมถึงซีรีส์คั่นกู ถูกนำเสนออยู่บนนิตยสารต่างๆ และมีนิตยสารสำหรับซีรีส์ไทยโดยเฉพาะแล้วด้วย รวมถึงหนังสือตามรอยสถานที่ต่างๆ ในซีรีส์ไทยหลายเรื่องก็มีแล้วเหมือนกัน

ยังไม่รู้ว่าในไทยจะได้ดูหนังเรื่องนี้พร้อมๆกับ “ไบร์ทวิน” และนักแสดงในเรื่องเมื่อไหร่… 

แต่ความชื่นใจในกระแสต้อนรับ Thai Culture ในต่างประเทศที่ส่วนหนึ่งได้มาจากซีรีส์และหนังเรื่องนี้ ก็ทำให้คนในหลายๆ ประเทศ ได้รู้จักประเทศไทยในมุมมองใหม่ๆ มากขึ้น.

วิธีดูแล “ส้นเท้าแตก” ด้วยวัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471018

วิธีดูแล “ส้นเท้าแตก” ด้วยวัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ

18 มิถุนายน 2564 – 21:07 น.

ปัญหาเรื่อง “ส้นเท้าแตก” อาจจะสร้างความกังวลให้กับเราได้ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะตอนถอดรองเท้า ทำให้คนอื่นเห็นส้นเท้าที่แตก ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ และ บางคนที่มีอาการหนั กอาจถึงขั้นส้นเท้าแตกจนมีเลือดซึมและ รู้สึกเจ็บเวลาเดินได้

การรักษา “ส้นเท้าแตก” นอกจากจะช่วยเรื่องความสวยของเท้าแล้ว ยังทำให้เราลดความกังวลและความรำคาญลงไปได้ ก่อนที่จะปล่อยให้ส้นเท้าแตกไปมากกว่านี้ มีวิธีแนะนำดีๆ และ ง่ายๆ มาให้ลองทำกัน

วิธีดูแล "ส้นเท้าแตก" ด้วยวัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ

โดยใช้วัตถุดิบที่หาได้ในบ้านของเราเอง เพื่อจะได้รักษา “ส้นเท้าแตก” เราให้สวยและนุ่มยิ่งขึ้น

1. “เปลือกกล้วยหอม” นำเปลือกกล้วยหอมมาทาๆ ถูๆ บริเวณส้นเท้าที่แห้งอยู่ ถูไปมาแล้วทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที และ ล้างออกด้วยน้ำสะอาด เช็ดเท้าให้แห้ง แล้วตามด้วยครีมบำรุงส้นเท้า และ สวมถุงเท้าไว้สักพัก เพื่อให้ส้นเท้าไม่เสียความชุ่มชื้น ควรทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ทำต่อเนื่องประมาณ  1 เดือนก็จะเห็นผลที่ดีขึ้น 

วิธีดูแล "ส้นเท้าแตก" ด้วยวัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ

2. “น้ำผึ้ง” นำน้ำผึ้งผสมลงไปในน้ำอุ่น แช่เท้าลงในอ่างและนวดเบาๆ เป็นเวลา 20 นาที จากนั้นค่อยๆ เอาหินมาขัดๆ ถูๆ เพื่อขจัดผิวที่ตายแล้วและอย่าลืมทาครีมบำรุงเท้าด้วย วิธีนี้สามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอก่อนเข้านอน

วิธีดูแล "ส้นเท้าแตก" ด้วยวัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ

3. “น้ำมะนาว” เพียงแค่นำน้ำใส่ภาชนะที่จะแช่เท้าประมาณ 2 ลิตร แล้วใส่มะนาวลงไป 4 ช้อนโต๊ะ จากนั้นก็แช่เท้าทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด จากนั้นทาครีม หรือ โลชั่นบำรุงผิวทาเท้า เพื่อไม่ให้ผิวแห้ง กรดธรรมชาติของมะนาวจะช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วออกไป และสร้างผิวใหม่ที่แข็งแรง

วิธีดูแล "ส้นเท้าแตก" ด้วยวัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ

4. “น้ำมันมะกอก หรือ น้ำมันงา”  เตรียมน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันงา ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ พักไว้ จากนั้นก็แช่เท้าด้วยน้ำอุ่น 15 นาที และ ใช้ผ้าซับน้ำให้ออกพอหมาดๆ แล้วเอาน้ำมันมานวดบริเวณส้นเท้าแตก จนน้ำมันซึมสู่ผิวหนัง โดยไม่ต้องล้างออก ทำแบบนี้สัปดาห์ละประมาณ 2-3 ครั้ง ก็จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น 

วิธีดูแล "ส้นเท้าแตก" ด้วยวัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ

5. “น้ำอุ่น” ผสมน้ำอุ่นใส่กะละมังขนาดเล็ก แล้วแช่เท้าในน้ำอุ่นทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที เมื่อครบเวลาแล้วก็ให้ใช้หินสำหรับขัดเท้า นำมาขัดถูเบาๆ บริเวณรอยแตก เพื่อช่วยขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดออกไป ทำให้ผิวหนังบริเวณส้นเท้านุ่มและเนียนมากขึ้น

วิธีดูแล "ส้นเท้าแตก" ด้วยวัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ
วิธีดูแล "ส้นเท้าแตก" ด้วยวัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ
วิธีดูแล "ส้นเท้าแตก" ด้วยวัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ

เช็ก 6 ปัจจัยเสี่ยงนำไปสู่การเป็น “โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470954

เช็ก 6 ปัจจัยเสี่ยงนำไปสู่การเป็น “โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”

18 มิถุนายน 2564 – 17:30 น.

“โรคหมอนกระดูกทับเส้นประสาท” โรคที่ใกล้ตัวทุกคนมากขึ้นไปทุกที โดยเฉพาะ “คนวัยทำงาน” ที่นั่งอยู่กับที่นานๆ ไม่ค่อยได้ขยับร่างกาย

“โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” ที่หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่บางคนคงจะพอได้ยินกันมาบ้างถึงความอันตรายของโรคนี้ วันนี้เราจะมาย้ำให้ฟังกันอีกครั้ง โรคดังกล่าวเป็นโรคที่ใกล้ตัวทุกคนมากขึ้นไปทุกที โดยเฉพาะ “คนวัยทำงาน” ที่นั่งอยู่กับที่นานๆ ไม่ค่อยได้ขยับร่างกาย

เช็ก “6 ปัจจัยเสี่ยง” ที่นำไปสู่การเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

1. มีน้ำหนักตัวมากเกินไป โดยเฉพาะคนอ้วนลงพุง น้ำหนักที่มากจะทำให้หลังแอ่นและกระดูกสันหลังส่วนล่างต้องรับน้ำหนักตลอดเวลา

2. การแบกของหนัก ทำให้ต้องใช้กล้ามเนื้อหลังแทนกล้ามเนื้อขาและต้นขา กระดูกจึงบิดและเคลื่อนได้

3. การใช้งานผิดท่า เช่น การก้มยกของโดยไม่ระมัดระวัง ฉะนั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงของโรคจึงควรจัดระเบียบท่าทางร่างกายให้เหมาะ เช่น การก้มยก การนั่ง การขึ้นลงรถยนต์

4. การสูบบุหรี่จัด เพราะการสูบบุหรี่ทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงกระดูกสันหลังได้ไม่ดี ทำให้กระดูกสันหลังสูญเสียความยืดหยุ่นและเสื่อมเร็วกว่าปกติ

5. ขาดการออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อลีบ ฝ่อ มีโอกาสเกิดการบาดเจ็บต่อหมอนรองกระดูกได้มากขึ้น

6. ความเสื่อมตามวัย และพันธุกรรม เช่น พ่อแม่พี่น้องเป็นโรคหมอนรองกระดูกเสื่อม จะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงกว่าคนอื่น

ทั้งนี้ ส่วนใหญ่อาการของ “โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” นี้จะค่อยๆ ดีขึ้น หากผู้ป่วยได้พักผ่อน ออกกำลังกาย และกินยาบรรเทาอาการ ดังนั้น หากสงสัยว่ามีอาการตามที่ได้บอกไปในข้างต้นก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท, คนวัยทำงาน, 6 ปัจจัยเสี่ยง

ข้อมูล : โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์