The Rack Variations

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/470687

The Rack Variations

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้เป็นการออกแบบต่อยอดมาจากกูรูโยคะชื่อดังชาวยูเครนคือท่าน Andrey Lappa ในแบบออริจินอล จะไม่มีการยกขาและทำพร้อมกัน 2 แขนเลย แต่ครูได้ปรับท่าจากของเดิม เพื่อให้เน้นความรู้สึกของกลุ่มกล้ามเนื้อที่แตกต่างกันออกไป แต่ผู้ฝึกยังคงรู้สึกถึงต้นแขนด้านใน ด้านนอกของหน้าอกส่วนบน รวมถึงข้อศอก ที่สำคัญต้องระวังข้อต่อข้อศอก อย่าทำเกินพอดี พลังงานจะไหลเวียนผ่านช่วงไหล่ ไปจนถึงปลายนิ้วมือ รวมทั้งได้ยืดเส้นขาด้านหลังเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย

วิธีปฏิบัติ

1.นั่งหลังตรงในท่า Dandasanaแล้วชันเข่าขวาขึ้นมาเพื่อเตรียม

 

2.มือขวาให้วางไว้บนเข่าขวา ส่วนมือซ้ายให้วางพื้นด้านหลัง แล้วเลื่อนมือไปเรื่อยๆ ให้ไกลจากลำตัว กระดูกสันหลังโค้งตามแนวธรรมชาติ ไม่ฝืนเกินไป ระวังข้อศอก ไม่ยืดมากไป เอาแบบพอดีๆ หายใจเข้า-ออก สักครู่ อาจค้างท่าสัก 10 วินาทีก่อนได้

 

3.หายใจเข้า ยกขาขวาขึ้นมา ใช้มือจับที่ฝ่าเท้าหรือน่อง ตามความยืดหยุ่นของร่างกาย

 

4.หายใจออกกดขาและหน้าผากมาเจอกัน กดคางต่ำ ค้างท่าประมาณ 20-45 วินาทีขณะค้างท่าให้หายใจเข้า-ออกตามธรรมชาติจากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง

 

เมื่อฝึกครบทั้ง 2 ข้างแล้ว พักและปรับสมดุลในท่านั่งก้มตัว โดยพับตัวไปด้านหน้า(Paschimottanasana) แล้วค่อยๆ คลาย

 

‘ท่อนำไข่ตัน’ สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/470686

‘ท่อนำไข่ตัน’ สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

โดย…แพทย์จีน ธนภร ตันสกุล (เฉิน รุ่ย อิ๋น) แผนกอายุรกรรมบุรุษเวช-นรีเวช คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

ท่อนำไข่ตันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของภาวะการมีบุตรยาก เพราะเป็นบริเวณที่อสุจิกับไข่ปฏิสนธิกันก่อนที่จะเคลื่อนตัวลงมาฝังตัวที่มดลูก ถ้าท่อนำไข่ตันส่งผลให้อสุจิไม่สามารถไปพบกับไข่ได้ หรือถ้าท่อนำไข่ตีบอสุจิสามารถเล็ดลอดเข้าไปพบและปฏิสนธิกับไข่ แต่ไม่สามารถเคลื่อนตัวมาฝังตัวที่มดลูกได้ และเกิดการฝังตัวที่ท่อนำไข่ทำให้เกิดท้องนอกมดลูกจนอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ค่ะ ท่อนำไข่ตันจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการมีบุตร ถ้าผู้ป่วยที่ต้องการมีบุตร แต่งงานมานานไม่ตั้งครรภ์แนะนำตรวจท่อนำไข่ด้วยการฉีดสีเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดของภาวะมีบุตรยาก

ทางแพทย์แผนจีนมีแนวความคิดว่า “ท่อนำไข่ตัน” เกิดจากสาเหตุใหญ่ๆ ที่แตกต่างกันอยู่ 2 ประการ ได้แก่1.เลือดและลมปราณ (ชี่) ติดขัด  2.ความร้อนชื้นคั่งค้าง ซึ่งหมอจะขออธิบายขยายความเพื่อให้ทุกท่านได้เข้าใจหลักการในการวินิจฉัยแบบแพทย์จีนนะคะ

เลือดและลมปราณ (ชี่) ติดขัด

มักจะเกิดมาจากความเครียด โกรธ หรือโมโห ความเครียดเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลมปราณ (ชี่) ของตับติดขัด ตับในศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีหน้าที่ควบคุมและระบายถ่ายเทชี่ทุกส่วนในร่างกาย และสัมพันธ์โดยตรงกับอารมณ์ เมื่อร่างกายเกิดความเครียดขึ้น ชี่ในร่างกายจะไหลเวียนถ่ายเทไม่ดีเกิดการติดขัดรวมทั้งบริเวณท่อนำไข่ จึงส่งผลให้ท่อนำไข่ตีบตัน ลักษณะอาการส่วนใหญ่ของผู้ป่วยก็คือประจำเดือนมักมาช้า เลือดประจำเดือนสีคล้ำ มีก้อนเลือดปน อารมณ์หงุดหงิด คัดหน้าอก ก่อนหรือขณะมีประจำเดือน ช่วงตกไข่อาจมีอาการปวดจี๊ดเหมือนเข็มแทงที่บริเวณท้องน้อยทั้งสองข้าง

ความร้อนชื้นคั่งค้าง

หมายถึง ความร้อนและความชื้นที่เป็นพิษคั่งค้างสะสมอยู่ภายในร่างกายเป็นเวลานาน จึงเกิดเลือดคั่งบริเวณท่อนำไข่ ส่งผลให้ท่อนำไข่ตัน ซึ่งความร้อนชื้นนี้มีสาเหตุจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ขาดสุขอนามัย หรือกินอาหารรสเผ็ดร้อนหรือหวานจัดมากเกินไป หรือเคยมีอาการติดเชื้อ มดลูกอักเสบ เป็นต้น ลักษณะอาการของผู้ป่วยส่วนใหญ่มักพบมีอาการปวดท้องหน่วงๆ ซึ่งไม่ใช่ขณะมีประจำเดือน มักมีตกขาวร่วมด้วย

ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จจากการรักษาโดยแพทย์แผนจีน คุณ ม. อายุ 30 ปี ตั้งใจพร้อมที่จะมีบุตร จึงไปพบแพทย์ฉีดสีตรวจดูท่อนำไข่ พบว่าท่อนำไข่ตันทั้งสองข้าง ตรวจซักประวัติแจ้งว่ารอบเดือนมาปกติทุกเดือน ไม่มีประวัติตั้งครรภ์มาก่อน พบสิวบริเวณใบหน้า ไม่มีตกขาว มีอาการปวดหน่วงช่วงกลางเดือน อัลตราซาวด์มดลูกพบก้อนเนื้องอกขนาดเล็ก 1 ก้อน และมีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่แทรกตัวอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อมดลูกขนาด 6 ซม. ในการแพทย์แผนจีนจะวินิจฉัยว่า “อาการปวดหน่วงช่วงกลางเดือนและมีสิวบริเวณใบหน้าเกิดจากความร้อนชื้นอุดกลั้นภายในระยะเวลานานจึงเกิดเลือดคั่งในมดลูกส่งผลให้เกิดก้อนเนื้องอกในมดลูก” ดังนั้นการใช้ยาจีนจะขับความชื้นระบายความร้อน สลายก้อนเนื้องอกและกระจายให้ชี่ไหลเวียน

แผนการรักษาโดยแพทย์แผนจีน กำหนดไว้ที่ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน หลังการรักษาให้ผู้ป่วยไปตรวจท่อนำไข่ซ้ำอีกครั้ง พบว่า ท่อนำไข่ทั้งสองข้างไม่ตันแล้ว หลังการรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน สีที่ฉีดสามารถผ่านเข้าในท่อนำไข่สังเกตได้จากมีการฟุ้งกระจายของสี ซึ่งหมายถึงท่อนำไข่ไม่ตันแล้ว

 

ปลาทูของดีที่ไม่ควรมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2559 เวลา 17:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/470332

ปลาทูของดีที่ไม่ควรมองข้าม

โดย…กันย์ ภาพ   คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ขณะที่เราๆ นั้นเอะอะอะไรก็ปลาแซลมอนกันไปหมด จนลืมปลาทูไทยหน้างอคอหักแถวแม่กลอง ราคาก็ถูกกว่าแซลมอนหลายบาท โอเมก้า 3 ก็เยอะมาก โดยเนื้อปลาทู 100 กรัม จะให้โอเมก้า 3 ประมาณ 2-3 กรัม ซึ่งเพียงพอที่ร่างกายต้องการ

นำปลาทูนึ่งทอดกินกับน้ำพริก ต้มยำปลาทู เมี่ยงปลาทู ปลาทูทอดขมิ้น ฉู่ฉี่ปลาทู เยอะแยะได้อีกหลายเมนู แล้วยังมากมายด้วยคุณค่าอีกด้วย เพียงแต่บางเมนูจะทำลายโอเมก้า 3 ไปมากด้วยความร้อนสูง เราจึงต้องเลือกกันหน่อยว่าจะนำปลาทูมาทำอะไรกินกันดีเพื่อให้ได้โอเมก้า 3 กันเต็มๆ

ปลาทูทอด การทอดปลาทูในน้ำมันจะทำให้โอเมก้า 3 ถูกทำลาย ละลายหายไปอยู่ในน้ำมัน ดังนั้นจึงอาจทอดปลาทูด้วยไฟกลางในน้ำมันแบบแค่พอเปื้อนกระทะเพื่อให้น้ำมันร้อนๆ ทำให้หนังปลาทูพองเหลืองน่ากิน

ต้มยำปลาทูสด เป็นเมนูที่นอกจากจะได้คุณค่าของปลาทูแล้ว ยังได้ซดน้ำที่อุดมไปด้วยคุณค่าจากสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ข่า หอมแดง ใบมะกรูด ผักชีฝรั่ง น้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว และพริกขี้หนู แบบนี้คุณค่าเต็มเปี่ยมไม่ไปไหนแน่

เมี่ยงปลาทู เป็นเมนูโอเมก้า+สมุนไพร ที่อร่อยเต็มคำ เต็มคุณค่า

ยำปลาทู-ขนมจีน เป็นเมนูแนะนำ ที่อิ่มแบบไม่ต้องมีข้าวสวย แล้วโอเมก้า 3 ยังไม่ถูกทำลายด้วยความร้อนสูงอีกด้วย เพราะเราจะใช้ปลาทูนึ่งมาแกะเนื้อยำกับสารพัดสมุนไพรอย่างตะไคร้ ผักชีฝรั่ง หอมแดง บีบมะนาว น้ำปลา แล้วคลุกเข้ากับขนมจีน เติมน้ำปลาและมะนาว พริกขี้หนูซอยเพิ่มให้ได้รสยิ่งขึ้น

คุณค่าในปลาทู มีตั้งแต่ วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส เพื่อไปซ่อมแซมกระดูกและฟัน รักษาระบบประสาท การทำงานของหัวใจ

ไอโอดีน ส่วนประกอบสำคัญของฮอร์โมน ควบคุมการทำงานของร่างกายให้เจริญเติบโตอย่างปกติ

กรดอะมิโนโปรตีน ที่จำเป็นต่อร่างกายสูงกว่าปลาชนิดอื่น โดย เฉพาะไลซีน ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น และข้อ ส่วนทรีโอนีน ซึ่งจำเป็นต่อความเจริญเติบโตในวัยเด็ก

โอเมก้า 3 ประโยชน์จากโอเมก้า 3 ต่อร่างกายนั้นมากมาย เช่น ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากช่วยป้องกันการเกิดก้อนไขมันในสมอง ช่วยลดภาวะการอักเสบของร่างกาย ช่วยเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ เพิ่มสมาธิ ความจำ และปรับสมดุลอารมณ์

ข้อควรระวัง หญิงมีครรภ์ไม่ควรรับประทานปลาทู รวมถึงปลาและสัตว์น้ำประเภทอื่นมากจนเกินไป เพราะเป็นอันตรายต่อพัฒนาการสมองของเด็กในครรภ์โดยสารเมธิลเมอร์คิวรี่ ซึ่งเกิดจากน้ำเสียที่ถูกปล่อยจากโรงงานอาจปนเปื้อนในตัวปลา

ปลาทูอร่อยต้องเป็นปลาทูในช่วงเดือน 8-11 โดยเฉพาะปลาทูแม่กลอง เพราะเป็นช่วงน้ำหลาก ทำให้ระบบนิเวศสามน้ำนำความสมบูรณ์มาเป็นอาหารของปลา จึงทำให้ปลาทูที่จับได้ในช่วงเดือนนี้มีเนื้ออร่อยที่สุด แต่ถึงยังไงเราก็ยังควรกินปลาทูกันตลอดทั้งปีด้วยนะคะ ไม่จำเป็นต้องรอกินเฉพาะช่วงอร่อยเท่านั้น เพื่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพสมองด้วยค่ะ

 

บันทึกของคนตัวเล็ก ส่งต่อแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475178

บันทึกของคนตัวเล็ก ส่งต่อแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่

โดย…นกขุนทอง ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

เรไรรายวัน หลายคนคงรู้จักชื่อนี้และชื่นชมในความสามารถของเด็กหญิงตัวเล็ก แต่ถ้าใครยังสงสัยว่าคืออะไร วันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับแฟนเพจ “เรไรรายวัน” ที่มียอดกดถูกใจเกือบ 2 แสน แฟนเพจที่นำเสนอบันทึกรายวันของ เด็กหญิงเรไร สุวีรานนท์ (ต้นหลิว) ที่เริ่มเขียนบันทึกตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จนตอนนี้อายุ 8 ขวบแล้วเมื่อปีที่แล้วเรื่องราวของเด็กหญิงตัวเล็กที่มีความเพียรเขียนบันทึกประจำวันไม่ขาดแม้วันเดียว กลายเป็นที่สนใจ มีการบอกต่อๆ กันในโลกโซเชียล สื่อโทรทัศน์หลายช่องต่างนำเสนอความสามารถของหนูน้อยที่ถ่ายทอดเรื่องราวในแต่ละวันเพียงหนึ่งเหตุการณ์ที่ประทับใจ และใช้ถ้อยคำได้แยบยล ผู้ใหญ่อ่านแล้วเหมือนถูกสะกิดใจ ได้แง่คิดจากลายมือยึกยือที่กำลังจะตรงให้ดูเป็นระเบียบ

ถึงตอนนี้เรื่องราวที่เรไรได้บันทึกตั้งแต่ปี 2558 ถูกนำมารวมเล่มเป็นหนังสือชื่อ เรไร รายวัน ถึง 2 เล่ม หลายเสียงยกย่องว่าเรไรเป็นนักเขียนเด็กที่มีอนาคตไกล หากแต่สิ่งที่เรไรได้ทำนั้นไม่ใช่เพียรฝึกฝนการเขียนแต่เพียงผู้เดียว เพราะสิ่งที่เธอทำทุกๆ วันนั้นได้ส่งแรงกระเพื่อมออกไปสู่ผู้ปกครองบ้านอื่นๆ ยกตัวอย่างเรไรเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกหลาน จนมีเด็กๆ หลายคนลุกขึ้นมาสลัดไอแพดจับดินสอเขียนบันทึกอย่างเรไร

เรื่องเด็ดๆ ของเด็กๆ

วันนี้เรามีเด็ก 4 คน อยู่ในวัยกำลังซนและรักสนุก เวลาเล่นหัวเราะกันเอิ๊กอ๊ากเลยล่ะ ยิ่งพื้นที่นัดเจอคือ เพลย์สแควร์ ที่เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ เราจึงต้องเอาใจเด็กๆ ให้ปล่อยพลังวิ่งเล่นสมใจก่อนที่จะเรียกมาใช้แรงงาน ในใจคิดหวั่นเด็กกำลังเพลินกับการละเล่นตรงหน้าจะอยู่นิ่งๆ ได้ไหม นึกภาพจับปูใส่กระด้งไว้รอเลย แต่คุณเชื่อไหมว่าพอถึงเวลาที่พวกเขาต้องเขียนไดอารี่ก็สามารถนั่งนิ่งอยู่ได้เป็นชั่วโมงเพื่อลำดับกลั่นกรองความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือตัวแล้วตัวเล่า นับได้ไม่มากเพียง 10-15 บรรทัด หากแต่ถ่ายทอดเหตุการณ์ของวันที่แฝงไปด้วยความคิดอันน่าทึ่ง

เด็กหญิงเรไร สุวีรานนท์ (ต้นหลิว)

มีบางคนเกิดความสงสัยว่า พ่อแม่บอกให้เขียนหรือไม่ ทำไมจบประโยคได้คมคาย บ้างมักทิ้งท้ายด้วยข้อคิด เข้าทำนองเดียวกับนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ฯลฯ ถ้าได้อ่านบันทึกของเด็กๆ หลายๆ วัน จะได้คำตอบว่า เพราะผู้ใหญ่อย่างเราๆ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก จึงมีประสบการณ์นำไปจับใส่กับประโยคเหล่านั้น ทว่าถ้อยคำนั้นออกมาจากจิตใจอันบริสุทธิ์ของเด็ก เด็กที่ไม่ได้โตเกินวัย แต่เมื่อเขาถูกฝึกมาให้รักในการเขียน (เช่นเดียวกับฝึกให้มีมารยาท ไหว้ผู้ใหญ่นั่นล่ะ) การเขียนนี่เองที่ทำให้เขาเป็นเด็กดูพิเศษ ดูมีเสน่ห์ขึ้นมา และในตัวหนังสือของพวกเขายังมีความน่ารัก ไร้เดียงสาที่พร้อมจี้ใจดำผู้ใหญ่อยู่

เรไร สุวีรานนท์ เจ้าของแฟนเพจเรไรรายวัน มาเผยเคล็ดลับการเขียนบันทึกและสิ่งที่เธอนำมาเล่าจนแฟนเพจติดตามกันแจ

“หนูชอบถามคุณพ่อ คุณยายว่า ตอนเด็กๆ หนูเป็นยังไง บางเรื่องคุณพ่อก็จำไม่ได้ หนูก็เลยจดไว้ อย่างเรื่องน้องหนูก็ชอบเขียน บางทีหนูไปถามคุณยายน้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างหนูก็เอามาเขียน ชอบเขียนเรื่องเพื่อนพูดอะไร วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นที่โรงเรียน ก็มีวันที่เขียนไม่ออก ไม่มีเรื่องที่จะเขียน แต่คุณแม่ก็มาช่วยให้คิดออกได้ แต่ถ้ามีหลายเรื่องหนูจะเขียนเรื่องที่หนูอยากเก็บไว้

บางทีเวลาหนูเขียนบันทึกก็จะแข่งกับคุณตาทำงานบ้านใครจะเสร็จก่อนกัน บางทีคุณพ่อออกไปเดินหนูก็ท้า หนูใช้เวลาเขียนนานเหมือนกัน บางทีก็คิดประโยคต่อไปไม่ออก เวลาจบคุณพ่อสอนว่า เวลาเราจบไม่ได้เราย้อนไปดูด้านบนแล้วเอามาตอบข้างล่างเป็นประโยคจบได้”

เทคนิคที่เรไรใช้เขียนบันทึก มีตั้งแต่อัดคลิป เพราะก่อนเขียนจะเล่าๆๆ ให้คุณแม่ฟัง พอจะลงมือเขียนก็ลืม เรไรจึงได้ไอเดียมาจากการดูยูทูบ ต่อมาก็ให้คุณแม่ซื้อกระดาน เขียนสิ่งที่อยากเขียนลงไป แต่วิธีนี้เท่ากับเขียนบันทึก 2 รอบ เรไรจึงพัฒนามาเป็นการลบคำให้ประโยคสั้นลง แต่ยังได้ความหมายเหมือนเดิม ขั้นตอนนี้ทำให้ภาษาไม่เยิ่นเย้อ สนุกลบคำอยู่ 4 เดือน ก็เปลี่ยนมาเป็นบอกคำให้คุณแม่ทายว่าจะเขียนอะไร วิธีนี้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสามารถทำให้เรไรเขียนจบได้ในบรรทัดที่ 12 อย่างคมคาย มีประเด็นที่จะเขียนไล่ๆ มาจนจบ

เรไร บอกว่า ชอบเขียนบันทึก เพราะเวลานั้นได้อยู่กับคุณแม่ แต่คุณแม่ก็ชอบชวนบ่อยๆ ว่าเลิกเขียนไหม ซึ่งคำตอบของหนูน้อยก็คือ “ไม่ค่ะ หนูชอบเขียน”

 

ออมมี่-โกลัญญา วัฒายุ อายุ 9 ขวบ เป็นโรคสมาธิสั้น ซึ่งการเขียนบันทึกเป็นอีกวิธีหนึ่งในการบำบัดให้น้องออมมี่มีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่ทำ หากแต่จุดเริ่มต้นคือความอยากเขียน ส่วนผลดีอื่นๆ ที่ตามมานั้น เป็นประโยชน์ของการเขียนนั้นแล

“หนูพูดไม่ชัด เวลาหนูพูดเพื่อนก็จะถามอะไรนะๆ หนูก็ต้องพูดซ้ำๆ ก็เขียนใส่กระดาษยื่นให้เพื่อน หนูชอบเล่าค่ะ หนูก็เลยเขียนแทนพูด ทุกคนจะได้เข้าใจ หนูชอบเขียนเรื่องเพื่อนแท้ของหนูค่ะ เขียนยาว 2 หน้า ได้เทคนิคเขียนจากเรไร จดคำขึ้นมาจะเขียนอะไร 5-10 แล้วใส่ดอกจันคำสุดท้ายจะได้ไม่เขียนยาว เวลาเขียนหนูจะนึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขียนเป็นข้อๆ แบบข้อสอบแล้วเลือกเรื่องที่อยากเขียนที่สุด”

น้ำมนต์ มณเศรษฐ์ หนุ่มน้อยวัย 6 ขวบ จาก จ.เชียงใหม่ ติดตามอ่านบันทึกของพี่เรไรมาพอสมควร จนคุณแม่แนะนำให้ลงมือเขียนเองซะเลยดีไหม ซึ่งแรกเริ่มเหมือนจะไม่รอด เพราะกว่าน้องน้ำมนต์จะลงมือเขียนได้ขอเวลาทำสมาธิเป็นชั่วโมง บางทีก็หยุดกลางคันวิ่งไปร้องเพลงเสียอย่างนั้น นึกว่าวันนี้จะเขียนไม่จบ ที่ไหนได้ถึงตอนนี้น้องน้ำมนต์เขียนบันทึกทุกวัน จนมีสมุดบันทึก 6 เล่มแล้ว

“ชอบเขียนเรื่องธรรมชาติ เขียนบันทึกทุกวัน ถ้าขี้เกียจก็ต้องอดทนเขียน บางทีคุณแม่ก็บอกให้เขียนบ้างแต่ไม่ใช่ทุกวัน เวลาก่อนเขียนต้องนั่งทำอะไรก็ได้ที่เราอยากทำมากที่สุด เช่น นั่งเล่นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตั้งสติเขียนได้ ยากตอนเริ่มเขียน พอเขียนมานานๆ เริ่มรู้สึกเขียนง่ายขึ้น”

หนูอิน-ณัฐกรนต์ โรจน์รัชสมบัติ อายุ 8 ขวบ เมื่อต้นปีนี้เองคุณยายได้เปิดแฟนเพจให้หนูอิน ชื่อ “สมุดบันทึกของหนูอิน” จำนวนคนกดถูกใจมากน้อยไม่ได้เป็นสิ่งชี้วัดใดๆ เพราะพื้นที่นี้เปรียบเสมือน “เพื่อน” ที่จะฟังหนูอินเขียนเล่าเรื่องราวในทุกๆ วันให้ฟัง ดังที่หนูอินบอกว่า “การเขียนบันทึกเหมือนคุยกับเพื่อนเบาๆ”

ช่วงแรกๆ หนูอินไม่มั่นใจว่าสามารถเขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ไหม จะถามคุณยายอยู่บ่อยๆ จนคุณยายบอกว่าสามารถเขียนได้ทุกอย่างที่อยากเขียน เหมือนการปลดล็อกในใจดวงน้อย จากนั้นเวลาที่หนูอินเขียนบันทึกชอบเขียนคนเดียว เขียนจบค่อยให้คนอื่นอ่าน

 

ผู้หยิบยื่นสมุดปากกา และโลกใหม่

แฟนเพจเรไรรายวัน นอกจากจะถ่ายทอดเรื่องราวความน่ารักของเด็กหญิงเรไรแล้ว ตอนนี้ในหน้าแฟนเพจยังมีบันทึกของเด็กอีกหลายคนได้ถูกแชร์ให้ปรากฏ ซึ่งทุกคนล้วนมีเรไรเป็นต้นแบบในการเขียนบันทึก

ไม่เพียงให้พื้นที่แห่งการขีดเขียนแก่ลูกสาว แต่ ชนิดา สุวีรานนท์ หรือ แม่จั๊กจั่น ยังเป็นที่ปรึกษาให้บรรดาผู้ปกครองที่อยากสนับสนุนเด็กๆ เขียนสมุดบันทึก ให้คำแนะนำละเอียดยิบไม่หวงวิชา สิ่งใดที่ได้ลองผิดลองถูกกับลูกสาวจนเกิดผลลัพธ์ที่ดีก็ส่งต่อให้บรรดาแม่ๆ ไม่ต้องมาเสียเวลานับ 1-2-3 ไปถึง 10 ได้เลย เช่น การเขียนในหน้ากระดาษไร้เส้น แต่เอากระดาษที่มีเส้นสอดไว้ด้านหลังเพื่อให้เป็นฐานในการเขียนตัวหนังสือได้เรียงตรงสวย หรือการแนะนำอย่าสอนแทรกเมื่อเด็กสะกดคำผิด ปล่อยให้เขาเขียนไปค่อยมาแก้ไขทีหลัง ฯลฯ

“เด็กเล็กในการเขียนบันทึกแล้วเขียนต่อเนื่องได้เรื่อยๆ เขาต้องมีเพื่อนไปกับเขา ไม่ใช่ไปเขียนให้เขานะ ให้เขารู้สึกว่าสนุก พ่อแม่บางคนโยนสมุดให้ลูกเขียนแล้วหนีไป อย่างต้นหลิวเขารู้สึกว่าเวลาเขียนบันทึกเขาได้แม่ เพราะแม่ไม่ต้องดูน้อง ไม่ต้องทำกับข้าว ไม่ต้องดูคุณพ่อ ดูคุณยาย แล้วเวลาที่มีเพื่อนๆ เขียนเขาก็จะสนุก อย่างเรไรก่อนเขียนก็ถามแม่ว่าวันนี้มีคนเขียนหรือยัง

ตั้งแต่เราทำอะไรมา เราทำเรื่องของตัวเอง เรื่องคนใกล้ตัวมาตลอด พอมีเพจเราถึงได้รับรู้ว่าสิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น เป็นแรงบันดาลใจ เราได้ทำความดี ได้ทำอะไรให้คนอื่นๆ บ้าง สิ่งที่พยายามบอกเสมอคือ เราไม่เคยกั๊กว่าสอนเรไรยังไงถึงได้แบบนี้ ใครถามมาบอกหมด ไม่กลัวเด็กคนอื่นจะเขียนไดอารี่เก่งกว่าเรไร อยากให้ทุกคนเขียน เราเชื่อว่าการเขียนคือการคิด เราฝึกบ่อยๆ ก็จะดี ประเทศเรามีเด็กคิดเป็น ประเทศน่าอยู่ เด็กเขียนไดอารี่ความคิดเขาจะเป็นระเบียบขึ้น การเขียนจะติดตัวเขา เพราะไปทำอะไรก็ต้องเขียน มันเป็นการสื่อสาร เขาเขียนบ่อยๆ เขาจะรู้ว่าเขาคิดยังไง พอเขาคิดเขารู้สึก เขาจะแยกแยะความคิดของตัวเอง ของคนอื่น ทำให้เด็กแยกได้ว่าอันนี้ฉันคิดเอง คนอื่นคิดแบบนี้ ความคิดไม่มีถูกผิด แล้วเขาเติบโตขึ้นเขาจะสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ดีไม่มีปัญหา”

คุณแม่น้องเรไร ผู้ที่ใช้เวลาอยู่กับลูกสาวตลอด ตั้งแต่นั่งลงพร้อมที่จะเขียนบันทึก แต่ยังไม่เขียน บางคราใช้เวลานานหลายสิบนาทีถึงจะเริ่มต้นคำแรก หรือร้องออกมาเสียงดังว่า “รู้แล้ววันนี้หนูจะเขียนอะไร” เธอนั่งคุยกับลูกสาวไปเรื่อยไม่รู้จักเบื่อ จนถึงนั่งเงียบๆ เฝ้ามองลูกน้อยที่กำลังมุ่งมั่นกับการตวัดตัวอักษรทีละตัวๆ จนจบหนึ่งหน้ากระดาษ

“เขาเขียนแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้มานั่งย้อนอ่าน มีแต่แม่ที่อ่าน เพราะบันทึกเขาแสดงให้เราเห็นว่า เขาคิดเห็นต่อเรื่องนี้ยังไง ปีที่แล้วมีแอดติจูดแบบนี้ พอผ่านไปครึ่งปีเขาเปลี่ยนไหม หรือคิดแบบเดิม บางเรื่องเขาเปลี่ยน บางเรื่องเขาเคยคิดแบบนี้ อันไหนที่เรากังวลไม่กังวลก็เห็นได้จากที่เขาเขียนมาด้วย

ต้นหลิวเขียนเพื่อเก็บเรื่องสนุกอยากเล่าให้คนอื่นฟัง เขียนให้ครอบครัวได้อ่านบันทึก เขาไม่เมาท์ใคร เวลาเอ่ยชื่อเพื่อนเขาจะเลี่ยงไม่เขียนชื่อแต่อธิบาย เพราะการพูดถึงคนอื่นไม่สมควร การเขียนของเขาได้ฝึกการถ่ายทอดความคิดส่งผลไม่ดีต่อคนอื่น ไม่ใช่บันทึกความลับ แต่เป็นความประทับใจ พอมีความลับเขาไม่เขียน เขาจะไปบอกคุณยาย เขามีทางออก”

 

วารีดา ตัณอำฆ์ไพ คุณยายของหนูอิน กดติดตามแฟนเพจเรไรรายวันได้ 3 เดือน รู้จักจากเห็นเพื่อนๆ แชร์กันในเฟซบุ๊ก ชื่นชมเรไรที่อายุเพียง 8 ขวบ แต่มีความสามารถในการเขียน แล้วเรไรก็อายุเท่ากับหนูอิน จึงถามหนูอินว่าอยากเขียนไหม คุณยายเล่าย้อนถึงคำถามที่จุดประกายความอยากเขียนในตัวหลานสาว จำได้ว่าวันนั้นหนูอินตาลุกเป็นประกายแล้วถามกลับมาเสียงชัดแจ๋วว่า “เขียนได้เหรอคะ”

คุณยายจึงรีบเดินไปหาสมุดมายื่นให้แล้วบอก… “ได้สิ อยากเขียนอะไรก็เขียนไป” ไม่เป็นการบังคับ ไม่สร้างแรงกดดัน และเป็นการให้กำลังใจกลายๆ เพราะคุณยายบอกว่า “เคยเขียนบันทึกตอนเด็ก เราอยากให้เขามีโมเมนต์เดียวกัน พอโตขึ้นเปิดลิ้นชักมาอ่านจะขำตัวเองว่า เราเคยคิดรู้สึกแบบนี้ด้วยเหรอ (หัวเราะ)”

“พัฒนาการเขาที่เห็นคือ ลายมือสวยขึ้น จากการที่เขาเห็นออมมี่ลายมือสวย เขาก็จะค่อยๆ เขียนตาม อย่างน้อยได้คัดลายมือ อีกอย่างตอนหลังเขาไม่ถามแล้ว เมื่อก่อนเขาถามว่าเขียนอันนี้ได้ไหม ตอนหลังเขานั่งเขียนไปเรื่อยๆ เราไม่พยายามไปดู ปล่อยเขาเป็นโลกส่วนตัวของเขา”

สาริศา เปลี่ยนทรัพย์ คุณแม่น้องออมมี่ เป็นแฟนคลับของเรไรรายวัน รู้จักตั้งแต่ปี 2558 แล้วก็ลืมกันไป จนเมื่อปี 2559 ไปเจอหนังสือเรไร รายวัน ออมมี่อ่านแล้วบอกอีกครั้งว่า “อยากเขียน” นั่นจึงเป็นที่มาสู่แฟนเพจ “โลกสมาธิสั้น by ออมมี่” เปิดมาได้ 4 เดือนแล้ว

“แม่ทำกลุ่มตอบปัญหาสมาธิสั้นอยู่แล้ว ในช่วงเริ่มต้นออมมี่ก็เขียนบันทึกเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้นอยากสื่อให้เด็กสมาธิสั้นคนอื่นๆ เอาประสบการณ์ของตัวเองให้อ่าน แต่เขาอ่านของเรไรเห็นเขียนเล่าเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เขาก็บอกว่าวันๆ หนึ่งของเขาก็สนุกนะ เขาเลยเริ่มใส่ในสิ่งที่อยากเขียนลงไป เขาบอกว่าเขาจะเก็บไว้ดูตอนโต กลุ่มเด็กสมาธิสั้นเขาจะรู้ว่าเขาขี้ลืม สมุดบันทึกนี้จะช่วยเขาจำ หลังจากฝึกสมาธิครึ่งชั่วโมงด้วยการเล่นเกม ฝึกพูด ต่อจิ๊กซอว์ เขาก็จะมาเขียนบันทึก แล้วขอให้แม่นั่งด้วย เขาบอกว่าถ้าหนูสติหลุดบอกหนูนะ

การเขียนมีผลในเรื่องของการวิเคราะห์ เขาใจเย็นขึ้น มีสมาธิ กลั่นกรองความคิดก่อนที่จะพูดอีกชั้นหนึ่ง เมื่อก่อนพูดไวมาก พูดแทรกจังหวะตลอดเวลา ตอนแรกน้องออมมี่ไม่ได้เขียนสวยแบบนี้ พอมีคนเริ่มตามใน
แฟนเพจ แม่ก็บอกน้องว่า เมื่อเราพูดไม่ชัด แล้วเราเลือกที่จะเล่าผ่านการเขียน ก็ต้องเขียนให้เขาอ่านง่าย ไม่ใช่ให้เขามาเดาอีกว่าเราเขียนอะไร น้องก็ค่อยๆ พัฒนาลายมือ ซึ่งได้กำลังใจจากแฟนเพจที่ชมว่าเขาลายมือสวย แม่ไม่เคยให้น้องฝึกคัดลายมือ เขามีความพยายามมาจากคำชมมากกว่า”

สุภัคคนางค์ ภัทรเศรษฐ์ คุณแม่น้องน้ำมนต์ เล่าว่า น้ำมนต์เริ่มเขียนสมุดบันทึกตั้งแต่เดือน มี.ค. 2559  แล้วส่งไปให้แม่จั่นดู แล้วแม่จั่นก็นำไปโพสต์ในเพจเรไร ก็มีแฟนๆ เริ่มติดตามเขา ก็เลยเปิดเพจน้ำมนต์ ไดอารี่ เปิดได้ 6 เดือนแล้ว

“น้ำมนต์สนุกจะมาดูทุกวันว่าแฟนเพจเขากี่คนแล้ว ตอนนี้มี 2,000 กว่าคน คอมเมนต์อันไหนที่เขาตอบได้เขาก็ขอตอบเอง เขาสนุกที่จะเขียน เราไม่ได้บังคับ เราเคยทดสอบว่าดึกแล้วไม่เขียนไดอารี่สักวันนะ เขาบอกไม่ได้ ต้องเขียนเป็นกิจวัตรประจำวัน คือเราใช้มุขเหมือนห้ามเขียนเ หนื่อยแล้วพักเถอะ แล้วเขาจะใช้สติมาฮึดเขียนเอง เราจะเตรียมสมุดดินสอเหลาวางไว้ให้เขา เขามีอารมณ์พร้อมจะมานั่งเขียนของเขาเอง ซึ่งน้ำมนต์เขาจะอยู่ไม่ค่อยนิ่ง บางทีเขาจะวิ่งไปทำอย่างอื่นเป็นชั่วโมงค่อยมาเขียน เมื่อก่อนเขาเขียนผิดเราแนะนำทันที แต่ได้รับคำแนะนำจากแม่จั่นว่า ให้เขาเขียนเสร็จก่อนค่อยมาแก้ ไม่อย่างนั้นเขาจะสะดุด ไม่มั่นใจที่จะเขียน เขาจะกังวล”

บันทึกประจำวันของเด็กตัวเล็กๆ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนๆ อีกนับสิบนับร้อย ทั้งเปิดแฟนเพจ และเขียนเงียบๆ มีบางทีส่งมาให้เพื่อนๆ ในแฟนเพจเรไรรายวันได้ดูบ้าง นับเป็นพลังของคนตัวเล็กที่เปิดเผยจินตนาการอันยิ่งใหญ่ผ่านตัวอักษร

 

เสี่ยงตายหมู่ รถตู้มหันตภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2560 เวลา 12:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474969

เสี่ยงตายหมู่ รถตู้มหันตภัย

โดย…บีเซลบับ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

2560 ต้อนรับปีใหม่ด้วยข่าวโศกนาฏกรรมอุบัติเหตุสยองหมู่รถตู้สาย กทม.-จันทบุรี คนขับหลับในรถเสียหลักพุ่งข้ามเลนประสานงากระบะที่วิ่งสวนมาอย่างจัง ระเบิดตูม-ไฟลุกท่วมย่างสดผู้โดยสารทั้งสองคันรวม 25 คน บนถนนสาย 344 ช่วง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เรื่องแบบนี้จะต้องเกิดขึ้นอีกสักกี่ครั้ง อุบัติเหตุและความตาย(หมู่)แบบนี้ จะต้องเกิดขึ้นอีกสักกี่หน ทางการเตรียมงัดมาตรการมาตรา 44 ออกมาบังคับใช้เป็นกรณีฉุกเฉิน เพื่อสกัดรถตู้ต้นเหตุให้ทันเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง อย่างไรก็ตาม เราท่านในฐานะผู้โดยสารจะมีวิธีอื่นหรือไม่ ที่จะงัดออกมาใช้ดูแลความปลอดภัยตัวเอง

เดินทางด้วยรถตู้โดยสารให้ปลอดภัย

1.ต้องเลือกใช้บริการรถตู้โดยสารป้ายเหลืองเท่านั้น เพราะเป็นการลงทะเบียนรถตู้โดยสารที่ถูกต้อง เมื่อเกิดเหตุสามารถตรวจเช็กได้

2.ไม่ใช้บริการรถตู้ที่บรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง (15 คน รวมคนขับ)

3.ไม่ใช้บริการรถตู้โดยสารดัดแปลง

4.ไม่ใช้บริการรถตู้ที่ไม่ระบุเส้นทางข้างรถ

5.คาดเข็มขัดนิรภัยทันทีเมื่อขึ้นรถ เข็มขัดจะยึดตัวเราไว้กับเบาะหากรถหยุดกะทันหัน ลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ

6.จำหมายเลขโทรศัพท์สายด่วน ตั้งแต่สายด่วนผู้คุ้มครองผู้โดยสารสาธารณะของกรมการขนส่งทางบก 1584 ตำรวจทางหลวง 1193 การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ 1669

7.ขณะเติมเชื้อเพลิงต้องลงจากรถทุกครั้ง เพราะแรงดันก๊าซจะสูงที่สุด อาจระเบิดขึ้นได้

8.ไม่ใช้บริการรถตู้โดยสารเมื่อต้องเดินทางเกิน 300 กิโลเมตร

9.ไม่ทนนั่งรถตู้โดยสารอันตราย เช่น ขับรถเร็วน่าหวาดเสียว คนขับหลับใน สภาพรถเสื่อมโทรม ควรเตือนหรือรีบแจ้งคนขับ หากไม่ได้รับการตอบสนอง อย่าเสี่ยงนั่งต่อไป รีบลงจากรถแล้วแจ้งสายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584

10.ไม่ขึ้นลงรถตู้นอกป้ายและจุดจอด เพราะก่อเกิดอันตรายจากรถที่แล่นมาเฉี่ยวชน หรือได้รับอันตรายจากมิจฉาชีพที่ซุ่มอยู่

สาเหตุหลักอุบัติเหตุทางหลวง

ข้อมูลจากศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนน กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า อุบัติเหตุที่รถตู้โดยสารสาธารณะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจาก 1.คน 2.รถ

1) คน-พฤติกรรมการขับขี่ ไม่เคารพกฎจราจร ไม่ตระหนักถึงความปลอดภัยผู้โดยสาร ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด ไม่สามารถควบคุมรถได้เมื่อเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้า บรรทุกผู้โดยสารเกินกำหนด หลับใน เสพสารเสพติด รถตู้โดยสารสาธารณะบางเส้นทางให้ผู้โดยสารยืนโดยสาร!?!

2) รถ-สภาพรถมีอายุการใช้งานสูง ดัดแปลงด้วยการเพิ่มที่นั่งผู้โดยสารจาก 10-12 ที่นั่ง เป็น 14-15 ที่นั่ง และจาก 14-15 ที่นั่ง เป็น 18 ที่นั่ง ส่วนใหญ่ติดตั้งระบบแก๊สเป็นเชื้อเพลิง ส่งผลให้น้ำหนักรวมและสมดุลน้ำหนักตัวรถเปลี่ยนมีผลต่อการควบคุมรถ การเร่ง การเบรก การออกตัว การบังคับเลี้ยว หลุดโค้ง ท้ายปัด ล้อล็อก รวมถึงการไม่ติดตั้งอุปกรณ์ลดความรุนแรง อุปกรณ์เซฟตี้ไม่สามารถใช้งานได้จริง เข็มขัดนิรภัยบ๊องแก๊ง

ขอบคุณข้อมูล

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)

 

เปิดใจเคล็ดลับการเลี้ยงลูก ในแบบสไตล์ ปิ๊ป รวิชญ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2560 เวลา 16:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474653

เปิดใจเคล็ดลับการเลี้ยงลูก ในแบบสไตล์ ปิ๊ป รวิชญ์

ทั้งน้องพิพและน้องพิพพิน ลูกสาวและลูกชายสุดน่ารักของคุณพ่อ ปิ๊ป รวิชญ์ ได้เติบโตขึ้นมาสดใสและมีแววเก่งไม่แพ้คุณพ่อคุณแม่

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้เป็นเพราะเหตุบังเอิญแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะ คุณพ่อ ปิ๊ป รวิชญ์ ได้วางแผนเส้นทางการศึกษาให้แก่ลูกน้อยทั้งสองได้อย่างดีเยี่ยม

คุณพ่อปิ๊ป รวิชญ์ เห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก จึงส่งลูกๆเรียนโรงเรียนนานาชาติตั้งแต่ยังเล็กซึ่งการเรียนโรงเรียนนานาชาติ ได้จำกัดสัดส่วนของนักเรียนไทยและนักเรียนต่างชาติ ทำให้เด็กๆมีโอกาสซึมซับสิ่งแวดล้อมที่เป็นภาษาอังกฤษ

นอกจากเรื่องวิชาการแล้ว คุณพ่อยังใส่ใจเรื่องนิสัยและวินัยของลูกๆไม่แพ้กัน

“ผมเห็นด้วยกับการส่งลูกๆไปเรียนซัมเมอร์คอร์สระยะสั้นในประเทศเจ้าของภาษา เพราะนอกจากจะทำให้เด็กๆได้รู้จักทักษะการใช้ชีวิตแล้ว ยังได้หัดช่วยเหลือตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซักผ้าเอง จัดห้องนอนให้เป็นระเบียบ ตลอดจนวินัยต่างๆ อย่างเรื่องการตรงต่อเวลา”

สิ่งที่เด็กๆได้กลับมาจากการเรียนต่างประเทศ ไม่ใช่เพียงการเปิดโลกกว้าง แต่พวกเขาได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีความรับผิดชอบดีขึ้น เพราะต้องรู้จักบริหารทั้งเวลาและเงินของตัวเอง

“ในเรื่องการบริหารเงินนี้ หากลูกๆ มีเงินเหลือเก็บจากการไปซัมเมอร์คอร์ส ผมและภรรยาก็จะเพิ่มเงินให้อีกเท่าตัว เพื่อเป็นรางวัลที่ลูกๆรู้จักการอดออม”

แม้ว่าลูกๆทั้งสองจะต้องไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ยังเด็กๆ แต่คุณพ่อปิ๊ป รวิชญ์ ก็วางใจในการส่งเด็กๆไปเรียนเมืองนอก

“ผมคิดว่าการส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ เราจำเป็นต้องเลือกบริษัททีมีความน่าเชื่อถือ และไว้ใจได้ มีประสบการณ์เชี่ยวชาญ ให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ที่สำคัญต้องดูแลลูกของเราขณะอยู่ต่างประเทศแทนเราได้เป็นอย่างดี”

สำหรับผู้ปกครองและนักเรียนที่สนใจเรื่องการศึกษาต่อต่างประเทศ สามารถพบกับที่ปรึกษา ศิษย์เก่า และตัวแทนจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัยจากนานาประเทศ ทั้งอังกฤษ อเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์

ได้ที่งาน Regency International Education Fair
วันเสาร์ที่ 21 มกราคม 2560 เวลา 9.00 – 17.00 น.
โรงแรม โนโวเทล สยามสแควร์

ลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าวันนี้ ลุ้นรับส่วนลดค่าเรียน 30,000 บาท คลิ๊ก ลงทะเบียนรับสิทธิ์!

Regency Travel & Education ประสบการณ์กว่า 36 ปี กับการสร้างอนาคตให้เด็กไทยกว่า 30,000 คน ผู้บุกเบิกรุ่นแรกๆ ที่ให้คำปรึกษาด้านการศึกษาต่อต่างประเทศในทุกระดับชั้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญที่จบการศึกษาด้านแนะแนว และเป็นบริษัทแรกที่จัดหลักสูตรซัมเมอร์คอร์สสำหรับนักเรียนไทย ไปเรียนภาษาอังกฤษในประเทศเจ้าของภาษา พร้อมกิจกรรมและทัศนศึกษาในช่วงปิดภาคเรียน

ลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ที่ www.regencytraveledu.com/education-fair-2017
ติดต่อ โทร. 02-2612500, Email: education@regencytraveledu.com

 

วิ่งเพื่อ(ชัก)แม่น้ำทั้ง 5 เจตนาของคนต้นน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2560 เวลา 12:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474967

วิ่งเพื่อ(ชัก)แม่น้ำทั้ง 5 เจตนาของคนต้นน้ำ

โดย…กองทรัพย์ ภาพ… นิคม พุทธา

ระหว่างที่กระแสวิ่งเพื่อระดมทุนเพื่อจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลบางสะพาน ด้วยการจัดโครงการวิ่งการกุศล “ก้าวคนละก้าว” ระยะทาง 400 กม. ของอาทิวราห์ คงมาลัย หรือตูน บอดี้สแลม กำลังเป็นข่าวครึกโครม ผู้คนมากมายให้ความสนใจ จนได้รับยอดบริจาคทะลุ 70 ล้านบาท

เพื่อป่าและสายน้ำ

ในอีกฟากหนึ่งมีชายคนหนึ่งกำลังเตรียมงานวิ่งของเขาอย่างเงียบๆ งานนี้ไม่มีการกุศล หรือระดมทุน ชายคนนี้วิ่งจากดอยหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ลัดเลาะริมน้ำปิง มุ่งหน้าสู่ปลายทางคือแม่น้ำเจ้าพระยา เขาออกวิ่งเพื่อผืนป่าและสายน้ำ แต่เขาออกวิ่งเพื่อรณรงค์และบอกเล่าเรื่องราวของผืนป่าและสายน้ำ เพราะเชื่อว่าอย่างน้อยหยดน้ำเล็กๆ หยดหนึ่ง เมื่อรวมกับอีกหลายหยด จะมีพลังดังน้ำสายใหญ่ที่ไหลหล่อเลี้ยงผู้คนและสรรพสิ่งได้ เขาเริ่มออกวิ่ง วิ่งเพื่อวิ่ง วิ่งไปตามถนนที่อยู่ใกล้แม่น้ำ เพื่อรณรงค์ให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาผืนป่าและสายน้ำ

นิคม พุทธา หรือพี่อ้วน ประธานกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำปิงตอนบน คือชายที่กำลังเอ่ยถึง เขาเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้นิยมธรรมชาติ นักอนุรักษ์ที่เข้มข้นคนนี้ เคยเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จากนั้นผันตัวมาเป็นเอ็นจีโอ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย จากนั้นก็กลับมาบ้านเกิด อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

 

บนเส้นทางอนุรักษ์สายใหม่ของนิคม เขากลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด อ.เชียงดาว สร้างแนวคิดแบบใหม่โดยเริ่มหว่านเมล็ดพันธุ์ธรรมชาติในตัวเยาวชน เริ่มดำเนินกิจกรรมกับเด็กและเยาวชนในปี 2552 ใช้พื้นที่ของตัวเองสร้างเป็นสถานที่ส่งเสริมการเรียนรู้เชื่อมโยงกับค่ายลูกเสือ เป็นค่ายเยาวชนเชียงดาว กิจกรรมในค่ายมีทั้งการให้เด็กดูหนัง สไลด์ เกี่ยวกับผืนป่า สัตว์ป่า การพาเดินป่าดูระบบนิเวศในป่าต้นน้ำปิง ศึกษาพืชพรรณไม้ ดูนก มีกิจกรรมทำแนวกันไฟในหน้าแล้ง และมีกิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติบนดอยหลวงเชียงดาวสำหรับเยาวชนและผู้สนใจ

“ผมเคยปะทะทั้งฝีปากและฝีมือกับผู้มีแนวคิดต่างกัน และสูญเสียความเชื่อมั่นกับงานอนุรักษ์ แต่ในฐานะที่ทำงานด้านอนุรักษ์มาตลอด ไม่สามารถละทิ้งการอนุรักษ์ได้ แม้จะไม่มีองค์กรสังกัด ไม่มีงบประมาณหลัก และแนวคิดในการอนุรักษ์ก็ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ และคิดว่าเมล็ดพันธุ์ของงานนี้จะแผ่ขยายได้อีก แม้จะค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ”

ออกก้าวจากต้นน้ำ

แม่น้ำมาจากภูเขา และหยดน้ำเล็กๆ ไหลรวมกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่ หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตบนผืนแผ่นดิน แต่ปัจจุบันแม่น้ำสายต่างๆ กำลังอยู่ในสภาวะเสื่อมโทรม จากการกระหน่ำกอบโกยจากแม่น้ำอย่างขาดจิตสำนึกของคนบางกลุ่ม ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงสู่แม่น้ำ เท่ากับทำลายสายน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิต

ในปี 2558-2559 วิกฤตการณ์สภาพอากาศของภาคเหนือปกคลุมด้วยฝุ่นควัน แม่น้ำต้นน้ำปิงแห้งขอด ขณะที่แม่น้ำสายใหญ่ของประเทศอย่างแม่น้ำเจ้าพระยาก็ยังอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการถูกคุกคามอย่างไม่ลดละ เพราะปัจจุบันคนเมืองกรุงนั้นให้ความสำคัญกับแม่น้ำน้อยลง จนเหมือนแม่น้ำกับคนกรุงแทบไม่รู้จักกัน คนละเลยต่อสายน้ำ และมุ้งเน้นแต่จะหาประโยชน์ให้มากที่สุดโดยปราศจากความเข้าใจ

“จากความเป็นห่วงถึงวิกฤตของสายน้ำ ทำให้ผมหาทางปกป้องแม่น้ำที่เป็นดั่งสายเลือดของคนไทย แต่การจัดงานการระดมความคิดของผู้ที่ทำงานกับสายน้ำ เพื่อต้องการให้เสียงจากภาคประชาชนสะท้อนไปยังภาครัฐทำให้ผมคิดว่ามันใหญ่เกินกำลังของผม ผมเกิดความคิดว่าจะทำอย่างไรให้ผู้คนเข้าใจปัญหาของผืนป่าและสายน้ำ ซึ่งการวิ่งของผมในช่วงเดือน ธ.ค. 2559-มี.ค. 2560 มีแผนจะจัดกิจกรรมวิ่งเพื่อผืนป่าและสายน้ำ จากเชียงดาว-กรุงเทพฯ โดยวิ่งวันละ 20-30 กิโลเมตร เป็นเวลา 4 เดือน เดือนละ 10 กว่าวัน โดยหวังกระตุ้นให้คนตื่นตัว เอาจริงเอาจังกับการรักษาป่าและสายน้ำ จะได้ไม่เกิดภัยพิบัติซ้ำซากเพราะฝีมือมนุษย์อีก ซึ่งผมเองก็คงได้เรียนรู้จากการวิ่งของตัวเองครั้งนี้ด้วย” นิคม กล่าวก่อนจะเริ่มต้นออกวิ่งในเดือน ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา

 

ในวัย 55 ปี เราไม่สงสัยเรื่องการเตรียมจิตเตรียมใจสำหรับการวิ่งครั้งนี้เลย หากแต่การเตรียมร่างกายของชายผู้มุ่งมั่นคนนี้เขาเตรียมตัวอย่างไร คำตอบที่จะได้รับน่าทึ่งไม่ต่างจากความคิดเขา นิคมวิ่งทุกวันใน อ.เชียงดาว เส้นทางเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งที่เขาสนใจว่าวันนี้อยากเห็นอะไร เขาเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวที่ใครก็ว่าสุดหินทุกสัปดาห์ วิ่งลงมาพลิ้วไหวไม่ต่างจากสายน้ำ ข้อกังวลเรื่องร่างกายจึงไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

งานวิ่งเพื่อป่าและสายน้ำเริ่มต้นขึ้นแล้ว ช่วงที่หนึ่งคือวันที่ 17-28 ธ.ค. 2559 และนิคมกลับมาวิ่งช่วงที่สอง ตั้งแต่วันที่ 7-18 ม.ค. 2560 ซึ่งเหตุผลของการแบ่งช่วงการวิ่งครั้งละ 10 วัน เหตุผลหนึ่งเพราะนี่เป็นการวิ่งรณรงค์ เป็นการวิ่งที่ไม่ท้าทายสถิติ แต่เป็นการวิ่งเพื่อสร้างการเรียนรู้ เขาจึงค่อยสร้างการรับรู้ไปทีละน้อย

“ทำอะไรต้องรู้กำลังตัวเอง (ยิ้ม) ผมจะออกวิ่งตอนเช้าและตอนเย็น พักระหว่างทาง วิ่งไปตามถนนที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำเป็นหลัก ไม่ได้ศึกษาเส้นทางวิ่งที่แน่นอน แต่ผมวิ่งตามเส้นทางที่เคยเดินธรรมยาตราจากขุนเขาน้ำแม่ปิง สู่ที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา การเดินธรรมยาตรา เป็นการเดินแบบช้าๆ พิจารณาสิ่งใกล้ตัว ได้ระลึกถึงคุณค่าของสรรพสัตว์ และการดำรงอยู่ยังประโยชน์ต่อผู้อื่น เป็นการบ่มเพาะการอยู่กับตัวเอง บ่มเพาะความเมตตากรุณา สำหรับการวิ่งของผมเพื่อรณรงค์ บอกเล่าสถานการณ์ของต้นน้ำให้คนกลางน้ำและปลายน้ำฟัง เพื่อให้เกิดความร่วมมือกัน ปกป้องผืนป่าและรักษาสายน้ำ

 

“ผมวิ่งแบบลูกทุ่ง ใช้รองเท้าที่คุ้นเคย วิ่งบนเส้นทางแห่งสายน้ำ แต่ละเส้นทางที่ผมไป พบเจออะไรจะถ่ายภาพไว้บันทึกความทรงจำ พูดคุยกับชาวบ้านหลายๆ เรื่อง ทำให้เราได้รู้ ได้เห็น ผมนำโปสต์การ์ดติดตัวมาด้วยเพื่อให้ผู้คนที่อาศัยย่านสายน้ำได้บอกกล่าวสถานการณ์ของพวกเขา และนำมาบอกกล่าวให้กับเพื่อนๆ ที่ติดตามบนเฟซบุ๊กทุกวัน ในแต่ละช่วงผมวิ่งช่วงละ 10 วัน จากนั้นก็พักกลับไปทำงานและกิจกรรมอื่นๆ ที่ค่ายเยาวชน จากนั้นก็จะกลับลงมาวิ่งต่อจากเส้นทางที่ค้างอยู่ ครั้งสุดท้ายผมจะนำโปสต์การ์ดที่รวบรวมทั้งหมดมาบอกกล่าวให้คนปลายทางคือกรุงเทพมหานครได้รับรู้ร่วมกัน”

เรื่องราวผ่านรายทาง

ทุกเรื่องเล่าของนิคมล้วนแฝงด้วยความหมายของการอนุรักษ์ ทุกคำบอกเล่าแฝงด้วยความห่วงใยธรรมชาติ เช่น ขณะที่วิ่งผ่านบ้านห้วยข้าวต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน “อ.ลี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นปะเกอกะเญอ ปะเกอกะเญอหลายหมู่บ้านถือมังสวิรัติ ด้วยศรัทธาและมีมานานแล้ว อาชีพทำไร่ข้าวโพดและสวนลำไย พื้นที่เป็นภูเขาสูง มีอุทยานแห่งชาติแม่ปิงและเป็นป่าต้นน้ำแม่ลี้ แม่หาด ไหลลงแม่ปิงเหนือเขื่อน วันนี้ตอนบ่ายพัก พอมีเวลาได้แจกเอกสารรณรงค์อนุรักษ์ผืนป่าและสายน้ำ และพูดคุยกับเด็กๆ”

 

หรืออย่างเรื่องเล่าของ อ.ดอยเต่า “สงสัยว่า เมื่อก่อนคงมีเต่าเยอะ อาศัยอยู่ในป่า ในดอย เดี๋ยวนี้คงเหลือเพียงรูปปั้น อย่างที่เห็น แถวนี้มีสายน้ำแม่หาด 1 ใน 14 สายน้ำที่ไหลลงแม่ปิง ก่อนเข้าเขื่อนภูมิพล แต่ก็ดูแล้งๆ อาจจะเป็นเพราะเป็นป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณแล้ง มีต้นไม้ขนาดเล็ก และมีการสูบน้ำเข้าสวนลำไยกันมาก เพราะต้องมีผลผลิตนอกฤดู คิดๆ ไปก็สงสารชาวบ้าน อ.ดอยเต่า เดิมก่อนมีเขื่อน เคยอาศัยอยู่และทำไร่ ทำนา อยู่ตามที่ราบลุ่ม สองฝั่งน้ำแม่ปิงยังอุดมสมบูรณ์ หลังจากที่มีน้ำเขื่อนท่วมสูงขึ้นมา ชาวบ้านต้องอพยพ ย้ายถิ่นฐาน ไปอยู่บนภูเขาสูงที่แล้งๆ มีแต่ดินลูกรังและไม่ค่อยมีน้ำ คนที่ใช้น้ำใต้เขื่อนเขาจะรู้บ้างไหมหนอ ว่าคนที่นี่เขาเคยเสียสละ เพื่อให้คนอื่นๆ ได้มีน้ำ มีไฟ ไว้กินไว้ใช้มากว่า 50 ปีแล้ว

“ผมไม่ได้หวังว่าการออกวิ่งของผมครั้งนี้จะสำเร็จ ผมเป็นคนไม่ได้โด่งดังมีชื่อเสียงและเป้าหมายก็ไม่ได้เป็นตัวเงิน แต่ก็มีคนคอยให้กำลังใจ คอยไถ่ถามว่าต้องการความช่วยเหลืออะไร ผมได้รับคำแนะนำมากมาย เห็นความปรารถนาดีจากเพื่อนพี่น้อง บางครั้งเราอาจจะต้องมีความพยายามมากกว่าหนึ่งครั้งจึงจะสำเร็จ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ทำครั้งแรกผู้คนคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงฉับพลัน แต่เชื่อว่าการใช้พลังจิตพลังใจในการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์แทนการใช้พลังมวลชนเหมือนที่เคยทำมาจะเป็นอีกทางหนึ่งที่เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น” นิคม อธิบาย

 

ผู้ชายชื่อนิคมกับการออกวิ่งสร้างคุณค่าและการรับรู้ทางสังคมอย่างเงียบๆ ในครั้งนี้ หวังถึงการขอให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาที่มีผลต่อความเปลี่ยนแปลงของแหล่งน้ำ โดยเฉพาะคนในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำทั้ง 5 สาย (ปิง วัง ยม น่าน และเจ้าพระยา) ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สิ่งที่จะเติบโตไปหลังจากนี้อย่างแน่นอน คือ กระแสการเปลี่ยนแปลงเพื่อปกป้องและฟื้นฟูผืนป่าอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาแหล่งน้ำและอากาศบริสุทธิ์

 

แค่เช่าก็จบ! เที่ยวฟินได้ทุกซีซั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474739

แค่เช่าก็จบ! เที่ยวฟินได้ทุกซีซั่น

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… เอพี, เอเอฟพี

นอกจากการวางแผนท่องเที่ยว จะเป็นหัวใจสำคัญในทุกทริปการเดินทาง ของบรรดาขาลุยทั้งหลาย อีกหนึ่งปัญหาชวนปวดหัวที่นักเดินทางยุคนี้ต้องเผชิญ คือ การเตรียมของใช้ของจำเป็นและแอกเซสซอรี่สำหรับการเดินทางให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเดินทางที่ต้องแข็งแรงคงทน อุปกรณ์กันหนาว ก็ต้องไม่เพียงเด่นที่ฟังก์ชั่นใช้งาน แต่ต้องดูดีมีสไตล์ ถ่ายรูปอัพลงโซเชียลแล้วไม่อายใคร สุดท้าย คือกล้องถ่ายรูป เพราะถึงสมัยนี้ สมาร์ทโฟนจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนบันทึกความทรงจำได้อย่างดี แต่ถ้าจะให้ได้รูปสไตล์ฮิปสเตอร์ ก็ต้องพึ่งกล้องโปรๆ กันสักหน่อย

เห็นลิสต์ของใช้ที่แทบจะเรียกว่าเป็นสิ่งของต้องมีแล้ว อาจทำให้หลายคนแอบถอดใจ เพราะลำพังค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่ากิน ค่าช็อปปิ้ง ก็ทำเอาเงินที่เก็บหอมรอมริบหร่อยหรอแล้ว ถ้าต้องมาจัดพร็อพให้เต็มที่แบบนี้ คงไม่เหลือเงินเที่ยว ดังนั้นสำหรับมือใหม่หัดเดินทาง หรือนักเดินทางที่ไม่อยากมีภาระเป็นสิ่งของหลังจบทริปการเดินทาง รู้มั้ยว่า เขามีธุรกิจให้เช่าสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการเดินทางอยู่ในโลกนี้ด้วย เราไม่จำเป็นจะต้องซื้อทุกอย่าง สำหรับทุกทริปหรอกนะ

ลากกระเป๋าไปท่องโลกอย่างมั่นใจ

วรัษฎา นิธินรางกูร ผู้ร่วมก่อตั้ง ไทยแบ็กเรนทัล (Thai Bag Rental) ธุรกิจบริการให้เช่ากระเป๋าเดินทาง บอกว่า เริ่มต้นธุรกิจนี้เนื่องเพราะหนึ่งในหุ้นส่วนเคยมีประสบการณ์กระอักกระอ่วนใจ ยามที่ต้องขอยืมกระเป๋าเดินทางจากเพื่อน แถมยังเคยเจอปัญหากระเป๋าเดินทางที่ซื้อจากแบรนด์ที่ไม่ได้มาตรฐานเกือบพังระหว่างเดินทาง ตั้งแต่วันนั้นเลยคิดว่าจะลงทุนซื้อกระเป๋าเดินทางที่ได้มาตรฐานไว้ใช้สักใบ เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจในการเดินทางให้กับตัวเอง

“แน่นอนว่าด้วยคุณภาพที่ดี ย่อมมาพร้อมราคาที่สูงมากเช่นกัน หุ้นส่วนคนนี้เลยเกิดไอเดียว่า คงมีอีกหลายคนที่อยากใช้กระเป๋าเดินทางดีๆ แต่อาจสู้ราคาไม่ไหว หรือติดเงื่อนไขว่าไม่ได้ใช้บ่อย ซื้อไปก็ไม่คุ้มค่า เลยคิดว่า ถ้าทำธุรกิจให้เช่ากระเป๋าเดินทาง น่าจะมีลูกค้าสนใจ สุดท้ายเลยตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยเริ่มแบบเล็กๆ อาศัยการแนะนำแบบปากต่อปาก”

วรัษฎา นิธินรางกูร

ไทยแบ็กเรนทัล ให้บริการเช่ากระเป๋าเดินทางจาก 3 แบรนด์หลักเท่านั้น ได้แก่ กระเป๋าริโมว่า (Rimowa) แซมโซไนท์ (Samsonite) และอเมริกัน ทัวริสเตอร์ (American Tourister) เพราะเป็นแบรนด์ที่วางใจได้ในคุณภาพ โดยลูกค้าส่วนใหญ่มีตั้งแต่กลุ่มที่เดินทางไม่บ่อย กลุ่มที่อยู่คอนโดแล้วไม่มีที่สำหรับเก็บกระเป๋าเดินทาง ตลอดจนกลุ่มที่ไม่อยากลงทุนก้อนโตกับการซื้อกระเป๋า
เดินทาง แต่ต้องการมีกระเป๋าเดินทางดีๆ ไว้ใช้สำหรับเดินทางไปติดต่อธุรกิจ

“เรามีกระเป๋าเดินทางที่มั่นใจว่าแข็งแรง ทนทาน ให้เช่าตั้งแต่ขนาดกลาง 24-26 นิ้ว เหมาะสำหรับการเดินทาง 3-5 วัน และขนาด 28-30 นิ้ว เหมาะสำหรับการเดินทาง 5 วันขึ้นไป แต่สำหรับริโมว่า เราจะมีให้เช่าเฉพาะไซส์ 20 นิ้ว สำหรับถือขึ้นเครื่อง เพราะด้วยราคากระเป๋าที่ค่อนข้างสูง ถ้าโหลดใต้เครื่องอาจจะดูแลรักษายาก”

สำหรับเงื่อนไขในการใช้บริการ วรัษฎา บอกว่า จะเริ่มนับจากวันที่เริ่มรับกระเป๋าจนถึงวันที่ส่งกระเป๋าคืน แต่ส่วนใหญ่เราจะยืดหยุ่นวันคืนให้อย่างน้อย 1 วัน สำหรับลูกค้าที่เดินทางกลับไฟลต์ดึก ยังไม่มีเวลารื้อกระเป๋าทันที หรือหากเจอเหตุสุดวิสัยจากการเดินทาง เช่น กระเป๋าเดินทางถูกลำเลียงขึ้นผิดสายการบินหรือผิดจุดหมายปลายทาง ก็จะไม่มีการคิดค่าปรับเช่นกัน

“เราพยายามไม่จุกจิกกับลูกค้า เวลามาเช่าลูกค้าแค่บอกเราว่าจะเดินทางไปไหน ที่เราต้องถามเพราะหากเดินทางไปสหรัฐ ต้องใช้กุญแจที่ได้รับการอนุญาตจาก TSA เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหากระเป๋าเสียหายเพราะเจอเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจ ส่วนในกรณีที่กระเป๋าเกิดความเสียหาย เราเชื่อมั่นในแบรนด์กระเป๋าที่เราเลือกใช้ว่า ถ้าลำพังการใช้งานปกติจะไม่ทำให้กระเป๋าเสียหาย ส่วนใหญ่ความเสียหายจะเกิดจากการโยนขณะขนย้าย ซึ่งหากเกิดความเสียหายส่วนใหญ่สายการบินจะรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นเราแนะนำให้ลูกค้าเคลม ณ เคาน์เตอร์ในสนามบินทันที เพื่อลูกค้าจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบเอง”

สำหรับขั้นตอนการเช่า วรัษฎา ย้ำว่าไม่ยุ่งยาก ใช้เพียงสำเนาบัตรประชาชน ที่เหลือลูกค้าก็เพียงชำระค่าเช่าและวางเงินประกันเท่านั้น

เที่ยวซีซั่นไหน ก็สวยเก๋แถมอบอุ่น

สำหรับหนุ่มสาวเมืองร้อนอย่างเราๆ การได้ไปสัมผัสอากาศหนาว ได้เจอหิมะโปรยปราย คือความฝัน แต่ก่อนที่ฝันจะเป็นจริง หลายครั้งที่เราต้องปวดหัวกับอุปกรณ์กันหนาว เพื่อเป็นทางเลือกให้คนที่คิดว่า ไม่อยากลงทุนกับเสื้อหนาวที่ได้ใช้ปีละครั้ง หรือไม่อยากใส่เสื้อหนาวตัวเดิมซ้ำๆ เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ เรนต์ อะ โค้ต (Rent A Coat) บริการให้เช่าเสื้อกันหนาว คือ คำตอบนี้

ไอลดา ศรีแสง หุ้นส่วนร้านเรนต์ อะ โค้ต เล่าถึงที่มาของธุรกิจนี้ว่า ด้วยความที่ธุรกิจครอบครัวเป็นร้านขายเสื้ออยู่แล้ว บวกกับเธอและหุ้นส่วนเห็นตรงกันว่า เครื่องกันหนาวเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ชวนปวดหัว ไปเที่ยวแต่ละครั้งก็ต้องไปหาเสื้อผ้าใหม่ เพราะไม่อยากใส่ซ้ำ หรือบางครั้งกลับจากเที่ยวมาก็ไม่อยากให้เสื้อหนาวเหล่านี้เป็นภาระในการหาที่เก็บอีก

“เราเคยลองไปใช้บริการเช่าเสื้อกันหนาวนะ แต่ด้วยหลายๆ เหตุผลเราคิดว่ายังไม่ตอบโจทย์ ในฐานะที่เราอยู่ในธุรกิจนี้อยู่แล้ว เลยตัดสินใจขยายมาสู่ธุรกิจให้เช่าเสื้อกันหนาวด้วยเลยดีกว่า เรามีบริการเสื้อกันหนาวให้เช่าทั้งสำหรับผู้หญิง ผู้ชาย แบบที่เป็นยูนิเซ็กซ์ และของเด็กก็มี ลูกค้าจะเข้ามาดูที่ร้านก็ได้ หรือจะเข้าไปดูในหน้าเฟซบุ๊ก ซึ่งเราจะแจ้งขนาดความกว้างของอก ไหล่ เอว ความยาวของเสื้อไว้ให้พร้อม ส่วนสำหรับเครื่องกันหนาวด้านในอย่าง เลกกิ้ง ลองจอห์น เนื่องจากเป็นอินเนอร์แวร์ เราไม่มีให้เช่า แต่มีจำหน่าย เพื่อเป็นวันสต็อปเซอร์วิสให้กับลูกค้า”

เงื่อนไขการเช่า ลูกค้าแค่มีสำเนาบัตรประชาชนมาแสดงเท่านั้น ส่วนค่าเช่าคิดตามจำนวนวัน ซึ่งก่อนจะนำมาคืนลูกค้าจะซักแห้งมาให้ก็ได้ หรือจะมาใช้บริการซักแห้งที่ร้านก็ได้เช่นกัน โดยข้อดีคือ ราคาย่อมเยากว่าไปซักเอง และไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่มระหว่างที่รอส่งซักอีกด้วย

ไอลดา ศรีแสง

รูปสวยสไตล์ฮิปสเตอร์ คุณก็มีได้

เสื้อผ้า อุปกรณ์พร้อมแล้ว ปิดท้ายด้วยเครื่องมือช่วยเก็บภาพสวยๆ ระหว่างเดินทาง นาทีนี้ฮิปสุดๆ ต้องกล้องโกโปร (Go Pro) สิคะ

เสริมศักดิ์ อุชชิน เจ้าของร้านไดฟ์ แอ็คชั่นเกียร์ (Dive Action Gear) ผู้จัดจำหน่ายกล้องแอ็กชั่นคาเมร่า และเพิ่งหันมาชิมลางบริการให้เช่ากล้องโกโปรได้ครึ่งปี กล่าวว่า เพราะโลดแล่นอยู่ในวงการกล้องมานาน จึงเล็งเห็นความต้องการของลูกค้าในกลุ่มนี้มากขึ้น ซึ่งหลายครั้งที่เหล่านักเดินทางลังเลที่จะจับจองเป็นเจ้าของกล้องเอง เพราะแม้ว่าราคากล้องจะอยู่ในระดับหมื่นต้นๆ แต่เมื่อบวกค่าอุปกรณ์เข้าไปก็ค่อนข้างสูง แถมบางครั้งความถี่ในการใช้งานอาจไม่สูง หรือบางคนก็ยังไม่แน่ใจว่าใช้แล้วจะชอบมั้ย เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ จึงตัดสินใจเปิดบริการให้เช่าแอ็กชั่นคาเมร่า ทั้ง โกโปร, โอลิมปัส (Olympus) และอุปกรณ์ถ่ายใต้น้ำแบบครบเซต

“ความพิเศษของร้านเรา คือ ถ้ามาเช่าแค่บอกว่าจะนำไปใช้ทำกิจกรรมรูปแบบไหน เราจะเตรียมอุปกรณ์เสริมให้พร้อมโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม เช่น จะไปปีนเขา เราจะมีที่คาดอกให้ จะไปปั่นจักรยาน เราจะมีอุปกรณ์สำหรับติดตั้งกล้องไว้กับแฮนด์จักรยานเลย ถ้าไปท่องเที่ยวธรรมดาก็มีกระเป๋า แบตสำรอง ไม้เซลฟี่ให้ หรือถ้าไปดำน้ำเราจะจัดเฮาซิ่งไปให้ด้วย เรียกว่ามาเช่ากับเรา จะได้อุปกรณ์ครบเซตกลับไปจนบางครั้งเยอะไปด้วยซ้ำ” เสริมศักดิ์บอกเล่าอย่างอารมณ์ดี

อีกเหตุผลที่ทำให้คนรุ่นใหม่ หันมานิยมเช่าอุปกรณ์ถ่ายรูปมากขึ้น เสริมศักดิ์ บอกว่า เพราะกล้องเหล่านี้ส่วนใหญ่จะรับประกันการใช้งาน 1 ปี ถ้าหลังจากนี้เกิดมีปัญหาคือ ทิ้งอย่างเดียว เพราะฉะนั้นถ้าสำหรับคนที่ใช้ไม่บ่อย ปีหนึ่งเที่ยว 2 ครั้ง ซื้อไปแล้วก็ไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ การเช่าน่าจะเป็นทางเลือกดีกว่า เพราะถ้าเผื่อเช่าไปแล้วกล้องมีปัญหา ทางร้านก็รับผิดชอบเกือบทุกกรณี ยกเว้นทำตกมาหรือทำน้ำเข้า เพราะลืมปิดฝากล้อง

“เราเองก็เป็นนักเดินทาง ชอบดำน้ำ เพราะฉะนั้นเราเข้าใจความต้องการของลูกค้าดี สำหรับลูกค้าสนใจบริการของเรา แนะนำให้เข้ามาดูที่เว็บไซต์ หรือจะเข้ามาที่ร้านก็ได้ มาลองเลือก ลองเล่นกล้องที่จะเช่าดู จากนั้นถ้าสนใจก็เพียงแต่ใช้สำเนาบัตรประชาชน วางเงินค้ำประกัน สำหรับค่าเช่าเรานับตามวันเดินทาง ไม่นับวันที่มารับและมาคืนกล้อง หรือถ้าจะไปดำน้ำ เราก็นับเฉพาะวันที่ลงน้ำ เพราะเราเข้าใจว่า นักดำน้ำบางครั้งเสียเวลาเดินทางหลายวัน กว่าจะไปถึงไดฟ์ เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามยืดหยุ่นให้มากที่สุด”

เสริมศักดิ์ อุชชิน

 

ครองเรือนให้เป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2560 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474737

ครองเรือนให้เป็นสุข

โดย…ชลญ่า

พูดถึงชีวิตคู่หรือการครองเรือนให้เป็นสุขและยั่งยืนได้นอกจากสามีภรรยาจะมีส่วนที่เสมอกัน 4 ส่วนคือ มีศรัทธาเสมอกัน มีความประพฤติเสมอกัน มีความเสียสละเสมอกัน และมีปัญญาเสมอกันแล้วควรจะต้องมีธรรม 4 ประการต่อไปนี้ ได้แก่ 1.สัจจะ ความจริงใจ รักจริงหวังอยู่ รักเดียวใจเดียว ไม่คิดนอกใจ 2.มีขันติ อดทนอดกลั้นต่อปัญหาต่างๆ 3.ทมะ เมื่อเกิดปัญหาต้องรู้จักยืดหยุ่นให้เป็น พร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ เรียนรู้ซึ่งกันและกัน และไม่ทอดทิ้งกัน 4.จาคะ การละลายความเห็นแก่ตัวทิ้งไป ละทิ้งความเป็นเธอเป็นฉันและหลอมกันเป็นเรา

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) กล่าวว่า ถ้าคู่สามีภรรยาพรั่งพร้อมด้วยธรรมทั้งสี่ประการเมื่อไร เรือนก็จะเป็นเรือนหอ บ้านก็จะเป็นบ้านที่อยู่แล้วมีความสุข ความร่มเย็น แต่ถ้าขาดทั้งสี่ข้อเรือนหอก็เป็นแค่บ้านก่ออิฐถือปูน แค่บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ ไม่มีชีวิตชีวา อยู่ไม่มีความสุข

“ความสุขของการครองเรือนไม่ได้อยู่ที่เรือนหอราคานับแสนนับล้าน นับร้อย นับพัน นับแสนล้าน แต่อยู่ที่สองคนนั้นครองธรรมหรือเปล่า บ้านใดที่มีธรรมทั้งสี่ สวรรค์ก็อยู่ตรงนั้น บ้านใดที่ไร้ธรรมนรกก็อยู่ตรงนั้น เพราะฉะนั้นทั้งสองจะต้องช่วยสร้างสรรค์เรือนหอ ทั้งเรือนหอหลังในคือคนสองคน และเรือนหอหลังนอกคือบ้านที่ใช้เป็นเรือนหอให้เป็นสวรรค์ที่อยู่แล้วมีความสุข”

 

ไม่ตั้งใจโสด โปรดลงจากคาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2560 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474736

ไม่ตั้งใจโสด โปรดลงจากคาน

โดย…ชลญ่า

มีคนบอกว่าที่ผู้หญิงครองโสดจนอายุขึ้นเลข 4 ทั้งที่สวยก็สวย การงานดี มีการศึกษาก็ยังไม่คิดจะแต่งงานเพราะเหตุผลแตกต่างกันไป เช่น ผู้หญิงสมัยนี้มีหน้าที่การงานและการเงินมั่นคงจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องพึ่งพาผู้ชาย บางคนเก่งทุกเรื่องและมั่นใจในตัวเองสูงจึงไม่ชอบให้ผู้ชายเข้ามาพันธนาการชีวิตให้ไร้อิสระเสรี บางคนไม่อยากมีลูกจึงไม่คิดแต่งงาน บางคนเรื่องเยอะและเลือกเยอะ บางคนฝังใจกับอดีตเพราะเคยผิดหวังจากผู้ชายเลยไม่คิดจะมีใครอีกกลัวจะซ้ำรอยเดิม บางคนอยากมีแต่ท่าทีไม่เปิดใจผู้ชายจึงไม่กล้าจีบ ฯลฯ

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดกลใดหรือมีมุมมองแบบไหน ถ้าการครองโสดนั้นไม่ได้เป็นความตั้งใจโสด ก็ต้องบอกว่ามีโอกาสลงจากคานได้ทุกเมื่อเพียงแต่ต้องอาศัยเทคนิคบางอย่างเข้าช่วย

1.ยอมรับความจริงว่าอยากมีแฟน

อุปสรรคของผู้หญิงโสดส่วนหนึ่งเพราะเธอปากกับใจไม่ตรงกัน หรือประเภทไม่ยอมรับความจริงว่าแท้จริงแล้วก็อยากมีแฟน อยากมีคนดูแล อยากแต่งงาน อยากมีลูก อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น ไปไหนมาไหนด้วย ซึ่งถ้าตราบใดที่ยังโกหกใจตัวเองและปากแข็งว่า โสดน่ะดี รับรองว่าไม่มีวันได้เจอใครแน่นอน และอย่าหาว่าไม่เตือน อายุไม่มากไม่ห่วง แต่ถ้าเข้าใกล้ 40 โอกาสที่จะโสดยาวก็เป็นไปได้ และถ้าเลย 40 ไปแล้วก็ยิ่งยากเข้าไป เพราะฉะนั้นเลิกหลอกตัวเองเสีย

2.พ่อสื่อแม่สื่อช่วยได้

สาวที่ครองโสดมานานจะให้ไปจีบหนุ่มหรือโปรยเสน่ห์ให้หนุ่มๆ ก็คงจะไม่ใช่แนวเธอและส่วนใหญ่ก็คงไม่กล้าขนาดนั้น เพราะฉะนั้นวิธีที่เข้าทีที่สุดก็คือหาตัวช่วย ไม่ต้องไปหาไกล กลุ่มเพื่อนนั่นแหละ เช่น กลุ่มเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกัน กลุ่มเพื่อนสนิท กลุ่มเพื่อนที่ทำงาน กลุ่มเพื่อนที่ทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน กลุ่มเพื่อนออกกำลังกาย เลือกเพื่อนที่มีลักษณะใกล้เคียงกันหรือรู้จักเราดี ทีนี้พอมีอะไรก็คุยกับเพื่อนเลย เพื่อนย่อมรู้ใจเพื่อน บอกไปเลยคุณชอบผู้ชายแบบไหน นิสัย รูปร่างหน้าตายังไงเดี๋ยวเพื่อนก็จัดให้เพราะเพื่อนคงไม่อยากให้เราโสดตลอดไปหรอก

3.อยู่ใกล้คนประสบความสำเร็จในความรัก

พระพุทธเจ้าตรัสว่าคบคนดีก็ทำให้เราดีด้วย ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าอยากประสบความสำเร็จในความรักได้คู่ที่ดีก็ต้องรู้จักเข้าหาและขอคำปรึกษาจากคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ที่ครองรักอย่างมีความสุขและเป็นแบบอย่างที่ดี คนเหล่านี้จะมีคำแนะนำ ข้อคิด และความรู้ดีๆ หรือสามารถแชร์เรื่องราวความรักที่ประทับใจให้ฟัง เชื่อว่าประสบการณ์ความรักของเขาเหล่านี้น่าจะช่วยให้ตัดสินใจอะไรๆ ได้ดีขึ้น

4.ปล่อยวางอดีตไม่ถือมั่น

มีคนโสดจำนวนหนึ่งไม่สามารถจะมีความรักครั้งใหม่ได้ เพราะมีอดีตที่ฝังใจอยู่จนไม่สามารถลืมเลือนได้ อาจจะด้วยเรื่องราวหรือความคับแค้นใจ เช่น ถูกฝ่ายชายหักหลังไปมีหญิงอื่น หรือวันแต่งผู้ชายหนีต้องม่ายขันหมาก บางครั้งก็อาจจะเป็นเรื่องดี เช่น ไม่อาจลืมแฟนคนก่อนเพราะดีมากจนไม่คิดจะมีใครอีกเพราะ
กล้วจะไม่ได้คนดีพร้อมอย่างแฟนคนเก่า

หากยังยึดมั่นถือมั่นไม่ยอมปล่อยวางอดีตและปล่อยให้อดีตมามีอิทธิพลต่อจิตใจก็คงไม่มีโอกาสได้ลงจากคาน ฉะนั้น จงปล่อยวางอดีต คนรักเก่าไม่ดีให้อภัยเสีย เลิกคิด เลิกจำสิ่งแย่ๆ ในอดีต เพราะไม่มีใครกลับไปแก้ไขอดีตให้ดีได้ ส่วนความดีของคนรักเก่าก็ให้เก็บไว้ในความทรงจำ อย่าให้มาเป็นกำแพงกั้นไม่ให้เราไปมีคนอื่น ชีวิตต้องเดินต่อไป อนาคตอยู่ในกำมือเราเท่านั้นที่สามารถสร้างใหม่ได้

สาวๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจโสดไปตลอดชีวิต แต่โสดมานานและไม่อยากโสดอีกแล้วลองเอาไปใช้ดูเผื่อจะช่วยได้ แต่ว่าวิธีเหล่านี้อาจจะไม่ช่วยให้คุณลงจากคานเลยถ้าคุณไม่รู้จักดูแลตัวเอง ปล่อยเนื้อปล่อยตัว และไม่ทำตัวเองให้ดูดี