สวนหยาดเหงื่อพระราชา จากใจเราถึงพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2560 เวลา 11:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519551

สวนหยาดเหงื่อพระราชา จากใจเราถึงพ่อ

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี

ในสวนหยาดเหงื่อพระราชา ดอกดาวเรืองถูกวางเรียงรายเป็นเลข ๙ อย่างสวยงาม แต่ยังเหลือพื้นที่ว่างอีกมากที่รอให้เราทุกคนมาเติมเต็มด้วยการนำต้นดาวเรืองมาวางเรียงราย ให้เราระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ด้วยตัวเอง

ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะความดี

ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ หนึ่งในตัวแทนทีมผู้จัดงาน เล่าที่มาที่ไปของโครงการหยาดเหงื่อพระราชา และที่มาของ สวนนี้ว่า โครงการสวนหยาดเหงื่อพระราชา ใช้เวลาแค่ 2 สัปดาห์ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เริ่มต้นเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน ดร.สาธิต วิทยากร ซึ่งท่านเป็นผู้บริหารมูลนิธิพงษ์ศักดิ์ วิทยากร บอกว่าท่านมีพื้นที่ตรงถนนรัชดาซอย 8 ก็มีความคิดว่าอยากจะทำความดีบางสิ่งบางอย่างถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ปรึกษากับผู้ใหญ่อีกท่าน จนได้ออกมาเป็นโครงการหยาดเหงื่อพระราชา

แนวความคิดมาจากการได้เห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปิดทองหลังพระมานานมาก แรกๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่า ปิดทองหลังพระแล้วจะได้ประโยชน์อย่างไร จนกระทั่งวันหนึ่งวันที่พระองค์ท่านจากเราไป เราถึงได้รู้ซึ้งถึงการปิดทองหลังพระว่าที่ท่านทำมาตลอดนั้นคืออะไร

ทองที่อยู่หลังพระมากมายมหาศาลที่ในหลวงท่านปิดทองเอาไว้ วันนี้ได้ไหลออกมาสู่ด้านหน้าองค์พระ แผ่ไพศาลความดีงามให้เราทุกคนได้เห็น ให้คนทั้งโลกให้เห็นความดีงามของพระองค์ท่าน ได้ซาบซึ้งว่าการปิดทองหลังพระนั้นเกิดประโยชน์อย่างไร

ทั้งชีวิตของท่าน ท่านปิดทองหลังพระมาตลอด เต็มไปด้วยความทุ่มเทแรงกายแรงใจให้เราเห็นถึงหยาดเหงื่อของพระองค์ท่านมากมายมหาศาลที่หยดลงสู่แผ่นดินไทยแห่งนี้ จึงกลายเป็นคำว่า “หยาดเหงื่อพระราชา” เพื่อสะท้อนความดีงามที่พระองค์ท่านทำเพื่อพวกเรา

ที่สำคัญโครงการนี้ ใช้เวลาในการดำเนินการสั้นมาก ไม่ถึงเดือน ก่อนพิธีเปิดงานเลยด้วยซ้ำ แค่มีผู้ใหญ่เริ่มให้แนวความคิด ก็มีอาสาสมัครมากมายที่เข้ามาร่วมช่วยให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วง เพราะเราทุกคนล้วนมีแนวคิดแบบเดียวกัน ไปในทิศทางเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย งานเริ่มต้นเร็วมาก ทุกคนที่เข้ามาทำงานในโครงการนี้ รับไม้และส่งต่อทันทีโดยไม่ต้องมีรายละเอียดอะไรกันมากมาย ไม่มีความวุ่นวาย

บางคนไม่เคยรู้จักและทำโครงการนี้มาจนเริ่มก็ไม่เคยเห็นหน้ากันด้วยซ้ำ แต่เราก็ทำงานด้วยกันได้ดีรวดเร็วตรงกับสิ่งที่ทุกคนคิด ทุกอย่างเป็นไปโดยธรรมชาติแห่งความดีงามที่ส่งต่อถึงกัน ซึ่งเราจะรู้กันว่าเราควรจะทำอะไรในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้”

70 ปีกับ 4,685 โครงการ

ไม่มีอะไรจะอธิบายถึงคำว่า “หยาดเหงื่อพระราชา” ให้เป็นรูปธรรมได้ดีกว่า 4,685 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ได้ทรงมอบไว้ให้กับพวกเรา สะท้อนให้เห็นถึงการทรงงานอย่างหนัก เพื่อหวังให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นในทุกๆ ด้านไม่เคยมีวันหยุดพัก หยาดเหงื่อทุกหยดของพระองค์ท่านที่ไหลลงสู่พื้นแผ่นดินไทยทุกตารางนิ้ว มานานกว่า 70 ปีนี้ จึงเป็นดั่งน้ำทิพย์ที่หล่อเลี้ยงให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้ามาได้จนถึงปัจจุบัน แต่ยากนักที่จะใส่โครงการทั้งหมดไว้ในที่แห่งเดียว

สวนแห่งความจงรักภักดี จึงได้สอดแทรกศาสตร์พระราชา ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าร่วมงานรู้สึกถึงความรัก ความอบอุ่น ที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรไว้ด้วย โดยย้อนรำลึกให้เห็นว่า พระองค์ทรงอยู่รอบตัวเรามาโดยตลอด อยู่ในดิน ในน้ำ ในนา ในข้าว และในใจคนไทยทุกคน เพียงเดินเข้ามาในบริเวณงาน ก็จะสามารถสัมผัสถึงความรักของพระองค์ได้จากทุกมุมของสวนแห่งความภักดีนี้

การจัดงานจะถูกแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ โดยโซนแรกที่สะท้อนถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อชาวนาไทย ก็คือการจัดสวนด้วยนาข้าว…ขณะออกรวงสีเหลืองทอง เพื่อระลึกถึงพระบิดาแห่งข้าวไทย ผู้เปลี่ยนวังให้กลายเป็นแปลงนาสาธิต โรงเลี้ยงโคนม และโรงสีข้าว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งว่างเว้นไปหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองในช่วงปี 2479-2502 เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ชาวนา

จากบันทึกของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้เล่าถึงในหลวงกับข้าวไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีวิถีชีวิตของพระองค์ที่เรียบง่ายที่สุด “ผมเคยถามพระองค์ว่าทรงโปรดเสวยอะไร พระองค์ท่านบอกคำเดียวว่า ข้าว”

ต่อเนื่องจากการปลูกข้าว ก็คือการปลูกไร่ปอเทือง (เกษตรทฤษฎีใหม่ เรื่องการปรับปรุงดิน) จากแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทรงแนะนำให้แก่เกษตรกรทำปุ๋ยหมักและปุ๋ยพืชสดใช้เอง เพื่อนำมาใช้แก้ความเป็นกรดให้แก่ดินของเกษตรกร ทดแทนการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนที่มีราคาแพงได้

ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพในการแนะนำด้านการเกษตร ด้วยการแนะนำให้ปลูกปอเทือง ที่มีแร่ธาตุสารอาหารที่เหมาะแก่การบำรุงดิน หว่านปอเทือง 1 ครั้ง เท่ากับการปรับปรุงโครงสร้างดินได้ถึง 15 ปี เลยทีเดียว และที่สำคัญปอเทือง ออกดอกสีเหลืองสวยงามเต็มท้องทุ่ง สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้และภายในโครงการ “หยาดเหงื่อพระราชา” เราจะได้เห็นไร่ปอเทืองขนาดใหญ่ที่สุดใจกลางเมือง

ตามด้วยพื้นที่จัดแสดง “สวนศาสตร์พระราชา” ซึ่งเราจะได้จำลองผลงานจริงให้ปรากฏเป็นรูปธรรม ในเรื่องราวที่เราคุ้นเคยกันดีอย่างการจัดสวนด้วยต้นข้าวที่กำลังออกรวง เรื่องราวของบ่อปลานิลแห่งแรกของประเทศไทยก่อนจะมาเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญของคนไทย

การจำลองฝายแม้ว และหญ้าแฝก โครงการตามแนวพระราชดำริ เกี่ยวกับวิศวกรรมแบบพื้นบ้าน ฝายแม้วเป็นฝายชะลอน้ำกึ่งถาวรประเภทหนึ่ง โดยใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น กิ่งไม้ ก้อนหิน เพื่อกั้นชะลอน้ำในลำธาร เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้เกิดความชุ่มชื้นมากพอที่ จะพัฒนาการเป็นป่าสมบูรณ์ขึ้นได้ จนเป็นตัวอย่างให้กับ โครงการอื่นๆ ในเวลาต่อมา

ที่จะพลาดไม่ได้เลยก็คือพื้นที่จัดแสดง สมบัติพระราชาทั้ง 12 ชิ้น ซึ่งก็คือสมบัติที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสในโอกาสต่างๆ เพื่อสอนให้ประชาชนของพระองค์ใช้ชีวิตด้วยความพอเพียง ประหยัด และใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้คนไทยรู้จักที่จะดำเนินชีวิตในสังคม ด้วยความสามารถที่จะอุ้มชูตัวเองได้ โดยที่ตัวเองและคนอื่นนั้นไม่เดือดร้อน

อีกทั้งต้องดูแลตัวเองและครอบครัวให้มีความพอมี พอกิน พอใช้ ไม่หวังที่จะร่ำรวยแต่เพียงอย่างเดียว หากทำได้จะเกิดความสุขถ้วนทั่วกัน นั่นก็เพราะพระองค์เองก็ทรงเป็นต้นแบบของความเรียบง่าย ความประหยัด และความพอเพียงมาโดยตลอด ดังที่เราชาวไทยเคยได้ยิน ได้ฟัง เรื่องราวของท่านมาหลายครั้งหลายครา

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

หนึ่งดอกแทนหนึ่งใจ

รัณนภันต์ ยิ่งยืนพูนชัย หรือ แพท ศิลปินวงเคลียร์ เล่าถึงไฮไลต์ของสวนหยาดเหงื่อพระราชาว่า ส่วนตัวแล้วทำงานให้กับมูลนิธิพงษ์ศักดิ์ วิทยากร มานานแล้ว และแพทเองก็ทำงานเป็นสถาปนิกด้วย ก็มีส่วนช่วยในการออกแบบสวนแห่งนี้ แต่งานหลักๆ ก็คือ ประสานงานในส่วนต่างๆ ให้งานออกมาในทิศทางเดียวกัน ซึ่งแพทคิดว่างานนี้เป็นงานหนึ่งที่ทำเพื่อถวายพระองค์ท่าน ด้วยการช่วยกันจัดสวนประดับด้วยต้นดาวเรืองเต็มพื้นที่เป็นเลขเก้าไทย

“ถ้าเดินเข้ามาในงานก็จะเห็นว่าในสวนเลขเก้านั้นยังเหลือพื้นที่อีกมากที่รอให้ทุกคนนำดอกดาวเรืองเข้ามาร่วมกันปลูกและถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกร่วมกัน ซึ่งเราพยายามที่จะปลูกดอกดาวเรืองให้บานพร้อมๆ กันในช่วงสัปดาห์แห่งงานพระราชพิธี ให้เป็นดอกไม้แทนใจของพวกเราทุกคน”

ธเนศ เสริมว่า การมาที่สวนนี้ อยากให้ทุกคนเข้ามาเดินดูไปเรื่อยๆ ชวนลูกๆ หลานๆ มาเดินเล่นได้ สำหรับเด็กๆ เราอาจจะยังไม่ต้องใส่ข้อมูลอะไรให้พวกเขามากนัก ให้เขาได้วิ่งเล่นได้เดินดูรอให้เขาเกิดคำถามในใจขึ้นมาเองว่าสิ่งที่เห็นในสวนนี้คืออะไร แล้วเราค่อยเล่าไปว่า คืออะไรแล้วใครเป็นคนคิดคนทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา

“ไม่ใช่อยู่ๆ แล้วเดินเข้าไปแล้วก็รีบๆ ปลูกต้นดาวเรืองแล้วถ่ายรูปแล้วก็กลับ นั่นก็ดีอยู่ก็ได้ประโยชน์ แต่ผมคิดว่าจะได้ประโยชน์ ถ้าเกิดเราค่อยๆ ได้มองช่วงเวลาที่ผ่านมา ในสิ่งที่พระองค์ได้เคยทำให้พวกเรามาทั้งหมดอันนี้ก็เป็นแนวคิดและในระหว่างที่เดินทางจากนั้นยังมีปริศนาธรรมอยู่ในการจัดวางอีกมากมายค่อยๆ ดูไปจะเห็นอะไรหลายๆ อย่างอยู่ในนั้น

ในตอนนี้ความเป็นจริงอย่างอื่นก็คือพ่อได้จากพวกเราไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงด้านหนึ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา ไม่ได้ยินด้วยหู คือความจริงที่สำคัญว่าเมื่อไหร่ที่เราลงมือกระทำสิ่งที่ดีงามตามพระองค์ท่าน เมื่อนั้นเราจะกำลัง อยู่ข้างๆ ท่าน เพราะพระองค์ท่านคือสิ่งดีงามทั้งหมดทั้งปวง เมื่อไหร่ที่เรานึกถึงพระองค์ท่าน เมื่อไหร่ที่เราลงมือทำสิ่งที่ดี ท่านจะยังอยู่กับเราตลอดไป เกิดเป็นความสุขเล็กๆ ข้างในจิตใจของเราเอง”

 

อร่อยแบบไม่เมากับป็อกกี้รสไวน์แดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2560 เวลา 11:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519608

อร่อยแบบไม่เมากับป็อกกี้รสไวน์แดง

กูลิโกะออกขนมป็อกกี้รสไวน์แดง เตรียมวางจำหน่ายที่ญี่ปุ่นในวันที่ 24 ตุลาคม

กูลิโกะเป็นบริษัทผู้ผลิตขนมตัวท็อป โดยมีขนมยอดฮิตอย่าง ป็อกกี้ เป็นขนมยอดนิยมที่ขายดิบขายดีทั้งในประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย นอกจากจะเป็นขนมหวานที่ถูกใจของเด็กๆ แล้ว กูลิโกะยังออกขนมที่เอาใจผู้ใหญ่ด้วย อย่าง Amber Pocky ป็อกกี้รสวิสกี้ที่ถูกทำออกจำหน่ายช่วงปีที่แล้ว และในปีนี้กูลิโกะก็ขอเอาใจผู้ใหญ่อีกครั้งด้วย Pocky Goddess Ruby ที่จะพาทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์อันเพลิดเพลินเช่นเดียวกับการจิบไวน์แดง

ถึงแม้ว่า Pocky Goddess Ruby จะเป็นป็อกกี้รสไวน์แดง แต่แท้จริงแล้วไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เลยแม้แต่นิดเดียว แต่กลับใช้เชดดาร์ชีส พริกไทยดำ และกานพลู พร้อมเคลือบช็อกโกแลตรสขม ที่ผสานเข้ากับเบอร์รีสามชนิด ให้รสที่เผ็ด หวาน และขมในเวลาเดียวกัน ที่สะท้อนถึงความซับซ้อนในรสชาติของไวน์แดงชั้นดี

ขนมป็อกกี้รสไวน์แดงเตรียมออกวางจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 24 ตุลาคมนี้ หรือสั่งออนไลน์ผ่านทาง Amazon Japan ในราคา 998 เยน หรือประมาณ 300 บาท สำหรับป็อกกี้หนึ่งกล่อง บรรจุขนม 6 ซอง รวมไปถึงป็อกกี้รสวิสกี้ ก็จะถูกนำกลับมาจำหน่ายด้วยในวันเดียวกัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ที่มา: rocketnews24

 

ขับรถยังไงดี เมื่อต้องผ่านที่น้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2560 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519597

ขับรถยังไงดี เมื่อต้องผ่านที่น้ำท่วม

แนะนำการขับขี่อย่างปลอดภัยในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญพายุฝนฟ้าคะนองอย่างต่อเนื่อง

ช่วงนี้ชาวกรุงยังต้องเผชิญกับพายุฝนฟ้าคะนองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคนใช้รถใช้ถนน ซึ่งบางครั้งจำเป็นต้องขับขี่ไปในเส้นทางที่มีฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขัง ด้วยเหตุนี้ นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้แนะนำข้อควรปฏิบัติในการขับรถผ่านเส้นทางน้ำท่วม เพื่อลดความเสี่ยงต่ออันตรายและลดโอกาสเครื่องยนต์ชำรุดเสียหาย ดังนี้

1. ประเมินสภาพเส้นทางจากสิ่งแวดล้อม อาทิ เสาไฟฟ้า ต้นไม้ ถังขยะ เพื่อคาดการณ์ความสูงของระดับน้ำ และผู้ขับขี่ควรปิดเครื่องปรับอากาศ มิฉะนั้น พัดลมอาจจะพัดน้ำเข้าไปในห้องเครื่องทำให้เครื่องยนต์ดับ รวมถึงอาจพัดเศษวัสดุเข้าไปติดในมอเตอร์พัดลมได้อีกด้วย

2. ใช้ความเร็วต่ำ โดยรักษาความเร็วให้อยู่ในระดับเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ รอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 รอบต่อนาที เพื่อป้องกันคลื่นน้ำที่อาจกระเด็นบดบังทัศนวิสัยในการมองเห็น และกระแสน้ำอาจพัดเข้าห้องเครื่องทำให้เครื่องยนต์ดับ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. ลดการใช้เบรก โดยใช้แรงเฉื่อยของเครื่องยนต์ในการหยุดหรือชะลอความเร็วรถ ที่สำคัญควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุกรณีรถคันหน้าขัดข้องหรือหยุดกะทันหัน

4. หลังขับรถผ่านเส้นทางน้ำท่วม ควรตรวจสอบระบบเบรกและคลัตช์ โดยเหยียบย้ำเบรกและคันเร่งสลับกันอย่างช้าๆ โดยทำซ้ำๆ เพื่อไล่น้ำออกจากผ้าเบรกจะช่วยให้ระบบเบรกใช้งานได้ตามปกติ นอกจากนี้ ไม่ควรดับเครื่องยนต์ในทันที โดยให้สตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที พร้อมเปิดเครื่องปรับอากาศจะช่วยให้เครื่องยนต์แห้งเร็วขึ้น

ขณะเดียวกันหลังผ่านบริเวณน้ำท่วมไปแล้ว ผู้ขับขี่ควรสังเกตและตรวจสอบเครื่องยนต์หากรถมีอาการผิดปกติ เช่น เครื่องยนต์สั่น เดินไม่เรียบ มีเสียงดัง เร่งเครื่องไม่ขึ้น น้ำมันเกียร์มีสีคล้ายสีชาเย็น เป็นต้น ควรนำรถไปให้ช่างผู้ชำนาญตรวจสอบสภาพก่อนนำรถไปใช้งานเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา: M2F

 

เปิดประสบการณ์นั่งรถแข่งมาริโอ้คาร์ทแบบในวิดีโอเกม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2560 เวลา 17:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519461

เปิดประสบการณ์นั่งรถแข่งมาริโอ้คาร์ทแบบในวิดีโอเกม

บริษัทหนึ่งในโตเกียวเปิดบริการรถรับส่ง โดยใช้คาแรคเตอร์ตัวละครจากวิดีโอเกม

ผู้ที่เคยเล่นวิดีโอเกม Mario Kart จาก Nintendo น่าจะคิดฝันว่าอยากสัมผัสประสบการณ์แบบในเกมดูบ้างสักครั้ง งานนี้ MariCAR Shinagawa บริษัทขนส่งแห่งหนึ่งในโตเกียวจึงได้ขอเปิดประสบการณ์นั้นด้วยการให้บริการรถรับส่ง โดยใช้คาแรคเตอร์ตัวละครและรถตามรูปแบบเดียวกับในวีดีโอเกม

น่าเสียดายที่ธุรกิจนี้อาจไม่ได้ทำอยู่นานนัก เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของลิขสิทธิ์กับทาง Nintendo เพราะทางบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์เองนั้นก็มีแผนงานที่จะนำ Mario Kart มาอยู่ในโลกแห่งความจริง ในสวนสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตเช่นเดียวกัน

แต่ดูเหมือนว่าทางบริษัท MariCAR Shinagawa ก็ยังคงทำธุรกิจอยู่ แต่เปลี่ยนมาเน้นที่การขับขี่รถโกคาร์ทรอบเมืองด้วยคอสตูมสนุกๆ แทนการแข่งรถแข่งบนท้องถนน การโยนกล้วยหรือขยะอื่นๆ ลงบนถนน หรือการขว้างปากระดองเต่าสีแดงใส่กันเอง เพื่อไม่ให้ไปละเมิดลิขสิทธิ์แบบในวิดีโอเกม Mario Kart

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ที่มา: rocketnews24

 

ดูแลผู้สูงอายุห่างจากโรคซึมเศร้าไม่ล้มไม่ลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2560 เวลา 16:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519446

ดูแลผู้สูงอายุห่างจากโรคซึมเศร้าไม่ล้มไม่ลืม

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า ที่มักพบบ่อยในสังคมผู้สูงอายุ

การที่หลายคนต้องประสบกับภาวะซึมเศร้า โดยเฉพาะในช่วงวัยสูงอายุนับว่าเป็นเรื่องที่หนักใจของใครหลายคน ทั้งญาติ ผู้ใกล้ชิด และตัวผู้สูงอายุเอง ดังนั้นการเรียนรู้และทำความเข้าใจกับภาวะซึมเศร้านี้ก็จะช่วยให้สามารถเตรียมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น

พญ.กานติ์ชนิต ผลประไพ จิตแพทย์ประจำ Mind Center รพ.พระรามเก้า บอกว่า สังคมไทยในปัจจุบันนับว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น เนื่องจากจำนวนประชากรการเกิดมีจำนวนลดลง และเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์มีการพัฒนาที่มากขึ้น ทำให้สังคมผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วย

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่า ร้อยละ 95 ของผู้สูงอายุมีความเจ็บป่วยด้วยโรคและปัญหาสุขภาพ และมีเพียงร้อยละ 5 ที่มีสุขภาพแข็งแรง โดยผู้สูงอายุ 1 ใน 2 คน อ้วนและเป็นโรคอ้วน และมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์เพียงร้อยละ 46 นอกจากนี้ รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 ปี 2557 โดยสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พบว่า มีผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป มีภาวะสมองเสื่อม ร้อยละ 8.1

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ภาวะการซึมเศร้า เป็นภาวะของการเจ็บป่วยทางจิตใจชนิดหนึ่ง ซึ่งจะทำให้รู้สึกไม่มีความสุข ซึมเศร้า จิตใจหม่นหมอง ถ้ารุนแรงมากอาจมีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง และมักเริ่มพบได้บ่อยในสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ทางที่ดีควรเน้นให้ผู้สูงอายุหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อร่างกายที่แข็งแรง ไม่หกล้ม โดยให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย รวมถึงฝึกทักษะทางสมอง ส่งเสริมสุขภาพจิต และอารมณ์ หรือการเข้าร่วมกิจกรรมในชมรมผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุ รณรงค์และส่งเสริมพฤติกรรมการไม่สูบบุหรี่

นอกจากนั้น ควรให้ผู้สูงอายุนอนหลับอย่างเพียงพอ กินอาหารตามหลักโภชนาการครบทั้ง 5 หมู่ ลดหวาน มัน เค็ม เน้นผัก ผลไม้ เลือกอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง เช่น ปลาทะเล เนื่องจากมีกรดโอเมก้า 3 สูง ช่วยบำรุงประสาท สายตา และสมอง ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพร่างกายที่ดี ลดอาการหลงลืม

ที่มา: M2F

 

10 วิธีการทานอาหารที่ช่วยลดอาการปวดหัวได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2560 เวลา 13:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519422

10 วิธีการทานอาหารที่ช่วยลดอาการปวดหัวได้

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทานอาหารเล็กๆ น้อยๆ บางครั้งก็สามารถช่วยลดอาการปวดหัวได้

หากคุณเป็นคนที่มีอาการปวดหัวอย่างต่อเนื่อง ลองมองหาเทียนหอมหรือน้ำมันหอมระเหยมาช่วยให้เพิ่มความผ่อนคลาย แต่ถ้าหากยังไม่ดีขึ้น อาจจะลองเปลี่ยนแปลงวิธีการทานอาหารเล็กๆ น้อยๆ ดู เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คุณกิน เป็นวิธีธรรมชาติที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้เช่นเดียวกัน

1. ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เราต่างรู้กันดีว่าอาการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักจนเมาค้างนั้น เป็นต้นเหตุของอาการปวดหัวอย่างหนักหน่วงหลักตื่นนอน นอกจากนั้นซัลไฟต์ที่พบในไวน์แดง เบียร์ วิสกี้ และแชมเปญ มักเกี่ยวข้องกับอาการปวดหัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งไมเกรนอีกด้วย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

2. เพิ่มปริมาณแมกนีเซียม

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients บอกไว้ว่า ระดับของแมกนีเซียมมีความเกี่ยวข้องกับอาการไมเกรน ควรทานอาหารจำพวกเมล็ดฟักทอง ปลา โยเกิร์ตไขมันต่ำ ถั่วดำ และอะโวคาโด เพื่อเพิ่มปริมาณแมกนีเซียมในร่างกาย หรือทานอาหารเสริมเพิ่มแทน

3. ลดชีสและเนื้อสัตว์แปรรูป

Tyramine เป็นกรดอะมิโนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ พบในอาหารหลายชนิด โดยทั่วไปมักพบในอาหารที่มีอายุมาก เช่น ชีส เนื้อสัตว์แปรรูป หากคุณเป็นคนที่ปวดหัวบ่อยอยู่แล้ว การทานอาหารที่มี Tyramine อาจทำให้แย่ลงกว่าเดิม

4. ทานปลาให้มากขึ้น

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Adolescent Health พบว่า การทานน้ำมันปลาหรือน้ำมันมะกอก ช่วยลดความถี่ ระยะเวลา และความรุนแรงของอาการปวดหัวในวัยรุ่นได้ ดังนั้นการเพิ่มไขมันดีหรือน้ำมันมะกอกในอาหารของคุณ อาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดหัวได้ นอกจากนั้น ปลาทู ปลาแซลมอน และปลาซาร์ดีน ก็อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งสามารถช่วยลดการอักเสบได้

5. ทานผักผลไม้ที่มีน้ำเยอะ

ผักและผลไม้บางชนิด เช่น แตงโม แตงกวา ผักชีฝรั่ง เต็มไปด้วยน้ำ การทานอาหารเหล่านี้อาจช่วยให้ร่างกายไม่ไฮเดรต และเนื่องจากการขาดน้ำเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยๆ ของอาการปวดหัว การทานผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยน้ำ อาจป้องกันไม่ให้ปวดหัวได้

6. ดื่มน้ำเยอะๆ

การที่ระดับน้ำในร่างกายต่ำมากๆ ส่งผลให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ และอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวตามมา ดังนั้นการดื่มน้ำให้เยอะขึ้น อาจช่วยลดอาการปวดหัวลงได้

7. ทานขิง

ขิงมีความสามารถในการปิดกั้น prostaglandins ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่เชื่อมโยงกับการอักเสบ เพื่อหลีกเลี่ยงการบวมของสมองของคุณ นอกจากนี้ขิงยังมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นระหว่างปวดศีรษะหรือไมเกรนได้อีกด้วย

8. อย่าอดอาหาร

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวไว้ว่า การอดอาหารทำให้น้ำตาลในเลือดลดลง ซึ่งจะทำให้ร่างกายของคุณปลดปล่อยฮอร์โมนที่ชดเชยระดับกลูโคสที่ลดลง สิ่งนี้ส่งผลให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น และการลดลงของหลอดเลือดแดงทำให้เกิดอาการปวดหัวตามมา

9. ลดโซเดียม

อาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น เนื้อสัตว์ดอง ผักดอง มันฝรั่งทอด ถั่วเค็ม อาจทำให้เกิดอาการปวดหัว เนื่องจากก่อให้เกิดกระบวนการตอบสนองที่คล้ายคลึงกับการคายน้ำในร่างกาย ซึ่งอาจนำไปสู่อาการปวดหัวได้ ดังนั้นจึงควรควบคุมโซเดียม รวมไปถึงลดการปรุงรสเค็มจัดเวลาทำอาหาร

10. ควบคุมปริมาณคาเฟอีน

สำหรับผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเป็นประจำทุกวัน แล้วอยู่ๆ ก็ลดปริมาณลงแบบหักโหมเกินไป อาจทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ รวมไปถึงผู้ที่ได้รับคาเฟอีนมากกว่า 400 มัลลิกรัมต่อวัน หรือกาแฟประมาณ 4 แก้ว ก็อาจทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ด้วยเช่นกัน

ที่มา: bustle

 

แกะไม้พิมพ์มือ ทำเงินบนผืนผ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2560 เวลา 11:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519397

แกะไม้พิมพ์มือ ทำเงินบนผืนผ้า

สองสาวชาวไทยจับมือกันทำกระเป๋าโดยนำศิลปะ fine art เข้ามาผสมผสาน

คู่ซี้สายอาร์ตจากคณะจิตรกรรม สาขาภาพพิมพ์ ม.ศิลปากร พรยมล สุทธัง (แพงคำ) และ ชญานิษฐ์ ม่วงไทย (ซีเฟีย) กอดคอกันสร้างสรรค์งานศิลปะให้เป็นสินค้าทำเงินมาตั้งแต่สมัยเรียน ทั้งสองคนนอกจะเป็นศิลปินแล้วยังมีหัวทางค้าขาย มีการพลิกแพลงดึงดูดความสนใจ โดยการขายไอศกรีมในงานแฟร์ของคณะ และให้คนซื้อไอศกรีมจับสลากได้งานพิมพ์กลับไป เป็นกลยุทธ์การขายที่ทำให้คนซื้อง่าย และงานศิลปะก็ได้โชว์กระจายออกไปได้เร็ว

พอช่วงที่เรียนปริญญาโท ได้เริ่มลองทำงานผ้าพิมพ์ลงบนผ้าและเย็บเป็นกระเป๋าทำขายเล่นๆ ทำเพียงแค่ 6 ใบ และวางขายที่หอศิลป์ BACC พอหมดก็ทำเพิ่มอีก 10 ใบ เริ่มรู้สึกว่าสินค้าได้รับความสนใจ ตอนนั้นอยากทำแบรนด์โดยที่ไม่ได้คิดถึงรายได้ จึงเริ่มทำแบรนด์และผลิตงานออกมาเรื่อยๆ ในชื่อ “print now”

กระเป๋าของ print now โดดเด่นที่นำเอางานศิลปะ fine art มาผสมกับของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างกระเป๋าและเสื้อ ใช้เทคนิคในการพิมพ์มือ เริ่มตั้งแต่แกะลายไม้ ซึ่งแพงคำถือเป็นมือแกะที่มีความชำนาญมาก เธอหลงใหลเสน่ห์ของลายไม้หยาบๆ ที่พิมพ์ลงไปบนผ้า ทำให้ลายที่ได้ออกมานั้นโดดเด่นด้วยตัวของมันเอง เมื่อสำเร็จออกมาเป็นสินค้าที่วางขาย ใช้ระยะเวลาการแกะไม้และบล็อกพิมพ์แต่ละลายเป็นอาทิตย์ และบล็อกแต่ละอันก็มีอายุการใช้งานของมัน ถ้าพังเราก็จะไม่กลับมาทำลายเก่าๆ อีก เพราะหมดแล้วหมดเลยตามจำนวนอายุการใช้งานของบล็อกไม้ที่เราแกะ ถือว่าลายที่ได้แต่ละลายนั้นเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่น

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“เรามองปัญหาเป็นเรื่องสนุก เหมือนที่เราไปคุยกับรุ่นพี่ที่ทำ fine art มาด้วยกันว่าเราทำกระเป๋าขายในราคาหลักร้อยนะ เขาก็ขำกัน เพราะว่ากว่าจะแกะไม้ได้ลายแต่ละอันมันใช้เวลา ถ้าพิมพ์ใส่กระดาษแล้วใส่กรอบจัดแสดงงานจะขายได้แพงกว่านี้ เอามาพิมพ์ใส่ผ้าทำไม เหมือนของแถม แต่เราก็คิดไม่เหมือนกัน เราคิดว่าถ้าคนซื้อกระเป๋าเราร้อยคน เท่ากับเราแสดงงาน fine art ของเราได้เต็มหอศิลป์เลยนะ” คำแพง กล่าว

ส่วนซีเฟียทิ้งท้ายว่า “ไม่มีคนทำงานวู้ดคัทพิมพ์ขายบนกระเป๋าแบบเราจริงจัง เพราะมันเหนื่อย ขั้นตอนเทคนิคเยอะ ซึ่งตอนนี้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาก ใส่ลายเข้าเครื่องก็สามารถพรินต์ออกมาได้เลย แต่สิ่งที่เราทำมันสวนทางกับยุคสมัย เรากลับมาทำงานแฮนด์เมด แกะลาย พิมพ์มือ ถือว่าเราก้าวช้า ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นคงไม่มีใครอยากจะก้าวช้าแบบนี้ ทุกคนก็อยากเร็ว แต่เราก็พอใจในงานของเรา เราอยากให้คนเห็นคุณค่าของงานแบบเรา”

ใครมองหากระเป๋าลายเท่ๆ ที่มีเทคนิคภาพพิมพ์ที่โดดเด่น หาซื้อได้ที่ร้านหนังสือ Booksmith หรือที่หอศิลป์ BACC shop หรือชมสินค้าได้ที่ FB/IG: printnoww โทร. 08-4922-5110

ที่มา: M2F

 

บทบาทและแง่คิด จาก ‘ผู้หญิงผู้นำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519374

บทบาทและแง่คิด จาก ‘ผู้หญิงผู้นำ’

ในยุคนี้บทบาทของความเป็นผู้หญิงที่มีความเป็นผู้นำ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากทั่วทุกมุมโลก “สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย” (ทีเอ็มเอ) จึงจัดเวทีสัมมนา Women’s Leadership Forum 2017-Thailand ขึ้น พร้อมทั้งเชิญผู้หญิงผู้นำที่ประสบความสำเร็จจากสาขาอาชีพต่างๆ มาเผยมุมมองแนวคิดจากประสบการณ์การทำงานและการดำเนินชีวิต ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจแนวคิดของผู้หญิงผู้นำ กระตุ้นให้ผู้หญิงทุกคนได้ตระหนักถึงศักยภาพของตัวเองในการก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปสู่ความสำเร็จได้ ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทหน้าที่ใด

บุษยา มาทแล็ง ปลัดหญิงคนแรกของกระทรวงการต่างประเทศ กับความมุ่งมั่นในการรับราชการและการเป็นนักการทูตหญิง“ดิฉันรับราชการมาตลอดชีวิต ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เพราะเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้เป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศที่ก่อตั้งมา 141 ปี ที่จริงองค์กรไม่ได้มีการแบ่งแยกผู้ชายผู้หญิง ข้าราชการทุกคนได้รับโอกาสเท่ากัน ขึ้นอยู่กับการวางตัวที่เหมาะสม มีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือ การทำงานรับใช้ประเทศชาติและประชาชน ต้องมีความกระตือรือร้นและความมุ่งมั่น (Passion & Commitment) ในการทำงาน ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องเกิดจากการปลูกฝังและกล่อมเกลาจิตใจมาตั้งแต่เด็ก

จำได้ว่าดิฉันเข้ารับตำแหน่งในวัย 27 ปี ถือว่าอายุยังน้อย ประสบการณ์การทำงานยังมีไม่มากนัก โชคดีว่าได้พบบุคคลต้นแบบที่มีความรู้ความสามารถ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน ทำให้ได้เรียนรู้ว่า การให้คุณค่าและความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองและคนอื่นทำเป็นเรื่องสำคัญ แล้วทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ งานใดๆ ก็มีคุณค่า ไม่ว่างานเล็กหรืองานใหญ่ ขึ้นอยู่กับเราว่าจะหาคุณค่าของงานได้หรือไม่ และต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ที่สำคัญต้องสำรวจและทบทวนตัวเองเป็นระยะๆ ก็จะช่วยพัฒนาตัวเองไปสู่ความสำเร็จได้”

บุษยา บอกว่า การทำงานทุกงานต้องรู้จักตัวเอง รู้จักผู้อื่น รู้ความต้องการของตัวเองและผู้อื่น ซึ่งการกระทำที่เกิดจากความต้องการภายในจะก่อเกิดความยั่งยืนให้เรามากที่สุด หากมีการทำผิดพลาดเกิดขึ้น นั่นแสดงว่าเราทำงาน แต่เราจะต้องเรียนรู้ข้อผิดพลาดนั้นๆ และนำมาแก้ไขปรับปรุงการทำงานในครั้งต่อไปด้วย

“การรับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะสังกัดหน่วยงานใด ประเทศใด ทุกครั้งที่เกิดการย้ายหรือเปลี่ยนงาน ดิฉันจะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความรักและภูมิใจกับงานของตัวเอง เพื่อเป็นพลังนำไปสู่ความมุ่งมั่นและตั้งใจในการทำงาน ทุกองค์กรมีจุดดีขององค์กรนั้นๆ ดังนั้นเราควรมีความรับผิดชอบและตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด

สิ่งสำคัญคือ Passion ต้องมาคู่กับความดี อาจมีบางช่วงเวลาที่การทำงานไม่ราบรื่นบ้าง ไม่สมหวังบ้าง แต่ถ้าเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งดีก็จงทำต่อไป และแพสชั่นต้องมาคู่กับหลักการ จะคิดวางแผนทำสิ่งใด ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน มีหลักการและเหตุผลรองรับ และดำเนินตามขั้นตอนที่วางไว้ให้ดีที่สุด และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป แล้วคุณจะเป็นผู้หญิงผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้”

ด้าน กัปตันสุวพิชญ์ ว่องวิริยะวาณิช นักบินหญิงแห่งสายการบินไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ เล่าว่า ตั้งแต่เด็กเธอมีความชอบในเรื่องเครื่องบินและใฝ่ฝันอยากจะบินไปทั่วโลก สิ่งนี้จึงเป็นแรงผลักดันให้เธอมองไปที่การเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเป็นอันดับแรก แต่พอได้ทำจริงๆ เธอกลับค้นพบว่าตัวเองไม่ได้ชอบลักษณะงานต้อนรับ โชคดีว่าในขณะนั้นสายการบินแอร์เอเชียได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ โดยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงสามารถเป็นนักบินได้ เธอจึงรีบไปสมัครสอบ แล้วปรากฏว่าสอบได้ เธอจึงเลือกเส้นทางการเป็นนักบินแบบไม่ต้องสงสัย นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เธอก็ขับเครื่องบินมาเกือบ 8 ปีแล้ว

“ขณะที่ใครหลายคนต่างมองว่า การขับเครื่องบินเป็นเรื่องยากสำหรับผู้หญิง เพราะมีเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากมาย แต่ดิฉันกลับมองว่าเทคโนโลยีถูกพัฒนามาให้ชีวิตเราง่ายขึ้น เป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัว เทคโนโลยีจึงไปพร้อมกับชีวิตได้ โดยใช้การเรียนรู้เยอะๆ หากใช้ทุกวันก็จะเกิดความเคยชิน ความยากของการเป็นนักบินไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี เครื่องบินไม่ได้ขับยากอย่างที่คิด เพราะเครื่องถูกสร้างให้คนที่มีไอคิวปกติทุกคนสามารถขับได้ แต่สิ่งที่ท้าทายที่สุดของอาชีพนี้ก็คือ การตัดสินใจเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน ว่าคุณจะควบคุมอารมณ์ได้ดีแค่ไหน แล้วจะทำยังไงต่อไป มีเรื่องให้คิดตลอด มิใช่แค่เรื่องสภาพอากาศเลวร้าย แต่อาจจะมีผู้โดยสารป่วยหนัก เป็นต้น

ดังนั้นเราจะต้องคิด มีปัจจัยที่ต้องคิด และต้องตัดสินใจให้ดีที่สุด ต้องมีข้อมูลที่ดีที่สุด ดิฉันเคยต้องตัดสินใจว่าจะนำเครื่องไปต่อหรือไม่ เพราะมีผู้โดยสารคนหนึ่งกินยาแก้เมาก่อนบิน แล้วเกิดอาการแพ้ โชคดีเครื่องเพิ่งออก ยังไม่ขึ้นฟ้า จึงต้องนำเครื่องกลับมายังหลุมจอด ซึ่งต้องมีค่าหลุมจอดอีกนะ แต่ผู้โดยสารคนนั้นไม่ยอมพบแพทย์เพราะกลัวต้องเสียค่าใช้จ่าย เราก็ต้องคิดขั้นต่อไปว่า เอ๊ะ! เขาแกล้งป่วยหรือไม่ เป็นเพราะก่อเหตุไม่ปลอดภัยใดๆ ไว้หรือไม่ เราก็ต้องส่งกระเป๋าและคน 370 คนลงไปสแกนใหม่ทั้งหมด เสียเวลาอีกหลายชั่วโมง แต่ถ้าเสี่ยงบินต่อไปโดยไม่สแกน ก็จะต้องเสี่ยงกับชีวิตผู้โดยสารอีก 370 คน ดิฉันคิดว่าคนจะเป็นผู้นำ สามารถเป็นได้ทุกคน ถ้าสถานการณ์มันบีบบังคับ ต้องบอกว่างานทุกอย่างมีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี มีทั้งสิ่งที่เราชอบและไม่ชอบ มีทั้งเรื่องกดดันและไม่กดดัน”

สุวพิชญ์ เสริมว่า เธอได้ต้นแบบความเข้มแข็งมาจากคุณแม่ เพราะหลังจากคุณพ่อที่เพิ่งอายุ 37 ปีจากไป คุณแม่ในวัย 30 กว่าๆ ได้เลี้ยงลูก 2 คน ตามลำพัง คุณแม่ทำงานทุกอย่าง ถึงไม่ประสบความสำเร็จทั้งหมด แต่ปัจจุบันลูกคนหนึ่งเป็นนักบิน อีกคนจบปริญญาเอก นี่ถือว่าชีวิตคุณแม่ประสบความสำเร็จแล้ว สามารถสร้างความภูมิใจให้กับท่านเป็นอย่างมาก

“ปัญหาอย่างหนึ่งของนักบิน รวมถึงพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินก็คือเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะนักบินต้องใช้สมองและความคิดอยู่ตลอดเวลา และมีภาระหนักในการนำพาผู้โดยสารไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ทำให้ดิฉันต้องใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเองอยู่เสมอ ต้องพักผ่อนให้เพียงพอในวันที่ว่างเว้นจากการทำงาน เพราะดิฉันเชื่อว่า ถ้าเรามีสุขภาพที่ดี มีสมองที่แจ่มใส ไม่ว่างานใดๆ ผู้หญิงอย่างเราก็สามารถลุยได้อย่างเต็มที่ค่ะ”

ปิดท้ายที่ ธีรนัยน์ ณ หนองคาย ผู้หญิงสวยเก่งที่ประสบความสำเร็จในการทำงานที่ตัวเองรัก และยังเป็นเสาหลักในการดูแลครอบครัวอีกด้วย

“ที่จริงแล้วดิฉันไม่ได้มีความฝันในอาชีพที่ชัดเจนนัก แต่โดยนิสัยแล้วเวลาทำอะไรแล้วมักจะมีแผนสองสำรองไว้เสมอ ย้อนไปสมัยวัยเรียนดิฉันจะชอบเรียนหลากหลายสาขาวิชา เพื่อจะได้มีอาชีพเสริม ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง เล่นเปียโน หรือเต้นบัลเลต์ ส่งผลให้ปัจจุบันดิฉันเป็นครูที่สอนร้องเพลงและเล่นเปียโนคลอไปด้วยได้ เพราะที่บ้านเปิดเป็นโรงเรียนสอนดนตรี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวเป็นอย่างดี คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูมาแบบไม่เคยกะเกณฑ์ว่าต้องทำอาชีพนี้ ต้องเป็นแบบนี้ ท่านให้อิสระในการคิดและตัดสินใจเอง ไม่ได้มีความคาดหวังใดๆ ทั้งสิ้น ขอให้คิดดี และคิดไปข้างหน้าคือดีที่สุด

ในวันที่ดิฉันมีชีวิตครอบครัว เราก็อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ มีความอบอุ่น ญาติผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิด หากเราติดภารกิจก็สามารถฝากดูแลแทนกันได้ ขณะเดียวกันดิฉันจะสอนลูกอยู่เสมอ ว่าจะต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ช่วยเหลือตัวเอง บนพื้นฐานตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าใครจะจากใครไปเมื่อไหร่ และจะสอนให้ลูกคิดเพื่อการวางแผนที่ดีก่อนลงมือทำ โดยมองว่าการคิดก่อนลงมือทำเป็นสิ่งที่ดีกว่าการท่องจำ”

ปัจจุบัน ธีรนัยน์เป็นคุณแม่ลูกสอง มีลูกสาววัย 9 ขวบ กำลังจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น บ่อยครั้งที่เธอต้องรับมือกับอารมณ์ของลูก โดยมองเข้ามาที่ตัวเอง ตั้งสติ และใจเย็น แทนที่จะแสดงอารมณ์มากเกินไป เธอกลับสอนให้ลูกรู้จักคิดแบบมีเหตุมีผล แยกแยะรายละเอียดที่ซับซ้อนได้ รับฟังและรู้จักผ่อนปรน เพื่อให้เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทำให้ลูกมีโอกาสได้ “ฝึก” ใช้ความคิด และพูดออกมาว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร โดยไม่ทำลายสิ่งของ ไม่ทำร้ายตัวเอง รวมทั้งต้องไม่ทำร้ายผู้อื่น

“นอกจากบทบาทของคุณแม่แล้ว หลักการใช้ชีวิตประจำวันของดิฉันคือ จะไม่สร้างปัญหา ไม่ใจร้อน และไม่วู่วาม ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด โดยมีคุณแม่เป็นต้นแบบ ถ้ามีเหตุใดๆ เกิดขึ้นก็จะใช้สติในการไตร่ตรองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแบบเป็นเหตุเป็นผล และค่อยๆ หาแนวทางในการแก้ไข เพราะมองว่าทุกปัญหามีทางออก แล้วจะแนะนำลูกๆ ไปในแนวทางเดียวกัน โดยหาวิธีบริหารจัดการให้กระทบกระเทือนความรู้สึกคนอื่นให้น้อยที่สุด”

 

7 ทางเลือกในการจัดการกับมนุษย์เจ้าปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2560 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519389

7 ทางเลือกในการจัดการกับมนุษย์เจ้าปัญหา

ศิลปะในการจัดการกับมนุษย์เจ้าปัญหา โดยไม่คำนึงถึงอายุของเราหรือสถานภาพทางสังคมของเรา

มันจะมีมนุษย์เจ้าปัญหาบางพวกข้างนอกที่ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าคอยที่จะระรานและดูแคลนเรา บางครั้งพวกเขาทั้งหลายก็คือเพื่อนร่วมงานของเราที่ทำงาน บางครั้งพวกเขาทั้งหลายก็คือคนที่เป็นเพื่อนบ้านเรา บางครั้งพวกเขาทั้งหลายคือพวกเด็กๆ ที่เล่นที่สนามเด็กเล่น การจัดการกับมนุษย์เจ้าปัญหาและการเป็นผู้ชนะ เป็นเรื่องที่ดี และเรื่องที่ยากในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงขอทบทวนกลยุทธ์สั้นๆ กับทุกคนในวันนี้

1. การฝึกฝนในการแยกตัวคุณเองออกจากความคิดเห็นต่างๆ ที่เป็นอคติของผู้อื่น คุณอาจจะไม่สามารถที่จะควบคุมทุกสิ่งที่ผู้คนพูดและทำ แต่คุณสามารถที่จะตัดสินใจที่จะไม่ทำให้ตัวเองแย่ลงเพราะพวกเขา สิ่งที่ผู้คนได้กระทำกับคุณเป็นปัญหาของพวกเขา คุณจะตอบสนองอย่างไรนั่นเป็นเรื่องของคุณ สิ่งที่คุณจำเป็นที่จะต้องจดจำคือสิ่งต่างๆ ที่ผู้คนพูดและทำกับคุณ เราควรมีสัญชาตญาณและวิจารณญาณในการรับคำติชมหรือความคิด เพราะอย่างไรชีวิตก็เป็นของคุณ

2. จงปราถนาดีต่อพวกเขาและทำวันนี้ของคุณให้ดีที่สุด อย่าไปลดมาตรฐานต่างๆ ของตัวคุณลง แต่จงจดจำว่าการลบความคาดหวังในตัวคุณของผู้อื่นเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงความผิดหวังโดยพวกเขา จงตระหนักว่าไม่มีเหตุผลใดที่จะคาดหวังให้ผู้อื่นปฏิบัติกับคุณในหนทางเดียวกับที่คุณปฏิบัติให้กับพวกเขา ไม่ใช่ทุกคนจะมีความคิดจิตใจเดียวกับคุณ คุณสามารถที่จะยืนหยัดอย่างจริงใจและเมตตากับผู้คนที่คุณไม่เห็นด้วย จงเตือนตัวคุณเองไว้เสมอว่า คุณไม่รู้ว่าบางคนนั้นเคยผ่านอะไรในชีวิตมาบ้าง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. สร้างแบบจำลองพฤติกรรมที่คุณต้องการที่จะเห็น เมื่อบางคนยืนยันที่จะยัดเยียดความเป็นศัตรูของพวกเขาและสร้างเรื่องเหมือนละครให้กับตัวคุณ จงเป็นตัวอย่างของการดำรงอยู่อย่างบริสุทธิ์ จงละเลยความแปลกประหลาดของพวกเขาและเพ่งความสนใจไปที่ความเห็นใจ

4. ทำการควบคุมเชิงพวกกับบทสนทนาเชิงลบต่างๆ มันเป็นเรื่องโอเคที่จะเปลี่ยนเรื่อง คุยเกี่ยวกับบางสิ่งที่เป็นแง่บวก หรืออยู่ห่างจากบทสนทนาต่างๆ จากพวกที่น่าสงสาร เรื่องดราม่า ฯลฯ จงเต็มใจที่จะไม่เห็นด้วยกับมนุษย์เจ้าปัญหาและหยุดข้องเกี่ยวกับผลลัพธ์ต่างๆ

5. สร้างขอบเขตที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและมีขอบเขตอย่างมีเหตุผล การฝึกฝนเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักในความรู้สึกของคุณและความต้องการของคุณ จงบันทึกเวลาและสถานการณ์ต่างๆ เมื่อคุณรู้สึกไม่พอใจกับการเติมเต็มความต้องการของใครบางคน ค่อยๆ สร้างขอบเขตขึ้นทีละเล็กละน้อยโดยการพูดว่า “ไม่” ต่อการร้องขอต่างๆ ที่ไม่จำเป็นที่เป็นสาเหตุให้เกิดความรู้สึกไม่พอใจของตัวคุณ

6. ให้เวลาพิเศษสำหรับตัวคุณ ถ้าคุณถูกบังคับให้อาศัยหรือทำงานกับมนุษย์เจ้าปัญหา คุณต้องทำให้แน่ใจว่าคุณมีเวลาส่วนตัวเพียงพอในการผ่อนคลาย พักผ่อน และฟื้นคืนสู่สภาพปกติ

7. บอกให้พวกเขารู้ว่าคุณให้ความเคารพ แต่จะไม่สนใจพวกเขาอีกแล้ว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควรใช้ในท้ายที่สุด ถ้าคุณพยายามทำหน้าที่ของคุณดีที่สุดในการสื่อสารด้วยความเคารพกับมนุษย์เจ้าปัญหา หรือเพื่อที่จะถอยห่างอย่างนุ่มนวลจากพวกเขา แต่พวกเขายังยืนยันที่จะติดตามคุณอยู่รอบๆ ก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องพูดเสียงดังและบอกพวกเขาว่าคำพูดของพวกเขานั้นไม่มีความหมายกับคุณอีกต่อไป

ที่มา: M2F

 

ราชรถปืนใหญ่ พระเกียรติยศอย่างทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 14:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519047

ราชรถปืนใหญ่ พระเกียรติยศอย่างทหาร

โดย ส.สต

หนังสือเรื่องเสด็จสู่แดนสรวง ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ จัดรวบรวมและพิมพ์โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมิวเซียมสยาม รวบรวมบทความต่างๆ จำนวน 19 บท ที่แต่งและรวบรวมโดยอาจารย์และนักเขียนที่มีชื่อเสียงทั้งสิ้น เป็นหนังสือรวบรวมบทความที่มีคุณค่าในการศึกษาความเป็นไปของสังคมไทย เช่น เรื่องธรรมเนียมตะวันตกในพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์สยาม ที่เขียนโดยอาจารย์วสิน ทับวงษ์ นั้น เล่าเรื่องตั้งแต่สยามเปิดประเทศในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่รับความเปลี่ยนแปลงจากตะวันตกเข้ามา หนึ่งในนั้นคือธรรมเนียมในพระราชพิธีพระบรมศพจากตะวันตกเข้ามาประยุกต์และปรับใช้ ทั้งนี้เพื่อให้พระราชพิธีมีความทันสมัยและมีความศิวิไลซ์ภายใต้จารีตประเพณีของสยามแต่ดั้งเดิมด้วย

สยามอัศจรรย์วันนี้ขอถ่ายทอดบางส่วนบางตอนเกี่ยวกับเรื่องราชรถปืนใหญ่ พระเกียรติยศอย่างทหาร เพราะในพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โปรดฯ ให้ราชรถปืนใหญ่เป็นราชรถที่จะใช้อัญเชิญพระโกศพระบรมศพ

แนวคิดในการใช้ราชรถปืนใหญ่นี้เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2459 (ราชกิจจานุเบกษา 2459 : 703) แต่ใช้สำหรับพระบรมศพพระมหากษัตริย์พระองค์แรกคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงรับสั่งไว้ก่อนสวรรคตว่า ขอให้จัดแต่งรถปืนใหญ่เป็นรถพระบรมศพ เพราะข้าพเจ้าเป็นทหาร อยากใคร่เดินทางสุดท้ายนี้อย่างทหาร” (ยิ้ม ปัณฑยางกูร และคณะ 2528 : 258)

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตด้วยว่า ในงานพระบรมศพสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเมื่อ ค.ศ. 1901 (พ.ศ. 2444) หีบพระบรมศพของพระองค์ก็วางบนรถปืนใหญ่ (Gun Carriage) เช่นกัน ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า แนวคิดในการใช้ราชรถปืนใหญ่ของราชสำนักสยามนั้นได้รับต้นแบบมาจากแนวคิดของอังกฤษเช่นกัน

เมื่อสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสด็จทิวงคตที่ประเทศสิงคโปร์ ทางราชการอังกฤษได้ถวายเกียรติยศ โดยมีทหารราบอังกฤษตั้งแถวรายทางจากจวนผู้สำเร็จราชการไปจนถึงสถานีรถไฟ มีรถปืนใหญ่บรรจุหีบ พระศพ ซึ่งมีธงชาติสยามคลุม ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพที่ท้องสนามหลวงนั้น พระโกศทองใหญ่ที่พระราชทานในวันพระเมรุนั้นตั้งบนรถปืนใหญ่ด้วย

นับจากรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา การออก พระเมรุพระศพของบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ที่เป็นทหารได้จะโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระโกศโดยราชรถปืนใหญ่ เช่น งานพระเมรุ สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุฒิ กรมหลวงนครราชสีมา และต่อมาทรงระบุไว้ในพระราชพินัยกรรมส่วนพระองค์ ข้อที่ 11 ระบุว่า “ในการแห่พระบรมศพตั้งแต่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทไปถึงวัดพระเชตุพนให้ใช้พระยานมาศตามประเพณี จากวัดพระเชตุพนไปพระเมรุขอให้จัดแต่งรถปืนใหญ่เป็นรถพระบรมศพ เพราะข้าพเจ้าเป็นทหาร อยากจะใคร่เดินระยะที่สุดนี้อย่างทหาร” (สมภพ ภิรมย์ 2528 : 256)

เมื่อถึงงานพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ จัดการพระบรมศพตามพระบรมราชโองการเป็นส่วนมาก แต่จะมีทรงเปลี่ยนแปลงบ้างก็เฉพาะที่ขัดกับโบราณราชประเพณีเท่านั้น จึงอัญเชิญพระบรมศพช่วงระหว่างจากวัดพระเชตุพนสู่ท้องสนามหลวงโดยพระมหาพิชัยราชรถ ครั้นถึงพระเมรุมาศจึงให้เชิญพระโกศพระบรมศพเลื่อนลงทางเกรินสู่ราชรถปืนใหญ่รางเกวียน (สมภพ ภิรมย์ 2528 : 257) ในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พ.ศ. 2493 พระโกศถูกอัญเชิญจากพระมหาพิชัยราชรถขึ้นประดิษฐานบนรถบุษบกในรถปืนใหญ่ ซึ่งถอดปืนออกแล้วเพื่อใช้แห่เวียนรอบพระเมรุมาศโดยอุตราวัฏ

ในปีเดียวกันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แปลงพระเมรุมาศรัชกาลที่ 8 เพื่อใช้เป็นพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งทรงดำรงพระยศเป็นพลเอก โดยอัญเชิญพระโกศพระศพจากวังท่าพระขึ้นรถพระวิมานไปเปลี่ยนกระบวนเป็นรถปืนใหญ่ที่หน้าวัดพระเชตุพน มีพระราชาคณะนั่งราชรถเล็กนำกระบวนแล้วเคลื่อนพระโกศสู่พระเมรุที่ท้องสนามหลวง (เด่นดาว ศิลปานนท์ 2559 : 75)

นับตั้งแต่พระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ราชสำนักสยามปรับเปลี่ยนรูปแบบพระราชพิธีพระบรมศพและพระศพจากแบบแผนธรรมเนียมโบราณผสมผสานกับความเป็นสากลมากขึ้น โดยได้มีต้นแบบสำคัญจากราชสำนักอังกฤษ โดยเฉพาะในสมัยพระนางเจ้าวิกตอเรีย อาทิ เช่น ธรรมเนียมการกราบถวายพระบรมศพที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไป การแต่งกายด้วยชุดดำเพื่อไปงานศพและไว้ทุกข์ การย่อกระบวนแห่ให้เล็กลง และยังมีกระบวนทหารแทรกเข้าไปมากขึ้น และการใช้ราชรถที่เป็นรถปืนใหญ่

อาจกล่าวได้ว่า การปรับเปลี่ยนแบบแผนธรรมเนียมในพระราชพิธีพระบรมศพที่สอดแทรกธรรมเนียมตะวันตกเข้าไปนั้น ได้สะท้อนว่าสยามต้องการเป็นชาติที่ดูทันสมัย แต่ก็ยังต้องการคงอัตลักษณ์ของตนเองไว้ผ่านพิธีกรรม ซึ่งได้ใช้จนกระทั่งกลายเป็นแบบแผนธรรมเนียมที่สืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบัน