ห่วงเน็ตมือถือเสี่ยง จุดอ่อนภัยไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563732

  • วันที่ 10 ก.ย. 2561 เวลา 07:41 น.

ห่วงเน็ตมือถือเสี่ยง จุดอ่อนภัยไซเบอร์

แคสเปอร์สกี้ หารือรัฐ หนุนไซเบอร์ซีเคียวริตี้พัฒนาประเทศ เตรียมพร้อมสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

นายสเตฟาน นิวไมเออร์ กรรมการผู้จัดการ แคสเปอร์สกี้ แลป เอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า อาเซียนติดอันดับต้นๆ เป็นเป้าหมายการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ เพราะการป้องกันข้อมูลอยู่ในระดับต่ำและจำนวนประชากรในภูมิภาคมีจำนวนมาก

ขณะที่อีกประเด็นหนึ่งคือ เทคโนโลยี 4จี และ 5จี ที่เริ่มพัฒนาส่งผลให้ประชากรหันไปใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ซึ่งอาจมีการใช้งานที่ไม่ระวังจึงมีความเสี่ยงที่อาชญากรเห็นจุดอ่อนดังกล่าว

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีเป้าพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ล่าสุดบริษัทหารือกับหน่วยงานรัฐกระทรวงต่างๆ เพื่อสนับสนุนและช่วยด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในประเทศไทย ทั้งในระดับเอสเอ็มอีและเอนเตอร์ไพรส์ต่างๆ

“กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กำลังสนใจในด้านความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งได้ชวนแคสเปอร์สกี้มาลงทุนในประเทศ และพร้อมสนับสนุนอำนวยความสะดวก แต่บริษัทยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้” นายนิวไมเออร์ กล่าว

ยื่นศาลแก้1ล้านซิมดับ15ก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563421

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 08:12 น.

ยื่นศาลแก้1ล้านซิมดับ15ก.ย.

ดีแทค จ่อร้องศาลปกครอง คุ้มครองซิมดับ หากกสทช.ไม่เยียวยา ส่วนทรูชี้แจง ตลท.เงินคุ้มครองผู้ใช้ไม่ถึง 3,300 ล้าน

นายราจีฟ บาวา รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เปิดเผยว่า ดีแทค ได้ยื่นฟ้องเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2561 เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว เพื่อสิทธิประโยชน์ของลูกค้าดีแทคใช้งานคลื่น 850 MHz

ทั้งนี้ ในวันที่ 15 ก.ย. 2561 ดีแทค จะสิ้นสุดสัมปทานคลื่นความถี่ 850 MHz แต่ กสทช.ยังไม่ได้มีมติมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราว กรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทานคลื่น 850 MHz ขณะที่ดีแทคมีลูกค้าในระบบสัมปทานกับ CAT ราว 9 หมื่นราย และลูกค้าดีแทค ไตรเน็ต (DTN) ที่ใช้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศทั่วประเทศ 1 ล้านราย ที่จะได้ผลกระทบจากการใช้งานของลูกค้า

อย่างไรก็ดี กรณีไม่ได้รับการคุ้มครองจากมาตรการเยียวยาของ กสทช.และคำสั่งคุ้มครองจากศาลปกครองกลางได้ทันก่อนวันที่ 15 ก.ย. 2561 คลื่น 850 MHz หยุดให้บริการ ลูกค้า 9 หมื่นรายต้องซิมดับ และลูกค้า ดีแทค ไตรเน็ตที่ส่วนใหญ่จะอยู่ต่างจังหวัดหรือนอกเมือง 1 ล้านรายที่จะได้รับผลกระทบ ทางดีแทคจะชดเชยลูกค้า อาทิ แบบรายเดือนต้องซิมดับ ทางดีแทคจะไม่เก็บค่าบริการ

นอกจากนี้ ยังเพิ่มคอลเซ็นเตอร์อีก 50% เพื่อติดต่อลูกค้า ส่วนลูกค้า 9 หมื่นราย การติดต่อย้ายคลื่นก่อนสิ้นสุดสัมปทาน ถือว่าเป็นกลุ่มที่ติดต่อยาก เพราะอยู่พื้นที่ห่างไกล รวมถึงลูกค้าอีก 1 ล้านรายที่ได้รับผลกระทบมีแคมเปญสายด่วนและสิทธิพิเศษต่างๆ หากบริษัทไม่ได้รับการเยี่ยวยาคลื่น 850 MHz บริษัทจะอาจจะพิจารณาไม่เข้าร่วมประมูลคลื่น 900 MHz

นายบาวา กล่าวว่า ดีแทคได้เร่งขยายเสาสัญญาณคลื่นดีแทคเทอร์โบ 2300 MHz ของทีโอทีอย่างต่อเนื่อง และยังได้เร่งขยายโครงข่าย 2100 MHz เพื่อทดแทนประสิทธิภาพของคลื่น 850 MHz และยังได้ย้ายลูกค้าจำนวน 3.4 แสนราย ที่ยังใช้ซิมดีแทคเดิมให้เปลี่ยนมาใช้ซิม DTN ภายใต้ระบบใบอนุญาต

ในส่วนบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ส่งเอกสารถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หลัง กสทช.ให้ทรูมูฟนำส่งเงินรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่คลื่น 1800 MHz ในช่วงคุ้มครองผู้ใช้บริการ 3,381.95 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่สูงเกินจริง

ส่วนกรณีข้อพิพาทกับบริษัท ทีโอที ในเรื่องการเรียกค่าเสียหายจากการขาดรายได้จากการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL) จะดำเนินการอุทธรณ์ตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการ

‘เฟซบุ๊ก’ลุยเข้าสิงคโปร์ตั้งศูนย์ข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563414

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 06:28 น.

'เฟซบุ๊ก'ลุยเข้าสิงคโปร์ตั้งศูนย์ข้อมูล

เฟซบุ๊กเตรียมตั้งศูนย์ข้อมูลในสิงคโปร์ นักวิเคราะห์หวั่นเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลเข้าถึงข้อมูล

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า เฟซบุ๊ก บริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ของโลก เตรียมสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในเอเชียที่สิงคโปร์ ด้วยเงินลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.28 หมื่นล้านบาท) ท่ามกลางความกังวลว่ารัฐบาลสิงคโปร์อาจใช้โอกาสนี้ในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้โซเชียลมีเดียในประเทศ

รายงานระบุว่า สิงคโปร์เป็นหนึ่งในหลายประเทศทั่วโลกที่เสนอให้ เฟซบุ๊กเข้ามาตั้งศูนย์ข้อมูลในประเทศ ด้วยการนำเสนอถึงความปลอดภัย การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และความกระตือรือร้นของรัฐบาลที่ต้องการให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศศูนย์กลางด้านข้อมูลของภูมิภาค แต่ในขณะเดียวกัน การตั้งศูนย์ข้อมูลของ เฟซบุ๊กในครั้งนี้อาจทำให้รัฐบาลสิงคโปร์เข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้โซเชียลมีเดียได้ง่ายยิ่งขึ้น

“การตั้งศูนย์ข้อมูลในประเทศอาจช่วยให้ประเทศนั้นๆ มีอำนาจเหนือกฎหมายและพนักงานของบริษัท รวมถึงทำให้เข้าใกล้ขอบเขตการใช้อำนาจได้มากขึ้น โดยในกรณีของสิงคโปร์นั้นชัดเจนว่า เราสามารถที่จะถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างอิสระ” ไบรอัน ตัน นักกฎหมายด้านเทคโนโลยีของพินเซนต์ มาร์สันส์ บริษัทด้านกฎหมายในสิงคโปร์ กล่าว

ก่อนหน้านี้ สิงคโปร์ได้เพิ่มการสอดส่องดูแลสื่อโซเชียลอย่างเข้มงวดขึ้น โดยเพิ่มอำนาจให้แก่ตำรวจและตรวจสอบการใช้สื่อโซเชียลอย่างไม่ถูกต้องของประชาชน ขณะที่ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ของเฟซบุ๊กจะรวบรวมข้อมูลผู้ใช้ไว้ทั้งหมด เช่น รูปภาพ วิดีโอ บทความ รวมถึงขั้นตอนการเข้าถึงเครือข่าย โซเชียลของผู้ใช้

“ไลน์”ระดมทุน4.36หมื่นล้าน รุก”อีเพย์เมนต์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563396

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 20:54 น.

"ไลน์"ระดมทุน4.36หมื่นล้าน รุก"อีเพย์เมนต์"

ไลน์รุกหนักบริการด้านการเงิน เตรียมระดมทุนผ่านหุ้นกู้แปลงสภาพ 1,330 ล้านดอลล์

รอยเตอร์สรายงานว่า บริษัท ไลน์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เตรียมระดมทุนเพิ่ม 1,330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.36 หมื่นล้านบาท) ผ่านการขายหุ้นกู้แปลงสภาพ เพื่อเพิ่มการลงทุนในบริการทางการเงินของบริษัท อาทิ ไลน์ เพย์

รายงานระบุว่า หุ้นกู้แปลงสภาพของไลน์จะครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2023 และปี 2025 โดยส่วนหนึ่งจะออกให้แก่เนเวอร์ คอร์ป บริษัทแม่ของไลน์ในเกาหลีใต้ นอกจากนี้ไลน์วางแผนที่จะใช้เงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ในการทำการตลาดเพื่อโปรโมทไลน์ เพย์ และบริการทางการเงินใหม่ๆ ภายในสิ้นปี 2021

ทั้งนี้ ไลน์มีผู้ใช้แอพพลิเคชั่นแชตเป็นประจำทุกเดือนกว่า 164 ล้านราย ในญี่ปุ่น ไต้หวัน อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งการโปรโมทคาดว่าจะช่วยดึงผู้ใช้แอพพลิเคชั่นแชตของไลน์ให้มาใช้บริการทางการเงินของไลน์ได้มากขึ้น โดยในไตรมาส 2 ของปีนี้ ยอดการทำธุรกรรมการเงินผ่านไลน์ เพย์ เพิ่มขึ้นถึง 83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะระดับ 1,748 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.73 หมื่นล้านบาท)

อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากไลน์ เพย์แล้ว ไลน์ยังเตรียมรุกบริการทางการเงินอื่นๆ อาทิ การร่วมมือกับธนาคารโนมูระ เปิดบริการโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้นออนไลน์ และเปิดแพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินคริปโทที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ในชื่อบิตบ็อกซ์ แม้ว่าจะยังไม่ได้รับใบอนุญาตจากทางญี่ปุ่นก็ตาม

ภาพ เอเอฟพี

แนะเปิดเสรีส่งข้อมูลข้ามแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563323

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 13:20 น.

แนะเปิดเสรีส่งข้อมูลข้ามแดน

โพสต์ทูเดย์ – สมาคมจีเอสเอ็ม ชี้หนุนอาเซียนขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล หลังดันจีดีพีโลกโต 10% มูลค่ากว่า 91.62 ล้านล้าน ในทศวรรษที่ผ่านมา

นายบอริส วอยแทน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายข้อมูลส่วนบุคคล สมาคมจีเอสเอ็ม (GSMA) เปิดเผยว่า รายงานของสมาคมล่าสุดพบว่าการไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดนมีส่วนช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือจีดีพีของโลกเติบโตขึ้นราว 10% และคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 91.62 ล้านล้านบาทของโลก ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าตัวเลขของการค้าผลิตภัณฑ์ทั่วโลก

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโต มาจากธุรกิจความสามารถในการโอน จัดเก็บและประมวลผล เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการทำการค้า ธุรกิจด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์มและบริการใหม่ๆ ขณะที่เอเชียแปซิฟิกแม้ว่าจะมีพัฒนาที่ดีในเรื่องของการกำหนดกรอบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถปกป้องผู้บริโภคได้ดี แต่การส่งผ่านข้อมูลข้ามพรมแดน ยังมีกฎหมายแต่ละประเทศกีดขวางการขยายตัวทางการค้า

ขณะที่รายงานระบุว่า ประเทศในเอเชียแปซิฟิกควรสร้างการเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับการปล่อยข้อมูลส่งข้ามพรมแดนร่วมกัน เพื่อช่วยให้เกิดการไหลของข้อมูลข้ามพรมแดน เพราะมองว่าการใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำหนดขึ้นเองแต่ละประเทศ จะควบคุมการใช้ข้อมูลของประชากรในประเทศนั้นๆ จะตีกรอบจำกัดขีดความสามารถขององค์กรต่างๆ ในเอเชีย

“ปีหน้าไทยจะเป็นประธานอาเซียนต่อจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งระบุว่าไทยควรนำวาระดังกล่าวหารือในระดับภูมิภาค เพราะการเปิดเสรีข้อมูลส่งข้ามพรมแดน ในอาเซียนยังไม่มีการกำหนดกรอบของแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน มีเพียงแต่กรอบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งมองว่าการปล่อยข้อมูลข้ามแดนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัลให้ขยายตัว อาทิ ไอโอที การใช้คลาวด์ การก้าวสู่ 5จี องค์กรธุรกิจมีต้นทุนการดำเนินงานที่น้อยกว่า” นายวอยแทน กล่าว

สำหรับงานวิจัยได้ประเมินกรอบและหลักการสำคัญด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรการสำคัญของทุกประเทศ ได้แก่ 1.รัฐบาลประเทศสมาชิกเอเปกและอาเซียนควรร่วมกันปิดช่องว่างความแตกต่างข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ และเชื่อมโยงกรอบข้อกำหนดระดับภูมิภาค 2.ประเทศต่างๆ ควรพัฒนากฎหมายข้อบังคับส่วนบุคคลให้เป็นไปทางทิศทางเดียวกัน

มาตรการที่ 3 ควรมีการกำหนดนโยบายในภาครัฐและผู้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลร่วมมือระดับภูมิภาค และ 4.รัฐบาลควรชี้แจงแก่ผู้เชี่ยวชาญด้านการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลทั้งภาคเอกชนและภาควิชาการถึงแนวทางปฏิบัติต่างๆ

ซัมซุงรุกสมาร์ทโฟนราคาปานกลางเจาะอาเซียน-อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563288

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 22:21 น.

ซัมซุงรุกสมาร์ทโฟนราคาปานกลางเจาะอาเซียน-อินเดีย

ซัมซุงบุกตลาดสมาร์ทโฟนราคาปานกลาง หวังดึงผู้ใช้รุ่นใหม่ในอาเซียนและอินเดีย

ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทสมาร์ทโฟนเบอร์ 1 ของโลก เตรียมปรับกลยุทธ์ธุรกิจสมาร์ทโฟนด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ใส่ในสมาร์ทโฟนราคาระดับปานกลางให้มากขึ้น หวังดึงดูดผู้ใช้กลุ่มมิลเลนเนียลหรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย ที่มีความต้องการใช้สมาร์ทโฟนคุณภาพสูงแต่กำลังซื้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ

“ก่อนหน้านี้ ซัมซุงมักจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปใส่ในสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงที่มีราคาสูง เช่น กาแล็คซี่ เอส และกาแล็คซี่ โน้ต แต่ในกลยุทธ์ใหม่นี้ ซัมซุงจะหันไปนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใส่ในสมาร์ทโฟนที่มีราคาถูกลงก่อนอย่างรุ่น กาแล็คซี่ เอ ซีรี่ส์ ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวในปลายปีนี้” ดีเจ โกห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ กล่าว

นอกจากนี้ ซัมซุงยังเผชิญแรงกดดันจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติจีน ที่เสนอสมาร์ทโฟนเทคโนโลยีขั้นสูงด้วยราคาที่ถูกกว่า โดยเฉพาะหัวเว่ยที่กำลังตามมาติดๆ ด้วยยอดขายสมาร์ทโฟนอันดับ 2 ของโลกในไตรมาสที่แล้ว สวนทางกับยอดขายของซัมซุงในไตรมาส 2 ปีนี้ที่ลดลงกว่า 20%

อย่างไรก็ดี เส้นทางของซัมซุงในการเจาะตลาดสมาร์ทโฟนอินเดีย ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ให้มากขึ้นอาจเป็นเรื่องยาก เพราะตลาดอินเดียมีสมาร์ทโฟนจากจีนครองตลาดอยู่แล้วมากถึง 67% ขณะที่ซัมซุงมีส่วนแบ่งตลาดที่ 24%

ภาพ เอเอฟพี

ข้อผิดพลาดที่พบเสมอ ในดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563262

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 17:15 น.

ข้อผิดพลาดที่พบเสมอ ในดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง (1)

โดย..ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์

ผมอยากจะมาสรุปสิ่งผิดพลาด ในการทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งที่พบเห็นบ่อยที่สุด เพื่อจะได้เก็บมาคิดกันว่าควรจะพัฒนาวางแผนอะไรกันต่อไป?

1) มองเสิร์ชมาร์เก็ตติ้งเป็นอะแวร์เนส

อันนี้ถือเป็นข้อผิดพลาดใหญ่หลวง เพราะสิ้นเปลืองพลังงานและงบประมาณ คือ มองการทำเสิร์ชมาร์เก็ตติ้งเป็นการสร้างอะแวร์เนส พยายามซื้อคีย์เวิร์ดจากกูเกิลให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เรียกได้ว่าคีย์เวิร์ดอะไรที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์นิดเดียว ก็ซื้อแหลก ท่องไว้เป็นสูตรครับ เสิร์ชมาร์เก็ตติ้ง มีไว้เพื่อ “Capture Demand” ที่มีอยู่แล้วในโลกออนไลน์

2) มีเว็บ เหมือนกับมีนามบัตร

จำให้ขึ้นใจเสมอ เวลามีเว็บไซต์ คือ อย่าปล่อยให้คนเข้าเว็บมาแล้วจากไป โดยที่เราไม่ได้อะไรเลย อย่างน้อยที่สุด ควรจะมีช่องให้กรอกข้อมูลอีเมล มีกล่องฟีดแบ็กให้คลิกไลค์ มีเบอร์โทรศัพท์ ฯลฯ มันน่าเสียดายขนาดไหน ถ้าเราลงทุน ซื้อเสิร์ช ซื้อแบนเนอร์ ลงโฆษณาเฟซบุ๊ก คนเข้ามาอ่านอยู่ 1-2 นาที แล้วก็จากเราไป อย่างน้อยถ้าเราสามารถเก็บคอนแท็กต์ของคนที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ไว้ได้ หรือให้กลายเป็นแฟนเราในเฟซบุ๊กก่อน เราก็มีโอกาสติดตามเพื่อให้เขากลับมาเป็นลูกค้าของเราได้

3) เอาโฆษณาออฟไลน์มาลงออนไลน์แบบดื้อๆ

อันนี้แบรนด์ใหญ่ๆ จะมีปัญหากันมาก ตัวอย่างเช่น นำดีไซน์บิลบอร์ด มาใส่แบนเนอร์ตามเว็บต่างๆ นำโฆษณาทีวีซีมาใส่ในยูทูบ เสร็จแล้วก็มานั่งบ่นว่าทำออนไลน์ไม่เวิร์ก จริงๆ เราต้องยอมรับครับ คนออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบโฆษณา! แถมสามารถมองข้ามโฆษณาได้อย่างไม่แยแส ดังนั้นการทำงานโฆษณาออนไลน์ ต้องมีการสร้างคอนเทนต์ใหม่ หรือปรับวิธีการสื่อสารใหม่ โดยมีแนวคิดสร้างคอนเทนต์ที่เน้นความพึงพอใจของผู้บริโภคเป็นหลักไว้ก่อน เสร็จแล้วค่อยหาทางแทรกโฆษณาลงไปแบบเนียนๆ

เขียนไปเขียนมา ชักจะเริ่มยาว ติดตามในตอนต่อไปครับ

เรียนรู้อี-คอมเมิร์ซยักษ์ ฝั่งสหรัฐและเอเชีย (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563218

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 13:45 น.

เรียนรู้อี-คอมเมิร์ซยักษ์ ฝั่งสหรัฐและเอเชีย (1)

โดย..ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา

นับตั้งแต่ปี 1991 ที่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเริ่มแพร่หลายและเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในฝั่งประเทศตะวันตก จนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่อี-คอมเมิร์ซเริ่มขยับเข้ามาได้รับความนิยมในฝั่งเอเชียมากขึ้น เราได้เห็นถึงวิวัฒนาการของตลาดอี-คอมเมิร์ซในสองซีกโลก ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์ในการปรับตัว และข้อผิดพลาดซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถเรียนรู้ และนำมาปรับใช้ต่อไป ผมขอยกตัวอย่างด้วยอี-คอมเมิร์ซอันดับ 1 จากฝั่งสหรัฐอเมริกาอย่างแอมะซอนและอาลีบาบาอันดับ 1 จากฝั่งเอเชียมาเป็นกรณีศึกษาดังนี้ครับ

ตลาดที่ไร้ขอบเขต

แม้ว่ารายได้ของแอมะซอนและอาลีบาบา ต่างก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่จะเห็นว่าการเติบโตของอาลีบาบานั้นอยู่ในอัตราที่สูงกว่า ส่วนรายได้นั้นแอมะซอนมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างคงที่มาได้ระยะหนึ่งแล้ว ส่งผลให้อาลีบาบาเริ่มทำรายได้สูงกว่าแอมะซอนมาตั้งแต่ปี 2015

หนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเติบโตได้ ไม่เพียงแค่ความแข็งแกร่งของตัวธุรกิจเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับขนาดของตลาดอีกด้วย ก่อนหน้านี้แอมะซอนเน้นให้บริการกับลูกค้าในกลุ่มอเมริกาเหนือ มากกว่าที่จะสนใจผู้บริโภคในซีกโลกอื่นๆ รายได้ส่วนใหญ่จึงมาจากฝั่งอเมริกา และแคนาดาเท่านั้น

แต่ด้วยจำนวนผู้บริโภคบนอี-คอมเมิร์ซของสหรัฐเริ่มจะคงที่ การทำตลาดไปยังภูมิภาคที่มีความพร้อมทั้งด้านการเปิดรับเทคโนโลยีของผู้บริโภค และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมจึงเป็นหนึ่งทางเลือก โดย แอมะซอนเลือกลงทุนกับ Flipkart ร้านค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ซึ่งคาดการณ์ว่าแอมะซอนจะสร้างรายได้ถึง 16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในตลาดอินเดีย โดยในปี 2017 แอมะซอนมีรายได้จากการทำตลาดนอกประเทศอยู่ที่ 54.3 พันล้านดอลลาร์ จากรายได้ทั้งหมด 177.9 พันล้านดอลลาร์ นับเป็น 30% ของรายได้รวม

ขณะที่อาลีบาบานั้น ถึงแม้ว่าตลาดหลักจะยังคงเป็นตลาดในจีน แต่ในอนาคตตลาดในจีนคงจะถึงจุดอิ่มตัว อาลีบาบาจึงให้ความสนใจลงทุนกับตลาดเกิดใหม่ อย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการลงทุนในลาซาด้าในปี 2016 ในภาพรวมอาลีบาบามีรายได้จากตลาดต่างประเทศอยู่ที่ 20,841 ล้านหยวน จากรายได้รวม 176,559 พันล้านหยวน นับเป็น 11% ของรายได้รวมทั้งหมดในปี 2018

มาร์เก็ตติ้งออโตเมชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563208

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 11:49 น.

มาร์เก็ตติ้งออโตเมชั่น

โดย..กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ

มาร์เก็ตติ้ง ออโตเมชั่น (Marketing Automation) คืออะไร ถ้าดูคำแปล คือ การทำการตลาดอัตโนมัติ บางคนอาจจะงง การตลาดสามารถทำอัตโนมัติได้ด้วยหรือ

ทำได้ครับ บนโลกออนไลน์ เพราะอย่างที่ผมพูดไว้แทบจะทุกคอลัมน์ว่า โลกออนไลน์วัดผลได้ด้วยตัวเลข เมื่อมีตัวเลขคุณก็ปรับปรุงได้ ทีนี้การตลาดบนโลกออนไลน์ เป็นโลกของโปรแกรมหรือแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นกูเกิล หรือเฟซบุ๊ก หรือไลน์ ทุกอย่างที่ Setup ผ่านโปรแกรมทั้งหมด แค่ปัจจุบันนี้การผ่านโปรแกรมใช้วิธีการให้คนเป็นผู้กำหนดเท่านั้นเอง

แต่เมื่อมีตัวเลข มีข้อมูลที่มากพอ และโปรแกรมหรือโลกอนาคตเป็นยุคแห่งเอไอหรือเรียนรู้ด้วยตัวเอง ทำไมโปรแกรมจะไม่สามารถเรียนรู้แล้วแก้ไขเองได้ละครับ นี่คือ มาร์เก็ตติ้ง ออโตเมชั่น ที่จะเกิดขึ้น

คำถามถัดไปก็คือ กูเกิล เฟซบุ๊ก หรือแพลตฟอร์มการตลาดออนไลน์ต่างๆ จะก้าวมาสู่มาร์เก็ตติ้ง ออโตเมชั่น ได้อย่างไร

สังเกตดีไหมครับว่าวันนี้เราเข้าไปดูข้อมูลหลังจากการทำโฆษณา กูเกิลและเฟซบุ๊ก เราจะสังเกตว่า การแสดงผลข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ระดับ หรือระดับเข้าใจง่ายๆ กับระดับที่มีข้อมูลเชิงลึก โดยระดับเข้าใจง่ายๆ จะสังเกตอีกเช่นกันว่า เริ่มมี Recommend แล้วว่าสิ่งที่ทำอยู่ดีหรือไม่ดี ควรจะแก้อย่างไร

สังเกตอีกไหมครับ ว่าที่เรา Setup Ads บนแพลตฟอร์มทั้ง กูเกิลและเฟซบุ๊ก หลายๆ ครั้งเรารู้สึกได้ว่าโปรแกรมของ กูเกิลและเฟซบุ๊ก พยายามส่งโฆษณาเราไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ลึกลงกว่าที่เรากำหนด เพื่อให้เราเห็นผลดียิ่งขึ้น แค่เรายังไม่เห็นแบบชัดเจนเท่านั้นเอง มันเป็นการแอบทำมาร์เก็ตติ้ง ออโตเมชั่นแบบเล็กๆ อยู่ครับ

ถ้าสังเกตเพิ่ม ตอนนี้กูเกิลเริ่มเก็บข้อมูลเชิงลึกแล้วนะครับ หากเราไป Setup Google Analytics จะพบว่า กูเกิลเริ่มให้เราใส่ข้อมูลธุรกิจที่ลึกมากๆ น้องๆ ที่ออฟฟิศบอกว่า ลึกขนาดว่า น่าจะแบ่งธุรกิจออกเป็นหน่วยย่อยมากๆ รวมๆ น่าจะแบ่งได้หลายหมื่นธุรกิจ แปลว่า กูเกิล กำลังเก็บข้อมูลอยู่

ตอนนี้เราจะเริ่มเห็นบริษัทด้านเทคโนโลยีต่างๆ เชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับแพลตฟอร์มทางการตลาดออนไลน์ต่างๆ เพื่อนำข้อมูลนั้นๆ มาวิเคราะห์ และเริ่มทำถึงการ Setup Ads ให้อัตโนมัติได้แล้วในต่างประเทศแล้ว ซึ่ีงในอนาคตผมคิดว่าคน Setup Ads ยังต้องมีอยู่ครับแต่มีในเชิงลึกมากขึ้น ส่วนคนที่ทำโฆษณาแบบง่ายๆ ก็จะหายไป

ในอนาคตทุกธุรกิจ จะสามารถทำโฆษณา ได้ด้วยตัวเองผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ที่จะออกมาให้บริการมากมาย อาจจะไม่ต้องจ้างเอเยนซีในการทำโฆษณาอีกแล้ว แต่จะเป็นรูปแบบของการเช่าแพลตฟอร์มมาทำเอง และแพลตฟอร์มต่างๆ ในอนาคตก็จะเป็นรูปแบบของการให้เช่าโปรแกรม พร้อมบริการให้คำปรึกษาและเทรนนิ่งแทนครับ

โลกของโฆษณาบนออนไลน์ กำลังจะเปลี่ยน อีก 2-3 ปี เห็นแน่ครับ

เทรนด์ไมโครลุย เจาะโทรคมนาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563203

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 11:45 น.

เทรนด์ไมโครลุย เจาะโทรคมนาคม

โดย..รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

วงการโทรคมนาคม กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งเหล่าผู้ให้บริการเครือข่ายต่างแย่งชิงพื้นที่ในตลาดด้วยการขยายความครอบคลุมการรองรับอุปกรณ์ใหม่ๆ มากขึ้น รวมทั้งประกันความเข้ากันได้กับเทคโนโลยีที่กำลังมาในอนาคตอย่างมาตรฐาน 5จี

อีวา เฉิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทรนด์ ไมโคร เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ Trend Micro Virtual Network Function Suite ซึ่งอยู่ในรูปโปรแกรมแบบเวอร์ชวลเต็มรูปแบบที่ทำงานอยู่บนฝั่งผู้ให้บริการเครือข่าย มีฟีเจอร์ความปลอดภัยอย่างครบครันไม่ว่าจะเป็น ตัวคัดกรอง URL ตัวควบคุมแอพพลิเคชั่น ระบบป้องกันการบุกรุก รวมทั้งการจัดความน่าเชื่อถือของไอโอที ทำให้ผู้ให้บริการสามารถให้การปกป้องที่ครอบคลุมกับผู้ใช้ ทั้งแบบไอโอที ระดับองค์กร และผู้ใช้ตามบ้านได้

สำหรับโซลูชั่นใหม่ของเทรนด์ไมโคร ได้เปิดโอกาสให้สามารถจัดสรรทรัพยากรด้านความปลอดภัย รวมทั้งตั้งค่าสำหรับบริการแบบต่างๆ ได้อย่างไดนามิก นอกจากนี้ยังสามารถขยายขอบเขตการให้บริการได้ตามต้องการโดยเฉพาะเวลาที่มีทราฟฟิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยการใช้ประโยชน์จากชุดพัฒนาส่วนดาต้าเพลนสำหรับการประมวลผลแพ็กเก็ตด้วยความเร็วสูง ทำให้ได้ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง

ขณะที่องค์กรรายใหญ่หลายรายต่างไว้วางใจผลิตภัณฑ์ของเทรนด์ไมโคร ในการปกป้องเครือข่ายของตนเองต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ซึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่นี้เป็นผลจากความพยายามในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ในรูปแบบจำเพาะที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รายใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ถือว่าตรงตามความคาดหวังของลูกค้าหลายบริษัท

เคน ทามากาว่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท SORACOM กล่าวว่า บริษัทให้บริการแก่กลุ่มธุรกิจด้านไอโอทีผ่านแพลตฟอร์มสำหรับเชื่อมต่อไอโอทีแบบครบวงจร ซึ่งมองว่าการผสานระหว่างแพลตฟอร์มแบบชำระเงินตามปริมาณการใช้งานของ Soracom ร่วมกับ Trend Micro Virtual Network Function Suite จะทำให้ได้ความสามารถใหม่ที่ทรงพลังสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการระบบไอโอทีที่ปลอดภัยกว่าเดิมได้

โทชิฟูมิ อูเอซากะ ผู้จัดการทั่วไปด้านแพลตฟอร์มการให้บริการของ บริษัท เอ็นอีซี กล่าวว่า ธุรกิจของบริษัทจะสนับสนุนผู้ให้บริการคลาวด์ และโทรคมนาคมด้วยโซลูชั่นบนคลาวด์ที่ใช้ประโยชน์ จากเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง SDN/NFV ซึ่งจะเห็นว่าการผนวกรวมเทคโนโลยีล่าสุดของบริษัทเข้ากับ Trend Micro Virtual Network Function Suite จะเปิดโอกาสให้สามารถบริการแบบ Next-Gen พร้อมกับความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพแก่ลูกค้าได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของ คิโยชิ อิชิดะ เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง บริษัท Internet Initiative Japan กล่าวว่า ทางบริษัทเปิดรับผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Trend Micro Virtual Network Function Suite เพราะเทคโนโลยี SDN/NFV พร้อมทั้งร่วมทดสอบหลายต่อหลายครั้งเพื่อนำฟีเจอร์ความปลอดภัยบนเครือข่ายแบบ Next-Gen มาให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งบริษัทยังต้องการผสานความร่วมมือให้แน่นแฟ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อนำโซลูชั่นด้านความปลอดภัยใหม่ๆ มาปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของผู้ใช้ปลายทาง

โซลูชั่นใหม่ของเทรนด์ไมโครตั้งเป้าเพื่อตอบโจทย์ของผู้ให้บริการโทรคมนาคมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการปกป้องแบบครบวงจรที่ออกแบบมาสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีข้อมูลปริมาณมหาศาล และธรรมชาติการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแบบไดนามิกของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่