Data is the king Content is the Queen

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563032

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 16:52 น.

Data is the king Content is the Queen

โดย..CJ WORX

อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลง Content is the king อาจไม่ใช่เสมอไป Data is the king คือตัวจริง เพราะตอนนี้คนที่มีข้อมูลอยู่ในมือคือวัตถุดิบสำคัญในการปรุงให้เป็นคอนเทนต์ หรือต่อยอดสินค้าและบริการให้โดนใจผู้บริโภค

แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะตั้งแต่ในอดีตการตลาดก็เก็บข้อมูลพื้นฐาน ประวัติส่วนตัว เบอร์ติดต่อ อีเมล เพื่อทำการตลาดเสนอการขาย ฯลฯ แต่เมื่อโลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ดาต้าด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นสิ่งที่นักการตลาดทุกคนต้องการมาก เพราะนั่นคือการรู้วิธีโดนใจผู้บริโภค รบ 100 ครั้งก็ ชนะ 100 ครั้ง ยิ่ง Ads 100 ครั้ง ก็ย่อมสร้างยอดขายได้ 100 ครั้ง+++

เห็นได้จากเครื่องมือมากมายบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะการรีทาร์เก็ตติ้ง แอด หรืออีเมล ไปยังผู้บริโภคที่เข้าชมสินค้าของแบรนด์แต่ยังไม่ซื้อ แต่โฆษณาและอีเมลเหล่านี้ก็ตามไปกระตุ้นด้วยโปรโมชั่น อื่นๆ ซ้ำ เพื่อให้ปิดการขายได้ นี่เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในจำนวนมหาศาล ที่เป็นผลจากการเก็บดาต้า ที่เป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคจากการท่องเว็บไซต์

แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในงาน DAAT DAY 2018 ที่จัดโดยสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่ตอกย้ำว่า Data is the king และทิศทางของธุรกิจที่จะมีมูลค่ามหาศาลในอนาคต คือ ธุรกิจด้านการพัฒนาข้อมูลหรือได้มาซึ่งข้อมูลจากผู้บริโภคนั่นเอง

หนึ่งตัวอย่างในงานนี้คือ Nike Rise Basketball ที่เอาข้อมูลของนักบาสเกตบอลมืออาชีพ มาเล่นบาสเกตบอล โดยใช้เทคโนโลยีตรวจจับรูปแบบ การเล่น เพื่อเก็บเป็นฐานข้อมูล จึงทำให้ทราบข้อมูลฟอร์มการเล่นทั้งหมดขณะกำลังวิ่งอยู่บนสนามแข่ง

ดาต้าที่ได้เรียกว่าเป็นขุมทรัพย์แห่งวงการกีฬาเลยก็ว่าได้ เพราะทำให้โค้ชสามารถนำรูปแบบการเล่นนี้ไปฝึกสอนกับนักบาสคนอื่นๆ ให้พัฒนาขีดความสามารถได้แบบเห็นภาพ ยังไม่รวมการนำข้อมูลเหล่านี้มาทำเป็นค่าสถิติและนำมาต่อยอดพัฒนาทั้งวงการกีฬาบาสได้ทีเดียว ไม่ว่าจะพัฒนาสนามแข่ง อุปกรณ์การกีฬา เสื้อผ้า

ที่แน่ๆ เป็นข้อมูลอย่างเลอค่ามากสำหรับการพัฒนารองเท้า ไม่ว่าจะการรองรับแรงกระแทก รูปทรง และอีกข้อมูลมากมายที่ค้นพบ และยังสามารถนำมาเป็นอินไซต์ที่นำมาสร้างแคมเปญการตลาด เพื่อด้วยข้อมูลที่เหนือกว่าคู่แข่ง เพราะเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นอย่างดี

นี่จึงกลายมาเป็นตัวอย่างดาต้าที่เก็บข้อมูลจากโลกแห่งความเป็นจริงของผู้บริโภค ทรงคุณค่าจนสามารถนำกลับไปใช้ในทุกภาคส่วนของธุรกิจ ไม่เว้นแม้แต่การตลาดบนโลกออนไลน์ด้วย เพราะสามารถทำการตลาด หรือผลิตโฆษณาเชิญชวน ที่มีความเฉพาะสำหรับบุคคล ลงลึกในอินไซต์ผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น และเหมาะสมกับความแตกต่างกันของแต่ละบุคคล

การมีดาต้าที่เข้าใจผู้บริโภคที่สุด ถือเป็นสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจเข้าไปอยู่กลางใจพวกเขา เพราะ Data = Insight นั่นเอง

สมาร์ทโฟนแข่งแตกเซ็กเมนต์ สร้างดีมานด์การใช้งาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563005

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 14:30 น.

สมาร์ทโฟนแข่งแตกเซ็กเมนต์ สร้างดีมานด์การใช้งาน

โดย..รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เข้าสู่ไตรมาส 3 เป็นช่วงที่ตลาดสมาร์ทโฟนดูจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะทุกค่ายจะเปิดตัวรุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ไฮไลต์ของปีนี้อยู่ที่ค่ายมือถือ ต่างเริ่มทำตลาดแบ่งแยกเซ็กเมนต์อย่างชัดเจนมากขึ้น จากเดิมที่การแข่งขันหลักๆ จะเน้นเรื่องกล้องถ่ายรูปที่คมชัด ซึ่งก็ถือว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ มากนัก

วิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนซัมซุง เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนการแข่งขันมีความรุนแรง โดยพบว่าทั่วโลกอัตราการใช้ครอบคลุมจำนวนประชากรหมดแล้ว รวมถึงประเทศไทยด้วย สำหรับซัมซุงปีนี้ได้นำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ จากการที่เข้าสู่โลกโมบิลิตี้ และพฤติกรรมของผู้บริโภคมีความหลากหลายตามไลฟ์สไตล์

สำหรับการทำตลาดของซัมซุงจึงต้องลงลึกถึงเซ็กเมนต์ย่อยถึง 8-9 เซ็กเมนต์ เพราะเป็นยุคที่ต้องเป็นมากกว่าแค่สมาร์ทโฟน ตอบโจทย์การดูหนังฟังเพลง การสร้างสรรค์คอนเทนต์ รวมถึงการเล่นเกมมิ่ง อย่างล่าสุดเปิดตัวกาแล็คซี่ เจ8 จุดเด่นคือ การเป็นมือถือสำหรับมัลติเอนเตอร์เทนเมนต์ ขณะที่การเปิดตัวสมาร์ทโฟน กาแล็คซี่ โน้ต 9 ลงในเซ็กเมนต์ระดับบน เจาะกลุ่มยังแอ็กชีฟเวอร์ส ที่ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิต

นั่นคือภาพของผู้นำที่กลับมาทวงส่วนแบ่งที่หายไปพอสมควรหลังจากค่ายมือถือจากแดนมังกรเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งตลาดไป ไม่ว่าจะเป็น ออปโป้ หัวเว่ย เสี่ยวหมี่ หรือกระทั่งน้องใหม่อย่างออเนอร์ที่วางเป้าหมายภายใน 3 ปีข้างหน้า จะขึ้นเป็นท็อปทรี หรือ 1 ใน 3 ของตลาดสมาร์ทโฟนในช่องทางออนไลน์

อาคิน ลี ประธานออเนอร์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ออเนอร์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟน กล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน ออเนอร์เพลย์ด้วยเทคโนโลยีจีพียู เทอร์โบ นวัตกรรมการผสมผสานระหว่างฮาร์ดแวร์ที่ทำให้สมาร์ทโฟนของออเนอร์แตกต่างจากคู่แข่ง เล่นเกมบนสมาร์ทโฟนแบบ 4 มิติ ระบบสั่นสะเทือนด้วยเอไอ ขนาดหน้าจอ 5.5 นิ้ว แบตเตอรี่ความจุ 3,750 mAh และชิปเซตที่ประมวลผลได้เร็ว

ในส่วนของแบรนด์ใหม่ที่เข้ามาทำตลาด จึงต้องสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง การลุยมือถือในเซ็กเมนต์เกมมิ่ง เพราะภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนในไทยเซ็กเมนต์สำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ ยังเป็นตลาดใหม่ นอกจากนี้ยังพบว่าตลาดอี-สปอร์ตในไทยกำลังเติบโตจากกระแสคนรุ่นใหม่ที่ตอบรับกับเกมมิ่ง กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้บริษัทได้รับการตอบรับที่ดีในในยุโรป

ชานนท์ จิรายุกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายขาย บริษัท ไทย ออปโป้ กล่าวว่า ไตรมาส 4 บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ในซีรี่ส์อื่นๆ เข้ามาทำตลาดอีกประมาณ 2-3 รุ่น เพื่อปูทางสู่การเป็นอันดับ 1 ในตลาดสมาร์ทโฟน แม้ว่าการแข่งขันจะมีความรุนแรง แต่บริษัทไม่กังวลในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันบริษัทสามารถมียอดขายขึ้นมาเป็นอันดับ 2 แทนที่ไอโฟนได้สำเร็จในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทั้งในด้านของจำนวนยูนิตและยอดขาย

สถานการณ์ตลาดสมาร์ทโฟนไทยสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานได้ครอบคลุมทั้ง 100% ซึ่งปัจจุบันคนไทยมีมือถือมากกว่า 1 เครื่อง/คนด้วยซ้ำ ดังนั้นกลยุทธ์ที่จะทำให้คนซื้อมือถือ จึงต้องสร้างให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทั้งดูหนัง ฟังเพลง ชำระเงิน หรือกระทั่งสำหรับใช้ทำงาน จากนี้จึงต้องจับตาการเซ็กเมนต์มือถือตามไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานที่หมดยุคการขายแต่กล้องถ่ายภาพแล้ว

“กูเกิล”ย่องซื้อข้อมูลมาสเตอร์การ์ด วิเคราะห์โฆษณาออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562987

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 10:31 น.

"กูเกิล"ย่องซื้อข้อมูลมาสเตอร์การ์ด วิเคราะห์โฆษณาออนไลน์

“กูเกิล”ซื้อข้อมูลการใช้จ่ายออฟไลน์จากมาสเตอร์การ์ดหลังเจรจานานกว่า 4 ปี รุกวิเคราะห์โฆษณาออนไลน์

บลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า กูเกิลได้ทำข้อตกลงซื้อข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของผู้ใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตจากบริษัท มาสเตอร์การ์ด ในสหรัฐ เพื่อนำมาวิเคราะห์และเชื่อมโยงถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคว่า โฆษณาทางออนไลน์ของกูเกิลนั้นมีผลต่อการซื้อสินค้าในร้านค้าปลีกทั่วไปหรือไม่

รายงานระบุว่า เมื่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตล็อกอินเข้าบัญชีของกูเกิล และคลิกดูโฆษณาต่างๆ ของกูเกิล หรือเสิร์ชหาข้อมูลสินค้าแบบเฉพาะเจาะจง และยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ กูเกิลก็จะสามารถติดตามได้ว่า หลังจากนั้น 30 วัน ผู้ที่คลิกเข้าไปดูได้ใช้บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตของมาสเตอร์การ์ดซื้อสินค้าเหล่านั้นในร้านค้าแบบออฟไลน์หรือไม่

หลังจากนั้น หากมีการซื้อสินค้าด้วยบัตรของมาสเตอร์การ์ด กูเกิลก็จะส่งข้อมูลนี้ไปยังลูกค้าที่ลงโฆษณากับกูเกิล เพื่อให้ทราบถึงประสิทธิภาพโฆษณาออนไลน์ของกูเกิล ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะอยู่ในส่วนรายได้ออฟไลน์

ทั้งนี้ กูเกิลได้ใช้เวลากว่า 4 ปี ในการเจราจาขอซื้อข้อมูลดังกล่าว ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่ามีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ศูนย์ข้อมูลความเป็นส่วนตัวอิเล็กทรอนิกส์ ระบุว่า เรื่องนี้อาจกระตุ้นความกังวลขึ้นมาเพราะไม่มีใครทราบขอบเขตว่ากูเกิลได้ข้อมูลไปมากเท่าไร ขณะที่ลูกค้าของมาสเตอร์การ์ดราว 2,000 ล้านคน ก็อาจไม่เคยรับรู้เรื่องนี้เช่นกัน n

‘แกร็บ’ลงทุนรุกสตาร์ทอัพเร่งแข่งโกเจ็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562637

  • วันที่ 31 ส.ค. 2561 เวลา 07:50 น.

'แกร็บ'ลงทุนรุกสตาร์ทอัพเร่งแข่งโกเจ็ก

แกร็บประกาศอัด งบเพิ่ม 250 ล้านดอลลาร์ ใน สตาร์ทอัพอินโดนีเซีย เร่งขยาย ธุรกิจแข่งโกเจ็ก

แกร็บ ผู้ให้บริการเรียกรถรับส่ง (ไรด์เฮลลิ่ง) จากสิงคโปร์ ประกาศจะลงทุน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8,180 ล้านบาท) ในบริษัทสตาร์ทอัพอินโดนีเซียหลายแห่งในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ เพื่อเร่งขยายธุรกิจแข่งขันกับโกเจ็ก ไรด์เฮลลิ่งคู่แข่งสัญชาติอินโดนีเซีย

แกร็บระบุว่า การลงทุนดังกล่าวจะดำเนินการผ่านแกร็บ เวนเจอร์ หน่วยธุรกิจด้านนวัตกรรมที่เพิ่งตั้งขึ้น เมื่อไม่นานนี้ และตั้งเป้าลงทุนใน สตาร์ทอัพหลายด้าน เช่น บริการสุขภาพ ส่งอาหาร ระบบอัตโนมัติ และการชำระเงินออนไลน์

“ตอนนี้เราครองส่วนแบ่งตลาดไรด์เฮลลิ่งอินโดนีเซีย 65% อ้างอิงตามจำนวนการเรียกรถทั้งหมด และเราจะไม่หยุดแค่นี้” ริดซ์กี ครามาดิ บราตา กรรมการผู้จัดการของแกร็บ อินโดนีเซีย กล่าว พร้อมเสริมว่า แกร็บคาดว่าจะครองสัดส่วนตลาดอินโดนีเซียมากที่สุดใน 137 เมือง เมื่อเทียบกับโกเจ็กที่ราว 50 เมือง

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังโกเจ็กประกาศขยายธุรกิจจากแอพพลิเคชั่นเรียกรถไปเป็น แอพพลิเคชั่นแบบครบวงจร ที่ให้บริการทั้งการชำระเงินออนไลน์และบริการส่งอาหาร โดยขณะนี้โกเจ็ก กำลังขยายธุรกิจออกไปนอกอินโดนีเซียสู่ประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์

ภาพ รอยเตอร์ส

กสทช.จี้ดีแทคแจงปมเยียวยาชงบอร์ด5ก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562521

  • วันที่ 30 ส.ค. 2561 เวลา 07:20 น.

กสทช.จี้ดีแทคแจงปมเยียวยาชงบอร์ด5ก.ย.

กสทช.เร่งประสานดีแทค ชี้แจงเหตุผลขอเยียวยาคลื่น 900 เข้ามาใหม่ ให้ชัดเจนเพื่อเสนอต่อบอร์ด กสทช.ในวันที่ 5 ก.ย.นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานด้านโทรคมนาคม มีมติให้สำนักงาน กสทช.ประสานงานไปยังบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต (DTN) หรือดีแทค จัดทำหนังสือชี้แจงการขอเข้าสู่มาตรการเยียวยาในคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ที่จะหมดอายุสัมปทานลงให้ชัดเจน เพราะที่ผ่านมามีเพียงหนังสือขอให้ทบทวนมาตรการเยียวยาใหม่เท่านั้น

ทั้งนี้ ต้องการให้รวบรวมเหตุผล เพื่อเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) ในวันที่ 5 ก.ย. 2561 นี้ โดยหนังสือชี้แจงต้องครอบคลุมประเด็นเหตุผลการขอเข้าสู่มาตรการเยียวยาอย่างชัดเจน และจำนวนลูกค้า ที่ใช้งาน

“ดีแทคต้องการใช้งานคลื่นความถี่ แม้จะไม่ได้เข้าประมูล เนื่องจากกังวล หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งขอให้ดีแทคเขียนความเห็นการขอทบทวนให้ชัดเจนส่งมาให้ กสทช.ภายในวันที่ 4 ก.ย. โดยเฉพาะจำนวนผู้ใช้งานที่เหลืออยู่” นาย ฐากร กล่าว

กสทช.ยังไม่เคาะมาตรการเยียวยา”ดีแทค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562501

  • วันที่ 29 ส.ค. 2561 เวลา 19:51 น.

กสทช.ยังไม่เคาะมาตรการเยียวยา"ดีแทค"

กสทช.ยังไม่มีข้อสรุปมาตรการเยียวยาดีแทค หลังสิ้นสุดสัมปทาน รอผู้ชนะประมูลคลื่น 1800 MHz จ่ายเงินตามกำหนดก่อน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ที่ประชุมอนุกรรมการกลั่นกรองด้านโทรคมนาคม ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 15 ก.ย.นี้ โดยกสทช. จะรอดูว่าผู้ประมูลคลื่นความถี่ที่ได้ทั้ง 2 ราย บริษัท ดีแทคไตรเน็ต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) และ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) จะมาชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตภายใน 90 วันหรือไม่

ทั้งนี้ หากมีผู้มาชำระค่าธรรมเนียมก่อนวันที่ 15 ก.ย.คณะกรรมการ กสทช.จะพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง แต่หากไม่มีผู้มาชำระค่าธรรมเนียมในกำหนด 90 วัน (ปลายเดือน พ.ย.-ต้นเดือน ธ.ค.) DTAC จะได้เข้าสู่มาตรการเยียวยาโดยจะได้รับสิทธิในการใช้คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 25 เมกะเฮิรตซ์

ส่วนกรณีที่ DTAC ทำเรื่องขอให้ทบทวนมติคณะกรรมการ กสทช.เรื่องการเยียวยาคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ โดย DTAC จะใช้งานคลื่นความถี่แม้จะได้เข้าประมูล เนื่องจาก DTAC มีข้อกังวลในประกาศหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้ DTAC ไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้น้น

ที่ประชุมฯ ได้ขอให้ DTAC เขียนความเห็นให้ชัดเจนส่งมาให้ สทช. ภายในวันที่ 4 ก.ย. เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในวันที่ 5 ก.ย.เนื่องจากหนังสือที่ DTAC ยื่นมาก่อนหน้านี้ไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะจำนวนผู้ใช้งานที่เหลืออยู่ในคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งก่อนหน้ามีการแจ้งว่าเหลืออยู่หนึ่งแสนราย ต่อมามีข่าวปรากฏว่ามี 3.8 แสนราย ดังนั้น ทาง กสทช.จึงขอให้ DTAC ทำหนังสือแจ้งเหตุผลการใช้งานคลื่นความถี่ให้ชัดเจน

โอเพนซอร์ส พัฒนาโซลูชั่นไอโอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562455

  • วันที่ 29 ส.ค. 2561 เวลา 14:30 น.

โอเพนซอร์ส พัฒนาโซลูชั่นไอโอที

โดย..เร้ดแฮท

อุปกรณ์ในโลกปัจจุบันไม่ว่าจะมีขนาดใดใช้ทำอะไร ต่างสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างชาญฉลาด มีการเชื่อมต่อใหม่ๆ ระหว่างอุปกรณ์นับล้านๆ ชิ้นเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน โดยไอดีซีคาดว่าในปี 2563 จะมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที) ทั่วโลกเกินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากการคาดการณ์ว่า การเติบโตสะสมเฉลี่ยต่อปีจะมากกว่า 14% ในช่วงหลายๆ ปีต่อจากนี้

การพัฒนาอย่างรวดเร็วของไอโอทีเป็นตัวเร่งให้องค์กรต่างๆ ลงทุนด้านเทคโนโลยี และลงทุนกับเครื่องมือที่จะช่วยพัฒนา บริหารจัดการ และนำผลิตภัณฑ์และบริการด้านไอโอทีเหล่านี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น

เรดแฮตได้มอบหมายให้ อาร์ทีอินไซต์สำรวจผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีขององค์กรขนาดใหญ่จำนวน 253 ราย เพื่อให้ได้ข้อมูลว่าพวกเขาเหล่านั้นใช้เทคโนโลยีอะไรพัฒนาโซลูชั่นด้านไอโอทีต่างๆ โดยองค์กรที่เข้าร่วมการสำรวจนี้จะต้องเป็นองค์กรที่พัฒนาโซลูชั่นไอโอทีอยู่ในปัจจุบัน หรือมีแผนจะทำภายใน 12-18 เดือนต่อจากเวลาที่ทำการสำรวจ

ทั้งนี้ การสำรวจดังกล่าวได้พิจารณาถึงความแตกต่างระหว่างการพัฒนาแอพพลิเคชั่นไอโอที กับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นแบบเดิม ระหว่างการพัฒนาโซลูชั่นไอโอทีได้มีความสามารถสำคัญๆ อะไรเกิดขึ้นบ้าง และความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องมือที่เป็นโอเพนซอร์สและการพัฒนาโซลูชั่นไอโอที

สำหรับคำถามแรกๆ ของการสำรวจคือ “ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างการพัฒนาแอพพลิเคชั่นไอโอทีกับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นแบบเดิม คืออะไร” ซึ่งคำตอบที่ได้รับจากการสำรวจพบว่า การพัฒนาโซลูชั่นต่างๆ ที่เชื่อถือได้และปรับระดับการทำงานได้ตามต้องการ อยู่ที่ 51% มาตรฐานต่างๆ ในการจัดการให้ข้อมูลและแอพพลิเคชั่นทำงานร่วมกันได้อย่างยั่งยืน 48% เซ็นเซอร์และอุปกรณ์อัจฉริยะที่ใช้งานปลายทางมีจำนวนมาก 45% และการจัดการกับความปลอดภัยของข้อมูลและแอพพลิเคชั่น 41%

เมื่อระบุได้ว่าความแตกต่างระหว่างกระบวนการทั้งสองคืออะไร ก็สามารถระบุได้ชัดเจนขึ้นว่าอะไรคือสิ่งจำเป็นในการพัฒนาโซลูชั่นไอโอทีให้ประสบความสำเร็จ

ผลสำรวจที่ออกมาพบว่า โซลูชั่นที่เชื่อถือได้และปรับขนาดการทำงานได้ตามต้องการจะถูกจัดอยู่ในลำดับแรกๆ ที่ผู้ให้การสำรวจเห็นว่าควรนำมาใช้เพื่อการสรรสร้างโซลูชั่นไอโอทีต่างๆ รวมถึงการใช้ข้อมูลปริมาณมาก

นอกจากนี้ ยังทราบว่าซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส กลายเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดขององค์กรในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นและนำมาใช้ ซึ่งตรงตามผลสำรวจที่ระบุว่าโอเพนซอร์สเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการพัฒนาโซลูชั่น ไอโอทีด้วยเช่นกัน เห็นได้จากผลสำรวจที่พบว่า 39% ของผู้ตอบแบบสอบถามจากองค์กรที่กำลังพัฒนาโซลูชั่นไอโอทีอยู่ในปัจจุบัน ชื่นชอบเครื่องมือที่เป็นโอเพนซอร์สมากกว่าเครื่องมืออื่นๆ ที่มีกรรมสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามคำถามเดียวกันนี้ไปยังองค์กรที่จัดตัวเองอยู่ในกลุ่มผู้นำด้านไอโอที ตัวเลขยิ่งสูงขึ้น กล่าวคือ 43% ของผู้ตอบแบบสอบถามใช้โอเพนซอร์สในการพัฒนาโซลูชั่นไอโอที โดยในบรรดาองค์กรที่ใช้โอเพนซอร์สเป็นหลักในการพัฒนาโซลูชั่นไอโอทีที่จัดตัวเองเป็นผู้นำด้านไอโอที ใช้โซลูชั่นโอเพนซอร์สมากกว่า องค์กรที่ใช้เครื่องมือที่มีกรรมสิทธิ์เป็นหลักในการพัฒนาถึง 50%

การสนับสนุนและความช่วยเหลือจากโซลูชั่นโอเพนซอร์สไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อพิจารณาถึงความต้องการหลักๆ ในการพัฒนาโซลูชั่นไอโอที กล่าวได้ว่าองค์กรที่พัฒนาโซลูชั่นไอโอที ต้องพร้อมที่จะจัดการกับความต้องการในการปรับขนาดการทำงานได้ตามต้องการ ความเชื่อถือได้ การจัดการความซับซ้อน และความต้องการอื่นๆ ที่จะตามมา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่โอเพนซอร์สมีอยู่แล้ว และสามารถช่วยองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้

จะเห็นได้ว่าซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเป็นที่แพร่หลายในหมู่องค์กร และการสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นโอกาสของเทคโนโลยีโอเพนซอร์สที่จะเสริมให้องค์กรต่างๆ เริ่มต้นใช้โซลูชั่นไอโอทีต่างๆ ร่วมกับสถาปัตยกรรมไอทีของตน

เรดแฮตมุ่งมั่นให้การสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบบไอทีขององค์กร และยังคงมุ่งหวังที่จะทำงานกับผู้ใช้งานในการพัฒนาโซลูชั่นไอโอทีต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีของเร้ดแฮทอย่างต่อเนื่่อง เพื่อตอบสนองความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละองค์กร

ดีแทคลั่นทวงอันดับ2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562393

  • วันที่ 29 ส.ค. 2561 เวลา 08:24 น.

ดีแทคลั่นทวงอันดับ2

เปิดวิชั่นแม่ทัพหญิงคนใหม่ค่ายดีแทค ลุย 3 ภารกิจสำคัญ พร้อมขอเวลาเยียวยาลูกค้าบนคลื่น 1800 MHz และ 850 MHz ที่หมดสัมปทาน

นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เปิดเผยว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ท้าทายของดีแทค หลังจากหมดอายุสัมปทานคลื่น 1800 MHz และ 850 MHz โดยดีแทคเชื่อมั่นว่าจะได้รับการอนุมัติแผนความคุ้มครองลูกค้าจาก กสทช. เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ คือ การดูแลลูกค้าดีแทคเมื่อสิ้นสุดสัมปทานให้สามารถใช้บริการได้อย่าง ต่อเนื่อง และบอกลูกค้าตามความจริงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อแสดงความซื่อสัตย์กับลูกค้า และค้นหาสิ่งที่ลูกค้าต้องการเพื่อตอบสนองได้ตรงความต้องการของลูกค้า

นอกจากนี้ ยังได้วางโมเดลธุรกิจใหม่ที่ยึดลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง เปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่มองจากภายในองค์กรออกไปสู่ภายนอกว่าจะให้บริการลูกค้าอย่างไร มาเป็นการมองจากภายนอกหรือลูกค้ามาสู่ภายใน เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดมากที่สุด พร้อมตั้งแผนกใหม่ขึ้นมาเพื่อค้นหาความต้องการของลูกค้าโดยเฉพาะ โดยคัดเลือกคนจากทุกแผนกมาทำงานร่วมกันเพื่อลดการทำงานแบบไซโลหรือต่างคนต่างทำลง

ทั้งนี้ ใน 1 สัปดาห์ที่เข้ามาร่วมงานในดีแทคเห็นได้ว่าดีแทคมีทรัพย์สินสำคัญ 3 ประการ คือ 1.ลูกค้าดีแทคกว่า 21 ล้านเลขหมาย 2.แบรนด์ดีแทคที่แข็งแกร่ง และ 3.พนักงานของดีแทค ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้จะทำให้ดีแทคประสบความสำเร็จในระยะยาวและสามารถกลับมาเป็นผู้นำอันดับ 2 ในตลาดเครือข่ายมือถือได้แน่นอน

ขณะที่การเข้าสู่มาตรการคุ้มครอง ผู้ใช้บริการกรณีสิ้นสุดสัมปทานยังเป็นการทำรายได้ให้กับรัฐอีกด้วย เพราะจากข้อกำหนดที่ระบุว่า รายได้จากการให้บริการ ผู้ให้บริการจะหักต้นทุนค่าใช้จ่ายและนำส่วนที่เหลือส่งเข้ารัฐเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป ผู้ให้บริการไม่สามารถแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ในช่วงดังกล่าว

ไทยเปลี่ยนมือถือถี่ขึ้น เฉลี่ย3ปีเหลือ1ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562378

  • วันที่ 29 ส.ค. 2561 เวลา 06:21 น.

ไทยเปลี่ยนมือถือถี่ขึ้น เฉลี่ย3ปีเหลือ1ปี

ออปโป้ เมินสมาร์ทโฟนแข่งดุ ล่าสุดเปิดตัวเอฟ 9 ย้ำผู้นำตลาดอันดับ 2 คุยหลังเปิดจอง 2 เดือนยอดพุ่งสูงกว่าเอฟ 7 ถึง 2 เท่า

นายชานนท์ จิรายุกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายขาย บริษัท ไทย ออปโป้ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทยยังคงมีการแข่งขันกันรุนแรง เห็นได้จากการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่กันอย่าง ต่อเนื่อง ภายหลังผู้บริโภคชาวไทยมีพฤติกรรมการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนถี่ขึ้น คือเฉลี่ย 1 ปี-1 ปีครึ่งต่อครั้งเทียบกับเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนใหม่เฉลี่ยทุก 2-3 ปีเท่านั้น

อย่างไรก็ดี แม้ว่าตลาดสมาร์ทโฟนจะมีการแข่งขันกันรุนแรง แต่บริษัท ไม่กังวลในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันบริษัทสามารถมียอดขายขึ้นมาเป็นอันดับ 2 แทนที่ไอโฟนได้สำเร็จในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทั้งในด้านของจำนวนยูนิต และเม็ดเงินในการขายสมาร์ทโฟน เนื่องจากบริษัทมีการเปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง

“บริษัทถือเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่มีการจดสิทธิบัตรมากที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงสามารถพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าเข้ามาทำตลาดได้อย่างต่อเนื่อง และทุกครั้งที่เปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดก็มียอดขายทุบสถิติทุกครั้ง เช่น การเปิดตัวเอฟ 7 เข้าทำตลาดก็สามารถทำให้ไตรมาส 2 ที่ผ่านมาเอฟ 7 เป็นสมาร์ทโฟนที่ขายดีที่สุด และล่าสุดได้เปิดให้จองเอฟ 9 ก็ พบว่ามียอดขายสูงกว่าเอฟ 7 ถึง 2 เท่าตัว” นายชานนท์ กล่าว

ทั้งนี้ จากผลการสำรวจของบริษัท วิจัย คานาลิส พบว่า ปัจจุบันตลาด สมาร์ทโฟนในประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 1.4 แสนล้านบาท หรือมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านเครื่อง ในส่วนของแบรนด์ออปโป้ มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 2 ด้วยสัดส่วน 20% หลังจาก เปิดตัวเอฟ 9 เข้าทำตลาด บริษัทมั่นใจว่าทำให้ให้มียอดขายมากกว่าเอฟ 7 ไม่ต่ำกว่า 30% เข้าไปใกล้ผู้นำตลาดอย่างแบรนด์ ซัมซุงที่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการ ตลาดไม่ถึง 30%

นายชานนท์ กล่าวอีกว่า หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ผู้นำอันดับ 1 ในตลาดสมาร์ทโฟนจะมีส่วนแบ่งการตลาดค่อนข้างสูงเฉลี่ยที่ประมาณ 70-80% ฅแต่หลังจากสมาร์ทโฟนมีการแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น และมีผู้เล่นในตลาดที่ หลากหลาย โดยเฉพาะการเข้ามาของแบรนด์สมาร์ทโฟนจากประเทศจีน ทำให้ปัจจุบันส่วนแบ่งการตลาดของผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟนมีไม่ถึง 30%

สำหรับแผนการทำตลาดในช่วง 5 เดือนที่เหลือนี้ นอกจากจะเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่ซีรี่ส์เอฟเข้าทำตลาดแล้ว ในช่วงไตรมาส 4  ของปีนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ในซีรี่ส์อื่นๆ เข้ามาทำตลาดอีกประมาณ 2-3 รุ่น เพื่อปูทางสู่การเป็นอันดับ 1 ในตลาดสมาร์ทโฟน

Oppo F9

‘ซิสโก’เผยธุรกิจไทยเกินครึ่ง เพิกเฉยภัยคุกคามไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562260

  • วันที่ 28 ส.ค. 2561 เวลา 06:31 น.

'ซิสโก'เผยธุรกิจไทยเกินครึ่ง เพิกเฉยภัยคุกคามไซเบอร์

โดย…ภูวดล โกมลรัตนเสถียร

การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีดิจิทัล สนับสนุนให้เกิดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ซึ่งการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที) ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงภัยคุกคามในโลกไซเบอร์เพิ่มมากขึ้น โดยประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์ค่อนข้างสูง อยู่ลำดับที่ 15 ของโลกจาก 165 ประเทศ

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการ ผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน เปิดเผยผลการศึกษาความสามารถด้านการรักษาความปลอดภัยในเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2561 พบว่า แนวโน้มของภัยคุกคามทางไซเบอร์จะเกิดมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเป้าการโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานในการดำเนินงาน จากเดิมที่มุ่งโจมตีเฉพาะโครงสร้าง พื้นฐานด้านไอที เช่น ผ่านทางมัลแวร์บนอีเมล เน็ตเวิร์ก และเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งถือเป็นความท้าทายเพิ่มขึ้นให้กับบริษัท

ทั้งนี้ 36% ขององค์กรธุรกิจไทยเคยพบการโจมตีทางไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐานในการดำเนินงาน สูงกว่าในภูมิภาคที่ 30% และส่วนใหญ่ 56% คาดว่าอาจมีการโจมตีที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นกับองค์กรของตนใน 1 ปีข้างหน้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการพัฒนาของไทยในการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล มีการใช้ไอโอที เพิ่มมากขึ้น แต่ยังขาดเรื่องของความพร้อมในการป้องกันภัยคุกคาม

ปัจจุบันองค์กรธุรกิจไทยกว่า 41% ได้รับการแจ้งเตือนมากกว่า 5 หมื่น-1.5 แสนรายการ/วัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ได้รับการแจ้งเตือนเฉลี่ย 1 หมื่นรายการ/วัน ซึ่งสิ่งที่น่าวิตกในประเทศไทย พบว่า ธุรกิจของไทยมากกว่าครึ่ง หรือ 60% รายการแจ้งเตือนไม่ได้รับการดำเนินการตรวจสอบว่าเป็นภัยคุกคามจริงหรือไม่ โดยมีเพียง 37% ของรายการที่ถูกนำไปวิเคราะห์ ตรวจสอบและแก้ปัญหา ต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

สำหรับมูลค่าความเสียหายทางการเงินต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรธุรกิจไทย มีค่าเฉลี่ยที่สูงขึ้น โดย 54% ของบริษัทได้รับความเสียหายตั้งแต่ 16 ล้านบาท ไปจนถึง 165 ล้านบาท และองค์กรธุรกิจ 6% ได้รับความเสียหายมากกว่า 330 ล้านบาท สูงกว่าภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก โดยความเสีย ผู้อำนวยการหายนี้ครอบคลุมถึง การสูญเสียรายได้ การสูญเสียลูกค้า และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

ดังนั้น บริษัทต่างๆ จึงจำเป็นต้อง เตรียมบุคลากร ระบบงาน และเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบเอไอ แมชีนเลิร์นนิ่ง มาศึกษาพฤติกรรมและจัดการกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ พร้อมกำกับดูแลนโยบายและกฎหมาย รวมถึงพัฒนาบุคลากรทางด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้

เคอรรี่ ซิงเกิลตันด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ของซิสโก้ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังขาดบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ ทางไซเบอร์มากกว่าหลายพันตำแหน่ง โดยซิสโก้ได้พยายามสร้างเน็ตเวิร์กร่วมกันหลายหน่วยงานในการสร้างทักษะ และพัฒนาผู้เชี่ยวชาญทางไซเบอร์ ฝึกอบรมให้กับนักเรียน นักศึกษา และองค์กรต่างๆ

ขณะที่ล่าสุด ในปี 2560 ที่ผ่านมา สามารถพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ทั่วโลกกว่า 9 หมื่นราย จำนวนนี้ 1 หมื่นรายอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และบุคลากรในไทยจำนวน 300 ราย โดยในปี 2562 ตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรในไทยเพิ่มขึ้นเป็น 500 คน/ปี เพื่อรองรับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้น และป้องกันการโจมตีของภัยคุกคาม