เพียงวัวขยับปาก สะเทือนถึงห้วงบรรยากาศโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554910

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2561 เวลา 12:01 น.

เพียงวัวขยับปาก สะเทือนถึงห้วงบรรยากาศโลก

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

กระแสลดการใช้ถุงพลาสติกกำลังถูกพูดถึงอย่างหนักในตอนนี้ หลังมีสัตว์น้ำจำนวนมากกินและใช้ชีวิตอยู่กับขยะพลาสติกในมหาสมุทร ซึ่งประเทศไทยติดอันดับ 6 ของประเทศที่ทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุดในโลก ในขณะเดียวกัน ภาคการเกษตรทั่วโลกก็นับเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากแก๊สที่ถูกผลิตขึ้นจากสัตว์เคี้ยวเอื้องอย่าง วัว ควาย แพะ แกะ สามารถผลิตแก๊สเรือนกระจกออกสู่ห้วงบรรยากาศ และส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกมากถึงร้อยละ 30

ความที่การเกษตรเป็นรากฐานสำคัญของประเทศไทยและเป็นอาชีพของประชากรส่วนใหญ่ นักวิจัยไทยจึงคิดหาวิธีลดการผลิตแก๊สจากวัว ควาย แพะ และแกะ โดยได้คิดค้นวิจัย “สูตรอาหารสัตว์” ที่สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการหมักและการย่อยอาหารในกระเพาะของสัตว์เคี้ยวเอื้องให้เกิดแก๊สมีเทนลดลง วัวโตเต็มวัยสามารถผลิตแก๊สมีเทนได้ 200 ลิตรต่อวันผ่านการเรอ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการค้นพบสูตรอาหารดังกล่าว และน่าตื่นเต้นกว่าเมื่อทราบว่า สูตรอาหารที่ดูเป็นสุดยอดวิทยาศาสตร์นั้นมีส่วนประกอบสำคัญเป็นเปลือกมังคุด เงาะ มันสำปะหลัง และใบย่านาง ซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านแต่สามารถแก้ปัญหาระดับโลก

ศ.ดร.เมธา วรรณพัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กล่าวว่า แก๊สเรือนกระจกประกอบด้วย 3 ตัวหลัก ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สมีเทน และแก๊สไนตรัสออกไซด์ ภาคการเกษตรนับเป็น 1 ใน 3 อุตสาหกรรมที่ผลิตแก๊สเรือนกระจกออกสู่ห้วงบรรยากาศ โดยในภาคการเกษตรประกอบไปด้วยการเพาะปลูกและการผลิตสัตว์ การผลิตสัตว์สามารถแยกย่อยเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัว ควาย แพะ แกะ และสัตว์ไม่เคี้ยวเอื้อง เช่น หมู ไก่ ซึ่งสัตว์ที่ผลิตแก๊สมีเทนสูงและส่งผลกระทบต่อห้วงบรรยากาศอย่างมากคือ สัตว์เคี้ยวเอื้อง

ศ.ดร.เมธา วรรณพัฒน์

ดร.เมธา อธิบายว่า เนื่องจากในกระเพาะหมักของสัตว์เคี้ยวเอื้องมีจุลินทรีย์ช่วยย่อยอาหาร โดยเฉพาะอาหารหยาบทั้งหญ้า ฟาง ยอดอ้อย ต้นข้าวโพด ฯลฯ หากพวกมันได้รับอาหารที่ดีและเหมาะสมจะทำให้เกิดกระบวนการหมักอย่างดีและสามารถนำพลังงานไปใช้ผลิตเนื้อและน้ำนมได้ แต่หากได้รับอาหารที่ไม่ดีก็จะทำให้กระบวนการหมักเกิดแก๊สมีเทนสูงขึ้น และเมื่อในกระเพาะสัตว์มีแก๊สมีเทนสูงขึ้น มันก็จะเรอออกมา ฉะนั้นนักวิชาการอาหารสัตว์หรือแม้กระทั่งเกษตรกรจะสามารถช่วยลดอัตราการปล่อยแก๊สมีเทนออกไปสู่ห้วงบรรยากาศได้ด้วยกระบวนการจัดการอาหารสัตว์ให้มีประสิทธิภาพ

ดร.เมธาและทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นกลุ่มแรกๆ ของโลกที่ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การใช้แหล่งอาหารธรรมชาติที่ช่วยลดแก๊สมีเทนจากวัวได้สำเร็จ โดยค้นพบว่า เปลือกมังคุด เปลือกเงาะ ปลีกล้วย ใบย่านาง เมื่อนำไปผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ จะได้สูตรอาหารอัดเม็ดที่ใช้ผสมในอาหารของวัว ช่วยไปปรับเปลี่ยนกระบวนการหมักทำให้วัวผลิตแก๊สมีเทนลดลงประมาณร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับการได้รับอาหารปกติ และยังคงประสิทธิภาพการผลิตเนื้อและน้ำนมเหมือนเดิม

“ปัจจุบันภาคการเกษตรทั่วโลกพยายามเลิกใช้ยาปฏิชีวนะและสารเคมีในการผลิตสัตว์ ในยุโรปได้แบนการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ไปแล้ว รวมทั้งผู้บริโภคเองก็เลือกบริโภคเนื้อสัตว์และน้ำนมจากสัตว์ที่เลี้ยงด้วยอาหารธรรมชาติมากขึ้น ทำให้เทรนด์การใช้อาหารสัตว์ที่ไม่มีสารเคมีกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก” ดร.เมธา กล่าวเพิ่มเติม

เปลือกมังคุดเป็นแหล่งอาหารชนิดแรกที่ถูกค้นพบมากกว่า 10 ปีแล้ว แต่การวิจัยไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะในปัจจุบันยังมีการศึกษาวิจัยสูตรอาหารที่ดีที่สุดและหาส่วนประกอบทางธรรมชาติที่ดีที่สุดในการนำมาใช้ทดแทนสารเคมีหรือยาปฏิชีวนะ เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการหมักและลดแก๊สมีเทนในสัตว์เคี้ยวเอื้องต่อไป

“ตอนนี้เรากำลังผสมสูตรใหม่เพื่อปรับให้เหมาะกับจุลินทรีย์และแบคทีเรียที่อยู่ในกระเพาะหมัก ให้จุลินทรีย์กลุ่มนี้ผลิตกรดไขมันในเนื้อและน้ำนมที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะกรดซีแอลเอ (CLA-Conjugated Linoleic Acid) ที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดความดัน และลดน้ำตาล เมื่อคนบริโภคเข้าไปก็จะได้รับกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวที่เป็นประโยชน์มากขึ้น” ผู้ทรงคุณวุฒิสภา มทร.อีสาน กล่าวถึงการวิจัยล่าสุดที่จะพลิกโฉมวงการอุตสาหกรรมอาหาร

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการผลิตสัตว์ในประเทศไทยยังมีการให้อาหารสัตว์ที่ไม่เหมาะสม ยกตัวอย่าง เกษตรกรยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องว่าการใช้อาหารข้นเสริมในระดับสูงจะทำให้วัวมีน้ำนมเพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่เป็นไปตามนั้นเสมอไป เพราะหากให้วัวบริโภคอาหารข้นเสริมมากเกินไปจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการหมัก สูญเสียความสมดุล และทำให้เกิดภาวะความเป็นกรดในกระเพาะหมัก ทำให้วัวผลิตน้ำนมได้น้อยลงและมีปัญหาด้านสุขภาพ รวมถึงเกษตรกรมักเข้าใจว่า ไม่สามารถใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารเสริมหรือมันสำปะหลังมีคุณภาพไม่ดีเท่าข้าวโพดก็ถือเป็นความเข้าใจผิด เพราะจากการวิจัยชี้ชัดว่า มันสำปะหลังมีประโยชน์ต่อวัวมากกว่าข้าวโพด

นอกจากนี้ เกษตรกรไทยยังประสบปัญหาการหาแหล่งอาหารหยาบ เช่น หญ้า ที่ไม่สมบูรณ์และไม่มีคุณภาพตลอดปี ทว่ามีการวิจัยที่น่าสนใจว่า หญ้าหวานหรือหญ้าเนเปียร์แคระมหาสารคาม พันธุ์หญ้าที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมากใน จ.มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ พบมีคุณค่าเหมาะสมกับเป็นอาหารหยาบของสัตว์ จึงจะเป็นทางเลือกให้เกษตรกรนำหญ้าชนิดนี้ไปใช้เลี้ยงสัตว์ได้

ที่ผ่านมา ดร.เมธาและทีมวิจัยได้มีการจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสูตรอาหารต่างๆ ที่วิจัยสำเร็จไปแล้วประมาณ 10 สูตร แต่กระนั้นนักวิจัยมีหน้าที่วิจัย มิใช่ส่งเสริม จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมปศุสัตว์ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย และกลุ่มสหกรณ์ต่างๆ ที่จะนำความรู้และการวิจัยเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตรทั้งรายใหญ่และรายย่อย

“สิ่งที่เราทำอยู่เป็นผลงานวิจัยที่พร้อมนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเนื้อ น้ำนม และการลดแก๊สมีเทน ส่วนเกษตรกรรายย่อยก็สามารถทำสูตรอาหารง่ายๆ ขึ้นเองได้ยกตัวอย่าง นำเปลือกมังคุดไปบด ตากให้แห้ง และนำไปผสมโรยในอาหารข้นของวัวในปริมาณเล็กน้อยและพอเหมาะกับน้ำหนักก็สามารถใช้ได้”

นอกจากนี้ วิธีการปรับเปลี่ยนอาหารสัตว์ให้เป็นอาหารอินทรีย์เพื่อลดแก๊สมีเทนยังเป็นวิธีที่ไม่มีสารตกค้างในตัวสัตว์ ต้นทุนต่ำกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะหรือการฉีดวัคซีน ผู้บริโภครู้สึกสบายใจที่จะบริโภคเนื้อและน้ำนมจากสัตว์ที่กินอาหารอินทรีย์ และนับเป็นวิธีที่มีศักยภาพมากกว่าวิธีอื่นๆ ในขณะนี้ด้วย

“ในขณะเดียวกัน เราก็อยากเห็นการต่อยอดหรือการขยายผลจากงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์และเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้น เราพร้อมที่จะพูดคุยและเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพราะในตอนนี้กลุ่มนักวิจัยและกลุ่มภาคอุตสาหกรรมยังไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดคุยกันมากนัก ซึ่งหากมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความรู้กันแล้วมันจะเกิดเป็นผลสัมฤทธิ์ต่อผู้ผลิตทุกๆ ระดับลงไปสู่เกษตรกร และส่งผลกระทบในวงกว้างไปสู่สภาพแวดล้อมและภาวะโลกร้อนจากแก๊สเรือนกระจกที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้”

10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีประชากรโคเนื้อประมาณ 9.1 ล้านตัว ประชากรโคนมประมาณ 4.6 แสนตัว และประชากรควายประมาณ 1.3 ล้านตัว ปัจจุบันกรมปศุสัตว์เผยสถิติปี 2560 ออกมาว่า ประเทศไทยมีประชากรโคเนื้อ 4.8 ล้านตัว โคนม 5.8 แสนตัว และควายมีจำนวนลดลงเหลือประมาณ 1 ล้านกว่าตัว ซึ่งแม้ว่าจะมีการผลิตโคนมมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนในประเทศ ทำให้ต้องนำเข้าน้ำนมจำนวนมาก อุตสาหกรรมผลิตสัตว์จึงน่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ยังเติบโตได้อีกมากตามความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งปัจจัยหลักขั้นพื้นฐานอย่างอาหารสัตว์ จึงเป็นสิ่งสำคัญตามไปที่ต้องเติมเต็มให้ได้และต้องมีคุณภาพ

“นวัตกรรมอาหารสัตว์เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ต้องศึกษาวิจัย และต้องถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อสร้างกระบวนการผลิตสัตว์มีประสิทธิภาพมากขึ้น” ดร.เมธา กล่าวทิ้งท้าย

จากการคาดการณ์ในอีก 20 ปีข้างหน้า พบว่า ทั่วโลกจะมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงมากขึ้นถึง 9,000 ล้านคน ทำให้อาหารโดยเฉพาะโปรตีนจากเนื้อและนมกลายเป็นอาหารที่มีความต้องการอย่างมากในประเทศที่กำลังพัฒนา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมการบริโภค และการปรับเปลี่ยนด้านเศรษฐกิจของชุมชนโลกที่จะไปสู่ชุมชนเมืองมากขึ้น ทำให้คนมีเงินบริโภคอาหารโปรตีนสูงแทนอาหารที่ให้พลังงานมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นการผลิตสัตว์จึงยิ่งทวีความสำคัญ แต่ก็น่าเป็นห่วงเช่นกันถ้าต้นน้ำอย่างอาหารสัตว์ไม่ช่วยให้ปลายทางเป็นมิตรกับโลกที่กำลังร้อนระอุใบนี้

‘เวดดิ้ง’ ธุรกิจนี้ยังไปได้สวย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554825

  • วันที่ 18 มิ.ย. 2561 เวลา 13:30 น.

‘เวดดิ้ง’ ธุรกิจนี้ยังไปได้สวย!

เรื่อง ภาดนุ

ยุคนี้ธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวกับการแต่งงาน ยังถือว่าเป็นธุรกิจที่ไปได้ดี และยังไม่สูญหายไปจากสังคมไทย เพราะตราบใดที่ยังมีคู่บ่าวสาวจูงมือกันเข้าพิธีวิวาห์ตลอดทั้งปี ธุรกิจเวดดิ้งเหล่านี้ก็น่าจะมีอนาคตและก้าวต่อไปได้อีกยาวไกล

สรรค์ สุดเกตุ ผู้บริหารและเจ้าของห้องเสื้อ “วนัช กูตูร์” ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับชุดแต่งงาน เผยว่า เขาเปิดห้องเสื้อที่ปากซอยลาดพร้าว 50 มาได้ 3 ปีแล้ว ที่ผ่านมาก็ถือว่าธุรกิจนี้ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี

“จุดเด่นของร้านเรา นอกจากจะมีชุดแต่งงานทรงเจ้าหญิงแนวฝรั่งเศสสวยหรูแล้ว เรายังมีจุดเด่นที่ชุดไทยด้วย ซึ่งชุดไทยที่ผมทำนี้ได้รับการยกย่องให้เป็น ‘เดอะ เบสต์’ ในกลุ่มธุรกิจชุดแต่งงานด้วยกัน มีทั้งชุดไทยจักพรรดิ ชุดไทยศิวาลัย และอื่นๆ ส่วนใหญ่จะใช้ผ้าไหมไทยขึ้นชื่อจากที่ต่างๆ ยิ่งพอมีกระแสอนุรักษ์ชุดไทยที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำให้ชุดแต่งงานชุดไทยได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นไปอีก

เดิมทีแล้วผมเรียนจบปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจ การที่ผมหันมาจับธุรกิจชุดแต่งงาน เริ่มมาจากตอนที่ผมทำวิจัยแล้วพบว่า งานที่ใช้ฝีมือและใช้ประสบการณ์ของช่างหรืองานแฮนด์เมดนั้นเป็นสิ่งมีมูลค่าที่จะหาสิ่งใดมาทดแทนได้ยาก ผมจึงต่อยอดทำธุรกิจชุดแต่งงานที่มีความพรีเมียมขึ้น เพราะเคยเรียนด้านการออกแบบมาด้วย อีกอย่างก็เพื่อเป็นการลดการนำเข้าชุดแต่งงาน ที่ส่วนใหญ่มักส่งมาจากประเทศจีนกว่า 90% ฉะนั้นการที่เราคิดและผลิตชุดเองจึงน่าจะได้คุณภาพทั้งในเรื่องของแพตเทิร์นและการเลือกใช้วัสดุที่ดีมากกว่า แล้วการทำชุดแต่งงานแบบสั่งทำพิเศษนั้น ก็จะพอดีกับรูปร่างของเจ้าสาวมากกว่า ใส่แล้วสวยเป๊ะกว่าด้วย”

สรรค์บอกว่า กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของวนัช กูตูร์ จะเป็นกลุ่มเจ้าของธุรกิจหรือคนวัยทำงานอายุ 23-30 ปลายๆ  ซึ่งในพิธีแต่งงานสิ่งที่เจ้าสาวจะขาดไม่ได้เลยก็คือชุดแต่งงาน เพราะถือเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมานาน และในเมืองไทยเจ้าสาวมักจะนิยมใส่ชุดไทยในพิธีช่วงเช้า ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากทีเดียว

“เท่าที่เปิดห้องเสื้อมา 3 ปี ก็มีคู่แต่งงานแวะเวียนมาเป็นลูกค้าที่ร้านเดือนละหลายสิบคู่เลยล่ะ จึงเป็นการพิสูจน์ได้ในเรื่องของคุณภาพชุดแต่งงานของเราได้ดีพอสมควร ผมว่าคนไทยชอบของที่มีคุณภาพ แต่ราคาจับต้องได้ ลูกค้าที่มาที่ร้านส่วนใหญ่จะเป็นคนระดับกลางถึงบน (ราคาชุด 3 หมื่นบาทขึ้นไป) ส่วนลูกค้าระดับกลางลงมา ก็จะเลือกไปที่ร้าน Signature Bridal Atelier ซึ่งเป็นอีกร้านหนึ่งของเราที่เปิดมาก่อนหน้านี้แทนครับ (ราคาชุด 9,900 บาทขึ้นไป)

ในอนาคตผมมองว่า ธุรกิจชุดแต่งงานยังสามารถไปต่อได้ แต่สำหรับร้านที่ตั้งราคาชุดไว้สูงเกินไปก็อาจจะมีปัญหา เพราะยุคนี้โลกเราแคบลง อย่างบางร้านขายแพงถึงชุดละ 4-5 แสนบาท ลูกค้าที่มีเงินก็อาจจะบินไปเลือกซื้อชุดแต่งงานไฮแบรนด์ที่ฝรั่งเศสซึ่งเป็นโอต์กูตูร์ระดับโลกแทน เพราะในความคิดของลูกค้าแล้วมองว่ามันคุ้มกว่า แต่ยังไงซะธุรกิจชุดแต่งงานในบ้านเราก็น่าจะอยู่คู่สังคมไทยต่อไปอีกนาน เพราะถือเป็นการแสดงความเคารพและให้เกียรติกับญาติผู้ใหญ่และแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน แถมยังเป็นงานสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่จะต้องสวยหล่อที่สุดในวันแต่งงานอีกด้วย”…IG : vanuscouture _official

ด้าน โอ๋-สิรสิทธรา ลี้ภากรณ์ เจ้าของร้านอัญมณี “เฟลิซ่า จิวเวลรี่” ซึ่งอยู่ที่ชั้น 1 อาคารอื้อจื่อเหลียง เผยว่า แหวนเพชรถือเป็นเครื่องประดับแทนใจของคู่บ่าวสาวในพิธีแต่งงาน และยังคงเป็นไอเท็มสำคัญที่ขายได้ตราบใดที่ยังมีการจัดงานแต่งงานอยู่

“โอ๋เปิดร้านจิวเวลรี่มานานเป็นสิบปีแล้ว เพราะต้องการขายเพชรคุณภาพดีให้กับคนทั่วไป รวมทั้งคู่บ่าวสาวที่จะแต่งงานด้วย โอ๋มองว่าคนยุคนี้ส่วนใหญ่มักต้องการเพชรคุณภาพดีในราคาที่พวกเขาจับต้องได้  โอ๋จะบอกกับลูกค้าทุกรายเลยว่า ถ้าอยากรู้ว่าเพชรที่คุณครอบครองอยู่นั้นเป็นเพชรดีหรือไม่ดี ให้นำติดตัวมาด้วยตอนที่มาซื้อเพชรที่ร้านเรา จะได้เปรียบเทียบได้ชัดเจนว่าเพชรที่ร้านเราเป็นเพชรดีจริง มีสีที่ขาวสะอาด และมีการเจียระไนที่ดี ซึ่งจะส่งให้ประกายของเพชรดูสวยงามวิบวับ จุดเด่นของร้านเราจึงอยู่ที่เพชรน้ำดี 97-100% ที่ได้ใบเซอร์หรือใบรับรองจาก GIA ซึ่งเป็นสถาบันการันตีเพชรที่ดีที่สุดระดับโลก”

โอ๋บอกว่า ที่ผ่านมามีลูกค้าเข้ามาซื้อเพชรที่ร้านสม่ำเสมอ ทั้งซื้อไปใส่ในชีวิตประจำวัน และซื้อในโอกาสที่จะจัดพิธีแต่งงาน จึงเป็นการยืนยันได้ว่า ตราบใดที่เพชรยังเป็นสิ่งที่มีมูลค่าและเป็นสิ่งแทนใจของผู้คน โดยเฉพาะคู่บ่าวสาวด้วยแล้ว ร้านเพชรก็จะยังมีลูกค้าแวะเวียนมาซื้อเครื่องประดับอยู่ตลอดทั้งปี

“อย่างที่ทราบกันดีว่า ผู้หญิงจะชื่นชอบเพชรเป็นนิสัยอยู่แล้ว นอกจากซื้อแหวนแต่งงานแล้ว ผู้หญิงบางคนก็ยังชอบซื้อเพชรเพื่อเก็บไว้เป็นเครื่องประดับส่วนตัวด้วย แม้แต่ผู้ชายบางคนที่เป็นเจ้าบ่าว เวลาเลือกแหวนแต่งงาน ถ้าเขามีกำลังเงินในการจ่าย เขาก็มักจะเลือกเพชรที่น้ำดีที่สุดเช่นกัน ผู้ชายยุคนี้ไม่ใช่แค่อยากได้แหวนแต่งงานเรียบๆ เหมือนผู้ชายในอดีตแล้ว เพราะการแต่งงานก็ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตของพวกเขาเช่นกัน

เพชรที่ร้านเราจะมีตั้งแต่ราคาหลักหมื่นบาทขึ้นไปจนถึงหลักหลายล้านบาทเลยล่ะ มีหลายไซส์ หลายกะรัตให้เลือก จุดเด่นอีกอย่างก็คือ งานจิวเวลรี่ที่ร้านเราจะเป็นงานแฮนด์เมดทั้งหมดเลย จึงมีความเป็นซิกเนเจอร์ที่ชัดเจนจากช่างอัญมณีไทยที่ฝีมือเนี้ยบและประณีตมาก ดังนั้น ถ้าจะกล่าวว่าเพชรคือสิ่งเลอค่าที่คู่ควรสำหรับเจ้าบ่าวเจ้าสาวทุกยุคสมัยก็ไม่ผิดนัก”….FB : Felizza Jewelry

สำหรับ พีช-กาซาลอง คำจริง ช่างภาพสาวและเจ้าของ Peach Blossom Pre Wedding ผู้ติดอันดับ 1 และติดท็อป 5 ช่างภาพพรีเวดดิ้งฝีมือดีจาก http://www.happyweddinglife.com ให้ความเห็นว่า ธุรกิจถ่ายภาพพรีเวดดิ้งยังมีอนาคตที่สดใส

“ถ้าพูดถึงจุดเด่นในการถ่ายภาพพรีเวดดิ้งของพีชแล้ว น่าจะมาจากการที่เราเคยเป็นช่างภาพนิตยสารแฟชั่นมาก่อน จึงอาจมีมุมมองในการถ่ายภาพที่ถูกใจคู่แต่งงานรุ่นใหม่ สิ่งที่ช่างภาพอย่างเราต้องทำก็คือ การดึงจุดเด่นของลูกค้าซึ่งเป็นคนธรรมดา ให้ถ่ายภาพออกมาแล้วพวกเขาดูเป็นคนพิเศษ สวยหล่อเหมือนเซเลบ คนเห็นภาพแล้วต้องร้องว้าว! โดยให้พวกเขาโพสท่าหรือเลือกชุดที่ใส่ถ่ายภาพออกมาแล้วดูดีที่สุด แล้วภาพเหล่านั้นต้องมีอารมณ์ของภาพ มีความรัก มีชีวิตชีวา มีความเซ็กซี่ และมีฉากหลังและแสงที่พอดีด้วย คือช่างภาพต้องมีจิตวิทยาในการทำให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายและเป็นตัวเองให้มากที่สุด ก็จะทำให้ถ่ายภาพออกมาดีเอง ซึ่งลูกค้าของพีชส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่วัย 25-35 ปี”

พีชเสริมว่า การถ่ายภาพพรีเวดดิ้งของเธอ ส่วนใหญ่แล้วจะคิดราคาเป็นแพ็กเกจ แต่ละแพ็กเกจก็จะมีหลายราคา ขึ้นอยู่กับความต้องการและบัดเจ็ตของลูกค้าเป็นหลัก โดยราคาจะขึ้นอยู่กับจำนวนชุดที่ใส่ถ่าย ทั้งชุดแต่งงาน ชุดราตรี หรือชุดไทย ก็แล้วแต่บ่าวสาวเลือกมาเลย

“ในแต่ละเดือนจะมีลูกค้าเข้ามาหลายราย แต่พีชจะรับจองล่วงหน้าไม่เกิน 3-4 เดือน เพราะไม่อยากรับงานเยอะจนเกินไป เพราะกลัวงานจะออกมาไม่ดีตามที่ตัวเองคาดหวังไว้ พีชมองว่าตอนนี้ธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวกับการแต่งงานยังคงไปต่อได้ เพราะจะมีคู่บ่าวสาวแต่งงานกันตลอดทั้งปี ยุคนี้นอกจากช่างภาพพรีเวดดิ้งจะต้องมีผลงานที่โดดเด่นหรือมีซิกเนเจอร์ที่ชัดเจนจนลูกค้าชอบแล้ว ยังจะต้องมีความซื่อสัตย์และจริงใจด้วยค่ะ

การที่เป็นทั้งช่างภาพและเจ้าของธุรกิจด้วยตัวเอง มันทำให้พีชทำงานด้วยความจริงจังและทุ่มเท เพราะเราก็ผ่านประสบการณ์ลองผิดลองถูก จนรู้ใจแล้วว่าลูกค้าต้องการอะไร พีชจึงพูดได้เต็มปากว่า งานนี้เป็นงานที่ทำแล้วมีความสุข และคู่บ่าวสาวก็มีความสุขกับภาพสวยๆ ที่เราถ่ายให้พวกเขาด้วยค่ะ”…Fanpage FB : Peachblossom Prewedding

แจ๊ค-ณภัทร เย็นใจ เวดดิ้ง แพลนเนอร์ จาก Mittaneeya Wedding เผยว่า อาชีพนักจัดงานแต่งงานยังคงไปต่อได้ เพราะมีความสำคัญต่อการจัดงานแต่งงานให้สามารถดำเนินไปจนเสร็จพิธีด้วยความราบรื่น

“สมมติว่าลูกค้าเสนอบัดเจ็ตมาให้ 1.5 แสนบาท แล้วให้ช่วยจัดงานแต่งงานให้หน่อย สิ่งที่เราจะทำก็คือ นำเงินก้อนนั้นมาตกแต่งธีมในงาน จัดแบ็กดร็อป แกลลอรีโชว์ภาพคู่รัก จัดโต๊ะลงทะเบียน หรือเตรียมพานของหมั้นสำหรับพิธีตอนเช้าให้ ส่วนดอกไม้ที่จัดในงานก็จะใช้ดอกไม้สดมาจัดเพื่อให้เข้ากับงาน ในกรณีที่ลูกค้าให้เราหาสถานที่ให้ด้วย บัดเจ็ตก็อาจจะเพิ่มเป็น 2 แสนบาท ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ

หรือถ้าจะให้เราจัดงานตอนเย็นที่ค่อนข้างอลังการหน่อย การตกแต่งก็จะใช้ดอกไม้สดผสมกับดอกไม้ประดิษฐ์ พูดง่ายๆ ว่าขึ้นอยู่กับบัดเจ็ตของลูกค้าและรูปแบบของงานว่าจะจัดใหญ่โตมากน้อยขนาดไหน เราก็สามารถจัดให้ได้หมด ตั้งแต่หลักหมื่นปลายๆ ไปถึงหลักแสน และหลักล้านเลยล่ะ”

แจ๊คบอกว่า จุดเด่นของเวดดิ้ง แพลนเนอร์ก็คือ การประสานงานกับโรงแรมหรือสถานที่จัดงาน รวมทั้งมีหน้าที่ในการตกแต่งสถานที่ เตรียมชุดคู่บ่าวสาว และเรื่องอื่นๆ ที่จำเป็น

“ช่วงหลังๆ มานี้ลูกค้ามักจะเตรียมบางอย่างไว้เองตามที่พวกเขาชอบ แต่ถึงยังไงก็ยังต้องจ้างออร์แกไนเซอร์เพื่อจัดลำดับขั้นตอนพิธีในงานอยู่ดี ซึ่งก็ถือเป็นหน้าที่ของเวดดิ้ง แพลนเนอร์โดยตรง ช่วงที่มีคนแต่งงานเยอะๆ จะอยู่ในช่วง ม.ค.-มี.ค. เดือนอื่นก็จะน้อยลงบ้าง แต่ช่วงที่พีกสุดๆ ก็คือ ก.ย.-ธ.ค. ตอนนี้ในหนึ่งเดือนเฉลี่ยแล้วเรามีลูกค้า 6-7 ราย ส่วนใหญ่มักจะจัดงานวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ สถานที่จัดงานแต่งงานยอดฮิตจะมีทั้งโรงแรมห้าดาว สโมสร สมาคม หรือร้านอาหารเก๋ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบและทุนทรัพย์ของลูกค้าแต่ละราย

กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของเราจะอายุ 30 กว่าๆ ขึ้นไป ล่าสุดเราก็เพิ่งจัดงานแต่งให้กับพี่สาวของ แก้ว-จริญญา ศิริมงคลสกุล นักร้องจากวง เฟย์ ฟาง แก้ว เสร็จไป งานแต่งงานดาราบางคนเราก็เคยจัดมาแล้ว เรียกว่ามีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมาก แต่การแข่งขันในปัจจุบันนี้ก็ค่อนข้างสูงทีเดียว ฉะนั้นเราจึงต้องใส่ใจรายละเอียดและจัดงานให้เนี้ยบและดีที่สุดเพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า”… Fanpage FB : Mittaneeya Wedding

ชวีหยวน ขุนนางรักชาติกับบ๊ะจ่างทิ้งน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554749

  • วันที่ 17 มิ.ย. 2561 เวลา 12:17 น.

ชวีหยวน ขุนนางรักชาติกับบ๊ะจ่างทิ้งน้ำ

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ถ้าจะมีเทศกาลไหนของจีนที่เหมาะกับการรณรงค์งดใช้พลาสติก เทศกาลนั้นน่าจะเป็นเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง

บ๊ะจ่างที่เราคุ้นเคยมีวัตถุดิบหลักเป็นข้าวเหนียวผัด ผสมกับถั่วลิสงต้ม เม็ดบัว กุ้งแห้ง เห็ดหอม เนื้อหมู พร้อมเครื่องจิปาถะหลากหลาย

แพ็กเกจจิ้งบ๊ะจ่างที่แท้ทรูต้องห่อด้วยใบไผ่เป็นก้อนสามเหลี่ยมมุมแหลม และถ้าจะได้บรรยากาศดั้งเดิมต้องมัดด้วยเชือกกล้วย เมื่อทิ้งปลายเชือกไว้ยาวหน่อยจะสามารถห้อยหิ้วกลับบ้านได้ไม่ง้อถุง เมื่อโยนบ๊ะจ่างลงแม่น้ำ ปลาใหญ่กินเข้าไปก็ไม่น่าจะอันตราย

ว่าแต่ จะบ้าเอาบ๊ะจ่างทิ้งน้ำไปทำไม…บ๊ะจ่างบ้านๆ ที่ทำอย่างถูกอนามัย หากเก็บเข้าช่องฟรีซในตู้เย็นไว้จะสามารถเก็บกินได้ข้ามปี บ๊ะจ่างจึงเป็นภูมิปัญญาของการถนอมอาหาร และยังรักษาสิ่งแวดล้อม

ต้นตำนานบ๊ะจ่างผูกพันลึกซึ้งกับขุนนางชื่อ ชวีหยวน ช่วงก่อน ค.ศ. 339-278 ในยุคจ้านกว๋อ ยุคแห่งความขัดแย้งระหว่างแคว้นทั้ง 7

ช่วงนั้นมี 3 ใน 7 แคว้น ซึ่งมีศักยภาพที่จะเป็นใหญ่ แคว้นฉินกองทัพเข้มแข็งเกรียงไกร แคว้นฉีร่ำรวย แคว้นฉู่อาณาเขตกว้างขวาง ชวีหยวนเป็นขุนนางในแคว้นฉู่

ระยะแรกฉู่หวยหวาง – กษัตริย์แคว้นฉู่ก็ชอบช่วงใช้ชวีหยวน เพราะเขาเป็นขุนนางที่สัตย์ซื่อ

เนื่องจากแคว้นฉินมีท่าทีรุกราน ชวีหยวนจึงเสนอให้ฉู่ร่วมมือกับฉีเพื่อต้านฉิน ในช่วงต้นสำเร็จไปได้ด้วยดี แคว้นฉู่มั่นคงขึ้นทุกปีทุกวัน

นอกจากนั้น การปฏิรูปภายในก็เป็นสิ่งสำคัญ ชวีหยวนลงแรงปฏิรูปด้วยตนเอง

และทุกการปฏิรูปย่อมกระทบกระเทือนกลุ่มผลประโยชน์เก่า ชวีหยวนจึงมีศัตรูทางการเมืองในแคว้นอยู่ไม่น้อย

นอกจากจะซื่อสัตย์แล้วเขายังซื่อตรง ชวีหยวนไม่ใช่คนยอมงอไม่ยอมหัก จึงต้องปะทะกับคนที่ไม่ยอมทิ้งผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อความก้าวหน้าของบ้านเมือง

ปฏิรูปจะมารอประนีประนอมย่อมไม่ได้ หากไม่รีบเข้าไว้ แคว้นอื่นชิงปฏิรูปสำเร็จก็เสร็จกัน

ยิ่งต้องเร่งก็ยิ่งต้องปะทะ กลุ่มขุนนางที่ไม่พอใจชวีหยวนจึงมีมากขึ้น รวมหัวเพ็ดทูลให้ฉู่หวยหวางเข้าใจชวีหยวนผิด จากที่ไว้ใจจึงกลายเป็นหมางเมิน

แคว้นฉินเห็นโอกาส ออกอุบายลวงฉู่หวยหวางด้วยผลประโยชน์ ส่งทูตมาหลอกว่า ถ้าฉู่เลิกเป็นพันธมิตรกับฉีจะยอมมอบดินแดนฉินให้ 600 ลี้ พร้อมกับซื้อตัวขุนนางแคว้นฉู่ไว้เป่าหูฉู่หวยหวางอีกทาง

ชวีหยวนได้ยินข้อเสนอนี้รีบค้าน แต่ฉู่หวยหวางตกหลุมพราง เห็นประโยชน์เฉพาะหน้าเป็นห้ามใจไม่อยู่

ฉู่หวยหวางเลิกสัญญาเป็นพันธมิตรกับแคว้นฉี แต่เมื่อถึงคราวทวงสัญญาแผ่นดิน 600 ลี้ แคว้นฉินกลับตระบัดสัตย์ บอกว่าที่เคยสัญญามันแค่ 6 ลี้เท่านั้น

ฉู่หวยหวางเสียท่าและเสียหน้า จึงจัดทัพไปเอาคืนแคว้นฉิน แต่ก็ต้องพ่ายแพ้กลับมา

ฉู่หวยหวางคิดคืนดีกับแคว้นฉี แต่ด้วยกลยุทธ์ของฉิน รวมถึงอุบายซื้อตัวขุนนางภายในฉู่ไว้เป็นไส้ศึก แคว้นฉู่กับแคว้นฉีจึงแตกแยกรุนแรงยิ่งขึ้น แถมชวีหยวนยังถูกฉู่หวยหวางสั่งเนรเทศ

ชวีหยวนได้แต่เศร้าใจ ในที่สุดฉู่ก็โดนฉินโจมตี ฉู่หวยหวางถูกจับไปแคว้นฉิน และสิ้นพระชนม์ที่นั่น

ฉูฉิ่งเซียงหวาง – ลูกชายของฉู่หวยหวางขึ้นครองราชย์ต่อด้วยการอุ้มชูของขุนนางที่ญาติดีกับแคว้นฉิน สถานการณ์ของชวีหยวนจึงเลวร้ายลง ถูกเนรเทศไปไกลยิ่งกว่าเดิม เป็นการเนรเทศแบบไม่มีกำหนดกลับ

ชวีหยวนเห็นแคว้นฉู่ตั้งแต่รุ่งเรืองจนถึงแนวโน้มจะแตกดับ และตนเองก็มีส่วนร่วมและความสามารถกำหนดทิศทางบ้านเมือง แต่กลับถูกพิษการเมืองเล่นงาน ความโศกเศร้าผูกพันต่อชะตากรรมของแคว้นจึงท่วมท้น แม้ตัวอยู่ไกลแต่ใจยังคงติดตามความเป็นไปของบ้านเมือง ชีวิตช่วงนี้เองที่เขาได้ระบายความโศกเศร้าออกมาเป็นบทกวีชิ้นเอกหลายบท

จนในปีที่ 21 แห่งรัชกาลของฉูฉิ่งเซียงหวาง แคว้นฉินยาตราทัพเข้ายึดแคว้นฉู่ ศาลบรรพชนถูกเผาทำลายสิ้น เมื่อชวีหยวนรู้ข่าวจึงได้แต่ร่ำไห้แทบสิ้นสติ

ชวีหยวนเคยเขียนในบทกวี “เหล่านกบินไกลในที่สุดต้องคืนถิ่น จิ้งจอกใกล้สิ้นหัวยังหันสู่รังเกิด” แม้แต่สัตว์ยังรักบ้านและคิดถึงรัง แล้วคนเราเล่าจะละทิ้งบ้านเมืองได้อย่างไร

เขาเดินทางมุ่งสู่นครหลวงแคว้นฉู่ จนวันหนึ่งเขามาถึงริมแม่น้ำมี่หลัวเจียง ชวีหยวนซึ่งอยู่ในสภาพผมเผ้าขาวโพลนรุงรัง เสื้อผ้ามอมแมม ยืนเหม่อลอย

ชวีหยวนอาจจะหวนนึกถึงบทสนทนาในวันหนึ่งในช่วงที่ตนถูกเนรเทศ มีชาวประมงคนหนึ่งเข้ามาถามเขาว่า “ท่านคือขุนนางชวีหยวนใช่หรือไม่? แล้วทำไมจึงตกอยู่ในสภาพเยี่ยงนี้เล่า?”

ชวีหยวนตอบว่า “โลกนี้ล้วนโสมม มีเพียงแต่ข้าที่คงขาวสะอาด ผู้คนจำนวนมากล้วนเมามาย มีเพียงข้าเท่านั้นที่คงรู้ผิดชอบ เช่นนี้เองข้าจึงถูกเนรเทศออกมา”

ชาวประมงจึงบอกว่า “ในเมื่อโลกโสมม เหตุใดท่านจึงไม่ตามกระแสเกลือกกลิ้งไปกับพวกเขา ถ้าพวกเขาเมามาย ท่านก็แค่ร่วมวงสุรากับเขาไปด้วยก็เท่านั้น แค่นี้ก็ไม่ต้องมาตกที่นั่งระกำลำบากแล้ว”

“โบราณว่าคนชำระร่างกายสะอาดแล้วย่อมไม่พึงใจใส่เสื้อผ้าสกปรก…ตัวข้ายอมจมลงก้นแม่น้ำไปกับกุ้งหอยปูปลา ยังดีกว่าตามกระแสไปกับโลกอันโสมม”… ชวีหยวนตอบ

ที่ริมแม่น้ำมี่หลัวเจียง ชวีหยวนไม่เพียงอุ้มก้อนหินก้อนหนักก้อนหนึ่งเอาไว้ เขายังแบกความผิดหวังและสิ้นแรงใจ กระโดดลงไป จมดิ่งสู่ท้องน้ำมี่หลัวเจียง…

ชาวบ้านรู้เข้าจึงรีบพายเรือออกงมหาศพชวีหยวน แต่หาเท่าไรก็หาไม่เจอ ด้วยความเคารพรัก ชาวบ้านไม่อยากให้ปูปลากัดกินศพชวีหยวนเสียหาย จึงโรยธัญพืชและอาหารลงแม่น้ำ เพื่อล่อให้ปูปลามากินอาหารแทน

บ้างก็ว่าชาวบ้านเอาธัญพืชห่อใบไผ่แล้วค่อยโยนลงไปล่อปูปลา จนพัฒนากลายมาเป็นบ๊ะจ่าง ตำนานเหล่านี้แตกแขนงให้เล่าได้หลากหลาย ตามธรรมชาติของตำนานแทบทุกเรื่อง

ชวีหยวนอาจจะกระโดดลงแม่น้ำในวันที่ 5 เดือน 5 หรืออาจจะเป็นแค่ช่วงใกล้เคียงวันนั้นก็หารู้ไม่ แต่ชาวบ้านก็ยินดีใช้เทศกาลตวนอู่ ซึ่งเป็นวันเทศกาลต้อนรับการผลัดเปลี่ยนฤดูใหม่ของชาวแคว้นฉู่ตั้งแต่ดั้งแต่เดิม มาผนวกเป็นวันรำลึกชวีหยวนไปด้วยกัน

ปัจจุบันผู้คนมักเลือกจดจำว่าเทศกาลตวนอู่ วันที่ 5 เดือน 5 ในปฏิทินจีน มีไว้เพื่อรำลึกถึงชวีหยวน น้อยคนนักที่จะรู้สึกว่าวันนี้เคยเป็นเทศกาลพื้นบ้านของชาวแคว้นฉู่มาก่อน

นี่คือผลจากพลังแห่งคุณธรรมด้านความรักชาติที่ฝังใจชาวจีนมานานนับพันปี บทกวีของชวีหยวนนอกจากขึ้นชื่อเรื่องความสร้างสรรค์ด้านวรรณกรรมแล้ว ยังส่งผลให้กวีในยุคต่อมาของจีนล้วนเกี่ยวพันกับความรักชาติและห่วงใยแผ่นดิน

คืออิทธิพลที่มาจากชวีหยวนอย่างไม่ต้องสงสัย

ชั่วขณะที่ร่างกายของชายคนหนึ่งที่จมดิ่งสู่ท้องน้ำมี่หลัวเจียง แต่กลับก่อให้เกิดกระแสความรักชาติหลั่งไหลออกไปหล่อเลี้ยงอยู่ในสายเลือดของผู้คนต่อเนื่องไป

แคว้นฉู่ล่มไปแล้ว แต่บทกวี ชวีหยวน และบ๊ะจ่าง ยังคงยืนยงคู่ชาวจีนเสมอมา

สวยด้วยธรรมชาติจากยางนา ครีมรองพื้นไร้สารพิษม.ขอนแก่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554741

  • วันที่ 17 มิ.ย. 2561 เวลา 11:15 น.

สวยด้วยธรรมชาติจากยางนา ครีมรองพื้นไร้สารพิษม.ขอนแก่น

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นค้นพบ การสกัดครีมรองพื้นจากเปลือกยางนา เป็นเครื่องสำอางที่ปลอดภัยไร้สารพิษ

*********************************

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ

ยางนา พืชขนาดใหญ่ซึ่งมีอยู่ทั่วไปทุกภาค นอกจากเนื้อไม้ที่แข็งแรงทนทานจะถูกใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างบ้านเรือน และเฟอร์นิเจอร์แล้ว ล่าสุด จากการศึกษาวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ค้นพบการสกัดครีมรองพื้นจากเปลือกยางนา เป็นเครื่องสำอางที่ปลอดภัยไร้สารพิษ สำหรับคุณสุภาพสตรี

รศ.ดร.ไพบูลย์ ดาวสดใส คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น บอกว่า เครื่องสำอางครีมรองพื้น “YANGNA” เป็นงานวิจัยจากทีมนักวิจัยคณะเภสัชศาสตร์ ซึ่งถือเป็นครั้งสำคัญของภาคอีสานในการสกัดสารจากพันธุ์ไม้ธรรมชาติสู่เครื่องสำอางที่นำมาใช้ได้จริง

ด้าน ผศ.ดร.แคทรียา สุทธานุช ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชสำอาง คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็บอกว่า เครื่องสำอาง YANGNA ที่ได้จากงานวิจัยดังกล่าว เป็นผลงานที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ สวยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งทีมนักวิจัยได้ค้นพบว่า ต้นยางนานั้น เฉพาะส่วนของเปลือกมีฤทธิ์เชิงเวชสำอาง ทั้งยังคงเสริมสุขภาพผิว โดยในเปลือกยางนาสามารถนำมาสกัดสารเรสเวอราทรอล ซึ่งเป็นสารสำคัญตัวเดียวกันกับที่ใช้ในเครื่องสำอางแบรนด์ดังชั้นนำ และยังคงออกฤทธิ์องค์รวมครอบคลุมดูแลสุขภาพของผิว

“สารสกัดจากเปลือกยางนามีคุณสมบัติที่สำคัญเฉพาะในเรื่องของการต้านอนุมูลอิสระ มีสารออกฤทธิ์ที่มีฤทธิ์เวชสำอางที่หลากหลาย และยังคงสามารถยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลามีน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ต้านการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกันให้ผิวสุขภาพดี สามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส จึงช่วยให้ผิวไม่มีริ้วรอยและกระจ่างใสขึ้น ซึ่งใช้เพียงหลอดเดียวสามารถเป็นทั้งครีมบำรุง กันแสงแดด และฟื้นฟูผิวพรรณอย่างครอบคลุมทุกสภาพผิว” ผศ.ดร.แคทรียา เล่าถึงสิ่งที่ค้นพบจากการวิจัยยางนา

หัวหน้าทีมวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น บอกว่า ดังนั้นเมื่อทีมนักวิจัยได้คิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์รองพื้นที่มีสารสกัดจากเปลือกยางนา ซึ่งเป็นส่วนของพืชที่ไม่มีใครนำไปใช้ประโยชน์มาก่อน และนำมาเป็นส่วนผสมในครีมรองพื้น ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจึงมั่นใจได้ว่าไม่มีสารสังเคราะห์ที่เป็นอันตรายต่อผิวหนังแต่อย่างใด

สำหรับกระบวนการผลิตครีมรองพื้น YANGNA นั้น ผศ.ดร.แคทรียา บอกว่า เริ่มจากการนำเปลือกยางนาที่มีปลูกอยู่เป็นจำนวนมากในเขต จ.ขอนแก่น มาทำการสกัดเป็นผง จากนั้นนำมาสกัดเป็นสารเหลว และนำมาหยดกับสูตรตำรับของคณะเภสัชศาสตร์ ที่ประกอบด้วย ไขมันจากธรรมชาติ แป้งวิตามิน เฉดสีธรรมชาติ ในปริมาณที่เหมาะสม จากนั้นปั่นรวมกันจนได้เนื้อรองพื้นที่เนียนละเอียด โดยมีการกำหนดออกเป็น 3 เฉดสี ที่สาวๆ ชื่นชอบ ให้ได้เลือกใช้สีที่เหมาะสมกับสภาพผิวของตนเอง

จากการทุ่มเทศึกษาวิจัย ทำให้วันนี้ผลงานวิจัยดังกล่าวได้ผลิตออกเป็นแบบซองและชนิดกระปุก และกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณานำเข้าสู่อุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ ด้วยการผลิตที่ได้มาตรฐานสำหรับการรองรับความต้องการของผู้บริโภคต่อไป

“วันนี้สาวไทยสามารถสวยด้วยธรรมชาติ เพราะยางนาเป็นพืชธรรมชาติที่เรานำเฉพาะเปลือกมาทำการสกัด และผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย อย่างไรก็ดีการดำเนินงานดังกล่าวจะสร้างองค์ความรู้และค่านิยมให้สาวไทยสวยสุขภาพดีอย่างไร้สารพิษ และมีการดูแลสุขภาพผิวและใช้เครื่องสำอางที่มีประสิทธิภาพจากภูมิปัญญาไทย ที่ไม่ต้องพึ่งเวชสำอางที่กำลังเป็นกระแสครึกโครมอยู่ในขณะนี้” ผศ.ดร.แคทรียา หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวอย่างน่าสนใจ

ความน่าสนใจของการค้นพบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสารธรรมชาติ ไร้สารพิษ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภค กลุ่มรักษ์สุขภาพ ปลอดสารเคมี และนิยมผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติกำลังเป็นที่สนใจและขยายตัวมากขึ้นๆ ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีของการสร้างผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทย

ผศ.ดร.แคทรียา สุทธานุช ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชสำอาง คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

กินดีมีคุณภาพ ดั่งคนในครอบครัว ‘สิรินทร์ฟาร์ม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554630

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 12:59 น.

กินดีมีคุณภาพ ดั่งคนในครอบครัว ‘สิรินทร์ฟาร์ม’

โดย มัลลิกา นามสง่า

“เมื่อก่อนเราอาจไม่ได้สนใจสุขภาพตัวเองมาก แต่พอมีลูก เปลี่ยนไปอัตโนมัติเลย คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อยากให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด อย่างสมมติกินข้าว เราจะเอาอะไรที่ดีที่สุดในจานกับข้าวนั้นให้ลูก”

“แหม่ม” คัทลียา แมคอินทอช คุณแม่ลูกสามได้เล่าถึงแรงบันดาลใจในการเริ่มทำ “สิรินทร์ฟาร์ม” ณ จ.เชียงราย ซึ่งมีคุณสามีสงกรานต์ กระจ่างเนตร์ เป็นคนลุยเอง

“สิ่งที่ดีแก่ลูกๆ ไม่ต้องราคาแพง ไม่ต้องหายาก ไม่ต้องอร่อยล้ำ หากแต่มีคุณภาพ มีคุณประโยชน์ และปลอดภัยต่อตัวลูกรวมถึงต่อสิ่งแวดล้อมด้วย” เธอบอก

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของความห่วงใยและใส่ใจสุขภาพสมาชิกในครอบครัว ค่อยๆ เริ่มส่งต่อไปถึงเพื่อนๆ คนใกล้ชิด และขยับขยายไปสู่ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงแรม และเป็นผลิตภัณฑ์ที่เชฟชื่อดังเลือกใช้

“ที่ผ่านมาเวลาเรารับประทานก็เลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีอยู่แล้ว พูดตรงๆ สมัยนั้นและสมัยนี้ในเรื่องของผลิตภัณฑ์ก็มีให้เลือกขึ้นเยอะ ตอนนั้นก็ไม่ได้หาง่าย คือว่าประเทศอื่นเขาสนใจเรื่องพวกนี้กันนานแล้ว แต่ประเทศไทยอาจจะช้ากว่าที่อื่นหน่อย เมืองนอกเขาหาซื้อได้ง่าย แล้วคุณภาพเชื่อถือได้จริงๆ ก็เลยคิดไปคิดมา อ๊ะ! เราก็ทำเองสิ”

สิรินทร์ฟาร์ม จากบ้านไร่ของลูกๆ ที่วันหยุดพาลูกๆ ไปปลูกผัก เลี้ยงไก่ กลายเป็นธุรกิจไร้สารเคมี ผลิตภัณฑ์จากสิรินทร์ฟาร์ม ไก่ปลอดสาร ไข่ไก่ หมูปลอดสาร ลูกชิ้นหมู-ไก่ ข้าวหอมมะลิปลอดสาร กุนเชียง ไส้กรอก ซี่โครงหมู เบค่อนรมควัน ไส้อั่ว ไส้กรอกอีสาน ฯลฯ กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภคที่รักสุขภาพ

“เราคุยปรึกษากันมาตลอด ตั้งแต่ไปหาดูที่ ตัดสินใจซื้อที่ ซื้อที่เปล่ามา เราก็ไปไถ่ชีวิตโค-กระบือมาไว้ที่ฟาร์ม และก็เริ่มเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงหมู และมันก็ต่อยอดมาเรื่อยๆ เริ่มจุดประกายก็คือมีลูกสาวเนี่ยแหละ (เนซซี่) ก็เลยอยากให้เขาได้กินอาหารที่ปลอดสาร ไม่มีสารเร่งฮอร์โมนที่เป็นอันตรายมาก

แหม่มจะเป็นกำลังใจมากกว่า พี่บีบี๋ลุยเองหมด เป็นคนลงแรงลงมือ เขาศึกษา เขาชอบและเขาก็อินมาก อยากจะมีฟาร์มเป็นของตัวเอง เราก็ได้แต่เป็นหน่วยให้กำลังใจ ซัพพอร์ตเต็มที่อยากทำอะไร”

ลุยในที่นี้คือลุยจริงๆ คัทลียา บอกว่าหลายคนอาจจะคลางแคลงใจว่าคนที่มีเงิน คงใช้เงินให้คนอื่นลงแรงให้ แต่สำหรับการทำฟาร์มสงกรานต์ลงแรงเองทุกส่วน

“เริ่มตั้งแต่หาความรู้เกี่ยวกับการเกษตรแบบปลอดสารพิษ การทำปุ๋ยเอง การทำคอก ทำเล้า ขุดบ่อเลี้ยงปลา เรียกว่าเรียนผิดเรียนถูกจนให้ผลสัมฤทธิ์ที่ดี ใช้เวลาเกือบ 4 ปี กว่าจะมีวันนี้ ยากมาก มันต้องใช้ความอดทน ใช้ความตั้งใจ ใช้ทุกอย่างค่ะ ความรู้ก็ต้องขวนขวาย ลองผิดลองถูก

ทำอันนี้ อ้าว! ผิด ไม่ได้ล่ะ ไก่ตายหมดทั้งคอกเลย ทำยังไงดี เอ๊ะ! เราจะรักษายังไง ป่วย ไม่ให้ยา ไม่ฉีดยา ก็ต้องหาวิธี โอ๊ย! ลองผิดลองถูกมาเยอะ คือถ้าใช้สารเคมีรักษามันง่าย หรือเลี้ยงในกรงก็ดูแลง่าย ให้อาหาร อัดยาอย่างเดียว แต่ไก่ของเราวิ่งเล่นตามทุ่ง เลี้ยงแบบธรรมชาติ พอเลี้ยงแบบธรรมชาติเราก็ควบคุมไม่ได้ ฝนจะตก แดดจะออก หรือโรคระบาด

ตอนนี้พี่บีบี๋วางระบบไว้หมดแล้ว ตัวเขาก็ไปดูบ้างและก็มีคนงานช่วยดูแลตามหน้าที่ต่างๆ เพราะเราไม่ได้อยู่ฟาร์ม 100% มันก็ต้องมีคนที่ทำแทนได้ แต่ช่วงแรกๆ ไปเยอะ ก็ต้องไปดู”

แนวคิดของสิรินทร์ฟาร์ม คือทำการเกษตรแบบยั่งยืน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ใช้หลักการของระบบนิเวศ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เช่น มูลสัตว์นำไปทำปุ๋ยหมัก เพื่อนำกลับมาใช้ในการเพาะปลูกพืช ผัก และนำวนกลับมาเป็นอาหารของสัตว์ เรียกว่าไม่มีของเสีย อีกทั้งส่งผลดีต่อระบบนิเวศด้วย

ไก่เลี้ยงแบบปล่อย (Free Range) คือไม่มีการขังกรง แม่ไก่สามารถเดินเล่นได้อย่างเต็มที่ และออกไข่ในรัง ไม่ฉีดยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ไม่ฉีดฮอร์โมน อาหารของไก่ ผสมด้วยสูตรเฉพาะของสิรินทร์ฟาร์ม ซึ่งมีส่วนผสมของสมุนไพรที่เป็นยา เพื่อช่วยในเรื่องภูมิต้านทานให้กับไก่ และไม่ใช้สาร Chlorophyll Red ซึ่งเป็นสารสกัดจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพื่อเร่งสีแดงของไข่แดง ทำให้ไข่ไก่ของที่นี่ปลอดสารเคมี

หมู ตอนนี้เป็นฟาร์มแห่งเดียวที่ได้ทำการขยายหมูคุโรบุตะพันธุ์แท้ ไม่ฉีดสารเร่งเนื้อแดง ไม่ฉีดยาปฏิชีวนะ ไม่ฉีดฮอร์โมน

ข้าวหอมมะลิ ปลูกโดยปราศจากการใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี รวมถึงไม่ใช้ยากันชื้น

คัทลียา ฉายภาพต่อว่า สิรินทร์ฟาร์มเสมือนบ้านพักตากอากาศของครอบครัว และเป็นศูนย์การเรียนรู้นอกโรงเรียนให้กับลูกๆ

“ช่วงไหนที่เราว่างตรงกันก็จะขนกันไปทั้งครอบครัว เด็กๆ ไปก็สนุก เนซซี่ (ลูกสาวคนเล็ก) ก็ไปเก็บไข่ พอเก็บเสร็จก็มานั่งเช็ดไข่ ชั่งแล้วก็แพ็ก มันก็เป็นเหมือนกิจกรรมครอบครัว

ตอนนี้ถือว่าประสบความสำเร็จมากเลยทีเดียว และมันก็กำลังขยาย โตเร็วพอสมควร อาจด้วยจังหวะ เพราะเราก็เป็นคนที่มีครอบครัวแล้ว มีลูก เพื่อนเรามีลูก ลูกเรามีเพื่อน ทุกคนก็ใส่ใจเรื่องสุขภาพหมด แม่ๆ ทุกคนก็จะแบบ เอาบ้างดิ ขอกินบ้างดิ มันถึงวัยที่ให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพของลูก

แล้วพี่บีบี๋เป็นคนที่ทำอะไรแล้วทำจริง ก็เป็นข้อดี ตอนนี้คือหยุดทำไม่ได้แล้ว ถ้าหยุด อ้าว! แล้วยังไงอ่ะ เราจะทิ้งผู้บริโภคเราเหรอ”

ส่วนเรื่องราคาที่ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกจะมีราคาสูงนั้น แหม่มให้ความเห็นว่า

“ราคาก็ไม่ได้ต่างกันมาก ไข่แพ็กหนึ่งโดยทั่วไปขาย 60-70 ของเรา 100 บาท ห่างกันไม่มาก แต่ว่ามันคุ้มไหม คุณคิดระยะยาวดีกว่า อย่าคิดแค่ราคา คนชอบคิดว่า โอ๊ย! มันแพง แต่จริงๆ คุณต่ออายุไปได้อีกเท่าไหร่ และเราไม่ได้ตั้งราคาแบบกะฟาดหัวเข้าบ้าน เราคิดให้ฟาร์มมันอยู่ได้ มีกำไรบ้าง เพื่อที่จะไปต่อยอด แต่ไม่ได้คิดว่า ฉันต้องเก็งกำไร เอาให้แบบต้องรวยล้นฟ้า เรายังทำธุรกิจอีกหลายอย่าง แต่ตรงนี้เริ่มต้นมาจากเราต้องการให้ได้กินของที่ดี” 

‘หยุดทุกอย่างเพื่อให้เวลากับลูก’ อัสนีพล เชาว์รัศมีกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554625

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 12:23 น.

‘หยุดทุกอย่างเพื่อให้เวลากับลูก’ อัสนีพล เชาว์รัศมีกุล

โดย ฤดูกาล ภาพ : อัสนีพล เชาว์รัศมีกุล

จากสปอร์ตแมนที่ลงแข่งขันทั้งวิ่งมาราธอนและไตรกีฬา วันนี้เมื่ออยู่ในฐานะแฟมิลี่แมน “ปอ” อัสนีพล เชาว์รัศมีกุล ก็ได้หยุดทุกอย่างทั้งการฝึกซ้อมและการแข่งขันเพื่อทุ่มเทเวลาให้กับลูกสาวฝาแฝดวัย 2 ขวบ “น้องมากิ” และ “น้องมิกะ” โดยเขาเลือกที่จะใช้เวลาครอบครัวไปกับการท่องเที่ยว

“พอลูก 3 เดือนแล้วเราก็พาเขาออกไปนอกบ้าน โดยเราเลือกที่จะพาไปใกล้ๆ บ้านและเรามั่นใจว่าปลอดภัยสำหรับเด็ก เลยพาเขาไปสปอร์ตคลับที่ผมกับภรรยาไปกันเป็นประจำอยู่แล้ว ที่นั่นจะมีสวนสาธารณะร่มรื่น มีต้นไม้เยอะ คนไม่พลุกพล่าน และมีสนามเด็กเล่นให้เด็กๆ ด้วย พอหลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน ผมพาเขาไปภูเก็ตซึ่งเป็นการไปต่างจังหวัดและนั่งเครื่องบินครั้งแรกของลูก”

เขาสารภาพว่า การพาลูกขึ้นเครื่องบินครั้งแรกทำให้คุณพ่อคุณแม่ตื่นเต้นมาก เพราะกลัวลูกทั้งสองคนจะงอแงรบกวนคนอื่น เขาจึงใช้เทคนิคให้ลูกดื่มนมในช่วงเวลาที่เครื่องบินขึ้นและลง เพื่อป้องกันอาการหูอื้อและให้ลูกหลับในช่วงนั้นพอดี

นอกจากนี้ เมื่อถึงจุดหมายแล้ว การเดินทางที่สะดวกคือ การเช่ารถ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ คาร์ซีต ที่ต้องแจ้งไว้ให้เตรียมล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย

“สิ่งที่ยังจำได้ดีเลยคือ ลูกๆ ได้สัมผัสทรายและน้ำทะเลเป็นครั้งแรก” ปอเล่าถึงทริปภูเก็ต

“มันเป็นครั้งแรกที่เขาได้รับรู้ว่าหาดทรายเป็นยังไง เสียงคลื่น เสียงทะเลเป็นยังไง ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าพอโตขึ้นไป เขาจะจำความรู้สึกนั้นได้ไหม แต่ผมว่ามันจะเป็นความทรงจำลึกๆ ที่อยู่ข้างใน และอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขากล้าลองกล้าทำสิ่งใหม่ๆ ในอนาคตก็ได้”

จากนั้นน้องมากิและน้องมิกะได้ไปต่างประเทศครั้งแรกที่ฮ่องกง จุดหมายต่างแดนที่ไม่ไกลเกินไปสำหรับเด็กวัย 1 ขวบครึ่ง และเป็นประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวสำหรับเด็กและผู้ใหญ่

“เราเดินทางกันเอง เข็นรถพาลูกเที่ยวเอง และแผนการเที่ยวแต่ละวันต้องปรับเปลี่ยนไปตามลูกทั้งหมด เพราะแต่ละที่ที่ไปจะใช้เวลานานกว่าผู้ใหญ่เที่ยวปกติ เด็กต้องใช้เวลาพัก เวลาเดิน เวลาเล่น และเวลานอน” คุณพ่อลูกแฝดกล่าวต่อ

“ส่วนสถานที่ท่องเที่ยว เราพาเขาไปที่โอเชี่ยนพาร์ค สวนสนุกที่มีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอยู่ข้างใน เพราะเราคิดว่าในวัยขวบกว่าๆ ลูกน่าจะตื่นเต้นและได้เรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ที่เขาเคยเห็นในหนังสือมา แล้วยังเป็นการเปิดประตูให้เขาเห็นโลกกว้างมากขึ้น”

เขากล่าวด้วยว่า ด้วยหน้าที่การทำงานทำให้เขามีเวลาอยู่กับลูกอย่างเต็มที่แค่วันหยุดสุดสัปดาห์ ดังนั้น เขาจึงอยากใช้ช่วงเวลาเหล่านั้นอย่างเต็มที่ที่สุด

“หลังเลิกงานผมและภรรยาจะมุ่งกลับบ้านทันทีเพื่อมาอยู่กับเขา”

ปัจจุบันปอทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท บัตรกรุงไทย เขาเล่าต่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ว่า

“พอถึงวันเสาร์อาทิตย์เราก็อยากพาเขาออกไปเที่ยวนอกบ้าน หรืออย่างน้อยต้องไปสปอร์ตคลับให้ลูกอยู่กับต้นไม้ใบหญ้า เล่นในสนามเด็กเล่นที่ไม่ได้อยู่ในห้าง เพราะผมอยากให้เขาได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติที่สุด”

สำหรับคนที่อยากเห็นความน่ารักสดใสของน้องมากิและน้องมิกะ สามารถติดตามได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Maki Mika The Twins พื้นที่แสนอบอุ่นที่พ่อปอทำขึ้นเพื่อบันทึกความทรงจำของครอบครัว

ค้นหาชีวิตระหว่างทาง The Yoss Backpacker

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554620

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 12:00 น.

ค้นหาชีวิตระหว่างทาง The Yoss Backpacker

โดย รอนแรม ภาพ : The Yoss Backpacker

บล็อกเกอร์ท่องเที่ยวหน้าใหม่ แต่เป็นนักเดินทางตัวยงมาตั้งแต่จำความได้ “โอ๊ท” ณัฐธีร์ ยศกรจีราวัชร์ กราฟฟิกดีไซเนอร์ และเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก The Yoss Backpacker (อ่านว่า เดอะ ยอซซ์ แบ็กแพ็กเกอร์)

เขามักเดินทางไปตามแหล่งชุมชนเพื่อมองหาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และเรียนรู้ความหลากหลาย โดยได้สะท้อนความเป็นจริงออกมาผ่านภาพถ่ายและเรื่องเล่าจากประสบการณ์

โอ๊ทเล่าว่า อาจพูดไม่ได้เต็มปากว่าเขาเป็นคนชอบเที่ยว เพราะการท่องเที่ยวมันกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน

“คุณพ่อผมเป็นคนชอบท่องเที่ยวมาก จำได้ว่าตอนเด็กๆ ทุกเสาร์อาทิตย์คุณพ่อจะพาไปเที่ยวที่ไหนสักที่หนึ่งแบบไปเช้าเย็นกลับเสมอ ทำให้ผมกลายเป็นคนติดการท่องเที่ยวมาตั้งแต่เล็ก พอโตขึ้นมาก็ต้องออกไปเที่ยวเองตลอดเรื่อยๆ

ก่อนหน้าที่จะทำเพจ ผมชอบถ่ายภาพนำมาลงในอินสตาแกรมส่วนตัว (theyoss.backpacker) แต่เพราะอินสตาแกรมจะเน้นไปที่รูปมากกว่า ผมเลยอยากเปิดเพจขึ้นมาเพื่อที่จะเล่าเรื่องราวที่ได้ไปเจอให้คนที่สนใจได้ติดตามและไปตามรอยได้”

เขากล่าวต่อถึงสไตล์การท่องเที่ยวที่ชื่นชอบว่า เพิ่งมาค้นพบตอนโตว่าชอบท่องเที่ยวเพื่อไปสัมผัสวิถีชีวิต ผู้คนท้องถิ่น และชุมชน

“ผมไม่ค่อยสนใจว่าจะไปถึงแลนด์มาร์คของสถานที่นั้นหรือเปล่า แต่ผมชอบไปค้นหาวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นั่นมากกว่าว่าเป็นยังไง อย่างในตอนเช้า ผมชอบตื่นไปเดินตลาดเช้า เพราะที่นั่นจะเป็นแหล่งรวมวิถีชีวิตทั้งหมดของชุมชนไว้ ทั้งอาหารการกิน การใช้ชีวิตของชาวบ้าน ซึ่งทุกอย่างเป็นชีวิตจริง และอาจจะจริงกว่าการที่ได้ไปเห็นในแหล่งท่องเที่ยวก็ได้”

ปัจจุบันโอ๊ททำงานประจำจันทร์-ศุกร์ ส่วนวันหยุดก็จะใช้ไปกับการท่องเที่ยว ซึ่งหากมีเวลาไม่มากก็จะเลือกไปตลาดหรือชุมชนใกล้กรุงเทพฯ ไว้เป็นไอเดียให้พนักงานประจำใช้วันหยุดกับสิ่งใหม่ๆ นอกเหนือจากชีวิตในเมือง

“แต่นอกจากจะนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ แล้ว ผมก็ยังต้องติดตามเทรนด์ตลอดว่าตอนนี้คนกำลังชอบอะไร อย่างที่ผ่านมากระแสออเจ้าดังมาก ผมก็พาเพื่อนแต่งชุดไทยไปเที่ยววัดอรุณฯ เพื่อให้คนที่อยู่ในกระแสเข้ามาติดตาม ซึ่งเมื่อรวมกับแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ไม่อยู่ในกระแสแล้ว ผมคิดว่าน่าจะทำให้เพจมีความน่าสนใจมากขึ้น” เขากล่าวเพิ่มเติม

ในฐานะที่เป็นนักเดินทางตัวยง โอ๊ทมองว่าการเดินทางทำให้เขาเห็นความแตกต่างและความหลากหลายของโลกใบนี้ เป็นการเปิดมุมมองความคิดให้กว้างขึ้นผ่านการประสบด้วยตัวเอง ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตและความเข้าใจ

แม้ว่าจะเดินทางด้วยกัน แต่แต่ละคนก็จะได้รับบทเรียนไม่เหมือนกัน เพราะการเดินทางมันจะไปขัดเกลาสิ่งที่อยู่ข้างในให้กลายเป็นชุดความคิดใหม่ที่เฉียบคมกว่าเดิม

ติดตามการเดินทางของบล็อกเกอร์หน้าใหม่ กับมุมมองของนักเดินทางที่เห็นโลกมามากได้ทางเพจเฟซบุ๊ก The Yoss Backpacker และอินสตาแกรม theyoss.backpacker

Q & A with Kru Cherry ไพลิน คู่อรุณยสุนทร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554614

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 11:20 น.

Q & A with Kru Cherry ไพลิน คู่อรุณยสุนทร

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

เส้นทางโยคะของแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน การอุทิศตัวให้กับการฝึกฝน ความทุ่มเทในสิ่งที่รักจนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ครูเองก็ใช้ชีวิตเป็นเดิมพันเช่นกันผ่านการเดินทาง และเรื่องราวต่างๆ การอยู่อย่างสร้างสรรค์การมองเข้าไปใน “ชีวิต” ผ่านวิถีแห่งโยคะที่รอเราเข้าไปค้นหา จนสู่ความเข้าใจและค้นพบ ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่โยคะสุตราสตูดิโอกำลังจะครบรอบปีที่ 15 ครูจึงอยากทำสกู๊ปพิเศษพูดคุยกับคุณครูโยคะทุกเดือน และในเดือนนี้คุณครูเชอร์รี่จะมาตอบคำถามแบ่งปันเรื่องราวให้กับพวกเรากันครูเจี๊ยบ : คุณครูเพิ่งไปเรียนเพิ่มเติมที่อินเดีย ช่วยเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับการเดินทางครั้งล่าสุดนี้ของคุณครูค่ะ

ครูเชอร์รี่ : หลังจากที่ได้ฝึกและสอนโยคะมาสักระยะหนึ่งเชอร์รี่ก็เริ่มมีความสนใจในการฝึกโยคะเน้นเจาะลึกเทคนิคท่า Backbend จากแหล่งกำเนิดโยคะที่แท้จริง อยากรู้ว่าจะมีความแตกต่างจากการฝึกโยคะในไทยมากน้อยเพียงใด จึงเริ่มหาข้อมูลจากครูผู้มีประสบการณ์ และได้รู้จักกับ Pranavashya Yoga สถาบันโยคะ โดย Vinay Kumar ครูสอนโยคะชื่อดังในเมือง Mysore ที่ได้รางวัลระดับชาติมากมาย เช่น Yoga Shakti, Yoga Jyothi,Yoga King, National Yoga Seva Award awarded by Bihar Yoga Association (twice), West Bengal Yoga Association (once) and Champion of Champions (five times)

การฝึกที่ Mysore ประเทศอินเดียค่อนข้างต่างจากที่เชอร์รี่คิดไว้มากทั้งเรื่องความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายบ้านเมืองสงบปลอดภัยและวิธีการฝึกที่เน้นเรื่องความปลอดภัยและโฟกัสที่ขีดความสามารถของแต่ละบุคคล PranaVashya yoga เป็นการฝึกโยคะอาสนะควบคู่กับการฝึกปราณายามะ โดยมีการกลั้นหายใจในบางท่าของการฝึก ซึ่งการฝึกใน Sequence นี้นอกเหนือจากผลที่จะได้รับทางด้านร่างกายคือความแข็งแรง ยืดหยุ่นแล้วยังมีผลต่อสภาวะทางจิตใจที่จะช่วยให้สงบมีสมาธิได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ซึ่งสมาธิสภาวะจิตที่มั่นคงนี่เองค่ะ คือหัวใจหลักของการฝึกโยคะที่แท้จริง

ครูเจี๊ยบ : สำหรับประเทศไทย “โยคะ”ในอนาคตจะเป็นอย่างไรคะ

ครูเชอร์รี่ : สำหรับเชอร์รี่ โยคะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมายาวนาน เริ่มจากความนิยมเฉพาะกลุ่มจนมาถึงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ความนิยมเริ่มขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น ในอนาคตแม้ว่าจำนวนคนฝึกจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง เชอร์รี่ก็เชื่อว่า โยคะก็ยังคงอยู่คู่กับประเทศไทยต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ฝึกโยคะเป็นประจำจะสัมผัสถึงมนต์เสน่ห์ของโยคะ ที่จะช่วยให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย และหากฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจนสภาวะที่ร่างกายและจิตใจรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ก็ยิ่งจะช่วยลดอาการเมื่อยล้า ทำให้สมองปลอดโปร่ง นอนหลับง่าย เกิดความสมดุล ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งตรงนี้นี่เองที่โยคะต่างจากการออกกำลังกาย

ครูเจี๊ยบ : ข้อความที่อยากฝากบอกผู้ฝึกโยคะทุกคน ไม่ว่าจะในนามครูหรือนักเรียนค่ะ

ครูเชอร์รี่ : ในนามของครู ถึงผู้ที่เริ่มสนใจแต่ยังไม่เริ่มฝึก หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มฝึก ก็อยากจะฝากว่า สิ่งสำคัญของการฝึกโยคะ คือ การมีสุขภาพและก็คืนสมดุลให้แก่ร่างกายและจิตใจกล้ามเนื้อ ข้อต่อส่วนไหนควรยืดได้องศาไหน หมุนได้แค่ไหน แล้วมันมีอาการตึงติดขัด เช่น คอ บ่า ไหล่ ส่งผลให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ เราจึงจำเป็นต้องเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ส่วนนั้น กล้ามเนื้อส่วนไหนควรแข็งแรง เพื่อรักษาข้อต่อภายในให้มั่นคง ไม่ให้มันปวดมันเจ็บ เช่น กระดูกสันหลัง เข่า สะโพก เราก็ควรเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบๆ เพื่อให้สามารถป้องกันอวัยวะภายในได้

หากเข้าใจวัตถุประสงค์การฝึกตามนี้ จะรู้ว่าเราฝึกโยคะไปเพื่ออะไร บางคนไม่เข้าใจพอมันตึงทำไม่ได้แล้วท้อ เลยเลิกล้ม ที่สำคัญ ทำเท่าที่ร่างกายสามารถทำได้ ไม่ฝืนจนร่างกายได้รับการบาดเจ็บ ส่วนในนามของนักเรียน หรือผู้ฝึก ก็คือ เราก็ควรเปิดใจทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว เพื่อเปิดรับสิ่งใหม่ๆ หมั่นหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา เพื่อนำมาปรับใช้กับตัวเอง ให้เกิดความปลอดภัยต่อร่างกาย และความสบายในการอยู่ในอาสนะให้มากที่สุดค่ะ

พบกับคลาสของครูเชอร์รี่ (ไพลิน คู่อรุณยสุนทร) ที่โยคะสุตราสตูดิโอได้ทุกเช้าวันพุธเวลา 10 โมง กับคลาส Basic Core และเวลา 7 โมงวันพฤหัสบดี กับคลาส Hatha Vinyasa และคลาสพิเศษในวันเสาร์เร็วๆ นี้

ประวัติทางด้านโยคะของครูเชอร์รี่

• ประสบการณ์สอนโยคะ 4 ปี

• Pranavashya & Backbending Intensive Course (2018) Pranavashya Yoga,Mysore,India

• ACE-CPT Personal Trainer (2017) @Fit Innovation Thailand

• 300 ชม. Advance Yoga Teacher Training Certified (2016) Bangkok Yoga School

• 200 ชม. Yoga Teacher Training Certified (2014) Bangkok Yoga 

นนทกช ปัญญาปัทม์ +วิไลพรรณ ติยะวัฒน์ ความสำเร็จทางธุรกิจที่ใช้ความรักนำทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554607

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 10:27 น.

นนทกช ปัญญาปัทม์ +วิไลพรรณ ติยะวัฒน์ ความสำเร็จทางธุรกิจที่ใช้ความรักนำทาง

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์/นนทกช ปัญญาปัทม์

แม่ลูกผูกพัน ต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ความสำเร็จของธุรกิจของหนุ่มที่ชีวิตเพิ่งเริ่มต้นย่อมมีเบื้องหลังที่คอยผลักดันและหนุนหลังด้วยความรัก “บ๊วยคืนชีพ” ผลิตภัณฑ์ขนมกินเล่นระดับพรีเมียม แบรนด์แม็คแม็ค (MagMag) ที่นำขนมไทยยุคเก่า มาขยายความใหม่ในบริบทที่จี๊ดจ๊าดปราดเปรียว แค่ชื่อขนมก็สุดจะจี๊ดแล้ว เช่น บ๊วยคืนชีพ, ลูกไหนองุ่น, พรุนไหมจ๊ะ และมะม่วงสีสวย

ไม่แปลกใจที่ผ่านมาบ๊วยคืนชีพคว้ารางวัลมากมาย โดยในปี 2557 ได้รับรางวัล SMEs ดาวรุ่ง จากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดเล็ก-สสว.และปี 2558 ได้รางวัลกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม รางวัลมาตรฐาน SMEs ครั้งที่ 7 จากที่เดียวกัน

มาดูความสำเร็จที่เกิดจากความผูกพันและการส่งสืบทอดแรงบันดาลใจของกันและกันในครอบครัวระหว่างลูกชายกับแม่ นนทกช ปัญญาปัทม์ และ วิไลพรรณ ติยะวัฒน์

นนทกช ปัญญาปัทม์เล่าถึงมารดา ต้นแบบความรักและแรงบันดาลใจ

“แม็ค” นนทกช ปัญญาปัทม์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวย์ตาน่า เจ้าของแบรนด์ MagMag ขณะเดียวกันเขาเป็นบุคคลตัวอย่างภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแห่งปี 2558 รางวัลอันทรงเกียรติที่ สสว.มอบให้ มาฟังชายหนุ่มเล่าถึงความสัมพันธ์ที่เป็นรากฐานของความสำเร็จ นั่นก็คือคุณแม่และครอบครัวปัญญาปัทม์

“ครอบครัวของเราอบอุ่น ผมมีพี่ชาย 1 คน ที่บ้านทำธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ เช่น กล้อง และเลนส์ต่างๆ เป็นจุดที่ผลักดันให้ผมเข้าเรียนคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทว่าต่อมาจึงเริ่มสนใจด้านแบรนด์ดิ้งและมาร์เก็ตติ้ง”

เบื้องหลังความสำเร็จคือคุณแม่ นนทกชเล่าถึงมารดา วิไลพรรณ ติยะวัฒน์ ว่า สนิทกันมาก คุยกันในทุกเรื่อง สมัยเรียนหนังสือที่โรงเรียนสวนกุหลาบ แม่ไปรับ-ส่งจากบ้านและโรงเรียนมาโดยตลอด โตขึ้นจึงเริ่มห่างออกมา แต่ก็ยังทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันเสมอ ได้แก่ การไปวัดทำบุญ ซึ่งคุณแม่ก็จะให้พาเพื่อนๆ ไปด้วย

บริบทแห่งความสำเร็จ คือความดี ความจริง และความมุ่งมั่น ส่วนหนึ่งต้องให้เครดิตคุณแม่ นนทกชเล่าว่า มารดาชื่นชอบการทำอาหาร ทุกวันตื่นเช้ามาจะได้เห็นคุณแม่สำแดงเดช (ฮา) ไปตลาดเลือกซื้อของตามฤดูกาล อะไรที่อร่อยน่ากิน ก็สรรหามาทำ และปรุงเป็นเมนูต่างๆ เห็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เรื่องความมุ่งมั่นที่จะให้ได้ของดีที่สุด เพื่อทำอาหารที่อร่อยที่สุด รวมทั้งการซื้อผักผลไม้และอาหารตามฤดูกาลที่ดีที่สุดนี้ ได้ต่อยอดต่อมาให้เขามีความพิถีพิถันในการเลือกสรรตามไปด้วย

“อย่างเช่นผักคะน้า ผักคะน้ามีหลายสายพันธุ์ แค่เปลี่ยนสายพันธุ์ เปลี่ยนฤดูในการกิน แค่นี้รสชาติก็ไม่เหมือนกันแล้ว แม่จะสอนตลอดว่า เรื่องพวกนี้ต้องใส่ใจ เป็นเรื่องละเอียด ที่พอเรามาทำแบรนด์อาหารของตัวเองเราก็เลยยิ่งรู้” นนทกช เล่า

สำหรับคุณแม่เป็นต้นแบบให้ในหลายเรื่อง ไม่เฉพาะเรื่องความชอบและความลุ่มหลงต่อการคัดสรรวัตถุดิบอาหารเท่านั้น แต่คือการใช้ความรักนำทาง ใช้หัวใจมุ่งมั่นทำในสิ่งที่โฟกัสให้สำเร็จ ถ้าไม่รักไม่ชอบ คงทำอาหารให้ออกมาดีไม่ได้ นี่คือเคล็ดลับที่มีหัวใจและความรักเป็นส่วนประกอบสำคัญ กุญแจหลักที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ ธุรกิจเป็นไปได้และคว้ารางวัลมากมายอย่างที่ผ่านมา

แม่จิตใจดี เป็นผู้ให้ เอื้อเฟื้อ ก็จะเห็นแม่ในเวอร์ชั่นนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แม่ยังมีใจนักเลง กล้าได้กล้าเสีย เรื่องของการลงทุนในธุรกิจนี้ หลายอย่างได้มาจากแม่ ทั้งกล้าได้ทั้งกล้าเสีย และบางอย่างที่ต้องกล้าแลก”

วิไลพรรณ ติยะวัฒน์ เล่าถึงลูกชายบ๊วยคืนชีพ

วิไลพรรณ ติยะวัฒน์ เล่าให้ฟังถึงลูกชายคนสุดท้อง เริ่มจากรูปแบบการเลี้ยงดู คุณแม่ใช้ “อะไร” เลี้ยงลูก (ฮา) คุณแม่ตอบว่า สมัยเด็กๆ ส่วนมากจะคอยดูให้อยู่ในกฎระเบียบ คอยตามประกบดูในระยะใกล้ชิดบ้าง ห่างๆ บ้าง แล้วแต่สถานการณ์ แต่จะไม่ปล่อย จะให้เล่นยังไงก็ดูแลอยู่ในสายตาเสมอ

“แม็คสมัยเล็กๆ ไม่ดื้อ ไม่ซน เป็นเด็กที่ชอบไหว้พระ”

เธอบอกว่า จุดเด่นของแม็คในสายตาของคุณแม่ คือความเป็นเด็กเรียนเก่ง เป็นหัวหน้า (ห้องในชั้นเรียน) และมีความเป็นผู้นำสูง อัธยาศัยดี

“กับลูกชายคนนี้ตั้งความหวังกับเขาไว้ว่า เขาจะไปจนถึงที่สุดในจุดที่เขาต้องการจะไปถึง สำหรับธุรกิจขนมและของกินเล่น ซึ่งกระโดดจากธุรกิจครอบครัวไปเลยนั้น ในช่วงแรกก็ทำใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นความมุ่งมั่นของบุตรชาย ก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร เริ่มจากช่วงแรกที่ได้มีโอกาสเก็บเล็กผสมน้อยสูตรขนมไทย สาคูมะพร้าวอ่อน

แม็คไปเจอสาคูมะพร้าวอ่อนอร่อย แค่นั้นแหละ อยู่ๆ ก็ไปซื้อมะพร้าวมา 10 ลูก ซื้อน้ำตาลซื้ออะไรมาทำ แม่ก็บอกว่าจะทำได้ยังไง เธอไม่เคยทำ แต่เขาก็ทำ ทำขึ้นมาทีแรกยังไม่อร่อย ทำจนอร่อย ช่วงแรกไปจ้างเด็กมาช่วยขาย ทำสนุกๆ แบบใส่ถาดไปขาย ต่อมาก็เช่าหน้าร้านขาย สนุกไปเลย ต่อมาเขาก็มาบอกแม่ว่า จะเปิดร้านแล้ว นี่ล่ะจุดเริ่มต้นของแม็ค”

คุณแม่วิไลวรรณ เล่าต่อไปว่า ภูมิใจที่ลูกชายสามารถก่อตั้งกิจการและบริหารจนประสบความสำเร็จ แน่ล่ะที่หนทางยังต้องเดินต่อไปอีกไกล แต่ปั้นขึ้นมาได้ขนาดนี้ ก็หายเหนื่อยแทนลูก และนอกจากจะเป็นคนหนุ่มที่มีความคิดกว้างไกลแล้ว สิ่งที่คุณแม่ภูมิใจในตัวลูกชายไม่น้อยไปกว่ากัน ก็คือความมีจิตเมตตา ชอบทำบุญ ทำมาหาได้เท่าไร ส่วนหนึ่งต้องปันส่วนเพื่อบริจาคการกุศล

นนทกช ปัญญาปัทม์ พ่อแม่ทำให้รู้ว่า การให้คือความสุข

กลับมาที่นนทกช สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแม่แล้ว สิ่งที่อยากบอกแต่ยังไม่เคยบอก คือความประทับใจในตัวคุณแม่รวมทั้งคุณพ่อด้วย ครอบครัวทำธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ภาพยนตร์ เมื่อ 2 ปีที่แล้วนี่เอง เขาได้พบเอกสารกู้ยืมที่มีคู่สัญญาจำนวนมากมาย ซึ่งได้มากู้ยืมเงินจากที่บ้านไป เรียกได้ว่าเอกสารกู้ยืมเป็นปึ๊งๆ เป็นการให้ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะไม่ได้คืนหรือไม่ มูลหนี้รวมแล้วเป็นหลายล้านบาท แต่พ่อและแม่ก็ให้ยืมไป เพราะอยากช่วยเหลือ

“เราไม่ได้ถูกเอาเปรียบหรอกนะ แต่ว่าเราให้ เพราะเราให้และเรามีความสุข ในบางช่วงเงินเราก็ไม่ได้มีเยอะนะ แต่ถ้าเราสามารถช่วยใครได้ พ่อและแม่ไม่เคยรั้งรอ นี่คือต้นแบบแห่งความเสียสละอย่างแท้จริง และเป็นเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจมาก”

อีกหนึ่งเรื่องที่ประทับใจนนทกช ก็คือคติที่ครอบครัวยึดถือว่า ความดีสำคัญกว่าความเก่ง ทั้งพ่อและแม่ของเขาเป็นลูกคนโตของครอบครัว ต่างคนต่างเรียนมาน้อย ต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาทำงานเลี้ยงน้องทั้งคู่ พ่อและแม่เป็นตัวอย่างของคนทำงานที่เติบโตจากประสบการณ์ตรง เป็นสิ่งที่ยากเรียนรู้จากในห้องเรียน

“ถ้าถามผมถึงเบื้องหลังความสำเร็จ ผมให้เครดิตพื้นฐานครอบครัวของเรา ผมได้เรียนรู้ถึงการเป็นคนดี มุ่งมั่น และกล้าฝ่าฟันจนประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ อีกความซื่อสัตย์ ขยัน อดทนและประหยัด สูตรสำเร็จของพ่อค้าชาวจีนรุ่นเก่านี่แหละครับ ที่ทำให้ผมมีกำลัง เดินไปสู่ความสำเร็จ”

แม่ พ่อ และครอบครัว คือต้นแบบความประทับใจและเบื้องหลังของความสำเร็จ สุดท้ายนนทกชเล่าว่า อยากฝากไว้สำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ สิ่งที่เราต้องทำวันนี้ คือสิ่งที่ต้องทำวันนี้ เพราะอีกไม่นานมนุษย์ทุกคนก็ต้องจบชีวิตขัยของตนด้วยกันทั้งนั้น เพราะเช่นนั้นจึงต้องรีบทำรีบตัดสินใจในเวลาที่เรามีอยู่ อย่าให้ภายหลังต้องมานั่งเสียดายเวลาที่ผ่านไป

“ไม่เฉพาะแค่เรื่องธุรกิจ แต่ในทุกเรื่องที่เราเติบโตขึ้นมา แม้แม่พ่อจะไม่ได้รู้ทุกสิ่ง แต่ทุกสิ่งจากพ่อและแม่ของทุกคน เชื่อว่าก็คือความหวังดีที่ลูกๆ ทุกคนสัมผัสได้ ไม่จำเป็นต้องเชื่อพ่อแม่ในทุกอย่างหรือทุกเรื่อง แต่ให้รับพลังความรักจากเขาในทุกเรื่องและในทุกรายละเอียดของชีวิต”

ส่งท้ายด้วยคุณแม่คนสวย วิไลวรรณเล่าว่า ภูมิใจ โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจของลูกเติบโตมาถึงวันนี้ได้ รวมถึง ลูกเติบโตมาถึงจุดนี้ได้ 

นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์ เขียนบทละครโทรทัศน์ เขียนชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554606

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 10:24 น.

นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์ เขียนบทละครโทรทัศน์ เขียนชีวิต

โดย มัลลิกา นามสง่า

ชื่อของ “บ๊วย” นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์ เป็นที่รู้จักในบทบาทนักเขียนบทละครโทรทัศน์ ช่อง 3 ผลงานละครหลายเรื่องได้รับความนิยมสูงและส่งเสียงชื่นชมมาถึงผู้อยู่เบื้องหลัง

“ปดิวรัดา” “บ่วง” “หัวใจช็อกโกแลต” “คลื่นรักสีคราม” “เล่ห์รตี” “ทวิภพ” “ทาสรัก” “สวรรค์สร้าง” “เพลงรักข้ามภพ” “สู่แสงตะวัน” “อธิษฐานรัก” “ดั่งดวงตะวัน” “เพียงผืนฟ้า” “กลิ่นแก้วกลางใจ” “เปลวไฟในฝัน” ฯลฯ คือ ส่วนหนึ่งของผลงาน

ยังมีเรื่องที่กำลังรอคิวออกอากาศคือ “ดวงใจในไฟหนาว” ที่เธอควบ 2 หน้าที่ทั้งเขียนเป็นนวนิยาย พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์พิมพ์คำ และเขียนบทละครโทรทัศน์

งานเขียนบทละครโทรทัศน์หลายคนมองว่าเป็นอาชีพอิสระ ไม่ต้องทำงานตอกบัตร มีกำหนดเวลาเข้าออก แต่สำหรับนักเขียนบทเป็นอาชีพ ก็มีวินัยและกำหนดเวลาทำงานของตัวเอง

เพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าคนที่มีอำนาจเหนือกว่าก็มีเช่นกันอย่าง ผู้กำกับการแสดง ผู้จัดละคร เจ้าของสถานีโทรทัศน์ แต่ความพิเศษอีกอย่างคือ เป็นอาชีพที่ไม่มีอายุกำหนดเกษียณการทำงาน อยู่ที่แรงใจล้วนๆ ว่ายังอยากขีดเขียน คิดพล็อตใหม่ๆ ที่น่าสนใจได้ไหม

ผลงานของเธอมีทั้งเขียนบทจากนวนิยายและสร้างสรรค์พล็อตขึ้นมาใหม่

“สมัยก่อนแทบไม่ใช้พล็อตเลย แต่ 10 ปีมานี้ตัวนักเขียนใช้พล็อตเยอะขึ้น อย่างเราอยู่ใกล้ชิดกับช่องก็จะรู้ว่าตอนนี้มีนักแสดงชายหญิงคนนี้ ก็เข้ามาช่วยในเรื่องของการคิดพล็อตสตอรี่ให้เหมาะกับตัวนักแสดง แต่ยังไงความนิยมละครยังผลิตจากวรรณกรรมอยู่ เมื่อก่อน 90-95% แต่ยุคหลังๆ ก็จะเป็น 80-85%

ส่วนตัวชอบเขียนบททั้งสองอย่าง อยู่ที่สตอรี่นั้นเรามีมุมมองที่จะพูดไหมมากกว่า ถ้าเขียนบทจากนิยายเราต้องแตะและไปช่วยขยาย เราต้องเอาแก่นเขามาให้ได้ก่อน สิ่งที่ใหญ่ที่สุดในหมู่ของคนทำโทรทัศน์คือการเลือกเรื่องที่เราจะพูดกับเขา ถ้าเราอ่านแล้วสนุกเราก็ไปขออนุญาตนักเขียนนิยาย”

ส่วนการคิดพล็อตใหม่ นันทวรรณ ยิ้มแห้งๆ พร้อมบอกว่า มันจะเป็นงานหนักสุด เริ่มต้นจากการคุยกัน จากกระดาษไม่เกิน 20 หน้า แล้วต้องมาทำเป็นบทโทรทัศน์

“ข้อดีของพล็อตคือถ้าเราชอบอันนี้ เราเบี่ยงได้เลย ไม่ต้องกลัวการบิดเบือนบทประพันธ์ คนเขียนบทละครโทรทัศน์อยู่ใกล้กับคนดูมาก บางทีการทำละครเรื่องหนึ่งเราต้องแคร์เรตติ้ง แคร์ฟีดแบ็กอยู่แล้ว สังคมเขาจะด่าเราไหม โดยส่วนใหญ่คนเขียนบทละครจะไม่ค่อยมีอีโก้สูง”

เธอบอกว่ามีความเครียดสูงสุดเลยสำหรับการทำบทละครโทรทัศน์ เพราะคือการบาลานซ์คุณค่าของสิ่งที่คนเขียนอยากพูด และการบริหารให้ถูกใจคนส่วนใหญ่

“เพราะคำว่าเรตติ้งมันคือคนส่วนใหญ่ด้วยนะ เราเรียกว่าละครต้องมีความแมส คือการที่ทำเพื่อเอาใจมวลชน เพราะฉะนั้นเป็นความยากที่สุด”

ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่า งานที่เป็นลายเซ็นของ บ๊วย นันทวรรณ มักเกี่ยวพันกับเพศหญิง

“สนใจในเรื่องสังคมและผู้หญิง มันเป็นธรรมชาติ เรามาในสังคมผู้หญิงด้วยมั้ง แล้วผู้หญิงที่อายุเกือบๆ 50 มันจะเป็นช่วงที่ผู้หญิงเปลี่ยนแปลงสูงมาก เช่น ตอนเราเป็นเด็กๆ ละครที่ได้รับความนิยมจะเป็นละครน้ำตา พวกดาวพระศุกร์ ที่ผู้หญิงโดนกดขี่ข่มเหง รันทด เราโตมาอย่างนั้น ฉะนั้นจะรู้ว่าสังคมเราใกล้กับเขา ผู้หญิงเป็นเบี้ยล่างของสังคม เราต้องอยู่ในบทบาทสมยอมตลอดเวลา

พอช่วงปลายๆ อย่างตอนทำละครกามเทพออกศึก เราก็เริ่มโตขึ้น จะเห็นวิวัฒนาการของผู้หญิง ทั้งในชีวิตจริงและในละคร ผู้หญิงปัจจุบันในรุ่นเด็กๆ กว่าเรา การหย่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่อย่างเราเป็นเรื่องซีเรียสมาก เป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นเราอยู่ในเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของผู้หญิง และเราก็จะรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ กับมัน”

ละครประโลมโลก แท้จริงแล้วในความสนุกยังมีแง่มุมชีวิต สังคมในยุคนั้นๆ สื่อสารออกมา นันทวรรณ ชี้ว่า ละครมันมีธรรมชาติของการสอนคนหรือสะท้อนชีวิตคน และมันจะแนะนำคนได้บางอย่างด้วย

“เพราะฉะนั้นทั้งนวนิยายกับละครที่ดีๆ มันมีผลต่อคนดู บางคนที่เขาไม่ได้คิดว่าละครสำคัญ เขาชอบซีรี่ส์ เขาชอบภาพยนตร์ อันนั้นก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วเรายังเชื่อมั่นอยู่ว่าคำประโลมโลกจริงๆ แล้วมันมีสาระอยู่

อย่างสมมติว่าเรารู้สึกว่าทางเลือกของเยี่ยมยุทธ (ตัวละครในดวงใจในไฟหนาว) ในการที่จะทำเพื่อตัวเองแต่ต้องเอาเปรียบคนอื่น จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคน คือผลประโยชน์เราแต่ถ้ามันไปทับซ้อนกับผลประโยชน์คนอื่น ตรงนั้นเราจะแก้ปัญหายังไง เรื่องพวกนี้ไม่ได้สอนในโรงเรียน และมันเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงพูดคุยกับตัวเองด้วย เพราะฉะนั้นละครหรือภาพยนตร์มันยังมีคุณค่าแบบนี้อยู่ ต่อให้มันประโลมโลกก็เถอะ”

ทุกวันนี้เธอยังสนุกกับการทำงาน และคิดพล็อตใหม่ๆ ไปนำเสนอช่องอยู่เสมอ ต้องพับกลับบ้านก็ครึ่งๆ แต่นั้นไม่ได้ทำลายกำลังใจในการสร้างสรรค์งาน โชคดีที่เธอคิดพล็อตเร็ว เพราะชอบคิดนั้นนี้ เจออะไรน่าสนใจก็จดเก็บไว้ มีอะไรมาสะกิดไอเดียพล็อตก็บรรเจิดได้เลย และยังสนุกกับการเขียนบทละครอยู่

ตราบใดที่ยังสร้างสรรค์งานมีคุณภาพ ผู้ชมยังให้การต้อนรับที่ดี ก็เป็นสัญญาณส่งให้รู้ว่า เส้นทางของการเขียนบทละครโทรทัศน์ยังอีกยาวไกล ไม่มีวันเกษียณการทำงานไปได้ง่ายๆ เพราะละครที่ประทับชื่อ “นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์” ยังครองใจผู้ชมได้อยู่หมัด