เฟซบุ๊กรับมือข่าวลวง ดึงเทคโนโลยีเอไอช่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/468453

เฟซบุ๊กรับมือข่าวลวง ดึงเทคโนโลยีเอไอช่วย

โดย…ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

เฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องภายหลังปล่อยให้ข่าวลวงแพร่สะพัดอยู่ในโลกออนไลน์จนอาจทำให้ผู้รับสารเข้าใจผิด ซึ่งมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งสหรัฐที่มีความสูสีอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเฟซบุ๊ก ต้องออกมาให้สัญญากับผู้ใช้ว่า จะหาทางจัดการกับเรื่องดังกล่าว

ล่าสุด เฟซบุ๊กมีความคืบหน้าในความพยายามกำจัดข่าวลวงดังกล่าว ทั้งการทดสอบปลั๊กอินแจ้งเตือน และการดึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาใช้งาน

โซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กเริ่มใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาตั้งแต่ปี 2013 นับตั้งแต่ว่าจ้างให้ หยวน เล่อชุน ผู้อำนวยการฝ่ายเอไอของเฟซบุ๊กมาร่วมงานด้วย ส่งผลให้เฟซบุ๊กกลายเป็นหนึ่งในสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นผู้นำในด้านการใช้ปัญญาประดิษฐ์

เฟซบุ๊กเคยกล่าวว่า เครือข่ายหลายประเภทไม่สามารถอยู่ได้หากปราศจากเอไอ เช่น การเลือกข่าวในฟีดข่าวด้วยอัลกอริทึม ซึ่งทำให้ผู้ใช้ได้รับสารในรูปแบบที่สอดคล้องกับความชื่นชอบหรือแนวคิดของผู้ใช้แต่ละคนมากที่สุด

ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของเฟซบุ๊กคนดังกล่าว เปิดเผยว่า เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยแยกแยะข่าวลวง รวมไปถึงตรวจจับวิดีโอที่มีเนื้อหารุนแรง ด้วยการใช้ตัวคัดกรองเนื้อหาบนเว็บไซต์

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า เฟซบุ๊กยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้เอไอดังกล่าว โดยการใช้เอไอของเฟซบุ๊กในบางครั้งอาจกลายเป็นการตรวจจับพาดหัวข่าวแบบ “คลิกเบต” (ล่อให้กดอ่าน) แทน รวมถึงการจะแยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “เรื่องแต่ง” ยังคงเป็นความท้าทายใหญ่ และเสี่ยงต่อการที่เอไอจะลบเนื้อหาออกมาเกินไปผ่านระบบคัดกรอง

โฆษกของเฟซบุ๊ก เปิดเผยภายหลังว่า เฟซบุ๊กยังไม่มีแนวทางการแก้ปัญหาโดยใช้เอไออย่างครบถ้วนครอบคลุม โดยเฟซบุ๊กมักจะทดสอบเทคโนโลยีก่อนที่จะมีการใช้จริงเสมอ

สำนักข่าวเทคครัช ซึ่งเป็นสำนักข่าวที่ติดตามความเคลื่อนไหวของแวดวงเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด ระบุว่า เฟซบุ๊กทดสอบขจัดข่าวลวงโดยเริ่มที่กลุ่มคนเล็กๆ ก่อน ด้วยการใส่ปลั๊กอิน เพื่อแจ้งเตือนเหนือเว็บไซต์ดังกล่าวในลักษณะต่างๆ เช่น “เว็บไซต์นี้ไม่มีแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ” หรือ “ข่าวนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล”

นอกจากนี้ จากข้อมูลของนิวยอร์กไทมส์และรอยเตอร์ส ระบุว่า เฟซบุ๊กจะขึ้นบัญชีดำเว็บไซต์ที่ลงข่าวลวงทั้งเว็บไซต์ แทนที่จะขึ้นบัญชีดำแบบข่าวต่อข่าว อย่างไรก็ตาม ปลั๊กอินดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของเฟซบุ๊ก หลังจากมีการแปะป้ายเตือนผิดเว็บไซต์และระบุว่าเว็บไซต์ดังกล่าว “เชื่อถือไม่ได้”

เอไอไม่ใช่ยาวิเศษ

หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า เอไอไม่ใช่หนทางในการแก้ปัญหาได้ทั้งหมด 100% เนื่องจากในปัจจุบัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ก็ไม่สามารถลบเนื้อหาโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มก่อการร้ายได้

“เอไอไม่ใช่เวทมนตร์ และก็ไม่ใช่เทอร์มิเนเตอร์ด้วย แต่เป็นเทคโนโลยีจริงที่มีประโยชน์” เล่อชุน กล่าว โดยเป็นการตอบโต้คำกล่าวหาว่าเอไอเป็นเทคโนโลยีที่ชั่วร้ายและอาจจะยึดครองโลกในที่สุดอย่างที่พบได้ในภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง

ด้าน โจอาควิน แคนเดลา ผู้อำนวยการฝ่ายการปรับใช้เทคโนโลยีเรียนรู้ของเฟซบุ๊ก เปิดเผยว่า เฟซบุ๊กมีการจ้างงานผู้คนนับร้อยๆ คนทั่วโลกเพื่อคอยสอดส่องดูแลเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่ในปัจจุบันมีความพยายามในการใช้เอไอตรวจจับเนื้อหาที่มีการละเมิดกฎของเฟซบุ๊ก

แคนเดลา ระบุว่า การจะตรวจจับวิดีโอไลฟ์ของเฟซบุ๊กที่มีการละเมิดกฎยังคงมีความท้าทายใหญ่อยู่ 2 ประการ โดยประการแรก คือ คอมพิวเตอร์ที่ใช้จะต้องมีอัลกอริทึมซึ่งสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ความท้าทายอย่างที่สอง คือ นิยามที่ชัดเจนเกี่ยวกับการลบเนื้อหาว่าเนื้อหาแบบใดควรลบหรือไม่ควรลบ

ปัญหาระดับโลก

แม้เฟซบุ๊กจะถูกกดดันอย่างหนักในปัจจุบัน แต่ปัญหาเรื่องข่าวลวงระบาดไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็ประสบปัญหาในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ยกตัวอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งเผชิญกับปัญหาเรื่องนี้อย่างหนัก เช่น ข่าวปลอมว่าประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ ได้โพสต์ภาพศพเด็กสาวที่ถูกข่มขืนและถูกกลุ่มค้ายาสังหาร แต่การตรวจสอบภายหลังพบว่า ภาพดังกล่าวมาจากบราซิล

ด้านเทนเซนต์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ที่สุดของจีน ซึ่งเป็นเจ้าของแอพพลิเคชั่นแชตชื่อดังอย่าง คิวคิว และวีแชท ก็เผชิญกับข่าวลวงที่แพร่กระจายในโลกออนไลน์เช่นกัน โดย หม่าฮัวเต็ง ซีอีโอของเทนเซนต์ เรียกร้องให้ผู้ใช้แชร์ข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ โดยในช่วงปี 2016 ที่ผ่านมา เทนเซนต์เผชิญปัญหาข่าวลวงมากถึง 17 ล้านครั้ง

“นอกเหนือไปจากผลิตภัณฑ์ที่ดีเยี่ยมและการบริหารบริษัท สภาพความเป็นอยู่ในสังคมและความปลอดภัยด้านไซเบอร์ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเทนเซนต์อีกต่อไป” หม่าฮัวเต็ง กล่าว

นิตยสารฟอร์บส์ รายงานว่า เทนเซนต์ได้จัดตั้งช่องทางร้องเรียนจำนวนมากทั้งผ่านทางเว็บไซต์และสายด่วน เพื่อจัดการกับข้อมูลที่มีความผิดพลาด รวมถึงมีการตั้งตัวกรองข่าวลวงในแอพพลิเคชั่นวีแชทอีกด้วย โดยตัวคัดกรองดังกล่าวช่วยให้สื่อจีนกระแสหลักและองค์กรอื่นๆ สามารถช่วยผู้ใช้ในการตรวจสอบข่าวลวงที่เกี่ยวข้องกับข่าวสังคม สุขภาพ และวิทยาศาสตร์

 

เจาะบัญชีกูเกิล1.3ล้านกูรูเตือนโหลดแอพเถื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 07:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/468266

เจาะบัญชีกูเกิล1.3ล้านกูรูเตือนโหลดแอพเถื่อน

แฮ็กเกอร์เจาะบัญชีผู้ใช้ กูเกิลกว่าล้านบัญชี ด้านกูเกิลเตือนอย่าโหลดแอพพลิเคชั่นนอกเพลย์สโตร์

เช็คพอยต์ ซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีส์ บริษัทความปลอดภัยทางไซเบอร์ พบการเจาะระบบเข้าไปในบัญชีผู้ใช้งานกูเกิล มากกว่า 1.3 ล้านบัญชี ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงอีเมล รูปภาพ และข้อมูลต่างๆ ภายในบัญชี หลังผู้ใช้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเถื่อน ที่มาจากแหล่งอื่นนอกร้านจำหน่ายแอพพลิเคชั่นของกูเกิล โดยมีเกม “แข่งรถสุดโหด” เป็นหนึ่งในแอพพลิเคชั่นอันตรายดังกล่าวจากไทย

แฮ็กเกอร์ใช้มัลแวร์ชื่อกูลิแกน ซึ่ง แฝงตัวอยู่ในแอพพลิเคชั่นเถื่อนเจาะเข้าไปบริการต่างๆ ของกูเกิล อย่างไรก็ดียังไม่มีข้อมูลใดในบัญชีดังกล่าวถูกขโมยไป โดยกูเกิลเตือนให้ผู้ใช้อย่าดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นอื่นที่ไม่ได้อยู่ในร้านของบริษัท

ด้าน เอเดรียน ลุดวิก ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยแอนดรอยด์ของกูเกิล กล่าวว่า บริษัทกำลังสอบสวนประเด็นดังกล่าวอย่างจริงจังและจัดการแก้ไขเท่าที่ทำได้ โดยกูเกิลบล็อกมัลแวร์และแอพพลิเคชั่นอันตรายกว่า 1.5 แสนเวอร์ชั่นแล้ว

เช็คพอยต์ เสริมว่า นับตั้งแต่ต้นปีนี้ มัลแวร์กูลิแกนเจาะเข้าไปในสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ 1.3 หมื่นเครื่อง/วัน และยังพบการระบาดของมัลแวร์ที่มีลักษณะคล้ายแอพพลิเคชั่นปกติบนเพลย์สโตร์ ซึ่งสร้างความสับสนให้ผู้ใช้และหากดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นดังกล่าวมา สมาร์ทโฟนจะติดมัลแวร์ทันที ทำให้แฮ็กเกอร์เข้าไปล้วงข้อมูลต่างๆ ในสมาร์ทโฟนได้

 

บิ๊กองค์กรเผยเคล็ดลับ ความสำเร็จยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ธันวาคม 2559 เวลา 06:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/468061

บิ๊กองค์กรเผยเคล็ดลับ ความสำเร็จยุคดิจิทัล

โดย…จะเรียม สำรวจ

บริบททางเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ส่งผลให้การบริหารทรัพยากรมนุษย์ของภาคธุรกิจไม่สามารถทำงานแบบเดิมได้ ยิ่งปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วตามโลกดิจิทัล ทำให้ผู้ประกอบการในองค์กรธุรกิจต่างๆ ต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวให้ทัน

จากปัจจัยที่เกิดขึ้นดังกล่าว สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ TMA จึงได้มีการจัดงานสัมมนาประจำปี ภายใต้หัวข้อ TMADAY 2016 Business Tranformation : Reinvening the Company for Digital Disruption เพื่อเผยกลยุทธ์การขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่ผู้บริหารในยุคดิจิทัลต้องรู้

วิสิฐ ตันติสุนทร ประธานทีเอ็มเอ กล่าวว่า ความสำเร็จขององค์กรในยุคดิจิทัลจะอาศัยเพียงความรู้ความสามารถของผู้นำเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องมองการณ์ไกลหาแนวทางรับมืออย่างเหมาะสมกับองค์กร นอกจากนี้ องค์กรต่างๆ ยังควรนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจ เพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างเข้มแข็งพร้อมที่จะก้าวสู่โลกดิจิทัล เพราะการพาองค์กรก้าวสู่โลกดิจิทัลในยุคปัจจุบันเก่งอย่างเดียวไม่ได้ต้องมีความรวดเร็วก้าวตามสถานการณ์ให้ทัน

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่องค์ธุรกิจต่างๆ ต้องตามให้ทัน ในส่วนขององค์กรขนาดใหญ่ที่ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้จนธุรกิจประสบความสำเร็จก็ได้ออกมาเผยเคล็ดลับความสำเร็จ เพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรต่างๆ นำไปปรับใช้

เริ่มที่ สุพจน์ มหพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่บอกเล่าว่า ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่เห็นข้อมูลจำนวนมาก ในฐานะที่เราเป็นผู้ประกอบการควรหาวิธีในการจัดเก็บข้อมูล พร้อมกับหากลยุทธ์ทางการตลาดว่าทำอย่างไรจึงจะก้าวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัลที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ คือ การกระทำ การเข้าใจในธุรกิจ การเข้าใจในลูกค้า และปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง

สำหรับเรื่องที่มักมีการพูดถึงว่าองค์กรขนาดใหญ่มักผูกขาดธุรกิจ สุพจน์ ชี้แจงในเรื่องนี้ว่า ยุคนี้ไม่มีใครสามารถ ผูกขาดธุรกิจได้ เพราะผู้บริโภคเป็นผู้เลือก และองค์กรขนาดเล็กก็สามารถประสบความสำเร็จเหมือนกับองค์กรขนาดใหญ่ และก้าวขึ้นมาเป็นองค์กรขนาดใหญ่ได้หากมีการปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง

ขณะที่ กึกก้อง รักเผ่าพันธุ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การแข่งขันของธุรกิจในปัจจุบันโดยเฉพาะในวงการธนาคารเราจะไม่มองคู่แข่งว่าเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ แต่มองว่าจะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันได้อย่างไร นอกจากนี้ ยังต้องหาแพลตฟอร์มใหม่ๆ มาคอยบริการลูกค้า เพราะการก้าวเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยี ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็ต้องหันมามองตัวเองว่า มีข้อดีของเสียอย่างไรบ้าง เพื่อนำมาปรับปรุงสร้างบริการที่ดีให้กับลูกค้า

ด้าน ศรายุธ แสงจันทร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงิน บริษัท น้ำตาลมิตรผล กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลทำให้ระบบซัพพลายเชนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ จะเห็นได้ว่าภาคการผลิตในยุคปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรที่มีการติดตั้งจีพีเอส หรือการใช้ปุ๋ยบำรุงพืชที่มีการคำนวณโดยระบบดิจิทัล ซึ่งในส่วนของบริษัทเองก็ได้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในธุรกิจ ด้วยการทำดิจิทัลฟาร์มมิ่งแล้วที่ออสเตรเลีย

 

เอ็ม-คอมเมิร์ซยังโตต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467928

เอ็ม-คอมเมิร์ซยังโตต่อเนื่อง

นีลเส็น เผยคนไทยใช้งานสมาร์ทโฟนเพิ่มดันเอ็ม-คอมเมิร์ซโต ต่อเนื่อง บริการการเงิน ช็อปปิ้ง จ่ายเงินออนไลน์ยอดใช้เพิ่ม

น.ส.ยุวดี เอี่ยมสนธิทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท นีลเส็น ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนของกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,078 คน ผ่านระบบที่เรียกว่า On Device Meter พบว่า คนไทยมีการใช้งานสมาร์ทโฟนเฉลี่ย 230 นาที หรือ 4 ชั่วโมง/วัน ในการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียอย่างไลน์ เมสเซนเจอร์ เอสเอ็มเอส และอีเมลมากที่สุดถึง 75 นาที รองลงมาคือการเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นอย่างเฟซบุ๊ก กูเกิล และอินสตาแกรม 67 นาที และใช้เอนเตอร์เทนเมนต์อย่างเกมและยูทูบ 45 นาที

ทั้งนี้ เวลาการใช้งานสมาร์ทโฟนเฉลี่ย 13 นาที/ชั่วโมง เป็นการใช้งานในช่วงเวลา 19.00-21.00 น. สูงสุด ขณะที่จำนวนการใช้งานดาต้าผ่านเครือข่ายมือถือและไว-ไฟ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 3 ของปีนี้อยู่ที่ 810 เมกะไบต์ เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปีอยู่ที่ 689 เมกะไบต์

อย่างไรก็ตาม เทรนด์ของโมบายคอมเมิร์ซ หรือเอ็ม-คอมเมิร์ซ จะมีการเติบโตต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ จากการสนับสนุนของรัฐบาล และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ขณะที่บริการโมบายแบงก์กิ้งซึ่งยังคงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยบริการ K-Mobile Banking Plus มีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 22% รองลงมาคือ SCB Easy App และบัวหลวงแบงก์กิ้ง

ขณะที่ ลาซาด้า ยังคงครองอันดับหนึ่งของช็อปปิ้งออนไลน์ มีคนเข้าใช้มากที่สุดถึง 23% รองลงมาคือ ขายดีและ อาลีเอ็กซ์เพรสอยู่ที่ 9% และ 5% ตามลำดับ ส่วนบริการจ่ายเงินออนไลน์ ทรูมันนี่วอลเล็ต มีผู้เข้าใช้งานมากที่สุดถึง 17% รองลงมา คือ เมเจอร์มูฟวี่พลัสอยู่ที่ 3% และแอร์เพย์ที่เพิ่งเข้ามาให้บริการในช่วงกลางปีมีการเข้าใช้งานมากถึง 3%

 

ยุคธุรกิจทรานสฟอร์มลงทุนรับ10เทรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467923

ยุคธุรกิจทรานสฟอร์มลงทุนรับ10เทรนด์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ประกอบกับรัฐบาลขับเคลื่อนภาคเอกชนปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมยุค 4.0 และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ เสพติดเทคโนโลยี เป็นปัจจัยหลักส่งผลให้การลงทุนระบบไอทีในปี 2563 มีมูลค่าพุ่งแตะ 5 แสนล้านบาท

ไมเคิล อาราเน็ตตา  ผู้จัดการประจำไอดีซี ประเทศไทย บริษัท ไอดีซี ที่ปรึกษาและวิจัยข้อมูลการตลาด เปิดเผยว่า ปีหน้าธุรกิจไทยจำเป็นต้องทรานสฟอร์ม โดยเฉพาะผู้ดำเนินธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี เพื่อรองรับการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน หากไม่เปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ มวลรวมของประเทศหรือจีดีพีจะเติบโต 3% โดยธุรกิจที่จะลงทุนทางไอทีปีหน้า 4 กลุ่ม ได้แก่ ธนาคาร อุปโภคบริโภค ธุรกิจเพื่อสุขภาพ และมีเดีย

สำหรับ 10 เทรนด์ที่จะเกิดขึ้นปี 2560-2563 ได้แก่ เทรนด์แรกองค์กรใหญ่จะเกิดความท้าทายการแข่งขันจากองค์กรเกิดใหม่ ทำให้ปี 2563 พบว่าองค์กรใหญ่ 1 ใน 3 เร่งเพิ่มขีดความสามารถพัฒนาสินค้าใหม่โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งอีก 2 ปีข้างหน้าจะเริ่มเห็นบริษัทที่หันมาใช้เทคโนโลยีมาบริหารจัดการองค์กร

ตามด้วยเทรนด์ที่ 2 เกิดการลงทุนระบบไอทีในปี 2562 ราว 25% ของรายได้บริษัท เพื่อปรับปรุงการทำงานในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ ผลสำรวจ 43 บริษัท พบว่า บริษัทให้ความสำคัญการลงทุนด้านบิ๊กดาต้า เพราะช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลทำนายอนาคตได้แม่นยำ เทรนด์ที่ 3 พฤติกรรมผู้บริโภค 60% ยังคงใช้โซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊กต้องเป็นช่องทางช่วงชิงโอกาสจากคู่แข่ง

เทรนด์ที่ 4 สินค้าใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ผสานเอาโลกแห่งความเป็นจริง และการที่มนุษย์สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้เกินกว่าความเป็นจริงปกติ ในปี 2561 ส่งผลให้องค์กรหันมาใช้งบดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเพิ่มขึ้น จากปีนี้เติบโต 22% และปี 2563 การใช้โทรศัพท์จะล้าสมัยเพราะเทคโนโลยีเสมือนจริงจะเข้ามาแทนที่

ในส่วนเทรนด์ที่ 5 เกิดการลงทุนการเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตกับอุปกรณ์ต่างๆ โดย 4 กลุ่ม ได้แก่ รถยนต์ไร้คนขับหรือหุ่นยนต์ ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจเพื่อสุขภาพส่วนบุคคล การสร้างอาคารสมาร์ทบิวดิ้ง โดยปีหน้าคาดมีการลงทุน 7,000 ล้านบาท เทรนด์ที่ 6 เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้น 25% สามารถรายงานผลการใช้งานในปี 2562

ทั้งนี้ ปีหน้าธุรกิจโรงพยาบาลจะนาเทคโนโลยีมาใช้ในการรักษาพยาบาลเป็นเทรนด์ที่ 7 และการใช้คลาวด์ขององค์กรเกิดการเปลี่ยนแปลงมาสู่มัลติคลาวด์อีก 2 ปี เป็นเทรนด์ที่ 8 สำหรับเทรนด์ที่ 9 ธุรกิจทีวีจะหันมาให้บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น เทรนด์ที่ 10 บริษัทลงทุนระบบรักษาความปลอดภัยป้องกันภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตมากกว่า 30% ภายในปี 2562

 

กูเกิลเผยคนหาข้อมูลก่อนซื้อรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467715

กูเกิลเผยคนหาข้อมูลก่อนซื้อรถ

กูเกิล ประเทศไทย เผย ผลสำรวจ ผู้บริโภค 97% หาข้อมูล ผ่านมือถือก่อนตัดสินใจซื้อรถยนต์ แนะผู้ประกอบการรับมือพฤติกรรมเปลี่ยน

น.ส.แจ๊คกี้ หวาง หัวหน้าฝ่ายอุตสาหกรรม บริษัท กูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้ทำการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค “แรงขับเพื่อการตัดสินใจ ‘The Drive to Decide'” ที่ได้สุ่มสำรวจจาก 600 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นผู้ที่จะตัดสินใจซื้อรถยนต์ใหม่ ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป ในประเทศไทย ปี 2559 พบว่า 59% ของกลุ่มดังกล่าวใช้ระยะเวลาการพิจารณาและหาข้อมูลอย่างน้อย 2 เดือน ซึ่งใช้อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ สำหรับการหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 3.2 อุปกรณ์ ซึ่ง 97% ใช้โทรศัพท์มือถือทุกขั้นตอนการซื้อรถ

ทั้งนี้ จำนวน 32% ใช้ Google Search เพื่อเริ่มรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรถที่สนใจ และ 22% ค้นหาข้อมูลรถระหว่างชมทีวีไปพร้อมกัน ซึ่งคำค้นหาของผู้ที่ต้องการซื้อรถ 99% คือ “รถคันไหนดีที่สุด” และ 91% ของผู้ต้องการซื้อรถใช้วิดีโอประกอบการหาข้อมูลต่อตัวรถและแบรนด์ผู้ผลิต ขณะที่ 31% มั่นใจว่าจะเลือกรถหลังรับชมวิดีโอโดยที่ไม่ต้องไปทดลองขับจริง

อย่างไรก็ตาม มูลค่าสื่อโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตที่คาดว่าจะอยู่ที่ 9,883 ล้านบาทในปี 2559 กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในสัดส่วน 10% คือ กลุ่มยานยนต์

“ดังนั้น ผู้ผลิตรถยนต์ที่ไม่เคยต้องเผชิญกับผู้บริโภคที่ทำการบ้านเก็บข้อมูลอย่างรอบด้านมาก่อน เป็นความท้าทายบริษัทรถยนต์สามารถนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เป็นประโยชน์ผ่านช่องทาง มือถือในเวลาที่ผู้บริโภคต้องการในยุคที่พฤติกรรมเกิดขึ้นครั้งแรกบนมือถือ” น.ส.แจ๊คกี้ กล่าว

 

ช็อปออนไลน์ภูธรพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467714

ช็อปออนไลน์ภูธรพุ่ง

ลาซาด้าชี้ต่างจังหวัดช็อปออนไลน์โตแรงแซงกรุงเทพฯ ลุยจัดซูเปอร์เซลส์ 12-14 ธ.ค. เพิ่มยอดช็อป

นายอเล็กแซนดรอ บิสชินี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย เปิดเผยว่า กลุ่มลูกค้าในไทยที่อยู่ในต่างจังหวัดมีแนวโน้มช็อปปิ้งผ่าน ลาซาด้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยล่าสุดยอดช็อปปิ้งออนไลน์ผ่านลาซาด้ามาจากต่างจังหวัดกว่า 70% กรุงเทพฯ 30% เปลี่ยนจากเมื่อปี 2555 ที่เพิ่งเข้ามาเปิดตัวในไทยมียอดจากคนกรุงเทพฯ 70% ต่างจังหวัด 30% ส่วนสำคัญมาจากบริษัทได้แก้ปัญหาเรื่องช่องทางชาระเงิน เพราะคนต่างจังหวัดจำนวนมากไม่ใช้เครดิตการ์ดและเดบิตการ์ด จึงให้จ่ายเงินสดเมื่อรับสินค้าได้ รวมทั้งจัดส่งสินค้าฟรีเมื่อซื้อ 99 บาทขึ้นไป ซึ่งเป็นยอดใช้จ่ายต่ำลงจึงช่วยได้มาก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-27 พ.ย. 2559 ยอดซื้อมาจาก จ.สมุทรสงคราม เติบโตที่สุด 220% จากปีก่อน รองลงมาคือ จ.อำนาจเจริญ โต 207% จ.ชุมพร โต 205% จ.จันทบุรี โต 203% และ จ.กาฬสินธุ์ โต 202% โดยหมวดหมู่สินค้าสุขภาพและความงามมียอดซื้อสูงที่สุด แต่เมื่อดูที่อัตราการเติบโตจะพบว่า ยอดซื้อสินค้าในหมวดหมู่อุปกรณ์สัตว์เลี้ยงโตสูงสุด 600% รองลงมาคือ ยานยนต์และอุปกรณ์ โต 250% อันดับ 3 คือ การเดินทางและไลฟ์สไตล์ เช่น กระเป๋าเดินทาง โต 230%

“จากตัวเลขการซื้อที่เติบโตในต่างจังหวัดนี้ จะเห็นว่าการขยายตัวของการช็อปปิ้งออนไลน์ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่กระจายตัว ส่วนยอดซื้อสินค้าในหมวดหมู่สินค้าที่เติบโตสูงมากก็เป็นเครื่องสะท้อนว่า คนไทยมีแนวโน้มช็อปปิ้งสินค้าตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากขึ้น คือสะท้อนว่าคนไทยชอบเลี้ยงสัตว์ ชอบและรักในยานยนต์ รวมถึงชอบการเดินทาง นอกจากจะจองห้องพักและตั๋วเครื่องบินผ่านออนไลน์แล้ว จึงมาซื้อกระเป๋าเดินทางและอุปกรณ์การเดินทางอื่นๆ บนออนไลน์ด้วย” นายบิสชินี กล่าว

ขณะที่จากการสำรวจยอดตลอดช่วงที่ผ่านมาของปีนี้จะพบว่า ในช่วงเทศกาลสำคัญๆ ยอดขายจะโตสูงขึ้น เช่น เทศกาลวันแม่ พบว่ายอดขายเติบโต 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ 2 สัปดาห์ก่อนหน้าเทศกาล โดยสินค้าที่ขายดีช่วงวันแม่ คือ กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต เครื่องใช้ไฟฟ้าและของในบ้าน ส่วนช่วงเทศกาลวันแห่งความรัก ยอดขายโต 23% สินค้าขายดี คือ นาฬิกา แว่นตา และเครื่องประดับ

นอกจากนี้ ในช่วงที่บริษัทจัดโปรโมชั่น พิเศษยอดก็จะเติบโตสูงขึ้นเช่นกัน ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้เริ่มต้นจัด ลาซาด้า ออนไลน์ ซูเปอร์เซลส์ ปรากฏว่าแค่วันเดียวยอดซื้อสินค้า 2.7 แสนชิ้น หรือเฉลี่ย 3 ชิ้น/1 วินาที โดยวันที่ 12-14 ธ.ค. นี้ จะเป็น 3 วันสุดท้ายของการจัดลาซาด้า ออนไลน์ ซูเปอร์เซลส์ จึงได้เตรียมกิจกรรมพิเศษลุ้นของรางวัล และส่วนลดพิเศษสินค้าแบรนด์ดังมานำเสนอในช่วงนี้

 

ค้าออนไลน์รับทรัพย์หยุดยาว “แบล็กฟรายเดย์” ดันยอดพุ่งทุบสถิติค้าออนไลน์รับทรัพย์หยุดยาว “แบล็กฟรายเดย์” ดันยอดพุ่งทุบสถิติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467558

ค้าออนไลน์รับทรัพย์หยุดยาว "แบล็กฟรายเดย์" ดันยอดพุ่งทุบสถิติ

ขายออนไลน์ทุบสถิติ กดดันร้านค้าดั้งเดิม ส่วนรายย่อยขายเอกลักษณ์รอด หลังพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน

รีเทลเน็กซ์ บริษัทวิเคราะห์การค้าปลีก เปิดเผยว่า ยอดค้าออนไลน์ในช่วงวันแบล็กฟรายเดย์เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ปรับตัวขึ้นเหนือ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.05 แสนล้านบาท) เป็นครั้งแรก สวนทางกับยอดขายจากร้านค้าทั่วไปปรับตัวลง 10.4% ในวันดังกล่าว และปรับลงรวม 5% เมื่อนับรวมวันที่ 24-25 พ.ย.

ขณะเดียวกัน อะโดเบ ดิจิทัล อินเด็กซ์ ดัชนีติดตามยอดค้าออนไลน์พบว่า ยอดขายออนไลน์ช่วงวันที่ 24-25 พ.ย.ที่ผ่านมาปรับขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 5,270 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.84 แสนล้านบาท) โดยในวันแบล็กฟรายเดย์ ยอดขายปรับขึ้น 21.6% ทำสถิติใหม่ที่ 3,340 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.16 แสนล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม ดีลอยต์ เปิดเผยว่า ลูกค้า 73% เลือกที่จะจับจ่ายในร้านค้าที่แตกต่างกันออกไป โดย 2 ใน 3 วางแผนจะใช้จ่ายกับร้านค้าท้องถิ่นหรือธุรกิจท้องถิ่น และเกือบ 25% เตรียมใช้จ่ายกับร้านค้าประเภทซุ้มขายของ

นอกจากนี้ ดีลอยต์ ระบุว่า ร้านค้าแบบดั้งเดิมสูญเสียรายได้ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7 ล้านล้านบาท) ในแต่ละปีให้กับธุรกิจค้าปลีกขนาดกลางและขนาดย่อม ส่งผลให้บรรดาร้านค้าปลีกรายใหญ่พยายามหาวิธีเพื่อแข่งขัน เช่น การโยกพนักงานลงสู่พื้นที่ขายเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าตัวต่อตัวมากขึ้น

สำนักข่าวซีเอ็นบีซี ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ โดยจากรายงานของกูเกิล เสิร์ชเอนจิ้นชื่อดัง ระบุว่า ผู้ใช้มีการค้นหาสินค้าซึ่งมีรูปแบบเฉพาะเพิ่มขึ้นถึง 65% เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับจำนวนลูกค้าที่ค้นหาสินค้าราคาถูกที่เพิ่มขึ้นเพียง 35%

สตีฟ บารร์ หัวหน้าฝ่ายค้าปลีกและลูกค้าของไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เปิดเผยกับซีเอ็นบีซีว่า พฤติกรรมผู้บริโภคดังกล่าวเป็นโอกาสสำหรับค้าปลีกรายย่อยที่มุ่งผลิตสินค้าที่ปรับแต่งได้ สินค้าท้องถิ่น และสินค้าแฮนด์เมด

“ผู้บริโภคกำลังบอกกับพวกเราว่าพวกเขาต้องการใช้จ่ายเพิ่ม และพวกเขากำลังบอกลักษณะเฉพาะของสิ่งที่พวกเขาต้องการ” บารร์ กล่าว

ทั้งนี้ ซีเอ็นบีซี ระบุว่า ค้าปลีกรายย่อยยังมีความท้าทายในด้านการค้าออนไลน์ที่แข่งขันสูง โดย อะโดเบ ดิจิทัล อินเด็กซ์ ระบุว่า นักช็อปมีความพร้อมที่จะจ่ายออนไลน์ในราคาแพงกว่ากับบริษัทที่ใหญ่และมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งยอดค้าออนไลน์ของรายใหญ่คิดเป็นสัดส่วน 16.6% เมื่อเทียบกับ 7% ของรายย่อย ส่งผลให้ค้าปลีกรายย่อยที่ไม่ปรับตัวรับยุคดิจิทัลจะไม่ได้ส่วนแบ่งจากการจับจ่ายที่เพิ่มขึ้นในช่วงวันหยุดยาว

ภาพ…เอเอฟพี

 

เร่งแก้ก่อนสาย “เด็กเสมือนยุค4.0” WEFชี้ยุคนี้ต้องมีความฉลาดทางดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467554

เร่งแก้ก่อนสาย "เด็กเสมือนยุค4.0" WEFชี้ยุคนี้ต้องมีความฉลาดทางดิจิทัล

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

“เรารู้สึกไม่โอเคอยู่แล้วที่ลูกเราติดไอแพดหนักมากขนาดตื่นมาก็ดู กินข้าวก็ยังดู แต่นี่มันเลยเถิดถึงขั้นที่น้องเดินถือไอแพดดูจนตกบันได โชคดีที่ครั้งนี้ไม่เป็นอะไร แต่เรารู้แล้วว่าเราจะปล่อยวางเรื่องนี้อีกไม่ได้ ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วจริงๆ”

ไปรยา จันทร์สมบูรณ์ หรือ “คุณเก๋” แม่ของน้องมิกิ วัย 7 ขวบ คือหนึ่งในหลายๆ ครอบครัวที่ประสบกับปัญหา “ไอแพดเป็นใหญ่” เพราะไม่ว่าจะทำอะไรน้องมิกิจะมีไอแพดอยู่ในสายตาเสมอ และจากเดิมที่เคยเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย เดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นเด็กขี้หงุดหงิด ไม่มีความอดทน ไม่ชอบการรอคอย และร้องไห้โวยวายเมื่อไม่ได้ดั่งใจ

เพราะในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ทุกคนต่างใจจดจ่ออยู่กับอุปกรณ์สื่อสารในมือมากกว่าจะพูดคุยปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ก็คงจะไม่แปลกเท่าไหร่นักหากเราจะเห็นเด็กยุคนี้มีของติดไม้ติดมือเป็นไอแพด หรือโทรศัพท์มือถือ แทนที่จะเป็นหนังสือเล่มโปรด หุ่นยนต์ หรือตุ๊กตา

กระนั้นแม้ว่าการใช้สื่อดิจิทัลยังมีความเสี่ยง และเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเรียนรู้ที่จะใช้อย่างเกิดประโยชน์จึงเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ปกครองหลายๆ คนก็เห็นพ้องกันว่าข้อดีของเทคโนโลยีใช่ว่าจะไม่มีเลย เพราะเทคโนโลยีถ้ารู้จักใช้ให้เป็น ใช้ให้ดี และมีผู้ปกครองคอยชี้แนะ ก็มีประโยชน์มหาศาลต่อการเรียนรู้ของเด็กเช่นกัน

ในวาระ “วันประถมศึกษาแห่งชาติ” ซึ่งตรงกับวันที่ 25 พ.ย.ของทุกปี สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) จึงได้ประมวลข้อมูลจากเวิลด์อิโคโนมิคฟอรั่มที่ระบุถึงคุณลักษณะและทักษะชีวิตในโลกยุคดิจิทัลหรือ “ความฉลาดทางดิจิทัล” (Digital Intelligence : DQ) ที่จำเป็นสำหรับเด็กในศตวรรษที่ 21 ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ

ระดับที่ 1 การเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล (Digital Citizenship) : ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและสื่อใน โลกยุคดิจิทัลได้อย่างเกิดประโยชน์ มีความรับผิดชอบและปลอดภัย

ระดับที่ 2 ความคิดสร้างสรรค์ในยุคดิจิทัล (Digital Creativity) : ความสามารถในการผนวกทักษะในการสร้างสรรค์ข้อมูลและเปลี่ยนความคิดใหม่ๆ ให้เป็นความจริงด้วยการใช้เครื่องมือดิจิทัล

ระดับที่ 3 ผู้ประกอบการยุคดิจิทัล (Digital Entrepreneurship) ความสามารถในการใช้สื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาที่ท้าทายใหม่ๆ ในโลก หรือเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ

ข้อมูลยังระบุด้วยว่า เด็กเยาวชนล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงต่อภัยในโลกไซเบอร์ เช่น ภาวะการเสพติดเทคโนโลยี การถูกกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์ เป็นต้น โดยพวกเขาสามารถซึมซับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์จากโลกไซเบอร์ซึ่งส่งผล กระทบต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ฉะนั้นในขณะที่เด็กคนอื่นๆ อาจจะสามารถต่อสู้กับความท้าทายในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ แต่เด็กกลุ่มเสี่ยง อาทิ กลุ่มที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เด็กชน กลุ่มน้อย หรือเด็กที่ประสบปัญหาความยากจนเหล่านี้ พวกเขาจะมีความเสี่ยงที่มากกว่า และยังเผชิญกับผลลัพธ์ที่รุนแรงยิ่งกว่าด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่านักการศึกษาจะมีแนวโน้มที่คิดว่าเยาวชนเหล่านี้สามารถเลือกเรียนรู้ทักษะเหล่านี้ด้วยตนเอง หรือครอบครัว แต่เมื่อพิจารณาถึงช่องว่างระหว่างวัย จะพบว่าเด็กเยาวชนในปัจจุบันที่เรียกว่า “ยุค Z” นั้นเป็นรุ่นแรกที่เติบโตขึ้นท่ามกลางยุคของมือถือและโซเชียลมีเดียอย่างแท้จริง แล้วจะคาดหวังใหผู้ปกครองหรือครูเรียนรู้ที่จะสอนให้เด็กในยุคปัจจุบันมีทักษะเท่าทันการใช้สื่อในยุคดิจิทัล

สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชาประถมศึกษา กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า ทักษะยุคดิจิทัลเป็นทักษะร่วมของทุกคนในสังคม และในฐานะครูก็ต้องปรับเปลี่ยนทิศทางการเรียนรู้ร่วมกับเด็กในยุคนี้ให้ได้ โดย 1.หลักสูตรต้องลดเนื้อหา และต้องผสมผสานทักษะในยุคดิจิทัลเข้ากับทักษะอื่นๆ เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้เท่าทันยุคสมัย 2.พ่อแม่และครูต้องปรับตัวเองจาก “ผู้สอน” เป็น “กระบวนการ” เชื่อมโยงโลกความเป็นจริงกับโลกเสมือน และพาเด็กเรียนรู้โลกทั้งสองแบบควบคู่กันไป มิฉะนั้นเด็กจะกลายเป็น “เด็กเสมือน” ไม่ใช่ “เด็กในโลกแห่งความจริง” และ 3.ปรับมายาคติเรื่องการสอน เปลี่ยนเด็กให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โดยเฉพาะครูผู้สอนในระดับประถมศึกษาที่มักถูกมองว่าต้องอัดข้อมูลให้ผู้เรียนมากที่สุด เพราะฉะนั้นครูประถมต้องก้าวให้พ้นมายาคติเก่า รู้เท่าทันสื่อให้มาก

ทักษะพลเมืองยุคออนไลน์

สำหรับทักษะที่เด็กเยาวชนยุคใหม่ควรเรียนรู้ในการเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัลตามที่เวิลด์อิโคโนมิคฟอรั่ม (WEF) ระบุไว้ คือ

1.ทักษะในการรักษาอัตลักษณ์ที่ดีของตนเองไว้ได้อย่างดีทั้งในโลกออนไลน์และโลกความจริง

2.ทักษะในการจัดสรรเวลาหน้าจอ : ความสามารถในการบริหารเวลาที่ใช้อุปกรณ์ยุคดิจิทัล และสามารถการทำงานที่หลากหลายในเวลาเดียวกันได้

3.ทักษะในการรับมือกับการคุกคามทางโลกออนไลน์ : ความสามารถในการรับรู้ และรับมือการคุกคามข่มขู่บนโลกออนไลน์ได้อย่างชาญฉลาด

4.ทักษะในการรักษาความปลอดภัยของตนเองในโลกออนไลน์ : ความสามารถในการป้องกันข้อมูลด้วยการสร้างระบบความปลอดภัยที่เข้มแข็ง และป้องกันการโจรกรรมข้อมูลหรือการโจมตีออนไลน์ได้

5.ทักษะในการรักษาข้อมูลส่วนตัว : มีดุลพินิจในการบริหารจัดการข้อมูลส่วนตัว โดยเฉพาะการแชร์ข้อมูลออนไลน์เพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวทั้งของตนเองและผู้อื่น

6.ทักษะการคิดวิเคราะห์มีวิจารณญาณที่ดี : ความสามารถในการวิเคราะห์แยกแยะระหว่างข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลที่ผิด ข้อมูลที่มีเนื้อหาดีและข้อมูลที่เข้าข่ายอันตราย

7.ทักษะในการบริหารจัดการข้อมูลที่ผู้ใช้งานมีการทิ้งไว้บนโลกออนไลน์ : ความสามารถในการเข้าใจธรรมชาติของการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลว่าจะหลงเหลือร่องรอยข้อมูลทิ้งไว้เสมอ

8.ทักษะการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม : ความเห็นอกเห็นใจ และเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นบนโลกออนไลน์

 

ค้าปลีกเบนเข็มมุ่งขายออนไลน์ ชิงลูกค้าช่วง ‘แบล็กฟรายเดย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467358

ค้าปลีกเบนเข็มมุ่งขายออนไลน์ ชิงลูกค้าช่วง 'แบล็กฟรายเดย์'

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

แบล็กฟรายเดย์ หรือ วันลดราคาสินค้าครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของสหรัฐในวันศุกร์สุดท้ายของเดือน พ.ย. หลังวันขอบคุณพระเจ้า เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อวานนี้ โดยชาวอเมริกันมีแนวโน้มจับจ่ายใช้สอยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการซื้อสินค้าออนไลน์ หลังเศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวแข็งแกร่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

บลูมเบิร์ก เปิดเผยว่า ผู้บริโภคคลายความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจ เนื่องจากอัตราว่างงาน ราคาเชื้อเพลิง และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ค่าแรง ราคาบ้าน และตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น
ต่อเนื่อง รวมถึงทิศทางประเทศมีความชัดเจนขึ้นหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเสร็จสิ้นลงไปแล้ว

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมผู้ค้าปลีกสหรัฐ (เอ็นอาร์เอฟ) คาดการณ์ว่า ยอดขายสินค้าระหว่างวันหยุดสุดสัปดาห์ 4 วันช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้า คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.6% อยู่ที่ 6.55 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 23 ล้านล้านบาท) จากปีก่อนหน้านี้ เนื่องจากชาวอเมริกันราว 137.4 ล้านคน มีแนวโน้มซื้อสินค้ามากขึ้นในช่วงดังกล่าว เพิ่มขึ้นจาก 135.8 ล้านคนเมื่อปี 2015

ด้านรอยเตอร์สรายงานอ้างบริษัทวิจัย อะโดบี ดิจิทัล อินเด็กซ์ ว่า ยอดผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ในช่วงค่ำของวันขอบคุณพระเจ้าเมื่อวันที่ 24 พ.ย. อยู่ที่ประมาณ 1,150 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.1 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้นเกือบ 14% จากปีที่แล้ว สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าออนไลน์มากยิ่งขึ้น แทนที่จะออกไปซื้อของตามห้างค้าปลีกแบบเดิมๆ

“ยอดขายออนไลน์ปีนี้ของเราปรับตัวขึ้นสูงมาก” ไบรอัน คอร์แนล ผู้บริหารทาร์เก็ต ร้านขายสินค้าลดราคาชื่อดังของสหรัฐกล่าว และเสริมว่า ยอดขายออนไลน์ปีนี้ของบริษัทปรับตัวขึ้นกว่า 10% แล้ว

สาเหตุหนึ่งที่ยอดขายดังกล่าวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น มาจากการที่ร้านค้าปลีกต่างๆ มุ่งเน้นการลดราคาสินค้าออนไลน์มากกว่าปีที่ผ่านๆ มา รวมถึงเปิดเผยโปรโมชั่นลดราคาสินค้าล่วงหน้าก่อนถึงวันแบล็กฟรายเดย์ เพื่อหวังดึงดูดผู้บริโภค โดยเทศกาลวันหยุดในเดือน พ.ย.-ธ.ค.นั้น มีความสำคัญอย่างมากต่อบรรดาบริษัทค้าปลีก เนื่องจากยอดขายในช่วงดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของยอดขายตลอดทั้งปี

ชิงลดราคาก่อนได้เปรียบกว่า

ท่ามกลางการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกอันดุเดือด บริการซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นทางเลือกการจับจ่ายซื้อของที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น ได้เพิ่มความท้าทายในการอยู่รอดของห้างค้าปลีก โดยผลการสำรวจจากบริษัทให้บริการทางการเงิน แบงก์เรทดอทคอม พบว่า ผู้บริโภคอเมริกันเพียง 23% เท่านั้นที่ตั้งใจออกไปซื้อของที่ร้านค้าในวันแบล็กฟรายเดย์ปีนี้ ด้วยเหตุนี้ บริษัทค้าปลีกหลายแห่ง จึงได้เบนเข็มมุ่งจำหน่ายสินค้าออนไลน์เร็วกว่าปกติมากยิ่งขึ้น

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า วอลมาร์ท บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ ส่งโปรโมชั่นลดราคาสินค้าออนไลน์ช่วงแบล็กฟรายเดย์ไปให้ลูกค้าตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. และเริ่มเปิดขายสินค้าลดราคาออนไลน์ล่วงหน้าเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เร็วกว่าปีที่แล้ว 1 วัน นอกเหนือจากวอลมาร์ทแล้ว บริษัท ทอยส์ “อาร์” อัส ผู้จำหน่ายของเล่นชื่อดัง และโคห์ลส คอร์ป ห้างค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ ก็จำหน่ายสินค้าออนไลน์เร็วกว่าเดิมเช่นกัน โดยในปีนี้ โคห์ลส คอร์ป ได้ขยายส่วนลดราคาสินค้าประจำปีที่มีชื่อว่า ดอร์-บัสเตอร์ ซึ่งปกติเป็นการลดราคาสินค้าแค่ในร้าน ให้ครอบคลุมการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นครั้งแรก

ขณะเดียวกัน บริษัทวิจัยตลาด มาร์เก็ต แทร็ก แอลแอลซี เปิดเผยว่า บริษัทค้าปลีกอื่นๆ เปิดเผยโปรโมชั่นลดราคาสินค้าเร็วขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาถึง 3 วัน รวมถึงส่งอีเมลโฆษณาให้ลูกค้าเพิ่มขึ้น 15% ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.-19 พ.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ทั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวถือว่าได้ผล โดยอะโดบี ซิสเต็มส์ บริษัทวิจัยตลาดอีกแห่งเปิดเผยว่า ยอดขายสินค้าออนไลน์ของบริษัทค้าปลีก เพิ่มขึ้น 4.3% จากปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.6 แสนล้านบาท) ระหว่างวันที่ 1-23 พ.ย. และคาดว่าการซื้อสินค้าออนไลน์ช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าจะปรับตัวขึ้น 16% อยู่ที่ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.1 หมื่นล้านบาท) จากปีก่อนด้วยเช่นกัน

รายงานระบุว่า บรรดาร้านค้าปลีกหันมามุ่งให้ส่วนลดสินค้าออนไลน์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทอี-คอมเมิร์ซหลายรายอย่างอเมซอน รวมถึงแสวงหาทางสร้างข้อได้เปรียบเพิ่มจากการขายสินค้าผ่านมือถือด้วย

เล็งใช้ “เอไอ” ดึงดูดลูกค้า

นอกจากการเปลี่ยนกลยุทธ์สู่การจัดจำหน่ายออนไลน์มากขึ้นแล้ว บริษัทค้าปลีกหลายแห่งเตรียมใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ มาช่วยกระตุ้นยอดขายสินค้าและดึงดูดผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า เอไอช่วยจะเพิ่มความสะดวกสบายในการซื้อของออนไลน์มากขึ้น โดยสามารถให้คำแนะนำสินค้าได้ตรงกับรสนิยมผู้ซื้อ รวมถึงช่วยค้นหาสินค้าทั้งในร้านค้าปลีกและร้านออนไลน์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ผ่านระบบการค้นหาสินค้าด้วยรูปภาพ ซึ่งในอนาคต คาดว่าเอไอจะสามารถให้บริการลูกค้าได้เช่นเดียวกับพนักงานแนะนำสินค้าภายในร้าน

โคซาเบลลา บริษัทจำหน่ายชุดชั้นในสัญชาติอิตาลี คือหนึ่งในบริษัทค้าปลีกที่เริ่มทดลองนำเอไอมาใช้ทำการตลาดและบริการลูกค้า โดย คอร์ทนี่ย์ คอนแนล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดเปิดเผยว่า เอไอช่วยลดระยะเวลาในการทำแคมเปญโฆษณา และเพิ่มยอดขายได้ถึง 35%

แม้ว่าในขณะนี้ การนำเอไอมาใช้ในธุรกิจค้าปลีกยังอยู่ในขั้นการทดลอง แต่ความพยายามพัฒนาให้เอไอกลายเป็นแชตบอต ที่สามารถตอบโต้กับลูกค้าได้แบบเรียลไทม์นั้น คาดว่าจะพลิกโฉมการซื้อของในร้านค้าปลีกแบบเดิม ซึ่งนอกจากจะลดรายจ่ายในการจ้างพนักงานแล้ว ยังเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า และเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ช่วยดึงผู้บริโภคกลับมาซื้อของในร้านค้าปลีกอีกครั้ง หลังจากที่ส่วนใหญ่นิยมหันไปซื้อของออนไลน์มากขึ้นในขณะนี้