วอลเลย์บอลชายหาด ตบกระจายให้ทรายฟุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561286

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 10:42 น.

วอลเลย์บอลชายหาด ตบกระจายให้ทรายฟุ้ง

โดย กั๊ตจัง  ภาพ : รอยเตอร์ส

เมื่อพูดถึงกีฬาวอลเลย์บอล เรามักจะนึกถึงวอลเลย์บอลที่เล่นกันในอินดอร์สเตเดี้ยม แต่กีฬาวอลเลย์บอลที่นิยมเล่นกันอีกชนิด ก็คือ วอลเลย์บอลชายหาด ที่มีความท้าทายผู้เล่นมากกว่าเป็นเท่าตัวถึงขนาดที่นักกีฬาวอลเลย์บอลสโมสร และเป็นกีฬาซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการเล่นกิจกรรมริมหาด

ความเป็นมาของวอลเลย์บอลชายหาดนั้น อาจเริ่มมาตั้งแต่ ค.ศ. 1920 มีชาวแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เริ่มเล่นวอลเลย์บอลชายหาดแบบทีมละ 6 คน จากนั้นการเล่นริมหาดก็เริ่มแพร่หลายจนมีการลดจำนวนผู้เล่นลงให้เลือกทีมละ 4 คน จนเหลือ 2 คน ใน ค.ศ. 1947 และเริ่มมีการแข่งขันเป็นรายการทัวร์นาเมนต์จนถึงปัจจุบัน

สรพงษ์ สว่างศรี ผู้ฝึกสอนวอลเลย์บอลชายหาด เล่าถึงความสนุกในการเล่นวอลเลย์บอลชายหาดว่า เป็นกีฬาของคนที่ไม่กลัวดำ (หัวเราะชอบใจ) การเล่นจะคล้ายกับวอลเลย์บอลแต่ความคิดเห็นส่วนตัวผมมองว่ามีความยากกว่ากันมาก

อย่างแรก คือ เรื่องความท้าทาย การเคลื่อนไหวบนพื้นทรายจะยากกว่า ต้องใช้แรงมากกว่า สภาพอากาศที่ร้อนจะทำให้นักกีฬาเหนื่อยง่าย แต่แน่นอนว่าสิ่งที่ได้กลับมา นั่นคือร่างกายที่แข็งแรงกว่านักกีฬาวอลเลย์บอลทั่วไป

สำหรับคนที่ต้องการจะฝึกเล่นวอลเลย์บอลชายหาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาที่เล่นอย่างจริงจังหรือเล่นกันสนุกๆ เพื่อการออกกำลังกายก็ดีทั้งคู่ แต่จะดีกว่ากีฬาประเภททีมอื่นๆ ตรงที่ผู้เล่นมีเพียงทีมละ 2 คน การนัดเพื่อนมาเล่นด้วยกันจะง่าย น่าจะเรียกได้ว่าเล่นได้ง่ายกว่ารวมทีมฟุตบอลและวอลเลย์บอลอย่างเห็นได้ชัด เพราะแต่ละทีมจะมีผู้เล่นเพียง 2 คน ไม่มีการเปลี่ยนตัวสำรอง ต้องเล่นจนจบเกม

สนามที่เล่นแน่นอนว่าก็ต้องเป็นแหล่งท่องเที่ยวริมหาด ส่วนใหญ่ทุกโรงแรมที่มีพื้นที่ริมทะเลจะมีอุปกรณ์สำหรับการเล่นวอลเลย์บอลชายหาดอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้ไม่ได้มีเพียงโรงแรมที่มีพื้นที่ติดริมทะเลเท่านั้นที่จะมีเสาตาข่ายสำหรับเล่นวอลเลย์บอลชายหาดในสนามกีฬาหรือพื้นที่สำหรับออกกำลังกายกลางแจ้ง ก็เริ่มมีการสร้างสนามกีฬาวอลเลย์บอลชายหาดมากขึ้น

ด้วยเหตุผลง่ายๆ ก็คือ เป็นกีฬาที่มีต้นทุนไม่สูงมากนัก แค่มีลูกวอลเลย์บอลเสาตาข่าย และเส้นแบ่งเขตบนพื้นทรายที่ได้ระนาบเดียวกันแค่นั้น หากเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ริมหาดก็ใช้ทรายทะเลปูเป็นพื้นที่สนามเท่านั้น ทำให้ได้รับความนิยมโดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบกีฬาวอลเลย์บอล

กติกาจะแตกต่างไปจากการแข่งขันวอลเลย์บอลที่เรารู้จักไปบ้าง โดยการแข่งขันจะตัดสินชนะที่ 2 ใน 3 เซต ในเซตที่ 1 และ 2 ผู้ที่ทำได้ 12 คะแนนก่อน จะเป็นผู้ชนะ โดยไม่มีการดิวซ์ หากเกมเล่นมาถึงเซตที่ 3 ทีมที่ทำได้ 12 คะแนนก่อน จะเป็นผู้ชนะ แต่ต้องมีคะแนนนำฝ่ายตรงข้ามอย่างน้อย 2 คะแนน (เช่น 13:11, 15:13)

หากคะแนนรวมกันทั้งสองทีมได้ 4, 8, 12, 16 ฯลฯ จะเปลี่ยนแดนและหยุดพัก 30 วินาที ยกเว้นเซตที่ 3 หลังจากเปลี่ยนแดนแล้วจะแข่งขันต่อทันทีไม่มีการหยุดพัก สาเหตุที่เปลี่ยนแดนและหยุดพักบ่อย เพราะวอลเลย์บอลชายหาดเป็นเกมที่ใช้พละกำลังมาก หากเทียบพื้นที่ในการคุมเกมกับวอลเลย์บอลปกติจะใช้พื้นที่มากกว่า การเคลื่อนไหวบนพื้นทรายก็ยากกว่า มีกฎกติกาการเซตและการตีแตกต่างออกไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วถือว่าเป็นเกมกีฬาที่เล่นได้สนุก

ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นในระดับใด สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังในการเล่นวอลเลย์บอลชายหาด ก็คือ สภาพพื้นทรายควรเล่นเฉพาะตอนเช้าและตอนเย็น ที่พื้นทรายไม่ร้อนเกิน 40 องศาวัดง่ายๆ แค่เรายืนแล้วรู้สึกร้อนจนยืนไม่ไหวก็แสดงว่าร้อนเกินไป เม็ดทรายต้องละเอียด ไม่มีการอัดแน่น ไม่มีกรวดใหญ่ หรือทรายเล็กเกินไปจนอยู่ในสภาพฝุ่น

ในขณะเล่นต้องระวังเรื่องทราย ซึ่งจะเห็นได้ว่ากฎกติกาหรือรูปแบบการเล่นบางอย่างจะเปลี่ยนไป เช่น การเซตลูกจะไม่นิยมเซตในระดับเหนือศีรษะเนื่องจากทรายจะเข้าตาได้ หรือการตบก็จะเน้นความรุนแรง เพราะกติกาไม่อนุญาตให้มีการหยอดลูก เป็นต้น

เรื่องอาการบาดเจ็บก็เหมือนกับกีฬาอื่นโดยทั่วไปที่ควรจะวอร์มอัพร่างกายก่อนเล่นเสมอ รูปแบบการเล่นก็เน้นทักษะการรับซึ่งสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะการขึ้นตีเนื่องจากมีผู้เล่นเพียง 2 คน การหาพื้นที่ตีให้ลงนั้นจะง่ายกว่า แต่การรับจะยากที่สุด เพราะมีพื้นที่กว้างและจะรับอย่างไรให้สามารถเปลี่ยนเป็นเกมรุกได้ ก็ต้องอาศัยการฝึกฝนและรู้ใจคู่หูที่เล่นด้วยกัน

“อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าถ้าเราออกกำลังกายแบบเล่นสนุกๆ กับเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเล่นที่ใดก็ตาม อาจมีการปรับเปลี่ยนกติกาได้บ้างเพื่อความสนุก เช่น จากเล่น 2 คน เป็น 3 หรือ 4 คน ตามจำนวนสมาชิกที่มี เปลี่ยนตัวผู้เล่นได้หรือลดความสูงของตาข่ายลงมานิดหน่อยพอให้เล่นได้สนุกขึ้น ก็จะทำให้การเล่นวอลเลย์บอลชายหาดนั้นมีสีสันทำให้วันหยุดเต็มไปด้วยความสนุก” 

‘โกเจ็ก’รุกหนัก แข่งไรด์เฮลลิ่ง เล็งปักหมุดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564322

  • วันที่ 15 ก.ย. 2561 เวลา 10:05 น.

'โกเจ็ก'รุกหนัก แข่งไรด์เฮลลิ่ง เล็งปักหมุดไทย

โกเจ็กเผยใกล้เปิดบริการในไทย ตามแผนลงทุนขยายบริการสู่ 4 ประเทศ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า โกเจ็ก ผู้ให้บริการเรียกรถรับส่งรายใหญ่จากอินโดนีเซีย เตรียมเปิดให้บริการในประเทศไทยในอีกไม่นานนี้ ก่อนจะเปิดบริการในสิงคโปร์และฟิลิปปินส์เป็นลำดับต่อไป หลังเริ่มเปิดบริการเต็มรูปแบบในเวียดนามในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ การเปิดบริการใน 4 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นไปตามแผนลงทุนราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.62 หมื่นล้านบาท) เพื่อขยายธุรกิจออกนอกตลาดอินโดนีเซีย ที่โกเจ็กประกาศไว้ช่วงปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อสู้กับ คู่แข่งรายใหญ่อย่างแกร็บ

อันเดร โซลิสต์โย ประธานโกเจ็ก เปิดเผยว่า บริการของโกเจ็กในไทยกำลังจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ โดยบริษัทอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อเร่งเปิดให้บริการ หลังระบุว่าหารือกับหน่วยงานรัฐบาลของไทยแล้วก่อนหน้านี้

สำหรับตลาดสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ โซลิสต์โย เปิดเผยว่า บริษัทยังคงอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานกำกับดูแลและพันธมิตรในท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าบริการของโกเจ็กจะถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับทุกประการ ก่อนที่บริษัทจะขยายธุรกิจเข้าไปในประเทศดังกล่าว

ทั้งนี้ โกเจ็ก เปิดบริการเต็มรูปแบบในกรุงฮานอยของเวียดนาม เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งบริการเรียกรถจักรยานยนต์และส่งเอกสาร หลังจากทดลองให้บริการบางส่วนในนครโฮจิมินห์ โดยโซลิสต์โย ระบุว่า การเลือกเวียดนามเป็นตลาดแรกของการรุกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นจากเหตุผลหลายประการ ที่รวมถึงวัฒนธรรมที่คล้ายกับอินโดนีเซีย และอัตราการใช้ โซเชียลมีเดียในระดับสูง

ขณะเดียวกัน โซลิสต์โย เปิดเผยว่า โกเจ็กมีแผนจะขยายบริการบนแพลตฟอร์มในอนาคตด้วย ทั้งบริการเรียกรถรับส่งโดยใช้รถยนต์ 4 ล้อ บริการส่งอาหารและบริการชำระเงินดิจิทัล

เทคโนโลยีดิจิทัล พลิกโฉมธุรกิจสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564267

  • วันที่ 14 ก.ย. 2561 เวลา 18:15 น.

เทคโนโลยีดิจิทัล พลิกโฉมธุรกิจสุขภาพ

โดย..ดิจิทัลทิปส์

อุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการที่โรงพยาบาลต่างๆ ทั่วโลกหันมาตรวจด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอและซีทีสแกนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 ทำให้โรงพยาบาลจำเป็นต้องบริหารการใช้งานเครื่องมือต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพและเต็มศักยภาพ เริ่มตั้งแต่การลดระยะเวลาการรอคอยของคนไข้ ลดอัตราการตรวจซ้ำ ทราบผลการตรวจที่ชัดเจนแม่นยำยิ่งขึ้น และสามารถวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องมือล่วงหน้า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำงาน

ปัจจุบันโรงพยาบาลต่างๆ กำลังเผชิญกับความท้าทายมากมาย อาทิ ปริมาณคนไข้ที่เพิ่มขึ้น จำนวนบุคลากรที่มีอยู่อย่างจำกัดและทำงานอย่างหนัก อัตราการเบิกค่ารักษาพยาบาลที่ลดลง และการเปลี่ยนรูปแบบการเบิกค่าใช้จ่ายเป็นแบบยึดผลการรักษาเป็นหลัก ดังนั้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้จึงสามารถรับมือได้ทั้งด้านกฎระเบียบข้อบังคับที่เปลี่ยนไป ความกดดันด้านต้นทุน และคนไข้ที่คาดหวังคุณภาพการรักษาพยาบาลและการบริการที่ดียิ่งขึ้น

การพลิกโฉมอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพไปสู่ยุคดิจิทัล ผนวกกับพลังของเทคโนโลยีเอไอช่วยให้โรงพยาบาลต่างๆ สามารถเพิ่มความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการ และรักษาความสามารถทางการแข่งขันเอาไว้ได้ แม้ต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะท่ามกลางปริมาณงานตรวจวิเคราะห์ที่เพิ่มขึ้น

โทเบียส เซย์ฟาร์ท กรรมการผู้จัดการ และประธานซีเมนส์ เฮลทิเนียร์ส ประจำภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า ซีเมนส์ เฮลทิเนียร์ส ให้ความสำคัญกับการพลิกโฉมอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพสู่ยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence) มาใช้ในการให้บริการแก่คนไข้

ทั้งนี้ บริษัทมีสิทธิบัตรด้านการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) มากกว่า 400 ฉบับ ด้าน Deep Learning อีก 75 ฉบับ และแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาบนพื้นฐานเทคโนโลยีเอไอมากกว่า 30 ฉบับ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ให้บริการดูแลสุขภาพทั่วโลก ที่ต้องการพัฒนาการดูแลรักษาให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น เน้นการป้องกันในระดับปัจเจกบุคคล และการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้อง

จะเห็นได้ว่าการพัฒนาด้านดิจิทัลมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ตามแนวโน้มการขยายตัวของเทคโนโลยี ขณะที่ไทยเริ่มมีสินค้าและบริการด้านดิจิทัลออกสู่ตลาดจำนวนมาก ดังนั้นต้องเร่งกระบวนการจดสิทธิบัตรดิจิทัล เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมให้เติบโตต่อไป

กสทช.รับคำสั่งศาลคุ้มครองลูกค้าดีแทคถึง 15 ธ. ค.61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564264

  • วันที่ 14 ก.ย. 2561 เวลา 14:35 น.

กสทช.รับคำสั่งศาลคุ้มครองลูกค้าดีแทคถึง 15 ธ. ค.61

เลขาธิการ กสทช. เผยได้รับคำสั่งศาลปกครองแจ้งคุ้มครองชั่วคราวให้ผู้ใช้มือถือดีแทคบนคลื่น 850 MHz ใช้งานต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 ธ.ค. 61

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) เปิดเผยว่า ด้วยสำนักงาน กสทช. ได้รับคำสั่งศาลจากศาลปกครองกลางในวันนี้ (14 ก.ย. 2561) เวลา 13.18 น. มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติ กสทช. ในการประชุมครั้งที่ 13/2561 เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2561 โดยให้บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี ได้รับสิทธิเข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีการสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 ได้จนถึงวันที่ 15 ธ.ค. 2561 เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ดังนั้น ที่สำนักงาน กสทช. ได้มีประกาศแจ้งให้ประชาชนที่ใช้บริการโทรศัพท์มือถือดีแทคบนคลื่นความถี่ 850 MHz รีบย้ายไปใช้บริการบนคลื่นความถี่อื่น ในค่ายเดิม หรือโอนย้ายค่าย ภายในวันที่ 15 ก.ย. 2561 นั้น เมื่อศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวลงมา ทำให้ประชาชนที่ใช้บริการโทรศัพท์มือถือดีแทคบนคลื่นความถี่ 850 MHz ยังคงสามารถใช้งานโทรศัพท์ได้อย่างต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 ธ.ค. 2561 ตามคำสั่งศาล

“กสทช. และสำนักงาน กสทช. พร้อมน้อมรับและปฏิบัติตามคำสั่งศาล ประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือดีแทคบนคลื่น 850 MHz สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง”  นายฐากร กล่าว

ดีแทคเฮ!ศาลปกครองสั่งคุ้มครองถึง 15 ธ.ค.61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564260

  • วันที่ 14 ก.ย. 2561 เวลา 14:14 น.

ดีแทคเฮ!ศาลปกครองสั่งคุ้มครองถึง 15 ธ.ค.61

ศาลปกครองกลางสั่งทุเลาการบังคับตามมติ กสทช.ให้คุ้มครองลูกค้าดีแทค ชั่วคราวถึง 15 ธ.ค.61

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ศาลปกครองกลางมีคำสั่งกรณีบริษัท โทเทิ่ล แอคเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (ดีแทค) ฟ้องขอเพิกถอนมติของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการประชุมครั้งที่ 13/2561 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2561 และคำสั่งของ กสทช. ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2561  เฉพาะในส่วนที่กำหนดเงื่อนไขไม่ให้ผู้ไม่เข้าประมูลคลื่นความถี่ไม่ได้รับสิทธิเข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการ ตามประกาศ เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 และดีแทคได้มีคำขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติดังกล่าวศาลปกครองกลาง วินิจฉัยว่า ประกาศคุ้มครองผู้ใช้บริการชั่วคราวฯ มีความมุ่งหมายประการสำคัญที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ใช้บริการที่ยังไม่อาจโอนย้ายไปยังผู้ให้บริการรายอื่นสามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่องเมื่อสัญญาสัมปทานสิ้นสุด อันเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดประมูลคลื่นความถี่ใหม่ โดยให้ผู้รับสัมปทานเดิมมีหน้าที่ให้บริการต่อไปได้เป็นการชั่วคราว กสทช. จึงไม่อาจอ้างกรณีที่ไม่มีผู้เข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่มาใช้เป็นเหตุผลที่จะไม่ให้ดีแทคเข้าสู่มาตรการคุ้มครองตามประกาศดังกล่าว มติของ กสทช. จึงน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมาย

อีกทั้งถึงแม้ผู้ใช้บริการที่ยังไม่สามารถโอนย้ายเลขหมายได้จะมีจำนวนมากน้อยเพียงใด แต่ก็ต้องฟังว่า ผู้ใช้บริการดังกล่าวอาจเป็นผู้เจ็บป่วย พิการ สูงอายุ ที่ต้องติดต่อสื่อสารกรณีเร่งด่วน หรืออยู่ในพื้นที่ทุรกันดารซึ่งคลื่น 850 MHz สามารถใช้ได้ในพื้นที่ชนบทห่างไกล หากดีแทคไม่สามารถให้บริการได้ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ที่ยากแก่การเยียวยาได้ในภายหลัง นอกจากนี้ การที่ศาลจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติของ กสทช. จะมีผลให้ดีแทคสามารถให้บริการในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านการสิ้นสุดสัมปทานเป็นการชั่วคราวเท่านั้น มิได้มีผลเป็นการห้ามมิให้ กสทช. ประมูลคลื่นความถี่ใหม่ และดีแทคมีหน้าที่ชำระค่าใช้คลื่นความถี่ในช่วงเวลาดังกล่าว การทุเลาการบังคับตามมติกสทช. จึงไม่เป็นอุปสรรคในการบริหารงานของรัฐหรือบริการสาธารณะ จึงเข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลมีอำนาจสั่งทุเลาการบังคับได้ และเห็นว่าผู้ใช้บริการที่ยังไม่สามารถโอนย้ายได้มีประมาณ 90,000 ราย จึงควรกำหนดระยะเวลาทุเลาการบังคับตามมติของกสทช. ไว้จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2561

ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติของกสทช. ในการประชุมครั้งที่ 13/2561 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม2561ที่กำหนดเงื่อนไขว่า หากดีแทคไม่เข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz ก็จะไม่ได้รับสิทธิเข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556โดยให้ดีแทคได้รับสิทธิเข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการตามประกาศดังกล่าว จึงให้ทุเลาการบังคับตามมติดังกล่าวจนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2561เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

เปิดมติเสียงข้างน้อย กสทช. ทำไมควรเยียวยาให้ดีแทค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564167

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 18:14 น.

เปิดมติเสียงข้างน้อย กสทช. ทำไมควรเยียวยาให้ดีแทค

เปิดความเห็นของ “ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา” หนึ่งใน กสทช.เสียงข้างน้อยที่ลงมติให้ดีแทคเข้าสู่มาตรการเยียวยาลูกค้าที่ใช้บริการบนคลื่น 850

จากกรณีที่ประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา มีมติด้วยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 ไม่ให้ดีแทคเข้าสู่มาตรการเยียวยาลูกค้าที่ใช้บริการบนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ หลังสัมปทานสิ้นสุด โดยทางเลขาธิการ กสทช. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ได้แถลงข่าวมติที่ประชุมภายหลังการประชุมทันที ซึ่งมีการอธิบายถึงเหตุผลต่างๆ ของที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้กล่าวถึงความเห็นที่แตกต่างแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ กสทช. เสียงข้างน้อย นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน หนึ่งในผู้ลงมติแตกต่างได้จัดทำความเห็นของตนเอง เพื่อให้ทางสำนักงาน กสทช. ใส่ประกอบไว้ในรายการงานประชุมของ กสทช. นัดพิเศษครั้งที่ 5/2561 (วันที่ 12 กันยายน 2561) ต่อไป

ทั้งนี้ ความเห็นของนายประวิทย์สรุปได้ดังนี้

1. การอ้างว่าเหตุที่ไม่ให้เข้าสู่มาตรการคุ้มครองเพราะมีการจัดประมูลล่วงหน้าแล้ว ถ้าเช่นนั้น ไม่ว่าเอกชนจะเข้าร่วมประมูลหรือไม่ก็ไม่สามารถเข้าสู่มาตรการคุ้มครองได้ แต่มติที่ประชุม กสทช. เดิมกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทฯ ต้องเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่จึงจะได้สิทธิเข้าสู่มาตรการคุ้มครองฯ ซึ่งมิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเดือดร้อนของผู้ใช้บริการ จึงไม่เป็นไปตามประกาศที่เกี่ยวข้อง อีกทั้ง ตามมติเดิมนี้ย่อมแสดงว่า การจัดประมูลในตัวมันเองไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการตัดสิทธิไม่ให้เข้าสู่มาตรการคุ้มครอง

2. ยิ่งไปกว่านั้น การประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ครั้งที่ผ่านมานี้ ไม่ตรงกับคลื่นที่ขอความคุ้มครอง กล่าวคือ แม้ว่าเอกชนจะชนะการประมูลก็ไม่สามารถนำคลื่นนี้ไปทดแทนคลื่นตามสัมปทานเดิมได้ การพิจารณาเรื่องนี้จึงต้องคำนึงถึงผู้ใช้บริการเดิมเป็นหลัก แม้จะอ้างว่าเอกชนสามารถทำสัญญา Roaming กับรายอื่นได้ แต่หากซิมดับ ทุกบริการก็สิ้นสุดลงทันที ส่วนการอ้างว่าหากชนะประมูลก็สามารถใช้คลื่นเดิมไปก่อนได้ ไม่เคยมีกฎหมายหรือมติที่ประชุมรองรับแต่อย่างใด

3. ประเด็นการเพิ่มภาระรับผิดชอบอุปกรณ์ป้องกันคลื่นรบกวนในการประมูลที่ผ่านมา ไม่เคยปรากฏในร่างประกาศประมูลมาก่อน สำนักงาน กสทช. เพิ่งเสนอเพิ่มภายหลังการรับฟังความเห็นสาธารณะ เมื่อปรากฏว่าไม่มีเอกชนรายใดเข้าร่วมประมูลด้วยเหตุว่าภาระดังกล่าวเป็นต้นทุนที่ไม่อาจคำนวณได้แน่ชัด จึงเสี่ยงต่อการประกอบธุรกิจ จึงรับฟังได้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้การประมูลล้มเหลว และสมควรตัดภาระดังกล่าวออกแล้วจัดประมูลใหม่โดยเร็ว ซึ่งสำนักงานฯ รับว่าถ้าตัดเฉพาะเงื่อนไขนี้ สามารถจัดประมูลได้ในเดือนตุลาคม

4. ในประเด็นความเสียหายที่เกิดขึ้นหากไม่เห็นชอบมาตรการคุ้มครองนั้น เอกชนได้เสนอข้อเท็จจริงต่อศาลปกครองว่า มีผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุใช้บริการในต่างจังหวัด แต่ผู้จดทะเบียนเป็นบุตรที่ทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งผู้สูงอายุไม่สามารถดำเนินการโอนย้ายได้เอง ต้องรอบุตรเดินทางกลับต่างจังหวัดไปดำเนินการ หากซิมดับก็จะไม่สามารถสื่อสารขอความช่วยเหลือได้ ส่วนสำนักงาน กสทช. รายงานว่ามีกรณีซิมที่ใช้กับ Machine ซึ่งต้องเปลี่ยนที่ตัวอุปกรณ์ จึงไม่สามารถดำเนินการได้โดยเร็ว และจากข้อมูลพบว่า มีทั้งการใช้งานกับเครื่อง EDC ตามร้านค้า เครื่อง ATM เครื่องส่งข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของ กฟภ. ใช้กับเซ็นเซอร์น้ำตามสถานีตรวจสอบระดับน้ำของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งปัจจุบันเป็นช่วงมรสุม เสี่ยงต่อภัยน้ำท่วม

จึงเห็นว่า หากไม่เข้าสู่มาตรการคุ้มครองฯ อาจกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและบริการสาธารณะต่างๆ ตลอดจนอาจกระทบต่อการติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ ส่วนการอ้างว่าศักยภาพโอนย้ายของระบบนั้นสูงถึง 60,000 เลขหมายต่อวัน ผู้ใช้บริการ 90,000 รายสามารถโอนย้ายได้ก่อนสิ้นสัมปทาน เป็นการคำนวณที่ไม่คำนึงถึงอุปสรรคในการโอนย้ายจริงในกรณีของผู้อยู่ต่างจังหวัดหรือผู้ที่ยากต่อการเข้าถึงการโอนย้าย รวมทั้งกรณี Machine

5. ทางออกในเรื่องนี้ เห็นว่าควรตัดเงื่อนไขการประมูลที่ก่อภาระต่อเอกชนเกินกว่าการประมูลครั้งก่อนออก และไม่ต้องขยายงวดชำระเงินเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ชนะประมูลเดิม แล้วเร่งจัดประมูลในเวลาไม่เกิน 1-2 เดือน ก็จะทำให้มาตรการคุ้มครองที่เอกชนขอสิ้นสุดลงตามกลไกปกติ ดังเช่นในอดีต เนื่องจากการไม่ให้เข้าสู่มาตรการคุ้มครองฯ นอกจากจะกระทบประโยชน์สาธารณะ ยังทำให้คลื่นความถี่ไม่ถูกใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม

3 อีคอมเมิร์ซสายแข็ง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564107

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

3 อีคอมเมิร์ซสายแข็ง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขนิษฐา สาสะกุล iPrice

ไอไพรซ์ (iPrice) ได้หยิบยก Map of e-Commerce งานวิจัยที่เก็บข้อมูลจำนวนผู้เข้าชมสินค้า ยอดผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น และยอดผู้ติดตามในสื่อโซเชียลของทุกๆ ไตรมาสมาวิเคราะห์จนได้ผลลัพธ์ว่า ใครคือ 3 ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสายแข็งที่แท้จริงใน 6 ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไทย

เริ่มจากประเทศมาเลเซีย ลาซาด้ายังคงเป็นร้านค้าอี-คอมเมิร์ซเจ้าประจำตามคาด มียอดผู้เข้าชมสินค้ารายเดือนเฉลี่ยสูงถึง 28 ล้านคน ตามด้วยช้อปปี้ (Shopee) มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือน 12.3 ล้านคน ซึ่งลดลงจากไตรมาสแรก 1.4 ล้านคน ขณะที่ อีเลฟเว่นสตรีท (11 Street) ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสัญชาติเกาหลี มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้าต่อเดือน 6.4 ล้านคน และยังเป็นที่หนึ่งในด้านจำนวนผู้ติดตามสูงสุดทางทวิตเตอร์

ในประเทศอินโดนีเซีย เริ่มจาก Tokopedia ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสัญชาติอินโดนีเซีย มียอดผู้เข้าชมสินค้าต่อเดือนโดยเฉลี่ยถึง 111 ล้านคน และขยับอันดับจากที่ 2 มาเป็นที่ 1 ในส่วนของยอดการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ต่อด้วย Bukalapak อีกหนึ่งร้านค้าสัญชาติอินโดนีเซีย มียอดผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 85 ล้านคน ขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 จากอันดับที่ 3 ในไตรมาสแรก

ขณะที่ลาซาด้าในอินโดนีเซียมีจำนวนผู้ติดตามทางเฟซบุ๊กเป็นอันดับที่ 1 ที่ 25.2 ล้านคน แต่จำนวนผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนลดลงอย่างน่าใจหาย หรือจาก 117.5 คน เป็น 50 ล้านคน

ประเทศเวียดนามลาซาด้า มียอดผู้เข้าชมสินค้าต่อเดือนโดยเฉลี่ยในไตรมาส 2 ถึง 32 ล้านคน ส่วนจำนวนผู้ติดตามทางเฟซบุ๊กขยับเพิ่มขึ้นจาก 22 ล้านคน เป็น 25 ล้านคน จำนวนผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นอยู่ในลำดับที่ 2 The Gioi Di Dong ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสัญชาติเวียดนามครองอันดับที่ 2 มาตั้งแต่ไตรมาสแรก มียอดผู้เข้าชมสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนในไตรมาส 2 ที่ 29.6 ล้านคน ขณะที่ช้อปปี้ในไตรมาส 2 มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนเพิ่มขึ้นจาก 24.6 ล้านคน เป็น 26.4 ล้านคน พร้อมยอดผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นสูงสุดทั้งจากแอพสโตร์และเพลย์สโตร์

ประเทศฟิลิปปินส์ มีลาซาด้าครองอันดับ 1 ในสื่อโซเชียลยอดนิยม ทั้งทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และเฟซบุ๊ก มีจำนวนผู้เข้าชมโดยเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 30 ล้านคน ช้อปปี้มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้ารายเดือนโดยเฉลี่ยในไตรมาส 2 นี้ ลดลงจาก 9.1 ล้านคน ลดลงมาเหลือ 8.4 ล้านคน และซาโลร่าเป็นร้านค้าอี-คอมเมิร์ซยอดนิยมติดอันดับที่ 3 โดยมียอดผู้เข้าชมสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนราว 1.6 ล้านคน

ประเทศสิงคโปร์ ผู้นำตกเป็นของ Qoo10 ด้วยยอดผู้เข้าสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนราว 10 ล้านคน ตามด้วยลาซาด้ามีผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือน 6.5 ล้านคน และช้อปปี้มียอดผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ 1.8 ล้านคน

ปิดท้ายด้วยประเทศไทย ผู้นำตลาดยังคงเป็นลาซาด้าที่มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนสูงถึง 40 ล้านคน อันดับ 2 เป็นของช้อปปี้ มียอดผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนที่ 15 ล้านคน และอันดับ 3 คือ Chilindo ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสัญชาติไทยรูปแบบการประมูลสินค้า ปัจจุบันมียอดผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ย 5 ล้านคน/เดือน

จะเห็นได้ว่าจากใน 6 ประเทศลาซาด้าเป็นผู้นำตลาดอี-คอมเมิร์ซถึง 5 ประเทศด้วยกัน

ประมวลภาพแอปเปิลเปิดตัวไอโฟน 3 รุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564120

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 12:11 น.

ประมวลภาพแอปเปิลเปิดตัวไอโฟน 3 รุ่นใหม่

ชมภาพชุด “แอปเปิล” เปิดตัวไอโฟน 3 รุ่นใหม่ หน้าจอ OLED รองรับดูอัลซิม แบตฯอึดขึ้น รุ่นท็อป Xs Max ราคาเริ่มต้นที่ 1,099 เหรียญสหรัฐ

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ “แอปเปิล อิงค์” ยักษ์ใหญ่แห่งวงการสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ ได้ เปิดตัวไอโฟนใหม่ 3 รุ่น รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆในวันนี้ตามที่มีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้

แอปเปิลได้เปิดตัว ไอโฟน Xs Max ที่มีขนาดหน้าจอ 6.5 นิ้วแบบ OLED ซึ่งเป็น ไอโฟนที่มีหน้าจอใหญ่ที่สุดเท่าที่แอปเปิลเคยผลิตมา พร้อมกับแบตเตอรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของแอปเปิล โดยสามารถใช้งานนานมากขึ้น 1 ชั่วโมงครึ่ง

ขณะที่ ไอโฟน iPhone Xs มีขนาดหน้าจอ 5.8 นิ้วแบบ OLED เท่ากับ ไอโฟน X ในปัจจุบัน โดยสามารถกันน้ำ และมีโพรเซสเซอร์ที่ทำงานเร็วขึ้น รวมทั้งมีการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเลนส์คู่ ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายภาพดีขึ้น พร้อมกับแบตเตอรีที่จะสามารถใช้งานนานขึ้น 30 นาที

ทั้ง ไอโฟน Xs Max และ ไอโฟน Xs รองรับระบบ “ดูอัลซิม” ที่สามารถใส่ซิมการ์ดได้ 2 เบอร์

ในรุ่น ไอโฟน XR มีขนาดหน้าจอ 6.1 นิ้วแบบแอลซีดี ขณะที่แบตเตอรีสามารถใช้งานนานขึ้น 1 ชั่วโมงครึ่ง

สำหรับราคาของไอโฟนรุ่นใหม่ที่มีการเปิดตัวมีดังนี้

ไอโฟน Xs Max เริ่มต้นที่ 1,099 เหรียญสหรัฐ

ไอโฟน Xs เริ่มต้นที่ 999 เหรียญสหรัฐ

ไอโฟน XR เริ่มต้นที่ 749 เหรียญสหรัฐ

ขณะที่ไอโฟนรุ่นเก่ามีการปรับราคาลดลง โดยมีราคาดังนี้

ไอโฟน 7 ราคาเริ่มต้น 449 เหรียญสหรัฐ

ไอโฟน 8 ราคาเริ่มต้น 599 เหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ แอปเปิลจะรับพรีออเดอร์สำหรับ ไอโฤน Xs และ Xs Max ในวันศุกร์นี้ และลูกค้าจะเริ่มได้รับสินค้าในวันที่ 21 ก.ย. ส่วนพรีออเดอร์สำหรับ ไอโฟน XR จะมีขึ้นในวันที่ 19 ต.ค. และจะเริ่มได้รับสินค้าในวันที่ 26 ต.ค.

ภาพ เอเอฟพี

ทวิตเตอร์รุกวิดีโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564067

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 08:27 น.

ทวิตเตอร์รุกวิดีโอ

ทวิตเตอร์เร่งดูดคอนเทนต์วิดีโอป้อนเอเชียแปซิฟิก ตั้งเป้า ยอดวิวทะลุ 1,000 ล้าน ภายในปี 2020

ทวิตเตอร์ ออกแถลงการณ์ระบุว่า บริษัททำข้อตกลงกับบริษัทสื่อและบริษัทบันเทิงหลายแห่ง เพื่อดึงคอนเทนต์วิดีโอ และสตรีมมิ่ง เช่น ไฮไลต์การแข่งขันฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก คอนเทนต์เกี่ยวกับการแข่งขันรถสูตรหนึ่ง งานเทศกาลบันเทิง และรายการ อื่นๆ เข้าสู่แพลตฟอร์ม ให้สำหรับ ผู้ชมในเอเชียแปซิฟิก รองรับดีมานด์ที่ เติบโตอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ พันธมิตรของทวิตเตอร์ รวมถึง โซนี่ มิวสิก เรด ชิลลีส์ เอนเตอร์เทนเมนต์ สตูดิโอของ ชาห์รุก ข่าน นักแสดง อินเดียชื่อดัง เอ็นบีซียูนิเวอร์ซัล ฟ็อกซ์ สปอร์ต เอเชีย และไวซ์

ขณะที่ เคย์ มาดาตี รองประธานฝ่ายพันธมิตรด้านคอนเทนต์ของ ทวิตเตอร์ เปิดเผยว่า ทวิตเตอร์เล็งเห็นว่าผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิก บริโภค คอนเทนต์วิดีโอในระดับสูงมาก และมีการขยายตัวของผู้ชมถึงเลขสองหลัก โดยทวิตเตอร์ตั้งเป้าว่ายอดการเข้าชมวิดีโอผ่านทวิตเตอร์ในเอเชียแปซิฟิกจะแตะหลัก 1,000 ล้านครั้ง ภายในปี 2020

อย่างไรก็ดี ทวิตเตอร์ต้องเผชิญการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งหลายราย รวมถึง เฟซบุ๊ก และยูทูบ บริการของกูเกิล ซึ่งกำลังร่วมมือกับผู้ผลิตคอนเทนต์วิดีโอเช่นกัน

3 อีคอมเมิร์ซสายแข็ง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564060

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 07:26 น.

3 อีคอมเมิร์ซสายแข็ง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดย…ขนิษฐา สาสะกุล iPrice

ไอไพรซ์ (iPrice) ได้หยิบยก Map of e-Commerce งานวิจัยที่เก็บข้อมูลจำนวนผู้เข้าชมสินค้า ยอดผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น และยอดผู้ติดตามในสื่อโซเชียลของทุกๆ ไตรมาสมาวิเคราะห์จนได้ผลลัพธ์ว่า ใครคือ 3 ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสายแข็งที่แท้จริงใน 6 ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไทย

เริ่มจากประเทศมาเลเซีย ลาซาด้ายังคงเป็นร้านค้าอี-คอมเมิร์ซเจ้าประจำตามคาด มียอดผู้เข้าชมสินค้ารายเดือนเฉลี่ยสูงถึง 28 ล้านคน ตามด้วยช้อปปี้ (Shopee) มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือน 12.3 ล้านคน ซึ่งลดลงจากไตรมาสแรก 1.4 ล้านคน ขณะที่ อีเลฟเว่นสตรีท (11 Street) ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสัญชาติเกาหลี มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้าต่อเดือน 6.4 ล้านคน และยังเป็นที่หนึ่งในด้านจำนวนผู้ติดตามสูงสุดทางทวิตเตอร์

ในประเทศอินโดนีเซีย เริ่มจาก Tokopedia ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสัญชาติอินโดนีเซีย มียอดผู้เข้าชมสินค้าต่อเดือนโดยเฉลี่ยถึง 111 ล้านคน และขยับอันดับจากที่ 2 มาเป็นที่ 1 ในส่วนของยอดการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ต่อด้วย Bukalapak อีกหนึ่งร้านค้าสัญชาติอินโดนีเซีย มียอดผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 85 ล้านคน ขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 จากอันดับที่ 3 ในไตรมาสแรก

ขณะที่ลาซาด้าในอินโดนีเซียมีจำนวนผู้ติดตามทางเฟซบุ๊กเป็นอันดับที่ 1 ที่ 25.2 ล้านคน แต่จำนวนผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนลดลงอย่างน่าใจหาย หรือจาก 117.5 คน เป็น 50 ล้านคน

ประเทศเวียดนามลาซาด้า มียอดผู้เข้าชมสินค้าต่อเดือนโดยเฉลี่ยในไตรมาส 2 ถึง 32 ล้านคน ส่วนจำนวนผู้ติดตามทางเฟซบุ๊กขยับเพิ่มขึ้นจาก 22 ล้านคน เป็น 25 ล้านคน จำนวนผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นอยู่ในลำดับที่ 2 The Gioi Di Dong ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสัญชาติเวียดนามครองอันดับที่ 2 มาตั้งแต่ไตรมาสแรก มียอดผู้เข้าชมสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนในไตรมาส 2 ที่ 29.6 ล้านคน ขณะที่ช้อปปี้ในไตรมาส 2 มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนเพิ่มขึ้นจาก 24.6 ล้านคน เป็น 26.4 ล้านคน พร้อมยอดผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นสูงสุดทั้งจากแอพสโตร์และเพลย์สโตร์

ประเทศฟิลิปปินส์ มีลาซาด้าครองอันดับ 1 ในสื่อโซเชียลยอดนิยม ทั้งทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และเฟซบุ๊ก มีจำนวนผู้เข้าชมโดยเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 30 ล้านคน ช้อปปี้มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้ารายเดือนโดยเฉลี่ยในไตรมาส 2 นี้ ลดลงจาก 9.1 ล้านคน ลดลงมาเหลือ 8.4 ล้านคน และซาโลร่าเป็นร้านค้าอี-คอมเมิร์ซยอดนิยมติดอันดับที่ 3 โดยมียอดผู้เข้าชมสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนราว 1.6 ล้านคน

ประเทศสิงคโปร์ ผู้นำตกเป็นของ Qoo10 ด้วยยอดผู้เข้าสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนราว 10 ล้านคน ตามด้วยลาซาด้ามีผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือน 6.5 ล้านคน และช้อปปี้มียอดผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ 1.8 ล้านคน

ปิดท้ายด้วยประเทศไทย ผู้นำตลาดยังคงเป็นลาซาด้าที่มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนสูงถึง 40 ล้านคน อันดับ 2 เป็นของช้อปปี้ มียอดผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนที่ 15 ล้านคน และอันดับ 3 คือ Chilindo ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสัญชาติไทยรูปแบบการประมูลสินค้า ปัจจุบันมียอดผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ย 5 ล้านคน/เดือน

จะเห็นได้ว่าจากใน 6 ประเทศลาซาด้าเป็นผู้นำตลาดอี-คอมเมิร์ซถึง 5 ประเทศด้วยกัน