สุขะชัย ศุภศิริ สานฝันพ่อ อยู่อย่างพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ต.ค. 2560 เวลา 10:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522399

สุขะชัย ศุภศิริ สานฝันพ่อ อยู่อย่างพอเพียง

โดย…วรธาร
สุขะชัย ศุภศิริ หรือครูชัย เจ้าของไร่สุขกลางใจ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ปัจจุบันรับราชการครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

หรือครูชัย เจ้าของไร่สุขกลางใจ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ปัจจุบันรับราชการครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้วางรากฐานชีวิตหลังเกษียณด้วยการเป็นเกษตรกรที่พร้อมเจริญรอยตามศาสตร์พระราชา และตั้งใจทำหน้าที่ของการเป็นครูไปตลอดชีวิตแม้เกษียณแล้วด้วยการแบ่งปันความรู้ให้กับประชาชนที่ต้องการมาเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรตามศาสตร์พระราชา“เป้าหมายชีวิตผมหลังเกษียณไม่ได้หวังรวย แต่อยากมีความสุขและดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง เรียบง่าย พร้อมแบ่งปันความสุขและความรู้ส่งต่อให้กับรุ่นถัดไปคือลูกหลาน คือผมไม่มีลูกไม่มีเมียมีแต่หลาน (ลูกพี่ชาย ลูกพี่สาว) ผมเชื่อว่าสภาพเศรษฐกิจในอนาคตคนรุ่นหลังอาจจะอยู่ยากแต่ถ้าเราปูพื้นฐานที่มั่นคงไว้ให้เขา เรื่องพอกิน พออยู่ พอใช้ มีงานของตัวเองอยู่ในสวน ไม่ต้องเดินทางไปไหน มันก็เป็นความมั่นคงอีกรูปแบบหนึ่ง”

ปัจจุบัน ครูชัย มีไร่สุขกลางใจอยู่ 2 แห่ง ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ไร่สุขกลางใจ 1 มีเนื้อที่ประมาณ 32 ไร่ ซื้อไว้เมื่อปี 2554 ส่วนไร่สุขกลางใจแห่งที่ 2 มี 23 ไร่ อยู่ที่ อ.สวนผึ้งเช่นกันและอยู่ในพื้นที่ไม่ไกลจากที่แรก โดยเขากับพี่น้องได้ออกเงินกันซื้อเพื่อตั้งใจทำเกษตรไว้รองรับชีวิตหลังเกษียณและสานฝันพ่อของเขา

“จริงๆ แล้วการที่ผมกับพี่น้องอีก 5 คน ซื้อที่ทั้งสองแห่งนี้ไว้ทำเกษตร เพื่อต้องการสานฝันของคุณพ่อให้สำเร็จ เพราะครั้งหนึ่งคุณพ่อในสมัยที่พวกเราพี่น้องทั้ง 6 คนยังเด็ก ต้องเรียนหนังสือ พ่อได้ซื้อที่ดินจำนวน 6 ไร่ไว้และตั้งใจจะทำเกษตร แต่ในที่สุดพ่อก็ต้องขายที่ผืนนั้นเพื่อส่งลูกๆ เรียน

ดังนั้น ครั้นพอพวกเราพี่น้องโตขึ้นมีงานทำทุกคน และที่ผ่านมาก็เห็นความลำบากของพ่อที่สู้เพื่อพวกเราก็อยากทำอะไรที่ท่านชอบและอยากทำ ก็คือเมื่อก่อนพ่ออยากทำเกษตร เราก็เลยมาคิดและตกลงกันว่า เรามาสานฝันของพ่อกันนะ ในที่สุดผมก็ได้ชวนพี่ๆ น้องๆ มาดูที่ทั้งสองแห่งนี้และออกเงินซื้อกัน”

ครูชัยเล่าว่า ด้วยความที่เขาไม่ใช่เกษตรกรที่มีความรู้เรื่องการทำเกษตรมาก่อนและยังไม่ได้ศึกษาเรื่องการทำเกษตรจากที่ไหนจึงไม่มีความกล้าที่จะปลูกอะไรลงไปในพื้นที่ 32 ไร่ที่ซื้อก่อน แต่จำได้ว่าต้นไม้ต้นแรกที่เขาปลูกคือยางนาเพราะเป็นคนชอบต้นไม้ใหญ่และรู้ว่า

ยางนาเป็นต้นไม้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โปรด จากนั้นก็ทยอยปลูกต้นไม้ทุกวันและปลูกต้นไม้หลากหลายคละปนกันไป

“ตอนนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องเกษตรหรอกครับ อยากปลูกอะไรก็ปลูก และคืนแรกที่ผมไปนอนกระท่อมในไร่ ผมอาราธนาขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและขอพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9 ขอให้กระผมได้เป็นเกษตรกรทำถูกต้องตามวิถีที่ควรทำ จากนั้นผมเริ่มใช้ชีวิตที่สวนผึ้งมากขึ้น แต่มีช่วงหนึ่งที่ผมกลับไปหาพ่อที่ จ.ลพบุรี พาพ่อนั่งรถเล่นไปสระบุรี เห็นป้ายหนึ่งขึ้นคล้ายๆ งานรวมปราชญ์เกษตรจัดที่

วัดมงคลชัยพัฒนา ซึ่งเป็นวัดที่ในหลวงทรงทำเกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก

พอเข้าไปในวัดไปเจอหนังสือของอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ซึ่งผมเองไม่รู้จักอาจารย์ยักษ์มาก่อน ชื่อหนังสือ ‘ชายเพี้ยนแห่งมหา’ลัยคอกหมู’ และหนังสือ ‘พอแล้วรวย’ จากนั้นก็ติดตามอาจารย์ในยูทูบ มีข้อความหนึ่งที่ผมฟังแล้วรู้สึกว่าใช่เลยคือขอให้ค่อยๆ เดินไปทีละก้าวช้าๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน ใครจะไม่ยอมรับ ไม่เข้าใจ ช่างเขาทำไปทีละนิดๆ อาจารย์ยักษ์บอกว่านี่คือคำพูดในหลวงที่ทรงสอนเสมอ หลังจากนั้นผมก็ศึกษางานของอาจารย์ยักษ์และไปเป็นลูกศิษย์นำความรู้มาปรับใช้ในพื้นที่ 32 ไร่”

ครูชัยเชื่อว่า พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ดลจิตดลใจให้เขามาเจองานนี้ที่วัดชัยมงคลพัฒนา และจุดนั้นเองก็ทำให้เขาทำไร่ทำสวนแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง เริ่มทำตามในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ตรัสสอนเกี่ยวกับเรื่องน้ำคือชีวิต ด้วยการขุดหนอง ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง โดยปลูกต้นไม้คละเคล้าปะปนกันไป

“ตอนนั้นผมยังไม่ได้เรียนเรื่องการวางแผนการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (แลนด์สเคป) ก็ปลูกตามใจตนเอง พอตอนหลังไปเรียนก็มาปรับทีหลัง แต่ว่าพื้นที่ 23 ไร่ (สุขกลางใจ 2) ผมไปเรียนโคกหนองนาโมเดล ซึ่งเป็นการวางแผนการใช้ที่ดินจากอาจารย์ยักษ์ และ ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จึงจัดการพื้นที่ด้วยการทำเป็นโคก หนอง นาตามรูปแบบโคก หนองนาโมเดลเพราะพื้นที่นี้ผมต้องการปลูกข้าวเป็นหลัก

ดังนั้น จึงมีการออกแบบแปลงที่ดินชัดเจน มีส่วนที่เป็นนา เป็นหนอง มีคลองไส้ไก่ มีโคก มีเส้นทางลำเลียง มีการปลูกต้นไม้ตามแนวทางลำเลียง ปลูกรอบหนองรอบคลอง มีการปลูกป่า 3 อย่างประโชน์ 4 นำร่องด้วยปลูกกล้วยที่ขึ้นง่ายและให้ความเขียวกับพื้นที่เร็ว ต่อด้วยกระถินเทพา ขี้เหล็ก และอื่นๆ” ครูชัย กล่าว

ครูชัยเล่าต่อว่า ส่วนหนึ่งต้องการทำให้ชาวบ้านเห็นว่าศาสตร์พระราชาสามารถพลิกฟื้นผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งผลิตอาหารได้ เนื่องจากที่ดินตรงพื้นที่นี้เดิมดินอุดมสมบูรณ์ แต่ตอนหลังชาวบ้านมีการปลูกมันสำปะหลังจนดินกลายเป็นทราย การทำให้พื้นดินตรงนี้กลับมาอุดมสมบูรณ์ใหม่จึงเป็นเรื่องท้าทาย แต่เขาก็ต้องการพิสูจน์ให้ชาวบ้านและชุมชนแถวนี้ได้ว่าสามารถฟื้นและสร้างแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ได้

“เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ไร่สุขกลางใจ 2 มีการจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน โดยบริษัท เชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิต ร่วมกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติของอาจารย์ยักษ์และเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติทั่วประเทศ ซึ่งก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถพลิกฟื้นพื้นที่มาปลูกข้าวและปลูกพืชอื่นๆ ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ผมอยากให้ไร่สุขกลางใจเป็นแหล่งเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาให้คนที่สนใจด้วย ส่วนผมกับพี่น้องทุกคนก็คงจะมาอยู่ที่นี่หลังเกษียณสานฝันพ่อไปด้วยกัน” ครูชัย กล่าวทิ้งท้าย

4 ธัชพืชช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 17:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522322

4 ธัชพืชช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ

นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การเลือกทานอาหาร อย่างเช่น ธัญพืช ก็สามารถช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อได้

คงปฏิเสธไม่ได้มาสมัยนี้คนเราหันมาใส่ใจดูแลตัวเองกันมากขึ้น เพราะการมีหุ่นผอมเพรียว บวกกับกล้ามเนื้อสวยๆ เป็นสิ่งแทบทุกปรารถนา นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การเลือกทานควบคู่กันไปด้วยจะยิ่งทำให้ได้หุ่นตามที่เราต้องการมากขึ้น นอกจากอาหารเสริมอย่างเวย์โปรตีนแล้ว ธัญพืชบางชนิดก็สามารถช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อได้ด้วยเช่นกัน

1. ถั่วแดง ธัญพืชที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่สามารถละลายน้ำได้ ช่วยทำความสะอาดลำไส้ ช่วยเรื่องการขับถ่าย ป้องกันท้องผูก ทั้งยังเป็นอาหารที่นำไปปรุงได้หลายเมนู มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่าง โปรตีน แคลเซียม คาร์โบไฮเดรต และธาตุเหล็ก ถั่วแดงต้ม 1 ถ้วย ให้โปรตีนแก่ร่างกาย 15 กรัม ซึ่งไข่ต้ม 1 ฟอง ให้โปรตีนเพียง 7 กรัม

2. เมล็ดฟักทอง เต็มไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ธาตุเหล็ก และสังกะสี แถมยังกินง่าย แค่โรยลงไปในอาหารเช้าซีเรียลประมาณ 1 ใน 4 ก็จะได้รับโปรตีน 10 กรัม ในทุกเช้า

3. เนยถั่ว ของโปรดของหลายคนที่นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังแถมคุณประโยชน์คับแก้ว ช่วยให้อิ่มนาน จึงเหมาะกับการกินคู่กับขนมปังในยามเช้า เพียงกินเนยถั่ว 2 ช้อนโต๊ะ ก็จะได้รับโปรตีน 8 กรัม

4. สาหร่ายแห้ง เป็นหนึ่งในอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะมีทั้งไอโอดีน โปรตีน ใยอาหาร และธาตุเหล็ก เพียงตักสาหร่ายแห้ง 2 ช้อนโต๊ะใส่ในสลัดหรือแกงจืด ก็จะเพิ่มปริมาณโปรตีนได้อีก 8 กรัม

4 สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อสุขภาพที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 16:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522317

4 สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อสุขภาพที่ดี

การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ทานอาหารที่มีประโยชน์ ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น

จะดีกว่ามั้ยหากเราสามารถเลือกที่จะมีสุขภาพดีได้ ด้วยวิธีดูแลตัวเองแบบธรรมชาติ แทนการใช้ชีวิตตามกระแสสังคมที่เร่งรีบในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสาเหุตที่ทำคนเมืองส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับหลากหลายปัญหาสุขภาพ การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตเพียงเล็กน้อย หลีกเลี่ยงบางสิ่งบางอย่าง สามารถช่วยให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

1. ความเครียด – การเผชิญกับความเครียดสะสมเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เพราะความคิดหรือจินตนาการเชิงลบจะทำให้เราไม่เป็นสุข สะสมลงสู่จิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว จนทำให้ร่างกายเกิดเจ็บป่วยตามความคิดไปด้วย ดังนั้นการลดความเครียด หรือสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดลงจะทำให้สุขภาพดีขึ้นได้ง่ายๆ

2. ความอ้วน – หลายคนอาจคิดว่าตัวเองไม่ได้อ้วนแต่แค่มีพุงเล็กน้อย แต่การอ้วนลงพุงนั้นอันตรายกว่าที่คิด เป็นสาเหตุของโรคมากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตามเกณฑ์แล้วหากวัดจากรอบเอว ผู้ชายไม่ควรเกิน 36 นิ้ว หรือประมาณ 90 ซม. สำหรับเอวผู้หญิงไม่ควรเกิน 32 นิ้วหรือ 80 ซม. ควรดูแลตัวเองก่อนที่จะสายเกินไป

3. น้ำตาล – มีงานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่าคนไทยส่วนใหญ่มีอาการติดรสหวานโดยไม่รู้ตัว ร่างกายคนเราต้องการน้ำตาลเพียงครึ่งช้อนชาต่อวันเท่านั้น การบริโภคน้ำตาลมากๆ จะทำให้เกิดการสะสมของน้ำตาลในร่างกายมากเกินความจำเป็น และนำมาสู่โรคภัยต่างๆ ได้

4. ไขมัน – ไขมันบางชนิดถือเป็นไขมัน สามารถทานได้ แต่ไขมันบางประเภทที่เป็นไขมันเลว ก็ไม่ควรทานมากเกินไป ควรเลี่ยงอาหารประเภททอด แล้วหันมาเน้นกินอาหารที่ปรุงแบบนึ่ง ต้ม หรือย่างแทน

5 เทคนิคช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 15:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522313

5 เทคนิคช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย

รวมเทคนิคที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย

ไม่ว่าใครก็ย่อมอยากมีหุ่นสวย สุขภาพดี ดูแข็งแรงกันทั้งนั้น ซึ่งการอดอาหารไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเลย ดังนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่สามารถช่วยปั้นหุ่นสวยได้ แต่บางคนอาจจะมองว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องยาก การหาเทคนิคที่จะมาช่วยสร้างแรงบันดาลใจเล็กๆ น้อยๆ ในการออกกำลังกาย น่าจะช่วยให้ทุกคนอยากหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้นได้

1. ชุดออกกำลังกาย – การเห็นภาพสะท้อนตัวเองแต่งชุดสวยๆ สปอร์ตบราเก๋ๆ ในกระจก น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนอยากกำลังกายมากขึ้น ควรวางเสื้อยืดตัวโคร่งไว้ก่อน แล้วหันมาใส่ชุดที่พอดีตัว กระชับสัดส่วน นอกจากจะดูดีแล้ว ยังช่วยให้เห็นพัฒนาการของรูปร่างที่เปลี่ยนไปได้ง่ายขึ้นด้วย

2. อย่าโฟกัสที่ตัวเลข – แทบทุกคนที่ออกกำลังกายมักจะสนใจตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนัก แต่จริงๆ แล้วควรหันมาสนใจรูปร่างและความแข็งแรงของร่างกายที่เพิ่มขึ้นมากกว่า การปรับทัศนคติเพียงเล็กน้อย มองที่สุขภาพมากกว่าความผอม จะช่วยให้ออกกำลังกายอย่างมีความสุขมากขึ้น

3. สร้างลิสต์เพลงในมือถือ – เพลงมีส่วนช่วยในการออกกำลังกายได้มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบคาดิโอ อย่างเช่น การวิ่ง การปั่นจักรยาน การสร้างลิสต์เพลงจังหวะสนุกๆ ไว้ในสมาร์ทโฟน จะช่วยให้เราเพลิดเพลินกับการออกกำลังกายจนลืมความเหนื่อยล้าไปเลย

4. มองหาต้นแบบหุ่นในฝัน – การมองหาต้นแบบของรูปร่างที่เราอยากได้ อาจจะเป็นศิลปิน นักแสดง หรือนางแบบ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่จะทำให้เราไปสู่เป้าหมายที่สำเร็จได้ เก็บรูปของพวกเขาเหล่านั้นมาเป็นแรงบันดาลใจ และบอกตัวเองว่าพวกเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน

5. ถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้เป็นระยะ – การถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้เรื่อยๆ จะช่วยให้เราเห็นพัฒนาการของตัวเอง ช่วงแรกอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เมื่อออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง รับรองว่าจะต้องเห็นผลแน่นอน และเมื่อเราย้อนกลับมาดูรูปเหล่านี้ มันจะเป็นกำลังใจที่ดีที่จะช่วยทำให้เราออกกำลังกายต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้หุ่นสวยแบบนี้อยู่กับเราไปตลอด

5 เรื่องเกี่ยวกับปัญหาผิวที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 14:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522306

5 เรื่องเกี่ยวกับปัญหาผิวที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับปัญหาผิวที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน

ปัญหาผิวคืออีกสิ่งที่เป็นเรื่องหนักอกหนักใจของผู้ที่รักในการดูแลตัวเองหลายๆ คน แม้ว่าจะดูแลผิวกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีบางเรื่องเกี่ยวกับปัญหาผิวที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งถ้าหากรู้เรื่องราวเหล่านี้แล้ว น่าจะทำให้ทุกคนสามารถดูแลผิวได้อย่างตรงจุดมากขึ้น และมีผิวสวยสุขภาพดีสมใจ

1. ไม่ควรล้างหน้าด้วยน้ำเย็นหลังจากที่โดดแดดร้อนจัดมาเป็นระยะเวลานาน ให้พักหน้าชั่วคราวก่อนค่อยล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ เพื่อป้องกันการเกิดฝ้า

2. ขอบตาคล้ำหายได้ด้วยความเย็น เนื่องจากที่ขอบตาคล้ำเกิดจากหลอดเลือดดำมาคั่งอยู่บริเวณด้านล่าง ดังนั้นเจลหรือมาสก์ที่ใช้กับใต้ตาจึงควรแช่ตู้เย็น เพราะความเย็นมีส่วนช่วยทำให้หลอดเลือดดำหดตัว ทำให้ขอบตาหายคล้ำได้

3. คนแก่ก็เป็นสิวได้ เพราะสิวไม่ได้เกิดจากฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว อะไรก็ตามที่ทำให้ช่องทางเปิดระหว่างต่อมไขมัน และรูขุมขนอุดตัน ก็เกิดสิวได้ทั้งนั้น ทั้งช่วงที่มีรอบเดือน ความเครียด การกินของหวานของมัน หรือการอุดตันจากการล้างหน้าไม่สะอาดก็ด้วยเช่นกัน

4. สิวยิ่งกดยิ่งขึ้น ยิ่งถ้ากดด้วยแท่งเหล็ก ด้วยแรงกดดัน จะทำให้สิวหัวเก่าออก แต่ตำแหน่งที่กดนั้น จะมีสิวใหม่เกิดขึ้นแทน เรียกว่า Pressure Induce Acne ดังนั้นการล้างหน้าให้สะอาด ลดทานของหวานของมัน และทายาแต้มสิวจะดีกว่า

5. ผิวแห้งไม่สามารถแก้ได้ด้วยการทาโลชั่นเพียงอย่างเดียว เนื่อจากโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นแต่ภายนอก หากอยากให้ผิวไม่แห้ง ต้องดื่มน้ำให้มากขึ้นอีกด้วย ปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการให้นำน้ำหนักคูณด้วย 33 ออกมาเป็นจำนวนซีซีต่อวัน

แสงแดดแจ่มจ้า ถนอมดวงตาในฤดูหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 13:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522303

แสงแดดแจ่มจ้า ถนอมดวงตาในฤดูหนาว

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล         sopitasavang2010@gmail.com

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเรื่องการเข้าสู่ฤดูหนาวของประเทศไทยปี 2560 เพื่อประกาศสิ้นสุดฤดูฝน และประกาศการเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า

ประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2560 โดยอุณหภูมิต่ำสุดบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบนของทั้งภาคกลางและภาคตะวันออกลดลงอยู่ในเกณฑ์อากาศหนาวเย็นเกือบทั่วไปอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับลมชั้นบนระดับล่างได้เปลี่ยนเป็นลมตะวันออกหรือตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนลมชั้นบนระดับบนเปลี่ยนเป็นลมตะวันตก รวมทั้งการกระจายตัวของฝนบริเวณประเทศไทยตอนบนลดลงต่อเนื่อง ส่วนภาคใต้ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นต่อไป

หน้าหนาวเป็นฤดูที่แสงแดดจ้าแจ่มกระจ่างแรงเป็นพิเศษ แม้ไม่ร้อนและแรงแผดเผาเท่าฤดูร้อนก็ตาม แต่ด้วยความที่ท้องฟ้าใสและปลอดโปร่ง ทำให้แสงแดดทะลุทะลวงลงมาได้มากเป็นพิเศษเมื่ออยู่กลางแจ้ง ซึ่งในฤดูหนาวทุกคนชอบออกมาสัมผัสลมหนาวกัน

ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ จึงต้องดูแลดวงตาคู่สวยๆ คู่นี้ให้ปลอดภัยจากแสงแดด รศ.พญ.มัญชิมา มะกรวัฒนะ ผู้อำนวยการศูนย์จักษุรักษ์ตา ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้อธิบายเรื่องแสงแดดว่า แสงแดดจะประกอบด้วยรังสีอัลตร้าไวโอเลต (Ultraviolet) หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า รังสียูวี (UV Rays) ซึ่งเป็นคลื่นแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงที่มองเห็นด้วยตา

 กล่าวคือ แสงที่มองเห็นด้วยตามีความยาวคลื่น 400-700 นาโนเมตร รังสียูวีจึงมีความยาวคลื่นสั้นกว่า 400 นาโนเมตร มีพลังงานสูง และไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ถ้าได้รับรังสียูวีในความเข้มสูงจะส่งผลให้เกิดกระจกตาอักเสบ มีอาการแสบตา น้ำตาไหล แพ้แสง ตาแดง ส่วนระยะยาวจะเกิดต้อลม ต้อกระจก ในอนาคตจอตาอาจเสื่อมได้

 ส่วนหลอดไฟแต่ละประเภทก็สามารถปล่อยรังสีออกมาได้เช่นกัน แต่ว่ามากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับชนิด ซึ่งหลอดไฟที่ใช้ภายในที่พักอาศัย เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดฮาโลเจน หลอดแอลอีดี เป็นต้น หลอดเหล่านี้มีการปล่อยพลังงานในรูปรังสียูวีออกมา แต่อยู่ในระดับต่ำไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตา

อีกทั้งจอคอมพิวเตอร์และจอโทรศัพท์ก็มีรังสียูวีออกมาเช่นกัน แต่โดยทั่วไปแล้วผู้ผลิตก็จะควบคุมการผลิตให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ซึ่งถ้าเป็นแสงแดดที่ทำอันตรายต่อดวงตานั้น สามารถทำอันตรายในส่วนต่างๆ ของดวงตาได้คือ

เปลือกตา แสงแดดทำให้เกิดจุดด่างดำริ้วรอยรอบดวงตา และยังอาจจะทำให้เกิดมะเร็งบางชนิดขึ้นที่บริเวณเปลือกตาอีกด้วย

เยื่อบุตา มีการเสื่อมของเยื่อบุตาบริเวณที่ชิดกับขอบตาดำเรียกว่า ต้อลม ซึ่งเกิดจากการระคายเคืองจากลม ฝุ่น รังสียูวี หากต้อลมลุกลามเข้าไปในตาดำจะเรียกว่า ต้อเนื้อ ซึ่งไม่เพียงทำให้เกิดความไม่สวยงาม แต่อาจรบกวนการมองเห็น หรือหากมีการอักเสบ จะทำให้มีอาการปวดและระคายเคืองได้

 กระจกตา การได้รับรังสียูวีในปริมาณมาก ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันของกระจกตา ทำให้มีอาการปวดตามาก น้ำตาไหล มักจะเกิดอาการประมาณ 2-3 ชั่วโมงหลังจากได้รับรังสียูวี เช่น รังสียูวีจากการเชื่อมโลหะโดยไม่สวมใส่แว่นป้องกัน อาการมักจะเป็นอยู่ชั่วคราวประมาณ 1-2 วัน

เลนส์ตา การได้รับรังสียูวีทำให้เป็นต้อกระจกมากขึ้น ในแต่ละปีมีประชากรกว่า 16 ล้านคนทั่วโลกตาบอดจากต้อกระจก จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่าประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของต้อกระจก อาจมีสาเหตุมาจากการได้รับรังสียูวีมากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้

จอตา ในคนหนุ่มสาวเลนส์ตาที่ยังใสอยู่ไม่สามารถดูดซับรังสียูวีไว้ได้หมด จึงมีโอกาสที่รังสียูวีจะเข้าไปทำลายจอตาทำให้เกิดจอตาเสื่อมได้ แม้ว่าในจอตาของเราจะมีสารหรือเม็ดสีตามธรรมชาติที่ช่วยป้องกันจอตา แต่สารเหล่านี้จะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้กระบวนการป้องกันจอตาตามธรรมชาติลดลง และเกิดการเสื่อมของจอตาได้ง่ายขึ้นเมื่อได้รับรังสียูวี นอกจากนี้รังสียูวียังอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะจุดรับภาพเสื่อมในผู้สูงอายุ (Age-relaed Macular Degeneration, AMD) อีกด้วย

ดังนั้น วิธีดูแลดวงตาเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดด ดังนี้

1.ควรสวมแว่นกันแดด สวมหมวก หรือกางร่มทุกครั้งเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดด เพื่อลดการโดนรังสียูวีโดยตรง แว่นกันแดดที่ใช้จะต้องสามารถป้องกันทั้งรังสียูวีเอและบีได้ 99-100 เปอร์เซ็นต์ โดยต้องมีป้ายระบุชัดเจน ทั้งนี้ ประสิทธิภาพการป้องกันรังสียูวีไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีหรือระดับความเข้มของเลนส์ เลนส์ควรมีขนาดใหญ่และกว้าง สามารถปิดบังดวงตาจากแสงแดดได้ทุกองศา

2.หากรู้สึกว่ามีอาการแสบตา ไม่สบายตา อาจหยอดน้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับตา

3.หากไม่จำเป็นควรหลีกเหลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลาตั้งแต่ 11 นาฬิกา ไปจนถึงบ่าย 3 โมง เนื่องจากเป็นช่วงที่แรงที่สุด ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหาอุปกรณ์ป้องกันแดดสวมใส่

4.ปรึกษาจักษุแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับดวงตา และควรตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

Sound Meditation

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 13:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522302

Sound Meditation

“ที่มหาวิทยาลัยครีฟแลนด์ได้ทำการวิจัยแล้ว พบว่าจังหวะของการสวดมนตราได้สร้างสารเคมีขึ้นในสมอง แม้ว่าเราจะไม่ทราบความหมายของมนตราก็ตาม”

ครูอยากให้มองถึงการสวดมนตราในแง่ของการบำบัด ไม่ใช่ในแง่ของความเชื่อหรือไสยศาสตร์ เพราะสิ่งเหล่านี้ได้ผ่านการพิสูจน์ ผ่านงานวิจัยและหลักทางวิทยาศาสตร์มามากมายนับไม่ถ้วน หากเรามองตามนี้จะทำ ให้เรารู้ว่าการสวดมนตราทำงานได้อย่างไร ซึ่งจากผลการทดลองทำให้เราทราบว่าการสวดสร้างคลื่นพลังงานและการสั่นสะเทือนในร่างกาย

เมื่อเราเปล่งมนตราเราต้องใช้พลังจากช่องท้อง (ตามตัวโน้ตของมนตรา) จึงกระตุ้นการทำงานของปอด ช่องท้อง การไหลเวียนโลหิต และลดอัตราการเต้นหัวใจทั้งยังช่วยเพิ่มการผลิตคลื่นอัลฟ่า ซึ่งเป็นคลื่นสมองแห่งการเรียนรู้ ดังนั้นพื้นฐานของพลังงานแห่งเสียงที่คลาสสิกที่สุดจึงมาจากการสวดมนตรา นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า เมื่อมนตรามีการสวดพร้อมไปกับจังหวะดนตรีจะส่งผลกระตุ้น NLP ที่ย่อมาจาก Neuro-Linguistic Programming คือเทคนิคการจัดพฤติกรรมของสมองและจิตใต้สำนึก แต่ในกรณีของการสวดมนตราจะเกิดขึ้นแม้ว่าเราจะไม่รู้ความหมายของสิ่งที่เราสวดก็ตาม ซึ่งในความพิเศษของการที่ไม่รู้ความหมายนอกจากสมองจะหลั่งสารเคมีออกมาแล้ว ยังทำให้จิตใจเราสงบ ผ่อนคลาย เพราะสมองไม่มีการตีความ สมองจึงเงียบ ได้พักผ่อนช่วยลดความเครียด

ในปี 2014 ที่มหาวิทยาลัยการเกษตรของประเทศจีน ได้มีการทดลองให้ชาวนาสวดมนต์แนวสไตล์ทิเบต ให้พืชที่ปลูกครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดประมาณ26.7 เฮกตาร์ ผลปรากฏว่าพืชที่ปลูกได้ผลผลิตขนาดที่ใหญ่ขึ้นและสุขภาพแข็งแรงนอกจากนี้ ยังทำให้แมลงและสัตว์รบกวนลดลงอีกด้วย ในขณะที่อีกแปลงหนึ่งใกล้ๆกันไม่ได้สวดมนต์ให้พืช ส่งผลให้มีสัตว์แมลงรบกวนผลผลิตจึงลดลง

นั่นเป็นเพราะคลื่นเสียงและพลังแห่งมนตราส่งผลต่อสุขภาพของพืช แม้ว่าพืชจะไม่มีหูแต่สามารถรับพลังแห่งการสั่นสะเทือนได้ รวมทั้งสัตว์ก็เช่นกัน

พบกับคลาสพิเศษ ส่งท้ายปีนี้ได้ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ ที่โยคะสุตราสตูดิโอ ติดตามรายละเอียดได้เพิ่มเติมได้ทั้งในเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของโยคะสุตราสตูดิโอ มาร่วมกันแบ่งปันพลังงานและฝึกสมาธิบำบัดกับพลังแห่งเสียงกันค่ะ

พลาดแล้วจะเสียใจเพราะเป็นคลาสส่งท้ายปี เราจะได้เริ่มต้นปีใหม่ ในปีหน้าที่สดใสและเบิกบาน…

หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ก้าวเดิน ‘ตามรอยพ่อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 13:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522300

หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ก้าวเดิน 'ตามรอยพ่อ'

กระทรวงอุตสาหกรรม หนึ่งในหน่วยงานที่ยึดแนวทางการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาทในการน้อมนำแนวพระราชดำริ พระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตร ตลอดจนนำพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้เป็นแนวทางสู่การพัฒนาคนในชุมชน

ตามหลักการนี้พระองค์ทรงตรัสว่า “ต้องระเบิดจากข้างใน” หมายความว่า มุ่งการพัฒนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้คนและครอบครัวในชุมชนที่จะเข้าไปพัฒนา ให้มีความพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน แล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่การนำเอาความเจริญจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนและหมู่บ้าน ซึ่งหลายชุมชนยังต้องมีการเตรียมตัวหรือต้องใช้เวลากับการตั้งตัวก่อนที่จะปรับตัวให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลง

กระทรวงอุตสาหกรรม โดย พสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริดังกล่าวมาเป็น “หัวใจ” ต่อการขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village : CIV) ด้วยตระหนักถึงการสร้างรากฐานชุมชนให้แกร่งมาจาก “ข้างใน” พัฒนาก้าวสู่ชุมชนเพื่อรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ด้วยมีธุรกิจการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนในแทบทุกมิติ ทั้งด้านสินค้าและการบริการ ในแนวคิดการดำเนินงาน ประกอบด้วย อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญา และแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน และให้มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานเติมเต็มองค์ความรู้กับ “หมู่บ้าน CIV” ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรม น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านมาใช้ในการพัฒนาหมู่บ้านที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามหลัก 7 ประการ คือ

1.ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม กล่าวคือ ใช้เทคโนโลยีที่มีราคาไม่แพงแต่ถูกหลักวิชาการ

2.มีขนาดผลิตที่เหมาะสมสอดคล้องกับความสามารถในการบริหารจัดการ

3.ไม่โลภ หลง ไม่เห็นกำไรระยะสั้นเป็นหลัก

4.มีความซื่อสัตย์สุจริตในการประกอบการ ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค

5.เน้นการกระจายความเสี่ยงด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และหรือมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนผลผลิตได้

6.เน้นการบริหารความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ก่อหนี้จนเกินขีดความสามารถในการจัดการ

7.เป็นการใช้เสน่ห์ในท้องถิ่นเพื่อการขับเคลื่อน

จากหลักการศาสตร์ของพระราชาต่อการพัฒนาหมู่บ้านสร้างสรรค์ (Creative Industry Village : CIV) หมายถึง หมู่บ้านแห่งความสมดุลที่นำทุนวัฒนธรรม วิถีชีวิตมาผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ของสินค้าที่ระลึกจากชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวให้เกิดมูลค่าใหม่ทางเศรษฐกิจบนแนวคิดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้คัดเลือกหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต้นแบบ 9 ชุมชน ในปี 2560 ก้าวเดิน “ตามรอยพ่อ” ร้อยเรียงเรื่องราวเพื่อถวายความอาลัยต่อพ่อของแผ่นดิน

“ชุมชนน้อมนำสู่การปฏิบัติและร่วมขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมีความสุขตลอดไป” พสุ กล่าวทิ้งท้าย

6 วิธีปกป้องผิวจากแสงแดด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 13:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522299

6 วิธีปกป้องผิวจากแสงแดด

นอกจากการทาครีมกันแดดแล้ว ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถปกป้องผิวจากแสงแดดได้

คนส่วนใหญ่คิดว่าแสงแดดนั้นเป็นตัวการสำคัญในการทำร้ายผิวของเราให้เกิดความหมองคล้ำ เกิดจุดด่างดำบนใบหน้า และทำให้ผิวเสีย แต่ในความเป็นจริงแล้วแสงแดดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าหากเรารู้จักป้องกันอย่างถูกวิธี

1. กฎของเงา – ป้องกันตัวเองจากแสงแดดโดยใช้วิธีกฎของเงา ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจนกว่าเงาจะยาวกว่าตัวของเราคือ ช่วงเช้าก่อนเวลา 11.00 น. และช่วงเย็นหลังเวลา 14.00 น. ซึ่งจะเป็นช่วงที่ปลอดภัย เพราะจะมีแสงยูวีบีน้อย

2. เสื้อผ้า – เสื้อผ้าเนื้อแน่น สีเข้ม หนา จะป้องกันแสงทุกประเภทได้ประมาณ 90%

3. ร่ม – เนื้อผ้าของร่มส่วนใหญ่จะกันแสงแดดได้ดีประมาณ 80-90% ซึ่งประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดของร่มขึ้นอยู่กับตำแหน่งของดวงอาทิตย์และระยะห่างของร่มจากผู้ใช้ ถ้าร่มและตำแหน่งของดวงอาทิตย์อยู่เหนือศีรษะพอดีก็จะป้องกันได้ดีที่สุด แต่โลกมีการเคลื่อนที่ดวงอาทิตย์จึงไม่อยู่ในตำแหน่งเดิมตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ร่มจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันประมาณ 70-80%

4. หมวก – หมวกปีกกว้างเนื้อหนา สีเข้ม จะช่วยป้องกันแสงแดดได้มากที่สุด

5. แว่นกันแดด – แว่นตากันแดดที่ดีจะเป็นแว่นที่คาดมาถึงด้านข้าง และมีการ์ดด้านบนเพื่อป้องกันแสงแดด การใช้แว่นกันแดดมีประโยชน์มาก หากแสงแดดมาจากด้านหน้า แว่นกันแดดจะปกป้องได้ดี แต่ถ้าหากแสงแดดมาจากด้านบนอย่างตอนเที่ยงวันก็จะป้องกันได้น้อย เพราะแสงแดดจะส่องผ่านมาจากขอบแว่นด้านบน

6. การทาครีมกันแดด – ควรทาครีมกันแดดให้หนาสม่ำเสมอ เพราะผิวของมนุษย์ไม่เรียบ มีรอยหยักตื้นเป็นคลื่น ถ้าเราทาเพียงชั้นเดียวก็จะเหลือบริเวณที่ครีมกันแดดครอบคลุมไม่ถึง เพราะฉะนั้น ควรทาครีมกันแดดบางๆ ทับกัน 2 รอบ และทาครีมกันแดดเฉพาะผิวหนังที่ไม่สามารถปกปิดได้ด้วยเสื้อผ้า เช่น ใบหน้า คอ หลังมือ เพื่อลดความสิ้นเปลือง

แมวมี… แมวพี่อย่ามา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 12:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522289

แมวมี... แมวพี่อย่ามา

โดย  ร็อกนีย์ 3229

“แมวมีแมวพี่ต้องมา นี่แมวไม่มาก็แปลว่าแมวไม่มี…”

 ขอยืมเพลงของนักร้องตลอดกาล ยอดรัก สลักใจ มาแปลงเนื้อร้องสักหน่อย เพราะอยากพูดถึงแมวและคนไม่อยากเป็นเจ้าของแมว แต่ชอบเลี้ยงแมว แล้วปล่อยให้เป็นภาระของเพื่อนบ้านเพื่อนห้องร่วมคอนโดมิเนียม

คนไม่ชอบแมว นี่เป็นเรื่องเหลือทน ไม่เฉพาะแมวและทาสแมวแต่เพียงสอง หากสามคืออุนจิ หรือข-สระอี-ไม้โท ของแมว ที่เหม็นเหลือรับ ว่ากันว่าในบรรดาอุนจิของสัตว์ อุนจิแมวเหม็นเป็นที่หนึ่ง จริงหรือไม่-ไม่รู้

รู้แต่ว่าคนไม่ชอบแมวชูรักแร้เชียร์แน่

 คนที่อาศัยในตึกสูงและเลี้ยงแมว มักไม่สามารถกั้นอาณาบริเวณของท่านแมวๆ ได้ เนื่องจากแมวเป็นสัตว์ไม่ชอบถูกกักขัง ก็ลองคิดดูเถิดหรือจะลองจับเอามาขังจริงๆ ก็ได้ ไม่แมวก็คนขังแมว ต้องเป็นประสาทตายกันไปข้าง

 เพราะแมวจะฉวัดเฉวียน แหกปากร้องขอออกด้วยกำลังวังชาและมารยาสาไถยต่างๆ  เป็นเหตุให้บรรดาแมวต่างได้เดินเหินเป็นอิสระ เพราะเจ้าของแมวขี้เกียจปวดหัวเลยต้องเลี้ยงแบบปล่อย ตัดล่องช่องเบา กระโดดตุ๊บๆๆๆ เข้าช่องนั้นออกช่องนี้ หายไปไหนแล้วไม่ทราบ น่ารำคาญที่สุด

 ปัญหาการเลี้ยงแมวบนตึกสูง เป็นปัญหาชนิดที่เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แต่ต้องเอาอุนจิแมวมาแขวนคอ ตามหาเจ้าของไปเถอะ ไม่มีตัวมีตนรับเป็นเจ้าของหรอก ส่วนใหญ่จะปฏิเสธเสียงแข็งว่า ไม่ใช่แมวของชั้น (ย่ะ)!

ไม่ใช่แมวของคุณ แล้วเป็นแมวของใคร ของใครก็ไม่ทราบ โผล่มาก็ให้ข้าวกิน ให้ปลาทูกิน หรือให้ทาโร่ปลาเส้นมันก็ชอบ กินแล้วมันก็ไป จะไปไหนต่อไม่ทราบ อย่างนี้ก็มี

มิพักว่าคอนโดส่วนใหญ่จะมีระเบียบข้อบังคับห้ามเลี้ยงสัตว์ แต่แมวเหมือนเป็นสัตว์ยกเว้น ทุกคนพร้อมใจกันมองข้ามการมีอยู่ของมัน ทั้งที่อุนจิและอื่นๆ ยังล่องลอยอยู่ในสายลม

แมวจะไม่ถ่ายในที่ที่มันกิน นั่นทำให้คนให้อาหาร “รอด” คนที่ไม่รอดคือคนที่คอยไล่ ซึ่งแมวจะจดจำไว้ พระเจ้าทรงโปรด พวกมันอาจจดเอาไว้ว่าใครบ้าง จากนั้นก็ตามกลับมาทวงรอยแค้น และคืนให้ด้วยกองมูลเท่าที่ตัวมันจะผลิตได้ ณ ระเบียงแสนสวยบ้านใครก็บ้านนั้น

 สุดๆ คือกลิ่นที่ฉุนน่าเวียนหัว ผสมผเสเปปนไปด้วยกลิ่นเก่ากลิ่นใหม่ มนุษย์ผู้อาศัยต้องดมลมโชยอยู่เช่นนั้น หรือบางทีก็ “เห็น” ด้วย ไฮวิวสุดหรูกลายเป็นอะไรที่เละๆ เขละๆ คล้ายตอนเครื่องแยกกากเสีย ต้องทำความสะอาดจ้าละหวั่น ทะเลาะกันก็มากความ ได้ไม่คุ้มเสีย ถึงยังไงเขาก็ไม่ยอมรับ

ขอนำเสนอทางออกของปัญหา ผู้เขียนเองใช้ได้ผลมาแล้ว ภูมิใจนำเสนอคือน้ำส้มสายชู (เทียม) มีราคาถูกกว่าน้ำส้มสายชูกลั่น 5% ราดบริเวณที่แมวชอบมาถ่าย ก่อนราดต้องทำความสะอาดอย่างดี ล้างบริเวณที่แมวหมั่นมาด้วยผงซักฟอก แล้วล้างตามด้วยน้ำมากๆ

เมื่อคะเนว่าหมดกลิ่น ก็รอให้พื้นแห้ง จากนั้นราดน้ำส้มสายชูแบบไม่ต้องยั้ง โดยต้องราดให้มากพอและครอบคลุมจุดที่มันชอบมาถ่ายทั่วๆ

 ช่วงแรกต้องราดทับทุก 3 วัน ขั้นตอนนี้สำคัญ เพราะถ้ากลิ่นน้ำส้มสายชูจาง แมวจะกลับมาถ่ายที่เดิมอีก ให้ราดซ้ำทุก 3 วัน เป็นเวลา 1 เดือน แมวเจ้ากรรมจะไม่มาอีก

พวกมันจะยกธงขาวพากันไปหา “ห้องน้ำ” ห้องใหม่ ที่แน่นอนว่า จะเป็นระเบียงของห้องใดห้องหนึ่งในคอนโดแห่งนั้นนั่นแหละ

เฮ้อ! เลี้ยงแมวแล้ว ดูแลแมวกันด้วยนะคร๊าบบบบบ.