“แกร็บ”รุกธุรกิจสุขภาพร่วมทุน”ผิงอัน”ขยายบริการทางการแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562255

  • วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 22:20 น.

"แกร็บ"รุกธุรกิจสุขภาพร่วมทุน"ผิงอัน"ขยายบริการทางการแพทย์

แกร็บเติมเต็มบริการ หลังเข้าร่วมทุนผิงอัน มอบบริการโซลูชั่นด้านสุขภาพแบบออนไลน์ทูออฟไลน์

นายแอนโทนี่ ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งแกร็บ เปิดเผยว่า หลังจากผิงอัน เฮลท์แคร์แอนด์เทคโนโลยี ผู้นำแพลตฟอร์มบริการสุขภาพครบวงจรของจีน ภายใต้ชื่อ ผิงอันกู้ดด็อกเตอร์ เข้าร่วมทุนกับ แกร็บ โฮลดิ้งส์ ผู้นำแพลตฟอร์มออนไลน์ทูออฟไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะส่งผลให้แกร็บขยายบริการด้านสุขภาพผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ให้บริการในระดับภูมิภาคเป็นครั้งแรก

สำหรับการร่วมทุนดังกล่าวจะเป็นการรวมบริการหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ เอไอ ที่ให้คำแนะนำทางการการแพทย์ การส่งยา และการนัดคิวพบแพทย์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์โดยบริษัทร่วมทุนดังกล่าวจะทำงานร่วมกับรัฐบาล โรงพยาบาล แพทย์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพันธมิตรอื่นๆ เพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าในตลาด และใช้แกร็บเพย์ซึ่งเป็นบริการโมบายวอลเล็ตชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการชำระเงิน โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในประเทศไทยภายในต้นปี 2562

ทั้งนี้ ผิงอัน กู้ดด็อกเตอร์ เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านสุขภาพออนไลน์ชั้นนำในประเทศจีน มีผู้ใช้งานกว่า 200 ล้านคน โดยการร่วมมือกันในครั้งนี้ก็เพื่อตอบสนองความต้องการดูแลสุขภาพของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การร่วมมือกับแกร็บจะช่วยให้ผิงอันสามารถขยายการให้บริการด้านสุขภาพในภูมิภาคได้มากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการให้บริการของแกร็บที่ครอบคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยอดดาวน์โหลดของผู้ใช้กว่า 100 ล้านครั้ง และความเข้าใจในตลาดท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง

นอกจากนี้ ยังมองว่าภายในปี 2573 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดและมีความต้องการบริการทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีปัญหาการให้บริการทางการแพทย์ที่เร่งด่วน รวมทั้งบางประเทศยังขาดโครงสร้างระบบบริการทางการแพทย์และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาระหว่างตัวเมืองและชนบท รวมถึงความด้อยประสิทธิภาพของระบบที่ใช้เมื่อผู้บริโภคต้องการพบแพทย์

“ตัวอย่างเช่น อินโดนีเซีย ที่มีจำนวนแพทย์ 1 คน/ประชาชนเกือบ 5,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยสูง ซึ่งมีจำนวนแพทย์ 4-5 คน/ประชากร 1,000 คน”นายตัน กล่าว

ภาพ เอเอฟพี

ดันสตาร์ทอัพสู่ภูมิภาค ดีแทคเผย 5 ทีมคว้ารางวัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562254

  • วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 22:15 น.

ดันสตาร์ทอัพสู่ภูมิภาค ดีแทคเผย 5 ทีมคว้ารางวัล

ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า”สตาร์ทอัพไทย”มีโอกาสที่จะก้าวเป็น”ยูนิคอร์น”เหมือนประเทศอื่นในอาเซียน

****************************

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าสตาร์ทอัพไทยมีโอกาสที่จะก้าวเป็นยูนิคอร์นเหมือนประเทศอื่นในอาเซียน ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาสตาร์ทอัพไทยมีทั้งแจ้งเกิด ขณะเดียวกันก็ล้มหายตายจากไม่ต่างกับเอสเอ็มอี แต่ปัจจุบันสตาร์ทอัพเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาแพลตฟอร์ม

สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า ดีแทค แอคเซอเลอเรท เป็นเบอร์ 1 ด้านโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทยและเป็นเบอร์ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์และอินโดนีเซีย วัดจากการได้รับเงินลงทุนต่อเนื่อง 70% จากนักลงทุนมูลค่า 5,000 ล้านบาท โตปีละ 500%

สำหรับปีนี้สตาร์ทอัพที่ได้รับรางวัลจะเน้นไปที่ธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจและไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน สามารถขยายสเกลการเติบโตให้เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วขณะเดียวกันก็มีสตาร์ทอัพที่มีแนวคิดที่แตกต่างและหลากหลาย เช่น ดีพเทค ทำให้เห็นเทรนด์การเติบโตของการนำเอไอมาใช้ในธุรกิจ จากทีม ซีวิซ เอไอ (Zwiz.AI) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม เอไอ แชตบอต เพื่อช่วยเหลือธุรกิจและลูกค้าของธุรกิจทุกๆ ประเภท ทั้งในด้านการสนับสนุนการให้บริการลูกค้าและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ของธุรกิจผ่านแอพพลิเคชั่น เฟซบุ๊ก และไลน์

ขณะที่ ดีแทค แอคเซอเลอเรท เดโมเดย์ ปี 6 มีด้วยกัน 5 ทีมที่คว้ารางวัล ประกอบด้วย ผู้ชนะ เบส เพอร์ฟอร์มมิ่ง สตาร์ทอัพ (Best Performing Startup) และเข้าร่วมงานเทค คอนเฟอเรนซ์ที่ดีของโลก ได้แก่ ทีม อูก้า เป็นแพลตฟอร์มการให้คำปรึกษา ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์อยู่บนระบบรวมกันมากกว่า 30 ท่าน ที่ให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่น และเว็บไซต์ http://www.ooca.co.th

นอกจากนี้มี 3 ทีมได้สุดยอดรางวัลเพื่อบินไปร่วมงานเทค คอนเฟอเรนซ์ ประกอบด้วย ทีมที่ 2 สมใจ โฮม โลน มีความน่าสนใจ คือ เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ให้บริการจัดหาสินเชื่อบ้าน ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม และอาคารพาณิชย์ ลดความยุ่งยากในขอสินเชื่อ ค้นหาวงเงินสินเชื่อสูงสุด ข้อเสนอดอกเบี้ยที่ต่ำสุด และเหมาะกับคุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อที่เหมาะแต่ละคนมากที่สุด และทีมที่ 3 โกวาบิ ก็คว้ารางวัลนี้เช่นเดียวกัน เพราะแอพพลิเคชั่นนี้สำหรับการจองสปาและบริการความสวยงาม พร้อมส่วนลดพิเศษสำหรับผู้เข้ามาใช้บริการ

ทั้งนี้แอพดังกล่าวยังเป็นโอกาสให้กับร้านค้าในการเติมเต็มที่ว่างในช่วงเวลาปิดยอด และทีมที่ 4 โนบุโระ เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ให้บริการทางการเงินและสินเชื่อ เพื่อเป็นสวัสดิการบริษัทให้กับพนักงานกลุ่มที่มีรายได้น้อย โดยออกแบบสินเชื่อให้เหมาะสมกับลักษณะชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ขอสินเชื่อ ทั้งยังให้โอกาสพนักงานที่มีประวัติเครดิตไม่ดีสามารถขอสินเชื่อได้

ส่วนทีมที่ 5 Doctor A to Z รับรางวัลขวัญใจมหาชน (Popular Vote) เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยแนะนำคนไข้ต่างชาติให้ได้พบกับหมอที่เก่งที่สุดในโรคนั้นๆ ได้ราคาค่ารักษาที่ดีที่สุด และได้รักษาภายในสถานพยาบาลที่มีคุณภาพ

การได้รับรางวัลเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่โจทย์ต่อไปของสตาร์ทอัพไทยต้องคิดและวางแผนพัฒนาต่อยอดไปสู่ตลาดอื่นๆ ด้วย เพื่อดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่ที่มุ่งเน้นลงทุนกับสตาร์ทอัพที่มีโอกาสขยายตลาดไปสู่ระดับภูมิภาคหรือตลาดโลก

ผลกระทบปฏิรูปดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562203

  • วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 14:05 น.

ผลกระทบปฏิรูปดิจิทัล

โดย..ฟอร์ติเน็ต

การปฏิรูประบบดิจิทัลจะมีผลกระทบต่อเทคโนโลยี ตั้งแต่เทคโนโลยีที่ประมวลข้อมูลจำนวนมาก เพื่อใช้ในการตัดสินใจไปจนถึงเทคโนโลยีคลาวด์ ระบบโมบิลิตี้ และการใช้อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) ที่มาแรงในปัจจุบัน ทำให้องค์กรจำเป็นต้องทบทวนกระบวนการทางธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและผลประกอบการทางธุรกิจให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ การปฏิรูประบบดิจิทัลของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อธุรกิจและเทคโนโลยีที่ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจดังกล่าวนี้ จะต้องทำงานในความเร็วสูงทั้งระบบ ส่งผลให้ภัยการโจมตีในเครือข่ายองค์กรเกิดในความเร็วสูง และเกิดความเสียหายอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ฟอร์ติเน็ตเผยรายงานผลกระทบด้านความปลอดภัยจากการปฏิรูประบบดิจิทัลในปี 2561 จากหลายอุตสาหกรรมทั่วทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย เกี่ยวกับการปฏิรูประบบดิจิทัลของพวกเขาพบว่า

องค์กรส่วนใหญ่ได้เริ่มกระบวนการปฏิรูประบบดิจิทัล โดย 67% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าองค์กรเริ่มกระบวนการนี้นานกว่า 1 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามหลายองค์กรยังคงมีปัญหาเรื่องการที่ไม่สามารถปกป้องโครงสร้างพื้นฐานของตนยังไม่ดีพอ

ผู้เข้าการสำรวจเห็นว่าปัจจัยทางธุรกิจที่มีผลตัดสินใจจัดการปฏิรูประบบดิจิทัลมากที่สุด ได้แก่ 1.คลาวด์ 2.อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ 3.ความคล่องตัวในโมบิลิตี้

ในเรื่องของความปลอดภัยที่มาพร้อมกับการปฏิรูประบบดิจิทัลนั้น 85% มองว่าปัญหาด้านความปลอดภัยในระหว่างการปฏิรูประบบดิจิทัลนั้นมี “ค่อนข้างมาก” ถึง “มากมาย” สอดคล้องกับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปใช้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะระบบไอโอทีและมัลติคลาวด์ ซึ่งเพิ่มโอกาสโดนบุกรุกและการคุกคามเข้าสู่เครือข่ายอย่างมาก

WOMON 2.0 ต่อยอดตลาดบนออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562195

  • วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 13:05 น.

WOMON 2.0 ต่อยอดตลาดบนออนไลน์

โดย..CJ Worx

WOMON (Word Of Mouth Online Network) การกระจายข่าวสารแบบปากต่อปากบนออนไลน์ แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้น เพราะโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กทุกอย่างไวไปหมด แค่ไม่กี่วินาทีเรื่องราวที่แชร์ลงไปบนโลกออนไลน์ก็กระจายไปยังทั่วโลกได้แค่ชั่วพริบตา

จริงๆ แล้วต้นตอของการกระจายข่าวสารแบบปากต่อปากในโลกออนไลน์ ก็มาจากพฤติกรรมในวงสนทนาต่างๆ ไม่ว่าตามร้านกาแฟ วงอาหารที่โรงเรียน ร้านทำผม และอีกหลากหลายกิจกรรมที่สนทนาแบบซึ่งๆ หน้าเท่านั้น อย่างมากก็คือโทรศัพท์ไปยังบุคคลที่ไม่ได้ร่วมอยู่ต่อหน้านั้นให้ทราบเรื่องราว แต่ขีดจำกัดเฉพาะแค่คนรู้จักเท่านั้น

พอมีวิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ก ที่เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ ทำให้คนที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้าหรือรู้จักกันเท่านั้น แต่ยังได้รับข้อมูลทั้งจาก Friends หรือจาก Fanpage ที่เราได้กดติดตาม จึงกลายเป็นที่มาของ WOMON 1.0 ที่เพจในเฟซบุ๊กกลายเป็นการบอกปากต่อปากในโลกออนไลน์ให้เกิดกระแสได้

แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนแปลงไป การปรับอัลกอริทึมของเฟซบุ๊กทำให้การเข้าถึงหรือ Reach ของแฟนเพจจาก 100% ก็ลดจำนวนลงอย่างมาก นั่นเท่ากับว่าโอกาสในการรับรู้ข้อมูลจากคนที่เราไม่รู้จัก มีโอกาสเห็นในนิวส์ฟีดน้อยลงตามไปด้วย เนื่องจากเฟซบุ๊กเน้นให้ความสำคัญกับเพื่อนด้วยกันมากขึ้น

เครื่องมือชนิดหนึ่งที่มีแนวโน้มกลายมาเป็นยุคใหม่แห่ง WOMON 2.0 แม้ว่าจะไม่ใช่เครื่องมือใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้นจากอดีตนั่นคือทวิตเตอร์

เพราะพฤติกรรมของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งชอบอะไรด่วนๆ อ่านสั้นๆ ทันทีทันใด ไม่ต้องใช้ตัวตนจริงๆ เหมือนเฟซบุ๊ก เราสามารถมี Account ที่ไม่ใช่ตัวตนของเรา เป็นของใครก็ได้ที่อยากจะเป็น ดังนั้นกลุ่มผู้เล่นทวิตเตอร์ส่วนใหญ่เป็นคน Gen Y ที่เริ่มนิยมเล่น เพราะหนีจากเฟซบุ๊กที่พ่อแม่ผู้ปกครองเริ่มเข้ามาเล่นกันแล้ว ซึ่งอาจทำให้พวกเขารู้สึกถึงพื้นที่ส่วนตัวของพวกเขาอาจถูกจับจ้อง นอกจากนี้ยังสามารถสร้าง Engage หรือการมีส่วนร่วมได้ง่ายๆ จะแค่รีทวีตหรือส่งข้อความ เมนชั่น หรือตอบคนที่เรา Follow หรือไม่ได้ติดตามอยู่ก็ได้

ที่สำคัญคือโฆษณาที่เข้ามายุ่มย่ามไม่มากนักเหมือนกับแพลตฟอร์มอื่นๆ ในขณะนี้เราจะได้โฟกัสเฉพาะคนที่เราติดตามเท่านั้น และด้วยอินไซด์ของมนุษย์ทุกคน หากใครรู้อะไรก่อนหรือเร็วกว่าคนอื่นย่อมรู้สึกเหนือกว่าคนอื่น และได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง

ทวิตเตอร์จึงเป็นตัวตอบโจทย์ WOMON ยุค 2.0 เพราะพฤติกรรมผู้ใช้ต้องการอะไรที่ด่วนทันทีที่เกิดขึ้น รวดเร็ว ดังนั้นเครื่องมืออย่างอินสตาแกรมจึงไม่ได้ตอบโจทย์ในส่วนนี้ที่จะสามารถ WOMON ได้ทรงประสิทธิภาพมากนัก เพราะพฤติกรรมของคนใช้อินสตาแกรมยังเป็นเรื่องภาพและการเสพไลฟ์สไตล์และชีวิตส่วนตัวของบุคคลนั้นๆ โดยยังไม่ได้สะดวกต่อการแชร์หรือลิงค์ออกมานอกแพลตฟอร์มอินสตาแกรมเอง

โอกาสทางธุรกิจทางออนไลน์ที่กำลังเป็นเทรนด์ของการสร้างเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์ WOMON ยุค 2.0 จากประสบการณ์ของ CJ WORX คือ ทวิตเตอร์ เครื่องมือที่ไม่ใหม่ แต่กำลังเป็นเทรนด์การตลาดที่น่าจับตา แม้ข้อมูลอาจมาไวไปไว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในทวิตเตอร์เป็นตัวจุดประกายเทรนด์ต่างๆ ในโลกออนไลน์ ซึ่งแนวโน้มของ Digital Marketing ที่ใช้ทวิตเตอร์จะมีอะไรที่ให้น่าสนใจเร็วๆ นี้แน่นอน

ลุ้น5ปีไทยมียูนิคอร์น ดีแทคแนะปั้นเกษตรอัจฉริยะ-ท่องเที่ยวขยายคลุมเพื่อนบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561945

  • วันที่ 25 ส.ค. 2561 เวลา 06:55 น.

ลุ้น5ปีไทยมียูนิคอร์น ดีแทคแนะปั้นเกษตรอัจฉริยะ-ท่องเที่ยวขยายคลุมเพื่อนบ้าน

ดีแทคเร่งบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทย ชี้อาหารและท่องเที่ยวไทยมีโอกาสต่อยอดสู่ตลาดเซาท์อีสต์เอเชีย เผยรับเงินลงทุน 5,000 ล้าน

นายสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เปิดเผยว่า แนวโน้ม 3-5 ปีข้างหน้า สตาร์ทอัพไทยน่าจะก้าวไปสู่ยูนิคอร์นหรือมีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท อย่างแน่นอน สำหรับสตาร์ทอัพด้านอาหาร ท่องเที่ยวของไทย เชื่อมีโอกาสต่อยอดไปสู่ตลาดเซาท์อีสต์เอเชีย เพราะประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียน

ขณะที่แผนของโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพของดีแทค แอคเซอเลอเรท ครั้งที่ 6 ซึ่งมี 11 ทีม ที่ได้รับการคัดเลือกจากผู้เข้าร่วมสมัครกว่า 500 ทีม ปีนี้ผู้เข้าประกวดมีความหลากหลายของประเภท อาทิ โกวาปิ เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับจองสปาและบริการความสวยงาม อูก้า แพลตฟอร์มการให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา และดอกเตอร์เอทูซี เว็บช่วยแนะนำคนไข้ต่างชาติให้ได้พบหมอที่เก่งที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีสตาร์ทอัพที่น่าสนใจ ฟินเทค อาทิ โนบุโระ แพลตฟอร์มออนไลน์ให้บริการการเงิน สินเชื่อเพื่อเป็นสวัสดิการบริษัทให้พนักงานที่มีรายได้น้อยหรือรายได้รายวัน โดยออกสินเชื่อให้เหมาะสมกับลักษณะชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ขอสินเชื่อ และสมใจโฮมโลน บริการจัดการสินเชื่อบ้าน

ด้านสตาร์ทอัพการท่องเที่ยว อาทิ  เพนกวิน แอพพลิเคชั่นจองตั๋วเครื่องบินกว่า 500 สาย เกาะไลฟ์ แพลตฟอร์มลดความยุ่งยากและอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว โดยมีเส้นทางการเดินทางกว่า 3,000 เส้นทางทั้งในไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายสมโภชน์ กล่าวว่า สตาร์ทอัพไทยมีแนวทางพัฒนาที่ดี โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาให้กับคนทั่วไป จากเดิมเน้นพัฒนาแพลตฟอร์มแก้ปัญหาคนกรุงเทพฯ ไปสู่ภาพรวมและมองถึงปัญหาระดับภูมิภาคมากขึ้น เพื่อขยายการใช้แพลตฟอร์มไปสู่ประเทศต่างๆ

ทั้งนี้ เบื้องต้นสตาร์ทอัพในโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จจากการระดมทุนในระหว่างบูธแคมป์ เงินทุนทั้งหมดระดมได้ 20 ล้านดอลลาร์ จาก 45 บริษัท ทำให้มูลค่ารวมของสตาร์ทอัพ 140 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดีเชื่อว่าทั้ง 11 ทีมจะสามารถดึงการลงทุนต่อเนื่อง ขณะนี้เจรจากับนักลงทุน อาทิ อเมริกา ญี่ปุ่น

“โครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพดีแทคเงินทุน การให้คำปรึกษา เป็นต้น สร้างสตาร์ทอัพ 45 ทีม ให้เข้าสู่เศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 โดยมีการลงทุนจากต่างประเทศแล้วกว่า 700 ล้านบาท ทำให้ ดีแทค แอคเซอเลอเรท เป็นเบอร์ 1 ด้านโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทย และเป็นเบอร์ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์และอินโดนีเซีย วัดจากการได้รับเงินลงทุนต่อเนื่อง 70% จากนักลงทุน มูลค่า 5,000 ล้านบาท โตปีละ 500%” นายสมโภชน์ กล่าว

นายสมโภชน์ กล่าวว่า โอกาสของไทยคือการเป็นสตาร์ทอัพด้านเกษตรกรรม หรือเพื่อสุขภาพ มากกว่าจะไปแข่งขันสตาร์ทอัพฟินเทค เพราะไม่สามารถแข่งขันกับสิงคโปร์ได้ หรือสตาร์ทอัพทางอี-คอมเมิร์ซ จีนก็มีความเหนือชั้นมากกว่า ซึ่ง ดีแทค แอคเซอเลอเรท มี 5 กลยุทธ์ อาทิ

ช็อปออนไลน์3ปี แตะ20%คนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561853

  • วันที่ 24 ส.ค. 2561 เวลา 06:16 น.

ช็อปออนไลน์3ปี แตะ20%คนไทย

โดย…พลพัต สาเลยยกานนท์

ประเทศไทยถือเป็นแหล่งช็อปปิ้งออนไลน์ตลาดใหญ่ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก สะท้อนได้จากปริมาณการครอบครองโทรศัพท์มือถือและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

เทอเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการ ช้อปปี้ แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจช็อปปิ้งออนไลน์ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอีกมาก เนื่องจากประเทศไทยยังอยู่ใน จุดเริ่มต้นของการช็อปปิ้งออนไลน์ โดยการเก็บข้อมูลของบริษัทพบว่า จำนวนนักช็อปในประเทศไทยปี 2561 มีจำนวนอยู่ที่ 12.1 ล้านราย ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 13.9 ล้านราย ในปี 2564 หรือคิดเป็นจำนวนมากกว่า 20% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ

เช่นเดียวกับมูลค่าการใช้จ่ายด้านการช็อปปิ้งออนไลน์ในปี 2561 อยู่ที่ 8,000 บาท/คน/ปี จะเพิ่มขึ้นเป็น 12,700 บาท/คน/ปี ภายในปี 2564 สะท้อนการตอบรับที่ดีในด้านการช็อปปิ้งออนไลน์ของผู้บริโภคในประเทศไทย

นอกจากนั้น ปัจจุบันการช็อปปิ้งออนไลน์ผ่านแอพลิเคชั่นบนมือถือ (โมบาย แอพ) จำนวน 67.3% ผ่านเว็บไซต์จำนวน 10.5% และผ่านทั้งมือถือและเว็บไซต์ จำนวน 22.2% ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาของบริษัท ที่ข้ามแพลตฟอร์มไปยังโมบาย แอพเป็นหลัก เพื่อการเข้าถึงที่สะดวกของ ผู้บริโภคและตามเทรนด์ดังกล่าว

สำหรับกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคมีการซื้อออนไลน์มากที่สุดคือ กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่า 4.18 หมื่นล้านบาท รองลงมาคือกลุ่มสินค้าแฟชั่นและเครื่องสำอาง มูลค่า 1.77 หมื่นล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับบริษัท โดยมองว่าในอนาคตบริษัทยังมีโอกาสเติบโตจาก กลุ่มสินค้าอื่นๆ เช่น ในประเทศไต้หวันกลุ่มสินค้าของใช้ภายในบ้านเป็นกลุ่มหลักที่นักช็อปในประเทศดังกล่าวซื้อมากที่สุด

“ปัจจุบันนักช็อปออนไลน์ในไทยยังมีอายุน้อยอยู่ ซึ่งในอนาคตจะขยายไปยังกลุ่มที่มีอายุเยอะขึ้น กำลังซื้อ ที่มากขึ้น รวมถึงการโฟกัสลูกค้าใหม่ เข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นยิ่งขึ้น” แพง กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ช้อปปี้ ประเทศไทย มียอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นอยู่ที่ 23 ล้านดาวน์โหลด ร้านค้า 8 แสน ร้าน แบรนด์สินค้ากว่า 1,000 แบรนด์ และพนักงานจำนวน 700 คน ซึ่งถือ ได้ว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญที่สุด ของบริษัท เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐาน ที่ดีและขนาดของตลาดออนไลน์ที่ ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ บริษัทจึงได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคไทย อาทิ ภาษาพื้นฐานใน แอพ ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจด้าน โลจิสติกส์ ทำไลฟ์สตรีมมิ่งร่วมกับ เซเลบริตี้ชื่อดัง เป็นต้น

ขณะที่บริษัทเตรียมจัดมหกรรมลดราคาครั้งใหญ่ “ช้อปปี้ 9.9 ซูเปอร์ ช็อปปิ้ง เดย์” วันที่ 29 ส.ค.-9 ก.ย. 2561 โดยร่วมมือกับร้านค้ากว่า 8 แสนร้าน และแบรนด์สินค้ากว่า 60 แบรนด์ ลดราคาสูงสุด 90% เพื่อกระตุ้นยอดขายบนแอพ คาดจะมียอดขายบนแอพเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3-4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ

อย่างไรก็ตาม ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเติบโตของจีดีพีที่สูงที่สุดในโลก จึงมองว่าใน 10 ปีจากนี้สัดส่วนของช็อปปิ้งออนไลน์จะโต 5 เท่าตัวจากปัจจุบัน

เฟซบุ๊กเผยคนใช้4ล้านรายเสี่ยงถูกล้วงข้อมูลหลังใช้แอพทำนาย-ดูดวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561850

  • วันที่ 23 ส.ค. 2561 เวลา 22:15 น.

เฟซบุ๊กเผยคนใช้4ล้านรายเสี่ยงถูกล้วงข้อมูลหลังใช้แอพทำนาย-ดูดวง

เฟซบุ๊กเผยผู้ใช้ 4 ล้านคนอาจถูกล้วงข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางที่ผิด หลังใช้แอพพลิเคชั่นทำนายและดูดวง

เฟซบุ๊ก ได้เปิดเผยว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กประมาณ 4 ล้านรายอาจถูกล้วงข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางที่ผิด เนื่องจากการใช้แอพพลิเคชั่นอาทิ แอพฯทำนาย แอพฯดูดวงต่างๆ

เฟซบุ๊กแจ้งอีกว่า ได้แบนแอพพลิเคชั่น myPersonality เนื่องจากแอพฯดังกล่าวไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับผู้ตรวจสอบของเฟซบุ๊กได้ อีกทั้งยังนำข้อมูลส่วนตัวไปให้กับบรรดานักวิจัยและบริษัทอื่น ๆ

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กจะแจ้งกับผู้ที่ถูกล้วงข้อมูลได้ทราบ และยังไม่พบรายงานว่า เพื่อนของผู้ใช้เฟซบุ๊กเหล่านั้นได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เฟซบุ๊กได้เดินหน้ากำจัดแอพฯที่มีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ที่เกิดเรื่องอื้อฉาวของเคมบริดจ์ อนาลิติกา ที่นำข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้เฟซบุ๊กกว่า 50 ล้านรายไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ระบบโลจิสติกส์ ถ่วงอี-คอมเมิร์ซไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561770

  • วันที่ 23 ส.ค. 2561 เวลา 12:47 น.

ระบบโลจิสติกส์ ถ่วงอี-คอมเมิร์ซไทย

โดย..วารุณี อินวันนา

ยุทธศาสตร์อี-คอมเมิร์ซแห่งชาติ ที่ต้องการสร้างผู้ประกอบการให้เพิ่มเป็น 1 แสนราย และเพิ่มมูลค่าการค้าออนไลน์ของไทยเป็นสองเท่าตัว ภายในปี 2564 อาจจะไม่เกิด หากไม่สามารถพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้ต้นทุนต่ำลงกว่าปัจจุบัน

อารดา เฟื่องทอง ผู้อำนวยการสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กล่าวในหัวข้อ “การค้ายุคใหม่ผ่านโลกอี-คอมเมิร์ซ” ว่า ปัญหาใหญ่ของการค้าขายอี-คอมเมิร์ซภายในประเทศไทยคือ ระบบโลจิสติกส์ หรือการขนส่งสินค้าไปยังผู้รับ โดยปัจจุบันต้นทุนการส่งของยังสูง ทำให้ผู้ค้าขายรายเล็กไม่สามารถส่งของไปทั่วประเทศได้ และผู้ซื้อไม่สามารถติดตามสินค้าระหว่างทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ต้องการทราบ และยังไม่สามารถส่งสินค้าไปถึงมือผู้รับในทอดเดียว

“วันนี้หากต้องการต้นทุนการส่งของไปต่างจังหวัดให้ต่ำลง ต้องรอไปรวมกับของคนอื่นๆ เมื่อผู้ขนส่งรอสินค้าจนเต็มคันรถแล้วถึงได้ออกเดินทาง และนำไปพักไว้ที่จุดใดจุดหนึ่ง แล้วค่อยกระจายต่อไปอีกทีเป็นการส่งของรูปแบบเดิมๆ” อารดา ชี้ให้เห็นปัญหา

ทั้งนี้ เพราะผู้สั่งซื้อออนไลน์จะซื้อสินค้าครั้งละชิ้นไม่ได้สั่งซื้อสินค้าครั้งละ 1 คันรถ และต้องการติดตามการเดินทางของสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งไทยต้องหาทางพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้เอื้อต่อการค้าอี-คอมเมิร์ซไม่งั้นประเทศไทยจะแย่ และอี-คอมเมิร์ซก็จะไม่เกิด ขณะที่ระบบการชำระเงินของไทยดีมาก ถือเป็นหนึ่งในอีโคซิสเต็มส์ที่มีการพัฒนาดีที่สุด

สำหรับการค้าระหว่างประเทศผ่านเว็บไซต์ไทยเทรดดอทคอม ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ผู้ส่งออกขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) มาใช้บริการค้าขายออนไลน์ฟรี เพราะรัฐบาลไทยทำเอง คาดว่าปี 2561 จะมียอดขายสะสมถึง 5,300 ล้านบาท โดย 6 เดือนแรกมียอดขายสะสมแล้ว 5,100 ล้านบาท จากผู้ส่งออก 2.5 หมื่นราย ซึ่งเป็นการเก็บสถิติจากผู้ประกอบการส่งออกส่งหลักฐานการซื้อ/ขายจริง แต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ยอมส่งหลักฐานการซื้อขายให้ เพราะกลัวว่าจะถูกตามไปเก็บภาษี

“ช่วงแรกๆ ที่ทำเมื่อ 7-8 ปีก่อนยอดขายต่อปีอยู่ 200-300 ล้านบาท แต่นับจากปี 2558 เป็นต้นมายอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 800 ล้านบาท เพราะผู้ซื้อเริ่มรู้จักเรามากขึ้น” อารดา กล่าว

ปัจจุบันไทยเทรดดอทคอมเชื่อมกับอี-มาร์เก็ตเพลสของอาลีบาบา และจากเกาหลีอีก 1 แห่ง ต่อไปจะเชื่อมกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ซึ่งจะทำให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

นอกจากนี้ จะเดินหน้าสร้างเอสเอ็มอีใหม่ๆ ที่ไม่เคยส่งออก ด้วยการให้คำแนะนำด้านต่างๆ ทั้งทำบรรจุภัณฑ์และอัพโหลดรูปขึ้นออนไลน์ เพื่อให้สามารถทำอี-คอมเมิร์ซได้ ควบคู่กับการเดินหน้าชักชวนเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพให้เข้าสู่ระบบออนไลน์

สำหรับปี 2561 สำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัลได้เปิดไทยเทรดช็อปเป็นเกตเวย์ เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ไม่ได้เปิดมาเพื่อขายแข่งกับคนขายในประเทศ แต่เพื่อให้รวบรวมรายชื่อสินค้าของไทยให้คนสามารถค้นหาได้ง่ายขึ้น โดยจะทำเป็นเหมือนกูเกิลให้เป็นระบบที่สามารถค้นหาสินค้าไทยจากทุกแพลตฟอร์ม ส่งเสริมให้ผู้ค้าออนไลน์ในไทยค้าขายสะดวกขึ้นเริ่มจากสินค้า เกษตร และอาหาร ที่จะไปเจาะตลาดจีน

แผนต่อไปคือจะทำบิ๊กดาต้าอี-คอมเมิร์ซ โดยนำข้อมูลจากเว็บไซต์ไทยเทรดดอทคอมมาผนึกกำลังกับเซลฟอสส์ที่เป็นระบบปฏิบัติการการจัดการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ หรือซีอาร์เอ็ม ที่มีการเก็บข้อมูลการติดต่อของลูกค้าจากทุกช่องทางผ่านแชต โทรศัพท์ อีเมล จะนำไปผนึกกับทรานแซ็กชั่นในการซื้อขาย และไปรวมกับข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์จากโครงการธงฟ้าประชารัฐ โชห่วยไฮบริด หนูณิชย์พาชิม รวมถึงข้อมูลการซื้อขายผ่านบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย

ทั้งหมดนี้ เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาค้นหาความต้องการสินค้าของตลาดนำมาคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อวางแผนต่างๆ ให้ตรงกับตลาด

“สิ่งที่เราทำสร้างประโยชน์ให้กับคนภายนอกได้คือ ประชาชนคนไทย นักธุรกิจไทย มีข้อมูลในการนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ส่วนประโยชน์ภายในคือ รัฐจะได้รู้ว่าควรจะพัฒนาอุตสาหกรรมอะไรให้ดีให้ตอบโจทย์ผู้บริหารจะได้รู้ว่าจะกำหนดนโยบายอย่างไรให้ได้ผล ให้ดีขึ้น ถ้าไม่มีข้อมูล ไม่มีการวิเคราะห์ ก็ทำไม่ได้” อารดา กล่าว

อารดา สรุปว่า การทำงานของไทยเทรดดอทคอม และการจะทำบิ๊กดาต้าไม่ควรมองที่การเพิ่มของยอดขายเพียงอย่างเดียว เพราะยอดขายที่เกิดขึ้นเป็นแค่ส่วนเล็ก หรืออาจจะประมาณ 10% ของสิ่งที่ประเทศจะได้รับนั่นคือ ข้อมูลดีมานด์ความต้องการซื้อที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ถึง 90% ในการนำไปพัฒนาประเทศต่อไป

ขยับเกณฑ์ประมูล1800 ดีแทคอ้อนขอเยียวยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561731

  • วันที่ 23 ส.ค. 2561 เวลา 07:10 น.

ขยับเกณฑ์ประมูล1800 ดีแทคอ้อนขอเยียวยา

ดีแทคตีเนียนเสนอขอเยียวยาคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ พ่วงการใช้งานรวม 20 เมกะเฮิรตซ์ ด้านบอร์ด กสทช.มีมติรับรองผู้ชนะการประมูล

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. (บอร์ดกสทช.) ได้รับรองผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2561 ที่ผ่านมา โดยโอเปอ เรเตอร์ 2 รายได้แก่ 1.บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (AWN) เป็นผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ช่วงความถี่วิทยุ 1740-1745 เมกะเฮิรตซ์ คู่กับ 1835-1840 เมกะเฮิรตซ์ ราคารวม 12,511 ล้านบาท

และ 2.บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต (DTN) เป็นผู้ชนะการประมูล 1 ชุดคลื่นความถี่ช่วงความถี่วิทยุ 1745-1750 เมกะเฮิรตซ์ คู่กับ 1840-1845 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งผู้ชนะการประมูลต้องชำระเงิน 50% ของราคาการประมูลภายใน 90 วัน นับจากวันที่มีมติรับรองเป็นทางการ

ทั้งนี้ ดีแทคยังได้ขอเข้าสู่มาตรการเยียวยาคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ รวมกับคลื่นความถี่ที่ชนะการประมูล 5 เมกะเฮิรตซ์ รวม 20 เมกะเฮิรตซ์ เนื่องจากมีจำนวนคลื่นความถี่ที่ไม่ได้จำหน่ายออกไปอีก 7 ใบอนุญาต

สำหรับการขอเยียวยาคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ดีแทคขอให้ กสทช.พิจารณาอีกครั้ง โดยอ้างว่าที่ไม่ได้เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ไม่ได้มาจากเหตุผลที่ไม่ต้องการใช้งานคลื่นความถี่ แต่มาจากเหตุผลเงื่อนไขในการประมูล โดยจะนำวาระดังกล่าวเข้าสู่บอร์ด กสทช.พิจารณาอีกครั้งก่อนวันที่ 15 ก.ย.นี้

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. ยังมีมติให้จัดตั้งคณะทำงาน เพื่อศึกษาวิเคราะห์การจัดทำร่างแนวทางการเปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในส่วนที่เหลือ และคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยมีกรอบการยืดระยะเวลาการชำระใบอนุญาตออกเป็น 5-6 ปี ในคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และมีกรอบยืดระยะเวลาการชำระใบอนุญาตออกเป็น 8 ปีในคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ คาดว่าจะเสนอแก่คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ก่อนวันที่ 15 ก.ย.นี้ และจะนำร่างการเปิดประมูลคลื่นความถี่ครั้งใหม่ออกมาประชาพิจารณ์ได้เร็วที่สุดอีก 2 เดือนข้างหน้า โดยจะเปิดประมูลครั้งใหม่ได้เร็วสุดภายในเดือน ก.พ.-มี.ค. 2562

อะโดบีเร่งบุก ฟีเจอร์อีเมล ตลาดบุคคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561725

  • วันที่ 23 ส.ค. 2561 เวลา 06:24 น.

อะโดบีเร่งบุก ฟีเจอร์อีเมล ตลาดบุคคล

อะโดบี ยกระดับอีเมลมาร์เก็ตติ้ง ชูกลยุทธ์เพอร์ซันนัลไลซ์ สร้างโอกาสแบรนด์เจาะกลุ่มลูกค้าทางออนไลน์

น.ส.คริสติน นารากอน หัวหน้าฝ่าย อะโดบี แคมเปญ เปิดเผยว่า การสำรวจของบริษัทพบว่าผู้บริโภครู้สึกหงุดหงิดกับแบรนด์ที่แนะนำสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้อง ส่งข้อเสนอที่หมดอายุมาให้ ขณะที่แบรนด์ต่างๆ พยายามนำเสนอประสบการณ์ที่เหมาะสม ให้แก่ลูกค้าแต่ละราย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดต่อสื่อสารกับผู้บริโภคภายใต้เงื่อนไขและช่องทางที่ผู้บริโภคต้องการ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความภักดีต่อแบรนด์

ทั้งนี้ การทำตลาดแบบเฉพาะบุคคล มีความสำคัญ สำหรับอะโดบีช่วยให้แบรนด์กระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าให้แน่นแฟ้น เพื่อให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจมากขึ้น บริษัทได้เปิดตัวฟีเจอร์ของ อะโดบี แคมเปญ ออกมาจากโครงการในอนาคตจากฝ่ายวิจัยของอะโดบี จะช่วยให้นักการตลาดคาดการณ์เวลาที่เหมาะสมสำหรับการส่งอีเมล แบ่งเซ็กเมนต์อีเมลอย่างชาญฉลาดโดยอ้างอิงจากการติดต่อสื่อสารของแต่ละคน

นอกจากนี้ เพิ่มความสะดวกในการสร้างอีเมล จากเดิมต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากหากต้องพึ่งพาเอเยนซีหรือกราฟฟิกดีไซเนอร์ มีข้อมูลเชิงลึกวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของลูกค้า ช่วยให้ธุรกิจเพื่อแบ่งเซ็กเมนต์กลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น สามารถสร้างข้อความหลายภาษา และยังปรับขนาดและนำเสนออีเมลตามบริบท พร้อมกับในการปรับเปลี่ยนการจัดส่งในแบบเรียลไทม์จะช่วยให้อีเมลถูกส่งถึงผู้รับแต่ละคนตามเวลาที่เหมาะสม