6 ข้อดีของหน้าหนาว ประโยชน์เพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ธ.ค. 2560 เวลา 15:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528443

6 ข้อดีของหน้าหนาว ประโยชน์เพื่อสุขภาพ

โดย…โสภิตา สว่างเลิศกุล          sopitasavang2010@gmail.com

ฤดูหนาว หรือวินเทอร์มาถึงแล้ว แม้ในกรุงเทพฯ จะหนาวบ้างไม่หนาวบ้าง หรือจะมีหนาวน้อยหนาวมากก็ตาม แต่ก็สัมผัสได้ถึงลมหนาวแดดจ้าทว่าอบอุ่นกัน

ฤดูหนาวโดยทั่วไปจะมีระยะเวลาเริ่มตั้งแต่กลางเดือน ต.ค.ไปจนถึงกลางเดือน ก.พ. ในระยะนี้ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือได้พัดปกคลุมประเทศไทย ทำให้อุณหภูมิลดลงทั่วไป อากาศจะหนาวเย็น ยกเว้นภาคใต้

เพราะฉะนั้น เรื่องสุขภาพโดยองค์รวมกับความหนาวเย็นของฤดูหนาวจึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ รู้ไว้เพื่อให้ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขในฤดูนี้

ปรัชญาการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งเป็นปรัชญาของการดำเนินชีวิตในแต่ละฤดูของการแพทย์แผนจีน ได้กล่าวถึงฤดูหนาวว่า เป็นช่วงเก็บสะสมพืชพันธุ์ ธัญญาหารในธรรมชาติ สัตว์และพืชก็จะลดการเคลื่อนไหวสู่ความสงบ จึงเป็นช่วงของการพักและสะสมพลังงานของสรรพสิ่ง ต้องนอนพักผ่อนให้มากพอ ร่างกายต้องให้มีความอบอุ่น ระวังการเสียพลังงาน เช่น เสียเหงื่อมากเกินไป ระวังการได้รับความเย็นเกินขนาด

ฤดูนี้เป็นช่วงจังหวะดีที่สุดในการบำรุงร่างกาย โดยเฉพาะพวกยาบำรุง (ยาโป๊ว ซึ่งมีลักษณะร้อนเป็นส่วนใหญ่) เป็นช่วงของการสะสมพลังของร่างกายเพื่อให้มีภาวะที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิปีต่อไป

ฤดูหนาวมีการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่รุนแรง ในช่วงแรกอากาศหนาวมาก (พลังยินแกร่ง) ในช่วงหลังพลังหยางเริ่มสูงขึ้น อากาศหนาวน้อยลงจึงต้องระมัดระวังเรื่องไข้หวัด และโรคระบบทางเดินหายใจ

นอกจากนี้ ฤดูหนาวก็มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน หยิบข้อมูลจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับสุขภาพอย่าง honestdocs.co แจกแจงออกมาเป็นข้อๆ คือ

1.ลดอาการเจ็บปวด

เพราะอากาศเย็นๆ จะทำให้ฮอร์โมนนอร์อะดรีนาลิน ในร่างกายพุ่งขึ้นถึง 3 เท่าเลยทีเดียว และยังทำให้หลอดเลือดแดงเล็กที่ไปเลี้ยงอวัยวะภายในต่างๆ ของร่างกายเกิดการบีบตัว ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น จุดไหนที่มีอาการเจ็บปวดก็จะค่อยๆ มีเลือดไปเลี้ยง จึงทำให้อาการเจ็บปวดลดลง

2.ลดอาการอักเสบ

ไม่เพียงความหนาวจะช่วยลดความรุนแรงของอาการเจ็บปวดได้เท่านั้น อากาศเย็นยังสามารถลดอาการอักเสบ โดยเฉพาะการอักเสบของข้อ และลดอาการบวมแดงของแผลได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้หากอากาศเย็นมากเกินไปก็ไม่ดีเหมือนกันนะ

3.ออกกำลังกายได้นานขึ้น

เมื่อร่างกายเจอกับอากาศเย็น พลังงานในร่างกายจะสูงขึ้นจึงมีพลังที่ใช้ในการออกกำลังกายได้นานขึ้น หรืออึดขึ้นกว่าตอนออกกำลังกายในช่วงฤดูอื่น ดังนั้นหากปกติเป็นคนที่ขี้เกียจออกกำลังกาย การเลือกฤดูหนาวเป็นช่วงออกกำลังกายก็จะเหมาะมากเลย

4.ร่างกายสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ดีกว่าเดิม

นอกจากอากาศหนาวจะช่วยทำให้สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้นแล้ว ฤดูหนาวที่มีอากาศเย็นๆ ยังทำให้ไขมันสีน้ำตาลหรือบราวน์แฟต ซึ่งเป็นไขมันที่มีอยู่ในร่างกายที่ทำหน้าที่เผาผลาญไขมันที่ถูกเก็บสะสมไว้เป็นพลังงานความร้อน สำหรับให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย จะทำงานได้ดีมากขึ้น จึงเท่ากับว่าร่างกายจะมีโอกาสได้ใช้พลังงานเผาผลาญไขมันสะสมมากขึ้นนั่นเอง

5.พาหะนำโรคลดลง

เพราะอากาศหนาวยุงลายหรือพาหะของโรคติดต่อหลายชนิดมักสู้ไม่ไหว และไม่เหมาะสมในการขยายพันธุ์ ยิ่งเป็นเชื้อโรคหรือแบคทีเรียที่ชอบความชื้นมากๆ พอเจอสภาพอากาศแห้งๆ ของฤดูหนาวก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นช่วงฤดูหนาวจึงเป็นช่วงปลอดภัยต่อพาหะนำโรคพอสมควร

6.สุขภาพจิตดีขึ้น

เพราะหน้าฝนที่ผ่านไป ทุกคนต้องเจอกับอากาศร้อนและความเปียกแฉะของฤดูฝนมาโดยตลอด พอมาถึงหนาว จึงได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ต้นไม้ใบหญ้าเปลี่ยนสี อากาศเย็นๆ ที่เหมือนอยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา แถมยังได้ใส่เสื้อผ้าสวยๆ ป้องกันความหนาวที่ดูแปลกตาได้อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่จะดีขึ้นเลยทีเดียว

แม้ฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็นมากกว่าปกติจนทำให้เป็นไข้หวัด คัดจมูก ผิวพรรณแห้งและแตก ทั้งที่จริงๆ แล้วการป่วยในหน้าหนาวอาจมาจากเตรียมรับมือกับฤดูหนาวได้ไม่ดีพอแค่นั้นเอง

โยคะดัดแปลง ยืดบริเวณสะโพก ยืดหัวไหล่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ธ.ค. 2560 เวลา 15:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528442

โยคะดัดแปลง ยืดบริเวณสะโพก ยืดหัวไหล่

โดย: ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

สะโพกของเรามีบทบาทสำคัญที่ใช้ในการเคลื่อนไหว ไม่ว่าเราจะเดิน จะวิ่ง นั่งยองๆ ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เราสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวสะโพก หรือความยืดหยุ่นไป อาจสร้างปัญหาให้ร่างกายส่วนอื่นๆ รับภาระหนักขึ้นตามมาด้วยปัญหาอาการปวดหลัง หรือปวดเข่าได้

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้สะโพกตึงก็มาจากการนั่งทำงานหน้าโต๊ะเป็นเวลานานๆ หลายชั่วโมงติดต่อกัน การนั่งนานทำกิจกรรมต่างๆ การขับรถนานๆ ยังทำให้เกิดอาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อก้น ตึงขาหนีบ หากเราไม่คลาย ไม่ยืดกล้ามเนื้อบริเวณนี้สะสมเป็นเวลานาน แน่นอน คุณอาจจะกลายเป็นโรคปวดหลังได้

วันนี้ครูจะนำเสนอท่าโยคะดัดแปลง ซึ่งไม่ใช่ที่ยากเกินไปในท่าดั้งเดิมท่า Baby Cradle Pose จะอยู่ในกลุ่มอาสนะท่านั่งที่เป็นกลุ่มท่าเปิดสะโพก ซึ่งบางคนอาจคุ้นเคยในชื่อท่า Rock the Baby Pose แต่ในเวอร์ชั่นนี้ ครูได้ผสมให้ในท่านี้นอกจากจะยืดบริเวณสะโพกแล้ว ยังเพิ่มการยืดหัวไหล่ รวมทั้งลำตัวส่วนบนเข้ามาด้วย

สำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บรุนแรงที่หัวเข่า หรือข้อต่อสะโพกมาก่อนควรหลีกเลี่ยงการฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1.นั่งหลังตรงพับขาขวาเข้ามาให้ตำแหน่งส้นเท้าอยู่ที่สะโพกฝั่งซ้ายด้านนอก จากนั้นยกขาซ้ายขึ้นมาในตำแหน่งหน้าอกโดยใช้แขนทั้งสองข้างโอบกอดหน้าแข้งขาซ้าย (Wrap) โดยให้ฝ่าเท้าซ้ายอยู่บริเวณข้อพับศอกแขนขวา ส่วนแขนซ้ายโอบกอดอ้อมหัวเข่าข้างซ้าย สิ่งสำคัญคือการยืดกระดูกสันหลังให้ตรง ให้ตำแหน่งของขาขนานหน้าอก ค้างท่าสักครู่ หายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ  (รูป1)

2.หายใจเข้า ส่งมือซ้ายมาจับฝ่าเท้าข้างซ้ายแทนแล้วแกะมือข้างขวาออกจากฝ่าเท้าซ้าย แล้วให้ท่อนแขนขวาขัดอยู่ด้านนอกข้อเท้าซ้าย (รูป 2)

3.หายใจออก ส่งมือซ้ายจากฝ่าเท้าซ้ายมาล็อกนิ้วมือกับมือขวาด้านหน้า ยกข้อศอกซ้ายขึ้นให้ขนานกับขาซ้าย จากนั้นค้างท่า หายใจเข้า-ออก ในท่านี้ 2 ลมหายใจ  (รูป 3)

4.หายใจเข้า ส่งแขนซ้ายอ้อมศีรษะ หันลำตัวไปด้านซ้ายเล็กน้อย กดก้นแน่นๆ ที่พื้น ยืดหลังให้ตรง ค้างท่าสักครู่ หายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ (รูป 4) จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

ยึดความเพียร ‘พระมหาชนก’ ทำงานการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ธ.ค. 2560 เวลา 13:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528423

ยึดความเพียร ‘พระมหาชนก’ ทำงานการเมือง

โดย…ปริญญา ชูเลขา

นักกฎหมายที่ประสบความสำเร็จล้วนต้องมีพื้นฐานการเป็นนักอ่าน นักสะสมประสบการณ์ และที่สำคัญต้องมีต้นแบบที่ดี

ดั่งลูกไม้ใต้ต้นนักกฎหมายมือหนึ่งของเมืองไทย วิชญะ เครืองาม หรือ “ดร.โอม” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

เส้นทางชีวิตในการก้าวขึ้นมาเป็นนักกฎหมาย มีคุณพ่อเป็นไอดอล สร้างแรงบันดาลใจคนสำคัญที่สุดในชีวิต วิชญะ เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กให้ฟังว่า

“ผมสนใจเรียนหนังสือ อ่านหนังสือวิชาสังคมตั้งแต่เด็กๆ โดยเฉพาะข่าวการบ้านการเมืองและข่าวสังคม หรือความรู้รอบตัวต่างๆ จะชอบมากกว่าเรื่องพวกวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ที่จะต้องคิดคำนวณตัวเลข หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสองอะไรแบบนั้นผมไม่ชอบ แต่ผมชอบวิชาศิลปะชอบความสวยความงาม ชอบเรียนวิชาสังคม เพราะชอบสังเกตชีวิตคนทั่วไป แล้วก็ติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาโดยตลอด

ที่สำคัญได้ติดตามคุณพ่อคุณแม่ไปร่วมออกงานสังคมตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่ผมเป็นคนที่รู้จักคนหลากหลายวงการเยอะมากๆ เพื่อนฝูงคุณพ่อมีทั้งนักการเมือง อาจารย์สถาบันการศึกษา หรือนักธุรกิจดังๆ มากมายบ้านผมทั้งครอบครัว ตั้งแต่คุณตาเป็นนักกฎหมาย และยังมีคุณน้าเป็นผู้พิพากษาในศาลฎีกา แล้วตัวผมก็เดินตามรอยเท้าคุณพ่อมาเป็นนักกฎหมาย เพราะนักกฎหมายทั้งหมดอยู่บ้านหลังเดียวกัน เพราะฉะนั้นไม่แปลกที่ผมจะเดินตามรอยเท้าคุณพ่อ”

สำหรับจุดเริ่มต้นที่ตัดสินใจเข้ามาเรียนกฎหมาย วิชญะ บอกว่าเพราะไม่ชอบอาชีพอื่นๆ เช่น ตำรวจ ทหาร หรือแพทย์ คงตอบยาก แต่ถ้าถามว่าคุณพ่อมีส่วนสำคัญหรือไม่ในการเลือกเส้นทางชีวิต

“ตอนนั้นคงตอบได้ว่าเมื่อมีครูกฎหมายอยู่ในบ้านแล้ว ถ้าไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรหรือจะเรียนอะไรไปก่อน ซึ่งในตอนนั้นก็ไปเรียนวิชาอื่นๆ อยู่พักหนึ่งว่าจะเรียนอะไร เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ว่าชอบเรียนวิชากฎหมายหรือไม่ แต่กว่าจะมารู้ตัวว่า ชอบวิชากฎหมายตอนไหนนั้น ก็ต้องบอกก่อนว่าคุณพ่อมีส่วนสำคัญมากๆ

ผมไม่ได้ชอบกฎหมายอย่างเดียว แต่ที่เลือกวิชากฎหมาย เพราะนำมาทำเป็นอาชีพได้ แต่ก็ชอบงานหรือวิชาอย่างอื่นๆ ด้วย เช่น งานศิลปะ ผมชอบการตกแต่งบ้าน ผมชอบประเภทความสวยความงาม หรือแฟชั่นผมก็นำสมัย แต่ว่าวิชากฎหมายเป็นวิชาชีพที่ใช้หาเงินได้ และพอเรียนไปเรียนมาก็ชอบและรู้สึกว่าตัวเองถนัด”

วิชญะ เล่าต่อว่า ต้องถือว่าคุณพ่อ คือไอดอลเบอร์หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีแค่คุณพ่อคนเดียวที่จะเป็นต้นแบบนักกฎหมาย

“เพราะผมดูทุกคนรอบตัว และผมรู้จักคนเยอะ ผมจึงสังเกตว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เวลาไปเจอหรือสัมผัสจะเก็บมาเรียนรู้ เช่น บางท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลม บางท่านมีความเมตตา บางท่านมีเสน่ห์ บางท่านมีความรู้รอบตัวที่ไม่ใช่แค่กฎหมายอย่างเดียว เห็นแล้วรู้สึกประทับใจแล้วตัวเองอยากเป็นแบบนั้นบ้าง จึงพยายามสะสมตรงนั้นให้มารวมอยู่ในตัวเราเองทั้งหมด

ผมชอบปฏิรูปและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทุกๆ วันถ้าไม่ทำอะไรก็จะแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอ่านหนังสือ สำหรับหนังสือเล่มโปรดและชื่นชอบที่สุด คือ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เรื่อง พระมหาชนก และยังสะสมเหรียญพระมหาชนกทุกรุ่น คุณค่าสำคัญไม่ใช่เรื่องราคา แต่คือคุณค่าที่แสดงความวิริยะ อุตสาหะ และความเพียร นับเป็นแรงบันดาลใจและเป็นรากฐานสำคัญในการทำความดีในการใช้ชีวิตยึดมั่นตลอดมา”

วิชญะ กล่าวอย่างมีความสุขว่าได้เกิดมาในครอบครัวที่พร้อมในหลายๆ เรื่อง จึงมีโอกาสดีกว่าหลายๆ คน ถ้าอะไรที่ช่วยได้ก็จะช่วย เพราะสามารถทำงานเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง เมื่อทำได้ดีอยู่แล้วและมีอาชีพที่มั่นคงก็ต้องช่วยเหลือคนอื่น

“ในหลายๆ เรื่อง หรือมีงานอะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ให้สังคมหรือประเทศชาติได้ แล้วตัวเองมีความสามารถหรือได้รับความไว้วางใจจากผู้หลักผู้ใหญ่พร้อมจะทำเต็มที่ ผมไม่เคยปฏิเสธเลย พิจารณาได้จากประวัติการทำงานที่ผ่านมา เช่น เคยเป็นกรรมการสมาคมแบดมินตันฯ ได้ช่วยงานสังคมโดยไม่ได้เงินทองอะไร หรือไปเป็นกรรมการสมาคมศิษย์เก่าหรือไปช่วยงานเป็นอาจารย์ช่วยสอนหรืองานอะไรที่ช่วยสังคมได้ก็ทำทุกอย่างและเต็มที่

โดยแบ่งว่างานเพื่อหาเลี้ยงชีพกับงานสาธารณะ หรืองานตอบแทนคืนสังคมก็จะทำเท่าๆ กัน เพราะไม่อยากได้ชื่อว่าเกิดมาทำงานๆ มีเงินเก็บแล้วก็จากโลกนี้ไป โดยที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศหรือสังคม ผมไม่อยากเป็นคนแบบนั้น

ได้แบ่งเวลาไว้ทำงานจิตอาสา เช่น น้ำท่วมก็ไปช่วยชาวบ้าน โดยปกติผมเป็นคนกิจกรรมตั้งแต่เรียนหนังสือ เช่น สมัยเรียนที่จุฬาฯ ได้จัดตั้งศูนย์กฎหมายและทุกปีก็ไปตั้งแคมป์ออกค่าย เพื่อเผยแพร่กฎหมายให้กับชาวบ้าน เป็นกิจกรรมที่ชอบ พอเรียนจบไปทำโครงการกับศาลยุติธรรม ทำงานกับเด็กและเยาวชน โดยตัวผมไปเป็นประธานหลักสูตรด้วย เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ชีวิตและสร้างความเป็นผู้นำแก่เด็กยุคใหม่”

วิชญะ เล่าว่าในเส้นทางนักกฎหมายจะดูคุณพ่อเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต

“ผมเชื่อว่าคุณพ่อมีคนเคารพและรักพอสมควร จึงอยากเป็นนักกฎหมายที่คนรักเคารพและไว้ใจ เพราะเมื่อได้ชื่อว่าเป็นนักกฎหมายที่ซื่อสัตย์สุจริตย่อมเป็นสิ่งที่ดี เพราะการทำงานอาชีพนักกฎหมาย ต้องมีกรอบความซื่อสัตย์สุจริตตรงนี้ให้มากที่สุด ส่วนจะได้รับตำแหน่งตรงไหนอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะไม่ได้อยากเป็นอะไรอยู่แล้ว แต่ดีใจมากกว่าที่ได้ช่วยงานสังคม และถ้ามีโอกาสตรงนี้ยินดีมาก แต่คงไม่ไปขอร้องอ้อนวอนว่าอยากเป็นโน้นเป็นนี่ผมไม่ทำแบบนั้น

“ก่อนจะมาอยู่ตรงนี้ ผมเคยทำงานการเมืองเมื่อครั้งสมัยวิกฤตการเมืองเมื่อ 5 ปีก่อน ผมก็ได้เป็นอนุกรรมการ สว.ด้านการสื่อสารเทคโนโลยี ก็เป็นอยู่หลายปี เรียกได้ว่าทำงานด้านนี้มาโดยตลอด หรือไปเป็นนักวิชาการประจำกรรมาธิการอีกหลายๆ ชุดเหมือนกัน ผมเดินเข้าๆ ออกๆ สภามาโดยตลอด ดีมากที่มีประสบการณ์ด้านการเมือง หลักสำคัญคือ เมื่อมีงานประจำที่มั่นคงแล้วจะทำอย่างไร เพื่อแบ่งเวลาไปทำงานเพื่อสังคมบ้าง โดยนำประสบการณ์ที่ตัวเองถนัดไปช่วยได้บ้างก็เท่านั้น นี้คือหลักการในการใช้ชีวิต”

ชีวิตเพิ่งเริ่มต้นในวันเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ธ.ค. 2560 เวลา 13:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528420

ชีวิตเพิ่งเริ่มต้นในวันเกษียณ

โดย…กั๊ตจัง ภาพ : ทวีชัย ทวัชปกรณ์

“ชีวิตของป้าที่ผ่านมาก็เคยผิดพลาดเช่นเดียวกับทุกคนที่เคยมีความผิดพลาดในชีวิต ความผิดพลาดเหล่านั้นก็อยากจะเก็บไว้เป็นบทเรียน แต่ชีวิตก็ต้องก้าวต่อไป เราไม่รู้หรอกว่าวันข้างหน้าจะเจออะไรบ้าง ทุกวันนี้ลืมตาตอนเช้าเรายังหายใจอยู่ ก็เรียกได้ว่าโชคดีที่สุดแล้ว ที่เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปอีกวัน”

กนกพร สุภิมาส บล็อกเกอร์ สายท่องเที่ยว (www.facebook.com/TravelByPakaed) เล่าชีวิตปัจจุบันอย่างคนมองโลกจากประสบการณ์ชีวิต

กนกพร หรือชื่อที่คนอื่นเรียกเธอง่ายๆ ว่า “ป้าเกษ” เป็นชาวเชียงใหม่ที่จับพลัดจับพลูย้ายถิ่นฐานมาทำงานที่ จ.อ่างทอง ได้เข้าชมรมถ่ายภาพของ จ.อ่างทอง อัพเดทชีวิตเรื่องราวการท่องเที่ยวของตัวเองในเว็บไซต์พันทิป จนกลายเป็นบล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวที่มีผู้ติดตามมากที่สุดคนหนึ่งของวงการ ถือเป็นไอดอลแก่ผู้สูงวัยในเรื่องการท่องเที่ยวในวัยเกษียณ ช่วงวัยที่ทุกคนคิดว่าหมดแรงที่จะเที่ยว

“ที่จริงแล้วป้าไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าจะมาอยู่ในจุดที่อยู่ในทุกวันนี้ ก็ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปที่ทำงานหาเลี้ยงชีพ ป้าไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง หรือมีเงินเที่ยวมากมาย อย่างที่คิดจะไปเที่ยวสักทริปก็ต้องทำงานเก็บเงินช่วงยังหนุ่มสาวคิดว่าเราจะต้องมีรถมีเงินเก็บเท่านั้นเท่านี้ แต่ถึงวันนี้ไม่ได้ตามฝัน ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตเราจะไม่มีความหมาย เรายังคงมีความสุขกับการใช้ชีวิตของเราอยู่ ได้เที่ยวในสถานที่เราเคยฝันอยากจะไป”

แม้ญาติพี่น้องของเธอจะเป็นห่วง ถามว่า ทำไมไม่เก็บเงินเก็บทองเตรียมพร้อมกับชีวิตหลังเกษียณ แต่กนกพรกลับรู้สึกว่าเธอยังมีแรงที่จะทำงาน และยังมีความสุขกับการเดินทางอยู่ พร้อมยังมีครอบครัวที่อบอุ่นอยู่เสมอ

“การเที่ยวของเราก็จะไม่เหมือนกับการเที่ยวของกลุ่มทัวร์ ก่อนไปเราจะบอกคณะก่อนเลย ว่าเป็นทริปที่ไม่ได้ไปสบายนะ ไม่ได้นอนโรงแรมหรูมีรถบัสรับส่งนะ เราเที่ยวแบบลุยๆ ต้องเดินต้องแบกเป้เอง คือเที่ยวในแบบของเราที่ไม่ได้ใช้งบประมาณมากมายบางทีก็มีคนอายุ 60 กว่าติดเรามาเหมือนกันว่าอยากไปเที่ยวแบบนี้บ้าง เราก็บอกว่าก็เที่ยวสิถ้าใจพร้อม ร่างกายไหวก็ไม่ต้องกลัว ไปเที่ยวที่ไหนก็แค่ดูว่าสถานที่ที่เราสามารถไปได้หรือไม่ ถ้าต้องมีเดินขึ้นเขา เดินป่าก็ควรฝึกซ้อมออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง สัมภาระก็อย่าเอาไปเยอะมาก เอาแค่พอจำเป็นแค่นั้น บางคนเอาสัมภาระไปเยอะ กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ พอถึงเวลาจริงๆ กลายเป็นภาระของคนอื่น”

กนกพร เล่าถึงวิถีชีวิตท่องเที่ยวของเธอ ว่าจะทำอะไรก็ต้องทำแต่พอดีตัว ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่อย่างนั้นสัมภาระของเราจะกลายเป็นภาระของเพื่อน

“ถามว่าอนาคตต่อไปจะทำอย่างไรต่อ ตอนนี้บอกได้เลยว่าจะขอเที่ยวจนกว่าจะไม่มีโอกาส หรือสุขภาพไม่อำนวยกับการเดินทาง เพราะถึงวัยนี้บอกได้เลยว่าสุขภาพเป็นสิ่งที่เงินซื้อกลับคืนมาไม่ได้เราต้องดูแลสุขภาพของเราให้ดี นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใส เพราะการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เป็นเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิต ส่วนการเดินทาง ทำให้เราได้เรียนรู้การใช้ชีวิตได้รู้จักคนและมิตรภาพใหม่ๆ”

พร้อม สิริสันต์ หัวใจสำคัญงานกลยุทธ์…ต้องเข้าใจลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ธ.ค. 2560 เวลา 13:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528419

พร้อม สิริสันต์ หัวใจสำคัญงานกลยุทธ์...ต้องเข้าใจลูกค้า

โดย…พูลศรี เจริญ

ในแวดวงตลาดทุนมีสีสันและดูมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้น เมื่อมีชายหนุ่มที่ไม่เพียงหล่อเหลา หากแต่ยังมีฝีไม้ลายมือในการทำงานที่เก่งฉกาจ ที่สำคัญมีพลังในการทำงาน

ชายหนุ่มที่ว่า คือ พร้อม สิริสันต์ พร้อม วัย 35 ปี Chief Strategy Officer บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ บทบาทและหน้าที่ที่รับผิดชอบ ดูภาพรวมองค์กรและกำหนดกลยุทธ์สำหรับบริษัทในเครือเอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์

ก่อนหน้านั้นทำงานด้านกลยุทธ์ที่บริษัทด้านบรรจุภัณฑ์ของสวีเดน

ตลอด 3 ปี ที่ร่วมงานกับกลุ่มเอเซีย พลัส เขากำหนดทิศทางและกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนองค์กร จัดทำแผนงาน หรือโรดแมป 5 ปี สำหรับบริษัทในเครือเอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์

การขับเคลื่อนนวัตกรรมในองค์กรและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรไปสู่รูปแบบดิจิทัล การปรับภาพลักษณ์หรือรีแบรนดิ้งองค์กร นอกจากนี้ได้พัฒนาและปรับปรุงเครื่องมือการลงทุนให้ตอบโจทย์กลุ่มนักลงทุน

ลักษณะงานโดยรวม คือควรขยายธุรกิจอย่างไร? แนวโน้มใหญ่ของโลกที่มีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คนควรปรับตัวอย่างไร?

“งานที่ทำสนุกดี อยู่ในสวิชบอร์ด ผมมีความสุขในการทำงาน เมื่อถึงวันหยุดก็อยากให้ถึงวันจันทร์เร็วๆ”พร้อมมีประสบการณ์การทำงานด้านกลยุทธ์มากว่า 10 ปี เขาบอกว่า คนที่จะทำงานด้านกลยุทธ์ต้องมีคุณสมบัติ 4 ข้อ ดังนี้

ข้อแรก อยากรู้อยากเห็น

ข้อที่สอง มีไหวพริบ

ข้อที่สาม ต้องสื่อสารเก่ง

ข้อที่สี่ เข้าใจจิตวิทยาของคน ทำอย่างไรให้คนตามกลยุทธ์

อย่างไรก็ดี เมื่อเปลี่ยนสายงานจากด้านกลยุทธ์จากบริษัทบรรจุภัณฑ์มาอยู่สายงานด้านผลิตภัณฑ์การเงินและการลงทุน เขาสามารถนำมาปรับใช้กันได้ เนื่องจากแกนหลักของการขายเหมือนกันหมด โดยมีหัวใจสำคัญคือต้องเข้าใจลูกค้า

พร้อม บอกว่า มี ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เป็นที่ปรึกษาหรือคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ด้วย

“ผมอยู่ข้างคนที่เก่ง โดยได้ประสบการณ์จาก ดร.ก้องเกียรติ” พร้อมไปเรียนอังกฤษตั้งแต่อายุ 13 ปี เจ้าตัวเค้นเสียงว่า ”ผมเหงามาก” แม้จะไปเรียนด้วยกัน 3 พี่น้อง โดยเป็นลูกคนเล็ก มีพี่สาว 1 คน เป็นคนโต และมีพี่ชาย 1 คน

ในบรรดาพี่น้อง 3 คน เจ้าตัวบอกว่ากดดันตัวเอง ด้วยเพราะอายุน้อยเป็นน้องคนเล็ก ตัวก็เล็กเลยกดดันตัวเองว่าต้องใหญ่

อย่างไรก็ตาม เขาสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้เร็วมาก โดยใช้เวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น

หลังอายุ 17 ปี ไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ออสเตรเลีย พร้อม บอก

”ผมสนุกมาก เรียนจนจบปริญญาโท” โดยเรียนด้านคอร์ปอเรตไฟแนนซ์มาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี

“การอยู่ออสเตรเลียได้ประโยชน์มาก ผมได้ทำงานหลายอย่างเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทั้งทำงานคาเฟ่ รับส่งพิซซ่า ล้างเรือ ทำงานด้านการตลาด”

ในฐานะที่มีประสบการณ์ในการทำงานด้านกลยุทธ์มาประมาณ 10 ปี หัวใจสำคัญของการทำงานในหน้าที่ดังกล่าว ประการแรกเลย คือ ต้องเข้าใจผู้มีส่วนได้เสีย

“ผมเป็นคนที่เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า เวลาที่ผมรับพนักงาน ผมจะเลือกคนที่มองโลกในแง่ดี เพราะชีวิต 70% ของชีวิตมนุษย์เงินเดือน คือการอยู่ในที่ทำงาน ดังนั้น เราต้องสร้างบรรยากาศที่ดีในที่ทำงาน”

นอกจากหน้าตาดีแล้ว ชายหนุ่มคนนี้ยังเป็นผู้มีจิตใจดีและคิดบวก ปัจจุบันมีทีมงาน 20 คน เจ้าตัวบอกว่า พยายามให้ทีมงานมีความสุขกับการทำงาน เพราะเชื่อว่าหากทุกคนมีความสุขในการทำงาน ผลงานที่ปรากฏก็จะดีไปด้วย

“ผมชอบเข้าใจคนอย่างลึกซึ้ง ลูกค้าก็เช่นกัน เราต้องรู้จักและเข้าใจลูกค้า เราควรเป็นพาร์ตเนอร์ของลูกค้า ถ้าเข้าใจลูกค้าเขาก็จะอยู่กับเรายาว และต้องเข้าใจเป้าหมายของลูกค้า”

ตลอดการพูดคุยกับชายหนุ่มคนนี้ ทำให้สัมผัสได้ว่าเขาเป็นคนที่มีความเข้าใจโลกและเข้าใจชีวิต โดยบอกว่ามี 3 สิ่งที่ทุกคนไม่อาจหลีกหนีและถือเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ นั่นก็คือ ความทุกข์ การทำงานหนัก และการแก้ปัญหา

พร้อมชอบนั่งสมาธิ โดยการนั่งสมาธิมา 2 ปี เขาบอกเคยเป็นคนไฮเปอร์ แอ็กทีฟมาก แต่ก่อนนั้นไม่ได้ใช้สมาธิในการทำงานเต็ม 100% พอนั่งสมาธิทำให้จัดลำดับความคิดของตัวเองได้ว่าอะไรควรทำก่อนหลัง เรื่องไหนควรเก็บไว้ในลิ้นชัก

“เรื่องใหญ่แค่ไหนผมก็แก้ปัญหาได้ ผมเป็นคนที่ทำงาน 7 วัน บางทีผมไปทำงานที่ไหนก็ได้ บางทีวันเสาร์ผมมีไอเดียออกมา“

พร้อมมีชีวิตที่เพียบพร้อมไปด้วยความสุข โดยเล่าว่าเขามีกลุ่มเพื่อนสนิท 5 คน ตั้งแต่สมัยที่เรียนปริญญาโท ทุกปีจะนัดรวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และกำหนดเป้าหมายชีวิต หรือจัดไลฟ์โกล ซึ่งทำมาติดต่อกัน 9 ปีแล้ว

การนัดพบกันของกลุ่มเพื่อนๆ จะเปลี่ยนประเทศไปเรื่อยๆ โดยจะใช้เวลาอยู่ในที่พัก 3 วัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าทุกคนจะมีความจริงจังในการประชุมเกี่ยวกับแผนชีวิตพอสมควร

โดยในแต่ละปีจะมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ กำหนดแผนงาน เป้าหมายชีวิตของแต่ละคน รวมถึงความคืบหน้าของเป้าหมายชีวิตที่แต่ละคนวางไว้แล้ว ทุกคนยังช่วยกันเตือนและติดตามความคืบหน้าของแผนชีวิตของกันและกัน

เขาไม่ได้มีขอบเขตชัดเจนระหว่างงานกับไลฟ์สไตล์

“ผมชอบสังสรรค์ ชอบทะเล ทุกโอกาสที่มีผมจะไปทะเล“

พร้อมมีบ้านพักอยู่หาดจอมเทียนพัทยา และจะพยายามไปให้ได้เดือนละครั้ง โดยนอกจากไปพักผ่อนแล้ว ก็ยังทำงานด้วย เพราะเป็นที่ที่สามารถทำงานได้ตลอดเวลา และมีความสุขที่จะทำงาน

การใช้ชีวิตในวันทำงาน ช่วงเย็นหลังเลิกงานส่วนใหญ่จะมีงานเลี้ยง

“เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ ผมคำนึงมากทั้งส่วนตัวและพนักงาน”

ครอบครัวสิริสันต์เป็นคนสมัยใหม่ คุณพ่อคุณแม่ใช้ชีวิตช่วงเสาร์-อาทิตย์ แต่ในครอบครัวจะมีการตั้งกฎว่า วันอาทิตย์ที่ 1 และอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนจะเป็นการรวมญาติ

ด้านการวางแผนทางการเงิน การออมส่วนตัว ด้วยธุรกิจที่ทำคืออยู่กับโลกของการลงทุน ก็จะดูว่ามีสินทรัพย์ประเภทไหนที่เหมาะกับตัวเองบ้าง โดยแบ่งพอร์ตการลงทุนตามระดับความเสี่ยง สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูงได้ 30-40% ที่เหลือลงทุนระยะยาว นอกจากนี้ทำให้ได้เห็นโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ

สำหรับเป้าหมายสูงสุดของพร้อม เขาบอกว่าจะมีคติของตัวเอง คือทำงานเต็มที่ ใช้ชีวิตเต็มที่ มีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

“ผมอยากจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะงาน ครอบครัว เพราะเราอยู่กับคนอื่น ไม่ได้อยู่คนเดียว นอกจากนี้เป็นคนชอบเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา”

บางคนมีเป้าหมายของตัวเอง แต่คนรอบข้างไม่มีความสุข พร้อม บอกว่า พ่อเขาเป็นคนที่มีหลักการใช้ชีวิตและสอนลูกใน 3 ข้อ ประการแรก ต้องไม่ถอดใจ ประการที่สอง ตรงไปตรงมา และประการที่สาม มีจิตใจดีชายหนุ่มชื่อพร้อม ทิ้งท้ายว่า “ผมจะมีความพยายามสูง ไม่ว่าจะสอนใครต้องมีวินัย”

สร้างกลยุทธ์ฟิตองค์กร พร้อมเปลี่ยนสู่ธุรกิจดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 มี.ค. 2561 เวลา 10:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/542457

สร้างกลยุทธ์ฟิตองค์กร พร้อมเปลี่ยนสู่ธุรกิจดิจิทัล

โดย เทอร์รี่ ฮิสกี รองประธานฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ กลุ่มธุรกิจภาคการผลิต Epicor Software Corporation

ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งที่เห็นได้จากรายงานชิ้นล่าสุด โดย PWC ที่พูดถึงผลพวงของ Industry 4.0 ที่ถูกบางคนมองว่าเป็นเพียงแค่กระแสการตลาด มาวันนี้เป็นการลงทุนและเห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว การก้าวสู่อนาคตในรูปแบบดิจิทัลนั้นไม่ใช่งานง่าย เพราะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนา ทักษะด้านดิจิทัล ที่ต้องผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งกระบวนการภายในองค์กร

นอกจากนั้น การเปลี่ยนนำโซลูชั่นใหม่เข้ามาติดตั้งใช้งานก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ซึ่งก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายมหาศาลแก่โรงงานผลิตที่มีระบบดั้งเดิมและส่วนใหญ่ระบบเหล่านั้นไม่สามารถเพิ่ม หรืออัพเกรดฟังก์ชั่นใช้งานใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแบบดิจิทัลที่แท้จริงได้

อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้อันไม่เกิดประโยชน์ทางดิจิทัล (Digital Debt) ก็คือการเผาค่าใช้จ่ายด้านไอทีโดยไม่ เกิดประโยชน์ อันมาจากการตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีแบบเดิมเมื่อหลายปีก่อน รวมถึงขาดการรองรับการใช้งานกับซอฟต์แวร์รุ่นเก่า หรือติดกับอยู่กับระบบที่ล้าหลัง อาจเป็นปัจจัยที่ถ่วงธุรกิจจากการเติบโต

รายงานของฟอร์เรสเตอร์ได้แนะนำ 3 ขั้นตอนสำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิตในการปรับเปลี่ยนจากระบบเดิม เพื่อให้ตอบรับกับโมเดลการทำงานที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ดังนี้

1.ต้องมองหาและจัดลำดับความสำคัญในการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ให้ได้ คือทำความเข้าใจในบทบาทและวิธีการของการปรับเปลี่ยนเข้าสู่องค์กรดิจิทัลว่าจะเข้ามาสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตได้อย่างไร เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาไปจนถึงการขายและการบริการ การประเมินทั้งระบบเช่นนี้จะช่วยให้การ นำความต้องการของลูกค้าเข้ามาสู่ศูนย์กลางของการดำเนินธุรกิจ

2.ประเมินค่าใช้จ่ายทีละจุด การลงทุนในเทคโนโลยีเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่กลยุทธ์ธุรกิจ และยังเป็นการพัฒนาระดับความสามารถขององค์กรให้เป็นไปตามเป้าหมายของธุรกิจ เช่น การลงทุนกับคลาวด์ช่วยขยายในเรื่องของการทำงานร่วมกันที่ดีขึ้นทั้งระบบ ในบางระบบการเปลี่ยนที่สมบูรณ์แบบและทันทีทันใดนั้นอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่บางกรณี เช่น การใช้งานแอพพลิเคชั่นที่ยังคงใช้งานได้ดีอยู่แต่หน้าตากลับดูล้าสมัย การปรับเปลี่ยนโดย สิ้นเชิงก็อาจไม่จำเป็นเท่าใดนัก สำหรับปัญหาเช่นนี้การอัพเดทหน้าตาให้เป็นไปตามที่ต้องการอาจจะเหมาะสมกว่า ทั้งในด้านงบประมาณที่เหมาะสมและโซลูชั่นที่สามารถใช้งานได้ทันที

3.จัดทำแผนฟื้นฟูการทำงานของระบบอย่างชัดเจน จงเปลี่ยนข้อมูล เชิงลึกที่มีอยู่ไปสู่การใช้งานจริง และสร้างประสิทธิภาพการประกอบธุรกิจด้วยบุคลากรที่ใช่ สร้างกระบวนการขั้นตอนทำงานและวัฒนธรรมองค์กรรองรับการเปลี่ยนแปลงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว

โมเดลการทำงานแบบดิจิทัลนั้นเป็นตัวสร้างแรงขับเคลื่อนด้านความแตกต่างเชิงการแข่งขัน รวมถึงยังทำให้สามารถขยายการทำธุรกิจจากการทำธุรกรรมไปสู่การให้ประสบการณ์ใหม่ แถมยังสามารถเชื่อมโยงทั้งลูกค้าและซัพพลายเออร์ทุกที่ทุกเวลา และเปลี่ยนข้อมูลธรรมดาให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำมาใช้ในระดับกลยุทธ์ ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตที่เดินหน้าสู่องค์กรแบบดิจิทัล เป็นการเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตในธุรกิจในวันข้างหน้าอย่างมั่นคง

การนำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น เข้ามาปรับในองค์กรนั้น นอกจากจะสร้างโอกาสที่แข็งแกร่งเป็นช่องทางในการเติบโตทางธุรกิจในอนาคตได้อย่างดี จึงไม่ควรกังวลเทรนด์ใหม่ๆ ที่มา อย่างรวดเร็ว แต่ต้องเปิดกว้างพร้อมรับ สิ่งใหม่ๆ เสมอ

เฟซบุ๊กโตช้า แนะหาโซเชียลอื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 มี.ค. 2561 เวลา 07:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/542466

เฟซบุ๊กโตช้า แนะหาโซเชียลอื่น

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ในยุคที่การใช้งานโซเชียลมีเดียเติบโตเรื่อยๆ แต่การปรับปรุงฟีเจอร์ของผู้ให้บริการออนไลน์ อาจส่งผลเชิงลบ เพราะแบรนด์ที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มเหล่านั้นโดยตรงต้องเหนื่อยกว่าเดิม และมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสเข้าถึงลูกค้าที่ดีกว่าเดิม

กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โธธโซเชียล กล่าวว่า การปรับฟีเจอร์ใหม่ของเฟซบุ๊กมีทั้งข้อดีและข้อเสีย รวมทั้งเปิดโอกาสให้อินสตาแกรมและทวิตเตอร์มาแรงขึ้น แบรนด์จึงควรศึกษาช่องทางให้เหมาะสมและดูว่าสินค้าของคุณต้องการเข้าถึงช่องทางใด
แม้ว่าการใช้จ่ายต่อโพสต์ของแบรนด์จะถูกบังคับให้ต้องจ่ายมากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงคนจำนวนมาก แต่วันหนึ่งเมื่อจ่ายไปแล้วไม่เกิดผลลัพธ์ที่ดี แบรนด์ก็ต้องหากลยุทธ์ใหม่ๆ ให้ทันกระแสและช่วยลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ดังนั้นแบรนด์ควรเลิกยึดติดว่าเฟซบุ๊กคือสื่อฟรี แต่ต้องหาเครื่องมือที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

“เม็ดเงินในช่องทางออนไลน์แม้จะมีการเติบโตแต่ตัวเลขไม่ได้สูง หากเฟซบุ๊กยังบังคับให้ต้องจ่ายต่อโพสต์มากๆ แบบนี้ อาจไม่ใช่หนทางที่ดีนัก” กล้า กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2560 ที่ผ่านมา มีการโพสต์ข้อมูลบนช่องทางโซเชียลมีเดียกว่า 3,600 ล้านข้อความ สิ่งที่พูดถึงแต่ละไตรมาสบ่งบอกให้รู้ว่าชาวไทยสนใจเรื่องอะไร เช่น ไตรมาสแรกปีก่อน คือการเกิดขึ้นของรายการเดอะมาสก์ ซิงเกอร์ที่ทำให้รู้จักหน้ากากทุเรียนเป็นครั้งแรก กลางปีเป็นเรื่องความโด่งดังของน้องเจ้านาย และปลายปีเป็นดราม่าของโรคซึมเศร้าทำให้นักร้องต่างชาติ ฆ่าตัวตาย ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า คนไทยสนใจข่าวบันเทิงมากที่สุด

หากแบ่งเป็นค่าเฉลี่ยจากการวัดข้อมูล พบว่ามีคนพูดถึงแบรนด์ฝั่งธุรกิจ 30 ล้านข้อความ แต่พูดคุยเรื่องบันเทิงถึง 300 ล้านข้อความ โดยใน 300 ล้านข้อความ แบ่งเป็น ศิลปินชาย 52.5% รายการทีวี 29.7% และนักแสดง 5.9%

กล้า กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้การใช้อินฟลูเอนเซอร์เข้ามาก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางการสื่อสารตลาดควรเลือกคนให้เหมาะกับสินค้าหรือข้อความหลักที่ต้องการสื่อสารมากกว่าตัวบุคคล เพราะคนในโซเชียลจะเชื่อในตัวตนของคนที่สื่อสารออกมามากกว่าแบรนด์ที่ใช้งาน

ด้าน พเนิน อัศววิภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วันบิต แมท เทอร์ กล่าวว่า การเติบโตของแพลตฟอร์ม เฟซบุ๊กเริ่มช้าลง อาจเพราะเกือบทุกคนมีเฟซบุ๊กกันแล้ว ทำให้ค่าโฆษณาสูงขึ้น ทั้งแบรนด์และเอเยนซีจึงต้องปรับกลยุทธ์และแผนตลาดใหม่ๆ เพื่อลดต้นทุนและเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากแบรนด์ต้องการขยายตลาดไปอินเดีย การเลือกใช้เฟซบุ๊ก อาจเป็นทางเลือกที่ดีเพราะมีผู้เล่นเยอะจนแซงสหรัฐอเมริกาที่เป็นต้นกำเนิดของเฟซบุ๊กเสียอีก ส่วนประเทศไทยอินสตาแกรมและทวิตเตอร์เติบโตดี รวมทั้งการโพสต์ได้หลายรูปของอินสตาแกรมช่วยเรื่องแบรนด์ในการขายสินค้าดีขึ้น

จากข้อมูล พบว่าประเภทของการโพสต์ คนไทยมีการโพสต์รูปในอินสตาแกรมอยู่ที่ 71% ลดลงจากปีก่อนอยู่ที่ 96% รองลงมาคือ การโพสต์หลายรูปพร้อมกัน (Carousel) อยู่ที่ 24% และวิดีโอ จากเดิมอยู่ที่ 4% เพิ่มขึ้นมาเป็น 5%

ดังนั้น ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวก่อนถอยหลังและไม่มีที่ยืน จึงต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โซเชียลมีเดียใดมาแรงก็ควรเรียนรู้และพร้อมเปลี่ยนทันที รวมทั้งนำข้อมูลที่มีในมือมาวิเคราะห์และสร้างโอกาสทางรายได้ใหม่ที่จะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม บริษัทจะมีการลงทุนพัฒนาเครื่องมือใหม่ที่จะช่วยตอบโจทย์การทำงานและวิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้น คาดว่าจะเปิดตัวไตรมาส 3 รวมทั้งพัฒนาฝีมือของพนักงานให้สามารถช่วยเหลือและวิเคราะห์ข้อมูลให้ลูกค้าได้ดีกว่าเดิม

ซัมซุงเปิดตัวกาแล็คซี่ เอส9 – เอส9 พลัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 08:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/542099

ซัมซุงเปิดตัวกาแล็คซี่ เอส9 - เอส9 พลัส

หัวเว่ยเปิดตัวชิปรองรับ 5จี รายแรก ด้านโนเกียคาดค่าย มือถือหันใช้ 5จี ในปีนี้ ขณะที่ ซัมซุงเปิดตัวสมาร์ทโฟน 2 รุ่น ได้แก่ กาแล็คซี่ เอส9 และ เอส9 พลัส

บริษัท หัวเว่ย ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนของจีน เปิดตัวชิปเซตรุ่น ปาหลง 5จี07 ที่รองรับเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง 5จี ค่ายแรกของโลก โดยมีความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลที่ 2.3 กิกะบิต/วินาที หรือมากกว่าระบบ 4จี เท่าตัว พร้อมเตรียมออกสมาร์ทโฟนที่ใช้ชิปเซตดังกล่าวภายในครึ่งปีหลังนี้

สำหรับชิปเซตดังกล่าวจะทำให้หัวเว่ยมีอิสระในการออกแบบสินค้า เนื่องจากไม่ต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์ และเพิ่มการแข่งขันกับควอลคอมม์ จากสหรัฐ ที่พัฒนาโมเด็มรุ่น เอ็กซ์50 ที่รองรับความเร็ว 4.5 กิกะบิต/วินาที ขณะที่อินเทลจับมือกับไมโครซอฟท์ รวมถึงเดล เอชพี และเลอโนโว เพื่อสร้างคอมพิวเตอร์ที่รองรับ 5จี

ราจีฟ สุรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโนเกีย ระบุว่า บริษัทโทรคมนาคมต่างเร่งพัฒนาระบบ 5จี ออกสู่ตลาดภายในปีนี้ จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ปลายปี 2019 โดยผู้บริโภคจำนวนมากในสหรัฐ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน จะตอบรับเทคโนโลยีดังกล่าวได้เร็วกว่าในยุโรป

ด้านซัมซุงเปิดตัวสมาร์ทโฟน 2 รุ่น ได้แก่ กาแล็คซี่ เอส9 และ เอส9 พลัส โดยมีฟังก์ชั่นใหม่ อาทิ อีโมจิที่ผสมผสานกับเทคโนโลยีเสมือนจริง (เออาร์) และพัฒนาสเปกเพิ่มเติม อาทิ เพิ่มความคมชัดของกล้อง เพื่อนำมาแข่งขันกับไอโฟนเทนของแอปเปิ้ล โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 1,055 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นบาท)

บรรยายภาพ – เจาะโซเชียล : ซัมซุงเปิดตัวสมาร์ทโฟน 2 รุ่นใหม่ ได้แก่ กาแล็คซี่ เอส9 และ เอส9พลัส แบบกล้องคู่ โดยมีฟังก์ชั่นใหม่ที่มุ่งเจาะตลาดผู้นิยมโซเชียลมีเดีย อาทิ กล้องเทคโนโลยี เออาร์ที่แปลงหน้าผู้ใช้เป็นอีโมจิ และเพิ่มคุณภาพกล้องสำหรับถ่ายในที่มืด แต่นักวิเคราะห์วิจารณ์ว่า ราคาที่สูงและเทคโนโลยีที่ไม่โดดเด่นอาจกระทบต่อยอดขาย – ภาพ : เอเอฟพี

ดิจิทัลแพลตฟอร์ม โอกาสของคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ก.พ. 2561 เวลา 21:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/541988

ดิจิทัลแพลตฟอร์ม โอกาสของคนรุ่นใหม่

จุดเปลี่ยนของพฤติกรรมและเทคโนโลยีนั้น ทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจขึ้นมา ใครที่คว้าโอกาสนั้นก่อนก็ย่อมที่จะสร้าง

รายได้ขึ้นมาก่อน**********************

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ออนไลน์ในไทยแถลงความร่วมมือด้านคอนเทนต์กันหลายราย ไม่ว่าจะเป็นบริการรับชมละครย้อนหลังของไลน์ทีวี การเติบโตของบริการจัดส่งอาหารของอูเบอร์อีทส์และการประกาศความสำเร็จในรอบ 3 ปีของจุ๊คซ์ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เห็นถึงการเติบโตของบริการดิจิทัลและแพลตฟอร์มที่เข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่มากขึ้น

กวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า LINE เปิดตัว LINE TV ในประเทศไทยเป็นประเทศแรก เมื่อปี 2557 เปรียบได้กับทีวีส่วนตัวฉบับพกพา ถือเป็นแอพพลิเคชั่นที่รวมความบันเทิงให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามชมซีรี่ส์ หนัง เพลง รวมถึงคอนเทนต์พิเศษที่หาชมที่ไหนไม่ได้สำหรับออกอากาศทาง LINE TV โดยเฉพาะ

ในขณะที่เปิดตัวนั้น มีฐานผู้ใช้งานไลน์มากกว่า 33 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่และสำคัญ และในขณะนี้มีผู้ใช้งานไลน์แอพกว่า 41 ล้านคนแล้ว ยิ่งเป็นโอกาสเติบโตของบริการต่างๆ โดยผู้ใช้งานไลน์ทีวีส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน กทม.และหัวเมืองใหญ่ แต่ก็จะสื่อสารให้คนต่างจังหวัดรู้จักบริการของไลน์มากขึ้น เพราะพฤติกรรมการใช้ออนไลน์ของคนไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น

ทางด้าน ศิริภา จึงสวัสดิ์ ผู้จัดการ UBERประจำประเทศไทย เปิดเผยถึงกลยุทธ์ในการเปิดอูเบอร์อีทส์ว่า อูเบอร์อีทส์ ถือว่าเป็นการต่อยอดความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้งานต่อยอดจากบริการไรด์แชริ่งของอูเบอร์ ซึ่งการจัดส่งอาหารให้แก่ลูกค้านั้น นอกจากสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจให้แก่พาร์ตเนอร์ โดยไม่ต้องมีค่าลงทุนเพิ่มเติมในการขยายสาขา ยังเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ให้แก่พาร์ตเนอร์ผู้จัดส่งอาหารด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นหลังเปิดบริการใหม่พบว่า ตลาดจัดส่งอาหารแบบออนไลน์มีโอกาสเติบโตขึ้น จากข้อมูลของยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ธุรกิจบริการจัดส่งอาหารในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 2.6 หมื่นล้านบาท ในปี 2560 และยังมีโอกาสโตต่อเนื่องด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกสบายและการใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น

เช่นเดียวกับทางซีอีโอใหญ่ของอูเบอร์ ดารา คอสราวซาฮี ที่เผยตัวเลขผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 4 ของปี 2560 ยอมรับว่า ธุรกิจจัดส่งอาหารหรืออูเบอร์อีทส์นั้นสามารถทำรายได้เป็น 10% ของรายได้รวมอูเบอร์แล้ว จากภาพรวมรายได้ของอูเบอร์ที่มีการเติบโตอยู่ที่ 11.8% หรือราว 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เรียกได้ว่ามีแนวโน้มรายได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ด้านบริการแพลตฟอร์มการรับฟังเพลงสตรีมมิ่งและออนไลน์อย่าง จุ๊คซ์ภายใต้การบริหารงานของ กฤตธี มโนลีหกุลกรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ด้วยเทรนด์การฟังเพลงตั้งแต่แผ่นเสียง เทปคาสเซต แผ่นซีดี ดาวน์โหลดและสตรีมมิ่งนั้น ถือว่าเป็นวัฏจักรของสินค้าที่พฤติกรรมคนในสังคมเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จุ๊คซ์เป็นเพียงตัวกลางที่ดึงเอาความซ้ำซ้อนของระบบออนไลน์มาสู่การใช้งานผ่านมือถือและพีซีที่ง่ายและสะดวกขึ้น

“ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะพฤติกรรมและเทคโนโลยีควบคู่กัน เช่น คนต้องการเปลี่ยนการใช้จ่ายแบบเงินสดมาเป็นใช้จ่ายผ่านมือถือ ซึ่งเราอยู่ในยุคของดิจิทัลเอจสินค้าทุกอย่างถูกทรานส์ฟอร์มอยู่ที่ธุรกิจจะปรับตัวตามได้เร็วแค่ไหน”

หากย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีคนฟังเพลงเถื่อนเยอะมาก ทั้งแบบซีดีแผ่นละ 100 บาท หรือดาวน์โหลดในเว็บบิทแจกฟรี ส่งผลกระทบรุนแรงจนศิลปิน นักแต่งเพลงอยู่ไม่ได้ และคนกลุ่มนี้ก็ต้องการหาโอกาสใหม่ที่จะสร้างรายได้มากกว่าแค่งานอีเวนต์เพียงอย่างเดียว

การเดินหน้าจุ๊คซ์ในยุคที่คนยังนิยมฟังเพลงแบบเถื่อนถือว่าเปลี่ยนพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่อย่างมาก แม้ในขณะนั้น จะมี iTUNE, Spotify, Soundcloud แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะแตะผู้ฟังได้ทุกกลุ่ม เพราะยังไงคนไทยก็ชอบฟังเพลงฟรี ผ่านมา 2 ปี ถือว่าจุ๊คซ์ก้าวข้ามผ่านของเถื่อนได้จุดหนึ่ง แต่จะช่วยเปลี่ยนให้อุตสาหกรรมเพลงสามารถมีรายได้มากขึ้น เป็นอีกก้าวที่ยากและสำคัญ เชื่อว่ามีโอกาสโตขึ้นไปอีก

บริการทั้ง 3 ด้านนั้น ถือว่าเข้ามาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่ชอบกินดูและฟังผ่านมือถือแบบสะดวกสบายขึ้น ซึ่งหลายธุรกิจมองว่าพวกเขาจะเข้ามาทำลายล้างธุรกิจเดิม แต่ก็เรียกได้ว่าเข้ามาสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ในอนาคตเช่นกัน อยู่ที่ว่าธุรกิจเดิม คนยุคเดิม จะปรับตัวและเปิดใจรับพวกเขาได้แค่ไหน

มืออาชีพดิจิทัลสดใส ทิศทางจ้างงานผู้บริหารระดับกลาง-สูงพุ่งรองรับประเทศไทย4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 ก.พ. 2561 เวลา 07:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/541651

มืออาชีพดิจิทัลสดใส ทิศทางจ้างงานผู้บริหารระดับกลาง-สูงพุ่งรองรับประเทศไทย4.0

ไมเคิลเพจ ชี้ความต้องการแรงงานผู้บริหารระดับกลางถึงสูงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะทักษะดิจิทัล คาด 3 ปีสัดส่วนสูง 25-30%

นายคริสโตเฟอร์ พาลุดัน ผู้อำนวยการ ไมเคิล เพจ ประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการสรรหาบุคลากรระดับโลก เปิดเผยว่า ปี 2561 ทิศทางการจ้างงานในผู้บริหารระดับกลางและสูง ในไทย รวมทั้งอาเซียนยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงงานระดับผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรมืออาชีพในภาคอุตสาหกรรมที่มีความรู้และทักษะด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้คาดว่าบริษัทจะต้องสรรหาบุคลากรของประเทศไทยเพิ่มให้กับบริษัทต่างๆ จากนี้ไปจนถึงช่วง 3 ปี เพิ่มเป็น 25-30%

สำหรับสาขาวิชาชีพที่มีความต้องการแรงงานสูง ได้แก่ ด้านดิจิทัล วิศวกรรมและการผลิต การเงินและการบัญชี ทรัพยากรบุคคล การตลาด การจัดซื้อและห่วงโซ่อุปทาน และการขาย เช่น ผู้จัดการแบรนด์ ผู้จัดการสื่อดิจิทัล ซึ่งสาขาวิชาชีพเหล่านี้จะมีอัตราเงินเดือนที่สูงขึ้นเมื่อเปลี่ยนงานเฉลี่ย 16-25% ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาชีพและความถนัดของบุคคล

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความต้องการแรงงาน มาจากการขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งสู่เศรษฐกิจเน้นคุณภาพ การลงทุนจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่เพิ่มขึ้น หลังรัฐบาลสนับสนุนให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย ทำให้เกิดการเพิ่มการจ้างงานของบริษัทข้ามชาติจากต่างประเทศ รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการอีอีซี ที่จะมีมูลค่าการลงทุนกว่า 43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะเวลา 5 ปี

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีและดิจิทัล นำไปสู่การให้บริการที่มีมูลค่าสูง และธุรกิจสตาร์ทอัพ จะส่งผลให้เกิดความต้องการของจำนวนแรงงานที่มีทักษะและคุณภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้บริษัทมีความต้องการแรงงานที่มีทักษะหลากหลาย หรือสามารถทำได้หลายสายงาน ดังนั้นแรงงานจะต้องมีการพัฒนาทักษะ และเรียนรู้เพื่อรองรับการทำงานในหลายด้าน

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การเปลี่ยนผ่านยุคดิจิทัลและเทคโนโลยี จะส่งผลดีต่อทักษะแรงงานที่มีคุณภาพ แต่อาจส่งผลกระทบต่อแรงงานระดับล่างในภาคการผลิตและภาคการเกษตร รวมถึงภาคธุรกิจอื่น เช่น ธุรกิจการเงิน การธนาคาร ทำให้บริษัทไทยต้องปรับตัวรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคฟินเทค

นายคริสโตเฟอร์ กล่าวว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างความมือระหว่างภาครัฐ บริษัทองค์กร และสถาบันการศึกษา ในการเพิ่มสูตรการเรียนการสอน โดยเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ ดิจิทัล การออกแบบหุ่นยนต์ เพื่อรองรับการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคตช่วง 5-10 ปีจากนี้

ด้านทิศทางการจ้างงานระดับผู้บริหารในขณะนี้ มีการจ้างคนไทยที่มีทักษะวิชาชีพ และมีอายุน้อย เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ใช้ผู้บริหารต่างชาติ ซึ่งบริษัทต่างชาติได้ติดตามการพัฒนาทักษะบุคลากรของไทยต่อเนื่อง และมีความต้องการดึงแรงงานไทยไปทำงาน ดังนั้นบริษัทไทยจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน หามาตรการจูงใจ เพื่อดึงแรงงานไทยไว้ไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนในอนาคต