อากิระ โกโก เครื่องสำอางในมือผู้ชาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566989

  • วันที่ 09 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

อากิระ โกโก เครื่องสำอางในมือผู้ชาย

เรื่อง ปอย ภาพไม่เครดิต

ผู้บริหารจากแดนอาทิตย์อุทัย อากิระ โกโก ประธานแห่งอะโคร (Acro) บินมาร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จในปีที่ 5 ของเครื่องสำอางทรี (Three) แบรนด์ระดับลักซ์ชัวรี่จากประเทศญี่ปุ่น พร้อมเปิดตัวแฟล็กชิปสโตร์ที่มีห้องนวดริทึม รีทรีตแห่งแรกในเมืองไทยอย่างเป็นทางการที่ชั้น 1 บริเวณโซนเซ็นทรัล คอร์ท ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

อากิระ นายใหญ่เครื่องสำอางทรี คนใหม่แกะกล่อง พาสัมผัสแนะนำผลิตภัณฑ์เพื่อความงามเด้วยตัวเอง ด้วยความชำนิชำนาญและความภาคภูมิใจอย่างที่สุด กับเครื่องสำอางส่วนผสมจากธรรมชาติครบวงจร

“ผู้บริหารสูงสุดของแบรนด์เครื่องสำอางญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายครับ มีผู้ชายทำงานในวงการอุตสาหกรรมความงามอยู่จำนวนมาก ซึ่งเป็นเพราะวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น ผู้ชายออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนผู้หญิงเป็นแม่บ้าน คนไทยก็อาจสงสัยกันนะครับว่าทำไมธุรกิจเครื่องสำอางสัญชาติญี่ปุ่นจึงเต็มไปด้วยคนทำงานที่เป็นผู้ชาย ซึ่งเข้ามาเริ่มงานตั้งแต่วัยหนุ่ม แล้วเป็นผู้ชายแมนๆ ล่ำๆ แต่รู้เรื่องเครื่องสำอางดีมาก เพราะสะสมประสบการณ์จนตำแหน่งเลื่อนในระดับผู้บริหารครับ”

อากิระ บอกพร้อมเสียงหัวเราะเปิดการสนทนาอย่างกระตือรือร้น แฝงความอ่อนน้อมถ่อมตนในแบบฉบับญี่ปุ่นแท้จริง

มีหัวใจเพื่องานสร้างความงาม

บริษัท อะโคร เป็นบริษัทเครื่องสำอางชั้นนำของญี่ปุ่น อากิระ เพิ่งรับตำแหน่งประธานกุมบังเหียนบริหารธุรกิจความงาม ซึ่งในวันนี้อะโครกำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษแรก จัดเป็นน้องใหม่ในวงการบิวตี้ แต่มีเป้าหมายในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ความงามออกมาอีกหลากหลายแบรนด์

อากิระ คร่ำหวอดวงการนี้โดยเริ่มงานกับแบรนด์ดังเก่าแก่ ในหลายๆ องค์กรความงาม ทำงานดูแลตั้งแต่งานด้านการค้าปลีก การสร้างสรรค์งานการตลาด ไปจนร่วมคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตรงใจผู้บริโภค การเข้ารับงานใหม่จึงเป็นการใช้ประสบการณ์เชี่ยวชาญที่สะสมมาอย่างตรงจุด

“ในฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงนี้ อะโครกำลังจะนำเสนอแบรนด์เครื่องสำอางน้องใหม่ อีก 2-3 แบรนด์ครับ อุตสาหกรรมเครื่องสำอางในญี่ปุ่นจัดเป็นการผลิตสินค้าในกลุ่มเอเวอรี่เดย์ โปรดักต์ เราภาคภูมิใจผลิตภัณฑ์ที่ติดยี่ห้อเมดอินเจแปน ล้วนขึ้นชื่อในด้านคุณภาพที่ไม่แพ้ใคร ในตลาดโลกวันนี้แบรนด์เอเชียมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ไม่ว่าเครื่องสำอางเกาหลี ไต้หวัน หรือแม้กระทั่งเครื่องสำอางไทย ก็เริ่มได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ นะครับ

ปรัชญาของแบรนด์ทรี เชื่อว่าผู้หญิงทุกคนล้วนมีเสน่ห์ดึงดูดที่น่าสนใจ และน่าค้นหาในตัวเองที่แตกต่างกัน โดยแบรนด์ทรี มีแนวคิดหลักอยู่ 3 ข้อ คือ Natural เน้นการใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ Honest ซื่อสัตย์ในการพัฒนาและวิจัย คัดสรรส่วนผสมจากธรรมชาติที่ดีที่สุด Creative ผสมผสานระหว่างธรรมชาติกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้ใช้ได้ง่ายดาย

เครื่องสำอางทรีมีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ทั้ง Skincare และ Makeup แต่ที่โดดเด่นในเมืองไทยเป็นสินค้าในกลุ่ม Three Balancing Line เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ช่วยฟื้นบำรุงคืนความสมดุลให้กับผิว เพื่อสู้กับมลภาวะในเมืองใหญ่ เน้นศาสตร์การดูแลผิวแบบองค์รวม

ผลิตภัณฑ์ใหม่ Holistic Care Line ภายใต้ปรัชญาความงามของแบรนด์ ทำเพื่อตอบโจทย์ความงามที่สมบูรณ์แบบด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการดูแลปรนนิบัติ ทั้งจิตใจ ที่ส่งผลต่อร่างกายและผิวพรรณ เช่น น้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติที่ไม่ได้ผ่านการปรุงแต่ง โบทานิคอล ทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างหมดจด แม้แต่เมกอัพสูตรกันน้ำ หรือครีมกันแดดต่างๆ เนื้อออยล์จะไม่แปรสภาพให้เกิดการระคายเคืองผิว มีกลิ่นหอมอ่อนแนวอโรมาให้ความรู้สึกสบายผิว

เป็นการฟื้นบำรุงจากภายในสู่ภายนอก เน้นศาสตร์แห่งการปรับสมดุลร่างกาย ด้วยเอสเซนเชียลออยล์ มีความเป็นออร์แกนิกฟื้นบำรุงความงามได้อย่างยั่งยืนตามหลักของการดูแลแบบองค์รวมที่เราภูมิใจครับ”

อะกิระ กล่าวว่า เครื่องสำอางวันนี้ก็ต้องวิ่งตามโลก ตลาดเครื่องสำอางในญี่ปุ่นเริ่มเติบโตและขยายวงกว้างไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ชายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ชายในวัยทำงานเริ่มใช้ทั้งสกินแคร์ และเริ่มหัดใช้เมกอัพอย่างเช่นรองพื้นกันมากแล้ว

“แต่ความแตกต่างการใช้เครื่องสำอางของผู้ชาย คือ ใช้ให้ดูดี ส่วนผู้หญิงใช้ให้สวย จัดเป็นความโมเดิร์นในวงการความงามที่ท้าทายคนทำงาน ให้ก้าวตามเทรนด์แห่งโลกความงามนี้ให้ทันครับ”

“อย่าให้ใครรู้ว่าคุณอายุเท่าไร?!!”

ความอ่อนเยาว์ คือ กุญแจแห่งความลับของผลิตภัณฑ์ความงาม ไม่ว่าไทยหรือญี่ปุ่น อากิระ บอกว่าคนใช้เครื่องสำอางย่อมหนีไม่พ้นจุดประสงค์นี้ แต่ก็มีรายละเอียดในการเลือกใช้แตกต่างกันไป

คลีนซิ่งออยล์ คือ เบสต์เซลเลอร์ได้รับความนิยมไปทั่วโลก คนญี่ปุ่นชอบใช้รองพื้นสูตรลิควิด ขณะที่คนไทยชอบใช้แป้งฝุ่นเนื้อบางเบา ในกลุ่มลูสพาวเดอร์ และไลน์เครื่องสำอางที่ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ซึ่งการเป็นผู้บริหารใหญ่เป็นอีกภารกิจที่ต้องเข้าใจในรายละเอียดนี้อย่างถ่องแท้

“ผู้หญิงไทยสนใจในความงาม ที่ไม่เพียงแค่ภายนอก แต่สนใจลึกซึ้งไปจนถึงเรื่องการออกกำลังกาย อาหารการกิน ซึ่งเป็นเทรนด์ Holistic ดูแลความงามในแบบองค์รวมไม่แตกต่างกับผู้หญิงญี่ปุ่นเลยนะครับ นี่คือสิ่งที่ผมสัมผัสได้เมื่อมาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ความงามในกรุงเทพฯ แต่ก็มีสิ่งที่ต่างกันอีกเรื่องหนึ่ง ผู้หญิงญี่ปุ่นรักผิวมากๆ เลยนะครับ พวกเธอชอบความอ่อนเยาว์ อยากดูเด็ก (หัวเราะ) จึงยอมทุ่มเททุกๆ เรื่องเพื่อให้ผิวพรรณแลดูมีสุขภาพดีที่สุด

ส่วนผู้หญิงไทยชอบการเมกอัพมากกว่า เน้นความสวยสนุกกับการใช้สีสันเมกอัพ ไปจนเรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัวที่ผมดูแล้ว สวยสะดุดตามากๆ ครับ”

อากิระ โปรยยาหอมทันทีที่มาเยือนกรุงเทพฯ ในครั้งนี้ แล้วเมื่อพิจารณาภาพลักษณ์คนทำงาน ในบริษัทเครื่องสำอางระดับคุณภาพ ก็ต้องบอกว่าเป็นท่านประธานที่ดูอ่อนเยาว์มาก

“ผมมีโอกาสได้ใช้สกินแคร์มากกว่าคนทั่วไปครับ (บอกพลางหัวเราะชอบใจ) ผมผ่านการทำงานในหลายๆ บริษัทเครื่องสำอางญี่ปุ่น เน้นการคิดค้นวิจัยกลุ่มแอนไทร์เอจจิ้ง ซึ่งแต่ละแห่งเน้นคุณภาพไม่น้อยไปกว่ากัน เพื่อสร้างสรรค์ความอ่อนเยาว์ ในการทำงานเป็นผู้บริหาร ก็ต้องอยู่ในกระบวนการคิดค้นทดลอง ซึ่งผู้ชายอย่างพวกเราก็หลีกเลี่ยงไปไม่ได้เลย ที่ต้องเป็นกลุ่มผู้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ไปด้วย

ผู้ชายไม่ค่อยชอบใช้อะไรที่ซับซ้อนอยู่แล้วครับ แต่เมื่อต้องทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ ก็ต้องเริ่มที่การล้างหน้าให้สะอาดหมดจด ผมบอกได้เลยนะครับนี่คือจุดกำเนิดผิวที่ดี จากนั้นก็ตามด้วยการบำรุงผิวด้วยสกินแคร์ที่ดี

การดูแลตัวเองอีกเรื่องที่ไม่ควรละเลย คือ การออกกำลังกาย ผมเล่นฟุตบอลหนักมากๆ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) รวมไปถึงเรื่องเน้นอาหารการกินที่ดีมีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และสร้างนิสัยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ สิ่งเหล่านี้ละเลยไม่ได้เลยครับ ถ้าคุณอยากดูดีและอ่อนเยาว์”

ผู้บริหารหนุ่มแดนปลาดิบ เผยอายุที่ล่วงเลยวัยเลข 5 กลางๆ (แล้ว!) แม้เป็นการเปิดเผยที่ออกจะมีความขวยเขินบ้าง แต่ก็แฝงด้วยความเชื่อมั่น

“กลุ่มคนใช้สกินแคร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เลยครับ ไม่เพียงแค่คนมีอายุที่จำเป็นต้องใช้ แต่วันนี้ขยายกลุ่มไปในกลุ่มชายหนุ่มวัยทำงาน หรือกลุ่มบิซิเนสแมน ที่มีกำลังซื้อเครื่องสำอางแบรนด์คุณภาพสูง การหันมาใส่ใจดูแลตัวเอง ซึ่งก็คือการยอมรับนะครับว่าเฟิสต์อิมเพรสชั่นมีความจำเป็นต่อหน้าที่การงาน เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีตั้งแต่แรกเห็นเลยนะครับ

ผู้ชายญี่ปุ่นดูแลตัวเองตั้งแต่ผิวพรรณ เรื่องทรงผม ไปจนการตกแต่งคิ้ว รูปทรงหนวดเท่ๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความหล่อเหลา แต่คือความสุภาพในการออกไปพบปะผู้คนในการทำงานแต่ละวัน ซึ่งเครื่องสำอางในเครืออะโคร ที่กำลังเตรียมจะนำเสนอสู่ตลาดบิวตี้ในช่วงฤดูกาลใบไม้ผลิเร็วๆ นี้ ก็จะเป็นกลุ่มเมกอัพของสุภาพบุรุษโดยเฉพาะครับ”

เครื่องสำอางในนิยามของผู้บริหาร อากิระ กล่าวว่าคือ เครื่องมือแสดงความเป็นตัวของตัวเอง เครื่องมือแสดงความแตกต่างของเรา ที่แต่ละคนย่อมมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร จึงเป็นการสอดคล้องกับปรัชญาในการทำงานของเขา ซึ่งก็คือการค้นหาทดลองเพื่อหาคุณค่าใหม่ๆ อยู่เสมอ

“การทำงานเรื่องสวยๆ งามๆ จึงหนักหนาเอาการอยู่ครับ ผมมากรุงเทพฯ ก็ต้องไปดูตั้งแต่เรื่องความเรียบร้อยของแฟล็กชิปสโตร์สาขาล่าสุด วันรุ่งขึ้นก็ต้องไปเยี่ยมเคาน์เตอร์ทรีสาขาต่างๆ ก็อยากไปดูให้ครบ 23 สาขาทั่วประเทศ แต่ไม่มีเวลาเลยครับ เพราะมีการประชุมกับซัพพลายเออร์ แล้วก็บินกลับโตเกียวทันทีครับ”

อากิระ กล่าวทิ้งท้ายกับงานล้นมือ ที่ทำด้วยความใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด จริงจังที่สุดในสไตล์ผู้บริหารชายจากแดนอาทิตย์อุทัย

ละจอ ให้สายตาได้พัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566986

  • วันที่ 09 ต.ค. 2561 เวลา 13:45 น.

ละจอ ให้สายตาได้พัก

เรื่อง พุสดี

อุปกรณ์ไอทีแทบจะกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ซึ่งเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่วัยสูงอายุ จนบางครั้งอาจเป็นวายร้ายที่ทำลายดวงตาคู่สวยอย่างไม่รู้ตัว วันที่ 11 ต.ค.นี้ เป็นวันสายตาโลก นพ.นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์ จักษุแพทย์แห่งศูนย์รักษาตาท็อปเจริญ เผยให้เห็นถึงข้อมูลสำคัญและการดูแลถนอมสายตา พร้อมเชิญชวนร่วมรณรงค์ในกิจกรรม Phone-Free Day ลดแชต ละจอ เพื่อขอให้สายตาได้พักเพิ่มมากขึ้น

นพ.นพวุฒิ เผยถึงข้อมูลของสมาคมนักทัศนมาตรศาสตร์สหรัฐว่า คนยุคใหม่มีอัตราเฉลี่ยการใช้โทรศัพท์มือถือ 7 ชั่วโมง/วัน และพบว่าในเด็กอายุ 10-12 ปี เกือบ 50% มีโทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเอง และใช้อุปกรณ์เหล่านี้มากกว่า 3 ชั่วโมง/วัน

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาอีกว่า 60% บ่นว่ามีอาการตาล้า ตาแห้ง ปวดตา ตาพร่ามัวจากการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล และยังเป็นผลทำให้คนมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการระคายเคืองของดวงตา ปวดหัว ปวดตา และตามัวลงแบบถาวรได้ถ้าไม่รีบป้องกัน เนื่องจากเกิดภาวะกล้ามเนื้อตาล้ามากเกินไปอาจทำให้ตาอ่อนแรงและอักเสบได้ หรือแม้กระทั่งแสงสว่างที่จ้องมองนานๆ

โดยเฉพาะแสงสีฟ้าจากจอสมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถผ่านเข้าตาส่วนลึกคือบริเวณจอตา ทำให้เกิดผลเสียต่อจอตาได้เป็นอย่างมาก เพราะแสงสีฟ้าจะถูกดูดซึมโดยชั้น RPE (Retinal Pigment Epithelium) โดยมีปฏิกิริยาเกิดโมเลกุลพิษไปทำร้ายเซลล์รับภาพในจอตา (Photoreceptor Cell) ทำให้เซลล์รับภาพตายลงในที่สุด

การใช้ชีวิตอยู่กับอุปกรณ์ดิจิทัลมากเกินไป ไม่ใช่พฤติกรรมที่พึงประสงค์ เพราะอาจเป็นต้นเหตุของอาการต่อไปนี้

1.ภาวะตาล้า เกิดขึ้นเมื่อดวงตาอ่อนล้าจากการใช้งานหนัก เช่น คุยแชต ดูหนังเป็นเวลานานๆ การอ่านตัวหนังสือที่มีขนาดเล็กมากเกินไป โดยทั่วไปแล้วอาการเหล่านี้จะหายเองเมื่อได้พักสายตา แต่บางครั้งก็อาจเกิดภาวะรุนแรงกับดวงตาเพิ่มมากขึ้นก็เป็นได้

2.ตาเพ่งมองระยะใกล้ค้าง เกิดจากภาวะความผิดปกติของสายตาที่ไม่สามารถรับแสงหักเหจากวัตถุที่มาโฟกัสตรงจอตาได้อย่างพอดี ส่งผลให้มองเห็นวัตถุดังกล่าวไม่ชัด ต้องจ้องหรือเพ่งมองใกล้ๆ หรี่ตา ซึ่งอาจนำไปสู่การปวดกระบอกตารุนแรง เกิดภาวะสายตาสั้นเทียม หรือพบการเปลี่ยนแปลงสายตาที่สั้นเพิ่มเร็วขึ้นในเด็ก

3.ความสว่างหน้าจอ โดยเฉพาะการใช้สมาร์ทโฟนในที่มืดหรือแสงสว่างน้อยจะทำให้มีอาการปวดตาหรือปวดศีรษะ เนื่องจากรูม่านตาที่คอยปกป้องดวงตาจะทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ เป็นผลให้เกิดอาการตาพร่ามัวเป็นเงาดำ ปวดตา แสบตา รวมทั้งตาแดงได้ และไม่เฉพาะเจาะจงที่สมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ทีวีหรืออุปกรณ์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง ก็สามารถบั่นทอนศักยภาพในการเติบโตของสมองและเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางสายตา ปวดต้นคอ หลังและไหล่ หรือโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome) ได้เช่นกัน

“ทางออกง่ายๆ ในการดูแลสายตาและสุขภาพดวงตาของตนเอง หยุดพฤติกรรมเดิมๆ ลดแชต ละจอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที เพื่อให้สายตาได้พักเพิ่มมากขึ้น เปลี่ยนวิธีการคุยแชตผ่านสมาร์ทโฟนมาเป็นการนั่งคุยกัน นัดประชุมงานร่วมกัน หรือนั่งกินอาหารร่วมกัน และหากหลีกเลี่ยงจอไม่ได้ให้พยายามหาเวลาพักสายตาด้วยการมองออกไปไกล 20 เมตร นาน 20 วินาที ทุกๆ 20 นาที หลีกเลี่ยงการใช้สายตาในสถานที่ที่มีแสงสว่างไม่เหมาะสมหรือมีแสงสะท้อนมาก และหากอยู่กลางแสงจ้าติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ควรสวมแว่นกันแดดที่มีคุณภาพป้องกันรังสียูวี

สำหรับคนที่สวมแว่น ควรเลือกใช้เลนส์ที่เหมาะกับค่าสายตาของตัวเอง โดยหมั่นตรวจวัดสายตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้เลนส์สำหรับประกอบแว่นสายตา หรือคอนแทคเลนส์ ที่ตรงกับค่าสายตาของตัวเองมากที่สุด ควรพักสายตาจากการทำงานกับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือจากการอ่านหนังสือเป็นระยะๆ เพื่อเลี่ยงอาการผิดปกติทางสายตาต่างๆ ตลอดจนควรหมั่นสังเกตว่ามีอาการอื่นๆ เช่น มองไม่ชัดกะทันหัน ตามัว ปวดตา ตาแดง มีจุดดำลอยไปมา เป็นต้น เนื่องจากอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณอันตราย หากเกิดอาการดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์ทันที” นพ.นพวุฒิ ทิ้งท้าย

สูตรบริหารเงิน ในครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566990

  • วันที่ 09 ต.ค. 2561 เวลา 13:30 น.

สูตรบริหารเงิน ในครอบครัว

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : pixabay

หลังการแต่งงาน ชีวิตยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องจัดการ บางคนถึงบอกว่าการใช้ชีวิตที่แท้จริงนั้นเริ่มหลังชีวิตแต่งงานนี่ล่ะ เรื่องสำคัญหลักๆ ในชีวิตคู่ก็มีอยู่ 2 เรื่องที่ทำให้เกิดปัญหามากที่สุด ก็คือ เรื่องความประพฤตินอกใจ และเรื่องเงินใช้จ่ายในบ้าน ซึ่งวันนี้เราจะมาเปิดสูตรการบริการเงินในบ้านของว่าแบบไหนมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง

1.ธุรกิจส่วนตัวกับงานประจำ

หากคนหนึ่งทำงานธุรกิจส่วนตัว ซึ่งรวมถึงฟรีแลนซ์ และอีกคนทำงานประจำ ดูผิวเผินอาจจะไม่มีอะไรมากแต่หากมองลึกๆ ถึงรูปแบบการได้เงินของแต่ละฝ่ายแล้วแน่นอนว่าฟรีแลนซ์ย่อมมีความเสี่ยงสูง แต่ก็มีโอกาสได้เงินมากกว่างานประจำด้วยเช่นกัน สูตรที่น่าสนใจสำหรับชีวิตคู่ที่มีรูปแบบการทำงานแบบนี้

ไม่ควรมีเงินกองกลางสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ภายในบ้าน แต่ให้ภาระไปอยู่ที่คนทำงานประจำซึ่งมีรายได้ที่แน่นอนกว่า ในขณะที่คนทำฟรีแลนซ์เมื่อได้เงินมา ให้แบ่งครึ่งเป็นเงินเก็บสำหรับการสร้างครอบครัว และอีกครึ่งสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัว เพราะฟรีแลนซ์บางเดือนอาจจะไม่มีรายได้เข้าตามเป้าและให้ช่วยค่าน้ำค่าไฟก็อาจจะกระเบียดกระเสียรมากเกินไป

ในขณะที่คนทำงานประจำแม้จะมีรายได้แน่นอนทุกเดือน แต่ก็อาจจะไม่ได้มากพอจะเหลือเป็นเงินเก็บ ดังนั้นคนหนึ่งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้าน อีกคนรับผิดชอบเรื่องเงินเก็บในบ้านน่าจะเป็นการดีทั้งคู่

2.ธุรกิจส่วนตัวทั้งคู่

หากคุณทั้งคู่ทำธุรกิจส่วนตัวแน่นอนว่ารายได้ย่อมหามาได้มากทั้งคู่ ดังนั้นการบริหารเงินในครอบครัวที่เหมาะสมนั้นมีอยู่หลายทาง บ้างก็เลือกใช้วิธีแยกกระเป๋าและหารช่วยค่าใช้จ่ายในบ้านร่วมกัน เพราะถือว่าหาเงินมาได้มากทั้งคู่และสบายใจที่จะใช้เงินที่หามาได้รับผิดชอบตัวเอง หรือบางคู่ก็เลือกที่จะเก็บเงินและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายร่วมกัน

เป็นเรื่องที่ต้องตกลงกันให้ดีทั้งคู่ แต่ควรจะมีอีกเรื่องที่ต้องช่วยกัน ก็คือ ในยามที่ใครคนใดคนหนึ่งต้องลำบาก อย่าคิดว่าเป็นภาระของอีกฝ่ายที่ต้องเข้ามาช่วยดูแล เพราะไม่แน่ว่าวันหนึ่งข้างหน้าอาจเป็นคุณเองที่ล้มและต้องการให้อีกคนเข้ามาช่วยก็เป็นไปได้ ซึ่งข้อดีของการมีชีวิตคู่ที่ดีก็คือมีคนคอยช่วยเหลือดูแล เป็นเพื่อนคู่คิดคู่สร้างทั้งชีวิตนั่นเอง

3.ทำงานประจำทั้งคู่

สำหรับคู่รักที่ทำงานประจำทั้งคู่ วิธีคิดเรื่องการบริหารเงินในครอบครัวอาจจะใช้วิธีการเดียวกับคนที่ทำงานประจำทั้งคู่ก็ได้ แต่ว่างานประจำของทั้งคู่เมื่อรวมกันแล้วอาจจะมีรายได้ไม่มากนัก ดังนั้นการบริหารเงินแบบแยกกระเป๋าดูจะไม่เหมาะสมสักเท่าไรนัก

วิธีบริหารเงินที่เหมาะสมกับทั้งคู่ที่ช่วยทำให้เก็บเงินสร้างครอบครัวให้เร็วที่สุด ก็คือ การเก็บเงินกองกลางและหารค่าใช้จ่ายทุกอย่างร่วมกัน ซึ่งจะทำให้เก็บเงินซื้อบ้าน รถ และหาเงินสำหรับค่าใช้จ่ายของลูกซึ่งจะทำให้เห็นเงินก้อนใหญ่ได้ดีกว่า ได้เร็วกว่าคู่รักที่แยกกระเป๋าเก็บเงิน

หรือบางคู่ก็ใช้วิธีตัดแบ่งค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนว่าทั้งคู่ต้องส่งกองกลางเท่าไร อาจจะเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้เป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน อีก 30 เปอร์เซ็นต์ลงทุนร่วมกัน เช่น ค่าผ่อนบ้าน ประกันชีวิต ที่เหลืออีก 60 เปอร์เซ็นต์ คือ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ซึ่งทำให้ทั้งคู่ยังพอมีเงินสำหรับใช้จ่ายส่วนตัว

4.พ่อบ้านหรือแม่บ้านกับทำงานประจำหรือฟรีแลนซ์

สังคมโลกสมัยก่อนผู้ชายมักจะทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว ผู้หญิงเป็นฝ่ายอยู่บ้านดูแลลูกๆ และจัดการเรื่องต่างๆ ภายในบ้าน แต่ยุคสมัยนี้เปลี่ยนไป คนที่จะทำหน้าที่อยู่บ้านดูแลลูกๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิงอีกต่อไป หากผู้หญิงมีรายได้มากกว่าผู้ชายและต้องการคนมาดูแลลูกเล็ก อาจจะต้องเป็นผู้ชายมารับหน้าที่ดูแลลูกและหารายได้เสริมจากที่บ้านก็เป็นไปได้ในยุคสมัยนี้

หากมีรายได้เข้าครอบครัวทางเดียวย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่ภาระด้านการเงินจะตกอยู่กับฝ่ายคนทำงาน แต่ให้คิดในอีกด้านคนที่ทำหน้าที่ดูแลลูก ดูแลงานบ้านก็ทำหน้าที่ที่มีความรับผิดชอบในระดับที่หาเงินได้มากแค่ไหนก็ซื้อบริการด้วยใจแบบนี้ไม่ได้

ดังนั้น เรื่องการเก็บเงินหากรายได้ไม่มากพอก็แทบจะเป็นไปได้ไม่ได้เลย วิธีการบริหารเงินอย่างเดียวที่ทำได้ในเคสนี้ คือ ต้องยืดเวลาเริ่มต้นการเก็บเงินออกไปจนกว่าลูกจะโตพอดูแลตัวเองได้แล้วค่อยหางานทำ หรือคนอยู่บ้านต้องหารายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ พอเป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ก็เป็นวิธีที่ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ฟิตเนส 24 ชั่วโมง เทรนด์ฮิตจากต่างแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566985

  • วันที่ 09 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ฟิตเนส 24 ชั่วโมง เทรนด์ฮิตจากต่างแดน

เรื่อง ภาดนุ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ฟิตเนส 24 ชั่วโมง เทรนด์ฮิตจากต่างแดนการเข้าฟิตเนสช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับเราได้ ล่าสุดเทรนด์ฟิตเนสที่เปิด 24 ชั่วโมง กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนเมืองเป็นอันมาก เพราะสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนทุกวัยที่ต้องการความสะดวกในเรื่องเวลาที่จะเข้ามาออกกำลังกาย ทำให้มีฟิตเนส 24 ชั่วโมงแบรนด์ดังจากต่างแดน พากันมาเปิดให้บริการในกรุงเทพฯ มากมาย ลองไปดูหน่อยซิว่า มีที่ไหนน่าสนใจบ้าง

เดน แคนท์เวล ผู้จัดการประจำประเทศไทย ของ Jetts 24 Hour Fitness เผยว่า เจ็ตส์ฯ คือ แบรนด์ฟิตเนสที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในออสเตรเลีย ปัจจุบันมีสาขากว่า 270 แห่งทั่วโลก ทั้งในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และไทย ซึ่งถือว่าเป็นประเทศแรกในเอเชียที่เจ็ตส์ฯ ได้มาเปิดสาขาขึ้น

“การที่เรามาเปิดฟิตเนส 24 ชั่วโมง ในกรุงเทพฯ เพราะเล็งเห็นถึงการเติบโตของธุรกิจที่สามารถไปได้อีกไกล ทั้งยังอยากส่งเสริมให้คนไทยหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น โดยไม่มีข้ออ้างในเรื่องเวลา ไม่ว่าคุณจะทำงานปกติในช่วงกลางวันหรือทำงานเป็นกะในช่วงกลางคืน ก็สามารถแวะมาออกกำลังกายได้ทุกเวลา ด้วยแนวคิดของฟิตเนสที่เน้นความสะดวกสบาย คำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เสียค่าสมาชิกแค่ 1,500 บาท/เดือน โดยไม่มีเงื่อนไขผูกมัด มีสาขาอยู่ในทำเลที่เดินทางมาง่ายด้วยรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดิน แถมยังใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงานอีกด้วย

พูดได้ว่าตอนนี้ฟิตเนส 24 ชั่วโมง กำลังได้รับความนิยมในออสเตรเลีย จากเมื่อ 15 ปีก่อนที่ฟิตเนสในออสเตรเลียส่วนใหญ่จะเปิดแค่ช่วงเช้า-ค่ำ แต่ปัจจุบันนี้มีฟิตเนส 24 ชั่วโมง ในออสเตรเลียเปิดขึ้นกว่า 10 แบรนด์ ฉะนั้นเมื่อเราทำวิจัยแล้วว่า เจ็ตส์ฯ น่าจะเหมาะกับคนไทย โดยเฉพาะวิถีชีวิตของคนในกรุงเทพฯ เราจึงตัดสินใจมาเปิดสาขาขึ้นในเมืองไทย และในอนาคตก็มีแพลนจะเปิดที่มาเลเซียด้วย”

เดน บอกว่า กลุ่มลูกค้าหลักของเจ็ตส์ฯ มีความหลากหลาย ทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน หรือครอบครัว ก็สามารถเข้ามาใช้บริการได้หมดเลย นั่นก็เพราะค่าบริการรายเดือนที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้นั่นเอง

“สำหรับคลาสเด่นๆ ของเราจะมีทั้ง บอดี้เวต บอดี้คอมแบต โยคะ พิลาติส รวมทั้งคลาสเต้นรำอย่าง ซุมบ้า และชาแบม เป็นต้น เรียกว่ามีคลาสที่สามารถตอบโจทย์คนทุกเพศทุกวัยได้ครบ หรือคนที่เล่นเวตเทรนนิ่งก็จะมีเทรนเนอร์ที่มีความรู้คอยดูแลแนะนำให้ นอกจากนี้เรายังมีเครื่องออกกำลังกายคุณภาพสูงครบครัน และเป็นฟิตเนสแห่งแรกในเมืองไทยที่ใช้เครื่องออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอพร้อมหน้าจอสัมผัสที่ล้ำสมัยที่สุด ซึ่งสามารถรองรับเทคโนโลยี Apple GymKit ให้สมาชิกติดตามตรวจสอบการออกกำลังกายของตัวเองผ่าน Apple Watch ได้อีกด้วย

พูดง่ายๆ ว่าเราสามารถตอบโจทย์คนทุกกลุ่มได้อย่างครบถ้วน และในอนาคตเรามีแพลนที่จะขยายไปตามโลเกชั่นในหัวเมืองใหญ่ๆ อย่าง พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ และโคราช ถ้าพูดถึงคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน เราคิดว่าตอนนี้ยังมีไม่ค่อยเยอะมากนัก ซึ่งจุดแข็งของเรา ก็คือ มีสาขากระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ โดยแต่ละที่จะอยู่ตามเส้นรถไฟฟ้าหรือรถใต้ดิน จึงมีความสะดวกสบายในการเดินทางด้วยครับ”

Jetts 24 Hour Fitness อยู่ที่ตึก FYI และอีกกว่า 10 สาขาทั่วกรุงเทพฯ Fanpage FB : JettsThailand และ IG : jettsfitnessthailand

ขณะที่ Fitness 24 Seven ซึ่งเป็นฟิตเนส 24 ชั่วโมง อีกหนึ่งแบรนด์จากสวีเดน ก็มีจุดเริ่มต้นมาจาก คริสเตียน อาส์ค เจ้าของแบรนด์ซึ่งชอบออกกำลังกายเป็นทุนเดิม เขาจึงปิ๊งไอเดียมาสู่การทำธุรกิจฟิตเนส 24 ชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันมีหลายสาขาในสวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ โปแลนด์ โคลอมเบีย และล่าสุดในไทย

นาตาเลีย ฟอลบริชต์ Country Manager Thailand เผยว่า การที่แบรนด์เลือกมาเปิดที่เมืองไทยเป็นประเทศแรกในเอเชีย เนื่องจากได้วิจัยแล้วว่า ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองใหญ่ในเอเชียโดยเฉพาะกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่อยากจะเล่นฟิตเนสในช่วงเวลาที่ตัวเองสะดวก ดังนั้น ฟิตเนส 24 ชั่วโมง จึงช่วยตอบโจทย์คนเมืองได้ดี

“ปรัชญาหลักของเรา คือ เราอยากให้ผู้ที่มาเล่นฟิตเนส สามารถกำหนดได้ด้วยตัวเองว่าจะเล่นเวลาไหนหรือเมื่อไหร่ก็ได้ จุดเด่นที่ทำให้เราแตกต่างจากที่อื่นๆ นอกจากเปิดตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่หยุดแล้ว ในทุกๆ วันจะมีพนักงานที่เรียกว่า เอชอาร์ มาคอยต้อนรับและช่วยเหลือแนะนำด้วย ส่วนอีกตำแหน่งก็คือ พีที (เพอร์ซันนอล เทรนเนอร์) ซึ่งสามารถที่จะแนะนำวิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้องให้กับสมาชิกได้ แล้วยังมียามรักษาความปลอดภัยคอยดูแลฟิตเนสกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินอีกด้วย

จุดเด่นอีกอย่างของเรา ก็คือ การเป็นสมาชิกนั้นสามารถยืดหยุ่นได้ ที่สำคัญคีย์การ์ดของเราใบเดียวยังสามารถใช้ได้กับสาขาอื่นๆ ทั่วโลกอีกด้วย แถมราคายังถือว่าถูกที่สุดในขณะนี้ นั่นคือ 1,299 บาท/เดือน (แต่หากจะยกเลิกการเป็นสมาชิกต้องแจ้งล่วงหน้า 2 เดือน) ซึ่งรวมค่าบริการทั้งหมดแล้ว ยกเว้นการจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัวเท่านั้นที่จะต้องจ่ายเพิ่ม

กลุ่มลูกค้าของเรามีตั้งแต่วัย 18 ปีขึ้นไป และสิ่งที่เราโดดเด่นจากที่อื่นอีกอย่าง ก็คือ การมียิมในยิม นั่นก็คือ Woman Gym ซึ่งเป็นโซนพิเศษสำหรับผู้หญิงมุสลิมที่ไม่สามารถออกกำลังกายต่อหน้าผู้ชายได้ หรือสำหรับผู้หญิงทั่วไปที่รู้สึกอึดอัดใจที่จะออกกำลังกายต่อหน้าผู้ชายก็เข้ามาใช้โซนนี้ได้เช่นกัน และเร็วๆ นี้ก็กำลังจะเปิดสาขาใหม่ขึ้นใกล้ๆ กับรถไฟใต้ดินพระราม 9 ด้วย”

นาตาเลีย เสริมว่า ฟิตเนสส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ เท่าที่ได้วิจัย มักจะมีแต่ฟิตเนสที่ราคาแพง คนทั่วไปเข้าถึงได้ยาก ฉะนั้นแบรนด์จึงสร้างความแตกต่างโดยเปิดฟิตเนสในราคาที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ที่สำคัญอุปกรณ์ทุกอย่างยังมีมาตรฐานที่สูงและทันสมัย เช่น มีสายคาดหน้าอกเพื่อวัดอัตราการเต้นของหัวใจในขณะที่คุณเข้าคลาสปั่นจักรยาน เป็นต้น

“นอกจากนี้ ยังมีคลาสออกกำลังกายอีกถึง 300 คลาส/เดือน เช่น โยคะ ไซคลิ่ง ซุมบ้า มวยไทย บอดี้ปั๊ม บอดี้คอมแบต บู๊ตแคมป์ ฯลฯ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อย่างเช่น ตู้ชาร์จแบตมือถือทุกรุ่น และมีสัญญาณไว-ไฟให้ใช้ฟรีอีกด้วย”

Fitness 24 Seven อยู่ที่โครงการ ซัมเมอร์ ฮิลล์ (บีทีเอส พระโขนง) Fanpage FB : fitness24seven thailand และ IG : fitness24seven_thailand

ด้าน รณกร สนิทประภัสสร นักแสดงอิสระไวรัลโฆษณา ที่ผู้ชมน่าจะรู้จักกันดี เช่น โฆษณาของการบินไทย “ชุดปลากะพงบนฟ้า” และยางรถยนต์ “นิตโตะ” เป็นอีกผู้หนึ่งที่ใช้บริการฟิตเนส 24 ชั่วโมง เพราะช่วยตอบโจทย์การใช้ชีวิตของเขาได้อย่างลงตัว

“ผมสมัครเป็นสมาชิกฟิตเนส 24 ชั่วโมงมาได้ 5 เดือนแล้วครับ ตามความเห็นของผมแล้วมันช่วยตอบโจทย์ในเรื่องเวลาให้ผมได้ดีมากๆ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าอาชีพนักแสดงมักทำงานไม่ค่อยเป็นเวลา บางครั้งถ่ายโฆษณากันดึกดื่นจนถึงเช้าก็มี ต้องบอกว่าที่จริงแล้วบ้านผมอยู่ จ.นนทบุรี แต่เวลาไปทำงานที่ออฟฟิศซึ่งอยู่ที่ทาวน์อินทาวน์ บางครั้งต้องถ่ายงานกันตอนดึก บางครั้งต้องนอนค้างที่ออฟฟิศเพื่อรอเดินทางไปถ่ายโฆษณาที่ต่างจังหวัด ผมก็จะอาศัยช่วงเวลาก่อนเริ่มทำงานหรือช่วงที่ตัวเองยังว่างไปเข้าฟิตเนสที่เปิด 24 ชั่วโมงนี้ ซึ่งเราจะไปเล่นตอนไหนก็ได้

อย่างผมเองในหนึ่งสัปดาห์จะเข้าฟิตเนส 3 วัน แล้วหยุดพัก 1 วัน โดยแต่ละวันที่ไป ผมจะออกกำลังกายโดยเล่นทั้งเวตและเล่นอุปกรณ์คาร์ดิโอควบคู่กันไปเสมอ เพราะจุดประสงค์ของผมคือเล่นเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ได้ต้องการกล้ามที่บึ้กสักเท่าไร แต่ถึงยังไงก็ต้องไม่ลืมการคาร์ดิโอเพื่อบริหารอัตราการเต้นของหัวใจไปด้วย”

รณกร ทิ้งท้ายว่า ข้อดีของฟิตเนส 24 ชั่วโมง ก็คือ เรื่องของเวลาที่ไม่มีใครมาฟิกซ์เรา แถมยังไม่ต้องแย่งเครื่องออกกำลังกายหรือรอคิวเล่นอีกด้วย เพราะสามารถเลือกเวลาที่ไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่ที่มักจะมากันเยอะในช่วงเย็นหลังเลิกงาน ฉะนั้นเขาจึงเลือกมาในช่วงสายๆ คนเข้าทำงานแล้ว หรือในช่วงกลางคืนที่คนส่วนใหญ่กลับบ้านกันเกือบหมดแล้วมากกว่า

“ข้อดีอีกประการ ก็คือ ฟิตเนสที่ผมเป็นสมาชิกนี้มีสาขากระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ เลย ได้ยินว่าเร็วๆ นี้จะมีสาขาที่ถนนราชพฤกษ์ ซึ่งอยู่ใกล้บ้านผมที่นนทบุรีด้วย ผมจึงคิดว่ากระแสฟิตเนส 24 ชั่วโมงนี้ สามารถตอบโจทย์ของคนเมืองหลวงอย่างผมได้ดี แล้วยังตอบโจทย์เพื่อนๆ ผมที่เป็นนักดนตรีซึ่งทำงานในช่วงดึกๆ ได้ด้วย เพราะก่อนเล่นดนตรีเขาก็สามารถแวะมาเล่นฟิตเนสก่อนได้ เรียกว่าทั้งใช้เวลาให้เกิดประโยชน์และทำให้ร่างกายแข็งแรงไปพร้อมกันเลยล่ะ”

สำหรับ เสฏฐวุฒิ นนทา Personal Trainer ซึ่งจบด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน พูดถึงการออกกำลังกายของผู้ที่เข้าฟิตเนส 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนไว้อย่างน่าสนใจ

“ปกตินาฬิกาชีวิตของคนแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน และจะมีความสำคัญมากต่อการใช้ชีวิตของคนคนนั้น ยกตัวอย่างคนทำงานออฟฟิศ หรือตื่นเช้ามาทำงาน เย็นกลับบ้าน (ออกกำลังกาย) กลางคืนพักผ่อน นาฬิกาชีวิตของพวกเขาก็จะเป็นเหมือนคนปกติทั่วไป โดยช่วงกลางคืนระหว่าง 22.00-24.00 น. คนกลุ่มนี้ก็จะหลั่งโกรทฮอร์โมนหรือฮอร์โมนที่ช่วยชะลอความแก่และทำให้กระปรี้กระเปร่าในขณะหลับตามปกติ

แต่ถ้าเป็นคนอีกกลุ่มที่ทำงานในช่วงกลางคืนหรือทำงานเป็นกะ ซึ่งอาจจะเข้างานบ่าย 3 เลิกงานสี่ทุ่ม นาฬิกาชีวิตของคนกลุ่มนี้ก็จะไม่เหมือนกับคนทำงานออฟฟิศทั่วไป อย่างการมาเข้าฟิตเนสตอนดึกๆ ถามว่ามีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนบางอย่าง เช่น โกรทฮอร์โมนหรือไม่ ก็ตอบได้ว่าอาจมีผลบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับร้ายแรงนัก เพราะอย่างที่บอกว่าข้อแตกต่างในเรื่องนาฬิกาชีวิตของคนแต่ละกลุ่มนั้นจะแตกต่างกัน ถ้าพวกเขาชินกับการใช้ชีวิตแบบนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร”

เสฏฐวุฒิ เสริมว่า กลุ่มคนทำงานกลางคืนที่นาฬิกาชีวิตของพวกเขาอยู่ตัวแล้ว ถึงจะออกกำลังกายตอนกลางคืน ก็จะไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในวันต่อไปของพวกเขา เพราะแม้จะนอนดึก แต่พวกเขาก็อาจจะตื่นเที่ยงหรือตื่นบ่าย อีกอย่างการออกกำลังกายก็มีแต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงเท่าๆ กับคนที่เข้าฟิตเนสตอนกลางวันนั่นแหละ และโกรทฮอร์โมนก็ยังคงหลั่งอยู่ดี แม้จะไม่ 100% เต็มก็ตาม

“ตามความเห็นของผมแล้ว การออกกำลังกายที่เหมาะสมตามช่วงนาฬิกาชีวิตของแต่ละคนนั้น จะเกิดผลดีมากกว่าผลเสียแน่นอน ซึ่งประโยชน์หลักๆ เลย ก็คือ ช่วยลดความเครียดจากการทำงาน จากปัญหารถติด และอื่นๆ ในแต่ละวันลงได้ ทำให้การนอนหลับของเราดีขึ้น ซึ่งก็มีผลไปถึงคุณภาพชีวิตและความสุขในการใช้ชีวิตของเราด้วย

ดังนั้น จงลุกขึ้นมาออกกำลังกายกันเถอะครับ อย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์ โดยในแต่ละครั้งควรออกกำลังกายทั้งเวตเทรนนิ่งให้กล้ามเนื้อกระชับแข็งแรง และการคาร์ดิโอ เช่น วิ่งบนลู่วิ่ง ปั่นจักรยาน และเข้าคลาสต่างๆ เพื่อให้หัวใจได้ทำงานควบคู่กันไปด้วย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกาย รวมทั้งวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเพศและวัยของแต่ละคนเป็นหลักด้วย”

หุ่นยนต์ไทย อยู่จุดไหนในชีวิตเรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566877

  • วันที่ 08 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

หุ่นยนต์ไทย อยู่จุดไหนในชีวิตเรา

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี

หากเราย้อนเวลากลับไปเมื่อ 15 ปีก่อน การแข่งขันหุ่นยนต์เตะฟุตบอล หุ่นยนต์กู้ภัย และหุ่นยนต์ด้านอื่นๆ ได้รับความสนใจจากนักศึกษาและประชาชนคนไทยเป็นอย่างมากในช่วงเวลานั้น

แต่แล้ววันหนึ่งภาพหุ่นยนต์เหล่านี้ก็เลือนหายไป ไม่ว่าจะเป็นเพราะกระแสสังคมที่หันเหให้ความสนใจด้านอื่น หรือเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ข่าวสารการพัฒนาหุ่นยนต์ของคนไทยนั้นชะงักไป แต่แท้จริงแล้วองค์ความรู้ในการพัฒนาหุ่นยนต์เหล่านี้ได้เข้ามาสู่วิถีชีวิตของพวกเราแล้วต่างหาก

จากหุ่นยนต์เตะบอล สู่หุ่นยนต์ดูดฝุ่นในบ้าน

ภายในงานแถลงข่าวการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันวิชาการหุ่นยนต์นานาชาติ รายการ RoboCup 2021 Bangkok, Thailand ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือน มิ.ย. 2564 ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตนายกสมาคมวิชาการหุ่นยนต์ไทย เล่าถึงการพัฒนาหุ่นยนต์ของประเทศไทยในเวลานี้ว่า

“ต้องบอกว่าตอนนี้เรากำลังพยายามพัฒนาประสิทธิภาพของหุ่นยนต์ และสร้างองค์ความรู้ด้านหุ่นยนต์ของเราเองขึ้น และเตรียมพร้อมกับการแข่งขันทางธุรกิจสตาร์ทอัพ ตามนโยบายของรัฐบาลที่เห็นความสำคัญในการพัฒนาหุ่นยนต์ของประเทศไทยเพื่อแข่งขันในระดับโลก

หากมองย้อนกลับไปในช่วงประมาณ 15 ปีที่แล้ว ก็ถือว่าเป็นช่วงยุคเริ่มต้นที่วงการหุ่นยนต์ซึ่งจะบูมมากตอนนั้น เริ่มมีการจัดการแข่งขันซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีจนถึงทุกวันนี้ การแข่งขันโรโบคัพ หรือหุ่นยนต์เตะฟุตบอล ตอนนั้นอาจจะมีคนพัฒนาเพียงไม่กี่กลุ่ม แล้วก็ยังขาดนักวิชาการที่มีองค์ความรู้ทางด้านหุ่นยนต์ มีงานวิจัยทางด้านหุ่นยนต์ในประเทศไทยอยู่ค่อนข้างน้อย ต้องเดินทางไปศึกษาที่ต่างประเทศ”

แต่หากมองปัจจุบันในทุกวันนี้ ก็เรียกได้ว่าค่อนข้างจะแพร่หลาย ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ชี้ว่า มีนักวิชาการกระจายตัวอยู่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ มากขึ้น มีการส่งนักวิชาการไปศึกษาวิทยาการด้านหุ่นยนต์ในต่างประเทศ และนำกลับเข้ามาพัฒนาในประเทศไทย

รวมทั้งมีหลายๆ สถาบันที่มีความสามารถในการพัฒนาหุ่นยนต์ด้านต่างๆ อย่างเช่นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ก็จะมีความสามารถทางด้านการทำหุ่นยนต์กู้ภัย หรือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก็มีความสามารถทางด้านการเขียนโปรแกรมของหุ่นยนต์ ถ้าเป็นทางมหาวิทยาลัยมหิดล ก็มีการพัฒนาหุ่นยนต์ที่ใช้ทางด้านการแพทย์ แต่ละสถาบันก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป

“ถามว่างานการพัฒนาหุ่นยนต์ในประเทศไทยที่พัฒนากันมา 10 กว่าปีนั้น เมื่อไหร่จะได้ใช้ ที่จริงเราต้องบอกว่า การพัฒนาหุ่นยนต์นั้นมันอาจจะยังไปไม่ถึงปลายทางตามโจทย์ที่เราเห็นมากนัก อย่างเช่นหุ่นยนต์เตะฟุตบอล ตอนนี้ก็ยังไม่ได้เตะฟุตบอลได้อย่างคล่องแคล่วตามที่คาดหวัง แต่เทคโนโลยีที่ใช้ในหุ่นยนต์เตะฟุตบอลบางอย่างได้ถูกพัฒนาไปใช้งานได้จริงในด้านอื่น

ที่เห็นได้ชัด ก็คือ หุ่นยนต์ที่ใช้ในการจัดการด้านโลจิสติกส์ ที่ใช้ในบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก เช่น บริษัท แอมะซอน หรือบริษัท อาลีบาบา ที่ใช้หุ่นยนต์ขนาดเล็กในการจัดการขนถ่ายสินค้าภายในโรงงาน นั่นก็คือเทคโนโลยีบางส่วนที่ถูกถ่ายทอดและพัฒนาต่อยอดมาจากหุ่นยนต์เตะฟุตบอล

ในสมัยก่อนที่เราเห็นหุ่นยนต์เตะฟุตบอลวิ่งไปตามตำแหน่งต่างๆ ในสนามและทำหน้าที่ตามที่ได้โปรแกรมเอาไว้ และเทคโนโลยีในรูปแบบเดียวกันก็ถูกนำมาใช้ในหุ่นยนต์ดูดฝุ่นหรือหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่มีวางขายใช้งานอยู่ตามบ้านในปัจจุบัน ก็เป็นอีกหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนามาจากหุ่นยนต์เตะฟุตบอล เพียงแต่ว่ารูปแบบการใช้งานอาจจะไม่ใช่ในรูปแบบของการเตะฟุตบอลหรือการเคลื่อนที่วิ่งไปในสนามอีกต่อไป แค่เอาเทคโนโลยีในรูปแบบเดียวกันนั้นมาพัฒนาใช้งานด้านอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน”

ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ บอกว่า หากมองย้อนกลับไปในเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยี ก็จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีที่เคยใช้ในการทหาร หรือเทคโนโลยีด้านอวกาศบางอย่าง ถูกนำมาแก้ไขให้ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันของเราได้

“การพัฒนาหุ่นยนต์ของคนไทยก็เช่นเดียวกัน องค์ความรู้ไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันของพวกเราแล้ว และตอนนี้ก็มีบริษัทของคนไทยหลายเจ้าที่กำลังพัฒนาสินค้าที่ต่อยอดจากองค์ความรู้ด้านหุ่นยนต์เตะฟุตบอลที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศออกมาเป็นสินค้าเพื่อวางจำหน่ายในอนาคต”

หุ่นยนต์กู้ภัย รอผ่านมาตรฐานรับรอง

ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ยกอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จในการพัฒนาหุ่นยนต์ไทย ก็คือหุ่นยนต์กู้ภัย ผลงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือล่าสุดไปคว้าแชมป์ จากการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยโลก “World Robocup Rescue 2018” เมื่อกลางปีที่ผ่าน โดยเอาชนะประเทศมหาอำนาจด้านหุ่นยนต์ อย่าง ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา คว้าแชมป์สมัยที่ 9 ไปครองว่า

“การออกแบบหุ่นยนต์กู้ภัยของเด็กไทยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นการออกแบบที่เรียกได้ว่าค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบมากทางด้านฮาร์ดแวร์คว้ารางวัลต่างๆ มากมาย สามารถทำงานได้ตามโจทย์ต่างๆ ที่ผู้จัดงานแข่งขันต้องการ

เรียกได้ว่า การออกแบบทั้งด้านฮาร์ดแวร์การใช้งานของเรานั้น สามารถใช้งานได้จริงและใช้งานได้ดี เคยเอาไปใช้ปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในการกู้ภัยเก็บข้อมูลและพัฒนามาโดยตลอด ซึ่งผลงานเด็กไทยได้ออกแบบไว้นั้นสามารถทำได้ดีในทุกสถานการณ์”

เพียงแต่ยุคปัจจุบัน ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ขยายภาพอนาคตให้เห็นว่า ยังต้องพัฒนาเพิ่มเติมด้านปัญญาประดิษฐ์ให้หุ่นยนต์สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองอย่างถูกต้อง

“ความเห็นส่วนตัว ผมมองหุ่นยนต์ตัวนี้สามารถใช้งานภาคสนามได้จริงแล้ว แต่การที่จะทำออกมาจำหน่ายในเชิงพาณิชย์นั้น จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา ตั้งแต่ในยุคพัฒนาเริ่มแรกจนถึงทุกวันนี้ เรามีอุปสรรคติดขัดทางด้านข้อกฎหมายในเรื่องของการออกมาตรฐานรับรอง ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ยังไม่มีการถูกกำหนดขึ้นมาก่อนเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาหุ่นยนต์ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม หรือมาตรฐานทางด้านความปลอดภัยในเรื่องการใช้งาน

สินค้าต่างๆ ที่จะวางขายในท้องตลาดจะต้องผ่านมาตรฐานต่างๆ เหล่านี้ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจและอุ่นใจได้ว่า สินค้าที่พวกเขาซื้อไปนั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพคุ้มค่าคุ้มราคาปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีการตั้งมาตรฐานการพัฒนาหุ่นยนต์เหล่านี้ ตัวผมเองก็ต้องผันตัวไปเป็นคณะกรรมการเสนอข้อมูลกับรัฐบาล ในการจัดตั้งหน่วยงานที่สามารถรับรองมาตรฐานของหุ่นยนต์”

ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ บอกต่อว่า ต้องมองในมุมของผู้ใช้งานจริง สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นต้องมีการกำหนดอายุการใช้งานขั้นต่ำเช่น เครื่องรับโทรทัศน์ต้องใช้งานได้ไม่ต่ำกว่า5 ปี เมื่อเสียก็ต้องมีอะไหล่ที่ช่างสามารถหาซื้อมาซ่อมได้หุ่นยนต์กู้ภัยก็เช่นเดียวกัน ต้องมีการทดสอบการใช้งานภาคสนาม มีการวางระบบการบำรุงรักษา ก่อนที่จะขอวางจำหน่ายสินค้า

ไม่เหมือนกับตอนทดสอบกับเจ้าหน้าที่ หากมีปัญหาแล้ววิศวกรอยู่ด้วยก็สามารถแก้ไขได้ทันที แต่ถ้าออกจำหน่ายก็ต้องมีระบบดูแลสินค้าหลังการขายควบคู่ไปด้วย เป็นสิ่งที่นักวิจัยนั้นไม่ถนัดที่จะเข้ามาเรียนรู้เรื่องการขอใบรับรอง หรือเรียนรู้ด้านการตลาดเหล่านี้”

หุ่นยนต์การแพทย์ เทคโนโลยีใหม่ประจำโรงพยาบาล

พีรพรรณ อังคสุโข ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็น.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล อีเว้นท์พูดถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ของคนไทย ในฐานะผู้จัดงานอีเวนต์ด้านหุ่นยนต์ครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในปี 2564 ว่า

“เมื่อประมาณ 10 กว่าปี หลายคนคงได้มีโอกาสชมการถ่ายทอดสดหุ่นยนต์เตะฟุตบอล เวลานั้นก็จะดูเป็นเหมือนของเด็กเล่นแล้วก็เงียบหายไป แต่ว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นช่วงเอส เคิร์ฟ(S Curve) เพราะว่าเป็นช่วงการพัฒนาเติบโตแบบก้าวกระโดด

มีสาเหตุมาจากในภาคอุตสาหกรรมแรงงานเริ่มหายากมากขึ้น อัตราการเกิดของมนุษย์น้อยลง จึงต้องเร่งแข่งขันพัฒนาด้านหุ่นยนต์ทดแทนแรงงาน ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะภาคอุตสาหกรรมหนัก แต่มีความสำคัญแทบจะในทุกธุรกิจ”

เปรียบเสมือนกับสมัยก่อนที่ พีรพรรณ แจกแจงออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า การใช้โทรศัพท์บ้านกว่าจะค่อยๆ พัฒนามาเป็นโทรศัพท์มือถือก็ต้องใช้เวลานาน แต่จากโทรศัพท์มือถือมาเป็นสมาร์ทโฟนกลับใช้เวลาสั้นๆ ไม่กี่ปี ตรงนี้ก็คือ เอส เคิร์ฟ อย่างหนึ่ง

“เราเริ่มเห็นการใช้หุ่นยนต์เสิร์ฟอาหาร หุ่นยนต์ที่เข้ามาทำงานด้านการบริการแบบง่ายๆ ถ้าติดตามข่าวก็จะเห็นได้ว่า ต่อไปตามโรงพยาบาลอาจจะไม่มีเภสัชกรประจำห้องจ่ายยา เพราะว่าจะใช้หุ่นยนต์เข้ามาทำหน้าที่จ่ายยาแทน เช่น ระบบหุ่นยนต์จ่ายยาฝีมือคนไทยที่กำลังทดลองใช้ในโรงพยาบาลมหิดล

แค่คุณหมอสั่งจ่ายยาคนไข้และส่งข้อมูลเข้าระบบ หุ่นยนต์เหล่านี้ก็จะนำยาจากชั้นวางยาและรวบรวมมาให้กับคนไข้อย่างรวดเร็ว เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ต่อยอดจากการแข่งขันพัฒนาหุ่นยนต์ มาสู่ระบบหุ่นยนต์ใช้งานตามองค์กรต่างๆ แทนการทำงานของมนุษย์”

ด้าน ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าวทิ้งท้ายถึงหุ่นยนต์ด้านการแพทย์ต่อว่า

“ในเรื่องของหุ่นยนต์ด้านการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดลเห็นความสำคัญในเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมาผู้สร้างเครื่องมือแพทย์ หรือหุ่นยนต์ด้านการแพทย์ ไม่ได้เป็นแพทย์ที่มีความรู้ทางกายวิภาคที่ดีพอ หุ่นยนต์ก็จะใช้งานได้ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่เมื่อมหาวิทยาลัยแพทย์พัฒนาขึ้นมาเอง เราก็จะได้หุ่นยนต์แพทย์ที่ใช้ในการผ่าตัด โดยพัฒนาร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศอย่างใกล้ชิด ทำให้ได้หุ่นยนต์ที่ใช้งานได้จริงและเป็นที่ยอมรับในอนาคต

ผมบอกได้ว่า ทุกผลงานไม่ได้ถูกทิ้งขว้าง ยังมีการพัฒนาต่อยอด แล้วไปสร้างผลงานเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ แม้กระทั่งประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำทางด้านการพัฒนาหุ่นยนต์ ก็ยังยอมรับในเรื่องความสามารถการพัฒนาหุ่นยนต์ของคนไทย จนถึงขั้นติดต่อขอแลกเปลี่ยนดูงาน แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ผลงานการพัฒนาบางอย่างได้ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเราแล้ว”

บริหารการทำงาน ฉบับชาวฟรีแลนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566880

  • วันที่ 08 ต.ค. 2561 เวลา 13:30 น.

บริหารการทำงาน ฉบับชาวฟรีแลนซ์

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

การทำงานหนักเป็นสิ่งที่ดีแต่การทำแบบไม่มีการบริหารที่ดีนั้นอาจทำให้คุณเหนื่อยเกินความจำเป็น วันนี้เรามีวิธีการทำงานหนักแต่ไม่เหนื่อยและใช้เวลาอย่างคุ้มค่ามากที่สุดมาฝากกัน

1.ชั่วโมงแรกของวันสำคัญที่สุด

ในแต่ละวันของการทำงานชั่วโมงแรกสำคัญที่สุด เพราะเป็นชั่วโมงที่คุณจะได้ทบทวนสิ่งที่ต้องทำตลอดทั้งวันนี้ว่าคุณจะต้องทำอะไรบ้าง หากมีการติดต่อนัดหมายก็ควรใช้เวลา 1 ชม.นี้ให้เป็นประโยชน์เพื่อทำให้การทำงานของคุณตลอดทั้งวันนั้นราบรื่น ซึ่งส่วนใหญ่เวลาในการทำงานชั่วโมงแรกจะหมดไปกับการเปิดอีเมล อ่านข้อความในแอพพลิเคชั่นไลน์ และอาจจะมีบ้างที่อยากเปิดเฟซบุ๊กดูความเคลื่อนไหวของเพื่อนๆ ซึ่งคุณสามารถทำได้หากเคลียร์สิ่งที่ต้องทำทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

2.สร้างช่วงพักเบรกให้กับตัวเอง

สร้างเวลาช่วงพักเบรกให้กับตัวเองอย่างน้อย 10-15 นาที ทุก 2 ชั่วโมง เพราะไม่มีใครสามารถทำงานต่อเนื่องได้ติดต่อกันนานเกินกว่า 2 ชั่วโมง ดังนั้นคุณจึงต้องมีช่วงเวลาพักสมองเพื่อให้กลับไปทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม แต่การพักเบรกที่ดีก็ต้องมีเหมือนกัน

สถานที่ที่เราจะไปนั่งพักควรมีต้นไม้ให้พักสายตา การใช้เวลาพักบางคนอาจใช้เกมหรือเล่นโซเชียลมีเดีย ซึ่งควรระวังเรื่องการใช้เวลาพักและการเสพข่าวสาร หากพบข่าวสารหรือเล่นเกมที่มีความเครียดมากเกินไป ไม่ได้เป็นการพักที่แท้จริง คุณอาจจะใช้เวลาไปกับการดื่มกาแฟ ดื่มน้ำเปล่า และเปิดอ่านในสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีมากกว่า

3.ทำให้เป็นกิจวัตร

ไม่ว่าคุณจะทำงานฟรีแลนซ์หรืองานประจำ ควรมีกิจวัตรประจำวันที่ชัดเจน ฟังดูอาจเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการอิสระในการทำงาน แต่การมีอิสระมากเกินไปจะทำให้คุณขาดการฝึกสมาธิในการทำงาน ซึ่งคุณจะพบว่าคุณมีความขยันในการทำงานแค่ช่วงก่อนส่งงานไม่กี่วัน ทั้งที่บางทีงานนั้นอาจให้เวลาคุณมาเป็นเดือน นั่นคือปัญหาของการทำงานอิสระแต่ขาดวินัยในการทำงาน และกำหนดช่วงเวลาในการทำงาน

การทำงานซ้ำๆ ในเวลาเดิมและที่เดิมไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าเบื่อเสมอไป เพราะผลดีอย่างหนึ่งก็คือคุณสามารถทำงานรูปแบบเดิมได้ในเวลาที่เร็วขึ้น ไม่รู้สึกเหนื่อยและต้องใช้ความพยายามในการตั้งสมาธิในการทำงานในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง มีเสียงผู้คนพลุกพล่าน เช่น บรรยากาศในร้านกาแฟ

4.กำหนดเวลาห้ามรบกวน

เสียงโทรศัพท์ เพื่อนร่วมงาน หรือแม้กระทั่งทำงานที่บ้าน ล้วนส่งผลถึงสมาธิในการทำงานได้ทุกเวลา สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ แต่คุณสามารถกำหนดเวลาที่จะเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้ ด้วยการบอกให้คนรอบข้างรู้ว่าคุณกำลังทำงานสำคัญอยู่ บางครั้งการปิดเสียงโทรศัพท์ เปิดรับแต่เสียงข้อความสำคัญก็จำเป็นสำหรับการทำงานที่ต้องการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะการทำงานที่บ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวอยู่บ้านทุกวันนั้นดูเหมือนจะดีในแง่ของการไม่เสียเวลาในการเดินทางแต่ไม่ดีในแง่ของการถูกรบกวนจากสมาชิกในครอบครัว ซึ่งคุณควรมีห้องทำงานแบบปิดเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาเข้ามารบกวนคุณมากเกินไป

5.เผื่อเวลาตรวจสอบงานตัวเอง

ไม่มีใครที่ทำงานแล้วได้ผลอย่างที่ต้องการในทันที แม้คุณจะใช้เวลาตรวจงานหลังทำเสร็จ แต่ข้อผิดพลาดบางจุดที่เราอาจมองข้ามด้วยความล้าจากการทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง ดังนั้นเมื่อทำงานเสร็จแล้วอย่าเพิ่งรีบส่งในทันที ควรพักงานเอาไว้ก่อน วันรุ่งขึ้นเมื่อกลับมาตรวจงานอีกครั้ง คุณอาจจะพบข้อผิดพลาดในงานที่คุณมองข้ามไป หรือคุณอาจจะมีไอเดียปรับแต่งที่ทำให้งานชิ้นนั้นออกมาดูดีกว่าเดิม

6.อย่าลืมจัดการเรื่องเงิน

เรื่องเงินเรื่องทองเป็นเรื่องสำคัญในการเป็นฟรีแลนซ์ คุณควรเผื่อโอกาสในการได้เงินจากลูกค้าล่าช้ากว่ากำหนด ประมาณ 1-3 เดือน โดยเฉพาะกับลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน นี่คือเรื่องจริงของชาวฟรีแลนซ์ที่มีโอกาสเจอกันทุกคน นอกจากนี้ควรแบ่งเวลาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์สัก 1 ชั่วโมง ทบทวนงานและรายได้ของคุณเอง รวมทั้งการวางแผนการลงทุนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของคุณเองอีกด้วย

Bee Connex กับระบบผึ้งอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566884

  • วันที่ 08 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

Bee Connex กับระบบผึ้งอัจฉริยะ

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

“ผมก็แค่อยากทำในสิ่งที่มีผลกระทบในวงกว้าง” โอ๊ต-บุญฤทธิ์ บุญมาเรืองวัย 22 ปี นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เล่าถึงระบบผึ้งอัจฉริยะ (Smart Hive) ที่เขาเป็นหัวหน้าทีมทีม “บี คอนเน็กซ์” (Bee Connex) คว้ารางวัลจากไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ชนะเลิศอิมเมจิ้นคัพ ประเทศไทย เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังคว้าถ้วยรองชนะเลิศในการแข่งขันระดับภูมิภาคแปซิฟิก รวมทั้งเป็นตัวแทนภูมิภาคไปแข่งขันชิงถ้วยอิมเมจิ้นคัพระดับโลก ณ กรุงซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกาเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

รังผึ้งอัจฉริยะ นวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นเพื่อการสื่อสารด้วยภาษาผึ้ง เมื่อผึ้งส่งเสียงหรือสัญญาณเตือนภัยอันตรายต่างๆ ก็เท่ากับสื่อสารให้เกษตรกรผู้เลี้ยงได้รู้ถึงความผิดปกติจากในรัง ทำให้ป้องกันได้ก่อนเกิดความเสียหายขึ้น การเลี้ยงผึ้งสะดวกขึ้น ลดเวลาการทำงานน้อยลง ลดการรบกวนผึ้ง เพิ่มผลผลิตและรายได้

ตั้งแต่ปี 2006 ปัญหาที่เกิดขึ้นของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งทั้งในไทยและต่างประเทศ คือ ปรากฏการณ์การล่มสลายของผึ้ง (Colony Collapse Disorder) หรือโรคตายทั้งรังแบบไม่ทราบสาเหตุ ผู้เลี้ยงผึ้งสูญเสียผึ้งเลี้ยงกว่า 30% ในทุกๆ ปี ส่งผลต่อการลดจำนวนประชากรผึ้งเป็นจำนวนมาก นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของเหตุการณ์นี้ โดยอาจเกิดได้ทั้งจากสภาวะแวดล้อม โรคภัย ศัตรูและสารเคมี

“ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในหลายภูมิภาคทั่วโลกนี้ จุดประกายให้แก่เรา”

จุดประกายและสร้างความท้าทายให้กับ Bee Connex ทีมประกอบด้วย บุญฤทธิ์ บุญมาเรือง, ทิติยะ ตรีทิพไกวัลพร และวัชริศ บุญยิ่ง นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. โดยมี ผศ.ดร.อรวรรณ ดวงภักดี หัวหน้าศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมือง มจธ. วิทยาเขตราชบุรี เป็นที่ปรึกษา พวกเขาเลือกทำในสิ่งที่ยาก

โอ๊ตเล่าว่า ได้มีการนำเทคโนโลยีการสื่อสารในทุกสรรพสิ่ง (Internet of Things-IoT) ผนวกกับการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) เพื่อคิดค้นระบบรังผึ้งอัจฉริยะ วิเคราะห์เสียงผึ้งเมื่อพบสัญญาณที่ผิดปกติ โดยระบบจะส่งข้อความเตือนผู้เลี้ยงผ่านแดชบอร์ดและไลน์แอพพลิเคชั่น ทำให้ผู้เลี้ยงแก้ปัญหาได้ทันท่วงที

“เลือกตีโจทย์ผึ้ง เพราะความท้าทายส่วนตัว จากปัจจุบันที่ยังไม่เคยมีใครนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้กับผึ้ง และปัจจุบันยังไม่มีดาต้าเบสหรือระบบข้อมูลวิเคราะห์เสียงผึ้ง ที่ยังไม่ค่อยมีคนทำ แน่นอนที่มันยังเป็นปัญหาใหญ่ในระดับโลกด้วย สำหรับคนที่ยังไม่รู้ การผสมเกสรในธรรมชาติมาจากผึ้ง 90%”

ปัจจุบันวิธีดูแลผึ้งของเกษตรกร ใช้คนในสัดส่วน 300 กล่องต่อ 1 คน ใช้เวลา 10-20 นาทีต่อกล่อง โดยในการตรวจดูกล่องรังผึ้ง ใช้วิธีรมควันเป่าผึ้งและตรวจดูรวงรัง ซึ่งมี 8-12 รวงรังต่อกล่อง การดูแลและป้องกันศัตรูทางธรรมชาติของผึ้งแบบนี้ ใช้เวลาและรบกวนผึ้งมาก

“เราคิดแก้ปัญหาโดยใช้ระบบ IoT วิเคราะห์ข้อมูลการดูแลกล่องรังผึ้งในแล็บวิจัยที่ราชบุรี ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 ปี ระบบแจ้งเตือนทันทีเมื่อพบสัญญาณผิดปกติในรังผึ้ง ซึ่งกว่า 80% แม่นยำมาก”

การพัฒนาระบบทำในพื้นที่แล็บวิจัยผึ้งพื้นเมือง มจธ. วิทยาเขตราชบุรี พบว่าผึ้งสื่อสารกันด้วยการเต้นรำ เสียง และกลิ่นหรือฟีโรโมน มีการใช้เสียงที่มีลักษณะเฉพาะในแต่ละพฤติกรรม จึงเลือกเก็บเสียงของผึ้งในลักษณะต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ทราบว่าผึ้งในรังเป็นอย่างไรโดยไม่จำเป็นต้องเปิดกล่องดู

ระบบจะตรวจจับสัญญาณผิดปกติในรังผึ้ง เช่น การรบกวนจากศัตรูธรรมชาติ คือ มดแดง ต่อ นกกินผึ้ง เป็นต้น โดยผึ้งจะส่งเสียงที่แสดงพฤติกรรมการเตือนเพื่อนร่วมรัง หรือเพื่อตอบโต้กับศัตรูดังกล่าว เสียงแต่ละเสียงของผึ้งที่ส่งออกมามีเอกลักษณ์เฉพาะชนิดของศัตรู เช่น เสียงขู่ มีลักษณะเสียงเหมือนคลื่นทะเล อยู่ช่วงความถี่ 300-3,600 เฮิรตซ์ และสัญญาณการหยุด (Stop Signal) เพื่อเตือนสมาชิกในรังถึงการรบกวนของศัตรูธรรมชาติ

ระบบดาต้าหรือฐานข้อมูลเสียงผึ้ง เมื่อแสดงเป็น Spectrogram จะเห็นเป็นเส้นแสดงความถี่สูงๆ ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าภายในรังผึ้งต้องมีปัญหา ทั้งนี้ ได้นำอุปกรณ์ IoT ไปติดตั้งภายในกล่องเลี้ยงผึ้ง เพื่อเก็บข้อมูล ภาพ เสียง อุณหภูมิ ความชื้น และน้ำหนัก โดยเมื่อระบบเก็บข้อมูลและจะนำส่งไปยังระบบ Cloud ของตัวโมเดลที่สร้างขึ้น และทำการประมวลผล วิเคราะห์หาสัญญาณผิดปกติภายในกล่องเลี้ยงผึ้ง

“สะดวกในการดูข้อมูล เพราะระบบจะส่งผลวิเคราะห์ไปยังผู้เลี้ยงผึ้งใน 2 ช่องทาง คือ เว็บไซต์กับไลน์”

“ขณะนี้ บีคอนเน็กซ์อยู่ระหว่างการพัฒนาต่อยอด จัดจำหน่ายระบบให้ได้ภายใน 2 ปีนี้ ขั้นตอนต่อไปคือการขยายการทดลองจากผึ้งพื้นเมืองสายพันธุ์โพรง เป็นการทดลองในผึ้งพันธุ์ สายพันธุ์ที่มีการเลี้ยงมากที่สุดในอุตสาหกรรมผึ้งบ้านเรา รวมทั้งการบุกนำร่องในกลุ่มวิสาหกิจและเกษตรกรผู้เลี้ยงขนาดกลาง 200-300 รัง”

สำหรับหัวหน้าทีมบีคอนเน็กซ์ ย้อนกลับไปสมัยเรียนปี 1 โอ๊ตเล่าให้ฟังถึงตัวเองว่า เขาเลือกเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เนื่องจากชอบวิชาคณิตศาสตร์ เลือกสาขาคอมพิวเตอร์เพราะอยู่กับคอมพิวเตอร์มาตลอด การทำงานในโปรเจกต์ระดับปริญญาตรี ไม่เคยคิดว่าจะทำโปรเจกต์อะไรก็ได้ แต่ต้องการทำโปรเจกต์ที่มีอิมแพคหรือผลกระทบวงกว้างต่อสังคม

“ออกไปคุยกับคนจริงๆ ออกไปสัมผัสและเผชิญหน้ากับปัญหาที่พวกเขาประสบอยู่จริงๆ จากประสบการณ์ของผม นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงาน และที่สำคัญไม่แพ้กัน คือทักษะในการสื่อสาร”

บีคอนเน็กซ์และรังผึ้งอัจฉริยะ ไม่เพียงคว้ารางวัลชนะเลิศ การแข่งขันอิมเมจิ้นคัพประเทศไทย ไม่เพียงคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การแข่งขันระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่เพียงเป็นตัวแทนภูมิภาคไปแข่งขันชิงถ้วยอิมเมจิ้นคัพระดับโลก

หากจากนี้ไปคือการต่อยอด เดินหน้าสู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เดินหน้าสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0

ออกกำลังกาย ไม่ให้อันเดอร์เทรน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566878

  • วันที่ 08 ต.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ออกกำลังกาย ไม่ให้อันเดอร์เทรน

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

คําหนึ่งที่มาพร้อมกับคนที่เริ่มออกกำลังกายและทุกคนล้วนผ่านจุดนั้นมาแล้วก็คือ อันเดอร์เทรน หรือการออกกำลังกายน้อยเกินไป หมายถึงคนที่เริ่มออกกำลังกายแต่ไม่รู้ว่าควรออกในระดับใดที่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แบบไหนเรียกอันเดอร์เทรน

วิธีการดูว่าคุณออกกำลังกายแบบอันเดอร์เทรน สามารถเช็กด้วยตัวเองง่ายๆ ด้วยการสังเกตร่างกายดังนี้

1.เหงื่อยังไม่ทันออกก็หยุดแล้ว

เหงื่อเป็นเครื่องวัดระดับการเผาผลาญพลังงานในร่างกายที่ชัดเจนที่สุด เมื่อกล้ามเนื้อเผาผลาญพลังงานอุณหภูมิในร่างกายก็จะสูงขึ้นจนขับเหงื่อระบายความร้อนออกมา เมื่อเหงื่อเริ่มออกมากแสดงว่าคุณกำลังออกกำลังกายจนได้ระดับที่ถูกกระตุ้นแล้ว ที่เหลือก็คือวิ่งหรือออกกำลังกายไปให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ก็พอ

2.วัดระดับการเต้นหัวใจ

การออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสมยุคใหม่ไม่ได้วัดความเหมาะสมที่เวลา ความหนักหน่วงในการออกกำลัง หรือความเร็ว แต่วัดกันที่อัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญไขมันทางอ้อม ยิ่งหัวใจเต้นเร็วมากขึ้นเท่าไหร่ยิ่งแสดงว่าคุณเริ่มออกกำลังกายอย่างเต็มที่

ในช่วงแรกหัวใจจะเต้นเร็วกว่าปกติ แต่เมื่อออกกำลังกายต่อเนื่องไปอีกสักพักหัวใจจะเต้นช้าลง นั่นหมายความว่าคุณเริ่มออกกำลังกายในระดับที่พอดีไม่อันเดอร์เทรนนิ่ง แต่ถ้าคุณหยุดตอนหัวใจกำลังเต้นเร็วในทันทีก็มีแนวโน้มจะเป็นอันเดอร์เทรนนิ่งนั่นเอง

3.ยังเมาท์ได้ไม่หยุด

เวลาเราเข้าฟิตเนสแล้วเห็นสมาชิกปั่นจักรยานไปคุยไปได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยจนหมดเวลาในการออกกำลังกายของวัน นั่นแสดงว่าเขาอาจจะเข้าข่ายอันเดอร์เทรนนิ่ง เพราะคนออกกำลังกายจริงๆ จนถึงระดับที่ร่างกายถูกกระตุ้นให้แข็งแรงขึ้นนั้น พวกเขาแทบจะไม่มีแรงพูด หรืออยากจะพูดด้วยซ้ำ แค่พยายามหายใจให้ทันก็แย่แล้ว

เคล็ดลับไม่อันเดอร์เทรนนิ่ง มาดูกันว่าจะออกกำลังกายอย่างไรไม่ให้อันเดอร์เทรนนิ่งและในขณะเดียวกันก็ไม่โอเวอร์เทรนนิ่งด้วย

1.เพิ่มความหนักในการออกกำลังกาย

การเพิ่มความหนักในการออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญเพราะคุณต้องพัฒนาให้ร่างกายให้แข็งแรงขึ้น วิธีตั้งเป้าให้เริ่มต้นการออกกำลังกายไปเรื่อยๆ จนคุณรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยจนออกกำลังกายต่อไปไม่ไหวให้จับเวลา จำนวนครั้ง หรือน้ำหนักที่ใช้ออก แล้วตั้งเป้าให้สูงขึ้นสัปดาห์ละ 5-10 เปอร์เซ็นต์ เช่น สัปดาห์นี้คุณวิ่งได้ 15 นาทีก็เหนื่อยแล้ว แต่สัปดาห์หน้าคุณจะต้องวิ่งให้ได้ 16-17 นาที แล้วเพิ่มให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ทุกสัปดาห์

2.ฝึกระเบิดพลัง

การระเบิดพลังจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายพัฒนาอย่างรวดเร็ว การระเบิดพลังคือ การทำในสิ่งที่เกินความสามารถปกติในช่วงเวลาสั้นๆ เช่น การยกน้ำหนักปกติคุณอาจจะยกได้ 10 กก. แต่การระเบิดพลังคือการยกเวตน้ำหนัก 20 กก. เพียงแค่ครั้งเดียวรวดเดียวแล้วจบลง

หากเป็นการวิ่งก็คือการวิ่งสุดแรงในช่วงท้ายระเบิดพลังทั้งหมดออกมา ทำเช่นนี้ทุกครั้งปิดท้ายการออกกำลังกาย นี่คือการส่งสัญญาณให้ร่างกายเร่งพัฒนาตัวเองเพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าเจ้าของร่างกายนี้จะบ้าพลังทำอะไรเกินตัวอีกเมื่อไหร่

3.เล่นอย่างต่อเนื่อง

การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คุณอาจจะซื้อคลาสออกกำลังกายราคาสูงเพื่อหวังว่าจะได้ลดไขมันหรือลดน้ำหนักได้ตามเป้า แต่หากคุณไม่มีเวลาหรือเงินที่จะใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ก็นับเป็นเรื่องเสียเปล่า

การออกกำลังกายต้องมีแผนในการออกกำลังแบบวันเว้นวัน หรือมีโปรแกรมการฝึกหนักสลับเบาที่ชัดเจน แต่ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต เพราะการอันเดอร์เทรนนิ่งไม่ได้หมายความว่า ออกกำลังกายแต่ละครั้งต่ำกว่าเกณฑ์มากเกินไป แต่ต้องมองในภาพรวมเวลาในการออกกำลังกายทั้งปี ว่าออกกำลังอย่างเพียงพอและพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่ประกอบกันไปด้วย

‘Speaking Abstract’ ฌอง ปอล เดอครัวซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566778

  • วันที่ 07 ต.ค. 2561 เวลา 10:15 น.

‘Speaking Abstract’ ฌอง ปอล เดอครัวซ์

โดย พริบพันดาว

กรุงเทพฯ ได้เปิดอ้าแขนต้อนรับศิลปินต่างชาติเข้ามาแสดงนิทรรศการศิลปะกันมากขึ้น ด้วยการขยายตัวของแกลเลอรี่เอกชนที่ในรอบปีสองปีที่ผ่านมาได้เปิดตัวกันอย่างน่าชื่นใจ นับเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับศิลปะแนวเออร์เบิ้น คอนเทมโพรารี อาร์ต หรือศิลปะร่วมสมัยแนวคนเมือง จากหลากหลายชาติได้เข้ามาโชว์ผลงานถึงความหลากหลายของศิลปะในระดับนานาชาติว่าเดินทางไปถึงไหนกันแล้ว

ได้เข้าไปชมผลงานและสัมผัสความคิดของศิลปินหนุ่มใหญ่ชาวเบลเยียม ฌอง ปอล เดอครัวซ์ ซึ่งจัดนิทรรศการแสดงผลงานมาแล้วหลายแห่งทั่วโลก ทั้งฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยียม อเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ปัจจุบันเขาพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ ที่ซึ่งเขาบอกว่าตกหลุมรักพร้อมๆ ไปกับการสร้างสรรค์ศิลปะแนวนามธรรม (Abstract) ด้วยความรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

การสร้างสรรค์งานศิลปะแนวนามธรรมนั้น ฌอง ปอล เดอครัวซ์ ไขข้อข้องใจว่า เพราะเขาจะพยายามไม่มีอิทธิพลเหนือผู้ชมผลงาน

“ผมจะไม่บอกว่ารูปพระอาทิตย์ขึ้นนั้นมีชื่อว่าพระอาทิตย์ขึ้น ผมจะชอบมากถ้าพวกเขาจะตั้งชื่อผลงานเอง บางครั้งก็ขำที่ไม่มีใครเข้าใจ”

สำหรับนิทรรศการศิลปะครั้งนี้ของเขา ก็ยังยืนยันด้วยศิลปะนามธรรม ผ่านแนวความคิดหรือคอนเซ็ปต์ “Speaking Abstract” ที่จะพาผู้ชมร่วมตีความตามจินตนาการไปกับผลงานแต่ละชิ้นของเขาอย่างเต็มอารมณ์

อย่างที่ศิลปินบอกไว้ว่า ความสุข ความสนุก ที่ได้จากศิลปะนามธรรมคือการตีความที่หลากหลายในแต่ละมุมมองของแต่ละคน และงานศิลปะของเขาจะพูดคุยและส่งเสียงสะท้อนให้ผู้ชมได้เห็นตัวตนและความรักอันแรงกล้าที่มีต่อการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินอย่างแท้จริง

จุดที่น่าสังเกตอีกอย่างของการทำงานศิลปะของเขา ด้วยความที่ ฌอง ปอลเดอครัวซ์ ชอบอ่านหนังสือ บทกวี ฟังเพลง และให้ความสนใจกับสถานที่ ผู้คน สิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว เขาจึงนำเอาคำหรือประโยคที่สื่อความหมายใส่ลงไปในงาน ซึ่งนับเป็นความโดดเด่น มีเสน่ห์น่าสนใจไม่น้อย

“ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ จึงลงชื่อบทกวี ผู้แต่ง หรือนักดนตรีบนผลงานเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณและชื่นชมพวกเขาในแบบของผม นอกจากนี้ยังเขียนถึงสถานที่ที่เคยไปหรือคนที่รู้จักชอบ เมื่อผมนำภาพในแต่ละห้วงเวลามาให้ดู ไม่ต่างจากการเขียนข้อความขอบคุณบนหลุมฝังศพ ในส่วนของชื่อผลงาน มักจะเป็นชื่อของหนังสือหรือภาพยนตร์ที่ผมชื่นชอบ”

หากย้อนหลังกลับไปดูการทำงานของ ฌอง ปอล เดอครัวซ์ จะพบว่างานศิลปะของเขานำธรรมชาติมาเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งเขาค้นพบว่าธรรมชาติในแต่ละภูมิประเทศล้วนมีความแตกต่างและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าอัศจรรย์

ฌอง ปอล เดอครัวซ์ ใช้สีอะครีลิกและวัสดุที่อยู่รอบๆ ตัว อาทิ ดิน กาว ฯลฯมาสร้างสรรค์ผลงาน กอปรกับการใช้ท่วงท่า จังหวะลีลาของฝีแปรงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง อารมณ์ อันเข้มข้นจากใจ ซึ่งเขาค้นพบและทดลองด้วยตนเอง พร้อมกับตัวอักษร XX ซึ่งมาจากชื่อของเขาในภาษาฝรั่งเศส (Decroix แปลว่า กากบาท 2 อัน) จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

งานของ ฌอง ปอล เดอครัวซ์ เป็นที่ถูกใจของ อรศิรี ชินกำธรวงศ์ เจ้าของ Chin’s Gallery เธอจึงเก็บสะสมงานหลายชิ้นของเขามานานแล้วก่อนที่จะเปิดแกลเลอรี่

“ชอบงานเขา เพราะดูแล้วมีพลัง เนื่องจากเขาทำงานศิลปะออกมาจากข้างในจริงๆ งานมีเทคนิคและสีสันที่สวยงาม บ่งบอกถึงรสนิยมที่ดีของตัวศิลปิน จึงเชิญเขามาจัดนิทรรศการแสดงผลงาน และเชื่อว่าคนที่ชอบงานศิลปะน่าจะหลงรักงานของเขาเช่นกัน”

ไปชมนิทรรศการศิลปะ “Speaking Abstract” ได้ทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 11.00-19.00 น. ณ Chin’s Gallery โครงการ Arden’s พระราม 3 และสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/chinsgallery/ หรือ http://www.chinsgallery.com

มาสเตอร์คลาสกับเทรนเนอร์ตัวท็อป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566776

  • วันที่ 07 ต.ค. 2561 เวลา 10:09 น.

มาสเตอร์คลาสกับเทรนเนอร์ตัวท็อป

โดย ปอย

สมกับการรอคอย Fit Fest 2018 โต้โผใหญ่สายฟิต วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา กลับมาสร้างปรากฏการณ์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 อัดแน่นความสนุก และความมันคูณสองตลอด 2 วันเต็ม ปีนี้จัดในคอนเซ็ปต์ “สวนสนุกแห่งการออกกำลังกายที่ใหญ่ และมันที่สุดในไทย” รวมคลาสออกกำลังกายสุดท้าทาย และรวมพลซูเปอร์สตาร์เทรนเนอร์ชื่อดัง ที่ปั้นหุ่นสุดแซ่บให้เซเลบริตี้ตัวแม่ โดยจัดมาสเตอร์คลาสให้สายฟิต ได้ปลดปล่อยความสนุกกันแบบจัดเต็ม ที่ รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน

อานันท์ อภินันทน์ “เทรนเนอร์จัน” ผู้อยู่เบื้องหลังหุ่นสุดเฟิร์มของเหล่าดาราระดับซูเปอร์สตาร์ และเซเลบริตี้ของเมืองไทยหลายคน จัดคลาสสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับดาราสาวรูปร่างดี เกรซ- กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า โชว์และแชร์ท่าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ที่ได้ช่วงบั้นท้ายสวย และหน้าท้องเรียบแบน

เรียกเหงื่อแล้ว เทรนเนอร์จันเปิดเผยเคล็ดลับ “มีสติในการกิน” ก็เท่ากับการดูแลหุ่นให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม ไม่ยากเลย

คำว่า สติในการกิน ของเทรนเนอร์สุดสตรอง ไม่ได้หมายถึงการห้ามกินบุฟเฟ่ต์ ห้ามกินของหวาน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่มีกิจกรรมสังสรรค์ พบปะเพื่อนฝูง เพียงแต่เวลาไปปาร์ตี้ให้กินแต่พออิ่ม ในขณะเดียวกันก็ต้องให้เวลาดูแลตัวเอง หันมากินอาหารด้วยการควบคุมแคลอรี สำคัญที่สุดอย่าละเลยการออกกำลังกาย

เทรนเนอร์จัน แนะนำว่า การออกกำลังกายที่เห็นผลเร็ว ช่วยสลายไขมันให้มีรูปร่างเฟิร์ม อย่างน้อยต้องให้เวลากับการออกกำลังกาย 4-6 วัน/สัปดาห์

“ผมอยากสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มคนไม่เคยออกกำลังกายหันมาสนใจฟิตกันมากขึ้น ซึ่งคลาสจัดที่งานฟิต เฟสต์ ครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นให้คนหันมาสนใจการออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพ ทำให้เกิดคนออกกำลังกายหน้าใหม่ๆ ได้แน่นอนครับ เพราะวันนี้การออกกำลังกายมีคอร์สสนุกๆ รูปแบบใหม่ๆ ให้เลือกกันมากขึ้น”

กูรูฟิตตัวแม่ เบเบ้-ธันย์ชนก ฤทธินาคา จัดคลาสออกกำลังกายอย่างเต็มรูปแบบครั้งนี้ด้วย เน้นสอนท่าคาร์ดิโอแบบเน้นๆ ง่ายๆ ใครก็ทำได้ ช่วงแขน ลำตัว ขา ของคุณสาวๆ จะเฟิร์มขึ้นได้ไม่ยาก

“เบเบ้ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 4-5 วัน ด้วยการคาร์ดิโอเป็นหลักค่ะ และเพิ่มกล้ามเนื้อด้วยการเล่นเวตเป็นส่วนเสริม เมื่อเราหันมาใส่ใจสุขภาพ ชีวิตเราจะดีขึ้น และจะพบเจอแต่สิ่งดีๆ ขึ้นอย่างแน่นอน เบเบ้อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยหาแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังคิดจะออกกำลังกาย แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี ในขณะเดียวกันช่วยกระตุ้นให้คนที่ออกกำลังกายและรักสุขภาพอยู่แล้ว หันมาพัฒนาตัวเอง ลองเปิดกว้าง ในการรับข้อมูลด้านการออกกำลังกายรูปแบบอื่นๆ ที่แปลกใหม่จากเดิมด้วยค่ะ”

อีกเทรนด์การออกกำลังกายแนวใหม่ ไม่ใช่แค่เต้นๆ แค่สนุกๆ “ซุมบ้า” เป็นหนึ่งรูปแบบของการออกกำลังกายที่สุดฮอต ทุกคลับออกกำลังกายต้องมีคลาสซุมบ้า เข้าไปเพิ่มสีสันให้กลุ่มคนออกกำลังกายที่รักเสียงดนตรี และชอบการเรียกเหงื่อด้วยการเต้น

ปีนี้งานฟิต เฟสต์ ก็ไม่พลาดดึง ครูหนุ่ม-ยอดชาย ยมะคุปต์ เทรนเนอร์ซุมบ้าฟิตเนสคนแรกของไทย มาระเบิดคลาสซุมบ้าให้ผู้ร่วมงานได้ออกสเต็ป สลายไขมันไปพร้อมกัน ทั้งได้สร้างคลาสซุมบ้าที่แตกต่างจากที่อื่น ซึ่งมาในคอนเซ็ปต์ไลฟ์คอนเสิร์ต ผู้ร่วมงานได้ออกสเต็ปและแดนซ์ปาร์ตี้ไปพร้อมกันกว่า 500 ชีวิต เรียกได้ว่าการขึ้นเวทีแค่ 1 ชั่วโมงของครูซุมบ้านำเต้นสอนนักเรียนในคลาสสลายไขมันได้สุดเลิศ

ครูหนุ่ม ฝากถึงคนอยากเรียนเต้นไม่ต้องกังวล บางคนกังวลกลัวเต้นไม่ถูกจังหวะ เต้นท่ายาก ดูท่าตามครูสอนไม่ทัน เพราะการเต้นซุมบ้าไม่จำเป็นต้องเต้นเก่ง ขอแค่สนุกสนานไปกับคลาสเต้นก็เพียงพอ ส่วนเคล็ดลับที่ถือเป็นหัวใจของซุมบ้าฟิตเนส ครูคือผู้นำการเอนเตอร์เทน

“ผมยืนยันนะครับว่า ซุมบ้าไม่ใช่แค่การเต้นเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังช่วยสลายไขมันและสร้างหุ่นที่เฟิร์มได้จริงโดยมีเคล็ดลับ คือ ต้องเต้นอย่างน้อย 1 เดือน สัปดาห์ละ 3 ครั้ง รับรองสามารถสลายไขมัน อย่างน้อยก็ 2 กิโลกรัมเบาๆ ได้แน่ๆครับ”