เรือนไทย…พักใจ ‘ไพโรจน์ ชื่นครุฑ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471983

เรือนไทย...พักใจ ‘ไพโรจน์ ชื่นครุฑ’

โดย…ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

เรือนไทยขนาดกะทัดรัดหลังนี้ แม้จะไม่ได้ดูโอ่อ่าหรืออลังการเหมือนกับเรือนไทยหลังอื่น แต่มันก็เต็มไปด้วยเรื่องราวและความผูกพันของครอบครัว “ไพโรจน์ ชื่นครุฑ” เมื่อมันให้ความรู้สึกมากกว่าแค่บ้านหลังหนึ่ง

ปัจจุบัน ไพโรจน์ ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และดูแลบริษัทในเครืออยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส หรือกรุงศรี ออโต้ ควบคู่ไปด้วย ซึ่งถึงแม้ว่ายอดขายรถป้ายแดงในปีนี้คาดกันว่าจะติดลบ 6-7% แต่ภายใต้การบริหารงานของ “ไพโรจน์” ก็ยังทำให้กรุงศรี ออโต้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าเมื่อจบสิ้นปีนี้ยอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อใหม่จะเติบโตได้ถึง 6% หรือปล่อยกู้ได้ 1.33 แสนล้านบาท

ไพโรจน์ บอกว่า ในยุคที่มีการแข่งขันสูง การทำงานก็ต้องมีความเครียดหรือมีเรื่องกดดันเป็นธรรมดา ซึ่งตัวเขาเองก็มีวิธีการบริหารความเครียดจากงานด้วยการออกกำลังกาย ด้วยการขี่จักรยาน ซึ่งก็ปั่นมานานแล้ว ปั่นมาก่อนที่จะมาฮิตติดลมบนอย่างในปัจจุบันเสียอีก ถึงขั้นที่ว่า แม้จะประสบอุบัติเหตุร้ายแรงและต้องพักรักษาตัวแรมเดือนมาแล้ว แต่ถึงยังไงก็ไม่เข็ด และยังคงเป็นนักปั่นยามว่างมาจนถึงปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม เขายังมีอีกพื้นที่หนึ่งที่ใช้เป็นที่พักกายพักใจให้กับตัวเอง เมื่อเป็นทั้งความฝันและความต้องการส่วนตัวที่อยากจะมีบ้านเรือนไทยสักหลังเป็นของตัวเอง

ไพโรจน์ เล่าต่อว่า จนเมื่อ 4 ปีก่อน มีเพื่อนแนะนำว่ามีที่ดินกลางกรุงจะขาย 100 ตารางวา สนใจไหม ซึ่งพอมาดูด้วยตัวเองก็ตอบตกลงทันที เพราะตรงกับความต้องการเดิมอยู่แล้ว มีขนาดที่พอเหมาะและตั้งอยู่หัวมุมพอดี

“ความคิดแรกก็กะว่าจะซื้อเพื่อเอาที่ดินเพียงอย่างเดียว ส่วนบ้านเก่าที่มีอยู่ก็จะรื้อทิ้งเพื่อสร้างใหม่แทน เพราะเห็นสภาพจากนอกบ้านแล้ว ต้องบอกว่าโทรมมากๆ ต้นไม้ขึ้นรกไปหมด ไม่น่าดูเลย เนื่องจากถูกปล่อยทิ้งไว้มานาน แต่พอได้เข้าไปสำรวจตัวบ้านจริงๆ ก็เปลี่ยนใจทันที รื้อทิ้งไม่ลง เพราะตัวบ้านที่เป็นไม้และโครงสร้างหลักยังอยู่ในสภาพดี ที่สำคัญเป็นทรงเรือนไทยยกใต้ถุนสูง ไม้ที่ใช้ก่อสร้างก็ยังไม่ผุ เป็นบ้านไม้โบราณที่เจ้าของเดิมยกมาจากราชบุรีมาปลูกบนที่ดินแห่งนี้ จึงอยากเก็บอนุรักษ์เอาไว้” ไพโรจน์ บอก

 

ในที่สุดก็ได้ทำการปรับปรุงตกแต่งเสียใหม่ โดยแทบไม่ต้องรื้อโครงสร้างของเก่าออกเลย มีเพียงชั้นล่างใต้ถุนสูงก็ทำเป็นผนังเพิ่มเติมให้มีความเป็นส่วนตัวขึ้นมาหน่อย จะได้ใช้ประโยชน์มากขึ้น ซึ่งภาพโดยรวมที่ออกมาก็ตรงกับใจที่ต้องการด้วย

ไพโรจน์ บอกว่า เรือนไทยหลังนี้ไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยประจำ แต่เป็นบ้านหลังที่สองในกรุงเทพฯ มีเอาไว้เป็นที่ผ่อนคลายมากกว่า เวลาทำงานมาเหนื่อยๆ เครียดๆ ก็จะแวะมาเรือนไทยหลังนี้ มานั่งสงบจิตสงบใจ ให้ผ่อนคลายลงบ้าง หรือไม่ก็นอนค้างที่นี่สักคืน ก่อนกลับบ้านอีกหลัง

ส่วนสไตล์การตกแต่งเรือนไทยหลังนี้ จะเน้นการตกแต่งให้เรียบง่ายที่สุด ไม่ต้องมีโทรทัศน์ ไม่ต้องมีคอมพิวเตอร์ ให้จดจ่ออยู่กับมันอีก ไม่ต้องมีเฟอร์นิเจอร์อะไรมากมาย ในเมื่อเราต้องการมาพักที่นี่อย่างเงียบสงบ สบายๆ

 

ที่สำคัญเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งส่วนใหญ่ในเรือนไทย อย่างชุดเก้าอี้หวาย โต๊ะเครื่องแป้ง และตู้โชว์ของ ก็เป็นของคุณแม่ที่จากไปแล้ว นาฬิกาไขลานโบราณก็เป็นของคุณพ่อ

ส่วนชุดโซฟาก็เป็นของลูกชายที่ปัจจุบันไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเวลาได้เห็น ได้สัมผัส ได้นั่งลง ก็ทำให้เรานึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ความรู้สึกดีๆ ของเจ้าของเก่าได้เป็นอย่างดี เรือนไทยหลังนี้จึงเป็นมากกว่าแค่บ้านธรรมดา

 

‘เมนูไข่ปูอันโอชะ’ จุดเริ่มต้นหายนะท้องทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471982

‘เมนูไข่ปูอันโอชะ’ จุดเริ่มต้นหายนะท้องทะเล

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ช่วงปลายปียาวไปถึงเดือน ก.พ. เหล่านักชิมปูจะได้ลิ้มลองเนื้อปูอันโอชะที่มาพร้อมกับไข่ปูสีส้มแดงมันวาว เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักชิม แต่ทว่าหลายคนคงไม่รู้ว่าการบริโภคไข่ปูทั้งในและนอกกระดองนั้น หมายถึงการลดจำนวนปริมาณลูกปูที่กำลังเกิดสู่ท้องทะเลอีกกว่าล้านชีวิต โดยประเด็นวิกฤตนี้ทำให้ชาวประมงบางกลุ่มพยายามรณรงค์ให้เลิกกินไข่ปู เพราะถือเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศท้องทะเลในอนาคต

วิชา นรังศรี ประธานมูลนิธิพื้นที่ชุ่มน้ำ และที่ปรึกษาธนาคารปูม้า ชุมชนหาดเจ้า-แหลมผักเบี้ย สะท้อนปัญหาว่า ปัจจุบันสถานการณ์การหาปูม้ามีแต่ทรงกับทรุด เพราะทรัพยากรปูในทะเลมีมากเท่าไหร่ ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค เห็นได้ชัดว่าตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ชาวประมงจับปูม้าได้ลดน้อยลงทั้งจำนวนและขนาดมากกว่าครึ่งหากเทียบกับเมื่ออดีต โดยปัจจุบันการออกทะเลจับปูม้าประมาณเดือนละ 15 วัน ครั้งหนึ่งจับได้ไม่เกิน 10 กิโลกรัม หรือบางวันก็จับไม่ได้เลย

สาเหตุที่ทำให้จำนวนปูลดลงและหายากขึ้น เชื่อว่ามาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ปัญหาจากภาพรวมระบบนิเวศท้องทะเลเปลี่ยนแปลงไป และฝีมือมนุษย์ที่ใช้อวนเป็นเครื่องมือประมงในการจับปู เพื่อตอบสนองความนิยมการบริโภคปูม้าที่มีจำนวนมาก หรือเรียกได้ว่าเป็นการบริโภคปูผิดประเภทโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือ กินแม่ปูทั้งที่ยังมีไข่ในและนอกกระดองกันมาตลอด ทำให้ปัจจุบันพบว่าการฟื้นฟูทรัพยากรปูไม่สมดุลต่อความต้องการของมนุษย์

 

ที่ปรึกษาธนาคารปูม้า อธิบายว่า ปูจะมีตัวผู้กับตัวเมีย แต่คนส่วนใหญ่นิยมกินปูตัวเมียเพราะมีไข่แน่นน่ารับประทาน ซึ่งในธรรมชาติวงจรชีวิตปูม้าอาศัยอยู่ในทะเล ส่วนปูทะเลที่ตัวใหญ่ๆกระดองหนาจะหากินอยู่ตามป่าชายเลนเป็นหลัก แต่ก็สามารถเจอได้ในทะเล ส่วนพฤติกรรมการออกไข่ของปูม้าจะออกได้ตลอดทั้งปี เริ่มตั้งแต่อายุ 3 เดือนก็เข้าสู่วัยผสมพันธุ์ โดยการออกไข่ต่อครั้งเฉลี่ยประมาณ 5-7 แสนฟอง ส่วนฤดูกาลวางไข่ผสมพันธุ์ของปูทะเลอยู่ในช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค.

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นจากความต้องการบริโภคปูที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีกำลังการจับปูก็เพิ่มมากเช่นกัน ซึ่งการบริโภคไข่ปูทั้งในและนอกกระดองนี้ ถือเป็นการบริโภคที่สร้างความเสียหายให้กับทรัพยากรทางทะเลอย่างรุนแรง เพราะแม่ปูหนึ่งตัวจะออกไข่ 5-7 แสนตัว เมื่อถูกนำมากินจะเท่ากับหยุดวงจรการเกิดลูกปูอีกจำนวนมหาศาล ฉะนั้นจึงไม่อยากให้ผู้บริโภครับประทานปูลักษณะนี้ เพราะหากสังคมต้องการฟื้นฟูทรัพยากรปูในท้องทะเลให้กลับมา ควรเริ่มแก้ที่ความต้องการของมนุษย์ก่อน

“จะให้หาปูตามความต้องการของตลาดเท่าไหร่คงไม่พอ เพราะเมื่อขายได้ การที่เจอปูตัวใหญ่ในทะเลก็ไม่มี เนื่องจากความต้องการปัจจุบันเอาหมดทุกขนาด นี่จึงเป็นเหตุผลที่ไม่เหลือปูขนาดใหญ่ไปถึงวัยเจริญพันธุ์แบบสมบูรณ์”

วิชา เรียกร้องว่า การแก้ปัญหานี้ไม่อยากให้ผู้บริโภคเลือกซื้อหรือกินปูที่มีไข่ เพราะหากไม่มีความต้องการซื้อ แม่ค้าจะไม่นำมาขาย และชาวประมงก็จะยอมปล่อยปูที่กำลังมีไข่ลงสู่ท้องทะเลไป หรือนำมาพักเพียง 1-2 วัน ภายหลังแม่ปูสลัดไข่ออกค่อยนำมาขาย และปล่อยไข่ปูลงสู่ทะเล ซึ่งตรงนี้จะช่วยทำให้ทรัพยากรไม่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า และทำให้ทรัพยากรในทะเลกลับมาได้ระดับหนึ่ง มิเช่นนั้นอาจเข้าสู่ขั้นวิกฤตได้ในอนาคต เนื่องจากปัญหาของปูเป็นเพียงหนึ่งปัญหาสะท้อนจากทะเล แต่ถ้าหากผู้บริโภคเลี่ยงการกินสัตว์ทะเลช่วงฤดูวางไข่ ก็เชื่อว่าจะทำให้ทรัพยากรในทะเลกลับมายั่งยืนได้อีกครั้ง

 

หญิงแกร่งไทยในกัมพูชา ล้มแล้วไม่ท้อ…จะมีทางชนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471978

หญิงแกร่งไทยในกัมพูชา ล้มแล้วไม่ท้อ...จะมีทางชนะ

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

เจ้าของกิจการที่ทำธุรกิจอย่างสดใส หากเกิดเหตุการณ์พลิกผัน ธุรกิจเกิดสะดุด กลายมาเป็นมีหนี้เกือบหลักร้อยล้านบาท เจ้าของธุรกิจจะเลือกทางออกให้แก่ชีวิตและธุรกิจอย่างไร แต่มีซีอีโอหญิงไทย หัวใจสุดแข็งแกร่ง สามารถต่อสู้ ไม่ย่อท้อ มุ่งมั่น สร้างบริษัทให้เติบโต และกลายเป็นบริษัทชั้นนำการขนส่งระหว่างไทย-กัมพูชาได้

“ดวงใจ จันทร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นัทธกันต์ (กัมพูชา) ผู้ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ไทย-กัมพูชา และตัวแทนการเดินรถโดยสารประจำทางระหว่างประเทศของกัมพูชา เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นสร้างธุรกิจว่า ได้เข้ามาเรียนที่ประเทศกัมพูชาตั้งแต่ชั้นประถม เพราะครอบครัวอยู่ที่ จ.ตราด และเมื่อประเทศกัมพูชาเกิดสงครามในประเทศ ทำให้ต้องกลับไปประเทศไทยตั้งแต่ช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรืออายุ 15 ปี ซึ่งเวลาดังกล่าวเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิต ไม่ได้เรียนต่อ แต่มองเห็นโอกาสการทำธุรกิจ

จึงสนใจเริ่มสร้างธุรกิจเกี่ยวกับอาหารทะเลจากกัมพูชานำเข้ามาในไทย เพราะมีผู้ใหญ่ให้คำแนะนำต่างๆ และยังทำธุรกิจนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยเข้ามากัมพูชา โดยการทำธุรกิจในช่วงแรก อายุ 15 ปี เคยเรียนในกัมพูชา จึงมีคนที่รู้จัก ผู้ใหญ่ในประเทศกัมพูชาให้คำแนะนำ จึงเข้าใจช่องทางการจำหน่ายสินค้า โดยการทำธุรกิจในกัมพูชา นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในช่วงแรกได้กำไรสูงมาก เพราะในกัมพูชาไม่มีสินค้า จึงต้องการสินค้าจากไทย และธุรกิจยังสามารถขยายตัวไปสู่การส่งออกสินค้าไทยต่อเนื่องไปประเทศเวียดนามได้

 

แต่ต่อมา เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2538 เกิดปัญหาค่าเงินบาทลอยตัว ทำให้สินค้าที่สั่งซื้อไว้เกิดปัญหา และได้ไปลงทุนในหลายธุรกิจ ทั้งไปลงทุนทำพลอย และทำอสังหาริมทรัพย์เกิดปัญหาทั้งหมด กลายเป็นต้องมีหนี้สูงเกือบ 500 ล้านบาททันที ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนที่แพงสุดในชีวิต

เราถือเป็นผู้นำครอบครัว มีลูก 3 คน จะต้องไม่สิ้นหวัง และต้องสู้ มีความเชื่อมั่นต้องมีแสงสว่างรออยู่ข้างหน้า มีลูกเป็นกำลังใจสำคัญให้สู้ต่อไป ทุกอย่างเรื่องหนี้ก็พูดคุยกับธนาคาร เราไม่หนีและไม่ล้มบนฟูก เราล้มจริงๆ ทรัพย์สินที่มีอยู่ให้ปล่อยให้ธนาคารจัดการทั้งหมด ธนาคารก็พร้อมช่วย เพราะที่ผ่านมาเราทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ไม่เอาเปรียบใคร เมื่อเราล้มก็มีคนอื่นๆ พร้อมเข้ามาช่วย ทำให้สถานการณ์ค่อยๆ ดีขึ้น

“อยากให้กำลังใจทุกคน ชีวิตมีวันที่ขึ้นและวันที่ลง บางครั้งเก่งมาก ก็สู้เฮงไม่ได้ บางครั้งอาจจะไม่ช่วงเวลาของเรา หากเราเป็นหนี้ต้องดูว่าสู้ไหวไหม ถ้าไม่ไหวก็ต้องปล่อยไป อย่าไปยึดติด ทรัพย์สินต่างๆ ไม่ใช่ของเราก็ต้องปล่อยไป” ดวงใจ กล่าว

 

บทเรียนที่แพงสุดในชีวิตครั้งนี้ ทำให้ต้องตั้งต้นใหม่ เข้าใจสัจธรรมในความไม่แน่นอนของชีวิต ต้องกลับมาก้าวใหม่ และยึดคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทุกอย่างอย่าทำเกินตัว เราปรับการทำธุรกิจใหม่ด้วยเงินสดเท่านั้น และไม่กู้เงินกับธนาคารเลย ค่อยๆ ก้าวทีละก้าวต่อไป ธุรกิจก็มาทำเกี่ยวกับโลจิสติกส์ ทำทัวร์ด้านการจับคู่ทางธุรกิจ เพราะเป็นสิ่งที่เราถนัดมีความเข้าใจในตลาดกัมพูชา

“ดวงใจ” กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้ธุรกิจมีลูกเข้ามาดูแลบางด้านแล้ว โดยลูกก็มีการขยายธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งการเข้ามาทำธุรกิจในกัมพูชาเป็นเวลามากกว่า 30 ปีแล้ว โดยเรามีคนรู้จักและมีเพื่อนในกัมพูชามากมาย ได้เรียนรู้ ได้รับประสบการณ์ต่างๆ ทุกอย่างทำให้เติบโตมากขึ้น ทุกอย่างมาจากการที่เรามีความซื่อสัตย์กับลูกค้า ซื่อสัตย์กับเพื่อน ให้ความตรงไปตรงมา และมุ่งมั่นทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

“เราได้สอนลูกมาตลอด ยิ่งอยู่สูง ต้องยิ่งทำตัวให้ต่ำไว้ เราต้องมีความซื่อสัตย์ ไม่เหยียดหยามใคร พูดจากับพนักงานอย่างดี เพราะมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะรวยหรือจน ทุกคนต่างมีคุณค่าเท่ากันหมด สิ่งที่เราทำมาก็พิสูจน์ได้ว่า เมื่อเราล้ม ก็มีคนพร้อมช่วยเสมอ และต้องยึดคำสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงในการทำธุรกิจ” ดวงใจ กล่าวทิ้งท้าย

 

เทคนิคการขับรถในหน้าหนาวไปดูทะเลหมอกสวยๆ ป้องกันอุบัติเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2559 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471310

เทคนิคการขับรถในหน้าหนาวไปดูทะเลหมอกสวยๆ ป้องกันอุบัติเหตุ

โดย…บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

มาถึงสัปดาห์กลางเดือน ธ.ค. เรียกได้ว่าเป็นหน้าหนาวอย่างเต็มตัว (เสียที) เพราะหนาวจริง หมอกจริง ตื่นเช้าได้สัมผัสกับความหนาวเย็น นักท่องเที่ยวผู้รักการสัมผัสไอหนาวเตรียวตัวกันแล้ว หลายคนเตรียมทริปเดินทางไกลเพื่อขึ้นไปดูสายหมอกสวยๆ ทะเลหมอกหวานๆ ที่สวยงาม ขอให้ระวังด้วยกับทัศนวิสัยการขับขี่ ที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ระหว่างทางได้เจอก่อนแน่กับสายหมอกที่หนาทึบ

เพิ่มความระมัดระวังยังไม่พอ ต่อไปนี้คือเทคนิคการขับรถในหน้าหนาว ใครที่กำลังจะขึ้นอีสานขึ้นเหนือ หรือขึ้นไปดูหมอกสวยๆ บนดอย อ่านไว้ไม่เสียหลาย

1.เตรียมสภาพรถให้พร้อมเดินทางในช่วงหมอกปกคลุมเส้นทาง โดยอุปกรณ์ทำความสะอาดกระจกต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน สัญญาณไฟส่องสว่างทุกดวง

2.การขับรถให้เปิดสัญญาณไฟและไฟตัดหมอก ซึ่งต้องเปิดทั้งไฟหน้าและไฟหลัง เพื่อให้คนอื่นเห็นเราระยะไกลขึ้นกว่าธรรมดา

3.กรณีละอองฝ้าเกาะกระจก ให้ปรับอุณหภูมิในห้องโดยสารให้ต่ำกว่าภายนอก ใช้อุปกรณ์ปัดน้ำฝนและเปิดปุ่มไล่ฝ้า ควรลดระดับกระจกหน้าต่างลง พร้อมเปิดที่ปัดน้ำฝน เพื่อไล่ไอน้ำที่เกาะกระจกหน้ารถออก หรือใช้ผ้าแห้งเช็ดกระจกที่เป็นละอองฝ้า สำหรับกระจกหลังให้เปิดปุ่มไล่ฝ้าจะช่วยไล่ละอองน้ำ ทำให้มองเห็นเส้นทางชัดเจนขึ้น

หลักการง่ายๆ คือ ทำให้อุณหภูมิภายใน-นอกรถใกล้เคียงกัน ถ้าภายในรถเย็นกว่า จะเกิดฝ้าด้านนอก ถ้าภายนอกรถเย็นกว่า จะเกิดฝ้าด้านใน ง่ายที่สุดให้เปิดกระจกสักพักเพื่อไล่ฝ้า เพราะปกติแล้วเวลาถึงหน้าหนาว ความชื้นในอากาศจะต่ำอยู่แล้ว อากาศค่อนข้างแห้ง การแง้มกระจกให้อากาศแห้งภายนอกเข้ามา จึงสามารถไล่อากาศที่มีความชื้นสูงภายในรถออกไป

4.กรณีหมอกลงจัดจนมองไม่เห็นเส้นทาง ให้จอดรถในบริเวณที่ปลอดภัย รอจนทัศนวิสัยดีขึ้นค่อยขับรถไปต่อ ตรวจสอบสภาพรถโดยเฉพาะระบบไฟให้พร้อมก่อนออกเดินทาง หมั่นทำความสะอาดกระจกโคมไฟตลอดการเดินทางเป็นระยะ

5.เปิดไฟใหญ่ต่ำ ไม่ใช้ไฟหรี่ เพื่อให้คนอื่นมองเห็นเรา และห้ามใช้ไฟสูง เพราะแสงไฟจะสะท้อน ทำให้ผู้ขับขี่รายอื่นสายตาพร่ามัว

6.ไม่ขับรถด้วยความเร็วสูง เว้นระยะห่างจากรถอื่นให้มากกว่าปกติ โดยเว้นระยะที่เหมาะสม ได้แก่ ระยะที่มองเห็นท้ายรถคันหน้า หากเกิดกรณีฉุกเฉินจะได้มีเวลาเพียงพอในการตัดสินใจ ไม่เปลี่ยนช่องทางกะทันหัน หรือแซงรถในระยะกระชั้นชิด

7.การเลี้ยวรถในขณะขับรถฝ่าหมอก ให้สัญญาณล่วงหน้าอย่างชัดเจนและเหมาะสม ควรเปิดหน้าต่างรถด้วยเพื่อให้หูช่วยฟังเสียง เปิดไฟแวบหน้า หรือบีบแตรให้มากกว่าปกติ เพื่อให้รถที่อยู่ข้างหน้าหรือสวนทางมาเห็นรถของเรา

8.การหยุดรถกลางหมอก ต้องจอดให้พ้นทางเดินรถให้มากที่สุด หากจำเป็นและเลี่ยงไม่ได้ ให้สร้างเครื่องกีดขวางหรือสัญญาณเตือนผู้ใช้ถนนอื่นๆ ให้รู้ตัวล่วงหน้าในระยะห่างที่ปลอดภัย ถ้ามีสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินให้เปิดตลอดเวลา

9.ช่วงฤดูหนาวมักมีหมอกลงจัดบดบังทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทาง รวมถึงมีไอน้ำจับตัวเป็นฝ้าเกาะกระจกรถยนต์ ประกอบกับเป็นช่วงที่เกษตรกรนิยมเผาตอซังข้าว ส่งผลให้เกิดควันไฟปกคลุม
เส้นทาง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนมากกว่าปกติ เพื่อความปลอดภัย เตรียมพร้อมสภาพรถ ตรวจสอบอุปกรณ์ทำความสะอาดกระจกให้พร้อมใช้งาน ทั้งอุปกรณ์ที่ปัดน้ำฝน ใบปัดน้ำฝน อุปกรณ์ไล่ฝ้า พร้อมเติมน้ำในกระปุกฉีดน้ำ สำหรับเช็ดทำความสะอาดกระจก จัดเตรียมผ้าแห้งไว้เช็ดกระจกที่ละอองฝ้าเกาะ พร้อมหมั่นตรวจสอบสัญญาณไฟให้ส่องสว่างได้ทุกดวง โดยเฉพาะไฟตัดหมอกที่ต้องเปิดใช้ในช่วงหมอกลงจัด

10.การขับรถ ควรเปิดใช้สัญญาณไฟหน้ารถและไฟตัดหมอกเมื่อหมอกลงจัดปกคลุมเส้นทางและควรปิดไฟเมื่อมองเห็นเส้นทางชัดเจนแล้ว ไม่ควรเปิดไฟสูง เพราะจะทำให้ผู้ขับรถคันอื่นสายตาพร่ามัว ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ รวมถึงไม่เปิดใช้ไฟฉุกเฉิน เพราะจะสร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้ร่วมใช้เส้นทาง

11.สภาพถนนที่มีหมอกปกคลุม นอกจากจะมองเห็นเส้นทางไม่ชัดเจนแล้ว ผิวถนนยังลื่นกว่าปกติ จึงต้องใช้ระยะทางในการเบรกมากขึ้น ไม่ขับรถชิดท้ายรถคันหน้ามากเกินไป เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ เพื่อเพิ่มระยะทางให้สามารถหยุดรถได้อย่างปลอดภัย

12.กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินบนเส้นทาง ไม่เปลี่ยนช่องทางกะทันหันหรือแซงรถคันอื่นในระยะกระชั้นชิด ไม่ขับคร่อม ช่องทางจราจร ไม่ขับชิดขอบถนนหรือทับเส้นกลางถนน หากขับรถผ่านทางแยกควรเปิดกระจกหน้าต่างรถจะช่วยให้มองเห็นเส้นทาง และได้ยินเสียงจากภายนอกรถได้ชัดเจน กรณีหยุดรถเพื่อรอเลี้ยวหรือขับรถผ่านทางแยก ควรเหยียบแป้นเบรกค้างไว้ เพื่อให้ไฟเบรกเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ที่ขับรถตามหลังมาทราบ จะได้เพิ่มความระมัดระวัง

13.ที่สำคัญไม่ควรจอดรถในบริเวณที่มีหมอกลงจัด หรือควันไฟปกคลุม หากรถเสียให้รีบเข็นรถเข้าข้างทางและชิดริมไหล่ทางมากที่สุด เปิดไฟฉุกเฉินและนำป้ายเตือนหรือวัสดุอื่น ที่สะท้อนแสงมาวางไว้ด้านหลังรถ ห่างจากจุดจอดรถไม่ต่ำกว่า 50 เมตร เพื่อให้ผู้ร่วมใช้เส้นทางมองเห็นได้ในระยะไกล

14.การทิ้งระยะจากคันหน้า สามารถขับรถทิ้งระยะห่างที่ปลอดภัยโดยสังเกตจากไฟท้ายของคันหน้า ไฟท้ายของรถคันหน้าทำให้เรามองเห็นเขาได้ในระยะหลายเมตร แค่ขับตามไปโดยยึดเส้นถนนเป็นหลัก แต่ถ้ายึดเส้นทางซ้ายเราต้องระวังรถเล็กอย่างมอเตอร์ไซค์หรือคนที่มักจะใช้ไหล่ทางไว้ด้วย อีกอย่างก็ต้องระวังหลัง เพราะกระจกมองข้างหรือมองหลังจะมองรถคันที่อยู่ข้างหลังไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเบี่ยงซ้ายหรือขวา ให้สัญญาณและมองหลังเสมอ

15.การขับรถฝ่าหมอกนานๆ ต้องใช้สมาธิในการควบคุมยานพาหนะสูงกว่าปกติ จึงอาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย ควรเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนเดินทางด้วยนะ &O5532;

ขอบคุณข้อมูล กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และ couple-car-thumb

 

ออนไลน์ โซไซตี้ เปิดจออ่านนิยาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471120

ออนไลน์ โซไซตี้ เปิดจออ่านนิยาย

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร, มินิมอร์

ใครๆ ก็เป็นนักเขียนได้ เพราะในโลกออนไลน์มีพื้นที่เหลือเฟือให้ทุกคน อย่างเว็บไซต์ มินิมอร์ (minimore.com) ที่เปิด มินิมอร์ เมกเกอร์ส พื้นที่สำหรับนักเขียนมือใหม่ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน
รูปแบบที่น่าสนใจ และสามารถสร้างรายได้จากการเขียนโดยไม่ต้องพึ่งสำนักพิมพ์ หรืออย่างสตอรี่ล็อกและฟิกชั่นล็อก สองช่องทางที่มีพื้นที่ให้บันทึกประสบการณ์และเปิดกระดานเขียนนิยายขาย ซึ่งล้วนแต่เป็นช่องทางออนไลน์ให้ทุกคนเขียนได้และเข้ามาอ่านได้บนหน้าจอ

ตลาดค้าคอนเทนต์ออนไลน์

มินิมอร์ เมกเกอร์ส (Minimore Makers) ที่เชื่อว่าเรื่องราวหลากหลายรอให้ทุกคนสร้างเป็นคอนเทนต์ใหม่ลงมินิมอร์ เมกเกอร์ส พื้นที่สำหรับแบ่งปันไอเดียของเรากับผู้อ่านและผู้ชมทั่วประเทศ ไม่ว่าจะงานเขียน งานวาด คลิปวิดีโอ เพลง หรือภาพยนตร์ เพราะความสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องสนุกเพียงลำพัง ซึ่งเป็นไอเดียของ ต่าย-ปฏิญญา เสงี่ยมจิตร์ และ แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท
มินิมอร์ และอดีตผู้ร่วมก่อตั้งบล็อก exteen.com ที่บุกเบิกการเขียนบล็อกออนไลน์ จนทำให้วัยรุ่นเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเขียนด้วยปากกามาเป็นแป้นพิมพ์

“เรามามองว่าตอนที่ทำบล็อกมันมีอะไรโอเค หรือไม่โอเค ทำให้เห็นว่าข้อด้อยอย่างหนึ่งของบล็อก คือคนที่มาเขียนจะได้เขียนให้คนอื่นอ่านอย่างเดียว แต่ไม่ได้อะไรจากงานเขียนมากไปกว่ายอดจำนวนคนอ่าน และด้วยแพลตฟอร์มของเว็บไซต์ก็ไม่ได้ซับซ้อนมาก เรามีพื้นที่โฆษณาให้คนเข้ามาซื้อแบนเนอร์อย่างเดียว ผมกับแชมป์เลยมาคิดกันว่าจะทำอะไรดีให้คนเขียนมีรายได้โดยตรง สามารถมีผลตอบแทนจากการเขียนได้ จึงเป็นไอเดียให้เกิดตัวมินิมอร์ เมกเกอร์ส”

ต่าย-ปฏิญญา เสงี่ยมจิตร์

จากไอเดียของสองหนุ่ม พวกเขาได้ไปยื่นเสนอต่อบันลือ กรุ๊ป จนได้ทำงานร่วมกัน ซึ่งช่วงแรกประมาณ 3 ปีที่แล้ว พวกเขาได้สร้างมินิมอร์ขึ้นก่อน เป็น มินิมอร์ สโตร์ ที่ให้ผู้อ่านสามารถลองอ่านตัวอย่างหนังสือ (Sample) ก่อนสั่งซื้อ และกดสั่งซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์แซลมอน สำนักพิมพ์บัน สำนักพิมพ์บันลือ และอีกหลากหลายสำนักพิมพ์ ส่งตรงถึงบ้านผ่านการซื้อบนเว็บไซต์ จากนั้นเมื่อปีเศษๆ ที่ผ่านมาจึงได้มาจริงจังกับมินิมอร์ เมกเกอร์ส

“ไอเดียแรกเราจะทำเมกเกอร์ส แต่ในช่วงแรกเรายังไม่ได้เปิดตัวเมกเกอร์สขึ้นมา แต่เป็นการทดลองทำแพลตฟอร์มใช้ภายในกับตัวสำนักพิมพ์บันลือก่อน ซึ่งช่วงที่เปิดเมกเกอร์สให้คนเข้ามาเขียน คนก็เข้าใจอยู่แล้วแพลตฟอร์มลักษณะนี้คือเป็นยังไง ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อนคนไทยยังรู้จักแค่กระทู้ รู้จักเว็บบอร์ด รู้จักเขียนไดอารี่ แต่ยังไม่รู้ว่าการเขียนเรื่องเขียนบทความลงเว็บไซต์มันเป็นยังไงจนเรามีบล็อก แล้วพอมีบล็อกเราก็ได้พัฒนามาเป็นเมกเกอร์ส”

ถามต่อว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจหรือไม่ว่า การเขียนลงเว็บไซต์จะมีประโยชน์อย่างไร เขาตอบว่าคนเข้าใจแต่ยังไม่แน่ใจ “คนจะรู้สึกว่าฉันเป็นใครก็ไม่รู้ เป็นโนเนมแล้วถ้าไปเขียนจะมีคนมาอ่านมาซื้อหรือเปล่า ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางเราพยายามสื่อให้คนทั่วไปรับทราบว่า คุณสามารถมาเขียนคอนเทนต์ได้ คอนเทนต์ของคุณมีมูลค่าอยู่นะ คุณสามารถขายได้ ไม่ใช่ว่าเขียนแล้วทิ้งเปล่า”

แพลตฟอร์มการเขียนคอนเทนต์ลงสื่อออนไลน์ในไทยมีหลายเจ้าให้บริการ ซึ่งเริ่มเปิดพร้อมๆ กันเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการเปิดเว็บไซต์ให้คนเข้ามาเขียนเป็นผลพวงหนึ่งของเทรนด์โลก ต่ายให้ข้อมูลว่าปัจจุบันทุกคนใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น อย่างเพลงที่สมัยก่อนต้องรอซื้อเทปซื้อแผ่นซีดี แต่ตอนนี้ไม่มีใครรอแบบนั้นแล้ว แต่เปลี่ยนไปซื้อเพลงออนไลน์ที่สามารถเลือกได้ว่าชอบเพลงไหนก็ซื้อเพลงนั้น และทำให้ชีวิตสะดวกกว่าเดิมเพราะไม่ต้องไปซื้อหน้าร้านแต่สามารถจ่ายเงินผ่านมือถือได้ทันที หรือพูดได้ว่าทำให้คนจ่ายเงินในออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเทรนด์มันจะเป็นไปแบบนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้เราเห็นว่าอีกหน่อยคอนเทนต์ต่างๆ คนจะซื้อกันมาก เพราะเมื่อเข้าไปในเว็บ สามารถจ่ายเงินเพื่อที่จะอ่านได้เลย ตรงกับพฤติกรรมของคนสมัยนี้ที่เมื่อจะซื้ออะไรก็อยากได้ของเดี๋ยวนั้น

 

เช่นเดียวกับพลังของคอนเทนต์ที่เขาเชื่อว่าทุกบทความมีมูลค่า และเมื่อมีมูลค่าเพียงพอคนอ่านก็จะยอมจ่ายเงิน ทว่าจะแน่ใจได้อย่างไรว่านักเขียนทั่วไปจะสามารถเขียนบทความที่มีแรงดึงดูดขนาดนั้น ต่ายตอบว่าฟังก์ชั่นของเว็บมินิมอร์มีความยืดหยุ่น เช่น การให้อ่านตัวอย่าง หรือการตั้งราคา ที่ขึ้นอยู่กับผู้เขียนว่าจะให้อ่านมากน้อยหรือขายถูกแพงอย่างไร

“สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ที่ไม่มีชื่อเสียง เขาสามารถตั้งได้ว่า เช่น บทความครึ่งหนึ่งให้คนอ่านได้อ่านฟรีเหมือนเป็นทีเซอร์ ซึ่งผู้เขียนจะรู้ฟีดแบ็กจากคนอ่านได้ทันทีเพราะว่ามันเป็นออนไลน์ ถ้าเกิดฟีดแบ็กดีเขาก็สามารถตั้งราคาในตอนต่อไปได้ และยังแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมคนอ่านไม่ได้มองตัวผู้เขียนเป็นหลักแล้ว แต่ดูเนื้อหามากกว่า ถ้าคอนเทนต์ดีเขาก็จะยอมซื้อต่อ และระบบออนไลน์ยังทำให้ผู้อ่านไม่ต้องรอให้เขียนจบเล่ม ผู้เขียนก็ไม่จำเป็นต้องเขียนตอนจบเลยทีเดียว เพราะสามารถเขียนเป็นตอนๆ และดูฟีดแบ็กเป็นตอนๆ ไป ซึ่งนี่เป็นข้อดีของระบบออนไลน์ที่หนังสือเล่มทำไม่ได้”

ปัจจุบันมีคนลงทะเบียนในมินิมอร์ เมกเกอร์ส ประมาณ 5,000 คน แต่มีคนเขียนประจำอยู่ประมาณ 1,000 คน ส่วนคนอ่านต่อวันมีมากกว่าหลายหมื่นคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับกำลังเติบโต

เงื่อนไขในการเขียนไม่จำกัดว่าต้องเป็นนิยายเท่านั้น แต่สามารถเขียนอะไรก็ได้ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ เรื่องแต่ง ที่ไม่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย ซึ่งบางคนได้นำเรื่องที่เคยเขียนในเฟซบุ๊กมารวบรวมเขียนในเมกเกอร์สเพื่อให้เรื่องไม่หายไปกับไทม์ไลน์ “ในเฟซบุ๊กพอเขียนแล้วมันจะหายไปตามฟีด แต่พอนำมาลงเมกเกอร์สจะสามารถจัดหมวดหมู่ได้ ลักษณะของเมกเกอร์สจะคล้ายๆ หนังสือ คือจะจัดเป็นเล่มๆ แบ่งบท แบ่งตอน จึงทำให้เขาสามารถนำข้อความที่หายไปในเฟซบุ๊ก นำมาใส่ไว้เมกเกอร์สที่มีระบบเก็บรักษาดีกว่า อยากหยิบมาอ่านตอนไหนก็ได้” เขากล่าว

มินิมอร์ เมกเกอร์ส จะมีรายได้จาก 2 ส่วน ได้แก่ การขายโฆษณาในเว็บไซต์ เช่น แบนเนอร์ หรือแอดเวอร์ทอเรียลต่างๆ และอีกส่วนคือส่วนแบ่งรายได้จากผู้เขียน ต่ายยังแสดงทัศนะเกี่ยวกับวงการสื่อในปัจจุบันว่า คนอ่านคอนเทนต์ออนไลน์มากขึ้นจริง แต่ยังเชื่อว่าสื่อสิ่งพิมพ์จะยังไม่หายไปไหน หนังสือจะอยู่กับคนต่อไปแต่จะไม่เป็นสินค้าที่ทุกคนต้องซื้อมาอ่าน แต่เปลี่ยนเป็นของสะสมเหมือนอย่างแผ่นเสียงไวนิลที่คนยังซื้อเก็บทั้งที่ไม่มีเครื่องเล่นก็เป็นได้

“ปัจจุบันคนมีความสนใจในหลายเรื่อง และแต่ละเรื่องคนก็มีความคิดเห็นหรือมีจินตนาการต่างกัน แต่ไม่มีพื้นที่ให้เขียน หรือเขียนแล้วไม่มีใครสนใจ คนอาจเปิดบล็อกส่วนตัวไว้แต่ไม่มีใครเข้าไปอ่าน ซึ่งตัวเมกเกอร์สกำลังจะบอกว่าเรามีพื้นที่ให้นะ เธอมาเขียนตรงนี้สิ และเรามีทีมคอนเทนต์ที่คอยอ่านทุกเรื่องเพื่อดูว่าวันนี้มีนักเขียนมาใหม่กี่คน เขียนเรื่องอะไรบ้าง และคอยอ่านทุกเรื่องที่เขียนมา ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าคนนี้มีแววน่าสนใจ เราก็จะหยิบคนนี้ขึ้นมาแนะนำในเว็บไซต์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งถ้าเขามาเขียนในเมกเกอร์ส และถ้าเขียนดีก็อาจมีสำนักพิมพ์มาติดต่อ หรือเขาสามารถรวบรวมผลงานไปเสนอต่อสำนักพิมพ์ได้ด้วย”

นอกจากนี้ ในปีหน้า บริษัท มินิมอร์ จะรุกสู่ด้านสมาชิกและสร้างชุมชน หลังจากปุกปั้นสร้างระบบมากว่า 2 ปี โดยจะสร้างชุมชนในเว็บไซต์ พยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านและผู้เขียน รวมถึงการพัฒนาเว็บไซต์บนสมาร์ทโฟนและริเริ่มแอพพลิเคชั่น

(Storylog.co)

 

สตอรี่ล็อก

พื้นที่รวบรวมเรื่องราวของทุกคนไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ชีวิต ความรู้ และก้อนความคิดที่อยากจะส่งต่อเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ หรืออย่างน้อยก็ช่วยสร้างรอยยิ้มที่เปลี่ยนวันเศร้าๆ ให้กลายเป็นวันสดใสให้หลายๆ คนได้ นี่เป็นคอนเซ็ปต์ของสตอรี่ล็อก (Storylog.co) ของ ปิ๊ปโป้-เปรมวิชช์ สีห์ชาติวงษ์ ชายผู้สร้างพื้นที่ขึ้นมาโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน

เขาเล่าว่า สตอรี่ล็อกเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งเป็นยุคต้นของโซเชียลมีเดียที่คนเริ่มชอบแชร์เรื่องราวในเฟซบุ๊ก และพันทิป เขาเห็นเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เวลาคนตั้งสเตตัส หรือคนแชร์ในสิ่งที่น่าสนใจ แต่ไม่มีพื้นที่เก็บให้เป็นระเบียบ จึงคิดที่จะสร้างศูนย์รวมและทำตัวสตอรี่ล็อกขึ้นมา

“ในตอนแรกเราไม่ได้โฟกัสไปที่งานเขียนมากขนาดนั้น เราคิดว่าคนจะมาแค่ตั้งสเตตัส หรือบ่นอะไรยาวๆ แต่พอเปิดมาเรื่อยๆ มันก็เริ่มหาจุดเด่นให้ตัวเอง โดยคนที่มาเขียนส่วนใหญ่เป็นคนชอบเขียน เปลี่ยนจากแค่คนเล่ากลายเป็นคนเขียนมากขึ้น”

ส่วนใหญ่ผู้เขียนจะถ่ายทอดประสบการณ์ที่ผ่านการตกตะกอนมาแล้ว หรือประเด็นใหม่ที่ตัวเองไม่เคยรู้มาก่อน หรือเป็นข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิต ซึ่งทุกข้อความจะถูกเผยแพร่เป็นสาธารณะ ไม่สามารถตั้งค่าให้เป็นส่วนตัวได้ โดยฟอร์แมตของสตอรี่ล็อกจะเน้นไปที่การเขียน ใส่รูปได้แค่รูปเดียว เพื่อป้องกันการรีวิวโฆษณาขายของและเพื่อเจาะจงไปที่คนชอบเขียนจริงๆ

“คนเขียนไม่ได้รายได้ แต่จะได้ประโยชน์สองอย่าง คือ Reflection เพราะเวลาที่จะเขียนอะไรคุณต้องสะท้อนอะไรบางอย่างมาจากความคิดเหมือนได้คุยกับตัวเอง กับ Expression ออกไป และได้คุยกับคนอื่นอีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้โชว์ผลงาน บางคนสำนักพิมพ์มาเห็นก็ได้ตีพิมพ์เป็นนักเขียนหลายคน แล้วถ้าถามผมว่าผมได้อะไรไหม คำตอบคือผมไม่ได้อะไรเลย” เขากล่าว

ปิ๊ปโป้

 

สตอรี่ล็อกมีหลักชัดเจนว่าเป็นเพียงพื้นที่กลางจะไม่หักเปอร์เซ็นต์ ไม่ขาย ไม่มีโฆษณา หรือเรียกว่าเป็น Non-Profit กลายๆ แต่ไม่ได้รับเงินบริจาค เขาจึงนิยามให้มันเป็นโมเดลสตาร์ทอัพที่ทำจากเล็กๆ เพื่อพัฒนาให้เป็นธุรกิจต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีคนเขียนเรื่องในสตอรี่ล็อกมากถึงวันละ 200 เรื่อง มีนักเขียนประมาณ 1 หมื่นคน มีคนอ่านวันละ 2-3 แสนคน และมีเรื่องราวในสตอรี่ล็อกรวมประมาณ 7.5 หมื่นเรื่อง

นอกจากนี้ ปิ๊ปโป้ยังเป็นคนก่อตั้งฟิกชั่นล็อค (Fictionlog.co) ธุรกิจหารายได้จากการอ่านนิยายออนไลน์ ซึ่งเปิดตัวมาได้ 4 เดือน มีนิยายออกมาแล้ว 500 เรื่อง ส่วนแบ่งรายได้ 50-50 ระหว่างคนเขียนและสตอรี่ล็อก โดยรายได้มาจากการขายบทนิยาย บทละ 3-9 บาท แบ่งเป็นหลายประเภท เช่น โรแมนติก แฟนตาซี ดราม่า รักวัยรุ่น นิยายวาย อีโรติก เป็นต้น

“เปิดมา 4 เดือนถือว่าเติบโตเร็ว เพราะตอนนี้ฟิกชั่นล็อคสามารถสร้างรายได้ได้จริง บางคนได้ถึงเดือนละหมื่นแตกต่างจากสตอรี่ล็อกที่ยังไม่มีรายได้ ซึ่งไม่ว่าอย่างไรเราก็ยังมองตัวเองว่าเป็นสตาร์ทอัพ” เขาเปิดเผย

กลายเป็นว่าทุกเรื่องราวในปัจจุบันไม่ว่าจะบทความ นิยาย หรือการ์ตูน ล้วนเปลี่ยนจากหน้ากระดาษไปอยู่ในโลกออนไลน์ โลกที่ง่ายต่อการเข้าถึง ง่ายต่อการอ่าน และง่ายต่อการซื้อ ซึ่งเป็นวิถีที่ถูกพัฒนาตามพฤติกรรมของมนุษย์ที่ โก ออนไลน์ ไปในทุกเรื่องของชีวิต

 

พ่อค้า-ชนชั้นที่วัฒนธรรมจีนเคยดูถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 09:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470776

พ่อค้า-ชนชั้นที่วัฒนธรรมจีนเคยดูถูก

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ประเทศจีนที่ได้ชื่อว่าค้าขายเก่งนี่แหละ เคยดูถูกชนชั้นพ่อค้ามาตลอดเป็นพันปี พ่อค้าเริ่มเป็นที่ยอมรับขึ้นมาก็เมื่อจีนก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ได้ไม่นานนี้เอง

จีนโบราณให้กลุ่มพ่อค้ามีศักดิ์และศรีน้อยที่สุดในบรรดาชนชั้นทั้งหลาย เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ 1.ปัญญาชน 2.ชาวนา 3.กรรมกร แล้วจึงเป็น 4.พ่อค้า-ชนชั้นรากหญ้าในเรื่องเกียรติยศแห่งสังคม

กระแสดูถูกพ่อค้าในวัฒนธรรมจีนจุดติดเป็นทางการครั้งแรกโดย ซางยาง

ซางยาง เป็นนักการเมือง, นักปฏิรูปกฎเกณฑ์การปกครองในยุคจ้านกว๋อ แคว้นฉินยิ่งใหญ่จนรวมจีนเป็นหนึ่งเดียวในสมัยฉินสื่อหวงตี้ (จิ๋นซีฮ่องเต้) ก็เพราะเขานี่แหละ คือกุญแจของความสำเร็จคนสำคัญ

ซางยาง ให้เหตุผลประกอบอุดมการณ์ของรัฐว่า เพราะพ่อค้าทำกำไรด้วยการเคลื่อนที่เดินทางไประหว่างแคว้น จึงไม่เคยผูกพันกับแผ่นดิน เมื่อเกิดศึกสงครามสามารถหนีตายไปไหนก็ได้ ต่างกับชาวนา ซึ่งผลประโยชน์ปักหลักอยู่กับผืนแผ่นดินแห่งแคว้น ชาวนาจึงมีธรรมชาติของชนชั้นที่รักแคว้นรักแผ่นดินมากกว่าพ่อค้าโดยปริยาย

แคว้นจึงควรดูแลและให้เกียรติชาวนา หรือแม้แต่ผู้ใช้แรงงานมากกว่าพ่อค้า (ส่วนปัญญาชนได้มีคุณค่าสูงสุดเพราะเป็นหนึ่งเดียวกับผู้บริหารการปกครองแคว้น)

ถ้าเป็นพ่อค้าใหญ่ที่เดินทางค้าขายระหว่างเมืองยังเจออีกหลายข้อหาประเดประดัง พ่อค้าถูกหาว่าอกตัญญูไปโดยปริยายในขอบข่ายความกตัญญูแบบขงจื่อ เพราะพ่อค้าต้องเร่ร่อน ไม่ได้อยู่เคียงข้างคอยดูแลพ่อแม่ตามที่ลูกหลานควรจะทำ และยังถูกหาว่าชอบเข้ามาล้วงลูกมีเอี่ยวในอิทธิพลการเมือง

“ไม่กตัญญูต่อบ้านเกิด แล้วยังเป็นภัยต่อความมั่นคง”

ที่จริงประเด็นความกตัญญูนี้ชวนให้คิดถึงบางเรื่องในยุคนี้ เช่นแรงงานต่างจังหวัดที่จากบ้านมาหางานในเมืองใหญ่ ซึ่งยังคงมักโดนตั้งข้อหานี้ได้ทั้งฝั่งไทยฝั่งจีน หรือแม้แต่โดนประณามทางอ้อม เช่นในข่าวจำพวกคนแก่คนเฒ่ายากไร้ต้องดูแลตัวเอง

ต้องเข้าใจด้วยว่า เพราะพ่อค้ายุคโบราณทำกำไรด้วยการนำสินค้าออกจากถิ่นหนึ่งไปอีกถิ่นหนึ่ง ออกจากเมือง ออกจากบ้าน ออกจากฝั่ง ออกไปแตะขอบฟ้า มิใช่แค่ Live ออนไลน์อยู่ที่บ้าน

การเดินทางท่องเที่ยวไปส่วนใหญ่ของมวลมนุษย์เมื่อสองสามพันปีที่ผ่านมา จึงเป็นไปเพื่อการค้าขายทำกำไร ไม่ใช่เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์อิสระ

ยิ่งเดินทางไกลก็ยิ่งมีแนวโน้มทำกำไรได้มาก ไม่ใช่ยิ่งทำให้ได้ยอด Like ยอด Share

การท่องไปดินแดนใหม่ก็ใช่จะรื่นรมย์เหมือนปัจจุบัน ความเสี่ยงยุคนั้น มีตั้งแต่บ้านที่ทิ้งไปจะโดนปล้นหรือไม่ พรมแดนที่ต้องข้ามอาจปิดตัวลงเพราะสงคราม กองโจรเข้าปล้นชิงทั้งแบบจัดตั้งและแบบซึ่งหน้า หรือแม้กระทั่งดินฟ้าอากาศแปรปรวน พ่อค้าจึงเป็นอาชีพที่ทั้งถูกดูแคลนและเสี่ยงขาดทุนเสี่ยงตาย แต่ก็ทำกำไรให้สูงเสมอตามหลักการ High Risk High Return

วาทกรรม High Risk High Return ทำให้พ่อค้าถูกนิยามว่าเป็นกลุ่มคนที่ชอบความเสี่ยง แต่ที่จริงแล้วพ่อค้านี่แหละที่ต้องการกำจัดความเสี่ยงมากที่สุดอาชีพหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงอันตรายจากสินค้าขาด-เกิน เสียหาย หมดราคา การเดินทางไม่ปลอดภัย และรวมถึงความเสี่ยงด้านทางการเมือง

ความเสี่ยงไหนกำจัดได้ พ่อค้าทำเสมอ ตอนได้ลงมือลงทุนไปแล้วไม่เห็นเคยชอบความเสี่ยงจริงๆ ซักที

ว่ากันในด้านการเมือง พ่อค้าจึงมักนำตัวเข้าไปมีอิทธิพลในวงขุนนางเสมอเมื่อมีโอกาส เพราะนี่คือหนทางขจัดความเสี่ยงทางด้านการเมืองที่สะดวกที่สุด

ยิ่งพยายามขจัดความเสี่ยงด้วยวิธีนี้มากเท่าไหร่ ก็มักยิ่งโดนผู้คนต่อว่ามากเท่านั้นเพราะผลประโยชน์ทับซ้อน

ที่จริงก็ไม่ใช่แค่จีนที่ดูถูกพ่อค้า ในตำราเรียนสมัยก่อนนักเรียนไทยยังถูกฝังหัวไว้ว่า พ่อค้าคนกลาง คือมนุษย์หน้าเลือด จอมขูดรีดฉวยโอกาส (ไม่แน่ใจว่าในบทเรียนสมัยนี้ยังมีอยู่หรือไม่)

ทัศนคติสูตรสำเร็จนี้ยังติดมาในสังคมเรื่อยมา และข้อหาย่อมหนักขึ้นเมื่อพ่วงข้อหาฮั้วกับนักการเมืองเข้าไปด้วย

วิกฤตพืชผลการเกษตรราคาต่ำ วิกฤตสินค้าขาดแคลนทีไร เสียงโจมตีพ่อค้าคนกลางจะดังขึ้น พร้อมกับเสียงเชียร์ให้เกษตรกรขายเองซะเลย

ถ้ามันเป็นไปได้จริง และมันง่าย มันก็น่าจะเป็นไปได้ตั้งนานแล้ว…

ประเด็นนี้ทำให้นึกถึงภาพยนตร์สารคดีญี่ปุ่นอยู่ชุดหนึ่งที่ชื่อว่า “อัศจรรย์ตลาดปลาสึคิจิ” สารคดีนี้พูดถึงตลาดปลาชื่อดัง เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

วัฒนธรรมอาหารทะเลของญี่ปุ่นผูกพันกับตลาดนี้อย่างแนบแน่น ตลาดนี้คือรากแก้วแห่งวงการอาหารญี่ปุ่น

เนื้อหาสารคดีถ่ายทอดประวัติ กระบวนการค้าขายและฉายชีวิตพ่อค้าขายส่ง ร้านค้าขายปลีก พ่อค้าคนกลาง รวมถึงบทสัมภาษณ์ลูกค้าประจำในตลาด “สึคิจิ”

ดูแล้วจะเห็นได้ว่าพ่อค้าทั้งหลายต้องรอบรู้ตั้งแต่ต้นตอทั้งเรื่องประเภท แหล่งที่มา ฤดูกาลของปลา จนสามารถรู้ซึ้งถึงคุณภาพของปลาที่ได้มาแต่ละครั้งว่าดีต่อใจของลูกค้าประเภทใด

ปลาหมึกพันธุ์เดียวกัน ตัวไหนควรทอด ตัวไหนควรทานเป็นปลาดิบ พ่อค้าแนะนำได้

นึกเชื่อมโยงกลับไป ชาวประมงที่ถนัดจับสัตว์น้ำเฉพาะทาง หรือเกษตรกรที่ปลูกข้าวเฉพาะสายพันธุ์ ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะมีความรู้ในภาพกว้างและภาพรวมของสินค้าน้อยกว่าพ่อค้าซึ่งคอยรวบรวมสินค้าหลากหลาย (แน่นอน พ่อค้าย่อมไม่รู้รายละเอียดการจับ หรือดูแลเพาะปลูก)

นี่ยังไม่นับถึงสภาวะของลูกค้าและความผันผวนระดับมหภาคของตลาด

สาระของสารคดีชุดนี้จึงบอกว่าพ่อค้าก็เป็นกลไกสำคัญส่วนหนึ่งของการยกระดับสังคมเช่นกัน โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่สินค้ามีแต่ความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น

บางคนอาจค้านอยู่ในใจว่านั่นมันเป็นเพราะพ่อค้าญี่ปุ่นมีคุณธรรม จริยธรรม ข้อนั้นก็มีส่วนจริง แต่ไม่ได้จริงแท้บริสุทธิ์จนปฏิเสธความสำคัญของพ่อค้าในฐานะกลไกสำคัญกลไกหนึ่งของสังคมไปได้

พ่อค้าจะคนกลางหรือไม่ ก็เป็นความต้องการอย่างหนึ่งของสังคมที่ตัดไปไม่ได้แน่นอน

การแก้ปัญหาด้วยการตะโกนให้เอาพ่อค้าออกไปจึงไม่เคยเป็นทางแก้ปัญหาที่แท้จริง (แต่ตะโกนกันจัง)

พ่อค้าที่เขาทำหน้าเป็นกลไกที่ดี แต่ต้องเผชิญกับวิกฤตราคาในปัจจัยซับซ้อนจึงต้องเซ็งไปด้วย แทนที่จะหากลไกร่วมพัฒนา ท่ามกลางภาวะที่วิกฤตแล้วก็มีแต่ตะโกนว่า “เอามันออกไป” (เสียงนี้ยังได้ยินในสภาวะ “เสื้อสี” ขาดตลาดอีกด้วย)

ความเข้าใจบทบาทของแต่ละอาชีพจึงสำคัญเสมอ อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เราคิดตัดเขาไปดื้อๆ ง่ายๆ แต่ไม่เคยได้ผล แล้วก็จบเพราะแค่อารมณ์ถูกระบายไปแล้ว…

แต่อย่างไรก็ดี ความเข้าใจนี้ไม่เกี่ยวกับพฤติกรรมพ่อค้าที่พยายามกำจัดและทำลายความเสี่ยงของตัวด้วยการต่อติดกับอำนาจปกครองโดยตรง หรือผู้มีอำนาจปกครองที่พยายามลงมามีเอี่ยวกับพ่อค้าเพื่อแสวงหากำไร

ทั้งสองกรณีล้วนเป็นสิ่งอันตราย และไม่ว่ามองในมุมใดก็ไม่เป็นผลดีต่อสังคม

 

วิภาส สุภัครพงษ์กุล พี่เพลียเรียนหมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470805

วิภาส สุภัครพงษ์กุล พี่เพลียเรียนหมอ

โดย…ฤดูกาล

หนังสือบันทึกประสบการณ์กำลังเป็นที่นิยมมากตามร้านหนังสือ ทั้งประสบการณ์การท่องเที่ยว ประสบการณ์การทำงาน ประสบการณ์การบริหาร ประสบการณ์การเป็นเศรษฐี หรือแม้กระทั่งประสบการณ์ตรงในการใช้ชีวิตที่ถูกถ่ายทอดในมุมมองอันหลากหลายแล้วแต่สายตาของผู้เขียนจะมอง

อย่างนักศึกษาแพทย์ หมิง-วิภาส สุภัครพงษ์กุล เจ้าของหนังสือบันทึกประสบการณ์ตรงของนักเรียนแพทย์ตลอด 6 ปีเต็ม เรื่อง #เรียนหมอหนักมาก โดย พี่เพลีย ผู้เป็นเจ้าของแอ็กเคานต์ทวิตเตอร์ @guplia ที่มักบ่นชีวิตสุดเพลียจากการเรียนหมอจนมีผู้ติดตามในโลกโซเชียลกว่าแสนคน

หมิงเล่าให้ฟังว่า ตนเป็นคนชอบเรียนวิชาชีววิทยามาก แต่ไม่ถนัดด้านคำนวณอย่างคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ตนจึงตัดสินใจเรียนหมอ ด้วยความรู้แค่ผิวเผินที่ว่าอาชีพหมอเรียนชีววิทยาอย่างที่เขาชอบ

“กระแสสังคมตอนนั้น เด็กเรียนสายวิทย์หลายคนอยากเป็นวิศวกร อยากเป็นหมอ ซึ่งเพื่อนๆ ในห้องส่วนใหญ่เลือกเรียนหมอด้วย โลกของเราในตอนนั้นจึงมีตัวเลือกอยู่แค่นั้น ซึ่งความจริงเนื้อหาแพทย์ต้องใช้ความรู้ทางคณิตและฟิสิกส์เข้ามาร่วมด้วย สรุปคือไม่ว่าจะหนีไปไหนก็หนีไม่พ้น” เขากล่าว

นักเรียนหมอเล่าต่ออีกว่า คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการเรียนหมอคือการเรียนหนัก แต่มักไม่รู้ว่าที่หนักนั้น หนักอย่างไร เพราะจากประสบการณ์จริง การเรียนหมอไม่ได้หนักแค่อ่านหนังสือจนหัวระเบิด แต่หลังจากที่ท่องจำทฤษฎีแล้ว ต้องออกไปฝึกงานทำงานรักษาคนไข้จริงๆ ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งที่คนอยากเป็นหมอไม่เคยนึกภาพไว้ว่าจะต้องตื่นไปดูคนไข้ตั้งแต่หกโมงเช้า บางทีอยู่เวรข้ามคืนอดหลับอดนอน หรือต้องเข้าห้องผ่าตัดเพื่อช่วยผ่าตัด หรือจนเวลาว่างต้องอุทิศให้กับการนอนเพราะเหนื่อยมาก หนังสือ #เรียนหมอหนักมาก เขียนไว้เช่นนั้น

 

จากนั้นเมื่อถามว่า ถ้าย้อนกลับไปได้ยังอยากเรียนหมออยู่หรือเปล่า หมิงตอบว่า ยังคงอยากเรียน เพราะความรู้แพทย์มีประโยชน์มาก สามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้หลายคน และสิ่งที่ได้มานอกจากเนื้อหาในตำราเรียนแล้วก็คือ ความอดทน ความเสียสละ เพราะการเป็นหมอต้องอย่าลืมว่าคนป่วยเลือกเวลาป่วยไม่ได้ ดึกแค่ไหนเจอเคสอาการหนักหมอก็ต้องอยู่รักษา ณ เวลานั้น เพราะเราคือความหวังหนึ่งที่หลายๆ ชีวิตฝากไว้

เมื่อพูดถึงผลงานเขียนเล่มแรกในชีวิต หมิงอธิบายว่าหนังสือ #เรียนหมอหนักมาก เป็นหนังสือที่ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากการเรียนหมอ 6 ปี โดยอธิบายในรูปแบบที่อยากให้คนไม่ได้เรียนหมอหรือกำลังตัดสินใจจะเรียนได้รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง จากความคิดทั่วไปที่ทุกคนคิดว่าการเรียนหมอต้องผ่าศพหรืออาจารย์ใหญ่ แต่ไม่ได้ทราบรายละเอียดว่าต้องผ่าถึงระดับไหน ต้องคลุกคลีอยู่กับอาจารย์ใหญ่เป็นปี จนได้เข้าไปเห็นเข้าไปช่วยลงมือในห้องผ่าตัดจริง ซึ่งเป็นประสบการณ์จริงของหมอที่คนภายนอกยังไม่รู้

หมิงเล่าต่ออีกว่า ตอนเขียนหนังสือเขาคิดตลอดว่า ตนอยากรู้อะไรที่เกี่ยวกับชีวิตการเรียนหมอบ้าง นอกจากอ่านหนังสือหนัก และอยากรู้อะไรบ้าง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผู้อ่านอยากอ่านและตนก็อยากถ่ายทอดให้ตรงประเด็น หมิงเริ่มจากการตั้งคำถามและตอบคำถามผ่านตัวอักษร รวมหลายคำถามกลายออกมาเป็นหนังสือที่อยากให้ผู้อ่านได้เห็นภาพของชีวิตนักศึกษาแพทย์มากขึ้น

“อย่างที่บอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เราอยากสื่อเรื่องรายละเอียดยิบย่อยเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในสังคมด้วย หมอต้องทำงานกับคนไข้มากมาย อาจต้องเจอปัญหาระหว่างคนไข้ หรือกับบุคลากรทางการแพทย์ด้วยกันเอง ซึ่งปัญหาและความหนักในส่วนนี้เป็นสิ่งที่เราได้แต่บอกเบื้องต้น แต่อยากให้น้องๆ ที่ตัดสินใจจะเรียนหมอ เข้าไปเรียนรู้ ปรับตัว และความอดทน เพราะต่างคนต่างประสบปัญหาแตกต่างกัน”

หมิงกล่าวทิ้งท้ายว่า หนังสือ #เรียนหมอหนักมาก เล่มนี้คงเป็นบันทึกประสบการณ์ให้น้องๆ ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเรียนหมอ หรือมีความมุ่งมั่นว่าจะเรียนได้ตั้งตัว เตรียมตัวว่าจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง เพื่อให้เป็นตัวแทนเล่าประสบการณ์ให้ได้เห็นภาพมากขึ้น และคุณจะรู้ว่าการเป็นแพทย์ไทยหัวใจนิเทศ มีความสุขและสนุกมากแค่ไหน

 

รูปวิ่งนั้น…สำคัญไฉน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470796

รูปวิ่งนั้น...สำคัญไฉน?

โดย…สมแขก

สิ่งหนึ่งที่เป็นของคู่กันสำหรับงานวิ่ง ก็คือ รูปถ่ายสวยๆ จากบรรดาโปรกล้องจากสำนักต่างๆ เช่น ชัตเตอร์รันนิ่งดอทคอม (www.shutterrunning.com) หรือ Refill ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับกีฬาวิ่งมาราธอน เฟซบุ๊กแฟนเพจ IAMRunningThai & Sport, Ksport Running, Indy Run, วิ่งสร้างภาพ, Catmunant, Oc FoTo เป็นต้น พอจบงานวิ่งในวันอาทิตย์ก็ต้องมานั่งหารูปตัวเองในเช้าวันต่อมา แต่นักวิ่งหลายท่านมักประสบปัญหา โดนยิงจากโปรกล้องรัวๆ แล้วพบว่าตัวเองดับอนาถคาจอเมื่อมาหารูปวิ่งในวันจันทร์

เพราะอะไรรูปจึงมีความสำคัญสำหรับนักวิ่ง เหตุผลง่ายๆ คือ สนามวิ่งแต่ละสนามมีความโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นธีมงาน บรรยากาศของสถานที่ แม้ว่าคุณจะมีเป้าหมายเพื่อสุขภาพ หรืออยากชนะใจตัวเอง แต่การได้ปลดปล่อยความสุขผ่านท่าทาง หรือได้ของที่ระลึกหรือดอกผลของการซ้อมมาอย่างดี ภาพถ่ายนักวิ่งจึงเหมือนเครื่องมือเก็บความทรงจำของช่วงเวลาความสุขนั้นๆ เอาไว้
ดังนั้น บางคนจึงมีซ้อมท่าทางเมื่อเห็นช่างภาพระหว่างทาง เช่น โชว์กล้าม ปล่อยพลัง ชูสองนิ้ว ทำรูปหัวใจ หรือส่งจูบ แต่บางครั้งจังหวะเรากับช่างภาพก็ไม่ได้คลิกกัน หน้าอาจจะเหนื่อยเกินไปนี่น่ะสิ

อุ้ง-ปุณยนุช ปรัชญานิพนธ์ เจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ รองเท้าสองคู่ และนักวิ่งที่กวาดถ้วยรางวัลมาเกือบทุกรายการ แนะนำเคล็ดไม่ลับรูปถ่ายงานวิ่งให้ได้รูปสวยๆ เพื่อให้ได้รูปขณะวิ่งที่ร่าเริง ประหนึ่งเพิ่งวิ่งแค่ 2 กม. แม้ว่าคุณจะวิ่งมาแล้ว 30 กม. ได้ดังนี้

 

– ตำแหน่งของโปรกล้องและสติ (อันเหลือน้อยนิด) ของเรา ตำแหน่งของโปรกล้องส่วนใหญ่มักจะซุ่มยิงเรา 2 จุดใหญ่ๆ คือ จุดที่มีวิวสวยๆ แบบฉากหลังเป็นสถานที่สำคัญ หรือเป็นวิวธรรมชาติงามๆ อันเป็นจุดเด่นของสนามนั้นๆ และจุดใกล้ถึงเส้นชัย ประมาณสัก 1-2 กม. หรือ 500 เมตรก็มี ดังนั้น เมื่อมาถึงจุดเหล่านี้ นักวิ่งมือใหม่ทั้งหลายต้อง “ดึงสติ” คอยสอดส่องกล้องให้ดีว่ามีอยู่ตรงไหนบ้าง

– จัดระเบียบร่างกาย เมื่อเห็นกล้องสัก 60-100 เมตร ให้จัดระเบียบเสื้อผ้าให้ดีค่ะ ผมบังหน้าไหม? หมายเลขวิ่ง (BIB) เบี้ยวหรือเปล่า? ท่าโพสที่เตรียมไว้จากบ้านต้องให้พร้อม จะท่าชูสองนิ้ว ตะเบ๊ะ รูปหัวใจ หรือจะซารางเฮโย ก็เอาตามที่ทุกท่านสบายใจ เมื่อเริ่มเข้าใกล้กล้องให้สูดหายใจเข้าลึกๆ กลั้นไว้แป๊บ ให้ลำตัวตรง จากนั้นก็ฉีกยิ้มให้เต็มแรง กดใบหน้านิดๆ (จิกกล้องแตก) และโพสท่าที่เตรียมไว้ ค้างท่าไว้จนพ้นวิถีกระสุนกล้อง จากนั้นก็กลับสู่ยถากรรมเดิมได้ อ๋อ!! เวลาโพสท่าที่ยื่นมือยื่นไม้เยอะๆ ระวังคนข้างๆ ด้วยนะคะ

– ช่างภาพงานวิ่งส่วนใหญ่มักจะใช้เลนส์ซูม หรือเทเลโฟโต้ หรือเลนส์ถ่ายภาพระยะไกลเป็นเลนส์ที่ช่วงความยาวโฟกัสสูงกว่าปกติ ดังนั้นจึงควรพร้อมท่าแอ็กชั่นก่อนถึงช่างภาพ ซึ่งการแต่งกายที่โดดเด่นสะดุดตาก็มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจสาดกระสุนของช่างภาพ โดยเฉพาะหากคุณสวมชุดแฟนซี ชุดทีม ตากล้องโฟกัสไม่พลาดแน่

– วิ่งช้าวิ่งเร็ว มีส่วนหรือไม่ ถ้าคุณวิ่งเร็ว แน่นอนว่าภาพคุณจะลอยเด่นออกมาแต่ไกล โดยไม่มีใครมาบัง แล้วถ้าวิ่งช้าล่ะภาพก็จะไม่น้อยหน้าขาแรง เพราะอยู่ท้ายแถว ถนนนี้ก็เป็นของเรา แล้วถ้าวิ่งด้วยความเร็วกลางๆ ล่ะจะเป็นอย่างไร เราอาจจะมีเพื่อนมากกว่าขาแรงและคนวิ่งช้าหน่อย แต่ความสนุกก็คือการได้เพื่อนใหม่รอบข้างที่ทำให้ภาพถ่ายของเราไม่เหงาเท่าไหร่

เราไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็ว วิ่งแรง แค่วิ่งจบและไม่บาดเจ็บ และมีความสุขก็เพียงพอแล้ว เพราะท้ายที่สุดความสุขของสุขภาพกายและใจเป็นสิ่งสำคัญ ภาพถ่ายแต่ละภาพบ่งบอกความรู้สึกที่สะท้อนออกมาให้เราคิดถึง เป็นความสุขเล็กๆ ของคนบ้าวิ่ง…เขาว่าแบบนั้น

 

ปาฏิหาริย์ของเด็กน้อย ผู้ไม่ยอมแพ้โชคชะตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470793

ปาฏิหาริย์ของเด็กน้อย ผู้ไม่ยอมแพ้โชคชะตา

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ปาฏิหาริย์ที่เป็นจริงของเด็กธรรมดาที่เกิดมาพร้อมสิ่งพิเศษและพลังพิเศษสร้างสิ่งอัศจรรย์ นี่คือเรื่องราวของเด็กน้อย “ณัฐธัญ” ถูกบอกเล่าผ่านเพจ “มีลูกเป็นครู” ของ แม่หน่อย-กนกวรรณ หรุ่นบรรจบ แม่แสนธรรมดาของลูกชายวัย 1 ขวบ 4 เดือน ที่กำลังต่อสู้กับโชคชะตาตั้งแต่ลืมตาดูโลก

เธอโพสต์ข้อความนี้เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2559 หลังการสนทนาระหว่างเราจบลง

“อย่าปล่อยให้โชคชะตานำพาเราอย่างเดียว…เราก็แค่คนธรรมดาที่จนตรอกกับโชคชะตา เพราะฉะนั้นทางเดียวที่ต้องทำคือ สู้ รู้อย่างเดียวว่า เราต้องรู้ว่าเราสู้อยู่กับอะไร…ความรัก ศรัทธา ปาฏิหาริย์” เธอปิดท้ายด้วยสามคำนี้เสมอ

 

น้องณัฐธัญกำลังต่อสู้กับโรคไจแอนท์ ออมฟาโลซิล (Giant Omphalocele) แม่หน่อยอธิบายไว้ในเพจว่า อาการ Omphalocele คือ การที่ผนังหน้าท้องเติบโตผิดปกติ ทำให้ไม่มีผิวผนังหน้าท้อง อวัยวะบางส่วนในช่องท้องจึงออกมาอยู่ข้างนอก ส่วนอาการของ Giant Omphalocele คือการที่มีช่องหน้าท้องใหญ่มากและมีอวัยวะออกมามาก ซึ่งน้องณัฐธัญรักษาตัวในห้องไอซียู 1 ปี แม้ว่าตอนนี้จะย้ายมาอยู่ในห้องพิเศษ แต่แพทย์ก็ยังไม่มีกำหนดให้กลับบ้าน

เมื่อทราบข่าว

แม่หน่อยลาออกจากการเป็นไดเรกเตอร์ของบริษัทโปรดักชั่นทีวี และทิ้งชีวิตเดิมๆ ทั้งหมดเพื่อมาอยู่กับลูกชาย เธอเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่ทราบว่าตั้งครรภ์ จากนั้นเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อทราบว่าลูกชายเผชิญกับโรคออมฟาโลซิล และเปลี่ยนอย่างยิ่งใหญ่อีกทีเมื่อเธอคลอดลูกออกมา

“รู้ว่าน้องเป็นออมฟาโลซิลตั้งแต่น้องอายุ 16 สัปดาห์” เธอเล่าเหตุการณ์เมื่อเกือบ 2 ปีก่อน “เดือนนั้นเราก็ไปอัลตราซาวด์ปกติ ไปตรวจโครโมโซม ตรวจน้ำคร่ำ ซึ่งเป็นการตรวจปกติทุกเดือนของแม่ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี จำได้ว่าวันนั้นหมอโทรมาตามให้กลับไปตรวจซ้ำ ซึ่งเราก็รู้สึกว่าต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ เลยขอหมอไปตรวจเลยทันที หมอบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติที่เรียกว่าออมฟาโลซิล คือโรคที่ไม่มีผนังหน้าท้อง ทำให้ไส้ ตับ ม้าม กระเพาะ ออกมาอยู่ข้างนอก ซึ่งตอนนั้นหมอมีสีหน้าเป็นกังวลแต่ก็บอกว่ามันรักษาได้ หน่อยกับพี่บอล (สามี) เลยหาข้อมูลกันมาโดยตลอดว่าอะไรคือ ออมฯ ความน่ากลัวของมัน การรับมือ การดูแลมันคืออะไร ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะเป็นคนดู เพราะไม่อยากให้เรากังวลใจมาก”

 

แม่หน่อยยังกล่าวต่อว่า จากการหาข้อมูลและจากคำแพทย์ระบุว่า เด็กที่เป็นโรคไจแอนท์ ออมฟาโลซิล สามารถรักษาได้โดยการนำอวัยวะภายในกลับเข้าไปแล้วเย็บผนังหน้าท้องปิด ทว่าอาการของน้องณัฐธัญพิเศษกว่า เพราะทั้งไส้ ตับ ม้าม กระเพาะ ออกมาจากหน้าท้องทั้งหมด ซึ่งนับเป็นเคสแรกของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่เจอไซส์ใหญ่ขนาดนี้

ห้องคลอด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2558 เธอไปโรงพยาบาลตามนัดผ่าคลอด (ไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้) ซึ่งช่วงเวลาที่อยู่ในห้องคลอดนั้น เธอเล่าว่า มันช่างเงียบจนน่าประหลาดใจ แต่มีเสียงหนึ่งที่ทำให้โล่งใจได้คือ เสียงร้องไห้ของลูก

“ได้ยินแต่เสียงลูกร้องไห้ แต่ไม่เห็นหน้า ไม่เห็นตัวลูกเลย คลอดวันจันทร์ ได้เห็นหน้าลูกวันพุธ ซึ่งวินาทีแรกที่เห็นหน้าลูก เราได้แต่ร้องไห้ น้ำตาไหลแบบไม่รู้ตัว” เธอกล่าว

 

กระบวนการในห้องคลอดวันนั้น หลังจากที่หมอลงมีดผ่าคลอดสำเร็จ ทารกจะถูกส่งตัวไปผ่าตัดที่ห้องไอซียูทันที โดยที่พ่อกับแม่ไม่มีใครได้เห็น “ในนั้นเงียบมาก เงียบเชียบ จนต้องถามหมอวิสัญญีว่าลงมีดหรือยัง เพราะตอนนั้นทุกคนในห้องคลอดดูนะจังงัง ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร จนกระทั่งได้ยินเสียงน้องร้อง เราก็ร้องไห้ตาม ซึ่งเราพยายามที่จะดูหน้าน้อง แต่หมอบอกว่าไม่ได้แล้ว น้องไปไอซียูแล้ว จนพ่อมาเล่าให้ฟังว่า เห็นเขารีบเข็นน้องเข้าห้องไอซียูเด็ก พ่อเห็นน้องแวบๆ แค่ 5 วินาที แล้วก็หายลับตาไป” น้ำเสียงเธอเริ่มเคล้าน้ำตา

ห้องไอซียู

เมื่อออกจากท้องแม่ น้องณัฐธัญถูกส่งเข้าห้องไอซียูเด็ก เพื่อผ่านำอวัยวะกลับข้างใน ทว่าการผ่าตัดครั้งแรกไม่สำเร็จ เพราะอวัยวะภายในกลับปริแตกออกจากความดันในช่องท้องที่มากเกินไป เธออธิบายว่าโรคออมฟาโลซิลแบ่งเป็น 2 หมวด คือ แบบที่อวัยวะอยู่ภายนอก ไม่มีถุงหุ้ม เรียกว่า แกสตอส (Gastroschisis) กับที่มีถุงหุ้ม เรียกว่า ออมฟาโลซิล ซึ่งในตอนแรกน้องคลอดออกมายังเป็นแบบออมฟาโลซิล คือมีถุงหุ้ม แต่เมื่อหลังการผ่าตัดครั้งแรกทำให้ถุงหุ้มแตกเปลี่ยนเป็นแบบแกสตอส

“ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าจะรักษายาวนานขนาดนี้ เพราะจากที่อ่านข้อมูลมา เรารู้แค่ว่าอีกเดือนสองเดือนน้องก็หาย เราคิดแค่นั้นจริงๆ ตอนที่ท้องอยู่ 8 เดือน ไปอัลตราซาวด์เห็นว่าขนาดหัวของลูกเล็กกว่าขนาดของท้องก็ยังไม่กังวลมาก เพราะคิดว่ายังไงก็สามารถรักษาได้ น้องจะกลับมาเป็นปกติ”

 

ทว่าสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็นช่างต่างกัน น้องณัฐธัญรักษาอาการในห้องไอซียู 1 ปี แบ่งเป็นช่วงที่อยู่ในห้องไอซียูเด็ก 3 เดือน จากนั้นเมื่ออาการเริ่มดีขึ้นน้องได้ออกจากห้องไอซียู แต่ก็เป็นเวลาไม่นาน น้องมีอาการปอดติดเชื้อหนัก ทำให้ต้องกลับเข้าห้องไอซียูอีกครั้ง รวมระยะเวลายาวนานถึง 1 ปี กระทั่งตอนนี้หมออนุญาตให้น้องออกมาอยู่ห้องพิเศษ ซึ่งนับเป็นเวลา 4 เดือนแรกที่พ่อและแม่สามารถใกล้ชิดลูกได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ห้องพิเศษ

“อาการทุกอย่างยังไม่คงที่ แต่ดีขึ้นจนไม่ต้องอยู่ในไอซียู การหายใจดีขึ้น การติดเชื้อน้อยลง แผลที่ท้องดีขึ้น แต่ก็ยังปิดไม่สนิทสักที และมีรูรั่วตรงไส้อยู่” แม่หน่อย กล่าว และอธิบายต่อว่า ออมฟาโลซิล คือ การที่ไม่มีกล้ามเนื้อท้อง แต่มีเพียงผิวหนังชั้นแรกคลุมไว้ ซึ่งบางและสามารถแตก ฉีก ขาด ได้ตลอดเวลา แต่กระนั้นแล้ว เธอยังปล่อยให้ลูกได้เคลื่อนไหว เพราะการเคลื่อนไหวคือการสร้างพัฒนาการ

“ถ้าเกิดมีปัญหาเราก็แก้กันไป” น้องณัฐธัญเคยผ่าตัดหน้าท้องมาแล้ว 4 ครั้ง ซึ่งล่าสุดเกิดอาการไส้รั่ว แต่ถือว่าน้อยกว่าการผ่าตัดครั้งที่ 3 ที่ไส้รั่วแล้วปลิ้นออกมาจากท้อง จนทำให้หมอต้องตัดไส้ที่ตายทิ้งไป 7 เซนติเมตร ทว่าไม่มีครั้งไหนน่าหนักใจเท่าการผ่าตัดครั้งที่ 2 เพราะหลังจากผ่าตัดครั้งนั้น น้องณัฐธัญหลับไปนานมากถึง 1 เดือน เพราะหมอให้นอนหลับ 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้ขยับตัวจะได้เซฟแผลผ่าตัด แต่สุดท้ายไส้ก็ยังรั่ว หมอจึงตัดสินใจให้น้องฟื้น ให้เริ่มตื่นรู้สึกตัว และให้อาการพัฒนาไปตามธรรมชาติ

 

“โรคออมฟาโลซิลทำให้ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่ บวกกับน้องใส่เครื่องช่วยหายใจตั้งแต่เกิด ทำให้เป็นโรคปอดเรื้อรังไปโดยปริยาย ทำให้น้องหายใจไม่สุด ซึ่งสุดท้ายต้องเจาะคอตอนน้องอายุได้ 5 เดือน” แม่หน่อยเล่า “เรื่องการกิน น้องต้องกินสารอาหารโดยจะให้ทางหลอดเลือดดำ ไม่ต้องผ่านการย่อย ซึ่ง ณ ปัจจุบันน้องมีสายฮิคแมน (Hickman) ที่จะพาสารอาหารผ่านหน้าอกขวาผ่านเข้าสู่หัวใจช่องขวาบนและนำไปใช้งานได้เลย ตอนนี้หมอเริ่มให้ฝึกกินนมวันละ 50 ซีซี 4-5 มื้อ และน้องสามารถย่อยนมได้ ถ่ายได้ปกติ ซึ่งเก่งมากแล้ว”

นับจากนี้ไป แพทย์วางแผนไว้ว่าเมื่อน้องณัฐธัญอายุ 3-4 ขวบ เมื่อผนังหน้าท้องแข็งแรงจะเริ่มผ่าตัด ไส้ ตับ ม้าม กระเพาะ กลับเข้าไป แต่ไม่สามารถระบุให้แน่ชัดได้ว่าจะเร็วหรือช้ากว่าที่สันนิษฐานไว้ เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับร่างกายของน้องเท่านั้น

ห้องเล่น

แม่หน่อยตัดสินใจลาออกจากงานก่อนที่น้องณัฐธัญจะออกจากห้องไอซียู 2 เดือน ลูกอายุ 10 เดือนพอดี เธอเล่าว่า ตลอดเวลาที่ลูกชายอยู่ในห้องไอซียู เธอและสามีจะมาหาลูกทุกวันตามปกติ แต่มีอยู่วันหนึ่งเธอมาหาลูกช้าและสามีติดงาน ปรากฏว่าลูกหลับเพราะได้รับยานอนหลับ ทำให้เธอรู้สึกว่า การที่ลูกได้ยานอนหลับเพราะงอแงไม่มีใครมาเล่นด้วย มันไม่ควรเกิดขึ้น

 

“ตอนที่น้องณัฐธัญอยู่ในไอซียู เขาป่วยหนักจริงนะ แต่เป็นเด็กที่เล่นตลอดเวลา เล่นจนไม่รู้ว่านี่ป่วยหรือไม่ป่วย และหลังจากเหตุการณ์วันนั้นเราก็รู้สึกเลยว่าน่าจะถึงเวลาที่ต้องเลือก เราเลยเลือกลาออกจากงานแล้วมาหาลูก ซึ่งเป็นทางที่ถูกมาก ถามว่าเสียดายไหม มันเสียดาย ทุกคนไม่คิดว่าเราจะลาออกจากงาน เพราะเป็นคนรักงาน บ้างานมาก แต่สุดท้ายไม่ว่าจะให้กลับไปตัดสินใจอีกกี่ครั้งก็จะเลือกมาหาลูก”

ตอนที่อยู่ในห้องไอซียู พ่อแม่สามารถเยี่ยมลูกได้เพียงเวลา 12.00-20.00 น. ตอนนี้ลูกอยู่ห้องพิเศษจึงสามารถอยู่และนอนกับลูกได้ 24 ชั่วโมง โดยเธอจะนอนบนเตียงกับลูก ลักษณะนอนเป็นตัวยูโอบลูกไว้ เพราะน้องเจาะคออยู่ไม่สามารถเปล่งเสียงได้ ดังนั้นถ้าน้องตื่นหรือเกิดความผิดปกติอะไรเขาจะขยับตัว ซึ่งการนอนด้วยกันจะทำให้แม่สัมผัสตัวลูกได้ตลอดเวลา

“เราไม่รู้เมื่อยหรือเหนื่อยอะไรเลยที่ต้องนอนแบบนั้น หรือถามว่าอยากนอนเหยียดตรงไหม ก็อยากนอนตรง แต่การนอนแบบนี้มันทำให้ทันท่วงทีกว่า ก็อยากจะนอนแบบนี้” เธอกล่าว

ห้องหัวใจ

ปัจจุบันน้องณัฐธัญอายุ 1 ขวบ 4 เดือน ซึ่งเด็กทั่วไปจะสามารถคลานและพูดได้บ้างแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเธอและสามีมั่นใจว่าลูกจะสามารถทำทุกอย่างได้เหมือนเด็กทุกคน เพียงแต่ว่าเมื่อไหร่เท่านั้น

 

“ตอนนี้น้องณัฐธัญร่าเริงและยิ้มได้ พวกเราก็ดีใจมากแล้ว เพราะปกติเด็กทั่วไปที่อยู่โรงพยาบาลนานและป่วยหนักขนาดนี้จะมีภาวะเครียด ภาวะไม่เอาคนแปลกหน้า ซึ่งหลายคนบอกว่า ที่น้องสดใส เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะพ่อกับแม่ที่ปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นเด็กปกติ เราอ่านนิทานให้ฟัง ร้องเพลง เล่นด้วยกัน หรือตอนที่เขาหลับไปเดือนครึ่งเราก็ไปพูดข้างๆ หูเขา เพราะเราเชื่อว่าเขาไม่หลับ มันหลับแค่ระบบร่างกาย แต่สมองกับใจเขาไม่หลับ เราเชื่อแบบนั้น” แม่หน่อย กล่าว

เธอเล่าอีกเหตุการณ์ ตอนที่น้องณัฐธัญติดเชื้ออย่างรุนแรงจนหมอไม่แน่ใจว่าน้องจะทนได้หรือไม่ วันนั้นหมอบอกกับเธอว่า ถ้าผ่าน 3 วันนี้ไปได้ลูกจะรอด เธอแทบไม่รู้สึกตัวและไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้จากหมอ และเมื่อจบบทสนทนา เธอได้หันมาพูดข้างหูลูกว่า “แม่ไม่ทำใจ ณัฐธัญต้องสู้ เพราะเรายังมีแรง ยังมีเวลาอีกตั้ง 3 วัน ให้เราสู้ไปด้วยกัน” และสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าคือ น้องณัฐธัญร้องไห้ทั้งที่ตาปิดเหมือนกับจะบอกว่า “สู้สิแม่”

ปาฏิหาริย์

เด็กน้อยคนนี้สามารถต่อสู้กับการผ่าตัดมามากกว่า 10 ครั้ง ผ่านภาวะติดเชื้อรุนแรง ผ่านช่วงที่อ่อนแอที่สุด และสามารถนำพาพ่อแม่ก้าวผ่านเรื่องราวร้ายๆ มาด้วยกันได้

ที่สำคัญ น้องณัฐธัญสามารถเปลี่ยนพ่อแม่ เปลี่ยนจากคนเที่ยวกลางคืนกลายเป็นคนรักสุขภาพ เปลี่ยนจากคนบ้างานให้กลายเป็นคนติดครอบครัว โดยที่ไม่มีใครบังคับ มีเพียงสัญชาตญาณความเป็นพ่อแม่ที่ทำให้ทั้งสองคนเปลี่ยนได้อย่างชะงักงัน

“เมื่อมีลูกทำให้เราทั้งสองคนเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนจากคนคิดแง่ร้ายเป็นคนคิดบวก เราไม่ใช่คนที่จิตใจดีมาก แต่คิดว่าเราเป็นคนที่จิตใจดีพอที่จะประทังกับเรื่องนี้ได้ เราต้องปรับตัวเอง ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่กับเรื่องนี้ไม่ได้เลย เราสองคนร้องไห้นับครั้งกันได้ ไม่ได้ร้องแบบพร่ำเพรื่อ เราจะไม่แสดงความอ่อนแอให้กันเห็น แต่จะให้กำลังใจกันและกัน ให้กำลังใจลูก”

ณัฐธัญคือปาฏิหาริย์ของพ่อและแม่ที่ทำให้คนจนตรอกสองคนมีแรงลุกขึ้นสู้ต่อ โดยใช้ความรัก ความศรัทธา และพลังจากคนข้างๆ เป็นแรงผลักดันให้แข็งแรง และแข็งแกร่งเหมือนเด็กน้อยแสนพิเศษคนนี้ เชื่อว่าเขาจะได้กลับบ้าน…อีกไม่นาน

 

กลยุทธ์สลับม้าของซุนปินและซิมป์สันส์พาราด็อกซ์ กับสถิติลวงโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469722

กลยุทธ์สลับม้าของซุนปินและซิมป์สันส์พาราด็อกซ์ กับสถิติลวงโลก

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ซุนปินเป็นนักการทหารโบราณชื่อดัง บันทึกบางเล่มบอกว่าเขาเป็นลูกหลานของซุนหวู่ ผู้เขียนตำราพิชัยสงครามคลาสสิกระดับโลก “พิชัยสงครามซุนจื่อ”

นักวิชาการจีนเคยงงกับตำรา “พิชัยสงครามซุนจื่อ” ว่าซุนหวู่หรือซุนปินกันแน่ที่เป็นผู้แต่งขึ้น เพราะคำว่า “จื่อ” ที่ลงท้ายต่อจากแซ่ชาวจีนโบราณมีไว้เรียกเพื่อยกย่องว่าเป็นปราชญ์ คำว่าซุนจื่อ จึงสื่อแค่ว่าปราชญ์แซ่ซุน ไม่ได้ระบุว่าซุนไหน

เพิ่งเมื่อปี 1972 นี้เองที่เพิ่งค้นพบพิชัยสงครามซุนปิน ทำให้รู้ว่าพิชัยสงครามซุนจื่อจึงเป็นของซุนหวู่แน่นอน

แม้ตำราพิชัยสงครามของซุนปินไม่ดังเท่าของซุนหวู่ แต่เรื่องราวชีวิตและกลยุทธ์ของเขา ดูจะมีสีสันโดดเด่นเป็นเรื่องเล่ามากกว่า หนึ่งในนั้นคือเรื่อง “ซุนปินสลับม้า”

เดิมซุนปินเป็นที่ปรึกษาแคว้นเว่ย แต่ต้องขาพิการและหนีตายเพราะถูกเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด อย่างไรก็ตาม คนมีสติปัญญาอย่างซุนปินย่อมเป็นที่ต้องการ แม่ทัพเถียนจี้แห่งแคว้นฉีเข้าชักชวนให้เขามาอยู่ด้วยกัน

แม่ทัพเถียนจี้ชื่นชอบการแข่งม้า ไม่ได้แข่งกับหมู่เพื่อนฝูงธรรมดาเท่านั้น ยังชอบแข่งกับระดับท่านอ๋อง

แม้เถียนจี้มีม้าดีอยู่มากมาย แต่ไหนเลยจะสู้ม้าท่านอ๋องได้ แข่งทีไรก็แพ้ทุกทีไป

เถียนจี้บ่นให้ซุนปินฟังตามภาษาเพื่อนร่วมงาน ซุนปินจึงสอบถามว่ากติกาการแข่งม้ามีว่ากระไร

เถียนจี้อธิบายว่า กติกาง่ายๆ “การแข่งม้าตัดสินจากการแข่งสามแมตช์ แมตช์แรกเอาม้าดีที่สุดของข้าวิ่งแข่งกับม้าดีที่สุดของท่านอ๋อง แมตช์ต่อมาก็จะใช้ม้าตัวรองของข้าวิ่งแข่งกับม้าตัวรองของท่านอ๋อง ม้าอันดับสามก็แข่งไม่ต่างกัน”

เถียนจี้บ่นต่อว่าพอแข่งกันทีไร ส่วนใหญ่ม้าข้าก็แพ้ม้าท่านอ๋องหมด “ท่านซุนปินมีม้าดีหรือวิธีฝึกม้าแนะนำบ้างหรือไม่?”

ซุนปินคิดซักพักแล้วบอกกลับว่าขอข้าดูคิดก่อน… อันที่จริงเถียนจี้ก็คงถามไปอย่างนั้น

เมื่อถึงวันที่เถียนจี้ต้องแข่งม้ากับท่านอ๋องจริง เถียงจี้พ่ายแพ้ตามฟอร์ม เถียนจี้เริ่มคิดว่านี่คงเป็นเพราะเราคิดแต่ว่าจะพ่ายแพ้แต่แรกแน่ๆ วันหลังจะลองสร้างความเชื่อว่าจะต้องชนะ ตามกฎแรงดึงดูดความสำเร็จดูบ้าง

คิดไปคิดมาแล้วซุนปินก็เดินเข้ามาทัก บอกเถียนจี้ว่า “ท่านไปขอท่านอ๋องแข่งอีกที คราวนี้ชนะแน่”

เถียนจี้ถามซุนปินทันที “ท่านมีม้าดีให้ข้าลองรึ?”

ซุนปินตอบว่า “จะหาม้าใหม่ไปทำไม ในเมื่อมันมีโอกาสชนะด้วยม้าสามตัวเดิมของท่านนี่แหละ”

เถียนจี้ยังมึน ถามว่า “เป็นไปได้อย่างไรกัน?”

ซุนปินกระซิบข้างหูมุบมิบตามสไตล์หนังจีนกำลังภายใน…

แล้วเถียนจี้ก็ไปขอท่านอ๋องแข่งม้าใหม่อีกครั้ง ผลปรากฏว่า เถียนจี้ชนะ 2 ใน 3 รอบ จึงกลับพลิกชนะในเกมนี้

ท่านอ๋องตกใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรจึงเรียกตัวเถียนจี้มาซักถาม

เถียนจี้จึงอธิบาย

“เพื่อนกระหม่อมแนะนำว่า ให้สลับม้าที่ใช้แข่งขัน โดยใช้ม้าที่ดีที่สุดของข้าแข่งกับม้าตัวรองของท่านอ๋อง แล้วเอาม้าตัวที่ดีรองลงมาของข้าแข่งกับม้าอันดับสามของท่านอ๋อง ส่วนม้าอันดับสามของข้าที่วิ่งช้าที่สุดก็ให้แข่งกับม้าตัวเก่งที่สุดแทน เท่านี้แม้ม้าตัวที่สามข้าจะแพ้แน่ๆ แต่จะชนะ 2 ใน 3 ยังถือว่าชนะท่านอ๋องใสๆ”

ว่าแล้วจึงก็ได้โอกาสแนะนำตัวซุนปินให้ท่านอ๋องได้ช่วงใช้ เถียนจี้ได้รางวัลจากการแข่งม้า ท่านอ๋องชื่นชมดีใจได้คนเก่ง ซุนปินได้แสดงสติปัญญาและได้งาน ถือว่า วิน วิน วิน

กลยุทธ์ซุนปินสลับม้า แสดงให้เห็นว่าด้วยศักยภาพเท่าเดิม แต่อาจเอาชนะเกมได้ด้วยการวางแผนจัดกลุ่ม

บินข้ามเวลาและสถานที่ไปที่อเมริกา หลายคนน่าคุ้นเคยกับชื่อซิมป์สันส์ดีกว่าซุนปิน แต่วันนี้เราจะไม่ได้พูดถึงครอบครัวซิมป์สันส์ที่เป็นตัวการ์ตูนสีเหลืองนั่น

ทฤษฎี “สิ่งผิดปกติของนายซิมป์สันส์” หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าSimpson’s Paradox คือทฤษฎีที่ว่าด้วยความพิสดารของการพิจารณาตัวเลขของข้อมูล ซึ่งผลรวมของการแบ่งกลุ่มข้อมูลย่อยๆ พลิกเกมการรับรู้ของเรา

ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการรักษาของ หมอ A และหมอ B ด้วยผู้ป่วย 100 คนเท่าๆ กัน จึงมีการจัดการทดลองเปรียบเทียบ
ขึ้นมา

การทดลองวันแรก หมอ A มีเวลาว่างจึงเร่งรักษาผู้ป่วยให้หายได้ 63 จาก 90 คน (สถิติการรักษา=รักษาได้ 70% ของผู้ป่วย) ส่วนหมอ B งานยุ่ง รักษาได้ 8 คนจากคนไข้ 10 คน (=80%)

การทดลองครั้งที่สอง หมอ A เหลือคนไข้แค่ 10 คนให้รักษา โดยรักษาได้ 4 ใน 10 คน (=40% ของผู้ป่วยครั้งนี้) ส่วนหมอ B รักษาได้ 45 จาก 90 คน (=50%)

เมื่อนับจากตัวเลขเปอร์เซ็นต์การรักษาของทั้งสองครั้งจึงสรุปได้ว่า หมอ B รักษาคนไข้ได้เปอร์เซ็นต์มากกว่าหมอ A ทั้งสองครั้ง (คือ 80% และ 50%) จึงสรุปว่าหมอ B มีประสิทธิภาพการรักษาที่ดีกว่า…แต่ผิด!

เพราะเมื่อนับจำนวนคนไข้รวมแล้ว จะค้นพบว่า หมอ A รักษาคนไข้ได้ 67 คน ส่วนหมอ B รักษาได้แค่ 53 คนเท่านั้น

นี่คือ Simpson’s Paradox ที่แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลเปอร์เซ็นต์มากน้อยทั้งหลาย ลวงตาเราได้ หากเล่นกลด้วยการจัดกลุ่ม

(และเมื่อหมอ B รู้เคล็ดลับเช่นนี้แล้ว จึงอาจอ้างอิงข้อมูลเปอร์เซ็นต์การรักษาในแต่ละครั้งมาใช้ในโฆษณาลวงตาเราได้)

Simpson’s Paradox ยังมีตัวอย่างเรื่องการบิดเบือนข้อมูลในชีวิตจริงอีกมากมายหลายแบบ ตัวอย่างข้างต้นเป็นแค่ตัวอย่างง่ายๆ ประเภทหนึ่งเท่านั้น

หนึ่งในนั้นคืองานวิจัยในอังกฤษชิ้นหนึ่งที่บอกว่ากลุ่มคนสูบบุหรี่มีโอกาสตายน้อยกว่ากลุ่มคนที่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งผลวิจัยครั้งนั้นกลับตาลปัตรเช่นนี้ ก็เพราะมี Simpson’s Paradox ซ่อนอยู่

ผลการเลือกตั้งประธานาธิปดีสหรัฐ อเมริการะหว่าง ฮิลลารี คลินตัน กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ตกอยู่ในทฤษฎีนี้ได้เช่นกัน

โชคไม่ดีที่ Simpson’s Paradox ในแต่ละกรณีมีวิธีการแกะรหัสให้ได้ความจริงแตกต่างกันไป ซึ่งต้องพิจารณากรรมวิธีการจัดกลุ่ม หรือปัจจัยซ่อนเร้นต่างๆ กันไป เราจึงไม่สามารถหลุดพ้นกลเม็ดลวงโลกทางสถิติด้วยสูตรสำเร็จง่ายๆ แต่ต้องใช้ปัญญาเพ่งมองค้นหาเอาเองในแต่ละชุดข้อมูล

จะว่าไปก็ตรงกับที่กาลามสูตรข้อ 5 ที่บอกว่า “มา ตกฺกเหตุ” อย่าปลงใจเชื่อเพราะมันถูกต้องตามตรรกะ

Simpson’s Paradox ตั้งชื่อตาม Edward Simpson หนึ่งในผู้สังเกตเห็นความผิดปกตินี้ ทฤษฎีนี้ถูกยกขึ้นมาครั้งแรกในปี 1973 ในกรณีที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ถูกฟ้องว่าตัวเลขการรับนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยแสดงถึงการเหยียดเพศอย่างมีนัยสำคัญ (ปีนั้นคือ 1 ปีหลังจีนขุดพบพิชัยสงครามซุนปิน)

แม้ทฤษฎีนี้เพิ่งถูกตั้งขึ้นมาไม่นาน แต่ดูเหมือนว่า ซุนปิน จะเล่นกลพิสดารนี้เป็นมากว่าสองพันปีแล้ว