ทรูโอดรัฐหากไม่ผ่อนผันค่างวด กระทบลงทุน-ไอซีทีไทยโตช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/547446

  • วันที่ 11 เม.ย. 2561 เวลา 05:48 น.

ทรูโอดรัฐหากไม่ผ่อนผันค่างวด กระทบลงทุน-ไอซีทีไทยโตช้า

ทรู คอร์ปอเรชั่น โอดรัฐหากไม่ผ่อนผันค่างวดคลื่น 900 กระทบการลงทุนและการประมูลครั้งต่อไป

นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่กลุ่มบริษัท (ร่วม) ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ตามที่ผู้ประกอบการโทรคมนาคมได้ยื่นหนังสือถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอพิจารณาผ่อนผันการชำระค่าเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทหากไม่ได้รับการผ่อนผันชำระ ค่างวด จะกระทบต่อแผนการเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่อื่นๆ ในครั้งต่อไปคงจะยาก

นอกจากนั้น แผนการลงทุนในอนาคตสำหรับเทคโนโลยีใหม่ อาทิ ไอโอที ไอโออี และ 5จี เป็นต้น ซึ่งมองว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคดิจิทัลของประเทศที่ปัจจุบันจำนวนอุปกรณ์ (ดีไวซ์) ต่อประชากรอยู่ที่ 140% มีโอกาสที่เพิ่มขึ้นเป็น 1,400% หรือ 4,000% ในอนาคต

สำหรับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจาก 2จี ไป 3จี ของประเทศไทยใช้ระยะเวลาเปลี่ยนผ่านนานมาก ซึ่งวันนี้โอกาสในการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีสู่อนาคตไปยัง 4.5จี หรือ 5จี เป็นโอกาสที่ใกล้เข้ามาแล้วไม่อยากให้มีผลต่อการพัฒนาของประเทศจากปัจจัยดังกล่าว

นายวิเชาวน์ กล่าวว่า รวมทั้งเมื่อเทียบราคาประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ในประเทศไทยที่บริษัทประมูลมาได้มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาทนั้น มีมูลค่าคลื่นความถี่ที่สูงที่สุดในโลก

ดีแทคชี้ 1800 ส่อไม่คึก แนะปรับเงื่อนไขประมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/547342

  • วันที่ 10 เม.ย. 2561 เวลา 05:49 น.

ดีแทคชี้ 1800 ส่อไม่คึก แนะปรับเงื่อนไขประมูล

โดย…จะเรียม สำรวจ

จากการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะประชุมในวันนี้ (วันที่ 10 เม.ย.) เพื่อสรุปเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ให้ได้ก่อนเดือน ก.ย. 2561 ซึ่งครบกำหนดอายุสัมปทาน ที่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค จะหมดอายุสัญญาสัมปทานคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 850 MHz ทำให้ดีแทคค่อนข้างจำเป็นต้องชนะการประมูลครั้งนี้มาก เพราะต้องมีคลื่นไว้ให้บริการผู้ใช้กว่า 24 ล้านราย

อย่างไรก็ตาม จากการที่ กสทช.มีแนวคิดที่จะจัดการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ขนาดคลื่น 45 MHz แบ่งใบอนุญาตเป็น 3 ใบ หรือใบอนุญาตละ 15 MHz และใช้เงื่อนไขผู้เข้าประมูล N-1 หรือจำนวนใบอนุญาตต้องน้อยกว่าจำนวนผู้เข้าประมูล 1 ใบ เช่น มีผู้เข้าประมูล 3 ใบ แข่งประมูลใบอนุญาต 2 ใบ ทำให้ดีแทคค่อนข้างมีความกังวลกับกฎกติกาดังกล่าว

ราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า การที่ กสทช.จะจัดการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ขนาดคลื่น 45 MHz ใบอนุญาตละ 3 ใบ ใบอนุญาตละ 15 MHz และใช้เงื่อนไข N-1 มองว่าจะทำให้การประมูลคลื่นความถี่ในครั้งนี้แข่งขันไม่รุนแรง เนื่องจากราคาเริ่มต้นประมูลสูงเกินไป ภาครัฐควรมีการพิจารณาหลักการประมูลอีกครั้ง เพราะการออกหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่มีผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ทั้งในด้านของคุณภาพชีวิตคนไทยและศักยภาพการแข่งขันในอีกหลายปีข้างหน้า

ดังนั้น ภาครัฐควรมองภาพระยะยาว เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ประมูลคลื่นความถี่ได้นำไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุด เพราะการประมูลคลื่นความถี่ที่ราคาตั้งต้นแพงเกินไป โดยนำราคาประมูลคลื่น 900 MHz เมื่อปี 2559 ที่กลุ่มทรูฯ กับกลุ่มเอไอเอสชนะประมูลไปรายละ 1 ใบ ที่ราคาใบละกว่า 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่ารายที่ปั่นราคาประมูลสุดท้ายไม่มีเงินจ่ายเป็นราคาไม่ปกติ หากเหตุการณ์ยังเป็นแบบนั้น ท้ายที่สุดแล้วผู้บริโภคจะเป็นผู้แบกภาระ ดังกล่าว จากการมีค่าใช้บริการที่เพิ่มสูงขึ้น

บาวา กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้มีโอกาสเข้าไปร่วมทำประชาพิจารณ์กับ กสทช. และได้ร่วมแสดงความคิดเห็นว่า กสทช. ควรวางหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ขนาด 45 MHz แบ่งใบอนุญาตออกเป็น 9 ใบ ใบอนุญาตละ 5 MHz  เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเก่าและรายใหม่ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมการประมูลมากขึ้น เพราะราคาเริ่มต้นไม่สูง ขนาดของคลื่นที่อยากได้นั้นสามารถปรับได้ตามความต้องการของแต่ละบริษัทที่เข้าประมูล ไม่ใช่เริ่มที่ขนาด 15 MHz ซึ่งหาก กสทช.ปรับได้จะทำให้ภาพรวมการแข่งขันการประมูลคลื่นความถี่ในครั้งนี้มีความคึกคัก แต่หากภาครัฐยังยืนยันที่จะทำบล็อกการประมูลขนาดใหญ่ ด้วยการแบ่งใบอนุญาตออกเป็น 3 ใบ เชื่อว่าจะทำให้ผู้ประกอบการแข่งขันกันลำบากมากขึ้น

นอกจากนี้ การที่ กสทช.กำหนดสูตร N-1 มาใช้ในการประมูล บาวา มองว่า ปัจจุบันไม่มีประเทศไหนใช้สูตรดังกล่าว เพราะสูตร N-1 เป็นสภาพเหมือนกับจำนวนคลื่นไม่พอ แต่นี่ประเทศไทยมีคลื่นอีกมากมาย ซึ่ง กสทช.ควรจะบริหารให้เกิดการใช้ หรือทยอยประมูลคลื่นให้เกิดประสิทธิภาพ มีการทำตารางจัดสรรคลื่นความถี่ หรือสเปกตรัมโรดแมป ซึ่งถ้าใช้ N-1 ท้ายที่สุดแล้วก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมของประเทศ เนื่องจากจะทำให้ผู้ประกอบการเลือกที่จะไม่เข้าประมูล หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวผลที่ได้คือประเทศไม่มีรายได้ หรือมีรายได้น้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น

อัดกสทช.อุ้มมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/547265

  • วันที่ 09 เม.ย. 2561 เวลา 09:35 น.

อัดกสทช.อุ้มมือถือ

ทีดีอาร์ไอสับ กสทช.ออกมาตรการยืดจ่ายค่าประมูลคลื่น 4จี ไม่เกิดประโยชน์ เสนอรัฐตัดสินใจ ให้รอบคอบ

นายสมเกียรติ  ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ขอขยายเวลาจ่ายเงินค่าประมูลคลื่น 4จี ของคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ว่า จะพิจารณาในแง่มุมใดๆ รัฐบาลควรตัดสินใจอย่างมั่นคงบนผลประโยชน์ ของประชาชน ไม่ปล่อยให้กลุ่ม ผลประโยชน์เข้ามามีอิทธิพลเหนือการ ตัดสินใจ

สำหรับผู้ประกอบการทั้ง 2 ราย คือ เอไอเอสและทรู ไม่ได้มีปัญหาในการประกอบธุรกิจแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุผลที่รัฐบาลต้องเข้าไปอุ้ม ทั้ง 2 บริษัท เนื่องจากยังดำเนินธุรกิจได้ดีและไม่กระทบความเชื่อมั่นของ นักลงทุน แม้รัฐบาลจะไม่ยืดเวลาจ่ายเงิน ค่าประมูลคลื่นก็ตาม

ทั้งนี้ การที่รัฐบาลเปลี่ยนแปลงกฎกติกาหรือเงื่อนไขที่ออกมาแล้ว จากการเรียกร้องของผู้ประกอบการบางรายโดยไม่มีเหตุผลอันควร จะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยไม่มีหลักการ ที่ชัดเจน สามารถต่อรองได้หากมี เส้นสาย ซึ่งจะทำให้นักลงทุนที่ประกอบธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาลังเลที่จะมาลงทุนในประเทศไทย

แฮ็กคอมพ์โลก2แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/547252

  • วันที่ 09 เม.ย. 2561 เวลา 06:57 น.

แฮ็กคอมพ์โลก2แสน

แฮ็กเกอร์เจาะระบบ เราเตอร์ 2 แสนเครื่องทั่วโลก สหรัฐโดนหนักสุด แต่ไม่มีรายงานความเสียหาย

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของอิหร่าน เปิดเผยว่า เกิดกรณีแฮ็กเกอร์เจาะระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ผ่านอุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตในเครือข่าย หรือสวิตช์ ของบริษัท ซิสโก้ ซิสเต็มส์ อิงค์ จำนวน 2 แสนเครื่องทั่วโลก โดยจำนวนดังกล่าวรวมถึง 5.5 หมื่นเครื่องในสหรัฐ 1.4 เครื่องในจีน และยังกระทบสวิตช์ในอินเดียและยุโรป ส่งผลให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไม่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ ขณะที่ยังไม่มีรายงานความเสียหายจากกรณีการแฮ็กดังกล่าว

รายงานระบุว่า แฮ็กเกอร์เจาะสวิตช์จำนวน 3,500 เครื่องในอิหร่าน พร้อมปรับให้หน้าจอคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายแสดงรูปธงชาติสหรัฐ พร้อมข้อความระบุว่า “อย่ามายุ่งกับการเลือกตั้งของเรา” โดยล่าสุดทางกระทรวงระบุว่า ได้อุดช่องโหว่ของระบบ และไม่มีรายงานความเสียหายจากการแฮ็กดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ บริษัท เซียร์ส โฮลดิงส์ คอร์ป และสายการบินเดลตาแอร์ไลน์ส เปิดเผยว่า แฮ็กเกอร์อาจเข้าถึงข้อมูลบัตรเครดิตที่ลูกค้าใช้ทำธุรกรรมกับบริษัทช่วงวันที่ 26 ก.ย.-12 ต.ค. 2017 โดยเซียร์ส ระบุว่า มีลูกค้าน้อยกว่า 1 แสนราย ได้รับผลกระทบขณะที่แฮ็กเกอร์เจาะระบบของรัฐบาลท้องถิ่นเมืองแอตแลนตา ในรัฐจอร์เจีย สหรัฐ เมื่อวันที่ 23 มี.ค. จนเจ้าหน้าที่หน่วยงานสาธารณูปโภคและศาลไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์เข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเอกสารทางราชการได้จนถึงปัจจุบัน

รติวัฒน์ สุวรรณไตรย์ ปลดล็อกอดีต เปิดใจให้มีความสุขอีกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549476

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 09:45 น.

รติวัฒน์ สุวรรณไตรย์ ปลดล็อกอดีต เปิดใจให้มีความสุขอีกครั้ง

โดย อณุสรา  ทองอุไร-จุฑามาศ  นิจประพันธ์ ภาพ : วีรวงศ์   วงศ์ปรีดี

ชีวิตคนเราใช่ว่าจะมีความสุขสมใจดั่งปรารถนาเสมอไป บางช่วงของชีวิตก็ต้องพบเจอกับอุปสรรคที่ยากจะก้าวผ่าน อยู่ที่แต่ละคนจะมีวิธีก้าวผ่านช่วงที่จิตใจเราหม่นหมองนี้ไปได้อย่างไร ถือเป็นความท้าทายเป็นช่วงที่ตัดสินเส้นทางของชีวิตว่าจะไปในทิศทางไหน

หนุ่ย-รติวัฒน์ สุวรรณไตรย์ สถาปนิกหนุ่มผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิกโอเพ่นบ็อกซ์ และได้รางวัลระดับโลกมาหลายรางวัล ก่อนที่ชีวิตจะลงตัวเช่นนี้เขามีช่วงที่ชีวิตไขว้เขวสับสน กับช่วงหนึ่งของชีวิตเพราะตีโจทย์การเดินทางสายกลางผิดแผนไปเสียหมด บวกกับความไม่มั่นใจในความดีความถูกต้องนั้นมันสุดโต่งเกินไปหรือไม่

ย้อนไปชีวิตวัยเด็ก เขาเกิดและโตที่สกลนคร และตอนมัธยม 2 ได้ไปเรียนที่ประเทศแคนาดากับคุณแม่ เนื่องจากคุณแม่ได้ทุนไปเรียนต่อ เขาพยายามเรียนตามโควตาให้จบมัธยมปลายภายใน 4 ปี เพื่อช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายของคุณแม่ วันแรกที่เขาไปถึงเหมือนเปลี่ยนความคิดของเขาไปหมด

จากเด็กที่วิ่งเล่นในสวน มาเจอกับตึกรูปทรงเรียบง่าย แต่สวยงามดูเข้ากับอากาศ และผู้คนในประเทศ ทำให้เขาเกิดความรู้สึกชอบและสนใจที่จะเรียนในด้านนี้ คือจะเรียนและทำงานในด้านสถาปัตยกรรม เขาตั้งใจเรียนมาก

เขากลับมาเรียนปริญญาตรีที่คณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระยะเวลา 5 ปี เพื่อจะเป็นสถาปนิก เมื่อเรียนจบช่วงนั้นเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ ค่าเงินบาทลอยตัว เขาจึงหันไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นเวลา 2 ปี เพื่อรอเวลาให้ทุกอย่างมันดีขึ้น

มาถึงจุดตัดสินในชีวิตอีกจุดหนึ่งคือการต้องเลือกว่าจะสอนต่อหรือจะไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ จนสุดท้ายก็เลือกไปสิงคโปร์ไปทำงานได้ระยะหนึ่งก็กลับมาเมืองไทย และเปิดบริษัทของตนเองชื่อว่า โอเพ่นบ็อกซ์

“โอเพ่นบ็อกซ์ หมายถึงการคิดแบบไม่มีกรอบ think out of the box ออกมา จากกะลาออกมาจากกล่อง ให้มันมีความรู้สึกขำนิดๆ นอกจากเปิดออก เราเปิดรับเข้าด้วย เราไม่ได้ยึดติดอยู่แต่กับของตนเอง ไอเดียดีๆ โยนเข้ามา เรารับ เอามาคุยกันต่อ

มีบริษัทในเครืออยู่ 4 บริษัท เปิดสถาปนิกและแตกเป็นอินทีเรียร์ดีไซน์ อีกอันเปิดกลางๆ เป็นโอเพ่นบ็อกซ์ไลฟ์ จะได้รับทุกอย่าง เอกลักษณ์เฉพาะของบริษัทก็คือ ใช้คำว่าร่วมสมัย ดูหน้าตาเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยดีเทลเล็กๆ เป็นทรอปิคอลดีไซน์”

หลังจากที่ทุกอย่างดำเนินไปตามความคาดหมายของเขา ตอนนั้นอายุประมาณ 28-29 ปี เขาตัดสินใจจะแต่งงาน ซึ่งก่อนแต่งงานก็มีความคิดที่จะบวชก่อน เขาบวชได้ 1 พรรษา เขาเล่าว่าช่วงนั้นเขาเข้าถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันเขากลับสุดโต่งและตึงมากจนเกินไป มองชีวิตเป็นขาวกับดำ ไม่มีสีเทาเลย

“จริงๆ ศาสนาพุทธเข้าใจง่าย ไม่สุดโต่ง เราแย่ตรงที่เราเข้าใจผิดเอง คำไม่ดีที่มันเกี่ยวกับวิชาชีพเรา มันก็แอบมีกระซิบเข้ามา อย่างเราทำงานในวงการก่อสร้าง เป็นงานที่เน้นเงินเยอะ ผมก็ไปเชื่ออะไรผิดๆ เพราะไปฟังอะไรที่มันเป็นเรื่องลบว่าการที่เราตัดสินใจไปทำสถาปนิกมันมีแต่แข่งขัน ฟุ้งเฟ้อ แต่สุดท้ายแล้วยังไงก็ไม่รวย รู้สึกว่าเราเข้าไปในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันมันดาวน์เพราะเราพาตัวเองไปในที่ที่มันไม่ดีเอง เราเป็นคนอ่อนไหวง่าย เราเชื่อในความดีของเราแบบผิดๆ บวกกับตอนนั้นเราไปเจอคนอื่นทำธุรกิจ ทำร้ายกัน แทงข้างหลังกัน มันแข่งขันสูง มีเพื่อนที่ทำโปรเจกต์ด้วยกัน ทำไปทำมาดันทะเลาะกัน แตกกัน ผมรู้สึกว่าทำไมมันยุ่งเหยิงวุ่นวาย แล้วทำไมคนต้องทำอะไรไม่ดีต่อกันรู้สึกดาวน์ลง พอถึงจุดหนึ่งเราเหนื่อย กำไรเราก็เลยน้อย ช่วงหนึ่งนี่คือหักกลบลบหนี้จ่ายเงินเดือนโบนัสเสร็จ เหลือศูนย์พอดี เราไม่เหลืออะไรเลยมันทำให้เราไม่มีกำลังใจเป็นอยู่หลายปี”

ชีวิตเขาช่วงนั้นกลายเป็นคนหมดพลังในการใช้ชีวิตคิดเพียงแต่ว่าทำไมตัวเขาถึงเจอแบบนั้น จึงเริ่มหันหน้าเข้าสู่วัดมากขึ้น เริ่มจากการที่เข้าไปช่วยงานวัด นำความรู้ที่ตนเองมีไปออกแบบศาลาช่วยเหลือในสิ่งที่เขาพอจะทำได้ แต่เมื่อเข้าใกล้วัดมากขึ้นกลับทำให้เขาเห็นสิ่งที่ไม่ดี เงินบริจาค เงินทำบุญ เงินก่อสร้าง ในวัดก็ยังมีการโกงกันเกิดขึ้น มีผลประโยชน์กัน นี่ในวัดหรือนี่ สิ่งที่เขาพบเจอทำให้ยิ่งดึงความรู้สึกเขาลงต่ำไปมากกว่าเดิมจากที่ตอนแรกหวังจะพึ่งธรรมะเพื่อให้จิตใจสงบและดีขึ้น กลับทำให้หดหู่หมดหวังกับชีวิต

“พระพุทธเจ้าสอนดี แต่เราตีความผิด ไปทำชีวิตให้ดาวน์ลง ตอนนั้นเราจะหนี ไม่ไหว เหนื่อย ไม่เอาแล้ว ไปซื้อที่เล็กๆ อยู่ที่สกลนคร เขียนแบบบ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง คิดจะทำแปลงผัก ทิ้งทุกอย่าง”

ทั้งๆ ที่ตอนนั้นมีคนติดต่อมาให้ช่วยทำงานเยอะมาก แต่เขาก็ค่อยๆ ดาวน์ลง แม้แต่คนที่เรารัก เรายังรู้สึกว่ามันไม่มีความสุข ไม่หวานชื่นเหมือนเดิม ชีวิตคู่ก็ยังย่ำแย่ไปด้วย เหมือนพายุที่นำทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาทับถมความรู้สึกของเขา จนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมทำดีแล้วไม่มีความสุข ทำไมถึงได้เหนื่อยขนาดนี้ และช่วงนั้นดันเป็นช่วงที่เกิดน้ำท่วม ปี 2554 บริษัทที่เขาตั้งอยู่น้ำไม่ท่วมแต่ตัดไฟ แทนที่จะได้ลดค่าเช่าแต่กลับต้องจ่ายราคาเต็ม ยิ่งรู้สึกว่าเอาอีกแล้ว ทำไมชีวิตถึงได้เจอแต่เรื่องที่ให้แย่ลงๆ

จนสุดท้ายเขาตัดสินใจหนีจากงานที่เขาเคยภูมิใจและรักมันมากที่สุด

เขาเลือกทิ้งทุกอย่างและแบกเสียมแบกจอบคิดว่าจะอยู่มันที่บ้านหลังเล็กๆ ปลูกผัก เลี้ยงไก่เลี้ยงปลา แต่เมื่อลงจอบกับดินเข้าจริงๆ ก็รู้เลยว่ามันไม่ใช่ความสุขอย่างที่เขาคิดเลย เขาไม่ได้มีความสุขกับการทำสวน

จนวันหนึ่งไปเจอหนังสือเข็มทิศชีวิตของครูอ้อย-ฐิตินาถ ณ พัทลุง แล้วรู้สึกโดนใจกับสิ่งที่เห็น เหมือนช่วยปลดล็อก ได้เจอทางออกบางอย่าง ปรับมุมมองความคิดให้เขาใหม่ ปรับให้ใจกลางๆขึ้นได้ แม้ทำธุรกิจกับเงินเยอะๆ ก็มีธรรมะแบบฆราวาสได้ ไม่จำเป็นต้องสละแล้วซึ่งทุกสิ่ง เขาจึงตัดสินใจสมัครเรียนพร้อมกับภรรยาและก็ไปตามที่เขาคิดเขาปลดล็อกความรู้สึกตนเองได้ตั้งแต่ครั้งแรกเข้าเรียน

“มีเทคนิคต่างๆ ในห้องเรียน มีเรื่องของจิตใต้สำนึกของตัวเราเองที่เรารู้สึกไม่ดีอะไรบางอย่างที่มันติดมาจนถึงตอนโต ซึ่งมันเยอะนะกว่าเด็กจะโต มันเป็นส่วนใหญ่ของมนุษย์ อย่างเช่นพ่อแม่ให้สิ่งที่ดีกับเราให้เรามีความสุข 99 เปอร์เซ็นต์ แต่บังเอิญมี 1 เปอร์เซ็นต์ ที่เขาอาจจะเคยดุเคยตี อาจจะให้เรารอตอนเลิกเรียนนานนิดหนึ่ง จนเรารู้สึกถูกทอดทิ้ง แม้ว่าสุดท้ายเขาก็มาแต่เราไม่ลืม มันฝังอยู่ในใจ มันต้องกลับไปแล้วไปปลดล็อกตรงนั้นให้หมด ต้องคิดถึง 99 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นสิ่งดีๆ ที่เขาให้เรา ผมใช้คำว่าการใช้ชีวิตในฐานะฆราวาสที่ดี ทางโลกไม่ให้ช้ำทางธรรมไม่ให้เสื่อม คือ มีการสมดุลทั้งทางโลก ทางธรรม เจริญทั้งสองอย่างพร้อมกัน

การใช้ชีวิตอยู่ในทางสายกลางในฐานะฆราวาสที่เจริญทั้งทางโลกและทางธรรมมันมีจริง ทำได้พร้อมกันไม่ต้องเลือก แค่เราจำได้ว่าเราคือใคร เป็นเด็กที่เก่งขนาดไหน เคยเรียนได้ดี พ่อแม่รักเรามาก ให้เราได้ไปเห็นโลก ครูบาอาจารย์ เจ้านายเก่าให้วิชาความรู้กับเราเราจะโยนมันทิ้งมันไปเฉยๆ และจะกลับไปปลูกผัก ชีวิตเราให้ประโยชน์กับโลกได้เยอะกว่านั้น จากนั้นชีวิตพลิกเลย”

วันที่เขาเข้าใจทุกอย่าง เหมือนทุกสิ่งในใจที่ทำให้เขาห่อเหี่ยวไร้พลังจะทำในสิ่งที่เขารักมันค่อยๆ ถูกความรัก ความภูมิใจความสุขเข้ามาแทนที่ นาทีนั้นเขาน้ำตาไหลออกมา

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นที่เป็นเรื่องดีๆ ไหลวนย้อนกลับมาเหมือนเปิดแผ่นซ้ำ รางวัลทุกรางวัลที่เขาเคยได้รับ เขาจำมันได้ทั้งหมด หลังจากนั้นเพียงแค่ 3 ปี คนที่เคยบอกว่าไม่มีกำไรในการทำงาน จิตใจห่อเหี่ยวทุกครั้งที่เจอคนไม่ดี เจอเรื่องราวรอบตัวที่ไม่ดี โดนโกง และไม่มีบ้านอยู่ในตอนนั้นกลับเป็นคนที่มีทุกอย่างในวันนี้ เพราะเปิดใจเข้าใจให้ถูกต้อง

“มีสิ่งสำคัญหลายอย่างเกิดขึ้นทำให้ผมเข้าใจถูกทั้งทางโลก ทางธรรม ผ่านมาแค่ 3 ปีนิดๆ ชีวิตผมดีขึ้นมาก ผมว่าความพอดีมันอยู่ที่ใจเรา และพอเราจูนจนมันตรง ชีวิตเรามีความสุข ชีวิตรอบตัวดีขึ้น จากสถาปนิกที่ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง กั้นห้องอยู่ในบริษัท อนาถามาก นึกย้อนกลับไปแล้วผมสงสารภรรยาผมที่สุด แต่งงานกันแล้วต้องไปอยู่แบบนั้นกับผม”

วันนี้เขาให้บ้านที่ดีที่สุดกับครอบครัวกับคนที่เขารัก ที่เคยคิดว่าเป็นสถาปนิกมันเหนื่อย มันไม่มีทางออก ทำแล้วหดหู่ลง เพราะตีความผิดเพี้ยน ตั้งสติแล้วคิดใหม่ ทุกอย่างมีทางออก ตั้งใจทำงานให้ดีและสามารถจะมีชีวิตที่มีความสุขได้ เป็นเหตุผลหลักเลย

เขากล่าวเสริมว่าพอใจมันเปิดทุกอย่างมันเปลี่ยนอยู่ที่ว่าจะเปลี่ยนช้าหรือเปลี่ยนเร็ว

จุดที่เขาก้าวผ่านมาได้ที่มันสำคัญ เมื่อผ่านจุดตกต่ำที่สุดมาแล้วเขาก็จะไม่ทำให้ตัวเองกลับไปอยู่ในจุดเดิมเมื่อจิตใจดีขึ้น เขาเริ่มตั้งเป้าหมายในใจ นั่นก็คือการสร้างชื่อเสียงให้คนต่างชาติได้รู้ว่าคนไทยเก่งและมีความสามารถไม่แพ้ใครในโลก โดยการทำตัวเองให้มีชื่อเสียงเป็นสถาปนิกแนวหน้าของประทศให้ได้

“ตอนนี้ไม่รู้ว่ามีใครบ้าง แต่ผมจะเห็นภาพว่าเราอยู่ในนั้นเสมอเพราะว่าถ้ามี อย่างถ้าต่างชาติอยากเจอสถาปนิกในไทย แล้วเขาเสิร์ช Toparchitect Thailand เราจะขึ้นหนึ่งในนั้นเสมอตอนนี้ วันหนึ่งผมอาจจะไม่ได้สนใจเรื่องอันดับ ถ้าใครนึกถึงสถาปนิกในเมืองไทยจะมีเราในนั้นเสมอ”

ชีวิตตอนนี้ของเขาถูกเติมเต็มและเขามีความสุข 100% การใช้ชีวิตของเขายังคงเดิม ใช้ชีวิตเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ การมีพลังและกำลังใจ การนำหลักคำสอน ธรรมะและทางสายกลางที่เขาเข้าใจอย่างแท้จริงมาประกอบการใช้ชีวิตประจำวัน เราไม่ได้ทำเพื่อหนี

“เราทำเพื่อที่จะประกาศตัวเองกับโลกเลยว่า นี่คือของของคนไทย นี่คือพื้นที่หนึ่งของคนไทย เราคือสถาปนิกไทยที่เก่งเท่ากับทุกคนในโลก ผมตั้งเป้าหมายเล็กๆ หลายอัน แต่มันจะเรียบง่ายและยิ่งใหญ่”

สะกิดใจกับโรคสะเก็ดเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549388

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 14:15 น.

สะกิดใจกับโรคสะเก็ดเงิน

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavng2010@gmail.com

โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) เป็นโรคเรื้อรังทางผิวหนังชนิดหนึ่งซึ่งไม่ใช่โรคติดต่อ และยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด โดยลักษณะอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ผื่นนูนแดงมีอาการผิวแห้งลอกเป็นสะเก็ดสีขาว หรือผื่นตุ่มแดงมีน้ำหนอง สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย ทั้งยังพบว่าผู้ป่วยนั้นมักมีอาการของโรคอื่นแทรกซ้อนร่วมด้วย เช่น โรคหัวใจ โรคข้อเสื่อม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความพิการ หากไม่ได้รับการดูแลและรักษาอย่างถูกต้อง

เว็บไซต์เมดไทย ที่นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การรักษาโรค การใช้ยา สมุนไพร แม่และเด็ก ฯลฯ ให้ข้อมูลว่า โรคสะเก็ดเงินจัดเป็นโรคผิวหนังที่พบได้เรื่อยๆ แต่ไม่ถึงกับบ่อยมาก (ประมาณ 1-3% ของคนทั่วไป) สามารถพบได้ในคนทุกวัยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่พบได้มากในผู้ใหญ่ เพราะปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคในเด็กยังมีไม่มาก เช่น ความเครียด การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน

โอกาสที่พบในผู้หญิงและในผู้ชายมีใกล้เคียงกัน ผู้ป่วยมักจะเริ่มมีอาการครั้งแรกในช่วงอายุ 10-40 ปี ผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 3 พบว่ามีประวัติโรคนี้ในครอบครัว และอาการมักจะกำเริบเมื่อมีปัจจัยมากระตุ้น (ที่พบบ่อยคือ ความเครียด)

ผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน เพราะมีความผิดปกติทางพันธุกรรมเป็นพื้นฐาน แล้วมีสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการและอาการแสดงทางผิวหนัง เล็บ และข้อร่วมด้วย แต่ความผิดปกติทางพันธุกรรมไม่จำเป็นที่บิดา มารดา หรือญาติพี่น้องจะต้องเป็นโรคนี้กันทุกคน เพียงแต่ว่าผู้ป่วยโรคนี้จะมีแนวโน้มทางพันธุกรรมที่จะเป็นโรคนี้อยู่

โรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุในการเกิดที่แน่ชัด แต่จากการศึกษาเชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน (ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงสาเหตุเดียว) เช่น พันธุกรรม ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน และปัจจัยกระตุ้นจากภายนอก ส่งผลให้เซลล์ผิวหนังส่วนนั้นแบ่งตัวเร็วกว่าปกติร่วมกับเกิดการอักเสบจึงเกิดเป็นปื้น (Plaque) หรือเป็นแผ่นหนา แดง คัน และตกสะเก็ด

ดร.นพ.เวสารัช เวสสโกวิท แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า ในปัจจุบันคาดว่าร้อยละ 2 ของประชากรไทยเป็นโรคสะเก็ดเงิน โดยสามารถพบได้ทั้งเพศหญิงและเพศชายในจำนวนเท่าๆ กัน

ด้วยอาการของโรคสะเก็ดเงินที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น ผื่นบริเวณหนังศีรษะลอกแห้ง ผิวหน้า หรือบริเวณนอกร่มผ้า จึงค่อนข้างส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย ในด้านการทำให้ผู้ป่วยขาดความมั่นใจในการเข้าพบปะผู้คนหรือการเข้าสังคม

“เนื่องจากโรคสะเก็ดเงิน ถือเป็นโรคหนึ่งที่ส่งผลกระทบในด้านการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยอย่างเห็นได้ชัด และคนทั่วไปอาจยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคนี้อย่างชัดเจน จนมองว่าเป็นโรคติดต่อและเกิดจากความสกปรก ซึ่งล้วนแต่สร้างความกังวลใจให้แก่ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินเพิ่มมากขึ้น”

 หรือบางกรณี ผู้ป่วยมักมีอาการปวดข้อ รูปลักษณะข้อเกิดการผิดรูปหรือเสียรูปถาวร จนส่งผลให้ไม่สามารถทำงาน หรือดำเนินชีวิตประจำวันได้เท่าคนปกติ โรคสะเก็ดเงินจัดอยู่ในกลุ่มโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ มีอาการเป็นช่วงๆ แต่สามารถควบคุมอาการได้

ดังนั้น การวางแผนเพื่อการรักษาในระยะยาวและต่อเนื่องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จึงนับเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยแพทย์ฯ จะต้องวินิจฉัยจากชนิดของอาการของผู้ป่วย ความรุนแรง

สำหรับผู้ที่มีอาการป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงินเกินร้อยละ 5 ของพื้นที่ผิวจะถือได้ว่าเป็นผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง จำเป็นต้องได้รับยาที่นอกเหนือจากยาทา ได้แก่ การฉายแสงหรือการอาบแสงแดดเทียม และการรับประทานยาหรือฉีดยาสำหรับโรคดังกล่าว แต่หากผู้ป่วยมีอาการไม่ถึงร้อยละ 5 ของพื้นที่ผิว โรคมักจะสามารถควบคุมได้ด้วยการใช้เพียงยาทา

การปฏิบัติตนเพื่อควบคุมไม่ให้อาการรุนแรงมากยิ่งขึ้น ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมากที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติได้รวดเร็วมากขึ้น โดยเคล็ดลับ 4 ประการในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินมีดังนี้

1.เข้าใจโรคสะเก็ดเงิน ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้าใจเกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงินอย่างชัดเจน เพื่อสามารถดูแลและรักษาตนเองได้อย่างเหมาะสมต่อไป

2.ดูแลร่างกายและจิตใจอย่างเคร่งครัด ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ

3.หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ได้แก่ การแกะเกา การปล่อยให้ผิวหนังแห้งขุย การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา เป็นต้น

4.สังเกตและป้องกันตนเองจากภาวะโรคแทรกซ้อน เช่น หากว่าเกิดอาการปวดบริเวณข้อใด ข้อหนึ่งในร่างกายจะต้องรีบมาพบแพทย์ทันที เพื่อให้แพทย์ทำการวินิจฉัยและรักษาจากโรคข้อเสื่อมอักเสบ ผู้ป่วยบางรายที่ปล่อยให้ตนเองอ้วนมากเกินไปก็อาจเพิ่มความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหัวใจมากกว่าคนไข้ที่มีน้ำหนักปกติ

ปัจจุบันสถาบันโรคผิวหนัง ได้ร่วมกับสมาคมแพทย์ผิวหนัง เพื่อเริ่มดำเนินการทำแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพโรคสะเก็ดเงินระดับประเทศขึ้น โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถิติโรคสะเก็ดเงินทั่วประเทศ

รวมไปถึงแนวทางในการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงิน และแนวทางในการดูแลคนไข้โรคสะเก็ดเงินอย่างถูกวิธี ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินสามารถเข้าถึงยาและการรักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมมากขึ้น รวมถึงได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสมจากคนในสังคม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน

ทำงานอดิเรกให้ก้าวสู่มืออาชีพ ‘พศิน ลาทูรัส’ นักแข่งรถระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549386

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 14:10 น.

ทำงานอดิเรกให้ก้าวสู่มืออาชีพ 'พศิน ลาทูรัส' นักแข่งรถระดับโลก

โดย  รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

จากการใช้เวลาร่วมกับครอบครัวในการขับรถแข่งบนสนาม go-kart เมืองไทยตั้งแต่เมื่ออายุ 12 ปี กระทั่งในวันนี้ พศิน ลาทูรัส ทายาทกระเป๋าแบรนด์ดังนารายาในวัย 24 ปี ใช้วันว่างจากงานอดิเรกสู่การเป็นนักแข่งระดับโลก จนกระทั่งคว้าแชมป์หลายรายการ อาทิ แชมป์ เฟอร์รารี่ ชาเลนจ์ เอเชีย แปซิฟิก

พศิน มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยประธานกรรมการบริหาร บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกระเป๋าคอตตอนนารายา กล่าวว่า ในวัยเด็กครอบครัวค่อนข้างไม่มีเวลาอยู่ด้วยกันมาก เพราะแม่ (วาสนา รุ่งแสนทอง ลาทูรัส) ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริหาร บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด ทำงานอย่างหนักเพื่อปลุกปั้นธุรกิจกระเป๋าคอตตอนนารายาให้แจ้งเกิด ดังนั้น ในช่วงวันว่างของครอบครัว คือมีโอกาสติดตามพ่อไปขับรถอยู่บ่อยๆ

“สำหรับในช่วงแรกๆ ของการขับรถแข่ง รู้สึกกลัวมาก ไม่มีความมั่นใจ แต่ถือว่าการเข้าไปอยู่ในสนามแข่ง เป็นช่วงเวลาของครอบครัวจริงๆ ได้อยู่กับพ่อและแม่ ใช้ชีวิตร่วมกันที่สนามแข่ง กระทั่งมีความคุ้นเคยและรู้สึกชอบการแข่งรถขึ้นมา ผมได้เริ่มขับที่สนาม go-kart ที่สนามใน RCA พัทยาก่อน หลังจากนั้นก็เริ่มมีความหลงใหลกับการขับรถแข่งในช่วงวัย 13 ปี จึงเริ่มขับอย่างจริงจังขึ้นมา และเริ่มมีความมั่นใจตัวเองมากขึ้น”

อย่างไรก็ดี การฝึกซ้อมอย่างจริงจังอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง ทำให้เด็กหนุ่มมีความพร้อมก้าวสู่สนามแข่ง และเริ่มไต่อันดับขึ้นมาเรื่อยๆ กระทั่งร่วมเข้าแข่งขันกับทีม Meritus GP รถแข่งชื่อดังสัญชาติมาเลเซีย เมื่อปี 2553 สำหรับการไต่อันดับของผมเริ่มจากการแข่งจากสนาม go-kart เมืองไทย สู่สนามแข่งรถระดับเอเชีย ฟอร์มูล่า และ Ferrari Challenge และก้าวสู่ระดับโลก

เมื่อถามว่ารางวัลที่มีความภาคภูมิใจที่สุด คือการคว้าแชมป์ในศึกรถยนต์มาราธอนสุดยิ่งใหญ่ของโลก รายการ สปา 24 ชั่วโมง ครั้งที่ 67 ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิต หลังร่วมงานกับทีมเมทจากสังกัด เอเอฟ คอร์เซ ด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยม ภายใต้เรซสุดดราม่า จากสภาพอากาศแปรปรวนตลอดเวลา ที่สนามสปา-ฟรังก์คอร์ฌองส์ ประเทศเบลเยียม เพราะเป็นการแข่งขันที่ต้องอดทนไม่ได้นอนเท่าไร ต้องผลัดกันขับกับเพื่อนร่วมทีม

“รางวัลที่ใฝ่ฝันอยากจะได้อีก คือการคว้าถ้วยการแข่งขัน 24 ชั่วโมง เลอม็อง (24 Hours of Le Mans) เป็นการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบในตำนานแบบมาราธอน 24 ชั่วโมง ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ณ สนามแข่งเซอร์กิต เดลาซาร์ต เมืองเลอม็อง ประเทศฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศในยุโรปที่มีการแข่งขันแบบมาราธอน 24 ชั่วโมง เพราะเป็นการแข่งขันที่ท้าทายนอกเหนือจากความเร็วแล้ว คือความอดทนและสามัคคีของนักแข่งทีมเดียวกัน”

พศิน กล่าวว่า ทุกๆ ครั้งที่ลงแข่งขัน จะเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก เพราะมีเพื่อนๆ นักแข่งที่ร่วมลงแข่งแล้วประสบอุบัติเหตุบ้างก็มี สิ่งสำคัญที่สุดของการแข่งขันรถให้ปลอดภัยที่สุดคือ สมาธิ

“การแข่งขันรถทำให้ผมมีสมาธิที่ดีขึ้น เพราะหากเราพลาดขาดสมาธิ นั่นหมายถึงอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นมาทันที เนื่องจากเป็นกีฬาที่ใช้ความเร็วสูงถึง 200-300 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ผมมั่นใจว่าการแข่งขันรถเป็นกีฬาที่มีความปลอดภัยสูง

ยามว่างจากการแข่งขัน เพื่อหลีกหนีจากความเร็วที่ต้องใช้ในการเหยียบคันเร่ง ผมใช้เวลาอยู่กับการเลี้ยงปลา ส่วนใหญ่ปลาที่เลี้ยงจะเป็นปลาตัวใหญ่ เช่น ปลาช่อนอเมซอน ปลาจระเข้ ปลากระเบน เวลามองปลาว่ายน้ำ ทำให้เรารู้สึกสงบ และเพลิดเพลินทางใจและความสวยงามของปลา รวมถึงการเฝ้ามองการเติบโตของปลาที่เลี้ยง”

การแข่งขันรถที่คว้ารางวัลมาเป็นจำนวนมาก เป็นความภาคภูมิใจของพศิน และขณะเดียวกัน เขาก็ภูมิใจที่นำแบรนด์หรือโลโก้นารายา กระเป๋าคอตตอนของแม่ไปสู่สายตาชาวโลก

“แม้มันจะไม่เชื่อมโยงกับการแข่งขันรถสักเท่าไร แต่เชื่อว่าทุกครั้งเมื่อลงแข่ง ชาวโลกจะเห็นโลโก้นารายา อย่างน้อยที่สุด หากคนสงสัยจะเข้าไปค้นหาในเว็บไซต์ว่าเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอะไร ผมมองว่าเป็นบันไดของการสร้างเอเชียนแบรนด์ไปสู่โกลบอลแบรนด์ได้ในไม่ช้า”

‘เวลาสร้างความสัมพันธ์’ จิรวรรณ ชัยรุ่งเรือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549370

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 12:27 น.

‘เวลาสร้างความสัมพันธ์’ จิรวรรณ ชัยรุ่งเรือง

โดย ฤดูกาล ภาพ : จิรวรรณ ชัยรุ่งเรือง

แม้ว่าจะเป็นคุณแม่ลูกสองแล้ว แต่ไอดอลยุค 90 อย่าง “เอิร์น” จิรวรรณ ชัยรุ่งเรือง ก็ยังสวยสะพรั่งไม่เปลี่ยนแปลง

เวลานี้เธอมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวน 2 คน ลูกชายคนโต “น้องดี” วัย 4 ขวบ และคนเล็ก “น้องดวิณ” วัย 2 ขวบ ที่เธอและสามีมักพาลูกๆ ไปท่องเที่ยวเพื่อสร้างเวลาคุณภาพของครอบครัว

“เรา (เอิร์นและสามี) พาลูกทั้งสองคนไปเที่ยวต่างจังหวัดใกล้ๆ เช่น หัวหิน พัทยา ตั้งแต่ขวบแรก จากนั้นได้พาเขาขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในไทยก่อนอย่างภูเก็ตและเชียงใหม่ ก่อนที่จะพาไปไกลที่ญี่ปุ่น” เธอเล่า

“เพราะเราอยากให้ลูกไปเรียนรู้ และไปสัมผัสธรรมชาติที่ในกรุงเทพฯ ไม่มี ซึ่งการพาเด็กเล็กออกนอกบ้านเราต้องเตรียมตัวเยอะ เพราะลูกต้องใช้ของทุกอย่างที่เคยใช้ในบ้าน และทุกอย่างต้องสะอาดเพื่อสุขภาพอนามัยของลูก”

เอิร์นยังกล่าวถึงการเลือกที่พักว่า ด้วยความที่ไปเที่ยวกันแบบครอบครัวใหญ่ ตั้งแต่รุ่นสูงวัยถึงรุ่นเด็ก ทำให้ต้องเลือกโรงแรมที่เดินทางสะดวกใกล้แหล่งท่องเที่ยว และหากมีคิดส์คลับหรือเครื่องเล่นสำหรับเด็กก็ยิ่งดี

นอกจากนี้ การเลือกแหล่งท่องเที่ยวจะเอาใจลูกชายเป็นส่วนใหญ่ ส่วนการเดินทางในต่างประเทศ จะเลือกวิธีเช่ารถที่สามารถรองรับได้ทั้งครอบครัวพร้อมคนขับ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง และใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนเมื่อลูกต้องการนอนกลางวันด้วย

“การพาลูกเที่ยวทำให้เอิร์นเห็นพัฒนาการของลูกๆ มาก อย่างน้องดวิณที่เคยเป็นเด็กไม่ชอบคนแปลกหน้าโดยเฉพาะผู้ชาย เพราะครอบครัวเราเป็นผู้หญิงเสียเป็นส่วนใหญ่ พอเราพาเขาออกนอกบ้านบ่อยๆ ทำให้เขาชินและทำให้เขาเข้าใจว่า ถ้าออกไปข้างนอกเขาต้องไปเจอคนแปลกหน้า จนตอนนี้น้องดวิณกลายเป็นเด็กชอบไปเที่ยวนอกบ้าน และสามารถปรับตัวเข้าหาคนอื่นได้ดีมากๆ และสำหรับน้องดีเขาเป็นเด็กที่มีความอดทนสูงมาก ซึ่งเขาได้เรียนรู้จากการรอคอยและประสบการณ์ที่ได้จากการเดินทาง เป็นสิ่งที่ตำราหรือในห้องเรียนไม่มีสอนจริงๆ”

นอกจากเป็นคุณแม่ลูกสองแล้ว เอิร์นยังมีหน้าที่เป็นรองผู้จัดการโรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี แต่กระนั้นคุณแม่สุดสวยก็ยังให้ความสำคัญกับเวลาครอบครัวเป็นอันดับ 1 เสมอ

“ก่อนมีลูกเราต้องวางแผนชีวิตหลายอย่าง ซึ่งนอกจากความพร้อมแล้ว เราต้องให้ความสำคัญกับเวลาครอบครัวมากๆ เพราะเมื่อพ่อแม่ให้เวลากับลูก เวลาจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ และลูกๆ จะสามารถสัมผัสได้ถึงความรักผ่านเวลาที่พ่อแม่มีให้กับเขา

ที่สำคัญคือ เด็กๆ เติบโตเร็วมาก ดังนั้นเวลาที่ลูกยังเล็กแบบนี้แหละคือเวลาที่พ่อแม่ต้องเก็บเกี่ยวให้มากที่สุด และใช้เวลากับลูกให้มากที่สุด” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ออกเดินทางเพื่อรู้จักตัวเอง Journeyaholic

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549367

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 12:16 น.

ออกเดินทางเพื่อรู้จักตัวเอง Journeyaholic

โดย รอนแรม ภาพ : Journeyaholic

นักเดินทางสาวขาลุย ปานวาด เปรมประสิทธิ์ เริ่มต้นออกเดินทางเพื่อหาคำตอบว่าตัวเองชอบอะไร จากนั้นเธอได้แบ่งปันความรู้สึกและประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Journeyaholic เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ยังหาคำตอบให้ชีวิตไม่ได้กล้าออกเดินทางเหมือนเธอ

“ตอนเปิดเพจมันเป็นช่วงที่เราอยากค้นหาตัวเอง เราไม่รู้ว่าชีวิตเราจะไปทางไหนดีก็เลยเลือกทางที่เราชอบ คือ การเดินทาง” ปานวาด เล่าถึงจุดเริ่มต้น

“ทริปแรกเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว เราแบกเป้ไปเชียงใหม่คนเดียว พอกลับมาได้ลองเขียนลงในเว็บไซต์พันทิปก่อน ปรากฏว่ามีคนสนใจเยอะ เราเลยตัดสินใจเปิดเพจต่อเนื่องกันไป”

เธอกล่าวด้วยว่า เหตุที่เปิดเพจเฟซบุ๊ก ในตอนแรกเธอมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนและพูดคุยกับเพื่อนๆ ที่ติดตาม

“ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่า เปิดเพจแล้วเราจะเป็นบล็อกเกอร์ได้หรือสามารถทำงานหรือทำเงินจากพื้นที่ตรงนี้ได้” ซึ่งหลังจากทริปเปิดโลกที่เชียงใหม่ ปานวาดก็หลงใหลการเดินทางและมักออกไปเปิดโลกกว้างเพียงคนเดียวเสมอ

เธอเล่าว่า การไปเที่ยวคนเดียวทำให้เธอได้เจอเพื่อนใหม่ทุกครั้งที่ไป และเธอยังมีเป้าหมายใหญ่คือ การไปเที่ยวให้ครบ 77 จังหวัดทั่วไทยให้ได้

“เราชอบแบ็กแพ็กไปเที่ยวเอง ขึ้นรถสาธารณะ และกำหนดเฉพาะจุดหมายปลายทาง ส่วนระหว่างทางจะไปไหน ไปกินอะไร พักที่ไหน เจออะไร ก็ปล่อยให้มันเป็นเรื่องธรรมชาติตามจังหวะและเวลาตรงนั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะชอบไปแนวธรรมชาติ อยู่กับชาวบ้าน พักโฮมสเตย์ และนอนโฮสเทล”

อย่างทริปแรกที่เชียงใหม่เธอก็เลือกไปดอยอินทนนท์

“ข้อดีของการเดินทางคนเดียว มันทำให้เรารู้จักระหว่างทางมากขึ้น เพราะเราคิดว่าระหว่างทางสำคัญกว่าปลายทาง สามารถเจอมิตรภาพระหว่างการเดินทาง และการไปเที่ยวคนเดียวยังทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ดูแลตัวเองได้ดีกว่าเดิม มีการวางแผน หาข้อมูล แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น”

นอกจากนี้ สำหรับทริปต่างประเทศครั้งแรก เธอเลือกไปปากเซ สปป.ลาว เนื่องจากเป็นประเทศที่สามารถสื่อสารผ่านภาษาไทยได้ ยังคงเป็นเมืองที่ยังรักษาวิถีท้องถิ่นไว้ และสามารถเดินทางได้ง่ายเหมาะกับนักท่องเที่ยวมือใหม่และไปคนเดียว

“ตั้งแต่เชียงใหม่จนถึงลาวใต้ เราเลือกใช้วิธีขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวคนเดียว เพราะเราคิดว่ามันเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด ถ้าอยากแวะระหว่างทาง อยากหยุดรถลงไปคุยกับชาวบ้าน หรือเวลาเห็นความสวยงามตรงไหนเราก็สามารถหยุดรถข้างทางและลงไปถ่ายรูปได้เลย” สาวขาลุยกล่าวต่อ

ส่วนการเขียนเนื้อหาในเพจเฟซบุ๊ก เธอเลือกที่จะเล่าผ่านความรู้สึกในขณะนั้น ซึ่งเป็นวิธีการเขียนที่แตกต่างจากช่วงแรกๆ ที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูล เพราะเธอเห็นว่า ปัจจุบันมีช่องทางให้คนหาข้อมูลการเดินทางมากมาย แต่ที่หาไม่ได้จากที่ใดคือ ประสบการณ์และความรู้สึกจริง

“การเดินทางที่เราเล่าด้วยความรู้สึกตอนนั้น มันเป็นประสบการณ์ของแต่ละคนซึ่งแม้ว่าจะไปที่เดียวกันพร้อมคนอื่นๆ เราก็รู้สึกต่างกัน ซึ่งเราเป็นคนที่ถ้าชอบที่ไหนจะไปที่นั้นซ้ำๆ” เธอหัวเราะ

“อย่างเชียงใหม่ที่ไปบ่อยมาก แต่ก็ยังรู้สึกชอบทุกครั้งที่ไป และยังมีชุมชนเล็กๆ ให้เข้าไปหาอีกมาก”

ปานวาด นิยามความหมายของการเดินทางว่า “เราออกเดินทางเพื่อทำความรู้จักกับใครคนหนึ่งให้มากขึ้น และใครคนนั้นก็คือ ตัวเราเอง” พร้อมอธิบายต่อว่า

“เพราะคนเราต้องหาสิ่งที่ตัวเองชอบและเลี้ยงตัวเองได้ เวลาที่เราค้นหาตัวเองไม่เจอมันอึดอัด เพราะเราจะไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อไป สำหรับตัวเราคิดว่า การเดินทางมันทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น ทำให้เราเห็นแนวทางในอนาคตชัดเจนขึ้นว่าเราจะทำอะไรต่อไป”

แน่นอน เธอมีความฝันอยากมีโฮสเทลของตัวเองสักแห่ง

“สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรกันแน่หรือยังไม่รู้ว่าอยากทำอะไร ลองออกเดินทางดู เพราะการเดินทางมันทำให้เราได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ได้เห็นโลกกว้าง ได้พูดคุยกับคนหลายรูปแบบ ซึ่งมันจะเป็นแรงบันดาลใจและจุดประกายความคิดของเราว่าเราเป็นใคร และอยากทำอะไรต่อไปในอนาคต”

ติดตามการเดินทางของนักเดินทางขาลุยคนนี้ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Journeyaholic

บุญชอบ+ลวัณกร ล้ออุไร สองบุคลิก รวมเป็นหนึ่งความผูกพัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549364

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 11:59 น.

บุญชอบ+ลวัณกร ล้ออุไร สองบุคลิก รวมเป็นหนึ่งความผูกพัน

โดย  ปอย  ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ส่งท้ายเดือนที่มีวันของครอบครัว พ่อลูกผูกพัน คุณพ่อที่มีบุคลิกเฮฮา ชอบเข้าสังคมสังสรรค์กับผู้คนรอบข้าง สมกับอาชีพการงาน บุญชอบ ล้ออุไร ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารมวลชน โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา

ส่วนลูกสาวบุคลิกมาดนิ่งๆ แต่ดูใจเย็น ลวัณกร ล้ออุไร เจ้าของร้านกาแฟ 212 Caffe’ co ร้านเล็กๆ ที่ตั้งชื่อจากแนวคิดเก๋ๆ กิมมิกจากสูตรคูณ 2 คูณ 1 เท่ากับ 2 สัญลักษณ์สื่อถึงกิจการก้าวหน้า

โลโก้นกฮูกสัญลักษณ์คงแก่เรียน ให้เข้ากับร้านกาแฟที่อยู่ในตึกคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ร้านกาแฟที่คุณพ่อทุ่มเงินลงทุนให้ลูกสาวกว่า 7 หลัก แสดงถึงความรักที่ส่งให้ลูกสาวเติบโตก้าวสู่ธุรกิจในฝัน

เจาะลึกความเป็น ‘คุณพ่อสายโหด’

คนวัยนี้มักตั้งคำถามว่าจะเริ่มสร้างธุรกิจเป็นของตัวเองตอนไหนกันดี แล้วคนรุ่นใหม่ในวันนี้ก็ล้วนมีแนวความคิดอยากทำธุรกิจส่วนตัวกันทั้งนั้น โดยเฉพาะธุรกิจร้านกาแฟ ใครๆ ก็ใฝ่ฝันอยากมีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง คุณพ่อบุญชอบก็เข้าใจ ด้วยเห็นว่าลูกสาวรักกาแฟแท้จริง

“ผมเป็นคนยุคโบราณ ก็อยากให้ลูกสาวคนเดียวทำงานมั่นคง รับเงินเดือนประจำไปนะครับ แต่เมื่อเขาตัดสินใจลาออกจากงานบัญชี ที่ทำงานหนักมากไปเช้ากลับดึกดื่นทุกๆ วัน ไม่ไหว

เพราะช่วงนั้นลูกเรียนต่อปริญญาโทด้วย ก็มาขอพ่อเปิดร้านกาแฟ ผมเห็นว่าลูกได้ผ่านการทำงานประจำมาระดับหนึ่งแล้ว เราก็ไม่ว่าเขาจับจดนะ เพราะเห็นว่าการบริหารเวลา ทั้งทำงานไปด้วย แล้วไปเรียนปริญญาต่ออีกหนึ่งใบไปด้วย ในช่วงภาคค่ำ มันหนักหนาสาหัสเกินไป

ไปเที่ยวไหน สิ่งแรกที่เสิร์ชก่อนเรื่องเที่ยวคือค้นหาร้านกาแฟ ไปฮ่องกง ผมเดินเสียขาลากเลย (บอกพลางหัวเราะ) หาร้านกาแฟสนูปปี้ ไปญี่ปุ่น ก็ไปเดินหาร้านกาแฟของคุณลุงคุณป้าสองสามีภรรยาที่ใช้กาแฟท้องถิ่น เปิดร้านกาแฟไม่ใช่แบรนด์โด่งดังอะไร ลูกก็สรรหาพาพ่อไปชิมจนได้

จากคนทำงานก็ผันตัวเองมาศึกษาหาความรู้เรื่องกาแฟ ต้องรู้ให้ลึกซึ้งนะครับ ค้นคว้าหาเทคนิคการชงกาแฟแบบใหม่ๆ จนเกิดมาเป็นศิลปะ

แล้วการที่ผมทำงานด้านประชาสัมพันธ์ให้องค์กรใหญ่ ก็เคยพาคณะนักข่าวไปดูงานของกรมวิชาการเกษตร บนดอยสูงที่ จ.แม่ฮ่องสอน ได้ไปเห็นการปลูกกาแฟในท้องถิ่นที่นั่น ชาวบ้านคั่วเมล็ดกาแฟเอง ให้กลิ่นหอมรสชาติดีมาก ก็เลยได้ค้นพบแหล่งกาแฟออร์แกนิกมาชงในร้าน เขาคั่วใหม่ให้เราโดยเฉพาะ

ผมมีลูกสาวคนเดียว แล้วมีลูกตอนอายุมากแล้ว ตอนอายุ 36 ปี ตอนนั้นโรงแรมเซ็นทรัลลาดพร้าวเพิ่งเปิด ผมเริ่มงานตำแหน่งช่างภาพ แล้วเมื่อมารับตำแหน่งประชาสัมพันธ์ ก็ยิ่งงานเยอะเข้างานเช้าๆ กลับดึกๆ ทุกวัน

ผมเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ไปส่งไปรับลูกสาวที่โรงเรียน เลือกใกล้ๆ ที่ทำงาน แล้วผมก็ต้องพาลูกที่ยังเล็กๆ มาที่ทำงานด้วยตั้งแต่เขาวัยอนุบาล ลูกก็นอนหลับรอบนโต๊ะทำงานพ่อทุกวัน

เราผูกพันกันมาก ลูกก็เลยไม่เคยยอมให้ผมแต่งงานใหม่เสียด้วย ซึ่งผิดกับผมนะ ตอนนี้นี่เชียร์ลูกสาวให้แต่งงานแต่งการไปเร็วๆ พ่อจะได้อิสรเสรี (ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจอีกครั้ง)

ใครๆ มองผมนิสัยเฮฮา แต่กับลูกสาวผมดุมาก ไม่ตีลูกนะ แต่หยิก (หัวเราะ) เพราะเห็นเธอนิ่งๆ เงียบๆ แบบนี้ แต่ดื้อมาก ผมเลี้ยงลูกคนเดียวไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน ไปทริปพานักข่าวไปโรงแรมต่างจังหวัด ก็ต้องพาลูกเล็กติดสอยห้อยตาม ไปด้วยกันทุกที่ครับ

มีอยู่ทริปหนึ่ง พ่อก็ต้องพานักข่าวไปเที่ยวท่องราตรีดูแสงสีเมืองท่องเที่ยวกัน เด็กตามไปด้วยไม่ได้แน่นอน ปรากฏว่าคุณลูกสาวแผลงฤทธิ์เสียจนเคาน์เตอร์ฟรอนต์โรงแรมกระจาย ร้องไห้ชักดิ้นชักงอไม่ให้ไป แถมเทศนาเรื่องดื่มแอลกอฮอล์ เราเลี้ยงลูกก็ต้องกล่อมกันจนหลับ พ่อจึงแอบไปปฏิบัติงานต่อได้ แต่ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ ก็ไม่ได้นะ ต้องมีลงไม้ลงมือปรามกันบ้าง

เรื่องการเรียนคืออีกเรื่องที่ผมเข้มงวดลูกตั้งแต่เด็ก ต้องเรียนเลขให้เก่ง เพราะอยากให้เขาทำงานบัญชี อาชีพที่หางานง่าย เขาก็มาอ่อนวิชาคณิตศาสตร์ พ่อก็ต้องหาครูดีๆ สอนเคี่ยวหนัก จากเกรด 1 พุ่งไป 4 ภาษาอังกฤษก็ต้องได้ด้วย พ่อก็ทั้งหลอกทั้งปะเหลาะให้ลูกเรียน” คุณพ่อบุญชอบบอกพลางยิ้มภูมิใจที่วันนี้ส่งลูกสาวถึงฝั่ง…ได้ดั่งใจ

‘ลูกสาวมาดนิ่ง’ เติมเต็มความผูกพัน

แน่นอนว่าการทำธุรกิจย่อมมีความเสี่ยง ไหนจะเงินทุนตั้งหลัก หากล้มเหลวขึ้นมาก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ ความฝันที่ว่าต้องการผันตัวเป็นเจ้าของธุรกิจก็อาจสะดุด แต่ด้วยความมั่นใจธุรกิจเล็กๆ ในวันนี้ จะค่อยๆ เติบโตในวันหน้า

ปลา-ลวัณกร กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าคนเราส่วนใหญ่มักจะไหวตัวเรื่องธุรกิจ เรื่องงาน และสิ่งต่างๆ ก็เมื่อตอนที่เราเติบโตขึ้นอย่างเต็มตัวแล้ว และเริ่มมองหาโอกาสในชีวิตอย่างจริงจัง โชคดีที่มีพ่อคือลมใต้ปีกหนุนลูก ให้โบยบินตามความฝันได้สวยงาม

 “นอกจากงานประจำ พ่อก็มีธุรกิจของเขานะคะ มีธุรกิจทั้งด้านเป็นตัวแทนส่งพัสดุไปรษณีย์ และโรงแรมสไตล์บ้านพักเล็กๆ ในญี่ปุ่น สไตล์พ่อใจร้อนค่ะ เวลาธุรกิจมีปัญหา ความใจร้อนของเขาจะแตกหักเลย พนักงานคนไหนมีปัญหาก็ให้ออก แต่ปลาคนละสไตล์ค่ะ ใจเย็นกว่า เวลามีปัญหาแบบนี้ พ่อจะเรียกปลาให้มาช่วยเจรจา บางเรื่องก็ไม่จำเป็นเลยว่าต้องแตกหักนะคะ (บอกน้ำเสียงเรียบๆ พลางยิ้มใจเย็น)

ส่วนการเลี้ยงดูลูก พ่อดุมากค่ะ ตั้งแต่เด็กๆ ไม่เคยได้ไปไหน ขอไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนก็ไม่เคยได้ไป ถ้าได้ไปทั้งทีก็ต้องกลับมาภายในครึ่งชั่วโมง ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วนะคะ คงแก้แค้นเราบ้างที่ไม่ให้เขาไปดื่มไปโน่นไปนี่ (หัวเราะ)

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เราไม่ชอบเรียนบัญชี ปลาอยากทำงานประชาสัมพันธ์โรงแรมแบบพ่อ ซึ่งพ่อก็บอกสั้นๆ เลยว่า ไม่! เหนื่อย แล้วพ่อก็ทั้งหลอกทั้งขีดกรอบว่าลูกต้องเรียนคณะบัญชีให้ได้

ปลาตามใจพ่อค่ะ เพราะรู้ว่าเขารักเรามาก ทำทุกอย่างให้ตั้งแต่เด็กๆ จนโตเรียนมัธยม พ่อก็ยังซักผ้ารีดผ้าชุดนักเรียนให้ ไปรับไปส่งทุกวัน จากบ้านเราที่ไกลมาก จ.นนทบุรี แต่พ่อก็ไม่เคยให้ไปกลับเองเลยสักวันนะคะ

แล้วเรื่องตลกที่สุดคือตอนอนุบาล ปลาผมยาว พ่อก็ต้องเปิดนิตยสารหาวิธีการมัดผมแกละ ถักเปียแบบเด็กๆ สารพัดวิธี หาซื้อโบ ซื้อกิ๊บให้ แล้วต้องเรียบร้อยถูกระเบียบไปโรงเรียนทุกวันอีกด้วย

พ่อเนี้ยบมากค่ะ และถ้าทำโทษก็จริงจังไม่แพ้กัน คือหยิก พอเราโตมาก็ถามนะคะ ทำไมต้องหยิกเพราะเขียวช้ำไปหลายวัน ตีไปเลยไม่ดีกว่าหรือ? พ่อบอกตีเดี๋ยวใครจะหาว่าโหด แต่เราไม่ร้องไห้นะ เป็นเด็กผู้หญิงที่ดื้อๆ นิ่งๆ (วันนี้เล่าพลางหัวเราะได้แล้ว)

สิ่งที่เหมือนพ่อ คือดุ ตอนนี้เราโตก็ได้โอกาสดุพ่อกลับบ้างแล้วค่ะ (หัวเราะ) แต่ก็รู้ค่ะว่าทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่างคือความห่วงใย อย่างเช่นพอมาเปิดร้านกาแฟ พ่อก็ซื้อโทรศัพท์ให้ใหม่รุ่นโน้ตที่มีปากกาจดรายการโน่นนี่ในการทำงานได้ เขาจะคิดเรื่องความคุ้มค่าในเรื่องของใช้

อย่างเช่นกระเป๋าที่ผู้หญิงต้องถือติดตัวทุกๆ วัน ปลาก็ใช้ไปเรื่อยๆ แต่พ่อจะซื้อกระเป๋าหลุยส์ วิตตองใบที่ราคาถูกที่สุดในช็อปปารีส (หัวเราะ) รำคาญที่เราใช้กระเป๋าใบโน้นใบนี้ แล้วก็ไม่ทนทานอะไร เดี๋ยวก็ต้องซื้อใหม่อีก สู้ซื้อของคุณภาพใช้ได้นานๆ ไปเลยดีกว่า ท่านจะชอบปลูกฝังและสอนเราแบบนี้

ส่วนปลาจะดูแลเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อาหาร กาแฟ ที่พ่อชอบ ถ้าจะซื้อของชิ้นใหญ่ ก็ต้องเป็นของขวัญวันพ่อ 5 ธันวาคม หรือวันเกิดของพ่อก็จะมีของขวัญให้ทุกๆ ปี ซื้อชุดทีวีโฮมเธียเตอร์ให้ไปเลย

เรื่องที่ห่วงใยที่สุดสำหรับวัยนี้ คือสุขภาพ เขาก็พยายามกินคลีนนะคะ แต่คลีนได้ 2 มื้อ พอมื้อที่ 3 คือมื้อเย็นปรากฏว่าคลีนแตกกระจาย (หัวเราะ) แล้วด้วยหน้าที่การงานก็ต้องมีจิบไวน์ ก็ต้องตกลงกันว่ามีลิมิต ก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง

ตอนเรียนหนังสือเคยมารอพ่อที่ทำงานกว่าจะกลับบ้าน ตี 2 ตี 3 เพราะงานประชาสัมพันธ์ต้องอยู่กับผู้คน เป็นงานบริการที่ต้องให้ทั้งใจ ทั้งเวลา พ่อคงรู้นิสัยเราว่างานนี้ไม่เหมาะกับลูกสาวแน่นอน (หัวเราะ) ก็เลยไม่สนับสนุนให้ทำงานวงการเดียวกัน

แต่พ่อก็สอนเสมอนะคะ เรื่องเซอร์วิสมายด์ ไม่ว่างานอะไรก็จำเป็นทั้งนั้น เจ้าของร้านกาแฟหน้าจะนิ่งๆ ให้พ่อเห็นไม่ได้เลย โดนเทศนาสอนทันทีค่ะ รอยยิ้มสำคัญและทำได้ง่ายดายที่สุด ให้ปลายิ้มไว้ก่อนไม่ว่าลูกค้าจะเข้ามาในสถานการณ์ไหนก็ตามแต่ (บอกพลางยิ้มคอนเฟิร์ม)

พ่อเป็นห่วงที่เราเป็นลูกสาวคนเดียวไม่มีพี่มีน้องเป็นที่ปรึกษา พ่อก็สอนว่ามิตรเท่ากับญาติ พ่อสอนและแนะนำให้เรารู้จักคนเยอะๆ ลูกเพื่อนพ่อก็คือพี่น้องของเราด้วยเช่นกันค่ะ พ่อจะย้ำเรื่องนี้เสมอนะคะว่า คนเราไม่มีใครสามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ มิตรแท้รอบๆ ตัวเราคือส่วนหนึ่งที่สำคัญให้เราเติบโตในทุกๆ เรื่อง”