นักแสดงโขนเลือดใหม่ ผู้สืบสานศิลปะการแสดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569199

  • วันที่ 29 ต.ค. 2561 เวลา 16:30 น.

นักแสดงโขนเลือดใหม่ ผู้สืบสานศิลปะการแสดง

เรื่อง วราภรณ์ ผูกพันธ์

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ประจำปี 2561 ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” ที่กำลังจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 พ.ย.-5 ธ.ค.นี้ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดแสดง “โขน” ซึ่งนับเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเผยแพร่นาฏศิลป์ชั้นสูงอันเก่าแก่ของไทย อีกทั้งเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยให้อยู่สืบไป โดยในปีนี้ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้เลือกบทโขนรามเกียรติ์ ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” จัดแสดง ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับการแสดงครั้งนี้ได้จัดให้มีการคัดเลือกนักแสดงตัวเอกรุ่นใหม่ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อร่วมสืบสานวัฒนธรรมอันดีงาม โดยคัดเลือกจากนักเรียน นักศึกษา ทั้งจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ และสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งจัดให้มีคัดเลือกนักแสดงจำนวน 5 ตัวละคร คือ โขนพระ มีผู้สมัคร 73 คน ละครพระ มีผู้สมัคร 198 คน ละครนาง มีผู้สมัคร 204 คน โขนยักษ์ มีผู้สมัคร 137 คน และโขนลิง มีผู้สมัคร 160 คน รวมทั้งสิ้นมีผู้สมัคร จำนวน 772 คน ซึ่งแต่ละประเภทตัวละครจะมีเยาวชนที่ได้รับคัดเลือกเพียง 5 คน รวมจำนวน 25 คน บุคคลเหล่านี้ถือเป็นนักแสดงโขนรุ่นใหม่ที่จะสืบสานวัฒนธรรมไทยต่อไป

“พิเภกสวามิภักดิ์” ตื่นตากว่าทุกครั้ง

อาจารย์ประเมษฐ์ บุณยะชัย ผู้กำกับการแสดง การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” กล่าวว่าการทำบทการแสดงครั้งนี้แตกต่างจากการแสดงที่ผ่านๆ มา เพราะได้ผสมผสานสร้างสรรค์มาจากบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ฉบับต่างๆ อาทิ บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 6 โดยทางคณะกรรมการทุกท่านตั้งใจทำทุกอย่างด้วยความประณีต ทั้งการบรรจุเพลงขับร้องมีผู้เชี่ยวชาญ ศิลปินแห่งชาตินาฏศิลป์ ดนตรี ได้ร่วมฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม

แต่ละองค์แต่ละฉากยังคงความวิจิตรงดงาม กระบวนท่ารำตามแบบฉบับโขนหลวง พร้อมที่จะสร้างความสนุก ความประทับใจให้กับผู้ชมสมการรอคอยอย่างแน่นอน นอกจากศิลปินแห่งชาติมาช่วยทำให้การแสดงโขนครั้งนี้ออกมาประทับใจผู้ชมแล้ว ยังมีนักแสดงโขนรุ่นใหม่ ผู้ช่วยสืบสานงานแสดงโขนเป็นนักแสดงสำคัญ อาจารย์ประเมษฐ์ เปิดเผยถึงการคัดตัวนักแสดงรุ่นใหม่ภายในงาน พิธีคำนับครูเป็นพิธีโบราณเป็นลักษณะการบูชาหรือการไหว้ครู นิยมประกอบพิธีก่อนเริ่มแสดงชุดสำคัญหรือการต่อท่ารำที่สำคัญ เพื่อเป็นสิริมงคลและขจัดอุปสรรคต่างๆ

ผู้กำกับการแสดง กล่าวต่อว่า หลังจากพิธีคำนับครูแล้วลำดับต่อไปจะเป็นการซ้อมรวมครั้งแรกของนักแสดงทั้งตัวพระ นาง ยักษ์ และลิง กว่า 300 ชีวิตที่ทำการแสดงในครั้งนี้

“เนื่องด้วยการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หยุดการแสดงไป 2 ปี คือ ปี 2559 และ 2560 การแสดงชุดปัจจุบันยังมีนักแสดงรุ่นใหม่ที่หลงเหลืออยู่ แต่บางคนเรียนจบไปแล้ว หรือตามตัวไม่ได้เพราะไปรับราชการ ที่เหลือเราพยายามติดต่อเข้ามา และฝึกเด็กใหม่ขึ้นมาด้วย เพราะโขนของมูลนิธิสมเด็จพระนางเจ้าฯ เราจะสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้มาสืบทอดกันไปตลอดทั้งดนตรีและนักร้อง เราใช้วิธีการสืบทอดไปตลอด

ดร.เกิดศิริ นกน้อย ผู้ช่วยผู้กำกับการแสดง เล่าว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว คณะกรรมการคัดเลือกเด็กจาก 800 คน ให้เหลือ 200 คน โดยมีเด็ก 15 คน ได้รับทุนพระราชทาน แต่หลังจากหยุดการแสดงไป 2 ปี ก็จะมีนักแสดงบางส่วนที่จบการศึกษาไปแล้ว มีงานทำแล้ว และไม่สามารถมาร่วมแสดงได้จำนวน 20% คณะกรรมการจึงใช้วิธีดูคะแนนที่เคยเก็บบันทึกเอาไว้ และเรียกนักแสดงคะแนนรองๆ ลงมาร่วมแสดง

คลื่นลูกใหม่วงการแสดงโขนไทย

ปพน รัตนสิปปกร วัย 19 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยนาฏศิลป์ลพบุรี รับบท “พิเภก” เผยความรู้สึกว่า การแสดงครั้งนี้พิเภกจะเป็นตัวหลักของเรื่อง ที่ผ่านมายังไม่มีผู้ใดนำเรื่องราวของพิเภกไปแสดงเป็นตอนหลัก ทุกครั้งที่มีการแสดงโขน มักจะมีผู้คนถามว่าทำไมพิเภกต้องอยู่กับพระราม ในเรื่องนี้ก็จะได้ชมกัน โดยจะเล่นตั้งแต่การเล่าเรื่องว่าพิเภกทำไมไปอยู่กับพระราม จนถึงโดนขับไล่ และหลังขับไล่ การต่อสู้ต่างๆ ผสานมุขตลกบ้าง ถือเป็นความยิ่งใหญ่และแปลกใหม่มาก อีกทั้งความแปลกใหม่ของตอนนี้ องก์แรกที่พิเภกโดนขับไล่ออกจากเมือง พิเภกจะต้องถอดมงกุฎ ซึ่งหมายถึงการถูกยึดทรัพย์สมบัติและเกียรติยศทั้งหมด แล้วให้ไปแต่ตัว ถือว่าเป็นการนำเสนอเรื่องราวที่ละเอียดมาก

ปพน กล่าวต่อว่า การแสดงโขนปีนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับบทเด่น หลังจากปีที่ผ่านๆ มาเคยมาออดิชั่นเพื่อร่วมแสดงด้วย แต่ก็ไม่ผ่านเข้ารอบก็มี ได้รับบทเล็กๆ บ้าง แต่ไม่ได้รู้สึกท้อแท้ เพราะแต่ละบทบาทมีความสำคัญ เพียงแค่ได้เข้ามาร่วมแสดงก็ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตแล้ว เพราะฉะนั้นจึงมีความกดดัน ต้องทำการบ้านอย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะโดยการไปดูวิดีโอ พบว่าบทพิเภกมีน้อย ก็ต้องไปอ่านพระราชนิพนธ์ของ ร.1-ร.2 และ ร.6 ว่าเขียนไว้อย่างไร บทและอารมณ์เป็นอย่างไร ในพระราชนิพนธ์จะบอกเรื่องราวมากพอสมควร เขาเฝ้าฝึกซ้อมอยู่อย่างสม่ำเสมอ

“ผมคิดว่าการท่องบทสำคัญมาก เพราะเหมือนกับการเล่นเอ็มวี แม้เราไม่ได้พูด แต่เราก็ต้องท่องจำบทให้ได้ ถึงจะรู้ฉาก รู้จังหวะของเพื่อน เพื่อให้แสดงออกมาได้ดี ถือว่ายากพอสมควร เพราะการอยู่ในหัวโขนจะมีเพียงรูเล็กๆ ที่สายตาเราสามารถมองเห็น รอบข้างเราจะไม่เห็นอะไร การได้ยินก็น้อยลง ทั้งยังมีการแต่งตัวที่แน่น มีความกดดันมากในเรื่องที่จะต้องตั้งสติให้ดีครับ”

วงษ์สมัตถ์ เล้าประเสริฐ อายุ 24 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 รับบท “ทศกัณฐ์” เคยร่วมแสดง พรหมมาศเมื่อปี 2552 ตอนนั้นเขาอายุเพียง 16 ปี ได้แสดงเป็นเทวดา และเขาได้ร่วมเล่นทุกปี เช่น ตอน “ศึกกุมภกรรณ ตอน โมกขศักดิ์” ในปี 2556 เขาได้เล่นเป็นกุมภกรรณ ที่สำคัญคือเขาได้รับทุนพระราชทานด้วย แรงดึงดูดให้เขาอยากเข้าร่วมแสดงทุกปีและเข้าร่วมออดิชั่นมาตั้งแต่ปี 2552 เนื่องจากด้วยเป็นโขนสมเด็จพระนางเจ้าฯ เป็นการแสดงโขนใหญ่ประจำปีและมีฉากอลังการ นักเรียนนาฏศิลป์ทุกคนจึงอยากมีส่วนร่วม

“สิ่งที่ผมได้จากการแสดงโขนคือ ประสบการณ์ในการร่วมแสดงกับฉากใหญ่ๆ ปกติเราจะแสดงไม่มีฉากพวกนี้เลย แต่เราต้องแสดงโขนร่วมกันเทคนิคของทีมงานรอกสลิง คือเป็นประสบการณ์หายาก และต้องฝึกซ้อมมากเป็นพิเศษเพราะต้องจำจุดมาร์กให้ได้

บางครั้งมีการเคลื่อนไหวของฉากเราต้องไปกับฉาก เช่น ผ้าม่านลงมากั้นถ้าพลาดผ้าม่านโดนหัวคือพลาดเลย จังหวะต้องแป๊ะ อีกทั้งการแสดงต้องใส่หัวโขน มองเห็นได้ไม่รอบ 360 องศา แค่มองตรงได้อย่างเดียว อาจมีฉากยากคือเรือสำปั้นที่เราไม่คุ้นเคย อีก 1 ฉากที่ท้าทายคือฉากองก์แรกที่ทศกัณฐ์โกรธพิเภก อีกทั้งทศกัณฐ์เป็นตัวละครที่แสดงได้ 100 อารมณ์ เป็นคนเกรี้ยวกราด เจ้าชู้ ทศกัณฐ์เป็นยักษ์อายุประมาณ 50-60 แต่ผมอายุ 24 ปี จะทำอย่างไรให้เข้าถึงอารมณ์ของคนอายุ 50 ได้ ต้องแสดงสีหน้าและอารมณ์ออกมาทะลุหน้าโขนและท่ารำอันนี้คือความยาก ผมก็ต้องทำการบ้านต้องศึกษาอารมณ์ของตัวละครออกมา เช่น ท่ารำของยักษ์หนุ่มจะเปรียวจะเร็ว แต่ทศกัณฐ์ต้องเป็นท่าที่สง่า ไว้ภูมิ”

ด้าน สุภาพร เปี่ยมนงนุช อายุ 21 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยนาฏศิลป์ลพบุรี รับบทนางตรีชฎา เป็นภรรยาพิเภก เมื่อพิเภกถูกขับไล่ออกจากเมือง หัวใจของตรีชฎาผู้รักสามีก็ต้องเศร้า เสียใจหนัก แต่ไม่ได้ออกจากเมืองไปกับสามี เพราะจะไปลำบากกันหมด นางตรีชฎาจึงต้องอยู่ดูแลลูก แม้หัวใจจะสลายเพราะคิดถึงสามีก็ตาม เพราะฉะนั้นบทบาทของเธอจึงต้องแสดงอารมณ์ให้รู้สึกเศร้า เสียใจ เหมือนต้องลาจากสามีจริงๆ ความยากอยู่ที่การต้องทำให้คนดูคล้อยกับอารมณ์ที่เธอแสดงออกมา รู้สึกกดดันเหมือนกัน สิ่งที่ท้าทายเพราะถือเป็นปีแรกที่ได้รับบทที่โดดเด่น หลังจากที่เคยออดิชั่นมาแล้วหลายครั้งแต่ไม่เคยได้รับบทหลักๆ เลย ดังนั้นจึงต้องพยายามทำหน้าที่ของตนเองให้ดี เธอจึงทำการบ้านอย่างหนัก ต้องอ่านบทละคร บทพระราชนิพนธ์ ทำการบ้าน ทำซีนอารมณ์ว่าจะทำอย่างไรให้เศร้า เสียใจที่สุด

“การได้รับบทแสดงครั้งนี้เหมือนได้รับใช้ใต้เบื้องยุคลบาท และรับใช้พระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ หนูเป็นเด็กรุ่นใหม่ การได้เรียนนาฏศิลป์แล้วได้เข้ามาแสดงโขนมูลนิธิฯ ถือว่าได้เป็นผู้สืบสาน รู้สึกดีใจมาก หนูก็จะทำอย่างเต็มที่ไม่ให้เสียชื่อสถาบัน และครูผู้ไว้วางใจให้โอกาสหนูรับบทนี้ ก็อยากให้ทุกคนหันมาสนใจวรรณคดีไทยมากขึ้น เพราะถ้าเราไม่สนใจก็ไม่มีใครสืบสานแล้ว โขนเป็นวัฒนธรรมไทย เวลาที่ต่างชาติมองไทย เขาต้องมองเรื่องมรดกอย่าง โขน วัดวาอาราม ก็อยากให้ช่วยกันสืบสานให้อยู่คู่คนไทยไปนานๆ” สุภาพร เล่าและกล่าวต่อว่า เธอตั้งใจจะรับราชการครูต่อไป จึงต้องเรียนต่ออีก 1 ปีเป็น 5 ปี เพราะครูนาฏศิลป์เป็นอาชีพที่ยังขาดแคลน

“หนูสนใจนาฏศิลป์เพราะเห็นคนแต่งตัวสวยงาม เลยขอแม่เรียนนาฏศิลป์ ในครอบครัวไม่มีใครทำงานในแวดวงนาฏศิลป์แต่แม่ชอบรำ พอลูกชอบแม่สนับสนุนหนูเรียนรำตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เด็กนาฏศิลป์ทุกคนอยากมาแสดงโขนสมเด็จพระนางเจ้าฯ กันทุกคนเพราะเป็นเวทีอันดับ 1 ทุกคนอยากเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง อย่างหนูปีที่หนูออดิชั่นครั้งแรกไม่ผ่าน แต่หนูไม่หมดกำลังใจตั้งใจว่า ปีหน้าหนูต้องทำเต็มที่กว่านี้ ต้องฝึกซ้อมไม่ได้หวังต้องได้รับทุนพระราชทาน หวังแค่ว่าติดเข้ารอบเพื่อให้ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแสดง

แรงผลักดันให้หนูอยากมาออดิชั่นคือ จองถนน หนูเห็นเวทีที่อลังการ เปิดม่านมาหนูน้ำตาไหล หนูภาวนาตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตหนูต้องขึ้นไปแสดงบนเวทีนี้ให้ได้ ไม่ว่าได้รับบทอะไร พอได้รับโอกาสปีแรกตอนอายุ 17 หนูฝึกซ้อมน้อย และไม่เคยแข่งขันที่ไหนทำให้หนูรู้สึกกดดัน หนูรำผิด สติเตลิดจึงไม่ผ่านการคัดเลือก หนูเก็บข้อผิดพลาดเป็นแรงผลักดันต้องตั้งสติ สวดมนต์ทุกวันเพื่อให้หนูมีสติ ก่อนมาออดิชั่น ทบทวนบทเรียนฝึกซ้อมทุกวันเวลา 2 เดือนจนออดิชั่นปีนาคบาศ หนูก็ผ่านเข้ารอบได้รำถวายพระพร และยังได้รับทุนพระราชทาน หนูน้ำตาไหลเลยค่ะ เพราะหนูสามารถรำตามเพลงที่อาจารย์เรียกได้โดยไม่ผิด เพราะมั่นใจขึ้น”

ธันยธรณ์ ชูสรานนท์ อายุ 20 ปี กำลังศึกษาอยู่วิทยาลัยนาฏศิลป์ รับบท นางเบญกาย ลูกสาวของพิเภก ฉากที่ท้าทายมากคือ ฉากแรกที่พ่อถูกเนรเทศออกนอกเมืองการแสดงจึงออกแนวดราม่า เธอต้องแสดงออกมาให้คนดูเข้าใจรู้สึกไปกับเธอ ซึ่งการแสดงโขนนักแสดงแสดงสีหน้ามากเกินไปก็ไม่ดี ต้องอยู่ระหว่างคนดูรู้สึกได้และเกิดความสวยงาม

“เวทีนี้เป็นเวทีที่เด็กนาฏศิลป์ใฝ่ฝัน ภาคภูมิใจ จะมาแสดงได้ต้องผ่านการออดิชั่น ต้องทดสอบตัวเอง เมื่อเราผ่านการทดสอบก็เป็นเกียรติประวัติกับตัวเอง จริงๆ นาฏศิลป์เป็นการแสดงไม่ช้า แต่แสดงทั้งอารมณ์โกรธ อารมณ์รัก สนุก เป็นศาสตร์การแสดงหนึ่งที่รวมทุกอย่างไว้ วรรณกรรมดนตรี นาฏศิลป์ไว้ด้วยกัน เสน่ห์ของโขนคือ รวมวัฒนธรรมไทยเอาไว้ซึ่งมีเอกลักษณ์มาช้านาน การแสดงโขน หนูได้เล่นตั้งแต่จองถนน และเล่นมาเรื่อยๆ รวม 5 ตอน ครั้งล่าสุดหนูก็ผ่านออดิชั่นมา ทุกครั้งที่มีการคัดตัว ต้องมาออดิชั่นใหม่ทุกครั้ง การจะผ่านออดิชั่นแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย มีผู้เข้าแข่งขัน 800 คน คัดเหลือ 200 คัดจนเหลือ 5 คน ที่ได้รับทุนพระราชทาน พอหนูได้รับทุนพระราชทานถึง 2 ครั้ง ก็รู้สึกหายเหนื่อย เพราะออดิชั่นแต่ละครั้งต้องฝึกซ้อมอย่างหนัก คณะกรรมการจะเรียกทุกอย่างที่เกี่ยวกับนาฏศิลป์มาทดสอบเรา และทุกคนฝีมือดีหมด จึงต้องฝ่าฟันค่ะ”

ผู้สนใจสามารถจองบัตรได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ไทยทิคเก็ต เมเจอร์ทุกสาขา บัตรราคา 420 620 820 1,020 1,520 และ 1,820 บาท รอบนักเรียน นักศึกษา บัตรราคา 200 บาท (หยุดการแสดงทุกวันจันทร์) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Khon Performance โขนพระราชทาน

เตรียมตัวไป(เที่ยว)พักร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569200

  • วันที่ 29 ต.ค. 2561 เวลา 16:30 น.

เตรียมตัวไป(เที่ยว)พักร้อน

โดย…เรื่อง ราตรีแต่ง

ใครติดกลุ่มคนทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน ทำงานไปยาวๆ ต่อเนื่องแบบนี้ มานานๆ หลายปี หรือออกจากออฟฟิศเป็นคนสุดท้าย 4-5 ทุ่มแทบทุกคืน หลับก็ยังอุตส่าห์ฝันถึงงาน หรือจำไม่ได้แล้วว่าลาพักร้อนครั้งสุดท้ายไปเมื่อไร?!! ไม่รวมความรู้สึกผิดที่แทบตัดขาดปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว เพื่อนสนิท และคนที่รัก ไปจนรู้สึกขาดพลังและความกระตือรือร้นในการทำงาน กลายเป็นคนทำงานที่แต่ละวันก็โหยหาแต่วันหยุด

นี่คือสัญญาณและเหตุผลที่ควรเขียนใบลาพักร้อน ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนจำเป็นต่อชีวิตกันเลยทีเดียว

วันหยุดพักผ่อนประจำปี หรือที่เรียกว่าวันพักร้อน เป็นสิทธิของพนักงาน ตามกฎหมายแรงงานเมื่อทำงานครบ 1 ปี จะได้สิทธิพักร้อนขั้นต่ำการลา 6 วันต่อปี เป็นสวัสดิการที่ทุกบริษัทควรมี เพราะเป็นผลดีทั้งต่อบริษัท และต่อศักยภาพของพนักงาน

การหยุดพักร้อนไม่ว่าจะหยุดระยะสั้นๆ สำหรับพนักงานใหม่ หรือหยุดยาวๆ สำหรับพนักงานรุ่นใหญ่ ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นต่อคนทำงานทั้งนั้น อย่ากระนั้นเลย วางแผนเตรียมตัวหยุดยาวกันเถอะ

วางแผน(ให้ดี)ก่อนพักร้อน

แม้วันลาจะเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่มนุษย์ออฟฟิศทุกคนจะพึงมี พึงได้มากน้อยต่างกันตามอายุงาน แต่อย่างที่รู้ๆ กันโดยมารยาท และโดยน้ำใจให้เพื่อนที่ประจำอยู่ออฟฟิศ ซึ่งเขาอาจจะต้องรับผิดชอบแทนเรา เมื่อเกิดสถานการณ์มีงานเร่งด่วน หรืองานผิดพลาดให้ต้องแก้ไขแทนเจ้าของงาน

คนลางานจึงไม่สามารถลาตามอำเภอใจ นึกอยากจะหยุดเมื่อไรก็หยุด เพราะตราบใดที่ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมทั้งงานที่ต้องประสานกับคนอื่นๆ ในออฟฟิศ และหน่วยงานข้างนอก เราจึงจำเป็นต้องลาอย่างมีแผน เพื่อทุกฝ่ายจะได้เข้าใจ และเราเองก็ได้หยุดอย่างสบายใจด้วยเช่นกัน

หัวหน้าอนุมัติใบลา เข้าใจเหตุผลการลาของเรามากน้อยเพียงใด เช่น การลาพักร้อนไปเที่ยวต่างประเทศไกลๆ ไปหลายๆ วันเพื่อให้คุ้มค่าตั๋ว เป็นความฝันตั้งใจมานาน เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่อยากไปทันทีที่มีโอกาส เหตุผลเหล่านี้บอกชัดเจนล่วงหน้าสัก 2 อาทิตย์ วันหยุดพักร้อนเป็นประเภทการลาที่มีการวางแผนการไว้ล่วงหน้า จึงไม่ควรส่งผลเสียกับองค์กรมากนัก ก่อนไปก็น่าจะต้องเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เที่ยวสนุกสนานสบายใจตลอดทริป กลับมาแล้วมีขนม ของฝากเล็กๆ น้อยๆ ติดไม้ติดมือมาให้ทีมงาน หรือคนที่เราฝากฝังการงานช่วงที่เราลาไปเที่ยว เป็นพิเศษสัก 2-3 อย่าง ก็เป็นน้ำใจคนทำงานที่เอื้อเฟื้อต่อกัน

ไม่(ควร)ติดงานไปเที่ยวด้วย

ถ้าหากต้องลาหยุดหลายๆ วันติดต่อกัน ซึ่งเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วงานของเราต้องเคลียร์เรียบร้อยไม่กระทบกับองค์กร ไม่เอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน แต่อย่าให้ใครเป็นแบบนี้เลย แม้วันลาหยุดไปเที่ยวต่างจังหวัดก็ยังอุตส่าห์ขนแล็ปท็อปไปด้วย กังวลงานไม่เรียบร้อยเบ็ดเสร็จ หรืออาจมีปัญหาช่วงไม่อยู่ออฟฟิศ แทนที่จะได้พักร้อน ก็เลยกลับกลายเป็นว่า เปลี่ยนที่ทำงานจากออฟฟิศไปทำงานในห้องพักของโรงแรมแทน

โทรศัพท์สมาร์ทโฟนคือสิ่งอำนวยความสะดวก (มาก) แม้เป็นข้อดีของความก้าวหน้าของเทคโนโลยี สามารถจะเช็กอีเมลเมื่อไรก็ได้ แต่ข้อเสียก็คือทำให้เรามีเวลาส่วนตัวน้อยลงทุกที และแต่สิ่งที่ตามมา ก็เหมือนกับการพกงานติดตัวตลอดเวลา กดดูอีเมลตอน 4-5 ทุ่มก็อดไม่ได้เลยเมื่อเปิดอ่านแล้วต้องตอบอีเมลฉบับนั้นทันที

วิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้ ตั้งอีเมลในรูปแบบของ Out-of-Office ตอบกลับอัตโนมัติแจ้งผู้ติดต่อว่าเราอยู่ในช่วงพักร้อน แล้วจะกลับมาทำงานอีกครั้งเมื่อไร หากมีธุระเร่งด่วนให้ติดต่อได้ที่ใคร ระบุชื่อ และช่องทางในการติดต่อของผู้ที่รับผิดชอบงานแทนระหว่างที่เราไม่อยู่เอาไว้ด้วย

ถ้าอยากสบายใจกว่านี้ ควรวางแผนทำงานให้เสร็จสิ้นไปที่ออฟฟิศ อย่าติดงานไปเที่ยวด้วยเลย เพราะวันพักคือสิ่งที่ชุ่มชื่นหัวใจ แล้วการลาไปพักผ่อนกันยาวๆ ก็เป็นวันเฝ้ารอสำหรับชาวออฟฟิศ ที่ทำงานหนักตลอดทั้งปี เป็นเหมือนจุดแวะพักที่เราได้ไปชาร์จแบตตัวเอง ได้ไปทำสิ่งที่ชอบ ได้ไปจัดการด้านอื่นๆ ของชีวิตที่นอกเหนือจากการทำงาน

มีเพื่อนไว้ใจได้ในออฟฟิศ

ไม่แค่เป็นเรื่องดีมากๆ แต่ต้องนับเป็นคนทำงานที่มีโชคมีวาสนาดี ถ้าเรามีเพื่อนร่วมงานที่ฝากฝังได้ ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ช่วยเคลียร์เรื่องจำเป็นเร่งด่วนทดแทนได้ หากเกิดขึ้นในช่วงเราลาหยุดไป

ก่อนไปเที่ยวควรฝากฝังเพื่อนร่วมงานที่สนิทกัน หรือเพื่อนในแผนกให้ช่วยอัพเดท และดูว่ามีงานอะไรที่เราต้องกลับมาจัดการบ้าง อาจจะขอให้จดหัวข้อของงานคร่าวๆ ไว้ให้ พอกลับมาทำงานจะได้ต่อติด และรีบเคลียร์งานได้รวดเร็วขึ้น คงไม่ดีแน่ๆ เลย หลังจากเที่ยวจนเพลิดเพลินเจริญใจ พอกลับออฟฟิศมาสู่โลกแห่งความจริง เข่าแทบทรุด งานเก่ายังค้างคา งานใหม่ก็มาไม่ทันตั้งตัว ต้องรีบเคลียร์งานจนหัวหมุน ทำเท่าไรก็ไม่หมดสักที

สถาบันคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (EPA) เคยเตือนมนุษย์ออฟฟิศถึงโรคตึกเป็นพิษ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นภายในที่ทำงานเนื่องจากสภาพแวดล้อมภายในที่ทำงานที่ไม่ดี ซึ่งอาการของโรคตึกเป็นพิษ ได้แก่ อ่อนล้า ปวดหัว เวียนหัว คลื่นไส้ คัดจมูก ไอ จาม เกิดผดผื่นคัน ระคายเคืองดวงตา และมีความผิดปกติของประสาทรับกลิ่น และถ้าหากละเลยเอาไว้นานก็จะยิ่งทำให้อาการทวีความรุนแรงได้มากขึ้นอีกด้วย

ลองสำรวจตัวเองดูบ้าง ถ้าช่วงนี้เข่าข่ายมีอาการเหล่านี้ก็ให้รีบเขียนใบลาขอหัวหน้าไปพักร้อนได้เลย

ฟิต & เฟิร์ม ยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569202

  • วันที่ 29 ต.ค. 2561 เวลา 16:30 น.

ฟิต & เฟิร์ม ยุค 4.0

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ฟิตเนส เฟิร์สท

ในยุค 4.0 หลายธุรกิจได้ผสานเทคโนโลยีให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจฟิตเนส ที่จะเห็นว่าได้มีการนำอุปกรณ์ใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาเป็นตัวช่วยในการออกกำลังกาย เพื่อช่วยสร้างความแปลกใหม่ ความสนุกสนาน และความท้าทายในการออกกำลังกายกันอย่างแพร่หลาย

อย่างคลับ Zone เซ็นทรัลเวิลด์ อีกคลับน้องใหม่ของฟิตเนส เฟิร์สท ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน ก็ได้ยกระดับการออกกำลังกายไปอีกขั้นด้วยคอนเซ็ปต์ “The First Heart Rate Based Training Center” ดังนั้น การออกกำลังกายที่นี่ย่อมมีความพิเศษมานำเสนอแน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมอย่าง F Zone Belt รวมทั้งอุปกรณ์ออกกำลังกายที่เต็มไปด้วยฟังก์ชั่นสุดล้ำ ที่จะมาช่วยเพิ่มมิติใหม่การออกกำลังกายของคุณได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเครื่อง Incline Trainer ซึ่งเป็นอุปกรณ์คาร์ดิโอที่อยู่บริเวณ Run Zone ก็มีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นอุปกรณ์ออกกำลังกายที่มีฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีใหม่ที่สุดในไทยเลยก็ว่าได้

ด้วยรูปทรงที่มองเผินๆ คล้าย Treadmill หรือลู่วิ่งทั่วไป แต่ความพิเศษและความไฮเทคนั้นมีมากกว่า เพราะสามารถปรับระดับความชันได้สูงสุดถึง 30 องศา และยังสามารถปรับลดระดับแบบหัวทิ่มลงได้ถึง 3 องศา ซึ่งเทรดมิลล์ทั่วไปไม่สามารถทำได้ ที่สำคัญอุปกรณ์นี้ยังออกแบบมาให้แข็งแรง สามารถรับน้ำหนักผู้ใช้และช่วยดูดซับแรงกระแทก รวมทั้งเซฟข้อเท้าผู้ใช้อีกด้วย

สำหรับการฝึกกับเครื่อง Incline Trainer นั้นสามารถฝึกได้หลากหลายรูปแบบ ที่สำคัญผู้สูงวัยก็สามารถมาฝึกหรือลองใช้อุปกรณ์ชนิดนี้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะการปรับระดับให้ลู่เดินหัวทิ่มลง 3 องศา เพื่อฝึกการเดินลงเนิน เนื่องจากผู้สูงอายุหลายคนเวลาเดินลงเนินมักจะมีปัญหาเรื่องเจ็บกล้ามเนื้อหรือเจ็บส่วนต่างๆ ส่วนหนึ่งอาจเพราะไม่ทราบวิธีการเดินลงเนินแบบถูกวิธี หรืออาจไม่ค่อยได้ฝึกเดินแบบนี้สักเท่าไร แต่เมื่อมีอุปกรณ์ตัวนี้เข้ามา ความพิเศษเหล่านี้จะทำให้คุณเข้าใจการเดินได้ดียิ่งขึ้น ไม่เพียงเฉพาะแค่คนสูงวัยเท่านั้น เครื่องนี้ยังเหมาะกับคนทั่วไปที่ออกกำลังกายตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับแอดวานซ์เลยละ

ถ้าต้องการความท้าทายในการฝึกกับเครื่องนี้แบบหลากหลายมากขึ้น ขอแนะนำคลาสพีก (Peak) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคลาสใหม่ของที่นี่ โดยจะเน้นการเล่นอุปกรณ์ Incline Trainer เป็นหลัก ผู้เล่นจะปรับสปีดและความชันตามโปรแกรมที่ครูฝึกคอยแนะนำ ซึ่งหลักๆ มีทั้งการเดินปกติ เดินสไลด์ข้าง เดินแบบ Leg Lunge วิ่งจ๊อกกิ้งกระโดดจัมพ์สลับกัน

ข้อดีของการฝึกหลายๆ แบบจากเครื่องนี้ นอกจากได้ในเรื่องการบาลานซ์กล้ามเนื้อแล้ว ยังสามารถพัฒนากล้ามเนื้อทุกส่วน โดยเฉพาะตอนที่ปรับระดับการเดินให้เอียงขึ้น 30 องศา จะทำให้เราใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่มากขึ้น ก็จะยิ่งช่วยเผาผลาญแคลอรีมากกว่าการวิ่งหรือเดินบนพื้นราบ ที่สำคัญการวิ่งหรือเดินระดับลาดชันนี้จะช่วยลดแรงกระแทกที่เข่า รวมทั้งช่วยเซฟเข่าได้อีกด้วย เพราะถ้าวิ่งบนพื้นราบแบบปกติ แรงกระแทกจะไปลงที่เข่า จึงอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้

วิดีโอออนดีมานด์เอเชียพุ่ง แนะพัฒนาคอนเทนต์ท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569353

  • วันที่ 31 ต.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

วิดีโอออนดีมานด์เอเชียพุ่ง แนะพัฒนาคอนเทนต์ท้องถิ่น

โดย…ปากกาด้ามเดียว

การผลิตคอนเทนต์เพื่อความบันเทิงเติบโตขึ้นทั่วโลก นำมาซึ่งโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับประเทศต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในแต่ละส่วนของห่วงโซ่คุณค่า เช่น มาเลเซียและไทยที่มีสตูดิโอตลอดจนเครื่องมือระดับโลกและให้สิทธิพิเศษที่ดีในการดึงดูดผู้ผลิตคอนเทนต์จากต่างชาติ ขณะที่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางด้านเทคนิคพิเศษด้านภาพและแอนิเมชั่น

วิดีโอออนคอมมานด์ (VOD) หรือระบบเรียกดูภาพยนตร์ตามต้องการ เป็นหนึ่งในธุรกิจที่คาดการณ์ว่าจะมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาคเอเชีย โดย แอลฟาบีตา (AlphaBeta) บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และเศรษฐศาสตร์ ได้เผยแพร่รายงานการศึกษาหัวข้อ เอเชีย ออน ดีมานด์ :การเติบโตของการลงทุนในอุตสาหกรรมบันเทิงท้องถิ่นโดยผู้ให้บริการวิดีโอออนดีมานด์ พบว่า บริการวิดีโอออนดีมานด์ จะลงทุนในเอเชียสูงถึง 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้น 3.7 เท่าจากปี 2560

สำหรับงบประมาณการลงทุนดังกล่าว คาดว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศโดยผู้ให้บริการระดับโลกเป็นมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจมากกว่า 3 เท่าของมูลค่าการลงทุนโดยผู้ให้บริการ VOD เมื่อพิจารณาการใช้จ่ายทางตรงภายในอุตสาหกรรมสำหรับกิจกรรมการดำเนินงานหลักๆ เช่น อุปกรณ์ การคมนาคมขนส่ง อาหารและการจัดเลี้ยง การตลาด และที่พัก เป็นต้น ซึ่งจะผลักดันให้เกิด การใช้จ่ายทางอ้อม เช่น การซื้อเลนส์กล้องถ่ายภาพ อาหารและการจัดเลี้ยง การคมนาคมขนส่ง ค่าเชื้อเพลิง และอื่นๆ

นอกจากนี้ งบประมาณการลงทุนดังกล่าวยังอาจสร้างตำแหน่งงานใหม่ขึ้นกว่า 7.36 แสนตำแหน่ง ภายในปี 2565 ทั้งยังเอื้อประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว ดนตรี และสินค้าที่ระลึก เป็นต้น

ขณะเดียวกัน การศึกษาดังกล่าวยังคาดว่าจำนวนผู้ใช้บริการที่จ่ายเงินเป็นสมาชิก VOD ในภูมิภาคเอเชียจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวภายใน 5 ปี และผู้ชมในเอเชียมีความต้องการคอนเทนต์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพเป็นอย่างมาก ดังนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ผู้ให้บริการ VOD จึงจำเป็นต้องจัดหาคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องและเหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่นมากขึ้น จนผลักดันการลงทุนด้านการพัฒนาคุณภาพของคอนเทนต์ท้องถิ่นเพื่อดึงดูดสมาชิกรายใหม่และรักษาฐานจำนวนสมาชิกเดิม

คอนสแตนติน แมตตีส์ ผู้จัดการด้านเอนเกจเมนต์ ของแอลฟาบีตา กล่าวว่า เนื่องจากบริการ VOD เพิ่งเริ่มมีมาเมื่อไม่นาน ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากบริการ VOD ในเอเชีย โดยเฉพาะที่มีต่ออุตสาหกรรมบันเทิงจึงยังได้รับความสนใจอยู่ในวงจำกัด การศึกษานี้ต้องการปิดช่องว่างทางข้อมูลดังกล่าว และระบุถึงแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุด ควบคู่กับข้อปฏิบัติเชิงนโยบายหลักๆ เพื่อช่วยให้ประเทศต่างๆ ในเอเชียสามารถสร้างประโยชน์จากโอกาสนี้

การศึกษาครั้งนี้ยังพบว่าผู้ชมในเอเชียมีความต้องการรับชมคอนเทนต์ท้องถิ่นอย่างมาก และใช้เวลารับชมคอนเทนต์ท้องถิ่นเท่าๆ กับการรับชมคอนเทนต์จากต่างประเทศ ทั้งนี้คาดว่าผู้ชมที่จ่ายเงินค่าสมาชิกในเอเชียจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวภายในระยะเวลา 5 ปี ดังนั้นผู้ให้บริการ VOD จึงต้องให้ความสำคัญกับการผลิตคอนเทนต์ท้องถิ่นคุณภาพสูงเพื่อดึงดูดสมาชิกใหม่และรักษาฐานลูกค้าเดิม

เมื่อผู้บริโภคมีความต้องการคอนเทนต์ท้องถิ่นอย่างล้นหลาม ผู้ให้บริการ VOD จึงต้องเพิ่มจำนวนคอนเทนต์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว

ขณะที่มากกว่า 80% ของผู้บริหารบริการ VOD ระบุว่าบรรยากาศการลงทุนที่เป็นมิตร กฎระเบียบข้อบังคับอันเอื้อต่อการทำธุรกิจ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการผลิตคอนเทนต์คุณภาพสูง คือปัจจัยสำคัญในการผลักดันการลงทุนด้านคอนเทนต์

จากแนวโน้มการลงทุนดังกล่าว จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยเช่นกัน ที่จะดึงดูดเม็ดเงินจากผู้ผลิตเข้ามาลงทุนในประเทศไทย นั่นหมายความว่า สภาพแวดล้อมต้องเอื้อต่อการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญและเห็นผลเป็นรูปธรรม

ดิจิทัลเอเยนซี ก็ถูกดิสรัป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569167

  • วันที่ 29 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ดิจิทัลเอเยนซี ก็ถูกดิสรัป

โดย…CJ WORX

ก่อนอื่นต้องยินดีและเป็นกำลังใจให้กับผู้สร้างสรรค์งานโฆษณาที่ได้รับรางวัลแอดแมน อวอร์ดส์ 2018 ทุกท่าน และเป็นกำลังใจให้กับคนทำโฆษณาที่ยังไม่ได้รับรางวัลด้วย แต่สิ่งที่เห็นแรงกระเพื่อมเล็กๆ ในวงการโฆษณาบ้านเราที่น่าสนใจคือ สูตรของการสร้างสรรค์งานโฆษณาให้รอดพ้นจากวิกฤตของการถูก Disturb สำหรับวงการโฆษณา โดยเฉพาะดิจิทัลเอเยนซี

ไหนจะมีเดียออนไลน์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย พุ่งตรงไปยังแบรนด์ลูกค้า โดยไม่จำเป็นต้องผ่านเอเยนซี โปรดักชั่นเฮาส์ก็ดีลตรงกับแบรนด์ หรือแม้แต่อินฟลูเอนเซอร์ก็ดีลตรงกับแบรนด์กันเอง

สิ่งเหล่านี้คือที่ประสบพบเจอกันอยู่ และถ้าดิจิทัลเอเยนซีไม่มีความแปลกใหม่ที่สร้างสรรค์ รับรองว่า อาจจะไม่ใช่เวลาอันเร็วๆ นี้ แต่ก็มีทีท่าจะถูกกลืนกินสำหรับการเปลี่ยนแปลงแน่ๆ

แต่สูตรในการสร้างสรรค์งานที่กำลังเป็นเทรนด์ในต่างประเทศ และในไทยเริ่มเห็นมากขึ้นคงเป็นซีรี่ส์เรื่องเด็กใหม่ ที่หลายคนยังมองว่า นี่หรือคืองานโฆษณา ไม่ใช่งานบันเทิงหรือ “Creativity By Specialist+Other Industry = New Business”

“ซีรี่ส์เด็กใหม่ SOUR BANGKOK ทำหน้าที่มากกว่าคิดพล็อตเรื่องให้กับจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เจ้าของทุน ทำให้เกิดธุรกิจโมเดลใหม่ สูตรสร้างสรรค์งานอยู่ที่ว่า เราเป็นเอเยนซีเฉพาะทางสำหรับผู้หญิง คิดสร้างสรรค์งานที่มีความจำเพาะ ไปเป็นพันธมิตรกับอีกธุรกิจอย่างวงการบันเทิง ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมา ทั้งทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกันหากมีการซื้อพล็อตเรื่องไปสร้างซีซั่น 2 หรือไปทำเวอร์ชั่นในต่างประเทศ ตรงนี้คือธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้น กระบวนท่าในการสร้างสรรค์งานตรงนี้มากกว่าที่เป็นเทรนด์ และทำให้ดิจิทัลเอเยนซีไม่ถูก Disturb และเป็นเทรนด์ที่ขณะนี้ต่างประเทศให้ความสนใจกันอย่างมาก” คำอธิบายจาก คุณเล็ก-ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ SOUR BANGKOK คุณแม่ผู้ทำคลอด เด็กใหม่”

คุณเล็กบอกอีกว่า Palette of Thailand ที่นำสถานที่ท่องเที่ยวของไทยจากการคัดเลือกของ ททท.ออกมาเป็นสีของเครื่องสำอางของแบรนด์โอเรียนทอล พริ้นเซส ผลงานของ SOUR BANGKOK ก็ใช้กระบวนท่าเดียวกันในการสร้างสรรค์งาน จนวินทุกฝ่าย สถานที่ท่องเที่ยวของไทยก็ได้รับการโปรโมทให้รู้จักมากขึ้น ผ่านเครื่องสำอางสีต่างๆ แบรนด์ก็ได้การโปรโมทไปพร้อมกัน

เพราะฐานที่แข็งแกร่งของคนโฆษณา โดยเฉพาะดิจิทัลเอเยนซี คือ ไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ หากบวกกับกระบวนท่าที่แปลกใหม่ เชื่อมโยงธุรกิจอื่นๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจได้อยู่เรื่อยๆ แน่นอนว่า ยาอายุวัฒนะของวงการโฆษณาที่จะไม่ถูกดิสรัปแน่นอน n

ดีแทคคว้าคลื่น900 เคาะราคาประมูล 3.8 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569058

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 11:23 น.

ดีแทคคว้าคลื่น900 เคาะราคาประมูล 3.8 หมื่นล้าน

ดีแทค คว้า คลื่น900 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน5เมกะเฮิรตซ์ เคาะราคารวม38,064ล้านบาท

พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่28 ต.ค.2561 เวลา9.45น. ได้เริ่มต้นการประมูลคลื่นความถี่ย่าน900เมกะเฮิรตซ์ที่สำนักงาน กสทช. และสิ้นสุดการประมูลในเวลา10.40น. ใช้เวลาการประมูลทั้งสิ้น 55นาที โดยบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (DTN) เสนอราคาการประมูลสุดท้ายที่38,064ล้านบาท เป็นผู้ชนะการประมูลในคลื่นความถี่ย่าน900 เมกะเฮิรตซ์

ทั้งนี้การชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ออกเป็น 4 งวด โดย งวดที่ 1 ชำระ 4,020 ล้านบาท งวดที่ 2 ชำระ 2,010 ล้านบาท งวดที่ 3 ชำระ 2,010 ล้านบาท และงวดที่ 4 ชำระเงินค่าประมูลฯ ส่วนที่เหลือทั้งหมด ทั้งนี้หากผู้ชนะการประมูลไม่นำเงินมาชำระ สำนักงาน กสทช. จะริบหลักประกัน 1,900 ล้านบาท รวมทั้งคิดค่าปรับเป็นเงิน 5,699 ล้านบาท

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า สำหรับเงื่อนไขการอนุญาตใช้คลื่นความถี่จะช่วยส่งเสริมการแข่งขันของประเทศ ครอบคลุมประชากร 50% ใน 4 ปี และเพิ่มเป็น 80% ใน 8 ปี รวมถึงการการใช้งานอินเตอร์เน็ต 5 จี โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม และการเชื่อมต่อต่างๆ โดยสำนักงานกสทช. ประเมินว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ต้องเดินหน้าต่อไป

ติงกม.ไซเบอร์ละเมิดส่วนตัวล้วงตับเอาผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568975

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 09:20 น.

ติงกม.ไซเบอร์ละเมิดส่วนตัวล้วงตับเอาผิด

วงเสวนาชำแหละร่างกฎหมายไซเบอร์ หวั่นรัฐใช้อำนาจแทรกแซงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการเตรียมการไซเบอร์แห่งชาติ กล่าวในงานเสวนาของสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยถึงร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่รัฐบาลกำลังผลักดันว่า มีต้นแบบมาจากกฎหมาย Cybersecurity Act 2018 ของสิงคโปร์

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกนำมาปรับใช้ในการเขียนกฎหมายของไทยกลับพบปัญหา เช่น แม้เจตนารมณ์ของกฎหมาย ทั้งของสิงคโปร์รวมถึงของไทยเองตั้งไว้ว่าเน้นคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับบริการที่อาจถูกโจมตีจากผู้ไม่หวังดี แต่เมื่อมาระบุในตัวบทแล้วของไทยกลับรวมไปถึงเนื้อหาที่ปรากฏบนโลกออนไลน์ด้วย เช่น ในมาตรา 56 (2) ที่มีคำว่า “ความมั่นคงของรัฐ” กับ “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” ซึ่งจุดนี้สามารถถูกตีความได้ว่า ผู้ถืออำนาจรัฐอาจสั่งการให้เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) ดำเนินการบางอย่างกับเนื้อหาที่เห็นว่าไม่เหมาะสมได้

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายฉบับนี้ให้ อำนาจเลขาฯ กปช.ไว้ยิ่งใหญ่มาก คือการที่มีคำสั่งใดๆ ออกมาแล้วผู้ได้รับผลกระทบไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ขณะที่กฎหมายแบบเดียวกันของสิงคโปร์ไม่ปิดช่องทางดังกล่าว สิ่งที่แตกต่างคือ กฎหมายทั่วโลกจะคุ้มครองเรื่องความเป็นส่วนตัว แต่ของไทยมีความเหลื่อมล้ำกับกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล

นายคณาธิป ทองรวีวงศ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้อาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวจะได้รับผลกระทบจากรัฐ เช่น การเข้ามาสอดส่องพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ของประชาชน แล้วเก็บข้อมูลไปเอาผิดในเรื่องอื่น

ภาพประกอบข่าว

เมื่อจะนำ Chat Bot มาช่วยงาน HR

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568961

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 07:32 น.

เมื่อจะนำ Chat Bot มาช่วยงาน HR

โดย… ดิลก ถือกล้า

งานหลักประการหนึ่งของงานบริหารทรัพยากรมนุษย์ คือ การต้องตอบคำถามพนักงานในองค์กร ถึงเรื่องสารพัดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการ การเจริญเติบโต ระเบียบข้อบังคับ สิทธิต่างๆ ที่พึงได้ตามข้อกำหนดขององค์กร เป็นต้น

แต่ในความเป็นจริงที่สวนทางกันระหว่างความหวังของพนักงานผู้ถาม กับเจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรมนุษย์ ก็คือ ผู้ถามจะคาดหวังว่าผู้ตอบจะตอบได้ทุกเรื่อง ในขณะที่ผู้ตอบจะไม่สามารถตอบได้ทั้งหมด เพราะเนื้อหา ขอบเขตงานด้านบริหารทรัพยากรมนุษย์นั้น มีรายละเอียดแต่ละเรื่องที่ยากจะหาคนที่เข้าใจงานทั้งหมดได้ครบถ้วน

ดังนั้น หลายองค์กรได้เลือกทางแก้ปัญหาโดยการตั้งให้มี Hot Line สายด่วน แล้วมีการทำบทพูด แล้วฝึกพนักงานเพื่อให้สามารถตอบคำถามพนักงานได้ในทุกเรื่องในรูปแบบ Call Center

อย่างไรก็ดี การมี Hot Line ก็มีข้อจำกัด เพราะมีเรื่องของเวลาทำงาน เวลาพัก ที่อาจจะไม่ตรงกับเวลาที่ผู้ถามอยากรู้ ทำให้ยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมดของการตอบคำถามให้คนในองค์กร

จึงเป็นที่มาว่า บางองค์กรจึงเริ่มนำเทคโนโลยีที่เรียกว่า Chat Bot นำมาช่วยตอบคำถาม ซึ่งวันนี้ที่ผมอยากจะเขียนถึงจะไม่ได้เป็นการนำเสนอในเชิงเทคนิค แต่ขอกล่าวถึงการนำเขามาใช้งาน

อะไรคือ Chat Bot

Chat Bot คือ ตัวปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยตอบคำถามได้จากการถามของเราคล้ายๆ คุยผ่านไลน์ จะต่างตรงที่ว่า การคุยไลน์เราคุยกับคน แต่คุยหรือถาม Chat Bot เป็นการถามตัวปัญญาประดิษฐ์ให้ตอบแทนคน

ถ้าท่านใดใช้ iPhone ให้คิดถึง SIRI ที่เราเข้าไปคุย ไปถามได้ แต่พอมาใช้ในการช่วยงานบริหารทรัพยากรมนุษย์ ก็เป็น HR Chat Bot ที่จะสามารถตอบคำถามลงไปเป็นข้อมูลเฉพาะของพนักงานคนที่ถามได้เลย เพราะ Bot จะเลือกข้อมูลตาม ID พนักงานที่ Lock In เช่น ถามวันพักร้อนที่เหลือ สิทธิการรักษาพยาบาลที่มี เป็นต้น

จะใช้งานเขาอย่างไรให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

ผมจะไม่ขอกล่าวถึงในเชิงเทคนิคว่า ปัจจุบันมีโปรแกรมอะไร ของเจ้าไหนที่มาใช้ทำ Chat Bot ได้ แต่จะกล่าวถึงการนำเขามาใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สิ่งที่ผมชวนให้มอง คือ เราต้องมองเขาให้เหมือนกับเขาเป็น Call Center สาวสวย เสียงหวาน ที่ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานบริหารทรัพยากรมนุษย์

ดังนั้น เราต้องสอนเขา ใช่ครับ เราต้องสอนให้น้อง Bot เขารู้เรื่องเนื้องาน เพื่อให้ตอบคำถามได้ ดังนั้นเมื่อจะเริ่มนำน้อง Bot มาใช้งาน เราจะต้องตั้งทีมที่เข้าใจงานบริหารทรัพยากรมนุษย์แต่ละหน้างานอย่างลึกซึ้ง สามารถตอบคำถามที่พนักงานมักจะถามเสมอๆ ได้ รวมทั้งจะต้องสามารถรวบรวมคำถาม หรือคิดคำถามที่เกี่ยวข้องกับงานตรงนั้นให้มากที่สุด เพื่อจะนำคำถามและคำตอบดังกล่าวมาสอนน้อง Bot ให้ตอบคำถามอย่างถูกต้อง ยิ่งถามมากเท่าไร น้อง Bot จะเรียนรู้ และตอบคำถามได้มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ

จะทำให้คนคุ้นเคยอย่างไร

การให้น้อง Bot มาช่วยงานเรา เหมือนกับการนำคนใหม่เข้ามาในทำงาน ที่นอกจากจะต้องสอน ต้องฝึกคนใหม่อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว จะต้องทำให้คนเก่าเข้าใจ และคุ้นเคยกับคนใหม่เช่นกัน การที่จะสร้างความคุ้นเคยคนในองค์กรกับน้อง Bot ก็สามารถทำได้ด้วยกิจกรรมเหล่านี้

• สร้างบรรยากาศของการ Break the ice ทลายกำแพงกั้น ด้วยการให้คนในองค์กรได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบตัว Mascot การตั้งชื่อ รวมทั้งให้มีออกเสียงตั้งชื่อ ออกเสียงเลือก Mascot

• มีการเดินสายให้น้อง Bot ได้เข้าถึงพนักงาน มี QR Code ที่ให้พนักงาน Scan เพื่อเข้าถึงน้อง Bot ได้ง่าย

• เปิดช่องทางให้ผู้ใช้งานได้ส่งคำถามที่เขาถามแล้วไม่ได้คำตอบ หรือได้คำตอบไม่ตรง เพื่อให้เราได้สอนน้อง Bot เพิ่มเติม ซึ่งไม่ต่างจากการให้มีการ Feedback การตอบคำถามของ Call Center

การที่เราได้ทำอย่างที่ผมได้เสนอแนวทางไป จะทำให้การใช้ Bot มาช่วยงาน ไม่ได้เป็นเพียงปัญญาประดิษฐ์ที่ให้ข้อมูลตามที่ป้อนมาอย่างแห้งแล้ง แต่จะช่วยเชื่อมให้คนในองค์กรได้สนุกและใกล้ชิดกับน้อง Bot ได้ไม่น้อย

และนี่เป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้ “มนุษย์” และ “ปัญญาประดิษฐ์” อย่าง HR Chat Bot อยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและกลมกลืน

ถก’ดาต้าแชริ่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568851

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 06:56 น.

ถก'ดาต้าแชริ่ง'

โดย…พลพัต สาเลยยกานนท์

ในงานสัมมนา “The Power of Data Sharing and Business Opportunity in Thailand” ที่จัดโดยมูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย (iTIC) ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย เปิดเผยว่า 8 ปีของการก่อตั้งมูลนิธิคือการรวบรวมข้อมูลด้านจราจร ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชน โดยหลังจากนี้จะต่อยอดเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ ด้วยการร่วมมือกับสปริงนิวส์ ติดกล้องบนป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ (บิลบอร์ด) ในแยกต่างๆ ทั่ว กทม. เพื่อนำข้อมูลและรูปแบบดำเนินโครงการลงสู่พื้นที่ต่างจังหวัด อาทิ เชียงใหม่ และพัทยา รวมถึงร่วมมือกับกระทรวงคมนาคมแก้ปัญหาจราจรอย่างยั่งยืน

“หวังว่าข้อมูลที่มูลนิธิรวบรวมมาเพื่อแบ่งปันสู่สาธารณะ จะเกิดการนำไปพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ เพื่อให้ประเทศชาติก้าวหน้าไปยุคไทยแลนด์ 4.0” นินนาท กล่าว

ด้าน อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า การเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนในยุคดิจิทัลมีความสำคัญ ซึ่งกระทรวงเร่งพัฒนามาตลอด ซึ่งหลังจากนี้จะใช้ข้อมูลที่ได้รับการแชร์มาจากหน่วยงานต่างๆ รวมไว้ด้วยกันเพื่อบริหารจัดการสัญญาณจราจรยุคใหม่ ทั้งนี้ ดาต้า แชริ่ง จะถูกนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล ต่างๆ ในระบบ รวมถึงการเชื่อมโยงการเดินทางสาธารณะด้วยบัตรโดยสารเพียงใบเดียว รวมถึงในอนาคตจะรองรับสังคมไร้เงินสด (Cashless Society)

สมประสงค์ สัตยมัลลี ผู้อำนวยการสำนักธุรกิจบัตรโดยสาร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างเสนอให้บัตรเครดิตสามารถเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนได้ โดยร่วมกับบัตรเครดิตกรุงไทย คาดปลายปี 2562 จะแล้วเสร็จ โดย 2 เส้นทางแรกที่จะเปิด คือรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสีม่วง ในอนาคตมองว่าสามารถ ใช้สมาร์ทวอตช์และอาจจะเป็นบัตรประชาชนในการยืนยันตัวตนสำหรับใช้เดินทางได้ โดยดาต้า แชริ่งจะทำนายปัญหาในระบบที่อาจเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า เพื่อให้รับมือกับปัญหานั้นๆ ได้อย่าง ทันท่วงที

ขณะที่ พณชิต กิตติปัญญางาม นายกสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบ การเทคโนโลยีรายใหม่ กล่าวว่า รัฐบาลเป็นผู้เก็บข้อมูลขนาดใหญ่มาโดยตลอด จะต้องส่งข้อมูลเหล่านั้นกลับมาให้ประชาชนและภาคธุรกิจนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะช่วยให้การคาดการณ์รวมถึงลดต้นทุนการบริหารจัดการในธุรกิจได้ ซึ่งในหลายประเทศมีการนำข้อมูลพื้นฐานของประเทศคืนกลับสู่ประชาชน

“ตัวอย่างเช่นใน เมืองนิวยอร์ก ใช้ดาต้า แชริ่งด้วยการเก็บข้อมูล รายได้ประชากร สภาพอากาศ และอายุของอาคารต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำมาเฝ้าระวังการเกิดอัคคีภัยซึ่งมีความแม่นยำในระดับ 70%” พณชิต กล่าว

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สยามเมทริกซ์ คอนซัลติ้ง กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทเอกชนต่างเก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในธุรกิจของตัวเอง แต่ยังขาดข้อมูล บางอย่างซึ่งรัฐเป็นผู้จัดเก็บและไม่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ รวมถึงแหล่งจัดเก็บต่างๆ ยังกระจัดกระจาย ซึ่งหากภาคธุรกิจมีข้อมูลเหล่านั้นจะสามารถนำไปคำนวณต้นทุนด้านต่างๆ ได้ รวมถึงคาดการณ์ความสามารถทางธุรกิจขององค์กรต่างๆ และเพิ่มองค์ความรู้แต่ละด้านเพื่อบริหารจัดการ

กอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับ ยุคดิจิทัลให้มากขึ้น รวมถึงตั้งเป้าเชื่อมโยงข้อมูลของทุกหน่วยงานรัฐเข้ามาไว้เป็นฐานข้อมูลเดียวกันเพื่อความคล่องตัวทุกภาคส่วนที่มาติดต่อกับองค์กรรัฐให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย ซึ่งจะมีการทำดาต้า แชริ่ง และดาต้า เซ็นเตอร์ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนและผู้ที่ต้องการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์

หัวเว่ยลั่นยึดที่2มือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568850

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 06:47 น.

หัวเว่ยลั่นยึดที่2มือถือ

หัวเว่ยเขย่าสมาร์ทโฟนพรีเมียม ส่งเมท 20 ซีรี่ส์ วาง 3 รุ่น ในไทยกระตุ้นไตรมาส 4 ชิงแชร์เพิ่ม เล็งเจาะกลุ่มเกมเมอร์

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า ปีนี้ถือเป็นปีทองของหัวเว่ย นับตั้งแต่การเปิดตัว หัวเว่ย พี20 ซีรี่ส์ ในช่วงต้นปีด้วยการชูเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และนวัตกรรม ส่งผลให้ยอดขายของหัวเว่ยในตลาด สมาร์ทโฟนทั่วโลกสามารถปรับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 ของแบรนด์มือถือโลก ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดที่ 15-16%

ขณะที่ตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศ ไทย ซึ่งหัวเว่ยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับที่ 2 ห่างจากผู้นำที่มีส่วนแบ่งปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อย ส่วนกลุ่ม สมาร์ทโฟนระดับบนในไทยมีผู้เล่นหลักเพียง 3 ราย ซึ่งหัวเว่ยตั้งเป้าที่จะขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในไทยให้ได้ภายในปีนี้ และตั้ง เป้าหมายที่จะขึ้นเป็นผู้นำเบอร์ 1 ของตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกและในไทยภายในปี 2563 จากความพร้อมด้านการแข่งขันต่างๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีเอไอ และดีไซน์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดสมาร์ทโฟน

นายทศพร กล่าวว่า ล่าสุดหัวเว่ยเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับบน ตระกูลเมท 20 ซีรี่ส์ 3 รุ่นในไทย โดยชูจุดเด่นหลายด้านเมื่อเทียบกับตลาดคู่แข่งโดยเฉพาะตัว ชิปเซตเอไอแบบคู่ครั้งแรกของโลก ชื่อว่า คิริน 980 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่อง แบตเตอรี่ความจุสูงมาพร้อมกับนวัตกรรมซูเปอร์ชาร์จ และระบบชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อื่นแบบไร้สาย รวมถึงเทคโนโลยีของกล้อง ฟีเจอร์การถ่ายภาพและระบบการทำงาน

ทั้งนี้ ได้เพิ่มงบทำกิจกรรมตลาด หัวเว่ย เมท 20 ซีรี่ส์ กว่า 4 เท่า จาก หัวเว่ย เมท 10 ซีรี่ส์ โดยจะเน้นกลยุทธ์การตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ มุ่งกลุ่มเป้าหมายที่นักธุรกิจรุ่นใหม่ เจ้าของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ รวมถึงผู้บริโภคทั่วไป เพื่อตอบโจทย์การใช้งานไลฟ์สไตล์ การสร้างคอนเทนต์ ผ่านภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และ 3 มิติ โดยตั้งเป้ามียอดขายเมท 20 ซีรี่ส์ มากกว่า 3 เท่าของรุ่นที่ผ่านมา

นายทศพร กล่าวเพิ่มเติมว่า จาก การเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงในช่วงนี้ จะช่วยกระตุ้นตลาดสมาร์ทโฟนในไทยช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีให้กลับมาคึกคัก

จากปัจจุบันตลาดรวมลดลงเล็กน้อย โดยมั่นใจว่าทั้ง 3 รุ่นจะได้รับการตอบรับที่ดี และจะสนับสนุนให้ยอดขายสมาร์ทโฟนรวมของหัวเว่ยเติบโตขึ้นกว่า 50% ตามเป้าที่วางไว้

นอกจากนี้ ตั้งเป้าขยับโครงสร้างยอดขายสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยในตลาดระดับกลางเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขายในตลาดระดับบน กลาง และล่างอยู่ที่ 30% 30% และ 40% ตามลำดับ ให้อยู่ที่ 30% 40% และ 30% ภายในปีนี้ จนถึงปี 2562 ขณะเดียวกัน หัวเว่ยจะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีจอแสดงผลขนาดใหญ่ ประสิทธิภาพของเครื่อง การประหยัดพลังงาน เพื่อ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเกมเมอร์ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น