อี-คอมเมิร์ซระอุ ขาใหญ่สาดโปรดุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564629

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 07:18 น.

อี-คอมเมิร์ซระอุ ขาใหญ่สาดโปรดุ

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไตรมาส 4 เป็นที่น่าจับตาเป็นพิเศษ สำหรับน้องใหม่อย่างเจดีเซ็นทรัล และอีเลฟเว่น สตรีทหลังเปลี่ยนมือมาอยู่ในกลุ่มเนสกาแฟกับการปัดฝุ่นโครงสร้างธุรกิจใหม่ แน่นอนว่าสมรภูมิการแข่งขันคงมีความร้อนแรงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสงครามโปรโมชั่น เพื่อช่วงชิงฐานลูกค้า

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้บริหารบริษัท ตลาดดอทคอม เปิดเผยว่า ภาพรวมการแข่งขันธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไตรมาส 4 จะมีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการทำโปรโมชั่นหั่นเนื้อตัวเองลดราคา 90% สำหรับปีนี้ ช็อปปี้ และเจดีเซ็นทรัล เป็นค่ายแรกที่จัดมหกรรม 9.9 (วันที่ 9 เดือน 9) รวมทั้งคาดแคมเปญโปรโมชั่นจะมีอีกระลอกใหญ่ 11.11 หรือ 12.12 โดยเฉพาะยักษ์ลาซาด้า ซึ่งจัดวันช็อปปิ้งสำหรับคนโสด 11.11 คนไทยเริ่มรู้จักมากขึ้นแล้ว

ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 4 ถือว่าเป็นไฮซีซั่นช่วงเวลา 3 เดือนมีสัดส่วนการขายถึง 40% ของทั้งปี นอกจากนี้แคมเปญต่างๆ ที่ออกมาถือว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่นอกจากกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าแล้วนั้น ยังมีส่วนสำคัญช่วยขยายฐานนักช็อปปิ้งหน้าใหม่ เมื่อคนเหล่านี้ซื้อสินค้าแล้วส่วนใหญ่ก็จะซื้อในเว็บไซต์ที่เคยซื้อเป็นระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นถึงเริ่มไปซื้อสินค้าเว็บไซต์อื่นๆ ที่มีข้อเสนอหรือโปรโมชั่นดีกว่า

นอกจากนี้ แต่ละค่ายอี-คอมเมิร์ซยังแข่งขันการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ทุกช่องทาง อาทิ สื่อทีวีเพื่อสร้างการรับรู้ไปสู่กลุ่มแมส รวมถึงการใช้กลยุทธ์อินฟลูเอนเซอร์ สำหรับภาพรวมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในปีนี้คาดว่าเติบโต 20% จากเมื่อปีที่ผ่านมามีมูลค่า 2.8 ล้านล้านบาท

ด้านค่ายอี-คอมเมิร์ซอีเลฟเว่นสตรีทในเงื้อมมือกลุ่มเนสกาแฟ เฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างธุรกิจอี-คอมเมิร์ซอีเลฟเว่น สตรีท และกำลังจะเปิดตัวธุรกิจในช่วงไตรมาส 4 โดยโพสิชันนิ่งของในกลุ่มสินค้าที่บริษัทมุ่งเน้นจะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม รวมถึงสินค้าแฟชั่น เป็นหลัก ซึ่งมีทั้งสินค้าจากในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ

ขณะที่สำนักงานใหญ่ของบริษัท อีเลฟเว่น สตรีท เบื้องต้นได้ย้ายสำนักงานไปจากภิรัชทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์ มายังอาคารอรกานต์แล้ว ส่วนโครงสร้างของเว็บไซต์ได้ปรับเปลี่ยนบ้างแล้ว อาทิ การนำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มลำไยสกัดเข้มข้น P80 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในเครือมาโฆษณาบนเว็บไซต์ ขณะเดียวกันได้เร่งทำการปรับเปลี่ยนชื่อเว็บไซต์ในเร็วๆ นี้

รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เจดีเซ็นทรัล กล่าวว่า เทศกาลช็อปปิ้งออนไลน์ที่โดดเด่นเดือน ก.ย. 9.9 เจดีเซ็นทรัลตอบโจทย์นิสัยชอบลุ้นและชิงโชค จึงเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์การเปิดกล่องเซอร์ไพรส์ บ็อกซ์ นอกจากนี้ยังใช้กลยุทธ์อินฟลูเอนเซอร์ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคและดึงให้ลูกค้าเข้าไปช็อปที่เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น ซึ่งเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากการทำแคมเปญ

สำหรับช็อปปี้จัดมหกรรม Shopee 9.9 Super Shopping Day มีร้านค้ากว่า 7 ล้านราย และกว่า 1 หมื่นแบรนด์ทั่วภูมิภาคเข้าร่วม มีไอเท็มสินค้ากว่า 15 ล้านชิ้น ถูกจำหน่ายออกไปภายใน 24 ชั่วโมง สินค้าจากทั่วทั้งภูมิภาคกว่า 99,999 ชิ้น สถิติด้วยยอดรวมคำสั่งซื้อรวมทั้งสิ้นกว่า 5.8 ล้านออร์เดอร์ หรือคิดเป็น 3 เท่าของการจับจ่ายในช่วงปกติ

ภาพรวมเกมการสาดโปรโมชั่นยังไม่จบง่ายๆ ท่ามกลางที่ทุกค่ายยังยอมขาดทุนเพื่อทุ่มซื้อตลาด ทั้งลาซาด้า ช้อปปี้ รวมถึงน้องใหม่เจดีเซ็นทรัล และกลุ่มเนสกาแฟ ซึ่งสายป่านยาวกันทั้งนั้น

บทเรียนจากแนนโน๊ะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564600

  • วันที่ 17 ก.ย. 2561 เวลา 18:20 น.

บทเรียนจากแนนโน๊ะ

เรื่อง CJ Worx

ซีรี่ส์เด็กใหม่ ออนแอร์มาเกินครึ่งทางจาก 13 ตอน ที่มาจากข่าวจริง 13 เรื่อง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงความบันเทิง เพราะมีแง่มุมทางด้านการตลาดด้วยเช่นกัน ผู้สร้างสรรค์คือ SOUR BANGKOK เอเยนซีโฆษณา ได้สร้างแง่มุมที่แตกต่างออกไป และบทเรียนที่ได้จากคนทำโฆษณามาสู่การผลิตรายการบันเทิงเช่นกัน

ในฐานะเรียกว่าเป็น แม่แนนโน๊ะ ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา Co-Founder & Executive Creative Director ของ SOUR SOUR BANGKOK แชร์ประสบการณ์ผลิตซีรี่ส์เรื่องนี้ไว้น่าสนใจ ดังนี้

  1. ผู้บริโภคยุคนี้มีความรู้และฉลาดมาก เนื่องจากซีรี่ส์เด็กใหม่ มีความอาร์ตสูงมาก ในช่วงแรกเกรงว่าคนดูจะงงกับเรื่องราว จึงใช้ดิจิทัลมีเดียเป็นตัวสร้างความเข้าใจ รวมถึงบอกกฎกติกาให้เข้าใจว่า ซีรี่ส์นี้เป็นอย่างไร ผลที่ออกมาคือ สถิติของโพสต์ ชื่อ เรื่องต้องรู้ก่อนดูแนนโน๊ะกลายเป็นโพสต์ที่มียอดเอนเกจเมนต์สูงสุด
  2. ไม่มีแบรนด์ในเนื้องาน ทำให้ผู้ชมเปิดใจในการชมมากขึ้น เพราะงานโฆษณาส่วนใหญ่เน้นการสร้างแบรนด์หรือสร้างยอดขาย หรือเห็นตัวสินค้า ทำให้ผู้ชมเหมือนมีกำแพงในการชมงานโฆษณาอยู่ระดับหนึ่ง
  3. ความเหมือนที่แตกต่างของศาสตร์การทำโฆษณากับรายการบันเทิง ชิ้นงานโฆษณาต้องบอกวัตถุประสงค์กับผู้ชมโดยทันทีว่า ต้องการสื่อสารอะไร แต่ในงานบันเทิงต้องเป็นแนวคำถามปลายเปิดเท่านั้น อาทิ ชวนคนมาวิจารณ์ วิพากษ์ ถึงจะเกิดพลังการมีส่วนร่วมจากผู้ชม
  4. ผู้บริโภคยอมรับรูปแบบของรายการบันเทิงมากกว่าโฆษณาบางครั้งชิ้นงานโฆษณาหากมีความหมิ่นเหม่ไปเชิงความรุนแรงหรือดาร์ก ก็อาจถูกโต้แย้งจากผู้บริโภคอย่างมาก ในขณะที่ในมุมของรายการบันเทิงแล้ว ตบจูบ หรือความรุนแรงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ผู้ชมกลับยอมรับได้นั่นเป็นเพราะพฤติกรรมของผู้ชมต้องการปลดปล่อยจากสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริง

เพราะทุกการกระทำสร้างประสบการณ์ทำให้เกิดการเรียนรู้ หากเรียนรู้จากตัวเองว่ายากแล้ว การเรียนรู้ผู้อื่นเพื่อพิชิตใจพวกเขานั้นยากยิ่งกว่า แต่ไม่มีอะไรยากเกินความพยายาม

อ่านใจลูกค้ายุค 4.0 ไขกุญแจความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564596

  • วันที่ 17 ก.ย. 2561 เวลา 17:35 น.

อ่านใจลูกค้ายุค 4.0 ไขกุญแจความสำเร็จ

เรื่อง กลุ่มบริษัทจีเอเบิล

เมื่อผู้บริโภคยุค 4.0 ใช้อารมณ์ ความรู้สึกตัดสินใจเลือกซื้อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์มากขึ้น แบรนด์ต่างๆ หันให้ความสำคัญกับการนำเสนอสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคให้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น การตลาดยุคดิจิทัลนั้น การ “อ่านใจผู้บริโภค” ให้ขาดคือประตูสู่ความสำเร็จ และสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของธุรกิจคือข้อมูลลูกค้า (Customer Data) ที่ถูกรวบรวมด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดบิ๊กดาต้า ที่รวดเร็ว แม่นยำ นำมาซึ่งข้อมูลที่สามารถอ่านใจลูกค้าได้ลึกซึ้งแบบรายบุคคล

ปาจรีย์ แสงคำ ประธานบริหารกลุ่มงานโซลูชั่นทางธุรกิจและบริการ กลุ่มบริษัท จีเอเบิล เปิดเผยว่า หัวใจในการทำมาร์เก็ตติ้งจากอดีตจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่สำคัญคือการจะทำอย่างไรให้ชนะใจผู้บริโภค และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันการเข้ามาของเทคโนโลยี ทำให้สิ่งต่างๆ รอบตัวเปลี่ยนไป การทำความเข้าใจและปรับตัวถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดในยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น

หลักในการทำการตลาดที่ต้องทำความเข้าใจว่าความต้องการของมนุษย์ ยังคงอยู่ทุกยุคทุกสมัย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลาคือ อารมณ์ ความรู้สึกของผู้บริโภค โดยเฉพาะยุคดิจิทัล ผู้บริโภคใช้อารมณ์เข้ามาตัดสินใจในการเลือกบริโภคสินค้าและบริการต่างๆ มากขึ้น นักการตลาดจึงต้องสรรหาเครื่องมือเพื่อศึกษาและเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายเพื่ออ่านใจผู้บริโภคให้ออก และนำข้อมูลมาใช้ในการคิดแผนการตลาดให้สามารถตอบโจทย์ ตรงใจผู้บริโภค นั่นเอง

การใช้เทคโนโลยีเพื่ออ่านใจผู้บริโภค 4.0 คือที่มาที่ทำให้สินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดคือข้อมูลของลูกค้า ซึ่งการเข้ามาของเทคโนโลยีทำให้เกิดบิ๊กดาต้า นำมาซึ่งการรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลเข้าไว้ด้วยกัน มีความรวดเร็ว แม่นยำมากขึ้น และสามารถศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและบันทึกเป็นข้อมูลและนำมาวิเคราะห์พฤติกรรม เปรียบเสมือนการอ่านใจผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ ทำให้องค์กรสามารถรู้ความต้องการเชิงลึกของผู้บริโภคได้และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้การเก็บข้อมูลหรือดาต้าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ ช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย ตลอดจนช่วยประหยัดเวลาอีกด้วย

นอกจากนี้ การสร้างความเชื่อมโยงทางการค้า (Connectivity) ยังถือเป็นกลไกสำคัญที่จะต่อยอดธุรกิจระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย และคนที่อยู่รอบๆ แพลตฟอร์ม ให้เข้ามาเชื่อมต่อการซื้อขายสินค้า ยิ่งเกิดความเชื่อมโยงมากขึ้นเท่าไร ก็จะช่วยสร้างมูลค่าให้กับกลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นเท่านั้น ส่งผลให้ความท้าทายในการทำธุรกิจในปัจจุบันเปลี่ยนไป ลูกค้ามีความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้น มีเงื่อนไขแตกต่างไปจากเดิม ทำให้การจัดเก็บข้อมูลมีความสำคัญ เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาค้นหาความต้องการเชิงลึกของกลุ่มลูกค้าแบบรายคน และส่งต่อข้อมูลไปยังแมชีน เลิร์นนิ่งเพื่อประมวลผล ทำให้ธุรกิจสามารถส่งมอบสินค้าหรือบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแบบรายคนอย่างแท้จริง

ปัจจุบันมีบริษัทที่ให้บริการด้านบิ๊กดาต้าเพื่อต่อยอดให้ธุรกิจที่กำลังมองหาโอกาสเติบโตในยุคที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมที่ซับซ้อน โดยกลุ่มบริษัทจีเอเบิลถือเป็นหนึ่งในผู้ดำเนินธุรกิจด้านดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่นที่มีความเชี่ยวชาญ และการนำเสนอโซลูชั่นที่สามารถตอบสนองความต้องการขององค์กรธุรกิจให้เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับความสามารถทางการแข่งขันให้ธุรกิจในทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม

ดีแทคอัดโปรโมชั่น เน็ตฟรีมัดใจลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564541

  • วันที่ 17 ก.ย. 2561 เวลา 07:40 น.

ดีแทคอัดโปรโมชั่น เน็ตฟรีมัดใจลูกค้า

ดีแทคเร่งสร้างความเชื่อมั่น เคาะโปรโมชั่นแจกอินเทอร์เน็ตฟรี 2GB นาน 30 วัน จ่อเปิดแคมเปญตลาดหวัง 9 หมื่นเปลี่ยนซิม

นางอเล็กซานดรา ไรซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เปิดเผยว่า ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองลูกค้าดีแทคกว่า 9 หมื่นราย ให้เข้าสู่มาตรการเยียวยา โดยสามารถใช้งานคลื่น 850 MHz ได้ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 15 ธ.ค. 2561 หรือเป็นระยะเวลา 3 เดือน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ดีแทคได้เริ่มเปิดตัวแคมเปญการตลาดออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าเดิมที่มีอยู่ทั้งแบบรายเดือนและแบบเติมเงินจำนวนกว่า 22 ล้านราย ล่าสุดระหว่างวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ดีแทคส่งข้อความถึงลูกค้าเพื่อมอบแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตฟรี 2GB เป็นระยะเวลาเวลา 30 วัน สำหรับลูกค้าที่ยังใช้บริการต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในช่วงระหว่าง 3 เดือน (15 ก.ย.-15 ธ.ค.) จะมีแคมเปญโปรโมชั่นหรือสิทธิพิเศษต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเปลี่ยนซิม

ขณะที่สถานการณ์การแข่งขันธุรกิจโทรคมนาคมมีความรุนแรงโดย ค่ายทรู มูฟ ส่งโปรโมชั่นย้ายค่ายมาทรู มีครบทุกคลื่น ใช้ได้ทุกเครื่อง ไม่ต้องกลัวซิมดับ พร้อมรับโบนัส 2.4 หมื่นบาท เป็นกลยุทธ์ช่วงชิงลูกค้า ซึ่งปัจจุบันทรูมีฐานลูกค้า 27ล้านราย เอไอเอสกว่า 40 ล้านราย

‘พบกันในวันเงียบเหงา’ รวมเรื่องสั้นของเหล่านักเขียนไทยรุ่นล่าสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569056

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 11:02 น.

‘พบกันในวันเงียบเหงา’ รวมเรื่องสั้นของเหล่านักเขียนไทยรุ่นล่าสุด

โดย เพรงเทพ

วงการวรรณกรรมเชิงสร้างสรรค์ของไทย อยู่ในภาวะเงียบเหงาและหนังสือก็ขายในตลาดยากมาก พิมพ์ออกมาแค่ 1,000 เล่มยอดก็ไม่เดิน… ขายได้ไม่กี่ร้อยเล่ม

สำนักพิมพ์ต่างๆ ก็เลยเข็ดขยาดที่จะพิมพ์หนังสือสายวรรณกรรม ไม่ว่าจะเป็นรวมเรื่องสั้น นวนิยาย และรวมบทกวีนิพนธ์ ในทางกลับกันแวดวงของนักเขียนรุ่นใหม่ร่วมสมัยต่างก็เติบโตขึ้นมา ผ่านสายการประกวดรางวัลในแต่ละปีอย่างเข้มข้นและท้าทายด้วยความมุ่งมั่นบนเส้นทางสายนักเขียน

ล่าสุดก็มีการรวมตัวกันออกหนังสือ “พบกันในวันเงียบเหงา” ซึ่งมี ทรงวุฒิ อินเรือง เป็นบรรณาธิการรวบรวมนักเขียนเรื่องสั้นรุ่นใหม่มารวมกันไว้ เขาบอกว่า เริ่มจากการพูดคุยกันระหว่างเพื่อนในกลุ่มเล็กๆ ก่อน

“ประเด็นหลักคือคำฮิตติดปากอย่าง ‘หนังสือเล่มกำลังจะตาย’ แล้วในกลุ่มก็มีแต่นักเขียนทั้งนั้น ประเด็นนี้มันเชื่อมโยงไปถึง จิตวิญญาณ ศรัทธา ความเชื่อนั่นเลยนะครับ อยากรู้ว่าจริงหรือไม่เลยต้องทดลอง ผมกับเพื่อนเชื่อว่า พวกเรา ซึ่งประกอบด้วยพิณพิพัฒน ศรีทวี ศิริ มะลิแย้ม ชาคริต แก้วทันคำ อีกคนที่มีส่วนสำคัญคือ นฤพนธ์สุดสวาท แน่นพอทำงานกันอย่างมีขั้นตอน ถ้างานออกมาดี มีมาตรฐาน หากขายไม่ได้เลย ก็ต้องเชื่อว่าไม่ใช่แค่หนังสือกำลังจะตาย นักเขียนก็กำลังจะตายเหมือนกัน”

ทรงวุฒิ เล่าถึงการทำงานในฐานะบรรณาธิการเล่มอย่างสนุก แรงบันดาลใจมาจากหนังสือรวมเรื่องสั้น “สนามหญ้า” ซึ่งระดมนักเขียนรุ่นใหม่ในตอนนั้น หรือเมื่อ 15-20 ปีที่แล้ว เขียนเรื่องมารวมกัน เมื่ออยากให้ได้คุณภาพและอารมณ์แบบนั้น เขาจึงเชิญนักเขียนรุ่นใหญ่อย่าง จำลอง ฝั่งชลจิตรมาเป็นที่ปรึกษา และร่วมสนุกเขียนเรื่องสั้นให้ 1 เรื่อง

สำหรับผลงานรวมเรื่องสั้นของนักเขียนรุ่นใหม่ 13 คน ในเล่มนี้ ประกอบด้วย ชาคริต แก้วทันคำ/ปองวุฒิ รุจิระชาคร/นฤพนธ์ สุดสวาท/รมณ กมลนาวิน/รัชศักดิ์ จิรวัฒน์/มีเกียรติ แซ่จิว/ศิริ มะลิแย้ม/นทธี ศศิวิมล/สุนันทวงศ์ เทพชู/อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ/พึงเนตร อติแพทย์/พิณพิพัฒน ศรีทวี/โรสนี นูรฟารีดา และนักเขียนรับเชิญ จำลอง ฝั่งชลจิตร

“ต้องบอกก่อนเลยว่าแรกเริ่มไม่ใช่ 13 คนครับ ผมติดต่อนักเขียนหนุ่มสาวที่กำลังร้อนแรงเป็นไฟในยุคนี้ไว้มากกว่านั้น ให้เวลาเขียนคนละสองเดือน ของานใหม่อย่างเดียว เคยส่งนิตยสารหรือประกวดแล้วไม่ผ่านไม่เอา ของานสดเท่านั้น สุดท้ายมีผู้กล้ามา 13 ท่าน ก็อย่างว่า ทุกคนต่างมีภาระชีวิต

ส่วนในเรื่องนักเขียน ผมคัดเลือกเองแล้วก็ติดต่อไปอย่างหน้าด้านๆ นั่นแหละครับ เลือกจากที่คิดว่าต้องอยู่ในช่วงวัยที่ยังเป็นหนุ่มสาว ใครกำลังดัง ใครมาแรง ใครมือรางวัล เรามาสร้างปรากฏการณ์กันดีกว่า ถ้าดูจากนักเขียนในเล่ม ภายในช่วงเวลาไม่กี่ปีย้อนหลัง ทุกคนเข้ารอบรางวัลต่างๆ ทุกเวทีในประเทศ คว้ารางวัลไปบ้างก็หลายคน

ก็ติดต่อทุกคนที่คิดออก เอาชื่อพวกเขามาพิสูจน์ เอามาทำมาหากินนั่นแหละครับ สิ่งที่น่าสนใจคือเวทีประกวดเรื่องสั้นล้มหายตายจากไปหลายที่ ผมกล้าบอกว่านี่คืออีกพื้นที่ที่นักเขียนจะส่งงานไปถึงนักอ่านของพวกเขา”

เมื่อพูดถึงความเหงาเงียบของวงการวรรณกรรมไทยที่ดูจะเฉาๆ ไม่ว่าภาวการณ์สร้างสรรค์หรือยอดขาย ทรงวุฒิ แสดงความเห็นว่า เรื่องในวงการวรรณกรรมนี่พูดถึงยาก

“บอกตรงๆ เลยว่ามันก็คือการเมืองดีๆ ที่ไม่ดีนั่นเอง ชมก็คบกัน เห็นต่างก็คนละฝั่งฝ่าย เป็นใบ้ก็พอจะเสนอหน้าได้ทุกวง เอาเป็นว่าผมอยากเสนอหน้าไปทุกวงดีกว่านักเขียนในปัจจุบันต้องปรับตัวเยอะมากครับ รสนิยมการอ่านเปลี่ยนไปเรื่อยๆ วรรณกรรมสักแนวไม่ใช่กระแสหลักอีกต่อไป นักเขียนสักคนต้องเขียนได้หลายแนวหากจะยึดอาชีพนี้ นอกจากคุณจะมีแฟนคลับส่วนตัว แต่ก็อย่างที่ว่า ถ้ามีฝั่งฝ่ายครอบหัวเสียแล้ว โลกก็คงแคบลง”

ความคาดหวังในความสำเร็จเป็นที่ยอมรับของนักอ่านและเรื่องยอดขาย ทรงวุฒิ บอกว่า อยากให้หนังสือเล่มนี้ได้กระตุกกระตุ้นวงการวรรณกรรมให้กระชุ่มกระชวยขึ้นมาบ้าง รวมถึงอุทิศสิ่งที่กำลังทำทั้งหมดให้กับนักเขียนที่วางวายไปก่อนหน้านี้ที่เป็นแรงบันดาลใจคือ กนกพงศ์ สงสมพันธ์ุ กับแสงดาว ศรัทธามั่น

“ก็มัวแต่พูดกันว่าหนังสือเล่มกำลังจะตาย แล้วเป็นอย่างไร แค่พรีออร์เดอร์ผมได้มาสามร้อยกว่าเล่ม นั่นก็มากกว่าค่าพิมพ์หนังสือ 1,500 เล่มแล้วครับ วรรณกรรมดีๆ นักอ่านยังรอคอย ผมไม่ได้บอกว่าหนังสือเล่มนี้ดี แต่อยากบอกว่าทำมันให้ดีที่สุด หลังจากนั้นสวรรค์จะให้คำตอบเอง แต่สิ่งที่แน่นอนยิ่งกว่าคำตอบจากสรวงสวรรค์ ปีหน้าเจอกันฉบับสองครับ”

สยุมพร กาษรสุวรรณ ลีลา : ความงามตามธรรมชาติ ของหญิงสาว การกำเนิด และเมล็ดพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569053

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 10:28 น.

สยุมพร กาษรสุวรรณ ลีลา : ความงามตามธรรมชาติ ของหญิงสาว การกำเนิด และเมล็ดพันธุ์

โดย พริบพันดาว

หอศิลป์หรือแกลเลอรี่ที่ตั้งอยู่ชานเมืองหรือในเขตปริมณฑล มีข้อดีข้อด้อยอยู่ในตัวมันเอง ข้อดีคือไม่แออัดพลุกพล่านกับผู้คนและการจราจร ข้อด้อยก็คือคนจากกลางเมืองเดินทางไปยาก

แต่กับนิทรรศการ “ลีลา : Movement” ผลงานโดย ผศ.สยุมพร กาษรสุวรรณ ณหอศิลป์ร่วมสมัยอาร์เดล (ARDEL Gallery of Modern Art) เบลเลอวิว กม. 10.5 ถนนบรมราชชนนี แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ ไม่อยากให้พลาดไปชมกัน

เพราะนานๆ ทีจะมีงานศิลปะเครื่องปั้น ดินเผาหรือเซรามิกร่วมสมัยจัดแสดงกันสักครั้ง และเป็นงานในระดับที่นานาชาติยอมรับกันด้วย

ได้มีโอกาสพูดคุยกับตัวศิลปิน ระหว่างชมงานจัดแสดง ผศ.สยุมพร ซึ่งในตำแหน่งบริหารนั่นคือ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร บอกถึงงานครั้งนี้ว่า เป็นงานแสดงเดี่ยวผลงานศิลปะเครื่องเคลือบดินเผาที่รวบรวมผลงานในช่วงสองปีหลังที่ผ่านมา

“ยังคงนำเสนอความงามตามธรรมชาติของหญิงสาว การกำเนิด และเมล็ดพันธุ์ผลงานมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น และนำเคลือบสีทองมาสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อแสดงให้เห็นคุณค่าอันสูงส่งของผู้หญิงและการให้กำเนิด รวมถึงเมล็ดพันธุ์ที่มีความอุดมสมบูรณ์

การเดินทางอันยาวนานของการสร้างสรรค์ผลงานเครื่องเคลือบดินเผาได้นำมาสรุปไว้แล้วในงานชุดนี้ ศิลปินหลายท่านอาจนิยมสะท้อนภาพทางสังคมในรูปแบบที่หลากหลายแตกต่างกันไป ในขณะที่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความงามของเส้นโค้ง และการเจริญงอกงามเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานของผมจนถึงผลงานชุดนี้”

ยิ่งสนทนายิ่งออกรสออกชาติทางความคิดเชิงศิลปะเซรามิก ผศ.สยุมพร ขยายความต่อว่า งานชุดนี้การผสมผสานแนวคิดเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในถิ่นบ้านเกิด เป็นเนื้อหาที่มีความสำคัญและแสดงออกถึงตัวตนของเขาอยู่เสมอ

“รูปทรงจะผสมผสานไปด้วยสรีระอันงดงามของหญิงสาว ความโค้งมนของรูปทรง เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงออกอยู่ในผลงานของผม ความงามดังกล่าวเป็นความงามตามธรรมชาติของหญิงสาว ท้องนา และรวงข้าว ความพลิ้วไหวของกระโปรงหญิงสาวยามเต้นรำวง สิ่งเหล่านี้เป็นภาพความทรงจำอันงดงามในวัยเด็ก ที่ทำให้รำลึกถึงเสมอแม้จะต้องจากมาทำงานในเมืองที่เต็มไปด้วยรถรา และตึกสูงระฟ้า

มีบางครั้งที่ผมนึกถึงแม่ ความคุ้นเคยกับลายเส้นบนลายผ้าถุงของแม่ จึงนำเอาลวดลายดังกล่าว มาทำพิมพ์ และประทับบนพื้นผิวของชิ้นงาน ความเป็นแม่ และการถือกำเนิด เป็นสิ่งที่มีคุณค่า และทำให้คิดถึงเสมอ ผลงานในช่วงหลังนั้นมีสีสันมากขึ้น จากการเผารมควัน เปลี่ยนมาเป็นการเผาโดยใช้เตาฟืน ที่ต้องใช้ความมานะ อดทน และร่วมมือร่วมใจในกลุ่มเพื่อน และกัลยาณมิตรต่างๆ มากขึ้น

ผลงานมีความแข็งแกร่งขึ้น มีสีสันสวยงาม ทำให้เส้นโค้งที่อ่อนหวาน อ่อนช้อยเหล่านั้น ดำรงอยู่ได้ด้วยความแข็งแกร่ง ในบางครั้งอาจมีผลงานที่เผาโดยใช้เตาสมัยใหม่ เพื่อให้เกิดสีสันอันสวยงามของเคลือบที่ใช้ แต่ทั้งหมดก็เพื่อสะท้อนความงามของชิ้นงานตามจินตนาการที่ผมได้วางไว้”

ด้วยรากเหง้าและภูมิลำเนาเกิดอยู่ที่ จ.เลย ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ผศ.สยุมพร บอกว่าเป็นจังหวัดที่มีความสวยงาม มีธรรมชาติอันสมบูรณ์ งดงามเช่นเดียวกับศิลปวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนาน

“อากาศที่ดีและความอุดมสมบูรณ์เช่นนั้น หล่อหลอมให้ผมรู้จักและเข้าใจในความงามของศิลปะเป็นอย่างดี ศิลปะอาจมีหลายแขนง แต่เครื่องเคลือบดินเผา เป็นศาสตร์วิชาที่ผมเลือกมาถ่ายทอดความคิดและสร้างสรรค์งานศิลปะในความคิดของผม

จากที่เคยกล่าวเกี่ยวกับศิลปะเครื่องเคลือบดินเผา หลายครั้งหลายคราว่ามีเสน่ห์และมีคุณค่ามากเหลือเกินในความคิดของผม ต้นกำเนิดของการสร้างผลงานเครื่องเคลือบดินเผาสักชิ้น ก็มาจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ คือ ดิน ผมใช้ดินจอมปลวกร้างใน จ.เลย มาสร้างสรรค์ผลงานในช่วงที่กำลังศึกษา นำดินมาพัฒนา และสร้างสรรค์ผลงานจนพบว่า เป็นดินที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการขึ้นรูป และสามารถขึ้นรูปทรงสูงได้ดี แม้จะทนไฟต่ำ แต่เหมาะกับการเผาโดยใช้วิธีรมควัน ซึ่งเป็นวิธีที่ชาวบ้านใช้ในการเผาเครื่องปั้นดินเผาที่ใช้ในครัวเรือน

ผลงานที่ได้จะมีความงามของเขม่าควันบนชิ้นงาน ที่เกิดขึ้นโดยวิธีทางธรรมชาติผลงานในช่วงนั้นแสดงออกถึงความคิดถึงบ้าน จากการใช้ดินจากจังหวัดอันเป็นบ้านเกิดของตนเอง และการใช้วิธีการเผาชิ้นงานแบบชาวบ้าน เพื่อแสดงออกถึงวิถีชีวิตของคนเหล่านั้น ผ่านเรื่องราวประเพณีผีตาโขน ความเคลื่อนไหวของการละเล่นประเพณีผีตาโขน และอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบพิธีในประเพณีดังกล่าว

นอกจากนั้น ผลงานในช่วงแรกๆ ของผมยังสะท้อนภาพชีวิตของชาวนา เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนา และเมล็ดข้าว ภาพความเขียวสดใสของนาไร่ และแม้กระทั่งช่วงเวลาที่ข้าวแตกรวงสีทองอร่าม ล้วนเป็นภาพความประทับใจและสะท้อนอยู่ในผลงานของผมอยู่อย่างสม่ำเสมอ และเป็นรากฐาน เป็นความแข็งแรงของจิตวิญญาณของผมจนถึงทุกวันนี้”

สุดท้าย ผศ.สยุมพร ได้ทิ้งท้ายอย่างน่าคิดว่า ความสวยงามของการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเครื่องเคลือบดินเผา ไม่ได้อยู่ที่การสร้างสรรค์ผลงานเพียงอย่างเดียว แต่มิตรภาพของเหล่าผู้ร่วมงานและศิลปินก็งดงามเช่นกัน

“ในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมาผมมีผลงานที่สร้างสรรค์ร่วมกับเพื่อนนานาชาติมากมาย ทั้งที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะในประเทศเกาหลีใต้ จีน ตูนิเซีย และตุรกี และการร่วมแรงกันสร้างเตาฟืนในประเทศต่างๆ ความรู้ ประสบการณ์และมิตรภาพที่เกิดขึ้น ไม่สามารถประเมินค่าได้จริงๆ”

สามารถไปชมงานชุดนี้ของเขาได้ที่หอศิลป์ร่วมสมัยอาร์เดล เปิดทุกวันอังคาร-เสาร์ เวลา 10.00-19.00 น. วันอาทิตย์ เวลา 10.00-17.30 น. (ปิดทำการวันจันทร์)

สอบถามโทร. 02-422-2092 แฟกซ์ 02-422-2091 เฟซบุ๊ก : ARDEL Gallery of Modern Art อีเมล : ardelgallery@gmail.com

‘สนามบอร์ดเกม’แข่งขันกันด้วยสมองและฝีมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569051

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 10:19 น.

'สนามบอร์ดเกม'แข่งขันกันด้วยสมองและฝีมือ

โดย ปอย ภาพไม่เครดิต

พลิกเกมให้เป็นกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน สำหรับงานแข่งขันบอร์ดเกมอย่างเป็นทางการ Banpu B-Sports Thailand 2018 จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรก 10 พ.ย.นี้ ที่โถงชั้นแอลจี สยามสแควร์วัน ตั้งแต่ช่วง 12.00 น.เป็นต้นไป ภายใต้วัตถุประสงค์สำคัญคือเพื่อสนับสนุนการเล่นบอร์ดเกมให้กว้างขวางยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการแข่งขันบอร์ดเกม Super Power 8 รอบชิงชนะเลิศของตัวแทนผู้ชนะ ในรอบการแข่งขันจากร้านคาเฟ่บอร์ดเกมที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 6 แห่ง

ภายในงานจะประกอบไปด้วยกิจกรรมมากมายที่ล้วนนำเสนอบอร์ดเกมในแง่มุมที่น่าสนใจ เช่น การแข่งขันของคนดังผู้หลงใหลในบอร์ดเกม การแสดงละครเวทีรูปแบบใหม่ (Interactive Stage Show) ถอดเนื้อเรื่องมาจากบอร์ดเกมชื่อดัง ช่วงเสวนาเพื่อพูดคุยกับเหล่ากูรูบอร์ดเกมจากแวดวงต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ถือได้ว่าเป็นก้าวใหญ่และก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนวงการบอร์ดเกมในประเทศไทยเลยทีเดียว

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า บอร์ดเกม (Board Game) วันนี้กลายมาเป็นกิจกรรมแฮงเอาต์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ของกลุ่มวัยรุ่น แต่ความจริงแล้วบอร์ดเกมมีประโยชน์ที่สอดแทรกอยู่มากมาย ทั้งสามารถใช้เป็นสื่อการเรียนรู้เพื่อดึงดูดให้เด็กรุ่นใหม่หันกลับมาสนใจบทเรียนมากขึ้น โดยจะเห็นว่าแนวทางการศึกษารูปแบบใหม่ เริ่มเน้นกระบวนการเรียนรู้ผ่านการเล่นบอร์ดเกม (Game-Based Learning) การเล่นบอร์ดเกมยังช่วยเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันในหลากหลายด้าน ทั้งทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การวางแผน การใช้ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การสื่อสาร และการเจรจาต่อรอง ซึ่งทักษะเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตประจำวันในแง่มุมต่างๆ การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพหรือแม้กระทั่งการทำธุรกิจต่างๆ ในชีวิตจริง

จุดเด่นของการเล่นบอร์ดเกม คือ ผู้เล่นทุกคนต้องมาพบปะ มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ผู้เล่นบอร์ดเกมจึงได้ฝึกเข้าสังคม และสื่อสารกับผู้อื่น ซึ่งถือเป็นชุดทักษะที่สำคัญต่อการทำงานเป็นทีมแล้ว ก็มีส่วนช่วยดึงผู้คนออกห่างจากพฤติกรรมการติดจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ แล้วหันมามีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่นมากขึ้นด้วย

บ้านปู ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานแบบครบวงจรแห่งเอเชียแปซิฟิก มุ่งมั่นพัฒนาสังคมยั่งยืน จึงร่วมมือกับทีมงานบอร์ดเกมไนต์ (Board Game Night) หรือ BGN รายการแคสต์บอร์ดเกมรายการแรกที่มีผู้ชมสูงที่สุดในไทย เปิดตัวบอร์ดเกมใหม่แกะกล่อง Super Power 8 ออกแบบ สร้างสรรค์ และพัฒนาขึ้นโดยทีม BGN ภายใต้โครงการ Banpu B-Sports Thailand โครงการจัดการแข่งขันบอร์ดเกมระดับประเทศครั้งแรก โดยคนไทย เนื่องจากมองเห็นว่าบอร์ดเกมมีศักยภาพมากกว่าแค่เกมที่มีไว้เพื่อความสนุกสนาน แต่สามารถเป็นอีกหนึ่งสื่อการเรียนรู้ยุคใหม่ที่มีประโยชน์ ทำให้ผู้เล่นสามารถฝึกฝนและพัฒนาทักษะด้านความรู้ (Hard Skills) ควบคู่กับทักษะด้านอารมณ์ (Soft Skills) ได้อย่างดี

ธนกฤต แก้วขจร ทีมงาน BGN ผู้ออกแบบและพัฒนาบอร์ดเกม Super Power 8 อธิบายว่า การแข่งขันกระตุ้นให้ผู้เล่นฝึกทักษะการวางแผน การสื่อสาร และการวิเคราะห์เพื่อประเมินสถานการณ์ความได้เปรียบ หรือเสียเปรียบ ของผู้เล่นทุกคนในวง มีกฎกติกาที่เข้าใจได้ง่าย ความพิเศษของเกมนี้คือตัวละครดำเนินเกม ซึ่งเป็นสัตว์จำนวน 8 ตัว โดยทุกตัวสร้างสรรค์ขึ้นจากลายเส้นที่วาดด้วยมืออย่างเป็นเอกลักษณ์ โดยสัตว์แต่ละตัวจะมีพลังความสามารถที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้ ยังเพิ่มสีสันระหว่างการเล่นด้วยการเปิดการ์ด Evil Event ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรต่างๆ ที่จะมาท้าทายทักษะการคิดวิเคราะห์และไหวพริบในการแก้ปัญหาของผู้เล่น โดยผู้ชนะในแต่ละรอบคือผู้ที่สามารถทำคะแนนรวมได้สูงที่สุดจากการวางแผนการเล่นของตนเองและวิเคราะห์แผนของคู่แข่ง ขณะเดียวกันก็จะมีเรื่องของสถานการณ์เหนือการควบคุม ที่ต้องนำทักษะทางการสื่อสารและการใช้จิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”

บอร์ดเกมเมอร์ หรือผู้ที่สนใจเข้าร่วมเล่นหรือประลองแข่งขันบอร์ดเกม Super Power 8 ได้ที่ร้านคาเฟ่บอร์ดเกมที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 6 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประกอบด้วย ร้าน The Stronghold SIAM ร้าน Dice Cup Board Game Café ร้าน Siam Board Games ร้าน More Than a Game Café ร้าน Board Game Academy และร้านลานละเล่น บอร์ดเกมคาเฟ่ ผู้ชนะจากการแข่งขันจากทั้ง 6 ร้านจะได้สิทธิเป็นตัวแทนเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่งาน Banpu B-Sports Thailand 2018 เพื่อเฟ้นหาแชมเปี้ยนเซียนบอร์ดเกม Super Power 8 คนแรกของประเทศไทย ใน Banpu B-Sports Thailand 2018 งานนี้บอร์ดเกมเมอร์ไปรวมตัวกัน 10 พ.ย.นี้

อีกแห่งที่กลายเป็นชุมชนคนรักบอร์ดเกม อุทยานการเรียนรู้ TK park สถานที่พบปะของคนรักบอร์ดเกมในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัย 8 ปีขึ้นไป ที่สนุกกับตัวหมากโมเดล เม็ดนับจำนวน กระดาน การ์ดตัวละคร หมากสี กติกาซับซ้อนซ่อนเงื่อน เกมฮิตที่เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี ทีเค พาร์ค ให้ข้อมูลบอร์ดเกมได้รับความนิยมครั้งแรกใน ปี 1995 เกมชื่อ The Settlers of Catan หรือนักบุกเบิกแห่งคาทาน โดย Klaus Teuber นักออกแบบเกมชาวเยอรมัน ได้ทลายกรอบของบอร์ดเกมดั้งเดิม ด้วยการเพิ่มกติกาของการแลกเปลี่ยน ส่งผลให้ผู้เล่นจำเป็นต้องมีส่วนร่วมกับตัวเกมตลอดเวลา และยังมีการคำนึงถึงความสมดุลของโชคระหว่างผู้เล่น หรือการเลือกเอาเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งมาเปิดเรื่อง แล้วปล่อยให้ผู้เล่นปะติดปะต่อเรื่องราวให้สมบูรณ์ เสน่ห์จุดนี้นี่เองที่ทำให้บอร์ดเกมเป็นที่สนใจของผู้เล่นหลายสิบล้านคนทั่วโลก

บอร์ดเกมเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย หลายคนที่ได้เล่นจึงติดใจบอร์ดเกมที่ให้ประโยชน์ ตั้งแต่พัฒนาด้านสมอง และความคิดสร้างสรรค์ การวางแผนล่วงหน้า ทักษะนี้จะช่วยในการวางแผนชีวิตที่มีระบบ การเรียงลำดับความสำคัญในการทำสิ่งต่างๆ พัฒนากระบวนการคิด วิเคราะห์ วางแผนในสถานการณ์ต่างๆ การทำงานเป็นทีม น้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ สอนให้เรียนรู้การเอาชนะในเกมไม่ใช่นอกเกม

ความช้าที่จำเป็นของ ดลชัย บุณยะรัตเวช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569046

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 09:51 น.

ความช้าที่จำเป็นของ ดลชัย บุณยะรัตเวช

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ไม่มีเครดิต

หนึ่งในนักสร้างแบรนด์แถวหน้า ก็ต้องเขานี่แหละ “ดลชัย บุณยะรัตเวช” ประธานบริษัท เดนท์สุ วัน บางกอก ผู้เป็นที่รู้จักดีในฐานะนักสร้างสรรค์งานโฆษณา ครีเอทีฟ และนักสร้างแบรนด์ตัวยง ชีวิตของเขาโลดแล่นด้วยความเร็วเสมอ หากวันนี้มารู้จักกับอีกด้านของชีวิตนักสร้างแบรนด์คนเก่ง

ดลชัยเล่าว่า ชีวิตต้องมีสมดุล มุ่งไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวไม่ได้ หรือถอยหลังเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้เช่นกัน แต่ต้องทั้งมุ่งไปกับถอยกลับมา เหมือนลูกบอลลูกหนึ่งที่ต้องมีทั้งแรงผลักและแรงดึง จึงจะหมุนไปสู่ทิศทางที่ต้องการ หลายคนตั้งคำถามว่าย้อนกลับมาทำไม ก็เพื่อคิด เพื่อย้อนกลับมาทบทวนในสิ่งที่ทำ

“ชีวิตต้องสโลว์ดาวน์บ้าง เรื่องการช้าลงนี้เป็นสิ่งที่ต้องคิดต้องทำตลอดเวลา เพราะคนต้องหยุดเพื่อคิดวิเคราะห์ หยุดเพื่อไตร่ตรอง ถึงการไปต่อหรือแม้กระทั่งที่จะหยุดอยู่เฉยๆ ก็ตาม”

โลกดิจิทัลทุกวันนี้ คนเราสนใจสิ่งรอบตัว ชอบและสนใจสิ่งที่อยู่ข้างนอก คนข้างนอก สิ่งของข้างนอก แค่หนึ่งนาทีผ่านไปถ้าตั้งใจนับ ก็จะรู้ว่าคิดไปได้ร้อยเรื่อง คิดไปเองและฟุ้งเตลิดไปเองชนิดว่าร้อยแปด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ในจิตใจของตัวเรา เรากลับมืดบอด

“กลับมาดูจิตใจตัวเอง ให้การรับรู้ตัวเองมันแจ่มชัด อันนี้คือบทแรกของการถอยกลับมาที่ตัวตน กลับมาสู่ตัวเอง สร้างสมดุลให้ตัวเอง”

ดลชัยเล่าว่า ชีวิตของเขามี 2 ทางที่ต้องทรงไว้ซึ่งความสมดุล ทางแรกคือการทำงาน ทำให้หนัก ทำให้เต็มที่ เป็นการทำงานที่ทุ่มเทใส่ใจ ใช้พลังเต็มร้อย ไม่ว่าลูกค้ารายเล็กรายใหญ่ก็ทำอย่างเต็มที่ เคล็ดลับคือการทำงานอย่างมีสมาธิ ซึ่งทำให้ทุกอย่างพลวัตไปอย่างรวดเร็วและสมบูรณ์แบบ

อีกทางหนึ่งคือการพักผ่อน ซึ่งดลชัยถือเป็นรางวัลชีวิต เรื่องนี้หลายคนไม่เหมือนกัน บางคนพักผ่อนด้วยการออกกำลังกาย บางคนฟังดนตรี บางคนชอบปลูกต้นไม้ บางคนอยู่กับสัตว์เลี้ยง บางคนออกเดินทางท่องเที่ยว ส่วนตัวแล้วชอบหมดทุกอย่างและทำหมดทุกอย่างที่กล่าวมา(ฮา)

“ผมชอบว่ายน้ำ เป็นการออกกำลังกายที่ชื่นชอบ ว่ายไปเรื่อยๆ ไม่เน้นความเร็ว แต่เน้นที่การหายใจ ประหนึ่งฝึกอานาปานสติ ที่ต้องตระหนักรู้ในทุกลมหายใจเข้าออก ฝึกว่ายน้ำ ฝึกหายใจ ฝึกรู้ตัว ฝึกทุกเย็น”

สำหรับดนตรีในชีวิต เขาใช้เวลายามว่างเล่นเปียโนและแต่งเพลงมากมาย หลายเพลงเป็นเพลงเทิดพระเกียรติที่มีความตั้งใจในการแต่งเพื่อเทิดพระเกียรติถวายแด่เจ้านายแทบทุกพระองค์ เขายังเป็นประธานชมรมดนตรีของสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนจิตรลดา ได้แต่งเพลงสถาบันเกี่ยวกับรั้วโรงเรียนไว้มาก รวมทั้งเพลงประกอบโฆษณาที่แต่งเองในหลายโอกาส

“มีโอกาสได้แต่งเพลงประจำโรงเรียนจิตรลดา เพลงครู เพลงเกี่ยวกับความกตัญญูรู้คุณ ล่าสุดคือเพลงพิเศษที่แต่งขึ้นสำหรับงานโรงเรียนในวันที่ 8 พ.ย.นี้ ชื่อกลับมาหาครู เรื่องการแต่งเพลงได้ผลเรื่องผ่อนคลาย ไม่เฉพาะแต่งเพลง แต่เล่นเองร้องเอง แสดงเองในหลายเวทีก็ทำมาแล้ว”

ด้านการปลูกต้นไม้ได้อยู่กับธรรมชาติดลชัยเล่าว่า ชอบปลูกต้นไม้ การได้ปลูกต้นไม้ในแบบที่ไม่รีบเร่ง ถือเป็นสโลว์ดาวน์โมเมนต์ที่ได้สะท้อนออกมา ส่วนตัวชอบไม้ใบ “ฟิโลเดนดรอน” (Philodendron) ไม้ประดับและไม้ประดับตัดใบ ที่ให้ฟอร์มและให้ความเขียว บ้านสองหลังทั้งที่บ้านดุสิตและบ้านอโศก จึงมีเจ้าฟิโลเดนดรอนนี้เต็มไป

สำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ถือเป็นการเปิดมุมมองชีวิต ดลชัยชอบท่องเที่ยวแบบไม่มีจุดหมายปลายทาง โดยจะไม่ไปกับคณะทัวร์เด็ดขาด เพราะเป็นการท่องเที่ยวแบบเร่งรีบ ปิดประตูตายเรื่องการรีแลกซ์ผ่อนคลาย การท่องเที่ยวใหญ่ประจำปีกำหนดปีละอย่างน้อย 2 ครั้ง ส่วนการท่องเที่ยวในประเทศก็ไปแทบทุกเดือน

“ผมชอบทะเล หรือบางครั้งก็ไปนอนฟังเสียงน้ำตก ทำสวนผักออร์แกนิกของตัวเอง ที่ณดลวิลลา สถานพักผ่อนแนวคิดอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมไทย ที่ได้รับรางวัลไทยแลนด์บูทีคอวอร์ดปี 2554 มาแล้ว”

อีกหนึ่งรางวัลชีวิตคือการเลี้ยงสุนัข ดลชัยเล่าว่า สโลว์ไลฟ์จากการเลี้ยงน้องหมานี้ แค่ได้จับขนของพวกมัน ก็เป็นความรู้สึกสโลว์เล็กๆ แล้ว ปัจจุบันหนุ่มใหญ่เลี้ยงสุนัขทั้งหมด 7 ตัว ทุกตัวเป็นสายพันธุ์สก็อตติชเทอร์เรียร์ ซึ่งในเมืองไทยไม่มีคนนิยมเลี้ยงมากนัก หากเจ้าตัวถูกชะตาเป็นพิเศษกับเจ้าขนปุยเหล่านี้

“คนไทยบางกลุ่มไม่ค่อยนิยมสุนัขสีดำ เจ้าพวกนี้เป็นสีดำหมด สก็อตติชเทอร์เรียร์เป็นสุนัขสายพันธุ์จากสกอตแลนด์ นิสัยของพวกมันชอบการผจญภัย ตื่นตัวตลอดเวลา มีความเป็นตัวของตัวเอง แม้จะวิ่งมาต้อนรับเราดีเวลากลับจากงาน แต่ก็เพียงครู่หนึ่ง หมดช่วงเวลานี้พวกมันขอกลับไปมีเวลาเป็นส่วนตัวอย่างเก่า”

ดลชัยนินทาเจ้าขนปุยสีดำในบ้านว่า นิสัยเหมือนเจ้าของไม่ใช่น้อย หนึ่งคืออะเลิร์ตความตื่นตัว แต่ก็เป็นตัวของตัวเอง ไม่วุ่นวายและดื้อ(ฮา) ตัวโปรดชื่อเจ้าชานโต้ และแบทแมน โดยชานโต้นี้ได้มาจากรัสเซีย มีความหล่อเหลาเอาการ ส่วนแบทแมนเป็นลูกของชานโต้ หล่อมากเหมือนพ่อ

ถึงเวลาปิดสวิตช์ก็ปิดเลย(ฮา) เจ้าตัวบอกว่า ทั้งการออกกำลังกาย การปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ เล่นดนตรีและท่องเที่ยว ทั้งหมดนี้ทำไปพร้อมกัน สอดร้อยเป็นเรื่องเดียวกันกับการทำงาน ทำได้ด้วยการปิดสวิตช์อย่างที่ว่า ถึงเวลาเลิกงานจะถอดปลั๊กทันที จากนั้นเข้าสู่โหมดพักผ่อน สร้างสมดุลให้สมดุล กลยุทธ์ที่ต้องทำ

“ผมเป็นคนเร็ว คิดเร็ว ทำงานเร็ว ทำทุกอย่างเร็ว การสโลว์ดาวน์ชีวิตให้ช้าลงเป็นเรื่องจำเป็น 24 ชั่วโมงในหนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว สุดสัปดาห์จึงหมายถึงการพักผ่อนอย่างแรง แต่งเพลง ไปเที่ยว เลี้ยงหมา ปลูกต้นไม้”

มือเก๋าแห่งเดนท์สุ วัน บางกอก เล่าต่อไปว่า ชีวิตนี้ยังมีบางสิ่งที่ติดอยู่ในใจ คือ การนำมรดกวัฒนธรรมไทยวิถีไทยแสดงออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ ต้นตระกูลคุณปู่ทวดเป็นหมอยาทำยาสมุนไพรไทย จึงอยากนำเสนอภูมิปัญญาของไทยในเรื่องนี้ผ่านแบรนด์ของไทย ชีวิตนี้ทำแบรนด์ของตัวเองมาแล้วถึง 4 แบรนด์ แต่ยังขาดอีก 1 แบรนด์

“อยากทำเครื่องหอมของไทยภายใต้แบรนด์ไทยในรูปลักษณ์ที่ร่วมสมัย เครื่องยาหอมนี้ ต้นตระกูลของเราเคยทำมาก่อน เป็นเครื่องสมุนไพรไทยภูมิปัญญาที่อยากสืบทอด ก็คาดว่าจะได้เห็นเร็วๆ นี้”

สำหรับแบรนด์ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย 1.ณดล สตรีมไซด์ ไทย วิลล่า เรือนไทยริมธารน้ำตกที่มวกเหล็ก จ.สระบุรี 2.ณ ดล เนเชอรัล ผลิตภัณฑ์สปาและเครื่องหอมของไทย 3.ซานทิส ออร์แกนิค บิวตี้ ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก และ 4.บางกอกเทรสเชอร์ ผลิตภัณฑ์ของฝากเก๋ร่วมสมัยไทยแลนด์

ส่งท้ายด้วยแนวคิดความสมดุล ดลชัยฝากว่า บริบทสังคมโซเชียลทำให้คนไม่ได้อยู่กับตัวเอง ขอให้ย้อนกลับมาดูที่ใจในทุกวัน เพราะจิตใจสมาธิมีความสำคัญ โดยขอให้หมั่นทบทวนถึงเป้าหมายชีวิตจนถ่องแท้ อีกบอกย้ำซ้ำเตือนตัวเองบ่อยๆ ก็จะรู้ด้วยตัวของตัวว่า ชีวิตจะหยุดจะช้าและจะไปต่ออย่างไร

นี่คือชีวิตและการทำงานของนักสร้างแบรนด์มือหนึ่ง ที่มองเห็นความสำคัญของการไปต่อและการหยุดชะลอในบางจังหวะ ชีวิตวิ่งไปข้างหน้า แต่ก็ต้องหยุดบ้าง เพื่อควบคุมทิศทาง ชีวิตเดินหน้าไม่ได้หรอก ถ้าหยุดไม่ได้หรือหยุดไม่เป็น คำแนะนำจากนักสร้างแบรนด์รุ่นใหญ่ หยุด…แล้ว(ค่อย)ไปต่อ

‘ดาซุ-โอะ’ หัวหน้าแก๊งคุมเด็กแว้น 200 ชีวิต สู่เส้นทางแร็ปเปอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569045

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 09:44 น.

‘ดาซุ-โอะ’ หัวหน้าแก๊งคุมเด็กแว้น 200 ชีวิต สู่เส้นทางแร็ปเปอร์

โดย มัลลิกา นามสง่า ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

“โอกาส” หลายคนได้โอกาสอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่คว้าไว้แล้วปล่อยให้หลุดผ่านไป แล้วมานั่งบ่นทีหลังว่า เสียดายโอกาส ถ้ารู้อย่างนี้… ถ้ารู้อย่างนั้น… หลายคนได้มาแต่ไม่เคยใช้โอกาสนั้นอย่างเต็มความสามารถ หากยังมีอีกหลายคนที่ต้องการโอกาส แต่เขาไม่เคยได้

“ดาซุ-โอะ” (Dazu-O) ชายญี่ปุ่น วัย 35 ปี ผ่านประสบการณ์ชีวิตในวัยเด็กอันแสบสัน เคยเป็นหัวหน้าแก๊งมอเตอร์ไซค์ คุมลูกน้องกว่า 200 คน เคยผ่านการชกต่อย เคยอยู่หลังลูกกรงหมดอิสรภาพไปช่วงหนึ่ง

เขาเคยได้รับโอกาส เคยทิ้งโอกาส และเคยขอโอกาส ซึ่งมักถูกปฏิเสธมากกว่าจะได้รับโอกาสในวันที่เขากลับตัวกลับใจ

วันนี้ ดาซุ-โอะ เดินทางสู่ดินแดนแหลมทอง เลือกจุดหมายปลายทาง คือ ประเทศไทย เพื่อจะสร้างสรรค์ผลงานเพลง ในบทบาท “แร็ปเปอร์” เปิดตัวกับซิงเกิ้ล “เวย์ไอ” (Way I)

ชีวิตบนท้องถนนจากลูกกระจ๊อกสู่พี่เบิ้ม

แม้ในวัยเด็ก ดาซุ-โอะ ซึมซับการร้องเพลงและเสียงดนตรีจากแม่ “มัตสุบาร่า โยโกะ” (Matsubara Yoko) ซึ่งเป็นครูสอนคาราโอเกะ แต่เขายังสนุกกับเพื่อนๆ และอยากเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลระดับตัวแทนจังหวัด

หากแต่ความฝันนั้นถูกทิ้งไว้กลางทาง เมื่อเขาเลือกเส้นทางให้กับชีวิตวัยรุ่นด้วยการหักเลี้ยวเข้าสู่ถนนของแก๊งมอเตอร์ไซค์

ชีวิตจมอยู่กับเส้นทางที่เสี่ยงอันตราย โลดโผน หากเป็นความคึกคะนองในวัยระเริง “Go Ko Ra Ku Ju” คือชื่อแก๊งที่ ดาซุ-โอะ เข้าร่วม เป็นแก๊งที่มีตำนานมานานในพื้นที่บ้านเกิดเมืองฟูกุชิมา

“ตอนอายุ 15 ปี ตั้งใจจะไปโตเกียว เรียนหนังสือ แต่ค่าเรียนแพง เลยกลับมาบ้าน แล้วเพื่อนชวนเข้าแก๊ง ตอนนั้นรู้สึกสนุก ไม่น่ากลัว มีหลายแก๊ง ทั้งแก๊งค้ายา แก๊งต่อสู้ แก๊งของผมมีกฎห้ามยุ่งกับยาเสพติด แค่ชกต่อยกับแก๊งอื่นแต่ต้องห้ามแพ้”

แก๊งมอเตอร์ไซค์ที่ญี่ปุ่น ไม่ได้เน้นขี่ใช้ความเร็ว แต่ขับรถกวนเมืองเสียมากกว่า มีการแต่งรถ ขับเบิ้ลท่อเสียงดัง สมาชิกส่วนมากเป็นคนชนชั้นล่างในสังคม มีการปะทะกันระหว่างแก๊ง

ดาซุ-โอะ เป็นสมาชิกแก๊ง Go Ko Ra Ku Ju รุ่นที่ 26 เริ่มจากการเป็นลูกน้องที่รองมือรองเท้ารุ่นพี่ จน 2 ปีต่อมา ก้าวสู่หัวหน้าแก๊งต้องคุมลูกน้องกว่า 200 คน

“บางคนก็ทนอยู่ไม่ได้ เพราะทนการซ้อมไม่ได้ บางคนทนกฎระเบียบไม่ได้ ถ้ารุ่นพี่เรียกมาต้องรีบไปทันที ตอนนั้นผมทำงานก่อสร้าง ใช้แรงงาน เพื่อหาเงินซื้อมอเตอร์ไซค์ เคยมีแก๊งยากูซ่ามาชวนผมไปอยู่ด้วย แต่ไกลบ้านผมก็ไม่ไป

พอเข้าแก๊งไม่ได้เรียนหนังสือ กลางคืนไม่นอนเพราะเป็นช่วงรวมตัวขี่รถ วันเสาร์มีประชุม ดูว่าต้องวิ่งเส้นทางไหน พวกเราขี่ช้า ไปกันที 200 กว่าคัน ไม่ได้แข่ง แค่แต่งรถให้สวย ให้เสียงดัง ทำให้รถติด ปิดเส้นทางแกล้งตำรวจ จะใช้ความเร็วตอนตำรวจไล่”

การคัดเลือกหัวหน้าแก๊ง Go Ko Ra Ku Ju ใครแข็งแกร่งที่สุดถึงจะได้ขึ้นสู่อำนาจ “ชกกันหนึ่งต่อหนึ่ง มี 7 ทีม แต่ผมชกไม่กี่ครั้ง มือหนักเลยไม่มีใครขึ้นเวทีแข่งด้วย

หน้าที่ของหัวหน้าแก๊ง นัดวันประชุม เคลียร์เจ้าหน้าที่คุมพื้นที่ วางแผน มีจ่ายเงินให้ขาใหญ่ รายได้มาจากทำหลายอย่าง เป็นหัวหน้าแก๊ง 1 ปี ก็ต้องออกจากแก๊ง เพราะกฎของแก๊งห้ามอายุเกิน 18 ปี”

รอยแผลที่ ดาซุ-โอะ ได้ติดตัวมาตลอดชีวิตแม้จะออกจากแก๊ง คือนิ้วกลางข้างขวาหักงอ สาเหตุมาจากการใช้มือในการชกต่อยมากนั่นเอง ตอนนี้ถ้าเขาโบกมือทักทายแฟนเพลงก็ดูคล้ายส่งสัญลักษณ์ I Love You

เส้นทางแร็ปเปอร์ กับการเจอทางตัน

ชีวิตจมอยู่กับทางเดินที่เสี่ยงอันตรายและโลดโผนได้ระยะหนึ่ง ดาซุ-โอะ เริ่มคิดได้ว่าสิ่งที่ชอบที่สุดในหัวใจคือเสียงดนตรี

เขาหันหลังให้บ้านเกิด มุ่งหน้าสู่โตเกียวมหานครที่หวังจะพลิกชีวิตของเขา เขามาพร้อมความใฝ่ฝัน ความมุ่งมั่น มั่นใจ พลุ่งพล่านอยู่ในเลือดเนื้อของชายวัย 19

ทำงานทุกอย่างแลกเงิน แลกที่พักอาศัย ผ่านอุปสรรคหลายอย่าง ด้วยน้ำอดน้ำทน มีระเบียบ มีวินัย ซึ่งสิ่งนี้ได้มาจากตอนอยู่ในแก๊ง เขาเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนเช่นกันว่าจะได้ใช้ประโยชน์อะไรจาก 3 ปีที่อยู่ในแก๊งมอเตอร์ไซค์ นอกจากความคึกคะนอง

“เคยทำงานอยู่ในร้านสัก ขายของข้างทางย่านชิบูย่า อะไรที่ได้เงินก็ทำหมด ชีวิตเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรจริงจัง จนได้ดูคอนเสิร์ตวงแนวร็อกพังก์ ชอบมาก เขาเท่ดี แต่ผมเริ่มสนใจแร็ป เพราะเราต้องร้องคนเดียว ระหว่างนั้นเลยเขียนเพลงเอง ใช้เวลา 6 เดือน แต่ก็ไม่รู้จะร้องที่ไหน”

ดาซุ-โอะ ขอโอกาสกับคนที่รู้จักเพื่อจะได้โชว์ในผับหลายต่อหลายครั้ง จนเขาทำงานเก็บเงินเพื่อเช่าผับจัดอีเวนต์โชว์เพลงของตัวเอง

การโชว์ในย่านชิบูย่า สตรีท อยู่หลายครั้ง และทำผลงานออกแจกจ่ายกับผู้คนที่เดินทางสัญจรไปมา ด้วยความมุมานะ ตั้งใจ ทำผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง วันหนึ่งความพยายามของ ดาซุ-โอะ ก็ประสบความสำเร็จ เมื่อค่ายเพลงเห็นความสามารถชวน ดาซุ-โอะ ออกแสดงทั่วญี่ปุ่นนานถึง 5 ปี

ดาซุ-โอะ ร้องเพลง Up To You feat. AK2 ซึ่ง AK2 เป็นนักแสดงตลกของญี่ปุ่น ผลงานครั้งนั้นทำให้ ดาซุ-โอะ เป็นที่รู้จักมากขึ้นในญี่ปุ่น

“ผมว่าก่อนเป็นศิลปินไม่ยากเท่ากับเป็นแล้ว มีคนรู้จักเราแล้ว ต้องคิดตลอดว่าทำยังไงให้ดัง ต้องทำยังไงให้มีผลงานดีๆ ออกมาให้ทุกคนฟัง

แต่งเพลงเอง ไม่ได้เขียนเก็บไว้ คือ ถ้าจะทำเพลงก็เขียนตอนนั้นเลย ชอบเขียนเกี่ยวกับความรัก เรื่องครอบครัว แต่ไม่ได้เขียนอะไรเกี่ยวกับแก๊งมอเตอร์ไซค์ เพราะผมอยากให้รู้ว่ากลับตัวได้แล้ว”

หากชีวิตของ ดาซุ-โอะ ก็ต้องแหกโค้งอีกครั้ง เมื่อมีเหตุทะเลาะวิวาท เขาถูกตัดสินจำคุก 4 ปี (ปี 2004-2007) วันนั้นความรู้สึกเลวร้ายถาโถมเข้ามา นอกจากสิ้นอิสรภาพแล้ว หนทางการเป็นแร็ปเปอร์อาจต้องพังทลายลงด้วย

“ติดคุกเยาวชน ชีวิตในคุกตื่นมาวิ่งรอบสนาม ออกกำลังกายหนักมาก ในคุกลำบากมากกว่าตอนอยู่ในแก๊ง ในนั้นเจอแต่คนไม่ดี เวลาคุยกันสอนกันก็มีแต่เรื่องไม่ดี ข้อดีที่ผมเจอ คือ ได้ผอมลง น้ำหนักลดไป 30 กิโลกรัม

ร้องไห้ อยากออกมา พ่อแม่ไม่มาเยี่ยม ตอนนั้นผมน้อยใจมาก ทำไมไม่มา เหงามาก ก็เลยคิดว่าถ้าได้ออกมา จะมุ่งมั่นกับการเป็นนักร้อง ต้องทำชีวิตให้ดีขึ้น”

แม้จะพ้นโทษแล้ว แต่หนทางสู่การเป็นแร็ปเปอร์ไม่ได้ราบเรียบดังที่ผ่านมาแล้ว เมื่อพื้นผิวของชีวิตได้ถูกทำลายไปบางส่วน หนทางข้างหน้าของ ดาซุ-โอะ จึงขรุขระ และขับเคลื่อนชีวิตไปอย่างทุลักทุเล

ไทยแลนด์ รันเวย์ใหม่ ของ ดาซุ-โอะ

เมื่อไตรมาสแรก ปี 2018 ดาซุ-โอะ ออกอัลบั้มแนวเพลงฮิปฮอปที่บ่งบอกถึงตัวตนของเขา กับอัลบั้มชื่อ “อันเชน” (Unchain) ภายใต้การผลิตของ Team 2 MVCH ที่ได้โปรดิวเซอร์ ISH-One มาควบคุมการผลิต

มีมิวสิควิดีโอ เพลง “Starting Over” ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ความสามารถที่ถูกพัฒนาจากประสบการณ์ของเขา ปล่อยเพลงที่ 2 Suppetta Koppetta มีมิวสิควิดีโอแนวกวนๆ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างดี

เดือน ก.ค. ดาซุ-โอะ เลือกประเทศไทยเป็นโลเกชั่นถ่ายทำมิวสิควิดีโอและเปิดตัวเพลงใหม่ ชื่อ “เวย์ไอ” (Way I) ฟีเจอริ่งกับ Migalskie ที่เสมือนเป็นการเลือกเส้นทางใหม่บนถนนดนตรีของดาซุ-โอะ เพราะทางค่าย “อันเชน” ที่เขาสังกัดวางแผนจะร่วมทุนกับนักธุรกิจชาวไทยเปิดค่ายเพลงทำเพลงที่เมืองไทย

“เจ้าของค่ายแนะนำให้มาถ่ายที่เมืองไทย ผมเคยมาเมืองไทย 10 ครั้ง มาเที่ยวกันเองกับเพื่อน มาปีละครั้ง ชอบเมืองไทยมาก ชอบขี่ช้าง และตลาดน้ำ

ส่วนเอ็มวีเราเลือกถ่ายที่พัทยา และนั่งเรือยอชต์ไปถ่ายกลางทะเล ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปพัทยา บรรยากาศทะเลสวยดี อาหารอร่อย”

ดาซุ-โอะ เล่าถึงรายละเอียดที่เลือกเมืองไทยโปรโมทเพลง “ผมเบื่อวงการฮิปฮอปของญี่ปุ่น เลยอยากเปลี่ยนบรรยากาศ แล้วศิลปินที่ญี่ปุ่นถ้ามีรอยสักจะดังได้รับความนิยมน้อยกว่า ไทยเป็นประเทศที่อิสรเสรี ที่ญี่ปุ่นศิลปินฮิปฮอปจะอยู่วงแคบ ไม่กว้าง การที่เคยติดคุกมาก็เป็นอุปสรรค ต้องปิดบัง”

ตอนนี้ในการทำงาน ดาซุ-โอะ ยังบินไปมาระหว่างญี่ปุ่นกับไทย และนอกจากผลงานเพลงของตัวเองแล้ว เส้นทางใหม่ ดาซุ-โอะ อยากทำงานโปรดิวซ์ให้ศิลปินแร็ปเปอร์ชาวญี่ปุ่น

“ผมอยากให้รุ่นน้องได้เห็นว่า คนเราสามารถกลับตัวกลับใจได้”

หนทางการเป็นแร็ปเปอร์ยังทอดยาวอีกไกล แม้จะมีสิ่งกีดขวางมาก ทว่าการที่คนหนึ่งเลี้ยวไปสู่หนทางที่ผิดพลาด แล้วเขาสามารถหาทางออกมาได้สำเร็จ เพียงโอกาสเท่านั้นที่เขาขอ เพื่อที่จะได้ขับเคลื่อนชีวิตไปอย่างอิสระบนเส้นทางที่เขาเลือก

Something In The Rain…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569009

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

Something In The Rain…

เรื่อง : อรุณี ศรีสุข

 

ทุกครั้งที่ฝนโปรย… ความรักก็โปรยปรายให้หนุ่มสาวผู้แห้งแล้งและเดียวดาย ได้ยิ้มร่าในโลกใบเก่าที่ไร้ชีวิต!

ฉันมีเหตุให้ต้องสำรวจ Netflix หับห้องอันใหญ่โตอันใหม่ของหนังและซีรี่ส์ใน ยุค 2018 ฉันค้นไปเจอซีรี่ส์เกาหลีเรื่องหนึ่ง ชื่อว่า “Something In The Rain”

เมื่อเห็นตัวอย่างซีรี่ส์ มันดึงดูดฉันอย่างมีพลัง เรื่องนี้เล่าว่าเป็นเรื่องรักของคนต่างวัย แน่นอนหญิงสาวสูงวัยกว่าชายหนุ่มรุ่นกระเตาะ เมื่อทั้งคู่ตกหลุมรักกัน อะไรจะเกิดขึ้นในสังคมเกาหลี… มันน่าดูสุดๆ แต่… ความยาวของซีรี่ส์นี้อาจทำตาเราเป็นหมีแพนด้าแน่นอน

มันมีทั้งหมด 16 ตอน ตอนละเกือบ 1 ชั่วโมง… ถ้าใครไม่แน่จริง ไม่มีเวลาพออาจมีสิทธิตายได้ ฮ่าฮ่าฮ่า…

ฉันไม่ลังเล เริ่มดูตอนที่หนึ่ง… นางเอกผู้มาอายุสามสิบห้า เธอทำงานในบริษัทกาแฟที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วเกาหลี พล็อตวางให้เป็นหญิงสาวที่ทำงานมานาน ทำงานหนัก มีความเชี่ยวชาญในงาน รับผิดชอบ อยู่ในกฎกติกามารยาทของสังคมเกาหลี ซึ่งมีผู้ชายเป็นผู้ควบคุม

เธอมีแฟนแต่ยังไม่ได้แต่งงาน ในที่สุดเธอก็ได้พบเด็กหนุ่ม น้องชายของเพื่อนรักที่โตมาด้วยกัน อายุเพียงยี่สิบต้นๆ ชายหนุ่มเพิ่งกลับจากอเมริกา หลังจากไปประจำสาขาที่นั่น เขาเป็นนักพัฒนาเกม บอกได้เลยว่าเก่งมาก

เมื่อสองคนเจอกันอีกครั้ง โลกทั้งใบก็เปลี่ยนไป… โลกของเธอกลายเป็นสี ส่วนโลกของเขากลายเป็นความงาม เขาจีบเพื่อนพี่สาว อันที่จริงเขาหลงรักเพื่อนพี่สาวคนนี้มานาน จนกระทั่งเติบโต เขาก็ไม่เปลี่ยนใจ โลกของเขาเป็นโลกใหม่ กว้างใหญ่ไพศาล แต่โดดเดี่ยวเหลือเกิน…

หญิงสาวคนนี้ทำให้เขาอยากเรียนรู้และสัมผัสความงามที่เธอมี ใช่เธอเป็นผู้หญิงโลกเก่าที่ก้ำกึ่งโลกใหม่ เธออยู่ระหว่างทางนั้น อยู่ระหว่างความแตกต่าง นั่นทำให้เขาเห็นความงามของเธออย่างชัดเจน มันคืออะไรน่ะหรือ มันคือการมีเคารพในครอบครัว สังคม ขนบธรรมเนียม ประเพณีและผู้คนที่เธอร่วมชะตาชีวิตอยู่ด้วย

เธออบอุ่น แม้ว่าเธอจะโดนกดขี่ห่มเหง แต่เธอก็มีความเข้าใจ ให้อภัย เธอเป็นคนยอมมากกว่า และคิดเพียงทุกคนจะพอใจ แต่เมื่อเธอพบเขา โลกของเขาทำให้เธอสดใส เปียกปอนกลางสายฝน และมีสี เธอตัดสินใจเลิกกับแฟนหนุ่มผู้ชายในโลกเก่า ซึ่งเป็นนักกฎหมาย ร่ำรวย แต่กดขี่ผู้หญิงและไม่ซื่อสัตย์ แถมชอบทำร้ายผู้หญิง

เธอก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ของชายหนุ่มผู้มีอายุน้อยกว่า เธอเรียนรู้จากเขาในอีกด้าน การเคารพสิทธิ เสรีภาพ กล้าแสดงออก มีความเป็นผู้นำและผู้ตาม ปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่า พร้อมเปิดใจยอมรับความแตกต่าง และรักเดียวใจเดียว เขาสอนให้เธอข้ามเส้น สอนให้เธอซื่อสัตย์กับตนเอง และข้ามขนบไปให้ได้

แค่เปิดเรื่องมาก็ดูเป็นความรักที่เป็นไปได้ เพราะนี่มันยุค 2018 แล้วนี่ แต่ความจริงแล้วในสังคมเกาหลี มันยากยิ่งกว่าสังคมไทย ในความแข็งแกร่งของวัฒนธรรม ชื่นชมผู้คนจากฐานะทางสังคมและเงินทอง ยังมีอยู่ ครอบครัวมันเป็นกรอบเหล็กที่แหกและทะลุยากยิ่งนัก ยิ่งฝ่าไป ยิ่งโดนกรอบนั้นครอบหนักกว่าเดิม

ครอบครัวของฝ่ายหญิงยอมรับไม่ได้ ด้วยเหตุผลชาติตระกูลที่ชายหนุ่มเป็นเด็กกำพร้า ครอบครัวแตกสลาย เติบโตมาด้วยตนเอง โดยมีพี่สาวเพียงคนเดียวที่เป็นที่พึ่ง แม้ว่าครอบครัวฝ่ายหญิงนั้นก็ไม่ได้มีชาติตระกูลใด

มันช่างทะเยอทะยานจริงเชียว และฟังดูมันก็ช่างเชยระเบิด นางเอกก็ยิ่งถูกกดดันให้ไปดูตัว แต่งงานกับผู้ชายที่อยู่ในตระกูลดี บทแม่นางเอกบอกชัดเจนว่ายุคนี้เป็นยุคทุนนิยม เราไม่มีทางชนะได้หรอก นอกจากแต่งงานกับคนที่รวยและมีฐานะดี…

ถึงตรงนี้ มันสนุกมาก บีบคั้นอารมณ์ความไม่ถูกต้องสุดขีด…

ฉันนึกถึงสังคมไทย ย้อนกลับไปเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน… ฉันเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ฉันเติบโตมาจากครอบครัวที่มีพ่อและแม่มาจากต่างจังหวัด การศึกษาแค่ประถมฯ สี่ และไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

กรุงเทพฯ มีที่ว่างให้คนที่ขยันอดทนและใฝ่เรียนเสมอ ความรักและความงามมันบ่มเพาะและเกิดขึ้นเพราะความมีศักดิ์ศรี เติบโตสร้างครอบครัวได้อย่างภูมิใจ

พ่อบอกฉันเสมอว่าการศึกษาจะทำให้เราข้ามทุกอย่างไปได้ แม้แต่ความยากจน ส่วนเรื่องความรัก… ควรเลือกผู้ชายที่เขาเติบโตด้วยตนเอง และมีศักดิ์ศรี อย่าเลือกผู้ชายที่บ้านเขารวย นั่นไม่ใช่ตัวเขา เพราะสุดท้ายแล้วผู้ชายควรเป็นที่พึ่งของครอบครัว ต้องฝ่าฟันร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน

ในซีรี่ส์ Something In the Rain นางเอกได้เลือกผู้ชายแบบที่พ่อฉันบอกเป๊ะ และชีวิตนางเอกก็ลงเอยด้วยความสุข

ความรักของพ่อและแม่ฉันก็จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งเช่นกัน ฉันยืนยันว่าเรื่องนี้มันไม่เกินจริงเลย ไม่ใช่เพียงฝัน

ความรักที่ดีมีอยู่จริง อยู่ที่ว่าผู้หญิงบางคนชอบเลือกผิดเสมอ… บางครั้ง ฉันเองก็ชอบเป็นแบบนั้น ฮ่าฮ่าฮ่า

โลกใบนี้ต่อให้เคลื่อนที่ไปเร็วแค่ไหน แต่ความรักก็ยังคงเป็นเรื่องต้องเรียนรู้ วิธีเรียนรู้ความรักอาจเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย แต่ฉันพบว่าทุกคนต้องเรียนรู้ความรักด้วยประสบการณ์จากตนเอง ออกไปตากฝนบ้าง จับมือและสบตากัน ฉันเชื่อว่าความรักดีๆ นั้นหาได้ในวันฝนพรำ

ปลายฝนแล้ว ออกไปตากฝนกันสักหน่อย เผื่อจะเจอใครสักคนก่อนหนาวนี้นะ…